The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระราชประวัติ รัชกาลที่ 7 ฉบับพัฒนา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tharaphan.prasan, 2023-05-29 19:35:28

พระราชประวัติ รัชกาลที่ 7 ฉบับพัฒนา

พระราชประวัติ รัชกาลที่ 7 ฉบับพัฒนา

ในรัชสมัยของพระองค์ยังมีการตรากฎหมายส าคัญฉบับหนึ่งเรียกว่า 'พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะผัวเมีย พ.ศ.6673' พระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นจุดพลิกผันโครงสร้างของครอบครัวไทยสมัย โบราณที่ผู้ชายนิยมมีภรรยาหลายคน อันเป็นวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกมานาน การ จะเปลี่ยนค่านิยมในสังคมแบบดั้งเดิมมาเป็นสังคมผัวเดียวเมียเดียวจึงมิใช่เรื่อง ง่าย พระองค์ทรงใช้วิธีการละมุนละม่อม ด้วยการตราพระราชบัญญัติในปี พ.ศ. 6673 และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.6675 พระราชบัญญัติฉบับนี้ระบุให้มีการจดทะเบียนสมรส จดทะเบียนหย่า และจดทะเบียนรับรองบุตร เพื่อทดแทนธรรมเนียมดั้งเดิมเป็นครั้งแรกใน สังคมไทย ต่อมามีการน าเอาสาระส าคัญของพระราชบัญญัติฉบับนี้ มารวมไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพที่ 5 ว่าด้วยเรื่องครอบครัว ประกาศ เมื่อวันที่ 60 ตุลาคม พ.ศ.6678 ยังผลให้มีการยอมรับหลักการมีภรรยาชอบ ด้วยกฎหมายเพียงคนเดียวในปัจจุบัน


การส่งเสริมกิจการสหกรณ์ให้ประชาชนได้มีโอกาสร่วม กันประกอบ กิจการทางเศรษฐกิจ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติ สหกรณ์ พ.ศ. 2471 ขึ้นทรงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างโรงภาพยนตร์ ศ า ล า เ ฉ ลิม ก รุง ซึ่ง นับ เป็นโ รง ภ าพ ย น ต ร์ทัน ส มั ยใ น ส มั ย นั้น ติ ด เครื่องปรับอากาศ เพื่อเป็นสถานบันเทิงให้แก่ผู้คนในกรุงเทพมหานคร ส าหรับ ในเขตหัวเมือง ทรงได้จัดตั้ง สภาจัดบ ารุงสถานที่ชายทะเลทิศตะวันตกขึ้น เพื่อ ท านุบ ารุงหัวหินและใกล้เคียงให้เป็นสถานที่ตากอากาศชายทะเลแก่ประชาชน ที่มาพักผ่อนในปี พ.ศ. 2475 เป็นระยะเวลาที่กรุงเทพฯ มีอายุครบ 150 ปี ทรง จัดงานเฉลิมฉลองโดยท านุบ ารุง บูรณปฏิสังขรณ์สิ่งส าคัญอันเป็นหลักของ ก รุง เ ทพ ฯ ห ล า ยป ร ะ ก า ร คื อ บู รณ ะ วั ดพ ร ะ ศ รี รั ต น ศ า ส ด า ร า ม พระบรมมหาราชวัง


พระราชกรณียกิจด้านการดนตรี พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดการทรงดนตรีเป็นอย่าง มาก พระองค์ทรงตั้งวงดนตรีไทยส่วนพระองค์ขึ้นในปี พ.ศ. 2470 ซึ่งประกอบ ไปด้วยเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ และข้าราชการที่ใกล้ชิด รวมถึงมีพระปรีชาสามารถ ในการพระราชนิพนธ์เพลงอีกด้วย โดยพระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลงไทย เดิมไว้ 3 เพลง คือ


1. ราตรีประดับดาว (เถา ) ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นจากเพลงมอญดูดาว 2 ชั้น ของเถา เมื่อ พ .ศ .2472 ทั้งเนื้อร้องและท านองเพลง เพลงนี้เป็นเพลง แรกที่ทรงพระราชนิพนธ์ มีเนื้อหาเรื่องราวเกี่ยวกับคู่รักที่ชักชวนกันชม เดือน ดาว ดอกไม้ แต่มีความจ าเป็นที่ต้องจากกันในเวลาอันใกล้นี้ 2. เพลงเขมรละออองค์ (เถา) ทรงพระราชนิพนธ์ขณะเสด็จแปรพระราชฐาน ไปประทับแรม ณ พระที่นั่งเปี่ยมสุข สวนไกลกังวล เมื่อ พ .ศ .2473 โดย ทรงพระราชนิพนธ์ดัดแปลงจากเพลงเขมรเอาบาง 2 ชั้น ส่วนบทร้องนั้น ทรงใช้บทร้องซึ่งคัดมาจากพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎ เกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง พระร่วง แต่ได้ทรงพระราชนิพนธ์ดัดแปลงแก้ไขบ้าง บางส่วน 3. เพลงคลื่นกระทบฝั่ง 3 ชั้น ทรงพระราชนิพนธ์ในขณะที่ทรงเสด็จประพาส สัตหีบทางชลมารคใน พ .ศ. 2473 ทรงพระราชนิพนธ์ท านองเพลงนี้ให้มี ท านองคล้ายเสียงระลอกคลื่น ได้ทรงเลือกท านองเพลงคลื่นกระทบฝั่ง 2 ชั้น มาดัดแปลงเป็นเพลง 3 ชั้น แต่มิได้พระราชนิพนธ์เนื้อเพลง ก็โปรดให้ ใช้เป็นเพลงโหมโรงไปก่อน และคงใช้กันสิบมาจนทุกวันนี้ พระราชกรณียกิจด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ในต้นรัชสมัย ได้ทรงด าเนินกิจการส าคัญที่ทรงเกี่ยวข้องกับต่างประเทศที่ ค้างมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ส าเร็จลุล่วงไป เช่น การให้สัตยาบันสนธิสัญญาต่าง ๆ นอกจากนี้ยังทรงท าสัญญาใหม่ ๆ กับ ประเทศเยอรมนีหลังสถาปนาความสัมพันธ์ขั้นปกติ เมื่อ พ .ศ .2471 และท า


