The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

มหาราชพระองค์ที่ 2 พญามังรายมหาราช

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tharaphan.prasan, 2022-09-22 04:15:17

มหาราชพระองค์ที่ 2 พญามังรายมหาราช

มหาราชพระองค์ที่ 2 พญามังรายมหาราช

พระราชประวตั ิ พญามงั รายมหาราช (พอ่ ขนุ เมง็ รายมหาราช)

มหาราชพระองคท์ ่ี 2 (ฉบบั ปรบั ปรงุ )

ผู้เรยี บเรยี งนายประสาร ธาราพรรค์

นามพญา มงั ราย มหาราช
ไทยทงั้ ชาติ อาจแปลกใจ อยา่ งใหญห่ ลวง
เพราะเหตุใด ทรงย่ิงใหญ่ ธ ทง้ั ปวง
อาจอยากทว้ ง มหาราช เป็นพระองค์
ทรงกอ่ ตงั้ เมอื งเชียงราย เปน็ ราชธานี
ธ ทรงมี พระราชกรณยี กจิ ทสี่ งู สง่
ทรงรวบรวม ลา้ นนา ให้มน่ั คง
ธ ดารง คงเมอื งเหนือ เปน็ ของไทย

ประสาร ธาราพรรค์ ประพนั ธ์

“อน่งึ ควรจดั ไพร่ พลดั เปลย่ี นกนั อย่บู า้ นสรา้ งเหมอื งฝายเรือกสวนไรน่ า ให้
ไพร่มีท่ีทานาหากิน อย่าให้ไพร่เป็นทุกข์ ให้ทางานหลวง 10 วันทางานของตน
10 วัน กาหนดเช่นน้ีถูกต้องตามโบราณธรรมฯ ผู้ใดไม่ได้สร้างเหมืองฝายแม้แต่
สักน้อย หากไปขโมยน้าท่าน ให้ตีหัวแตกแล้วจึงปล่อยไปหากไม่เช่นน้ันให้ปรับ
190 เงิน หากยังไปขโมยซ้าอีกให้ฆ่าเสยี ทนี่ ัน้ ”

“มังรายศาสตร์” กฎหมายท่ีบัญญัติข้ึนโดยพญามังรายกษัตริย์ผู้ก่อต้ัง

อาณาจกั รลา้ นนา ที่ใหค้ วามสาคัญในการจัดการน้าในระบบเหมอื งฝาย

พระราชประวัตพิ ญามงั รายมหาราช

พญามังรายมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์มังราย ผู้ก่อตั้งเมือง
เชียงรายเป็นราชธานี เมื่อปี พ.ศ. 1805 เป็นโอรสของพญาลาวเม็ง ซ่ึงเป็น
เชอื้ พระวงคล์ ัวะจังกราชแห่งแคว้นจก มารดาช่ือนางเทพคาข่าย(นางเทพคา
ขยายหรือนางอ้ัวม่ิงจอมเมือง) ซึ่งเป็นธิดาของท้าวรุ้งแก่นชาย เจ้านครเชียง
รุง้ แหง่ แคว้นสิบสองปนั นา จงึ นบั วา่ พระองคส์ บื เช้ือสายมาจากเจา้ นครช้ันสงู
ท้ังฝ่ายพระบิดาและพระมารดา พระองค์ประสูติเม่ือวันอาทิตย์ แรม 9 ค่า
เดือนอ้าย ปีกุน เอกศกจุลศักราช 601 ตรงกับพุทธศักราช 1782 (บาง
ตานานกล่าวว่าเป็นเดือน 3 ปีจอ) เมื่อพระมารดาแรกต้ังพระครรภ์น้ัน ได้
ทรงสุบินนิมิตว่าได้เห็นดาวประกายหยาดแต่ท้องฟ้า นภากาศลงมาทางทิศ
ทกั ษณิ และไดร้ บั ดวงดาวนั้น โหรถวายคาพยากรณว์ ่าจะได้โอรสทรงศักดานุ

ภาพปราบประเทศทกั ษณิ จดแดนมหาสมุทร เมอื่ พญามงั รายพระชนมายไุ ด้
16 พรรษา พญาลาวเม็งพระบิดา ได้สู่ขอพระธิดาเจ้าเมืองเชียงเรืองมา
อภิเษกกับพญามังรายแล้วทรงโปรดยกให้เป็นมหาอุปราช ต่อมาเม่ือ
พระชนมายุได้ 20 พรรษา พระบดิ าได้เสดจ็ ทวิ งคต จึงไดค้ รองเมืองหริ ัญนคร
เงินยางสบื แทนต่อไปตั้งแต่ พ.ศ. 1802 นบั เป็นกษัตรยิ อ์ งคท์ ่ี 25 ใน ราชวงศ์
ลัวะจังกราช พระองค์ทรงรวบรวมบ้านเล็กเมืองน้อยเข้าเป็นอาณาจักร
ล้านนาไทยจนเจริญรุ่งเรือง ทรงสถาปนาอาณาจักรล้านนาไทยให้เป็น
ปกึ แผน่ และทรงสร้างความสามคั คีระหว่างชนชาติไทย
ปญั หาพระนามของพระองค์ ชอื่ ใดถูกตอ้ งกนั แน่

พระนามของพระองค์เป็นที่ถกเถียงกันมาก สาหรับพระนามท่ีถูกต้อง
ของพระองค์คือ "มังราย" แต่ที่มีปัญหาคือ คานาหน้าพระนามท่ีถูกต้องควร
เป็น "พญา" ไม่ใช่ "พ่อขุน" หากกล่าวถึงพระนามท่ีถูกต้องควรเป็น "พญามัง

ราย"ไม่ใช่ "พอ่ ขนุ เม็งราย" การเรยี กขานคานาหนา้ พระนามของกษตั รยิ ว์ า่ …."
พ่อขุน."เป็นคตินิยมของทางอาณาจักรสุโขทัย แต่คตินิยมทางอาณาจักร
ลา้ นนา ไม่ปรากฎว่าเรียกขานกษัตริย์ ว่า "พ่อขุน"คงมีแต่.พญา.."หรือ .ขุน .
เท่านั้น แม้กระทั่งชาวไทยเขิน รัฐเชียงตุงและชาวไทยลื้อ รัฐสิบสองพันนาก็
ใช้คาว่า.."…พญา.." แทนตาแหน่งกษตั รยิ ์ เร่ืองพญามังรายสร้างเมืองเชียงตุง
พญาจ๋องเป็นปฐมกษตั ริย์สบิ สองพนั นาในตานานเมอื งเชียงตุงและตานานสิบ
สองพันนาซึ่งมีหลักฐานอ้างองิ ดังนี้

1.เหตุท่ีมกี ารเรยี กพระนามวา่ "เม็งราย"สืบเน่อื งมาจากพงศาวดารโยนก
เขียนโดย พระยาประชากิจกรจักรเปล่ียนพระนาม "มังราย"เป็น "เม็งราย"
ทั้งๆที่เอกสารตานานต่างๆ ที่มีการอ้างอิง เช่น ตานานสิงหวัติ ตานานเมือง
หริภุญชัย ตานานหิรัญนครเชียงแสน ตานานพิงควงศ์ชินกาลมาลีปกรณ์
ตานานเมอื งพะเยา ตานานเมืองเชียงราย ตานานเมืองนาน ตานานพระธาตุ

ดอยตุงและต้นฉบับอักษรพื้นเมือง ล้วนแล้วแต่เรียกพระนามว่า "พญามัง
ราย"หรอื "มงั ราย" ทงั้ สิน้ ไมป่ รากฏพระนาม "เม็งราย" หรือ "พ่อขุนเม็งราย"
เลยสักแห่งเดียว ไม่ทราบเหตุผลใดท่ีพระยาประชากิจกรจักร จึงมาเปล่ียน
พระนามเป็น"เม็งราย"แต่ถึงกระน้ันในตอนท้ายของเล่มในรายพระนาม
กษตั ริย์ก็มีคาวา่ ."มังราย." ถึงสองแห่ง พลอยให้ผู้เขียนประวัติศาสตร์รุ่นหลัง
เขียนพระนามผิดไปด้วย แต่ปัจจุบันนี้ ปรากฏว่าหันมาเขียนพระนาม "มัง
ราย" ถูกต้องแล้วเป็นส่วนมาก อนึ่งพระนาม " พ่อขุนเม็งราย" นักเขียน
ประวัตศิ าสตรค์ งจะเพิง่ ใชพ้ ระนามนท้ี หี ลงั จากทหี่ ลวงวจิ ติ รวาทการแตง่ เพลง
ประวัติศาสตร์ใช้พระนามในเน้ือเพลง "พ่อขุนเม็งราย"แต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ความผิดพลาดท่ีเกดิ ด้วยเหตนุ ีอ้ ีกประการหนึ่ง

อนสุ าวรยี ส์ ามกษตั รยิ ์ทศี่ าลาวา่ การจังหวดั เชยี งใหมพ่ อ่ ขนุ รามคาแหง
พญางาเมือง และพญามงั ราย

