The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nanthana Pothakam, 2023-01-30 05:00:07

คู่มือกวางผา

การเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง

จัดท ำโดย ฝ่ำยบริหำรจัดกำรสัตว์ ส ำนักงำนเชียงใหม่ไนท์ซำฟำรี


ค ำน ำ คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เพื่อ ตระหนักถึงความส าคัญของการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง เนื่องจากกวางผาเป็นสัตว์ ป่าสงวนของไทย ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 และในระดับ สากลกวางผาจัดอยู่ในบัญชีหมายเลข 1 ตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ และจัดให้อยู่ในบัญชีสัตว์ป่ามีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ ตามบัญชีของ red list of threatened species (IUCN) รวมถึงส านักงานเชียงใหม่ไนท์ ซาฟารีเป็นอีกหนึ่งแหล่งที่ได้รวบรวมสัตว์ป่าทั้งในและต่างประเทศ กวางผาก็เป็นหนึ่งใน นั้น ท าให้การเลี้ยงกวางผา ถือว่ามีความส าคัญ โดยคู่มือเล่มนี้จะกล่าวถึง อนุกรมวิธาน ลักษณะทั่วไปของกวางผา สายพันธุ์กวางผา ถิ่นที่อยู่อาศัย อาหารตามธรรมชาติ พฤติกรรมและการสืบพันธุ์ของกวางผา ที่ส าคัญคู่มือเล่มนี้จะบอกถึงขั้นตอนการเริ่มต้น ของการเตรียมโรงเรือน เทคนิคการเลี้ยงกวางผาในด้านต่างๆ เช่น อาหารและการให้ อาหาร สุขาภิบาล พฤติกรรมและการเสริมสร้างพฤติกรรม เป็นต้น หวังว่าคู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี คง เป็นประโยชน์ให้กับผู้ที่สนใจไม่มากก็น้อย ถ้าผิดพลาดประการใดขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย คณะผู้จัดท า ฝ่ายบริหารจัดการสัตว์ ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี กันยายน 2565 คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี


กิตติกรรมประกำศ คณะผู้จัดท าคู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ ซาฟารี ขอขอบคุณผู้อ านวยการส านักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) ผู้อ านวยการส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ผู้อ านวยการฝ่ายบริหารจัดการสัตว์ และ กลุ่มงานสัตวแพทย์ อนุรักษ์ และวิจัย ฝ่ายบริหารจัดการสัตว์ ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ ซาฟารี ที่สนับสนุน และคอยให้ค าปรึกษา และขอขอบคุณ นายคมกริช ปัญญา นายชัชชัย ปัญจะเรือง นายทองค า มาเจริญ นายณัฏฐ์มะเต่ และนายเสกสิทธิ์ จิตตาดู เจ้าหน้าที่ดูแลกวางผา และเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรง เลี้ยงที่คอยให้ข้อมูล และถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านทางคู่มือเล่มนี้จนส าเร็จลุล่วงไป ด้วยดี คณะผู้จัดท า ฝ่ายบริหารจัดการสัตว์ ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี กันยายน 2565 คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ก


สำรบัญเรื่อง เรื่อง หน้ำ กิตติกรรมประกาศ ก สารบัญเรื่อง ข สารบัญตาราง ง สารบัญรูปภาพ จ อนุกรมวิธาน (Taxonomy) 1 ลักษณะทั่วไป (Characteristics) 2 สายพันธุ์กวางผา (Goral species) 3 เขตกระจายพันธุ์และถิ่นที่อยู่อาศัย (Distribution) 4 อาหารตามธรรมชาติ(Natural feed) 5 พฤติกรรม และการสืบพันธุ์(Behaviour and Repoduction) 5 การเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง (Breeding goral in captive) 6 - กรงเลี้ยงกวางผา 9 - อาหารและการให้อาหาร 10 - การปฏิบัติงานของจุดกวางผา 15 - การเสริมสร้างพฤติกรรมของสัตว์ 17 - การท าเครื่องหมายประจ าตัว และการบันทึกใบพันธุ์ประวัติ 19 - เทคนิคการดูแลลูกกวางผา 20 คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ข


สำรบัญเรื่อง (ต่อ) เรื่อง หน้ำ - เครื่องมือและอุปกรณ์ในการปฏิบัติงาน 24 - การจับ การควบคุม และการเคลื่อนย้ายกวางผา 26 - หลักการสุขาภิบาล 28 - โรค การป้องกัน และการรักษาพยาบาลเบื้องต้น 29 เอกสารอ้างอิง 35 เจ้าหน้าที่ประจ าจุดกวางผา 37 คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ค


สำรบัญตำรำง ตำรำง หน้ำ ตาราง 1 แสดงสูตรอาหารของกวางผา ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 13 คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ง


สำรบัญรูปภำพ ภำพ หน้ำ ภาพที่ 1 ลักษณะรูปร่างกวางผา 2 ภาพที่ 2 สายพันธุ์ของกวางผา 3 ภาพที่ 3 การกระจายพันธุ์ และถิ่นที่อยู่อาศัยในประเทศไทย 4 ภาพที่ 4 วัตถุดิบในสูตรอาหารของกวางผา 13 ภาพที่ 5 การให้อาหารกวางผาในส่วนแสดง 16 ภาพที่ 6 วิธีการเสริมสร้างพฤติกรรมการให้อาหารที่หลากหลาย 17 ภาพที่ 7 การติดไมโครชิปประจ าตัวกวางผา 19 ภาพที่ 8 แม่กวางผากับลูกกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง 20 ภาพที่ 7 กรงเลี้ยง และเครื่องมืออุปกรณ์ในการปฏิบัติงานประจ าจุดกวางผา 25 คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี จ


อนุกรมวิธำน (Taxonomy) (รัตนวัฒน, 2540) ชื่อไทย (Thai name) : กวางผา, ม้าเทวดา ชื่อทั่วไป (Common name) : Goral อาณาจักร (Kingdom) : Animalia ไฟลัม (Phylum) : Chordata ชั้น (Class) : Mammalia อันดับ (Order) : Artiodactyla วงศ์ (Family) : Bovidae สกุล (Genus) : Naemorhedus ชนิด (Species) : Naemorhedus griseus กวำงผำ หรือม้ำเทวดำ มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (IUCN) คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 1


ลักษณะทั่วไป (Characteristics) กวางผาในประเทศไทย ตามบัญชีรายชื่อสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวน และคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ใช้ชื่อ Nemorhaedus.goral กวางผาเป็นสัตว์กีบมี รูปร่างปราดเปรียว ส่วนหัวมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับล าตัวกวางผาจะมีความยาวจากหัวถึง ล าตัวประมาณ 82 – 120 เซนติเมตร หางสีด าค่อนข้างสั้นเป็นพุม ยาวประมาณ 7.6 – 20 เซนติเมตร หูยาวมากมีความยาวถึง 10 – 14 เซนติเมตร ลักษณะภายนอกทั่วไปคล้ายแพะ แต่มีหูยาวมาก ความสูงของกวางผาวัดจากพื้นถึงหัวไหลสูงประมาณ 50 - 70 เซนติเมตร โดยมีน้ าหนักเมื่อโตเต็มที่ประมาณ 22 - 32 กิโลกรัม ลักษณะรูปร่างของกวางผา มีลักษณะใกล้เคียงกับเลียงผา แต่ขนาดล าตัวจะมี ขนาดเล็ก และล าตัวสั้นกว่า กวางผาเมื่อโตเต็มที่จะมีสีขนของล าตัวเป็นสีน้ าตาลแดงถึง น้ าตาลออกด า สีขนบริเวณแกม ใต้คาง แผงคอจนถึงส่วนหน้าอกจะมีสีจางออกขาว เห็น ค่อนข้างชัดเจนกวางผาใบหูมีรูปร่างยาวใหญ่ และสีขนบริเวณด้านนอกของใบหูมีสีแดงปน น้ าตาลแต่สีขน ด้านในใบหูมีขนสีจางๆ บริเวณจมูกมีสีด าไมมีขน สวนสีขนบริเวณหางนั้นมี สีออกด าหรือสีด าปนสีน้ าตาลแดง แต่จากบริเวณใต้เข่าลงมาสีขนจะมีสีจางออกขาวเห็น เป็นถุงเทาชัดเจนทั้งสีข้างแต่ก็มีบางพื้นที่กวางผา จะมีลักษณะต่างออกไปบ้างคือสีขน บริเวณถุงเท้านั้นสีจะออกสีน้ าตาลออกแดงจางๆ กวางผาจะมีเขาทั้ง 2 เพศ แต่เมื่อตัวเต็ม วัยเขาจะยื่นยาวออกมาทางด้านหลังอย่างชัดเจนโดยเขาของกวางผาจะมีลักษณะเป็นรูป กรวยยาวแหลมตรงกลางกลวง แต่จะไมมีผลัดเขาทิ้ง โดยเขาเพศผู้ยาวกว่าเพศเมีย (Chaiyarat, 1997) ภำพที่ 1 ลักษณะรูปร่างกวางผา คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 2


สำยพันธุ์กวำงผำ (Goral species) กวางผา (goral).เป็นสัตว์เคี้ยวเอื้องในกลุ่มสัตว์กีบคู่ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับแพะ และแกะ ในการจัดอันดับทางอนุกรมวิธาน(IUCN/SSC-Caprinae.Specialist.group, 2000) สามารถจ าแนกกวางผาออกเป็น 4 สายพันธุ์ (Smith, 1827) ตามรูปร่างลักษณะ เขตการกระจายพันธุ์ และความแตกต่างทางพันธุกรรม ได้แก่ 1) กวางผาจีน (Chinese goral; Naemorhedus griseus) 2) กวางผาหิมาลัย (Himalayan goral; Naemorhedus goral) 3) กวางผาหางยาว (Long-tailed or grey goral; Naemorhedus caudatus) 4) กวางผาแดง (Red goral; Naemorhedus baileyi) กวำงผำจีน กวำงผำหิมำลัย (https://animalia.bio/himalayan-goral) กวำงผำหำงยำว (https://zooinstitutes.com/animals/long-tailedgoral-tallinna-loomaaed5233.html?fbclid=IwAR1EKzSbCo1EQm1MWqUcLx6dE8QGf1koPfBi9uG3glFtRkkMGShc4Fnog) กวำงผำแดง (https://www.worldlifeexpectancy.com/mammallife-expectancy-red-goral) ภำพที่ 2 สายพันธุ์ของกวางผา คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 3