สนธิสัญญากับฝรั่งเศสเกี่ยวกับดินแดนในลุ่มแม่น้ าโขงเรียกว่า สนธิสัญญาอินโด จีน พ .ศ.2469 ที่ ก าหนดให้ มีเขตปลอดทหาร 25 กิโลเมตร ทั้ง สองฝั่งน้ าโขง แทนที่ จะมีเฉพาะฝั่งสยามแต่เพียงฝ่ายเดียว พระราชกรณียกิจด้านความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเยือนสิงคโปร์ การเสด็จเยือนประเทศใกล้เคียง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ ทรงสังสรรค์ท าความรู้จักกับชาวต่างประเทศ ภายในพระราชอาณาจักรแล้ว พระองค์ยังหาโอกาสไปเยือนประเทศต่าง ๆ ที่มีอาณาเขตใกล้ชิดติดต่อกับ ประเทศของเรา เพื่อทรงเชื่อมความสัมพันธไมตรี ให้ดียิ่งขึ้น อาทิได้เสด็จเมือง


สิงคโปร์ ชวา และปัตตาเวีย เมื่อ พ .ศ .2472 เริ่มเดินทางออกจากกรุงเทพฯ เมื่อ 24 กรกฎาคม 2472 โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี ถึงสิงคโปร์ ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2472 เจ้าของเกาะสิงคโปร์ มีพระราชโทร (ผู้แทนรัฐบาลอังกฤษ ) ทร" เลขถวายบนเรือพระที่นั่ง ความว่างหวังว่าพระราชหฤทัย รัชกาลที่ )7) คง จะทรงพระส าราญ การเสด็จเยือนสิงคโปร์ บรรดาชาวเมือง ห้างร้าน "... ธนาคาร หยุดท าการ ในวันที่1 สิงหาคม 2472 เพื่อถวายพระเกียรติ จาก สิงคโปร์ได้เสด็จถึงเมืองปัตตาเวียในเกาะชวา ในวันที่ 5 สิงหาคม 2475 ผู้ส าเร็จราชการ ขึ้นเฝ้าแล้วเชิญเสด็จประทับที่วังประจ าเมือง พระองค์ได้เสด็จ ทอดพระเนตร การอุตสาหกรรมสวนชา และสวนยางของชาวเมืองต่าง ๆ อาทิ บันดง การุต สุราบายา ฯลฯ จนถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2472 เสด็จขึ้นปีนัง ประทับ รถไฟกลับพระนคร ใช้เวลาเดินทางรวม 78 วัน พ .ศ.2473


เสด็จเยือนอินโดจีน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสอินโดจีน อย่าง เป็นทางการ ตั้งแต่ วันที่ 5 เมษายน 2473 โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี ถึงกรุง ไซ่ง่อน ข้าราชการฝ่ายอินโดจีนจัดการรับเสด็จ แล้วเสด็จต่อไปถึงเมืองเว้ วันที่ 22 เมษายน 2473 วันรุ่งขึ้นเสด็จไปทอดพระเนตรชมเมืองและพระราชวัง จักรพรรดิเบาได๋ ซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุเพียง 16 พรรษา ก าลังศึกษาอยู่ใน กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ผู้ส าเร็จราชการกรุงเว้ ได้ออกมาต้อนรับ พร้อมด้วย บรรดาพระราชวงศ์ญวน พระราชชนนีของจักรพรรดิเบาได๋ คอยรับเสด็จ มีการ เลี้ยงต้อนรับและถวายพระพรกันตามธรรมเนียม นอกจากนี้ยังได้เสด็จ ประพาสพิพิธภัณฑ์ สถานที่ฝังศพพระเจ้าแผ่นดินญวนทุกแห่ง ตลอดจนพระ อารามที่ส าคัญในกรุงเว้ จากนั้นได้เสด็จ ทางรถยนต์มาไซ่ง่อนถึงพนมเปญผ่าน


พระตะบองกลับประเทศไทยทางรถไฟจาก อรัญประเทศถึงกรุงเทพฯ วันที่ 8 พฤษภาคม 2473 รวมเวลาเสด็จประพาสอินโดจีน 33 วัน พระราชกรณียกิจระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง กระทรวงธรรมการ รัชกาลที่ 7 ได้โปรดให้รวมกระทรวงธรรมการไว้ในกระทรวงศึกษาธิการ แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น กระทรวงธรรมการยกเลิกกระทรวงมุรธาธรโดยโอนงานไป อยู่รวมกับ กรมราชเลขาธิการ รวมกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงคมนาคม จัดเป็นกระทรวงเดียวกันเรียกชื่อว่า กระทรวงพาณิชย์และคมนาคม รวม กระทรวงทหารเรือเข้ากับกระทรวงกลาโหม มีการจัดตั้งสภาที่ปรึกษาราชการ ได้แก่อภิรัฐมนตรีสภา เพื่อเป็นที่ปรึกษาราชการทั้งปวงในพระองค์ สมาชิกของ