2. หลักฐานท่ีทางราชการถวายพระนาม "พญามังราย" ปรากฏในการ
สรา้ งพระบรมราชานุสาวรยี ์ สามกษัตริย์ ทจ่ี งั หวดั ชยี งใหม่ โดยท่ีทางราชการ
จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยพ่อค้าประชาชน และข้าราชการ ได้พร้อมใจกัน
รว่ มทนุ และดาเนินการก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ พญามังราย พญาร่วง
(พ่อขุนรามคาแหงมหาราช)และพญางาเมือง ซึ่งเป็นพระสหาย ร่วมน้า
สาบาน ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ (หลังเดิม) เพื่อเป็น
อนุสรณ์ที่พระมหากษัตริย์ทั้งสามพระองค์ ทรงร่วมปรึกษาหารือวางแผนผัง
สร้างเมืองเชยี งใหม่ และขนานนามเมอื งวา่ "นพบรุ ีศรนี ครพงิ คเ์ ชียงใหม่" เพอ่ื
เป็นทก่ี ราบไหว้เคารพสักการะระลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และทางราชการ
จังหวัดเชียงใหม่ ได้จารึกพระนามไว้ท่ีฐานพระบรมราชาอนุสาวรีย์ว่า ""
พญามังราย"(เม็งราย) พญาร่วง "พ่อขุนรามคาแหงมหาราช" และ "พญางา
เมือง" ท้ังได้อัญชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระบรมราชินีนาถ
มาทรงประกอบพระราชพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์เมื่อวันที่ 30 มกราคม
2527 เวลา16.00 น.

3 เหตุผลท่ีจังหวัดเชยี งใหมแ่ ละคณะกรรมการได้เรียกขานพระนามว่า
"พญามังราย"ก็เพื่ออนุรักษ์ให้ถูกต้องตรงกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์
โบราณคดี เช่น เอกสารตานานจากคัมภีร์โบราณปั๊บสาและศิลาจารึกกับคติ
นิยมของชาวล้านนา ที่ไม่เคยเรียกพระนามกษัตริย์ของล้านนาโดยใช้คา
นาหน้าวา่ "พ่อขนุ "แม้แต่พระองคเ์ ดยี ว ดังจะกลา่ วดงั ต่อไปนี้

ศลิ าจารกึ วดั พระยนื

3.1.ศิลาจารึกวัดพระยืน จังหวัดลาพูน ซ่ึงเป็นศิลาจารึกท่ีพระสุมน
เถระ พระภิกษุชาวสุโขทัย ซ่ึงพระเจ้ากือนา แห่งเมืองเชียงใหม่ได้ทรงขอต่อ
พญาลิไท แหง่ กรงุ สุโขทัย เพือ่ มาเผยแพรศ่ าสนาในเชียงใหม่ ปรากฏคาจารกึ
อยู่ในหลักจารึกหมายเลข ล.พ. 38 เป็นหลักจารึกของพระสุมนเถระสร้าง
เสริมพระอัฎฐารสยืนเม่ือ จ.ศ.732 (พ.ศ.1913)เป็นระยะเวลาห่างจากปี
สวรรคตของพญามังรายและกษัตริย์ล้านนาว่า.. "อันว่า พระศิลาจารึก เจ้า
ท้าวสองแสนนาอนั ธรรมมิกราช ผู้เปน็ ลูกรกั แก่ พญาผาย เปน็ หลานแก่ พญา
คาฟู เปน็ หลานแก่ พญามังราย หลวงน้ี "

วัดเชยี งมน่ั จงั หวัดเชยี งใหม่

3.2.หลักศิลาจารึกวัดเชียงมั่น จังหวัดเชียงใหม่ เป็นศิลาจารึกท่ี 76 ซึ่ง
จารึกไว้เมื่อ พ.ศ. 2124(จ.ศ.943)ในจารึกกล่าวถึงการสร้างเมืองเชียงใหม่
และสร้างวัดเชียงมั่น โดยพญามังราย พญาร่วง และพญางาเมือง ดังน้ี "
ศักราช 658 ปรี วายสันเดือนวิสาขะออก 8 ค่า วัน 5 ไทยเมงิ เปลา้ ยามแตรรุ่ง
แลว้ สองลกู นาที ปลายสองบาทนวลคั นาเสวยนวางศ์ พฤหสั ในมีนศรี พญามัง
รายเจ้า พญางาเมือง พญาร่วง ทงั้ สามตนต้งั หอนอนในชัยภมู ริ าชมณเฑยี รขุด
คอื กอ่ ตบี ูร ท้ังส่ดี ้าน…."

3.3.หลักจารึก ล.พ. 9 ซ่ึงปัจจุบันต้ังไว้ท่ีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
จงั หวัดลาพูน ระบุพระนามว่า "พญามงั ราย"(ประชุมศลิ าจารึกภาคที่3)ฉะนั้น
พระนาม"พญามังราย"จึงมีความหมายต่อความรู้สึกของชาวล้านนา และชาว

เชียงใหมอ่ ย่างย่งิ ทีพ่ ระองค์ทรงเป็นผ้สู ร้างเมืองเชยี งใหม่ เป็นศนู ยก์ ลางการ
ปกครองและวัฒนธรรม สืบเนอ่ื งมาจนถึงทุกวันนี้

3.4.นอกจากนน้ั ก็ปรากฏอยใู่ นตานานเปน็ คมั ภรี ใ์ บลานบา้ ง ปบ๊ั สาบา้ ง
เอกสารตา่ งๆทกี่ ลา่ วมาล้วนเขียนพระนามว่า"พญามงั ราย"หรอื "มงั ราย"ทง้ั สนิ้
เช่นชินกาลมาลีปกรณ์ รจนาโดย พระรัตนปัญญาเถระพระวงค์ของ
พญามังราย การเรียกพระนาม"พญามังราย" จึงไม่ผิด (เอกสารเร่ืองน้ีเดิม
เขียนเป็นภาษาบาลีและไดแ้ ปลเป็นภาษาฝร่งั เศส โดย ศาสตราจารยย์ อรซ์ เซ
เดย์และภาษาอังกฤษโดย ดร.ชยะวิกรม แห่งมหาวิทยาลัยซีลอน(ลังกา)
ตานานมูลศาสนา รจนาโดยพระพุทธพุกาม พระพุทธญาณ เชื่อว่าได้แต่งขึ้น
ก่อนปีท่ีแต่งชินกาลมาลีปกรณ์หรือจามเทวีวงศ์ (พ.ศ. 2059-2060) ประชุม
พงศาวดารภาคีท่ี10 เรื่องราชวงศ์ปกรณ์พงศาวดารเมืองน่าน ประชุม
พงศาวดารภาคท่ี 61 เร่ือง พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน และตานาน
สิงหวัติ ตานานพื้นเมืองเชียงใหม่ 8 ผูก ฉบับสานักนายกรัฐมนตรีจัดพิมพ์
เผยแพร่ กฎหมายมังรายศาสตร์ (ฉบับวัดเสาไห้- ฉบับวัดเชียงม่ัน-ฉบับวัด
หม่ืนเงินกอง-ฉบับนอตอง-ฉบับวัดช้างค้าและฉบับวัดไชยสถาน)ตานานพระ
ธาตุดอยตุง โครงราชหิภุญชัย (ฉบับบพระสมุด ฉบับเชียงใหม่-ฉบับลาพูน
และฉบับวัดกิ่วพร้าว อ.แม่จันเชียงราย)ตานานเมืองเชียงตุง ตานานสิบห้า
ราชวงศ์ ตานานพระธาตหุ รภิ ญุ ชัย โคลงมงั รายรบเชยี งใหม่ ฯลฯ

4.การใชค้ านาหนา้ พระนาม "มังราย"เป็นพ่อขุนมังราย ย่อมไม่เป็นการ
ถูกต้องตามคตินิยมของชาวล้านนาและไม่ถูกต้องตามหลักฐานทาง
ประวตั ศิ าสตร์ และโบราณคดตี ามทีก่ ล่าวมาแลว้ ต้งั แตต่ ้น คตินยิ มของการใช้
คาว่า "พ่อขุน"เป็นลักษณะของชาวอาณาจักรสุโขทัยตามลักษณะการ
ปกครองของกษัตริย์ ทานองพ่อปกครองลูกและปรากฏจากหลักฐานศิลา

