The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by hathaichanok, 2024-06-22 07:45:38

SAR2566ปฐมวัย

SAR2566ปฐมวัย

48 4. แผนงานหรือแนวทางการพัฒนาคุณภาพให้สูงขึ้น 4.1 พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4.2 ส่งเสริมการดำเนินงานตามระบบการประกันคุณภาพภายในให้มีความเข้มแข็งเพื่อรองรับการ ประเมินคุณภาพภายนอก 4.3 ส่งเสริมการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยแทรกกิจกรรมคุณธรรมที่คัดสรรสู่การเรียนการ สอนทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ มาตรฐานที่ 3 การจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ ระดับคุณภาพ : ยอดเยี่ยม 1. กระบวนการดำเนินงาน 1.1 ขั้นวางแผนการดำเนินงาน 2) ประชุมวางแผนในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาการศึกษาปฐมวัย กำหนดแนวทางการจัด การศึกษา เพื่อส่งเสริมให้เด็กได้บรรลุมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ และสภาพ ที่พึงประสงค์ ตามที่หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยกำหนด 1.2 ขั้นดำเนินการ 2) จัดทำหลักสูตรสถานศึกษาบนพื้นฐานหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สะท้อนให้เห็นหลักสูตร การศึกษาปฐมวัย โดยประสานความร่วมมือระหว่างครอบครัว ชุมชนคณะกรรมการบริหาร โรงเรียน ครูผู้สอนระดับปฐมวัยและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็ก 3) ศึกษาหลักสูตรจากคู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยและเอกสารประกอบหลักสูตรการศึกษา ปฐมวัย ศึกษาข้อมูลพื้นฐานครอบครัว ชุมชน และท้องถิ่น โดยกำหนดปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย มาตรฐาน ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์โดยสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตร รายปี เพื่อกำหนดประสบการณ์สำคัญและสาระที่ควรเรียนรู้ 4) กำหนดโครงสร้างหลักสูตรตามความเหมาะสมและความจำเป็นของสถานศึกษา จากนั้นทำ การประเมินหลักสูตรและตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตรก่อนนำไปใช้ 5) จัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามหน่วยการเรียนรู้ของหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียน บ้านดงซ่อม 1.3 การนิเทศ ติดตาม ตรวจสอบและการประเมินพัฒนาการ 2) นิเทศ กำกับ ติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ และต่อเนื่องตามแผนที่ จัดทำไว้ 3) ครูประจำชั้นดำเนินการการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยที่จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 4) หัวหน้าฝ่ายดำเนินการนิเทศ ติดตาม ตรวจสอบงานที่เกี่ยวข้องและรายงานผลให้กับผู้บริหาร ทราบ 1.4 การพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง 1) พัฒนาและยกระดับมาตรฐานการจัดการศึกษาปฐมวัยให้อยู่ในระดับยอดเยี่ยม 2) สนับสนุนให้ครูสร้างนวัตกรรม สื่อการเรียนการสอน และทำการวิจัย


49 3) ส่งเสริมและพัฒนาทักษะวิชาชีพครูให้ก้าวหน้าและสามารถนำความรู้เหล่านั้นไปพัฒนา คุณภาพการศึกษาปฐมวัยต่อไป 4) ดำเนินการจัดกิจกรรม/โครงการพัฒนาเด็กปฐมวัย 5) ปรับปรุงภูมิทัศน์ทั้งภายในและภายนอกห้องเรียนให้น่าอยู่และน่าเรียนอยู่เสมอ 2. ผลการดำเนินงาน 2.1 จัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการทุกด้านอย่างสมดุลเต็มศักยภาพ ผลการดำเนินงานพบว่า โรงเรียนบ้านดงซ่อมฝ่ายปฐมวัยมีกระบวนการด้านการจัด ประสบการณ์ที่ส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการทุกด้านอย่างสมดุลเต็มศักยภาพ ครูมีการวิเคราะห์เด็กเป็น รายบุคคล จากการประเมิน พัฒนาการเด็กทั้ง 4 ด้าน ของเด็กแต่ละคน จัดทำแผนการจัดประสบการณ์ จากการวิเคราะห์ มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในหลักสูตรสถานศึกษา โดยใช้กิจกรรมหลัก 6 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ กิจกรรมเสริมประสบการณ์ กิจกรรมสร้างสรรค์ กิจกรรม กลางแจ้ง กิจกรรมเสรี และกิจกรรมเกมการศึกษา การจัดกิจกรรมการบูรณาการส่งเสริมคุณลักษณะที่พึง ประสงค์ และประสบการณ์สำคัญที่เหมาะสมกับวัยและพัฒนาการของเด็ก สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษา ปฐมวัย ที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็กครบทุกด้านได้แก่ ทั้ง ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์จิตใจ ด้านสังคม และด้าน สติปัญญา จัดโครงการส่งเสริมศักยภาพเด็ก กิจกรรมประเมินพัฒนาการเด็ก จัดกิจกรรมส่งเสริมปลูกฝัง คุณธรรม จริยธรรม เป็นสมาชิกที่ดีของสังคม รักครอบครัว ชุมชนและประเทศชาติที่เหมาะสมกับวัย และพัฒนาการของเด็ก และจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการแบบองค์รวมผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ในกิจวัตร ประจำวัน โดยมีผลการดำเนินโครงการส่งเสริมศักยภาพทักษะพื้นฐานและพัฒนาอารมณ์จิตใจของเด็ก ปฐมวัย ดังนี้ โครงการ ขั้นตอนกิจกรรม ผลการดำเนินโครงการ 1. โครงการส่งเสริม ศักยภาพทักษะพื้นฐานและ พัฒนาอารมณ์จิตใจของ เด็กปฐมวัย - กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ - กิจกรรมสร้างสรรค์ - กิจกรรมเสริมประสบการณ์ - กิจกรรมกลางแจ้ง - กิจกรรมพัฒนาเสรี - กิจกรรมเกมการศึกษา - สร้างสื่อการเรียนการสอน เชิงปริมาณ เด็กปฐมวัยโรงเรียนบ้านดงซ่อมทุก คนได้รับการพัฒนาทักษะให้มี พัฒนาการการเรียนรู้ที่ดีและ ได้รับ การพัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา อย่างเต็ม ศักยภาพ เชิงคุณภาพ 1. ร้อยละ 100 ของเด็กปฐมวัย โรงเรียนบ้านดงซ่อมได้รับการส่งเสริม พัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ – จิตใจ สังคมและ สติปัญญา อย่างเต็ม ศักยภาพ ได้รับการจัดประสบการณ์ การเรียนรู้ให้สามารถดำรง ชีวิตประจำวัน ได้อย่างมีความสุข ในระดับดีขึ้นไป


50 โครงการ ขั้นตอนกิจกรรม ผลการดำเนินโครงการ ๒. ร้อยละ 86.67ของเด็กปฐมวัย โรงเรียนบ้านดงซ่อมสามารถทำงาน ร่วมกับเพื่อนอย่างมีเป้าหมาย ในระดับ ดี3 3. ร้อยละ 100 ของครูปฐมวัย โรงเรียนบ้านดงซ่อมได้พัฒนาทักษะ กระบวนการจัดการเรียนการสอน 2. โครงการ นักวิทยาศาสตร์น้อย - กิจกรรมทดลองวิทยาศาสตร์ อ.2 จำนวน 10 กิจกรรม - กิจกรรมทดลองวิทยาศาสตร์ อ.3 จำนวน 10 กิจกรรม - โครงงานวิทยาศาสตร์ เชิงปริมาณ เด็กปฐมวัยโรงเรียนบ้านดงซ่อม ทุกคน มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ องค์ความรู้วิทยาศาสตร์ความก้าวหน้า ในการปฏิบัติกิจกรรมตามโครงการ “บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศ ไทย” จำนวน 20 กิจกรรม เด็กปฐมวัยโรงเรียนบ้านดงซ่อม ทุกคนมีความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ พื้นฐาน และเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เชิงคุณภาพ 1. ร้อยละ 100 เด็กปฐมวัยโรงเรียน บ้านดงซ่อม สามารถปฏิบัติกิจกรรมตาม โครงการ“บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย”ได้มีเจตคติที่ดีต่อการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แ ล ะ ม ี ท ั ก ษ ะ พ ื ้ น ฐ า น ท า ง ด ้ า น วิทยาศาสตร์และพร้อมที่จะต่อยอด ทักษะและความสามารถทางด้านนี้ ต่อไปในอนาคต ในระดับดีขึ้นไป 3. โครงการพัฒนาผู้เรียน ระดับปฐมวัย - กิจกรรมศึกษาแหล่งเรียนรู้ นอกห้องเรียน - กิจกรรมวันสำคัญ - กิจกรรมส่งเสริมทักษะการปั้น ดินน้ำมันและฉีกตัดปะ - กิจกรรมลูกเสือน้อย - กิจกรรม Open house เชิงปริมาณ เด็กปฐมวัยโรงเรียนบ้านดงซ่อมทุก คนมีพัฒนาการทางด้านสังคม ด้าน อารมณ์และจิตใจ ด้านสติปัญญา ด้าน ร่างกายอยู่ในระดับดีขึ้นไป สามารถ สร้างผลงานปั้นดินน้ำมันและสร้าง ภาพฉีกตัดปะได้ด้วย ตนเอง อีกทั้งมี ทักษะกระบวนการที่จำเป็นตาม


51 โครงการ ขั้นตอนกิจกรรม ผลการดำเนินโครงการ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย และมี เจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ เชิงคุณภาพ 1. ร้อยละ 100 เด็กปฐมวัย โรงเรียนบ้านดงซ่อมมีพัฒนาการทั้ง 4 ด้านตามเกณฑ์ ๒. ร้อยละ 96.67 เด็กปฐมวัย โรงเรียนบ้านดงซ่อมเกิดความคิดรวบ ยอดเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆที่เกิดจาก ประสบการณ์การเรียนรู้ รู้จักแหล่ง เรียนรู้ในท้องถิ่นและในจังหวัดของ ตนเอง อีกทั้งยังมีทักษะกระบวนการที่ จำเป็นตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย และมี มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และมี ความสามารถในการแสวงหาความรู้ เชื่อมโยงความรู้และทักษะต่าง ๆ ไปใช้ ในชีวิตประจำวัน ในระดับ 3 3. ร้อยละ 100 เด็กปฐมวัย โรงเรียนบ้านดงซ่อมสามารถใช้ กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็ก แข็งแรง ใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและ ประสานสัมพันธ์กัน สร้างผลงานปั้น ดินน้ำมันและสร้างภาพฉีกตัดปะได้ ด้วยตนเอง ในระดับดีขึ้นไป 2.2 สร้างโอกาสให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง เล่นและปฏิบัติอย่างมีความสุข ผลการดำเนินงานพบว่า โรงเรียนบ้านดงซ่อมมีกระบวนการสร้างโอกาสให้เด็กได้รับประสบการณ์ ตรง เล่นและปฏิบัติอย่างมีความสุข จากการจัดกิจกรรมทำแผนการจัดประสบการณ์ในรูปแบบบูรณาการ การเรียนรู้ที่ให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงจากการเล่นและปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ อย่างมีความสุข เกิดการ เรียนรู้และมีพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ซึ่งสามารถยืดหยุ่นได้ตาม ความเหมาะสมและสอดคล้องกับหลักสูตรปฐมวัย ทั้งในห้องเรียน 6 กิจกรรมหลัก กิจกรรม เคลื่อนไหว และจังหวะ กิจกรรมเสริมประสบการณ์ กิจกรรมสร้างสรรค์ กิจกรรมเสรี กิจกรรม กลางแจ้ง กิจกรรมเกม การศึกษา และนอกห้องเรียน เช่น เล่นตามมุม เล่นเครื่องสนาม การ เล่นกีฬา การทดลอง การเรียน การสอนแบบโครงงาน Project Approach ทัศนศึกษา เป็นต้น มีการติดตามตรวจสอบการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนเป็นประจำโดยจัดกิจกรรมนิเทศการสอน กิจกรรมพัฒนาสื่อการจัดการเรียนการสอน พบว่าครูจัดประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมของเด็กได้ให้เด็กมีโอกาสเลือกทำกิจกรรมอย่าง


52 อิสระ ตามความต้องการ ความสนใจ ความสามารถ ตอบสนองต่อวิธีการเรียนรู้ของเด็กเป็นรายบุคคล หลากหลายรูปแบบ ครูให้เด็กได้เลือกเล่น เรียนรู้ลงมือ กระทำและสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองจากแหล่ง เรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น การทำศิลปะ การเลือกเล่นตามมุม การเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ภายในโรงเรียน การทำการทดลอง วิทยาศาสตร์ การประกอบอาหารในโครงงาน โดยมีผลการดำเนินโครงการพี่สอนน้องสร้างสรรค์ดังนี้ โครงการ ขั้นตอนกิจกรรม ผลการดำเนินโครงการ 1. โครงการพี่สอนน้อง สร้างสรรค์ - กิจกรรมสร้างสรรค์ฉีก ตัด ปะและปั้นดินน้ำมัน - กิจกรรม Cooking เชิงปริมาณ เด็กปฐมวัยโรงเรียนบ้านดงซ่อมทุก คน ได้เข้าร่วมกิจกรรม พี่สอนน้อง สร้างสรรค์ เชิงคุณภาพ 1. ร้อยละ 100 เด็กปฐมวัย โรงเรียนบ้านดงซ่อมมีความมีวินัยใน ตนเองในระดับ 3 2. ร้อยละ 83.33 เด็กปฐมวัย โรงเรียนบ้านดงซ่อมมีความรับผิดชอบ ทำงานที่ได้รับมอบหมายจนสำเร็จด้วย ตนเองและปฏิบัติข้อตกลงร่วมกัน ใน ระดับ 3 3. ร้อยละ 100 เด็กปฐมวัย โรงเรียนบ้านดงซ่อมมีความเมตตา กรุณามีน้ำใจ และรู้จักช่วยเหลือและ แบ่งปันมีความรักกับเด็กที่มีอายุน้อย กว่าได้ ในระดับ 3 2. โครงการส่งเสริม ศักยภาพทักษะพื้นฐาน และพัฒนาอารมณ์จิตใจ ของเด็กปฐมวัย - กิจกรรมเคลื่อนไหวและ จังหวะ - กิจกรรมสร้างสรรค์ - กิจกรรมเสริมประสบการณ์ - กิจกรรมกลางแจ้ง - กิจกรรมพัฒนาเสรี - กิจกรรมเกมการศึกษา - สร้างสื่อการเรียนการสอน เชิงปริมาณ เด็กปฐมวัยโรงเรียนบ้านดงซ่อมทุก คน ได้รับการพัฒนาทักษะให้มี พัฒนาการการเรียนรู้ที่ดีและ ได้รับการ พัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา อย่างเต็มศักยภาพ เชิงคุณภาพ 1. ร้อยละ 100 ของเด็กปฐมวัย โรงเรียนบ้านดงซ่อมได้รับการส่งเสริม พัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ – จิตใจ สังคมและ สติปัญญา อย่างเต็มศักยภาพ ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้


53 โครงการ ขั้นตอนกิจกรรม ผลการดำเนินโครงการ สามารถดำรง ชีวิตประจำวันได้ อย่างมี ความสุข ๒. ร้อยละ 100 เด็กปฐ ม วั ย โรงเรียนบ้านดงซ่อมทุกคนได้รับการ ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ - จิตใจ สังคมและ สติปัญญา อย่างเต็ม ศักยภาพ เนื่องจากได้รับการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ให้สามารถ ดำรง ชีวิตประจำวันได้ อย่างมีความสุข อีกทั้งยังสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ เป็นอย่างดี 3. ร้อยละ 100 ของครูปฐมวัย โรงเรียนบ้านดงซ่อมได้พัฒนาทักษะ กระบวนการจัดการเรียนการสอน 3. โครงการ นักวิทยาศาสตร์น้อย - กิจกรรมทดลองวิทยาศาสตร์ อ.2 จำนวน 10 กิจกรรม - กิจกรรมทดลองวิทยาศาสตร์ อ.3 จำนวน 10 กิจกรรม - โครงงานวิทยาศาสตร์ เชิงปริมาณ เด็กปฐมวัยโรงเรียนบ้านดงซ่อมทุก คน มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ ความรู้วิทยาศาสตร์ความก้าวหน้า ใน การปฏิบัติกิจกรรมตามโครงการ “บ้าน นักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย” จำนวน 20 กิจกรรม เด็กปฐมวัยโรงเรียนบ้านดงซ่อม มีความรู้ ความเข้าใจ ทักษะพื้นฐาน แ ล ะ เ จ ต ค ต ิ ท ี ่ ด ี ต ่ อ ก า ร เ ร ี ย น รู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เชิงคุณภาพ 1. ร้อยละ 100 เด็กปฐมวัยโรงเรียน บ้านดงซ่อม สามารถปฏิบัติกิจกรรมตาม โครงการ “บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย”ได้ มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและมีทักษะ พื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์และพร้อม ที่จะต่อยอดทักษะและความสามารถ ทางด้านนี้ต่อไปในอนาคต ในระดับดี ขึ้นไป