สภานี้ล้วนเป็นพระบรมวงศา นุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ สภานี้ก าหนดให้มีการประชุม สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ในวันศุกร์ โดยมี รัชกาลที่ 7 เป็นประธาน มีการประชุมครั้ง แรกเมื่อ 29 พฤศจิกายน 2468 ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ด้านการศาสนา การศึกษา ประเพณีและวัฒนธรรม ราชบัณฑิตยสภา ทรงส่งเสริมการศึกษาของชาติทั้งส่วนรวมและส่วนพระองค์ โปรดให้สร้าง หอพระสมุดส าหรับพระนคร เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าศึกษา ได้อย่างเสรี ทรงตั้งราชบัณฑิตยสภา เพื่อมีหน้าที่บริหารและเผยแพร่วิชาการด้านวรรณคดี โบราณคดี และศิลปกรรม ในด้านวรรณกรรม โปรด ตราพระราชบัญญัติ คุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรมใน พ.ศ. 2475 พระราชทานเงินส่วน พระองค์ เป็นรางวัลแก่ผู้แต่งหนังสือยอดเยี่ยม และให้ทุนนักเรียนไปศึกษาวิชา


วิทยาศาสตร์จากต่างประเทศ การศาสนา ทรงปลูกฝังเยาวชนให้มีคุณธรรมดี งาม โดยยึดหลักค าสอนของ พระพุทธศาสนา โปรดให้ราชบัณฑิตยสร้างหนังสือ สอนพระพุทธศาสนาส าหรับเด็ก ซึ่งนับว่าพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ พระองค์แรกที่ทรงสร้าง หนังสือส าหรับเด็ก ส่วนการศึกษาในเนื้อแท้ของพระพุทธศาสนานั้น ทรงโปรดให้สร้างหนังสือ พระไตรปิฎกฉบับสมบูรณ์ เรียกว่าฉบับสยามรัฐ ชุดหนึ่ง ซึ่งใช้สืบมาจนทุกวันนี้ ในด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติได้ ทรงวางรากฐานเป็นอย่างดีกล่าวคือได้ทรง สถาปนาราชบัณฑิตยสถานสภาขึ้น เพื่อจัดการหอพระสมุดส าหรับพระนครและ สอบสวนพิจารณาวิชาอักษรศาสตร์ เพื่อจัดการพิพิธภัณฑสถานตรวจรักษา โบราณสถานและโบราณวัตถุ และเพื่อจัดการบ ารุงรักษาวิชาช่างผลงานของราช บัณฑิตสภาเป็นผลดีต่อการ อนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของชาติเป็น อย่างมาก เช่นการตรวจสอบต้นฉบับเอกสารโบราณออกตีพิมพ์เผยแพร่ มีการ


ส่งเสริมสร้างสรรค์วรรณกรรมรุ่นใหม่ด้วยการประกวดเรียบเรียงบทประพันธ์ ทั้งร้อย แก้วและร้อยกรอง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สร้าง สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ ขึ้น ด้วยทรงระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ผู้สถาปนากรุง รัตนโกสินทร์ สะพานแห่งนี้เป็นสะพานข้ามแม่น้ าเจ้าพระยา เชื่อมระหว่างฝั่ง พระนครกับฝั่งธนบุรี พร้อมกับทรงชักชวนประชาชนชาวไทยร่วมกันสร้าง พระ บรมรูปของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ที่บริเวณเชิง สะพานแห่งนี้ด้วย โดย พระองค์เสด็จไปท าพิธีเปิดด้วยพระองค์เองในวันที่ 6


เมษายน พ.ศ. 6675 และโปรดเกล้าฯ ให้มีมหรสพสมโภชเป็นการเฉลิมฉลองที่ กรุงเทพฯ มีอายุครบ 150 ปีด้วย และพระราชทานนามสะพานแห่งนี้ว่าสะพาน ปฐมบรมราชานุสรณ์ พระราชกรณียกิจด้านการถ่ายภาพยนตร์ เมื่อทรงว่างจากพระราชภารกิจ ทรงโปรดในการถ่ายภาพนิ่งและถ่าย ภาพยนตร์ ทรงทดลองใช้เอง กล้องถ่ายภาพและภาพยนตร์จ านวน มากที่ทรง สะสมไว้ สะท้อนให้เห็นพระอุปนิสัยโปรดการถ่ายภาพและภาพยนตร์ ภาพยนตร์ทรงถ่ายมีเนื้อหาทั้งที่เป็นสารคดีและที่ให้ความบันเทิง ในจ านวน ภาพยนตร์เหล่านี้ เรื่องที่เป็นเกียรติประวัติของวงการภาพยนตร์ไทยและแสดง พระราชอัจฉริยภาพดี เยี่ยมในการสร้างโครงเรื่อง ก ากับภาพ ล าดับฉาก และ อ านวยการแสดง คือ เรื่องแหวนวิเศษ นับได้ว่าพระองค์เป็นหนึ่งในบุคคลที่ บุกเบิกวงการภาพยนตร์ไทยอีกพระองค์หน


เหตุการณ์ส าคัญในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ปีพุทธศักราช 6668 ตั้งอภิรัฐมนตรีสภา ยุบมณฑลเพชรบูรณ์ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ า พิมพ์พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ เพื่อเป็นที่ระลึกให้พระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกฐ (พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว) ครบ 65 เล่ม จ านวน 1,500 ชุด และพระราชทานแก่ประเทศต่าง ๆ ประมาณ 500 ชุด เนื่องจากพระไตรปิฎก ฉบับพิมพ์ ร.ศ. 116 พิมพ์ไม่ครบถ้วนบริบูรณ์เนื่องจากหาต้นฉบับหลวงมาไม่ ทันการณ์ ฉลองรัชดาภิเษก เมื่อ ร.ศ. 116


