การเผยแผ่ของพระพุทธศาสนาและศาสนาขงจือ้
ผจู้ ดั ทำ
พระศภุ กร ปยิ ธโร ๖๒๒๕๕๐๑๐๑๒
แม่ชีณฐั ปภัสร์ เวชกามา ๖๒๒๕๕๐๑๐๑๙
เสนอ
อาจารย์ประจำวชิ า พระปลดั ภูรวิ ิศิษฐ์ สญฺญโต
รายงานเลม่ น้เี ปน็ สว่ นหน่ึงของ วชิ าพระพทุ ธศาสนากบั ศาสนาขงจอ้ื
มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆส์ รุ าษฎรธ์ านี
ช้นั ปที ่ี ๔ ภาคเรยี นท่ี ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๔
คำนำ
ระบบความเชื่อศาสนาล้วนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตของมนุษย์ เนื่องจากเป็นสิ่งท่ี
สามารถตอบสนองด้านจิตใจของมนุษย์ และสามารถทำให้มนุษย์มีชีวิตได้อย่าง ราบรื่น สงบ
เรียบร้อย เช่นเดียวกับ “พระพุทธศาสนา” และ “ศาสนาขงจื้อ” ซ่ึงเป็นศาสนาที่ย่ิงใหญ่และมีผู้คน
นบั ถือมากมาย พระพทุ ธศาสนา ถอื กำเนิดท่ชี มพูทวีปโดยองค์อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ศาสนาขงจ้ือ
ถือกำเนิดในจีนโดยขงจื้อ ท้ังสองศาสนานี้โดยหลักแล้วมีหลักคำสอนท่ีคล้ายคลึงกัน กว่าจะมาเป็น
ศาสนาที่มีผู้คนนับถือถือตอ้ งผ่านอุปสรรคมากมาย ต้องพิสจู น์หลักธรรมคำสอนให้ศาสนิกชนเล่อื มใส
ศทั ธาภายใตส้ ภาพสงั คมท่ีแขง็ ขันกนั ระหว่างความเชอื่ ทมี่ ีอยูเ่ ดมิ จนเป็นท่ยี อมรบั จากมหาชนทั่วโลก
ในรายงานเล่มน้ีเป็นส่วนหนึ่งของวิชาพระพุทธศาสนากับศาสนาขงจื้อ ซึ่งจะกล่าวถึง
ความเป็นมาของการเผยแผ่ของพระพุทธศาสนาและศาสนาขงจื้อ ซึ่งได้กล่าวถึงการเผยแผ่
พระพุทธศาสนาและศาสนาขงจื้อ ผู้จัดทำได้ค้นคว้าหาข้อมูลรายละเอียดเฉพาะท่ีสำคัญมารวบรวม
เท่าน้ันและได้ทำการเรียบเรยี งไว้ หวังเปน็ อย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับผู้ท่ีได้ศึกษาค้นคว้า หาก
เนือ้ หาหรือข้อมูลผิดพลาดประการใด ผูจ้ ัดทำก็ขออภัยไว้ ณ ทน่ี ด้ี ว้ ย
ผ้จู ดั ทำ
ข
สารบัญ
เร่อื ง หน้า
คำนำ ก
สารบัญ ข
การเผยแผ่ของพระพุทธศาสนาและศาสนาขงจ้ือ ๑
ความนำ ๑
วิเคราะห์ความหมายคำว่า “เผยแผ่” และคำวา่ “เผยแพร่” ๒
พระพุทธศาสนา ๔
๑. อดุ มคตใิ นการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา ๔
พุทธวธิ ีในการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา ๕
๒. รูปแบบและประเภทของการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ๗
๓. การเผยแพรห่ ลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาในสมัยพทุ ธกาล ๑๑
๓.๑ บริบทพหวุ ฒั นธรรมทางศาสนาและลัทธคิ วามเช่อื ในสังคมอินเดียยคุ พทุ ธกาล ๑๒
๓.๒ แนวทางการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาของพระพุทธเจ้าในบรบิ ทพหุวฒั นธรรมอนิ เดีย ๑๕
๔. การเผยแพร่หลกั ธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาในสมัยหลงั พทุ ธกาล ๑๙
๕. คณุ ค่าความสำคัญของการเผยแผพ่ ระพุทธศาสนา ๒๑
ศาสนาขงจ้ือ ๒๕
๑. อดุ มคตใิ นการเผยแผศ่ าสนาขงจอ้ื ๒๕
๒๙
ทัศนคติและแนวคิดของขงจื้อ ๒๙
๑. แนวคดิ เรอ่ื งมนุษยน์ ิยม ๓๒
๒ แนวคิดเร่อื งมนษุ ยธรรมนยิ ม และคณุ ธรรมนยิ ม ๓๕
๓. หลกั คุณธรรมและจรยิ ธรรมของสังคม ๓๖
๒. วิธีการและรปู แบบของการเผยแผศ่ าสนาขงจอื้ ๔๒
๓. คณุ ค่าความสำคัญของการเผยแผศ่ าสนาขงจอ้ื ๔๔
สรุป ๔๖
บรรณานกุ รม
การเผยแผ่ของพระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจื้อ
ความนำ
การเผยแผพ่ ระศาสนา คอื การทำใหผ้ ู้อ่นื รแู้ ละเข้าใจหลักคำสอนของศาสนาให้ถูกตอ้ งให้รูจ้ ัก
ประวัติความเป็นมาของศาสนา ให้เห็นการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ของศาสนา เมื่อรู้และเห็นแล้ว
ใครมีศรทั ธาจะนับถือหรือไม่ก็เปน็ สิทธิของแต่ละคน เราไม่ควรใชว้ ิธีเอาอามิสเข้าล่อ ยดั เยยี ด บังคับ
หรอื ข่มขใู่ ห้เขานับถอื เพราะเขากจ็ ะนับถือเพราะความจำใจ หรอื นับถือพอเป็นพิธี แต่ใจจริงนัน้ ไม่ได้
ศรัทธาและนำไปใช้ปฏิบตั ิ
บรรดาศาสนาสำคัญท่ีมีผนู้ ับถือเปน็ จำนวนมากในปัจจุบัน พระพุทธศาสนานับวา่ เป็นศาสนา
ที่มีอายุเก่าแก่เป็นอันดับสอง รองจากศาสนาพราหมณ์ ท่ี ดำรงอยู่ในรูปของศาสนาฮินดู
พระพุทธศาสนาอุบัติขึ้นในโลกเม่ือ ๔๕ ปีก่อนพุทธศักราช (พุทธศักราชเร่ิมนับ ๑ ถัดจากปีท่ี
พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน) ในดินแดนชมพูทวีปซึ่งในปัจจุบันได้แก่ ประเทศอินเดีย และ
เนปาล โดยเริ่มขึ้นในวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาแก่พวกปัญจวัคคีย์ ซ่ึงตรงกับวันเพ็ญ
เดือนอาสาฬะ (ขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๘) ทำจากวันน้ันเป็นต้นมา พระพุทธเจ้าได้เสด็จจาริกออกเผยแผ่
พระพุทธศาสนาไปทั่วชมพูทวปี โดยในระยะแรกพระองค์เสด็จออกเผยแผ่พระองค์เดียว เม่ือมีสาวก
มากขึ้น ก็ให้พทุ ธสาวกออกเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาดว้ ย ใหพ้ ระพุทธศาสนามคี วามเจริญรุ่งเรอื งและแผ่
ขยายไปในชมพูทวปี อยา่ งรวดเร็ว ชาวชมพูทวปี พากันละทิ้งลทั ธิเดิมแล้วหนั มานับถอื เล่ือมใส ศรัทธา
ในพระพุทธศาสนามากข้ึน เป็นลำดบั
ศาสนาขงจื้อ เกิดเมื่อประมาณ ๘ ปีก่อนพุทธศักราช โดยคิดตามปีเกิดของขงจื้อ แต่ความ
จริงสมัยท่ีขงจ้ือยังมีชีวิตอยู่ท่านไม่เคยประกาศตัวเป็นศาสดา มีแต่ประกาศว่าท่านเป็นนักศึกษาท่ี
ใฝ่หาความรู้อยา่ งไม่มีท่ีส้ินสุด ทง้ั ไมเ่ คยประกาศต้งั ศาสนา แตท่ ่ไี ดก้ ลายมาเป็นศาสดาก็เพราะผ้อู ่ืนตั้ง
ให้แบบเดียวกับเลา่ จ้ือ ขงจื้อสน้ิ ชีพ เมื่อ พ.ศ. ๖๔ หลังจากท่ีสนิ้ ชีพแล้วหลายร้อยปี ก็มีศิษยานศุ ิษย์
ช่วยกันเผยแผ่คำสอนของขงจื้อตลอดมา จนถึงสมัยเม่งจ้ือ (พ.ศ. ๑๗๒-๒๕๖) ศิษย์คนสำคัญได้เป็น
กำลังหลักในการเผยแผ่คำสอนของขงจื้อออกไปอย่างกว้างขวาง เป็นเหตุให้ราชวงศ์ฮ่ันเกิดความ
เล่อื มใสไดย้ กยอ่ งขงจื้อเปน็ เทพเจ้า ทั้งประกาศใหถ้ อื คำสอนของขงจ้ือเป็นศาสนาประจำชาติ
เหน็ ได้ว่าทุกศาสนามีความเป็นมาอยา่ งยาวนาน กว่าท่ีจะสามารถทำให้ศาสนิกชนของแตล่ ะ
ศาสนายอมรับและศรัทธาต้องใช้เวลา แต่ละศาสนามีวิธีการเผยแผ่ที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการ
เริม่ ตน้ ท่ีตัวผนู้ ำกลุ่ม การปฏบิ ตั ิเพื่อพิสจู นใ์ หเ้ ห็น การเชื่อ ศรทั ธาตามบรรพบุรษุ ทกุ วิธีในแกน่ แทข้ อง
ศาสนาจะตอ้ งมีหลกั ธรรมท่ีสอนและนำไปปฏบิ ัติจนเหน็ ผลได้จริง และใชไ้ ดก้ ับทุกกาลสมัย
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจอื้ หนา้ ๒
วิเคราะห์ความหมายคำว่า “เผยแผ่” และคำวา่ “เผยแพร่”
มีผู้สงสัยกันว่า คำในภาษาไทยที่เก่ียวกับการประกาศบอกเล่ากล่าวสอนหลักธรรมใน
พระพุทธศาสนา มีทัง้ คำว่า เผยแผ่ และคำว่า เผยแพร่ ซ่ึงทั้งสองคำน้ีต่างก็มีความหมายใกลเ้ คยี งกัน
สามารถใช้แทนกันได้หรือไม่ และคำท้ังสองน้ีมีข้อกำหนดนิยมใช้อย่างไร จะใช้ว่าเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา หรือ เผยแพรพ่ ระพทุ ธศาสนา กันแน่
ดังนั้น เพื่อความกระจ่างชัดและใชถ้ ูกต้องตรงตามความมุ่งหมาย ในที่นี้ จึงขอเสนอนยิ ามคำ
จำกดั ความของคำสองคำไวด้ งั นี้
ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้ความหมายดังน้ี คำว่า เผยแผเ่ ป็น
คำกริยา หมายถึง ทำให้ขยายออกไป, หรือ ขยายออกไป ส่วนคำว่า เผยแพร่ เป็นคำกริยาหมายถึง
โฆษณาให้แพร่หลาย
ในพจานุกรมเพ่ือการศึกษาพุทธศาสน์ ชุด....คำวัด ของ พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช
ป.ธ. ๙, ราชบณั ฑติ ) ได้ให้ความหมายว่า
“เผยแผ่” ในคำวัดใชเ้ ป็นคำหลักในความหมายว่า ทำให้แพร่หลายในลักษณะตดิ แน่นซมึ ซาบ
กระจายไป เช่น เผยแผ่ศาสนา เผยแผ่ธรรม องค์การเผยแผ่ ส่วนเผยแพร่ ใช้ในความหมายว่า
ประกาศ โฆษณา ทำให้แพรห่ ลายในลักษณะกระจายให้เปน็ รูปธรรมหรือให้สมั ผัสทางตา หู เป็นต้น
เช่นใชว้ ่า การเผยแผศ่ าสนาสามารถทำไดห้ ลายวธิ ี เชน่ เผยแพร่ไปตามสือ่ ตา่ งๆ หรือเผยแพร่ทางวิทยุ
ทวี ี เป็นตน้
โดยนัยน้ี จึงสรุปได้ว่า คำว่า “เผยแผ่” และคำวา่ “เผยแพร่” มีความหมายต่างกนั กล่าวคือ
คำว่า เผยแผ่ หมายถงึ การเปิดเผยส่งิ ท่ปี กปิดอยใู่ หค้ นได้รู้ไดเ้ หน็ แต่เป็นการเปดิ เผยสิ่งที่ดี ท่ปี ระเสริฐ
สิง่ ท่ีเปน็ ประโยชน์ตอ่ การพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตจิตใจของคนเรา เช่น เปดิ เผยประกาศหลักพระธรรมคำ
สอนอนั ประเสริฐบริสุทธิ์ของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจา้ ท่บี ุคคลท่วั ไปยงั ไมร่ ู้จักใหไ้ ด้รจู้ ัก ยังไม่
เข้าใจให้ได้เข้าใจ และยังไม่เข้าถึงให้ได้เข้าถึง เป็นต้น ซึ่งตรงกันข้ามกับคำว่า ตีแผ่ ซ่ึงใช้ในทำนอง
ประจาน คือเปิดเผยสิ่งท่ีไม่ดี ส่ิงท่ีอ้ือฉาวทถ่ี ูกปกปิด หรือเปิดโปงส่งิ ที่ลกึ ลับซับซ้อนซอ่ นงำอำพราง
ความชั่วร้ายให้คนได้รู้ได้เห็น ส่วนคำว่า แผ่ มักใช้กับส่ิงที่เป็นนามธรรม เช่นคำว่า แผ่เมตตา
แผค่ วามสุข ช่วยเหลือเผื่อแผ่ เปน็ ตน้
ส่วนคำวา่ “เผยแพร่” หมายถึงการทำให้ขยายหรือการทำให้กระจายออกไปในวงกว้าง คือ
ส่ิงน้ันไม่ได้ปกปิด แต่มีอยู่ในขอบเขตจำกัด เม่ือต้องการจะขยายออกไปในวงกว้าง ก็จะใช้คำว่า
เผยแพร่ และคำน้มี กั ใช้กับส่งิ ท่เี ปน็ รปู ธรรม เชน่ แพร่ภาพ แพรข่ ่าว แพร่เชอื้ เปน็ ตน้
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจอื้ หน้า ๓
ดงั นั้น เม่ือจะประกาศเปิดเผยหลักพระธรรมวินยั หรอื พระธรรมคำส่งั สอนของพระพุทธเจ้า
ในฐานะเป็นหลักปฏิบัติดีหลักปฏิบัติชอบที่ทำให้คนเราได้รับประโยชน์สุขทั้งในอัตภาพชาตินี้ และ
อัตภาพชาติหน้า และประโยชน์อย่างย่ิงคือพระนิพพาน จึงสมควรอย่างยิ่งท่ีใช้คำว่า “เผยแผ่
พระพุทธศาสนา” ซ่ึงเหมาะกว่าใช้คำว่า “เผยแพรพ่ ระพุทธศาสนา”
การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ในท่ีน้ี หมายถงึ การนำเอาหลกั ธรรมคำสอนอนั ประเสริฐอันเป็น
ธรรมชาติบริสุทธท์ิ ่ีเกิดจากพระปัญญาตรสั รู้ขององค์พระสมั มาสัมพุทธเจ้า ไปถ่ายทอดให้ประชาชน
ได้รับการเรียนรู้และน้อมนำเอาหลกั ธรรมคำสั่งสอนเหล่านั้นไปประพฤติปฏิบัติตามเพื่อใหเ้ ปน็ คนดีมี
ศีลธรรมประกอบด้วยคุณธรรมมเี มตตา เป็นตน้ เกดิ ความสงบสุขทงั้ ชาตปิ ัจจบุ ันและภพหน้า จากคน
กลุ่มหน่ึงไปสู่คนอีกกลุ่มหนึ่ง จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง โดยยึดเอาอุดมคติ อุดมการณ์
หลกั การ และวธิ กี ารในการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาที่พระพุทธองคต์ รสั ไว้
ในสถานการณ์ปจั จุบัน การที่จะหาทางให้คนเรานบั ถือศาสนาหนงึ่ ศาสนาใดเป็นเรอื่ งที่ตอ้ งใช้
วิธีการเผยแพร่ชักจูงหรือมีผลประโยชน์เข้าล่อ จึงจะมีคนนิยมหันมานับถือกันมากขึ้นๆ แต่
พระพุทธศาสนาก็ยังคงใช้วิธีการเผยแผ่คือการประกาศแต่สงิ่ ที่ดีท่ีชอบให้ทราบ โดยไม่คำนึงว่าจะมี
ใครหันมานับถือ ให้เป็นเรื่องเสรีภาพส่วนบุคคล จึงมีพุทธศาสนิกชนบางท่านเป็นห่วงในเรื่องน้ี
ตอ้ งการและพยายามใช้วิธีการเผยแพรแ่ ทนการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา
ศาสนาต่างๆ ส่วนใหญ่เผยแพร่โดยวิธีการชักจูง บังคับ ขู่ หรือเอาผลประโยชน์เข้าล่อ เช่น
จัดการศึกษาให้ ให้การสงเคราะห์ต่างๆ เพือ่ ใหค้ นนิยมเหน็ ดีเห็นงามหันมานับถือ หรือมีความเกรง
กลัวหนั มานับถือ แม้ในปัจจุบันจะมลี ัทธิใหม่ๆ ที่ไม่ใช้วิธีการขูบ่ ังคับใหค้ นเรานับถือแต่ก็ไม้พ้นทีจ่ ะใช้
วธิ ีการโฆษณาชวนเชอื่ วิธกี ารตลาด ใหค้ วามสนุกสนานบันเทิงต่างๆ โดยผ้เู ผยแพร่เขา้ ไปหาถึงตวั ถึง
บ้าน พดู เซ้าซใ้ี ห้ยอมรับนับถือบา้ ง ซง่ึ ทำให้มีคนหันไปยอมรับนับถือเป็นจำนวนมากขน้ึ ๆ เช่นกนั แต่
พระพุทธศาสนายงั คงรักษารปู แบบการประกาศหลักธรรมอันเป็นสัจจะแหง่ ชีวิตให้ทราบ สุดแล้วแต่
อุปนิสัยของแต่ละคนวา่ จะรับนับถือทำตามหรือไม่ทำตามซ่ึงตรงกับความหมายของคำว่าการเผยแผ่
จึงเป็นเหตุให้ผู้ท่ีมีอุปนิสัยตื่นชอบตื่นตามการโฆษณาชวนเชื่อ และผลประโยชน์ท่ีเข้าล่อ ละท้ิง
พระพทุ ธศาสนา หนั ไปนบั ถือศาสนาที่เผยแพร่ด้วยรูปแบบน้นั ๆ ไปเป็นจำนวนมาก แตถ่ ้าพิจารณาให้
ลึกซึ้งจะเห็นว่า การใช้วิธีการโฆษณาชวนเช่ือก็ดี การเอาผลประโยชน์มาล่อก็ดี เป็นวิธีการแยบยล
แอบแฝงหวังผลตอบแทน เพราะในโลกนีเ้ ป็นไปไม่ไดเ้ ลยท่ีคนเราซงึ่ ยงั เป็นปุถชุ นทีห่ นาแนน่ ด้วยกิเลส
จะให้อะไรแก่ใครๆ เปล่าๆ โดยไม่หวังผลประโยชน์ตอบแทน ซ่ึงไมใช่วิสัยปุถุชน ถึงแม้ว่าองค์การ
ศาสนาหรือลัทธนิ ั้นๆ จะรำ่ รวยมที ุนทรัพย์มากมหาศาล ถา้ เอาสิ่งของมาแจกมาให้คนจำนวนมากและ
ตลอดไปโดยไม่หวังผลตอบแทน ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ อาจจะมีบา้ งที่บางคนยอมรับนับถือศาสนาหรือ
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจื้อ หนา้ ๔
ลัทธิต่างๆ ไปด้วยความหลง พอรู้สึกตัว พอรู้ความจริง ก็ถอยหนี บางคร้ังก็เกิดการทะเลาะก่อการ
วิวาททำรา้ ยกนั ในระหวา่ งผู้นับถือศาสนาหรอื ลัทธเิ ดยี วกัน กเ็ พราะในตอนทเี่ ผยแพร่ไม่ไดใ้ ช้เหตุผลทงั้
ผเู้ ผยแพร่และผู้รับนับถอื น่นั เอง๑
พระพุทธศาสนา
๑. อุดมคตใิ นการเผยแผพ่ ระพุทธศาสนา
ภายหลังจากที่พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญพุทธกิจเป็นพระบรมศาสดาประกาศเผยแผ่
ศาสนธรรมท่ีตรัสรู้ เริ่มต้ังแต่ทรงแสดงปฐมเทศนาโปรดพระปัญจวัคคีย์ ทรงโปรดยสกุลบุตรพร้อม
สหาย จนมีพระอรหันตพุทธสาวกเกิดข้ึนในโลกจำนวน ๖๐ องค์ (คือ พระปัญจวัคคีย์ ๕ พระยสะ
พรอ้ มพระทเ่ี ปน็ สหายอีก ๕๕) จึงทรงมีพระพุทธประสงคท์ จี่ ะส่งพระอรหันตสาวกเหล่านนั้ ไปประกาศ
พระศาสนายงั หม่บู ้าน ตำบล หรือนิคมชนบทตา่ งๆ ของชมพูทวปี โดยกอ่ นจะทรงส่งไปนนั้ พระพุทธ
องคไ์ ดท้ รงรับสั่งให้ประชุมพระอรหันตสาวกจำนวน ๖๐ องค์แล้วทรงประทานพระโอวาทซ่ึงถือเป็น
อุดมคติในการประกาศเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา ความว่า
“ภิกษุทง้ั หลาย เราพ้นแล้วจากบ่วงท้งั ปวงทั้งที่เป็นของทพิ ยท์ ้งั ที่เป็นของมนุษย์ แม้พวกเธอ
กพ็ น้ แล้วจากบว่ งทง้ั ปวงทั้งที่เป็นของทพิ ยท์ ง้ั ท่ีเป็นของมนุษย์ พวกเธอจงเท่ียวจาริกไปเพอ่ื ประโยชน์
เก้ือกูลแก่ชนหมู่มาก เพ่ือความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและ
ความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ท้ังหลาย พวกเธออย่าได้ไปทางเดียวกันสองรปู จงแสดงธรรมอันงามใน
เบ้ืองต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้ง
พยัญชนะ บรบิ ูรณค์ รบถว้ น สัตว์ทัง้ หลายพวกทีม่ กี ิเลสธลุ ีในจักษุนอ้ ยกม็ ีอยู่ เพราะไมไ่ ด้ฟงั ธรรม สัตว์
เหลา่ น้นั ย่อมเส่ือม ผรู้ ู้ทว่ั ถึงธรรมได้จกั มอี ย.ู่ ..”
จากพระพุทธพจนน์ ี้เปน็ เคร่ืองช้ีชัดถึง อดุ มคตใิ นการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา อันเป็นบทบาท
สำคัญของการทำหน้าที่ประกาศศาสนธรรมส่งเสริมสัมมาปฏิบัตขิ องพระภิกษุพุทธสาวกทั้งมวลนับ
จากอดีตสู่ปัจจุบัน ซ่ึงมุ่งให้เกิดประโยชน์เก้ือกลู และประโยชน์สุขแก่ประชาชนชาวโลกอยา่ งแท้จริง
หาได้มุ่งเพื่อประโยชน์ให้คนมานับถือพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมากหรือมุ่งเพื่อประโยชน์ของผู้
๑ แก้ว ชิดตะขบ, ประวัติความสำคัญพระพุทธศาสนา (กรุงเทพ: โรงพิมพ์พระพุทธศาสนาแห่งชาติ,
๒๕๕๓), หน้า ๒๕-๒๗.