เขตกระจำยพันธุ์ และถิ่นที่อยู่อำศัย (Distribution) กวางผาที่พบในประเทศไทยปัจจุบันถูกจ าแนกเป็นชนิดกวางผาจีน (Chinese goral;.Naemorhedus.griseus) ซึ่งพบการกระจายพันธุ์ในเขตตะวันออกตอนกลางและ ตอนใต้ของประเทศจีน ด้านตะวันออกถึงตะวันตกของประเทศพม่า ด้านทิศตะวัน ตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย และตอนเหนือของประเทศเวียดนาม (Lovari,.1987).ส าหรับในประเทศไทยพบเฉพาะในบริเวณเทือกเขาสูงบริเวณต้นน้ าปิง ในพื้นที่เขตอนุรักษ์ ทางภาคเหนือความสูงเหนือระดับน้ าทะเล 1,600-1,970 เมตร (Lovari,.1987).ในพื้นที่ป่ารอยต่อระหว่างจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และตาก บริเวณเขตอุทยานแห่งชาติแม่ปิง อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แม่เลา-แม่แสะ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่น เขตรักษา พันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลุ่มน้ าปาย กวางผามักพบอยู่ในพื้นที่จ ากัด ขนาดเล็กเท่านั้น ภำพที่ 3 การกระจายพันธุ์ และถิ่นที่อยู่อาศัยในประเทศไทย (มงคล ลาฟูวงศ, 2558) คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 4


อำหำรตำมธรรมชำติ (Natural feed) อาหารของกวางผาไดแก หญ้าต่างๆ ที่ขึ้นตามหน้าผา ไม้พุม และไมเลื้อยต่างๆ ตลอดจนลูกไม ที่ร่วงตามป่า ในช่วงที่มีฝนตกกวางผาจะกินน้ าตามแองน้ าที่ขังตาม หน้าผา แตในชวงไมมีฝนตกกวางผาจะกินน้ าจากพืชที่อวบน้ า และตามล าห้วย ล าธาร แหลงน้ าซับบนภูเขา (มงคล, 2558) พฤติกรรม และกำรสืบพันธุ์ (Behaviour and Repoduction) กวางผาเป็นสัตว์ที่สามารถอาศัยหากินบริเวณภูเขาสูงชันไดเป็นอย่างดี ทั้งจาก สรีระร่างกายที่ปรับให้สามารถเคลื่อนที่ไปมาตามหน้าผาไดอย่างคลองแคล่ว สามารถ กระโดดขึ้นลงตามหน้าผาหรือโขดหินตามภูเขาสูง กวางผามักจะหากินอยูตามทุงหญ้า ระหวางหนาผาสูงชัน และหากินพืชอาหารบนบริเวณลานหินบนสันเขา กวางผาออกหา กินในชวงเย็นถึงชวงเชาตรูและหลบไปพักผอน นอนตามปาที่มีไมขึ้นหนาแน่นใน ช่วงเวลากลางวัน จะออกหากินอีกครั้งในชวงเวลาเย็น ในชวงหนาหนาวซึ่งมีอากาศ ค่อนขางเย็น กวางผามักจะมายืนตามหนาผาหินในชวงเชา เพื่อผิงแดดเพิ่มความอบอุ่น ให้ร่างกาย และมักจะนอนเล่นผิงแดดบริเวณลานหินที่แดดสองจนเวลาสาย กวางผาจึง หลบไปพักผอนในป่า หากินรวมตัวเป็นฝูง โดยฝูงหนึ่งมีประมาณ 4-12 ผสมพันธุในช่วง เดือนตุลาคม-ธันวาคม ใช้เวลาตั้งท้องประมาณ 6 เดือน (มงคล, 2558) คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 5


กำรเลี้ยงกวำงผำในสภำพกรงเลี้ยง (Breeding goral in captive) กรงเลี้ยง แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย 1. กรงเลี้ยงที่เป็นพื้นซีเมนต์ 2. กรงเลี้ยงที่เป็นพื้นทราย/ดิน 3. กรงเลี้ยงที่เป็นส่วนแสดง คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 6


กำรเลี้ยงกวำงผำในสภำพกรงเลี้ยง (Breeding goral in captive ) การเลี้ยงกวางผาในส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี มีการเลี้ยง 2 แบบ ดังนี้ 1. การเลี้ยงแบบธรรมชาติ หรือส่วนแสดงสัตว์ เป็นการเลี้ยงในพื้นที่เลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่ มีการจัดระบบนิเวศใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด การให้อาหารที่หลากหลาย และ ปริมาณที่เหมาะสม การสร้างหน้าผาเทียมในความสูงประมาณ 5-6 เมตร และโรงเรือนหรือ เพิงหมาแหงน เพื่อใช้ในการหลบแดด-ฝน ส่งผลดี ท าให้กวางผาได้ผ่อนคลาย และแสดง พฤติกรรมตามธรรมชาติได้ดีขึ้น คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 7


2. การเลี้ยงแบบกรงเลี้ยง ลักษณะกรงเลี้ยงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เพื่อที่จะได้มีความยาวให้ กวางผาได้เดินเล่น ควรเป็นกรงเดี่ยว ขนาดคอกกว้าง 4 เมตร x ยาว 6 เมตร มีหินเทียมไว้ ส าหรับการปีนเล่น ผู้เลี้ยงจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในตัวกวางผา ต้องใกล้ชิดเพื่อสร้าง ความคุ้นเคยระหว่างผู้เลี้ยงกับกวางผาเป็นประจ าทุกวันอย่างสม่ าเสมอ การเอาใจใส่ต่อ สุขภาพของกวางผา มีการสุขาภิบาลที่ดี คุณภาพของอาหารดี ปริมาณอาหารได้รับเพียงพอ ซึ่งการปฏิบัติต่างๆ ดังที่กล่าวนี้ จะท าให้การจัดการภายในกรงเลี้ยงแบ่งเป็นห้องๆ โดยมี ประตูเปิด-ปิดได้ง่าย และเชื่อมต่อถึงกันได้หมด ส่วนตรงกลางของกรงเลี้ยงจะต้องมี ทางเดินเป็นรูปสี่เหลี่ยมตามแนวยาวของกรงเลี้ยงหรือแล้วแต่ว่าภายในกรงเลี้ยงจะแบ่งห้อง เป็นจ านวนเท่าไร ตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน เช่น รักษาสัตว์ ชั่งน้ าหนักสัตว์ เคลื่อนย้ายสัตว์ การแช่กีบสัตว์ เป็นต้น คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 8


3. ซองบีบบังคับ เพื่อใช้ส าหรับช่วยในการบังคับตัวกวางผา เช่น การรักษา ประกอบด้วย ด้านข้างของซองบีบบังคับทั้ง 2 ด้าน จะเป็นผนังเข้าหากัน เมื่อผนังทั้ง 2 ด้านบีบเข้าหา กัน ช่องแคบสุดประมาณ 25 เซนติเมตร ซึ่งจะอุ้มกระชับตัวกวางผาพอดี ส่วนพื้นซองบีบ สามารถพลิกได้ เมื่อกวางผาเข้าไปอยู่ในซองบีบแล้ว ตัวกวางผาจะลอยขาไม่ถึงพื้น กวางผาจะขยับไม่ได้ ก็จะสะดวกในการจัดการกับตัวกวางผาตามวัตถุประสงค์ต่อไป กรงเลี้ยงกวำงผำ ประกอบด้วย 1.กรงเลี้ยงส าหรับเลี้ยงพ่อ-แม่พันธุ์กวางผา ลักษณะกรงเลี้ยงควรเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เพื่อที่จะได้มีความยาวของกรงเลี้ยงให้กวางผาได้เดินเล่น ควรเป็นห้องเดี่ยว ขนาดห้อง กว้าง 4 เมตร x ยาว 6 เมตร 2.ห้องจัดเตรียมอาหาร เพื่อใช้ในการเตรียมอาหารสัตว์และเก็บวัตถุดิบอาหารสัตว์ คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 9


อำหำรและกำรให้อำหำร กวางผาสามารถกินอาหารหยาบได้ทุกชนิด ทั้งใบพืช ยอดอ่อนพืช ยอดไม้ วัชพืช ที่มีหนาม และไม่มีหนาม แต่การเลี้ยงในกรงเลี้ยงจะต้องน าอาหารมาให้ จึงจ าเป็นจะต้อง ค านึงถึงปริมาณ และคุณภาพของอาหารเพื่อให้ได้อย่างเหมาะสมในแต่ละอายุ และสภาพ ของกวางผา อาหารที่ใช้เลี้ยงประกอบด้วย 1. อาหารหยาบ (Roughages).คือ อาหารจ าพวกที่มีเยื่อใยหรือกาก (Crude.Fiber) มากกว่า 18 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นไป แต่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ า เช่น โปรตีน เกลือแร่ วิตามิน ได้แก่ ต้นข้าวโพด หญ้าแพงโกล่า หญ้ารูซี่ หญ้าขน หญ้ากินนีหญ้าเนเปียร์หญ้าแพรก หญ้าไม้กวาด ใบปอสา ใบไทร ใบไผ่ ใบกาบก ใบเต็งรัง ใบขนุน ข้าวโพดฝัก ใบมะกอก ใบมะขามป้อม ใบไมยราบยักษ์ ใบไมยราบเลื้อย ใบไม้ และลูกไม้ที่หาได้ตามธรรมชาติ เป็นต้น (สายัณห์, 2540) คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 10


2. อาหารข้น (Concentrates) คือ อาหารจ าพวกที่มีเยื่อใยหรือกากไม่เกิน 18 เปอร์เซ็นต์ แต่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เช่น อาหารส าเร็จรูปอัดเม็ด โดยใช้อาหารโคเนื้อ หรือโคนม ซึ่งมีโปรตีน 15-20 เปอร์เซ็นต์ การใช้ขึ้นอยู่กับช่วงอายุ และสภาพในขณะนั้นของกวางผา เช่น ผสมพันธุ์ เลี้ยงลูก หรือสภาพทรุดโทรม เป็นต้น (สายัณห์, 2540) 3. แร่ธาตุ เป็นแร่ธาตุที่อัดเป็นก้อน และต้องมีให้กวางผาเลียกินได้ตามความต้องการ ตลอดเวลา เนื่องจากกวางผาในธรรมชาติต้องการแร่ธาตุที่สูง ซึ่งสังเกตได้จากการกิน ดินโป่ง 4. น้ าสะอาด ใส่ลงในภาชนะที่สะอาด และวางไว้ให้กินตามความต้องการตลอดเวลา คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 11