ตัดเงินปีส าหรับพระเจ้าอยู่หัวจาก ปีละ 9 ล้านบาทเหลือ ปีละ 6 ล้านบาท และ ให้ยุบกรมมหาดเล็กในรัชการที่ 6 ลงด้วย ประกอบพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อ 65 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 6668 งานถวายพระเพลิงพระบรมศพ 66 มีนาคม พ.ศ. 6668 โปรดฯให้ย้ายกรมธรรมการกลับเข้ามารวมกับกระทรวงศึกษาธิการ และเปลี่ยน ชื่อกระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงธรรมการอย่างเดิม โดยมีพระราชด าริว่า "การศึกษาไม่ควรแยกออกจากวัด" ปีพุทธศักราช 6669 ดุลข้าราชการครั้งใหญ่คราวแรก เนื่องจากเศรษฐกิจตกต่ า ตั้งราชบัณฑิตสภา เปิดหอพระสมุดวชิราวุธ (หอสมุดแห่งชาติในปัจจุบัน) เปิดทางรถไฟคู่ขนานกรุงเทพ - บางซื่อ เปิดทางรถไฟจากบางซื่อไป ชุมทางตลิ่งชันความยาว 16 กิโลเมตร เปิดทางรถไฟ จากกบินทร์บุรี ไปถึง อรัญประเทศ เมื่อ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 6669 เปิดสะพานพระราม 6 เมื่อ 1 มกราคม พ.ศ. 6669 สมเด็จพระนางเจ้าร าไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จพระราชด าเนินโดยทาง รถไฟ ไปทรงเยี่ยมราษฎร ในจังหวัดพิษณุโลก แพร่ ล าปาง เชียงราย เชียงใหม่ และล าพูน (มณฑลพายัพ) เมื่อ 6 มกราคม 6669 - 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 6669 ครั้งนี้เป็นการใช้งานรถโบกี้พระที่นั่งบรรทมที่สั่งจากบริษัทเครเวนเป็น ครั้งแรก


สั่งรถจักรไอน้ าสวิสล้อคอนโซลิเดต (2-8-0) 12 คันแรก ใช้งานกับทางภูเขาสาย เหนือ ปีพุทธศักราช 6670 แปรสภาพบริษัทไฟฟ้าสยามจ ากัดเป็นบริษัทไฟฟ้าสยามคอปอเรชันจ ากัด เมื่อ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 6670 พร้อมยุบบริษัทรถรางไทย จ ากัดสินใช้ ที่ได้ซื้อกิจการ จากกรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงศ์ แต่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 6650 เข้าเป็นส่วน หนึ่งของบริษัทไฟฟ้าสยาม คอปอเรชันจ ากัด ให้แก้ทางรถรางสายดุสิต (สี่เสาเทเวศน์ - แม้นศรี - วัดเลียบ) ช่วงที่ผ่านเข้าเขต พระราชวังดุสิต (บริเวณพระต าหนักสวนกุหลาบ) ให้ตรงไปตามถนนพิษณุโลก แล้วเลี้ยวขวาผ่านวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เพราะมีพระราชปรีสงค์ที่จะ ขยายเขตพระราชฐานออกไป จัดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติครั้งแรก ที่วังสราญรมย์


ได้ช้างเผือก มีพิธีสมโภชน์เมื่อ 15-6 พฤศจิกายน พ.ศ. 6670 และได้พระราช ทานามช้างเผือกว่า "พระเศวตคชเดชน์ดิลกฯ" โดยมีนามเต็มคือ "พระเศวตคช เดชน์ดิลก ประชาธิปกปทุมรัตนด าริ เทวอัคนีนิรุฒชุบเชิด ก าเหนิดนภีสีฉวน เฉลียง ฉวีเยี่ยงบุษกรโกมล นขาขนขาวผ่องแผ้ว แก้วเนตรน้ าเงินงามลึก วัน วณึกบรรณาการ คชเชนทรยานยวดยิ่ง มิ่งมงคลฉน าเฉลิมฉัตร สัตตมกษัตรทรง ศร อมรรัตนโกสินทร์ รบือรบินบารมีทศ ยืนพระยศธรรมราชัย นิรามัยมนุญคุณ บุณยโศลกเสิศฟ้า" พระเศวตคชเดชน์ดิลกฯ ยืนโรงอยู่ 16 ปีแล้วล้ม (ตาย) 19 มกราคม พ.ศ. 6686 ขณะยืนโรงเมื่อคืนวันที่ 63 มิถุนายน พ.ศ. 6675 พระ เศวตคชเดชน์ดิลกฯ ได้ร้องเป็นอุบาทว์ขึ้นอย่างผิดปกติ และ เมื่อพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัวสวรรคต พระเศวตมีงางอกขึ้นไขว้กันแล้วงวงไปติด ที่ปลายงาซึ่งไขว้ กันท าให้เจ้าหน้าที่กรมคชบาล ต้องเลื่อยเอางาออกไป


