พระประวัติสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 9 (ฉบับปรับปรุง) สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) ผู้เรียบเรียงนายประสาร ธาราพรรค์ พระสังฆราช 18 ประโยค เป็นค าเรียกขานเชิงยกย่อง “สมเด็จพระอริ ยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช” พระองค์ที่ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งมี พระนามเดิมว่า “สา” พระนามฉายา “ปุสฺสเทโว” สถิต ณ วัดราชประดิษฐ สถิตมหาสีมาราม การที่คนเรียกขานเชิงยกย่องพระองค์อันเป็นที่รู้กันว่า “สังฆราช 18 ประโยค” นั้น ก็เนื่องจากทรงเป็นผู้ที่มีพระอัจฉริยภาพเป็นเลิศ เพราะเป็นผู้ที่สามารถแปลบาลีได้ทั้ง 9 ประโยคในคราวเดียว และเมื่อลา สิกขาไปแล้วกลับมาบวชใหม่ ทรงเข้าแปลใหม่ก็สอบได้ทั้ง 9 ประโยค จน ได้รับการยกย่องว่าเป็น สามเณรอัจฉริยะ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ องค์แรก และ ด้วยเหตุนี้เองผู้คนเมื่อพูดถึงพระองค์ก็มักจะเรียกว่า “สังฆราช 18 ประโยค” เป็นการยกย่องพระอัจฉริยภาพของพระองค์
ประวัติสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) แม้จะทรงมีพระชาติก าเนิดมาจาก สามัญชนแต่ด้วยความรู้ความสามารถท าให้ทรงเป็นที่ยอมรับคู่พระทัยจาก พระมหากษัตริย์ถึง 2 รัชกาล ด้วยการเป็นศิษย์หลวงในรัชกาลที่ 4 และ สมเด็จพระสังฆราชคู่พระทัยในรัชกาลที่ 5 ความส าคัญเช่นนี้ท าให้พระประวัติ ของพระองค์น่าสนใจและสมควรเผยแพร่ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) เดิมเป็นชาวต าบลบางไผ่ จังหวัด นนทบุรี ประสูติในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อวัน พฤหัสบดี เดือน 9 แรม 8 ค่ า ปีระกา จ.ศ. 1175 ตรงกับวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2356 บ้านเดิมอยู่บางเชิงกราน จังหวัดราชบุรี พระบิดาชื่อจัน พระ มารดาชื่อ ศุข ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากบุตรีเจ้าพระยาช านาญบริรักษ์ สมุห กลาโหมปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่อพยพครอบครัวมาตั้งถิ่นฐานบริเวณคลอง บางไผ่ แขวงเมืองนนทบุรี ภายหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2
คลองบางไผ่ แขวงเมืองนนทบุรี ท่านมีพี่น้องชายหญิงรวมกัน 5 คน คือ หญิงชื่อ บวบ ชายชื่อ ช้าง เป็นพระสุภรัตกาสายานุรักษ์ ชายชื่อ สา คือสมเด็จพระสังฆราช ชายชื่อ สัง อุปสมบทอยู่วัดบวรนิเวศวิหารเป็นที่พระสุนทรมุนี ภายหลังลาสิกขา หญิงชื่อ อิ่ม ไม่ปรากฏว่าสมเด็จพระสังฆราช (สา) มีนามสกุลเดิมว่าอย่างไร ซึ่ง ในช่วงที่พระองค์ลาสิกขามาครองเรือนมีภรรยานั้น ท่านมีภรรยา 2 คน จึง เป็นที่มาของสองนามสกุล คือ “ปุสสเทโว” และ “ปุสสเด็จ” ซึ่งทั้งสอง
นามสกุลนี้ยังมีผู้สืบสกุลในท้องที่จังหวัดนนทบุรีที่ล้วนเป็นเครือญาติกัน ถ้า เป็นดังข้อมูลนี้ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) จะเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์เดียวที่ทรงครองเรือนมีครอบครัว ซึ่งนับเป็นความพิเศษอีกประการ หนึ่งในพระประวัติ เทียนวรรณ นอกจากนี้ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) ยังมีสายสัมพันธ์ทางเครือ ญาติกับ เทียนวรรณ นักคิดผู้เรียกร้องการปฏิรูปบ้านเมืองคนส าคัญในสมัย รัชกาลที่ 5 เนื่องจากท่านศุขมีพี่น้องอีก 2 คนคือ แจ่มและจันทร์ ซึ่งย้ายไปตั้ง ถิ่นฐานบริเวณคลองบางขุนเทียน แขวงเมืองนนทบุรี โดยเทียนวรรณเป็น หลานของยายแจ่ม ส่วนสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) นั้นมีฐานะ เป็นลุงของเทียนวรรณ และเคยอบรมสั่งสอนเทียนวรรณซึ่งบวชเป็นสามเณร ขณะจ าพรรษาอยู่ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อครั้งที่สมเด็จพระสังฆราช