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจื้อ หน้า ๕
เผยแผ่เองแต่อย่างใดไม่ นอกจากนี้ การส่งพระอรหันตสาวกรุ่นแรกไปประกาศพระศาสนาท่ัว
ชมพูทวีปนีย้ งั ถอื ว่าเป็นจดุ กำเนิดการดำเนนิ งานพระธรรมทูตอีกดว้ ย
พุทธวิธีในการเผยแผพ่ ระพุทธศาสนา
การเผยแผ่ศาสนพรหมจรรย์ (หลักการดำเนนิ ชวี ิตที่ประเสรฐิ หรือหลักพระธรรมวินัย) ของ
พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าในระยะแรกตรัสรู้นั้น มีลักษณะเป็นการประกาศท้าทายเหล่า
มหาบณั ฑติ ปญั ญาชนในสมัยนน้ั ใหม้ าชว่ ยกันพสิ ูจน์อรยิ สจั ธรรมที่พระองคท์ รงค้นพบดว้ ยพระองค์เอง
ซึ่งเป็นความจริงอันเที่ยงแท้แน่นอน เป็นความจรงิ ท่ไี ม่มกี ารเปล่ียนแปลงไปตามกาลเวลา สอดคล้อง
กับหลกั พระธรรมคุณที่ว่า
“พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไวด้ ีแล้ว อันผู้บรรลจุ ะพึงเห็นไดด้ ้วยตนเอง ไม่
ข้ึนกับกาลเวลา ควรแก่การเชิญชวนชักชวนให้มาพิสจู น์ทดสอบ ควรน้อมเข้าใส่ตน เป็นผลปฏิบัติที่
วญิ ญูชนจะพึงรูไ้ ดเ้ ฉพาะตน”
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์พระบรมศาสดาของพระพุทธศาสนาทรง
ประสบผลสำเรจ็ อยา่ งสงู ยิ่งในการประกาศเผยแผ่ศาสนธรรมทพี่ ระองคไ์ ดต้ รสั รู้ ซง่ึ ทรงใช้เวลาเพียง ๙
เดือน ก็สามารถประกาศศาสนธรรมก่อต้ังและประดิษฐานพระพุทธศาสนาไว้ได้อย่างมั่นคงดำรง
ประโยชน์สขุ แก่ประชาชนในดินแดนชมพทู วีป คอื ครบองคป์ ระกอบ ๕ ประการของการกอ่ ต้งั ศาสนา
ซงึ่ ไดแ้ ก่
๑) มอี งค์พระศาสดาผู้ก่อตัง้ คือพระองค์เอง
๒) มศี าสนธรรม คอื หลกั พุทธธรรมคำสอนทพี่ ระองค์ตรสั รูช้ อบด้วยพระองคเ์ อง
๓) มศี าสนบุคคล คอื พระพุทธสาวกเป็นประจกั ษพ์ ยานในการปฏบิ ัติตามศาสนธรรมและ
เป็นกำลังสำคัญช่วยประกาศเผยแผ่ โดยมีพระภิกษุปัญจวัคคีย์ กลุ่มพระยสะ พร้อมท้ังมีอุบาสก
อบุ าสิกา คอื บิดาของพระยสะและอดีตภรรยาของพระยสะ เป็นตน้
๔) มีศาสนสถาน คือพุทธศาสนสถานหรอื วัด ในสมัยนั้นได้แก่ พระวหิ ารเวฬุวัน หรือวัด
เวฬุวัน ท่ีพระเจ้าพิมพิสาร จอมเสนามาคธราชบรมกษัตริยแ์ ห่งแควน้ มคธ ทรงศรัทธาสรา้ งถวาย ณ
พระราชอทุ ยานเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ แควน้ มคธ
๕) มศี าสนพธิ ี คือธรรมเนยี มประเพณอี นั ดีงามท่ีพระพทุ ธองค์รงกำหนดเปน็ แบบแผนให้
ประพฤติปฏิบัติ โดยขณะนั้น มีพิธีการบวชประพฤติพรหมจรรย์เกิดขึ้น ๒ แบบ คือ แบบ
เอหิภิกขุอุปสัมปทา ท่ีพระพุทธองค์ทรงประทานบวชให้เอง และแบบติสรณคมนูปสัมปทา ที่ทรง
อนุญาตพระสาวกบวชให้กุลบุตรได้ด้วยการรับไตรสรณคมน์ นอกจากน้ี ยังมีพิธีการอุทิศส่วนกุศล
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจอื้ หนา้ ๖
ให้แก่ผู้ล่วงลับวายชนม์ โดยพระเจ้าพิมพิสารทรงจับพระเต้าทองเต็มดว้ ยน้ำหลัง่ ลงดินเนื่องด้วยการ
ถวายพระราชอทุ ยานเวฬวุ นั
พระพุทธองค์ได้ทรงบริหารกิจการคณะสงฆ์มีลักษณะเป็นธรรมเสนา คือ กองทัพธรรมโดย
พระองค์เป็นองค์พระประมุขผูเ้ ป็นพระธรรมราชา และมีพระสารีบุตรเถระ พระอัครสาวกเบ้ืองขวา
ผเู้ ลศิ ด้านปัญญา เป็นพระธรรมเสนาบดี พร้อมทั้งมี พระมหาโมคคัลลานเถระพระอคั รสาวกเบ้อื งซ้าย
ผู้เลิศด้านอิทธิฤทธ์ิ เป็นแม่ทัพธรรม และมีพุทธบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อบุ าสก อบุ าสิกา เป็นดุจ
ทหารในกองทัพธรรม
ในการขับเคล่อื นกองทัพธรรมเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาใหป้ ระสบความสำเรจ็ มีผนู้ ับถือจำนวน
มากนนั้ ลำดับแรกพระพทุ ธองคไ์ ดต้ รัสสอนใหพ้ ระภกิ ษพุ ทุ ธสาวกต้องพยายามฝึกฝนพัฒนาตนใหก้ า้ ว
ถงึ จดุ สงู สดุ คอื สำเร็จเปน็ พระอรหนั ตผ์ มู้ ีความบรสิ ทุ ธิเ์ ปน็ ยอดภิกษุในพระพทุ ธศาสนา เพื่อจะไดเ้ ป็นผู้
สมควรตอ่ การรับทกั ษิณาของทำบญุ เหมาะสมต่อการเคารพนบไหวส้ กั การบูชาของชาวบ้าน และเป็น
เน้ือนาบุญที่ยอดเย่ียมของชาวโลก โดยพระภิกษุท่ีสำเรจ็ เป็นพระอรหันต์นั้นนับวา่ เป็นผู้มีคุณสมบัติ
เพยี บพร้อมทจ่ี ะทำหน้าทเี่ ผยแผ่พุทธธรรมไดอ้ ย่างมคี ุณภาพและประสิทธภิ าพ เพราะเปน็ ผู้มคี ณุ ธรรม
สูงส่งมีคุณสมบัติท่ีดีเย่ียมเฉกเช่นคุณสมบัติของทหารหรือนักรบอาชีพท่ีคู่ควรเป็นองครักษ์พิทักษ์
พระเจา้ แผน่ ดิน ๔ ประการ คือ ฉลาดในฐานะ (มีหลกั มน่ั คง) ยงิ ได้ไกล ยิงไดเ้ ร็ว และทำลายข้าศึก
หมู่ใหญ่ได้ ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสอุปมาเปรียบเทียบไว้ในโยธาชีวสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑
ความว่า
“ดูก่อนภิกษุท้ังหลาย นักรบอาชีพผู้ประกอบด้วยองค์ ๔ ประการ เป็นผู้ควรแก่พระราชา
เหมาะท่ีจะรับใช้พระราชา นบั วา่ เป็นพระวรกายของพระราชาได้ทีเดียว องค์ ๔ ประการ คือ นกั รบ
อาชีพในโลกน้ี เป็นผู้ฉลาดในฐานะ (อยู่ในชัยภูมิท่ีดี) ๑ เป็นผู้ยิงได้ไกล ๑ เป็นผู้ยิงได้เร็ว ๑ เป็นผู้
ทำลายขา้ ศึกหมู่ใหญ่ได้ ๑ ฉันน้ันเหมือนกัน ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ก็
เป็นผู้ควรแกข่ องคำนับ เปน็ ผู้ควรแก่ของต้อนรับ เป็นผ้คู วรแกท่ ักษิณา เป็นผู้ควรทำอัญชลี เป็นเน้ือ
นาบุญของชาวโลกที่ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ธรรม ๔ ประการ คือ ภิกษุในธรรมวินัยน้ี เป็นผู้ฉลาดใน
ฐานะ ๑ เป็นผยู้ งิ ได้ไกล ๑ เปน็ ผู้ยิงได้เร็ว ๑ เป็นผ้ทู ำลายขา้ ศึกหมู่ใหญ่ได้ ๑”
พร้อมทั้งตรัสอธบิ ายขยายความ โดยสรุปดงั นี้
(๑) เป็นผูฉ้ ลาดในฐานะ (ฐานกุสโล) คือ มีหลักมั่นคง หมายถึงเปน็ ผู้บริสทุ ธด์ิ ้วยศีล
สมาทานเครง่ ครัดอยใู่ นสิกขาบททงั้ หลาย เปรยี บเหมือนทหารผูอ้ ยู่ในชยั ภูมิทดี่ ี
(๒) เป็นผู้ยิงได้ไกล (ทูเรปาตี) หมายถึง เป็นผู้สามารถพิจารณาเห็นไตรลักษณ์ คือ
ความไม่เทย่ี ง เป็นทกุ ข์ เป็นอนตั ตาไมใ่ ช่ตัวตนทแี่ ท้จริงในเบญจขนั ธ์ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร และ
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจอื้ หนา้ ๗
วิญญาณ หรือร่างกายและจิตใจของคนเรา) และสามารถมองเห็นสรรพส่ิงตามความเป็นจริงด้วย
ภาวนาปัญญา (ปัญญาที่เกิดจาการฝึกปฏิบัต)ิ
(๓) เป็นผู้ยิงได้เร็ว (อักขณเวธี) หมายถึง เป็นผู้บรรลุรู้แจ้งอริยสัจ ๔ คือ เป็นผู้รู้
ประจักษ์ตามความเป็นจริงว่า น้ีทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ น้คี วามดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้บรรลุถึงความ
ดับทุกข์
(๔) เป็นผู้ทำลายข้าศึกหมู่ใหญ่ได้ (มหากายปทาเลตา) หมายถึง เป็นผู้ทำลายกอง
อวิชชา (ความไมร่ สู้ ภาพจรงิ ) กองใหญไ่ ด้ คือ ละกิเลสตา่ งๆ อนั มีอวิชชาเป็นมลู ได้หมดส้ิน
เพ ร า ะ พ ร ะ พุ ท ธอ ง ค์ ท ร ง ได้ พ ร ะ ภิ ก ษุ ท่ี ล้ วน แ ต่ ส ำ เร็ จเป็ น พ ร ะ อ ริ ย บุ ค ค ล ชั้ น
พระอรหันต์เป็นกำลังสำคัญช่วยพระองค์ประกาศเผยแผ่พุทธธรรมในระยะแรกแห่งการก่อต้ัง
ประดิษฐานพระพุทธศาสนา จึงทำให้การเผยแผ่พระพุทธศาสนาตามพุทธวิธีดังกล่าวประสบผลสำเร็จ
มีผหู้ ันมานับถอื พระพทุ ธศาสนาเปน็ จำนวนมาก๒
๒. รูปแบบและประเภทของการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา
ในการประกาศพุทธธรรมเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาของพระพุทธเจ้านน้ั พระองค์ทรงสามารถ
สรา้ งความสนใจ ความศรัทธาให้เกดิ แกผ่ ู้ฟังหรอื กลุ่มเป้าหมายด้วยรูปแบบและวิธกี ารทหี่ ลากหลายใน
ทุกสถานการณ์ ไม่จำกดั ตายตัวเป็นรูปแบบใดรูปแบบหน่ึง ซ่ึงแม้แต่การสำรวมพระอิริยาบถให้สงบ
เรียบรอ้ ยงดงาม ก็ถอื วา่ เปน็ รปู แบบหน่ึงของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาดงั เช่น เมอื่ พระพุทธองค์เสด็จ
มุ่งไปยงั ปา่ อิสปิ ตนมฤคทายวนั เพ่อื ทรงแสดงธรรมโปรดพระปญั จวคั คีย์ มนี ักบวชอาชีวกผหู้ นึ่งชื่อว่า
อุปกะ เดินสวนทางมา เพียงพบเห็นพระพุทธองค์เสด็จดำเนินด้วยพระพุทธลีลามีพระอาการสงบ
เรยี บรอ้ ยไปตามปกติเท่าน้ัน เขากลับเกิดความประทบั ใจตรงเข้าไปสนทนาด้วย ภายหลังจากนั้นเขา
ไปใช้ชีวิตฆราวาสแต่งงานมีครอบครัวแล้วเกิดความเบ่ือหน่าย ได้กลับมาขอบวชประพฤติธรรมกับ
พระพุทธองค์และบรรลุธรรมได้ในท่ีสุดหรือแม้แตอ่ ุปติสสปริพาชกที่เข้ามาบวชเป็นกำลังสำคัญของ
พระพุทธศาสนาในนามอุโฆษเป็นท่ีรู้จักกันว่า พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระ ก็เพราะเล่ือมใสใน
อริ ิยาบถท่ีสำรวมเยยี่ งสมณะของพระอสั สชเิ ถระเป็นจุดเบ้ืองตน้
อย่างไรก็ตาม รูปแบบหรือวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนานั้นแม้จะมีหลายรูปแบบ แต่เม่ือ
รวบรวมตามทปี่ รากฏโดยส่วนมากแล้ว นบั จำนวนได้ ๗ วิธี ดว้ ยกนั ดังน้ี
๒ อ้างแลว้ . หนา้ ๔-๖.
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจ้อื หนา้ ๘
๒.๑ อุปนิสินนกถา แปลว่า “ถ้อยคำของผู้เข้าไปนั่งใกล้” หมายถึง การน่ังคุยสนทนา
อย่างกนั เองโดยสอดแทรกหลักธรรมเข้าไปในการสนทนากันนั้น เป็นรูปแบบการเผยแผ่ท่ีใช้สำหรับ
การสนทนาปราศรัยกับบุคคลผู้ไปมาหาสู่ หรือการต้อนรับแขกผู้มาเยือน เป็นการพูดคุยกันตาม
สมควรแก่เหตุการณ์ กาละเทศะและบุคคลผู้ฟัง เพ่ือตอบคำชักถาม แนะนำช้ีแจง ให้ค ำปรึกษา
เปน็ ต้น ไม่เป็นแบบแผนพิธี ตรงกับท่ีท่านโบราณาณาจารยก์ ล่าววา่ นัง่ จับเข่าคุยกนั บรรยากาศเป็น
กันเอง โดยไม่มกี ารเตรียมตัวมากอ่ น ซ่งึ นยิ มพดู กันว่า เปน็ การเทศนธ์ รรมาสน์เตี้ย
๒.๒ ธมั มีกถา (หรอื ธรรมกถา) แปลว่า “ถอ้ ยคำท่ีกลา่ วถึงธรรม” หมายถงึ การบรรยาย
หรืออธิบายธรรม เป็นรูปแบบการเผยแผ่ท่ีพระพุทธองค์ทรงแสดงหลักพระธรรมวินัยอย่างเป็น
กจิ จะลกั ษณะ เป็นงานเปน็ การ เป็นเร่ืองเป็นราว ในปัจจุบนั ไดแ้ ก่ การแสดงธรรมการปาฐกถาธรรม
การบรรยายธรรม เปน็ ต้น
๒.๓ โอวาทกถา แปลว่า “ถ้อยคำท่ีกลา่ วสอน” หมายถงึ การให้คำแนะนำตักเตือนใหล้ ะ
เว้นชั่วประพฤติดี เป็นรูปแบบการเผยแผ่ท่ีพระพุทธองค์ทรงประทานเป็นพระพุทธพจน์หรือ
พระโอวาทสั้นๆ เป็นพระดำรสั ตรัสเตือน ทรงส่ังสอนโดยเฉพาะเจาะจงเร่ืองใดเรือ่ งหนึ่ง เพ่ือให้ผู้ฟัง
เกิดความสังวรระวัง ไมท่ ำชัว่ ใหล้ ะความชั่ว ให้ทำแตค่ วามดี และให้รักษาความดเี อาไว้ซึง่ ตามปกตจิ ะ
ทรงประทานแก่พุทธบริษัทในโอกาสสำคัญ เช่น พระโอวาทปาติโมกข์ ๓ ที่ทรงแสดงถึงอุดมการณ์
หลักการวิธีการของพระพุทธศาสนา หรือพระปัจฉิมวาจาอันเป็นโอวาทสุดท้ายเม่ือจวนจะเสด็จดับ
ขันธปรินพิ พานท่ีวา่ “ภิกษุทัง้ หลาย เอาละ บัดน้เี ราขอเตือนพวกเธอว่า สังขารท้ังหลายมีความเสือ่ ม
ไปเปน็ ธรรมดา พวกเธอจงยงั ความไมป่ ระมาทใหถ้ งึ พร้อมเถิด” เปน็ ต้น
๒.๔ อนุสาสนีกถา แปลวา่ “ถอ้ ยคำท่ีกล่าวสอนให้เห็นจริง” หมายถึง คำกล่าวสอนใน
ลกั ษณะซำ้ ๆ คร้ังแล้วครงั้ เล่า ย้ำเตอื นอยา่ งต่อเนือ่ ง เพ่ือใหเ้ กิดความจำได้ เกิดความชินหเู ป็นรูปแบบ
การเผยแผ่อีกวิธีหนึ่งซ่ึงพระพุทธองคท์ รงนำมาใช้ตรัสพร่ำสอนโดยเฉพาะแก่บรรดาพุทธบริษัทฝ่าย
บรรพชิตหรือสหธรรมิก ๕ คือ ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรีรวมท้ังนกั บวชที่อยู่ใกลช้ ิด
ดงั เช่น ที่ทรงรับสั่งกับทา่ นพระอานนท์ ความว่า “อานนท์ เราจกั กระหนาบแล้วกระหนาบอีก ใครมี
สาระก็ตั้งอยู่ได้ ใครไม่มีสาระก็ต้องออกไป” เป็นต้น เนื้อหาสารธรรมโดยส่วนมาก จะเป็นคำสอน
ประเภทความไม่ประมาท ความสามคั คี ความเพียรพยายาม สติสัมปชัญญะ ความอดทน ซ่ึงพระพทุ ธ
องค์ทรงยำ้ เตอื นพทุ ธบรษิ ัทอยู่เนอื งๆ
๒.๕ ธัมมสากัจฉากถา (หรือเขียนว่า ธรรมสากจั ฉากถา) แปลว่า “ถ้อยคำที่สนทนากัน
ในทางธรรม” หมายถึง การสนทนาธรรม เป็นทำนองแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน บางครั้งมาใน
รูปแบบคำถาม เพือ่ แสวงหาความถูกต้อง หรือปรับความเข้าใจซ่ึงกันและกัน เปน็ รูปแบบการเผยแผท่ ่ี
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจือ้ หนา้ ๙
พระพุทธองค์ทรงใช้บางโอกาสเพ่ือทรงรับรองความคิดเห็นของผู้ฟังบ้าง เพ่ิมเติมบ้าง ปรับปรุงบ้าง
ปฏิเสธบ้าง ตามควรแก่กรณี ปัจจุบันนอกจากจะเรียกว่า การสนทนาธรรมแล้วอาจเรียกว่า การ
อภิปรายธรรม การเสวนาธรรม โดยผลัดกันพูดผลดั กนั ฟงั อกี ดว้ ย
๒.๖ ปุจฉาวิสัชนากถา แปลว่า “ถ้อยคำท่ีถาม-ตอบ” หมายถึง รูปแบบการเผยแผ่ที่
ขึน้ ต้นด้วยการถาม-ตอบ โดยอาจถามนำเพ่ือกระตุ้นผู้ฟังให้ตอบเป็นการทดสอบความรู้ความเข้าใจ
ภายหลงั จากท่ีไดอ้ ธิบายธรรมนน้ั ๆ ให้ฟัง หรอื ระหว่างทส่ี นทนาธรรมกนั เพือ่ กระต้นุ เร้าใจใหผ้ สู้ นทนา
เกิดความตื่นตัวอย่เู สมอ เปน็ รปู แบบการเผยแผท่ ่ีพระพุทธองค์ทรงใชป้ ระกอบกบั การแสดงพระธรรม
เทศนาอื่นๆ ภายหลังจากท่ีตรัสอธิบายความหมายของธรรมนั้นๆ แลว้ เพ่ือทดสอบความเข้าใจของ
ผูฟ้ ัง เช่น เม่ือทรงแสดงอนัตตลักขณสตู ร โปรดพระปัญจวัคคีย์พระองคท์ รงเริ่มอธิบายว่ารูป เวทนา
สัญญา สังขาร และวิญญาณเป็นอนัตตาโดยลำดบั แลว้ ตรัสย้อนถามวา่ “พวกเธอเขา้ ใจข้อความตามท่ี
กลา่ วมาอยา่ งไร รูปเทย่ี งหรือไม่เท่ยี ง?” เม่ือพระปญั จวัคคยี ์ทลู ตอบว่า “ไม่เท่ยี ง พระพุทธเจ้าข้า” ก็
ตรัสถามต่อไปว่า “ก็ส่ิงใดไมเ่ ทยี่ ง สิง่ น้นั เป็นทุกข์หรือสขุ เล่า” พระปัญจวัคคีย์ทลู ตอบวา่ “เป็นทกุ ข์
พระพุทธเจา้ ขา้ ” จึงตรัสนำให้สรูปถึงความเป็นอนัตตาว่า “สิ่งใดไม่เทย่ี ง เป็นทกุ ข์ มคี วามแปรผันไป
เป็นธรรมดา ควรหรอื หนอท่ีจะตามเห็นส่ิงน้ันวา่ น่ันของเรา เราเป็นนั่น นั่นเปน็ อัตตาของเรา” “ไม่
ควรเหน็ อย่างน้นั พระพทุ ธเจา้ ข้า” ดงั น้เี ป็นตน้
๒.๗ ธัมมเทสนากถา (หรือเขียนวา่ ธรรมเทศนากถา) แปลวา่ “ถ้อยคำทแี่ สดงธรรม” คือ
การเทศน์ หรือการแสดงพระธรรมเทศนาน่ันเอง เป็นการแสดงธรรมสั่งสอน ชี้แจงเร่ืองบาป บุญ คุณ
โทษ ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ เพื่อให้ละชั่ว ประพฤติดี ทำจิตให้บริสุทธ์ิเป็นรูปแบบการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนาท่ีปรากฎอยดู่ าษดน่ื ในพระสุตตนั ปฎิ ก
นอกจากน้ี ในปจั จุบันยังมีการจัดแบ่งประเภทของการเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาอีกหลาย
ประเภทเพ่ือให้เห็นภาพชัด ขอนำข้อความท่ีพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) ได้กล่าวไว้ใน
เอกสาร “เคา้ โครงการเผยแผ่พระพุทธศาสนา” มานำเสนอดงั ตอ่ ไปนี้
โดยท่ัวไป คำว่า การเผยแผ่ นั้น มักจะเข้าใจกันเสียแต่ว่าเป็นการทำให้ได้ยินได้ฟัง
โดยเฉพาะ คือการเทศนาส่ังสอน น้ีนบั ว่ายังไมส่ มบูรณ์ งานเผยแผ่ทำนองนั้นนับรวมเขา้ ในองค์ปรยิ ตั ิ
ล้วนๆ ยังไม่สามารถจับใจคนผู้จะรับได้เต็มเป่ียม จักต้องขยายออกไปถึง การเผยแผ่ด้วยการปฏิบัติ
ธรรมและปฏเิ วธธรรมด้วย จงึ จะครบถ้วน ในท่สี ดุ จะได้หลักแห่งการเผยแผ่ทส่ี มบรู ณ์ดงั นี้
๑) เผยแผด่ ้วยการให้ได้ยนิ ไดฟ้ งั ทกุ วถิ ที าง (หลกั ปริยตั ิธรรม)
๒) เผยแผด่ ้วยการทำทำสิ่งที่ดีและทำยากให้เขาดู (หลกั ปฏบิ ัตธิ รรม)
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจือ้ หนา้ ๑๐
๓) เผยแผ่ด้วยการเป็นผู้มีความสุขให้เขาดู (หลักปฏิเวธธรรม)ซ่ึงทั้งสามประเภทนี้
อาจจะจำแนกเปน็ รายละเอียดไดใ้ นแต่ละประเภทๆ อย่างมากมายทีเดยี ว ดงั จะไดจ้ ำแนกออกไป คอื
(๑) ให้ไดย้ นิ ได้ฟงั โดยทุกวถิ ที าง ดว้ ยการกระทำดงั ต่อไปนี้
- พิมพ์โฆษณาสมุดเอกสารและหนังสือพิมพ์ขึ้นให้แพร่หลาย กระทั่งมี
หนงั สือธรรมะฉบับวางบนรถไฟหรือโฮเต็ล (โรงแรม) ชัน้ สูง ดังที่ชาวคริสเตยี นเขาทำกนั
- ทัศนศึกษา ด้วยการแสดงให้เข้าใจในเรื่องราวด้วยภาพ ด้วยส่ิงของและ
อ่นื ๆ
- การจาริกสัง่ สอน ดว้ ยคำสอนและบคุ คลทเี่ หมาะสมแกก่ าลเทศะ
- เปดิ หอ้ งสมดุ หรอื หอ้ งอา่ นหนงั สอื ประชาชน ทัง้ ทป่ี ระจำและเคลอ่ื นที่
- ใช้บริการทางวทิ ยุกระจายเสยี ง กระท่ังมสี ถานวี ิทยขุ องตนเองโดยเฉพาะ
- เปิดงานแสดงตา่ งๆ ซึ่งเป็นการประกาศพระศาสนาโดยเฉพาะ
- ใชศ้ ิลปะบริสุทธิ์ เช่น ดนตรี นาฎกรรม นวนยิ าย ฯลฯ เป็นสอ่ื
- ใช้ของเล่นหรอื รูปภาพและอ่นื ๆ ทำนองเดียวกันสำหรบั เดก็
- ปาฐกถาและการแสดงธรรม
- สมาคมสนทนาธรรม คน้ คว้าอรรถธรรม
- การถ่ายทอดพระพุทธวจนะออกส่ภู าษาต่างๆ
- การจดั ต้งั โรงเรยี นสามญั และวสิ ามญั ศึกษาของทางฝ่ายศาสนา
- บริการสงเคราะห์สาธารณกุศลตา่ งๆ เช่น โรงพยาบาล เปน็ ต้น
(๒) ทำสิ่งที่ดีและทำได้ยากใหด้ ู มกี ารกระทำดังตอ่ ไปนี้
- มีการเรียนจริงๆ และทันสมยั ให้เขาเหน็ จนเกดิ ความเล่ือมใส
- ปฏิบัติธรรมและวนิ ยั อยา่ งเครง่ ครัดให้เขาดจู นเกิดความเลื่อมใส
- ปฏิบตั ธิ รรมเปน็ พเิ ศษ เพ่อื มรรค ผล นพิ พานโดยตรงใหป้ รากฏ
- ทำศาสนกิจใหบ้ รสิ ุทธิ์ เคร่งครดั และสมบูรณท์ ง้ั ๔ องคก์ ารให้ปรากฏ
- นำหนา้ ฆราวาสในการทำอะไรด้วยความเสยี สละและเมตตาจริงๆ
- สงฆ์ไมแ่ ตกสามคั คี มีระเบียบ และทนั สมยั
- พระสามารถเป็นท่ีพ่งึ ได้ทกุ กรณี ท้ังทางกายและทางจิต
(๓) ทำตนเป็นผ้มู คี วามสขุ ใหด้ ู มีการกระทำดังต่อไปนี้
- สงฆแ์ ต่ละองคๆ์ มอี ินทรีย์ผอ่ งใสและอิ่มเอบิ (แมผ้ บู้ วชใหม่)
- สงฆแ์ ต่ละคณะมคี วามสงบสุขเรยี บรอ้ ยนา่ บูชาเลอ่ื มใสจรงิ
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจอ้ื หน้า ๑๑
- พิสูจน์ถงึ ความท่ตี นไม่ถกู ไฟคือราคะ โทสะ โมหะเผาในกรณที ่ีคนท่วั ไปถกู
เผา
- แสดงกำลังใจวา่ อยเู่ หนอื อันตรายท้ังหลายทกุ กรณีและทกุ สถานการณ์
- มีอำนาจอย่เู หนอื กรรมใหเ้ ขาดู
- มีจติ ใจอย่เู หนือพษิ สงของการเกดิ แกเ่ จบ็ ตายให้เขาดู
- สะอาด สวา่ ง สงบ ถึงขีดสดุ ให้ดู๓
๓. การเผยแพร่หลกั ธรรมคำสอนของพระพทุ ธศาสนาในสมัยพทุ ธกาล
สังคมอินเดียในยุคพุทธกาลมีกลุ่มลัทธิศาสนาและความเช่ือ เกิดข้ึนมากมายถึง ๖๒ กลุ่ม
แต่ละกลุ่มมีแนวคิดและแนวปฏิบัติต่างๆ กัน พระพุทธเจา้ ทรงเห็นว่ากลุ่มลัทธิศาสนาและความเชื่อ
เหล่านีล้ ว้ นแต่ทำใหม้ นษุ ย์หลงวนอยูใ่ นขา่ ยแหง่ มิจฉาทิฏฐิไม่อาจพน้ ทกุ ขไ์ ด้อย่างแท้จรงิ ในท่ามกลาง
บรบิ ทเช่นนี้ พระองคท์ รงมพี ทุ ธประสงค์ท่ีจะนำหลกั คำสอนวา่ ดว้ ยความจรงิ แท้และการหลดุ พ้นจาก
ทกุ ข์ทพี่ ระองคต์ รัสรู้ไปเผยแผใ่ ห้เกดิ ประโยชนแ์ ละความสุขแก่ปวงชน รวมทั้งทำให้พระศาสนามคี วาม
ตัง้ ม่ัน แผ่ไพศาล และบริบูรณ์ โดยมีแนวทางการเผยแผ่พระศาสนาในลักษณะการขับเคลื่อนเชิงรุก
และบูรณาการ ๕ ด้าน ดังนี้
๑) การจดั การองค์กรเน้นการจัดระบบโครงสร้าง ระบบการปกครองสงฆ์ ความสัมพนั ธ์
ภายในองค์กร คุณภาพบุคลากร และการจัดการความรู้
๒) หลกั คำสอนทางศาสนาให้มีทั้งระดับโลกตุ รธรรมและระดบั จริยธรรม
๓) การถ่ายทอดหลักคำสอนใช้พุทธวธิ ีจำแนกธรรม ชัน้ เชิงวาทศิลปแ์ ละกุศโลบายในการ
สอน และการเผยแผ่
๔) การขยายเครือข่ายทางศาสนา เน้นการเข้าถึงกลุ่มชนชั้นนำผู้มีความถึงพร้อมทาง
ธรรม
๕) การจัดความสัมพันธ์ทางสังคม ยึดหลักดุลยภาพ หลักสันติธรรม หลักเมตตาธรรม
รวมถึงการปกป้องความบริสทุ ธิ์ของพระศาสนาและเสถียรภาพขององคก์ ร
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในท่ามกลางความแตกตา่ ง หลากหลาย
ทางลัทธศิ าสนาและความเชื่อในสังคมอินเดียในยุคของพระองค์ บางลัทธคิ วามเช่ือมีอำนาจครอบงำ
สังคมอินเดียมายาวนานจนกลายเป็นทั้งจารีตและวิถีชีวิตของผู้คนมาอย่างเข้มแข็งโดยเฉพาะระบบ
๓ อา้ งแล้ว. หน้า ๑๘-๒๑.