สร้างรถจักรไอน้ าสวิสล้อคอนโซลิเดต (2-8-0) 6 คันหลัง ใช้งานกับทางภูเขา สายเหนือ สั่งรถโบกี้กลไฟบอลด์วิน เพื่อใช้แทนรถราง 4 ล้อ แต่ใช้งานไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ปีพุทธศักราช 6671 ตราพระราชบัญญัติเงินตรา ท าให้ต้องเปลี่ยนค าก ากับธนบัตรจาก "สัญญาจะ จ่ายเงินให้แก่ผู้น าธนบัตรมาขึ้นเป็นเงินตราสยาม" (ซึ่งเป็นการแจ้งให้ทราบว่า สามารถน าธนบัตรไปแลกกับเหรียญบาทเงิน หรือ เหรียญเงินอื่นๆ) เป็น "ธนบัตรเป็นเงินที่ใช้ช าระหนี้ได้ ตามกฎหมาย" (ซึ่งเป็นการแจ้งให้ทราบว่า สามารถน าไปใช้ช าระหนี้ได้เลย ไม่ต้องน ามาแลกเป็นเหรียญเงินก่อน) สั่งรถจักรดีเซลกลจากสวิสมาใช้ในงาน ปรับขบวนในย่านสถานีและใช้กับรถ ชานเมือง และ รถจักรฮาโนแม็กล้อแปซิฟิก (4-6-2) เพื่อแทนรถจักรบอลด์วิน ในเส้นทางสายเหนือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าร าไพ พรรณี พระบรมราชินีได้เสด็จเลียบมณฑลภูเก็ต ทรงเยี่ยมราษฎรและ ทอดพระเนตรสถานที่ต่างๆ ในจังหวัดตรัง ระนอง ภูเก็ต และพังงา โดยทาง รถไฟและ ทางเรือ เมื่อ วันที่ 66 มกราคม -11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 6671 ครั้งนี้ เป็นการใช้รถจักรฮาโนแม็กท าขบวนรถพระที่นั่งเป็นคร้งแรก กระทรวงธรรมการประกาศเพิ่มหลักสูตรทางจริยศึกษาส าหรับนักเรียน ได้เปิด ให้ฆราวาสได้มาเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรม โดยจัดหลักสูตรใหม่ เรียกว่า "ธรรมศึกษา" ในรัชสมัยรัชกาลที่ 7 ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้ง ยิ่งใหญ่ของไทย เมื่อคณะราษฎร์ได้ท าการปฏิวัติ เปลี่ยนแปลงการปกครองจาก


ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช เป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 66 มิถุนายน พ.ศ. 6675 เสด็จประพาสสิงคโปร์ ชวา บาหลี เมื่อ วันที่ 31 กรกฎาคม - 11 ตุลาคม พ.ศ. 2472 เสด็จชมสุริยุปราคาเต็มดวงที่ สายบุรี มณฑลปัตตานี พระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงเพิ่มอีกปีละ 1 ทุน ในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ สั่งรถจักรกาแรตต์ 6 คัน เข้ามาใช้กับทางช่วงแก่งคอย - ปากช่อง ที่ทั้งชัน (66 ใน 1000) ทั้งหักข้อศอก (รัศมี 600 เมตร) ปีพุทธศักราช 6673 เสด็จประพาสญวน เขมร ระหว่างวันที่ 6 เมษายน ถึง 8 พฤษภาคม พ.ศ. 6673 มีการมอบช้างสัมฤทธิ์ให้เรสิดัง (ผู้ส าเร็จราชการอาณานิคมอินโดจีน ฝรั่งเศส) ที่นครฮานอย


เสด็จฯ พระราชทานปริญญาแพทย์ศาสตร์บัณฑิต ซึ่งเป็นพิธีพระราชทาน ปริญญาบัตรครั้งแรกแห่งกรุงสยาม ครั้งแรก เปิดทางรถไฟถึงวารินทร์ช าราบ (ฝั่งตรงข้ามตัวเมืองอุบลราชธานี) เมื่อ 1 เมษายน พ.ศ. 6673 - สายอุบลส าเร็จบริบูรณ์ เปิดเส้นทางรถไฟจากบุ่งหวาย (สถานีสุดท้ายก่อนถึงสถานีวารินทร์) ถึงบ้านโพธ์ มูล เมื่อ1 สิงหาคม พ.ศ. 6673 เพื่อขนสินค้าจากแม่น้ ามูล ปีพุทธศักราช 6676 เสด็จเยือนญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 6 ถึง 9 เมษายน พ.ศ. 6676 เกิดเศรษฐกิจตกต่ าครั้งใหญ่ เงินปีส าหรับในหลวงเหลือปีละ 3 ล้านบาท ยุบมณฑล จาก 16 มณฑลเหลือ 10 มณฑล ยุบจังหวัดจาก 79 จังหวัดเหลือ 70จังหวัด


ยุบกองทัพ จาก 10 กองพล เหลือ 6 กองพล แล้วเหลือ 6 กองพลในปี พ.ศ. 6676 ยุบกระทรวงกลาโหม และ กระทรวงทหารเรือ เป็นกระทรวงกลาโหม เมื่อ 8 พฤศจิกายน 6676 เลิกเก็บเงินศึกษาพลี คนละ 1 บาท/ปี ที่ประชุมสมุหเทศาภิบาลลงมติรับหลักการร่าง พระราชบัญญัติเทศบาลฉบับ แรก เปิดทางรถไฟจาก ถนนจิระถึงบัวใหญ่ ทางรถไฟคู่ขยายจากชุมทางบางซื่อไป ถึงคลองรังสิต รถจักรดีเซลของสวิส ขนาด 650 แรงม้าจ านวน 6 คัน และ รถจักรดีเซลฟริกซ์ 6คันแรก มาถึงกรุงสยาม เสด็จประพาสแคนาดา และ อเมริกา เพื่อรักษาพระเนตร พร้อมให้สัมภาษณ์ นักข่าวอเมริกันเรื่องโครงการมอบรัฐธรรมนูญ และเรื่องเทศบาล ระหว่างวันที่ 68 เมษายน - 16 กันยายน พ.ศ. 6676


