พระราชประวตั ิรัชกาลท่ี 8
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวอานันทมหดิ ล
ผเู้ รียบเรยี งนายประสาร ธาราพรรค์
พระราชประวตั ิ
สมเดจ็ พระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหดิ ลอดลุ ยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์
กับ หม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา และ พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล
พระอัฐมรามาธิบดินทร เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 3 ค่า เดือน 11 ปีฉลู
ตรงกบั วันท่ี 20 กนั ยายน พ.ศ. 2468 ณ เมอื งไฮเดลแบรก์ สาธารณรัฐไวมาร์ ประเทศเยอรมนี
พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสใน ขณะที่สมเด็จพระราชบิดาทรงศึกษาการแพทย์ที่
ประเทศเยอรมัน โดยได้รับพระราชทานพระนามจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ว่า หม่อมเจ้าอานันทมหิดล มหิดล หลังจากน้ัน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง
สถาปนาข้ึนเป็น พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดล พระมารดาออกพระนามเรียก
พระองค์เปน็ การลา่ ลองว่า นันท
พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหาอานนั ทมหดิ ล สมเด็จพระเจ้าพ่ีนางเธอ เจ้าฟา้ กลั ยาณวิ ฒั นา
กรมหลวงนราธวิ าสราชนครินทร์ และสมเด็จพระเจ้านอ้ งยาเธอ เจา้ ฟา้ ภมู ิพลอดลุ ยเดช
ทรงมีพระเชษฐภคินีและพระอนุชาร่วมพระชนกชนนีอีก 2 พระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระ
เจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และสมเด็จพระเจ้าน้อง
ยาเธอ เจ้าฟา้ ภูมิพลอดุลยเดช
รชั กาลที่ 8 และ รชั กาลที่ 9
เมื่อทรงพระเยาว์ได้ตามเสด็จสมเด็จพระราชบิดาและสมเด็จพระราชชนนีไปยังประเทศ
ต่าง ๆ ได้แก่ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา ซ่ึงสมเด็จพระราช
บิดาทรงเข้าศกึ ษาวชิ าแพทย์ ณ มหาวทิ ยาลัยฮาวาร์ด สหรัฐอเมริกา ในระหว่างปี พ.ศ. 2469
- 2471 แล้วจึงเสด็จกลับประเทศไทยเป็นคร้ังแรกเมือ่ พระชนมายุได้ 3 พรรษา ประทบั ณ วัง
สระปทมุ ในระหว่างนั้นสมเดจ็ พระราชบดิ าทรงพระประชวร
พระเมรมุ าศสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดลุ ยเดชวกิ รม พระบรมราชชนก
วันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2472 เวลา 16.45 น. พระองค์เสด็จสวรรคตด้วยพระโรคฝบี ิด
ในพระยกนะ (ตับ) โดยมีโรคแทรกซ้อนคือพระปัปผาสะบวมน้่าและพระหทัยวาย พระชนมายุ
ได้ 37 พรรษา 8 เดือน 23 วัน หลังจากทรงทนทรมานอยู่ได้ 3 เดือนคร่ึงมีพระราชพิธีถวาย
พระเพลิงพระบรมศพ ณ พระเมรทุ ้องสนามหลวงเมื่อวันท่ี 16 มนี าคม พ.ศ. 2473
รัชกาลที่ 8 และ รชั กาลที่ 9 ประทบั ที่ประเทศสวิตเซอรแ์ ลนด์
ดังนั้น พระองค์จึงอยู่ในความดูแลของสมเด็จพระราชชนนีเพียงพระองค์เดียวพระองค์
ทรงเร่ิมการศึกษาชั้นต้นท่ีโรงเรียนมาแตร์เดอี และเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ (พ.ศ.
2329 .) หลังจากเหตุการณ์การเปล่ียนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 น้ัน สมเด็จพระราช
ชนนีได้ขอพระราชทานพระราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการทีจ่ ะ
ทรงน่าพระโอรส และพระธิดาไปประทับที่เมือง โลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยพระองค์
ไดเ้ ขา้ ศึกษาต่อที่ โรงเรยี นเอกอลนแู วลเดอ ลา ซอู สิ โรมองต์
โรงเรยี นเอกอลนแู วลเดอ ลา ซูอิส โรมองต์
โรงเรยี นเอกอลนแู วลเดอ ลา ซูอิส โรมองต์ เป็นโรงเรียนเอกชนทส่ี รา้ งขน้ึ ต้งั แตป่ ี ค.ศ.
1906 โดยคา่ วา่ Nouvelle ในภาษาฝร่ังเศสน้นั แปลว่า ใหม่ ซึ่งหมายถงึ แนวทางการเรียน
การสอน ท้ังในและนอกหอ้ งเรยี นล้วนเป็นรูปแบบใหม่ ซึ่งแตกต่างไปจากวธิ ีการสอนแบบเดมิ
ทโ่ี รงเรยี นแหง่ นนี้ ่ามาใชโ้ ดยได้นา่ Natural Approach หรอื รปู แบบการเรียนการสอน
ธรรมชาตมิ าใชใ้ นโรงเรียน เปน็ รูปแบบการเรียนการสอนทีไ่ มไ่ ดบ้ อกว่าควรคิด ต้องคิด ควรรู้
หรอื ต้องรูอ้ ะไร หากแตเ่ ปน็ การเรยี นท่ีสนับสนนุ ให้ผ้เู รียนรู้ว่า “จะเรยี นอย่างไร และจะคิด
อย่างไร” ทง้ั พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ วั รชั กาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 ได้ใชเ้ วลาศกึ ษาอยู่
ทโ่ี รงเรียนแห่งน้ีนานถึง 10 ปี ระหว่าง ค.ศ. 1935 ถงึ 1945 จนกล่าวไดว้ ่า มมุ มองการใชช้ ีวติ
ที่เปน็ สากล ความคิดก้าวหนา้ เป็นเหตุเปน็ ผล เปน็ นักปฏบิ ัตอิ ย่างเป็นระบบ ด้วยจติ ใจที่เหน็ แก่
ประโยชนส์ ่วนรวม และวสิ ยั ทศั น์ท่ีกวา้ งไกลของพระองคน์ ้ัน มีรากฐานมาจากการศึกษาทมี่ ี
คุณภาพ ท่ีสนบั สนนุ การเรยี นรขู้ องพระองค์อยา่ งเป็นธรรมชาติ ให้สามารถใชพ้ ระปรชี า
ความสามารถไดเ้ ต็มศกั ยภาพสูงสดุ เพื่อตอ่ ยอดความคดิ เพอ่ื ใหเ้ กิดประโยชนส์ งู สดุ แก่
ส่วนรวมได้ และ ทรงศกึ ษาภาษาไทย ณ ทปี่ ระทับ โดยมีพระอาจารยต์ ามเสดจ็ ไปจาก
กรุงเทพฯ
รัชกาลที่ 8 ทรงศกึ ษาที่สวสิ เซอรแ์ ลนด์
รชั กาลท่ี 7
ในวันท่ี 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2470 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หวั รัชกาลท่ี 7
ไดม้ ีพระบรมราชโองการประกาศสถาปนา ใหพ้ ระโอรสธิดาในสมเด็จเจ้าฟ้า ซึ่งมีพระราชชนนี
เปน็ สมเด็จพระอัครมเหสใี นพระมหากษัตริย์ แต่พระมารดาในพระโอรสธดิ าเปน็ สามัญชน ตาม
ธรรมเนียมราชสกุลพระโอรสธิดาจะต้องมีพระยศเป็นหม่อมเจ้า ให้ยกข้ึนเป็นพระวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าทั้งหมด ดังน้ัน พระโอรสพระธดิ าในสมเด็จพระพ่ียาเธอเจ้าฟ้ามหดิ ลอดุลยเดช
กรมหลวงสงขลานครินทร์ จึงได้ด่ารงพระยศเป็น พระวรวงศ์เธอพระองค์ เจ้าตั้งแต่นั้นเป็นต้น
มา ซงึ่ รวมไปถึงหม่อมเจา้ อานนั ทมหิดลพระองค์หนึ่งด้วย
ผังโดยสงั เขป การขนึ้ ครองราชย์ของรชั กาลที 8
วันท่ี 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ
และมิได้ทรงสมมติเจ้านายพระองค์ใดพระองค์หน่ึงเป็นรัชทายาท ดังน้ัน คณะรัฐมนตรีโดย
ความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรจึงได้อัญเชิญเสด็จพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานัน
มหิดลซึ่งเป็นเจ้านายเช้ือพระบรมวงศ์พระองค์ท่ี 1 ในล่าดับพระราชสันตติวงศ์แห่งกฎ
มณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 ขึ้นทรงราชย์สืบพระราชสันตติวงศ์
ต่อไป
ตงั้ แตว่ ันท่ี 2 มนี าคม พ.ศ. 2477 โดยได้รับการเฉลิมพระนามเม่ือวันที่ 25 มนี าคม พ.ศ.
