ประวัติศาลยุติธรรม ศาลยุติธรรมมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ซึ่งมีลักษณะการปกครองแบบ พ่อปกครองลูกโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ใช้อำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีความต่าง ๆ ให้แก่ ราษฎรของพระองค์โดยได้รับอิทธิพลแนวความคิดจาก “คัมภีร์พระธรรมศาสตร์” ต่อมาสมัยอยุธยา พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชภารกิจมากขึ้น ไม่อาจวินิจฉัยชี้ขาดคดีความด้วยพระองค์เองได้ จึง ทรงมอบพระราชอำนาจให้แก่พราหมณ์ปุโรหิตช่วยวินิจฉัยคดีความต่าง ๆ แทน ในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการตรวจชำระกฎหมายที่มี มาแต่สมัยอยุธยา โดยนำมาแก้ไขปรับปรุงและบัญญัติขึ้นใหม่ เรียกว่า “กฎหมายตราสามดวง”
ระบบศาลในสมัยรัตนโกสินทร์มีศาลกระจายอยู่ตามกระทรวง กรมต่าง ๆ หลายแห่ง แต่ละศาลมีหน้าที่พิจารณา พิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแตกต่างกันไป ต่อมาบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมืองมากขึ้น ชาวสยามมีการติดต่อกับชาวต่างประเทศ ลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามา ทำให้ ระบบศาลไทยแต่เดิมต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับสภาพเหตุการณ์ของบ้านเมือง มิฉะนั้นจะก่อให้เกิด การสูญเสียเอกราชและความเป็นอธิปไตยของชาติ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเล็งเห็นถึงข้อขัดข้องต่าง ๆ ซึ่งเป็นเหตุ ในการพิจารณาพิพากษาคดีล่าช้าไม่เป็นธรรมแก่ราษฎร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการปฏิรูประบบกฎหมาย และการศาลขึ้น โดยได้รวบรวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวง กรมต่าง ๆ ให้มารวมอยู่ ณ ที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความยุติธรรม ถูกต้อง รวดเร็ว ราษฎรไม่ได้รับความเดือดร้อน และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2425 พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนิน ทรงวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และโปรดเกล้าฯ ให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลสถิตย์ยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน เรียกว่า “หิรัญบัตร” มีขนาดความกว้าง 9.5 ซ. ม. ยาว 37.2 ซ.ม. จำนวน 4 แผ่น บนแผ่นหิรัญบัตรจารึกด้วยอักษรไทยที่ประณีตบรรจงและทรงคุณค่าอย่างสูงยิ่ง ด้วยแสดงถึงพระราชปณิธานอันแรงกล้าที่จะดำรงความยุติธรรมด้วยอำนาจตุลาการให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ราษฎร แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินและทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะสงบสุขร่มเย็นได้ก็ด้วยอำนาจ ตุลาการเป็นสำคัญ
ดังนั้น จึงทรงปฏิรูประบบกฎหมายและการศาลขึ้นใหม่ให้เป็นที่ยอมรับของนานา อารยประเทศ โดยมีกรมพระสวัสดิ์วัดนวิศิษฏ์ กรมหลวงพิชิตปรีชากร และกรมหลวงราชบุรี ดิเรกฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงยุติธรรมทั้งสามพระองค์ ทรงเป็นกำลังสำคัญในการจัดรูปแบบ กฎหมายและระบบศาลยุติธรรม ให้ศาลยุติธรรมมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนด้วยความเที่ยงธรรมสืบมาตราบจนทุกวันนี้
เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายน ของทุกปีเป็น “วันศาลยุติธรรม”
ศาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณา พิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามาทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุ ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรมโดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรม ต่างๆ ให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรามาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรม และทรงโปรดฯให้จารึกพระราชปรารภ ในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่า"หิรัญบัตร" มีความกว้าง 9.5 ซ.ม.ยาว 37.2 ซ.ม.จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้ อาคารศาลสถิตยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึกด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามาก แสดงให้เห็นถึงพระบรมราโชบาย ในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดีทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญจึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่ยอมรับ ของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไข กฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ
ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้และในโอกาส ที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี พ.ศ. 2545สำนักงานศาลยุติธรรม จึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอา วันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็น "วันศาลยุติธรรม"ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัย การศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไข กฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ
ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหาก จากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการ ส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษา เป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจาก กระทรวงยุติธรรมเพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและไม่มีอิสระ ในการพิจารณาพิพากษาคดีจนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจาก กระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาล ยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวง ยุติธรรมนับแต่นั้นเป็นต้นมาจากนั้นสำนักงานศาลยุติธรรมได้แจ้งประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาของประกาศของคณะ กรรมการบริหารศาลยุติธรรม เรื่อง เปลี่ยนแปลงสถานที่ตั้งของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับฎีกาที่ ๑๓๖ ตอนที่ ๗๖ ก วันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๒ มีสาระสำคัญคือ ประกาศเปลี่ยนแปลงสถานที่ตั้งของศาล อุทธรณ์ภาค ๗ จากที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค ๗ หลังเดิม ถนนรัชดาภิเษก แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ไปยังอาคารที่ทำการหลังใหม่ เลขที่ ๑๐๐/๑ หมู่ที่ ๖ ตำบลถนนขาด อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม โดยเริ่มทำการตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๒ เป็นต้นไป
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำเนินการปฏิรูปศาลไทย โดยปรับปรุงให้ศาลมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี พระกรณียกิจในการปฏิรูป ระบบกฎหมายและการศาล ทำให้ทรงได้รับยกย่องว่าเป็น “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย” ทรงเป็นต้นราชสกุลรพีพัฒน์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและ เจ้าจอมมารดาตลับ ประสูติเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๗ มีพระนามเดิมว่าพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ พระองค์มีพระเชษฐภคินี ร่วมพระชนนีเดียวกัน คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอัจฉรพรรณีรัชกัญญา เมื่อทรงพระเยาว์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงได้รับการศึกษาชั้นต้นในพระบรมมหาราชวัง โดยทรงศึกษาวิชาภาษาไทย ในสำนักพระยาศรีสุนทรโวหาร(น้อย อาจารยางกูร)ร่วมกับพระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่มีพระชนม์ เป็นรุ่นใหญ่อีก ๓ พระองค์ คือ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ) พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงปราจิณกิติบดี) พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช)