ปีพุทธศักราช 6675 ฉลองพระนครครบรอบ 150 ปี พร้อมเปิดสะพานพุทธยอดฟ้า เมื่อ 6 เมษายน พ.ศ. 6675 คณะราษฎรด าเนินการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ 66 มิถุนายน พุทธศักราช 6675 พระราชทานธรรมนูญการปกครองชั่วคราว เมื่อ ๒๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เป็นประธานรัฐสภาท่านแรก พระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นนายกรัฐมนตรีท่านแรก ข้าราชการเลิกนุ่งผ้าม่วง โจงกระเบน พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร เมื่อ 10 ธันวาคม พุทธศักราช 6675 ประกาศใช้แผนการศึกษาฉบับใหม่


ยุบต าแหน่งนายพล และ กองพล ให้เหลือแค่ 18 กองพันทหารราบ 6 กองพัน ทหารม้า 6 กองพันทหารปืนใหญ่ 6 กองพันทหารช่าง และ 6 กองพันทหาร สื่อสาร ส่วนทหารเรือให้เป็นไปตามแบบแผนเดิมเนื่องจากเป็นกรมที่เล็ก ปีพุทธศักราช 6676 เปิดทางรถไฟจากบัวใหญ่ ไป ขอนแก่น เมื่อ 1 เมษายน พ.ศ. 6676 เลิกพิธีถือน้ าพิพัฒน์สัตยา เกิดกบฏบวรเดช (16-63 ตุลาคม 6676) ยุบกระทรวงวังเป็นส านักพระราชวัง เลิกการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล ด้วย พ.ร.บ. การปกครองพระ ราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2477


ตั้งกรมพลศึกษา เมื่อ 1 เมษายน 6677 นาวาเอกหลวงศุภชลาศัยเป็นอธิบดีคน แรกหลังถูกให้ออกจากราชการกรมทหารเรือ เนื่องจากก่อความวุ่นวายใน กองทัพเรือเมื่อปลายปี พ.ศ. 6676 ข้าวปิ่นแก้วได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดที่แคนาดา เสด็จทวีปยุโรปเพื่อรักษาพระเนตรระหว่างในประเทศสหราชอาณาจักรวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 6676 - 67 สิงหาคม พ.ศ. 6677 ปีพุทธศักราช 6677 แปรสภาพจากกรมทหารเรือเป็นกองทัพเรือ เปิดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ 67 มิถุนายน พ.ศ. 6677


การสละราชสมบัติ หลังจากเหตุการณ์การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 พระองค์เสด็จพระราช ด าเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าร าไพพรรณี พระบรมราชินีไปเจริญทาง พระราชไมตรีกับประเทศในแถบยุโรป พร้อมทั้งเสด็จประทับที่ประเทศอังกฤษ เพื่อทรงเข้ารับการผ่าตัดและรักษาพระเนตร ในการนี้ได้แต่งตั้งสมเด็จพระเจ้า บรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์เป็นผู้ส าเร็จราชการแทนพระองค์ ในระหว่างนี้พระองค์ยังทรงติดต่อราชการกับรัฐบาลผ่านทางผู้ส าเร็จราชการ แทนพระองค์ซึ่งยังคงปรากฏข้อขัดแย้งต่าง ๆ ที่ไม่สามารถหาข้อยุติกันได้ และ ไม่เป็นไปตามที่พระองค์ได้วางแผนให้เป็น คือ ต้องการมอบประชาธิปไตยให้กับ คนไทยทุกคน ดังนั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จ ต่างประเทศเพื่อผ่าตัดพระเนตรแล้ว ก็มิได้เสด็จกลับประเทศไทย ยังคงประทับ อยู่ ณ ประเทศอังกฤษ


คณะรัฐบาลจัดตั้งกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่งเดินทางไปเฝ้ากราบบังคมทูล เชิญพระองค์เสด็จกลับประเทศไทย แต่การกราบบังคมทูลเชิญเสด็จกลับนั้น กลับไม่เป็นผล ท าให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตัดสินพระราช หฤทัยประกาศสละราชสมบัติ ในวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 6677 และหลังจากที่ ทรงสละราชสมบัติแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จ พระนางเจ้าร าไพพรรณี พระบรมราชินี และพระประยูรญาติที่สนิทบาง พระองค์ ก็ได้เสด็จประทับที่รัฐเวอร์จิเนียวอเตอร์ (Virginia Water) อันเป็น ชนบทใกล้กรุงลอนดอนเป็นการถาวร


เสด็จสวรรคต พระต าหนัก Compton House ต าบลเวอร์ยิเนียวอร์เตอร์ หลังจากที่พระองค์ทรงสละราชสมบัติแล้ว พระองค์ยังคงประทับอยู่ ณ ประเทศอังกฤษพร้อมกับสมเด็จพระนางเจ้าร าไพพรรณี พระบรมราชินี และ พระประยูรญาติสนิทบางพระองค์ จึงทรงย้ายที่ประทับจากใจกลางเมืองไปอยู่ ในชนบท ณ พระต าหนัก Compton House ต าบลเวอร์ยิเนียวอร์เตอร์ ใกล้ กรุงลอนดอน ทรงวางพระองค์เยี่ยงคหบดีชนบท ทรงจัดสวน เลี้ยงนกเลี้ยงปลา เสด็จ ประพาสทัศนศึกษาตามโบราณสถานต่าง ๆ เป็นต้น