(สา ปุสฺสเทโว) ด ารงสมณศักดิ์เป็นพระสาสนโสภณ ซึ่งเทียนวรรณได้บันทึก ถึงช่วงเวลาดังกล่าวอันสะท้อนความเคร่งครัดในพระธรรมวินัยของพระสาสน โสภณ ที่อบรม เทียนวรรณเป็นอย่างดี ดังนี้ แล้วเรียนธรรมกรรมฐานแลญาณเก้า ไม่นิ่งเปล่าเรื่องวิชาหาทุกสิ่ง จนออกชื่อลือชาว่ากล้าจริง ไม่มีสิ่งมัวหมองครองวินัย วัดนครอินทร์ สามเณรเปรียญ 9 ประโยครูปแรก สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) ได้ศึกษาเบื้องต้นกับบิดาของท่านซึ่ง มีความถนัดในทางศาสนามาแต่เดิม ซึ่งสิ่งนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ท าให้ทรงบรรพชา และได้บรรพชาเป็นสามเณรในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เดิมอยู่วัดใหม่ในคลองบางขุนเทียนบ้านหม้อ บางตนาวสี แขวงเมืองนนทบุรี
ปัจจุบันคือวัดนครอินทร์ จ.นนทบุรี แล้วย้ายไปอยู่วัดสังเวชวิศยารามวรวิหาร และไปเรียนพระปริยัติธรรมในพระราชวังบวรกับอาจารย์อ่อน และโยมบิดา ของท่านเอง ซึ่งเป็นอาจารย์บอกหนังสืออยู่ที่พระราชวังบวรดัวยกัน พระเทพกวี หนึ่งในศิษย์บันทึกว่า “บิดาของท่านพอแปลได้บ้างเล็กน้อย จะเรียนต่อไปบิดาของท่านบอกได้แต่ไม่ช านาญจึงมาเรียนในส านักนายอ่อน อาจารย์” สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ ครั้นปี พ.ศ.2369 เมื่อพระชนมายุได้ 14 ปี ได้เข้าแปลพระปริยัติธรรม เป็นครั้งแรก แปลได้ 2 ประโยค จึงยังไม่ได้เป็นเปรียญ แต่คนเรียกกันว่า เปรียญวังหน้า ซึ่งมีที่มาของชื่อนี้ว่า ในการแปลพระปริยัติธรรมนั้น ผู้เข้าแปล ครั้งแรกต้องแปลให้ได้ครบ 3 ประโยคในคราวเดียว จึงจะนับว่าเป็นเปรียญ ถ้า ได้ไม่ครบในการสอบครั้งต่อไป จะต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ครั้งนั้นสมเด็จพระ
บวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพมีพระประสงค์ที่จะอุปการะภิกษุสามเณรที่เข้า สอบ มิให้ท้อถอย ดังนั้นถ้ารูปใดแปลได้ 2 ประโยค ก็ทรงรับอุปการะไป จนกว่าจะสอบเข้าแปลใหม่ ได้เป็นเปรียญ 3 ประโยค ภิกษุ สามเณร ที่ได้รับ พระราชทานอุปการะในเกณฑ์ดังกล่าว จึงได้ชื่อว่า เปรียญวังหน้า ต่อมา สามเณรสาได้ถวายตัวเป็นศิษย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวเมื่อทรงผนวชพ านักที่วัดสมอราย (ปัจจุบันคือวัดราชาธิวาสราชวร วิหาร) เนื่องจากได้ยินกิตติศัพท์ว่าทรงปราดเปรื่องเรื่องภาษาบาลีจนหาผู้ เทียบได้ยาก เมื่อได้สมัครเป็นศิษย์ ก็ถ่ายทอดความรู้ภาษาบาลีให้สามเณรสา จนกระทั่งเมื่อสามเณรสาอายุได้เพียงแค่ 18 ปีก็สามารถแปลพระปริยัติธรรม ได้ถึงเปรียญธรรม 9 ประโยค เป็นที่อัศจรรย์ในความฉลาดปราดเปรื่องยิ่งนัก สมัยนั้นยังแปลพระปริยัติธรรมกันด้วยปากเปล่า (หมายถึงแปลสดให้กรรมการ ฟัง แล้วแต่กรรมการว่าจะให้แปลคัมภีร์อะไร หน้าเท่าไหร่) เป็นที่โจษจันไปทั่ว พระนคร สามเณรสาจึงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนาคหลวงสาย เปรียญธรรมรูปแรกในกรุงรัตนโกสินทร์
วัดสมอราย หรือวัดราชาธิวาส อุปสมบทครั้งแรกเป็นนาคหลวงแล้วสึก พระองค์ได้อุปสมบท ณ วัดราชาธิวาส เมื่อปี พ.ศ. 2376 โดยมีพระสุเมธ มุนี (ซาย พุทฺธว โส) ซึ่งเป็นพระมอญเป็นพระอุปัชฌาย์ พระวชิรญาณ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้ฉายาว่า ปุสฺโส นักวิชาการหลายท่านเข้าใจว่าสามเณรสา สอบเปรียญ 9 ประโยค ได้ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งไม่ใช่ ปี พุทธศักราช 2379 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงอาราธนาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะทรงผนวชอยู่ ให้ เสด็จมาครองวัดบวรนิเวศวิหาร ขณะนั้นสมเด็จพระสังฆราชอุปสมบทได้ 4 พรรษา ท่านได้ย้ายมาจ า พรรษาที่วัดบวรนิเวศวิหารตามพระวชิรญาณภิกขุซึ่งทรงย้ายจากวัดราชาธิวา สมาพ านักที่วัดบวรนิเวศวิหารตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จ
พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาสา ปุสฺโส จึงเป็นสามเณรนาคหลวงสายเปรียญ ธรรมรูปแรกที่จ าพรรษาอยู่วัดบวรนิเวศวิหาร เพียงแต่ไม่ได้สอบบาลีได้ใน ส านักนี้เท่านั้น วัดบวรนิเวศวรวิหาร ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2382 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้ง ท่านเป็นพระราชาคณะที่พระอมรโมลี อยู่วัดบวรนิเวศวรวิหาร ต่อมาได้ลา สิกขาไปเป็นฆราวาสอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะลาสิกขาด้วยสาเหตุที่เล่ากันว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จัดงานฉลองวัดพระ เชตุพนวิมลมังคลาราม ทรงโปรดให้อาราธนาพระภิกษุที่มีความสามารถมา ถวายพระธรรมเทศนา พร้อมกับตั้งพระทัยถวายเครื่องไทยธรรมและเงินติด กัณฑ์เทศน์เป็นจ านวนมากถึง 10 ชั่ง ครั้งแรกทรงอาราธนาพระเทพโมลี (ผึ้ง)
วัดราชบุรณะ ผู้มีความสามารถในการเทศนาและแต่งหนังสือไทยอย่าง แตกฉานในสมัยนั้น แต่พระเทพโมลี (ผึ้ง) ไม่ปรารถนาปัจจัยจ านวนมากมาย เช่นนั้นจึงลาสิกขาไปก่อน ท าให้ทรงต้องอาราธนาพระอมรโมลี (สา) ซึ่งมี ความสามารถทัดเทียมกัน แต่ก็เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกัน วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม เมื่อพระอมรโมลี (สา) ลาสิกขาไปใช้ชีวิตในเพศฆราวาสนั้น เป็นช่วงที่ เรื่องราวของท่านมิได้ถูกกล่าวถึงอย่างเป็นทางการ มีเพียงเรื่องเล่าในหมู่ศิษยา นุศิษย์ใกล้ชิด หรือพระภิกษุสงฆ์ในวัดราชประดิษฐฯ บางรูปเท่านั้น ดังที่ ทองอินทร์ แสนรู้ ซึ่งศึกษาวิชาโหราศาสตร์กับเจ้าคุณพระเทพเมธากร หรือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ทิม อุฑาฒิโม) เจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมา รามรูปที่สี่ และได้ทราบเรื่องช่วงชีวิตฆราวาสของสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) จากค าบอกเล่าของท่านเจ้าคุณอดีตเจ้าอาวาสว่า “ข้าพเจ้ายกครู เรียนโหรจากท่านเจ้าคุณพระเทพเมธากร (ทิม อุฑาฒิโม) เจ้าอาวาสวัดราช
ประดิษฐ์ฯองค์ปัจจุบัน ศิษย์เอกผู้สืบต่อต าราของท่านเจ้าคุณพระพรหมมุนี (อุปวิกาโส แย้ม) ท่านได้พร่ าสอนข้าพเจ้าเสมอว่า วัดราชประดิษฐ์นี้มีอาถรรพ์ สึกออกไปแล้วไม่เสือผู้หญิงก็นักเลงชั้นยอด ท่านไม่เคยให้เหตุผล แต่ท่านชอบ เล่าอดีตเหมือนผู้ใหญ่ทั้งหลาย เคยเล่าให้ข้าพเจ้าฟังถึงความเป็นนักเลงของ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสสะเทวะ) ว่า เคยส าเร็จเป็นเปรียญ 9 ประโยค แล้วสึกออกไปเป็นนักเลงแถวหน้าโรงหวย จนในหลวงรัชกาลที่ 4 จับบวช และแต่งตั้งให้เป็นพระสังฆราชในกาลต่อมา” กรมหมื่นบวรรังสีสุริยพันธุ์(สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์) อุปสมบทใหม่อีกครั้ง ที่มาของ พระมหาสา 18 ประโยค การอุปสมบทครั้งที่ 2 มีเรื่องเล่ากันว่าภายหลังจากพระอมรโมลี (สา) ลา สิกขาอยู่ในเพศฆราวาสเป็น มหาสา นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงกริ้วมากเพราะพระอมรโมลีมิได้กราบบังคมทูลลา