จารึกสุโขทยั เรยี กคานาหน้าพระนามว่า "พ่อขนุ " เพยี งไม่กีพ่ ระองค์คือพ่อขุน
ศรอี นิ ทราทิตย์ พ่อขุนบานเมอื ง พอ่ ขุนรามคาแหง พ่อขุนผาเมอื ง พอ่ ขุนบาง
กลางหาว(พระองค์เดียวกับพ่อขุนศรีอินทราทิตย์)และพ่อขุนศรีนาวนาถม
เท่าน้ันกษัตริย์พระองค์ไม่เรียก "พ่อขุน" เช่น พญาลิไทย พญาลือไทย(ศิลา
จารึกหลักที่3 นครชุมกาแพงเพชร)ฉะน้ันการท่ีจะใช้คานาหน้าพระนามของ
พระมหากษัตริย์ทางล้านนาเป็น"พ่อขุน." จะทาให้สับสนและผิดเพี้ยนจาก
ความเป็นจริงในทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี เป็นการฝึกคตินิยมและ
เอกลักษ ณ์วัฒนธ รรม ของ ช าว ล้าน นาโดย เฉพาะช าว เ ชีย ง ใหม่
คาว่า "พ่อขุน"+พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 อธิบายว่า
"พอ่ ขุน"(โบ) น.กษตั ริย์ผู้เป็นใหญ่ในสมัยสุโขทัย

ศลิ าจารกึ หลกั ที่ 1 ศลิ าจารึกพ่อขนุ รามคาแหง

5. หลกั ฐานทป่ี รากฏในศลิ าจารกึ สุโขทยั มดี งั น้ี
5.1.ศลิ าจารกึ หลกั ที่1 หนา้ 1ตอนที่2วา่ เมอ่ื ชว่ั พอ่ ขนุ รามคาแหง เมอื ง
สโุ ขทยั ดี ในนา้ มปี ลาในนามขี า้ ว " ." กลางบา้ น กลางเมอื งมถี อ้ ยมคี วามเจบ็
ทอ้ งขอ้ งใจมนั จะกลา่ วเถงิ เจา้ เถงิ ขนุ บไ่ รไ้ ปลน่ั กระดง่ิ อันแขวนไวพ้ อ่ ขนุ
รามคาแหงเจ้าเมืองได้ "
5.2 ในดา้ นที่4 กลา่ วคอื "พอ่ ขนุ รามคาแหง"ลูกพอ่ ขนุ ศรีอินทราทติ ย์
1204 ศกปมี ะแม พอ่ ขนุ รามคาแหงหาใคร่ใจในใจ แลใสล่ ายสอื ไทยนจ้ี งึ มเี พือ่
ขนุ ผนู้ นั้ ใสไ่ วพ้ อ่ รามคาแหงนน้ั หาเปน็ ทา้ วพญาแกไ่ ทยทงั้ หลายอนงึ่ จะเหน็ ได้
วา่ ตามหลกั ศลิ าจารึกนน้ั การเรยี กขานพระนาม "พอ่ ขนุ "มิใชม่ ีแตพ่ อ่ ขนุ
รามคาแหงเทา่ นน้ั แตไ่ ดเ้ รยี กถงึ (ศลิ าจารกึ หลกั ที่ 2 วดั ศรชี มุ สโุ ขทยั ) พ่อขนุ
ศรีอนิ ทราทติ ย์ พอ่ ขนุ บางกลางหาว พอ่ ขนุ ผาเมอื ง พ่อขนุ บาน และพ่อขนุ นา
ถมอีกด้วย (มคี าวา่ "ปพู่ ญา" พรญา)สรนี าวนาถม ซงึ่ เปน็ คนละพระองคก์ บั
"พอ่ ขนุ นาถม")
5.3. สว่ นทางอาณาจักรลา้ นนาและสุโขทยั มคี วามสมั พนั ธ์ตอ่ กษตั รยิ ์
ของลา้ นนาคอื พญามงั ราย พญางาเมอื ง และพอ่ ขนุ ราม ทเี่ ปน็ พระสหายรว่ ม
สาบานกนั และประชาชนทงั้ สองอาณาจกั รจะไปมาหาสทู่ ามาคา้ ขายซง่ึ กนั
และกนั กย็ อ่ มจะไดก้ ิตติศัพทเ์ รยี กขานกษตั รยิ ์สโุ ขทยั วา่ "พอ่ ขนุ " อยเู่ ปน็
เนืองนจิ ชาวลา้ นนากไ็ มไ่ ดเ้ อาคตนิ ยิ มเรยี กขานกษตั รยิ ข์ องสุโขทยั มาเปน็
แบบอยา่ งดว้ ย คงเรยี กขานพระนามกษตั รยิ ข์ องตนเอง " พญา" หรือไมก่ ม็ ี
เพยี งคาวา่ "ขนุ " เทา่ นน้ั สาหรบั บางพระองคห์ รือบางสมยั กาลแม้แต่พระ
สมุ นเถระทเ่ี ปน็ ชาวสโุ ขทยั ซง่ึ เปน็ ผทู้ าศลิ าจารกึ วัดพระยนื จงั หวดั ลาพนู ก็
ไมไ่ ดจ้ ารกึ พระนาม "พอ่ ขนุ มงั ราย" ตามคตนิ ยิ มของชาวสโุ ขทยั ซ่ึงพระสุมน
เถระเคยชนิ อยเู่ ปน็ เนืองนจิ ในอาณาจักรสุโขทยั แสดงวา่ พระสมุ นเถระได้

ทราบถงึ คตนิ ยิ มของชาวล้านนาเปน็ อยา่ งดี จงึ ไดจ้ ารกึ พระนากษตั รยิ ์ ของ
ล้านนาวา่ "พญาคาฟู พญาผายู และพญามงั ราย"

5.4. อยา่ งไรกด็ ี ในจารกึ สุโขทยั หลกั ที่ 4หลกั ท่ี 5หลักที่ 7 และหลกั
ที่ 8 จารึกพระนามกษตั รยิ ส์ โุ ขทยั วา่ "พญา" (พระญา) ทงั้ สน้ิ

ดร. ฮนั ส์ เพนธ์ เปน็ ชาวเยอรมัน เกดิ ในปี พ.ศ. 2480 ท่นี ครเบอร์ลนิ
เมื่ออายุ 19 ปี ไดเ้ รม่ิ ศกึ ษาเกย่ี วกบั ประวตั ศิ าสตรเ์ อเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้

6. ความหมายคาวา่ "พญา" พจนานกุ รมฉบบั ราชฑติ ยสถาน พ.ศ.
2525 ให้อธบิ ายไวว้ า่ "พญา" (พะยา) (โบ) น.เจ้าแผน่ ดนิ เปน็ ใหญ่ เปน็
หัวหนา้ พะยา น.บรรณาศกั ดสิ์ งู กวา่ พระตา่ กวา่ เจา้ พระยา" มผี รู้ บู้ างทา่ น
อา้ งวา่ พญา เปน็ ภาษาเขมร โดยอ้างพจนานกุ รมเขมรวา่ " พญา" (น)

เจ้าชาย คานาหน้าชอ่ื เจ้าเมือง คานาหนา้ ชื่อรฐั มนตรแี ละผรู้ เู้ ทา่ นนั้ กล่าว
ตอ่ ไปอีกวา่ การทม่ี กี ารใชค้ าวา่ " พญา"เนือ่ งจากไทยรับเอาวฒั นธรรมเขมร
เขา้ มาใช้โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ หลงั สมยั สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถแล้ว
อทิ ธิพลของภาษาเขมรจะขยายมาทางล่มุ แมน่ า้ เจ้าพระยาและลมุ่ แมน่ า้ โขง
ตอนบนมากท่ีสดุ เรอื่ งนี้ เปน็ การทอ่ี า้ งเอาพจนานกุ รมของเขมรดา้ นเดยี ว แต่
พจนานกุ รมไทยมไิ ดถ้ ือวา่ เปน็ ภาษาเขมร เพยี งแตอ่ า้ งวา่ เปน็ ภาษาโบราณ
ตรงขา้ มถ้าคาใดเปน็ คาเขมรแทพ้ จนานุกรมไทยจะระบวุ า่ เปน็ ภาษาเขมร
เชน่ เขนย เสวยเปน็ ตน้ สว่ นการทอี่ า้ งวา่ ภาษาเขมร หรอื วฒั นธรรมเขมร
แพรเ่ ขา้ มามากในสมยั พระบรมไตรโลกนารถคงจะหมายถงึ คาวา่ พระยา ซง่ึ
คานีต้ ามพจนานุกรมใหค้ วามหมายเพยี งตาแหนง่ บรรดาศกั ดท์ิ ต่ี า่ กวา่
เจา้ พระยา และสงู กวา่ พระแตค่ าวา่ " พญา"ทท่ี างลา้ นนาใชน้ าหนา้ กษตั รยิ ์
นน้ั มมี ากอ่ นในสมยั พระบรมไตรโลกนารถ อยา่ งนอ้ ยทสี่ ดุ ก็เท่าทป่ี รากฏ ใน
หลกั ศลิ าจารกึ วดั พระยืน จงั หวัดลาพนู คอื พ.ศ. 1913 ตรงกบั สมยั พญาลไิ ท
และพระเจ้ากอื นาอยา่ งไรกต็ าม ผู้รอู้ กี ท่านหนงึ่ คอื ดร. ฮนั ส์ เพนธ์ แหง่
สถาบนั วจิ ยั สงั คม มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหมอ่ ธบิ ายวา่ พญา เปน็ ศพั ทท์ มี่ าจาก
ภาษาอนิ เดยี เปน็ คาทใี่ ชเ้ รยี กกษตั ริยข์ องชาวมอญสมยั โบราณ ดงั นนั้ ไมว่ า่
จะอา้ งเปน็ ภาษาเขมร ภาษามอญ หรือภาษาไทย กเ็ ปน็ ภาษาทน่ี ามาจาก
อินเดยี กนั ทงั้ ส้ิน ไทยทางล้านนามไิ ด้รบั เอา วฒั นธรรม ทางเขมร แตร่ บั เอา
วฒั นธรรมจากมอญ เพราะไปมาหาสูก่ บั อาณาจกั รหรภิ ญุ ชยั อยเู่ สมอ และยงั
ผนวกเอาอาณาจกั รหรภิ ญุ ชยั เขา้ มาในอาณาจกั รล้านนา ในสมยั พญามงั ราย
อทิ ธพิ ลของภาษามอญจงึ เขา้ มาปนอยู่ในภาษาถน่ิ ของลา้ นนาจนกลายเปน็
ภาษาของลา้ นนาไป ดงั นน้ั ผใุ้ ดจะมาอา้ งวา่ การใช้ " พญา"พระนาม ศรี
อนิ ทราทิตย์ รามคาแหง กเ็ ปน็ ภาษาตา่ งชาตเิ หมอื นกนั ดงั นนั้ ดว้ ยเหตผุ ล