พระองค์ทรงพระประชวรอยู่เนื่อง ๆ อันเนื่องมาจากพระพลนามัยของ พระองค์ไม่ทรงแข็งแรงมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ โดย พ.ศ. 2480 พระองค์ทรง พระประชวรมากด้วยโรคตัวบิดเข้าไปอยู่ในพระยกนะ (ตับ) แต่แพทย์ได้รักษา จนเป็นปกติ พระอาการประชวรของพระองค์ก าเริบหนักขึ้นโดยล าดับตั้งแต่ ธันวาคม พ.ศ. 2483 แต่ก็เริ่มทุเลาขึ้นเรื่อยมา ต่อมาได้เริ่มประชวรหนักด้วย โรคพระหทัยพิการอีก และทรงอ่อนเพลียลงทุกวัน ทุกวัน เนื่องจากเสวยไม่ ค่อยได้ ต้องบรรทมอยู่บนพระที่แทบตลอดวันในระยะที่ประชวรหนักนี้เอง จึง จ าเป็นต้องจ้างพยาบาลมาประจ าพระองค์ และเป็นผู้ที่ได้ถวายการพยาบาล อยู่ตราบจนวาระสุดท้าย ขณะที่ทรงบรรทมอยู่บนพระที่ ดร.หลุย เวลเลน หมอประจ าพระองค์ได้พยายามถวายการรักษาจนสุดฝีมือ และยังได้น าแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรคมาร่วมด้วยเป็นบางครั้ง ถึงกระนั้นก็หาได้ท าให้พระ อาการของพระองค์ดีขึ้นไม่ สมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงสั่งไว้ว่า “ถ้าพระองค์ สวรรคตเมื่อไรให้ทรงพระภูษาแดงและทรงสะพักผ้าขาวผืนเดียวเอาลงหีบแล้ว


ให้รีบถวายพระเพลิงพระบรมศพให้เร็วเท่าที่จะท าได้ และไม่ให้รับเกียรติยศ อย่างใดๆ จนอย่างเดียว ทั้งในทางต่างประเทศและทางไทย ให้เอาซอไวโอลินไปเล่นเพลงที่พระองค์โปรดคันเดียวในเวลาที่ก าลังถวาย พระเพลิง เพื่อแทนการประโคม และถ้า......ยังมีอ านาจอยู่ตราบใด ก็ไม่ให้น า พระบรมอัฐิกลับมาบ้านเมืองเป็นอันขาด” วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 พระองค์เสด็จสวรรคตโดยฉับพลันด้วย พระหทัยวาย ขณะที่มีพระชนมายุ 48 พรรษา นับเวลาในการเสด็จครองราชย์ ได้ 9 ปี


ท่านหญิงพูนพิศมัย ท่านหญิงพูนพิศมัย ได้บันทึกไว้ใน "สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น" จากการเสด็จ สวรรคตโดยท่านได้รับฟังสืบต่อกันมาข้อความมีดังต่อไปนี้"......เราได้รู้เรื่อง สวรรคตต่อมาภายหลังว่า สมเด็จพระปกเกล้าฯ ไม่ทรงมีพระอนามัยดีมาแต่ ประชวรแล้ว ต้องมีนางพยาบาลคอยประจ าดูแลเรื่องพระหทัยอยู่ด้วย เสมอ ในตอนที่ไทยท าสงครามกับอินโดจีน ก็ทรงร าคาญอยู่เป็นนิตย์ ครั้นพอ เห็นหนังสือพิมพ์ว่า ญี่ปุ่นจะเป็นผู้ไกล่เกลี่ยก็หมดก าลังพระทัย เช้าวันที่ 30 นั้นก็ยังทรงสบายเป็นปกติ จนสมเด็จพระนางเจ้าร าไพฯ ทูลลาเสด็จออกไปซื้อ ของ แต่พอถึง 4 แยกแห่งหนึ่ง ต ารวจรักษาการณ์ก็เข้ามาหยุดรถบอกว่าเขา โทรศัพท์มาให้เสด็จกลับเดี๋ยวนี้ ถึงที่ประทับเห็นสมเด็จพระปกเกล้าฯ เสด็จ สวรรคตแล้วอย่างบรรทมหลับสบาย นางพยาบาลรายงานว่า เมื่อเสวยเช้า แล้วก็ทรงหนังสือพิมพ์ สักครู่ใหญ่ๆ ก็ทรงบ่นว่า เวียนหัวไม่สบาย นาง


พยาบาลลุกไปหยิบยา พอกลับมาก็เห็นพระหัตถ์ห้อยลงมาอยู่ข้างๆ แล้ว และ หนังสือพมิพ์นั้นก็ตกอยู่กับพื้น สมเด็จพระปกเกล้าฯ หลับพระเนตรเหมือน หลับอยู่อย่างสบาย จับพระชีพจรดูจึงรู้ว่าสวรรคตเสียแล้ว” สุสาน โกลเดอร์กรีน (GOLDERS GREEN) รัฐบาลอังกฤษได้อนุญาตให้ตั้งพระบรมศพเป็นกรณีพิเศษนาน 4 คืน วันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 6686 อัญเชิญพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัวขึ้นประดิษฐานบนรถซึ่งตกแต่งอย่างงดงาม มีธงมหาราชคลุมพระบรม ศพ แลเชิญพระชัยวัฒน์ไว้ทางเบื้องพระเศียร รถเคลื่อนขบวนออกจาก พระต าหนักคอมพ์ตันไปยังสถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ สุสานโกล เดอร์สกรีน ซึ่งอยู่ทางเหนือของกรุงลอนดอน


