The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tharaphan.prasan, 2020-07-13 00:35:25

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระราชประวัตริ ัชกาลที่ 3
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอย่หู วั

ผู้เรียบเรยี ง นายประสาร ธาราพรรค์

มาพบสัตวจ์ ตั ุบาทนานา มฤคาโคกระทิงว่งิ พล่าน

เหลอื บไปเห็นองค์พระกมุ าร งามโฉมเปรยี บปานกับเทวัญ

แล้วจะเปน็ พระสังขก์ ระมังหนา ท่วี า่ หายไปในไพรสณั ฑ์

จาจะถามนามวงศ์พงศ์พันธุ์ ให้แม่นม่ันตระหนักประจกั ษใ์ จ

คดิ พลางทางเดินเขา้ ไปหา จึงมวี าจาปราศรยั

เจ้าเดก็ น้อยน้ีมาแต่แห่งใด ชา่ งกระไรแกลว้ กลา้ น่ากลัวแทน

ป่ากวา้ งทางเปลยี่ วมาเทยี่ วอยู่ แตล่ ว้ นหมู่สิงหส์ ัตวอ์ ัดแนน่

อันถ่นิ ฐานประเทศเขตแคว้น อยู่ดา้ วแดนตาบลหนใด

บติ เุ รศชนนีพน่ี อ้ ง เปน็ พวกพอ้ งสรุ ยิ ์วงศพ์ งศ์ไหน

พระโฉมงามนามกรช่ืออะไร จงบอกไปใหห้ มดอย่าปดกัน

ฯ ๑o คา ฯ

บทละครนอกเรือ่ งสงั ขศ์ ิลปช์ ยั พระราชนพิ นธใ์ นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจา้ อย่หู ัว

พระราชประวตั ิพระบาทสมเดจ็ พระนัง่ เกล้าเจ้าอยหู่ วั

พ ร ะ ม ห า ก ษั ต ริ ย์ ใ น ร า ช ว ง ศ์ จั ก รี ที่ มี พ ร ะ ร า ช ป ร ะ วั ติ แ ป ล ก อ ย่ า ง ย่ิ ง อี ก พ ร ะ อ ง ค์ คื อ
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แปลกอย่างไร แปลกเพราะพระองค์ไม่ใช่พระราช
โอรสของพระบรมราชินี แต่พระองค์ได้ข้ึนครองราชย์ แปลกถัดมาและสาคัญคือ พระองค์มีพระราช
โอรสหลายพระองค์ หากจะให้โอรสขึ้นครองราชย์ก็สามารถกระทาได้แต่เหตุใดพระองค์จึงไม่ให้พระ
ราชองค์ข้ึนครองราชย์ และทรงเปดิ ทางใหพ้ ระอนุชาข้นึ ครองราชย์แทนพระโอรสของพระองค์ ซ่งึ งาน
เขียนเรื่องนีม้ ีข้อมูลคาตอบใหท้ ่านผู้อ่านทีส่ นใจไดค้ น้ คว้าครบถ้วน

พระบาทสมเดจ็ พระนั่งเกลา้ เจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยองค์ท่ี 3 แห่งราชวงศ์จักรี
เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และสมเด็จพระศรีสุราลัย ( เจ้าจอม
มารดาเรียม ) ประสตู ิ ณ วนั จันทร์ เดอื น 4 แรม 10 ค่า ปมี ะแม ตรงกับวันที่ 31 มีนาคม พุทธศักราช
2330 ณ พระราชวังเดมิ มีพระนามเดิมว่า "พระองค์ชายทับ" แรกเริ่มแต่ประสูติ ในสมัยรัชกาลที่ 1
พระบาทสมเดจ็ พระน่งั เกล้าเจา้ อยหู่ ัวทรงดารงฐานนั ดรศักดิ์เป็น หม่อมเจา้ ชายทบั จนกระท่ังพระราช
ชนกได้อปุ ราชาภิเษกขน้ึ เปน็ สมเด็จพระมหาอปุ ราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล หม่อมเจา้ ชายทับ
จึงได้เลอื่ นฐานันดรศักดิ์ขน้ึ เปน็ พระองค์เจ้าชั้นโท ออกพระนามว่า พระเจา้ หลานเธอ พระองค์เจ้าชาย
ทับ

เม่ือปี พ.ศ.2349 พระราชบิดาทรงได้รับการสถาปนาขึน้ เป็น พระมหาอุปราชกรมบวรสถาน
มงคล จึงได้รับเลือ่ นพระยศตามพระราชบิดาขน้ึ เปน็ พระองค์เจา้ ตอ่ มาเม่ือพระชนมายุครบผนวชตาม
พระราชประเพณี พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จุฬาโลก สมเดจ็ พระอัยยิกาธิราชโปรดเกล้าฯ จดั

พธิ ีผนวชให้ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึง่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จออกในพิธีผนวชคร้ังน้ี
ดว้ ยแม้จะมีอายุถงึ 72 พรรษาแล้วก็ตาม ด้วยทรงเปน็ หลานป่พู ระองค์ใหญ่ในตอนน้ัน เมื่อผนวชแล้ว
ทรงเสด็จไปจาพรรษา ณ วัดราชสทิ ธาราม

เมื่อพระบวรราชชนก กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ไดเ้ สดจ็ ข้ึนครองราชย์เปน็ รัชกาลท่ี 2
ใน พ.ศ. 2352 พระองค์เจา้ ชายทับ จงึ ได้เลอื่ นฐานันดรศักด์ิข้ึนเปน็ พระองค์เจ้าช้ันเอก ออกพระนาม
วา่ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองคเ์ จ้าชายทบั

พ.ศ. 2365 ต่อมาเมื่อพระชนมายุได้ 26 พรรษา สมเด็จพระบรมชนกนาถทรงสถาปนาขึ้น
ดารงพระยศเจ้ากรมมีพระนามกรมว่า “กรมหม่ืนเจษฎาบดินทร์” ด้วยพระปรีชาสามารถในหลาย
แขนงวิชาไม่ว่าจะเป็นด้านพระพุทธศาสนา อักษรศาสตร์ รัฐประสาสนศาสตร์ นิติศาสตร์
สถาปัตยกรรม โดยเฉพาะอย่างย่ิงทางด้านพาณิชยศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ทาให้เปน็ ที่วางพระราช
หฤทัยจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ ใหก้ ากับราชการโดยดารงตาแหน่งสาคัญ ๆ หลายตาแหน่ง เช่น
กรมท่า กรมพระคลงั มหาสมบตั ิ กรมตารวจ และยังทรงนับหน้าที่พิจารณาพิพากษาความฎีกาแทน
พระองค์อยเู่ สมอ ทาให้ทรงรอบรรู้ าชการต่าง ๆ ของแผน่ ดนิ เปน็ อยา่ งดี

ในวันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2367 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชการท่ี 2 ทรง
พระประชวรและเสด็จสวรรคต โดยมไิ ด้ตรสั มอบราชสมบตั ิใหแ้ กพ่ ระราชโอรสองค์ใด พระบรมวงศานุ
วงศ์ และบรรดาเสนาบดีผ้เู ปน็ ประทานในราชการจึงปรกึ ษากัน เหน็ ควรถวายราชสมบัติแก่พระเจ้าลูก
ยาเธอกรมหม่ืนเจษฎาบดนิ ทร์ อนั ท่ีจริงแล้วราชสมบัติควรตกแก่ เจ้าฟ้ามงกุฎ ( พระบาทสมเด็จพระ
จอมเกลา้ เจ้าอยู่หัว ) เพราะเจา้ ฟ้ามงกุฎ เป็นราชโอรสท่ีประสูติจากสมเดจ็ พระบรมราชินีในรัชกาลที่
2 โดยตรงส่วนกรมหม่ืนเจษฎาบดินทร์ เป็นเพียงราชโอรสท่ีเกิดจากเจ้าจอมเท่าน้ัน โดยท่ี
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจา้ อยูห่ ัว ตั้งพระราชหฤทัยไวแ้ ล้วว่าเมื่อส้ินรชั กาลพระองคแ์ ล้วจะคืนราช

สมบัติ ให้แกส่ มเด็จพระอนชุ า ( เจา้ ฟ้ามงกฎุ ) ดังนนั้ พระองคจ์ ึงไม่ทรงสถาปนาพระบรมราชินี คงมีแต่
เจ้าจอมมารดา และเจ้าจอมพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว ข้ึนครองราชย์ในวันที่ 21
กรกฎาคม พ.ศ. 2367 ขนึ้ 7 ค่า เดอื น 9 ปีวอกฉศก มีพระชนมายไุ ด้ 37 พรรษา

เมื่อกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เสด็จเถลิงถวัลย์ครองราชสมบัติแล้ว ทรงออกพระนามเต็ม ตาม
พระสุพรรณบฏั ว่า "พระ บาทสมเดจ็ พระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดริ าชาธิ
บดินทร์ ธรณินทราธิราช รัตนากาศภาสกรวงศ์ องค์ปรมาธิเบศร์ ตรีภูวเนตรวรนายก ดิลกรัตนราช
ชาตอิ าชาวไสย สมุทัยดโรมน สากลจักรวาลาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดินทร์ หริหรินทราธาธิบดี ศรีสุ
วิบูลย คุณอถพิษฐ ฤทธิราเมศวร ธรรมิกราชาธิราช เดโชชัย พรหมเทพาดิเทพนฤบดินทร์ ภูมิ
นทรปรมาธิเบศร โลกเชษฐวิสทุ ธิ มงกุฏประเทศคตา มหาพุทธางกูร บรมบพติ ร พระพทุ ธเจ้าอยู่หัว"
นบั เป็น "สมเด็จพระรามาธบิ ดีที่ 6"

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เฉลิมพระปรมาภิไธยใหม่ เป็น
"พระบาทสมเด็จพระปรมาธิวรเสรฐ มหาเจษฎาบดินทร์ สยามินทรวิโรดม บรมธรรมิกมหาราชาธิราช
บรมนารถบพิตร พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว”ออกพระนามโดยย่อว่า"พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้า
เจ้าอยหู่ วั "

ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2459 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีประกาศให้เฉลิม
พระปรมาภิไธย เป็น "พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาเจษฎาบดินทร์ พระนั่งเกล้า
เจ้าอย่หู ัว" หรอื "พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดที ี่ 3"

ในปี พ.ศ. 2541 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ถวายพระราชสมัญญา
ว่า "พระมหาเจษฎาราชเจ้า" และได้ใช้เป็นสร้อยพระนามสืบมาจนปัจจุบัน

รายพระนาม พระภรรยา เจา้ จอมมารดา พระโอรสและพระธิดาในพระบาทสมเด็จพระนงั่ เกลา้ เจา้ อยูห่ ัว

พระราชสันตตวิ งศ์ในพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจา้ อยหู่ วั

เจา้ จอมมารดาน้อยเมือง
พระองค์เจ้าหญิงใหญ่ (5 ตุลาคม พ.ศ. 2354 - พ.ศ. 2368)
พระองค์เจ้าชายคเนจร (9 พฤษภาคม พ.ศ. 2358 - พ.ศ. 2421) กรมหม่ืนอมเรนทรบดินทร์
ทรงเป็นต้นราชสกุล คเนจร
พระองคเ์ จา้ ชาย (ไม่ปรากฏพระนาม) (10 พฤษภาคม พ.ศ. 2360 - พ.ศ. 2360)

เจา้ จอมมารดาเฟือง
พระองคเ์ จ้าชายดา (4 กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2354 - พ.ศ. 2359)
พระองคเ์ จา้ ชายโกเมน (4 พฤษภาคม พ.ศ. 2385 - พ.ศ. 2421) กรมหมน่ื เชษฐาธเิ บนทร์ ทรง
เป็นต้นราชสกุล โกเมน

เจ้าจอมมารดาทรัพย์
พระองค์เจ้าชายศิริวงศ์ (10 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2355 - พ.ศ. 2382) กรมหมื่นมาตยาพิทักษ์
ทรงเป็นตน้ ราชสกุล ศิริวงศ์
พระองค์เจ้าหญิงลมอ่ ม (8 ธันวาคม พ.ศ. 2361 - พ.ศ. 2439) ทรงไดร้ บั สถาปนาเปน็ พระเจา้
บรมมหัยยิกาเธอ กรมสมเด็จพระสุดารตั นราชประยูร

เจ้าจอมมารดาจาด
พระองคเ์ จา้ หญิง (ไม่ปรากฏพระนาม) (12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2355 - พ.ศ. 2364)
พระองคเ์ จ้าชายงอนรถ (4 มกราคม พ.ศ. 2358 - พ.ศ. 2393) ทรงเป็นต้นราชสกลุ งอนรถ

เจา้ จอมมารดาเอมน้อย
พระองค์เจ้าชายลดาวัลย์ (24 มกราคม พ.ศ. 2358 - พ.ศ. 2417) กรมหม่ืนภูมินทรภักดี ทรง
เป็นตน้ ราชสกุล ลดาวลั ย์

เจ้าจอมมารดาเขียว สุนทรกลุ ณ ชลบรุ ี
พระองคเ์ จา้ หญิงพงา (28 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2359 - พ.ศ. 2399)
พระองค์เจา้ ชายอุไร (16 ตุลาคม พ.ศ. 2362 - พ.ศ. 2416) กรมหมื่นอดุลยลักษณสมบัติ ทรง
เป็นต้นราชสกลุ อุไรพงศ์

เจ้าจอมมารดาเอมใหญ่
พระองค์เจา้ ชายชุมสาย (12 มีนาคม พ.ศ. 2359 - พ.ศ. 2411) กรมขนุ ราชสีหวิกรม ทรงเปน็
ตน้ ราชสกุล ชมุ สาย

เจา้ จอมมารดาเหม็น
พระองค์เจา้ ชายเปยี ก (3 พฤษภาคม พ.ศ. 2362 - พ.ศ. 2398) ทรงเป็นตน้ ราชสกุล ปิยากร

เจา้ จอมมารดาพ่งึ
พระองคเ์ จ้าหญิงเกศนี (26 กันยายน พ.ศ. 2362 - พ.ศ. 2392)
พระองค์เจา้ ชายอรรณพ (26 ตุลาคม พ.ศ. 2363 - พ.ศ. 2409) กรมหม่ืนอดุ มรัตนราษี ทรง
เป็นตน้ ราชสกลุ อรรณพ

เจา้ จอมมารดาวัน
พระองค์เจ้าชายลายอง (1 มกราคม พ.ศ. 2367 - สมัยรัชกาลที่ 4) ทรงเป็นต้นราชสกุล
ลายอง