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจ้ือ หนา้ ๑๒
การแบ่งวรรณะ จนดูยากที่จะมีแนวคดิ ใดสามารถหักล้างเปลีย่ นแปลงผคู้ นได้ อยา่ งไรก็ตามความไม่
พึงพอใจในระบบจารีตทางศาสนาแบบเดิมๆ เช่นว่านี้ก็มีอยู่ไม่น้อยเห็นได้จากการที่คนกลุ่มนี้
แสดงออกโดยการคดิ คน้ แสวงหาและนำเสนอแนวคิดและวถิ ีปฏบิ ัติทแี่ ตกต่างจากเดมิ ให้เปน็ ทางเลือก
ของสังคมในเวลาน้ันจำนวนมากมาย ขณะเดียวกันผู้คนทุกระดับช้ันวรรณะก็ให้ความเชื่อถือและ
ปฏบิ ัติตามลทั ธิความเชอื่ เหล่านนั้ มากมายเช่นเดียวกนั สภาพการณด์ ังกลา่ วนี้แสดงถึงความตืน่ ตวั และ
เสรีภาพในการแสวงหาทางปัญญาและจิตวิญญาณของคนอินเดียในยุคพุทธกาล พระพุทธเจ้าและ
พระพุทธศาสนาในฐานะพระศาสดาองค์ใหม่และศาสนาใหมก่ อ็ ุบตั ิ ข้นึ มาในทา่ มกลางสภาวะแวดลอ้ ม
เช่นนี้ แต่เป็นการอุบัติข้ึนเพ่ือประกาศหลักศาสนาใหม่ที่ว่าด้วยการค้นพบความจริงแท้ของโลกและ
ชีวิตเพื่อนำไปสู่ความหลุดพ้นอย่างแท้จริง และนำเสนอวิถีปฏิบัติที่ท้าชวนให้พิสูจน์ผลลัพธ์อย่าง
ประจกั ษ์ไดใ้ นปัจจุบันที่เรียกว่า “สามญั ผล” อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ทัง้ ยงั ทรงดำเนินการเผยแผ่
พระพุทธศาสนาตลอดพุทธปุ บาทกาลของพระองค์ จนทำให้เกิดพทุ ธบริษัท ๔ ได้ครบถ้วน คือ ภิกษุ
ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกาที่มีคุณภาพดัง พุทธประสงค์ โดยเฉพาะอย่างย่ิงทรงสามารถก่อต้ัง
หยั่งรากพระพุทธศาสนาในแผ่นดินชมพูทวีป คือ อินเดีย ได้อย่างมั่นคง และทรงทำส่ิงที่ “เป็น
ประโยชน์และเกื้อกูลความสุขแก่มนษุ ย์ และเทวดา” ได้สำเรจ็ สมดงั พระพุทธมโนปณิธานทกุ ประการ
ตัง้ แต่ก่อนที่พระองคจ์ ะเสด็จดับขนั ธปรินิพพาน
๓.๑ บรบิ ทพหวุ ฒั นธรรมทางศาสนาและลทั ธิความเชอื่ ในสงั คมอินเดียยคุ พุทธกาล
ประเทศอนิ เดียในยุคพทุ ธกาลหรือทีพ่ ระพุทธเจ้าตรสั เรยี กวา่ “ชมพทู วปี ” นั้นมภี มู ปิ ระเทศท่ี
แตกตา่ งกนั อยา่ งมาก กลา่ วคือสว่ นใหญ่เป็นพ้ืนที่ที่เป็นที่ดอน ท่ีลุ่ม ท่ีมีน้ำหลาก ที่มีตอไมแ้ ละหนาม
ท่ีมีภูเขาสูงชันลาดต่ำ ส่วนพื้นที่ท่ีเป็นสวนอันน่ารื่นรมย์ ป่าอันน่ารื่นรมย์ ภูมิประเทศอันน่ารื่นรมย์
สระโบกขรณอี นั นา่ รื่นรมย์มีจำนวนน้อย และพืน้ ท่ีแบง่ เป็นสองเขตใหญ่ๆ ไดแ้ ก่ เขตมชั ฌิมชนบทและ
เขตปัจจันตชนบท เขตมัชฌิมชนบทเป็นเขตศนู ย์กลาง ความเจริญและความมั่งคงั่ ทางเศรษฐกจิ แต่มี
ประชากรอาศยั อยู่นอ้ ยกวา่ เขตปัจจันตชนบท สว่ นในดา้ นการปกครองน้ันแบง่ ออกเป็นแคว้นตา่ งๆ ที่
สำคัญถึง ๑๖ แคว้น และในเขตแคว้นต่างๆ น้ันก็ล้วนมีความความมั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์ มีความ
เจริญรุ่งเรืองดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรสั ว่า มีลักษณะอัน “สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ” ได้แก่ อังคะ
มคธะ กาสี โกสละ วัชชี มัลละ เจตี วังสะ กุรุ ปัญจาละ มัจฉะ สุรเสนะ อัสสกะ อวันตี คันธาระ
และกัมโพชะ
นอกจากนี้ สังคมอินเดียในยคุ พุทธกาลยงั มีลทั ธิศาสนาและความเชื่อใหมจ่ ำนวนมากมายเกิด
ควบคู่มากับความรงุ่ เรืองทางเศรษฐกิจของแว่นแคว้นตา่ งๆ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ ท่เี ป็นศูนย์กลาง
อำนาจและความเจริญ เช่น แควน้ มคธ และแควน้ โกศล เป็นต้น พระพุทธเจ้าทรงใส่พระทัยเปน็ อยา่ ง
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจื้อ หนา้ ๑๓
มากตอ่ สภาพการณ์เช่นน้ี เพราะทรงตอ้ งการให้พทุ ธบริษัทของพระองคม์ ีความเขา้ ใจและรู้เท่าทันท้ัง
วิธีคิดและพฤติกรรมของกลุ่ม “อัญญเดียรถีย์” เหล่านั้น โดยทรงประมวลและวิเคราะห์แยกแยะ
รวมทั้งอธบิ ายถึงมลู เหตุที่มาของการเกดิ ข้ึนของลัทธิความเชื่อตา่ งๆ เหลา่ นัน้ ดว้ ยพระองคเ์ อง เพื่อให้
ร้จู กั จำแนกระหว่างมิจฉาทิฏฐิ และ สัมมาทิฏฐิ ดังนี้
๓.๑.๑ กลุ่มลัทธิความเช่ือ ๖๒ ทิฏฐิ พระพุทธเจ้าทรงประมวลรวมท้ังส้ิน ๖๒ กลุ่ม
แนวคิด และทรงจำแนกออกเปน็ ๒ กลมุ่ ใหญต่ ามแนวคดิ ท่มี ีแตกตา่ งกนั
- กลมุ่ ที่ ๑ ปุพพันตกัปปิกวาทะ ๑๘ เป็นกลมุ่ ความเห็นกำหนดขันธ์ส่วนอดีต ทรง
จำแนกได้ ๕ กลุ่มย่อย ได้แก่ กลมุ่ สสั สตวาทะ ๔ เหน็ ว่าอัตตาและโลกเทยี่ ง, กลุ่มเอกัจจ สัสสตวาทะ
๔ เห็นว่าอัตตาและโลกเที่ยงเปน็ บางอยา่ ง, กลุม่ อันตานันตกิ วาทะ ๔ เหน็ วา่ โลกมี ทสี่ ุด โลกไมม่ ีที่สุด,
กลุ่มอมราวิเขปวาทะ ๔ มีความเห็นหลบเลี่ยงไม่แน่นอน, และกลุ่มอธจิ จสมุ-ปปันนวาทะ ๒ เห็นว่า
อตั ตาและโลกเกดิ ขนึ้ เองไมม่ เี หตปุ ัจจยั
- กลุ่มที่ ๒ อปรันตกัปปกิ วาทะ ๔๔ พระพุทธเจา้ ทรงจำแนกได้ ๕ กลมุ่ ย่อย ไดแ้ ก่
กลุ่มสัญญีวาทะ ๑๖ เห็นว่าอัตตาหลังจากตายแล้วมีสัญญา, กลุ่มอสัญญีวาทะ ๘ เห็นว่า อัตตา
หลงั จากตายแล้ว ไม่มีสญั ญา, กลุ่มเนวสัญญีนาสญั ญวี าทะ ๘ เห็นว่าอัตตาหลังจากตาย แล้วมีสัญญา
ก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่, กลุ่มอุจเฉทวาทะ ๗ เห็นว่าหลังจากตายแล้วอัตตาขาดสูญ, และกลุ่ม
ทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ ๕ เห็นว่ามีสภาพบางอย่างเป็นนิพพานในปัจจุบนั บัญญัตินิพพานในปัจจุบัน
วา่ เปน็ บรมธรรมของสัตว์
ในทัศนะของพระพุทธเจ้าทรงมีพุทธวิพากษ์ว่าท้ังหมดน้ีล้วนเป็นแนวทางที่ไม่
สามารถจะนำคนไปส่คู วามพ้นทุกข์ได้เลย ดงั ในพรหมชาลสูตรท่ีพระองค์ตรสั เรียกการปรากฏขึ้นของ
ขบวนการแสวงหาทางจิตวิญญาณเหล่านั้นท้ังหมดว่าเป็นเพียง “ความเข้าใจของผู้ไม่รู้ ไม่เห็น เป็น
ความแส่หา ความด้ินรนของคนมีตัณหาเท่าน้ัน” และทรงบรรยายเปรียบเทียบ อาการ “แส่หา ด้ิน
รน” นัน้ เหมือนกับปลาที่ติดอยใู่ นแหของชาวประมงทไี่ ม่ว่าจะดิน้ รนอยา่ งไร กไ็ ม่อาจพ้นไปส่อู สิ รภาพ
ได้
๓.๑.๒ รูปแบบการแสดงออกทางความเชือ่ และแนวปฏิบตั ิของลทั ธิตา่ งๆ ในยคุ พุทธกาล
ในที่น้ีไดศ้ กึ ษาจาก ๔ กลุม่ ตวั อยา่ งท่ีมีปฏสิ ัมพันธ์กับขบวนการเคล่ือนไหวทางศาสนาของพระพทุ ธเจ้า
สรปุ ได้ดงั นี้
- กลุ่มที่ ๑ กลุ่มลัทธิพราหมณ์ เช่ือในเรื่องพระพรหมเป็นผู้สร้างเป็นใหญ่ เป็น
ผูบ้ ันดาล จัดอยู่ในกลุ่มทิฏฐิแบบเอกัจจสัสตวาทะ เห็นว่าอัตตาและโลกเที่ยงเป็นบางอย่าง แนวคิด
เช่นน้ีเปน็ ทีม่ าของระบบการแบ่งช้นั วรรณะอย่างรุนแรง
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจอ้ื หน้า ๑๔
- กลุ่มท่ี ๒ กลุ่มลัทธิตบะของอเจลก มีข้อปฏิบัติถือพรหมจรรย์มีองค์ ๔ คือ การ
บำเพ็ญตบะ การประพฤตถิ อื สิง่ เศรา้ หมอง การประพฤตริ งั เกยี จบาป การประพฤตสิ งัด นอกจากนีย้ ัง
มีการประพฤติเลียนแบบสุนัขและโค เป็นต้น แนวทางนี้เป็นการทรมานกายเพ่ือให้ จิตเข้าถึงความ
บริสุทธิ์ด้วยวิธีทำตนให้เดือดร้อนที่เรียกว่า อัตกิลมถานุโยค โดยเฉพาะ การบำเพ็ญตบะน้ัน
พระพทุ ธเจา้ ถงึ กบั ทรงวิพากษว์ า่ เป็น “ปฏปิ ทาอย่างเหี้ยมหาญ”
- กลุ่มท่ี ๓ กล่มุ ลัทธติ บะของอเจลก กลุ่มนี้มีรูปแบบปฏิบัตแิ ละแนวคิดแตกตา่ งกัน
แต่ ก็มักจะรวมกลุ่มเป็นพันธมิตรซึ่งกันและกัน มักนิยมรวมตัวกันจัดการประชุมแลกเปล่ียนวาทะ
ทางความคิดกันที่ศาลาถกแถลง หรือ กุตูหลสาลา และจัดว่าเป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยมจากผู้คน
จำนวนมาก ครทู ้งั หกนัน้ ได้แก่
(๑) ครปู รู ณะ กสั สปะ เป็นพวกอกิรยิ วาทะ คือลทั ธทิ ี่ถือว่า ทำแลว้ ไม่เปน็ อนั ทำ
ไม่วา่ การกระทำน้นั จะดีหรอื ช่ัว
(๒) ครูมักขลิ โคสาล เป็นพวกนัตถิกวาทะ คือ ลัทธิที่ถือว่าไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย
ไมว่ า่ ความเศร้าหมองหรอื ความบรสิ ุทธข์ิ องสัตว์ทง้ั หลายลว้ น มีเองเป็นเอง ท้ังคนพาลและบัณฑิตลว้ น
ไปถงึ ที่สดุ ทุกขไ์ ดเ้ อง ชีวติ เปน็ ไปตามโชคชะตา
(๓) ครอู ชิตะ เกสกัมพล เป็นพวกอุจเฉทวาทะ คือ ลทั ธทิ ถี่ อื ว่าหลงั จากตายแล้ว
อัตตาขาดสญู ทานท่ใี ห้แล้วไม่มีผล ยญั ท่ีบูชาแล้วไม่มีผล การเซ่นสรวงก็ไมม่ ีผล ผลวิบากแหง่ กรรมที่
ทำดีทำ ชั่วก็ไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี บิดาไม่มีคุณ มารดาไม่มีคุณ สัตว์ที่เกิดผุดขึ้นก็ไม่มี สมณ
พราหมณ์ผู้ประพฤติปฏิบัติชอบ ทำให้แจ้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันย่ิงเองแล้วสอนผู้อ่ืน ให้รู้
แจง้ ก็ไม่มี ฯลฯ
(๔) ครปู กุธะ กจั จานะ เป็นพวกนัตถกิ วาทะ คือลัทธิทถ่ี อื ว่าไม่มีเหตุ ไมม่ ี ปจั จัย
เหน็ ว่าชีวิตมนุษยเ์ ป็นเพยี งการรวมตัวกันของ ดิน น้ำ ลม ไฟ สขุ ทกุ ข์ และชวี ะ ไมม่ ีผู้ฆ่า และผู้ถกู ฆ่า
เปน็ แนวคดิ ท่ไี ม่เชื่อเรอ่ื งบาป บญุ คุณ โทษ กรรมและวิบาก
(๕) ครูนิครนถน์ าฏ บุตร เป็นพวกอตั ตกิลมถานโุ ยค คือลัทธิที่ถอื ว่าการทรมาน
ตนเองเปน็ การเผากิเลส เปน็ คน เดยี วท่นี ับว่ามแี นวคดิ ทางศาสนาอยู่บา้ ง
(๖) ครูสัญชัย เวลัฏฐบุตร เป็นพวกอมราวิกเขปวาทะ คือ ลัทธิที่หลบเลี่ยงไม่
แน่นอน ถือว่าอยา่ งนี้กม็ ิใช่ อยา่ งน้นั ก็มิใช่ อย่างอน่ื ก็มใิ ช่ จะวา่ ไม่ใชก่ ็ มิใช่ จะวา่ มใิ ชไ่ มใ่ ช่ก็มใิ ช่
- กลุ่มที่ ๔ กล่มุ อัญญเดียรถีย์ปริพาชกในกรงุ สาวตั ถี พวกนี้ถือทิฏฐิแตกต่างกัน จึง
มกั มีการวิวาทะกันอยู่เป็นประจำ มี ๑๐ กลุ่มแนวคดิ เช่น กลุ่มที่มีทิฏฐิว่า “โลกเท่ียง น้ีเท่าน้ันจริง
อย่างอ่นื ไม่จรงิ ” กลุ่มที่มีทิฏฐวิ ่า “โลกไมเ่ ท่ียง น้ีเท่านนั้ จริง อยา่ งอ่ืนไมจ่ ริง” กลมุ่ ที่มที ฏิ ฐิว่า “โลกมี
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจอ้ื หน้า ๑๕
ท่ีสุด น้ีเท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง” กลุ่มที่มีทิฏฐิว่า “โลกไม่มีที่สุด นี้เท่าน้ันจริง อย่างอ่ืนไม่จริง”
กล่มุ ทม่ี ที ฏิ ฐิวา่ “ชีวะกบั สรีระเปน็ อยา่ งเดยี วกนั นเี้ ทา่ น้ันจรงิ อย่างอ่ืนไม่จริง” เป็นตน้
พระพุทธเจ้าทรงเห็นวา่ กลุ่มนกั บวชเหลา่ น้ีเหมือนคนตาบอดคลำช้าง ไม่มจี ักษุจงึ ไม่
รปู้ ระโยชน์ ไมร่ ู้สิ่งที่มิใชป่ ระโยชน์ ไม่รู้ธรรม ไม่รสู้ ิ่งทม่ี ิใช่ธรรม เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เกดิ การบาดหมางกัน
ทะเลาะววิ าทกัน ใช้หอกคอื ปากท่ิมแทงกันอยวู่ ่า “อย่างนี้เปน็ ธรรมอย่างนี้ มใิ ชธ่ รรม ธรรมต้องไม่เป็น
อยา่ งนี้ ธรรมต้องเปน็ อย่างน้ี” จงึ ไมอ่ าจพบความจรงิ แท้ไดเ้ ลย
๓.๒ แนวทางการเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาของพระพทุ ธเจ้าในบรบิ ทพหุวัฒนธรรมอินเดยี
แบ่งออกเปน็ ๒ ส่วน มดี งั นี้
๓.๒.๑ พทุ ธดำริเชิงยทุ ธศาสตร์ในการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาของพระพทุ ธเจา้
พุทธดำริเชิงยุทธศาสตร์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ของพระพุทธเจ้า พบว่ามี ๒
ประการ ดงั น้ี
- ประการที่ ๑ ทรงวางเป้าหมายการเผยแผ่ พระพุทธศาสนา โดยม่งุ นำหลักคำสอน
ทางศาสนาไปพัฒนาชาวโลกให้เกดิ ประโยชน์และความสขุ และทำใหพ้ ระพุทธศาสนามคี วามสมบูรณ์
บรบิ ูรณ์ด้วยองค์ ๔ คอื
(๑) พระศาสดาเป็น พระสัมมาสมั พุทธเจ้า
(๒) หลักคำสอนเปน็ เครอ่ื งนำออกจากทุกข์
(๓) สาวกทกุ ระดับมคี วามรู้ ฉลาด แกล้วกล้า บรรลุธรรม
(๔) พระศาสนามคี วามบริบรู ณ์ แพรห่ ลาย มน่ั คงดี
- ประการท่ี ๒ ทรงมีหลักในการขับเคล่ือนงานเผยแผ่พระศาสนา ๒ ลักษณะ คือ
ลกั ษณะที่ ๑ การขับเคล่ือน เชิงรุก และลักษณะท่ี ๒ การขบั เคลื่อนเชิงบูรณาการอย่างเป็นองคร์ วม
ซง่ึ ประกอบดว้ ย
(๑) การจัดการองคก์ ร
(๒) หลักคำสอนทางศาสนา
(๓) การถา่ ยทอดหลกั คำสอนทางศาสนา
(๔) การขยายเครอื ข่ายทางศาสนา และ
(๕) การจดั ความสมั พนั ธท์ างสังคม
๓.๒.๒ แนวทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าในบริบทพหุวัฒนธรรม
อนิ เดีย การศกึ ษาแนวทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจา้ ในท่ีนี้ ได้ดำเนินการพิจารณา
ผ่านองค์ประกอบ ๕ ด้าน ตามแนวพุทธดำริเชงิ ยทุ ธศาสตรข์ า้ งต้น ดังน้ี
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจอื้ หนา้ ๑๖
๑) การจัดการองค์กร พระพทุ ธเจ้าทรงมุง่ สร้างความเข้มแข็งขององคก์ รทางศาสนา
โดยใชพ้ ุทธวธิ ีดังนี้
(๑) การจัดโครงสร้างองค์กร โดยการระบุตำแหน่งหน้าท่ี และแบ่งงานกันทำ
ตามความเชย่ี วชาญเฉพาะด้านทีเ่ รียกว่าเอตทัคคะซง่ึ มใี นพุทธบริษัท ๔
(๒) การสร้างระบบการปกครองสงฆ์ในสังฆมณฑล โดยการบญั ญัตพิ ระวินัยทมี่ ี
หลักการคลา้ ยกฎหมายบ้านเมอื ง
(๓) การจัดระบบความสัมพันธ์ภายในองค์กรท่ีเน้นการอยู่ร่วมกันด้วยเมตตา
ธรรม
(๔) การพัฒนาบคุ คลากรเพอื่ เสรมิ สร้างประสทิ ธภิ าพองค์กร โดยเนน้ การพัฒนา
คณุ สมบัติความเป็นพระอรยิ มุนี
(๕) การจดั การความร้ภู ายในองค์กร โดยทรงประทานทั้งสว่ นท่ีเป็น พระธรรม
กับส่วนที่เป็นพระวินัย ทรงมอบหมายให้พระสาวกดำเนินการรวบรวมอย่างเป็นระบบ ให้มีการ
ตรวจสอบทั้งอรรถและพยัญชนะ มีการบันทึกและสืบทอดทางมุขปาฐะ ซึ่งกล่าวได้วา่ กระบวนการ
ทั้งหมดน้ีเป็นต้นแบบของการสังคายนาพระธรรมและพระวินัยหลังพุทธปรินิพพาน ดังท่ี
พระมหากัสสปะได้คดั เลอื กพระอรหนั ตเถระผ้มู ีความทรงจำดีและมคี วามเชยี่ วชาญในแต่ละด้านเป็น
ผใู้ หข้ ้อมูล และใชว้ ิธีการสวดพร้อมกนั เพือ่ ตรวจสอบความถกู ต้องเท่ียงตรงทั้งอรรถและพยญั ชนะ
๒) หลักคำสอนทางศาสนา พระพุทธเจ้าทรงมีหลักคำสอนที่แยก ได้ ๒ ระดับ คือ
หลักคำสอนระดับโลกุตรธรรม และหลักคำสอนระดับจริยธรรมซ่ึงมี ความเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่
ออก ดังนี้
(๑) หลักคำสอนระดับโลกตุ รธรรม พบวา่ ครอบคลุม ๒ มติ ิ ดงั น้ี
- มติ ิที่ ๑ ว่าด้วยกฎการอิงอาศัยกันเกดิ ดับ แยกเปน็ ๒ ระบบเชื่อมโยงกัน
คือ ใน ระบบธรรมชาติท่ัวไปเรียกว่า “อิทปั ปัจจยตา” เปน็ กฎพื้นฐานเบื้องต้น และในระบบธรรมชาติ
แห่งชวี ิตมนุษย์เป็นกฎการอิงอาศัยกันเกิดดับของทุกข์ เรียกว่า “ปฏิจจสมุปบาท” ซ่ึงองค์ ความรู้น้ี
พระพุทธเจ้าทรงถือวา่ พระองค์เปน็ แต่เพียง “ผู้รู้ ผู้บรรลุ” ในกฎเกณฑ์เหล่าน้ี ไม่ใช่ เป็น “ผู้สร้าง”
เมือ่ รู้แล้ว บรรลแุ ล้ว ก็เป็นผู้นำมาบอก แสดง บญั ญัติ กำหนด เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่ายใหเ้ ขา้ ใจได้
งา่ ยข้ึน
- มติ ิท่ี ๒ วา่ ด้วยความจริงแท้ของชีวิตกบั การหลดุ พน้ ซึ่งเชือ่ มโยงกบั มิติท่ี
๑ ได้แก่ อริยสัจ ๔ คอื ทุกขอริยสัจ ตอ้ งศกึ ษาให้รูจ้ ริง, ทุกขสมุทยอริยสจั ต้องละ, ทุกขนโิ รธอรยิ สัจ
ตอ้ งทำให้แจ้ง, ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ มีองค์ ๘ อริยสัจท้ัง ๔ ประการน้ีต้องดำเนินให้ครบ
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจอื้ หนา้ ๑๗
องค์ “๓ รอบ ๑๒ อาการ” จึงจะเข้าสู่ความตรัสรแู้ ละหลุดพ้น จากทุกข์อย่างแท้จริง กล่าวโดยรวม
อริยสจั ๔ คอื หลักธรรมที่วา่ ดว้ ยทกุ ข์ (กบั เหตใุ หเ้ กิดทกุ ข)์ และการดับทุกข์ (กบั มรรควิธีดบั ทุกข์) ถือ
เป็นแม่บทของหลักคำสอนยอ่ ยทง้ั แปดหมืน่ ส่พี ันพระธรรมขันธ์
(๒) หลักคำสอนระดับจรยิ ธรรม พบวา่ ครอบคลมุ ๓ มิติ ดังน้ี
- มิตทิ ี่ ๑ ว่าด้วยสถานะความเปน็ มนุษย์ พระพุทธเจ้าทรงช้ีวา่ มนุษย์ไมไ่ ด้
เกิดจากการบนั ดาลของอำนาจเทพเจา้ เหล่าพรหมองค์ใด แท้จรงิ แล้วมนุษยน์ ั้นมีความเสมอภาคกัน
โดยลักษณะกำเนิดชีวิตและโดยธรรม เรื่องชาติตระกูล วรรณะ และโภคะในมนุษย์ไม่ได้เป็นตัว
จำแนกสถานะสูง ตำ่ ดี เลวของมนุษย์ แต่อยู่ที่ความประพฤติดีชัว่ ทางกาย วาจา ใจ ดังน้นั จงึ ไม่ควร
มกี ารแบง่ ชน้ั วรรณะกนั
- มติ ิท่ี ๒ ว่าดว้ ยการอยู่ร่วมกันในสงั คม ทรงชี้ให้ตระหนักในการอยูร่ ว่ มกัน
อย่างสงบสุขด้วยหลักศีล หลักธรรม เช่น ศีล ๓ ระดับ หลักทิศ ๖ หลักอปริหานิยธรรม หลักสารา
นยี ธรรม ฯลฯ ซ่ึงเน้นการทำหน้าที่อันควรการรู้จักปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยเมตตาธรรม มีความเคารพใน
คุณคา่ ของชวี ิตและทรพั ย์สนิ ของกนั และกัน
- มิติท่ี ๓ ว่าด้วย การอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับโลกและธรรมชาติ
พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่าลักษณะคุณภาพของพืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆ ในโลก ความเป็นไปแห่ง
ฤดูกาล หรือระบบธรรมชาติในโลกนล้ี ้วน มีความสัมพันธ์กับพฤตกิ รรมดีชวั่ ของมนษุ ย์ที่อาศัยอยู่บน
โลกใบน้ี จึงส่งผลให้มนุษย์ดำรงชีพอยู่อย่างเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ และมีอายุขัยมากหรือน้อยด้วย
นับเป็นหลักคำสอนที่สร้างความเข้าใจท่ีถูกต้องเก่ียวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกและ
ธรรมชาติ เกิดความตระหนักในความมีศีลธรรม และมีความกตัญญรู ้คู ุณต่อโลกและธรรมชาตอิ ันเป็น
ทอ่ี าศัยพ่ึงพิงเพ่ือการดำรงชีวติ ชว่ ยกันอนุรักษป์ กป้องเพ่ือจะไดม้ ชี ีวติ อยอู่ ย่างรม่ เยน็ เปน็ สขุ และสรา้ ง
ความยั่งยืนแกโ่ ลกและธรรมชาติสบื ไป จะเห็นไดว้ ่าแทท้ ่จี ริงแล้วสาระของจริยธรรมทงั้ ๓ มิติดังกล่าว
ล้วนเป็น เร่ืองของศีลท้ังสิ้น ซ่ึงพระพุทธเจ้าได้ตรัสวา่ ศีลตามหลักอริยมรรคน้ันเป็นท้ังบาทฐานและ
เป็นทั้งเครอ่ื งนำไปสู่ความสำเรจ็ ในญาณทัสสนะท้งั ปวง กระทั่งถึงระดับเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ
ถึงทสี่ ุดแหง่ ความสน้ิ ภพสิน้ ชาตอิ ยา่ งถาวรในที่สุด
๓) การถ่ายทอดหลกั คำสอนทางศาสนา พระพุทธเจ้าทรงมุ่งให้ ธรรมถึงคน - คนถึง
ธรรม โดยทรงคำนึงถึงความแตกต่างของบุคคล จึงทรงใช้พุทธวิธีท่ีหลากหลายเพ่ือให้สอดคล้องกับ
ลักษณะกลุม่ เปา้ หมาย ดังน้ี
(๑) พุทธวิธีการจำแนกธรรม ได้แก่ การจำแนกธรรมตามเหตุปัจจัย และการ
จำแนกธรรมตามคุณคา่
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจอื้ หน้า ๑๘
(๒) พุทธวิธกี ารใชช้ ้ันเชิงวาทศิลป์ ได้แก่ การใชโ้ วหารทางภาษา การใช้คำถาม
การอ้างเหตผุ ล การเสนอนิยาม ความหมายใหม่ การใชว้ าทกรรมหกั ล้าง การใช้วิพากษ์วาที และการ
ใชก้ ลยุทธ์ตอบปญั หา ทางธรรม ทุกพทุ ธวาทะล้วนเป็นไปโดยธรรม
(๓) พุทธวธิ ีการใชก้ ุศโลบายในการสอน ได้แก่ การสอนตามลำดับข้ันตอน การ
สอนตามระดบั ภูมิจิตภูมิธรรม การสอนโดยใชอ้ ุปกรณ์ และการ สอนโดยใชพ้ ุทธปาฏหิ ารยิ ์