เมื่อทรงศึกษาภาษาไทยในชั้นประถมแล้ว ได้ทรงศึกษาภาษาอังกฤษ ในสำนักของครูรามซามี ที่โรงทหารมหาดเล็กมุมตึกข้าง ประตูพิมานชัยศรี ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๒๖ ทรงศึกษาภาษาไทยในสำนักพระยาโอวาทวรกิจ (แก่น) อีก ๑ ปีต่อมาทรงเข้าศึกษา ในโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ซึ่งมีพระยาโอวาทวรกิจ (แก่น) เป็นอาจารย์และเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ขณะมีบรรดาศักดิ์ เป็นขุนวิจิตรวรสาส์น เป็นครูที่สอนประจำพระเจ้าลูกยาเธอทั้ง ๔ พระองค์ เป็นเวลา ๒๐ วัน เพื่อทรงศึกษาพระธรรมวินัย ในสำนักสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ และสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระเจ้าลูกยาเธอทั้ง๔ พระองค์นี้ นับเป็นพระเจ้าลูกยาเธอรุ่นแรกที่เสด็จไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ และต่อมาทั้ง ๔ พระองค์ได้ ทรงเป็นกำลังสำคัญของสมเด็จพระบรมชนกนาถในการปฏิรูปการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดิน ขณะที่ทรงศึกษาอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ ใน พ.ศ. ๒๔๓๐ สมเด็จพระราชินีนาถวิค-ตอเรียแห่งอังกฤษ ทรงจัดงานพระราชพิธี เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ เมื่อเสร็จราชการที่อังกฤษแล้ว ได้เสด็จประเทศฝรั่งเศส เยอรมัน และสวีเดน และทรงพาพระเจ้าลูกยาเธอทั้ง ๔ พระองค์ โดยเสด็จเพื่อทอดพระเนตรบ้านเมืองเหล่านั้นด้วย และเมื่อเสด็จกลับกรุงเทพฯ พระเจ้าลูกยาเธอทั้ง ๔ พระองค์ ก็ได้โดยเสด็จนิวัติ พระนครด้วย เมื่อเสด็จไปทรงศึกษาต่อที่กรุงลอนดอนจนกระทั่งทรงสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมแล้ว สมเด็จพระบรมชนกนาถทรงเลือก ให้กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์กรมหลวงปราจิณกิติบดี และกรมพระจันทบุรีนฤนาถทรงศึกษาวิชาพลเรือน ส่วนกรมหลวงนครไชยศรีสุรเดชทรงกำหนดให้ศึกษาวิชาทหาร กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงเลือกศึกษาวิชากฎหมายใน วิทยาลัยไครสต์เชิส มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด และทรงสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาตรี (B.A.) แล้วเสด็จกลับประเทศไทย
เมื่อเสด็จกลับประเทศไทยแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงเข้ารับราชการในออฟฟิศราชเลขานุการ เนื่องจาก กรมราชเลขานุการในสมัยนั้นเป็นหน่วยงานที่เป็นศูนย์รวมของราชการแผ่นดินทั้งปวง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าลูกเธอที่ทรงสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศมาฝึกปฏิบัติราชการก่อนที่จะให้ไปทรงรับราชการในกระทรวงต่าง ๆ ขณะเดียวกันก็ได้ทรงศึกษากฎหมายไทยด้วย เพราะเสด็จไปทรงศึกษาในต่างประเทศหลายปี จึงมิได้ทรงทราบเกี่ยวกับกฎหมายไทยนัก ต่อมา มณฑลกรุงเก่า (มณฑลอยุธยา) มีคดีความคั่งค้างอยู่ตามโรงศาลมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกองข้าหลวงพิเศษออกไป ชำระความที่มณฑลกรุงเก่าเป็นแห่งแรก โดยทรงแต่งตั้ง กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ขณะทรงดำรงพระยศพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ ขุนหลวงพระไกรสี (เปล่ง เวภาระ ต่อมาเป็น ขุนหลวงพระยาไกรสี) และมิสเตอร์ อาร์. เจ. เกิกปาตริก เป็นข้าหลวงพิเศษสำหรับจัดการศาลยุติธรรม ในมณฑลกรุงเก่า กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์พร้อมทั้งข้าหลวงพิเศษอีก ๓ คนนี้ ได้ทรงชำระสะสางคดีความต่าง ๆ ที่คั่งค้าง โดยทรงนั่งชำระความ วันละ ๕ ชั่วโมง ต่อมาเมื่อเห็นว่าการพิจารณาอยู่ศาลเดียวทำให้เสียเวลา จึงแยกเป็นนั่งพิจารณาคดี ๒ ศาล โดยกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์และ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นมรุพงศ์สิริพัฒน์ (ต่อมาคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนมรุพงศ์สิริพัฒน์) ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า นั่งพิจารณา คดีศาลหนึ่ง ส่วนอีกศาลหนึ่งนั้น ขุนหลวงพระไกรสีและมิสเตอร์เกิดปาตริกและพระยาไ ชยวิชิต (นาค ณ ป้อมเพชร) เป็นผู้นั่งพิจารณา โดยศาลหนึ่งชำระความที่ค้างในมณฑล ส่วนอีกศาลหนึ่งชำระความที่ค้างในเมืองข้าหลวงพิเศษมีวิธีการชำระความคือ เมื่อไต่สวนได้ ความว่าจำเลยทำผิดกฎหมายจริง สอบถามและรับสารภาพแล้ว ข้าหลวงพิเศษอ่านคำฟ้องและคำตัดสินให้จำเลยฟัง แล้วพิจารณาว่าจำเลยคนใด ถูกจำขังมานานแล้วพอแก่โทษ ก็ตัดสินให้ยกเลิกคดีความนั้นและสั่งปล่อยจำเลย ส่วนจำเลยคนใดถูกขังไม่นานพอแก่โทษก็ให้ จำขังต่อไป ทั้งนี้ ในการพิจารณาคดีมีข้าหลวงคนหนึ่งทำหน้าที่จดบันทึกการพิจารณาคดีแล้วตัดสินทันที การชำระสะสางคดีความของ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์และกองข้าหลวงนี้ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประชาชน เพราะทำให้ผู้บริสุทธิ์ได้พ้นโทษ ส่วนผู้ที่ทำผิดจริงแ ต่ติดคุกมาเป็น เวลานานแล้วก็ถูกปล่อยตัวไป การชำระความที่รวดเร็วเช่นนี้เป็นที่พอใจของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ศาลมณฑลกรุงเก่าได้รับค ำชมเชย จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่ามีความเป็นระเบียบเรียบร้อยเป็นแบบแผนดี สมควรที่จะเป็นตัวอย่างแก่มณฑลอื่น ๆ ในการจัดศาล การที่กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ได้ทรงปฎิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อตรง ยุติธรรมและรวดเร็ว ทำให้เสนาบดีที่ปรึกษาราชการพร้อมกันกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า แม้พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์นี้จะมีพระชันษาน้อยก็เห็นสมควรที่จะได้รับราชการในตำแหน่งใหญ่เป็นที่ไว้ วางพระราชหฤทัยได้
ใน พ.ศ. ๒๔๓๙ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากรเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่ง พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ) กราบบังคมทูลเสนอให้ตั้งกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ขณะทรงดำรง พระยศพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ ให้ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมสืบแทน ในชั้นแรก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยับยั้งไว้ก่อน ด้วยทรงเกรงว่าจะเป็นที่ครหาของคนทั่วไปว่าทรงตั้งพระ เจ้าลูกยาเธอซึ่งมีพระชันษาเพียง ๒๒ ปีเป็นเสนาบดี และต่อมาเมื่อเจ้าพระยาอภัยราชา (Rolin Jacquemyns) รับรองว่าจะช่วยกำกับดูแลให้เรียบร้อย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้กรมหลวงราชบุรีราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวง ยุติธรรมเมื่อ วันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๙ โดยทรงมอบหมายให้เจ้าพระยาอภัยราชาไปช่วยราชการอยู่ด้วย และยังทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงดำรงตำแหน่งสภานายกในกองข้าหลวงพิเศษสำหรับจัดการแก้ไขธรรมเนียม ศาลยุติธรรมในหัวเมืองต่อไปด้วย
กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ได้ทรงปฏิรูปกิจการศาลไทย ซึ่งยังไม่เรียบร้อยและไม่ทันสมัย การศาลต่าง ๆ ยังสับสนยุ่งยาก คดีความคั่งค้างเป็นจำนวนมาก จึงทรงจัดวางระเบียบศาลยุติธรรมของประเทศให้ทันสมัยโดยการปรับปรุงศาลต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ และหัวเมือง แก้ไขบทกฎหมายว่าด้วยการพิจารณาความแพ่งและความอาญา เพื่อให้การศาลยุติธรรมทันสมัยทัดเทียมนานา อารยประเทศที่สำคัญคือ ทรงออกประกาศให้ข้าหลวงพิเศษจัดตั้งศาลหัวเมืองและผู้พิพากษาในศาลพระราชอาญามีอำนาจกำหนด โทษในความผิดอาญา ซึ่งแต่เดิมนั้น เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยแล้วต้องกราบบังคมทูลให้พระบาทสมเ ด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกำหนดเวลาจำคุกอีกชั้นหนึ่ง ทำให้ติดขัดชักช้ามาก กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ มีพระดำริว่าการที่ราชการศาลพระราชอาญา อันเป็นศาลที่สำคัญศาลหนึ่งในกระทรวงยุติธรรมไม่ดำเนินไปโดยสะดวก สาเหตุหนึ่งเนื่องมาจากการที่ศาลไม่มีอำนาจกำหนดเวลา จำคุกผู้กระทำความผิด จึงกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมกับทูลเกล้าฯถวายร่างประกาศ พระราชทานอำนาจให้ศาลในกระทรวงยุติธรรมมีอำนาจกำหนดโทษผู้ต้องหาในคดีอาญาได้ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออก ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๙ แต่อย่างไรก็ตาม โทษประหารชีวิต ริบราชบาทว์ และจำคุกตลอดชีวิต นั้น ศาลส่วนกลางยังต้องกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก่อน ส่วนศาลหัวเมืองที่ข้าหลวงพิเศษจัดตั้งขึ้นต้องกราบ บังคมทูลก่อนเฉพาะโทษประหารชีวิตและริบราชบาทว์ เสนาบดีกระทรวงยุติธรรมระหว่างพ.ศ. ๒๔๓๙ - ๒๔๕๓
นอกจากนี้ ได้ทรงออกประกาศยกเลิกกรรมการพิเศษความนา และโอนอรรถคดีจากกรรมการพิเศษชำระความนาไปรวมไว้ ในศาลกระทรวงยุติธรรม ทรงปรับปรุงเกี่ยวกับหลักกฎหมายวิธีสบัญญัติในการพิจารณาคดีของศาล ทรงปรับปรุงเกี่ยวกับทางปฏิบัติ ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาล ทรงปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการอุทธรณ์ฎีกา ซึ่งแต่เดิมการอุทธรณ์โดยมาก เป็นคดีที่ไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องอุทธรณ์ แต่ก็อุทธรณ์เพื่อถ่วงเวลาให้ยืดยาวออกไป ในที่สุดได้มีการออกประกาศใช้พระราชบัญญัติ อุทธรณ์ ร.ศ. ๑๒๓ ขึ้นเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๖ เพื่อปรับปรุงระบบการอุทธรณ์ฎีกา นอกจากนี้ พระกรณียกิจที่สำคัญในการปฏิรูปการศาลคือทรงปรับปรุงความเป็นอิสระของศาลในการพิจารณาพิพากษาคดี โดยปราศจากการแทรกแซงของฝ่ายบริหาร ซึ่งถือกันทั่วไปในบรรดาอารยประเทศว่าเป็นหลักประกันความยุติธรรมในศาลอันเป็นที่ พึ่งสูงสุด และที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน มีพระดำริว่า “อำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอยู่ใต้อุ้งมือฝ่ายธุรการนั้นใช้ไม่ได้ มีแต่จะ เกิดภัยขึ้นเสมอๆ” กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงมีส่วนสำคัญในการจัดตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้นในกระทรวงยุติธรรม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐ เพราะทรงตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องสร้างกำลังคนขึ้นใช้ในการพิจารณาพิพากษาคดี ทรงประสาทความรู้ทาง กฎหมายและการอบรมจริยธรรมตุลาการให้แก่ผู้พิพากษาเก่าและใหม่ ตลอดจนนักเรียนกฎหมายที่จะเป็นผู้พิพากษาต่อไปในภาย หน้าด้วยพระองค์เอง สำหรับแนวการศึกษากฎหมายของไทยในขณะนั้นได้ดำเนินตามระบบการจัดการศึกษากฎหมายของอังกฤษ ส่วนกฎหมายลักษณะครอบครัวและมรดกและกฎหมายที่ดินนั้น ศึกษาจากครูไทย
กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงสอนเป็นประจำและมีอาจารย์อื่น ๆ ร่วมสอน คือ พระยาประชากิจกรจักร์ (แช่ม บุนนาค) ขุนหลวงพระยาไกรสี (เปล่ง เวภาระ) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัชรีวงศ์ ในปลาย พ.ศ. ๒๔๔๐ ทรงเปิดให้มีการสอบไล่เป็นเนติบัณฑิตรุ่นแรก มีผู้สอบได้ ๙ ท่าน โดยมีเจ้าพระยามหิธร (ลออ ไกรฤกษ์) ได้รับยกย่องว่าเป็นเนติบัณฑิตคนแรก ต่อมาก็มีการสอบไล่ประจำปี จำนวนผู้สำเร็จเป็นเนติบัณฑิตจึงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ พระองค์ได้ทรง พระนิพนธ์ตำรากฎหมายไว้จำนวนมาก เช่น พระราชบัญญัติในปัตยุบัน เล็กเชอร์กฎหมายที่ดิน กฎหมายราชบุรี การตั้งโรงเรียน กฎหมายและพระนิพนธ์ทางกฎหมายของพระองค์เป็นรากฐานของการก่อตั้งการศึกษาวิชานิติศาสตร์ขึ้นในประเทศไทย ในด้าน การประพฤติปฏิบัติตนของผู้พิพากษา พระองค์ทรงบำเพ็ญเป็นตัวอย่างที่ดีในด้านจริยธรรมแก่ตุลาการด้วย ทรงกวดขันการทำงาน ของผู้พิพากษาให้มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความสามารถในการทำงานพระองค์จึงทรงพยายามเลือกเฟ้นกลั่นกรองบุคคล ที่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่และเกียรติศักดิ์ของตุลาการ และกำจัดคนทุจริตประพฤติมิชอบออกไปจากตำแหน่ง ผู้พิพากษา นอกจากนี้ยังได้ทรงวางโครงการปรับปรุงเงินเดือนผู้พิพากษาให้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่และเกียรติของตุลาการด้วย การเพิ่มเงินเดือนให้มากขึ้นจนเพียงพอที่ผู้พิพากษาจะดำรงตนอยู่ได้ตามสมควร เพื่อแก้ไขและป้องกันการทุจริตในศาลต่าง ๆ โดยเริ่มปรับปรุงเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๖ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงเป็นประธานในการตรวจพระราชกำหนดบทพระอัยการเก่าใหม่ ปรึกษาลักษณะการที่จะชำระและจัดระเบียบกฎหมาย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐ และทรงเป็นกำลังสำคัญในการตรวจชำระพระอัยการ เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดทำกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗ ซึ่งเป็นประมวลกฎหมายไทยฉบับแรก ใน พ.ศ. ๒๔๔๒ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ขึ้นเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นราชบุรี ดิเรกฤทธิ์ ในวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๒ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ขณะดำรงพระอิสริยยศ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นราชบุรีดิเรกฤทธิ์ มีลายพระหัตถ์กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเกี่ยวกับความปริวิตกของพระองค์ในการทำงานในตำแหน่ง เสนาบดีกระทรวงยุติธรรมจนมีพระประสงค์จะลาออกจากตำแหน่ง แต่เนื่องจากขณะนั้นกำลังเกิดปัญหาเรื่องที่ปรึกษากฎหมาย ชาวยุโรปมักจะทำการต่าง ๆ โดยพลการ และเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลไทยกำลังพยายามทำให้เอกราชทางการศาลกลับคืนมาอยู่ ใต้กฎหมายไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงไม่ทรงเห็นด้วยที่กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์จะกราบถวายบังคมลาออก เพราะทรงเป็นนักกฎหมายไทยคนเดียวที่ชาวต่างชาติเคารพยำเกรง แต่ในที่สุดก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงออกจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมตามที่ทรงกราบถวายบังคมลาออกจากราชการเพราะ ทรงพระประชวรเมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๓ รวมเวลาที่ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมอยู่ถึง ๑๔ ปี
เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติต่อจากพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเสด็จสวรรคตในวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ นั้น ต่อมาในพ.ศ. ๒๔๕๕ ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ และในปีเดียวกันทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เป็นพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ระหว่างที่ ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ ได้ทรงจัดการเกี่ยวกับทะเบียนที่ดิน โดยทรงแก้ไขและเพิ่มเติมพระราช กำหนดกฎหมายและระเบียบการทะเบียนที่ดินให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทรงจัดการให้มีพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดินขึ้น ๒ ฉบับ คือใน พ.ศ. ๒๔๕๙ และ พ.ศ. ๒๔๖๒ นอกจากนี้ ได้ทรงจัดการเกี่ยวกับเหมืองแร่เพราะกรมโลหกิจ สังกัดในกระทรวงเกษตราธิการ โดยทรงเปิดทำเหมืองแร่ทางหัวเมืองฝ่ายเหนือใน พ.ศ. ๒๔๕๘ ทรงเพิ่มพนักงานใน กรมโลหกิจและออกพระราชบัญญัติการทำเหมืองแร่เพื่อช่วยให้การทำเหมืองแร่สะดวกขึ้น คือพระราชบัญญัติ การทำเหมืองแร่ พ.ศ. ๒๔๖๑ ในด้านการเพาะปลูกและการปศุสัตว์ ได้ทรงจัดสร้างสวนทดลองการเพาะปลูกขึ้นที่ จังหวัดพิษณุโลกใน พ.ศ. ๒๔๕๘ ต่อมา เริ่มจัดทำนาทดลองขึ้นที่คลองรังสิตใน พ.ศ. ๒๔๕๙ ทรงจัดตั้งโรงเรียนสัตวแพทย์ ขึ้นในกรมเพาะปลูกใน พ.ศ. ๒๔๕๗ และเริ่มฉีดยาป้องกันโรคระบาดสัตว์ในท้องที่ที่เกิดโรค
นอกจากนี้ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ได้ทรงเสนอความเห็นว่าในการบำรุงการเพาะปลูก ต้องอาศัยการทดน้ำในทางวิทยาศาสตร์ เพื่อช่วยให้น้ำฝนน้ำท่าซึ่งไหลหลากผิดปรกตินั้นให้เป็นไปตามธรรมดา เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้จัดทำตามโครงการได้ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ จึงทรงร่วมกับเซอร์ทอมัส วอร์ด ผู้เชี่ยวชาญการชลประทาน จัดทำโครงการทดน้ำสำหรับพื้นที่ราบ ตลอดขอบเขตบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อโครงการย่อยตอนต่าง ๆ ทุกโครงการในทุ่งราบภาคกลางเสร็จสมบูรณ์ จะต้องสร้างเขื่อนระบายน้ำ ขนาดใหญ่กั้นแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดชัยนาท เพื่อให้โครงการย่อย ๆ นั้นเชื่อมต่อกับเขื่อนระบายน้ำที่จังหวัดชัยนาท ให้สามารถทดน้ำที่มีปริมาณ เพียงพอไปใช้ในทุ่งนาทั้ง ๒ ฝั่ง ซึ่งมีผลดีต่อการเพาะปลูก โดยการจัดทำจะแบ่งทำเป็นส่วน ๆ ไป ต่อมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมทดน้ำ (ปัจจุบันคือ กรมชลประทาน) ขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๕๗ เพื่อดำเนินการตามรูปโครงการ โดยเริ่มจัดทำโครงการป่าสักใต้ ซึ่งเป็นโครงการตอนที่ ๓ ก่อนใน พ.ศ. ๒๔๕๙ การดำเนินโครงการเพื่อการเกษตรนี้ดำเนินมาใกล้จะเป็นผลสำเร็จ แต่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ก็ทรงพระประชวรด้วยวัณโรคที่พระวักกะเสียก่อน จึงได้กราบบังคมทูลลาพักราชการเพื่อรักษาพระองค์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ทรงลาพักราชการเมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๒
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เสด็จไปรักษาพระองค์ที่ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และสิ้นพระชนม์ที่กรุงปารีส เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๓ ขณะพระชันษา ๔๗ ปี พระศพของพระองค์ได้รับการถวายพระเพลิงที่กรุงปารีส แล้วเชิญ พระอัฐิกลับประเทศไทย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ มีพระโอรสธิดา รวม ๑๓ องค์ เช่น หม่อมเจ้าหญิงชวลิตโอภาส กิติยากร หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง รพีพัฒน์ หม่อมเจ้าหญิงดวงทิพย์โชติแจ้งหล้า อาภากร.
พิพิธภัณฑ์ศาลไทย รูปห้องทำงานของท่านผู้พิพากษาในอดีต
รูปห้องพิจารณาคดีในอดีต
รูปเกี่ยวกับศาลไทยในอดีต
รูปเกี่ยวกับศาลไทยในอดีต
รูปเกี่ยวกับประวัติบิดาแห่งกฎหมายไทยในอดีต
รูปเกี่ยวกับประวัติบิดาแห่งกฎหมายไทยในอดีต
รูปเกี่ยวกับศาลไทยในอดีต
รูปเกี่ยวกับศาลไทยในอดีต