5. อาหารเสริมตามงานโภชนาการ ได้แก่ กล้วยน้ าว้าดิบ ฝักข้าวโพดหวาน และ ต้นข้าวโพดสด เป็นต้น ในบางฤดูกาลบางพื้นที่อาหารเหล่านี้จะหาได้ง่าย แต่มีคุณค่า ส าหรับกวางผา ก็สามารถน ามาเสริมเพิ่มความน่ากิน และความจ าเจของอาหาร อาหารของจุดกวางผาที่ได้รับ โดยอาหารหยาบจะคิดจากหลักการให้คือ ปริมาณ อาหารหยาบของวัตถุแห้ง 2 เปอร์เซ็นต์ต่อน้ าหนักตัวต่อวัน และอาหารข้น จะให้ในระดับ 0.5-1 เปอร์เซ็นต์ของน้ าหนักตัวต่อวัน ซึ่งระดับของอาหารข้นที่ให้ จะขึ้นอยู่กับสถานภาพ และสุขภาพของกวางผาในขณะนั้น ว่าอยู่ในสถานภาพอย่างไร ส าหรับช่วงระยะเวลาที่จะ ให้อาหารกวางผาต้องค านึงถึงธรรมชาติในการออกหากินของกวางผา คือ ในช่วงเช้าตรู่ และพลบค่ า ดังนั้นเวลาที่ให้อาหารควรแบ่งออกเป็น 2 ช่วงเวลา คือ ช่วงเช้า 09.30 น. และช่วงบ่าย 15.30 น. และพิจารณาสถานภาพของกวางผา เพื่อใช้ประกอบในการเพิ่ม-ลด ปริมาณอาหารหยาบ และปริมาณอาหารข้น คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 12


ตำรำง 1 แสดงสูตรอาหารของกวางผา ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี วัตถุดิบ ปริมำณกำรให้ ต้นข้าวโพด 3 กิโลกรัม กล้วยน้ าว้าดิบ 1.5 กิโลกรัม ข้าวโพดฝัก 1.3 กิโลกรัม อาหารข้นส าหรับวัวนม 0.45 กิโลกรัม หญ้าแพงโกล่าแห้ง 0.6 กิโลกรัม (ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2565) ภำพที่ 4 วัตถุดิบในสูตรอาหารของกวางผา คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 13


ชนิดของหญ้ำที่สำมำรถใช้ทดแทนกำรเลี้ยงกวำง - หญ้าเนเปียร์เป็นหญ้าประเภทข้ามปี แตกกอสูงคล้ายอ้อย ไม่ทนทานต่อการเหยียบย่ า นิยมขยายพันธุ์โดยการแยกกอ และตัดให้สัตว์กินได้เมื่อปลูกไปแล้ว 80 วัน และทุก 45 วัน ในครั้งถัดมา ชอบดินที่มีการระบายน้ าได้ดี ทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดี พอสมควร โดยทั่วไปไม่นิยมปลูกร่วมกับถั่ว มีโปรตีน 5.2-11 เปอร์เซ็นต์ - หญ้าขน เป็นหญ้าประเภทข้ามปี ล าต้นกลวง และเลื้อยบนดิน ขึ้นได้ดี ที่มีแหล่งน้ าอุดม สมบูรณ์ ไม่นิยมน าเมล็ดปลูก การขยายพันธุ์ใช้ส่วนต้นที่แก่มีข้อติดอย่างน้อย 2 ข้อ ทนทานต่อการเหยียบย่ า น้ าหนักสดประมาณ 15 ตัน ต่อไร่ มีโปรตีน 10-11 เปอร์เซ็นต์ - หญ้ารูซี่หรือหญ้าคองโก เป็นหญ้าประเภทข้ามปี สูงประมาณ 90 เซนติเมตร ลักษณะใบ นิ่มมีสีเขียวใบตอง มีขนที่ใบ กาบใบ และล าต้นมีแฉก 4-5 แฉก ปลูกด้วยหน่อหรือเมล็ด แต่นิยมปลูกด้วยเมล็ด ไม่ชอบน้ าขัง ทนทานต่อการเหยียบย่ าได้ดี นิยมตัดสดให้กิน มีโปรตีน 10-11 เปอร์เซ็นต์ - ถั่วเซอราโตร เป็นพืชข้ามปี เป็นเถาเลื้อย ขึ้นได้ดีในดินทุกชนิดแต่ต้องระบายน้ าได้ดี ทนความแห้งแล้งได้พอสมควร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด แต่ก็อาจตัดเถาปักช าได้ อัตราปลูก 2.5 กิโลกรัมต่อไร่ การปลูกควรใช้เชื้อไรโซเบี้ยมคลุกก่อนปลูก - ถั่วฮามาต้า เป็นพืชข้ามปี ทรงพุ่มเตี้ยสูงประมาณ 50 เซนติเมตร แพร่พันธุ์ได้เร็ว ชอบขึ้น บนดินร่วนปนทราย ระบายน้ าได้ดี สามารถขึ้นแข่งกับวัชพืชได้ดีมาก ทนต่อความแห้ง แล้งได้ดี โปรตีนประมาณ 16-20 เปอร์เซ็นต์ - ถั่วลาย ลักษณะต้นเป็นเถา อายุข้ามปี ขึ้นได้ดีทั้งในที่มีร่มเงา สวนยาง สวนผลไม้ ชอบดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ และฝนตกชุก นิยมปลูกร่วมกับหญ้าขน เนเปียร์กินนีรูซี่ และซิกแนล สัดส่วนที่ใช้ปลูก 1.5-2 กิโลกรัมต่อไร่ มีโปรตีน 16-20 เปอร์เซ็นต์ - ถั่วลิสงนา เป็นพืชตระกูลเดี่ยว ล าต้นตั้งตรงแผ่ขยายโน้มเอียง สัตว์ชอบกินขึ้นแซมหญ้า ธรรมชาติได้ดี อัตราการปลูก 1.5-2 กิโลกรัมต่อไร่ มีโปรตีน 16-20 เปอร์เซ็นต์ - ถั่วสะไตโล เป็นพืชประเภทข้ามปี ลักษณะตั้งตรงหรือกิ่งตั้งสูง 30-120 เซนติเมตร สัตว์ชอบกิน ทนทานต่อความแห้งแล้ง สัดส่วนการปลูก 1.5-2 กิโลกรัมต่อไร่ ให้ผลผลิต ค่อนข้างสูงกว่าชนิดอื่น มีโปรตีน 12-18 เปอร์เซ็นต์ (บุญลือ เผือกผ่อง. 2543; กฤตพล สมมาตย์. 2543; สายัณห์ ทัดศรี. 2540) คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 14


กำรปฏิบัติงำนของจุดกวำงผำ ส ำนักงำนเชียงใหม่ไนท์ซำฟำรี ช่วงเช้ำเวลำ 9.00 น. - เปลี่ยนชุดการท างาน เปลี่ยนน้ ายาฆ่าเชื้อ บริเวณทางเท้า - ตรวจนับจ านวนสัตว์และสุขภาพสัตว์ที่อยู่ในความรับผิดชอบเช็คดูความเรียบร้อย คอกกักและส่วนแสดงและความแข็งแรงของกรงเลี้ยง ก่อนท าการเข้าท าความสะอาด ทุกครั้ง - ไปรับอาหารที่โภชนาการ และตรวจสอบคุณภาพอาหาร และปริมาณอาหาร - เตรียมอาหารสัตว์ สับอาหาร กล้วยน้ าว้าดิบ 20 กิโลกรัม ฝักข้าวโพดหวาน 20 กิโลกรัม โดยหั่นเป็นชิ้นเล็กบางๆให้เหมาะสม และต้นข้าวโพดสด - ท าความสะอาดกรงเลี้ยง เก็บเศษหญ้า เศษอาหารเก่าออก ล้างพื้นที่เป็นซีเมนต์ ล้างอ่างน้ ากิน เปลี่ยนน้ ากินสัตว์ ให้อาหารที่เตรียมไว้ และให้อาหารข้นและคอยสังเกต พฤติกรรมสัตว์ และสุขภาพสัตว์อย่างสม่ าเสมอ - ท าความสะอาดกรงเลี้ยงกวางผา พ่อ-แม่พันธ์บนเขา จ านวน 4 ห้อง เก็บเศษหญ้า เศษอาหารเก่าออกเปลี่ยนน้ ากินสัตว์ ให้อาหารที่เตรียมไว้ และให้อาหารข้น และคอย สังเกตพฤติกรรมสัตว์ และสุขภาพสัตว์อย่างสม่ าเสมอ - ตัดใบไม้ตามธรรมชาติให้กวางผากินให้ตามความเหมาะสม คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 15


ช่วงบ่ำยเวลำ 14.30 น. - เก็บกวาดเศษหญ้า เศษอาหาร เศษกิ่งไม้ บนหน้าผา และส่วนแสดงกวางผา - สับอาหารช่วงบ่าย กล้วยน้ าว้าดิบ และฝักข้าวโพดหวาน เตรียมอาหารสัตว์ช่วงบ่าย และ ช่วงเย็นให้ต้นข้าวโพดสด ตามส่วนแสดงกวางผา และตัดใบไม้ให้ตามส่วนแสดงเพื่อ เตรียมพร้อมก่อนรถนักท่องเที่ยวเข้าชม คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 16 กำรปฏิบัติงำนของจุดกวำงผำ ส ำนักงำนเชียงใหม่ไนท์ซำฟำรี (ต่อ) ภำพที่ 5 การให้อาหารกวางผาในส่วนแสดง