2477 ว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหดิ ลในขณะนั้นพระองค์มีพระชนมายุ 8 พรรษา และ
ยังคงประทับอยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จึงต้องมีผูส้ ่าเร็จราชการแทนพระองค์เพื่อบริหาร
ราชการแผ่นดินแทนจนกว่าจะทรงบรรลุนิติภาวะ ได้แก่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตร
จาตุรนต์ พระเจ้าวรวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ อาทติ ย์ทพิ อาภา และ เจ้าพระยายมราช (ปนั้ สขุ มุ )
นายปรดี ี พนมยงค์
วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2478 พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมน่ื อนุวัตรจาตุรนต์สิ้นพระชนม์
สภาผู้แทนราษฎรจงึ ได้แตง่ ตั้งใหน้ ายพลเอก เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน (อ่มุ อนิ ทรโยธนิ ) เป็น
ผู้ส่าเร็จราชการแทนพระองค์ และเมื่อเจ้าพระยายมราช (ป้ัน สุขุม) ถึงแก่อสัญญกรรม จึงมี
การแต่งตั้งให้นายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้ส่าเร็จราชการแทนพระองค์แทน หลังจากนั้น เมื่อ
เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน (อุ่ม อินทรโยธิน) ถึงแก่อสัญญกรรม รวมท้ัง พระเจ้าวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาได้กราบถวายบังคมลาออกจากต่าแหน่ง นายปรีดี พนมยงค์ จึง
ด่ารงต่าแหน่งผู้ส่าเร็จราชการแทนพระองค์เพียงผู้เดียว จนกว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จ
กลับสู่พระนคร
รัฐบาลได้กราบบังคมทูลอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จนิวัติพระนคร
เม่ือปลายปี พ.ศ. 2477 เพ่ือประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก แต่เน่ืองจากพระพลานามัย
ของพระองค์ไม่สมบรู ณจ์ งึ ได้เล่อื นกา่ หนดออกไปกอ่ น และได้กราบบงั คมทูลอัญเชิญเสด็จฯ อีก
คร้ังในปี พ.ศ. 2478 แต่ก็ทรงติดขัดเรื่องพระพลานามัยอีกเช่นกัน หลังจากนั้น รัฐบาลได้ส่ง
พลโท พระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร (ม.ร.ว.สิทธิ์ สุทัศน์) ไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชชนนีท่ีโลซาน
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อทลู อัญเชิญสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จนิวัติพระนคร
อีกคร้ังในปี พ.ศ. 2479 อย่างไรก็ตาม ในระหว่างเตรียมการเสด็จนิวัติพระนครน้ัน ได้เกิดการ
เปลย่ี นแปลงรฐั บาลใหม่ คณะรัฐบาลใหม่จงึ ขอเลื่อนการรับเสดจ็ ออกไปอยา่ งไมม่ ีก่าหนด
หลังจากนั้น รัฐบาลได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จนิวัติพระนครอีกครั้ง ในครั้งน้ีสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พร้อมด้วยสมเด็จพระราชชนนี สมเด็จพระเจ้าพ่ีนางเธอ และสมเด็จ
พระเจ้าน้องยาเธอ เสด็จพระราชด่าเนินจากเมืองโลซานที่ประทับโดยทางรถไฟมายังเมืองมา
เชลล์ เพื่อประทบั เรอื เมโอเนีย ในการเสด็จพระราชด่าเนินกลับสู่ประเทศไทย และเม่ือวันท่ี 15
พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 เรือพระที่นั่งได้เทียบจอดทอดสมอท่ีเกาะสีชัง รัฐบาลได้จัดเรือหลวง
ศรอี ยธุ ยาออกไปรับเสด็จมายงั จงั หวดั สมทุ รปราการ ณ ทีน่ ั้น สมเด็จพระศรีสวรินทริ าบรมราช
เทวี พระพนั วัสสาอยั ยกิ าเจา้ ไดเ้ สด็จไปคอยรบั พระราชนัดดาและพระสุนิสาด้วย
พระราชจริยวตั รและพระราชกรณยี กจิ เมอื่ เสดจ็ นิวตั ประเทศไทยคร้ังแรก ใน พ.ศ. 2481
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หวั อานนั ทมหดิ ล เสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นครงั้ แรก พรอ้ ม
ด้วยสมเดจ็ พระราชชนนีศรสี งั วาลย์ สมเด็จพระเจ้าพ่นี างเธอเจ้าฟ้ากัลยาณวิ ัฒนา และสมเด็จ
พระเจา้ นอ้ งยาเธอเจา้ ฟ้าภมู พิ ลอดุลยเดช(พระอสิ สริยยศขณะนน้ั ) เรอื พระที่นัง่ ถึงทา่ ราชวร
ดษิ ฐ์ เม่อื วนั ที่ 15 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2481 ประทบั ณ พระต่าหนกั จติ รลดารโหฐาน พระ
เจ้าอยหู่ วั ทรงพระเยาว์ ทรงประกอบพระราชกรณยี กจิ นานปั การ
เสดจ็ ออกทรงรับการทลู เกล้าฯถวายเครื่องแบบ ยวุ ชนนายทหาร วนั ท่ี 17 พฤศจิกายน
พ.ศ. 2481
เสดจ็ พระราชดา่ เนินไปยงั วัดพระศรีรตั นศาสดาราม มพี ระราชด่ารสั แสดงพระองค์เป็น
พุทธมามกะ วนั ที่ 19 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2481
เสดจ็ พระราชดา่ เนินไปพระราชทานธงประจา่ กองลูกเสอื ณ สนามกฬี า วนั ที่ 29
พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2481
เสด็จพระราชด่าเนนิ ไปทรงเปดิ โรงพยาบาลอานนั ทมหดิ ล จงั หวัดลพบรุ ี วันที่ 6
มกราคม พ. ศ. 2481
เสด็จพระราชด่าเนินกลบั ไปทรงศกึ ษาตอ่ ท่ปี ระเทศสวิตเซอร์แลนด์ วนั ท่ี 13 มกราคม
พ.ศ. 2481 วันข้นึ ปใี หมเ่ ปลีย่ นเป็นวันที่ 1 มกราคมเมอื่ พ.ศ. 2484 ก่อนหน้านั้นถือเอาวนั ที่ 1
เมษายน เปน็ วนั ขน้ึ ปใี หม่