และขอ้ เท็จจรงิ ดงั ได้กลา่ วมาแตต่ น้ พระนามทถ่ี กู ต้องของพระมหากษตั รยิ ์
แหง่ ลา้ นนาทไยผทู้ รงสรา้ ง " นพบรุ ศี รนี ครพงิ คเ์ ชยี งใหม่" คอื พญามงั ราย
ไมใ่ ช่พอ่ ขนุ เมง็ ราย และทง้ั ทเ่ี ปน็ การสมควรในการถวายพระสมญั ญานามวา่
" พญามงั รายมหาราช" เพอื่ เปน็ การเทดิ พระเกยรตใิ นฐานะทีพ่ ระองคเ์ ปน็
พระมหากษัตรยิ ย์ งิ่ ใหญแ่ หง่ แควน้ ลา้ นนาไทย ทรงรวบรวมนครรฐั หรือแควน้
ต่างๆทง้ั ไดผ้ นวกเอาอาณาจกั รเดยี วกนั ทาให้อาณาจักรลา้ นนา ไทยแผไ่ ป
อยา่ งกวา้ งใหญไ่ พรศาล และขยายพระราชอานาจเขา้ ไปถงึ อาณาจกั รพมา่
และหงสาวดี ปจั จบุ ันนนี้ ครเชียงใหมไ่ ด้เจรญิ วฒั นาเปน็ หลกั ในการปกครอง
หวั เมอื งฝา่ ยเหนือและเปน็ ศนู ยก์ ลางแห่งอารยธรรมล้านนาสบื มาทกุ วนั น้ี

วดั พระแก้ว จงั หวัดเชยี งราย

พระราชกรณยี กจิ ท่ีสาคญั ของพญามงั รายมหาราช
ทรงสรา้ งเมืองเอกในแวน่ แควน้ ถงึ 3 เมอื งไดแ้ ก่

เวยี งกมุ กาม จงั หวดั เชยี งใหม่
สรา้ งเมอื งเชยี งราย เม่อื พ.ศ. 1805
สรา้ งเมืองกุมกาม (ปัจจุบันคืออาเภอสารภีจังหวัดเชียงใหม่) เม่ือ พ.ศ.
1829
พ.ศ. 1834 พญามังรายเสด็จไปสร้างเมืองใหม่ท่ีเชิงดอยสุเทพ ใช้เวลา
สร้างนาน 5 ปี พ.ศ. 1839 จึงแล้วเสร็จจึงได้อัญเชิญพ่อขุนรามคาแหง
มหาราช พระเจา้ แผน่ ดนิ สุโขทยั พญางาเมืองธรรมมิกราช พระเจ้าแผ่นดิน
แคว้นพะเยา มาชว่ ยกนั ขนานนามเมืองใหม่วา่ นพบรุ ีศรีนครพิงค์เชยี งใหม่
นอกจากน้ัน พระองค์ยังได้ทรงบูรณะเมืองหิรัญนครเงินยาง และในปี
พ.ศ.1811 ได้บูรณะเมืองฝางเพ่ือใช้เป็นท่ีชุมนุมไพร่พลของพระองค์ (ซึ่งแต่

เดิมเมืองฝางตกเปน็ เมืองขึน้ ของเมืองหิรัญนครเงินยางมาก่อน) และโปรดให้
ขนุ อา้ ยเครอื คาลก หรอื ขุนเครอ่ื ง ราชโอรสองค์ใหญ่ไปครองเมืองฝาง
ทรงพระปรชี าสามารถในการสงคราม

พญามงั ราย ทรงแผพ่ ระเดชาในทางการรบ ดินแดนภาคเหนอื ทงั้ หมด
พญามงั รายไดค้ รอบครองโดยทว่ั อาณาจักรล้านนาในรชั สมยั ของพระองคม์ ี
อาณาเขตกวา้ งไกล

ทางเหนือถงึ เชยี งรงุ่ และเชยี งตงุ
ตะวนั ออกถงึ นา้ โขง แตไ่ มร่ วมเมอื งพะเยา เมอื งนา่ น และเมืองแพร่
ทศิ ใตถ้ งึ นครเขลางค์ ตะวันตกถงึ อาณาจักรพกุ าม (พมา่ และมอญ)

เสาสะดอื เมอื งเชยี งราย (เสาหลักเมอื ง)

พ.ศ. 1805 ขณะยกทัพไปถึงเมืองลาวกู่เต้าและประทับอยู่ท่ีนั่น เผอิญ
ช้างทรงของพระองค์ซ่ึงทอดไว้ที่ป่าหัวดอยทางทิศตะวันออก หลุดพลัดไป
พระองค์จึงเสด็จตามรอยช้างไปจนถึงดอยจอมทอง ริมฝ่ังแม่น้ากก
ทอดพระเนตรเห็นภูมิประเทศเป็นชัยภูมิที่ดี จึงได้โปรดให้สร้างพระนครขึ้น
โดยก่อกาแพงโอบรอบ เอาดอยจอมทองไว้ภายในขนานนามว่า เมือง
เชียงราย แล้วให้ย้ายราชธานีจากเมืองหิรัญนครเงินยาง มาตั้งอยู่ที่เชียงราย
นบั แตน่ ้ันมา

พ.ศ.1811 ได้แปรพระราชฐานไปประทบั อยูเ่ มอื งฝาง ซึง่ เปน็ เมอื งเกา่ แก่
สรา้ งมาตงั้ แตค่ ร้ังพระเจ้าลัวะจักราช ปฐมวงศ์ เมื่อพ.ศ.1183

พ.ศ.1812 ทรงยกทพั ไปตีเมอื งผาแดงเชียงของได้ แล้วทรงเสด็จกลับมา
ประทับที่เมืองฝาง

พ.ศ.1814 ทรงยกทัพไปตีเมอื งเชงิ ทรงได้รบั ชัยชนะและทรงไดเ้ มอื งเชงิ
มาไว้ในครอบครอง แลว้ เสด็จกลับมาประทับท่ีเมืองฝาง

เมืองพะเยาในอดตี
พ.ศ.1819 พญามังรายได้ยกกองทัพไปประชิดเมืองพะเยา พ่อขุน
งาเมือง ผู้ครองเมืองพะเยาออกมารับเสด็จด้วยไมตรีและยกตาบลบ้าน
ปากน้าให้แก่พญามังรายแล้วปฏญิ าณเป็นมิตรกนั

ต่อมาอีกราว 4 ปี พ่อขุนรามคาแหงมหาราช แห่งอาณาจักรสุโขทัย
พ่อขุนงาเมือง และ พ่อขุนเม็งราย ได้กระทาสัตย์ปฏิญาณเป็นพระสหายกัน
โดยทรงเอาโลหิตที่นิ้วพระหตั ถ์ผสมกบั น้าสตั ยเ์ สวยทงั้ สามพระองค์สัญญาว่า
จะไม่เบยี ดเบียนกนั ตลอดชีวิต