กำรเสริมสร้ำงพฤติกรรมสัตว์ (Enrichment ) การเสริมสร้างพฤติกรรมสัตว์มีความส าคัญอย่างยิ่งในงานสวนสัตว์ หลักในการ ส่งเสริมพฤติกรรมสัตว์ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เริ่มต้นจากความเข้าใจเรื่องของ พฤติกรรมสัตว์นั้นๆ ก่อน ทั้งในธรรมชาติที่บางครั้งต้องอาศัยการศึกษาจากนักวิชาการท่าน อื่นๆ ในทุกแง่มุม ที่สามารถน ามาเปรียบเทียบกับพฤติกรรมสัตว์ที่แสดงออกในสวนสัตว์ ซึ่ง จะท าให้เรารู้ว่าสัตว์ชนิดนั้นขาดพฤติกรรมใด หรือ พฤติกรรมใดที่น้อยลงจากที่ควรจะเป็น ซึ่งในบางครั้งพบว่าพฤติกรรมบางอย่างที่เกินมา เช่น ท าพฤติกรรมซ้ าๆ ที่เรียกว่า “สเตอริโอไทป์” โดยสัตว์ที่แสดงพฤติกรรมแบบนี้จะไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากการท า แบบนั้น มักจะเกิดกับสัตว์ที่มีความเครียด และยังพบพฤติกรรมสัตว์ที่แสดงการพักผ่อน เช่น การนั่ง-ยืนเฉยๆ หรือ พฤติกรรมการนอนมากเกินกว่าที่ควรจะเป็น เป็นต้น ดังนั้นการ ลดพฤติกรรมดังกล่าว และเพิ่มความหลากหลายในการแสดงพฤติกรรมของสัตว์ จึงเป็น ข้อก าหนดของการส่งเสริมพฤติกรรมสัตว์ เนื่องจากพฤติกรรมในสัตว์แต่ละชนิดสัตว์มี มากมาย เราจึงน านวัตกรรมอื่นเข้ามาช่วย เพื่อให้ได้พฤติกรรมใกล้เคียงกับพฤติกรรมตาม ธรรมชาติให้มากที่สุด คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 17 ภำพที่ 6 วิธีการเสริมสร้างพฤติกรรมการให้อาหารที่หลากหลาย


กำรเสริมสร้ำงพฤติกรรมสัตว์ (Enrichment ) (ต่อ) 1. การเสริมสร้างพฤติกรรม ด้านอาหารที่หลากหลาย และการให้อาหารที่แตกต่างจากเดิม 2. การเสริมสร้างพฤติกรรมให้สัตว์ผ่อนคลายหรือให้สัตว์ไม่เบื่อ (มีการปีนป่าย) 3. การเสริมสร้างพฤติกรรมกระตุ้นพฤติกรรมทางธรรมชาติ (การเข้าสังคม/การรวมฝูง) คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 18


กำรท ำเครื่องหมำยประจ ำตัว และกำรบันทึกใบพันธุ์ประวัติ ท าเครื่องหมายประจ าตัวกวางผา โดยวิธีติดไมโครชิป ที่บริเวณใต้ผิวหนังการติด ต้องท าความสะอาดฆ่าเชื้อโรคเครื่องมืออุปกรณ์ และบริเวณผิวหนังก่อนจะท าการฝังเมื่อ ตัวสัตว์มีหมายเลขประจ าตัวแล้วก็จะต้องมี ใบพันธุ์ประวัติประจ าตัว ซึ่งในใบพันธุ์ประวัติ จะลงข้อมูลที่ส าคัญ เช่น วัน-เดือน-ปีเกิด สถานที่เกิดหรือรับเข้ามาจาก พ่อ-แม่ น้ าหนักแรกเกิด การถ่ายพยาธิ การรักษา พฤติกรรมการแสดงออกทางเพศ การขึ้นผสม ครั้งแรกพร้อมน้ าหนักตัว พฤติกรรมการผสมพันธุ์ ผลของการผสมพันธุ์ ประวัติการให้ลูก และลักษณะลูก ถ้าเป็นเพศเมียก็จะมี พฤติกรรมการเป็นสัด การผสมพันธุ์ การกลับสัด การแท้งลูก การตกลูก น้ าหนักลูกแรกเกิด พฤติกรรมในการเลี้ยงลูก การหย่านม ระยะห่างของลูกแต่ละตัว น้ าหนักลูกในแต่ละระยะ เป็นต้น การท าใบพันธุ์ประวัติควบคุมกวางผาแต่ละตัวมีประโยชน์ ในการพัฒนา ปรับปรุง เพื่อเพิ่มจ านวนประชากรกวางผา คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 19 ภำพที่ 7 การติดไมโครชิปประจ าตัวกวางผา


เทคนิคกำรดูแลลูกกวำงผำ การเลี้ยงกวางผาในปริมาณมาก ปัญหาหนึ่งของการเลี้ยง คือ การที่แม่กวางผาบาง ตัวไม่ยอมเลี้ยงลูกหลังจากตกลูกออกมา อาจจะเป็นสาเหตุจากนิสัยกวางผา หรือตื่นเต้น ตกใจง่าย หรือมดลูกอักเสบ (Metritis) หรือเต้านมอักเสบ (Mastitis) หรือไม่มีน้ านม (Agalactia) ซึ่งถ้าจะพูดรวมว่ามดลูกอักเสบ เต้านมอักเสบ และไม่มีน้ านม เรียกว่า MMA เป็นต้น การน าลูกกวางผามาดูแลเลี้ยงในกรงเลี้ยง ต้องค านึงถึง ชนิด ปริมาณ และความ สะอาดของห้องที่ใช้เลี้ยง ความอบอุ่น การออกก าลัง การเอาใจใส่เป็นพิเศษในการดูแล เลี้ยง อาการเจ็บป่วยที่พบในลูกกวางผาแรกเกิดที่แยกออกมาเลี้ยงจนลูกกวางผาหย่านม (60 วัน) ที่พบบ่อย คือ อาการท้องผูก และอาการท้องเสีย ซึ่งหากรักษาไม่ทันท่วงที ลูกกวางผา จะอ่อนแอทรุดโทรม เป็นสาเหตุให้เกิดโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม หากมี อาการรุนแรงก็จะท าให้ลูกกวางผาตายลงในที่สุด ลูกกวางผาที่คลอดออกมา หากแม่กวางผาไม่เลี้ยง ให้รีบน าไปฝากแม่กวางผาตัว อื่นที่คลอดลูกใกล้เคียงกันให้ดูแลเลี้ยงแทน ถ้าหากว่าไม่สามารถน าไปฝากแม่กวางผาตัวอื่น ได้ ก็ต้องหาวิธีที่จะให้ลูกกวางผาคลอดใหม่ ได้กินนมน้ าเหลือง (Colostrum) ซึ่งมี คุณสมบัติเป็นภูมิคุ้มกันโรคจากแม่ประมาณ 1-2 วัน โดยทดแทนได้จากนมน้ าเหลืองจาก แม่โค แม่กระบือที่คลอดลูกใหม่ หรือจัดเตรียมนมน้ าเหลืองทดแทน และต้องดูแลบริเวณ สะดือลูกกวางผาให้ดี โดยการทาทิงเจอร์ไอโอดีน และฉีดเพ็นไดเสตรป ป้องกันการอักเสบ ปริมาณ 20,000 ยูนิตต่อกิโลกรัม หลังคลอดประมาณ 12 ชั่วโมง คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 20 ภำพที่ 8 แม่กวางผากับลูกกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง


เทคนิคกำรดูแลเลี้ยงลูกกวำงผำ (ต่อ) อาหารที่ใช้เลี้ยงลูกกวางผาในช่วง 3 วันแรก ถึง 1 เดือน ควรเลี้ยงด้วยนมโคชนิด จืดบรรจุกล่อง หรือนมโคที่รีดสด ใส่ในขวดนมที่นึ่งผ่านการฆ่าเชื้อในปริมาณนม 2-3 ออนซ์ น าไปอุ่นให้ได้อุณหภูมิ 37-38 องศาเซลเซียส (อุณหภูมิร่างกายกวางผา) ประคอง จับลูกกวางผา หรือให้ลูกกวางผายืนกิน โดยให้หัวนมเอียงประมาณ 45 องศากับปาก รูหัวนมไม่ใหญ่เกินไปจนท าให้ลูกกวางผาส าลักนม (หากลูกกวางผาไม่ยอมกินนม ต้อง พยายามให้กินโดยน าน้ านมไปแตะที่จมูกและให้ลูกกวางผาเลียกินจนคุ้นกับนม) เมื่อยอม กินก็จะให้กินครั้งละน้อยแต่บ่อยครั้งในช่วงแรกๆ ลูกกวางผาอาจกิน 1 ออนซ์ ช่วงนี้จะ ให้บ่อย ประมาณ 1 ชั่วโมงต่อครั้ง จนถึงเวลา 18.00 น. ก็จะหยุดให้ (ฝึกเพื่อให้สะดวก ต่อการจัดการ) เมื่อลูกกวางผามีอายุมากขึ้น การให้นมแต่ละครั้งจะเพิ่มปริมาณนมขึ้น เป็น 5 ออนซ์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการให้ ถ้าขณะก าลังให้นมอยู่ลูกกวางผาเบือนหน้าหนีจาก หัวนม ก็แสดงว่าไม่ต้องการนมแล้ว (ผู้เลี้ยงต้องคอยสังเกตว่ากินน้ านมไปจ านวนเท่าไร ต่อครั้ง) ความถี่ของการให้นมก็จะห่างออกเป็น 2-4 ชั่วโมงต่อครั้ง การให้นมจะให้จนถึง เวลา 18.00 น. จากนั้นเมื่อลูกกวางผาอายุ 1 เดือน-หย่านม (2 เดือน) จ านวนนมที่ให้ในแต่ละ ครั้งก็เพิ่มมากขึ้นจนถึง 8 ออนซ์ ต่อครั้ง ในช่วงนี้มีการฝึกให้กินกล้วย และหญ้าสลับกัน ไปกับนม โดยการน ากล้วยมาขูด และป้อนให้กิน การให้หญ้าก็จะน ายอดหญ้าอ่อนมา วางไว้ให้กินเอง จากนั้นก่อนหย่านม 1 สัปดาห์ จะลดการให้นมเหลือเพียง 2 ครั้ง คือ เช้าและเย็น ช่วงกลางวันจะเสริมด้วย กล้วย หญ้า และอาหารข้น (อาหารลูกโค) เมื่อลูก กวางผาปรับตัวกับการกินหญ้า นมและอาหารข้นได้แล้วก็จะหย่านม (ประมาณ 2 เดือน) บริเวณที่นอนควรเป็นที่แห้ง ลมไม่โกรก กันฝน และให้ความอบอุ่น โดยการใช้ฟาง หญ้าที่แห้งสะอาดไม่มี เห็บ เหา ไร น ามาปูรองพื้น หากอากาศหนาวควรมีไฟกกในตอน กลางคืน โดยใช้หลอดไฟกลมขนาด 100 วัตต์ พ่นสีแดงที่หลอดไฟ เพื่อป้องกันสายตา ของลูกกวางผาจากการมองหลอดไฟ และบริเวณที่นอนต้องแข็งแรงพอที่จะป้องกันสุนัข หรือศัตรูจากภายนอกเข้ามาท าอันตรายได้ คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 21