การเสดจ็ นวิ ตั ประเทศไทยครงั้ ทส่ี องระหว่าง พ.ศ. 2488 – 2489
เม่ือสงครามโลกครั้งท่ี 2 สิ้นสุดลง พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันท
มหิดล พร้อมด้วยสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ และสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิ
พลอดุลยเดช เสด็จนิวัตประเทศไทยเพื่อทรงเย่ียมเยียนพสกนิกรชาวไทยและปฏิบัติพระราช
กรณียกจิ ต่างๆ เคร่อื งบินพระที่นัง่ ถงึ สนามบนิ ดอนเมืองวนั ท่ี 5 ธันวาคม พทุ ธศักราช 2488
แม้ทรงมีเวลาท่ีประทับในประเทศไทยเพียงช่วงส้ันแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันท
มหิดล ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจท้ังงานพระราชพิธี งานรัฐพิธี และเสด็จพระราชด่าเนิน
ไปทรงเยีย่ มราษฎรโดยใกลช้ ดิ รวมทงั้ ทอดพระเนตรกิจการของหนว่ ยงานตา่ งๆ
เสด็จประพาสเยี่ยมราษฎรตามท้องที่ต่างๆ ได้แก่ อ่าเภอเมืองสมุทรปราการ พระ
ประแดง ปทุมธานี นนทบุรี ปากเกร็ด สมุทรสาคร สมุทรสงครามและบางเขน ไม่ว่าจะเสด็จท่ี
ใดราษฎรพากันมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จอย่างเนืองแน่น ทรงพระกรุณาโปรด
เกลา้ ฯ พระราชทานด่ารสั และทรงร่วมกิจกรรมของแตล่ ะท้องถนิ่ โดยมิถอื พระองค์
เสด็จประพาสเย่ียมราษฎรท่ีสมุทรปราการ ทรงปล่อยปลาในเทศกาลสงกรานต์ เม่ือ
วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2489
การเฉลิมพระปรมาภไิ ธย
เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ไม่ได้ทรงประกอบการพระ
ราชพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณี ดังน้ัน เพ่ือเป็นการเฉลิมพระบรมขัติยราช
อิสสริยยศ รวมท้ัง ยังได้ถวายเคร่ืองราชกกุธภัณฑ์บางองค์ เช่น นพปฎลเศวตฉัตร ซึ่งใช้ใน
การกางก้ันพระบรมศพและพระบรมอัฐิ จึงได้มีการประกาศเฉลิมพระปรมาภิไธยสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลขึ้นเป็น "พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล อดุลยเดช
วิมล รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร์ สยามินทราธิราช" โดยประกาศเม่ือวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.
2489
หลังจากน้ัน เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2539 ในวโรกาสพระราชพิธีฉลองทรงครองสิริ
ราชสมบัตคิ รบ 50 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ ให้เฉลิมพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เป็นพระ
ปรมาภไิ ธยอันวเิ ศษตามแบบแผนโบราณราชประเพณีวา่
"พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล อดุลยเดชวิมลรามาธบิ ดี จุฬาลงกรณ
ราชปรียวรนัดดา มหิตลานเรศวรางกูร ไอศูรยสันตติวงศวิสุทธ์ วรุตมขัตติยศักตอรรคอุดม
จักรีบรมราชวงศนิวิฐ ทศพิธราชธรรมอุกฤษฎนิบุณ อดุลยกฤษฎาภินิหารรังสฤษฎ์ สุสาธิต
บูรพาธิการ ไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ ธญั อรรคลักษณวิจิตรโสภาคย
สรรพางค์ มหาชโนตมงคประณตบาทบงกชยุคล อเนกนิกรชนสโมสรสมมต ประสิทธิวรยศม
โหดมบรมราชสมบัติ นพปฎลเศวตฉัตราดิฉัตร สรรพรัฐทศทิศวิชิตไชย สกลมไหศวริยมหา
สวามินทร มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวไศรย พุทธาทิไตรรัตน
สรณารักษ์วิศิษฎศักตอัครนเรศรามาธิบดี พระอัฐมรามาธิบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถ
บพิตร"
นอกจากน้ี ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขานพระปรมาภิไธยอย่างมัธยมว่า
"พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหดิ ล สกลไพศาล มหารัษฎธบิ ดี พระอัฐมรามาธิบ
ดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร" และอย่างสงั เขปว่า "พระบาทสมเด็จพระปรเมนทร
มหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร"
พระราชลญั จกรประจ่าพระองค์
ในปี พ.ศ. 2481 คณะผู้ส่าเร็จราชการแทนพระองค์ได้ให้ส่านักพระราชวังจัดสร้างพระ
ราชลัญจกรประจ่าพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลขึ้น ซึ่งเจ้าพระยาธรร
มาธกิ รณาธบิ ดี สมหุ พระราชวัง ได้ปรับปรุงพระราชลัญจกรรูปพระโพธิสัตว์สวนดุสิต ทเี่ คยใช้
ในรัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาใชเ้ ป็นพระราชลญั จกรประจ่าพระองค์
โดยการสร้างพระราชลัญจกรน้ัน ใช้แนวคิดจากพระบรมนามาภิไธยก่อนทรงราชย์ น่ันคือ
"อานันทมหิดล" ซ่ึงหมายถึง เป็นท่ียินดีแก่แผ่นดิน ดังน้ัน จึงได้ใช้รูปพระโพธิสัตว์ ซึ่งมี
หมายความเดียวกันว่า เป็นความยินดีและเป็นเดชยิ่งในพ้ืนพิภพ มาเป็นพระราชลัญจกร
ประจ่าพระองค์ พระราชลัญจกรประจ่ารัชกาลท่ี 8 นั้น เป็นตรางา ลักษณะกลมศูนย์กลาง
กว้าง 7 เซนติเมตร มีรูปพระโพธิสัตว์ประทับอยู่เหนือบัลลังก์ดอกบัว พระบาทขวาห้อยอยู่
เหนือบัวบาน ซ่ึงหมายถึง แผ่นดิน พระหัตถ์ซ้ายถือดอกบัวตูม มีเรือนแก้วอยู่ด้านหลังแถบ
รัศมี ซ่ึงมีข้อแตกต่างจากพระราชลัญจกรที่ใช้ในรัชกาลที่ 5 คือ มีการเพิ่มรูปฉัตรตั้งไว้ข้าง