ตามธรรมเนียมของพระราชาคณะที่ต้องปฏิบัติ พระองค์ทรงให้กรมการ ติดตามจับตัวมหาสาซึ่งพ านักที่บ้านมารดาที่บางไผ่ใหญ่ แขวงเมืองนนทบุรี แต่มหาสาก็หลบหนีไปอยู่บ้านญาติฝ่ายบิดาที่บ้านกร่าง แขวงเมืองราชบุรี และถูกจับกุม ณ ที่แห่งนั้น แล้วน ามาเข้าเฝ้า ด้วยเหตุที่มหาสาเมื่อครั้งอยู่ใน สมณเพศเป็นที่โปรดปรานมาก จึงทรงเสียพระทัยต่อการกระท าโดยพลการ ของมหาสาคราวนี้ ดังนั้นจึงทรงลงโทษ ก่อนจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ อุปสมบทใหม่เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงถึงความผูกพันระหว่างพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทว) ในฐานะ อาจารย์ที่อบรมสั่งสอนศิษย์ให้ประพฤติดี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชกระแสรับสั่งถามว่า จะบวชอีกมั้ย นายสาก็กราบบังคมทูลว่า อยากจะบวช พระองค์จึงได้ทรง
จัดหาเครื่องอัฐบริขารให้ ท่านจึงได้อุปสมบทครั้งที่ 2 เมื่ออายุได้ 39 ปี ตก พ.ศ. 2394 ณ พัทธสีมา วัดบวรนิเวศวิหาร บางล าพู กรงเทพมหานคร โดยมี กรมหมื่นบวรรังสีสุริยพันธุ์ (ต่อมาคือสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยา ปวเรศวริยาลงกรณ์) เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระศรีวิสุทธิวงศ์ (ฟัก) เป็นพระ กรรมวาจาจารย์ ซึ่งต่อมาลาสิกขาได้รับราชการด ารงต าแหน่งพระยาศรีสุนทร โวหารคราวนี้ได้ฉายาว่า ปุสฺสเทโว ส่วนฉายา ปุสฺสเทว อันเป็นอีกนามหนึ่งนั้น สันนิษฐานว่ามีการเรียกกันตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เห็นได้จากสร้อยพระนามคือ “ปุสสเทวาภิธานสังฆ วิสุต” เมื่อครั้งทรงสถาปนาให้สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (สา) เป็นสมเด็จพระ อริยวงศาคตญาณในปี พ.ศ.2434 ฉายา ปุสฺสเทว มีความหมายว่า เทวดาผิว ขาว อันอาจบ่งชี้ถึงความฉลาดปราดเปรื่องประดุจเทวดาและมีผิวพรรณ สัณฐานที่ขาวผุดผ่องเป็นราศีของสมเด็จพระสังฆราชพระองค์นี้ สมเด็จพระสังฆราช(สา ปุสฺสเทโว)
เมื่ออุปสมบทแล้ว ว่ากันว่า ได้ทรงเข้าแปลพระปริยัติธรรมอีกครั้งหนึ่ง และทรงแปลได้หมดทั้ง 9 ประโยค จึงมีผู้กล่าวถึงพระองค์ด้วยสมญานามว่า สังฆราช 18 ประโยค ในคราวอุปสมบทครั้งที่ 2 นี้ พระองค์เป็นพระอันดับอยู่ 7 ปี จึงได้รับแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะที่พระสาสนโสภณ สมเด็จพระสังฆราช(สา ปุสฺสเทโว) ต่อมาในปี พ.ศ. 2401 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งให้ เป็นพระราชาคณะที่ พระสาสนโสภณ โดยได้รับพระราชทานนิตยภัตรเป็นเงิน “ 4 ต าลึง 2 บาท” ทุกเดือน สาเหตุที่แต่งตั้งต าแหน่งพระราชาคณะในครั้งนั้น เนื่องจ าก พ ระส าสนโสภณ ห รือ ข รัวส า ได้เข้ าไปถ ว ายเทศน์แด่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนเป็นที่พอพระทัย แต่เพราะพระที่ เข้าไปถวายเทศน์นั้นจะต้องเป็นพระราชาคณะซึ่งขณะนั้นไม่มีพระภิกษุรูปใดที่ สามารถถวายเทศน์ได้ต้องพระทัย แม้แต่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ก็ยังเคย ลงจากธรรมาสน์โดยไม่เทศน์ถวายเพราะพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงศึกษาพระธรรมอย่างถ่องแท้ขณะทรงผนวชมาแล้ว อีกทั้ง ขรัว สา ก็บวชมาแล้วถึง 7 พรรษา เลยก าหนด 6 ปีที่จะเป็นพระราชาคณะได้
ส าหรับนาม พระสาสนโสภณ นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง พระนิพนธ์พระราชทานตามนามเดิมของสมเด็จพระสังฆราช คือ สา ดังที่ สมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพทรงเล่าว่า“พระสรสาตรพลขันธ์ (สม บุญ) เคยเล่าให้หม่อมฉันฟังว่า เมื่อทูลกระหม่อมจะทรงตั้งสมเด็จพระสังฆราช วัดราชประดิษฐ์ เมื่อยังเรียกกันว่า อาจารย์สา ให้เป็นพระราชาคณะ ทรง ประดิษฐ์ราชทินนามเอานามเดิมของท่านขึ้นต้น แล้วต่อสร้อยว่า พระสาสน ดิลก นาม 1 พระสาสนโสภณ นาม 1 โปรดให้พระสรสาตรไปถามว่าท่านจะ ชอบนามไหน ท่านว่า นามสาสนดิลก นั้นสูงนัก ขอรับพระราชทานเพียงนาม สาสนโสภณ ก็ได้นามนั้น คนทั้งหลายเรียกกันโดยย่อว่า เจ้าคุณสา ได้ความ เข้าที” สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) นับเป็นพระสาสนโสภณรูปแรก และ ทรงโปรดนามนี้มากแม้จะทรงได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระธรรมวโรดม เจ้าคณะรองฝ่ายใต้ ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อปี พ.ศ.2415 ก็คงใช้นามว่า “พระ