พญายบี ารอ้ งไห้

พ.ศ.1824 ทรงยกทัพไปตีแคว้นหริภุญชัยจาก พญายีบา ทรงทา
สงครามอยู่นานกวา่ จะสาเร็จทรงสง่ ใหข้ นุ ฟา้ เขา้ ไปเปน็ ไสศ้ กึ ในนครหรภิ ญุ ชยั
เมื่อขุนฟ้าสบโอกาสจึงได้ส่งข่าวไปบอกแก่พญามังรายเจ้ายกทัพเข้าตีหริภุญ
ชัยสาเร็จ พญายีบาทรงเสด็จหนีออกจากเมืองโดยได้รับความช่วยเหลือจาก
พญาเบิก เจา้ เมืองเขลางคน์ ครซ่งึ เปน็ พระโอรสของพญายีบา พญายีบาเสด็จ
หนีออกเมืองไปถึงดอยกลางป่าก็คิดนึกได้ที่เสียรู้ขุนฟ้าเป็นไส้ศึกให้พญามัง
รายกเ็ สียใจหลงั่ น้าตารอ้ งไห้

สถานที่น้าตาตกนี้จึงมีชื่อว่า “ดอยพระยายีบาร้องไห้” มาจนทุกวันนี้
ต่อมาพระยายีบาจึงหนีมาอยู่กับพระยาเบิกเจ้าเมืองลาปาง(เขลางค์) ผู้เป็น
โอรส เวลาลว่ งไป 14 ปี พระยาเบิกทรงช้างชื่อ ปานแสนพล ยกทัพไปหมาย

จะตีเมอื งลาพูนคืนให้พระบิดา พญามังรายให้เจ้าขุนสงครามทรงช้างชื่อแก้ว
ไชยมงคลออกรับศึก ทั้งสองได้ทายุทธหัตถีกัน ท่ีบ้านขัวมุงขุนช้าง ใกล้เมือง
กมุ กาม พระยาเบิกถูกหอกแทงบาดเจบ็ และตีฝ่าวง ล้อมออกมาได้ จึงมาต้ัง
รับอยู่ท่ีตาบลแม่ตาล เขตเมืองลาปาง ได้สู้รบกันเป็นสามารถผล ท่ีสุดทัพ
ลาปางแพ้ยับเยิน

พระยาเบกิ หรอื เจา้ พอ่ ขนุ ตาน
เจา้ ขนุ สงครามจบั กมุ ตวั พระยาเบกิ แมท่ พั ได้ และปลงพระชนมเ์ สยี ทน่ี ่ี
ดวงวญิ ญาณอนั กลา้ หาญเปย่ี มไปดว้ ยกตญั ญเู วทคิ ณุ นี้ จงึ ได้รบั พระราชทาน
นามวา่ "เจา้ พอ่ ขนุ ตาน" พญามงั รายทรงครองเมอื งหริภญุ ชยั ได้ 2 ปีจึงเสดจ็
ไปสรา้ งเมอื งใหมค่ อื เวยี งกมุ กาม เน่อื งจากทรงมีพระดารวิ ่าเมอื งหริภญุ ชยั ไม่
เหมาะกบั พระองค์จงึ ทรงใหเ้ จา้ ขนุ เครือพระโอรสองคเ์ ลก็ ของพระองคม์ า
ปกครองเมืองน้แี ทน

ในปี พ.ศ.1828 พระยายีบาและพระยาเบิกยกทัพขอมมาเพ่ือตีเมือง
หริภุญชัยคืน พญามังรายจึงทรงแต่งพระโอรสคือ ขุนคราม ยกทัพออกไป
ต้านทาน ได้รบกับพระเบิก และจับพระยาเบกิ สาเร็จโทษ พระยายีบาร้ขู า่ วว่า
เสียบุตรจึงทิ้งเมืองเขลางค์หนีไปพึ่งพระยาพิษณุโลก เจ้าขุนครามจึงได้เมือง
เขลางค์อกี เมอื งหน่ึง

พ.ศ.1831 ทรงยกทัพไปตีเมืองหงสาวดี พระเจ้ากรุงหงสาวดีสุทธโสม
เกรงพระบารมจี งึ แต่งเคร่ืองราชบรรณาการมาถวายขอเปน็ พระราชไมตรีและ
ยอมยกพระราชธิดาพระนางปายโคให้เปน็ บาทบรจิ าริกาแก่พระองค์

เมืองพกุ าม (Bagan) เมอื งทอ่ งเทยี่ วของพมา่ ทไ่ี ดร้ บั การขนานนามวา่ เปน็
"เมอื งแหง่ ทะเลเจดยี ์" หรอื "ดนิ แดนแหง่ เจดียส์ ่ีพนั องค์"

พ.ศ. 1829 ยกทัพไปตีเมืองหงสาวดีพระเจ้าหงสาวดีเจงพยุเจง เกรง
พระบารมีจึงแต่งเคร่ืองราชบรรณาการมาถวายขอเป็นไมตรีโดยยกพระราช
ธิดาพระนามว่านางปายโค (ตะละแม่ศรี) ให้เป็นบาทบริจาริกาแด่พ่อขุน
เมง็ ราย

พ.ศ. 1832 ยกทัพไปตีเมืองพุกาม พระเจ้าอังวะให้ราชบุตรนาเคร่ือง
บรรณาการมาต้อนรบั ขอเป็นไมตรี

พ.ศ.1833 ทรงยกทพั ไปตีเมืองพกุ าม พระเจ้าอังวะทรงทราบข่าวจึงได้
ให้เสนาอามาตย์ นาเครือ่ งราชบรรณาการมาถวายขอเป็นพระราชไมตรี พระ
เจ้าอังวะได้ทรงส่งช่างต่างๆมาให้ เช่น ช่างทองคา ช่างทองเหลือง ช่างทอง
แดง ชา่ งเหล็กและอื่นๆ พญามงั รายจงึ ทรงยกทพั กลับทรงโปรดให้ช่างทองไป
อยู่เมืองเชียงตุง ช่างฆ้องไปอยู่ท่ีเมืองเชียงแสน ช่างทองเหลือง ช่างเหล็กไป

อยู่ที่เมืองเวียงกุมกามอกี ท้งั ยงั ทรงไดบ้ ารุงพระ พุทธศาสนาโดยได้รับอทิ ธิพล
ตามแบบอย่างขององั วะ

นอกจากพระญามังรายป้องกันบ้านเมืองโดยสร้างพันธมิตรกับรัฐ
สุโขทัยและพะเยาเพื่อร่วมกันตอบโต้และใช้วิธีทาสงคราม โดยเฉพาะ
หลังจากสร้างเชียงใหม่แล้ว การทาสงครามน้ันพระญามังรายส่งกาลังไป
ช่วยเหลือเมืองท่ีถูกมองโกลปกครอง เช่น "ใน พ.ศ.1839 มองโกลยึดเมือง
เชยี งรุง่ ซ่งึ เปน็ เมอื งเครือญาตขิ องพระองค์ พระญามงั รายตอบโต้การยดึ ครอง
เมืองเชียงรุง่ โดยยกทพั ไปตเี มืองเชียงรุง่ พ.ศ.1840 เหตกุ ารณน์ ฝี้ า่ ยจนี มองวา่
พระญามังรายแห่งปาไป่สีฟูกบฏและเข้าโจมตีเชียงรุ่ง ทางจีนส่งกองทัพมอง
โกลมาขับไลก่ องทพั ของพระญามังรายออกจากเชียงรงุ่ ซงึ่ หลกั ฐานจนี (หยวน
สื่อ) ไม่ไดก้ ลา่ วถงึ ผลของสงครามคร้ังนีส้ าเรจ็ หรอื ไม่? อยา่ งไรก็ตาม การตอ่ สู้
ยังยดื เยื้อตอ่ มาใน พ.ศ.1841 และ พ.ศ.1843"

ทรงนาความเจรญิ ในดา้ นศลิ ปกรรม เกษตรกรรม และพาณชิ ยกรรมมาสู่
แควน้ ล้านนา

โดยเมื่อคร้ังที่ยกทัพไปตเี มืองพุกาม พระองคไ์ ด้นาชา่ งฝีมือตา่ ง ๆ เช่น
ช่างฆอ้ ง ชา่ งทอง และช่างเหล็ก ชาวพุกามเข้ามาฝึกสอนขาวล้านนาไทย จึง
เข้าใจว่าศลิ ปะตา่ ง ๆ ของพกุ ามทีม่ ีเหลอื อยใู่ นปจั จบุ ันน่าจะเร่ิมมาแตน่ น้ั เมื่อ
จานวนไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของพระองค์มีมากข้ึน ก็ทรงจัดหาทาเลท่ีเหมาะสม
ในการเกษตรและการค้าเพอื่ ใหม้ ีอาชพี ท่วั หน้า

ทรงเปน็ นกั ปกครองทส่ี ามารถและประกอบดว้ ยคณุ ธรรมสงู ส่ง
พญามังรายทรงเล่ือมในและศรัทธาในพระพุทธศาสนา โดยเป็นองค์