๔) การขยายเครือข่ายทางศาสนา พระพุทธเจ้าทรงมีเป้าหมายอยู่ ที่การสร้างผู้นำ
ทางศาสนา รวมทั้งพุทธบริษัท ๔ ที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะในระยะปฐมโพธิกาล โดยพระองค์ทรงใช้
พทุ ธวิธี ดงั นี้
(๑) การเลือกกลุ่มเป้าหมาย โดยเนน้ กลมุ่ ผ้นู ำระดับตา่ งๆ ทีม่ ีคุณสมบัติถึงพร้อม
ทางธรรมซึง่ เม่อื มกี ารบรรลธุ รรมก็จะเป็นคุณตอ่ การเผยแผ่พระศาสนา
(๒) การเข้าถึงกลุ่มปัญจวัคคีย์ท่ีเคยอุปัฏฐากพระองค์โดยการคลายมานะทิฏฐิ
ตรสั สอนอรยิ สัจ ๔ และ อนตั ตลักขณสตู รจนบรรลุอรหตั ผล
(๓) การเขา้ ถงึ กลุม่ เศรษฐคี หบดี โดยการตรสั สอน หลักอนปุ พุ พกิ ถาและอรยิ สัจ
๔ จนเกดิ ดวงตาเห็นธรรม
(๔) การเขา้ ถึงกลุ่มผนู้ ำทางลัทธศิ าสนา โดยพุทธวิธีทีห่ ลากหลายชั้นเชิงท้ังเจโต
ปริยญาณและพทุ ธปาฏิหารยิ ์มากมายเพือ่ ขม่ มานะทฏิ ฐิ และสรา้ งความเลือ่ มใส แลว้ ตรสั สอน อาทติ ต
ปรยิ ายสูตรจนบรรลเุ ปน็ พระอรหันต์
(๕) การเข้าถึงกลุ่มชนช้ันปกครอง โดยพุทธวิธีจัดขบวนพระอรหันต์นับพันรูป
ยาตราเข้าสู่เมืองให้ ปรากฏเป็นที่เลือ่ งลือน่าเล่ือมใส การใช้พุทธปาฏิหาริย์ และตรสั เทศนาสั่งสอน
เป็นลำดับจนเกดิ ดวงตาเห็นธรรม
(๖) การเข้าถึงกลุ่มพระประยูรญาติโดยการทรงใช้วิธีทรมานใจให้รอคอย การ
เสด็จพรอ้ มขบวนพระอรหันต์จำนวนถงึ ๒๐,๐๐๐ รปู ยาตราเข้าสู่พระนครกบลิ พสั ด์ใหเ้ ปน็ ท่ี เกรกิ ไกร
น่าเล่ือมใส การข่มมานะทิฏฐิด้วยพุทธปาฏิหาริย์ การตรัสเทศนาธรรม และแสดงยมก ปาฏิหาริย์
ทา่ มกลางมหาชน เปน็ ต้น จนส่งผลให้เหล่าพระญาติวงศบ์ รรลธุ รรมเปน็ อันมาก และเสด็จตดิ ตามออก
ผนวชเพมิ่ ขึน้ อีกในเวลาต่อมา
๕) การจัดความสัมพันธ์ทางสังคม พระพุทธเจ้าทรงมุ่งสร้าง สัมพันธภาพอันดีกับ
กลุ่มตา่ งๆ ทีจ่ ะยังประโยชน์ในการเผยแผพ่ ระศาสนาใหต้ ้งั ม่ันและยง่ั ยืน โดยทรงใชพ้ ทุ ธวธิ ดี ังนี้
(๑) การจัดความสัมพนั ธ์กับชนช้นั ปกครองโดยการรักษาดลุ ยภาพ ระหว่างพทุ ธ
จักรกับอาณาจักร
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจือ้ หน้า ๑๙
(๒) การจัดความสัมพันธ์กับกลุ่มพระญาติวงศ์แห่งกรุงกบิลพัสด์ โดยทรง
อนุเคราะห์เกอื้ กลู โดยธรรม
(๓) การจัดความสัมพันธ์กับกลุ่มเศรษฐี คหบดี โดยใช้ หลักเมตตาสั่งสอนธรรม
และอกี ฝ่ายก็เป็นผ้อู ุปถัมภบ์ ำรุงพระศาสนามปี ระการตา่ งๆ
(๔) การจัดความสัมพันธ์กับกลุ่มเจ้าลัทธิศาสนาอ่ืนๆ โดยทรงจำแนกพุทธวิธี
ปฏิบัติต่อกลุ่มท่ีไม่เป็นปฏิปักษ์ด้วยหลักสันติ - เมตตาและกับกลุ่มที่เป็นปฏิปักษ์ซึ่งมีพฤติกรรม
หลอกลวงและครอบงำสังคมด้วยมิจฉาทิฏฐิ และมีเจตนาขัดขวางทำลายวิถีแห่งพุทธะอันถือว่าเป็น
การปิดก้นั ทางสวรรค์นิพพานของผคู้ น โดยทรงใช้พุทธวิธีข่มปราบและต่อสู้โดยใชธ้ รรมาวุธเอาชนะ
ความชั่วของเจ้าลัทธิกลุ่มนั้นๆ เพื่อรักษาความบริสุทธิ์และความม่ันคงของพระศาสนามิให้ผู้ใดย่ำยี
ทำลายได้๔
๔. การเผยแพรห่ ลักธรรมคำสอนของพระพทุ ธศาสนาในสมัยหลงั พุทธกาล
เมอ่ื พระสัมมาสัมพุทธเจา้ เสดจ็ ดบั ขนั ธปรนิ พิ พานแล้ว ต่อมาประมาณพุทธศตวรรษท่ี ๓ พระ
เจ้าอโศกมหาราชผ้ปู กครองประเทศอนิ เดียในสมยั นน้ั มีความศรัทธาเล่อื มใสในพระพุทธศาสนามาก
พระองคไ์ ด้ทรงให้ความอุปถมั ภโ์ ดยทรงจัดให้มีการสงั คายนาพระไตรปฎิ กครั้งท่ี ๓ ขึน้ ในปี พ.ศ.๒๓๖
ณ วัดอโศการาม นครปาฏลีบุตร แคว้นมคธ (ปัจจุบันคือ เมืองปัตนะ เมืองหลวงของรัฐพิหาร) ทรง
อาราธนาพระโมคคลั ลบี ุตรติสสเถระเปน็ ประธาน หลงั จากสังคายนารอ้ ยกรองพระธรรมวินัยเสร็จส้ิน
แล้ว พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ได้จัดคณะพระธรรมทูตออกเป็น ๙ คณะแล้วส่งไปประกาศ
พระพุทธศาสนาในดินแดนต่างๆ ดงั นี้
สายท่ี ๑ มีพระมชั ฌันติกเถระเป็นหัวหน้าคณะ ไปเผยแผพ่ ระพุทธศาสนา ณ แคว้นกัษมิระ
คือ รัฐแคชเมียร์ ประเทศอินเดียปัจจุบัน และแคว้นคันธาระ ในปัจจุบัน คือ รัฐปัญจาป ท้ังของ
ประเทศอนิ เดียและประเทศปากีสถาน
สายท่ี ๒ พระมหาเทวเถระ เป็นหัวหน้าคณะไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในแคว้นมหิสมณ
ปัจจบุ ัน ได้แก่ รัฐไมเซอรแ์ ละดินแดนแถบล่มุ แม่น้ำโคธาวารี ซงึ่ อยู่ในตอนใต้ประเทศอนิ เดีย
๔ มาลี ไพรสน, พระครพู ิพธิ สตุ าทร, การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาของพระพุทธเจา้ ในบริบทพหุวัฒนธรรม
อนิ เดีย, มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชยี งใหม่, วารสารสังคมศาสตร์และมานุษยวทิ ยาเชิง
พทุ ธ, ปที ่ี ๕ ฉบับท่ี ๕ (พฤษภาคม ๒๕๖๓) : ๘๕-๙๐. (บทคัดยอ่ )
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจอื้ หน้า ๒๐
สายที่ ๓ พระรักขติ เถระ เป็นหัวหนา้ คณะ ไปเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา ณ วนวาสีประเทศ ใน
ปจั จุบันได้แก่ ดนิ แดนทางตะวนั ตกเฉียงใต้ของประเทศอนิ เดยี
สายที่ ๔ พระธรรมรักขิตเถระ หรอื พระโยนกธรรมรกั ขิตเถระ (ซึ่งเข้าใจกนั ว่าเป็นฝรัง่ คนแรก
ในชาตกิ รีกท่ีได้เข้าบวชในพระพทุ ธศาสนา) เปน็ หัวหน้าคณะไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ อปรนั ตก
ชนบทปจั จุบันสันนษิ ฐานว่าคือดนิ แดนแถบชายทะเลเหลืองเมอื งบอมเบย์
สายที่ ๕ พระมหาธรรมรักขิตเถระ เป็นหัวหน้าคณะ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ แคว้น
มหาราษฎร์ ปัจจบุ นั ไดแ้ ก่ รัฐมหาราษฎรข์ องประเทศอนิ เดยี
สายท่ี ๖ พระมหารักขิตเถระ เป็นหัวหน้าคณะ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเอเชียกลาง
ปัจจุบนั ได้แก่ ดนิ แดนท่เี ปน็ ประเทศอิหร่านและตุรกี
สายที่ ๗ พระมัชฌิมเถระ พร้อมด้วยคณะ คือพระกัสสปโคตรเถระ พระมูลกเทวเถระ
พระทุนทภิสสระเถระ และพระเทวเถระ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ ดินแดนแถบภูเขาหิมาลัย
สันนษิ ฐานวา่ คือ ประเทศเนปาล
สายที่ ๘ พระโสณเถระ และพระอตุ ตรเถระ เป็นหัวหน้าคณะ ไปเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา ณ
ดนิ แดนสุวรรณภมู ิ ซึ่งปจั จุบันคือ ประเทศในคาบสมทุ รอนิ โดจีน เชน่ พมา่ ไทย ลาว เขมร เป็นต้น
สายท่ี ๙ พระมหินทเถระ (โอรสพระเจา้ อโศกมหาราช) พร้อมด้วยคณะ คือพระอรฏิ ฐเถระ
พระอุทริยเถระ พระสัมพลเถระ และพระหัททสารเถระ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ ลังกาทวีป ใน
รัชสมยั ของพระเจ้าเทวานัมปยิ ติสสะ กษตั ริยแ์ ห่งลงั กาทวีป ปจั จุบนั คือ ประเทศศรลี ังกา๕
การเผยแพร่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา เร่ิมต้นจากดินแดนชมพูทวีป ซึ่งก็คือ
ประเทศอินเดียในปัจจุบัน ไปสู่ดินแดนต่างๆ ภายใต้การสนับสนุนของพระเจ้าอโศกมหาราช ใน
ปัจจุบัน พระพุทธศาสนาไดแ้ บ่งออกเป็น ๒ นิกายใหญ่ พระพุทธศาสนาสายท่ีเจรญิ และเผยแพรไ่ ป
ทางเหนือของอินเดยี ผ่านไปยัง ธิเบต จนี เกาหลี และญปี่ นุ่ คือนิกายมหายาน ส่วนพระพุทธศาสนาท่ี
เจริญในดินแดนสุวรรณภมู ิ หรอื ภมู ภิ าคเอเชียอาคเนยใ์ นปัจจบุ ัน คอื นกิ ายเถรวาท
ในเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้นน้ั พระพทุ ธศาสนาสายเถรวาทได้รับความนยิ มมาจนถึงปัจจุบัน
นิกายเถรวาทน้ันมีอิทธิพลอย่างสูงต่อประเทศไทย พม่า ลาว และกัมพูชา กล่าวได้ว่าดินแดนใน
ภมู ภิ าคเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต้ เปน็ ศนู ยก์ ลางของพระพทุ ธศาสนาฝา่ ยเถรวาท
๕ ธรรมะไทย, การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาสูส่ ังคมโลก, [ออนไลน์], แหลง่ ที่มา :
http://www.dhammathai.org/thailand/missionary/ [๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๕].
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจื้อ หน้า ๒๑
ทางดา้ นพระพุทธศาสนาฝา่ ยมหายาน ได้เผยแพรอ่ อกจากดินแดนชมพูทวปี เข้าสู่ประเทศจีน
ในช่วงสมัยราชวงศ์ฮั่น และเจริญข้ึนสูงสุดในช่วงสมัยราชวงศ์ถัง มีการส่งสมณทูตคนสำคัญอย่าง
พระภิกษุเสวียนจั้ง (พระถังซัมจั๋ง) เดินทางไปชมพูทวีป เพ่ือคัดลอกพระไตรปิฎกโดยแปลคัมภีร์จาก
ภาษาสันสกฤตเป็นภาษาจีน ทำใหอ้ ิทธิพลของศาสนาพุทธได้กระจายออกไปส่ปู ระชาชนชาวจีนเป็น
วงกว้างต้ังแตน่ ้ันมา ต้ังแต่ชนชั้นสงู กล่าวคือ ราชสำนัก ขุนนาง ไปจนถึงชนชนั้ กลางคือ พ่อค้า และ
ชนชั้นประชาชน จนทำให้ดินแดนจีนน้นั ตกอยู่ภายใต้อิทธพิ ลของแนวคิดของพระพุทธศาสนาอย่าง
ชัดเจน หลังจากน้ัน พระพุทธศาสนาได้แพร่หลายไปยังเกาหลี และญี่ปุ่นตามลำดับ กล่าวได้ว่า
พระพุทธศาสนาในสายตะวันออกไกลนน้ั เปน็ พระพุทธศาสนาซึ่งได้รับอิทธพิ ลจากอารยธรรมจีนเป็น
สำคัญ
แม้ว่าพระพุทธศาสนาจะพัฒนาแยกเป็น ๒ นิกายหลักดังท่ีได้กล่าวมาแล้ว และมีแนวทาง
ปฏิบัติ หรือจริยวัตรของสงฆ์ท่ีต่างกัน แต่ล้วนต้ังอยู่บนหลักการสำคัญเดียวกัน กล่าวได้ว่า
พระพุทธศาสนาทั้ง ๒ นิกายก็เหมือนคนละด้านของเหรียญเดียวกัน ต่างก็ยึดถือคำสอนของ
พระพุทธเจ้าเป็นแกนกลาง ความสัมพันธ์อันมีรากฐานมาจากลักษณะร่วมดังกล่าวของ
พระพุทธศาสนา นับเป็นการส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน รวมไปถึงการมี
ความสัมพันธ์ท่ีดีระหว่างประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งเป็นแนวทางในการพัฒนาความสัมพันธ์
ระหวา่ งประเทศ ให้มคี วามสามคั คีเปน็ อนั หนงึ่ เปน็ เดยี วกันในสภาพสังคมโลกในปจั จบุ นั ๖
๕. คณุ ค่าและความสำคัญของการเผยแผพ่ ระพุทธศาสนา
เป็นท่ีทราบกันว่า พระพุทธศาสนาได้อุบัติข้ึนเพ่ือประโยชน์สุขแก่มวลมนุษย์โลกมากว่า
๒๕๐๐ ปีแล้ว นับว่าเป็นศาสนาหน่ึงที่มีอายุกาลยั่งยืนยาวนาน ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งซึ่งทำให้
พระพุทธศาสนาดำรงอยู่นาน คือ มีการประกาศเผยแผ่สืบทอดศาสนธรมในหมู่พุทธสาวกกันมาโดย
ลำดับ จากคนกลุ่มหนึ่งไปสู่คนอีกกลมุ่ หนึ่ง จากคนรุ่นหนึ่งไปสูค่ นอีกรุ่นหน่ึง โดยพุทธสาวกเหล่านั้น
ต่างยึดถือเอาอุดมคติในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่พระพุทธองค์ตรัสประทานเป็นพระโอวาทใน
คราวส่งพระอรหนั ตสาวก ๖๐ รปู ไปเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาในท้องถน่ิ คามนคิ มต่างๆ เปน็ ครง้ั แรก ท่ี
มีใจความว่า “...ภิกษุท้ังหลาย พวกเธอจงเที่ยวจาริกไป เพื่อประโยชน์เก้ือกูลแก่ชนหมู่มาก เพื่อ
ความสุขแก่ชนหม่มู าก เพอ่ื อนเุ คราะหช์ าวโลก เพ่อื ประโยชนเ์ กอื้ กลู และความสุขแกเ่ ทวดาและมนษุ ย์
๖ ถาปกรณ์ กำเนิดศริ ิ, การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทรปู ลูกปัญญา, [ออนไลน์], แหล่งทีม่ า :
https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/34868 [๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๕].
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจ้อื หนา้ ๒๒
ทั้งหลาย...” ดังน้ีเป็นต้น เป็นหลักวิสัยทัศน์ในการทำหน้าท่ีประกาศพุทธธรรมแก่ประชาชนอย่าง
ต่อเน่ือง พร้อมทั้งนำเอาอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการของพระพุทธศาสนาท่ีพระพุทธองค์ทรง
ประทานเป็นพระโอวาทปาติโมกข์เมื่อคราวประชุมพระอรหันตสาวกคร้ังใหญ่ที่เรียกว่าจาตุรงค
สนั นิบาต ณ พระวหิ ารเวฬุวนั มาเปน็ พันธกจิ และกลยทุ ธใ์ นการเผยแผพ่ ระพุทธศาสนา
ซง่ึ จากการท่ีบรรดาพุทธสาวกได้ช่วยกันประกาศเผยแผ่หลกั พระธรรมคำสัง่ สอนอนั ประเสริฐ
ที่เกิดจากพระปญั ญาตรัสรขู้ องพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา้ น้เี อง ทำใหพ้ ระพุทธศาสนา
เจริญรุง่ เรืองดำรงคงอยู่อยา่ งยัง่ ยนื ตราบมาจนถงึ ทุกวันนี้
การประกาศเผยแผห่ ลักการดำรงชีวิตอันประเสรฐิ หรือหลักพระพุทธศาสนาภายหลงั การตรัส
รู้เป็นพระอรหนั ตสมั มาสัมพุทธเจ้าของพระมหาบุรษสทิ ธตั ถะนน้ั นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อมวล
มนุษยชาติ เพราะเป็นจุดปฐมอุบัติแห่งพระพทุ ธศาสนา กล่าวคือ พระพุทธศาสนาอุบตั ิขน้ึ ในไตรโลก
(โลกมนษุ ย์ เทวโลก พรหมโลก) และประดิษฐานได้อยา่ งมั่นคงดำรงประโยชนเ์ กอื้ กลู กอ่ ให้เกดิ สนั ตสิ ุข
แก่จิตวญิ ญาณของมวลมนษุ ย์และสรรพสัตว์อย่างนับประมาณมิได้ ก็ดว้ ยพระกรุณาเสด็จจาริกโปรด
ประทานพทุ ธธรรมประกาศเผยแผ่หลักอริยสัจและบำเพ็ญพุทธจริยาอนั ยง่ิ ใหญต่ ลอดระยะเวลา ๔๕
พรรษาของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้านัน่ เองโดยจุดปฐมอบุ ัติของพระพุทธศาสนา เรม่ิ เม่อื พระ
พทุ ธองค์ทรงตัดสินพระทยั แสดงพระปฐมบรมเทศนาธัมมจกั กปั ปวัตตนสตู รโปรดนักบวชปัญจวัคคีย์
ซ่งึ เกิดผลสัมฤทธเ์ิ ชิงประจักษ์ โดยหัวหน้าปัญจวัคคีย์คอื ท่านโกณฑญั ญะ ได้ธรรมจักษุเกดิ ดวงตาเห็น
ธรรมมีความเขา้ ใจแจม่ แจง้ ในหลกั สจั ธรรมประกาศตนเป็นพุทธสาวกขอบวชเปน็ ปฐมบรมภิกษุรปู แรก
ในพระพทุ ธศาสนา
การทรงแสดงพระปฐมเทศนาธัมมจักกปั ปวัตตนสตู รของพระพุทธองค์ เมื่อกลา่ วอีกนัยหนึ่ง
ก็คือการประกาศเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นคร้ังแรก ซึ่งส่งผลให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองเป็น
หลักนำสัมมาทฏิ ฐิและสมั มาปฏิบัติของปวงชนคร้ังบรรพกาล ทง้ั ยังเป็นบ่อเกิดแห่งอารยธรรมอนั สงู ส่ง
ของโลก เป็นรากฐานแห่งคุณธรรมและจริยธรรมท่ีดีเยี่ยมของสังคมโลก ในกาลต่อมา วิถีชีวิต
ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปะและวัฒนธรรมอันดีงามของสังคมโลก ทุกภาคส่วนล้วนมีรากฐาน
แนวคิดคตธิ รรมมาจากหลกั พระพทุ ธศาสนา
จึงกล่าวได้ว่า พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองม่ันคงอยู่ได้ด้วยการเผยแผ่คือการประกาศ
เปิดเผยอรยิ สัจธรรมความจริงอันประเสรฐิ ทีพ่ ระพทุ ธเจ้าตรัสรู้ เพ่อื ให้เกดิ กระบวนการศึกษาปฏิบัติ
ตามหลักไตรสิกขา อันส่งผลเป็นความหลุดพ้นจากวัฏฏทุกข์ได้ในท่ีสุด ตราบใดที่พุทธบริษัทมี
พระภิกษุพุทธสาวกเป็นต้น ยังขวนขวายรังสรรค์งานเผยแผ่โดยมุ่งม่ันประกาศหลักพุทธธรรมให้ขจร
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจอื้ หนา้ ๒๓
ขจายไปทัว่ ทุกอณูภูมภิ าคของโลก กเ็ ป็นทม่ี น่ั ใจไดว้ ่า พระพทุ ธศาสนาจะดำรงสนั ตภิ าพก่อใหเ้ กิดสันติ
สขุ แกม่ วลมนุษยชาตอิ ยตู่ ราบนั้น
ก า ร ด ำเ นิ น ง าน ป ร ะ ก า ศ เผ ย แ ผ่ ห ลั ก พุ ท ธ ธร ร ม จึ ง มี ค ว าม ส ำ คั ญ ย่ิ ง ต่ อ ส ถ า น ก า ร ณ์
พระพุทธศาสนาทัง้ ในอดีตและปัจจุบัน เพราะเป็นจุดขข้ี าดถงึ ภาวะดำรงความเจริญรุ่งเรืองหรอื ภาวะ
ความเส่อื มถอยซบเซาเศร้าหมองแห่งพระพุทธศาสนาอย่างมอิ าจปฏิเสธได้ กล่าวเฉพาะประเทศไทย
เป็นท่ีประจักษ์ชัดว่า สังคมไทยในอดีตส่วนใหญ่ได้รู้จัก เข้าใจ เข้าถึงหลักธรรมคำทรงสอนอัน
ประเสริฐของพระพุทธองค์จนสามารถเลือกสรรนำไปบูรณาการเชิงปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ใน
ชีวิตประจำวัน ก่อให้เกิดเป็นวิถีพุทธคือวิถีไทย ดำรงชีวิตอยอู่ ย่างร่มเย็นเป็นสุขพ้นจากการอยู่ร้อน
นอนทุกข์มาช้านานได้ ก็เพราะอาศัยการเสียสละทุ่มเทชีวิตอุทิศเวลาช่วยกันประกาศเผยแผ่
พระพุทธศาสนาของบรรพชนไทยทงั้ ฝ่ายบรรพชติ และคฤหสั ถ์ผู้มวี ิสัยทัศน์อนั กวา้ งไกลมองเห็นคุณค่า
และความสำคญั ของพระพทุ ธศาสนาทมี่ ตี อ่ ชาติบา้ นเมอื งไทยน่นั เอง
วิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในครั้งอดีตกาลนั้น พระสงฆจ์ ะเลือกสรรหลักพุทธธรรมนำมา
เทศน์เน้นอบรมสั่งสอนปลูกฝังศีลธรรมให้ประชาชนมีมาตรฐานชีวิตชาวพุทธ สามารถดำรงตนอยู่ใน
สงั คมได้อย่างสงบสุข แม้จะเป็นวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมที่ได้รักษารูปแบบสืบทอด
เป็นประเพณีตอ่ เนื่องกันมา แต่กไ็ ด้ทำให้ประชาชนชาวไทยครง้ั อดีตรจู้ ัก เขา้ ใจเข้าถงึ พระพุทธศาสนา
อย่างกว้างขวาง เป็นเหตุให้มีศรัทธาท่ีประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิคอื ความคิดดีคดิ ชอบกอปรด้วยเหตุผล
ม อ งเห็ น คุ ณ ปร ะ โย ช น์ ท่ี ได้ จาก าร เป็ น ผู้ นั บถื อ พ ร ะ พุ ท ธศ า สน า แ ล้ วช่ วย กั น ท ำนุ บำ รุง ส่ งเสริ ม
พระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองมาตราบเท่าทุกวันนี้ ท้ังน้ีเพราะสังคมไทยในอดีตน้ันศรัทธายกย่อง
พระสงฆ์เป็นปชู นยี บุคคลและเปน็ ผู้นำทางจิตวิญญาณ
ผลจากการเผยแผ่พระพุทธศาสนาก่อให้เกดิ คุณค่าทางเศรษฐกิจและสงั คมของประเทศชาติ
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาท่พี ระสงฆ์ดำเนินการอยใู่ นสงั คมไทยปจั จุบันนี้ ม่งุ ใหบ้ คุ คลพึงละเว้นกรรม
ชว่ั ประกอบสมั มาอาชีวะ คอื อาชพี สุจริต แม้จะเป็นอาชีพทม่ี ีเกียรตินอ้ ย แต่ก็เป็นอาชีพท่มี ีความสุข
ปราศจากโทษ พระสงฆ์มักพูดสอนเก่ียวกับเงินร้อน อันเป็นคำส่ังสอนที่ว่าได้เงินมาด้วยอาชีพทุจริต
ยอ่ มอยู่ไมน่ าน คือ ได้มาแล้วหมดเร็ว ไม่สามารถทำให้ต้ังตัวได้ บางคนมักใชจ้ ่ายอย่างพุ่มเฟือยหรือ
จ่ายไปในทางการพนัน พระสงฆ์จึงได้สั่งสอนให้ประชาชนประกอบอาชีพในกรอบแห่งศีลธรรม ไม่
เบียดเบยี นซ่ึงกันและกัน ไม่เอารัดเอาเปรยี บกัน ไม่ให้ประกอบอาชพี ท่ีเป็นภัยหรอื อันตรายต่อผู้อ่ืน
หรือแม้กระทั่งตนเองและครอบครัวมิจฉาชพี เช่นว่านั้น ได้แก่ การค้าขายของเถ่ือน การค้าขายอาวุธ
สงคราม การค้ายาเสพติดการปล้นจ้ีลักขโมย การล่อลวงหรือหลอกลวง หรือแม้กระท่ังการทำลาย
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจื้อ หน้า ๒๔
ทรพั ยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมต่างๆ แต่สอนให้มีความหมั่นขยันในการประกอบกิจปฏิบัติ
หน้าทก่ี ารงานใหม้ ีความสมัครสมานสามคั คกี ัน ให้ละเวน้ สิ่งท่เี ปน็ โทษทั้งแก่ตนและผอู้ ื่น
ตัวอย่างหลักพทุ ธธรรมท่ีพระสงฆ์มักนำมาเผยแผ่อบรมสั่งสอนประชาชนเพ่ือส่งเสริมทำให้
เกิดความเจริญทางเศรษฐกิจของบุคคลและของสังคม เช่น การสอนให้ใช้หลักอิทธิบาท ๔ ในการ
ประกอบอาชพี การงาน คือ ฉันทะ ให้มีความรักความชอบในการงานที่ทำและพรอ้ มที่จะลงมือทำการ
งานนั้นดว้ ยความเตม็ ใจ วิรยิ ะ ใหม้ ีความขยันหมั่นเพียรประกอบอาชีพการงาน จิตตะ ใหม้ คี วามตง้ั ใจ