สาสนโสภณ ที่พระธรรมวโรดม” เท่ากับทรงพระกรุณาโปรดให้ยกต าแหน่งที่ พระสาสนโสภณขึ้นเป็นพระราชาคณะชั้นเจ้าคณะรองในครั้งนี้ จนถึงปี พ.ศ. 2422 รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา พระสาสนโสภณ (สา) ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระพุทธโฆษา จารย์ และไม่ได้ทรงสถาปนาพระเถระรูปใดในราชทินนามพระสาสนโสภณเป็น เวลาถึง 21 ปี กระทั่งปี พ.ศ.2443 จึงทรงพระกรุณาโปรดสถาปนา พระธรรมไตรโลกา จารย์ (อ่อน อหึสโก) เจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐสถิตยมหาสีมารามรูปที่สอง เป็นที่พระสาสนโสภณ เจ้าคณะรองฝ่ายธรรมยุติกนิกาย นับแต่นั้นมาสมณ ศักดิ์ต าแหน่งที่พระสาสนโสภณ ได้เป็นต าแหน่งของเจ้าคณะรองฝ่าย ธรรมยุติกนิกาย สืบมาจนปัจจุบัน ความไว้พระทัยที่พระบาทสมเด็จพระจอม เกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพระสาสนโสภณ (สา) ยังเห็นได้จากภายหลังการ สร้างวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว)
เมื่อปี พ.ศ.2407 เพื่อให้เป็นวัดส าหรับพระภิกษุในธรรมยุติกนิกายใช้ ศึกษาเล่าเรียน และให้ผู้ที่ศรัทธาในพระธรรมยุติกานิกายใช้ท าบุญ อีกทั้งเป็น การใช้ประโยชน์ให้สอดคล้องกับพื้นที่เดิมซึ่งเคยเป็นสวนกาแฟมีโรงทาน ส าหรับท าบุญของชาวบ้านมาก่อน รวมทั้งให้สอดคล้องกับธรรมเนียมการสร้าง วัดประจ าเมืองสมัยโบราณที่ต้องมีวัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และวัดราช ประดิษฐาน พระรูปหล่อสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) ที่วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างวัดราชประดิษฐ สถิตมหาสีมารามเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2408 ซึ่งเป็นวัดแรกที่ตั้งขึ้นใหม่ของ ธรรมยุติกนิกายขึ้น แล้วโปรดให้พระสาสนโสภณ (สา ปุสฺสเทโว) ไปด ารง
ต าแหน่งเจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐฯ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2408 โดยใน วันนั้นโปรดเกล้าฯให้มีขบวนแห่ประกอบด้วยธงทิว พิณพาทย์ และรถอีกหลาย คันรับพระสาสนโสภณจากวัดบวรนิเวศวิหารมายังพระอารามแห่งใหม่ พร้อม ทั้งพระราชทานเปลี่ยนตาลปัตรเป็นตาลปัตรแฉกพื้นแพรเสมอชั้นธรรมแด่พระ สาสนโสภณ (สา) อีกด้วย และมีพระภิกษุติดตามจากวัดบวรนิเวศวิหารอีก 20 รูป ปี พ.ศ. 2415พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้า ฯ สถาปนาเลื่อนสมณศักดิ์ ขึ้นเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองที่พระธรรมวโรดม แต่คงใช้ราชทินนามเดิมว่า พระสาสนโสภณที่พระธรรมวโรดม ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2422 ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่สมเด็จพระพุทธโฆษา จารย์ เจ้าคณะใหญ่ฝ่ายเหนือ ปี 2422 ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ “สมเด็จพระ พุทธโฆษาจารย์” เจ้าคณะฝ่ายเหนือ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว)