แทน่ ท่ีประทบั ของพระโพธสิ ัตว์
วดั ประจา่ รชั กาลท่ี 8
พระบรมราชานุสาวรยี ์ ณ วดั สทุ ัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร
วัดสทุ ศั นเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ถือเป็นวัดประจ่ารัชกาลของพระบาทสมเด็จพระ
ปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เน่ืองจากเป็นสถานท่ีที่ประดิษฐานพระ
บรมราชสรีรางคารของพระองค์ ดังน้ัน จึงมกี ารจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ข้ึน ณ บริเวณ
ลานประทักษิณ ช้ันล่างมุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือ พระวิหารหลวง พระบรมรูปหล่อด้วยส่าริด
ขนาดเท่าพระองค์จริง ทรงฉลองพระองค์ชุดจอมทัพ ประทับยืน ประดิษฐานบนแท่นหินอ่อน
ยกพ้ืนสูง มีแผ่นทองเหลืองจารึกเกี่ยวกับก่าหนดการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ เบื้องหลัง
เปน็ แผ่นหินอ่อนวงโค้ง ประดิษฐานพระปรมาภิไธยย่อ "อปร" ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ
พระพทุ ธรูปประจา่ รชั กาลท่ี 8
พระพทุ ธรปู ประจา่ รชั กาลที่ 8 และพระพุทธรปู ประจา่ พระชนมวาร รัชกาลที่ 8 พระ
อฐั มรามาธบิ ดทิ ร์ ปางถวายเนตร
เครอื่ งราชอิสรยิ าภรณ์
เคร่ืองราชอิสรยิ าภรณน์ เ้ี ปน็ เครอ่ื งราชอสิ ริยาภรณ์ท่ีไดร้ ับพระราชทานก่อนทจี่ ะขึน้ ครองราชยส์ มบัติมีดงั นี้
เคร่อื งขตั ตยิ ราชอิสรยิ าภรณอ์ ันมเี กยี รตคิ ณุ รุ่งเรืองยิ่งมหาจกั รีบรมราชวงศ์
เคร่อื งราชอิสริยาภรณอ์ นั เปน็ โบราณมงคลนพรตั นราชวราภรณ์
เคร่อื งราชอสิ รยิ าภรณจ์ ลุ จอมเกลา้ ชน้ั ที่ 1 ปฐมจุลจอมเกล้าวเิ ศษ
เครอื่ งราชอิสริยาภรณ์อนั เป็นทเ่ี ชดิ ชยู ่ิงชา้ งเผอื ก ชั้นมหาปรมาภรณช์ ้างเผอื ก (ม.ป.ช.)
เครือ่ งราชอิสรยิ าภรณอ์ นั มเี กยี รติยศยงิ่ มงกุฎไทย ช้ันมหาวชิรมงกฎุ (ม.ว.ม.)
เหรยี ญรตั นาภรณ์ รัชกาลท่ี 7 ช้ันที่ 1 (ป.ป.ร.1)
เหรยี ญรตั นาภรณ์ รชั กาลที่ 8 ชั้นที่ 1 (อ.ป.ร.1)
พระราชกรณียกจิ ของรชั กาลท่ี 8 พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอย่หู ัวอานนั ทมหดิ ล
การปกครอง
ภาพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหดิ ล
พรอ้ มดว้ ยสมเดจ็ พระเจ้านอ้ งยาเธอ เจา้ ฟา้ ภูมิพลอดลุ ยเดช เสด็จเย่ยี มชาวไทยเชื้อสายจนี เปน็ ครั้งแรก
ณ สา่ เพ็ง พระนคร เม่ือ พ.ศ. 2489
พระองค์ได้เสด็จพระราชด่าเนิน ไปในพระราชพิธพี ระราชทานรฐั ธรรมนูญฉบับใหม่ ใน
วันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 และเปิดประชุมสภาผแู้ ทนในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2489
นอกจากน้ี ยังเสด็จพระราชด่าเนนิ ทรงเยยี่ มราษฎรในจังหวัดต่าง ๆ และทรงเย่ียมชาวไทยเช้ือ
สายจีนเป็นครั้งแรก ณ ส่าเพ็ง พระนคร พร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอ
ดุลยเดช เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ซึง่ เป็นช่วงที่เกิดความขัดแย้งกันระหว่างชาวไทย
และชาวไทยเชื้อสายจีน จนเกือบเกิดสงครามกลางเมือง เม่ือพระองค์ทรงทราบเร่ือง มี
พระราชด่าริว่า หากปล่อยความขุ่นข้องบาดหมางไว้เช่นนี้ จะเป็นผลร้ายตลอดไป จึงทรง
ตัดสนิ พระทัยเสด็จพระราชดา่ เนนิ ส่าเพง็ ซ่งึ ใชร้ ะยะเวลาประมาณ 4 ช่ัวโมง และพระองค์ทรง
พระราชดา่ เนินดว้ ยพระบาทเป็นระยะประมาณ 3 กิโลเมตร การเสด็จพระราชด่าเนินส่าเพ็งใน
ครง้ั น้จี งึ เปน็ การประสานรอยร้าวทีเ่ กิดข้ึนให้หมดไป
การศาสนา
ในการเสด็จนิวัติพระนครคร้ังแรกนั้น พระองค์ได้ประกอบพิธีทรงปฏิญาณตนเป็นพุทธ
มามกะ ท่ามกลางมณฑลสงฆใ์ นพระอโุ บสถวัดพระศรรี ตั นศาสดารามเม่ือวนั ที่ 19 พฤศจิกายน
พ.ศ. 2481 นอกจากนี้ ยังเสด็จพระราชด่าเนินไปทรงนมัสการพระพุทธรูปในพระอารามที่
สา่ คัญ เช่น วัดพระเชตุพนวิมลมงั คลารามราชวรมหาวิหาร วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราช
วรวิหาร วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วัดบวรนิเวศราช
วรวิหาร และวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร โดยเฉพาะท่ีวัดสุทัศนเทพวรารามราช
วรมหาวิหารน้ัน พระองค์เคยมีพระราชด่ารัสกล่าวว่า “ท่ีน่ีสงบเงียบน่าอยู่จริง” ดังน้ัน เม่ือ
พระองค์เสด็จสวรรคต จึงได้น่าพระบรมราชสรีรางคารของพระองค์มาประดิษฐาน ณ วัดแห่ง
นี้
พระองค์ยังทรงตั้งพระราชหฤทัยว่าจะผนวชในพระพุทธศาสนา โดยได้มีพระราชหัต
เลขาถงึ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชริ ญาณวงศ์ เม่อื วันที่ 19 มนี าคม พ.ศ. 2489 ทรง
ขอสังฆราชานุเคราะห์ในการศึกษาต่าราทางพระพุทธศาสนาเพื่อใช้ในการเตรียมพระองค์ใน
การท่ีจะอุปสมบท แต่ก็มิได้ผนวชตามที่ตั้งพระราชหฤทัยไว้ นอกจากนี้ยังได้พระราชทานพระ
ราชทรัพย์บ่ารุงวัดวาอาราม กับพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์แก่ศาสนาอ่นื ตามสมควร
การศกึ ษา
ในการเสด็จนิวัติพระนครในคร้ังที่ 2 พระองค์ทรงได้ประกอบพระราชกรณียกิจที่