54 โครงการ ขั้นตอนกิจกรรม ผลการดำเนินโครงการ 4. โครงการพัฒนาผู้เรียน ระดับปฐมวัย - กิจกรรมศึกษาแหล่งเรียนรู้ นอกห้องเรียน - กิจกรรมวันสำคัญ - กิจกรรมส่งเสริมทักษะการปั้น ดินน้ำมันและฉีกตัดปะ - กิจกรรมลูกเสือน้อย - กิจกรรม Open house เชิงปริมาณ เด็กปฐมวัยโรงเรียนบ้านดงซ่อม ทุกคน มีพัฒนาการทางด้านสังคม ด้านอารมณ์และจิตใจ ด้านสติปัญญา ด้านร่างกายอยู่ในระดับดีขึ้นไป สามารถสร้างผลงานปั้นดินน้ำมันและ สร้างภาพฉีกตัดปะได้ด้วย ตนเอง อีกทั้ง มีทักษะกระบวนการที่จำเป็นตาม หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย และมี เจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ เชิงคุณภาพ 1. ร้อยละ 100 เด็กปฐมวัยโรงเรียน บ้านดงซ่อมมีพัฒนาการทั้ง 4 ด้านตาม เกณฑ์ในระดับดีขึ้นไป ๒. ร้อยละ 96.67 เด็กปฐมวัย โรงเรียนบ้านดงซ่อมเกิดความคิดรวบ ยอดเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆที่เกิดจาก ประสบการณ์การเรียนรู้ รู้จักแหล่ง เรียนรู้ในท้องถิ่นและในจังหวัดของ ตนเอง อีกทั้งยังมีทักษะกระบวนการ ที่จำเป็นตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย และมี มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และมี ความสามารถในการแสวงหาความรู้ เชื่อมโยงความรู้และทักษะต่าง ๆ ไปใช้ ในชีวิตประจำวัน ในระดับ 3 3. ร้อยละ 100 เด็กปฐมวัย โรงเรียนบ้านดงซ่อมสามารถใช้ กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็ก แข็งแรง ใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและ ประสานสัมพันธ์กัน สร้างผลงานปั้นดิน น้ำมันและสร้างภาพฉีกตัดปะได้ด้วย ตนเอง ในระดับดีขึ้นไป 5. พัฒนาคุณภาพการ เรียนการสอนระดับปฐมวัย - กิจกรรมเคลื่อนไหวและ จังหวะ - กิจกรรมสร้างสรรค์ - กิจกรรมเสริมประสบการณ์ เชิงปริมาณ ครูผู้สอนระดับปฐมวัยมีความ สามารถในการจัดประสบการณ์การ เรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความรู้


55 โครงการ ขั้นตอนกิจกรรม ผลการดำเนินโครงการ - กิจกรรมกลางแจ้ง - กิจกรรมพัฒนาเสรี - กิจกรรมเกมการศึกษา - กิจวัตรประจำวัน ความเข้าใจเป้าหมายและหลักสูตร การศึกษาปฐมวัย สามารถวิเคราะห์เด็ก เป็นรายบุคคลเพื่อออกแบบการจัด ประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ อีกทั้งยังสามารถในการใช้สื่อที่ เหมาะสมและสอดคล้องกับการเรียนรู้ ของเด็ก เพื่อทำการประเมินพัฒนาการ ของเด็กตามสภาพจริง โดยคำนึงถึง พัฒนาการ ตามวัย และนำผลการ ประเมินพัฒนาการมาปรับเปลี่ยนการ จัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาเด็กให้เต็ม ศักยภาพ เชิงคุณภาพ 1. ร้อยละ 100 เด็กปฐมวัย โรงเรียนบ้านดงซ่อม มีพัฒนาการทั้ง 4 ด้านที่ดีตามศักยภาพ ร้อยละ 90.00 มีน้ำหนัก ส่วนสูงตามเกณฑ์มาตรฐาน สามารถดูแลสุขภาพ สุขอนามัยและ ดูแลตนเองให้มีความปลอดภัย ในระดับ 3 2. ร้อยละ 100 ครูปฐมวัยโรงเรียน บ้านดงซ่อมจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับ เป้าหมายของหลักสูตรการศึกษา ปฐมวัย มีการเก็บรวมรวมข้อมูลเด็ก เป็นรายบุคคลครบถ้วนทุกด้าน และ สามารถจัดประสบการณ์และกิจกรรม ประจำวันได้เหมาะสมกับพัฒนาการ ของเด็ก สามารถใช้สื่อ/แหล่งเรียนรู้ใน การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ เหมาะสมและสอดคล้องกับการเรียนรู้ ของเด็กและเลือกใช้วิธีการ/เครื่องมือ วัดและประเมินพัฒนาการของเด็กตาม สภาพจริง นำผลการประเมินมา ปรับปรุงแผนการจัดประสบการณ์ที่ สอดคล้องกับผู้เรียนมากยิ่งขึ้น


56 2.3 จัดบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ใช้สื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับวัย ผลการดำเนินงานพบว่า โรงเรียนบ้านดงซ่อมมีกระบวนการการจัดบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ใช้สื่อ และเทคโนโลยีที่เหมาะสมตามวัย โดยครูจัดห้องเรียนให้สะอาด อากาศถ่ายเท ปลอดภัย มีพื้นที่หน้า ห้องสำหรับแสดงผลงานเด็ก พื้นที่สำหรับมุมประสบการณ์และการจัดกิจกรรม ให้เด็กมีส่วนร่วมในการจัด สภาพแวดล้อมในห้องเรียน การตกแต่งมุมต่าง ๆ และมีการจัดห้องให้สวยงาม น่าเรียน สื่อการเรียนรู้ที่เอื้อ ต่อการจัดประสบการณ์ เช่น สารนิทัศน์ สื่อการเรียนการสอน เกมการศึกษา มีสื่อของเล่นที่กระตุ้นให้ คิดและหาคำตอบ ป้ายนิเทศในชั้นเรียน โดยมีผลการดำเนินโครงการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมภายในและภายนอก ดังนี้ โครงการ ขั้นตอนกิจกรรม ผลการดำเนินโครงการ โครงการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมภายในและ ภายนอกห้องเรียน - กิจกรรมทำความสะอาด ห้องเรียน - กิจกรรมทำความสะอาด ห้องน้ำ - กิจกรรมทำความสะอาดสนาม BBL - กิจกรรมทำความสะอาดอ่าง ล้างมือ - กิจกรรมเก็บขยะหน้า ห้องเรียน - กิจกรรมประหยัดน้ำ ประหยัด ไฟ เชิงปริมาณ เด็กปฐมวัยโรงเรียนบ้านดงซ่อมทุก คนมีส่วนร่วมกิจกรรมโครงการอนุรักษ์ และพัฒนาสิ่งแวดล้อมภายในและ ภายนอก ของห้องเรียน เชิงคุณภาพ ร้อยละ 96.67 เด็กปฐมวัยโรงเรียน บ้านดงซ่อมดูแลรักษาธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม รู้คุณค่าของสิ่งแวดล้อม และผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยน แปลงสิ่งแวดล้อมโดยเข้าร่วมกิจกรรม โครงการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม ทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน ใน ระดับดีขึ้นไป 2.4 ประเมินพัฒนาการเด็กตามสภาพจริงและนำผลการประเมินพัฒนาการเด็กไปปรับปรุงการจัด ประสบการณ์และพัฒนาเด็ก ผลการดำเนินงานพบว่า โรงเรียนบ้านดงซ่อมมีกระบวนการการประเมินพัฒนาการเด็กตาม สภาพจริงและนำผลการประเมินพัฒนาการเด็กไปปรับปรุงการจัดประสบการณ์และพัฒนาเด็ก ครูประเมิน พัฒนาการเด็กจากการจัดประสบการณ์การเรียนรู้และการจัดกิจวัตรประจำวัน ด้วยเครื่องมือและวิธีการ ที่หลากหลาย เช่น การสังเกต การสอบถาม การสำรวจ และการวิเคราะห์ผลพัฒนาการของเด็กจาก รายงานผลการ ประเมินพัฒนาการของนักเรียนตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามหลักสูตร การศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 โดยให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมครูมีการสรุปผลพัฒนาการของเด็ก ทุกครั้งที่ประเมินและทุกภาคเรียน และสื่อสารกับผู้ปกครองเกี่ยวกับความก้าวหน้าและแนวทางการส่งเสริม พัฒนาเด็กโดยรายงานพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน จุดเด่นและจุดที่ควรพัฒนา และแนวทางในการพัฒนาเด็ก รายงานภาคเรียนละ 2 ครั้งและให้ผู้ปกครองร่วมประเมินพฤติกรรมของลูกเมื่ออยู่ที่บ้านสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครูนำผลการประเมินของผู้ปกครองมาใช้ในการพัฒนาเด็กในด้านที่ควรเสริมเรียนมีการประเมินผล ตรวจสอบคุณภาพภายในสถานศึกษาตลอดปีการศึกษา ติดตามผลการดำเนินงานและจัดทำรายงานผลการ


57 ประเมินตนเองประจำปีตลอดปีการศึกษา มีการนำผลการ ประเมินไปปรับปรุงพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา โดยทุกฝ่ายมีส่วนร่วม พร้อมทั้งรายงานผลการประเมินตนเองให้หน่วยงานต้นสังกัดอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลการดำเนินโครงการโครงการส่งเสริมศักยภาพทักษะพื้นฐานและพัฒนาอารมณ์จิตใจ ของเด็กปฐมวัย ดังนี้ โครงการ ขั้นตอนกิจกรรม ผลการดำเนินโครงการ 1. โครงการส่งเสริม ศักยภาพทักษะพื้นฐาน และพัฒนาอารมณ์จิตใจ ของเด็กปฐมวัย - กิจกรรมเคลื่อนไหวและ จังหวะ - กิจกรรมสร้างสรรค์ - กิจกรรมเสริมประสบการณ์ - กิจกรรมกลางแจ้ง - กิจกรรมพัฒนาเสรี - กิจกรรมเกมการศึกษา เชิงปริมาณ เด็กปฐมวัยโรงเรียนบ้านดงซ่อมทุก คน ได้รับการพัฒนาทักษะให้มี พัฒนาการการเรียนรู้ที่ดีและ ได้รับการ พัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา อย่างเต็มศักยภาพ เชิงคุณภาพ 1. ร้อยละ 100 เด็กปฐมวัย โรงเรียนบ้านดงซ่อมได้รับการส่งเสริม พัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ - จิตใจ สังคมและ สติปัญญา อย่างเต็มศักยภาพ เนื่องจากได้รับการจัดประสบการณ์การ เรียนรู้ให้สามารถดำรง ชีวิตประจำวัน ได้ อย่างมีความสุข อีกทั้งยังสามารถ ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี ในระดับ 3 2. ร้อยละ 100 ของครูปฐมวัย โรงเรียนบ้านดงซ่อมได้พัฒนาทักษะ กระบวนการจัดการเรียนการสอน และได้พัฒนาทักษะทางวิชาชีพอยู่เสมอ 2. โครงการพัฒนาผู้เรียน ระดับปฐมวัย - กิจกรรมศึกษาแหล่งเรียนรู้ นอกห้องเรียน - กิจกรรมวันสำคัญ - กิจกรรมส่งเสริมทักษะการปั้น ดินน้ำมันและฉีกตัดปะ - กิจกรรมลูกเสือน้อย - กิจกรรม Open house เชิงปริมาณ เด็กปฐมวัยโรงเรียนบ้านดงซ่อม ทุกคนมีพัฒนาการทางด้านสังคม ด้านอารมณ์และจิตใจ ด้านสติปัญญา ด้านร่างกายอยู่ในระดับดีขึ้นไป สามารถสร้างผลงานปั้นดินน้ำมันและ สร้างภาพฉีกตัดปะได้ด้วย ตนเอง อีกทั้ง มีทักษะกระบวนการที่จำเป็นตาม หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย และมี เจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้


58 โครงการ ขั้นตอนกิจกรรม ผลการดำเนินโครงการ เชิงคุณภาพ 1. ร้อยละ 100 เด็กปฐ ม วั ย โรงเรียนบ้านดงซ่อมมีพัฒนาการทั้ง 4 ด้านตามเกณฑ์ในระดับดีขึ้นไป ๒. ร้อยละ 96.67 เด็กปฐมวัย โรงเรียนบ้านดงซ่อมเกิดความคิดรวบ ยอดเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆที่เกิดจาก ประสบการณ์การเรียนรู้ รู้จักแหล่ง เรียนรู้ในท้องถิ่นและในจังหวัดของ ตนเอง อีกทั้งยังมีทักษะกระบวนการที่ จำเป็นตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย และมี มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และมี ความสามารถในการแสวงหาความรู้ เชื่อมโยงความรู้และทักษะต่าง ๆ ไปใช้ ในชีวิตประจำวัน ในระดับ 3 3. ร้อยละ 100 เด็กปฐมวัย โรงเรียนบ้านดงซ่อมสามารถใช้ กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็ก แข็งแรง ใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและ ประสานสัมพันธ์กัน สร้างผลงานปั้นดิน น้ำมันและสร้างภาพฉีกตัดปะได้ด้วย ตนเอง ในระดับดีขึ้นไป 3. พัฒนาคุณภาพการ เรียนการสอนระดับปฐมวัย - กิจกรรมเคลื่อนไหวและ จังหวะ - กิจกรรมสร้างสรรค์ - กิจกรรมเสริมประสบการณ์ - กิจกรรมกลางแจ้ง - กิจกรรมพัฒนาเสรี - กิจกรรมเกมการศึกษา - กิจวัตรประจำวัน เชิงปริมาณ ครูผู้สอนระดับปฐมวัยมีความ สามารถในการจัดประสบการณ์การ เรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความรู้ ความเข้าใจเป้าหมายและหลักสูตร การศึกษาปฐมวัย สามารถวิเคราะห์เด็ก เป็นรายบุคคลเพื่อออกแบบการจัด ประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ อีก ทั้งยังสามารถในการใช้สื่อที่เหมาะสม และสอดคล้องกับการเรียนรู้ของเด็ก เพื่อทำการประเมินพัฒนาการของเด็ก ตามสภาพจริง โดยคำนึงถึงพัฒนาการ ต า ม ว ั ย แ ล ะ น ำ ผ ล ก า ร ป ระ เมิน พัฒนาการมาปรับเปลี่ยนการจัด


59 โครงการ ขั้นตอนกิจกรรม ผลการดำเนินโครงการ ประสบการณ์ เพื่อพัฒนาเด็กให้เต็ม ศักยภาพ เชิงคุณภาพ 1. ร้อยละ 100 เด็กปฐมวัย โรงเรียนบ้านดงซ่อม มีพัฒนาการทั้ง 4 ด้านที่ดีตามศักยภาพ ร้อยละ 90.00 มีน้ำหนัก ส่วนสูงตามเกณฑ์มาตรฐาน สามารถดูแลสุขภาพ สุขอนามัยและ ดูแลตนเองให้มีความปลอดภัย ในระดับ 3 2. ร้อยละ 100 ครูปฐมวัยโรงเรียน บ้านดงซ่อมจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับ เป้าหมายของหลักสูตรการศึกษา ปฐมวัย มีการเก็บรวมรวมข้อมูลเด็ก เป็นรายบุคคลครบถ้วนทุกด้าน และ สามารถจัดประสบการณ์และกิจกรรม ประจำวันได้เหมาะสมกับพัฒนาการ ของเด็ก สามารถใช้สื่อ/แหล่งเรียนรู้ใน การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ เหมาะสมและสอดคล้องกับการเรียนรู้ ของเด็กและเลือกใช้วิธีการ/เครื่องมือ วัดและประเมินพัฒนาการของเด็กตาม สภาพจริง นำผลการประเมินมา ปรับปรุงแผนการจัดประสบการณ์ที่ สอดคล้องกับผู้เรียนมากยิ่งขึ้น 3. ระบุร่องรอย หลักฐาน ที่เกี่ยวข้อง 3.1) ประเมินพัฒนาการนักเรียนที่จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ปีการศึกษา 2466 3.2) ประเมินพัฒนาการนักเรียนชั้นอนุบาล 3 ปีการศึกษา 2466 3.3) สรุปรายงานผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมศักยภาพทักษะพื้นฐานและพัฒนาอารมณ์จิตใจ ของเด็กปฐมวัย 3.4) สรุปรายงานผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาผู้เรียน 3,5) สรุปรายงานผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนระดับปฐมวัย


60 QR Code ร่องรอย หลักฐานที่เกี่ยวข้อง 4. แผนงานหรือแนวทางการพัฒนาคุณภาพให้สูงขึ้น 4.1 พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4.2 ส่งเสริมการดำเนินงานตามระบบการประกันคุณภาพภายในให้มีความเข้มแข็งเพื่อรองรับการ ประเมินคุณภาพภายนอก 4.3 ส่งเสริมการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยแทรกกิจกรรมคุณธรรมที่คัดสรรสู่การเรียนการ สอนทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้


61 ส่วนที่ 4 สรุปผลการประเมิน และแนวทางการพัฒนา ผลการประเมินตนเองของสถานศึกษาถือเป็นข้อมูลสารสนเทศสำคัญที่สถานศึกษาจะต้องนำไป วิเคราะห์ สังเคราะห์ เพื่อสรุปนำไปสู่การเชื่อมโยงหรือสะท้อนภาพความสำเร็จกับแผนพัฒนาการจัด การศึกษาของสถานศึกษา(3-5 ปี) และนำไปใช้ในการวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ดังนั้น จากผลการดำเนินงานของสถานศึกษา สามารถสรุปผลการประเมินในภาพรวมของจุดเด่น จุดควร พัฒนาของแต่ละมาตรฐาน พร้อมทั้งแนวทางการพัฒนาเพื่อให้ได้มาตรฐานที่สูงขึ้น ดังนี้ ระดับปฐมวัย สรุปผลการประเมิน จุดเด่น จุดควรพัฒนา คุณภาพของเด็ก 1. เด็กปฐมวัยโรงเรียนบ้านดงซ่อม สามารถ เคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างคล่องแคล่ว มี สุขภาพ ร่างกายที่สมบูรณ์ แข็งแรง และมี สุขนิสัยที่ดีเหมาะสมตามวัย มี สุนทรียภาพที่ดีร่าเริงแจ่มใส มีความ มั่นใจสมวัยและแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ แสดงความรักและสนใจผ่านกิจกรรม ศิลปะ ดนตรี และการ เคลื่อนไหวร่างกาย 2. มีพัฒนาการทางด้านอารมณ์จิตใจที่ดี เหมาะสมกับวัย 3. มีวินัยสามารถปฏิบัติตนตาม ระเบียบ ข้อตกลงร่วมกันได้ 4. มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน 5. เชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ ครูอาจารย์ มี ความซื่อสัตย์สุจริตรู้จักการช่วยเหลือและ แบ่งปัน สามารถปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันกับเพื่อนได้เป็นอย่างดี 6. มีความสนใจที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว มีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ ควบคู่ไปกับ คุณธรรม สามารถใช้ภาษาในการสื่อสาร ได้เหมาะสมกับวัย มีจินตนาการและ ความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างสรรค์ ผลงาน ที่ตนเองสนใจได้ คุณภาพของเด็ก 1. ส่งเสริมให้เด็กมีน้ำหนักส่วนสูงตามเกณฑ์ มาตรฐานเพิ่มมากขึ้น 2. พัฒนาความเป็นผู้นำและผู้ตาม 3. ส่งเสริมการรักการอ่าน 4. การพัฒนาด้านสติปัญญาควรใช้ทักษะ กิจกรรมที่หลากหลาย และใช้การประเมิน พัฒนาการหลายรูปแบบ


62 จุดเด่น จุดควรพัฒนา กระบวนการบริหารและการจัดการ 1. ทางฝ่ายปฐมวัยได้มีการจัดกิจกรรมพัฒนา บุคลากร มีการฝึกอบรม เกี่ยวกับเทคนิค วิธีการ จัดกิจกรรมการเรียนการสอนอย่าง ต่อเนื่องครูจัดทำสื่อ อุปกรณ์ นวัตกรรม เทคโนโลยีในการ จัดการเรียนการสอนที่ หลากหลายและทันสมัย 2. โรงเรียนจัดการเรียนการสอนที่พัฒนา ทักษะพื้นฐาน ๔ ด้านของเด็กปฐมวัย และมีกิจกรรมโครงการที่สอดคล้องกับ การจัดการศึกษาตามมาตรฐานการศึกษา ปฐมวัย 3. โรงเรียนบ้านดงซ่อมมีครูปฐมวัยครบตาม ห้องเรียน และได้รับการฝึกอบรมเพิ่มเติม ความรู้อยู่ตลอดเวลา ผู้บริหารสถานศึกษาให้ความสำคัญกับ การจัดการศึกษาระดับปฐมวัย และส่งเสริมให้ครู เข้ารับการอบรมอยู่เสมอ เพื่อนำความรู้และ เทคนิคใหม่ๆ มาปรับใช้ในการจัดการเรียนการ สอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กระบวนการบริหารและการจัดการ 1. สถานศึกษาจัดทำสนามเด็กเล่นสำหรับ เด็กปฐมวัย 2. สถานศึกษาจัดทำห้องสื่อที่ส่งเสริม พัฒนาการของเด็กปฐมวัย เพื่อพัฒนา ทักษะด้านอารมณ์และจิตใจของเด็ก ปฐมวัย 3. จัดกระบวนการเรียนการสอนวิชา Computer สำหรับเด็กปฐมวัย การจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ 1. ครูปฐมวัยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย รู้ ถึงความ แตกต่างระหว่างบุคคลและ สามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ เหมาะสมและสอดคล้องกับหลักสูตร ปฐมวัยของสถานศึกษา มีการจัดทำ แผนการจัดประสบการณ์ครบตามสาระ การเรียนรู้และมีคุณภาพ 2. กิจกรรมการสอนแบบโครงการ สามารถ ส่งเสริมและพัฒนาทักษะการสร้างความรู้ ใหม่ ทักษะการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง 3. การสอนแบบโครงการทำให้เด็กและครูมี ผลงานด้านโครงงานเป็นที่ยอมรับและ เผยแพร่ต่อสาธารณชน การจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ 1. ส่งเสริมให้ครูที่ไม่จบสาขาการศึกษา ปฐมวัย ได้รับการอบรมเรื่องการจัด การศึกษาปฐมวัยตามหลักสูตรที่มีการ รับรองจากสถาบันหรือหน่วยงาน ภายนอก


63 จุดเด่น จุดควรพัฒนา 4. มีการสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม เข้า ไปในแผนการจัดประสบการณ์ และครู ปฐมวัยมีความรู้ ความสามารถในการ บริหารจัดการชั้นเรียนเป็นอย่างดี มีการ ใช้สื่อเทคโนโลยีในการจัดกิจกรรม สามารถใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีได้ อย่างเต็มศักยภาพ มีการใช้แบบประเมิน พัฒนาการและการ เรียนรู้ที่หลากหลาย มีการจัดทำวิจัยในชั้นเรียนเพื่อให้ครูมี ปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กผู้ปกครองตลอดจน เพื่อนร่วมงาน แผนพัฒนาเพื่อให้ได้มาตรฐานที่สูงขึ้นหรือคงสภาพ 1. โรงเรียนจัดสถานที่ที่เอื้อต่อการส่งเสริมศักยภาพด้านสุนทรียภาพของเด็ก 2. โรงเรียนจัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะและพัฒนาการทุกด้าน 3. ครูจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และมีบรรยากาศที่อบอุ่น เพื่อให้เด็กมีความสุขในการ เรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ 4. โรงเรียนมีการจัดกิจกรรมที่มีส่วนร่วมกับชุมชน ผู้ปกครองแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นเพื่อส่งเสริม พัฒนาการให้ครบทุกด้านตลอดปีการศึกษา 5. ครูมีการฝึกอบรมเกี่ยวกับเทคนิควิธีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในรูปแบบใหม่ๆ และใช้ นวัตกรรมในการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัยที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น


64 นวัตกรรม หรือ Best Practice 1. ชนะเลิศเหรีญทองเกียรติยศ ประกวดคัดเลือกนวัตกรรม/วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) การส่งเสริมพัฒนาการจัดประสบการณ์เรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ระดับปฐมวัย จังหวัด กำแพงเพชร ด้านการจัดประสบการณ์เรียนรู้ระดับปฐมวัย ปีงบประมาณ 2566 จากหน่วยงานศึกษาธิการ จังหวัดกำแพงเพชร 2. เหรีญทองชนะเลิศเหรีญประกวดผลงาน/นวัตกรรมหรือวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ระดับปฐมวัย ปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ประเภทการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามโครงการ "บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย" จากหน่วยงานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชรเขต1 3. เหรียญเงิน ประกวดผลงาน/นวัตกรรมหรือวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ระดับปฐมวัย ปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ประเภทการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ตามหลักสุตรบูรณาการวิถีชีวิต ครอบครัว ชุมชน และ ท้องถิ่น จากหน่วยงานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชรเขต1 Best Practice 1. ชื่อผลงาน ชนะเลิศเหรีญทองเกียรติยศ ประกวดคัดเลือกนวัตกรรม/วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) การส่งเสริมพัฒนาการจัดประสบการณ์เรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ระดับปฐมวัย จังหวัดกำแพงเพชร ด้านการจัดประสบการณ์เรียนรู้ระดับปฐมวัย ปีงบประมาณ 2566 จากหน่วยงานศึกษาธิการจังหวัด กำแพงเพชร 2. ความสำคัญของผลงาน เพื่อส่งเสริมพัฒนาการจัดประสบการณ์เรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ระดับปฐมวัย โดยการ พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยปีที่ 2 โดยใช้รูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ DER MODEL ระดับชั้น ปฐมวัยปีที่ 2 โรงเรียนบ้านดงซ่อม 3. กระบวนการพัฒนา ตอนที่ 1 การเตรียมการ ทำไมถึงทำ ผู้วิจัยในฐานะครูผู้สอนประจำระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านดงซ่อม มีบทบาท หน้าที่โดยตรงกับการจัดการศึกษาปฐมวัยในสถานศึกษา และได้เข้ารับการอบรมการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้บูรณาการวิทยาศาสตร์ปฐมวัยที่จัดโดยสถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) จัดอบรมให้กับผู้นำเครือข่ายท้องถิ่น(Local Network; LN) และวิทยาการเครือข่ายท้องถิ่น (Local Trainer; LT) โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศ ไทย ระดับปฐมวัย ปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ทำให้มีความรู้ความเข้าใจในการจัดกิจกรรมบูรณา การวิทยาศาสตร์ปฐมวัยจึงได้ออกแบบนวัตกรรมการพัฒนาทักษะทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ด้วยกระบวนการเรียนรู้KSR เพื่อพัฒนาทักษะทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ที่มีความ สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน บริบทของโรงเรียน สภาพของผู้เรียน และสอดคล้องกับหลักสูตรของ โรงเรียนที่มุ่งให้เด็กปฐมวัยเกิดทักษะต่าง ๆ ในการเรียนรู้รวมทั้งทักษะทางวิทยาศาสตร์ช่วยให้ครู สามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมให้เด็กเกิดทักษะทางวิทยาศาสตร์ได้ผ่านการทำกิจกรรมตาม แผนการจัดประสบการณ์ที่สอดคล้องสัมพันธ์กัน ดังนั้นการปลูกฝังทักษะทางวิทยาศาสตร์เพื่อเป็นพื้นฐานความรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญและควร ปลูกฝังตั้งแต่ปฐมวัย ซึ่งนักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงความสำคัญของทักษะทางวิทยาศาสตร์


65 ว่ามีความจำ เป็นที่จะต้องส่งเสริมให้กับเด็กปฐมวัย เพราะเป็นวัยที่สามารถพัฒนาและเรียนรู้ ทักษะทางวิทยาศาสตร์ได้เมื่อได้รับการจัดประสบการณ์ที่เหมาะสมกับวัยและพัฒนาการ ซึ่ง ทักษะทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมด 13 ทักษะ มีทักษะที่เป็นพื้นฐาน 8 ทักษะ ประกอบด้วย ทักษะ การสังเกตทักษะการจำแนกประเภท ทักษะการวัด ทักษะการคำนวณ ทักษะการสื่อความหมาย ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล ทักษะการใช้ตัวเลขและทักษะการพยากรณ์ดังนั้นการส่งเสริมให้ เด็กปฐมวัยมีทักษะทางวิทยาศาสตร์จึงมีความจำเป็น โดยจะต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่าง บุคคลและเปิดให้เด็กสำรวจ สังเกต จำแนก เปรียบเทียบ สื่อความหมายด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่ เหมาะสมกับวัย ผ่านการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง จะทำให้เด็กรู้จักคิดและใช้กระบวนการคิดอย่างมี เหตุผลและสามารถนำ ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ เมื่อทราบประเด็นปัญหาและความต้องการในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัยให้มี ความเหมาะสมตามวัย จึงได้ดำเนินการตามลำดับขั้นตอนดังนี้ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน แนวคิด ทฤษฎี และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาที่จะทำการส่งเสริมพัฒนาการเด็กตามประเด็นที่ ทำการศึกษา ผู้วิจัยได้จำแนกออกเป็น 2 องค์ประกอบด้วย ได้แก่ 1. ทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย 2. แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ฃ ขั้นสร้างรูปแบบการสอนเพื่อการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย เริ่มจากสร้างกรอบแนวคิดที่เกี่ยวข้อง ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ด้วย การศึกษาเอกสาร นิยามศัพท์และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการ เรียนรู้เชิงรุก และรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อหาแนวทางในการกำหนดกรอบแนวคิด และ กำหนดรูปแบบของขั้นตอนการเรียนการสอนเชิงรุก และแนวทางการประยุกต์ใช้สรุปเป็นแนว ทางการทำวิจัย และพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยด้วยกระบวนการเรียนรู้ KSA 1) กำหนดแผนการจัดประสบการณ์การทดลองวิทยาศาตร์เพื่อจัดกิจกรรมการทดลองสำหรับเด็ก ปฐมวัยตามรูปแบบตามกระบวนการเรียนรู้KSA 2) สร้างแผนการจัดประสบการณ์การทดลองวิทยาศาตร์ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ประกอบด้วยขั้นตอนกระบวนการเรียนรู้KSA ดังนี้ 1. Knowledge ด้านความรู้ 2. Skill ด้านทักษะ 3. Attribute ด้านคุณลักษณะนักวิทย์รุ่นเยาว์ กระบวนการเรียนรู้KSA เป็นกระบวนการที่ช่วยการพัฒนาทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ช่วยให้เด็กมีทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 8 ทักษะ ประกอบด้วย ทักษะการสังเกตทักษะการจำแนกประเภท ทักษะการวัด ทักษะการคำนวณ ทักษะการสื่อ ความหมาย ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล ทักษะการใช้ตัวเลขและทักษะการพยากรณ์ส่งผล ให้มีพัฒนาการ คิดเป็นร้อยละ 100