พระสาสนโสภณ (สา) นอกจากจะช่วยดูแลพระอารามแห่งใหม่แล้วยัง ช่วยพระราชกิจของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างดีเช่นที่ พระเทพกวี (แย้ม อุปวิกาโส) วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามได้บันทึกไว้ว่า “สมเด็จพระสังฆราชนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดว่า เป็นผู้แต่งเทศน์ดี แต่ครั้งเสด็จด ารงอยู่ในพระผนวช ภายหลังเมื่อเป็นพระสา สนโสภณแล้ว ถ้าพระราชาคณะหรือเปรียญจะถวายเทศน์ ต้องมาให้ตรวจ เสียก่อน ถ้าใครไม่ช านาญในการแต่งเทศน์ก็ทรงแต่งให้ แลได้ทรงรจนาหนังสือ ที่เป็นพระสูตรแลกถามรรคต่างๆมาก แลได้ทราบได้เห็นมีอยู่ในที่วัดอื่นๆที่ใช้ เทศน์กันอยู่ก่อนๆหรือปัจจุบันนี้ เป็นหนังสือที่ทรงรจนามาก” นอกจาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงมอบหมายให้พระสาสนโสภณ (สา) ด ารงต าแหน่งส าคัญแล้ว สิ่งหนึ่งที่บ่งบอกความสัมพันธ์ในฐานะพระ อาจารย์และศิษย์หลวง คือพระจริยวัตรที่แสดงถึงความสนิทสนมกันดังที่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงบันทึกดังนี้ “เมื่อเรา ยังเยาว์ แต่จ าความได้แล้ว ได้ตามเสด็จทูกระหม่อมไปวัดราชประดิษฐ์อยู่ เนืองๆ คราวหนึ่งได้ยินตรัสถามสมเด็จพระสังฆราช (ปุสฺสเทว สา) ครั้งยังเป็น พระศาสนโสภณว่า คนชื่อคนมีหรือไม่ สมเด็จพระสังฆราชนิ่งนึกอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถวายพระพรทูลว่า ไม่มี ทรงชี้เอาเราซึ่งนั่งอยู่เบื้องพระปฤษฎางค์ว่า นี่ แนะชื่อคน แต่นั้นเราสังเกตว่าทรงพระสรวล และสมเด็จพระสังฆราชก็ เหมือนกัน”
พระบรมมหาราชวัง อีกส่วนหนึ่งมาจากระยะทางระหว่างพระบรมมหาราชวังและวัดราช ประดิษฐสถิตมหาสีมารามตั้งอยู่ไม่ไกลกันนักท าให้เดินทางสะดวกโดยไม่จ ากัด เวลา เช่นที่สมเด็จฯกรมพระยาด ารงราชานุภาพทรงเล่าไว้ว่า ในเวลาที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงว่างจากพระราชกรณียกิจโดยมาก จะเสด็จฯทรงพระแคร่คนหาม ออกทางประตูเทวาพิทักษ์มายังวัดราช ประดิษฐสถิตมหาสีมาราม แล้วประทับสนทนากับสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) อยู่ที่กุฏิของท่านนานๆ จนบางคราวถึงกับลงบรรทมคว่ าสนทนากัน หรือในบันทึกของนัดดา อิศรเสนา ณ อยุธยา บุตรของพระยาอิศรพงศ์พิพัฒน์ (ม.ล.ศิริ อิศรเสนา) กล่าวในลักษณะเดียวกันว่า “สมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงว่างพระราชกิจในเวลาราตรี มักจะเสด็จไปทรงคุยธรรมะกับพระ สาสนโสภณ (สา) ในโบสถ์วัดราชประดิษฐ์เป็นเวลาจนกระทั่งดึกดื่นค่อนคืน
พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าประดิษฐาสารี พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าประดิษฐาสารี ทรงเล่าว่า เจ้านาย พระ เจ้าลูกยาเธอ พระเจ้าลูกเธอเล็กๆที่ตามเสด็จไปพร้อมกับเจ้าจอมมารดา ต้อง นอนหลับตากยุงอยู่บนแท่นสี่มุมโบสถ์วัดราชประดิษฐ์ จนกระทั่งเสด็จฯกลับ”
สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) สมเด็จพระสังฆราช ปี พ.ศ. 2434 ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สถิต ณ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม จน ตลอดพระชนมชีพ ในปี พ.ศ. 2434 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ได้ โปรดเกล้า ฯ สถาปนาเพิ่มอิสริยยศให้เป็นพิเศษกว่าสมเด็จพระราชาคณะแต่ ก่อนมา คือทรงสถาปนาให้เป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ นับว่าเป็น พระ มหาเถระรูปที่ 2 ที่ได้รับสถาปนาในพระราชทินนามนี้ อันเป็นพระราชทินนาม ส าหรับต าแหน่งสมเด็จพระสังฆราช เมื่อพระองค์ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จ พระสังฆราช เมื่อปี พ.ศ. 2436 พระองค์ไม่ได้รับพระราชนามพระสุพรรณบัฏ ใหม่ คงใช้พระสุพรรณบัฏเดิม แต่ได้รับพระราชทานใบก ากับพระสุพรรณบัฏ ใหม่ และมีฐานานุศักดิ์ ตั้งฐานานุกรมได้ 16 ต าแหน่ง (ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ พิเศษ เพราะปกติจะมี 15 ต าแหน่งเท่านั้น)