เจ้าจอมมารดาขา
พระองค์เจ้าชายสุบรรณ (17 ตลุ าคม พ.ศ. 2369 - พ.ศ. 2427) กรมขนุ ภูวนัยนฤเบนทราภิ
บาล ทรงเป็นต้นราชสกุล สบุ รรณ

เจา้ จอมมารดาคลา้ ย
พระองค์เจ้าชายสงิ หรา (10 ธันวาคม พ.ศ. 2369 - 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2446) กรมหลวงบ
ดนิ ทรไพศาลโสภณ ทรงเปน็ ต้นราชสกุล สงิ หรา

เจ้าจอมมารดาสมั ฤทธ์ิ
พระองค์เจ้าชายชมพนู ุท (28 สิงหาคม พ.ศ. 2370 - 2 เมษายน พ.ศ. 2435) กรมขุนเจริญผล
พูลสวัสดิ์ ทรงเปน็ ต้นราชสกุล ชมพนู ทุ

เจา้ จอมมารดาหงิม
พระองคเ์ จ้าชายกระววี งศ์ (4 มถิ ุนายน พ.ศ. 2345 - พ.ศ. 2355)

เจา้ จอมมารดาบาง
พระองคเ์ จ้าหญิงวลิ าส (5 ธนั วาคม พ.ศ. 2354 - พ.ศ. 2388) กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ
พระองคเ์ จา้ ชายลักษณานคุ ณุ (20 มกราคม พ.ศ. 2355 - พ.ศ. 2378)

เจา้ จอมมารดาอิ่ม คชเสนี
พระองคเ์ จ้าหญงิ กมทุ (21 กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2356 - พ.ศ. 2364)
พระองค์เจา้ หญงิ นิเวศน์ (พ.ศ. 2359 - พ.ศ. 2441)
พระองคเ์ จา้ หญิงกลั ยาณี (14 มิถุนายน พ.ศ. 2368 - พ.ศ. 2418)

เจา้ จอมมารดาสดุ ใหญ่
พระองคเ์ จ้าหญงิ ดวงเดือน (27 กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2354 - พ.ศ. 2414)
พระองคเ์ จ้าหญงิ แสงจนั ทร์ (พ.ศ. 2359 - พ.ศ. 2421)

เจ้าจอมมารดาแย้ม
พระองค์เจา้ หญิงมาลี (21 มถิ ุนายน พ.ศ. 2357 - พ.ศ. 2400)

เจ้าจอมมารดาน้อยลาว
พระองค์เจ้าชาย (ไม่ปรากฏพระนาม) (11 มิถนุ ายน พ.ศ. 2358 - พ.ศ. 2364)
พระองคเ์ จ้าหญงิ สบุ งกช (พ.ศ. 2360 - พ.ศ. 2424)

เจ้าจอมมารดาย่สี นุ่
พระองคเ์ จ้าหญิงเงนิ ยวง (21 พฤษภาคม พ.ศ. 2361 - พ.ศ. 2392)
พระองคเ์ จ้าหญงิ พวงแก้ว (พ.ศ. 2364 - พ.ศ. 2392)

เจ้าจอมมารดาจัน
พระองค์เจา้ หญิงเสง่ียม (พ.ศ. 2358 - 22 มกราคม พ.ศ. 2432)

เจ้าจอมมารดาลกู จันทน์
พระองคเ์ จ้าหญิง (ไม่ปรากฏพระนาม) (พ.ศ. 2360 - พ.ศ. 2361)

เจา้ จอมมารดาบัว
พระองค์เจ้าหญงิ เลขา (21 พฤษภาคม พ.ศ. 2361 - พ.ศ. 2392)
พระองคเ์ จา้ หญงิ เล็ก (พ.ศ. 2364 - พ.ศ. 2367)

เจ้าจอมมารดาฉมิ
พระองค์เจา้ หญิงกินรี (26 ตลุ าคม พ.ศ. 2362 - 12 เมษายน พ.ศ. 2437)
พระองค์เจา้ หญิงฉวีวรรณ (พ.ศ. 2365 - พ.ศ. 2429)

เจ้าจอมมารดาออ่ น
พระองคเ์ จ้าหญงิ (ไม่ปรากฏพระนาม) (12 มกราคม พ.ศ. 2362 - พ.ศ. 2363)

เจา้ จอมมารดาเล็ก หรือ น้อยเล็ก ณ นคร

พระองคเ์ จา้ หญิงประไพพกั ตร์ (13 มกราคม พ.ศ. 2364 - พ.ศ. 2417)

เจา้ จอมมารดาจันทร์โฉม

พระองคเ์ จา้ หญิง (ไมป่ รากฏพระนาม) (พ.ศ. 2365 - สมัยรชั กาลที่ 2)

เจ้าจอมมารดาสาดใหญ่

พระองคเ์ จ้าหญงิ (ไมป่ รากฏพระนาม) (พ.ศ. 2365 - พ.ศ. 2367)

เจา้ จอมมารดาน้อยพระแสง

พระองค์เจ้าหญงิ นรลักษณ์ (พ.ศ. 2368 - พ.ศ. 2405)

เจา้ จอมมารดานอ้ ยใหญ่ ณ นคร

พระองค์เจา้ ชายเฉลมิ วงศ์ (พ.ศ. 2368 - พ.ศ. 2392)

เจา้ จอมมารดาปกุ สนธิรัตน์

พระองค์เจา้ หญิงจามรี (21 พฤษภาคม พ.ศ. 2369 - 22 กนั ยายน พ.ศ. 2432)

เจ้าจอมมารดาหุ่น

พระองคเ์ จ้าหญงิ กฤษณา (16 กรกฎาคม พ.ศ. 2369 - พ.ศ. 2407)

เจ้าจอมมารดาแกว้ บุณยรตั พันธ์ุ

พระองค์เจ้าชายอมฤต (5 สิงหาคม พ.ศ. 2369 - พ.ศ. 2413) กรมหมนื่ ภูบดีราชหฤทยั

เจ้าจอมมารดาเจ๊ก

พระองคเ์ จ้าชาย (ไม่ปรากฏพระนาม) (พ.ศ. 2369 - พ.ศ. 2371)

เจ้าจอมมารดาพลับ

พระองคเ์ จา้ ชายจินดา (16 ตลุ าคม พ.ศ. 2370 - พ.ศ. 2392)

เจ้าจอมมารดาอง่ึ กลั ยาณมติ ร

พระองค์เจา้ หญิงบุตรี (17 มิถุนายน พ.ศ. 2370 - 1 ธันวาคม พ.ศ. 2450) กรมหลวงวรเสรฐ

สุดา

เจา้ จอมทีไ่ ม่มีพระราชโอรสหรือพระราชธิดา

เจา้ จอมพุ่ม สนธริ ตั น์ เจ้าจอมเครอื วลั ย์ บุณยรตั พนั ธ์ุ

เจ้าจอมกลบี สิงหเสนี เจา้ จอมมาลัย สงิ หเสนี

เจา้ จอมอมิ่ ปาณิกบุตร เจ้าจอมน่วม

เจา้ จอมพ่ึง เจา้ จอมพนั เทพหัสดิน

เจา้ จอมอรณุ ไกรฤกษ์ เจา้ จอมวนั ไกรฤกษ์

เจา้ จอมน้อย สุหรานากง เจ้าจอมย่ีสุน่ ณ นคร

เจา้ จอมแสง เจา้ จอมกลบี

เจา้ จอมผัน

พระราชลญั จกรประจารัชกาลที่ 3

เปน็ รูปปราสาท เป็นพระราช สัญลกั ษณข์ องพระบรมนามาภิไธย วา่ "ทบั " อนั หมายถงึ
ท่อี ยู่ หรือ เรือน
วดั ประจารชั กาลที่ 3 วดั ราชโอรสาราม ราชวรวหิ าร

วัดราชโอรสารามราชวรวหิ าร

พระอโุ บสถ วดั ราชโอรสารามราชวรวหิ าร

วัดราชโอรสาราม หรือ วัดราชโอรส ต้ังอยู่ริมคลองสนามไชย ฝ่ังตะวันตก (ฝ่ังธนบุรี) และติด
คลองบางหว้า ทางด้านทิศเหนือของวัด ตั้งอยู่เลขท่ี 258 เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร วัดราช
โอรสเปน็ พระอารามหลวงช้นั เอก ชนิดราชวรวิหาร และถือเป็นวัดประจารัชกาลที่ 3 แห่งบรมราชวงศ์
จักรี เป็นวัดโบราณมีมาก่อนสร้างกรุงสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ คือ เป็นวัดราษฎร์ท่ีสร้างในสมัยกรุงศรี
อยธุ ยาเป็นราชธานี เดิมเรยี กวา่ "วดั จอมทอง" บา้ ง "วดั เจ้าทอง" บ้าง หรอื "วดั กองทอง" บ้าง

ในสมัยราชกาลที่ 3 พ.ศ. 2363 มีข่าวว่าพม่าตระเตรียมกาลังจะยกเข้ามาตีประเทศสยาม
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงโปรดให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอกรมหม่ืนเจษฎาบดินทร์
(พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลา้ เจา้ อยู่หวั รัชกาลที่ 3) ทรงเปน็ แม่ทัพคุมพลไปขัดตาทัพพม่าทางเจดีย์ 3
องค์ จังหวัดกาญจนบุรี ได้เสด็จประทับแรมท่ีหน้าวัดจอมทองนี้ และทรงทาพิธีเบิกโขลนทวาร ตาม
ลกั ษณะพชิ ัยสงคราม ทรงอธิษฐานให้ประสบความสาเร็จกลบั มาโดยสวัสดิภาพ แต่พม่าไม่ได้ยกทัพมา
ตามที่เล่าลือกันและเม่ือพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงเลิกทัพเสดจ็ กลบั พระนครแล้ว
จึงโปรดให้ปฏิสังขรณ์วัดจอมทองใหม่ทั้งวัด และถวายเป็นพระอารามหลวง พระบาทสมเด็จพระพุทธ
เลศิ หล้านภาลัย โปรดเกลา้ ฯ พระราชทานนามใหม่ว่า "วัดราชโอรส" ถงึ แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระน่ัง
เกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงสถาปนาวัดนี้ ในขณะที่ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอก็ตาม แต่เน่ืองจากทรง
สถาปนาเป็นการสว่ นพระองค์ จึงทรงพระราชดารเิ ปล่ยี นแปลงแบบอย่างศิลปกรรมตามความพระราช
หฤทัย ดังน้ัน วัดราชโอรสจงึ ตกแต่งด้วยศิลปะจีนเป็นส่วนมาก นับเป็นวัดแรกท่ีเป็นวัดที่คิดสร้างออก
นอกแบบอย่างวัด ซ่ึงสร้างกันอย่างสามัญ ศิลปกรรมไทยที่มีอยู่ในวัดนี้ พระองค์ทรงสร้างได้อย่าง

เหมาะสมกลมกลืนงดงามยิ่งนัก อย่างหาที่ติมิได้ เช่น โบสถ์ วิหาร ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ แต่
หลังคาโบสถ์เป็นกระเบื้องเคลือบแบบไทย กุฏิพระสงฆ์เป็นอาคารตึกแทนเรือนไม้แบบของเดิมการ
ประดับตกแต่งต่างๆ เป็นแบบจีนผสมไทย เช่น บานประตูหน้าต่างพระวิหารพระพุทธไสยาสน์
ประดับด้วยเสี้ยวกางแทนลายเทพนม หรือลายไทยแบบของเดิม หน้าบันพระอุโบสถ และพระวิหาร
ประดับพระเบ้ืองเคลือบสี จึงนับเป็นคร้ังแรกท่ีมีการประยุกต์ศิลปกรรมได้อย่างประณีต เหมาะสม
เปน็ สญั ลกั ษณแ์ ห่งศาสนสถานได้อยา่ งสง่า และงดงาม
พระราชกรณียกจิ ในพระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกล้าเจ้าอย่หู ัวในด้านต่าง ๆ มดี ังน้ี
ดา้ นเศรษฐกจิ

เมื่อพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นครองราชย์สมบัตินั้นประเทศไทยตกอยู่ในภาวะ
ยากจนเป็นอันมาก เนื่องจากเม่ือตันกรุงรัตนโกสินทร์ประเทศไทยได้ใช้เงินจานวนมากมายมหาศาล
เพ่ือทานุบารุงบ้านเมืองข้ึนมาใหม่ ประกอบด้วยกรุงศรีอยุธยาสูญเสียทรัพย์สินจากการพ่ายแพ้
สงครามพระน่ังเกล้าเจา้ อยู่หัวจงึ ตัง้ ระบบการจดั เก็บภาษีขึ้นมาหลายอย่างเพ่ือหาเงินเข้าท้องพระคลงั
หลวง ในรัชกาลของพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัฐมีรายได้เข้าประเทศหลายอย่าง คือ จังกอบ อากรฤชา
ส่วย ภาษี เงินค่าราชการจากพวกไพร่ เงินค่าผูกปี้ข้อมือจีน เป็นต้นรายได้ของรับมีเพิ่มมากขึ้นกว่า
รัชกาลก่อนท้ังนี้เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงและการปรับปรุงการเก็บภาษีอากรจากรูปของสินค้าและ
แรงงานเป็นชาระด้วยเงินตรา และท่สี าคัญ คอื ภาษที ่ีต้งั ขน้ึ มาใหมถ่ งึ 38 อย่าง ได้แก่

1. อากรบ่อนเบี้ย คือ ตั้งโรงไว้ให้คนไปเล่นกัน นายอากรเป็นผู้เก็บค่าต๋งหัวเบ้ียส่งหลวงส่วนท่ีเรียก
บอ่ นเบีย้ สง่ หลวงสว่ นท่ีเรียกว่า บ่อนเบย้ี จนี น้ัน สาหรบั คนจนี เล่นกันตามประเพณคี นจนี

2. อากรหวย ก.ข. เปน็ อากรแบบใหม่ แตค่ ลา้ ยกบั อากรบอ่ นเบย้ี ของเดมิ จงึ ยังเรียก อากรแต่ก็ยกมา
ไว้ ในการเก็บภาษี

3. ภาษีเบด็ เสรจ็ เรียกเก็บจากของลงสาเภา
4. ภาษขี องตอ้ งหา้ ม 6 อย่าง
5. ภาษีพริกไทย เรยี กเก็บจากผ้ซู ือ้ ของลงสาเภา
6. ภาษีพรกิ ไทย เรียกเก็บสิบลดจากผู้ขาย
7. ภาษฝี าง
8. ภาษีไม้แดง เรยี กเกบ็ จากผู้ซอ้ื ของลงสาเภา
9. ภาษีไม้แดง เรียกเก็บสิบลดจากผขู้ าย
10. ภาษีเกลือ
11. ภาษีนา้ มนั มะพรา้ ว
12. ภาษนี ้ามันตา่ ง ๆ
13. ภาษีกระทะ
14. ภาษตี ้นยาง
15. ภาษไี ม้ชัน
16. ภาษีฟืน
17. ภาษีจาก
18. ภาษีกระแซง