เทคนิคกำรดูแลเลี้ยงลูกกวำงผำ (ต่อ) คอกเลี้ยงลูกกวางผา ต้องมีพื้นที่เพียงพอที่จะให้ลูกกวางผาได้เดิน-วิ่ง มีที่ให้ พักผ่อน และท ากิจกรรมต่างๆ ได้ เพื่อให้ลูกกวางผาได้วิ่ง สามารถช่วยระบบการย่อย อาหาร ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง และคลายเครียดให้ลูกกวางผา ควรใช้ขนาดพื้นที่ กว้าง ประมาณ 2 เมตร ยาว 5 เมตร ภายในคอกมีน้ าสะอาดและก้อนเกลือแร่ตั้งไว้ให้กิน ตลอดเวลาตามต้องการ เมื่อลูกกวางผามีอายุ 3 เดือน ให้ถ่ายพยาธิภายในและภายนอก จากนั้นให้ถ่าย พยาธิทุก 6 เดือน อาการเจ็บป่วยที่พบบ่อยในช่วงให้นมคือ อาการท้องผูก และอาการท้องเสีย อาการท้องผูก อาจเกิดจากการที่ขาดน้ า หรือเกิดภาวะเครียด หรือขาดการออก ก าลัง อาการที่พบจะแสดงอาการปวดเบ่ง เกร็ง ขณะถ่ายอุจจาระ ถ่ายยาก อุจจาระ เป็นก้อนแข็งแห้งคาอยู่ที่ทวารหนัก ถ้าแข็งมากจะมีเลือดติดออกมา ลูกกวางผาจะไม่กิน นม และน้ า เป็นสาเหตุให้โรคอื่นเข้ามาแทรกซ้อน และท าให้ลูกกวางผาตายได้ การดูแลป้องกัน เริ่มแรกเมื่อพบอาการควรเลียนแบบจากธรรมชาติที่แม่กวางผา เลี้ยงลูก คือขณะที่ลูกกินนม แม่กวางผาจะเลียบริเวณท้องน้อย และบริเวณทวารหนัก เพื่อเป็นการกระตุ้นระบบขับถ่ายให้ลูกกวางผา ดังนั้นในกรณีที่ลูกกวางผามีอาการ ท้องผูกยังไม่รุนแรง ผู้เลี้ยงควรใช้ส าลีสะอาดชุบน้ าอุ่นเช็ดบริเวณทวารหนัก และบริเวณ ท้องน้อยของลูกกวางผาอย่างเบาๆ จะเป็นการช่วยกระตุ้นระบบการขับถ่ายให้ลูกกวาง ผาได้ พร้อมทั้งการช่วยเสริมอาหารที่มีเยื่อใยจะช่วยระบายได้ เช่น มะละกอ หรือกล้วย ด้วยการขูดให้กินทีละนิด หากมีอาการท้องผูกรุนแรงต้องท าการสวนเอาอุจจาระออก โดยใช้ลูกสวนชนิดที่ใช้กับคน หรือใช้พาราฟินเหลว (Liquid parafin) สวนและป้อนให้ กิน คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 22


เทคนิคกำรดูแลเลี้ยงลูกกวำงผำ (ต่อ) อาการท้องเสีย เกิดจากการผิดปกติของระบบการย่อยอาหาร สาเหตุอาจเกิด จากการเปลี่ยนชนิดของนมอย่างรวดเร็ว หรือนมบูดเสีย หรือการเตรียมอุปกรณ์ให้นม ไม่สะอาด เช่น ขวดนม หรือหัวจุกนมไม่ล้าง หรือไม่ต้มฆ่าเชื้อ หรือการไม่อุ่นนมให้กิน รวมทั้งการเก็บอุปกรณ์ และเก็บนมที่เหลือภายในวันนั้นไม่ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาล การท้องเสียหากอุจจาระไม่มีกลิ่นเหม็น สาเหตุเกิดจากน้ านม ควรหยุดนม ภายใน 24 ชั่วโมง หรือไม่ก็ลดความเข้มข้นของนมให้น้อยลงประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ จากเดิมที่เคยให้ เช่น เคยให้น้ านม 4 ออนซ์ ต่อครั้ง ก็เปลี่ยนเป็นให้น้ านม 2 ออนซ์ผสม น้ าอุ่น 2 ออนซ์ รวมเป็นน้ านม 4 ออนซ์ ต่อครั้ง เป็นต้น หรือให้สารละลายคาร์โอลิ นเพคติน เพื่อป้องกันการขาดน้ า และอาหารจนกว่าการถ่ายอุจจาระจะดีขึ้น หากสาเหตุ ท้องเสียเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย อุจจาระจะมีกลิ่นเหม็น หากไม่ท าการรักษา อาจมี มูกเลือดปนออกมา แสดงว่าล าไส้เป็นแผล ลูกกวางผาจะอ่อนเพลียเนื่องจากสูญเสียน้ า มาก และตายลงได้ ต้องรีบปรึกษาสัตวแพทย์ทันที ลูกกวางผาในช่วงแรกเกิดจนถึงอายุประมาณ 6 เดือน เป็นช่วงที่ร่างกายของลูก กวางผายังมีภูมิคุ้มกันที่ไม่ดีพอ ดังนั้นควรระมัดระวังในช่วงของการเปลี่ยนฤดู เช่น จาก ฤดูฝนมาเป็นฤดูหนาว ซึ่งหากลูกกวางผาแสดงอาการอ้าปากหายใจ หรืออาการคล้าย ปอดอักเสบ หรืออุณหภูมิร่างกายสูงถึง 106 องศาฟาเรนไฮต์(อุณหภูมิร่างกายสัตว์ปกติ ประมาณ 100 องศาฟาเรนไฮต์) แสดงว่ามีไข้ขึ้นสูง หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีก็จะ ตาย สาเหตุเกิดจากอากาศเปลี่ยนแปลง ร่างกายอ่อนแอ ติดเชื้อโรคแทรกซ้อนปอด อักเสบซึ่งโรคมีกา รแพร่กระจ ายทางอากาศ กา รรักษ า ให้ยาเจนต ามัยซิน (Gentamycin) ขนาด 1 ซีซี ต่อน้ าหนักสัตว์ 10 กิโลกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ และให้ยา อ๊อกซี่เตตราไซครีน (Oxytetra.cycline) ขนาด 1 ซีซี ต่อน้ าหนักสัตว์ 10 กิโลกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้ออีกบริเวณหนึ่ง ในระยะเวลา 3-5 วัน จนอาการทุเลา และดีขึ้น ตามล าดับ จนปกติ หากไม่ดีขึ้น หลังจากฉีดยาไปแล้ว 3-5 วัน ให้จดบันทึกอาการ และ ปรึกษาสัตวแพทย์โดยเร็ว เพื่อรักษาต่อไป การป้องกันคือ ให้ลูกกวางนอนในที่อบอุ่น ไม่อับชื้นและลมไม่โกรก (คมจักร พิชัยรณรงค์สงคราม. 2546;.วิทยา ฉินชิยานนท์ และสนั่น เหลียงไพบูลย์. 2541) คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 23


เครื่องมือและอุปกรณ์ในกำรปฏิบัติงำน เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ปฏิบัติงานในเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ต้องค านึงถึงความ แข็งแรง ทนทาน ใช้แล้วต้องมีประสิทธิภาพ ราคาไม่แพง การบ ารุงรักษาง่าย และ มีความจ าเป็นต้องใช้ อุปกรณ์ที่ส าคัญมีดังนี้ 1. ไม้กวาดทางมะพร้าว เพื่อใช้กวาดเศษมูล เศษอาหารเก่าออกจากกรงเลี้ยง และกวาด บริเวณพื้น 2. เข่งพลาสติกและที่ตักขยะ เพื่อใช้เก็บเศษอาหารหยาบที่เหลือออกจากไปทิ้ง ควรมี หลายใบ เพื่อแยกใช้ไม่ให้ปะปนกันตามพื้นที่ของกรงเลี้ยง เช่น กรงเลี้ยง พ่อ-แม่พันธุ์ ห้องพักกวางผา และจากส่วนแสดง เป็นต้น 3. ถังพลาสติกขนาดเบอร์ 18 เพื่อใช้ในการใส่อาหารสับ และอาหารข้น 4. ถาดใส่อาหารผลไม้สับ และส าหรับอาหารข้นให้มีทุกห้อง ถาดควรเป็นชนิดพลาสติก หรืออ่างเคลือบ เพราะเมื่อท าความสะอาดแล้ว เศษอาหารจะไม่ติดตามรูพรุน ของ ภาชนะอันจะเป็นแหล่งหมักหมม และเกิดเชื้อโรคมาสู่กวางผาได้ 5. อ่างปูนใส่น้ าหรือถาดพลาสติก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 40 เซนติเมตรหรือ 80 เซนติเมตร ขึ้นกับจ านวนกวางผาในห้องนั้น โดยให้วางอยู่ด้านหน้าคอกใกล้ประตู เพื่อ ความสะดวกในการเปลี่ยนถ่ายน้ าใหม่ทุกวัน และทุกครั้งเมื่อเห็นว่าน้ าสกปรก 6. สายยางยาวตามความต้องการในการปฏิบัติงาน เพื่อช่วยในการใช้น้ าตามจุดต่าง ๆ ภายในกรงเลี้ยง 7. ภาชนะที่ใช้ตักอาหารข้น (อาหารอัดเม็ด) ขันน้ าหรือถังพลาสติก เพื่อสะดวกในการให้ อาหารข้นตามคอกต่างๆ 8. กระดานไวท์บอร์ด พร้อมอุปกรณ์การเขียนบอร์ด เพื่อบันทึกสิ่งส าคัญในการปฏิบัติงาน ประจ าวัน 9. เครื่องตัดหญ้าแบบสายสะพายข้อแข็ง เพื่อใช้ตัดหญ้าให้กวางผากินและตกแต่งพื้นที่ ส่วนแสดงเป็นประจ า 10. สมุดจดบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวกวางผา และน าไปลงในใบพันธุ์ประวัติ กวางผา 11. อุปกรณ์ที่ใช้ในการตัดตบแต่งเล็กๆ น้อยๆในส านักงานฯ เช่น จอบ มีด เสียม เคียว คราด ฆ้อน ตะปู กรรไกรตัดกิ่งไม้ เป็นต้น คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 24