66 ตอนที่ 2 กระบวนการสร้างหรือพัฒนา ขั้นที่ 1 การออกแบบผลงาน/นวัตกรรม การวิจัยครั้งนี้ได้ศึกษาแนวทางการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย จากทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับทางการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย เพื่อเป็น แนวทางในการสร้างรูปแบบการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยด้วย กระบวนการเรียนรู้KSA เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยใช้กิจกรรม การทดลอง วิทยาศาสตร์ ขั้นที่ 2 การดำเนินงานตามกิจกรรม การดำเนินการวิจัยการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยด้วย กระบวนการเรียนรู้KSA เพื่อการพัฒนาพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยครั้ง นี้ประกอบด้วย ขั้นสร้างรูปแบบการสสอน ขั้นปรับปรุงรูปแบบการสอน ขั้นทดลองใช้รูปแบบการ สอนและขั้นขยายผลรูปแบบการสอนโดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ขั้นสร้างรูปแบบการสอนเพื่อการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยเริ่ม จากสร้างกรอบแนวคิดที่เกี่ยวข้อง ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ด้วยการศึกษา เอกสาร นิยามศัพท์และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้เชิงรุก และรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อหาแนวทางในการกำหนดกรอบแนวคิด และกำหนดรูปแบบของ ขั้นตอนการเรียนการสอนเชิงรุก และแนวทางการประยุกต์ใช้สรุปเป็นแนวทางการทำวิจัย และ พัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยด้วยกระบวนการเรียนรู้KSA พบว่า ทฤษฎี พัฒนาการทางสติปัญญาของไวก็อตสกี้Vygotsky ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาแนวคิดของ Piaget ทฤษฎีเกี่ยวกับการสอนของ บรูเนอร์(Bruner) และผู้นำแนวคิดทฤษฎีพื้นฐานในการจัด การศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย ล็อก (Lock) รุสโซ (Rousseau) ฟรอยด์(Freud) กีเซล (Gesell) เพียเจต์(Piaget) จากการศึกษาเอกสาร นิยามศัพท์และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดและทฤษฎี ที่เกี่ยวข้องได้ข้อสรุปว่า การจัดกิจกรรมทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กนั้น ต้องจัด ประสบการณ์ตามพื้นฐานความคิด หลักการ และทฤษฎีของนักการศึกษา โดยนำแนวคิดมาจาก กิจกรรมทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ให้เหมาะสมสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็ก ซึ่งแต่ละคนมี พัฒนาการแตกต่างกัน ซึ่งในแต่ละแนวคิดนั้นจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเชื่อ และความเหมาะสมในการเลือกไปปฏิบัติของแต่ละบุคคล แต่การจัดสำหรับเด็ก กิจกรรมทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ปฐมวัยจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ หรือไม่ ขึ้นอยู่กับครูว่าจะสามารถ จัดให้สอดคล้องกับกิจกรรมทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์พัฒนาการ และความแตกต่างของเด็ก ในแต่ละคนได้อย่างไร และกิจกรรมที่ครูจัดนั้น เด็กได้มีโอกาสในการลงมือปฏิบัติด้วยตนเองมาก น้อยเพียงใด ด้วยกิจกรรมการส่งเสริมการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ด้วยกระบวนการเรียนรู้KSA ด้วยกิจกรรมทดลองวิทยาศาสตร์ ขั้นที่ 3 ขั้นสร้างรูปแบบการสอนนอกจากผู้วิจัยจะทารสร้างรูปแบบการสอนแล้วยังเป็นการสร้าง เครื่องมือประกอบการใช้รูปแบบการสอน ได้แก่ 1) กำหนดแผนการจัดประสบการณ์การทดลองวิทยาศาตร์เพื่อจัดกิจกรรมการทดลองสำหรับเด็ก ปฐมวัยตามรูปแบบตามกระบวนการเรียนรู้KSA


67 2) สร้างแผนการจัดประสบการณ์การทดลองวิทยาศาตร์ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ประกอบด้วยขั้นตอนกระบวนการเรียนรู้KSA ดังนี้ 1. Knowledge ด้านความรู้ 2. Skill ด้านทักษะ 3. Attribute ด้านคุณลักษณะนักวิทย์รุ่นเยาว์ 3)การปฏิบัติกิจกรรมดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ 1. วิเคราะห์ผู้เรียน หลักการ และแนวคิดการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของ เด็กปฐมวัย 2. ประชุม ออกแบบ กำหนดวัตถุประสงค์การพัฒนา ผู้บริหาร คณะครูและครูปฐมวัย ประชุมชี้แจง กำหนดวัตถุประสงค์การพัฒนาตามหลักสูตร และหาแนวการพัฒนาทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย 3. ศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ฉบับพุทธศักราช ๒๕๖๐ 4. ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักการ แนวคิด และความสำคัญการพัฒนา ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ 5. กำหนดการอบแนวคิด ศึกษา ค้นคว้าหาแผนจัดประสบการณ์ที่เหมาะสมกับบริบทใน ห้องเรียน โดยองค์รวม ความรู้ที่ได้มากำหนด เป็นกรอบแนวคิดเพื่อใช้เป็นแนวทาง ใน การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ 4) ศึกษารูปแบบการเขียนแผนการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ 5) ออกแบบกิจกรรม ให้สอดคล้องกับบริบท ภายในห้องเรียน โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ตาม หลักสูตรสถานศึกษาและหลักสูตรปฐมวัย 2560 เพื่อสอดแทรกเนื้อหาที่จะส่งเสริมพัฒนาการ ของเด็กและวางแผนการใช้แผนการจัดกิจกรรมใน 5 สัปดาห์ 1. จัดกิจกรรมทดลองวิทยาศาสตร์เป็นเวลา 5 สัปดาห์สัปดาห์ละ 2 วัน วันละ 20 นาที ระยะเวลา 14.50 ถึง 15.10 น. รวม 10 ครั้ง 2. จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ ใบงาน ชิ้นงานในการทำกิจกรรมทดลองวิทยาศาสตร์ที่ได้ กำหนดไว้ในแต่ละวัน 3. กำหนดข้อตกลงในการทำกิจกรรมก่อนการลงมือทำกิจกรรมร่วมกันทุกครั้ง - เมื่อสนทนาเกี่ยวกับอุปกรณ์โดยใช้คำถาม แล้วทุกคนช่วยกันเตรียมวัสดุอุปกรณ์ สำหรับการทดลอง - ในขณะทำการทดลอง ระมัดระวังตลอดการทดลอง - เมื่อทำกิจกรรมเสร็จให้ช่วยกันเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ เข้าที่ให้เรียบร้อยและล้างมือให้ สะอาด 4. เด็กลงมือปฏิบัติกิจกรรม และใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ตามขั้นตอนการทำกิจกรรม โดยศึกษา การทำกิจกรรมในแต่ละวัน 5. ระยะเวลาในการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ - สัปดาห์ที่ 1 ทดลองกิจกรรม ภูเขาไฟระเบิด และทดลองกิจกรรม ลูกข่างหลากสี - สัปดาห์ที่ 2 ทดลองอากาศมีแรงกระทำ และทดลองกิจกรรม พึ่บ - สัปดาห์ที่ 3 ทดลองสัมผัสอากาศ และทดลองกิจกรรม เห็นอากาศ


68 - สัปดาห์ที่ 4 ทดลองการละลายของน้ำตาล และทดลองกิจกรรม น้ำจืดน้ำเค็ม - สัปดาห์ที่ 5 ทดลองปั๊มขวดและลิฟต์เทียน และทดลองกิจกรรม ลมเอยลมพัด 6 . นำกิจกรรมไปใช้ในห้องเรียน จัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ ขั้นนำ เป็นการนำเข้าสู่กิจกรรม ด้วยเด็กและครูสนทนาเกี่ยวกับกิจกรรมที่จะทำ การทดลอง ให้เด็กได้สำรวจวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทดลอง เพื่อให้เด็กเกิดทักษะพื้นฐาน ทางวิทยาศาสตร์และให้เด็กคาดคะเนผลการทดลองร่วมกัน ขั้นดำเนินกิจกรรม เป็นขั้นตอนที่เด็กร่วมกันวางแผนการทดลอง แล้วลงมือ ปฏิบัติการทดลองด้วยตนเอง โดยเด็กหยิบ จับ สัมผัส เห็นการเปลี่ยนแปลงระหว่างทำ การทดลอง เห็นกระบวนการในการทดลอง และเห็นผลการทดลองด้วยตนเอง โดยครูใช้ คำถามในขณะที่เด็กทดลอง เพื่อกระตุ้นให้เด็กเกิดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ขั้นสรุป เป็นขั้นที่เด็ก และครูร่วมกันสรุปผลการทดลอง ว่าเป็นไปตามคาดคะเน ไว้หรือไม่ โดยให้เด็กได้แสดงความคิดเห็น พร้อมอธิบายเหตุผลที่ได้จากการทดลอง 6) ติดตามประเมินผล หลังจากทำกิจกรรมสการทดลองวิทยาศาสตร์ เด็ก ๆ มีพัฒนาการตาม วัตถุประสงค์ของกิจกรรม แสดงออกถึงสิ่งที่จะสื่อสารออกมาให้ครูผู้สอน และเพื่อนๆเข้าใจ ครู ประเมินผลโดยใช้แบบประเมินพัฒนาการ หลังแผนการสอนจากการปฏิบัติของเด็ก ๆ ด้วยการ สังเกตพฤติกรรม ในการทำกิจกรรม และผลงานของเด็ก 7) ผู้เรียนสะท้อนผลงานของตนเอง เด็ก ๆ อภิปรายผลงานหน้าชั้นเรียนหลังจากที่ได้ทำกิจกรรม 8) สะท้อนคุณภาพผู้เรียน อภิปรายสรุปผลการดำเนินกิจกรรม ครูผู้สอนรายงานผลการดำเนิน กิจกรรมในที่ประชุม และนำเสนอผลการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยด้วย กระบวนการเรียนรู้KSA ตามวัตถุประสงค์และความสำเร็จของการดำเนินกิจกรรม ตลอดจน ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินกิจกรรมในแต่ละขั้นตอน การประเมินผล 1. สังเกตการณ์ทำกิจกรรม 2. สังเกตผลงานของเด็ก 9) เผยแพร่ผลงานนวัตกรรม นำนวัตกรรมรูปแบบการพัฒนาทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยด้วยกระบวนการเรียนรู้KSA เผยแพร่ผลงานต่อไป ตอนที่ 3 ผลการปฏิบัติ ผลการพัฒนาที่เป็น Best Practice 4. ปัจจัยความสำเร็จ ปัจจัยเกื้อหนุนหรือปัจจัยแห่งความสำเร็จในผลงานคือ ผู้บริหารสถานศึกษา นักเรียนและ ผู้ปกครอง มีส่วนร่วมสนับสนุน ให้ความร่วมมือในการดำเนินกิจกรรม 5. การเผยแพร่ face book โรงเรียนบ้านดงซ่อม เว็บไซด์โรงเรียนบ้านดงซ่อม เว็บไซด์ครูบ้านนอก


69 Best Practice 1. ชื่อผลงาน เหรีญทองชนะเลิศเหรีญประกวดผลงาน/นวัตกรรมหรือวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ระดับปฐมวัย ปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ประเภทการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามโครงการ "บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย" จากหน่วยงานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชรเขต1 2. ความสำคัญของผลงาน เพื่อส่งเสริมพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามโครงการ "บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย" โดยการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยด้วยกระบวนการเรียนรู้ KSA 3. กระบวนการพัฒนา ตอนที่ 1 การเตรียมการ ทำไมถึงทำ เด็กปฐมวัยควรได้รับการส่งเสริมทักษะความสามารถในการบริหารจัดการตนเอง เพื่อทำ ให้อนาคตของเด็กปฐมวัยประสบความสำเร็จในการเรียนและการทำงาน อยู่ในสังคมได้อย่างมี ความสุข ไม่ก่อความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น ผู้วิจัยในฐานะครูผู้สอนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียน บ้านดงซ่อม มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการวางรากฐานให้เด็กเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์บบทบาท หน้าที่รูปแบบการจัดประสบการณ์เรียนรู้แบบ DER MODEL คือการคิดค้นวิธีการสอนที่บูรณาการ ความสามารถในการบริหารจัดการตนเอง (Executive Functions) ของเด็กปฐมวัย และศิลปะ เข้าด้วยกัน โดยครูผู้สอนเป็นผู้ให้โอกาสเด็ก คือ ให้โอกาสเด็กคิดเป็น สามารถยั้งคิด ไตร่ตรอง และ ความคุมอารมณ์ได้ก่อนที่จะทำอะไรลงไป เพื่อให้ไปสู่เป้าหมายความสำเร็จ การที่เด็กได้ฝึกทักษะ เหล่านี้จะทำให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะสมอง และศิลปะ คือ การจัดกิจกรรมสร้างสรรค์หรือการ จัดกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็ก เป็นกิจกรรมเกี่ยวกับงานศิลปศึกษาต่าง ๆ ได้แก่ การปั้น การพิมพ์ ภาพ การพับ การตัดการฉีก ปะ ตลอดจนการประดิษฐ์เศษวัสดุฯลฯ ที่มุ่งพัฒนากระบวนการคิด สร้างสรรค์ส่งเสริมกระตุ้นให้เด็กแต่ละคนได้แสดงออกตามความรู้สึก และความสามารถของ ตนเอง ปลูกฝังลักษณะนิสัยให้เป็นคนมีความปราณีต มีความละเอียดอ่อน เป็นคนมีระเบียบ รัก ความสะอาดในการทำงาน ข้อควรตระหนักและให้ความสำคัญคือ การจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ระดับ ปฐมวัย ไม่ได้มุ่งเน้นผลงานที่สวยงาม แต่เป็นการส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของเด็กการใช้คำ ว่ากิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อทำให้ครูละลึกอยู่เสมอว่า ศิลปะสำหรับเด็กไม่ได้เน้นให้เด็กทำได้สวย หรือเหมือนของจริง แต่ทำให้เด็กได้พัฒนาครบทุกด้าน จากการทำกิจกรรมนี้ ตอนที่ 2 กระบวนการสร้างหรือพัฒนา ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างรูปแบบการสอนเพื่อการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยเริ่มจากสร้าง กรอบแนวคิดที่เกี่ยวข้อง ทักษะการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย ด้วยการศึกษาเอกสาร นิยามศัพท์และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้เชิงรุก และ รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อหาแนวทางในการกำหนดกรอบแนวคิด และกำหนดรูปแบบของ ขั้นตอนการเรียนการสอนเชิงรุก และแนวทางการประยุกต์ใช้สรุปเป็นแนวทางการทำวิจัย และ พัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ DER MODEL พบว่า ทฤษฎีมนุษยนิยมตาม แนวคิดของ Maslow ทฤษฎีพัฒนาการทางบุคลิกภาพตามแนวคิดของ Sigmund Freud และ Erik Erikson ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาแนวคิดของ Piaget แนวคิดการมีส่วนร่วมและ แนวคิดการเล่น และทฤษฎีพัฒนาการของ (Gesell) เป็นแนวคิดทฤษฎีและรูปแบบการสอนที่


70 ส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยมีพัฒนากล้ามเนื้อมือมัดเล็ก ได้ข้อสรุปว่า การจัดสภาพแวดล้อมทางการ เรียนรู้ที่ดีที่เด็กปฐมวัยได้ลงมือปฏิบัติและมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัวสามารถส่งเสริม พัฒนากล้ามเนื้อมือมัดเล็กของเด็กปฐมวัยได้ ผู้วิจัยจึงได้พัฒนารูปแบบ แบบ DER MODEL ที่ผ่านการพัฒนาแผน Development ความสามารถในการบริหารจัดการตนเองของเด็กปฐมวัย Executive Function : EF การทบทวน อย่างสร้างสรรค์Review เมื่อได้รูปแบบการจัดประสบการณ์แล้วผู้วิจัย ตรวจสอบความสอดคล้อง ระหว่างองค์ประกอบของรูปแบบการจัดประสบการณ์ที่สร้างขึ้นกับทฤษฎีแนวคิดและรูปแบบการ จัดประสบการณ์ว่ามีความสอดคล้องกันหรือไม่ ลำดับสุดท้ายเป็นการประเมินคุณภาพรูปแบบการ จัดประสบการณ์แบบ DER MODEL ขั้นที่ 2 ขั้นสร้างรูปแบบการสอนนอกจากผู้วิจัยจะทารสร้างรูปแบบการสอนแล้วยังเป็นการสร้าง เครื่องมือประกอบการใช้รูปแบบการสอน ได้แก่ 1) กำหนดแผนการจัดประสบการณ์การพัฒนากล้ามเนื้อมือมัดเล็กเพื่อจัดกิจกรรมการ เรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยตามรูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ DER MODEL 2) สร้างแผนการจัดประสบการณ์การพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาล ปีที่ 2 ประกอบด้วยขั้นตอนกระบวนการเรียนรู้DER MODEL ดังนี้ 1. Development การพัฒนาแผน 2. Executive Function : EF ความสามารถในการบริหารจัดการตนเองของเด็ก ปฐมวัย 3. Review การทบทวนอย่างสร้างสรรค์ 3) การปฏิบัติกิจกรรมดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ 1. วิเคราะห์ผู้เรียน หลักการ และแนวคิดการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก 2. ประชุม ออกแบบ กำหนดวัตถุประสงค์การพัฒนา ผู้บริหาร คณะครูและครูปฐมวัย ประชุมชี้แจง กำหนดวัตถุประสงค์การพัฒนาตามหลักสูตร และหาแนวทางการพัฒนา กล้ามเนื้อมัดเล็ก 3. กำหนดการอบแนวคิด ศึกษา ค้นคว้าหาแผนจัดประสบการณ์ที่เหมาะสมกับบริบท ในห้องเรียน โดยองค์รวม ความรู้ที่ได้มากำหนด เป็นกรอบแนวคิดเพื่อใช้เป็นแนวทาง ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ 4. ออกแบบกิจกรรม ออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับบริบท ภายในห้องเรียน โดย เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ตามหลักสูตรสถานศึกษาและหลักสูตรปฐมวัย 2560 เพื่อ สอดแทรกเนื้อหาที่จะส่งเสริมพัฒนาการของเด็กและวางแผนการใช้แผนการจัด กิจกรรมใน 4 สัปดาห์ 1. จัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เป็นเวลา 4 สัปดาห์สัปดาห์ละห้าวันวันละ 40 นาทีระยะเวลา 10.00 ถึง 10.40 น. รวม 20 ครั้งในกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ 2. จัดเตรียมใบงานชิ้นงานวัสดุอุปกรณ์ในการทำกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ได้กำหนดไว้ ในแต่ละวันจำนวนวันละ 1 ชุด 3. กำหนดข้อตกลงในการทำกิจกรรมก่อนการลงมือทำกิจกรรมร่วมกันทุกครั้ง