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สายสัมพันธ์ระหว่างพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จ พระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) ยังปรากฏอยู่เสมอจวบจนวาระแห่งการสวรรคต ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ าเดือน 11 ปีมะโรงอันเป็นวันมหาปวารณาออก พรรษาของพระสงฆ์ ทรงมีพระบรมราชโองการให้เจ้าพนักงานจัดเครื่อง นมัสการ พร้อมทั้งมีพระราชด ารัสให้พระยาศรีสุนทรโวหาร (ฟัก) เข้าในพระที่ บรรทม มีพระราชด ารัสพระราชนิพนธ์เป็นมคธภาษา ทรงลาและขมาพระสงฆ์ จากนั้นทรงโปรดฯ ให้พระยาศรีสุนทรโวหาร เชิญไปอ่านในที่ประชุมสงฆ์ ภายในพระวิหารหลวงวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม พอถึงเวลา 9 นาฬิกา
(21.00 น.) ก็เสด็จสวรรคต เล่ากันว่าครั้งนั้น สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเท โว) ท่านนั่งฟังด้วยน้ าตาไหล สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) ล าดับสมณศักดิ์ พ.ศ. 2382 เป็นพระราชาคณะที่ พระอมรโมลี (หลังจากย้ายจากวัด ราชาธิวาส ราชวรวิหาร มาอยู่วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหารได้ 2 ปี) พ.ศ. 23?? ลาสิกขาบท พ.ศ. 2394 กลับมาอุปสมบทใหม่ พ.ศ. 2401 เป็นพระราชาคณะที่ พระสาสนโสภณ (ต าแหน่งสมณศักดิ์ ใหม่ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชด าริขึ้นเพื่อพระมหาสา
ผู้กลับมาบวชใหม่และสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค ณ ส านักเรียนวัดบวร นิเวศวิหารอีกครั้งโดยเฉพาะ) ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์นี้เมื่อปีมะเมีย เดิม ที ทรงพระราชด าริจะใช้ต าแหน่งว่า "พระสาสนดิลก" แต่พระมหาสาได้ถวาย พระพรว่าสูงเกินไป จึงทรงใช้ว่า ’พระสาสนโสภณ’ พ.ศ. 2415 เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองคณะใต้ที่ พระสาสนโสภณ วิมลญาณสุนทร บวรสังฆนายก ตรีปิฎกวิทยาคุณาลังการวิสุทธิ ธรรมวรยุตติก คณาภิสัมมานิตปาโมกษ์ ที่พระธรรมวโรดม พ.ศ. 2422 ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะเจ้าคณะใหญ่ฝ่าย เหนือที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ญาณอดุลย์ สุนทรนายก ตรีปิฎกวิทยาคุณ วิบลยคัมภีรญาณสุนทร มหาอุดรคณิศร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี พ.ศ. 2434 ได้รับสถาปนาเพิ่มอิสริยยศเป็น สมเด็จพระอริยวงษาคต ญาณ สุขุมธรรมวิธานธ ารง มหาสงฆปรินายก ตรีปิฎกกลากุสโลภาศ ปรมิน ทรมหาราชหิโตปสัมปทาจารย์ ปุสสเทวาภิธานสังฆวิสุต ปาวจนุตมสาสน
โสภณ วิมลศีลสมาจารวัตร พุทธสาสนิกบริสัชคารวสถาน วิจิตรปฏิภาณพัฒน คุณ อดุลยคัมภีรญาณสุนทร มหาอุดรคณฤศร บวรสังฆารามคามวาสีอรัญวาสี 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2436 ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชใน ราชทินนามเดิมว่า สมเด็จพระอริยวงษาคตญาณ สุขุมธรรมวิธานธ ารง มหา สงฆปรินายก ตรีปิฎกกลากุศโลภาศ ปรมินทรมหาราชหิโตปสัมปทาจารย์ ปุส สะเทวาภิธานสังฆวิสุต ปาวจนุตมสาสนโศภน วิมลศีลสมาจารวัตร พุทธสา สนิก ผลงานสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) ปฐมสมโพธิ์ พระนิพนธ์สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) พระองค์ได้แต่งหนังสือเทศน์ขึ้นไว้ ส าหรับใช้อ่านในวันธรรมสวนะปกติ และในวันบูชา แต่งเรื่องปฐมสมโพธิ์ย่อ 3 กัณฑ์จบ ส าหรับถวายเทศน์ในวัน