ศาสนูปถัมภกและทรงนาหลักธรรมทางศาสนามาใช้ในการปกครองราษฎร
ของพระองค์ได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขมีศีลธรรมอันดีมีอัธยาศัยโอบอ้อมอารี
แก่คนทั่วไปซึ่งเป็นมรดกด้านคุณธรรมที่ตกทอดถึงลูกหลานชาวล้านนา จน
ตราบเท่าทุกวันนี้ แม้ว่าพระองค์ทรงเป็นนักรบผู้แกล้วกล้า แต่การใดท่ีเป็น
ทางนาไปสู่ความหายนะเป็นเหตุให้เสียเลือดเนื้อระหว่างคนไทยด้วยกัน
พระองคจ์ ะทรงหลีกเลี่ยง ดังจะเหน็ ได้จากการทพ่ี ระองค์ทรงรับไมตรีจากเจา้
ผู้ครองนครต่าง ๆ และการกระทาสตั ยป์ ฏญิ าณระหว่างสามกษัตรยิ ์ดังกล่าว
พระปรชี าสามารถในดา้ นการปกครอง

กฎหมายมงั รายศาสตร์

ในการปกครองบ้านเมือง พญามังรายทรงวางระเบียบการปกครองหรือ
กฎหมายท่ที รงตราขึน้ ไว้เปน็ พระธรรมศาสตร์ ใช้ในการปกครองแผน่ ดิน ทรง
อาศยั ประมวลกฎหมายท่เี รียก "วนิ จิ ฉัยมงั ราย" หรอื "มังรายศาสตร์" ซ่ึงเป็น
ราชศาสตร์ (พระราชบญั ญตั ิประกอบพระธรรมศาสตร์) อันกลั่นกรองมาจาก
คาวินิจฉัยท่ีพระมหากษัตริย์มีไว้ แล้วประมวลเข้าเป็นหมวดเป็นหมู่ เพื่อให้
ลูกขุนใช้เป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาในการพิพากษาผู้กระทาผิดสมควร
แก่โทษานุโทษโดยมิให้เลือกเห็นแก่หน้าว่าจะเป็นผู้ใหญ่ ผู้น้อย หัวหมู่ หรือ
ไพร่น้อยเม่ือกระทาผดิ ยอ่ มตอ้ งได้รบั โทษเชน่ เดียวกัน

การจดั หน่วยทหาร ตามมงั รายศาสตร์ ไดก้ ลา่ วถงึ การจดั หนว่ ยทหาร ตงั้ แต่
เลก็ ไปใหญต่ ามหลกั จานวนไพรพ่ ลทม่ี อี ยใู่ นหน่วยนนั้ ๆ
เรมิ่ ตน้ จากหน่วยเลก็ ทสี่ ดุ

กฎหมายมังรายศาสตร์หรือวินิจฉัยมังราย นับว่าเป็นหนังสือใบลานท่ี
เ ก่ า แ ก่ ที่ สุ ด ต้ น ฉ บั บ เ ดิ ม เ ขี ย น เ ป็ น ภ า ษ า ไ ท เ ห นื อ ห รื อ อั ก ษ ร ต๋ั ว เ มื อ ง
ความหมายของช่ือกฎหมายน้ันหมายความว่าเป็นคาพิพากษาของพญามัง
รายเจา้ น่นั เองครับ สาหรบั ลกั ษณะการแตง่ ของกฎหมายมังรายศาสตร์นี้เป็น
การแตง่ แบบรอ้ ยแกว้ มังรายศาสตร์เป็นหนังสอื กฎหมายที่ได้รวบรวมเรียบ
เรียงมาจากหนังสือธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นคัมภีร์กฎหมายเก่าแก่ของอินเดีย ท่ี
ถูกมอญดดั แปลงให้เหมาะสมกับสภาพของตนไปบ้างแลว้

ในส่วนของตอนแรกกล่าวถึงการสืบสันตติวงศ์ลานนา การสร้างเมือง
เชียงใหม่และวัตถุประสงค์ในการแต่ง คานา ใช้คาว่าสิทธิสวัสดี กล่าวถึง
กฎหมายท่ีได้รู้มาแต่โบราณ พญามังรายจึงบัญญัติไว้เพ่ือให้ท้าวพระยา

ท้ังหลายผู้เป็นลูกหลานเหลน และเสนาอมาตย์ผู้ปกครองเมืองสืบไปได้รู้จัก
ผิดรู้จักชอบ

ตอนทสี่ องกล่าวถงึ เรื่องระเบียบการปกครอง ซ่ึงสมัยน้ันได้มีการจัดการ
ปกครองออกเป็นหมู่ๆ หมู่ละ10 คนบ้าง 100 คนบ้าง 1,000 คนบ้าง
10,000 คน 100,000 คนบา้ ง โดยมีหัวหนา้ ทาหนา้ ทีใ่ นการปกครองในแตล่ ะ
หมู่

ตอนที่สามกล่าวถึงเรื่องของตัวบทกฎหมาย ท่ีมีคาอธิบายพร้อมเหตุผล
ประกอบ มีจริยธรรมสอดแทรก และมีลักษณะของความยืดหยุ่นเพื่อความ
เหมาะสมอีกด้วย สาหรับหมวดหมู่ต่างๆท่ีถูกแบ่งไว้มีดังน้ี 1.กฎหมายหมวด
หนีศกึ 2.คนตายกลางสนามรบ3.รบศึกกรณไี ดห้ วั และไมไ่ ด้หัวข้าศึก 4.เสนา
อมาตย์ตาย 5.ให้ไพร่มีเวรผลัดเปล่ียนกัน 6.ไพร่กู้เงินทุน 7.ไพร่สร้างไร่นา
โทษหนักสามสถาน 9.โทษประหารชีวิต 10.ลักษณะหมั้น 11.ลักษณะหย่า
12.การแบ่งสินสมรส 13.ขอรับมรดก 14.อายุความย่ีสิบปี 15.สาเหตุวิวาท
กัน จากหมวดกฎหมายเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงเป็นนักปราชญ์
แห่งการปกครองอย่างแท้จริง สมัยโบราณการศึกษายังไม่มีเป็นระบุ ไม่มี
หลักสูตร ไม่มีสถาบันการศึกษา แต่พญามังรายมหาราชทรงรอบรู้จาก
ส ติ ปั ญ ญ า จ า ก ส า มั ญ ส า นึ ก แ ล ะ จิ น ต น า ก า ร อั น แ ห ล ม ค ม ข อ ง
พระองค์ กฎหมายพญามังรายมหาราชน้ันได้กลายมาเป็นพ้ืนฐานของ
กฎหมายปัจจบุ นั ที่ได้รับการพฒั นาสืบมา

วนิ จิ ฉยั มงั รายฉบบั เก่าแกท่ ส่ี ดุ หลงเหลอื มาถงึ ปจั จบุ นั เพียงฉบบั เดยี ว คือ
ทพ่ี บ ณ วัดเสาไห้ คดั ลอกเอาไวเ้ มอ่ื พ.ศ. 2342 ราชบณั ฑติ ยสถานแปลเปน็
ภาษาปจั จบุ นั เมอ่ื พ.ศ. 2514

พระปรชี าสามารถในการตดั สนิ คดี

พญามังรายมหาราชทรงเป็นตุลาการตัดสินความคดีระหว่างพ่อขุน
รามคาแหงมหาราชแห่งอาณาจักรสุโขทัย กับพญางาเมืองธรรมิกราช แห่ง
แคว้นพะเยา ด้วยความสุขุมรอบคอบ ในปีพ.ศ. 1830 โดยเกิดเหตุคือเร่ืองชู้
สาวระหว่าง พญาร่วง ( พ่อขุนรามคาแหงมหาราช ) แห่งเมืองสุโขทัย กับ
พระนางอ้ัวเชียงแสนราชเทวีของพญางาเมือง พญางาเมือง ทรงทราบเหตุก็
กุมเอาพญาร่วงไว้ พอ่ ขนุ งาเมอื ง ได้อัญเชิญพญามงั รายมหาราชไปชว่ ยตดั สนิ
ความ จะตัดสินเองก็ทรงกลัวที่จะกระทบไมตรีต่อพระสหาย พญามังราย
มหาราชทรงทราบเหตกุ ็จนิ ตนาการวา่ โบราญธรรมแตก่ ่อน เจ้าความย่อมมา
สู่ผู้รู้ไต่ความพิจารณาด้วย บัดน้ีสหายท้ังสองเป็นความต่อกันหากกูไป
พจิ ารณาความแห่งเขาท้ังสองบัดน้ี ครั้นจะให้มาตดั สินกจ็ กั เปน็ เวรแก่กันมาก
ซะละ ครั้นกูจักเอาพระร่วงมาตัดแต่งสินไหมมันก็เป็นพระยามีอานุภาพนัก
จักมีความละอายซะละ