19. ภาษไี ม้ไผ่ป่า
20. ภาษีไม้รวก
21. ภาษีไมส้ สี ุก
22. ภาษไี มค้ า้ งพลู
23. ภาษีไมต้ ่อเรอื ไดแ้ ก่ กง กระดาน จังกูด สมอ พงั งา
24. ภาษไี ม้ซุง
25. ภาษีฝา้ ย
26. ภาษียาสูบ
27. ภาษีปอ
28. ภาษีคราม
29. ภาษีเน้อื ปลาแห้ง
30. ภาษีเย่อื เคย
31. ภาษีนา้ ตาลทราย
32. ภาษนี ้าตาลหมอ้
33. ภาษนี ้าตาลอ้อย
34. ภาษีสารวจ
35. ภาษเี ตาตาล
36. ภาษจี นั อับ ไพ่ เทยี นไข เน้อื และขนมตา่ ง ๆ
37. ภาษีปูน
38. ภาษีเกวียนตา่ ง เรือจ้างทางโยง

การเก็บภาษีอากรภายในประเทศนี้ พระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงต้ังระบบการเก็บภาษีโดยให้
เอกชนประมูลรับเหมาผู้ขาดไปเรียกเก็บภาษีจากราษฎรเอง เรียกว่า เจ้าภาษีหรือนายอากร ซึ่งส่วน
ใหญ่ชาวจนี จะเปน็ ผูป้ ระมลู ได้ การเกบ็ ภาษีดว้ ยวิธกี ารน้ี ทาใหเ้ กิดผลดีหลายประการในด้านเศรษฐกิจ
ทง้ั สามารถเก็บเงินเข้า พระคลงั มหาสมบัติได้สูงแล้ว ยังส่งผลดีทางด้านการเมืองอีกด้วย คือ ทาใหเ้ จ้า
ภาษีนายอากรท่ีส่วนใหญ่เป็นชาวจีนนั้น มีความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์ และมีความผูกพัน
กับแผน่ ดินไทยแนบแนน่ ขนึ้

เรือกาปนั่ สมยั รชั กาลที่ 3

นอกจากน้ีรายได้ของรัฐอีกส่วนหนึ่ง ยังได้มาจากการค้าขายกับชาวต่างประเทศได้ผลประโยชน์
จากภาษีหลายชั้น คือ ภาษีเบิกร่อง ภาษีขาออก และการค้าแบบผูกขาดของพระคลัง นอกจากน้ีไทย
ยังส่งเรือสินค้าเข้าไปค้าขายในประเทศต่าง ๆ เนื่องจากพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระราชหฤทัย
และเช่ียวชาญการส่งเรือสินค้ามาต้ังแต่คร้ังดารงพระยศเป็น พระเจ้าลูกเธอ กรมหม่ืนเจษฎาบดินทร์
จนสมเด็จพระชนกนาถตรัสเรียกพระองค์ท่านว่า “เจา้ สัว” เมื่อพระองค์เสด็จข้ึนครองราชย์สมบตั ิ จึง
ทรงสนับสนุนการค้า ขึ้นอีกเป็นจานวนมาก ทรงมีเรือกาปั่นพาณิชย์ประมาณ 11-13 ลา เรือกาป่ัน
ของขุนนางที่สาคญั อีก 6 ลา

เรอื สาเภาในสมยั รชั กาลท่ี 3

พ.ศ. 2364 สมัยพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 3 ชาวจีนในประเทศไทยได้ทา
การต่อเรือ 136 ลา มี 82 ลา ดาเนินการค้าระหว่างไทย-จีน อีก 50 ลาระหว่างไทยกับประเทศอ่ืนๆ
ลูกเรือเกือบทั้งหมดเป็นชาวจีน ชาวจีนท่ีปฏิบัติงานบนเรือดังกล่าวรวมทั้งสิ้นประมาณ 8,000 –
9,000 คน ชาวจีนในประเทศไทยถูกมองว่า "เป็นตัวแทนพ่อค้านักการเดินเรือสาหรับการค้าระหว่าง
ประเทศที่ดีท่ีสุด" ส่วนเรือที่ทาการค้าระหว่างประเทศนั้น สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์มีเรือ 3
ประเภท คือ เรือสาเภาของจีน เรือสลุปของแขก และเรือกาปน่ั ของฝรั่ง เรือสาเภาจีนรูปร่างอุ้ย
อ้ายและแล่นช้า แต่มีข้อดีที่กินน้าต้ืนและบรรทุกสินค้าได้มาก ข้อเสียอยู่ที่ใบเรือรูปสี่เหล่ียม
ใหญโ่ ต เกง้ กา้ ง มีเสาใบ 3 เสา ใบเรือกม็ ีหลายผืนขนาดเลก็ เป็นขั้น ๆ ข้ึนไป แต่เน่ืองจากการค้า
ส่วนใหญ่ของไทยค้ากับจนี และผ้ตู อ่ เรือก็เป็นชา่ งจนี จงึ นิยมสร้างเรอื เดนิ ทะเลเปน็ เรือสาเภา เพ่ือให้
กลมกลืนเข้าไปคา้ ขายในประเทศจนี ได้โดยสะดวก

วัดยานนาวาในอดีต
พ.ศ. 2386 ได้มเี รือกาป่ันไฟลาแรกแล่นเขา้ มาในแม่น้าเจา้ พระยา พระบาทสมเดจ็ พระนั่งเกลา้
เจ้าอยู่หัว ทรงเห็นประสิทธิภาพของเรือกาปนั่ ไฟแล้ว มีพระราชปรารภว่า ต่อไปสาเภาแบบจีนจะ
คอ่ ย ๆ เส่อื มความนิยมไป อีกหนอ่ ยลูกหลานไทยจะไมร่ จู้ ักเรือสาเภาว่าหน้าตาเปน็ อย่างใด เมื่อทรง
พระราชดาริหาแบบอย่างเจดีย์ท่ีจะสร้างวัดคอกกระบือ แขวงอาเภอบ้านทวาย ทรงระลึกถึงธรรม
ทั้งหลาย ซึ่งพระเวสสันดรโพธิสัตว์ อปุ มาเหมือนสาเภายานนาวา ในมหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์
กมุ าร จงึ โปรดให้สร้างพระเจดียม์ ฐี านเป็นสาเภา เทา่ ขนาดเรอื สาเภาจริงขนึ้ ไวท้ ีว่ ัดคอกกระบือ

วัดยานนาวาในปัจจบุ นั
ต่อมาทรงบูรณะขึ้นเป็นวัดหลวงแล้วพระราชทานนามวัดว่า“วัดญานนาวา”ต่อมาเรียก"วัด
ยานนาวา"

ถึงแม้การค้าทางทะเลจะได้เปลี่ยนเป็นเรือกาปั่นใบก็จริง แต่เรือที่จะเข้าไปในเมืองท่าของ
ประเทศจนี ต้องเป็นเรือสาเภาจึงจะเข้าไปได้สะดวก เพือ่ แก้ความขดั ข้องในข้อนี้ พวกเจ้าสวั ซึ่งเป็น
เจ้าของเรือกาป่นั ใบที่ค้าขายกับประเทศจนี เมื่อเรือจะถงึ ท่าเมือง เช่น เมืองเทียนจน๋ิ ก็ต้องจัดใหม้ ี
ขยาบไม้ไผ่ทาเป็นแผงเขียนเป็นตาเรือปะหัวเรือท้ังสองข้างข้ึนไว้ชั่วคราว ให้ดูประหน่ึงว่าเป็นเรือ
สาเภา เจ้าหน้าท่ีจีนจึงยอมใหเ้ ข้าได้ ภายหลังเหน็ ว่าเป็นความลาบาก จึงตอ่ เรือชนิดพันทางหัว
สาเภา ท้ายเรือเป็นสาเภา ท้ายเรือเปน็ กาปัน่ เสาใบกลางเปน็ เสาสาเภา แต่ก็ลาบากอกี จึงเสา
กลางเป็นเสาใบกาปน่ั เรอื กาป่นั พันทางนี้เรียกวา่ กาปนั่ บว๊ ย

เรือแบบตะวันตก ได้แก่ เรือกาปน่ั แบบฝร่ัง คาว่า “กาป่ัน” ซ่ึงหมายถงึ เรือเดินทะเลแบบ
ฝร่ัง ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานระบุว่า คานี้คล้ายคามลายู หรือฮินดูสตานี ท่ีเรียกเรือ
ว่า Capel เรือกาปั่นมีหลายแบบหลายชนิดแล้วแต่ฝร่ังเขาจะคิดต่อคิดสร้างขึ้น ตามความประสงค์
ที่จะใช้เรือน้ัน ๆ ตามยุคสมัยมีการต่อเรือกาป่ันแบบฝร่ังขึ้นในเมืองไทยต้ังแต่สมัยอยุธยา
แล้ว รูปลักษณะของกาปน่ั ท่ีต่อไนเมืองไทยบางทีก็ตอ่ เหมือนกับเรือฝรั่ง บางทีก็ตอ่ ใหแ้ ปลกออกไป
บ้างตามความประสงค์และความสะดวกที่จะใช้เรือนั้น ๆ เรียกว่า “กาปั่นแปลง” หัวเรือเป็นปาก
ปลา แต่ท้ายเรือเปน็ แบบกาป่ัน (เพ่ือจะทาเคร่ืองหางเสอื ของเรือให้เป็นอย่างแบบฝรั่งซ่ึงสะดวกกว่า
แบบจนี ) บางทกี ต็ อ่ ตัวเรือท้งั ลาอย่างแบบกาปั่น แตเ่ คร่ืองเสาเพลาใบใช้เรือตามขวางอย่างฝร่ัง เรือ
ท่ีตอ่ ตัวเรืออย่าง แต่ใช้ใบอย่างกาปนั่ แต่ใช้ใบอย่างแบบจนี นี้ ฝรั่งเรียกว่า Lorcha กาเนิดเดิมของ
เรือแบบน้ีมีกล่าวว่า ชาวโปรตเุ กสเป็นผู้ต่อขึ้นที่เมืองจนี ก่อน เม่ือกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 สาหรับ

ใช้ปราบโจรสลัดทางบริเวณเมืองกวางตุ้ง เรือ Lorcha นี้ ไทยเราเรียกว่า “เรือโปะ๊ จา้ ย” เคยใช้
เป็นเรอื ลาเลียงบรรทุกสนิ ค้าจากท่าเรือกรุงเทพฯ ไปส่งข้นึ เรือใหญ่ที่ท่าเรือเกาะสชี ัง ในสมัยท่ียังไม่มี
การขุดสันดอนปากน้าเจ้าพระยา ที่เรียกว่า เรือโป๊ะจา้ ยน้ี ในภาษาจีนหมายถงึ ว่าเป็นเรือลาเลียง
อย่างท่ีฝรั่งเรียกว่า Lighter น่ันเอง กับยังมีเรือลาเลียงอีกชนิดหน่ึงที่เรียกกันว่า “เรือ
เอี้ยมจุ๊น” น้ัน รูปร่างอ้วนใหญ่เพราะต้องการใช้บรรทุก ตัวเรือต่ออย่างแข็งแรง เรือนี้ในภาษาจีน
แปลวา่ เรอื เกลอื ” ทาให้เขา้ ใจว่าแต่ครงั้ กอ่ น ๆ น้นั เกลือก็เป็นสนิ ค้าสาคญั อย่างหนึ่งเหมือนกัน จึง
ต้องต่อเรือไว้สาหรับบรรทุกเกลอื แต่ตอ่ มาในระยะหลัง ๆ มีสนิ ค้าสาคัญหลายอย่างท่ีส่งไปขาย ก็
เลยใช้เรอื เอ้ียมจุ๊นบรรทกุ สนิ ค้าท่วั ๆ ไป สาหรบั เอาไปสง่ ยังเรือใหญ่ท่ีจอดอยใู่ นทา่ เรอื

เรือสาเภาในสมยั พระบาทมเด็จพระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ ัว
รายได้จากการค้าสาเภานี้นับเป็นรายได้ที่สาคัญยิ่งอีกประเภทหนึ่ง เน่ืองจากเศรษฐกิจของ
ประเทศมีเสถียรภาพม่ันคงและรัฐมีรายได้มากข้ึน รายได้น้ีจึงได้นามาใช้ในการทานุบารุงบ้านเมือง
การปอ้ งกันประเทศ การศาสนา และดา้ นอ่ืน ๆ ได้อย่างเตม็ ท่ี ทั้งในรัชสมัยของพระองค์เองและในรัช
สมัยตอ่ มา กลา่ วคือรายได้ของแผน่ ดนิ ในรัชกาลนี้ปรากฏว่าสูงขนึ้ มาก บางปีมีจานวนมากถึง 25 ลา้ น
บาท เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต เงินในท้องพระคลังหลวงซ่ึงหมายรวมถึงเงินค่าสาเภาดว้ ย เหลือจาก
การจับจ่ายของแผ่นดินมี 40,000 ชั่ง และด้วยทรงมีพระราชหฤทัยห่วงใยในด้านการสร้างและ
ปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่าง ๆ ก่อนที่จะเสด็จสวรรคตทรงมีพระราชปรารภให้แบ่งเงินส่วนน้ีไปทานุ
บารุงรักษาวัดท่ีชารุดเสยี หายและวัดท่ีสร้างค้างอยู่ 10,000 ช่ัง ส่วนท่ีเหลอื อกี 30,000 ช่ัง โปรดให้

รักษาไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการแผ่นดินต่อไป เงินจานวนดังกล่าวน้ีกล่าวกันว่าโปรดให้ใส่ถุงแดงเอาไว้

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อยู่หวั ทรงนามาใช้จ่ายเป็นค่าปรับในกรณีพิพาท

ระหว่างประเทศ เม่ือ ร.ศ. 112 (พ.ศ.2436) จะเหน็ ได้ว่า แม้สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรง

เสด็จสวรรคตไปแล้ว พระองค์ยังมีส่วนช่วยเหลือประเทศให้รอดพ้นวิกฤตการณ์ทางการเมืองระหว่าง

ประเทศทเี่ กิดข้ึนในขณะน้นั ก็ด้วยเงินถงุ แดงทพี่ ระองคท์ รงเกบ็ สะสมไว้

ในสมยั รตั นโกสินทร์ตอนต้น มีการติดต่อการค้ากับต่างประเทศ สือ่ ที่ใช้ในการแลกเปล่ียนและ