เครื่องมือ และอุปกรณ์ในกำรปฏิบัติงำน (ต่อ) 12. อุปกรณ์ที่ใช้ในการท าความสะอาด เช่น ไม้กวาดก้านมะพร้าว ที่ตักขยะ เป็นต้น 13. รองเท้าบู๊ท ถุงมือยาง ผ้าปิดจมูก ส าหรับผู้ปฏิบัติงาน 14. เข็มฉีดยา กระบอกฉีดยา มีด ใบมีดผ่าตัด เวชภัณฑ์ที่จ าเป็น เช่น ทิงเจอร์ แอลกอฮอล์ ยาม่วง ส าลี เนกาซันท์ ยาปฏิชีวนะ เช่น เพนไดสเตร็ป (ใช้ได้กับ แบคทีเรียทั้งแกรมบวก และแกรมลบ) ยาถ่ายพยาธิภายใน-ภายนอก เช่น ไอโวเมค คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 25 ภำพที่ 9 กรงเลี้ยง และเครื่องมืออุปกรณ์ในการปฏิบัติงาน ประจ าจุดกวางผา


กำรจับ กำรควบคุม และกำรเคลื่อนย้ำยกวำงผำ โดยธรรมชาติกวางผาเป็นสัตว์ที่ปราดเปรียว และตื่นตกใจง่าย การจะยอมให้จับ หรือเข้าใกล้นั้นน้อยมาก การใช้ปืนยิงลูกดอกยาสลบ มีข้อจ ากัดมากมายในเรื่อง กฎหมายในการครอบครองปืน รวมทั้งชนิดและปริมาณยาสลบที่ใช้ให้เหมาะสมและ ปลอดภัยต่อตัวสัตว์ ดังนั้นในจึงนิยมใช้โรงเรือนจัดการ (Deer.yard) และซองหนีบ (Deer.crush ) และสวิง มาใช้กับสัตว์ป่าวงศ์กวาง เพื่อการจับ การควบคุมรวมทั้งการ เคลื่อนย้ายไปสู่สถานที่ต่างๆ ได้อย่างสะดวก และปลอดภัย ในการด าเนินงานจับ ควบคุม และเคลื่อนย้ายกวาง ให้ปฏิบัติงานด้วยความ ละมุนละม่อม ไม่รีบร้อนไม่ส่งเสียงดัง ไม่พยายามท าให้สัตว์เกิดความเครียด ระหว่าง ปฏิบัติงาน เมื่อเห็นสัตว์เหนื่อย หรือได้ยินเสียงหายใจหอบหนักๆ หายใจหอบแรงเร็ว และถี่ แสดงว่าสัตว์อยู่ในอาการเครียดมาก ควรหยุดกิจกรรมต่างๆ รอจนสัตว์คลายและ สงบลง จึงค่อยด าเนินการต่อไป การต้อนกวางผาลงในที่ลาดลงจะง่ายกว่าการต้อนไป ในทางลาดชัน เพราะกวางผาจะหมุนตัวกลับได้ยากกว่า การเคลื่อนย้ายกวางผาหลังจากน ากวางผาเข้ากรงเคลื่อนย้ายแล้ว อย่าส่งเสียง ดัง และห้ามแวะพักบ่อยๆ ในระหว่างการเคลื่อนย้าย ซึ่งจะลดความเครียดของกวางผา ลงได้ และควรเดินทางตอนกลางคืนอากาศไม่ร้อน เมื่อถึงปลายทางควรวางกรงไว้ในที่ ร่มเย็น ภายในสถานที่ที่จะปล่อย และเปิดฝากรงเคลื่อนย้ายไว้ด้านหนึ่ง โดยปล่อยให้ กวางผาออกจากกรงเอง ห้ามไล่กวางผาออก คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 26


กำรจับ กำรควบคุม และกำรเคลื่อนย้ำยกวำงผำ (ต่อ) กรงที่ใช้ในการเคลื่อนย้าย ให้พิจารณาดังนี้ คือ ขนาดความกว้าง x ยาว x สูง ต้องพอเหมาะกับกวางผาที่จะเคลื่อนย้าย หากว่ากรงแคบ และสั้น การระบายอากาศไม่ ดี จะเพิ่มความเครียดให้แก่กวางผา ท าให้เกิดความร้อนภายในกรง และตัวกวางผา ถ้า กวางผาร้อนมากจะหอบชัก และตายได้ (Heat.Stroke) หากว่ากรงกว้าง และยาวเกินไป เมื่อกวางผาตื่นตกใจจะกระแทก ชนด้านข้างกรง หรือพลิกกลับตัว อาจได้รับบาดเจ็บ และคอหักตาย ดังนั้น กรงที่ใช้ในการเคลื่อนย้าย จะต้องมีขนาดที่เหมาะสมต่อตัวกวางผา และ มีขนาดของกรงแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับอายุของกวางผาที่จะเคลื่อนย้าย เช่น กรง เคลื่อนย้ายกวางผาพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ กวางผารุ่น ลูกกวางผา เป็นต้น ลักษณะของกรง เคลื่อนย้าย จะเป็นรูปกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีประตู 2 บาน ชนิดดึงขึ้น-ปล่อยลง อยู่ด้าน หัวและท้ายของกรง ด้านข้างกรงเคลื่อนย้ายทั้ง 2 ด้านซ้าย-ขวา ส่วนบนของผนัง ด้านข้าง เจาะรูวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3-4 นิ้ว จ านวน 7-8 รู เพื่อช่วยการ ระบายอากาศร้อนจากภายในกรงออกไป ถ้าส่วนบนมีรูมากเกินไป แสงจะเข้ามากท าให้ กวางผาตื่นตกใจได้ง่าย ส่วนล่างของผนังด้านข้าง จะมีรูวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 5-6 นิ้ว จ านวน 5-7 รู เพื่อช่วยให้อากาศเย็นภายนอกเข้าสู่กรง ลดอุณหภูมิ ภายในกรงให้เย็นลง ช่วยท าให้กวางผาได้ผ่อนคลายและจะสงบลงได้เร็วขึ้น (นิกร ทอง ทิพย์. 2555; ชัยณรงค์ คันธพนิต และจิตติมา กันตนามัลลกุล. 2545; ประยุทธ อินทร พาณิชย์. 2528) คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 27


หลักกำรสุขำภิบำล การสุขาภิบาลที่ดีจะท าให้สัตว์มีสุขภาพดี ผู้เลี้ยงได้ผลผลิตตามความต้องการ ซึ่ง ควรปฏิบัติ ดังนี้ - มีบ่อน้ ายาฆ่าเชื้อโรคส าหรับคนและยานพาหนะที่บริเวณประตูเข้าออก - ขณะที่มีการให้อาหารในช่วงเช้า และช่วงเย็น ผู้เลี้ยงควรมีการตรวจเช็ค สุขภาพกวางผาเบื้องต้นในแต่ละตัวไปพร้อมกัน พร้อมทั้งอาการเป็นสัดของกวางผา เมื่อ กวางผาเป็นสัดก็น ากวางผาพ่อพันธุ์เข้าผสม พร้อมทั้งบันทึกในใบพันธุ์ประวัติ - การท าความสะอาดภาชนะใส่น้ า รางอาหารข้น รางอาหารหยาบ และเก็บเศษ อาหารเก่าภายในคอกเป็นประจ าทุกวัน - เปลี่ยนน้ าสะอาดใหม่ทุกวัน และทุกครั้งที่เห็นน้ าสกปรก - พยายามอย่าให้พื้นคอกมีน้ าขัง อันจะเป็นแหล่งหมักหมมของโรค - มีบ่อทิ้งอาหารเหลือค้างที่ควบคุมตามสุขลักษณะ คือ กันแมลงวัน และสัตว์ อื่นมาขุดคุ้ยและโรยปูนขาว - การจัดเตรียมอาหารหยาบส ารองไว้ ในตอนเย็นและเช้าวันรุ่งขึ้น อาหารหยาบ จ าพวกหญ้าการตัดใบไม้ตามธรรมชาติให้ - การดูแลป้องกันไม่ให้สัตว์ภายนอกเข้ามาภายในฟาร์มเช่น สุนัข จะท าให้กวาง ตื่นตกใจอาจชนคอกถึงคอหักตายได้ หรือพวกกวางซิก้า จะน าโรคพยาธิมาสู่กวางผาได้ - การคัดแยกกวางผาอุ้มท้อง เข้าคอกอุ้มท้อง การหย่านมลูกกวางผาเข้าคอก อนุบาล เป็นต้น - การน าสัตว์เข้ามาใหม่ ต้องมีการกักสัตว์ดูอาการ 60 วัน เมื่อปลอดจากโรค และพยาธิจึงปล่อยเข้าฝูงต่อไป คอกกักต้องแยกต่างหากจากคอกเลี้ยง - การวางโปรแกรมการถ่ายพยาธิ ภายใน-ภายนอก ทุก 3-6 เดือน การรักษา อาการบาดเจ็บจากบาดแผลเบื้องต้นด้วยการทายาทิงเจอร์ และฉีดยาปฏิชีวนะ และ ยาบ ารุง หากเป็นโรคให้รีบปรึกษาสัตวแพทย์ทันที คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 28