71 - ให้ทุกคนเวียนกันออกมารับใบงานชิ้นงานวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการทำ กิจกรรม - ตกลงสัญญาณก่อนหมดเวลาโดยการใช้เสียงนกหวีด 1 ครั้งคือเตือนก่อนหมด เวลา 5 นาทีและเสียงนกหวีด 2 ครั้งคือ หมดเวลาให้เตรียมส่งใบงานของ ตนเอง - เมื่อทำกิจกรรมเสร็จให้ช่วยกันเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ เข้าที่ให้เรียบร้อยและล้าง มือให้สะอาด 4. เด็กลงมือปฏิบัติกิจกรรม และใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ตามขั้นตอนการทำกิจกรรม โดยศึกษาการทำกิจกรรมในแต่ละวัน 5. ระยะเวลาในการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ - วันที่ 1-5 สร้างความคุ้นเคยกับเด็กก่อนการทำกิจกรรมสร้างสรรค์ด้วยการ ร้องเพลง หลังจากนั้น ทำการทดสอบความสามารถด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กของ เด็กด้วยการให้เด็กทำกิจกรรมสร้างสรรค์หน่วย โรงเรียนของเรา - วันที่ 6-10 ทดสอบความสามารถด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กด้วยการให้เด็ก ทำกิจกรรมสร้างสรรค์หน่วย ท้องฟ้าน่ารู้ - วันที่ 11-15 ทดสอบความสามารถด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กด้วยการให้ เด็กทำกิจกรรมสร้างสรรค์เข้าวัดทำบุญ - วันที่ 16-20 ทดสอบความสามารถด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กด้วยการให้ เด็กทำกิจกรรมสร้างสรรค์หน่วย ต้นไม้มีชีวิต 5. นำกิจกรรมไปใช้ในห้องเรียน นำกิจกรรมไปใช้ในห้องเรียนจัดกิจกรรมการพัฒนา กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย จัดกิจกรรมสร้างสรรค์การปั้น การพิมพ์ภาพ งาน กระดาษ การทดลองด้วยสีและการประดิษฐ์จากเศษวัสดุ การปั้น การปั้นดินน้ำมัน เป็นเรื่องราวหรือตามจินตนาการของเด็ก การพิมพ์ภาพ การพิมพ์ภาพด้วยเศษวัสดุหรือฟองน้ำหรือกระดาษขยุ้มหรือใบไม้ก้าน กล้วย งานกระดาษ การฉีก พับ ตัด ปะกระดาษ การขยำกระดาษ การม้วนกระดาษ การทดลองด้วยสีการเทสีการหยดสีการพับสีการจุ่มสีการกลิ้งสีการทับสี การเป่าสีการลูบสีการละเลงสีด้วยนิ้วมือ มือ ข้อศอก การประดิษฐ์จากเศษวัสดุการประดิษฐ์รถลาก การประดิษฐ์ตุ๊กตา หุ่นมือ หุ่นนิ้วมือ การประดิษฐ์ของใช้อื่น ๆ 6. ติดตามประเมินผล หลังจากทำกิจกรรมสร้างสรรค์เด็ก ๆ สื่อสารความคิดผ่านทาง งานศิลปะ แสดงออกถึงสิ่งที่จะสื่อสารออกมาให้ครูผู้สอน และเพื่อนๆเข้าใจ ครู ประเมินผลโดยใช้แบบประเมินพัฒนาการ หลังแผนการสอนจากการปฏิบัติของเด็ก ๆ ด้วยการสังเกตพฤติกรรม ในการทำกิจกรรม และผลงานของเด็ก 7. ผู้เรียนสะท้อนผลงานของตนเอง เด็ก ๆ อภิปรายผลงานหน้าชั้นเรียนหลังจากที่ได้ ทำกิจกรรม


72 8. สะท้อนคุณภาพผู้เรียน อภิปรายสรุปผลการดำเนินกิจกรรม ครูผู้สอนรายงานผล การดำเนินกิจกรรมในที่ประชุม และนำเสนอผลการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็ก ปฐมวัยตามวัตถุประสงค์และความสำเร็จของการดำเนินกิจกรรม ตลอดจนปัญหาและ อุปสรรคในการดำเนินกิจกรรมในแต่ละขั้นตอน การประเมินผล 1. สังเกตการณ์ทำกิจกรรม 2. สังเกตผลงานของเด็ก 9. เผยแพร่ผลงานนวัตกรรม นำนวัตกรรมรูปแบบการจัดประสบการณ์เรียนรู้แบบ DER MODEL เผยแพร่ผลงานต่อไป ขั้นที่ 3 บทบาทครู 1. ครูต้องมีหลักการและแนวคิดในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยให้เด็กปฏิบัติจริง ให้สามารถคิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็น 2. ในการจัดกิจกรรมครูต้องเตรียมการไว้ล่วงหน้าจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับการทำกิจกรรมให้ พร้อมและหลากหลาย เน้นวัสดุที่เป็นธรรมชาติและหาได้ง่าย 3. ครูต้องเตรียมกิจกรรมที่หลากหลายการจัดกิจกรรมไม่ควรวางกฎเกณฑ์หรือระเบียบแบบแผน ควรสร้างอากาศเป็นไปอย่างธรรมชาติมากที่สุดสร้างความอบอุ่นหลีกเลี่ยงการใช้คำสั่งโดยไม่ จำเป็น และการกระตุ้นเก็กในการทำกิจกรรมสร้างสรรค์ให้เด็กแต่ละกลุ่มแต่ละคนได้มีโอกาสใน การหยิบวัสดุอุปกรณ์ในการทำกิจกรรมทุกคน 4. แนะนำอุปกรณ์ที่เด็กจะใช้ให้เด็กได้เข้าใจอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อนำไปสร้างงานตามจินตนาการ 5. คอยส่งเสริม ให้คำแนะนะและสนับสนุน ให้กำลังใจกับเด็กขณะทำกิจกรรม ให้ความสนใจกับ งานของเด็กทุกคน 6. นำผลงานของเด็กทุกคนแสดงที่ป้ายนิเทศ โดยหมุนเวียนเปลี่ยนกันให้ครบ 7. ส่งเสริมให้เด็กทำกิจกรรมอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการวาด การประดิษฐ์การฉีก-ปะ เป็นต้น 8. เก็บผลงานของเด็กเพื่อติดตามความก้าวหน้าของเด็กแต่ละคนสังเกตความก้าวหน้าบันทึก ข้อมูลการเรียนรู้ของเด็กอย่างต่อเนื่อง 9. ขณะจัดกิจกรรมครูส่งเสริมให้เด็กแสดงความสนใจในเรื่องที่อยากรู้อยากเห็นใช้คำถามกระตุ้น ให้เด็กสามารถแสดงความคิดเห็นภายใต้การดูแลช่วยเหลือแนะนำของครู 10.สร้างบรรยากาศให้สนุกสนานทุกกิจกรรมให้เด็กเรียนอย่างมีความสุขเด็กสามารถบอกเหตุผล ของการเรียนรู้และสิ่งที่ได้รับที่สำคัญเด็กจะรู้สึกว่าสนุก ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูและเด็กจึงเป็นสิ่ง สำคัญแต่จัดกิจกรรมการเรียนรู้ในแผนการเรียนรู้ตามขั้นตอนที่วางไว้อย่างต่อเนื่อง บทบาทเด็ก 1. เด็กศึกษาวิธีการในการทำกิจกรรมสร้างสรรค์เด็กได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์จินตนาการ รู้จัก สังเกตและแสดงออกตามความถนัด 2. เด็กลงมือปฏิบัติกิจกรรมสร้างสรรค์ตามที่เด็กและครูได้วางแผนไว้ในแต่ละวัน และปฏิบัติตาม ข้อตกลงร่วมกันในขณะทำกิจกรรม เด็กมีพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็ก ในการหยิบจับ อุปกรณ์เพื่อพัฒนาการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา


73 3. เด็กได้ทำงานเป็นกลุ่ม ทำงานเป็นขั้นตอน และมีความประณีตในการทำงาน 4. เด็กได้แสดงออกอย่างอิสระ และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ 5. เด็กนำเสนอผลงานของตนเองต่อเพื่อนและครูเด็กมีความมั่นใจ กล้าแสดงออกและส่งเสริมการ ใช้ภาษาในการอธิบายเกี่ยวกับผลงานของตนเอง ตอนที่ 3 ผลการปฏิบัติ ผลการพัฒนาที่เป็น Best Practice 4. ปัจจัยความสำเร็จ ปัจจัยเกื้อหนุนและปัจจัยแห่งความสำเร็จในแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารศึกษา นักเรียนผู้ปกครองนักเรียน และรวมถึงการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลใน การ ใช้รูปแบบการจัดจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ DER MODEL และการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลในการ ส่งเสริมพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ระดับปฐมวัย 5. การเผยแพร่ face book โรงเรียนบ้านดงซ่อม เว็บไซด์โรงเรียนบ้านดงซ่อม เว็บไซด์ครูบ้านนอก


74 Best Practice 1. ชื่อผลงาน เหรียญเงิน ประกวดผลงาน/นวัตกรรมหรือวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ระดับปฐมวัย ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ประเภทการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ตามหลักสูตรบูรณาการวิถีชีวิต ครอบครัว ชุมชน และ ท้องถิ่น จากหน่วยงานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 2. ความสำคัญของผลงาน เพื่อส่งเสริมพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ตามหลักสูตรบูรณาการวิถีชีวิต ครอบครัว ชุมชน และท้องถิ่น โดยการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย โดยใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เป็น พื้นฐาน 3. กระบวนการพัฒนา ตอนที่ 1 การเตรียมการ ทำไมถึงทำ การพัฒนากล้ามเนื้อมือของเด็กปฐมวัยโดยใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เป็นการพัฒนา กล้ามเนื้อมัดเล็กให้แข็งแรง ที่เด็กก็พอจะลากลีลามือซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเขียนเพราะ ความคล่องแคล้วของกล้ามเนื้อนิ้วมือมีความสัมพันธ์กันอย่างมากกับการเขียนของเด็ก ซึ่งกิจกรรม หรืออุปกรณ์ที่ใช้ส่งเสริมการใช้กล้ามเนื้อมือกับตาให้ประสานสัมพันธ์กัน สอดคล้องกับบการจัด การศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560 ได้ให้ความสำคัญกับกิจกรรมศิลปะ เพื่อช่วยให้เด็กพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กให้แข็งแรง โดยจัดให้ศิลปะเป็นกิจกรรมจำเป็นอย่างหนึ่ง สำหรับเด็กปฐมวัยในกิจกรรม สร้างสรรค์ เพื่อช่วยให้เด็กแสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึก ความคิดริเริ่ม ความคิดสร้างสรรค์และ จินตนาการ โดยใช้ศิลปะตัวอย่างเช่น วาดภาพ ระบายสีฉีก ตัด ปะกระดาษ ปั้น ประดิษฐ์เศษวัสดุ ประโยชน์ที่ได้จากศิลปะ ได้แก่ การสร้างานศิลปะเป็นการสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้จากภายใน แล้วถ่ายทอด ออกสู่ภายนอก เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมและการสะท้อนผล การแสดงออกทางศิลปะ ส่งเสริมความสามารถของเด็กในการแปล สัญลักษณ์การแสดงออกทางศิลปะทำให้เด็กเป็นผู้ทำอย่างมีความหมายและเป็นผู้สร้าง เป็นผู้ ค้นพบ และทำความรู้ให้เป็นรูปร่างขึ้นมากกว่า เป็นผู้รับรู้ในสิ่งที่รู้แล้ว ตอนที่ 2 กระบวนการสร้างหรือพัฒนา เครื่องมือที่ใช้ 1. แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมสร้างสรรค์ 2. แบบประเมินการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก กระบวนการ หรือขั้นตอนการดำเนินงาน 1. กิจกรรมการฝึกทักษะกระบวนการปฏิบัติซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ 5 ขั้นตอน 1.1) ขั้นสังเกตรับรู้ 1.2) ขั้นทำตามแบบ 1.3) ขั้นทำเองโดยไม่มีแบบ 1.4) ขั้นฝึกให้ชำนาญ 1.5) ขั้นฝึกทำตามความคิดสร้างสรรค์


75 2. แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เป็นแผนการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ เป็นแผนการจัด กิจกรรมที่เน้นทักษะกระบวนการปฏิบัติ5 ขั้นตอน ดังนี้ 2.1) ขั้นสังเกตและรับรู้ให้นักเรียน ดูรูปภาพการฉีกตัดปะที่ทำสำเร็จและสนทนา ซักกถามเกี่ยวกับรูปภาพ 2.2) ขั้นทำตามแบบ ครูนำกระดาษ อุปกรณ์ต่าง ๆ มาจัดวางเรียงเป็นรูปดอกไม้ชนิดต่าง ๆ ให้นักเรียนดูสังเกตแล้วให้นักเรียนทำตามทีละขั้นตอนี้เช่น การฉีกตัดปะติดดอกไม้ ด้วยกาวให้เป็นรูปแบบต่าง ๆตามแบบของจริง เป็นต้น 2.3) ขั้นทำเองโดยไม่มีแบบ ครูให้นักเรียนทำ ตามความคิดของตนเอง 2.4) ขั้นฝึกทำให้ชำนาญ ครูให้นักเรียนฝึกการฉีก การตัด การปะติดภาพต่าง ๆ ด้วยตนเองตั้งแต่ต้นจนสำเร็จ ตามรูปแบบที่ครูกำหนดให้ 2.5) ขั้นฝึกทำตามความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ครูให้นักเรียนฝึกฉีก ตัด ปะ ภาพพร้อมติด ตกแต่งตามความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง แบบบันทึกผลการปฏิบัติงาน เป็นแบบสังเกตพัฒนาการในการใช้กล้ามเนื้อมือ และบันทึกผลการ ปฏิบัติงานของนักเรียน โดยแบ่งระดับพัฒนาการและผลการปฏิบัติงานออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้ ระดับที่ 1 ควรเสริม หมายถึง ปฏิบัติด้วยตนเองได้บางไม่ได้บ้างแม้ได้รับคำชี้แนะ ระดับที่ 2 พอใช้หมายถึง ปฏิบัติด้วยตนเองได้ถูกต้องเมื่อได้รับคำแนะนำ ระดับที่ 3 มากที่สุด หมายถึง การปฏิบัติด้วยตนเองอย่างถูกต้องมั่นใจ ระยะเวลาในการดำเนินงาน ดำเนินการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ในแผนการจัดประสบการณ์ระดับชั้นอนุบาล 3 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 เป็นเวลา ภ สัปดาห์สัปดาห์ละ3 วัน วันจันทร์วันพุธ วัน ศุกร์เวลา 10.00 - 10.30 น. วันละ 30 นาทีโดยใช้กิจกรรมที่หลากหลาย แผนการจัดประสบการณ์หน่วยบ้านแสนสุข ( วันจันทร์) กิจกรรมสร้างสรรค์(การปั้นดินน้ำมัน) ขั้นตอนการฝึกทักษะกระบวนการการปฏิบัติ5 ขั้นตอน คือ 1.ขั้นสังเกตรับรู้ - นักเรียนเคลื่อนไหวโดยทำท่าทางประกอบ “เพลงบ้านของฉันน่าอยู่” โดยให้นักเรียนแต่ ละคนเต้นตามจินตนาการ ประกอบเพลง 2.ขั้นทำตามแบบ - ครูนำบัตรภาพบ้าน ภาพบุคคลในครอบครัว มาให้เด็กสังเกต จากนั้นให้เด็กออกมาเล่า เรื่องราวเก - ครูแจกดินน้ำมันและให้เด็ก ๆปั้นส่วนประกอบของบ้านโดยปั้นเป็นรูปทรง สามเหลี่ยม และสี่เหลี่ยมและนำส่วนประกอบมารวมกันจะได้เป็นบ้าน - เด็กปั้นดินน้ำมันตามครูบอก 3. ขั้นทำเองโดยไม่มีแบบ - ครูให้นักเรียนทำตามความคิดและจินตนาการของตนเอง เกี่ยวกับเรื่องราวของบ้าน 4. ขั้นฝึกทำให้ชำนาญ