ใช้ในระบบเศรษฐกิจและการค้าขายระหว่างประเทศ จึงน่าจะเป็นเงินเหรียญต่างประเทศท่ีมีการ

ยอมรับกันในยุคนั้น ในสมัยรัชกาลท่ี 3 มีเงินต่างประเทศ เช่น เงินเม็กซิโก เงินเปรู และเงินรูปีของ

อินเดีย เป็นต้น เป็นท่ียอมรับในการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้ากันอยู่ในเมืองไทยแล้ว แม้ว่าส่ือในการ

แลกเปลี่ยนสินค้าของไทยในสมัยรัชกาลที่ 3 จะเปน็ เงนิ พดด้วงก็ตาม สนั นิษฐานว่าเงนิ ใน ถุง

แดงน่าจะเป็นเงินต่างประเทศที่ใช้เป็นสื่อในการแลกเปล่ียนในสมัยน้ัน ดังเช่น เหรียญรูปนกของ

เม็กซโิ ก ซึง่ ใช้เป็นสื่อในการแลกเปล่ียนสินค้าท่ีหลายชาตใิ ห้การยอมรับในสมัยน้ัน เหรียญนก

เม็กซิโก มีลักษณะเป็นเหรียญกลมแบนมีรูปนกอินทรีย์อยู่ด้านหน่ึง (รูปนกอินทรีย์กางปีกปากคาบ

อสรพษิ เป็นสญั ลกั ษณ์ของประเทศเม็กซิโก) ไทยจงึ เรียก"เหรียญนก" นอกจากน้ีจากขอ้

สันนิษฐานที่เช่ือว่าเหรียญนกเม็กซิโกเป็นเหรียญเงินในถุงแดง เนื่องจากเหรียญนกเม็กซิกันที่พบเป็น

รูปพิมพ์ มีความพิเศษท่ีพิมพ์กากับปี ค.ศ.1821-1921 (พ.ศ.2364-2464) ไว้ว่าเป็นท่ีระลึกเมื่อ

ครบรอบหน่ึงศตวรรษที่นาออกใช้ เหรียญดังกล่าวน่าจะเป็นเหรียญเงินที่ใช้ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3

(พ.ศ.2367-2394) สอดคล้องกับหลักฐานเอกสารฝรงั่ เศสที่กล่าวถึงเงนิ ค่าปรับสงครามของไทยท่ีชาระ

ด้วยเหรียญเม็กซิกัน ในเอกสารฝร่ังเศสท่ีกล่าวถึงเงินเม็กซิกันท่ีบรรทุกมาใส่เรือมาจากสยามใน

เหตุการณ์ ร.ศ.112 มนี ้าหนักประมาณ 23 ตัน

เงนิ เหรียญนกเมก็ ซิกนั
สนั นิษฐานเป็นเงินชนิดหน่งึ ในถุงแดง

เงินถุงแดง ไม่ได้เป็นเพียงแต่พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์พระมหากษัตริย์ที่ทรงนามาช่วย
แก้ปญั หาวิกฤตบา้ นเมืองในเหตุการณ์ ร.ศ.112 เท่าน้ันแต่เร่ืองราวของเงินถุงแดงยังไดส้ ะท้อนให้เหน็
ถงึ การติดตอ่ สมั พนั ธ์กับชาติตะวันตกท่ีเข้ามาติดตอ่ ค้าขายในสมัยรัชกาลที่ 3 และได้ส่งอทิ ธิพลให้เกิด
เหรียญกษาปณ์ไทยในสมัยตอ่ มา นอกจากน้ียังสะท้อนให้เหน็ พระราชวินิจฉัยและพระวิสยั ทัศน์ที่
ยาวไกลของพระบาทสมเดจ็ พระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หวั รัชกาลท่ี 3 ท่ีทรงเลง็ เหน็ ภัยท่ีคุกคามเอกราชของ
ประเทศชาติของชาติตะวันตกในยุคนั้น กับเหตุการณ์ท่ีอาจจะเกิดกับสยามประเทศในภายภาคหน้า
ซ่งึ เปน็ ไปตามท่ีทรงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าถึง 43 ปี" การศึกสงครามข้างญวน ขา้ งพม่า ก็เหน็ จะไม่มี
แล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้างพวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดี อย่าให้เสียทีแก่เขาได้ การงานส่ิงใดของเขาท่ีคิด ควรจะ
เรียนเอาไว้ก็ใหเ้ อาอย่างเขา แต่อย่าใหน้ ับถือเลอ่ื มใสไปเสยี ทีเดียว" พระราชดารัสของพระองค์
ซึ่งได้กล่าวในข้างต้นเป็นส่ิงท่ีทันสมัยและเป็นส่ิงที่คนไทยในปัจจุบันควรยึดถือปฏิบัติตาม เงินถุงแดง
จึงเป็นเหมือนส่ิงเตือนสติคนไทยให้ดารงชีวิตด้วยความไม่ประมาท รู้จักเก็บออมไว้เพื่อไว้ใช้เมื่อยาม
จาเป็นดังนั้นเงินถุงแดงที่พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสะสมและพระราชทานให้แก่
แผ่นดินนามาใช้ไถ่บ้านไถ่เมืองจนสามารถช่วยกอบกู้เอกราชของชาติไว้ได้ จึงถือเป็นเครื่องเตือนใจ
คนไทยให้น้อมราลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ที่ มีต่อปวงชนชาวไทยและสยาม
ประเทศ
ด้านการปกครอง

การปกครองยังคงยึดรูปแบบมาจากสมัยอยุธยาและกรุงธนบุรี คือ การปกครองแบบบูรณาญา
สิทธิราชย์ พระมหากษัตรยิ ์ทรงอยู่ในตาแหนง่ สูงสดุ ของการปกครองประเทศ ทรงเป็นประมุขตาแหน่ง
รองลง มา คือพระมหาอุปราช ซง่ึ ดารงตาแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ตาแหน่งบังคับบัญชา

ในด้านการปกครองแยกต่อมา คืออัครมหาเสนาบดีฝา่ ยทหาร คือ พระสมุหพระกลาโหม และฝา่ ยพล
เรือน คือ สมุหนายก ตาแหน่งรองลงมา เรียก เสนาบดีจตุสดมภ์ คือ เสนาบดีเมืองหรือเวียง กรมวัง
กรมพระคลงั และกรมนา สว่ นการบริหารราชการแผ่นดนิ ยังคงจัดแบง่ ออกเป็นหัวเมืองช้ันนอก หัว
เมอื งชั้นใน และหวั เมืองประเทศราช

กลองวนิ จิ ฉยั เภรี ในสมยั รชั กาลที่ 3
ราษฎรผู้มที ุกข์ จะสามารถตีกลองร้องถวายฎีกา

ในหลวงรัชกาลที่3 ทรงจัดสร้าง กลองวินิจฉัยเภรี ให้ราษฎรร้องปญั หา ด้วยหวังปัดเปา่ ทุกข์
ของราษฎรด้วยพระองค์เอง พระองค์ทรงดูแลทุกข์สุขของราษฎร เสด็จออกนอกพระราชวัง โปรดให้
นากลองวินิจฉัยเภรีออกตั้ง ณ ทิมดาบกรมวัง ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อราษฎรผ้มู ีทุกขจ์ ะได้ตกี ลอง
ร้องถวายฎีกา เพื่อให้มีการชาระความกันต่อไป โดยพระองค์จะคอยซักถามอยู่เนืองๆ ทาให้ตุลาการ
ผู้ทาการพพิ ากษาไม่อาจพลิกแพลงคดเี ป็นอน่ื ได้

ดา้ นการทานบุ ารุงประเทศ

คลองสุนขั หอน
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจา้ อยู่หัว วัตถุสถานต่าง ๆ ที่สร้างมาตง้ั แต่รัชกาลท่ี 1
ทรุดโทรมลงเป็นอันมาก พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ อาทิ
พระบรมมหาราชวัง และวัดต่าง ๆ และยังทรงเป็นพระธุระในการขุดคลองเพ่ิมเติม คือ คลองสุนัข
หอน คลองบางขุนเทียนคลองพระโขนง และคลองแสนแสบ (คลองบางขนาก) ในรัชกาลน้ีบ้านเมือง
ขยายตัวมีการตั้งเมืองใหญ่ ๆ ขึ้นมาก เช่น เรณูนคร อานาจเจริญ อาจสามารถอากาศอานวย
หนองคาย เป็นต้น พระองค์ทรงประกาศว่า หัวเมืองทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือเป็นส่วนหน่ึงของ
พระราชอาณาจักรไทย และพระราชทานการทานุบารุงด้วยประการต่าง ๆ ให้มีความเจริญข้ึน
ทัดเทียมส่วนกลาง เป็นผลให้ดินแดนฝ่ังขวาของแม่น้าโขงยังคงเป็นส่วนหน่ึงของพระราชอาณาจักร
ไทย ตราบเทา่ ทกุ วันน้ี

ดา้ นการปอ้ งกันประเทศ

พระบรมราชานุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์

ในรัชสมัยของพระองค์แม้ว่าการสงครามทางด้านทิศตะวันตกระหว่างไทยกับพม่าจะ เบาบาง

และสนิ้ สุดในรัชกาลที่ 3 เพราะพม่ารบกับอังกฤษ แต่บ้านเมืองก็ไม่ได้ว่างเว้นจากศึกสงครามตลอด

รัชกาลต้องยกทัพไปสู้รบป้องกัน พระราชอาณาเขตส่วนทางด้านทิศตะวันออก ทิศ

ตะวันออกเฉียงเหนือ ทิศเหนือและทิศใต้ ในรัชสมัยนี้มีเหตุการณ์ทาสงครามที่สาคัญ คือ เมื่อ พ.ศ.

2369 เจา้ อนุวงศ์เวียงจันทน์เป็นกบฎโปรดใหส้ มเดจ็ พระบวรราชเจา้ มหาศักดิพลเสพ เปน็ แม่ทัพไป

ปราบปรามและยึดเมืองเวียงจนั ทนไ์ ด้ในปี พ.ศ. 2370

พ.ศ. 2376-2391 การทาสงครามกับญวนท่ีพยายามชิงเขมรไปจากไทย 4 คร้ัง และสู้รบกันใน

แผ่นดินเขมรสว่ นนอก เปน็ เวลานานถงึ 15 ปี จนเลิกรบกัน ผลของสงครามทาใหไ้ ทยได้เขมรมาอยู่ใน

ปกครองอีกนอกจากน้ันยังมีการสร้างป้อมป้องกันศัตรูทางน้า เช่น ท่ี เมืองสมุทรสาครเป็นต้น ใน

ปลายรัชกาลโปรดใหส้ ร้างเรือกาปั่นรบ กาป่ันลาดตระเวน ไว้รักษาพระนครและค้าขายนอกจากน้ียัง

ทรงสร้างสมอาวุธยุทโธปกรณ์ไว้เป็นอันมาก คลองต่าง ๆ ที่ขุดข้ึนในรัชสมัย นอกจากต้ังพระราช

หฤทัยจะใหใ้ ชเ้ ปน็ เสน้ ทางคมนาคมแลว้ ยังใช้เปน็ ทางลัดไปมาระหวา่ งสงครามอีกดว้ ย

ดา้ นความสัมพันธก์ บั ตา่ งประเทศ

ในรัชสมัยพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว ไทยจัดส่งราชทูตอัญเชิญพระราชสาสน์และเครื่องราช
บรรณาการไปเจริญพระราชไมตรี กับประเทศจีน ใน พ.ศ. 2368 และการค้าระหว่างไทยกับจีนก็
ดาเนินไปได้ด้วยดีตลอดรัชสมัย ในขณะนั้นประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาติดต่อเจริญ
สมั พันธไมตรีและ ตกลงทาสัญญาการค้า ซ่งึ เจรจาตกลงเรื่องการค้าไม่ประสบผลสาเร็จนัก ด้วยใน
ตอนตน้ ทรงมีนโยบายไม่ยอมออ่ นข้อใหก้ ับประเทศตะวันตกด้วยระมัดระวังใน เกียรตขิ องชาติ รวมถึง
ประโยชน์ของชาตเิ ป็นสาคัญการทาสัญญาการค้าในประเภทที่ไทยจะต้องเสยี เปรียบก็ไม่ทรงยินยอม
ทรงพยายามที่จะรักษาประโยชน์ของชาติใหม้ ากท่ีสุด ท่ีทรงกระทาเช่นนั้นไม่ใช่ว่าจะไม่ทรงตระหนัก
ถึงภัยจากการรุกรานของมหาอานาจ ตะวันตกท่ีมีต่อประเทศใกล้เคียง ทรงเข้าพระทัยดี จึงได้
พระราชทานกระแสรับส่ังเก่ียวกับการต่างประเทศไว้ในอนาคตก่อนหน้าท่ีจะเสด็จ สวรรคตว่า “การ
ศกึ สงครามขา้ งญวนขา้ งพมา่ กเ็ ห็นจะไมม่ แี ลว้ จะมีกอ็ ยู่แต่ข้างพวกฝรัง่ ให้ระวังให้ดีอย่าให้เสียท่า
แกเ่ ขาได้ การงานสิ่งใดของเขาทคี่ ิดควรจะเรียนเอาไว้ก็เอาอย่างเขา แต่อย่าใหน้ ับถอื เล่ือมใสกนั
ทเี ดียว” อย่างไรก็ดีการติดตอ่ กับชาวตะวันตกเช่น มิชชันนารีอเมริกัน ซ่ึงเขา้ มาเผยแผ่ศาสนาคริสต์
นิกาย โปรเตสแตนท์ ได้นาวิทยาการสมัยใหม่ท้ังทางการแพทย์ การทหาร การช่าง ดาราศาสตร์
เข้ามาเผยแพร่ ทาให้ชาวไทยได้เรียนรู้วิทยาการท่ีก้าวหน้าและทันสมัยน้ัน ก็ทรงเห็นชอบและทรง
สนับสนุนอย่ไู ม่นอ้ ย

สนธสิ ัญญาเบอรน์ ี

สนธิสัญญาเบอร์นี ( Burney Treaty) คือ สนธิสญั ญาทางพระราชไมตรีและการพาณิชย์ฉบับ
แรกที่กรุงรัตนโกสินทร์ (ต่อมาคือประเทศไทย) ทากับประเทศตะวันตกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
รชั กาลพระบาทสมเด็จพระน่ังเกลา้ เจา้ อยู่หัว กับ "เฮนรี เบอร์นี" ทูตอังกฤษในขณะนั้น ได้เดนิ ทางเข้า
มายังกรงุ รตั นโกสินทรใ์ น พ.ศ. 2368 เพอ่ื เจรจาปัญหาทางการเมืองและการค้า ในดา้ นการค้า รัฐบาล
องั กฤษประสงค์ขอเปิดสัมพันธไมตรีทางการค้ากับรัตนโกสินทร์ และขอความสะดวกในการในการค้า
ได้โดยเสรี การเจรจาได้เป็นผลสาเร็จ เม่ือวันท่ี 20 มิถุนายน พ.ศ. 2369 และมีการลงนามใน
สนธิสัญญากัน