เกี่ยวข้องกับการศึกษาของประเทศ โดยเสด็จพระราชด่าเนินทอดพระเนตรกิจการของหอสมุด
แห่งชาติ รวมท้ัง เสด็จพระราชด่าเนินไปทรงเยี่ยมสถานศึกษาหลายแห่ง เช่น จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลยั โรงเรียนเทพศิรินทร์ ซ่ึงเป็นโรงเรยี นท่ที รงศึกษาขณะทรงพระเยาว์
นอกจากน้ี พระองค์ยังได้เสด็จพระราชด่าเนินพระราชทานปริญญาบัตรเป็นครั้งแรก
ของพระองค์ ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันท่ี 13 เมษายน พ.ศ. 2489 และ
อีกคร้ังที่ หอประชุมราชแพทยาลัย ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เม่ือวันท่ี 23
เมษายน พ.ศ. 2489 โดยในการพระราชทานปริญญาบัตรคร้ังน้ี มพี ระราชปรารภใหม้ ีการผลิต
แพทย์เพิ่มมากข้ึน เพ่ือให้เพียงพอที่จะช่วยเหลือประชาชน โรงเรียนแพทย์แห่งท่ี 2 จึงได้ถือ
ก่าเนิดข้ึนที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซ่ึงในปัจจุบัน คือ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลัย แต่กระนั้นการพระราชทานปริญญาบัตรในรัชกาลของพระองค์กเ็ กิดขึ้นท่ศี ิริราช
เพยี งคร้ังเดยี วเท่านนั้
การเกษตร
ในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2489 พระองค์ทรงหว่านข้าว ณ แปลงสาธิต ของ
มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ ซง่ึ ถอื เปน็ พระราชกรณยี กจิ สดุ ทา้ ย กอ่ นเสดจ็ สวรรคต
เหตุการณ์สา่ คัญในรัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยูห่ วั อานนั ทมหดิ ล
เปล่ียนชอ่ื จากประเทศสยามมาเป็นประเทศไทย
วันท่ี 12 กันยายน พ.ศ. 2482 รัฐบาลซ่ึงมีจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็น
นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศ เปล่ียนช่ือจากประเทศสยามมาเป็นประเทศไทย โดยใหเ้ หตุผลว่า
คา่ วา่ สยามมักใชก้ นั แต่ในวงราชการและในหมู่ชาวต่างชาติ ส่วนคนไทยโดยเฉพาะชาวบ้านไม่
ค่อยใช้ค่าว่าสยาม แต่ใช้ค่าว่าไทยอีกประการหน่ึงคือ การขนานนามประเทศส่วนมากมัก
เรียกตามเช้ือชาติของคนผู้เป็นเจ้าของประเทศน้ัน ดังนั้นในเมื่อคนไทยมีเช้ือสายไทยก็ควรมี
ชือ่ ประเทศใหต้ รงกบั เชอื้ ชาติ
เปลย่ี นวนั ข้นึ ปใี หม่
ก่าหนดให้วันท่ี 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ โดยมีประกาศเมื่อวันท่ี 29 สิงหาคม
พ.ศ.2483 ให้ใช้วันท่ี 1 มกราคม เป็นวันข้ึนปีใหม่ โดยมีเหตุผลว่าชาติไทยแต่โบราณมาได้
ก่าหนดวันข้ึนปีใหม่ในเดือนอ้ายต่อมาคตินิยมแบบพราหมณ์แพร่หลายเข้ามาด้วยการก่าหนด
เอาวันที่ 1 เมษายน เป็นวันข้ึนปีใหม่ทางจันทรคติ ในขณะท่ีประเทศท่ีเจริญแล้วทาง
ตะวนั ตกถือเอาวันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ ฉะน้ันเพื่อความสะดวกในการติดต่อกับต่าง
ประทศ จงึ เร่มิ ใชว้ นั ที่ 1 มกราคม เปน็ วันขนึ้ ปีใหม่นบั แต่นั้นเปน็ ตน้ มา
สร้างอนสุ าวรียป์ ระชาธปิ ไตย
อนสุ าวรีย์ประชาธปิ ไตย บริเวณถนนราชดา่ เนนิ กลาง อนสุ าวรยี ์นีร้ ฐั บาลได้สร้างข้นึ
เพื่อเปน็ การแสดงใหเ้ ห็นว่าประเทศไทยมกี ารปกครองตามระบอบประชาธิปไตย โดยไดม้ ีการ
วางศิลาฤกษใ์ นวันท่ี 24 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2489
สรา้ งอนสุ าวรีย์ชัยสมรภมู ิ
อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ บริเวณถนนพญาไทต่อกับถนนราชวิถี สร้างข้ึนเพื่อเชิดชู
เกียรติของทหาร ต่ารวจ พลเรือน ที่ได้สละชีพเพื่อชาติ มีพิธีเปิดเม่ือวันที่ 24 มิถุนายน
พ.ศ. 2485 เดิมทีจารึกชื่อผู้เสียชีวิตในสมรภูมิอินโดจีนจ่านวน 59 นาย ต่อมาภายหลังได้
จารึกชื่อทหารที่เสียชวี ติ ในสงครามเกาหลเี พ่ิมเตมิ ดว้ ย
สรา้ งสะพานขา้ มแมน่ า้่ แควใหญ่และทางรถไฟสายมรณะ
สะพานข้ามแม่น้่าแควใหญ่ ที่ชื่อว่า สะพานข้ามแม่น่้าแควและทางรถไฟสายมรณะ
เน่ืองจากระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นท่ีประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร ได้ขอ
เดินทัพผ่านประเทศไทยในการท่าสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา และได้ยกพลข้ึนบก
อย่างกะทันหันตามจังหวัดชายทะเลของไทย ไทยจึงจ่าต้องยอมให้ญ่ีปุ่นผ่าน ญ่ีปุ่นสร้างทาง
รถไฟจากชุมทางหนองปลาดุก จังหวัดราชบุรี ผ่าน จังหวัดกาญจนบุรี ต่อ ไปยังพม่า เพื่อ
ใช้เป็นเส้นทางล่าเลียงยุทธสัมภาระไปพม่าและอินเดียในการสร้างทางรถไฟ สายนี้ญี่ปุ่นได้
เกณฑ์เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร และว่าจ้างกรรมกรสร้างอย่างเร่งด่วนแต่เน่ืองจากทางรถไฟ
จะต้องผ่านเทือกเขา และป่าทึบ อากาศร้อนจัดและหนาวจัด อีกท้ังมีไข้ป่าชุกชุม เชลยศึก
และกรรมกรขาดแคลนอาหาร และยา เจ็บป่วยล้มตายเป็นจ่านวนมากทุกวัน ทางรถไฟเส้นน้ี
จึงถูกขนานนามว่าทางรถไฟสายมรณะ ในการสร้างทางรถไฟสายนี้ ได้สร้างสะพานเพื่อใช้
ข้ามแม่น้่าด้วย ชื่อว่าสะพานข้ามแม่น้่าแคว สะพานนี้สร้างเสร็จเม่ือเดือนกันยายน พ.ศ.