และสนใจในหน้าท่ีการงาน และวิมังสา ให้มีการหมั่นพิจารณาตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่องและ
ประเมินตนเองเพ่ือความก้าวหน้าในอาชีพการงานอยเู่ สมอ รวมถึงการสอนให้นำหลักทิฏฐธมั มิกัตถ
ประโยชน์ ๔ มาใช้ในการดำรงชีวติ ประจำวัน คือ อุฏฐานสมั ปทา ให้มีความขยันประกอบกิจการงาน
เพื่อให้ได้มาซ่งึ ทรพั ย์สมบัติในทางสุจรติ อารกั ขสมั ปทา ใหม้ ีความคิดสติปญั ญารจู้ กั เก็บรกั ษาทรัพยท์ ่ี
หามาไดจ้ ากการประกอบกจิ การงาน โดยร้จู ักแบง่ ใช้และรู้จกั แบง่ เก็บเพ่ือยามจำเปน็ กัลยาณมติ ตตา
ให้รู้จักเลือกคบคนดีเป็นมิตร เพ่ือจะได้โน้มนำชักจูงให้กระทำแตก่ รรมดี และสมชวี ิตา ให้รู้จกั ใชช้ ีวิต
อยา่ งพอเพียง เหมาะสมกับสภาพฐานะหน้าที่การงานของตน นอกจากนยี้ งั สอนใหป้ ระพฤติตามหลัก
ศีล ๕ หลกั คุณธรรมจริยธรรมอื่นๆ และหลักการละเว้นหลีกเล่ยี งห่างไกลจากอบายมุขนานาชนดิ อีก
ดว้ ย ซึ่งถ้าประชาชนมีศรัทธาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ให้มากและจริงจังท่ัวถึงกว่าท่ี
เปน็ อยู่ในปจั จุบนั น้ี พระพุทธศาสนากจ็ ะมีคณุ ค่าแก่สังคมไทยจนสามารถเปน็ หลักประกันความมนั่ คง
แห่งสถาบนั ชาติและพระมหากษตั ริยไ์ ดอ้ ยา่ งแนน่ อน
ด้วยเหตุนี้ การเผยแผ่พระพุทธศาสนาจึงมีความสำคัญยิ่งต่อความดำรงมั่นคงแห่ง
พระพุทธศาสนา และนบั เปน็ ภารกิจโดยตรงของพระภิกษุพทุ ธสาวกในพระพทุ ธศาสนาทเ่ี มื่อทำหนา้ ท่ี
ของตนให้บริบูรณ์ด้วยการศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยจนแตกฉานและประพฤติปฏิบัติตามหลัก
พระธรรมวินัยท่ีศึกษามาแล้วน้ันจนมีภูมิรู้ภูมิธรรมเข้มแข็งแล้ว ต้องอุทิศตนทำหน้าที่เผยแผ่
พระพุทธศาสนาด้วยรูปแบบวิธีการต่างๆ เช่น การแสดงธรรม การบรรยายธรรม การสนทนาธรรม
ตลอดถึงการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นแบบอย่าง โดยจัดเป็นงานที่มี
ความสำคัญย่ิงต่อความดำรงย่ังยืนม่ันคงอยู่แห่งพระพุทธศาสนา นับต้ังแต่สมัยพุทธกาลจวบจน
ปัจจบุ นั กล่าวสำหรับประเทศไทย คนไทยส่วนใหญ่ไดร้ ูจ้ ัก เข้าใจ เข้าถงึ หลกั ธรรมคำสอนอนั ประเสริฐ
ของพระพุทธเจ้าจนสามารถเลือกสรรนำมาบูรณาการปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
ก่อให้เกิดเป็นวิถีพุทธคือวิถีไทย ดำรงอยู่อย่างสงบสุขมาช้านานได้ก็เพราะอาศัยบรรพชนไทยท้ังฝ่าย
บรรพชิตและคฤหัสถ์ผมู้ ีวิสัยทัศน์อักว้างไกล มองเหน็ คุณค่าและความสำคญั ของพระพุทธศาสนาได้
ทุ่มเทเสียสละช่วยกันประกาศเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยรูปแบบและวิธีการที่สืบทอดต่อกันมา
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจ้อื หน้า ๒๕
เพ่ือให้หลักพุทธธรรมฝังแน่นเป็นรากฐานแห่งวิถีชีวิตและขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของ
สังคมไทยตลอดไป๗
ศาสนาขงจอื้
๑. อดุ มคติในการเผยแผศ่ าสนาขงจ้ือ
ขงจ้ือมพี ฤตกิ รรมบางประการแตกต่างจากเด็กในวัยเดียวกันโดยชอบเล่นเลียนแบบพิธีกรรม
ประเพณี เช่น การเซ่นไหว้เจ้า แสดงตนเป็นผู้ดีมีมารยาท แต่งตัวเป็นกษัตริย์ นักปกครองท่ีดี เป็น
ความพยายามท่ีจะปรับตัวเพ่ือให้ตนร้สู ึกว่าไม่ได้แปลกแยกจากจารตี ประเพณีของสังคม จากการท่ี
บดิ ามารดาไม่ได้แต่งงานกันตามประเพณี พฤติกรรมของขงจื้อจึงสะท้อนวา่ มนุษย์สามารถใช้ปญั ญา
เรียนรู้และปรับตัวโดยอาศัยการสังเกตและรจู้ ักเช่ือมโยงส่ิงต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยต้องหมั่นทบทวน
ความรอู้ ยู่จนเป็นนิสยั ขงจ้ือกล่าววา่ ใครท่ีรู้จักทบทวนของเกา่ ทำให้เกิดของใหม่ จึงถือว่าเป็นครูได้
ความประทับใจในนิตธิ รรมเนยี มประเพณีของท่าน นอกจากจะทำให้ท่านอยู่ในโลกวัยเด็กได้อย่างไม่
โดดเด่ียวแล้ว ยังเปน็ การสรา้ งพ้ืนฐานสำคญั ต่อการแสวงหาความรู้จนได้รับการยอมรับวา่ “ท่านเป็น
ครูของครู”
การปรับตัวของขงจ้ือกม็ ีมุมมองที่น่าสนใจทางวิชาจิตวทิ ยา คือ “...เป็นกระบวนการท่บี ุคคล
ไดแ้ สดงพฤติกรรมเพ่อื ให้บรรลเุ ป้าหมายตา่ งๆ ในส่ิงแวดลอ้ มของเขา” ซ่ึงสาเหตุทขี่ งจ้ือตอ้ งปรบั ตัว
จากการมีพฤติกรรมวัยเด็กและการเนรเทศตนเองจากเมืองหลู่น้ัน เพราะขงจื้อตกอยู่ในสภาวะท่ี
เรียกว่า ความคบั ข้องใจจากสภาวะแวดล้อมทั่วไปและสังคม ตามค่านยิ มต่างๆ ท่เี ป็นอยู่ จงึ เกดิ ความ
ขัดแย้งในใจต่อการทำหน้าท่ีซึ่งกลายเป็นความกดดัน และความเครียด ทางเลือกเพื่อการปรับตัว
เรียกว่า กลวิธานในการป้องกันตนเอง หรือกลไกในการป้องกันตนเอง ซึ่งมี ๓ ทาง คือ (๑) แบบสู้
สถานการณ์ (๒) แบบหนีสถานการณ์ (๓) แบบประนีประนอมสถานการณ์ ซึ่งขงจ้ือมีพฤติกรรมใน
แนวทางที่ ๒-๓ คือ หนีจากสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ แทนท่ีจะต่อสดู้ ้วยความก้าวร้าว จากนน้ั ใช้
การประนีประนอมสถานการณ์ดว้ ยการชดเชย ดว้ ยการทดแทนนำปมเด่นของตนมาชดเชยการทีต่ อ้ ง
๗ อ้างแล้ว. หนา้ ๒๑-๒๕.
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจ้อื หน้า ๒๖
หลีกเร้นออกจากบรรยากาศท่ีมีความกดดัน แทนท่ีจะทำให้ตนเองรู้สึกเป็นปมด้อย กลับทำให้เห็น
คณุ คา่ ของตนข้ึนมาแทนท่ี การปรับตัวของขงจ้ือในสถานการณ์ต่างๆ น้ันเป็นเพราะทา่ นรู้จกั ถ่อมตน
ไม่ถือตนเป็นใหญ่ และแสดงความก้าวร้าวตอบโต้ ดังทีเ่ ล่าจื้อเคยแนะนำไว้ ทำให้ขงจื้อสามารถพลิก
สถานการณ์เลวร้ายให้เกดิ คุณประ โยชนก์ ับตน และสงั คมได้เช่นเม่ือค้นพบว่าตนไม่เหมาะท่ีจะเข้าไป
มสี ่วนร่วมทางการเมอื งโดยตรงดว้ ยการดำรงตำแหน่งต่างๆ ขงจื้อจงึ ไดป้ รับตัวถ่ายทอดความคิดของ
ตนในฐานะครูอบรมศิษย์ เพ่ือให้ไปทำหน้าที่ทางการเมืองแทนตนเอง จึงถือว่าเป็นการยุ่งเก่ียวกับ
การเมืองทางอ้อมของขงจ้ือ
สงั คมอาจต้ังคำถามกับขงจ้ือว่าความคิดเรอื่ ง อ้ี เหรนิ เป็นเรอ่ื งของนามธรรมเป็นเพียงอุดม
คติท่ีจับต้องไม่ได้น้ัน ขงจ้ือมีความฉลาดที่จะแสดงให้เห็นวา่ ถ้าหลี่ขาดอ้ีและเหรินสามารถทำความ
เดือดร้อนให้กับมนุษย์และสังคมได้ เช่น ขงจื้อไม่เห็นด้วยกับประเพณีท่ีเมื่อนายทาสตาย ต้องฝังข้า
ทาสบรวิ ารไปพร้อมกนั ดว้ ย หรอื การใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกนิ ความจำเปน็ ในการจดั พธิ ีกรรมต่างๆ
สำหรับคนท่ัวไป การไม่รับหลักการความคิดต่าง ๆ มักอ้างว่าความคิดนั้นเป็นเพียงอุดมคติ
เปน็ ความจรงิ ทีเ่ ปน็ รูปธรรมไม่ได้หรือเกดิ จากการไม่เห็นความสำคัญของส่ิงน้นั แมว้ า่ แท้จรงิ แลว้ เปน็ สิ่ง
สำคัญ หรืออาจเกิดจากความเห็นวา่ ตนจะเสียประโยชน์หรือเห็นประโยชน์จากสิ่งอื่นมากกว่าจึงต้อง
รกั ษาเหตุแห่งประโยชน์นั้นไว้แม้เป็นความไม่ชอบธรรมก็ตาม ขงจ้ือให้ข้อคิดเห็นกับการทำส่ิงที่ถูก
เรียกว่าเป็นอุดมคติว่า จงมีความกล้าและร้จู ักตรึกตรอง เพื่อให้ความสำเร็จของงานเป็นจริง การท่ี
ขงจ้ือมนั่ ใจในอุดมคติก็เพราะท่านได้เข้าถึงแก่นของความรู้จงึ สามารถอธิบายส่ิงต่างๆ อย่างมเี หตุผล
โดยมิได้ติดอยูท่ ีก่ รอบภายนอกหรือสิ่งที่ปรากฎใหเ้ หน็ อย่างปุถชุ นทั่วไปซ่งึ สามารถนำความเสยี หายมา
ใหไ้ ด้
จอื่ ก้ง ไดส้ อบถามขงจ้ือโดยตั้งข้อสังเกตว่า เหตุท่ขี งจื้อและพวกศษิ ยต์ ้องเร่รอ่ นไปในท่ตี ่างๆ
เพราะอุดมคติของขงจื้อสูงเกินไป ไปที่ไหนก็เข้ากับเขาไม่ได้ จึงเสนอให้ท่านลดอุดมคติลง ขงจื้อจึง
ตอบว่า “...ชาวนาทด่ี ีหม่นั ไถหว่าน ก็ไม่แนว่ า่ จะได้ผลเก็บเก่ยี วท่ีสมบูรณ์ทุกครัง้ ศิลปนิ ผ้สู ามารถผลิต
งานอันประณีตออกมา ก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นท่ีต้องประสงค์ของประชาชนทุกคราว ผู้ท่ีมีอุดมคติและ
สามารถยงั อุดมคติของตนใหป้ รากฏเปน็ ความจรงิ ได้ ก็ไมแ่ น่จะเป็นท่ีต้อนรับของสงั คมเสมอไป บัดนี้
เธอไม่พยายามปลูกฝังคณุ ธรรมในตวั ให้สมบรู ณ์กลบั มานึกขอ้ งใจผู้อ่ืนว่าจะต้อนรับตนไดห้ รือไม่ ดังน้ี
จติ ใจของเธอจะมหิ นักแน่นน้อยเกินไปหรอื ” หลังจากน้ัน ขงจ้ือได้ลองใจ เอี๋ยนเอียน หรือ เหยียนหุย
ว่า ความยากลำบากของขงจื้อและศิษย์ น่าจะเป็นเพราะเหตุผลหรืออุดมคติของขงจ้ือไม่ถูกต้องใช่
หรือไม่ ซึ่งเขาตอบว่า “อุดมคติของท่านอาจารย์สูงมากนัก ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าไปที่ใดจึงเขา้ กับเขาไมไ่ ด้
แต่ท่านอาจารย์ก็ยังยืนหยัดเพียรพยายามตอ่ ไปเพื่อยังอุดมคติให้ปรากฏเป็นความจริงให้จงไดส้ ังคม
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจอ้ื หนา้ ๒๗
เขาไม่ต้อนรับก็ไม่เห็นต้องร้อนใจเพราะเขาไม่ต้อนรับก็ยิ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าตนเป็นผู้ที่มี
คุณธรรมความรู้ เป็นผู้ท่ีมีการอบรมดีแลว้ ผทู้ ่ีไม่มีอุดมคติอันสูงส่งดีงามในหมู่พวกเรานับวา่ เป็นสงิ่ ท่ี
น่าละอายมาก มีอุดมคติท่ีดีงาม แต่ไม่มีใครเอาไปทำให้เกิดประโยชน์ข้ึน น่ันเป็นส่ิงที่น่าละอายของ
บรรดานกั ครองเมอื งทงั้ หลาย สงั คมเขาไม่ตอ้ นรบั ก็ไม่เห็นจะตอ้ งรอ้ นใจ เพราะเขาไม่ต้อนรบั กย็ ่งิ เป็น
การพิสจู น์ใหเ้ หน็ ว่าตนเป็นผทู้ ีม่ ีคุณธรรมความรู้ เป็นผทู้ ม่ี ีการอบรมดแี ล้ว”
ในโครงสร้างความสัมพันธ์ของคนในสังคม ๕ คู่ ของขงจ้ือจะพบว่า ถ้าความสัมพันธ์ของคน
ในสังคมตามหนา้ ที่ผ่านหลักการ อ้ี เหรนิ หล่ี ต้องไดร้ ับการพิสูจน์ด้วยหลักจง สู่ แบบเอาใจเขา ใสใ่ จ
เรา ทำใหเ้ กิดความสุขท้ังในระดับปัจเจกชนและสงั คม ขงจื้อเห็นว่าการมีคณุ ธรรมแบบชอบธรรม (อ้ี)
ของคนในสงั คมจะไมท่ ำให้สงั คมของคนตา่ งชนชั้นมีปญั หาตอ่ กนั
ชนช้ันในสังคมเป็นไปตามสภาวะของธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ มียอด มีราก ถ้าเรามุ่งแสวงหา
ความเท่าเทียมกันจึงดูผิดธรรมชาติ ดังนั้น เพ่ือป้องกันการแย่งชิงอำนาจ เราควรหาแนวทางท่ีจะนำ
อำนาจท่ีไม่เท่ากันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อกันดีกว่า เช่น ผ้ปู กครองจะมีความสุขก็ต่อเม่ือใช้อำนาจ
ของตนเพื่อความสุขของประชาชน การแสวงหาความสุขโดยตรงให้กับตนโดยไม่สนใจความทุกข์สุข
ของประชาชนนั้นเป็นความเส่ียง เพราะความทุกข์ของประชาชนจะเป็นช่องทางให้เกิดความวุ่นวาย
ขึน้ ได้ในสังคมและบ้านเมืองหรอื คนมเี งนิ แต่ไม่มีแรงงาน จะบรหิ ารการเงินอยา่ งไรให้ได้แรงงานมาใช้
และจะบริหารแรงงานอยา่ งไรที่จะนำมาซ่งึ รายไดใ้ หก้ ับตนส่ิงเหล่านตี้ ้องใชข้ อ้ ตกลงร่วมกันท่ีตา่ งฝ่าย
ต่างพอใจกับการได้มาและการเสียไปของผลประโยชน์ ซึ่งถ้าไม่สามารถทำให้เกิดการยินยอมกันได้
เพราะต่างฝ่ายต่างมุง่ หมายเอาเปรียบซึ่งกนั และกันก็จะทำให้สงั คมมคี วามขัดแยง้ แยง่ ชิงผลประโยชน์
กนั ซึง่ ในที่สุดจะไมม่ ใี ครในสงั คมอยรู่ อดได้ ไมว่ า่ จะอย่ใู นโครงสรา้ งแบบใด ระดบั ใดก็ตาม อย่างที่เคย
เกดิ ข้ึนมาแลว้ ในประวัติศาสตร์
ขงจื้อให้ความสำคัญกับครอบครวั เพราะเป็นสถาบันทางสังคมท่ีมีสถานภาพเป็นหอ้ งทดลอง
บม่ เพาะทัศนคติท่ีดตี อ่ การใช้ชวี ติ ให้กบั สมาชิกของสังคม ถา้ สมาชิกของครอบครวั มีปญั หา ครอบครัว
ก็มีปัญหา รฐั ก็หลกี เลี่ยงการมีปญั หาไมไ่ ด้ ดังทีข่ งจ้ือกลา่ ววา่ มนษุ ย์เป็นผู้สร้างคณุ ธรรม ไม่ใชค่ ณุ ธรรม
ที่สร้างมนุษย์ และมนุษย์ต้องปฏบิ ัติคุณธรรมจนชำนาญเป็นความเคยชิน เม่ือรจู้ ักปฏิบัติดกี ับตนเอง
แลว้ กร็ ้จู ักปฏบิ ัตดิ กี บั เพื่อนในสงั คมด้วยการรจู้ ักการละวางความเหน็ แก่ตวั ของตนลง
ในด้านการบรหิ ารสังคม และปกครองบ้านเมอื งนั้น ขงจื้อได้มีทัศนคติตอ่ การทำให้สังคมเกิด
ความสุขโดยมหี ลกั แห่งคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมที่เป็นเคร่ืองคุ้มครอง เชน่ มีความปรารถนาดีต่อกนั ดว้ ย
การเกื้อกูลกนั แม้มีทรัพย์สว่ นเกิน ก็นำมาแบ่งปันกันเพื่อให้เกิดความรักใคร่ปรองดอง ซง่ึ เป็นการทำ
ให้สังคมลดการต่อสู้แย่งชิง เพราะต่างฝ่ายต่างยินดีท่ีจะมอบความสุขให้แก่กัน เพื่อสร้างสังคมแห่ง
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจอื้ หนา้ ๒๘
ธรรมที่ให้ความสำคัญกับประชาชนเพราะเมื่อผู้ปกครองทำตนดีแล้ว ประชาชนสามารถถือเป็น
แบบอย่างได้ ผู้ปกครองเหมือนลม ประชาชนดุจต้นหญ้า ย่อมโอนอ่อนโอนไปตามสายลม เม่ือ
ผู้ปกครองได้รับความเชื่อถือจากประชาชน ประชาชนจะช่วยปกป้องผู้ปกครอง ทำให้สถาบันการ
ปกครองมั่นคง ซึ่งในทางตรงกันข้าม ถ้าผู้ปกครองเอาเปรียบประชาชน และไม่สนใจทุกข์ร้อนของ
ประชาชนอย่างเพียงพอ เมื่อนั้นต่อให้ผู้ปกครองมีอำนาจมากเพียงใด ก็ถูกประชาชนโค่นลงจาก
อำนาจได้ ผู้ปกครองใดทคี่ ำนงึ อยู่เสมอวา่ ความสขุ ของประชาชนคือความสุขของผูป้ กครอง สามารถ
ทำให้อำนาจที่เป็นธรรมของตนได้รับการรับรองจากประชาชน ขณะท่ีสถานภาพของผู้ปกครองจะ
ไดร้ บั การปกปอ้ งดว้ ยเช่นกัน
เปน็ ทน่ี า่ สงั เกตว่าเมื่อนำเอาแนวคดิ ของขงจื้อมาเปน็ เครอ่ื งสะท้อนพฤติกรรมของมนุษย์จะทำ
ให้เห็นว่าผู้ที่ละเลยต่อหลักคำสอนไม่ใช้แนวทางความคิดของขงจื้อไปบริหารจัดการเรือ่ งของตนเอง
และสังคมจะเกิดผลในทางเสียหาย ในขณะที่ผู้นำไปปฏิบัติ สามารถใช้ป้องกันความเสียหายส่วน
บคุ คล และของสังคมได้ เช่น ความรงุ่ เรือง และล่มสลายของราชวงศฮ์ ั่น เกดิ จากระดับความนยิ มมาก
น้อยในลัทธิขงจื้อ ขณะที่เมื่อราชวงศ์ฉินปฏิเสธจึงเกิดความหายนะในระยะเวลาเพียง ๑๕ ปี
เช่นเดียวกับการล่มสลายของราชวงศ์ชิงในปี ค.ศ. ๑๙๑ โดยผนู้ ำทางความคิดที่ช่ือว่า ดร.ซุนยัดเซ็น
นัน้ เป็นทนี่ า่ สังเกตวา่ ความสำเรจ็ ของ ดร. ซนุ น้ัน สว่ นหนึ่งเกดิ จากการซมึ ซับเรยี นรู้ในหลกั ความคิด
และคำสอนของขงจ้ือตั้งแต่สมัยที่เขาเป็นเด็ก และตราบจนเติบใหญ่ก็ได้เห็นการปกครองที่ล้มเหลว
ของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ชิงว่า ไม่ได้แตกต่างจากจักรพรรดิของราชวงศ์ก่อนหน้านี้ เพราะไม่เป็น
โอรสสวรรค์ท่ีต้องทำหน้าที่ตามอาณตั ิสวรรค์ความเคารพและภักดีอยา่ งจริงใจของประชาชนจึงสูญสิ้น
การส่ันคลอนของอำนาจจึงเกิดขึ้นแบบปฏิกิริยาลูกโซ่ ดร. ซุน ท่านได้เห็นทางออกของปัญหาที่เกิด
จากการปกครองของราชวงศ์ชิงโดยการนำเอาหลักการของขงจ้ือกลับมาปฏบิ ัติเพ่ือสรา้ งความนิยมใน
หมู่ประชาชนที่ได้รบั ความทุกข์จากการปกครอง จนเกิดเป็นเครือข่ายโดนล้มอำนาจราชวงศ์ชิง ถือ
เป็นการส้ินสุดการปกครองแบบจักรพรรดินิยมท่ีดำเนินมานับพันปี หรือจากเหตุการณ์ท่ีเกิดความ
วุ่นวายของโลกในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสงครามความขัดแย้ง การปฏิวัติ ความทกุ ข์ยากทางการเมือง
เศรษฐกิจ และสังคม ส่วนหนึ่งก็เกิดจากการไร้มนุษยธรรมต่อกันของคนในสังคมขาดสำนึกเร่ือง จง
และสู่ จงึ รจู้ ักเพียงเอาความดีใสต่ ัว ผลักความช่ัวให้คนอ่นื ซ่ึงการทำความเข้าใจในหลักการของขงจ้ือ
สามารถนำมาใช้ปอ้ งกัน และแกไ้ ขปัญหาตา่ งๆ ทั้งที่เกดิ ขน้ึ กบั ปัจเจกชนและสังคมได้
การทำให้คนในสังคมเข้าใจผลประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวมได้อย่างไม่ขัดแย้งกันได้เพราะ
ขงจ้ือรู้จักวางหลักการแห่งการเกอื้ กูลกนั ในฐานะของคนที่มคี วามดีงามจากภายในว่า ต้องใช้ความดี
เช่นไรท่ีไม่ทำให้เกิดความเห็นแก่ตัวจนทำให้ผู้ที่อยู่ร่วมกันเกิดความทุกข์ คำสอนสำคัญของขงจ้ือท่ี
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจอื้ หนา้ ๒๙
เกย่ี วกับความรับผิดชอบและเหน็ แกผ่ ู้อ่ืน (จง-สู่) ไดใ้ หค้ วามหมายในเชงิ สร้างสรรค์จากการท่ีเราเปิด
โอกาสให้คนอ่ืนได้ดีเท่าเรา หรือดีกว่าเราด้วยการใช้มโนธรรมสำนึกระดับสูง เข้าถึงสัจภาวะแห่ง
ความสุขได้ ขงจื้อไดก้ ล่าวว่า ก่อนท่ีจะเขา้ ใจวิญญาณหรือเทพเจ้านั้น มนุษย์จะต้องเข้าใจตนเองเป็น
อันดับแรก ขงจ้ือได้ใช้พิธีกรรมเป็นเคร่ืองมือสะท้อนการมีมนุษยธรรมของตนในสังคม โดยหวังว่า
สมาชิกของสังคมจะนำเอาคุณค่าของการประกอบพิธีกรรมมาใช้กันในสังคมด้วยกัน เช่น การทำ
หน้าทต่ี ่อกันด้วยความซ่ือสัตย์ มคี วามกตัญญู เป็นต้น ขณะทีโ่ ดยทว่ั ไปมนษุ ย์มักยึดตดิ อยู่กับรูปแบบ
ของพิธีกรรมจนลืมสาระที่มีความสำคัญ ดังน้ัน คำสอนของขงจื้อจึงเน้นที่การมีคุณธรรมมากกว่า
ความรู้ เพราะคุณธรรมจะเป็นตัวกำกับความรู้ว่าจะถูกใช้ให้เกิดผลดี ผลร้ายอย่างไรต่อตนเองและ
สังคม
แม้แนวคิดของขงจ้ือเป็นเรื่องของคนโบราณ แต่ก็มีประ โยชน์ต่อการดำเนินชวี ิตในปัจจุบัน
และอนาคต ถ้ารู้จักนำคำสอนเหล่าน้ันมาทบทวนและปรับใช้กันใหม่ ก็น่าจะเป็นทางป้องกัน และ
แก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อีกทางหน่ึงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ประกอบด้วยพฤติกรรม และความคิด
พฤติกรรมของมนษุ ยม์ ีความคดิ เป็นแรงผลักดันซอ่ นอยู่เสมอการรู้จกั ค้นพบความคิด เหตุปัจจัยให้คิด
และแรงผลักดันให้เลือกนำความคิดแบบนั้นๆ ไปใช้ทำการใดๆ เป็นส่ิงท่ีต้องเรียนรู้จากวิชา
ประวตั ิศาสตร์ แต่ถา้ ไม่เป็นเช่นน้ัน การเรียนร้ปู ระวตั ศิ าสตรจ์ ะเป็นเพียงการร้จู ักของทีร่ ะลกึ จากอดีต
ที่เรียกว่า รอยอดีต และความทรงจำท่ีเกิดประโยชน์ทางวิชาการในวงจำกัด เห็นได้จากวิถีชีวิตของ
มนุษย์ในสังคมท่ียังคงดๆี ร้ายๆ เช่นเดมิ โดยไม่รู้จักใช้ประวัติศาสตร์เป็นกระจกเงาสะท้อนส่ิงที่ต้อง
แก้ไขเพื่อปรับปรุงชีวิตและสังคมให้ดีข้ึน ดังเช่น ฟราสซิส เบคอน (Francis Bacon) ที่ได้เห็น
คุณูปการอย่างย่ิงของประวัติศาสตร์จนกล่าวได้ว่า “Histories make men wise” ทำให้เกิดความ
สงสัยว่า เราเรียนวชิ าประวัติศาสตรก์ ันทำไม ถ้าไม่สามารถนำความรนู้ ้ีมาสร้างคุณค่าช่วยพฒั นาและ
ชะลอความเสอ่ื มโทรมของมนษุ ยแ์ ละสงั คมในปัจจุบันได้๘
ทัศนคติและแนวคิดของขงจ้ือ
ขงจ้ือเห็นว่าสิ่งที่ต้องแก้ไขในยุคของท่านคือ การทำหน้าท่ีของผู้ปกครอง ราษฎรบิดาและ
บุตร เพราะนำมาซ่ึงความฉ้อฉลของกระบวนการได้อำนาจ การแย่งชิงอำนาจ และใช้อำนาจด้วย
ความอยุติธรรม เป็นที่มาของความวุ่นวายและการล่มสลายของสังคม ดังน้ันเพื่อการอยู่ร่วมกันได้
อยา่ งมีความสุข ต้องมีการจัดระเบียบสังคม สร้างวัฒนธรรมทางสงั คมผ่านชนช้ันผู้ปกครอง และผู้ถูก
๘ สวุ ฒั น์ ทาสคุ นธ์, “ความคิดของขงจอ้ื เพอื่ สงั คมท่ีเปน็ สุข”, วารสารรามคำแหง ฉบับมนุษยศาสตร์, ปที ่ี
๓๕ ฉบับท่ี ๑ : ๗๘-๘๔.