พญางาเมอื งนายโจทย์ ได้แจ้งโทษพระร่วงต่อพญามังรายมหาราชก่อน
พญามังรายมหาราชจึงตรัสว่า ดูราสหายเจา้ เราน้เี ป็นทา้ วพระยาใหญ่ได้ทรง
น้ามุรธาภิเษกสรงเกศมียศบริวารทุกคนดังพญาร่วงนี้เล่า เขาเจ้าก็ได้มุรธา
ภิเษกในเมืองสุโขทัยพนู้ แลว้ แม้นท้าวรว่ งได้กระทาผดิ สหายได้รักษาไว้ บัดน้ี
สหายจึงนาพระรว่ งมาเราจักพจิ ารณาตามครรลองคุณและโทษ พญางาเมือง
ก็ห้ือเอาพระร่วงเจ้ามาถาม พระร่วงเจ้าก็ปลงปฏิญาณว่าได้ประพฤติผิด
ตามทีก่ ล่าวหา ในวันรุ่งขนึ้ พญามังรายมหาราชจงึ แนะนาใหพ้ อ่ ขนุ รามคาแหง
ทรงเสยี ผี ในการเลา้ โลมสนมคนโปรดเปน็ เงินเกา้ แสนเก้าหมืน่ เกา้ พันเกา้ รอ้ ย
เบ้ีย เงินจานวนน้ีพ่อขุนรามคาแหงมหาราชทรงไม่มีติดตัวมา พญามังราย
มหาราชจึงทรงออกให้แทนต่อจากนั้นก็ทรงสาบานเป็นมิตรที่ดีต่อกัน ไม่มี
การฆ่าฟันหรือรุกรานกัน โดยทรงกีดเลือดสาบานบริเวณริมฝ่ังแม่น้าขุนภู
สถานท่ีที่พญาทั้งสามหันหลังพิงกันกล่าวคาสาบานต่อมาได้กลายเป็นแม่น้า
ช่อื วา่ ลานา้ แม่อิง

ลานา้ แมอ่ ิง

พญามงั ราย

พระปรชี าสามารถในการพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ ของประชากร

จุลศักราช 648 จากประชุมพงศาวดารภาคที่ 5 ฉบับหอสมุด
แหง่ ชาติ ตอนหนึ่งว่า ถึงปจี อ จุลศักราช 648 พญามังรายมหาราชจึงย้ายมา
สร้างเวยี งกมุ กาม ณ ท่ีใกล้น้าแมร่ ะมงิ ค์ ให้ขดุ คเู วยี งทัง้ สี่ดา้ น ไขนา้ แม่ ระ
มิงค์เขา้ ขังในคแู ละต้งั ลาเวียงรอบทุกเบื้อง ให้ขุดหนองสระอันหนึ่ง ณ ที่ใกล้
เรือนหลวง ยามเมื่อขุดนั้นพญามังรายมหาราชทรงเย่ียมหน้าต่างดูคนคนทา
การทกุ วนั ท้งั นีเ้ พ่อื ใหร้ าษฎรมีน้าในการทาการเกษตร ต่อมาได้ทรงต้ังตลาด
กุมกามให้เป็นที่ซ้ือขายแก่คนทั้งหลายเป็นท่ีสนุกยิ่งนัก แสดงให้เห็นถึง
พญามงั รายมหาราชทรงมีวิสัยทศั น์กวา้ งไกลตอ่ การดารงชพี ของชมุ ชน

ดา้ นการศาสนา

วัดพระพทุ ธบาทตากผา้
ในปี พ.ศ. 1824 พญามงั รายมหาราช ตีได้เมืองหริภุญชัย ก็ได้ทรงทานุ
บารุงพระพุทธบาทตากผ้าต่อมา จนสิ้นราชวงศ์เม็งราย เกิดศึกสงคราม
บ้านเมืองร้าง วัดพระพุทธบาทตากผ้าก็เสื่อมโทรมไปปัจจุบัน พระพุทธบาท
ตากผ้า ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระพุทธบาทตากผ้า บนเนินเขาระหว่างดอย
มอ่ นชา้ ง กบั ดอยเครือ ตาบลมะกอก อาเภอป่าซาง จังหวดั ลาพูน หา่ งจากตวั
เมืองลาพูนไปทางทิศใต้ประมาณ 22 กิโลเมตร รอยพระพุทธบาท
ประดิษฐานอยู่ในวิหารจตุรมุข มีอยู่สองรอย คือรอยพระพุทธบาทใหญ่ มี
ขนาดกว้างประมาณหนงึ่ เมตร ยาวประมาณสองเมตรครึ่ง รอยพระพุทธบาท
เล็ก มขี นาดกวา้ งประมาณ 32 นิว้ ยาวประมาณ 1 เมตร กับ 26 น้ิว

พระพุทธบาทตากผา้ จงั หวัดลาพนู

ตามตานานกล่าวว่า ในสมัยพุทธกาล ณ เวลาใกล้รุ่งวันหนึ่ง พระพุทธ
องค์ได้ทรงแผ่ข่ายพระญาณ เพื่อตรวจดูสัตว์โลกผู้ควรแก่การบรรลุธรรม ก็
ทรงทราบด้วยพระอนาคตังสญาณ (พระญาณหยั่งรู้ความเป็นไปในอนาคต
ตามความเป็นจริง) ว่าในดินแดนสุวรรณภูมิ (คือดินแดนท่ีส่วนใหญ่เป็นที่ต้ัง
ของประเทศไทยในปัจจุบัน) จะเป็นท่ีประดิษฐานพระพุทธศาสนา อย่าง
มนั่ คงตอ่ ไปในอนาคต สมควรทพ่ี ระองค์จะเสด็จไปประดษิ ฐานพระศาสนาไว้
เม่ือทรงมีพระดาริน้ันแล้ว จึงได้เสด็จมาสู่สุวรรณภูมิโดยพุทธนิมิต มีพระ
อานนท์เป็นปัจฉาสมณะ (ตามเสด็จ) พระองค์ได้เสด็จจาริกมาตามคามนิคม
ชนบทต่าง ๆ จนถึงถ้าตับเต่า ถ้าเชียงดาว พระนอนขอนม่วง พระบาทย้ัง
หวีด และพระธาตุทุ่งตุม ตามลาดับ ได้ทรงเหยียบรอยพระบาท และ
ประทานพระเกศาธาตุประดิษฐานไว้ในท่ีนั้น ๆ ตามควรแก่พุทธอัชฌาศัย

แล้วเสด็จเลยี บลงมาตามฝง่ั แมน่ า้ ปงิ จนถงึ วังน้าแห่งหน่ึง มีน้าใสสะอาด มีที่
ราบเตียนงาม พระพุทธองค์จึงได้ทรงหยุดพักและทรงเปล้ืองจีวรให้พระ
อานนท์นาไปซัก สถานที่พระอานนท์เอาจีวรไปซักนี้ได้ช่ือว่า วังซักครัว มา
จนถึงปัจจุบัน เป็นจุดท่ีอยู่ทางใต้ของสบกวง อันเป็นที่แม่น้ากวง ไหลมา
บรรจบกบั แมน่ า้ ปงิ สว่ นจดุ ทต่ี ากจีวรซง่ึ อยู่ใกล้ ๆ กันน้ัน เป็นเนินศิลา บนผวิ
ศิลาปรากฎเป็นรอยตารางรูปสี่เหล่ียมจตุรัส คล้ายกับผ้าจีวร ซึ่งจะเห็นเป็น
ตารางคล้ายแนวคันนาของอินเดียในสมัยน้ัน ต่อจากนั้น พระพุทธองค์ก็ได้
เสด็จข้ามแม่น้า แล้วจาริกไปตามลาดับ จนถึงบ้านแห่งหน่ึงไม่ห่างจากดอย
ม่อนช้างมากนัก พระองค์ก็ทรงหยุดยืน แล้วผินพระพักตร์หว่าย (บ่าย) ไป
ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ บ้านนั้นจึงได้ช่ือว่า บ้านหว่าย ซึ่งปัจจุบันคือบ้าน
หวาย จากนั้นก็เสด็จไปถึงลานผาลาด ซึ่งปัจจุบันคือบริเวณท่ีตั้งวัดพระพุทธ
บาทตากผา้ ณ ที่น้ี พระพทุ ธองค์ได้เหยียบพระบาทประดษิ ฐานรอยพระบาท
ลงไว้บนผาลาด แลว้ ตรัสพยากรณ์ไวว้ ่า" ดูกรอานนท์ สถานทแี่ หง่ นจ้ี ะปรากฎ
ช่ือว่า พระพุทธบาทตากผ้า โดยนิมิตท่ีเราตถาคต มาหยุดพักตากผ้ากาสาว
พสั ตร์นี้ และจะเปน็ ปูชนยี สถานท่ีสักการะบูชาของมหาชน ผูม้ ศี รทั ธาเลอ่ื มใส
ในพระพุทธศาสนา จะอานวยประโยชน์สขุ แกป่ วงชน ตลอด 5,000 พรรษา"