76 ครูให้นักเรียนฝึกให้ทำด้วยตนเองตั้งแต่ต้นจนสำเร็จ ตามรูปแบบที่ครูกำหนดให้และ ตกแต่งตามจินตนาการของตนเองและบอกเล่าเรื่องราวในภาพได้ 5. ขั้นฝึกทำตามความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ครูให้นักเรียน ปั้นภาพ อย่างอื่นประกอบ เช่นแมว สุนัข ต้นไม้และสิ่งต่างๆบริเวณรอบ บ้านชองตนเอง ตามความคิดสร้างสรรค์บอกเล่าเรื่องราวในการปั้นได้ เพลงบ้านของฉันน่าอยู่ (ไม่ทราบนามผู้แต่ง) บ้านของฉันน่าอยู่ ช่างหน้าดูพื้นสะอาดเป็นมัน ตู้เตียงนอนและอุปกรณ์ครบครัน (ซ้ำ) พ่อแม่ของฉันอุตส่าห์สร้างมา ฉันเป็นสุขทุกวัน ไม่เกียจคร้าน คอยปรุงแต่งงามตา หมั่นดูแลทั้งพ่อและแม่ของฉัน ให้บ้านฉันนั้นเป็นวิมานโสภา แผนการจัดประสบการณ์บ้านแสนสุข ( วันพุธ ) กิจกรรมสร้างสรรค์(การวาดภาพด้วยสีน้ำ) ขั้นตอนการฝึกทักษะกระบวนการการปฏิบัติ5 ขั้นตอน คือ 1. ขั้นสังเกตรับรู้ - นักเรียนเคลื่อนไหวโดยทำท่าทางประกอบ “เพลงบ้านฉัน” โดยให้นักเรียนแต่ละคนเต้น ตามจินตนาการ นักเรียนผ่อนคลายกล้ามเนื้อ โดยนั่งพักยืดขาทั้งสองขาไปข้างหน้า 2. ขั้นทำตามแบบ - ครูนำกระดาษ อุปกรณ์ต่าง ๆ ให้นักเรียนดูสังเกตแล้วอธิบายขั้นตอนการทำอย่าง ละเอียด เช่น การสังเกตภาพ และสีที่ใช้ในการลงภาพแต่ละอย่างว่าต้องเป็นีใด 3. ขั้นทำเองโดยไม่มีแบบ - ครูให้นักเรียนลงมือวาดภาพบ้าน บุคลลในครอบครัวโดยระบายสีน้ำให้สวยงาม ตาม ความคิดของตนเองและเล่าเรื่องราวผลงานของตนเองได้ 4. ขั้นฝึกทำให้ชำนาญ - ครูให้นักเรียนฝึกให้ทำด้วยตนเองตั้งแต่ต้นจนสำเร็จ ตามรูปแบบที่ครูกำหนดให้และ ตกแต่งตามจินตนาการของตนเอง 5. ขั้นฝึกทำตามความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ - นักเรียนปฏิบัติตามจินตนาการอย่างสร้างสรรค์ - แสดงออกตามความคิดสร้างสรรค์ได้ เพลง บ้านฉัน (ไม่ทราบนามผู้แต่ง) บ้านฉันมีนกกระจอก ส่งเสียงจอก ๆ อยู่บน บ้านฉันนั้นชอบเลี้ยงนก ๆ มันบินโผผกไปมา บ้านฉันมีดอกไม้สวย บ้านฉันมีกล้วยไม้ป่า บ้านฉันมีบ่อเลี้ยงปลา ตอนเย็นกลับมาช่างเพลินใจ พวกเราทุกคนมีความสุขล้นที่บ้าน หลังจากช่วยแม่ทำงาน ๆ


77 เราต่างชื่นบานที่บ้านของเรา ตอนที่ 3 ผลการปฏิบัติ ผลการพัฒนาที่เป็น Best Practice 1. การจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็ก ความคิดและ จินตนาการ เป็นการส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน ซึ่งจะ เป็นพื้นฐานในการพัฒนาด้านอื่น ๆ ต่อไป 2. เด็กมีความสนใจในการปฏิบัติกิจกรรมการปั่น การวาตภาพระบายสีการฉีก ตัด ปะ กระดาษ การประดิษฐ์สิ่ง ๆ มีความสุขและสนุกกับการเลือกอุปกรณ์ตามความสนใจ มีความคิดและ จินตนาการของ ตนเองในการสร้างผลงาน 3. เด็กได้เรียนรู้ในเรื่องต่าง ๆ เช่น ความปลอดภัยในการใช้อุปกรณ์บางชนิด การแบ่งปันวัสดุ อุปกรณ์การเก็บของเข้าที่เมื่อทำกิจกรรมเสร็จแล้ว การักษาความสะอาด และมีความผิดชอบ ทำงานให้เสร็จตามเวลาที่กำหนด 4. ปัจจัยความสำเร็จ ปัจจัยที่ทำให้วิธีการพัฒนากิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ประสบผลสำเร็จ คือ 1. คณะครูนักเรียนทุกคนให้การสนับสนุนและร่วมแรงร่วมใจในการทำงาน 2. ครูมีความมุ่งมั่น ในการพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็ก 3. ผู้ปกครองให้การร่วมมือสนับสนุนในการจัดหาสื่อเพื่อใช้ในการจัดกิจกรรม 4. เด็กปฐมวัยมีความสนใจและกระตือรือร้นในการทำงาน 5. มีการประเมินพัฒนาการและปรับปรุงผลการทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายอย่าง ต่อเนื่อง 5. การเผยแพร่ face book โรงเรียนบ้านดงซ่อม เว็บไซด์โรงเรียนบ้านดงซ่อม QR Code ร่องรอย หลักฐานที่เกี่ยวข้อง


78 ส่วนที่ 5 ภาคผนวก มาตรฐานสถานศึกษาและค่าเป้าหมายของสถานศึกษา คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำรายงานผลการประเมินตนเองของสถานศึกษา กำหนดค่าเป้าหมายตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา QR Code คลิปวิดีโอการจัดการเรียนการสอน QR Code แผนการจัดประสบการณ์


79 ประกาศโรงเรียนบ้านดงซ่อม เรื่อง ให้ใช้มาตรฐานการศึกษาระดับปฐมวัย และระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา ------------------------------------------------- โดยที่มีประกาศใช้กฎกระทรวงการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ. 2561 นโยบายการปฏิรูป ปีการศึกษาในทศวรรษที่สองที่กำหนดเป้าหมายและยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพคนไทยและการศึกษา ไทยในอนาคตประกอบกับมีนโยบายปฏิรูประบบการประเมินและการประกันคุณภาพทั้งภายในและ ภายนอกของทุกระดับก่อนจะมีการประเมินคุณภาพในรอบต่อไป จำเป็นต้องปรับปรุงมาตรฐานการศึกษา ขั้นพื้นฐานให้สอดคล้องกัน จึงให้ยกเลิกประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องให้ใช้มาตรฐานการศึกษาระดับ ปฐมวัย เพื่อการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาลงวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ประกาศ กระทรวงศึกษาธิการเรื่องให้ใช้มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อการประกันคุณภาพภายในของ สถานศึกษาลงวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2559 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไข เพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 มาตรา 9 (3) ได้กำหนดการจัดระบบ โครงสร้าง และกระบวนการจัด การศึกษาให้ยึดหลักสำคัญข้อหนึ่ง คือ มีการกำหนดมาตรฐานการศึกษา จัดระบบการประกันคุณภาพ การศึกษาทุกระดับและประเภทการศึกษา โดยมาตรา 31 ให้กระทรวงมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการศึกษา ทุกระดับและทุกประเภท กำหนดนโยบายแผนและมาตรฐานการศึกษาและมาตรา 48 ให้หน่วยงานต้น สังกัดและสถานศึกษาจัดให้มีระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาและให้ถือว่าการประกันคุณภาพ ภายในเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารการศึกษาที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดทำรายงาน ประจำปีเสนอต่อหน่วยงานต้นสังกัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเปิดเผยต่อสาธารณชน เพื่อนำไปสู่การ พัฒนาคุณภาพมาตรฐานการศึกษา และเพื่อการรองรับการประกันคุณภาพภายนอกโรงเรียนบ้านดงซ่อม จึงขอยกเลิกประกาศโรงเรียนบ้านดงซ่อม เรื่อง ให้ใช้มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อการประกันคุณภาพ ภายในของสถานศึกษาลงวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2562 และปรับมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ระดับปฐมวัยและระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เหมาะสมและสอดคล้องกัน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพ การศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานการประเมินคุณภาพภายในและรองรับการประเมินคุณภาพ ภายนอก โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในการประชุม ครั้งที่ 4/2566 เมื่อ วันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2566 โรงเรียนบ้านดงซ่อมจึงประกาศให้ใช้มาตรฐานการศึกษาระดับปฐมวัยและ รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา ตามเอกสารแนบท้ายประกาศนี้ เพื่อเป็นเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาระดับปฐมวัย ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและการประเมิน คุณภาพภายใน ตั้งแต่ปีการศึกษา 2566 เป็นต้นไป


80 ประกาศ ณ วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2566 (ลงชื่อ) (ลงชื่อ) ( นายกิตติพศ พุ่มเรือง ) ( นายจิรายุ เถาว์โท ) ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดงซ่อม โรงเรียนบ้านดงซ่อม


81 มาตรฐานการศึกษาระดับปฐมวัย แนบท้ายประกาศโรงเรียนบ้านดงซ่อม เรื่อง ให้ใช้มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับปฐมวัย และระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา ฉบับลงวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2566 ------------------------------------------------- มาตรฐานการศึกษาระดับปฐมวัย เพื่อการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา พ.ศ. 2566 มีจำนวน 3 มาตรฐาน ได้แก่ มาตรฐานที่ 1 คุณภาพของเด็ก มาตรฐานที่ 2 กระบวนการบริหารและการจัดการ มาตรฐานที่ 3 การจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ แต่ละมาตรฐานมีรายละเอียดดังนี้ มาตรฐานที่ 1 คุณภาพของเด็ก 1.1 มีพัฒนาการด้านร่างกาย แข็งแรง มีสุขนิสัยที่ดี และดูแลความปลอดภัยของตนเองได้ 1.2 มีพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ควบคุม และแสดงออกทางอารมณ์ได้ 1.3 มีพัฒนาการด้านสังคม ช่วยเหลือตนเอง และเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม 1.4 มีพัฒนาการด้านสติปัญญา สื่อสารได้ มีทักษะการคิดพื้นฐาน และแสวงหาความรู้ได้ มาตรฐานที่ 2 กระบวนการบริหารและการจัดการ 2.1 มีหลักสูตรครอบคลุมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน สอดคล้องกับบริบทของท้องถิ่น 2.2 จัดครูให้เพียงพอกับชั้นเรียน 2.3 ส่งเสริมให้ครูมีความเชี่ยวชาญด้านการจัดประสบการณ์ 2.4 จัดสภาพแวดล้อมและสื่อเพื่อการเรียนรู้อย่างปลอดภัย และเพียงพอ 2.5 ให้บริการสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อการเรียนรู้เพื่อสนับสนุนการจัดประสบการณ์ 2.6 มีระบบบริหารคุณภาพที่เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีส่วนร่วม มาตรฐานที่ 3 การจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ 3.1 จัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมให้เด็กมีการพัฒนาการทุกด้านอย่างสมดุลเต็มศักยภาพ 3.2 สร้างโอกาสให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง เล่น และปฏิบัติอย่างมีความสุข 3.3 จัดบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ใช้สื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับวัย 3.4 ประเมินพัฒนาการเด็กตามสภาพจริงและนำผลประเมินพัฒนาการเด็กไปปรับปรุงการ จัดประสบการณ์และพัฒนาเด็ก


82 มาตรฐานการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน แนบท้ายประกาศโรงเรียนบ้านดงซ่อม เรื่อง ให้ใช้มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับปฐมวัย และระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา ฉบับลงวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2566 ------------------------------------------------- มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา พ.ศ. 2566 มีจำนวน 3 มาตรฐาน ดังนี้ มาตรฐานที่ 1 คุณภาพของผู้เรียน 1.1 ผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการของผู้เรียน 1.2 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน มาตรฐานที่ 2 กระบวนการบริหารและการจัดการ มาตรฐานที่ 3 กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ แต่ละมาตรฐานมีรายละเอียดดังนี้ มาตรฐานที่ 1 คุณภาพของผู้เรียน 1.1 ผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการของผู้เรียน 1) มีความสามารถในการอ่าน การเขียน การสื่อสาร และการคิดคำนวณ 2) มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ อภิปรายแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น และแก้ปัญหา 3) มีความสามารถในการสร้างนวัตกรรม 4) มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร 5) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา 6) มีความรู้ ทักษะพื้นฐาน และเจตคติที่ดีต่องานอาชีพ 1.2 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน 1) มีคุณลักษณะและค่านิยมที่ดีตามที่สถานศึกษากำหนด 2) ความภูมิใจในท้องถิ่นและความเป็นไทย 3) การยอมรับที่จะอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างและหลากหลาย 4) สุขภาวะทางร่างกาย และจิตสังคม มาตรฐานที่ 2 กระบวนการบริหารและการจัดการ 2.1 มีเป้าหมายวิสัยทัศน์และพันธกิจที่สถานศึกษากำหนดชัดเจน 2.2 มีระบบบริหารจัดการคุณภาพของสถานศึกษา 2.3 ดำเนินงานพัฒนาวิชาการที่เน้นคุณภาพผู้เรียนรอบด้านตามหลักสูตรสถานศึกษา และ ทุกกลุ่มเป้าหมาย 2.4 พัฒนาครูและบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพ 2.5 จัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสังคมที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ 2.6 จัดระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการและการจัดการเรียนรู้ มาตรฐานที่ 3 กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ


83 3.1 จัดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดและปฏิบัติจริง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิต ได้ 3.2 ใช้สื่อ เทคโนโลยีสารสนเทศ และแหล่งเรียนรู้ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ 3.3 มีการบริหารจัดการชั้นเรียนเชิงบวก 3.4 การตรวจสอบและประเมินผู้เรียนอย่างเป็นระบบ และนำผลมาพัฒนาผู้เรียน 3.5 มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และให้ข้อมูลสะท้อนกลับเพื่อพัฒนาและปรับปรุงการจัดการ เรียนรู้


84 ประกาศโรงเรียนบ้านดงซ่อม เรื่อง กำหนดค่าเป้าหมายตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ระดับปฐมวัยและระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา ------------------------------------------------- โดยที่มีประกาศใช้กฎกระทรวงการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ. 2561 ประกาศกระทรวง ศึกษาธิการ เรื่อง ให้ใช้มาตรฐานการศึกษาปฐมวัยและมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อการประกัน คุณภาพภายในของสถานศึกษา ให้หน่วยงานต้นสังกัดและสถานศึกษาจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพ ภายในสถานศึกษา และให้ถือว่าการประกันคุณภาพภายในเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารการศึกษาที่ต้อง ดำเนินการต่างอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อหน่วยงานต้นสังกัดที่เกี่ยวข้อง และ เปิดเผยต่อสาธารณชนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการศึกษา และเพื่อการรองรับการประกัน คุณภาพภายนอก โรงเรียนบ้านดงซ่อม จึงปรับมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้น พื้นฐาน โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและการมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้ง บุคลากรทุกคนในโรงเรียน ผู้ปกครอง และประชาชนในชุมชน ให้เหมาะสมและสอดคล้องกัน เพื่อนำไปสู่ การพัฒนาคุณภาพการศึกษา โรงเรียนบ้านดงซ่อม จึงประกาศใช้มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ระดับการศึกษาปฐมวัย และระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามเอกสารแนบท้ายประกาศนี้ เพื่อเป็นเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพ และมาตรฐานการศึกษา และการประเมินคุณภาพภายใน ประกาศ ณ วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2566 (ลงชื่อ) (ลงชื่อ) (นายกิตติพศ พุ่มเรือง) (นายจิรายุ เถาว์โท) ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดงซ่อม โรงเรียนบ้านดงซ่อม