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจอ้ื หน้า ๓๐
ปกครองที่มคี วามสัมพันธ์ ระหวา่ งกนั เพราะเมอื่ ขาดหลกั การดา้ นคุณธรรมดังทขี่ งจื้อไดใ้ ห้คำแนะนำ
ไว้ก็จะก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง ซ่ึงขงจ้ือได้พยายามเข้าไปแก้ไขดว้ ยการเตือนสติคนในสังคมใหม้ ี
เมตตา และร้จู ักใช้อำนาจอย่างมีคณุ ธรรมตอ่ กันได้ ตามกรอบความคิดของท่านท่ีได้สรปุ ความไวด้ ังน้ี
คือ
๑. แนวคิดเรอ่ื งมนุษยน์ ิยม
คร้ังหน่ึง จอ่ื ลู่ ศิษย์คนสนทิ ถาม ขงจื้อวา่ เมอ่ื คนตายแลว้ จะเปน็ อย่างไร ขงจ้ือตอบวา่ ขณะที่
เป็นคนมีชีวิตอยู่ ยังแก้ปัญหากันไม่ได้ แล้วจะไปสนใจเรื่องหลังความตายไปทำไม หรือเม่ือถูกถาม
เรอ่ื ง วิธีการปฏบิ ัติตอ่ เทวดาผีสาง ขงจ้ือ ตอบว่า เม่ือมนุษย์ยงั ปฏิบัติต่อกันไม่ดี แล้วจะสนใจกับการ
ปฏิบัตติ ่อเทวดาผีสางกันทำไม ความสนใจเร่ืองมนุษย์นิยมของขงจื้อน่าจะได้รับอทิ ธพิ ลส่วนหนง่ึ มาก
จ่ือค่าน นักปกครองของรัฐเจงิ้ ซึ่งถือวา่ มีแนวคิดที่ลำ้ สมัยในยุคที่ประชาชนสนใจและมศี รัทธาในเร่อื ง
เทวดา ผีสาง เคราะห์กรรม แต่ ฉื่อฉ่าน กลับนำเสนอแนวคิดว่าปัญหาของมนุษย์ต้องแก้ด้วยมนุษย์
ไม่ใช่เรื่องของสวรรค์ เพราะมนุษย์มีเหตุผลที่ใกล้เคียงกับความจริง อีกท้ังความดีงามของมนุษย์จะ
เกิดขึ้นได้จากการปฏิบัติตามหลักการ ๕ ประการคือ (๑) ความสุภาพ ทำให้ไม่ถูกดูหมิ่น (๒) ความ
โอบอ้อมอารี ทำให้ชนะใจมวลชน (๓) ความจรงิ ใจต่อผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นมีความไว้วางใจตอบแทน (๔)
ความตั้งใจขยันหม่นั เพียร ทำให้ประสบความสำเร็จ (๕) ความเมตตากรุณา ทำใหเ้ ปน็ ผปู้ กครองได้
ขงจ้ือเหน็ ว่าการเป็นมนุษย์ทีด่ นี ัน้ ตอ้ งมคี ณุ สมบัติท่ปี ระกอบดว้ ย
๑) ความนยิ มในการศึกษา
ขงจื้อกล่าวว่า การเรียนรู้โดยไม่คิดจะสูญเปล่า คิดโดยไม่เรียนรู้จะเป็นอันตราย
นอกจากน้ัน ขงจื้อได้ให้ความหมายของความรู้ว่าเมื่อรู้ส่ิงใดก็รู้ว่ารู้ เม่ือไม่รู้สิ่งใด ก็รู้ว่าไม่รู้ น่ีคือ
ความรู้ การแสวงหาความร้ใู นทศั นะของขงจื้อ คือการทำความร้จู กั กับเรือ่ งของมนุษยเ์ พ่อื จำแนกไดว้ ่า
ส่งิ ใดถูก ส่ิงใดผิด เพราะมีผลตอ่ การกำหนดพฤติกรรมของตนเองมนุษย์สามารถเรียนรู้ความดี ความ
ชว่ั จากผลงานหรือความประพฤติของตน ในคัมภีร์หลุนอวี่ เล่มท่ี ๑ บทที่ ๑๐ กล่าวถึงปัจจัยท่ีทำให้
ขงจื้อมีความรู้ว่า เกดิ จากความอ่อนโยนมสี ัมมาคารวะ เรียบง่าย ผ่อนปรน ให้เกียรติการศกึ ษาทำให้
เกิดวิญญูชน หมายถึง ผู้มคี วามรวู้ ่าตอ้ งรู้จกั ต่อสู้กบั ความไมถ่ ูกทำนองคลองธรรมด้วยความกล้าหาญ
ความถูกต้อง หมายถึง ความเท่ยี งธรรม ซง่ึ เมอ่ื ใดท่วี ญิ ญูชนไรค้ ณุ ธรรมเมือ่ น้นั เกิดความวนุ่ วาย
การหมั่นทบทวนความรู้ตรวจสอบ แก้ไข ปรับปรุง พัฒนาอยู่เสมอทำให้เกิดความ
ชำนาญ ขงจอ้ื กล่าวว่า การทบทวนของเก่าทำใหเ้ กิดของใหม่ การกระทำเช่นนี้ จึงถอื ว่าเปน็ ครูได้ และ
เม่อื ทบทวนแลว้ พบส่ิงบกพร่องกต็ ้องแก้ไข ดังคำสอนของท่านท่ีปรากฎในคัมภรี ์หลุนอวี่ เล่มท่ี ๑ บท
ท่ี ๘ ตอนท่ี ๔ ว่า “เมอื่ มีขอ้ ผิดพลาด อยา่ กลัวที่จะแกไ้ ข”
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจอ้ื หน้า ๓๑
ขงจ้ือเน้นให้ผเู้ รียนสร้างความอยากรู้ขึ้นในจติ ใจของเขา และสามารถต่อยอดความรู้ได้
ด้วยตนเองโดยไม่หวังแต่พ่ึงครู ดังนั้น ผู้ใฝ่รู้จึงต้องถามตนเองอยู่เสมอว่า “ฉันจะทำอะไรดี” คนที่มี
คณุ สมบตั เิ ชน่ นี้ ขงจื้อใหค้ วามชนื่ ชม เชน่ เหยียนหยุ " ศษิ ย์ทข่ี งจื้อรักท่สี ดุ
๒) ความนยิ มในการทำงาน (ความรกู้ บั การปฏิบัติต้องสอดคล้องกัน)
ขงจื้อเห็นว่า ความรู้ต้องควบคู่ไปกับการทำงาน เพราะการทำงานเป็นบทพิสูจน์ว่า
ความรู้นั้นมีประโยชน์และถูกต้องหรือไม่ นอกจากน้ันได้เสนอแนวทางการปฏิบัติ เช่น ในคัมภีร์
หลุนอวี่ เล่มท่ี ๒ บทที่ ๑๘ ตอน ๒ ว่า “ฟังให้มาก สงวนการพูดเมื่อสงสัย พูดส่วนที่เหลืออย่าง
ระมัดระวัง โอกาสกังวลในการพูดจะมีน้อย ดูให้มาก สงวนการกระทำเม่ืออันตราย ทำส่วนที่เหลือ
อยา่ งระมดั ระวัง โอกาสในการกระทำจะมนี ้อย เมื่อโอกาสกงั วลในการพูดมีน้อย โอกาสเสียใจในการ
กระทำมีน้อย ตำแหน่งราชการย่อมอยู่ในนั้น” นอกจากน้ันต้องมีความกล้าหาญทำในสิ่งท่ีถูกต้อง
มิฉะนั้นจะเกิดผลเสียหายตามมาแม้พยายามหลบเล่ียงก็เลี่ยงไม่พ้น ดังนั้นผู้ที่มีความมั่นคงในการ
ทำงาน คอื คนดีในความหมายของขงจื้อ เพราะแม้คนดี แต่ไมม่ ่ันคงในการทำความดกี ็จะเป็นการสูญ
เปลา่ ในคมั ภรี ห์ ลนุ อว่ี เลม่ ๗ บทท่ี ๒๕ ตอน ๒ ขงจ้ือกลา่ ววา่ “เราไม่หวังจะได้พบคนดี แตห่ วงั จะได้
พบคนท่ีแนว่ แนม่ ั่นคงเท่าน้กี ็พอแลว้ ”
เรื่องการทำหนา้ ทอี่ ย่างกล้าหาญ ขงจ้ือกลา่ วว่า “จงปฏิบัตหิ น้าท่ขี องตนให้สมฐานะ เมื่อ
พดู อะไรออกไป ก็ให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เมอ่ื พดู ไม่ถูกทำนองคลองธรรม กิจกรรมในหน้าท่ี
ก็ย่อมไม่สัมฤทธิผล และนิติธรรมจารตี ประเพณีศิลปะ นาฏดนตรี ยอ่ มไม่เจรญิ การพิพากษาอรรถคดี
กไ็ รค้ วามยุตธิ รรม เมือ่ การลงโทษขาดยุตธิ รรมราษฎรกอ็ ลเวง
๓) ความนิยมในการมัธยัสถ์
การสร้างตนเองต้องอยู่บนหลักการของการมัธยัสถ์ ขงจ้ือกลา่ วว่า “ความฟุ่มเฟอื ย ดูไม่
เหมาะสม ความตระหน่ีถีถ่ ว้ นดูซอมซ่อ ดซู อมซ่อดกี วา่ ไมเ่ หมาะสม” นอกจากนั้น บณั ฑิตและขุนนาง
ตอ้ งอยู่ในสถานะของความพอดี โดยขงจ้ือกลา่ ววา่ “เปน็ ขนุ นางบณั ฑิต ยงั กงั วลเรอ่ื งความเป็นอยกู่ ไ็ ม่
พอแกท่ เ่ี ปน็ ขุนนางบณั ฑติ แลว้ ”
ขงจ้ือเห็นว่าการหลงติดยึดประเพณีจนใช้ทรัพยเ์ กินฐานะของตนเป็นส่ิงที่ต้องหลีกเล่ียง
เม่อื ขงจ้ือต้องจดั งานศพใหศ้ ิษยร์ กั อย่าง เหยียนหยุ (เอ๋ียนเอยี น) ซ่ึงพ่อของเหยียนหุยขอให้ขงจื้อขาย
รถเพ่ือนำเงินไปซ้ือโลงศพให้ดูสมกับฐานะ แต่ขงจื้อบอกว่าเมื่อขงหลี่ ลูกของตนตาย ก็ใช้โลงศพ
ธรรมดามิได้คิดจะขายรถเช่นกันเพราะตนมีความจำเป็นต้องใช้รถน้ัน' ขงจ้ือให้ข้อคิดเห็นว่า แม้จะ
ทุกข์โศกเพียงใดจากการสูญเสียคนที่เรารักก็ไม่จำเป็นต้องจัดงานศพอย่างหรูหราเกินไปเพราะเป็น
เร่ืองไมเ่ หมาะสม
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจ้ือ หน้า ๓๒
๔) ความนิยมในการเชอ่ื มโยงระหว่างมนษุ ย์นยิ ม เทวนิยม และโชคชะตานิยม
เรือ่ งของจารตี ประเพณีมักเปน็ เรื่องทผี่ ูกพนั กบั ทัศนะเรอ่ื งโลกหน้า เรือ่ งของสวรรค์ และ
เรื่องของโชคชะตา ซง่ึ เปน็ ความเช่อื พนื้ ฐานของชาวจนี ซึ่งขงจ้ือกม็ ีวธิ ที ่ีจะอยู่กับส่ิงนโี้ ดยไมป่ ฏเิ สธ แต่
ใช้เหตผุ ลเช่นขงจ้ือสอนว่า “จงเคารพบชู าผสี างและพระเจ้าแตค่ วรใหอ้ ย่หู า่ งๆ” ขณะทเ่ี ร่อื งโชคชะตา
ขงจื้อกล่าวว่า “ฉันเกิดมาไม่ใช่ว่าจะมีความรู้ติดตัวออกมาด้วยความรู้ของฉันเกิดจากความพอใจ
คน้ คว้าวิจัยวิทยาการโบราณตา่ งหากเล่า” ขงจื้อให้ความสำคญั กบั ความสามารถในการพ่ึงตนเองดว้ ย
ความดี มีคณุ ธรรม และจรยิ ธรรมของมนุษยเ์ ปน็ สำคัญ
๕) ความนิยมในบทเพลงและดนตรี โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน
การใช้หลักการของคุณธรรมและจริยศึกษาอย่างเดยี วเพ่ือขัดเกลาและพัฒนาจิตใจของ
มนษุ ย์ให้งดงามนน้ั ขงจ้ือเห็นว่ายงั ไมเ่ พยี งพอ เพราะยังตอ้ งใช้ บทเพลง และดนตรี โคลง ฉันท์ กาพย์
กลอน เป็นส่ือกลางเช่ือมความสัมพันธ์ ระหว่างอารมณ์ ความรู้สึกกับความรู้ เหตุผล และความ
รบั ผิดชอบเข้าด้วยกัน โดยขงจ้ือเหน็ ว่า การทำงานเพราะจำเป็นนน้ั สูไ้ ม่ได้กับการทำงานเพราะความ
พอใจแตก่ ารทำงานเพราะความพอใจก็สกู้ ารทำงานเพราะความสนุกสนานเพลดิ เพลนิ ไม่ได้
ขงจ้ือใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือส่ือสารความรู้ระหว่าง ความคิด อารมณ์ เหตุผลจนค้นพบ
รากฐานของความรู้นั้นๆ เชน่ เมื่อครูสอนดนตรีเห็นว่าขงจ้ือมีความชำนาญในบทเพลงทส่ี อนให้ก็จะ
สอนบทเพลงใหม่ แต่ขงจ้ือกลับบอกว่าที่ชำนาญนั้นเป็นเรื่องของทำนอง แต่ยังไม่ซาบซ้ึงเร่ืองของ
จังหวะ แต่เมื่อเข้าใจจงั หวะดีแลว้ ขงจ้ือก็บอกว่ายังไมร่ สู้ าระสำคญั ของเพลง แต่เมอ่ื เข้าใจสาระสำคัญ
ดีแลว้ ก็ยังไม่พอใจ เพราะยงั ไม่รู้และเข้าใจตัวผู้แต่งได้ดีพอ จนเมื่อเข้าใจดีแลว้ ท่านจึงยอมเรียนบท
เพลงใหม่ พร้อมกล่าวว่า “บัดนี้ข้าพเจ้าได้ค้นพบแล้วว่า ผู้แต่งน้ันเป็นผู้ซึ่งมีความคิดลึกซ้ึง และ
กว้างไกลเพยี งใด”
๒ แนวคดิ เรอื่ งมนุษยธรรมนยิ ม และคณุ ธรรมนยิ ม
เมือ่ มนษุ ยข์ าดคณุ ธรรม ไรม้ นุษยธรรม เมื่อนน้ั มนษุ ย์มีความเสย่ี งตอ่ การสรา้ งความเดอื ดรอ้ น
ให้กับตนเอง และผู้อ่ืน ดังเช่นที่ขงจื้อได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่าง เหริน อ้ี และหล่ี ซ่ึงเป็น
รากฐานของความม่ันคงของมนุษย์และสังคม ขงจื้อกล่าวว่า ทุกข์ของทา่ นคอื “การไม่อบรมตนให้มี
คุณธรรมหนึ่งการไม่เสาะแสวงหาความรู้หน่ึง ประสบความชอบธรรมแล้วไม่อนุวัตตามความชอบ
ธรรมน้ันหนงึ่ การไม่ปรับปรุงตนใหม่หน่ึงทั้งหมดนเี้ ป็นความทุกข์ของฉัน ...ในจำนวน ๓ คนที่เดินมา
ด้วยกนั จะต้องมคี นท่ีสามารถเป็นครูฉนั ได้ จงเลือกเอาจุดที่ดีของเขามาปฏิบัตสิ ว่ นจดุ ท่ีเสยี ก็จงละเว้น
...จงรอ่ นเอาความดีออกจากสิ่งต่างๆ ท่ีได้ยินและปฏิบัติตามความดเี หล่าน้ัน จงร่อนเอาความดีออก
จากสิ่งต่าง ๆ ท่ีท่านได้เห็นและจำความดีเอาไว้” การแสดงออกดว้ ยความนอบน้อมถอ่ มตนจะนำพา
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจ้อื หนา้ ๓๓
โอกาสและความสำเร็จมาให้ ก็เป็นส่ิงที่ขงจ้ือแนะนำไว้ ขณะที่ผู้ชอบใช้อำนาจโดยมิชอบ อาจได้รับ
ความหายนะเป็นเครื่องตอบแทน การร้จู กั ข่มใจเพื่อควบคุมความคิดและพฤติกรรมของตนโดยยึดม่ัน
ในหลกั คณุ ธรรมเป็นสง่ิ สำคญั ท่ลี ะเลยไมไ่ ด้
ขงจ้ือพบว่า การมีคณุ ธรรมและจริยธรรมควบคไู่ ปกบั การดำเนินชีวติ ของมนุษย์เป็นสิ่งจำเป็น
ซึง่ แยกออกเป็น ๒ สถานะท่ีเกี่ยวข้องกนั คือ
๑) หลกั คณุ ธรรมและจรยิ ธรรมของปัจเจกชนหลักคุณธรรมและจรยิ ธรรมของปัจเจกชน
เป็นหลักการท่ีสร้างคนดที ีม่ ีคณุ ค่าต่อตนเองและสังคม ซึ่งประกอบดว้ ย
(๑) ความชอบธรรม ความท่ียงธรรม (อี้) ขงจ้ือสอนให้มนุษย์เริ่มค้นหาว่าสิ่งใดคือ
ความชอบธรรม ความเที่ยงธรรม (อ)้ี ภายในตัวตนก่อน เช่น ผู้มีปัญญา ทำหน้าทโ่ี ดยไม่หวังสิ่งตอบ
แทนเพราะรตู้ วั วา่ ควรทำหรือปฏิเสธส่ิงใด ขณะท่ีผ้ดู ้อยปัญญามักทำอะไรโดยหวังผลตอบแทนแบบไม่
ร้ผู ดิ รู้ชอบเสมอ ดังน้ันการควบคุมอารมณผ์ ่านมโนธรรมสำนึกของแต่ละคนจงึ เปน็ เรอ่ื งสำคัญ เพราะ
อารมณเ์ ปน็ ตวั แปรใหเ้ กดิ พฤติกรรรมใดพฤติกรรมหนง่ึ ท่สี ่งผลต่อตนเองผอู้ ื่น และสภาวะสง่ิ แวดล้อม
อย่างหลีกเล่ยี งไมไ่ ด้ เช่น แม้มีเจตนาดี แตก่ ารแสดงออกไมเ่ หมาะสมกับกาลเทศะก็สามารถทำใหเ้ กิด
ความเสียหายได้ ดังนั้นการรู้จักวิธีการควบคุมตนเองอย่างมีเหตุผล เพื่อขัดเกลาจิตใจหรือพัฒนา
คุณธรรมของตนให้งดงาม ดังที่ขงจื้อกล่าวถึงความดีในชวี ิตประจำวันข้ึนอยู่กับการปฏิบตั ิตนกับผู้อ่ืน
ด้วย (๑) ความสุภาพอ่อนโยน (๒) เอ้ือเฟ้ือเผือ่ แผ่ (๓) มีศรทั ธาม่นั คง (๔) ขยันหมน่ั เพียร (๕) มคี วาม
เมตตา
(๒) มนุษยธรรม (เหริน) หรือความเมตตา คือ รากฐานท่ีสำคัญทางจรยิ ศาสตรข์ อง
ขงจ้ือ เพราะเป็นจดุ เชอ่ื มโยงความสัมพันธร์ ะหวา่ งมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับสิ่งอื่นและสิ่งแวดล้อม
จากการรู้จักขยายขอบเขตของความเมตตา จากท่ีให้กับตนเอง สู่ครอบครัวสังคม รัฐ และโลกเป็น
ลำดับ ตามหลักการสร้างจุลสนั ติสุข และมหาสันติสุขของขงจื้อแตเ่ พราะการไร้ความเมตตา หรือใช้
ความเมตตาที่ไม่ถูกต้องถูกส่วน หรือขาดความเที่ยงธรรมความยุติธรรม (อ้ี) ความวุ่นวายในตนเอง
และสังคมจึงเกิดข้ึน ขณะที่การทำความดี โดยเอาผลของความดีที่เกิดขึ้นกับตัวของเราเองเป็นที่ต้ัง
เพ่ือเป็นเคร่ืองตรวจสอบคุณความดีน้ันขงจ้ือเห็นว่ายังไม่เพียงพอ เพราะอาจจะหลงติดยึดอยู่กับ
ความเห็นแก่ตัวได้ นอกจากนั้นขงจ้ือยังกล่าวถึงเรอ่ื งความกตัญญู ทางสายกลางความจริงใจ ความ
ซอื่ สัตย์ว่า เปน็ เร่ืองของมนุษยธรรมอกี ดว้ ย
(๓) ความรบั ผดิ ชอบ (จง) ซึ่งหมายความถงึ การรู้จักรับผดิ ชอบตอ่ ผู้อืน่ โดยมหี ลกั การ
ว่า จงปฏิบัติต่อคนอ่ืนในสิ่งที่ท่านต้องการให้คนอื่นปฏิบัติเช่นน้ันกับท่าน ซ่ึงพบได้ยากในสังคมช่วง
คณุ ธรรมตกตำ่ เพราะสนใจแตผ่ ลประโยชนข์ องตน โดยไม่สนใจและรบั ผดิ ชอบในการกระทำต่อผอู้ ่ืน
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจ้อื หนา้ ๓๔
(๔) การรู้จักเห็นแก่ผู้อ่ืน (สู่) เป็นการสร้างความผูกพันระหว่างมนุษย์ด้วยการรู้จัก
เห็นแก่ผอู้ ่ืน (สู่) ที่กลา่ วว่า จงอย่าได้ปฏบิ ตั ิต่อคนอ่ืนในสิง่ ท่ที ่านไม่ต้องการใหค้ นอืน่ ปฏบิ ตั ิเชน่ นั้นกับ
ทา่ น
(๕) การรู้จักจารตี ประเพณี (หลี่) หลี่เป็นวิชาแรกที่ขงจื้อใช้สอนศิษย์ สำหรบั ขงจ้ือ
หล่ี คือ การแสดงออกทางสญั ลกั ษณ์ของความเป็นมนุษย์เพ่อื สร้างชมุ ชน ขณะท่ีเหรินเป็นคณุ สมบัติ
สว่ นตวั ของมนุษย์ หล่มี ีลกั ษณะสำคัญ ๔ ประการ คอื (๑) เปน็ กฎหมายทไ่ี ม่มลี ายลักษณอ์ กั ษรใช้เพ่ือ
ควบคุมบ้านเมอื ง (๒) ทำใหเ้ กิดวนิ ัยที่สร้างความกลมกลืนในสงั คม (๓) เปน็ ส่วนท่ีสรา้ งความกลมกลืน
ทางศิลปวฒั นธรรม ทำให้ดำเนินชีวติ ไม่ผิด (๔) เป็นเครอื่ งมือสร้างบุคลิกภาพของตนเองสังคมใดไร้หล่ี
สภุ าพกลายเป็นอวดรู้ รอบคอบกลายเป็นข้ีขลาด กล้าหาญกลายเป็นด้อื ดึง ยุตธิ รรมกลายเป็นเอารัด
เอาเปรียบ ขนบจารีตหรือหล่ีครอบคลุมเนื้อหา ๔ อย่างคือ พิธีกรรม มารยาท ความประพฤติทาง
จริยธรรมและวัฒนธรรม ดังน้ัน หล่ีในความหมายของขงจื้อ คือ การปฏิบัติเพ่ือความสำเรจ็ ในฐานะ
ของมนุษย์ท่ีมีเหตุผลทางคุณธรรม และจริยธรรมมากกว่าการประกอบพิธีกรรมที่ยึดม่ันแต่กับสิ่ง
ศักดิ์สิทธิ์ หรือความเช่ือที่ถือตนเป็นใหญ่ เช่น การนับถือผี ขงจ้ือได้กล่าวว่า หากผู้นำรักหล่ี หมู่
ประชาราษฎร์ย่อมไม่มีใครกล้าไมเ่ คารพ” นอกจากนน้ั ในคัมภีร์หลุนอวี่ เล่มที่ ๑๒ บทที่ ๑ ขงจ้ือได้
กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างหล่ีกับมนุษยธรรมว่า “การควบคุมตนเองและกลับคืนสู่หล่ี คือ
มนุษยธรรม แม้แต่ในวันเดียวที่ควบคุมตนเองและกลับคืนสู่หลี่ผู้คนทั้งมวลใต้ฟ้าก็จะตอบสนอง
มนุษยธรรมของเขา การปฏบิ ตั ิมนุษยธรรมมาจากตนเองใช่ว่ามาจากผ้อู ่นื ”
ขงจ้ือ เห็นว่า หล่ี ทำให้มนุษย์มมี นุษยธรรม ๕ ประการคือ (๑) มนุษย์มีความดีติด
ตัวมาตั้งแต่เกิด (๒) มีความรักในการศึกษา ค้นหาความดีในตัวตน รู้จักนำมาปฏิบัติดีเหมาะสมกับ
สถานะกำเนิด และเป็นแบบอย่างให้กับผู้อ่นื (๓) ร้จู ักทำความดี ทำประโยชน์ต่อสังคม เพราะการมี
เมตตาธรรมต่อกัน ทำให้สงั คมมีความสุข (๔) การรู้จักสร้างทศั นคติทีด่ ีตอ่ ตนเองและผู้อ่ืนเพอื่ การอยู่
ร่วมกนั ด้วยความสขุ (๕) รจู้ ักใชแ้ นวทางของขนบธรรมเนยี มและจารตี ประเพณซี ง่ึ มีระเบยี บแบบแผน
ทีด่ ีเพ่ือพัฒนาตนเอง ซึ่งทั้งหมดน้ีก็เพ่ือยกระดับจิตใจของปัจเจกชนและสร้างความสามัคคีในสังคม
ดังท่ีขงจื้อกล่าวไว้วา่ สงั คมในตอนต้นราชวงศ์โจว เป็นสังคมในอุคมคติ แตส่ ังคมที่ตนเองอยู่น้ันเป็น
สังคมทต่ี อ้ งการการฟ้ืนฟู โดยมสี าระสำคญั อยูท่ ่ีเม่ือใดทมี่ นษุ ย์มีมนุษยธรรม สังคมก็จะเปน็ ธรรม
ในบันทึกหลุนอว่ี ได้กล่าวเรื่องจารีตกับคุณธรรมไว้ว่า ความนอบน้อมที่ไร้หลี่ เป็น
ความเหนื่อยเปล่า ความระแวดระวังท่ีไร้หล่ี เป็นความขลาดเกร็ง ความกล้าหาญที่ไร้หล่ีเป็นความ
วุน่ วาย ความตรงไปตรงมาทไี่ รห้ ล่เี ป็นความหยาบคาย”
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจือ้ หน้า ๓๕
ความสำคัญของหลีไ่ มไ่ ด้อยู่ทพี่ ิธกี รรมดงั ท่ีคนท้ังหลายเขา้ ใจ เพราะหล่ี คือ วิถที างท่ี
นำเอาพลังแห่งคณุ ธรรมและความกล้าหาญตอ่ การมีจรยิ ธรรมในตวั มนษุ ย์มาใชก้ ับเพ่อื นมนุษยด์ ้วยกัน
เพ่ือชว่ ยใหม้ นุษย์ได้เรยี นรู้ถงึ ความสำคัญของการปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข เช่น