โรค กำรป้องกัน และกำรรักษำพยำบำลเบื้องต้น ธรรมชาติกวางผาเป็นสัตว์ป่าที่มีความทนทานต่อโรค และแมลงที่มารบกวน เมื่อ ถูกน ามาเลี้ยง และมีหลักในการจัดการฟาร์มที่ดี คือ มีพันธุ์ดี มีอาหารที่มีคุณภาพ และ ปริมาณที่ให้เหมาะสม มีการจัดการที่ดี มีการควบคุมพยาธิภายใน ภายนอก มีการ ตรวจเช็คสุขภาพเป็นประจ าสม่ าเสมอ มีการสุขาภิบาล การป้องกันโรคจากภายนอกเข้าสู่ หน่วยงาน ตามที่กล่าวมาแล้ว โรคภัยต่างๆ ที่จะเข้ามาแทรกแซงก็เป็นไปได้ยาก หรืออาจ กล่าวว่าไม่มีเลยก็ว่าได้ หากเมื่อมีกวางผาเกิดเป็นโรคขึ้นมา สิ่งที่กระท าเป็นอันดับแรก คือ การแยกสัตว์ป่วยออกไปยังคอกรักษา หาอาการของโรค ด้วยการสังเกตสิ่งที่กวางผาแสดง ออกมา เช่น น้ ามูกไหล หอบ ไอ ชัก อาเจียนมูลปนมูกเลือด ปัสสาวะสีชา เป็นต้น และ รีบปรึกษาสัตวแพทย์ท าการรักษาทันที สาเหตุของการแคระแกร็นและการตายในกวาง 1. สาเหตุที่ไม่เกี่ยวกับโรคติดเชื้อ เนื่องจากการจัดการไม่ดีซึ่ง ได้แก่ สัตว์ผู้ล่าเข้ามาท าอันตราย การต่อสู้กันของ กวางผา การตื่นตกใจชนคอกคอหักตาย การจัดการเรื่องการให้อาหารมากไป หรือให้ อาหารน้อยไป หรือแม่กวางอุ้มท้องใกล้คลอดเครียดท าให้คลอดลูกยาก ตาย หรือตัว แม่ตาย หรือตายทั้งแม่และลูก หรือคุณภาพของอาหารไม่ดี ท าให้กวางผาผอมมีโรคแทรก ได้ง่าย และอ่อนแอตายในที่สุด หรืออาหารเป็นพิษชักตาย หรือเปลี่ยนอาหารเร็วเกินไป ท าให้กระเพาะสัตว์ปรับตัวไม่ทันเกิดแก๊สในกระเพาะอึดอัดชักตาย หรือกล้ามเนื้ออักเสบ จากความเครียดไม่กินอาหารแคระแกร็น และตายในที่สุด คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 29


โรค กำรป้องกัน และกำรรักษำพยำบำลเบื้องต้น (ต่อ) 2. สาเหตุที่เกี่ยวกับโรคติดเชื้อ - เกิดจากเชื้อไวรัส (Virus).ได้แก่ โรคปากเท้าเปื่อย (Foot.and.Mouth disease),.เฮโมราจิค (Haemorrhagic),.รินเดอร์เปสต์ (Rinderpest),.พิษสุนัขบ้า (Rabies),.โรคเยื่อเมือกในหลอดลมอักเสบอย่างรุนแรง - เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacteria) ได้แก่ โรคแท้งติดต่อ หรือ โรคบรูเซลโลซิส (Brucellosis),.โรควัณโรค (Tuberculosis),.โรคฉี่หนู (Leptospirosis),.โรคกาฬี (Black disease),.บาดทะยัก (Tetanus),.ท้องเสีย - เกิดจากปาราสิต (Parasite).ที่มีทั้งปาราสิตภายใน และปาราสิตภายนอก ที่ส าคัญมีดังนี้ * ปาราสิตภายใน (Endoparasite).แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ พยาธิตัวกลม Round.worm.พยาธิตัวแบนหรือพยาธิตัวตืด.(Tape.worm).และพยาธิใบไม้.(Fluke) ปาราสิตภายในที่พบในกวางผา เช่น - ใ น เ นื้ อ เ ยื่ อ ยึ ด ต่ อ ( Connective.Tissue) พ บ พ ย า ธิ ตั ว ก ล ม Elaphostrongylus cerri. - ในกระเพาะรูเมน (Rumen).พบพยาธิ Orthocoelium,.Streptocoelium. - ใ น ก ร ะ เ พ า ะ แ ท้ ( Abomasum) พ บ พ ย า ธิ Spiculopteragia.spp., Haemonchus spp. - ในล าไส้เล็ก (Small intestine) พบพยาธิตัวกลม Cooperia spp. - ในล าไส้ใหญ่ (Large.intestine) พบพยาธิตัวกลม Oesophagostomum venutosum - ในปอด (Lung) พบพยาธิตัวกลม Dictyocaulus viviiparus - ในตับ (Liver) พบพยาธิใบไม้ Fasciola hepatica * ปาราสิตภายนอก (Ectoparasite ) ได้แก่ เหา (Lice) เห็บ (Mite) และแมลงมี ปีก (Fly).เช่น เหลือบ (นิกร ทองทิพย์. 2555; ชัยณรงค์ คันธพนิต และจิตติมา กันต นามัลลกุล. 2545; ประยุทธ อินทรพาณิชย์. 2528) คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 30


โรคที่พบในกวำงผำมีดังนี้ 1. โรคแท้งติดต่อ (Brucellosis) เกิดจากเชื้อบรูเซลลาซูอิส (Brucella suis) ท าให้ กวางผาแท้งลูก และอาจมีอาการเป็นสัดไม่สม่ าเสมอ ผสมไม่ค่อยติด รกค้าง การติดต่อถึง กันของโรค คือ ทางปากด้วยการเลีย และทางการสืบพันธุ์ กวางผาที่เป็นโรคนี้จะรักษาให้ หายได้ยาก และสิ้นเปลือง จึงนิยมการป้องกันมากกว่าด้วยการตรวจเช็คถ้าพบก็ท าการคัด ออก และอีกวิธี คือการฉีดวัคซีน กรณีที่พบโรคนี้มากในฝูง 2. วัณโรคปอด (Tuberculosis) กวางผาติดโรคนี้จากการกินอาหาร และน้ าที่มีเชื้อ วัณโรคเข้าไป หรือหายใจเอาฝุ่นละอองที่มีเชื้อวัณโรคที่ยังไม่ตายเข้าไป วัณโรคเป็นโรค เรื้อรัง อาการโดยทั่วไป คือ เบื่ออาหาร ผอม ไอแห้ง ไอถี่ขึ้น ไอมีเสียงทึบ และมีเสียงเสียด สีในทรวงอกคล้ายปอดอักเสบ ปลายทวารมีน้ ามูกไหล ขณะไอมีเสมหะออกทั้งทางปาก และจมูก ไม่นิยมรักษา โดยจะก าจัดกวางตัวนั้นออกไป 3. โรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis).เกิดจากเชื้อเลปโตสไปรา (Leptospira) อาการโดยทั่วไปคือ อ่อนเพลีย มีไข้สูง น้ าหนักตัวลด ยืนซึม หายใจขัด มักหมอบลงกับพื้น ตาเหลือกตากลับ ถ้าตั้งท้องจะแท้งลูก พาหะของโรค คือ หนู การรักษาใช้ยาเพนนิซิลิน ควบกับสเตรปโตมัยซิน 4. โรคที่เกิดขึ้นระหว่างการขนส่งนาน (Railroad.Disease,.Transit.Tetany) เกิด จากภาวะความเครียด และติดเชื้อแทรกซ้อนภายหลัง ท าให้สัตว์แสดงอาการป่วย สาเหตุ คือ ความเครียดจากสภาพการขนส่ง การถ่ายเทของอากาศ ขาดอาหาร และน้ า อาการเมื่อถึงปลายทางจากการขนส่ง สัตว์มีอาการกระวนกระวาย ตื่นเต้น การเคลื่อนไหว ไม่ประสานกัน ขาหลังจะเป็นอัมพาตอ่อนๆ ไม่กินอาหาร น้ าลายเป็นฟอง ต่อมาล้มนอนใน ท่าใช้หน้าอกรองรับน้ าหนักตัว หัวพับกลับมาที่ทรวงอก หรือเอว สภาพทรุด และตายภาย ใน 3-4 วัน การป้องกัน ในการไล่ต้อนสัตว์ให้ท าด้วยความนุ่มนวล ถ้าสัตว์ที่ต้อนเริ่มหอบให้หยุด การขนส่งเมื่อถึงปลายทางการน าสัตว์ออกจากกรงเคลื่อนย้ายไปยังคอกสถานที่ใหม่ ห้ามส่ง เสียงดัง หรือบังคับให้ออกปล่อยให้สัตว์ออกเองโดยสงบ หรือในช่วงจับเข้ากรงเคลื่อนย้าย การใช้ยากล่อมประสาท (Transquilizer) ช่วยก็จะเป็นการดี การรักษา หากสัตว์เกิดโรคขึ้นหลังจากปล่อยให้ยาปฏิชีวนะหรือซัลฟา ถ้าสัตว์ยืนได้ ให้กรอกด้วยกรีเซอริน (glycerrin) ผสมน้ าอุ่น คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 31