เมื่อเจ้าหน้าที่อัญเชิญพระบรมศพเข้าสู่ฐานที่ตั้ง และผู้ที่ตามเสด็จเข้า ประทับและนั่งเก้าอี้แถวโดยล าดับแล้ว อาร์. ดี. เครก (R. D. Craig) ชาวอังกฤษ ซึ่งเคยรับราชการอยู่เมืองไทยและเป็นพระสหายของพระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้อ่านสุนทรพจน์สรรเสริญพระเกียรติคุณ ผู้ที่ไปชุมนุม ณ ที่นั้นถวายความเคารพทีละคน มีคนไทยซึ่งเคยบวชในพระพุทธศาสนาได้ สวดมนต์ถวายพระราชกุศลและมีการบรรเลงเพลงเมนเดลโซน ไวโอลิน คอน แชร์โต (Mendelssohn Violin Concerto) ซึ่งเป็นเพลงที่พระองค์โปรดเป็น พิเศษ ถวายเป็นครั้งสุดท้ายเท่านั้น หลังจากถวายพระเพลิงพระบรมศพเสร็จ สิ้นแล้ว พระบรมอัฐิและพระบรมสรีรางคารถูกอัญเชิญกลับไปประดิษฐานยัง พระต าหนักคอมพ์ตันอันเป็นที่ประทับของพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าร าไพ พรรณี พระบรมราชินี ยังคงเสด็จประทับอยู่ในอังกฤษต่อไป การจัดการพระบรมศพนั้นเป็นไปอย่างเงียบๆ โดยไม่มีการบ าเพ็ญพระ ราชกุศลทางศาสนาพุทธเพราะไม่มีพระภิกษุ รวมทั้งไม่มีการพระราชพิธีอื่น ๆ ตามราชประเพณี


อัญเชิญพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกลับสู่สยาม กระบวนเชิญหีบพระบรมอัฐิรัชกาลที่ 7 สู่เรือวิลเลมรัยส์ เมืองเซาธ์แฮมป์ตัน วันที่ 1 พฤษภาคม 2492


วันที่ 24 พฤษภาคม 2492 อัญเชิญหีบพระบรมอัฐิรัชกาลที่ 7 ถึงกรุงเทพฯ สมเด็จพระนางเจ้าร าไพพรรณีเสด็จพระราชด าเนินลงจากเรือ เจ้าพนักงานเชิญพระพุทธรูปประจ าพระองค์อยู่เบื้องขวา


อันเชิญหีบพระบรมอัฐิรัชกาลที่ 7 ขึ้นสู่เรือรบหลวงแม่กลอง


พระบรมอัฐิรัชกาลที่ 7 ประดิษฐานในเรือรบหลวงแม่กลอง บรรจุในพระโกศ


กรมขุนชัยนาทนเรนทร ประธานคณะผู้ส าเร็จราชการแทนพระองค์ เสด็จตามพระโกศพระบรมอัฐิรัชกาลที่ ลงจากเรือรบหลวงแม่กลอง


พระราเชนทรรถเชิญพระโกศพระบรมอัฐิรัชกาลที่ 7เข้าสู่พระบรมมหาราชวัง


ในปี 6696 รัฐบาลได้กราบบังคมทูลสมเด็จพระนางเจ้าร าไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7อัญเชิญพระบรมอัฐิ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัวกลับสู่สยามเพื่ออัญเชิญขึ้นประดิษฐานไว้ร่วมกับสมเด็จพระบูรพมหา กษัตริยาธิราชเจ้าในพระบรมมหาราชวัง ในการนี้พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีทักษิณา นุปทานอุทิศถวายตามพระราชประเพณี หลังจากนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐาน ณ หอพระบรมอัฐิ ซึ่งอยู่ชั้นบน ของพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ส่วนพระบรมสรีรางคารนั้นทรงพระกรุณาโปรด เกล้าฯ ให้บรรจุไว้ที่พระพุทธบัลลังก์พระพุทธอังคีรสภายในพระอุโบสถ วัดราช บพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร


พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นองค์พระมหากษัตริย์ที่ เลื่อมใสการปกครองในระบอบประชาธิปไตย พระองค์ทรงพยายามที่จะ เปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ยังมิได้ทรงท าการเปลี่ยนใดๆลงไป ด้วยทรงค านึง ว่ายังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม แต่เมื่อมีคณะราษฎร์ได้ท าการเปลี่ยนแปลงเสียก่อน แต่ก็มิได้ทรงขัดเคืองพระทัยแต่อย่างใด ทรงยอมรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อย่าง เต็มพระทัย แม้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยังไม่ สมบูรณ์ มีความบกพร่องอยู่มากมายก็ตาม แต่ด้วยทรงตั้งพระทัยในการ เปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว ดังมีพระราชด ารัสว่า


พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยพระมหากรุณาธิคุณในด้านการปกครอง รัฐบาลจึงได้มีการด าเนินการ สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้น ณ บริเวณลานด้านหน้าอาคารรัฐสภา ……………………………………………………………….


แหล่งข้อมูลอ้างอิง จดหมายเหตุความทรงจ า กรมหลวงนรินทรเทวีพรนคร.: องค์การค้าคุรุสภา, 6516 . ทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยากรุงเทพฯ.ปูชนียบุคคลไทย .: ส านักพิมพ์ภูมิปัญญา จ ากัด , .6566 ทิพยากรณ์พระนคร.พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์.เจ้าพระยา.: หอสมุด แห่งชาติ, .6506 สมศักดิ์ จ าปาเงิน7 รัชกาลที่. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว กรุงเทพฯ. .,เอกพิมพ์ไท จ ากัด 2547. เสทื้อน ศุภโศภณพระนคร .ฉบับพัฒนาการ ประวัติศาสตร์ไทย .: อักษรเจริญทัศน์.6506, https://www.bbc.com https://www.google.com https://www.matichonacademy.com https://www.pinterest.com https://www.silpa-mag.com http://www.satit.up.ac.th https://www.thaipost.net https://library.stou.ac.th https://kpi.ac.th › about › thehistory https://sites.google.com ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากเว็บไซต์ต่างๆ


Click to View FlipBook Version