85 การกำหนดค่าเป้าหมาย แนบท้ายประกาศโรงเรียนบ้านดงซ่อม เรื่อง การกำหนดค่าเป้าหมายตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ระดับการศึกษาปฐมวัย เพื่อการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา ปีการศึกษา 2566 .................................................................................................. มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ค่าเป้าหมาย ความสำเร็จ มาตรฐานที่ 1 คุณภาพของเด็ก ระดับดีเลิศ 1.1 เด็กมีพัฒนาการด้านร่างกาย แข็งแรง มีสุขนิสัยที่ดี และดูแลความปลอดภัยของ ตนเองได้ 1) เด็กร้อยละ 75 มีน้ำหนักส่วนสูงเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 2) เด็กร้อยละ 75 มีการเคลื่อนไหวร่างกายคล่องแคล่ว ทรงตัวได้ดี 3) เด็กร้อยละ 75 มีสุขนิสัยในการดูแลรักษาสุขภาพอนามัยส่วนตนปฏิบัติจนเป็นนิสัย และปฏิบัติตนตามข้อตกลงเกี่ยวกับความปลอดภัย หลีกเลี่ยงสภาวะที่เสี่ยงต่อโรค สิ่งเสพ ติด และระวังภัยจากบุคคล สิ่งแวดล้อม และสถานการณ์ที่เสี่ยงอันตราย 1.2 มีพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ควบคุม และแสดงออกทางอารมณ์ได้ 1) เด็กร้อยละ 75 ของเด็กร่าเริงแจ่มใส แสดงอารมณ์ความรู้สึกได้เหมาะสม 2) เด็กร้อยละ 75 ของเด็กมีจิตสานึกและค่านิยมที่ดี มีความมั่นใจ กล้าพูด กล้า แสดงออก 3) เด็กร้อยละ 75 ของเด็กสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ เหมาะสมกับวัย 4) เด็กร้อยละ 75 ของเด็กมีคุณธรรม จริยธรรมตามที่สถานศึกษากำหนดช่วยเหลือ แบ่งปัน เคารพสิทธิ รู้หน้าที่รับผิดชอบ ซื่อสัตย์สุจริต 5) เด็กร้อยละ 75 ของเด็กชื่นชมและมีความสุขกับศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว 1.3 มีพัฒนาการด้านสังคม ช่วยเหลือตนเอง และเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม 1) เด็กร้อยละ 75 ของเด็กช่วยเหลือตนเองในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน มีวินัย ในตนเอง 2) เด็กร้อยละ 75 ของเด็กมีความประหยัดและพอเพียง มีส่วนร่วมดูแลรักษา สิ่งแวดล้อมในและนอกห้องเรียน 3) เด็กร้อยละ 75 ของเด็กมีมารยาทตามวัฒนธรรมไทย เช่น การไหว้ การยิ้มทักทาย และมีสัมมาคารวะกับผู้ใหญ่ 4) เด็กร้อยละ 75 ของเด็กยอมรับหรือเคารพความแตกต่างระหว่างบุคคล เช่น ความคิด พฤติกรรม พื้นฐานครอบครัว เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม เป็นต้น เล่นและทางานร่วมกับ ผู้อื่นได้ แก้ไขข้อขัดแย้ง โดยปราศจากการใช้ความรุนแรง


86 มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ค่าเป้าหมาย ความสำเร็จ 1.4 มีพัฒนาการด้านสติปัญญา สื่อสารได้ มีทักษะการคิดพื้นฐาน และแสวงหา ความรู้ได้ 1) เด็กร้อยละ 75 ของเด็กสนทนาโต้ตอบและเล่าเรื่องให้ผู้อื่นเข้าใจ 2) เด็กร้อยละ 75 ของเด็กตั้งคำถามในสิ่งที่ตนเองสนใจหรือสงสัย และพยายามค้นหา คำตอบ 3) เด็กร้อยละ 75 ของเด็กอ่านนิทานและเล่าเรื่องที่ตนเองอ่านได้เหมาะสมกับวัย 4) เด็กร้อยละ 75 ของเด็กมีความสามารถในการคิด รวบยอด การคิดเชิงเหตุผลทาง คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ การคิดแก้ปัญหาและสามารถตัดสินใจในเรื่องง่ายๆ ได้ 5) เด็กร้อยละ 75 ของเด็กสร้างสรรค์ผลงานตามความคิดและจินตนาการ เช่น งานศิลปะ การเคลื่อนไหวท่าทาง การเล่นอิสระ ได้ 6) เด็กร้อยละ 75 ของเด็กใช้สื่อเทคโนโลยี เช่น แว่นขยาย แม่เหล็ก กล้องดิจิตอล เป็น ต้น เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้และแสวงหาความรู้ได้ (ต่อ) มาตรฐานที่ 2 กระบวนการบริหารและการจัดการ ระดับดีเลิศ 2.1 สถานศึกษามีหลักสูตรสถานศึกษาพุทธศักราช 2560 ครอบคลุมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน สอดคล้องกับบริบทของท้องถิ่น 1) สถานศึกษามีหลักสูตรสถานศึกษาที่ยืดหยุ่น 2) สถานศึกษามีหลักสูตรสถานศึกษาสอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย โดยสถานศึกษาออกแบบการจัดประสบการณ์ที่เตรียมความพร้อมและไม่เร่งรัดวิชาการ 3) สถานศึกษามีหลักสูตรสถานศึกษาเน้นการเรียนรู้ ผ่านการเล่นและการลงมือปฏิบัติ ตอบสนองความต้องการและความแตกต่างของเด็กปกติและกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ และ สอดคล้องกับวิถีชีวิตของครอบครัว ชุมชนและท้องถิ่น (ต่อ) 2.2 จัดครูให้เพียงพอกับชั้นเรียน 1) สถานศึกษามีการจัดครูให้เหมาะสมกับภารกิจการเรียนการสอนหรือจัดครูที่จบ การศึกษาปฐมวัยหรือผ่านการอบรมการศึกษาปฐมวัยอย่างพอเพียงกับชั้นเรียนครบทุก ห้อง 2.3 สถานศึกษาส่งเสริมให้ครูมีความเชี่ยวชาญด้านการจัดประสบการณ์เตรียมความ พร้อมพัฒนาการของผู้เรียนทั้ง 4 ด้าน โดยการส่งครูเข้ารับการพัฒนาอย่างน้อยปีละ 20 ชั่วโมง 1) พัฒนาครูและบุคลากรระดับปฐมวัยทุกคนให้มีความรู้ความสามารถในการวิเคราะห์ และออกแบบหลักสูตรสถานศึกษา


87 มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ค่าเป้าหมาย ความสำเร็จ 2) พัฒนาครูและบุคลากรทุกคนมีทักษะในการจัดประสบการณ์และการประเมิน พัฒนาการเด็ก ใช้ประสบการณ์สำคัญในการออกแบบ การจัดกิจกรรม มีการสังเกตและ ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กและครอบครัว 3) สถานศึกษาส่งครูทุกคนเข้ารับการพัฒนาอย่างน้อยปีละ 20 ชั่วโมง 2.4 สถานศึกษาจัดสภาพแวดล้อม และสื่อเพื่อการเรียนรู้ อย่างปลอดภัย และเพียงพอ 1) สถานศึกษาจัดสภาพแวดล้อมด้านอาคารสถานที่ ห้องเรียน แหล่งการเรียนรู้ภายใน และภายนอก เพื่อการเรียนรู้อย่างปลอดภัย 2) สถานศึกษาจัดสภาพแวดล้อมด้านอาคารสถานที่ ห้องเรียน แหล่งการเรียนรู้ทั้งภายใน และภายนอก เพื่อการเรียนรู้อย่างเพียงพอ 3) สถานศึกษาส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้เป็นรายบุคคล และกลุ่ม 4) สถานศึกษามีมุมประสบการณ์หลากหลาย มีสื่อการเรียนรู้ (ต่อ) 2.5 สถานศึกษาให้บริการสื่อ เทคโนโลยีสารสนเทศ และสื่อการเรียนรู้เพื่อสนับสนุน การจัดประสบการณ์สำหรับครู 1) สถานศึกษาอำนวยความสะดวก และให้บริการสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศวัสดุ และอุปกรณ์ 2) สถานศึกษาอำนวยความสะดวก สนับสนุนการจัดประสบการณ์และพัฒนาครู 2.6 สถานศึกษามีระบบบริหารคุณภาพที่เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย มีส่วนร่วม 1) สถานศึกษากำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาที่สอดคล้องกับมาตรฐาน การศึกษาปฐมวัย และอัตลักษณ์ที่สถานศึกษากำหนดจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาของ สถานศึกษาที่สอดรับกับมาตรฐาน ที่สถานศึกษากำหนดและดำเนินการตามแผน 2) สถานศึกษามีการประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพภายในสถานศึกษา ติดตามผลการ ดำเนินงานและจัดทำรายงานผลการประเมินตนเองประจำปี 3) สถานศึกษานำผลการประเมินไปปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา โดยผู้ปกครองและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีส่วนร่วมและจัดส่งรายงานผลการประเมินตนเอง ให้หน่วยงานต้นสังกัด มาตรฐานที่ 3 การจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ ระดับดีเลิศ 3.1 จัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการทุกด้านอย่างสมดุลเต็มศักยภาพ 1) ครูทุกคน วิเคราะห์ข้อมูลเด็กเป็นรายบุคคล 2) ครูทุกคน จัดทำแผนการจัดประสบการณ์จากการวิเคราะห์มาตรฐานคุณลักษณะที่พึง ประสงค์ในหลักสูตรสถานศึกษา โดยมีกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กครบทุกด้าน


88 มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ค่าเป้าหมาย ความสำเร็จ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ ด้านจิตใจ ด้านสังคม และ ด้านสติปัญญา ไม่เน้นการพัฒนา ด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว (ต่อ) 3.2 ครูสร้างโอกาสให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง เล่นและปฏิบัติอย่างมีความสุข 1) ครูทุกคน จัดประสบการณ์ที่เชื่องโยงกับประสบการณ์เดิม 2) ครูร้อยละ 80 ให้เด็กมีโอกาสเลือกทำกิจกรรมอย่างอิสระตามความต้องการ ความสนใจ ความสามารถ ตอบสนองต่อวิธีการเรียนรู้ของเด็กเป็นรายบุคคลหลากหลาย รูปแบบจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย เด็กได้เลือกเล่น เรียนรู้ ลงมือ กระทำ และสร้าง องค์ความรู้ด้วยตนเอง 3.3 ครูจัดบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ใช้สื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับวัย 1) ครูทุกคนจัดสภาพห้องเรียนสะอาด อากาศถ่ายเท ปลอดภัย และมีพื้นที่แสดงผลงาน เด็ก 2) ครูทุกคนในห้องเรียนมีมุมประสบการณ์ และให้เด็กมีส่วนร่วมในการจัดสรร สภาพแวดล้อมในห้องเรียน 3) ครูทุกคนจัดกิจกรรมใช้สื่อ และเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับเด็ก 3.4 ครูประเมินพัฒนาการเด็กตามสภาพจริงและนำผลการประเมินพัฒนาการเด็กไป ปรับปรุง การจัดประสบการณ์และพัฒนาเด็ก 1) ครูร้อยละ 80 มีการประเมินพัฒนาการเด็กจากกิจกรรม และกิจวัตรประจำวัน เครื่องมือ และวิธีการที่หลากหลาย 2) ครูร้อยละ 80 นำผลการประเมินที่ได้รับไปพัฒนาคุณภาพเด็ก และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สรุปผลการประเมินในภาพรวมของสถานศึกษา ดีเลิศ


89 การกำหนดค่าเป้าหมาย 1. ศึกษาข้อมูลเดิมของผลการประเมินต่าง ๆ ที่ผ่านมาในปี 2563 - 2565 เพื่อใช้เป็น ฐานข้อมูลในการกำหนดค่าเป้าหมาย 2. การกำหนดค่าเป้าหมายแต่ละมาตรฐาน ได้กำหนดเป็น ระดับคุณภาพ 5 ระดับ เพื่อให้ สอดคล้องกับการประเมิน ดังนี้ ระดับ ยอดเยี่ยม ระดับ ดีเลิศ ระดับ ดี ระดับ ปานกลาง ระดับ กำลังพัฒนา 3. การกำหนดค่าเป้าหมายในแต่ละประเด็นพิจารณาจะกำหนดเป็น ระดับคุณภาพ หรือเป็นร้อยละ ตามความเหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา


90 การกำหนดค่าเป้าหมาย แนบท้ายประกาศโรงเรียนบ้านดงซ่อม เรื่อง การกำหนดค่าเป้าหมายตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา ปีการศึกษา 2566 .................................................................................................. มาตรฐาน / ประเด็นการพิจารณา ค่าเป้าหมาย ความสำเร็จ มาตรฐานที่ 1 คุณภาพของผู้เรียน ระดับดีเลิศ 1.1 ผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการของผู้เรียน 1.1.1 มีความสามารถในการอ่าน การเขียน การสื่อสาร และการคิดคำนวณ 1) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ป.1 - ป.3 มีความสามารถในการอ่านภาษาไทยได้ คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป 2) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ป.4 - ป.6 มีความสามารถในการอ่านภาษาไทยได้ คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป 3) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ม.1 – ม.3 มีความสามารถในการอ่านภาษาไทยได้ คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป 4) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ป.1 - ป.3 มีความสามารถในการเขียนภาษาไทยได้ คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป 5) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ป.4 - ป.6 มีความสามารถในการเขียนภาษาไทยได้ คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป 6) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ม.1 – ม.3 มีความสามารถในการเขียนภาษาไทยได้ คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป 7) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ป.1 - ป.3 มีความสามารถในการสื่อสารภาษาไทยได้ คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป 8) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ป.4 - ป.6 มีความสามารถในการสื่อสารภาษาไทยได้ คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป 9) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ม.1 – ม.3 มีความสามารถในการสื่อสารภาษาไทยได้ คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป 10) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ป.1 - ป.3 มีความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษได้ คะแนนร้อยละ 60 ขึ้นไป 11) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ป.4 - ป.6 มีความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษได้ คะแนนร้อยละ 60 ขึ้นไป 12) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ม.1 – ม.3 มีความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษได้ คะแนนร้อยละ 60 ขึ้นไป 13) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ป.1 - ป.3 มีความสามารถในการเขียนอังกฤษได้ คะแนนร้อยละ 60 ขึ้นไป 14) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ป.4 - ป.6 มีความสามารถในการเขียนอังกฤษได้ คะแนนร้อยละ 60 ขึ้นไป


91 มาตรฐาน / ประเด็นการพิจารณา ค่าเป้าหมาย ความสำเร็จ 15) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ม.1 – ม.3 มีความสามารถในการเขียนอังกฤษได้ คะแนนร้อยละ 60 ขึ้นไป 16) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ป.1 - ป.3 มีความสามารถในการสื่อสารอังกฤษได้ คะแนนร้อยละ 60 ขึ้นไป 17) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ป.4 - ป.6 มีความสามารถในการสื่อสารอังกฤษได้ คะแนนร้อยละ 60 ขึ้นไป 18) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ม.1 – ม.3 มีความสามารถในการสื่อสารอังกฤษได้ คะแนนร้อยละ 60 ขึ้นไป 19) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ป.1 - ป.3 มีความสามารถในการคิดคำนวณได้คะแนน ร้อยละ 70 ขึ้นไป 20) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ป.4 - ป.6 มีความสามารถในการคิดคำนวณได้คะแนน ร้อยละ 70 ขึ้นไป 21) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ม.1 – ม.3 มีความสามารถในการคิดคำนวณได้คะแนน ร้อยละ 70 ขึ้นไป (ต่อ) 1.1.2 มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ อภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแก้ปัญหา 1) ผู้เรียนร้อยละ 60 ของชั้น ป.1 - ป.3 มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ได้คะแนน ร้อยละ 70 ขึ้นไป 2) ผู้เรียนร้อยละ 60 ของชั้น ป.4 - ป.6 มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ได้คะแนน ร้อยละ 70 ขึ้นไป 3) ผู้เรียนร้อยละ 65 ของชั้น ม.1 – ม.3 มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ได้คะแนน ร้อยละ 70 ขึ้นไป 4) ผู้เรียนร้อยละ 60 ของชั้น ป.1 - ป.3 มีความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป 5) ผู้เรียนร้อยละ 60 ของชั้น ป.4 - ป.6 มีความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป 6) ผู้เรียนร้อยละ 65 ของชั้น ม.1 – ม.3 มีความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป 7) ผู้เรียนร้อยละ 60 ของชั้น ป.1 - ป.3 มีความสามารถในการอภิปราย แลกเปลี่ยน ความคิดเห็นได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป 8) ผู้เรียนร้อยละ 60 ของชั้น ป.4 - ป.6 มีความสามารถในการอภิปราย แลกเปลี่ยน ความคิดเห็นได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป 9) ผู้เรียนร้อยละ 65 ของชั้น ม.1 – ม.3 มีความสามารถในการอภิปราย แลกเปลี่ยน ความคิดเห็นได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป


92 มาตรฐาน / ประเด็นการพิจารณา ค่าเป้าหมาย ความสำเร็จ 10) ผู้เรียนร้อยละ 60 ของชั้น ป.1 - ป.3 มีความสามารถในการแก้ปัญหา ได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป 11) ผู้เรียนร้อยละ 60 ของชั้น ป.4 - ป.6 มีความสามารถในการแก้ปัญหา ได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป 12) ผู้เรียนร้อยละ 65 ของชั้น ม.1 – ม.3 มีความสามารถในการแก้ปัญหา ได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป (ต่อ) 1.1.3 มีความสามารถในการสร้างนวัตกรรม 1) ผู้เรียนร้อยละ 60 ของชั้น ป.1 - ป.3 มีความสามารถในการรวบรวมความรู้ได้ด้วย ตนเองและการทำงานเป็นทีมได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป 2) ผู้เรียนร้อยละ 60 ของชั้น ป.4 - ป.6 มีความสามารถในการรวบรวมความรู้ได้ด้วย ตนเองและการทำงานเป็นทีมได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป 3) ผู้เรียนร้อยละ 65 ของชั้น ม.1 – ม.3 มีความสามารถในการรวบรวมความรู้ได้ด้วย ตนเองและการทำงานเป็นทีมได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป 4) ผู้เรียนร้อยละ 60 ของชั้น ป.1 - ป.3 มีความสามารถในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ และประสบการณ์มาใช้ในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อาจเป็นแนวความคิด โครงการ โครงงาน ชิ้นงาน ผลผลิตได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป 5) ผู้เรียนร้อยละ 60 ของชั้น ป.4 - ป.6 มีความสามารถในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ และประสบการณ์มาใช้ในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อาจเป็นแนวความคิด โครงการ โครงงาน ชิ้นงาน ผลผลิตได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป 6) ผู้เรียนร้อยละ 65 ของชั้น ม.1 – ม.3 มีความสามารถในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ และประสบการณ์มาใช้ในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อาจเป็นแนวความคิด โครงการ โครงงาน ชิ้นงาน ผลผลิตได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป 1.1.4 มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 1) ผู้เรียนร้อยละ 60 ของชั้น ป.1 - ป.3 มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคมในด้านการเรียนรู้การ สื่อสาร ได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป 2) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ป.4 - ป.6 มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคมในด้านการเรียนรู้การ สื่อสาร ได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป 3) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ม.1 – ม.3 มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคมในด้านการเรียนรู้การ สื่อสาร ได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป


93 มาตรฐาน / ประเด็นการพิจารณา ค่าเป้าหมาย ความสำเร็จ 4) ผู้เรียนร้อยละ 60 ของชั้น ป.1 - ป.3 มีความสามารถในการทำงานอย่างสร้างสรรค์ และมีคุณธรรม ได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป 5) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ป.4 - ป.6 มีความสามารถในการทำงานอย่างสร้างสรรค์ และมีคุณธรรม ได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป 6) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ม.1 – ม.3 มีความสามารถในการทำงานอย่าง สร้างสรรค์ และมีคุณธรรม ได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป (ต่อ) 1.1.5 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา 1) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ป.1 - ป.3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทย ตามเป้าหมายของโรงเรียนที่กำหนดไว้ มีระดับผลการเรียน ร้อยละ 70 ขึ้นไป 2) ผู้เรียนร้อยละ 60 ของชั้น ป.4 - ป.6 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทย ตามเป้าหมายของโรงเรียนที่กำหนดไว้มีระดับผลการเรียน ร้อยละ 70 ขึ้นไป 3) ผู้เรียนร้อยละ 60 ของชั้น ม.1 – ม.3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทย ตามเป้าหมายของโรงเรียนที่กำหนดไว้ มีระดับผลการเรียน ร้อยละ 70 ขึ้นไป 4) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ป.1 - ป.3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการ เรียนรู้คณิตศาสตร์ตามเป้าหมายของโรงเรียนที่กำหนดไว้ มีระดับผลการเรียน ร้อยละ 70 ขึ้นไป 5) ผู้เรียนร้อยละ 65 ของชั้น ป.4 - ป.6 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการ เรียนรู้คณิตศาสตร์ตามเป้าหมายของโรงเรียนที่กำหนดไว้ มีระดับผลการเรียน ร้อยละ 70 ขึ้นไป 6) ผู้เรียนร้อยละ 65 ของชั้น ม.1 – ม.3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการ เรียนรู้คณิตศาสตร์ตามเป้าหมายของโรงเรียนที่กำหนดไว้มีระดับผลการเรียน ร้อยละ 70 ขึ้นไป 7) ผู้เรียนร้อยละ 60 ของชั้น ป.1 - ป.3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตามเป้าหมายของโรงเรียนที่กำหนดไว้ มีระดับผลการเรียน ร้อยละ 70 ขึ้นไป 8) ผู้เรียนร้อยละ 65 ของชั้น ป.4 - ป.6 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตามเป้าหมายของโรงเรียนที่กำหนดไว้ มีระดับผลการเรียน ร้อยละ 70 ขึ้นไป 9) ผู้เรียนร้อยละ 65 ของชั้น ม.1 – ม.3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตามเป้าหมายของโรงเรียนที่กำหนดไว้ มีระดับผลการเรียน ร้อยละ 70 ขึ้นไป


94 มาตรฐาน / ประเด็นการพิจารณา ค่าเป้าหมาย ความสำเร็จ 10) ผู้เรียนร้อยละ 80 ของชั้น ป.1 - ป.3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการ เรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ตามเป้าหมายของโรงเรียนที่กำหนดไว้มี ระดับผลการเรียน ร้อยละ 80 ขึ้นไป 11) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ป.4 - ป.6 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการ เรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ตามเป้าหมายของโรงเรียนที่กำหนดไว้ มีระดับผลการเรียน ร้อยละ 70 ขึ้นไป 12) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ม.1 – ม.3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการ เรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ตามเป้าหมายของโรงเรียนที่กำหนดไว้ มีระดับผลการเรียน ร้อยละ 70 ขึ้นไป 13) ผู้เรียนร้อยละ 80 ของชั้น ป.1 - ป.3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการ เรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ตามเป้าหมายของโรงเรียนที่กำหนดไว้มีระดับผลการ เรียน ร้อยละ 70 ขึ้นไป 14) ผู้เรียนร้อยละ 80 ของชั้น ป.4 - ป.6 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการ เรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ตามเป้าหมายของโรงเรียนที่กำหนดไว้ มีระดับผลการ เรียน ร้อยละ 70 ขึ้นไป 15) ผู้เรียนร้อยละ 80 ของชั้น ม.1 – ม.3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการ เรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ตามเป้าหมายของโรงเรียนที่กำหนดไว้มีระดับผลการ เรียน ร้อยละ 70 ขึ้นไป 16) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ป.1 - ป.3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการ เรียนรู้ศิลปะ ตามเป้าหมายของโรงเรียนที่กำหนดไว้มีระดับผลการเรียน ร้อยละ 70 ขึ้นไป 17) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ป.4 - ป.6 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการ เรียนรู้ศิลปะ ตามเป้าหมายของโรงเรียนที่กำหนดไว้ มีระดับผลการเรียน ร้อยละ 70 ขึ้นไป 18) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ม.1 – ม.3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการ เรียนรู้ศิลปะ ตามเป้าหมายของโรงเรียนที่กำหนดไว้มีระดับผลการเรียน ร้อยละ 70 ขึ้นไป 19) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ป.1 - ป.3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการ เรียนรู้การงานอาชีพ ตามเป้าหมายของโรงเรียนที่กำหนดไว้ มีระดับผลการเรียน ร้อย ละ 70 ขึ้นไป 20) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ป.4 - ป.6 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการ เรียนรู้การงานอาชีพ ตามเป้าหมายของโรงเรียนที่กำหนดไว้ มีระดับผลการเรียน ร้อย ละ 70 ขึ้นไป (ต่อ)


95 มาตรฐาน / ประเด็นการพิจารณา ค่าเป้าหมาย ความสำเร็จ 21) ผู้เรียนร้อยละ 70 ของชั้น ม.1 – ม.3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการ เรียนรู้การงานอาชีพ ตามเป้าหมายของโรงเรียนที่กำหนดไว้มีระดับผลการเรียน ร้อย ละ 70 ขึ้นไป 22) ผู้เรียนร้อยละ 60 ของชั้น ป.1 - ป.3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ตามเป้าหมายของโรงเรียนที่กำหนดไว้ มีระดับผลการเรียน ร้อยละ 70 ขึ้นไป 23) ผู้เรียนร้อยละ 60 ของชั้น ป.4 - ป.6 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ตามเป้าหมายของโรงเรียนที่กำหนดไว้ มีระดับผลการเรียน ร้อยละ 70 ขึ้นไป 24) ผู้เรียนร้อยละ 60 ของชั้น ม.1 – ม.3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ตามเป้าหมายของโรงเรียนที่กำหนดไว้ มีระดับผลการเรียน ร้อยละ 70 ขึ้นไป 25) นักเรียนชั้น ป.1 มีคะแนนเฉลี่ยสมรรถนะการอ่านออกเสียงเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จาก ทดสอบความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียน (Reading Test: RT) 26) นักเรียนชั้น ป.1 มีคะแนนเฉลี่ยสมรรถนะการอ่านรู้เรื่อง เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จาก ทดสอบความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียน (Reading Test: RT) 27) นักเรียนชั้น ป.3 มีคะแนนเฉลี่ยความสามารถด้านภาษาไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากการทดสอบความสามารถพื้นฐานของผู้เรียนระดับชาติ (National Test : NT) 28) นักเรียนชั้น ป.3 มีคะแนนเฉลี่ยความสามารถด้านคณิตศาสตร์เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากการทดสอบความสามารถพื้นฐานของผู้เรียนระดับชาติ (National Test : NT) 29) นักเรียนชั้น ป.6 มีคะแนนเฉลี่ยรายวิชาภาษาไทย เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากการ ทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) 30) นักเรียนชั้น ป.6 มีคะแนนเฉลี่ยรายวิชาภาษาอังกฤษ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) 31) นักเรียนชั้น ป.6 มีคะแนนเฉลี่ยรายวิชาคณิตศาสตร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) 32) นักเรียนชั้น ป.6 มีคะแนนเฉลี่ยรายวิชาวิทยาศาสตร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) 33) นักเรียนชั้น ม.3 มีคะแนนเฉลี่ยรายวิชาภาษาไทย เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) 34) นักเรียนชั้น ม.3 มีคะแนนเฉลี่ยรายวิชาภาษาอังกฤษ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) 35) นักเรียนชั้น ม.3 มีคะแนนเฉลี่ยรายวิชาคณิตศาสตร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) 36) นักเรียนชั้น ม.3 มีคะแนนเฉลี่ยรายวิชาวิทยาศาสตร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 (ต่อ)


96 มาตรฐาน / ประเด็นการพิจารณา ค่าเป้าหมาย ความสำเร็จ จากการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) 1.1.6 มีความรู้ ทักษะพื้นฐาน และเจตคติที่ดีต่องานอาชีพ 1) ผู้เรียนร้อยละ 80 ของชั้น ป.1 - ป.3 มีความรู้ ทักษะพื้นฐานในการจัดการ ต่องานอาชีพ ได้คะแนนร้อยละ 80 ขึ้นไป 2) ผู้เรียนร้อยละ 80 ของชั้น ป.4 - ป.6 มีความรู้ ทักษะพื้นฐานในการจัดการ ต่องานอาชีพ ได้คะแนนร้อยละ 80 ขึ้นไป 3) ผู้เรียนร้อยละ 80 ของชั้น ม.1 – ม.3 มีความรู้ ทักษะพื้นฐานในการจัดการ ต่องานอาชีพ ได้คะแนนร้อยละ 80 ขึ้นไป 4) ผู้เรียนร้อยละ 80 ของชั้น ป.1 - ป.3 มีเจตคติที่ดีต่องานอาชี อยู่ในระดับดี ขึ้นไป 5) ผู้เรียนร้อยละ 80 ของชั้น ป.4 - ป.6 มีเจตคติที่ดีต่องานอาชีพ อยู่ในระดับดี ขึ้นไป 6) ผู้เรียนร้อยละ 80 ของชั้น ม.1 – ม.3 มีเจตคติที่ดีต่องานอาชีพอยู่ในระดับดี ขึ้นไป 1.2 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน 1.2.1 มีคุณลักษณะและค่านิยมที่ดีตามที่สถานศึกษากำหนด 1) ผู้เรียนร้อยละ 70 มีพฤติกรรมเป็นผู้ที่มีคุณธรรม จริยธรรม อยู่ในระดับดีขึ้นไป 2) ผู้เรียนร้อยละ 70 มีเคารพในกฎกติกา มีค่านิยมและจิตสำนึกตามที่โรงเรียน กำหนดโดยไม่ขัดกับกฎหมายและวัฒนธรรมอันดีของสังคม อยู่ในระดับดีขึ้นไป 3) ผู้เรียนร้อยละ 70 มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนในระดับดี (ต่อ) 1.2.2 มีความภูมิใจในท้องถิ่น เห็นคุณค่าของความเป็นไทย 1) ผู้เรียนร้อยละ 80 มีความภาคภูมิใจในท้องถิ่น อยู่ในระดับดีขึ้นไป 2) ผู้เรียนร้อยละ 80 เห็นคุณค่าของความเป็นไทย อยู่ในระดับดีขึ้นไป 3) ผู้เรียนร้อยละ 80 มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีและภูมิปัญญาไทย อยู่ในระดับดีขึ้นไป 1.2.3 มีการยอมรับที่จะอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างและหลากหลาย 1) ผู้เรียนทุกคนยอมรับ และอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างระหว่างบุคคลในด้าน เพศ วัย เชื้อชาติ ศาสนา ภาษาวัฒนธรรม ประเพณี อยู่ในระดับดีขึ้นไป 1.2.4 มีสุขภาวะทางร่างกายและจิตสังคม 1) ผู้เรียนร้อยละ 80 มีการรักษาสุขภาพกาย สุขภาพจิต อารมณ์ และสังคม อยู่ใน ระดับดีขึ้นไป


97 มาตรฐาน / ประเด็นการพิจารณา ค่าเป้าหมาย ความสำเร็จ 2) ผู้เรียนร้อยละ 80 มีการแสดงออกอย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงวัย อยู่ในระดับดีขึ้น ไป 3) ผู้เรียนร้อยละ 80 สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข เข้าใจผู้อื่น ไม่มีความ ขัดแย้งกับผู้อื่น อยู่ในระดับดีขึ้นไป มาตรฐานที่ 2 กระบวนการบริหารและการจัดการ ระดับดีเลิศ 2.1 มีเป้าหมายวิสัยทัศน์และพันธกิจที่สถานศึกษากำหนดชัดเจน 1) สถานศึกษากำหนดเป้าหมาย วิสัยทัศน์ และพันธกิจไว้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม ปฏิบัติได้ สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียน ความต้องการของชุมชนและท้องถิ่น 2) สถานศึกษากำหนดเป้าหมาย วิสัยทัศน์ และพันธกิจสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ของแผนการศึกษาแห่งชาติ นโยบายของต้นสังกัดและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของ สังคม 2.2 มีระบบบริหารจัดการคุณภาพของสถานศึกษา 1) สถานศึกษามีการบริหารจัดการคุณภาพสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ วางแผนจัดทำ และดำเนินการตามแผนพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา มีการติดตามตรวจสอบ ประเมินผลและปรับปรุงพัฒนางาน นำผลการประเมินคุณภาพภายในไปใช้ในการ วางแผนและพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง 2) สถานศึกษามีแผนการบริหารอัตรากำลัง ทรัพยากรทางการศึกษาให้เกิดคุณภาพ สูงสุด 3) สถานศึกษาจัดระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียนที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุมถึง ผู้เรียนทุกคน 4) สถานศึกษามีระบบการนิเทศภายใน กำกับติดตามตรวจสอบและนำข้อมูลมาใช้ใน การพัฒนา 5) คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง บุคลากรและผู้ที่เกี่ยวข้อง มีส่วนร่วมในการ วางแผน ปรับปรุงพัฒนาการศึกษาและร่วมรับผิดชอบต่อผลการจัดการศึกษา 2.3 ดำเนินงานพัฒนาวิชาการที่เน้นคุณภาพผู้เรียนรอบด้านตามหลักสูตร (ต่อ) สถานศึกษาและทุกกลุ่มเป้าหมาย 1) สถานศึกษาบริหารจัดการเกี่ยวกับงานวิชาการ ทั้งด้านการพัฒนาหลักสูตรกิจกรรม เสริมหลักสูตรที่เน้นคุณภาพผู้เรียนรอบด้าน 2) สถานศึกษามีหลักสูตรสถานศึกษาและมีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตาม หลักสูตรสถานศึกษาพร้อมทั้งประเมินผลการใช้และปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษาอย่าง ต่อเนื่อง


Click to View FlipBook Version