สนธิสญั ญาเบอร์นี ประกอบดว้ ย สนธิสญั ญาทางพระราชไมตรีรวม 14 ข้อ และมีสนธิสญั ญา
ทางพาณิชย์ แยกออกมาอีกฉบับหนึ่ง รวม 6 ข้อ ที่เก่ียวกับการค้า ได้แก่ ข้อ 5 ใหส้ ิทธิพอ่ ค้าท้ังสอง
ฝ่ายค้าขายตามเมืองต่างๆ ของอีกฝ่ายหนึ่งได้อย่างเสรีตามกฎหมาย ข้อ 6 ให้พ่อค้าท้ังสองฝ่ายเสีย
ค่าธรรมเนียมของอีกฝ่าย และขอ้ 7 ใหส้ ิทธิแก่พอ่ ค้าจะขอตงั้ ห้าง เรือน และเช่าท่ีโรงเรือนเก็บสินค้า
ในประเทศอีกฝ่ายหนึ่งได้ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของกรมการเมืองสนธิสัญญาเบอร์นีมีสาระสาคัญได้แก่
อนุญาตให้พ่อค้าสยามทาการค้ากับพ่อค้าอังกฤษได้อย่างเสรี รัฐบาลสยามจะเก็บภาษีจากพ่อค้า
อังกฤษตามความกว้างของปากเรือ เจ้าพนักงานสยามมีสิทธ์ิลงไปตรวจสอบสินค้าของพ่อค้าชาว
อังกฤษ และชาวอังกฤษที่เข้ามาค้าขาย ในประเทศสยาม จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายสยามทุก
ประการ

การทาสนธิสญั ญาเบอรน์ ีก่อให้เกดิ การขยายตวั ด้านการค้าต่างประเทศเพ่ิมมากขึน้ นาไปสกู่ าร
เปลี่ยนแปลง ท่ีสาคัญในโครงสร้างเศรษฐกิจสยาม 2 ประการคือ ทาให้รัฐต้องปรับวิธีการหา
รายได้ และเก็บเก่ียวผลประโยชน์ในรูปภาษีมากขน้ึ และก่อใหเ้ กิดการผลิตเพอ่ื การค้าส่งออกเพม่ิ ข้ึน
ในปลายสมัยรัชกาลที่ 3 รัฐได้หันกลับมาใช้นโยบายการค้าผูกขาดอีกคร้ัง ซึ่งถือเป็นการละเมิด
ข้อตกลงในสนธิสัญญาเบอร์นี ก่อให้เกิดปัญหาทางการค้าระหว่างสยามกับอังกฤษ นาไปสู่การทา
สนธิสัญญาเบาริง (Bowring treaty)

เจา้ พระยาบดนิ ทร์เดชา (สิงห์ สงิ หเสนีย์)

ในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 นี้ อังกฤษติดต่อกับไทยเพ่ือขอความช่วยเหลือ ในการยกทัพไปพม่า
รัชกาลที่ 3 โปรดให้พระยารัตนจักร คุมกองมอญไปล่วงหน้า และโปรดให้เจ้าพระยามหาโยธา
( ทอเรีย ) คมุ กองทพั มอญออกไปทางดา่ นพระเจดีย์ 3 องค์ พระยาชุมพรคุมกองเรือชมุ พรไชยา ยกไป
ทางเรือเพื่อตีเมืองมะรดิ และเมอื งทวาย พระยามหาอามาตยก์ บั พระยาวชิ ติ ณรงค์ขน้ึ ไปเกณฑห์ ัวเมือง
ฝา่ ยเหนือ ยกทัพออกทางด่านแม่ละเมาการตดิ ต่อกับญวน ในรัชกาลที่ 3 ญวนสนับสนุนให้เจา้ อนุวงศ์
แห่งเวียงจันทน์เป็นกบฎต่อไทย เท่ากับแสดงตนเป็นอริกับไทย ไทยจึงคิดปราบปรามญวนให้หาย
กาเริบเสียบ้าง จึงโปรดให้เจ้าพระยาบดินทร์เดชา ( สิงห์ สิงหเสนีย์ ) เป็นแม่ทัพบก ยกไปไล่ญวนใน
ประเทศเขมร จนจดไซ่ง่อน และให้เจ้าพระยาพระคลังเป็นแม่ทัพเรือ ตีหัวเมืองเขมรและญวนแถบ
ชายทะเล ทาสงครามอยู่นานในที่สุดได้เลกิ สงครามกัน พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หวั ทรงโปรดให้นัก
องค์อิน เป็นเจ้าเมืองพระตะบอง และให้นักองค์ด้วงไปครองเมืองมงคลบุรีติดต่อกับลาว ลาวมี
ความสัมพันธ์อันดีกับไทยมาตั้งแต่รัชกาลก่อนพอเปลี่ยนแผ่นดินมาเป็นรัชกาลที่ 3 ลาวก็มีท่าที
กระดา้ งกระเดือ่ ง สาเหตุมาจากเจ้าอนุวงศ์มาถวายพระเพลงิ พระบรมศพรัชกาลที่ 2 ในปี พ.ศ. 2368
และทลู ขอครอบครวั ชาวเวียงจันทน์ แตร่ ัชกาลที่ 3 ไมโ่ ปรดให้

คณุ หญิงโมวีรสตรีผมู้ สี ่วนกอบกู้เมืองนครราชสมี าจากกองทพั เจา้ อนุวงศ์

ปี พ.ศ. 2369 เกิดมขี า่ วลือวา่ อังกฤษจะทาสงครามกบั ไทย เจา้ อนุวงศ์จงึ เขา้ มากวาดต้อนผู้คน
ของไทยไป ทรงโปรดให้กรมพระราชวังบวรมหาศักดพ์ิ ลเสพเป็นแม่ทัพ แต่ไม่ทันได้สรู้ บกัน เจา้ อนุวงศ์
กวาดต้อนผู้คนไปลาวคุณหญิงโมภรรยาปลัด เมืองนครราชสีมา เป็นหัวหน้ารวบรวมพวกเชลยไทย
ตอ่ สู้ พอทัพจากกรุงเทพ ฯ ยกขึ้นไปช่วย เจ้าอนุวงศ์ จึงถอยทัพกลับไปเวียงจนั ทน์โดยวางกาลงั คอย
ต้านทานกองทพั ไทย ท่ยี กไปตีเวยี งจันทร์ไวท้ เี่ มอื งหลม่ เกา่ และ เมืองภเู ขยี ว

พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้กรมพระราชวังบวร เป็นแม่ทัพ ยกทัพผ่าน
นครราชสีมา ข้ึนไปตีเวียงจันทร์สายหนึ่ง อีกสายหนึ่ง ให้กรมหมื่นสุรินทร์รักษ์เป็นแม่ทัพ ยกไปตีฝ่าย
เจ้าอนุวงศ์ ท่ีมายึดเมืองอุบล และเมืองร้อยเอ็ด แล้วไปบรรจบกับ กองทัพใหญ่ที่เวียงจันทร์ อีกสาย
หนึ่งให้ เจ้าพระยาอภัยภูธรเป็นแม่ทัพ ยกไปตฝี ่ายเจา้ อนุวงศ์ที่เมืองหล่มสัก แล้วไป บรรจบทัพใหญ่ท่ี
เวยี งจันทร์ กองทัพไทย ปราบกบฎเจ้าอนวุ งศไ์ ดร้ าบคาบ ตีกรงุ เวียงจันทร์แตก จับเจ้าอนุวงศไ์ ด้

ในปี พ.ศ. 2371 พอเสร็จศึกทรงโปรดใหแ้ ต่งต้ังคุณหญิงโมเปน็ ท้าวสุรนารี และแม่ทัพสาคัญ
ท่ีปราบพวกกบฎอีกสองท่านคือ พระยาราชสุภาวดี และเจ้าพระยาอภัยภูธร ได้ราบคาบ จนสามารถ
จับเจา้ อนุวงศ์กับครอบครวั ขงั กรงประจานท่ที อ้ งสนามไชย หนา้ พระทนี่ ัง่ พุทไธสวรรย์ จนตาย

การติดต่อกับอังกฤษ เม่ือเร่ิมรัชกาล ไทยเคยช่วยอังกฤษรบกับพม่า แต่ไม่สาเร็จ จน พ.ศ.
2368 ผสู้ าเรจ็ ราชการองั กฤษประจาอินเดียได้ส่ง ร้อยเอกเฮนร่ี เบอร์นี่ เป็นทูตเขา้ มาเจรจากับไทยให้
ช่วยรบกับพม่า เมื่อรบชนะ อังกฤษไม่ได้ให้อะไรกับไทย ไทยจึงหันมาตกลงเรื่องเมืองไทรบุรีกับ
อังกฤษ ไทยกับอังกฤษทาสัญญากัน เรียกว่า "สัญญาเบอร์นี่" ทั้งสองฝ่ายได้ให้สัตยาบัน เมื่อ 17
มกราคม พ.ศ. 2369การติดต่อกับอเมริกา ได้เร่ิมข้นึ ในรัชกาลที่ 3 น้ีเอง พ.ศ. 2375 ประธานาธิบดี
แอนดรวู ์ แจค็ สนั ส่งเอด็ มนั ต์ โรเบิรต์ เป็นทตู เขา้ มาเพอื่ ทาสญั ญาการค้า

ดา้ นเทคโนโลยีของไทยภายใต้อทิ ธิพลของชาวตะวนั ตก
ดา้ นการพมิ พ์

แท่นพิมพ์หมอบรัดเลย์

ปี พุทธศักราช 2379 มีการพิมพห์ นังสอื ภาษาไทยเป็นครั้งแรกโดยพมิ พ์คาสอนศาสนาคริสต์
เป็นภาษาไทย เม่ือวันท่ี 26 ตุลาคม พ.ศ. 2379 ต่อมาปี พ.ศ. 2385 หมอบรัดเลย์พมิ พ์ปฏิทิน
ภาษาไทยขึ้นเป็นครั้งแรกในด้านการหนังสือพิมพ์ฉบับแรกในสมัยรัชกาลท่ี 3 หมอบรัดเลย์ได้ออก
หนังสือพิมพ์แถลงข่าวรายปกั ษเ์ ปน็ ภาษาไทย ชื่อ บางกอกรีคอร์เดอร์ (Bangkok Recorder) มีเรื่อง
สารคดี ขา่ วราชการ ขา่ วการค้า ขา่ วเบ็ดเตล็ด ฉบบั แรกออกเม่ือวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2387หนังสือ
บทกลอนเลม่ แรกท่พี ิมพข์ ายและผู้เขียนไดร้ บั คา่ ลิขสิทธ์ิคือ นิราศลอนดอน ของหม่อมราโชทัย (ม.ร.ว.
กระต่าย อิสรางกูร) โดย หมอบรัดเลย์ ซือ้ กรรมสิทธิ์ไปพิมพใ์ นราคา 400 บาท เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน
พ.ศ. 2404 และตีพมิ พ์จาหน่ายครั้งแรกเม่ือวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2404เทคโนโลยีของไทยภายใต้
อทิ ธพิ ลของชาวตะวนั ตก

ด้านการแพทย์

หมอบรัดเลย์

เม่ือ พ.ศ. 2371 การแพทย์ พวกมิชชั่นนารีจาหน่ายยาแก่คนท่ัวไป ดาเนินการคร้ังแรกท่ีวัด
เกาะตอนสาเพ็ง พ.ศ. 2379 เร่ิมมีการปลูกฝปี ้องกันไข้ทรพิษ และในรัชสมัยของพระองค์ได้มีศาสนา
จารย์และนายแพทย์ชาวอเมริกันและอังกฤษเดินทางเข้ามาเผยแพร่คริสต์ศาสนาเพิ่มมากขึ้น หน่ึงใน
จานวนนี้คือศาสนาจารย์ แดน บีช บรัดเลย์ เอ็ม.ดี. หรือท่ีคนไทยรู้จักกันดใี นนามของ หมอบรัดเลย์
ได้เป็นผ้รู ิเร่ิมให้มีการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ และการฉีดวัคซนี ป้องกันอหวิ าตกโรคและการทาผ่าตัด
ข้นึ เปน็ ครั้งแรกในกรุงรัตนโกสินทร์ เริ่มมี การผา่ ตัดตามวิธีศัลยกรรมแผนปัจจบุ ัน พ.ศ. 2390 การใช้
ยาสลบ โดยหมอเฮ้าส์
ด้านดาราศาสตรแ์ ละวทิ ยาศาสตรเ์ บอื้ งตน้

หมอเฮ้าส์ มิชชนั นารี

หมอเฮ้าส์ มิชชันนารี ผทู้ ี่ทาใหค้ นไทยรู้จกั ดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์ พระบาทสมเด็จพระ
จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเล่ือมใสและแต่งต้ังให้เป็นที่ปรึกษาการศึกษา การศึกษาภาษาอังกฤษ
มชิ ชันนารอี เมรกิ ันช่ือ เจสซี่ คาสแวส์ ไดถ้ วายการสอนภาษาอังกฤษ แก่พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้
ฯ ขณะท่ีทรงผนวชอยู่ท่ีวัดบวรนิเวศน์ขนบธรรมเนียมและประเพณี จากการท่ีมีพวกมิชชันนารีมาอยู่
ในไทย ทาให้มกี ารเปลยี่ นแปลงขนบธรรมเนียมประเพณี เชน่ เลิกประเพณเี ขา้ เฝา้ โดยไม่ใสเ่ ส้อื
ด้านการศึกษา

จารึกวดั พระเชตุพนวมิ ลมังคลาราม
พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า ทรงสนับสนุนด้านการศึกษา
อย่างกว้างขวางทรงมุ่งมั่นท่ีจะให้สามัญชนได้มีโอกาสศึกษาสรรพวิทยาการต่างๆ จะเห็นได้จากการท่ี
โปรดให้เด็กตามโรงทานได้มีโอกาสเรียนหนังสือ โปรดให้ประชุมนักปราชญ์ราชกวีแต่งตาราต่างๆ
จารึกลงบนแผ่นหินประดับไว้ในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กล่าวได้ว่าเปน็ ครั้งแรกในเมืองไทยท่ีมี
การสอนอาชีวศกึ ษากนั อย่างเปดิ เผย และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามได้ชื่อว่าเปน็ มหาวิทยาลยั แห่ง
แรกของเมอื งไทย ในรชั สมัยนีไ้ ด้มตี าราเรยี นเกิดข้ึน 3 เลม่ คอื โคลงจินดามณี ประถม ก กา และปฐม
มาลา มีการพิมพ์หนังสือด้วยแท่นพิมพ์เป็นคร้ังแรก นอกจากนี้ยังมีหมอสอนศาสนาชาติต่างๆ เข้ามา
เผยแพรศ่ าสนาผลพลอยไดค้ ือ หมอสอนศาสนาไดน้ าวิทยาการสมัยใหมเ่ ขา้ มาเผยแพรด่ ว้ ย