2486 ตอ่ มาเมื่อฝา่ ยญ่ีปนุ่ แพ้สงคราม ไทยจงึ ไดซ้ ื้อทางรถไฟสายนจ้ี ากฝา่ ยสมั พนั ธมติ ร
พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลสวรรคต
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงตั้งพระทัยจะทรงศึกษาปริญญาเอก สาขา
นิตศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยโลซาน ที่ประเทศสวสิ เซอร์แลนด์จนเรยี บร้อยแล้วจึงจะเสด็จนิวัติพระ
นครเป็นการถาวรและทรงเข้ารับการบรมราชาภิเษกในภายหลัง แต่พระองค์ได้เสด็จสวรรคต
เสยี ก่อนด้วยพระแสงปืนในวนั ที่ 9 มถิ ุนายน พ.ศ. 2489 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา ณ หอ้ งพระ
บรรทม พระที่น่ังบรมพิมาน ภายในพระบรมมหาราชวัง ก่อนก่าหนดการเสด็จพระราชด่าเนิน
ไปทรงศึกษาตอ่ ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์เพียง 4 วัน สภาพพระศพมีบาดแผลกลางพระนลาฎ
(หน้าผาก) บริเวณระหว่างพระขนง (ค้ิว) ข้างพระศพมีปืนพกโคลต์ตกอยู่ชิดข้อศอก ด้ามปืน
หันออกจากตัว ในช่วงแรกมีการรบกวนพระบรมศพทา่ ใหก้ ารพิสูจน์เกดิ ปัญหา ความเห็นของ
แพทย์ผู้ชันสูตรเกือบสามในสี่ลงมติเป็นการลอบปลงพระชนม์ในช้ันต้นทางราชการได้มีการ
แถลงข่าวสาเหตุการสววรคตว่าเป็นอุบัติเหตุจากพระแสงปืนลั่น แต่การสอบสวนในภายหลัง
กลับพบสาเหตวุ า่ เป็นการลอบปลงพระชนม์
ล่าดบั เหตุการณ์ก่อนการสวรรคต
2 มิถุนายน พ.ศ. 2489 : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลมีพระอาการ
ประชวรเกีย่ วกบั พระนาภี (มอี าการปวดทอ้ ง)
3 มิถนุ ายน พ.ศ. 2489 : พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั อานันทมหดิ ลพร้อมด้วยสมเด็จ
พระอนุชาธิราช เจา้ ฟ้าภูมพิ ลอดลุ ยเดข เสดจ็ พระราชดา่ เนนิ เย่ียมประชาชนในย่านสา่ เพ็ง
5 มิถุนายน พ.ศ. 2489 : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จพระราช
ด่าเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ทรงทอดพระเนตรการท่านา
และกิจการของมหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์ทอี่ า่ เภอ
7 มิถนุ ายน พ.ศ. 2489 : นายปรีดี พนมยงค์ได้รับเลือกจากรฐั สภาให้เข้าด่ารงต่าแหน่ง
นายกรัฐมนตรี (คร้ังที่ 2) และคืนวันนี้ นายปรีดี ได้ถูกเรียกให้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เพื่อทรงซักถามความสมัครใจท่ีจะรับต่าแหน่ง
นายกรฐั มนตรี ซ่งึ นายปรดี ี เข้าเฝ้าอยปู่ ระมาณชวั่ โมงกวา่ ๆ ก็ถวายทลู ลากลับ
พระแท่นบรรทมรชั กาลที่ 8 ท่ีส้นิ พระชนม์
8 มิถุนายน พ.ศ. 2489 : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั อานันทมหิดล ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ แต่งต้ังให้นายปรีดี พนมยงค์เป็นนายกรัฐมนตรี และวันน้ี พระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลมีพระอาการประชวรพระนาภีมากขึ้น แพทย์ประจ่าพระองค์ (หลวงวิ
นิตยเ์ วชวศิ ษิ ฐ์) ได้ถวายยาเม็ดตอนเย็น และแนะน่าให้สมเด็จพระบรมราชชนนีสวนพระบังคล
หนักให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ในค่าน้ันและให้ถวายน้่ามันละหุ่งผสมนม
สดและบรน่ั ดใี นเช้าวนั รุง่ ขน้ึ (สมเดจ็ พระบรมราชชนนที รงสวนพระบังคลหนักใหพ้ ระองค์ โดย
มีนายชิต สิงหเสนเี ป็นผชู้ ว่ ย) ชว่ งกลางคืนมีมหาดเลก็ อยู่เวรยามท้ังช้นั ลา่ งช้ันบนตลอดคนื
9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 : เวลาตี 5 เศษ สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงตื่นบรรทมแล้ว
เสด็จเข้าไปปลุกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลท่ีห้องนอน (เสด็จผ่านห้องแต่ง
พระองค์) เพ่ือถวายน่้ามันละหุ่ง (มหาดเล็ก 2 คนช่วยยกถาดตามเสด็จ) หลังจากนั้น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงบรรทมต่อ สมเด็จพระบรมราชชนนีกลับไป
บรรทมตอ่ เชน่ กนั ในห้องของพระองคเ์ อง (มหาดเล็กกลบั ลงชั้นลา่ ง)
เวลา 7 โมงเศษ นายบุศย์ ปัทมศริน มหาดเล็กห้องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
อานันทมหิดล มาเข้าเวรถวายงานท่ีพระท่ีนั่งบรมพิมานซ่ึงเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอย่หู วั และได้ยกแก้วน้่าสม้ ค้นั มาเตรยี มถวาย โดยนงั่ รออย่หู นา้ ห้องของพระองค์
เวลา 7 โมงเศษ นายชิต สิงหเสนี ซ่ึงปกติเป็นมหาดเล็กประจ่าห้องบรรทม
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลสลับวันกับนายบุศย์ (ซึ่งวันน้ันไม่ใช่เวรของเขา)
แต่เขาได้รับมอบหมายให้ไปท่าหีบพระตรา เมื่อไปถึงร้านท่าหบี ทีเ่ สาชิงช้า ช่างได้บอกว่า ต้อง
รูข้ นาดดวงพระตราก่อนจึงจะทา่ หีบได้ นายชติ จงึ กลับมาท่พี ระที่นั่งบรมพิมานเพื่อมาวัดขนาด
ดวงพระตราท่ีอยู่ตู้เซฟในห้องแต่งพระองค์ เม่ือมาถึงจุดท่ีนายบุศย์น่ังอยู่ ได้รับบอกจากนาย
บุศย์วา่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั อานันทมหิดลทรงตื่นพระบรรทมแล้ว แต่กลับไปบรรทม
อีก นายชิตจึงน่ังรออยู่ที่เดียวกับนายบุศย์ เพราะเกรงว่าหากเข้าไปวัดพระตราจะเป็นการ