โรคที่พบในกวำงผำมีดังนี้ (ต่อ) 5. ท้องอืด (Bloat.Ruminal.Tympany).สาเหตุเกิดจากการกินอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น หญ้าอ่อน หญ้าระบัด พืชตระกูลถั่ว เมล็ดธัญพืช หรือพืชใบเลี้ยงคู่ ในปริมาณมาก และเป็นโปรตีนที่ละลายได้ง่าย (Soluble.Protein).ท าให้สารละลายใน.Rumen.เกิดแรง ดึงสูง ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดฟองอากาศที่มีลักษณะข้นเหนียว แตกตัวได้ยาก (Foaming.agent) ดังนั้นอย่าให้สัตว์กินเกิน 50 % ของการกินหญ้า การป้องกันในกรณีนี้ โดยให้กินหญ้ารองท้องไปก่อน หรือเกิดจากการเปลี่ยนสูตรอาหารกะทันหันเร็วเกินไป จุลินทรีย์ปรับตัวไม่ทันเกิดอาหารไม่ย่อย หรือเกิดจากการที่ต่อม หรือกล้ามเนื้อรอบหลอด คอ (Esophagus) บวมไปกดทับให้ตีบ ท าให้การระบายแก๊สได้น้อยหรือไม่ได้เลย หรืออาจ เป็นส่วนของประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกระเพาะรูเมน (rumen) และเรติคิวลัม (reticulum).เสื่อม ท าให้อาหารที่กินเข้าไปไม่กระตุ้นการท างานของผนัง อาการกระเพาะ รูเมนขยายใหญ่โดยเฉพาะสวาปด้านซ้าย (upper.left.frank) สัตว์จะปวดท้อง อึดอัด กระวนกระวาย เดี๋ยวลุกเดี๋ยวยืนพยายามเตะท้องตัวเอง ถ้าเป็นมากจะนอนเกลือกกลิ้ง หายใจติดขัด ลิ้นห้อย น้ าลายไหล จากนั้นจะชักและตาย การรักษา ให้สัตว์ยืนขึ้น และชูส่วนหน้าให้สูง แล้วกรอกน้ ามันพืช หรือน้ ามันถั่ว เหลือง หรือน้ ามันข้าวโพด หรือน้ ามันสน หรือ mineral.oil.glycerine.หรือ.liquid parafin.โดยน้ ามันเหล่านี้จะลดแรงดันผิวหน้าของผนังกระเพาะรูเมน ท าให้แก๊สแตกตัว แยกออกมา หรือใช้วิธีสอดท่อพลาสติกปลายมน ผ่านปากเข้าสู่หลอดอาหาร เพื่อที่จะให้สิ่ง อุดตันหลุดออกไปและแก๊สจะได้ผ่านทางท่อออกมา หรือใช้วิธีแทงที่สวาปด้านซ้ายทะลุ ผ่านผนังกระเพาะรูเมนด้วยเข็มเจาะ (Trocarcannula) หรือเข็มที่มีรูใหญ่ๆ หลายๆ เข็ม หรือ ใช้ไม้ไผ่ขนาดเล็กตัดเสี้ยมปลายแหลมและรูในไม้ไผ่ทะลุถึงกันหมดมาใช้แทน Trocar ก็ได้ เมื่อเจาะเข้าไปตามต าแหน่งที่กล่าวแล้ว แก๊สจะออกมาทางเข็มเจาะ ข้อส าคัญ ต้องท า ความสะอาดเครื่องมือ ฆ่าเชื้ออุปกรณ์ที่ใช้เจาะ และตัวกวางตรงบริเวณต าแหน่งที่เจาะด้วย คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 32


โรคที่พบในกวำงผำมีดังนี้ 6. รับสารพิษจากยูเรีย การให้ยูเรีย (Non.Protein.Nitrogen;.NPN).เสริมลงใน อาหารสัตว์เคี้ยวเอื้องเพื่อใช้เป็นแหล่งเสริมโปรตีน ยูเรียเป็นสารที่แตกตัวให้แอมโมเนีย ซึ่งสารนี้มีคุณสมบัติเป็นด่าง เมื่อเข้าสู่กระแสเลือดจ านวนมาก เลือดจะมีฤทธิ์เป็นด่างไป ด้วย ท าให้ภาวะความเป็นกรด-ด่างของร่างกายสูญเสียไป กรณีได้รับยูเรียมากเกินไป ประมาณ 30 นาที สัตว์จะตาย โดยสัตว์จะแสดงอาการสั่นอย่างเห็นได้ชัดบริเวณใบหู ขา ทวารหนัก และอวัยวะเพศ ปัสสาวะบ่อย ในนาทีที่ 15 อาการจะรุนแรงมากขึ้น กล้ามเนื้อเริ่มท างานไม่ประสานกัน มีอาการชักกระตุก หายใจถี่ขึ้น 5 นาทีต่อมา น้ าลาย จะฟูมปากเกิดอาการท้องขึ้น 9 นาทีต่อมาสัตว์จะล้มลง และตายในที่สุด การป้องกัน การใช้ยูเรียในปริมาณไม่เกิน 1/3 ของโปรตีนทั้งหมดในอาหาร หรือไม่เกิน 3 % ของสูตรอาหาร การรักษา ถ้าสัตว์มีอาการหนัก ให้ฉีดกรดน้ าส้มที่เข้มข้น 5 % ปริมาตร/ปริมาตร เข้าเส้นเลือดในปริมาณ 2 เท่า ของยูเรียที่สัตว์ได้รับจะท าให้ทุเลาขึ้น หรือฉีดไวตามินเอ เข้ากล้ามเนื้อ 2 แสนหน่วยสากล หรือใช้หัวน้ าส้มสายชูในครัวเรือน กรอกปากใน ปริมาณเท่ากันกับกรดน้ าส้มจะช่วยทุเลาลงได้ เมื่อสัตว์ได้รับการรักษาหายแล้ว สัตว์จะ เติบโต และสืบพันธุ์ได้ตามปกติ คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 33


โรคที่พบในกวำงผำมีดังนี้ 7. โรคจากปรสิต ปรสิตต่างๆ ที่มารบกวนสัตว์ มีทั้งปรสิตภายนอก ได้แก่ หมัด เห็บ ไร และ ปรสิตภายในทุกชนิด ยกเว้น พยาธิใบไม้ในตับ การป้องกันรักษาโดยใช้ยาไอโวเมค ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง แต่ถ้าจะป้องกันรักษาทั้งปรสิตภายนอก และปรสิตภายใน รวมทั้ง พยาธิใบไม้ตับด้วย ใช้ยา ไอโวเมค-สเตรนเอฟ โดยฉีดเข้าใต้ผิวหนังเช่นกัน หากไม่ สามารถจับกวางมาฉีดยาได้ให้ใช้ยาก าจัดพยาธิทุกชนิด ด้วยยาอัลเบนดาโซน ผสมกับ อาหาร การก าจัดเหากวางผา ใช้ยาบาริเคด ทาบริเวณที่เกิดเหาจะก าจัดเหาได้ผลดี เหลือบ เป็นสาเหตุให้สัตว์เกิดโรคได้หลายชนิด ซึ่งจะท าให้ร่างกายสัตว์ ซูบ ซีด ผอม แม้จะกินอาหารได้ก็ตาม การป้องกันเหลือบ ใช้ยาบาริเคด ทาตามตัวสัตว์จะป้องกัน ได้ผลดี (นิกร ทองทิพย์. 2555; ชัยณรงค์ คันธพนิต และจิตติมา กันตนามัลลกุล. 2545; ประยุทธ อินทรพาณิชย์. 2528) คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 34


เอกสำรอ้ำงอิง มงคล สาฟูวงศ. 2558. สถานภาพประชากร และการกระจายของกวางผาในประเทศ ไทย. Wildlife Yearbook 16. รัตนวัฒน ไชยรัตน . 2540. นิเวศวิทยาของกวางผา. วิทยานิพนธ ปริญญาโท. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, กรุงเทพฯ บุญลือ เผือกผ่อง. 2543. สัตวศาสตร์และการผลิตสัตว์เบื้องต้น. ภาควิชาสัตวศาสตร์, คณะเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. กฤตพล สมมาตย์. 2543. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการผลิตสัตว์เบื้องต้น:หลักการ ผ ลิ ต โ ค-ก ร ะ บื อ. ภ า ค วิ ช าสั ต วศ า ส ต ร์, ค ณ ะ เ ก ษ ต ร ศ า ส ต ร์, มหาวิทยาลัยขอนแก่น. คมจักร พิชัยรณรงค์สงคราม. 2546. การผลิตกวาง. กรมปศุสัตว์, กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์. ชัยณรงค์ คันธพนิต และจิตติมา กันตนามัลลกุล. 2545. เอกสารการสอนชุดวิชา การ จัดการการผลิตสัตว์เคี้ยวเอื้อง หน่วยที่13 การจัดการการผลิตกวาง. สาขาวิชา ส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์, มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมมาธิราช. นิกร ทองทิพย์.2555. เอกสารโรคและการป้องกันในกวาง. คณะสัตวแพทยศาสตร์, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ประยุทธ อินทรพาณิชย์. 2528. เทคนิคการเลี้ยงลูกสัตว์ป่าจ าพวกกวาง. กองอนุรักษ์ สัตว์ป่า, กรมป่าไม้. วิทยา ฉินชิยานนท์ และสนั่น เหลียงไพบูลย์. 2541. อัตราการเจริญเติบโตของลูกกวาง. ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า, กรมป่าไม้. สายัณห์ ทัดศรี. 2540. พืชอาหารสัตว์เขตร้อน. การผลิตและการจัดการ, ภาควิชาพืชไร่ นา, คณะเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. Chaiyarat, R. 1997. Ecology of goral (Nemorhaedus goral (Hardwicke, 1825)) in Om Koi wildlife sanctuary, changwat Chiang Mai and Tak. Unpublished M. S. Thesis. Kasetsart University. คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 35


เอกสำรอ้ำงอิง Lovari, S. 1987. Evolutionary aspects of the biology of Chamois, Rupicapra spp. (Bovidae, Caprinae). In “The Biologr and Management of Capricornis and Related Mountain Antelopes” (H.Soma, Ed.), pp. 51- 61, Croom Helm, London. Smith N. 1827. Type species antilope goral Hardwicke, 1825. Proposed as a subgenus, recognized as a genus, and spelling revised to Nemorhaedus by Hodgson (1841). คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 36


ผู้เลี้ยงกวำงผำ และผู้ให้ข้อมูล ประจ ำจุดกวำงผำ ส ำนักงำนเชียงใหม่ไนท์ซำฟำรี นำยคมกรัช ปัญญำ หัวหน้าจุดบริหารสวัสดิภาพสัตว์ นำยณัฏฐ์มะเต่ เจ้าหน้าที่บริหารสวัสดิภาพสัตว์ นำยชัชชัย ปัญจะเรื่อง เจ้าหน้าที่บริหารสวัสดิภาพสัตว์ นำยทองค ำ มำเจริญ เจ้าหน้าที่บริหารสวัสดิภาพสัตว์ นำยเสกสิทธิ์ จิตตำดู จ้างเหมาเพื่อช่วยปฏิบัติงาน บริหารสวัสดิภาพสัตว์ คู่มือการเลี้ยงกวางผาในสภาพกรงเลี้ยง ส านักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 37


ผู้เรียบเรียง นันทนำ โปธำค ำ


Click to View FlipBook Version