การนอบนอ้ ม ความกตญั ญู ความเมตตา ความกลา้ หาญ เป็นตน้ ดว้ ยเหตนุ ี้ขงจ้ือจงึ กล่าวว่า “ไมใ่ ชห่ ล่ี
อย่ามอง ไมใ่ ช่หลี่อย่าฟัง ไมใ่ ช่หลอ่ี ยา่ พูด”
(๖) ความละอาย หรือที่เรยี กวา่ “ฉื่อ” ซ่ึงหมายถึง ความละอายในส่ิงที่ทำไปแล้ว
และส่ิงที่กำลังกระทำมาปลูกฝังให้พลเมืองมีจิตสำนึกแห่งคุณธรรม เพราะขงจ้ือไม่สนับสนุนการใช้
กฎหมายอาญาลงโทษพลเมอื ง โดยสมัยที่ท่านเป็นเสนาบดียุติธรรมได้กลา่ วว่า การบังคับประชาชน
ด้วยคำส่ังและข้อกฎหมาย มีแตจ่ ะทำให้ประชาชนหาทางละเมิด โดยไม่ละอายตอ่ ความชวั่ รา้ ยในส่ิงท่ี
ตนได้กระทำหรือจะกระทำ ดังนน้ั การสนบั สนุนให้นำเอาหลกั การทางศลี ธรรมจรรยามาใช้เพ่ือกล่อม
เกลาจติ ใจ ให้เกดิ ความละอายต่อการกระทำชั่ว นา่ จะเป็นความเหมาะสมในระยะยาว
(๗) บัญญัติของสวรรค์ (หมิง) ผลของการกระทำเป็นบัญญัติของสวรรค์ (หมิง) การ
กระทำเป็นเรื่องของมนุษย์ โดยขงจื้อเนน้ ศกึ ษาทีใ่ ห้ความสำคญั กับคน สังคม โลกปัจจุบนั ในฐานะนัก
มนุษย์-นยิ มมากกว่าเร่ืองการค้นหาความจรงิ ในเรื่องของสวรรค์ หรือเรอ่ื งโลกหน้า แตจ่ ะใช้เรื่องของ
เทวดา สวรรค์ บรรพชนเป็นเครื่องผูกยึดต่อการทำหน้าท่ีในปัจจุบันระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และ
ระหว่างมนุษยก์ บั ธรรมชาติ
๓. หลกั คณุ ธรรมและจรยิ ธรรมของสงั คม
เมือ่ มนุษยเ์ ปน็ สัตวส์ งั คม จงึ ต้องสร้างสงั คมโดยเรม่ิ ตน้ จากสรา้ งตนเองใหด้ ีมีคุณธรรม จากน้ัน
จึงสร้างสังคมผ่านกระบวนการรับใชส้ ังคมในรปู แบบของความสัมพันธ์ท้ัง ๕ ทต่ี ่างต้องมีหนา้ ทต่ี ่อกัน
โดยขงจื้อกล่าวไว้ในหลักการ เจียเม้ิง หรอื เจ้ิงหมิง ในเรื่องความเท่ียงของนาม ซ่ึงหมายความวา่ ทุก
นาม หรือชื่ อท่ี ใช้เรียก มีความ หม าย ใน ตัวขอ งมัน อยู่ แล้ วว่ามี หน้ าที่ อ ย่างไรตามความ หม าย ขอ ง
พฤติกรรมท่ีปรากฏในนามนั้น จึงขอให้ทำหน้าท่ีตามความหมายด้วยหลักแห่งจริยธรรมเช่นใน
ความสัมพันธ์ ๕ คู่ คือ ความสัมพันธท์ ่ดี ีระหว่าง ผู้ปกครองกับผูถ้ ูกปกครองนั้นอยู่ทผี่ ู้ปกครองจะต้อง
มีความเมตตา ความซื่อสัตย์ และมีความนับถือต่อผถู้ ูกปกครองก่อนผู้ปกครองจึงได้รบั ความภักดจี าก
ผ้ถู ูกปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดากับบุตรธดิ าน้ัน บิดามารดาต้องใช้ความเมตตากรุณา
กับบุตรธิดา บุตรธิดาจึงจะสนองตอบดว้ ยการกตญั ญกู ตเวทิตา ความสัมพันธ์ระหว่างสามีและภรรยา
ตอ้ งอาศัยคุณธรรมความรักความซ่ือตรงต่อกัน จึงทำให้ต่างฝ่ายต่างได้รบั ในสิ่งน้ีด้วยกัน ญาติพี่น้อง
ต้องมีความสัมพันธ์ที่สมัครสมานสามัคคีกัน เพื่อนต้องมีความจริงใจต่อกันมีความซ่ือสัตย์ต่อกัน
ความสมั พนั ธจ์ ึงจะเป็นไปอยา่ งราบรนื่
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจือ้ หนา้ ๓๖
ขงจื้อได้ให้ข้อคิดกับผู้ปกครองว่าต้องปฏิบัตอิ ย่างไรกับประชาชนเพ่ือสรา้ งความสัมพันธ์
ท่ีดีระหว่างกัน ด้วยการเร่ิมต้นให้ผู้ปกครองต้องมีความเคารพต่อประชาชนจะทำให้ประชาชนไม่ดู
หม่ินผู้ปกครองการสร้างความภักดี ความเชื่อม่ันขึ้นในใจประชาชน จนยินดีสนับสนุนให้ผู้ปกครอง
ทำงานสำเร็จได้น้ัน ผู้ปกครองต้องมีน้ำใจ มีความซื่อสัตย์และกระตือรือร้นในการทำหน้าที่ซึ่งเป็น
ประโยชนต์ ่อประชาชน ซ่ึงขงจื้อถือว่าเป็นการสร้างพระคุณที่ทำใหป้ ระชาชนพรอ้ มท่ีจะทำงานให้กับ
ผปู้ กครอง
นอกจากนี้การท่ีผู้ปกครองสามารถปกครองบ้านเมืองให้สงบสุขต้องอาศัยสูตรการ
ปกครอง ๘ ข้อของขงจ้ือที่ผู้ปกครองตอ้ งปฏิบัตคิ ือ อบรมคณุ ธรรมใหก้ ับผูป้ กครองและประชาชน ให้
ความเคารพยกย่องผู้มีความรคู้ วามสามารถ ผู้ปกครองตอ้ งปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุด ยกย่องขุนนาง
ผู้ใหญ่และผู้มีอำนาจในแผ่นดิน แผ่พระคุณไปยังขุนนางผู้น้อย แผ่ความรักให้ประชาชนดุจดังบิดา
ผู้ดูแลบุตร ส่งเสริมวิชาชีพต่างๆ ให้เจริญต้อนรับชาวต่างประเทศที่เข้ามาทำการค้าและที่มาเป็นผู้
สวามภิ กั ด์ิ สร้างความสัมพนั ธ์กับผ้ปู กครองของรัฐอืน่
ขงจ้ือแบ่งการทำความสุขให้สังคมเป็น ๒ ระดับ คือ ระดับสากลนิยม หรือที่เรียกว่า
ไต้ห้ง เป็นการปกครองในระดับพลเมืองของโลก คือ มีรัฐบาลโลกท่ีมาจากตัวแทนของรัฐต่างๆ ท่ีมี
ความรู้ ความสามารถซึง่ มีคุณธรรมและจรยิ ธรรมมาปกครองโลกจงึ ทำใหเ้ กดิ มหาสันติสขุ ขึน้ แต่ถ้าไม่
สามารถทำได้ ให้ลดระดบั มาสร้างความสุขในระดบั รัฐชาตนิ ิยม หรือท่ีเรียกว่า เซียวคัง เพ่ือสร้างจุล
สันติสุขในรัฐของตน โดยอาศัยผู้ปกครองที่มีความรู้ความสามารถพร้อมดว้ ยคุณธรรมและจริยธรรม
เช่นเดยี วกัน๙
๒. วิธีการและรูปแบบของการเผยแผ่ศาสนาขงจ้ือ
ประเทศจีนเปน็ หน่ึงในอารยธรรมโบราณที่เกา่ แก่ทส่ี ดุ ของโลก และเปน็ ประเทศเดยี วท่ีมีการ
ถา่ ยทอดวัฒนธรรมตั้งแต่สมัยโบราณจนถงึ ปัจจบุ นั จากรุน่ สูร่ นุ่ ต่อเน่อื งกันมาอยา่ งไมข่ าดสาย ในฐานะ
ท่ีเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของประเทศจีนสำนักปรัชญาขงจ้ือกล่าวว่า การเปล่ียนแปลงของโลกและ
สถานะทางประวัติศาสตร์ของประเทศจีนมีความสอดคล้องกัน ดังน้ันขงจ้ือจึงกลายเป็นบุคคลท่ีมี
ชอ่ื เสยี งโดดเด่นทางด้านวฒั นธรรมของโลก ปรชั ญาของขงจ้ือจึงกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำ
คา่ ของมวลมนษุ ยชาติ
๙ อา้ งแลว้ . หนา้ ๖๙-๗๘.
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจ้อื หนา้ ๓๗
ขงจื้อมีความคิดกว้างขวาง ทั้งเชี่ยวชาญ และลึกซึ้ง ทฤษฎีปรัชญาของขงจื้อ คือ “ความ
เมตตากรุณา” “ความกตัญญู” “ขนบจารีตและประเพณี” “ความยุติธรรม”และ“ความซื่อสัตย์”
การเมอื งในอดุ มคตขิ องขงจ้ือ คือ “การปกครองประเทศให้มีความสงบสุข ทุกคนเปรียบเสมอื นบคุ คล
ในครอบครวั ” ความคิดทางด้านการศึกษาคือ “ไมว่ ่าใครก็สามารถรับการศกึ ษาได้” “การศกึ ษาตาม
ความถนัดและความสามารถของแต่ละคน” และยังให้ความสำคัญกับสติปัญญาและคุณธรรม
เป็นต้น วิธีการสอนของขงจ้ือ คือ ถกเถียงและการวิวาทะเชิงปรัชญา ขงจื้อมีลูกศิษย์ประมาณ
๓,๐๐๐ คน ที่ยกย่องกันวา่ มีความรู้ความสามารถเปน็ ที่ยอมรับนบั ถือทั่วไปมปี ระมาณ ๗๐ คน ซ่ึงได้
บันทึกคำสอนของขงจื้อไว้เป็นหลักฐาน ในรูปของคำสนทนาโต้ตอบระหว่างอาจารย์กับศิษย์ โดย
ขึ้นต้นว่า “อาจารย์กล่าวว่า…” ภายหลังมีการประมวลและเรียงข้ึนเป็นหนังสือมีชื่อว่า “หลุนอว่ี”
ปรัชญาของขงจ้ือจึงเป็นสิ่งท่ีมีความสำคัญและลึกซ้ึงจนถึงปัจจุบัน การเผยแผ่ศาสนาของขงจ้ือพอ
สรปุ สังเขปไดด้ งั ต่อไปน้ี
ความสำเรจ็ ในการจัดเก็บรวบรวมประวัติศาสตร์สมัยโบราณ ๔๘๔ ปี ก่อนคริสต์ศกั ราช
ขงจื้อได้กลับไปท่ีรัฐหลู่และได้ถูกยกย่องว่าเป็นคนเก่าคนแก่ของประเทศ ขงจ้ือเป็นกังวลเร่ืองของ
ประเทศชาติ จงึ คอยใหก้ ำลงั ใจตวั เอง และมุ่งม่ันบากบ่นั เสมอมา แม้ว่าอายุจะมากจนถึงวัยชรา ขงจื้อ
ก็ยังมุ่งมานะจนลืมแม้กระท่ังรับประทานอาหาร มีความสุขจนลืมความโศกเศร้าและทุ่มเทให้กับ
การศึกษาและจัดเก็บรวบรวมประวัติศาสตร์สมัยโบราณให้เรียบร้อย ทำจนลืมว่าตัวเองถึงวัยชรา
แลว้
เดินทางท่องเท่ียวไปยังรัฐต่างๆ ขงจ้ือเดินทางท่องเท่ียวไปยังรัฐต่างๆ ด้วยตัวเองเมื่ออายุ
๕๕ ปี เพื่อแสวงหาโอกาสที่จะได้เสนอข้อคิดเห็นทางการเมืองให้แก่รัฐต่างๆ คือ การปกครองด้วย
คุณธรรม ระยะเวลา ๑๔ ปีที่ขงจ้ือได้เดินทางไปมาและพบกับบรรดาเจ้าผู้ครองรัฐต่างๆ ทั้ง ๗ รัฐ
ขงจ้ือต้องประสบพบเจอกบั ความทุกขท์ รมาน และเม่ืออายุ ๖๘ ปี ขงจื้อจงึ เดินทางกลับมายงั รัฐหลอู่ ีก
คร้ัง
ขงจื้อเปน็ ข้าราชการเพอ่ื ปกครองประเทศ ขงจื้อเผชิญหน้ากบั ความสับสนวุ่นวายและความ
จริงทางสังคม ขณะท่ีบรรดาเจ้าผู้ครองรัฐตา่ งๆ ได้ยดึ ครองราช ซงึ่ การแก้ไขประคับประคองประเทศ
เป็นหน้าที่ของขงจื้อ ท่านจึงริเร่ิมการปกครองด้วยคุณธรรมและพยายามปฏิรูปบ้านเมืองให้เป็น
ระเบียบเรียบร้อย ตลอดระยะเวลา ๔ ปี ท่ีขงจื้อเป็นขา้ ราชการปกครองประเทศ ผลงานการปฏิบัติ
หนา้ ทข่ี องขงจื้อดเี ย่ียมซ่งึ นำพาให้รัฐหลไู่ ปสูค่ วามเจริญรุ่งเรอื ง
แบบอย่างการเรียนที่ดีและคุ้มค่า ขงจื้อเป็นผู้ก่อตั้งสำนักปรัชญาขงจ้ือ ตั้งแต่ราชวงศ์ฮ่ัน
และราชวงศท์ ั้งหมดในประวตั ิศาสตร์จีนต่างยกยอ่ งใหข้ งจื้อเปน็ ผูท้ ี่มอี ุดมการณ์เป็นเลศิ กอ่ นเสยี ชวี ิต
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจื้อ หนา้ ๓๘
ขงจ้ือไม่ได้คาดหวังไว้ว่าตัวเองจะมีเกียรติยศ ซึ่งต่อมาได้รับการแต่งต้ังบรรดาศักดิ์เป็นอาจารย์ผู้มี
ความรู้ความสามารถ และยังเป็นแบบอย่างผู้ที่ใช้ชีวิตด้านการเรียนที่ดีและคุ้มค่า ทั่วประเทศจนี ยัง
สร้างศาลเพื่อให้ลูกหลานและลูกศิษย์ได้เคารพบชู า และยังสร้างศาลให้กับบุคคลท่ีทำคุณงามความดี
เช่นเดียวกับขงจ้ือ ประวัตศิ าสตร์วัฒนธรรมความคิดแบบสังคมศกั ดินาต้ังแต่ต้นจนจบของประเทศจีน
ในสมยั นนั้ จงึ มีความหมายวา่ ด้วยความเคารพและบชู าขงจ้ือ
สวรรค์บงการชะตากรรม ยุคชุนชิวผู้คนยังคงเขา้ ใจว่าชะตากรรมของมนุษยชาติถูกบงการ
จากสวรรค์ทั้งหมด ซง่ึ สวรรค์มีอิทธิพลตอ่ ชะตากรรมของมนษุ ยชาติและวญิ ญาณ และยังสามารถทำ
ให้มุนษยชาตเิ คราะหร์ ้ายหรือมีความสขุ ได้ ขงจ้ือใหค้ วามสำคัญกบั มนษุ ยธรรม ไม่ค่อยให้ความสำคัญ
กบั หลักธรรมชาตแิ ห่งสวรรค์ เหมือนคำที่วา่ “รู้วา่ ทำไม่ไดแ้ ต่กจ็ ะทำ” แตก่ ็ยังยนื ยันทจ่ี ะต่อสู้กับชะตา
กรรม ไมย่ ุ่งเกยี่ วกับวิญญาณ
มุมมองของขงจ้ือยังไม่มีรูปแบบและระบบที่สมบูรณ์แต่เขาเช่ือว่าโลกมีการพัฒนา และ
ยอมรับว่าโลกมีการพัฒนาเปล่ียนแปลงไป ดังน้ันควรดำรงอยู่โดยภววิสัย และปรับตัวให้เข้ากับ
กฎหมาย สง่ิ ทส่ี ะทอ้ นใหเ้ หน็ ถึงมุมมองความคิดและวตั ถุนิยม
วธิ ีการขงจ้ือมีข้อคดิ ในทางปฏบิ ัติสองทาง และมกี ารส่งเสรมิ ในสิ่งที่แตกต่างกันคือ ทัศนคติ
ทเี่ ปน็ กลางและเหมาะสม วิธีการแบบนี้คือ การท่ีขงจื้อวิจยั ประวตั ิศาสตร์และสังเกตสงิ่ ท่ีเกิดข้ึนตาม
ความจริง รวบรวมความคิดในภาพรวมเขา้ ด้วยกนั หลงั จากวิเคราะห์รวบรวมเหตุผลพ้ืนฐานส่ิงต่างๆ
หลายๆดา้ นทม่ี ีการพัฒนาและเปลีย่ นแปลง“การค้นพบทีด่ ี” และ “ความสำเร็จท่ดี ี” ของขงจ้ือทำให้
ไดร้ ับการย่อย่องจากเหมาเจอ๋ ตุง
ญาณวิทยาปัญหาพ้ืนฐานของปรัชญา คือปัญหาความสัมพันธ์ของการดำรงอยู่และ
ความคดิ แหลง่ ที่มาของปัญหาก็คือ วชิ าว่าด้วยความรู้ แม้ว่าขงจื้อจะกล่าวว่า “คนที่เกดิ มารทู้ ุกเร่ือง
เปน็ ผ้ทู ีม่ ญี าณวทิ ยา” เขาไมเ่ คยคดิ ว่าทกุ คนเกิดมาแลว้ จะรทู้ ุกเรื่อง และก็ไม่ยอมรับว่าตนเองเกดิ มาก็
รู้ทุกเรื่อง ในทางตรงกันขา้ มเขายืนยันที่จะแสวงหาความร้โู ดยเรยี นศึกษาหาความรู้ตอ่ ไปอย่างไมม่ ีที่
ส้ินสดุ
ความคิดเห็นทางการเมือง ยุคชนุ ชวิ สงั คมเกิดความไมส่ งบอยา่ งรุนแรง มกี ารล่วงละเมิดการ
ปฏิบัตินอกจากหน้าท่ี ทำให้เกิดการจลาจลในประเทศ บรรดาประเทศต่างๆจึงเข้ายึดดินแดนของ
เมืองอ่ืนรวมมาเป็นของตน สงั หารบุคคลท่ีบุกรุกเพื่อขจัดความสับสนวุ่นวายของบ้านเมือง ตอ่ มาจึงมี
การปฏริ ูปสังคมใหเ้ กิดความเปน็ ระเบียบเรียบรอ้ ย โดยยดึ ตามหลัก “ความเมตตากรุณา” และ “การ
มีมารยาท” ขงจ้ือได้เสนอความคิดเห็นและสนับสนุนการเมืองและให้การอบรมด้านจิตใจแก่
นักการเมือง
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจือ้ หนา้ ๓๙
ข้อเสนอทางการเมือง ขงจ้ือเป็นผู้ปกป้องรกั ษากฎเกณฑ์ คือถือวงศ์ตระกูลเป็นศูนย์กลาง
และมีสิทธิพิเศษ ในขณะเดียวกันยังคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน และต้องการเปล่ียนแปลง
สภาพความเปน็ อยทู่ างสงั คม ขงจื้อไม่ต้องการจะปฏวิ ัตกิ ษัตริย์ แตส่ งิ่ ทข่ี งจื้อคาดหวงั กค็ ือดำเนนิ การ
ปกครองด้วยคุณธรรม และศีลธรรมเม่ือทำอะไรกต็ ้องมีมารยาท ชักจูงให้ประชาชนทกุ คนมีศลี ธรรม
และทำให้ทกุ คนมีมารยาท
การอบรมด้านจิตใจของนักการเมือง การดำเนินการปกครองด้วยคุณธรรมทำให้คนใน
ประเทศเกดิ ความสามคั คี นับเป็นส่ิงสำคัญในการบรหิ ารคนในประเทศ ดังนนั้ นกั การเมืองจำเปน็ ต้อง
ฝึกฝนตนทางด้านคุณธรรม ต้องมีพฤติกรรมเท่ียงตรง ยืนหยัดในหลักการ เลือกบุคคลผู้มีคุณธรรม
และเพียบพรอ้ มดว้ ยสตปิ ัญญา มีความสามารถและทกั ษะทีด่ ี ขยนั และมจี ิตใจท่ีซ่ือสตั ย์สุจริต
ความคิดทางจริยธรรม บทบาทในชีวิตทางสังคมของขงจื้อ ท่านให้ความสำคัญกับเรื่อง
คุณธรรมเปน็ อยา่ งมาก เพื่อสร้างความเป็นระเบียบเรยี บร้อย และให้เกดิ ความกลมเกลียวในสังคม เขา
จึงใช้หลกั “เมตตากรุณา”ซงึ่ เป็นจริยศาสตรท์ ีส่ มบรู ณ์ในการสรา้ งความเป็นระเบียบของสงั คม
ปรัชญาความคดิ เมือ่ เทียบกับปรัชญาสมัยใหม่ ปรชั ญาความคิดของขงจ้ือจะเรียบง่ายมาก
ข้นึ รปู แบบระบบปรัชญาความคดิ ของคนคือการยึดเอา “ความเมตตา” เป็นสญั ลักษณ์ แต่เมื่อเทียบ
กบั ความคดิ ของบคุ คลรว่ มสมยั จะเห็นได้วา่ ความคดิ ของขงจ้ือมีความกา้ วหน้ามากกว่า
ความจงรกั ภักดี คนท่ีมคี วามจงรักภักดีคือ คนท่ีมีความซอ่ื สตั ย์ มีความรับผิดชอบ พยายาม
ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ถึงที่สุด และยังรวมไปถึงการแสดงความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ ขงจื้อจึง
เสนอข้อคิดเห็นว่า “ข้าราชบริพารที่ได้รับการแต่งตัง้ จากพระมหากษตั ริย์ต้องปฏิบตั ิตามบรรทัดฐาน
ของประเพณี ข้าราชบริพารรับใช้พระมหากษัตริย์ด้วยความจงรักภักดี” ต้องป้องกันไม่ให้เกิด
ข้อผิดพลาดต่อพระมหากษัตริย์ กำจัดและโค่นล้มทรราช ซ่ึงแตกต่างกับคนรุ่นหลังที่ว่า “ขุนนาง
จะตอ้ งฟงั คำสัง่ ของพระมหากษตั รยิ ์” เป็นอย่างมาก
ความกตัญญสู ังคมทาส ปกครองรกั ษาการโดยความสัมพนั ธท์ างสายเลือด ความกตัญญเู ป็น
ความสัมพันธ์ของมนุษย์ด้านศีลธรรมจรรยา และเป็นศีลธรรมทางการเมือง หลังเข้าสู่สังคมศักดินา
บทบาทสำคัญของกตัญญูคือมนุษย์ต้องมีศีลธรรมจรรยา ขงจื้อกล่าวว่ากตัญญูไม่เพียงเริ่มจากการ
เคารพปฏิบัติตามคำส่ังสอนของพ่อแม่ และยังต้องพูด ทำ และรับคำตักเตือนในส่งิ ท่ีทำผิดต่อพ่อแม่
ซ่ึงตอ่ มาภายหลังมคี วามแตกตา่ งจากคำทวี่ ่า “พอ่ จะต้องฟงั คำส่ังของลูก” เปน็ อย่างมาก
ความน่าเชื่อถือ คือ การซื่อสัตย์ไม่หลอกลวง มนั ไมเ่ พียงเป็นหลักในการคบหาเพื่อน ยงั เป็น
ศีลธรรมขอ้ หนึง่ ในการปกครองประเทศ คนทซ่ี ื่อตรงจำเปน็ ตอ้ งมีจิตใจท่ซี อ่ื สัตย์ คำพดู จะตอ้ งมีความ
นา่ เช่ือถอื แตก่ ารรักษาความน่าเชือ่ ถือจะตอ้ งมหี ลกั การ และปฏิบตั คิ วบคไู่ ปกบั ศีลธรรมและสจั ธรรม
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจอื้ หนา้ ๔๐
ความยุตธิ รรมมีเหตุมผี ล เดิมทแี สดงให้เห็นถึงความเป็นธรรม ขงจื้อเคยอธิบายไว้ว่า ความ
ยุติธรรมเป็นบรรทัดฐานของศีลธรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคม ผู้คนยึด
ความยุตธิ รรมเป็นศูนยก์ ลาง เพียงเร่ิมจากความยตุ ิธรรม กลา้ หาญทำเรือ่ งที่มคี วามยตุ ิธรรม แตข่ งจ้ือ
ไมไ่ ดน้ ำความยตุ ธิ รรมและผลประโยชนแ์ ยกออกจากกันแตข่ อรอ้ งให้ผ้คู น เมอื่ ได้รบั ผลประโยชน์กต็ อ้ ง
คำนึงถึงความยุตธิ รรมก่อน
การใหอ้ ภัย ผู้คนตา่ งมคี วามเห็นตรงกันว่า การใหอ้ ภยั คือ การเอาใจเขามาใสใ่ จเรา เม่อื อยู่ใน
สงั คมจะตอ้ งรู้จักเข้าสงั คม ส่ิงทค่ี ิดว่าตนเองทำได้ บุคคลอื่นก็ทำได้ เรอ่ื งที่ตนเองทำไมไ่ ด้กไ็ มต่ ้องโยน
ใหก้ ับบุคคลอ่นื ทำ
การใหข้ งจ้ือส่งเสรมิ ให้มีการให้ การปกครองประเทศควรมีจิตใจท่ีมคี วามออ่ นน้อมถอ่ มตน
มีความออ่ นโยน มีจติ ใจที่ดีงาม มีความเคารพประหยัด และมีความอดทน ควรสอนให้ผูค้ นรู้ว่าเม่อื มี
ชื่อเสียง มีอำนาจควรพิจารณาถึงผู้อื่นก่อนแล้วค่อยคิดถึงตัวเอง เม่ืออยู่ในหน้าที่ก็ควรปฏิบัติตาม
กฎหมายของประชาชน และควรพจิ ารณาตวั เองก่อนแลว้ คอ่ ยคิดถงึ คนอื่น
ความเชื่อ ประกอบดว้ ย ๒ ด้าน ประการแรกคอื ตนเองตอ้ งมีลกั ษณะอากปั กิริยาทีเ่ อาจริง
เอาจังเคร่งขรมึ ประการทสี่ องคอื ถ่อมตนยอมรบั ฟงั ความคดิ เหน็ ของคนอ่ืน และคลอ้ ยตามไปกบั ผอู้ นื่
ซ่ึงมันเป็นหนึ่งในจริยธรรมและศีลธรรมท่ีขงจื้อพยายามส่งเสริมเป็นอย่างมาก รวมถึง ความอบอุ่น
ความดี และประหยัดมธั ยสั ถ์ ซ่ึงคนรนุ่ หลังเรยี กว่า “ ศีลธรรมทั้งห้า ”