นอกจากนั้นยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้มีความรู้นาตาราต่าง ๆ จารึกลงบนศิลา
ประดับไว้ตามฝาผนังอาคารต่าง ๆ ของวัดราชโอรสาราม วัดสุทัศน์เทพ วราราม โดยเฉพาะที่วัด
พระเชตพุ นวิมลมังคลารามอันเป็นวัดที่สาคัญที่ทรงโปรดใหบ้ ูรณะ ในรัชกาลของพระองค์ ความรู้และ
ตาราต่าง ๆ ท่โี ปรดให้จารึกไว้นั้นมีท้ังวิชาอักษรศาสตร์ แพทยศาสตร์ พทุ ธศาสตร์และโบราณคดี เช่น
ตาราโคลง ฉนั ท์ กาพย์ กลอน ตารายา ตาราโหราศาสตร์ พร้อมกันน้ันก็ทรงโปรดใหป้ ั้นรูปฤาษดี ัดตน
แสดงท่าบาบัดโรคลม กับคาโคลงบอกชนิดของลม ตั้งไว้ในศาลารายรอบเขตพุทธาวาสทาให้
ประชาชนสามารถศึกษาหาความรู้ในดา้ นต่าง ๆ ได้อย่างแพร่หลาย จนคนไทยทั้งหลายในยุคน้ันกล่าว
ว่า วดั พระเชตุพนวมิ ลมงั คลาราม เปน็ มหาวิทยาลัยแห่งแรกของเมอื งไทย
ด้านศลิ ปกรรม

ซ้มุ ประตวู ัดโพธิ์ : ใชเ้ ครอ่ื งถว้ ยชามจนี มาประดับเป็นดอกไม้
การทานุบารุงศิลปกรรมในรัชสมัยนี้แบ่งออกได้ 2 ลักษณะ คือ ศิลปกรรมที่สร้างขึน้ มาใหม่
และศิลปะแบบพระราชนยิ ม โดยศิลปกรรมที่สร้างขึ้นมาใหม่นี้ เฉพาะดา้ นสถาปตั ยกรรม เปน็ ศิลปะท่ี
ผสมผสานระหว่างศิลปะไทย จีน และตะวันตก ด้วยติดต่อค้าขายกับชาวต่างประเทศทาให้อิทธิพล
ทางด้านศิลปะเขา้ มาผสมผสาน ส่วนศิลปะแบบพระราชนิยม เปน็ ศิลปกรรมไทยท่ีมีลกั ษณะโดดเดน่
มากเป็นศิลปะแบบรัตนโกสินทร์อย่างแท้จริง ซึ่งยังหลงเหลือเปน็ มรดกทางวัฒนธรรมมาจนทุกวันน้ี
ก่อนทศี่ ลิ ปะทางตะวนั ตกจะเข้ามาอทิ ธิพลในงานศิลปะไทยในยุคต่อมา

ทรงทานุบารุงวัดมากกว่า 30 วัด ล้วนงดงามเป็นศรีสง่าแก่พระนครสามารถอวดชาวโลกได้
จนถึงปัจจุบัน งานศิลปกรรมในรัชกาลนี้เปน็ การริเริ่มสร้างสรรค์ศิลปกรรมท่ีมีลักษณะพิเศษ เป็นการ
พัฒนาต่อจากศิลปกรรมไทยดั้งเดิมท่ีสืบทอดมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ยังคงรักษาโครงสร้างและ
หลักเกณฑ์ใหญ่ๆ ไว้อย่างเคร่งครัดด้วยการผสมผสานศิลปะไทยและจีนโดยไม่ขัดเขิน เป็นศิลปะที่
ทรงคุณค่าและงดงามอย่างน่าชม ได้ทรงซ่อมแซมและสร้างปราสาทราชฐานในพระบรมมหาราชวัง
หลายองค์ ให้คงความงดงามเฉลิมพระเกียรติยศพระมหากษัตริย์ ในปัจจุบันพระบรมมหาราชวังของ
ประเทศไทยแห่งน้ีมีชื่อเสียงก้องไปทั่วโลกในความงามของศิลปะแบบไทย เชิญชวนให้นักท่องเท่ียว
ได้มาชมเปน็ ขวัญตา จึงกลา่ วไดว้ ่าศิลปกรรมในรัชกาลน้ีเป็นศิลปะเพอ่ื การพระศาสนาเกอื บทงั้ หมด
ทางด้านสถาปตั ยกรรม

พระปรางค์วดั อรุณ
ไดม้ กี ารก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณว์ ดั วาอารามจานวนมาก ท้ังโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ
หอระฆัง พระเจดยี ์ พระปรางค์ การสรา้ งโบสถไ์ ดเ้ ปล่ียนแปลงสว่ นหลังคาโดยตดั ส่วนซงึ่ แบบบางหักผุ
เสียหายง่าย อันได้แก่ ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ออก เปลย่ี นเป็นการก่ออิฐฉาบปูนหน้าบันประดับด้วย
กระเบ้ืองเคลือบจานชามจีนแทนลวดลายปูนปั้น ท่ีเห็นได้ชัดคือ วัดราชโอรสาราม หลังคาพระวิหาร
ปั้นรูปมังกรล่อแก้วหันเข้าหากันติดอยู่เหนือสันหลังคากุฏิสงฆ์สร้างเป็นตึกแทนเคร่ืองไม้ ซุ้มประตู

หน้าต่างเปล่ียนจากซุ้มบันแถลงมาเป็นการใช้ปูนป้ันประดับติดกับผนังโดยไม่มีซุ้ม แต่ยังคงลักษณะ
ของทรงซุ้มไว้โดยใช้ลายปูนป้ันประดับแทน ท่ีฐานประตูนิยมใช้เคร่ืองถ้วยชามจีนประดับเป็นดอกไม้
การสรา้ งพระเจดยี ใ์ ช้กระเบอื้ งเคลือบแบบจีน เชน่ พระปรางค์วดั อรณุ ราชวราราม มชี ่างจนี มาสอนทา
กระเบ้อื งเคลอื บในประเทศไทยและทาได้สสี วยสดใส
ทางด้านจิตรกรรม

จติ รกรรมฝาผนังวดั สทุ ัศนเทพวนาราม
เน่ืองจากได้มีช่างจีนมาร่วมในการจัดทา จิตรกรรมฝาผนังจึงมีแบบจีนมาผสม เช่น ประตูพระ
ท่ีนั่งอิศราวินิจฉัยในพระราชวังบวรสถานมงคล (พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ) มีลายต้นไม้ ดอกไม้ นก
แมลง แล้วยังมีกิเลน ซ่ึงเป็นสัตว์ในวรรณคดีจีนรวมอยู่ด้วย ภาพจติ รกรรมฝาผนังบางแห่งมีการเขียน
แบบสอดเสน้ สที อง ซงึ่ เป็นแบบที่ดดั แปลงมาจากจติ รกรรมของจีน บางแหง่ มีการเขียนลายตกแต่งเสา
จิตรกรรมฝาผนังที่สวยงามในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้แก่ จิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดสุทัศน
เทพวราราม และทว่ี ัดพระเชตุพนวิมลมงั คลาราม

ทางด้านประติมากรรม

พระพทุ ธไสยาสนท์ ว่ี ัดพระเชตุพนวิมลมงั คลาราม
พระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ วั โปรดสรา้ งพระพุทธไสยาสนท์ ่ีวดั พระเชตุพนวิมลมังคลา
ราม เป็นพระนอนขนาดใหญ่มาก กับหลอ่ พระพุทธรูปสัมฤทธ์ิองค์ใหญ่ 2 องค์ ปางห้ามสมุทรหมุ้ ทอง
ทั้งองค์ ทรงเคร่ืองยศอย่างพระมหาจักรพรรดิประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
เพ่ือถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระอัยกาธิราช และพระราชบิดา ถวายพระนามว่า “พระพุทธยอด
ฟ้าจุฬาโลก” และ “พระพุทธเลิศหล้าสุลาลัย” ซ่ึงต่อมารัชกาลท่ี 4 ได้โปรดให้แปลงสร้อยพระนาม
ใหม่เป็น “นภาลัย” กับโปรดให้ประชาชนเรียกพระนามรัชกาลที่ 1 และรัชกาลท่ี 2 ตามพระนามของ
พระพุทธรูป
เดิมประชาชนเรียกรัชกาลที่ 1 ว่า “แผ่นดินตน้ ” เรียกรัชกาลท่ี 2 “แผ่นดินกลาง” จงึ ทรง
เกรงว่าแผ่นดินพระองค์จะเป็นแผ่นดินปลายอันเป็นอัปมงคลไป เมื่อสร้างพระพุทธรูปแล้วโปรดให้
เรียกสองรัชกาลแรกตามพระนามพระพุทธรูป พระนามของรัชกาลที่ 1 และรัชกาลท่ี 2 จึงมีคาว่า
“พระพทุ ธ” อยู่ด้วย

การสร้างวัดของพระองค์มีหลายวัดที่มีสถาปัตยกรรมจีน (เข้ามาผสมผสาน) เช่น วัดราช
โอรสาราม วัดเทพธิดา พระตาหนักเก๋งจีน ท้ังนี้เพราะทรงเห็นว่าเคร่ืองท่ีใช้ไม้ไม่ทนได้นาน จึงทรง

เปลี่ยนเป็นถือปูน เวลาน้ันช่างคนไทยท่ีถือปูนได้มีน้อย ช่างจีนชานาญกว่า ช่างจีนก็ไม่ชานาญ
ลวดลายไทย จงึ ทรงผสมผสานแบบจีนกับไทยใหก้ ลมกลืนกันจนเรียกกันว่าเปน็ “พระราชนิยม” การ
สรา้ งวดั ด้วยสถาปตั ยกรรม “แบบพระราชนิยม” น้ี พ.อ.ม.ร.ว.ศุภวัฒน์ เกษมศรี ได้กล่าวไว้ว่า “คงจะ
เป็นพระบรมราโชบายที่ลึกซ้ึงอยู่ด้วยทางหน่ึง เพ่ือให้ชาวจีนหันมาเล่ือมใสศรัทธาทาบุญสุนทานใน
พุทธศาสนานิกายเถรวาทมากข้ึน ท้ังยังเกิดผลดีแก่ชาวจีนในอันที่จะลดช่องว่างทางสังคมลง” การ
สร้างวัดของพระองค์ท่าน ปรากฏว่าในเวลาต่อมาขนุ นางและราษฎรท่ีมีฐานะดีทั้งไทยจีน พากันสร้าง
วัดโดยเสด็จพระราชกุศลอีกมากมาย เป็นผลให้เกิดผลดีทางพระพุทธศาสนา ซ่ึงเป็นหลักทางด้าน
ศีลธรรมและยังมีผลทางด้านวัฒนธรรมและสังคมดัง ร.ศ.ศรีศักร วัลลิโภดม ได้กล่าวไว้ว่า “การสร้าง
วัดจากพระมหากษัตริย์ก็ดี จากพวกขุนนางข้าราชการก็ดี เป็นการปรับระดับสังคมอย่างหน่ึง ไม่ให้มี
การแตกต่างกันมากจนเกินไป… ทาให้ความตึงเครียดในสังคมผ่อนคลายไป มีการสร้างสรรค์กันอยู่
เรื่อย ผลที่เกิดข้ึนน้ันก็คือทาให้คนในสังคมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางวัฒนธรรม นับว่าทรงเป็น
พระมหากษตั ริย์ทท่ี รงสร้างบูรณาการทางวฒั นธรรมและการเมอื งไว้อย่างมากมาย”
ดา้ นวรรณคดี

พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นกวีที่สามารถพระองค์หน่ึง ก่อนเสด็จข้ึน
ครองราชย์ทรงสนพระราชหฤทัยในการประพันธ์ ได้ทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมหลายเร่ือง คือ
โคลงปราบดาภิเษกเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลยั บทละครเร่ืองสงั ข์ศิลป์
ชยั เพลงยาวสังวาส และบทเสภาบางตอนในเรอ่ื งขุนช้างขุนแผน เม่ือทรงครองราชยท์ รงมีพระพระราช

กรณียกิจมากมาย ทาให้ไม่มีเวลาในการพระราชนิพนธ์วรรณกรรมด้วยพระองค์เอง แต่ถึงกระน้ันก็
ทรงทานุบารุงวรรณกรรมอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะวรรณคดที างพระ พุทธศาสนาในรัชสมัยน้ียังมีกวี
ที่สาคัญๆ เช่น สมเดจ็ พระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส และสุนทรภู่ ซง่ึ มีชื่อเสยี งมาตัง้ แต่
รัชกาลที่ 2 แล้ว วรรณคดีที่แต่งขน้ึ มาในรัชสมัยน้ี ได้แก่ ลิลิตตะเลงพ่าย ปฐมสมโพธิกถา กฤษณา
สอนน้องคาฉันทร์ ะเดน่ ลนั ได โคลงสุภาษติ โลกนติ ิ เปน็ ตน้
ดา้ นกวแี ละวรรณกรรม
กวคี นสาคญั ในสมัยรชั กาลท่ี 3 เปน็ กวีท่ีสืบต่อมาจากสมัยรชั กาลท่ี 2 ท่ีควรจะกลา่ วถึงมีดงั นี้
1. พระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ วั

พระบาทสมเดจ็ พระนั่งเกลา้ เจา้ อยู่หวั มิได้สนพระทัยในด้านการประพนั ธ์มากนัก ในสมัยรัชกาลท่ี
2 พระองค์ได้พระราชนิพนธ์ วรรณคดไี ว้ ที่สาคัญ ได้แก่ บทละครนอกเรื่องสงั ขศ์ ิลป์ชัย เสภาเร่ืองขนุ
ช้างขุนแผนตอนขุนช้างตามนางวันทอง โคลงปราบดาภิเษก เม่ือข้ึนครองราชสมบัติแล้ว ก็ทรง
สนับสนุนวรรณคดีที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ส่วนใหญ่เป็นผลงานของ สมเด็จกรมพระปรมานุชิต
ชโิ นรส