รบกวน
พระบรมโกศรชั กาลที่ 8
เวลา 7 โมงเศษ มหาดเล็กหลายคนรวมท้ังฉลาด เทียมงามสัจ ช่วยกันยกเคร่ืองพระ
กระยาหารเช้าจากชั้นล่างขึ้นไปจัดวางท่ีมุขหน้า หลังจากน้ัน คนอื่น ๆ กลับลงไปช้ันล่าง
ยกเว้นฉลาดอยเู่ ฝา้ เครื่องพระกระยาหาร
เวลาประมาณ 8.00 น. นายบุศย์เห็นพระอนุชา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงต่ืน
พระบรรทม และทรงเสด็จไปท่ีมุขหน้าเสวยอาหารเช้า ระหว่างนั้น นายมังกร ภมรบุตร และ
ขุนวรศักด์ิพินิจขึ้นมาช่วยงาน หลังจากพระอนุชาทรงเสวยเสร็จกป็ ระมาณ 9 นาฬิกา ฉลาด
ยังคงอยเู่ ฝ้าเคร่ืองพระกระยาหารทมี่ ขุ หนา้ (รอให้ พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
และ พระบรมราชชนนีเสด็จมาเสวย) ส่วนพระอนุชา เสวยเสร็จแล้วทรงเสด็จจากมุขหน้าไป
ยังห้องบรรทมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ซึ่งเดินมาถึงจุดที่นายชิตและนาย
บุศยน์ งั่ อยหู่ นา้ หอ้ งแตง่ พระองค์ ทรงถามอาการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล บุ
ศย์ตอบว่าทรงต่ืนบรรทมแล้ว และเข้าห้องสรง แล้วทรงเข้าบรรทมอีก หลังจากน้ัน พระอนุชา
(จากค่าใหก้ ารของทงั้ ชิต, บุศย์ และพระอนุชาเอง) ทรงเสด็จกลับไปทางห้องของพระองค์เอง
โดยทางเฉลียงหลัง เม่ือถึงหอ้ งของพระองค์แลว้ ทรงเข้าๆ ออกๆ อยสู่ องห้องคือ ห้องนอนของ
พระองคเ์ องและห้องเครือ่ งเลน่
เวลาใกล้เคียงกัน พระพ่ีเลี้ยงเน่ือง จิตตดุล ซึ่งมาถึงพระที่น่ังต้ังแต่ 7 โมงเศษ ถึง 8
โมง แตย่ งั ไม่ไดเ้ ขา้ เฝ้าทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั อานันทมหิดล และสมเด็จพระบรมราช
ชนนีเพราะเห็นว่าทรงยังไม่ตื่นบรรทม จึงท่างานอ่ืนไปพลาง จนกระมาณ 9 นาฬิกา จึงไปที่
ห้องสมเด็จพระบรมราชชนนี ซึ่งพบว่าพระองค์ทรงตื่นบรรทมแล้ว พระพี่เลี้ยงเน่ืองจึงอยู่ใน
หอ้ งสมเด็จพระบรมราชชนนี“เป็นเวลาราว 20 นาที” กเ็ ดินต่อเข้าไปยังห้องนอนพระอนุชา
(สองห้องนอนเดินทะลุกันได้) เพ่ือจัดเก็บฟิล์มภาพยนตร์ในห้องนั้น แต่ไม่ได้พบพระอนุชาใน
ห้อง (“ข้าพเจ้าไม่พบใคร แม้แต่ในหลวงองค์ปัจจุบัน ซึ่งพระองค์จะเสด็จไปประทับอยู่ท่ีไหน
ในขณะนน้ั หาทราบไม่”
จรูญ ตะละภัฎ ได้ให้การว่า เวลาประมาณ 9 นาฬิกา หลังจากกินอาหารเช้าที่ชั้นล่าง
แล้วได้ขึ้นมาท่ีห้องนอนสมเด็จพระบรมราชชนนีแต่ไม่พบสมเด็จพระบรมราชชนนี“เข้าใจว่า
คงเสด็จเขา้ หอ้ งสรง” เธอจงึ ท่าการเก็บพระแท่นบรรทม (แต่สมเดจ็ พระบรมราชชนนีได้ใหก้ าร
ว่า “มีพระพ่ีเลี้ยงเน่ืองมาท่ีห้องฉัน นางสาวจรูญเข้ามาด้วยหรือไม่นั้นจ่าไม่ได้แน่ แต่ตาม
ความรู้สึกแลว้ ร้สู ึกวา่ ไม่ได้มา”
เวลาประมาณ 9.30 น. มีเสียงปืนดังขึ้นภายในห้องบรรทมของพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล นายชิตวิ่งเข้าไปดู แล้ววิ่งไปตามสมเด็จพระบรมราชชนนีเม่ือสมเด็จ
พระบรมราชชนนีมาถึง พบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงนอนทอดพระ
วรกายบนท่ีนอนเหมือนทรงนอนหลบั ปกติพระกรทง้ั สองวางอยู่ข้างพระองค์ (ไม่งอ) พระวิสูตร
(มุ้ง) ถูกตลบข้ึนเหนือพระแท่น บนท่ีนอนบริเวณใกล้พระหัตถ์ซ้ายมีปืนสั้นวางอยู่ มีแผล
กระสุนท่ีพระนลาฎ (หน้าผาก) เหนือค้ิว บริเวณระหว่างพระขนง (ค้ิว) ข้างพระศพบริเวณข้อ
พระกรซ้ายมปี นื พก US Army ขนาดกระสนุ 11 มม. วางอยู่ในลักษณะชิดข้อศอก ด้ามปืนหัน
ออกจากตัว ปากกระบอกปืนชี้ไปท่ีปลายพระแท่นบรรทม สมเด็จพระบรมราชชนนีได้โถม
พระองค์เข้ากอดพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล จนสมเด็จพระ
อนชุ าธิราชตอ้ งพยงุ สมเด็จพระบรมราชชนนไี ปประทับทีพ่ ระเกา้ อปี้ ลายแท่นพระบรรทม
จากนั้นพระราชชนนีจึงมีรับส่ังให้ตาม พ.ต. นายแพทย์หลวงนิตย์เวช ชวิศิษฐ์ แพทย์
ประจ่าพระองค์มาตรวจพระอาการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่วนพระพ่ีเล้ียงเน่ืองได้
จับพระชีพจรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ข้อพระหัตถ์ซ้าย พบว่าพระชีพจรเต้นอยู่
เล็กน้อยแล้วหยุด พระวรกายยังอุ่นอยู่ จึงเอาผ้าคลุมพระองค์มาซับบริเวณปากแผลและปืน
กระบอกที่คาดว่าเป็นเหตุทา่ ให้พระองค์ทรงสวรรคต ไปใหน้ ายบุศย์เก็บพระแสงปืนไว้ท่ีล้ินชัก
พระภูษา เหตุการณ์ช่วงนี้เองได้ก่อปัญหาในการพิสูจน์หลักฐานในเวลาต่อมาเม่ือมีการจัดต้ัง
“ศาลกลางเมือง” เพ่ือสอบสวนเกีย่ วกับกรณีสวรรคต
เวลาประมาณ 10.00 น. หลวงนิตย์เวชชวิศิษฐ์ได้มาถึงสถานทีเ่ กดิ เหตุและตรวจพระ
อาการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พบว่าสวรรคตแน่นอนแล้วจึงกราบทูลใหส้ มเด็จพระ
บรมราชชนนีทรงทราบ สมเด็จพระบรมราชชนนีจึงรับส่ังให้ท่าความสะอาดและตกแต่งพระ
บรมศพ เพื่อเตรียมการถวายน่้าทรงพระบรมศพในช่วงเย็น ในช่วงเวลาเดียวกันพระยาเทวาธิ
ราช (ม.ร.ว. เทวาธิราช ป. มาลากลุ ) สมหุ พระราชพิธไี ดเ้ ดินทางไปทท่ี ่าเนียบทา่ ชา้ ง ท่พี กั ของ
นายปรีดี พนมยงค์ นายกรัฐมนตรีเพื่อแจ้งข่าวการสวรรคต (ขณะนั้นนายปรีดีประชุมอยู่กับ