ความเคารพ ประกอบด้วย ๒ ด้าน ประการแรกคือจริงจังตั้งใจกบั การงานและกจิ การท่ีทำ
ประการท่ีสองคือ ปฏิบัติต่อผู้อนื่ ด้วยความจริงใจ ทำอะไรตอ้ งตัง้ ใจ เคารพความคดิ ของผอู้ ื่น ซ่ึงเป็น
ทฤษฎีทางศีลธรรมทเ่ี กา่ แก่ท่ีสุดของประเทศจนี การเคารพพ่อแม่ เคารพผู้อาวุโส เคารพเพื่อน ซึง่ สิ่ง
เหล่านเี้ ป็นหลักทผ่ี ้คู นจะตอ้ งปฏบิ ัติตาม
ความคดิ ทางการศึกษา ความคดิ ท่ีจะปกครองด้วยคุณธรรมจะเปน็ จริงได้นนั้ จะตอ้ งปลกู ฝัง
ให้คนที่มีความรู้ความสามารถทางการเมือง มีความเพียบพร้อมดา้ นศลี ธรรม ขงจื้อจึงริเร่ิมการเรียน
การสอนโดยไม่มแี บบแผน และริเร่มิ สรา้ งโรงเรยี นของตนเองกอ่ น ซึง่ ในชวี ติ ของท่านไดส้ อนคนอย่าง
ไม่รู้จักเบื่อหน่าย สะสมประสบการณ์ในการสอน และยังสร้างวิธีการ รูปแบบการเรียนการสอนทาง
วทิ ยาศาสตร์ ซงึ่ กอ่ ใหม้ ีความคดิ ทางการศกึ ษาท่ีสมบรู ณ์
จุดมุ่งหมายของการศึกษา ขงจื้อเสนอการปกครองท่ีมศี ีลธรรม ดังน้ันจึงสรา้ งโรงเรยี นของ
เขาข้ึนมา เพ่ือดำเนินการฝึกอบรมผู้ที่มีความรู้ความสามารถทางการเมืองให้ปกครองประเทศด้วย
ศลี ธรรม เม่ือผา่ นการฝกึ อบรมแล้วเหล่าบรรดาขนุ นางได้นำสิง่ ทขี่ งจื้อได้สอนคือ “มคี วามจงรกั ภกั ดี
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจื้อ หนา้ ๔๑
ต่อพระมหากษัตริย์ มีความเมตตาต่อประชาชน” ไปปฏิบัติใช้ในสังคมท่ีพออยู่พอกิน เพ่ือสร้างโลก
ใหมท่ ที่ กุ คนเป็นเจา้ ของ และสร้างความสามัคคีให้กับโลก
เน้อื หาการศึกษา ขงจ้ือฝกึ และอบรมผ้ทู ี่มคี วามสามารถให้ปกครองประเทศด้วยศีลธรรม ให้
ความสำคัญกับคุณสมบัติประจำตัวของแต่ละคนและมีความสามารถในการปกครองประเทศ การ
เรียนการสอนโดยยดึ ศลี ธรรมเปน็ ส่ิงสำคัญซึ่งจะครอบคลมุ ไปดว้ ย ศีลธรรม สติปญั ญา ร่างกาย ดนตรี
และคณุ ธรรมอนั ดี
วธิ ีการศึกษาขงจื้อ สอนนักเรียนตามความสามารถของนักเรยี น การเรียนหนังสือเป็นการ
เพิ่มพูนความรู้ให้แก่กันและกันท้ังสองฝ่าย ท้ังนักเรียนและครูผู้สอน ค่อยๆโน้มน้าวให้การศึกษา
เป็นไปตามลำดับข้ันตอน รู้เร่ืองหน่ึงก็สามารถนำไปเช่ือมโยงถึงเรื่องอื่นๆอีกหลายเร่ืองได้ เวลาท่ี
นกั เรียนตอ้ งการท่ีจะพดู แต่ไม่สามารถพูดออกมาได้ เขาจงึ คิดวิธีการสอนให้เชอ่ื มโยงกับวิทยาศาสตร์
และรปู แบบการสอนทสี่ ามารถยดื หยนุ่ ได้
วธิ กี ารเรียน ขงจ้ือมีความกระตือรอื ร้นและชอบทีจ่ ะหาความรูเ้ ปน็ อย่างมาก แม้ว่าขงจ้ือจะ
ไม่มีอาจารย์สอนหนังสือ แต่ขงจื้อก็มีความรู้ความสามารถ ชาญฉลาด และมีความมุ่งมานะเพื่อหา
ความรู้เป็นอย่างมากจนกระทั่งลืมทานข้าว ขงจ้ือมักจะแก้ไขปัญหาทุกเร่ือง ทบทวนความรู้เก่า
เพื่อท่ีจะได้ความรู้ใหม่ นำความรู้ท่ีเรียนและความคิดของตนเองมาประยุกต์ใช้รว่ มกนั และเป็นผู้ท่ีรู้
เรอื่ งหนึง่ ก็สามารถร้ทู ะลุปรุโปร่งไปถึงเรอ่ื งอ่นื อกี มากมายหลายเรื่อง
ผู้นำต่างประเทศเยี่ยมชมสุสานขงจ้ือ สุสานตระกูลขงและจวนที่พักตระกูลขง ปรัชญา
ความคิดของขงจ้ือแพร่หลายไปท่วั โลก ทำให้ทุกปมี ักจะมีผู้นำตา่ งประเทศและมติ รสหายจำนวนมาก
มาเย่ียมชมบ้านเกิดของขงจ้ือ เพ่ือแผ่ขยายการวิจัยทางวิชาการและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม
ดังน้นั การเผยแพร่ปรชั ญาความคิดของขงจื้อจงึ มีอิทธพิ ลต่อคนทัง้ โลก
ประเทศในทวปี ยุโรป การส่ือสารทางบกระหว่างประเทศจีนและประเทศตะวนั ตกไดเ้ ริม่ จาก
ราชวงศ์ฮั่น แต่ในประวัติศาสตร์การติดต่ออย่างเป็นทางการกับประเทศตะวันตกและเร่ิมมีการวิจัย
ปรัชญาความคดิ ของขงจ้ือมีเพียงไม่กี่รอ้ ยปีท่ีผ่านมา ประเทศแรกๆท่ีมีการติดต่อและทำการวจิ ัยคือ
ประเทศโปรตเุ กสและประเทศอิตาลี ซึ่งวิธีหลักคอื บาทหลวงทีม่ าประเทศจีนจะแปลหนงั สอื รวบรวม
เรียบเรียงบทประพันธ์ และโฆษณาประเทศของตน ในทวีปยุโรปประเทศที่ได้รับอทิ ธพิ ลจากปรัชญา
ความคิดของขงจ้ือมากที่สุดคือ ประเทศฝรั่งเศส ซ่ึงมีจุดมุ่งหมายในการผลักดันเคลื่อนไหว เพ่ือ
เผยแพร่ความรู้ทางด้านวัฒนธรรม ประชาธปิ ไตย และปฏิวัตชิ นช้ันนายทุน ในตอนแรกประเทศที่ใช้
ภาษาองั กฤษเป็นภาษาราชการไม่สนใจปรัชญาความคิดของขงจ้ือ แต่ตอนหลงั เพอื่ การแผข่ ยายอาณา
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจอื้ หน้า ๔๒
นิคมจึงเร่ิมมีการวิจัยขงจ้ือ ปัจจุบันสถานการณ์ระหว่างประเทศมีการพัฒนาอย่างรวดเรว็ จึงมีการ
วิจยั ปรัชญาความคดิ ของขงจื้อเปน็ จำนวนมาก
เอเชียตะวันออกเฉียงใตแ้ ละโอเชียเนีย ปลายราชวงศ์หมิงมีผู้อพยพชาวจีนจำนวนมากทไ่ี ป
ดำรงชีวิตในตา่ งประเทศ สถานที่จุดหมายปลายทางทีผ่ ู้อพยพจะไปคอื หมเู่ กาะมาเลย์และอนิ โดนีเซีย
ปรัชญาความคิดของขงจื้อได้แผ่ขยายไปยังคาบสมุทรมลายูอินโดนีเซียฟิลิปปินส์ออสเตรเลียและ
นิวซีแลนด์เนื่องจากประชากรกว่าครึ่งหน่ึงของประเทศสิงคโปร์เป็นคนเชื้อสายจีน และรัฐบาลให้
ความสำคัญสำนกั ปรัชญาขงจื้อเปน็ อย่างมากดังนั้นขงจื้อจึงมอี ิทธิพลต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และ
โอเชยี เนียเปน็ อย่างมาก
เวยี ดนาม ปรัชญาความคิดของขงจื้อได้แผข่ ยายเข้ามาในประเทศเวียดนามเม่อื สามศตวรรษ
กอ่ นครสิ ตกาล ซงึ่ มีอิทธพิ ลต่อการพัฒนาวัฒนธรรมของประเทศเวียดนามอย่างมาก จงึ กลายเป็นหนึ่ง
ในแหลง่ ท่ีมาของวฒั นธรรมดั้งเดมิ ของประเทศเวยี ดนาม และเปน็ ส่วนสำคัญท่ีสดุ
ประเทศญี่ปนุ่ การแผ่ขยายปรัชญาความคิดของขงจ้ือในประเทศญ่ีปุ่นเรม่ิ จากคนอาณาจกั ร
ชิลลาทมี่ ีช่อื วา่ หวงั เหยินไดน้ ำคมั ภีร์หลนุ อว่ีข้ามนำ้ ข้ามทะเลไปยังประเทศญป่ี ุ่น ซึง่ มีประวัติศาสตร์
ยาวนานประมาณ ๑,๗๐๐๐ ปี ปรัชญาความคิดของขงจ้ือจงึ ส่งผลในดา้ นคณุ ธรรมและการศกึ ษาของ
คนในประเทศญ่ปี ุ่น
ประเทศเกาหลี การแผ่ขยายปรชั ญาความคิดของขงจ้ือในประเทศเกาหลีมีอิทธิพลยาวนาน
ถงึ ๒,๐๐๐ ปี ซึง่ มีอทิ ธิพลเป็นอย่างมากในการพฒั นาวฒั นธรรมของประเทศเกาหลี
บทสรุป วันนี้โลกก้าวเข้าสู่ยุคท่ีเรียกว่าโลกาภิวัตน์หรือยุคของข้อมูลข่าวสาร ท่ัวโลกเกิด
ความสันติสุข มีอารยธรรม มีความเจรญิ รุ่งเรอื งและมีความก้าวหน้า ซึง่ เปน็ ความหวังของมนษุ ยชาติ
ท้ังโลกขงจ้ือสนับสนุนการสรา้ งบุคลิกภาพทเ่ี หมาะสม และคิดสร้างรูปแบบทางสังคมที่ดี ให้สังคมมี
สภาพท่ดี ีย่ิงขึ้น จึงทำให้เขาได้รับความเคารพ และความสนใจจากสังคม ซึ่งชือ่ กบั ภูมปิ ญั ญาของขงจื้อ
จะย่งิ ใหญท่ ส่ี ุดและตลอดไป๑๐
๓. คณุ ค่าความสำคัญของการเผยแผศ่ าสนาขงจื้อ
ขงจื้อ เป็นผู้วางรากฐานให้กบั ศาสนาขงจื้อที่มุ่งแก้ไขปัญหาการเมอื งและสังคมของจีนในสมัย
จลาจล โดยเน้นให้มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมด้วยความสงบสุขเรียบร้อย ท้ังนี้จะถือหลักการเรื่อง
๑๐ สถาบนั ขงจื้อมหาวิทยาลยั อสั สัมชญั , ปรชั ญาความคิดขงจ้ือ [ออนไลน์], แหล่งที่มา :
http://www.ci.au.edu/th/index.php/about/2015-08-24-11-58-20 [๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๕].
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจ้ือ หน้า ๔๓
มนุษยธรรมและจารีตประเพณี ซ่ึงต้ังอยู่บนพ้ืนฐานของหลักแห่งสัมพันธภาพ ๕ ประการ ได้แก่
เมตตาธรรม มโนธรรม จรยิ ธรรม สัตยธรรม ปัญญาธรรม (สอดคลอ้ งกับหลักศีล ๕ ของพุทธศาสนา)
มีบุคคลบางคนกล่าวว่า ศาสนาขงจ้ือเป็นระบบศีลธรรมหรือหน้าท่ีพลเมืองดีมากกว่าศาสนา เพราะ
ขงจ้ือมิได้ส่งเสริมให้มีความเชื่อถือในพระเจ้าที่เป็นตัวตน หรือการสวดอ้อนวอน ตลอดจนการบูชา
พระผเู้ ป็นใหญ่ แม้ขงจื้อจะสอนหนักไปทางจริยธรรมและหน้าท่พี ลเมืองดี แต่หนังสือบางเลม่ ทขี่ งจื้อ
แต่งไว้ก็ได้กล่าวถึงเทพเจ้า และอำนาจของเทพเจา้ ท่มี ีอยู่เหนือโลก เช่นคัมภรี ์อีจ้ ิง หรือคัมภีรว์ ่าด้วย
ความเปล่ียนแปลงได้กล่าวถึง ซ่างต้ี หรือเซี่ยงตี่ ซึ่งเป็นผู้สร้างโลก เป็นที่น่าสังเกตว่า ขงจื้อ เขียน
คัมภีร์อ้ีจิง อันว่าด้วยจักรวาลและการสร้างโลกนั้น เป็นเพียงการรวบรวมความเชื่อของเก่าท่ีมีมา
ดัง้ เดิมเกีย่ วกบั การสร้างโลก ตามความเหน็ และความเชื่อถอื ของคนโบราณ
ขงจ้ือส่งั สอนลูกศษิ ยโ์ ดยไม่เลือกชั้นวรรณะ ลกู ศษิ ย์ของขงจ้ือจงึ มีทุกชนชัน้ ทำใหเ้ กิดชนช้ัน
ปัญญาชนข้ึนในสังคมจีน ปัญญาชนเหล่านี้มีเป้าหมายอยู่ท่ีการเข้ารับราชการ โดยหวังว่าปัญญา
ความรู้ความสามารถทีไ่ ด้รบั การอบรมมาจะเป็นประโยชน์ต่อการปกครองบ้านเมือง และยังเป็นการ
สรา้ งชอ่ื เสียงและฐานะให้กบั ตนเอง ครอบครวั วงศ์ตระกูลอกี ดว้ ย ลัทธขิ งจื้อ เรยี กกันในอีกชอื่ หนึ่งว่า
แนวคิดหยู ซ่ึงหมายถึงแนวคดิ ของปัญญาชน ผู้ที่ศึกษาแนวคิดของขงจ้ือและนักคิดคนอ่ืนๆ ในกลุ่มนี้
เรียกกันในสมัยโบราณว่า ปัญญาชนหยู หรือชาวหยู ปัจจุบันลัทธิขงจ้ือแม้จะหมดบทบาทในด้าน
การเมือง แต่ในด้านวัฒนธรรม ลัทธิขงจื้อยังฝังลึกอยู่ในสังคมจีนนานนับเป็นศตวรรษจนกลายเป็น
ส่วนหนง่ึ ของวิถีชวี ติ และวฒั นธรรมของชาวจีน
คุณค่าในปรัชญาของขงจื้อมีสวรรค์ (หรือฟ้า) เป็นฝ่ายควบคุม คอยให้ความยุติธรรมแก่
มนุษย์ในรูปของกฎหมายสากล ดงั เช่นคำกล่าวท่วี ่า “ผูใ้ ดทำผดิ สวรรคย์ ่อมลงโทษ” ระบบคณุ ธรรมน้ี
มาจากความเชื่อของชาวจีนโบราณที่ว่า สวรรค์อยู่เหนือโลก คอยสอดส่องควบคุมจริยธรรมของ
ชาวโลก กษัตริยเ์ ป็นโอรสของสวรรค์ ไดร้ บั การมอบหมายจากสวรรคใ์ หท้ ำหน้าทีเ่ ป็นสือ่ กลางระหว่าง
สวรรค์กับราษฎร ความม่ันคงของกษัตริย์และราชวงศ์ข้ึนอยู่กับความกรุณาของสวรรค์ ถ้าความ
ประพฤติของกษัตริยไ์ ม่ตั้งอยู่ในหลักธรรม สวรรค์ก็จะบนั ดาลให้เกิดภัยพิบัตติ ่างๆ ในแผ่นดิน ทงั้ ภัย
ธรรมชาติและความระส่ำระสายทางการเมืองและสังคม เมื่อน้ันก็จะมีผู้คบคิดกันโค่นอำนาจของ
กษัตริย์ ด้วยเหตุน้ี ผู้เป็นกษัตรยิ ์จึงพยายามตั้งมั่นอยู่ในจริยธรรม กษัตริย์แสดงความเคารพยำเกรง
สวรรค์ให้ปรากฏต่อสายตาของโลกโดยประกอบพิธีเซ่นสรวงบูชาให้ถูกต้องตามแบบแผ น ส่วน
ประชาชนก็ทำหน้าที่โดยเชื่อฟังและภกั ดีต่อกษัตริย์ เม่ือถึงตรุษสารทก็ทำพิธีเซ่นไหว้ให้ถูกตอ้ งตาม
ประเพณี หากทำไดด้ ังนีช้ ีวิตของแต่ละคนกจ็ ะราบร่ืน และอาณาจกั รกจ็ ะมีแต่สันตสิ ุข
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจือ้ หนา้ ๔๔
ศาสนาขงจ้ือก็เหมือนกับขนบทางจริยและศาสนาท่ีเก่าแก่อื่นๆ ของโลก ที่มักถูก
วิพากษ์วจิ ารณ์ว่าลา้ สมยั ไมอ่ าจแก้ปัญหาในปัจจุบันได้ ทง้ั นสี้ ่วนหนึ่งเป็นเพราะการที่ศาสนาขงจื้อให้
ความสำคัญกับการสืบทอดขนบจารีต ทำให้ผู้ยึดถือขนบธรรมเนียมขงจื้อหลายๆ ท่านดื้อร้ัน ไม่
ยอมรับขอ้ เสนอในการปรบั เปล่ียนจารตี ซึง่ มเี หตผุ ลสมควร อยา่ งไรกต็ าม เราควรแยกแยะระหว่างการ
ให้คณุ ค่าส่วนบุคคลกบั คุณค่าท่ีมอี ยู่ในตัววัฒนธรรมน้ันเอง การทำความเข้าใจขนบธรรมเนียมท่ียังมี
ชีวิตจำเป็นจะต้องแยกแยะระหว่างโลกทัศน์ของนักคิด และสำนักทางความคิดในประวัติศาสตร์
รวมทั้งความแตกต่างระหว่างขนบธรรมเนียมที่ยังมีชีวิต กับที่เส่ือมสลายและกำลังจะตาย วิถีแห่ง
ศาสนาขงจื้อมไิ ด้เป็นการให้หลักการสูงสุดสำหรับเป็นแบบแผนปฏิบัติตายตัว หากแต่มีลักษณะของ
การให้วิสัยทัศน์และแก่นทางอุดมการณ์ในการมีชีวิตที่ดี โดยสามารถยืดหยุ่นตีความได้ตามความ
แปรเปลีย่ นของสถานทแ่ี ละยคุ สมัย
สรุป
พระพุทธศาสนาเผยแผ่หลักธรรมคำสง่ั สอนของพระสมั มาสมั พุทธเจ้า โดยการเผยแผ่เป็นไป
ในเชิงรุก คือ ส่งพระสาวกเดินทางไปเผยแผ่ไปท่ัวสารทิศ เผยแผ่คำสอนและหลักปฏิบัติเป็นไปใน
ลักษณะท้ังโลกิยธรรม เพ่ือให้พุทธบริษัทท่ีประกาศตนเป็นพุทธมามกะและสัตว์โลก ดำเนินชีวิตใน
สงั คมได้อย่างสนั ตแิ ละผาสุก และลกั ษณะคำสอนทเ่ี ป็นทั้งโลกตุ รธรรม โดยมีจดุ มงุ่ หมายคือการหลุด
พน้ จากวัฏฏะสงสาร คอื นพิ พาน และหลังพทุ ธกาลพุทธบรษิ ัท ๔ ดำรงอยไู่ ว้ซง่ึ หลักธรรมคำสอนของ
พระสมั มาสัมพุทธเจ้าจนถึงทกุ วนั น้ี
ในส่วนของศาสนาขงจ้ือเผยแผ่หลักธรรมคำสอน โดยเผยแผ่ในเชิงรับ คือ ต้ังสำนักขงจื้อ
ขึ้นมา รับศิษยานุศิษย์ หรือผู้ที่สนใจ เข้ามาเรียนรู้ในหลักคำสอนและหลักปฏิบัติ ในระยะแรกท่ าน
ขงจ้ือจะเป็นผู้สอน และต่อมาจึงมศี ิษย์เอก สืบทอดหลักคำสอนของท่านขงจ้ือให้แพรห่ ลายต่อไป จน
เปน็ ทีย่ อมรับกันในสังคมชาวจนี และยกย่องใหท้ ่านขงจ้ือเป็นศาสดาของศาสนาขงจื้อ คำสอนเป็นไป
ในลักษณะโลกิยธรรม เพ่ือมุ่งหวังให้ประชาชนดำเนินชีวติ ได้อย่างสันติและผาสุก และได้ประโยชน์
สงู สดุ
ดงั ท่ีทราบกันดีแล้วจากความสำคัญของศาสนาวา่ สำคัญต่อมนุษย์อย่างไร ตอนน้ีจะขอพูดถึง
คุณคา่ ของศาสนา ทุกศาสนาสง่ั สอนให้ศาสนิกชนของตนกระทำความดี เปน็ คนดี มีปัญญาและรจู้ กั ใช้
ปญั ญาให้เกดิ ประโยชน์ทัง้ แก่ตนเองและเพอื่ นมนษุ ย์ในสงั คมโดยสว่ นรวม เชน่ สอนให้มีความเสียสละ
ความไม่เห็นแก่ตัว มคี วามเมตตาเอื้ออาทรต่อกนั และการเคารพตอ่ สิทธิแห่งความเปน็ เพือ่ นมนุษยข์ อง
กนั และกัน เมอื่ เป็นดังน้ีแล้ว จะสง่ ผลให้สงั คมมแี ต่สนั ติสุขตลอดไป ศาสนามีคณุ ค่านานัปการ คุณค่า
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจ้อื หน้า ๔๕
ของศาสนาที่มีต่อมนุษย์เป็นคุณค่าทางจิตใจ อันถอื ว่าสงู กว่าคุณค่าทางวตั ถุ คุณค่าของศาสนาที่พอ
ประมวลได้ ดังน้ี
๑) เป็นท่ียึดเหน่ียวจิตใจของมนุษย์ คือเป็นที่พ่ึงทางใจ ทำให้ไม่รู้สึกอ้างว้างว้าเหว่
จนเกินไป
๒) เป็นบ่อเกิดแหง่ ความสามัคคีของหม่คู ณะ รวมถงึ ความสามคั คีในหม่มู วลมนุษยชาติ
๓) เป็นบอ่ เกดิ แห่งการศกึ ษาท้งั ในด้านพทุ ธศึกษา จรยิ ศกึ ษาและศีลธรรมจรรยา
๔) เปน็ บอ่ เกดิ แห่งจริยธรรม ศีลธรรมและคุณธรรม
๕) เปน็ บ่อเกิดแหง่ ขนบธรรมเนยี มประเพณอี ันดงี ามท้ังหลาย
๖) เปน็ เครื่องดบั ความเรา่ ร้อนทางใจ ทำใหใ้ จสงบเย็น
๗) เป็นดวงประทีปสอ่ งโลกทม่ี ืดมดิ
๘) เป็นสง่ิ ทแ่ี ยกมนษุ ย์ออกจากสตั ว์ เพราะสัตว์ไมม่ ศี าสนา
เม่ือมนุษย์ได้นำหลักศาสนาไปประพฤติปฏิบัติในวิถีชีวิตของตนอย่างสม่ำเสมอแล้ว ย่อม
กอ่ ใหเ้ กิดประโยชนอ์ ยา่ งอเนกอนนั ตต์ ่อตนเองอยา่ งแน่นอน ประโยชน์ของศาสนาโดยภาพรวมมี ดังนี้
๑) ศาสนาช่วยทำใหค้ นมีจติ ใจสงู และประเสรฐิ กว่าสตั ว์
๒) ศาสนาชว่ ยทำใหค้ นมวี นิ ัยในตวั เองสงู
๓) ศาสนาชว่ ยทำให้คนในสังคมอยูก่ ันได้อยา่ งสงบสขุ
๔) ศาสนาช่วยส่งเสริมและสร้างสรรค์ผลงานอันมีคุณค่า ทางด้านศิลปะและวัฒนธรรม
แกส่ งั คม
๕) ศาสนาชว่ ยให้คนมีความอดทน ไมห่ วั่นไหวในโลกธรรม ไม่ดใี จจนเกินเหตุเมือ่ ประสบ
กบั อารมณด์ ี และไม่เสียใจจนเสยี คนเม่อื เผชิญกบั เหตรุ ้าย
๖) ศาสนาชว่ ยประสานรอยร้าวในสังคมมนุษย์ ทำให้สังคมมีเอกภาพในการทำ การพูด
และการคดิ
๗) ศาสนาทำใหม้ นษุ ยป์ กครองตนเองไดใ้ นทกุ สถานท่ีและทุกเวลา
๘) ศาสนาสอนใหม้ นุษยม์ จี ติ ใจสะอาด ไมก่ ลา้ ทำความช่วั ท้งั ในท่ีลับและทีแ่ จ้ง
๙) ศาสนาทำให้มนุษย์ผู้ประพฤติตาม พ้นจากความทุกข์ ความเดือดร้อนและช่วยให้
ประสบความสงบสขุ ทางจิตใจอยา่ งเป็นลำดบั ข้นั ตอนจนบรรลุเป้าประสงค์สงู สุดของชีวติ
๑๐) ศาสนาช่วยให้มนุษย์มีความสามัคคี ช่วยเหลือเก้ือกูลกัน ทำให้อยู่ร่วมกันเป็นหมู่
คณะ ไดอ้ ย่างมีความสุข
การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาและศาสนาขงจ้อื หน้า ๔๖
๑๑) ศาสนาช่วยใหม้ ีหลักในการดำเนินชีวิต ใหช้ ีวติ มีความหมายและความหวังและช่วย
ใหเ้ กิดเสถียรภาพและความสงบสขุ ในสงั คม
ประโยชน์และคณุ ค่าของศาสนาน้ันมมี ากมายจนไม่สามารถพรรณนาได้หมด เพราะศาสนามี
คุณูปการต่อมนุษยชาติต้ังแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน แต่ก็สรปุ ให้เห็นภาพโดยรวมสองส่วนที่เก่ียวกับ
มนษุ ยค์ อื ดา้ นจติ ภาพ ศาสนาชว่ ยขดั เกลาและพัฒนายกระดับจติ ใจของคนใหส้ งู ข้นึ ด้านกายภาพ ทำ
ให้พฤติกรรมทางกาย วาจา เป็นไปในทางไม่เบียดเบียนหรือทำร้ายซ่ึงกันและกันไม่ว่าวิธีใดๆ และ
ศาสนายังเป็นสถาบนั ตน้ แบบของการยับยง้ั ไมใหส้ งั คมเสือ่ มทราม๑๑
๑๑ ลัทธิขงจ้ือ, [ออนไลน์], แหล่งท่ี มา : http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-
1/confucianism/02.html [๒๖ ตลุ าคม ๒๕๖๕].