สมเดจ็ กรมพระปรมานชุ ิตชิโนรส
2. สมเดจ็ กรมพระปรมานชุ ิตชโิ นรส

พระนพิ นธท์ ส่ี าคญั ไดแ้ ก่ ลลิ ิตตะเลงพ่าย สมทุ รโฆษคาฉันท์ ปฐมสมโพธิกถา ร่ายยาวมหาเวช
สนั ดรชาดก 11 กัณฑ์ ( เว้นกัณฑ์มหาพนและมัทรี ) กฤษณาสอนน้องคาฉนั ท์ ลิลิตพยุหยาตราพระ

กฐินทางสถลมารคและชลมารค โคลงดั้นยอพระเกียรตพิ ระบาทสมเด็จพระนั่งเกลา้ เจ้าอยู่หวั เมื่อคร้ัง
ปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ตาราฉันท์มาตราพฤตและวรรณพฤต พระราชพงศาวดาร
กรุงศรอี ยธุ ยา

คุณพมุ่
3. คุณพุ่ม

คุณพุ่มเป็นกวีหญิงคนแรกของไทย เป็นนักโต้สักวา ชอบโต้สักวาเร่ืองอิเหนา โดยคุณพุ่มเป็น
ฝ่ายบุษบา ด้วย เหตุท่ีคุณพุ่มมีบ้านอยู่บนแพริมน้ามีความเช่ียวชาญ ในการบอกบทสักวา จนได้รับ
สมญาวา่ “บุษบาทา่ เรือจา้ ง” เพลงยาวเฉลิม พระเกียรติ ( แตง่ ในสมัย ร. 5 ) เพลงยาวบวงสรวงฉลอง
สระบางโขมด

สมเดจ็ กรมพระยาเดชาดิศร
4 . สมเดจ็ กรมพระยาเดชาดิศร

สมเด็จกรมพระยาเดชาดิศร พระนามเดมิ พระองค์เจ้าชายมั่ง (พ.ศ. 2336-2402)เป็นพระราช
โอรสองค์ท่ี 15 ในพระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลศิ ลา้ นภาลยั เป็นผู้ชานาญในการ ประพนั ธ์โคลงสี่สุภาพ
ผลงานทีส่ าคัญ คือ การชาระโคลงโลกนติ ิ นริ าศเสด็จไปทพั เวยี งจันทน์ โลกนิติคาโคลง

5. พระมหามนตรี ( ทรพั ย์ )
พระมหามนตรี ( ทรัพย์ ) แต่งบทละครส้ัน ๆ ล้อเร่ืองอิเหนาชื่อเรื่อง ระเด่นลันได โคลงฤาษี

ดดั ตน เพลงยาวกลบทช่อื กบเตน้ สามตอน เพลงยาวแคะไคล้พระมหาเทพ(ทองปาน)

6. คุณสุวรรณ
คุณสุวรรณ เป็นกวีผู้หญิงอีกคนในสมัยน้ัน แต่งเพลงยาวนิราศ เรื่องกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ

ประชวร บทละครเรอ่ื งพระมเหลเถไถและอณุ รุทรอ้ ยเร่ืองในรัชกาลตอ่ มา

กรมหลวงวงศาธิราชสนทิ
7. กรมหลวงวงศาธิราชสนิท

กรมหลวงวงศาธิราชสนิท พระนามเดิม พระองค์เจ้าชายนวม เป็นพระราชโอรสองค์ท่ี 49
ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย พระองค์เจ้าชายนวมเป็นศิษย์ของกรมสมเด็จพระปรมานุ
ชิตชิโนรส เรื่องท่ีทรงนิพนธ์ไว้ ได้แก่ โคลงจินดามณี โคลงนิราศพระประธมพระประโทน โคลงนิราศ
สุพรรณ

นายมี (หมื่นพรหมสมพัตสร)
8. นายมี (หม่นื พรหมสมพัตสร)

นายมี (หม่นื พรหมสมพตั สร) แต่ง นริ าศถลาง นริ าศเดอื น นิราศพระแทน่ ดงรงั นริ าศสุพรรณ
สรุปเหตกุ ารณ์สาคัญในรชั สมยั พระบาทสมเด็จพระนง่ั เกลา้ เจ้าอยูห่ ัว

- เกิดสุริยุปราคาถึง 5 ครงั้
- พ.ศ. 2367 มีเหตุการณ์สาคัญดังนี้

- พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จสวรรคต ขณะมีพระชนมายุได้ 57 พรรษา
ครองราชย์ได้ 15 ปี

- พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัวปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์องค์ท่ี 3 แห่ง
ราชวงศ์จักรี

- โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมจัดพิธีให้อุปราชาภิเษกพระองค์เจ้าอรุโณทัยขึ้นเป็นที่ "กรม
พระราชวงั บวรสถานมงคล"

- โปรดเกลา้ ฯ ให้ส่งกองทพั ไทยไปชว่ ยองั กฤษรบพมา่
- พ.ศ. 2368 เฮนรี เบอร์นี ขอเขา้ มาทาสญั ญาค้าขาย
- พ.ศ. 2369 มีเหตุการณ์สาคญั ดังน:ี้

- ลงนามในสญั ญา เบอร์นี
- เจา้ อนุวงศ์เปน็ กบฏ โปรดเกลา้ ฯ ใหก้ รมพระราชวงั บวรฯ เป็นแมท่ พั ใหญย่ กไปปราบ
กาเนิดวีรกรรมท้าวสรุ นารี (คุณหญิงโม) และโปรดเกล้าฯ ใหพ้ ระยาราชสุภาวดี (สิงห์
สิงหเสน)ี แมท่ พั หนา้ เปน็ เจา้ พระราชสภุ าวดี วา่ ทส่ี มหุ นายก

พระสมทุ รเจดีย์

- พ.ศ. 2370 เรมิ่ สร้างพระสมุทรเจดยี ์
- พ.ศ. 2371 ร้อยเอกเจมสโ์ ลว์ จดั พมิ พห์ นังสอื ภาษาไทยเปน็ ครั้งแรก มิชชันนารีอเมริกันเดนิ ทาง
มาเผยแพรศ่ าสนาในเมืองไทย
- พ.ศ. 2372 เจา้ พระยาราชสภุ าวดี (สิงห์ สิงหเสนี) จบั เจา้ อนุวงศ์ จัดส่งลงมากรุงเทพฯ ได้โปรด
เกลา้ ฯ ให้สถาปนาเป็น เจ้าพระยาบดินทรเดชา ทีส่ มหุ นายก

- กาเนดิ สงฆธ์ รรมยตุ ิกนิกาย

- โปรดเกล้าให้ทาการสงั คายนาเปน็ ภาษาไทย
- ทรงบูรณปฏิสงั ขรณ์วัดวาอารามหลายแห่ง และสร้างวัดใหม่ คือวัดเทพธิดาราม วัด
ราชนดั ดา วดั เฉลิมพระเกียรติ และวดั พระเชตพุ นฯลฯได้ตัง้ โรงเรยี นหลวง (วัดพระเชตุ
พน) ขึ้นเปน็ คร้ังแรก เพอื่ สอนหนังสือไทยแก่เด็กในสมัยน้ี และได้ถือกาเนิดนิกาย
ธรรมยุติขึ้น โดยพระวชิรญาณเถระ (เจ้าฟ้ามงกุฏ) ขณะท่ีผนวชอยู่ได้ทรงศรัทธา
เล่ือมใสในจริยาวัตรของพระมอญ ชื่อ ซาย ฉายา พุทฺธวโส จึงได้ทรงอุปสมบทใหม่
เมื่อ พ.ศ. 2372 ได้ตั้งคณะธรรมยุตขิ ้ึนในปี พ.ศ. 2376 แล้วเสด็จมาประทับที่วัดบวร
นเิ วศวิหาร และตง้ั เป็นศูนย์กลางของคณะธรรมยตุ ิ
- พ.ศ. 2373พระบาทสมเด็จพระน่ังเกลา้ เจ้าอยู่หวั ทรงตั้งให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บนุ นาค)
เป็นว่าท่ีสมหุ พระกลาโหม
- พ.ศ. 2374
- ทาการบูรณะวดั พระเชตุพนวิมลมงั คลาราม ใชเ้ วลา 16 ปใี นการสรา้ ง
- เกดิ นา้ ทว่ มใหญ่ในพระราชอาณาจักร
- พ.ศ. 2375 ประธานาธิบดีแจคสนั แห่งสหรัฐอเมริกา ส่งเอ็ดมันต์ โรเบริ ์ต เข้ามาขอเจริญ
พระราชไมตรีทาการค้ากบั ไทย
- พ.ศ. 2376 ญวนเกิดกบฏ โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สงิ หเสนี) เป็นแม่
ทพั ใหญผ่ สู้ าเร็จราชการไปรบกับญวน
- พ.ศ. 2377

หวย ก.ข.
- ออกหวย ก.ข. เป็นครั้งแรก
- ญวนไดส้ ่งพระอไุ ทยราชามาปกครองเขมร

- พ.ศ. 2378 เกิดภาวะเงนิ ฝดื เคอื ง
- พ.ศ. 2380 หมอบรัดเลย์ คิดตัวพมิ พอ์ ักษรไทยข้นึ ใหม่ โปรดเกลา้ ฯ ใหห้ มอหลวงไปหัดปลกู
ฝกี บั หมอบรดั เลย์
- พ.ศ. 2381 เกิดกบฏ หวนั หมาดหลี ท่ีหวั เมอื งไทรบรุ ี
- พ.ศ. 2382 ทรงประกาศห้ามสบู ฝ่นิ เพ่ือสง่ เสริมศีลธรรมในบา้ นเมือง และ มกี ารเผาฝนิ่ และ
โรงยา ฝิ่น พร้อม มีการปราบอ้งั ย่ีซงึ่ ค้าฝ่ิน เหลา่ น้ัน
- พ.ศ. 2385 หมอบรัดเลย์ พมิ พ์ปฏิทนิ ภาษาไทยขนึ้ เป็นคร้ังแรก
- พ.ศ. 2386 เกิดสุริยุปราคาเตม็ ดวงข้ึนในวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2386 แนวคราสมืดพาด
ผา่ นภาคใตต้ อนกลาง กรุงเทพฯเหน็ เป็นชนิดบางสว่ น 82%
- พ.ศ. 2389 ญวนขอหย่าทัพกับเจา้ พระยาบดินทรเดชา (สงิ ห์ สงิ หเสนี) โปรดเกลา้ ฯ ให้สร้าง
โลหะปราสาทวัดราชนัดดาราม
- พ.ศ. 2390 ทรงอภิเษกให้นักองค์ดว้ งเปน็ พระบาทสมเดจ็ พระนโรดม หริรักษร์ ามาธิบดีครอง
กรงุ กัมพชู า
- พ.ศ. 2391 ญวนขอเจริญพระราชไมตรีดังเดิม กองทัพเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิง
หเสนี) กลบั กรงุ เทพฯ
- พ.ศ. 2392 มเี หตกุ ารณส์ าคญั ดงั น้ี

- กองทัพเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) และ เจ้าพระยาพระคลัง(ดิศ
บุนนาค) ปราบอั้งยี่ ที่ ฉะเชงิ เทรา

- เกิดอหิวาตกโรคระบาด มีคนตายมากกว่า 30,000 คน ซึ่งรวมถงึ เจ้าพระยาบดินทร
เดชา (สิงห์ สงิ หเสน)ี

- พ.ศ. 2393 องั กฤษ และสหรัฐฯ ขอแก้สนธิสญั ญา
- พ.ศ. 2394 เสด็จสวรรคต เม่ือ 2 เมษายน พ.ศ. 2394รวมพระชนมายุได้ 64 พรรษา ดารง
อย่ใู นราชสมบตั ิ 27 ปี
เหตุใดรัชกาลที่ 3 จึงไมท่ รงแตง่ ตง้ั รัชทายาท

รัชกาลที่ 3 ไม่มีพระอัครมเหสี และไม่มีพระราชโอรสที่ประสูติแต่พระมเหสีประเด็นอยู่ท่ีว่า
"เหตุใดรชั กาลท่ี 3 จงึ ไมท่ รงแตง่ ตง้ั รชั ทายาท"เน่ืองจากทรงมีพระราชอานาจโดยธรรมที่จะแต่งต้ังและ
มอบบรรดาศักดิ์ให้กับพระราชโอรสทั้ง 2 คือ พระองค์เจ้าโกเมน และพระองค์เจ้าอรรณพ ยกขึ้นก็
สามารถกระทาได้ แต่พระองค์ทรงวางเฉย มีผ้เู สนอความคิดเห็นวิจารณไ์ วด้ งั น้ี

1. ในฐานะพระราชบดิ าย่อมตอ้ งมีพระราชประสงคใ์ ห้พระราชโอรสไดเ้ ปน็ รัชทายาทต่อ
แตอ่ าจจะไมแ่ นพ่ ระทัยถึงพระปรชี าสามารถในการปกครองบา้ นเมืองตอ่ ไป

2. อ้างถงึ หนังสอื พระราชดาริทางการเมอื ง กล่าววา่ "มิชชันนารอี เมริกนั ช่อื ยอน เทเลอร์
โจนส์ กลา่ ววา่ พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจา้ อยู่หวั ทรงมีพระราชประสงค์ให้พระราชโอรสองค์หน่ึง
เปน็ รชั ทายาท แต่ขนุ นางทง้ั หลายไม่เหน็ ชอบตามพระราชประสงค์"

3. สว่ นหมอบรัดเล มิชชันนารีชาวอเมรกิ ัน ใหค้ วามเห็นว่า "เหมือนว่า พระบาทสมเดจ็ พระ
นั่งเกล้าฯ มีพระราชประสงค์จะสละราชสมบัติให้พระราชโอรสท้ังสองพระองค์ ทรงพระนามว่า
พระองค์เจ้าโกเมน และพระองค์เจา้ อรรณพ เพอ่ื ให้ทั้งสองพระองค์ทรงครองราชย์สมบัติร่วมกัน โดย
พระนัง่ เกลา้ ฯ ทรงเสดจ็ ออกผนวช แตเ่ มื่อพระองคน์ าพระราชดารนิ ไี้ ปตรัสปรกึ ษาขุนนางระดับสงู ขนุ
นางจงึ กราลทูลว่า ถา้ พระองค์สละราชบลั ลงั ก์แล้ว ก็ยังมีพระบรมวงศานุวงศ์องค์อนื่ ท่ีสมควรจะได้ขึ้น

ครองราชย์มากกว่าพระราชโอรสสองพระองค์ที่ทรงกล่าวพระนาม.."หมอบรัดเลยังได้กล่าวไว้อีกว่า
พระน่ังเกล้าฯ ไมท่ รงกล้าตัดสนิ พระทัย เกรงวา่ จะเกิดความผิดพลาด จนกลายเป็นสงครามกลางเมือง