วิส าขบูช า 3 วัน ๆ ละ หนึ่งกัณฑ์ และเ รื่องจ าตุรงคสันนิบ าตกับ โอวาทปาติโมกข์ ส าหรับถวายในวันมาฆบูชาที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และ ยังได้ รจนาปฐมสมโพธิ์ภาคพิสดาร ส าหรับใช้เทศนาในวัด 2 คืนจบอีกด้วย พระนิพนธ์ต่าง ๆ ของพระองค์ ยังคงใช้ ในการเทศนา และศึกษาเล่าเรียนของ พระภิกษุ สามเณร จนถึงปัจจุบัน งานพระนิพนธ์ของพระองค์มีอยู่เป็นจ านวน มาก ส่วนใหญ่เป็นงานแปลพระสูตรที่มีอยู่ 20 สูตร หนังสือเทศนามี 70 กัณฑ์ และเบ็ดเตล็ดมี 5 เรื่อง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ในปี พ.ศ. 2431 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ ท าการสังคายนาพระไตรปิฎก ซึ่งแต่เดิมจารึกไว้ด้วย อักษรขอม ด้วยการจาร ลงในใบลาน การคัดลอกท าได้ช้า ท าให้ไม่เป็นที่แพร่หลาย ไม่พอใช้ใน การศึกษาเล่าเรียน ไม่สะดวกในการเก็บรักษา และน ามาใช้อ่าน ทั้งตัวอักษร ขอมก็มีผู้อ่านได้น้อยลงตามล าดับ การพิมพ์พระไตรปิฎก เป็นเล่มด้วยตัว อักษรไทย จะแก้ปัญหาข้อขัดข้องดังกล่าวได้ จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้อาราธนา
พระเถระนุเถระมาประชุม ร่วมกับราชบัณฑิตทั้งหลาย ตรวจช าระ พระไตรปิฎกภาษาบาลี แล้วจัดพิมพ์เป็นเล่มหนังสือขึ้น (เรียกว่าพระไตรปิฎก ฉบับ ร.ศ. 112) สมเด็จพระสังฆราช (สา) ขณะทรงด ารงสมณศักดิ์ที่สมเด็จ พระพุทธโฆษาจารย์ ร่วมกับสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโร รส ขณะทรงด ารงพระยศกรมหมื่น เป็นรองอธิบดี จัดการทั้งปวงในการ สังคายนาครั้งนี้ พระไตรปิฎกที่จัดพิมพ์ครั้งนี้มีจ านวน 1000 จบ ๆ ละ 39 เล่ม ใช้เงิน 2,000 ชั่ง พิมพ์เสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2436 เป็นที่เลื่องลือแพร่หลายไป ทั่วโลก ทรงผูกพระคาถาหน้าบันกระทรวงกลาโหม และตราแผ่นดินในสมัย รัชกาลที่ 5 (ตราอาร์ม)
สิ้นพระชนม์ เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺส เทโว) ประชวรด้วยพระโรคบิดมาตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม แพทย์หลวงและ แพทย์เชลยศักดิ์ต่างจัดพระโอสถถวาย แต่พระอาการไม่ทุเลา จนสิ้นพระชนม์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2442 (นับแบบปัจจุบันตรงกับ พ.ศ. 2443) เวลาเย็นวันต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ จากพระราชวังบางปะอิน มายังวัดราชประดิษฐฯ พระองค์ พระบรมวงศานุ วงศ์ และข้าราชการ ร่วมสรงน้ าพระศพ แล้วอัญเชิญพระศพลงในพระลองใน ประกอบพระโกศกุดั่นน้อย ทรงสดับปกรณ์แล้ว เสด็จฯ กลับพระศพตั้ง บ าเพ็ญกุศลจนถึงวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2443 (นับแบบปัจจุบันตรงกับ พ.ศ. 2444) จึงอัญเชิญพระบุพโพไปพระราชทานเพลิง ณ วัดบวรนิเวศวิหาร พร้อม กับพระบุพโพสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์
เหรียญสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) ต่อมาวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2443 จึงแห่พระศพไปประดิษฐานยัง พระเมรุมณฑป ณ ท้องสนามหลวง แล้วพระราชทานเพลิงพระศพในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ศกนั้น เช้าวันที่ 14 กุมภาพันธ์ จึงเสด็จฯ มาเก็บพระอัฐิและพระ อังคารแล้วโปรดให้อัญเชิญไปประดิษฐานยังวัดราชประดิษฐฯหลังจากเจ้า พระคุณสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) สิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็มิได้ทรงสถาปนาพระเถระรูปใดเป็นสมเด็จ พระสังฆราชอีกเลย ตลอดรัชสมัย เป็นเวลาถึง 11 ปี ...........................................................
แหล่งข้อมูลอ้างอิง www.dhammathai.org › thailand www.dharma-gateway.com www.lungthong.com www.matichon.co.th www.posttoday.com www.silpa-mag.com www.thaiheritage.net www.winnews.tv › news www.youtube.com th.wikipedia.org › wiki ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากเว็บไซต์ต่าง ๆ