พระนอนมอ่ นชา้ ง

หลังจากนั้น พระพทุธองค์ก็เสด็จไปทางทิศตะวันออก ถึงหัวดอยม่อน
ช้าง แล้วทรงประทับนอนแบบสีหไสยาสน์ ณ ท่ีนั้น จากน้ันได้ประทานพระ
เกศาแก่ตายายสองคนผัวเมีย ผู้เข้ามาปฏิบัติบารุงพระพุทธองค์ด้วย
ภัตตาหารและนา้ ตอ่ มาไดม้ ผี ู้ศรทั ธาสรา้ งพระพทุ ธรปู ปางสหี ไสยาสนข์ นึ้ ไว้ ณ
ทน่ี น้ั ได้ช่อื ว่า พระนอนม่อนช้าง มาจนถึงปจั จบุ ันนี้

เม่อื ประมาณพทุ ธศตวรรษท่ี 3 พระเจ้าอโศกมหาราชแห่งชมภทู วปี ได้
ส่งพระโสณะ และพระอุตตระ มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในสุวรรณภูมิ ใน
ครั้งนั้นมหาชนผู้ได้รับแสงสว่างจากพุทธธรรม จึงได้สร้างวัดพระพุทธบาท
ตากผ้าขึ้น และได้เเป็นปูชนียสถานสาคัญทางพระพุทธศาสนา นับแต่น้ันมา
จนประมาณปี พ.ศ. 1200เศษ พระนางจามเทวีได้ครองนครหริภุญชัย
(ลาพูน) พระนางมีความศรัทธาเล่ือมใสในพระพุทธศาสนามาก ได้ทรงสร้าง
มณฑปครอบรอยพระพทุ ธบาท แลว้ จัดให้มกี ารเฉลิมฉลองเป็นการใหญ่

กู่พญามงั ราย ท่ีวดั ดอยงาเมอื ง เชยี งราย

พระราชโอรส และพระราชบตุ รและพระราชธดิ าบญุ ธรรม

พญามังรายมีพระราชบุตรเท่าใดไม่ปรากฏชัด แต่ปรากฏว่า พระราช
บุตรพระองค์หัวปี พระนามว่า ขุนเคร่ือง นั้น ทรงให้ไปครองเมืองเชียงราย
แตภ่ ายหลังคดิ กระบถ จงึ ทรงให้คนไปฆ่าทิ้งเสีย พระราชบุตรพระองค์ท่ีสอง
คือ ขุนคราม ผู้ตีได้นครเขลางค์ดังกล่าวข้างต้น และพระองค์ท่ีสาม คือ ขุน
เครือ โปรดให้กินเมืองพร้าว แต่ตอ่ มาถกู พระองคเ์ นรเทศไปเมอื งกองใต้ และ
ชาวไทยใหญพ่ ากนั สร้างเมอื งใหมใ่ หข้ ุนเครือปกครองแทน

พญามังรายมหาราช ได้ทรงรับราชบุตรและราชธิดาบุญธรรม ในช่วง
อายุ 74 – 80 ปีก่อนสวรรคต ราชธิดาบุญธรรมพระองค์แรก คือ เจ้าหญิง
ธรรมธารี พระธิดากษัตริย์แห่งอาณาจักรพุกาม (เขตพม่า) ก่อนเมืองแตก
ราชบุตรบุญธรรม พระองค์ท่ีสอง คือ เจ้ายอดเมือง (เจ้าแสนต่อ) ราชบุตร

ของเจ้าเมืองเวียงกาหลง (ปัจจุบันคือ ตาบลเวียงกาหลง อ.ป่าแงะ จ.
เชยี งราย)
พญามงั รายสวรรคต

พญามังรายมหาราช ทรงสวรรคตเมื่อ พ.ศ.1851 พระชนม์ได้ 80
พรรษาโดยทรงสวรรคตขณะที่ทรงทอดพระเนตรตลาด เวลานั้นเป็นเวลา
กลางวันทอ้ งฟ้าสว่างปราศจากเมฆหมอกใดๆ แตท่ นั ใดนนั้ กป็ รากฏเมฆตง้ั เคา้
ลมพัดแรงและฝนตกลงมา ในทันทีก็มีอสุนีบาตมายังองค์ของพญามังราย
มหาราชเจ้าทาให้ทรงสวรรคตบนหลังช้างระหว่างกลางตลาดน้ันเอง เช่ือกัน
วา่ เปน็ ปาฏหิ าริยข์ องพระนางอ้ัวมิ่งเวียงไชยเนื่องจากทรงระลึกได้ว่าพญามัง
รายทรงผดิ คาสาบาน ที่พระองคท์ รงสาบาน ในเมอ่ื ประทับ อยู่ที่เชยี งแสนว่า
จะมีมเหสีเพียงพระองค์เดียว พระนางจึงสละพระองค์ออกจากพระราชวัง
ออกบวชชี ซ่งึ เชือ่ กนั วา่ ต่อมาบรเิ วณทพี่ ระนางไปบวชน้ัน เป็น เวียงกุมกาม

หลังจากน้ัน พญาไชยสงคราม(เจ้าขุนคราม) พระโอรสได้จัดพิธีปลงพระศพ
แล้วสร้างสถูปบรรจุอัฐิของพระบิดาไว้ท่ีตลาดกลางเมือง กู่วัดดอยงาเมือง
จังหวัดเชียงรายและปลูกต้นโพธ์ิไว้ท่ีสถูปน้ัน ทั้งยังสร้างร้ัวล้อมบริเวณ
ดงั กล่าวไว้ดว้ ยและพระราชโอรสพญาชัยสงครามได้ครองเมอื งเชยี งรายตอ่ มา

การท่ีพระองค์สวรรคตที่ตลาดเป็นสิ่งซ่ึงแสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรง
สนบั สนุนสนใจเศรษฐกจิ ของบ้านเมอื งอย่างยง่ิ ทรงมพี ระทัยใสใ่ นการทามา
หากินของราษฎรอยู่เสมอ อันส่งผลให้ราษฎรของพระองค์มีการกินดีอยู่ดี มี
ความม่ังคงทางเศรษฐกิจ จนนาความม่ันคงทางเศรษฐกิจมาส่งเสริมกิจการ
ทหารได้ พญามังรายมหาราขจึงทรงเป็นมหาราชที่สนับสนุนส่งเสริมกิจการ
เศรษฐกิจของบ้านเมืองอยา่ งแท้จริง

พญามังรายมหาราช ทรงเป็นกษัตริย์ท่ีเข้มแข็งและกล้าหาญในการศึก
สงครามจะเห็นได้จากการขยายอาณาเขตไปยังนครหริภุญชัย เนื่องจากทรง
เห็นว่าเป็นเมืองที่รุ่งเรืองด้วยการค้า นอกจากนี้การที่พระองค์ทรงขยาย
อาณาเขตไปอย่างกว้างขวางทงั้ ทรงมีสายพระเนตรไกล เปน็ กษตั รยิ น์ กั พฒั นา
ที่ย่ิงใหญ่ พระอัจฉริยะและด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ท่ีมีต่ออาณาประชา
ราษฎรตลอดพระชนม์ชีพ จึงได้รับเทิดพระนามให้ทรงเป็นมหาราชอีก
พระองคห์ นงึ่

...........................................................................

แหลง่ ขอ้ มูลอ้างอิง

กรมศลิ ปากร. (2518). ชนิ กาลมาลปี กรณ์. (พมิ พค์ รง้ั ที่ 5). กรงุ เทพฯ:

บารงุ นกุ ลู กิจ.

ประเสรฐิ ณ นคร. (2549, กมุ ภาพนั ธ)์ . ประวตั ศิ าสตรเ์ บด็ เตลด็ . กรงุ เทพฯ:

มตชิ น. แหลง่ ขอ้ มลู อน่ื
ประเสรฐิ ณ นคร. (2514). มงั รายศาสตร์ ดร.ประเสรฐิ ณ นคร เรยี บเรยี ง
เปน็ ภาษาปจั จบุ นั . กรงุ เทพฯ: ?.
พงศาวดารโยนก ฉบบั หอสมดุ แหง่ ชาติ. (2507). กรงุ เทพฯ: คลงั วิทยา. ISBN
-.เพญ็ สภุ า สขุ คตะ ใจอนิ ทร์. (2555, 24 สงิ หาคม). 750 ปี 'พระญามงั ราย'
หรือ 'พอ่ ขนุ เมง็ ราย'?.

สถาบนั วจิ ัยสงั คม มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่. (2524). ตานานสบิ ห้าราชวงศ,์

(เลม่ ที่ 1). เชยี งใหม่: มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่.
th.wikipedia.org/wiki/พญามงั ราย
www.youtube.com/watch?v=tfTIoMRoNRE
www.youtube.com/watch?v=Plub0I3A4B8
https://mbasic.facebook.com/.../พ่อขนุ เมง็ รายมหารา.
www.sac.or.th/main/content_detail.php?content_id...
www.thamnaai.com/index.php?lay=show&ac
www.klangcri.com/porkunmangcri.doc
ขอขอบคณุ ขอ้ มลู และภาพจากเวบ็ ไซตต์ า่ งๆ

.........................................................................


Click to View FlipBook Version