เซอร์ แฮรอี่ อด
4. ในส่วนของจดหมายเหตุ เซอร์ แฮรี่ออด (เจ้าเมอื งสงิ คโปร์ ท่มี าร่วมสังเกตการณ์
สุรยิ ปุ ราคาท่ีหว้ากอ) กล่าวว่า "พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลา้ ฯ มีพระราชประสงค์ให้พระราชบุตรของ
พระองค์เป็นผู้รับราชสมบัติ แต่พวกสกุลใหญ่ของท่านผู้สาเร็จราชการแผ่นดินท้ัง 2 คือ สมเด็จ
เจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ (ดศิ ) และสมเด็จเจา้ พระยาบรมมหาพชิ ัยญาติ (ทัต) ได้ขัดต่อการท่ีจะ
ทรงแตง่ ต้ังน้ัน..." จนเม่ือพระอาการพระประชวรของพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าฯ ถึงแก่พระชนม์มา
ยุ ทรงโปรดให้พระยาราชสภุ าวดี (โต กัลยาณมิตร) และพระยาพิพัฒน์ (บุญศรี บรุ ณศิริ) เข้าเฝา้ และ
ทรงปรารถนาถึงผู้ท่ีดารงตาแหน่งพระมหากษัตริย์องค์ต่อไปว่า "ถ้าพระองค์จะทรงแต่งต้ังเจ้านาย
พระองค์ใดพระองค์หน่ึงข้ึนเป็นรัชทายาทตามพระราชหฤทัย แต่ขุนนางส่วนใหญ่ไม่พอใจเจ้านายท่ี
พระองค์ทรงแต่งต้ังแล้ว ก็อาจจะทาให้เกิดความร้าวฉานไม่สามัคคีกัน ดังน้ันพระองค์จึงมีพระราช
ดารัสสั่งให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) พระยาศรีพิพัฒน์ (ทัต) และพระยาราชสุภาวดี (โต) ไปประชุม
ปรึกษากับบรรดาขุนนางท้ังหลาย ถ้ามีความเห็นว่าเจ้านายพระองค์ใดมีพระคุณสมบัติประกอบด้วย-
วยั วฒุ ปิ รชี า- รอบร้รู าชานวุ ัตร- เป็นศาสนูปถัมภก- ยอยกพระบวรพุทธศาสนา- ปกป้องไพร่ฟ้า อาณา
ประชาราษฎร- รักษาแผ่นดนิ ให้เปน็ สุขเหล่านี้ได้ ก็ให้ขุนนางทั้งหลายพร้อมใจกันยกเจา้ นายพระองค์
น้ันข้ึนเป็นพระมหากษัตริย์องค์ต่อไป"ท้ังน้ีก่อนท่ีพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าฯ จะสวรรคต ในวันที่
11 กุมภาพันธ์ 2393 ทรงมีพระราชดารัสเรียกให้ พระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง) จางวางมหาดเล็กเข้าเฝ้า
เพื่อตรัสถามขุนนางทั้งหลายได้ลงความเห็นกันหรือยังว่า เจ้านายพระองค์ใดเป็นผู้สมควรจะได้ขึ้น
ครองราชย์ตอ่ จากพระองค์

พระยาศรีสรุ ยิ วงศ์ (ชว่ ง บนุ นาค)

พระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) กราบทูลว่า เม่ือได้รับพระราชกระแสพระบรมราชโองการ
แล้ว ตา่ งมีความเศร้าโศกเสียใจ แตพ่ ระอาการประชวรนน้ั หมอหลวง ยังคงสามารถรักษาใหห้ ายได้ จึง
ยังไม่เห็นความจาเปน็ ท่ีจะเลอื กรัชทายาทในเวลานั้นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลา้ ฯ โปรดให้พระยาศรี
สุริยวงศ์ (ช่วง) ขยับเข้าใกล้องค์ และทรงอนุญาตให้ลูบพระวรกาย และมีพระราชดารัส ดังนี้ "..
ร่างกายที่ทรุดโทรมถึงเพียงน้ีแลว้ หมอเขาว่าจะยังหายอยู่ ไม่เห็นด้วยเลย การแผ่นดินไปข้างหน้า ไม่
เห็นผู้ใดที่จะรักษาแผ่นดินได้ กรมขุนเดชเล่า ท่านก็เป็นคนพระกรรณเบา ใครจะพูดอะไรท่านก็เช่ือ
ง่าย ๆ จะเป็นใหญ่เป็นโตไม่ได้ กรมขุนพิพิธ เล่า ก็ไม่รู้จักการงาน ปัญญาก็ไม่สอดคล้องไปได้ คิดแต่
จะเล่นอย่างเดียว ที่สติปัญญาพอจะรักษาแผ่นดินได้อยู่ ก็จะเห็นแต่ท่าน ฟ้าใหญ่ ท่านฟ้าน้อย 2
พระองค์ ท่ีรังเกียจอยู่ว่า ท่านฟ้าใหญ่ถืออย่างมอญ ถ้าเป็นเจ้าแผ่นดินก็จะให้พระสงฆ์ห่มผ้าอย่าง
มอญเสยี หมดทง้ั แผ่นดินดอกกระมงั ท่านฟา้ น้อย เล่ามีสตปิ ญั ญารู้วิชาการช่างและการทหารตา่ ง ๆ อยู่
แต่ไม่พอใจทาราชการ รักแต่การเล่นสนุกเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงมิได้ทรงอนุญาต กลัวเจ้านาย
ข้าราชการเขาจะไม่ชอบใจ จึงโปรดอนุญาตใหต้ ามใจคนทั้งปวง สุดแต่จะเหน็ สมควรพร้อมเพรียงกัน”
คัดจากพระราชพงศาวดาร ฉบับเจา้ พระยาทิพากรวงศ์และท้ายท่ีสุดแล้วก็เปน็ ไปตามพระราชโองการ
คือ ให้เหล่าเสนาบดีประชุมคัดเลือกอย่างพร้อมเพรียงกันเพราะการได้ข้ึนครองราชย์ด้วยวิธีอเนกชน

นิกรสโมรสรสมมติเป็นสิ่งที่สูงค่าและถูกต้องสายเลือดตรงหรืออ้อมไม่มีความหมายเท่าการได้รับมติ
ของเจ้านายและขุนนางเพราะเป็นสิ่งที่องค์ปฐมใช้อุดช่องโหว่ของการแย่งชิงราชบัลลังก์สมัยอยุธยา
รัชกาลท่ี 3 เองท่านก็ข้ึนครองราชย์ด้วยวิธียินยอมพร้อมใจของขุนนาง ดังนั้นเหตุผลเรื่องการไม่ตั้ง
พระโอรสกค็ อื

1. พระโอรสท่ีพอจะมีความสามารถคือ กรมหม่ืนมาตยาพิทักษ์ ส้ินพระชนม์ไปก่อน ไม่นับ
พระองคเ์ จา้ ลักขนานคุ ุณ ซงึ่ รัชกาลที่ 3 โปรดมาก ก็ยังไมไ่ ดท้ รงกรมและสิ้นพระชนม์ไปก่อนเชน่ กัน

2. เรื่องการต้ังพระมเหสี เนื่องจากพระมารดาของกรมหม่ืนอัปสรสุดาเทพ และพระองค์เจ้า
ลกั ขนานุคุณ ได้เสียชีวิตไปก่อน รัชกาลท่ี 3 ท่านก็ไม่ได้โปรดเจ้าจอมมารดาคนไหนเป็นพเิ ศษ เพราะ
กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ดูแลเร่ืองฝ่ายใน หากยกเจ้าจอมมารดาสักคนขึ้นมา ก็จะไปแย่งหน้าที่ของ
พระธดิ าคนโปรด

3. เหลือพระโอรสท่ีทรงกรมและรับใช้ใกล้ชิด ได้แก่ พระองค์อรรณพ หากดูงานกรมสังฆการี
ที่องค์อรรณพดูแลก็ไม่ได้คุมฐานกาลัง การลือว่าองค์อรรณพ อาจได้ข้ึนครองราชย์ ก็มาจากความ
หวาดระแวงของอีกฝ่ายหนึง่ จึงไม่น่าเชือ่ ถือ

เจา้ ฟ้ามงกฎุ (รชั กาลท่ี 4)
4. ขุนนางท่ีเป็นฐานอานาจของ รัชกาลท่ี 3 คือ เจ้าพระยาบดินทรเดชา เจ้าคุณผู้ใหญ่ได้
เสียชีวิตไปก่อนท่าน 2 ปี จึงยังเหลือแต่สายบุนนาค ปลายรัชกาลได้เริ่มเปล่ียนเข็มทิศไปยังเจ้าฟ้า
มงกุฎ เพราะจม่นื ไวยวรนารถ (ชว่ ง) ท่านมีความนิยมฝรง่ั ชาตอิ ังกฤษเช่นเดยี วกัน

เซอร์เจมส์บรูก

5. องั กฤษเริ่มแทรกแซงการเมืองไทย โดยเขียนข่าวลงหนังสือพิมพ์ฝรั่งในสิงคโปร์และฮ่องกง
เพราะหลังจากเซอร์เจมส์บรูก ล้มเหลวในการเจรจา เขาได้ทิ้งความเห็นไว้ว่า จะรอการผลัด
แผ่นดิน อังกฤษจึงทาทุกวิถีทางเพ่ือให้แผ่นดินใหม่เป็นของเจ้านายองค์ใดก็ได้ที่นิยมฝรั่ง เรื่องราว
เกี่ยวกับ รัชกาลท่ี 3 ที่ออกมาเป็นข่าวจงึ ใหภ้ าพว่าเปน็ กษัตริย์หัวโบราณ ไม่ใช่ crown prince มาแต่
แรก และไม่มีอานาจตั้งใครเป็นผู้สืบทอดได้ และภาพของเจ้าฟ้ามงกุฎ และเจ้าฟ้าน้อย ก็ถูกทาให้ดี
เลิศ เพราะหากเปน็ สององค์น้ี ก็จะทาใหอ้ ังกฤษได้ผลประโยชน์

6. ความขัดแย้งในหมู่ขุนนาง ระหว่างกลุ่มเช้ือสายจีนกับกลุ่มท่ีนิยมฝร่ังในนโยบายเก่ียวกับ
อังกฤษและผลประโยชน์ ฝ่ายจีนสนับสนุนให้แข็งข้อต่ออังกฤษ แต่ฝ่ายนิยมฝร่ัง ให้
ประนีประนอม สมเดจ็ เจ้าพระยาองค์ใหญ่กับบุตรชายอยู่ฝ่ายหลัง ส่วนฝ่ายจีนท่ีมีพระยาราชสุภาวดี
(โต) และเจ้าสัวท้ังหลายยังมีฐานอานาจไม่พอ เมื่อฝ่ายบุนนาคหนุนให้ประนีประนอมกับฝรั่ง เจ้าฟ้า
มงกุฎจงึ เป็นทางเลอื ก

7. ความขดั แย้งในหมู่สงฆ์ ระหว่างนิกายเดมิ กับธรรมยุติ ตอ้ งมองย้อนในยุคนั้นว่า การทาให้
สงฆแ์ ตกแยกน้ันเป็นเรือ่ งท่ีบาปมาก รัชกาลที่ 3 ท่านไม่อยากได้ช่ือว่า มีสว่ นสร้างบาปให้แก่ส่วนรวม
ท่านได้มอบจีวร และขอใหก้ รมพระปรมานุชิตฯ ประธานสงฆ์ นุ่งหม่ แบบเดิม กรมพระปรมาฯ ท่านก็
รับไว้ห่มทันที สิ่งนี้มีส่วนทาให้วชิรญาณภิกขุ ต้องทาปฏิญาณท่ีจะไม่ทาให้สงฆ์แตกแยก ฉะนั้น
ความเหน็ ของ รัชกาลท่ี 3 เก่ยี วกับเจา้ ฟา้ มงกุฎจงึ มเี หตุผลรองรบั

พระบาทสมเด็จพระนัง่ เกลา้ เจ้าอยหู่ วั เสดจ็ สวรรคต

พระท่ีนง่ั จักรพรรดพิ ิมาน
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ที่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานองค์ตะวันออก
ค รั้ น ท ร ง
ทรงพระประชวรอาการมาก เห็นจะเป็นโรคใหญ่เหลือกาลังแพทย์จะเย่ียวยาพระบงั คลเบาข่นุ ขน้ เป็น
ตะกอน พระวรกายก็ทรุดโทรม บรรทมไม่หลับ ใหท้ รงคล่ืนเหียน เสวยพระกระยาหารไม่ค่อยได้ ไม่
สบายพระองค์ ทรงมีกระแสพระราชดารสั ถงึ ผู้สบื ราชสมบตั ิไว้ดังน้ี
“...กรุงเทพมหานครศรีอยุธยาขอบขัณฑเสมาอาณาจักรกว้างขวาง พระเกียรติยศก็ปรากฏไป
ทั่วนานาประเทศ ถ้าทรงพระมหากรุณาพระราชทานอิสริยยศมอบให้พระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใด
พระองค์หนึ่งซึ่งพอพระทัย ให้เสวยราชสมบัติแทนพระองค์ต่อไป แต่ตามชอบอัธยาศัยในสมเด็จพระ
เจา้ อย่หู วั พระองค์เดียวนนั้ เกลอื กเสียสามคั ครี า้ วฉาน ไมช่ อบใจไพร่ฟา้ ประชาชนและคนมีบรรดาศักด์ิ
ทาราชกจิ ทุกพนกั งาน กจ็ ะเกิดอปุ ทั วภยนั ตรายเดือดรอ้ นแด่พระบรมวงศานุวงศ์และขา้ ราชการผใู้ หญ่
ผู้น้อย สมณชีพราหมณ์อาณาประชาราษฎร์จะได้รับความลาบาก เพราะมิพร้อมใจกัน ด้วยกาลังทรง
พระมหากรุณาเมตตากับไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเป็นอันมาก ทรงพระราชดารัสให้จดหมายกระแสพระราช
โองการปฏิญาณยกพระนามพระรัตนตรัยสรณคมนเ์ ป็นประธานพยานให้เหน็ จรงิ ในพระราชหฤทยั แลว้
ทรงพระราชดารัสยอมอนุญาตให้เจ้าพระยาพระคลังซึ่งว่าที่สมุหพระกลาโหม พระยาศรีพิพัฒนรัต
นราชโกษา พระยาราชสุภาวดีวา่ ทส่ี มหุ นายก กับขนุ นางทงั้ ปวง จงมีความสโมสรสามัคคีปรึกษาพร้อม


Click to View FlipBook Version