หลวงเชวงศักด์ิสงคราม (รมว. มหาดไทย) พล.ต.อ. พระรามอินทรา (อธิบดีกรมต่ารวจ) และ
หลวงสัมฤทธ์ิสุขุมวาท (ผู้บังคับการต่ารวจสันติบาล) ในเร่ืองกรรมกรท่ีมักกะสันหยุดงาน
ประท้วง)
เวลาประมาณ 11.00 น. นายปรีดีมาถึงพระท่ีน่ังบรมพิมาน และสั่งใหพ้ ระยาชาติเดช
อุดมอัญเชิญพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่และเชิญคณะรัฐมนตรี มาประชุมเกี่ยวกับเร่ืองการ
เสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่ีประชุมสรุปว่าให้ออกแถลงการณ์แจ้งให้
ประชาชนทราบว่า การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเป็น
อุบัติเหตุ แถลงการณ์ของกรมต่ารวจทอี่ อกมาในวันนัน้ กม็ เี นื้อหาในลักษณะเดยี วกนั
เวลา 21.00 น. รัฐบาลเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการด่วน เพ่ือแจ้งให้สภาทราบเรื่องการ
สวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหดิ ล และสรรหาผ้สู ืบราชสมบัติ ท่ีประชุม
ได้ลงมติถวายราชสมบัตใิ ห้แกส่ มเด็จพระอนุชาธริ าช เจ้าฟ้าภูมพิ ลอดุลยเดช ขึ้นสืบราชสมบัติ
เป็นพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อย่หู ัวภมู พิ ลอดลุ ยเดช รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ต่อไป
จากน้ันนายปรีดีได้ประกาศลาออกจากต่าแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงความรับผิดชอบใน
กรณสี วรรคต
10 มถิ ุนายน 2489 : เจ้าหน้าทแี่ ละแพทย์จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้เดินทางมาทา่
การฉีดยารักษาสภาพพระบรมศพระหว่างการท่าความสะอาดพระบรมศพเพอ่ื เตรียมการฉีดยา
น้ัน คณะแพทย์และเจ้าหน้าท่ีได้พบบาดแผลท่ีพระปฤษฎางค์ (ท้ายทอย) ซึ่งเป็นบาดแผลที่
พบใหม่ไม่ตรงกบั ค่าแถลงการณ์ที่ออกมาในตอนแรก ทา่ ให้ประชาชนเกิดความสงสัยว่ารัฐบาล
มีส่วนในการปลงพระชนม์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กรมต่ารวจจึงออกแถลงการณ์
เพมิ่ เติมวา่ ไดต้ ง้ั ประเดน็ การสวรรคตไว้ 3 ประเดน็ คือ
1. มีผ้ลู อบปลงพระชนม์
2. ทรงพระราชอัตวินบิ าตกรรม (ปลงพระชนมเ์ อง)
3. อบุ ตั ิเหตุ
11 มิถุนายน พ.ศ. 2489 : กรมต่ารวจยังคงแถลงการณ์ยืนยันว่าพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยหู่ ัวสวรรคตด้วยอบุ ตั ิเหตุ
แต่การสอบสวนในภายหลังกลับพบสาเหตุว่าเป็นการลอบปลงพระชนม์
หลังจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จสวรรคต ได้อัญเชิญพระบรมศพมา
ประดิษฐาน ณ พระที่น่ังดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง และจัดให้มีพระราชพิธีถวาย
พระเพลิงพระบรมศพในระหว่างวันที่ 28-29 มีนาคม พ.ศ. 2493 ณ พระเมรุมาศ ท้อง
สนามหลวง วันรุ่งข้ึนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชด่าเนินเก็บ
พระบรมอัฐิ และอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิประดิษฐานท่ีบุษบงเหนือพระแท่นแว่นฟ้าทอง
ภายในพระท่ีน่ังดุสิตมหาปราสาท มุขตะวันตก และจัดให้มีการพระราชกุศลพระบรมอัฐิขึ้น
หลังจากนั้น ได้อัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมานชั้นบน พระที่นั่งจักรี
มหาปราสาท
วนั ท่ี 4 เมษายน พ.ศ. 2493 สมเด็จพระเจ้าอยู่หวั ภูมพิ ลอดุลยเดช เสด็จพระราชด่าเนิน
อญั เชิญพระผอบพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ไปยังวัด
สทุ ัศนเ์ ทพวราราม และอัญเชิญพระบรมราชสริรางคารบรรจุลงในหีบ พร้อมทั้งเคล่ือนหบี พระ
บรมราชสรีรางคารเข้าสู่พระพุทธบัลลังก์ พระศรีศากยมนุ ี พระประธานในพระวิหารหลวง วัด
สทุ ัศนเ์ ทพวราราม
.........................................................................
เอกสารอ้างองิ
จดหมายเหตคุ วามทรงจา กรมหลวงนรินทรเทว.ี พรนคร: องคก์ ารคา้ คุรสุ ภา,2516.
ชาลี เอีย่ มกระสนิ ธ,์ุ ในหลวงอานันท์กบั คดลี อบปลงพระชนม์, สานักพิมพ์ประพนั ธ์สาส์น,2520.
ทพิ ยากรณ.์ เจา้ พระยา.พระราชพงศาวดารกรุงรตั นโกสินทร์.พระนคร: หอสมดุ แหง่ ชาต,ิ 2506.
วิโรจน์ ไตรเพยี ร, 9 รชั กาลแห่งราชวงศจ์ กั รี, สานกั พิมพ์ คลังศึกษา,2543,หนา้ 108-116
วฒุ ิชยั มูลศลิ ป์ และคณะ, พระมหากษัตรยิ แ์ ห่งกรุงรตั นโกสินทร,์ อัลฟา่ มเิ ลน็ เนียม
พระราชประวตั ิพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหดิ ล พระอฐั มรามาธิบดินทร จากเวบ็ ไซต์
มูลนธิ ิอานนั ทมหิดล
พระบรมราชานุสาวรีย์ รชั กาลที่ 8 จาก เวบ็ ไซต์วัดสุทศั นเทพวราราม
พระราชพงศาวดาร ฉบบั พระราชหัตถเลขา, กรงุ เทพฯ : สานกั วรรณกรรมและประวัติศาสตร์
กรมศิลปากร 2548.
สมเด็จพระเจ้าพ่นี างเธอ เจ้าฟา้ กลั ยาณวิ ัฒนา, เจ้านายเล็กๆ - ยวุ กษัตรยิ ์, ซิลคเ์ วอรม์ บคุ ส์, พิมพ์ครั้ง
ท่ี 6 พ.ศ. 2549, 450 หนา้ ,
เสท้อื น ศภุ โศภณ. ประวัติศาสตรไ์ ทย ฉบับพัฒนาการ. พระนคร: อักษรเจรญิ ทศั น,์ 2506.
th.wikipedia.org ›
catholichaab.com
WWW.GOOGLE.COM
www.sanook.com
wiki.kpi.ac.th
site.google.com
ขอขอบคณุ ภาพและเนือ้ หาจากเวบ็ ไซต์ต่างๆ
………………………………………………………