The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระราชประวัิตรัชกาลที่4

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tharaphan.prasan, 2020-07-21 08:33:32

พระราชประวัิตรัชกาลที่4

พระราชประวัิตรัชกาลที่4

พระราชประวัตริ ชั กาลที่ 4
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ผู้เรยี บเรียงนายประสาร ธาราพรรค์

“เหมือนคร้ังตัวฉันยังเป็นภิกษุอยู่ ฉันได้เจรจาคาน้ีอยู่เนืองๆ ว่า เกิดจากครรภ์มารดา
แลว้ ในวันพระมหาปวารณาคอื วนั พฤหสั บดเี ดือน 11 ขน้ึ 15 คา่ ถ้าเม่ือเราจะตายหากวา่ ปว่ ย
หนักลง พวกศิษย์นาไปถึงท่ีประชุมสงฆ์ทาปวารณาในโรงอุโบสถยังประกอบด้วยกาลังเช่นนั้น
ไรเล่า เราถึงธรรมปวารณา สามจบแล้วตายเฉพาะท่ีหน้าพระสงฆ์ การท่ีได้ทานั้นเป็นการดี
เป็นการสงเคราะห์ควรแก่เรา วาจาอย่างนี้ฉันได้พูดเป็นเนืองๆ เมื่อครั้งเป็นภิกษุ บัดนี้ฉันเป็น
คฤหัสถ์จะทาอะไรได้อย่างท่ีว่านั้น เพราะฉะนั้นจึงส่งเคร่ืองสักการบูชาเหล่านี้ทาให้เป็นของ
แทนตัวฉัน วันมหาปวารณาคือวันเพ็ญขึ้น 15 ค่า วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีเหมอื นเมื่อวันฉันเกิด
กค็ วามเจ็บไขข้ องตัวฉันเจรญิ ทวีมากขึน้ ตัวฉนั กลัวว่าจะตอ้ งตายลงในวันนี้ ฉันขอลาพระสงฆ์
ฉันขออภิวาทไหว้ต่อพระผู้มีพระภาค พระอรหังสัมมนาสัมพุทโธเจ้า แม้นพระนิพพานแล้ว
นาน ฉันขอนมสั การพระธรรมของพระผู้มีพระภาคนั้น ขอนอบน้อมพระอริยสงฆ์ด้วยตัวฉันขอ
ลาผู้ได้ถึงพระรัตนตรยั เปน็ ทร่ี ะลกึ .........................

ขอพระสงฆ์จงงดโทษเป็นความผิดของข้าพเจ้านี้เถิด ครั้นเมื่อความตายของข้าพเจ้า
แม้นถึงความกระสับกระส่ายอยู่ จิตจะไม่เป็นกระสับกระส่าย ข้าพเจ้าศึกษาอยู่อย่างนี้ ทาตาม
คาสอนของพระพทุ ธเจา้ ผูต้ รสั รู้”
“คาแปลคาถาขอขมาลาพระสงฆ์” พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ก่อนสน้ิ พระชนม์

พระราชประวัติพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อย่หู ัว

พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว

พระมหากษัตริย์ราชจักรีวงศ์ทง้ั 9 พระองค์ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ หากมีการศึกษาพระ
ราชประวัติและพระราชกรณียกิจโดยถ่องแท้ลึกซ้ึงทุกพระองค์ จะประสบพบว่ากษัตริย์
พระองค์หน่ึงท่ีผู้ศึกษาจะต้องรู้สึกแปลกใจ พิศวงสงสัย ประสบพบสิ่งท่ีคาดคิดไม่ถึง
หลากหลายประการ อาทิพระองค์เป็นผมู้ ีสิทธิ์พร้อมสมบูรณ์ที่จะได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระ
ราชบิดา แต่เมื่อถึงเวลากลับไมไ่ ด้ข้ึนครองราชย์ต้องหนีราชภัยไปผนวชถงึ 27 ปี ตลอดเวลาที
ทรงผนวชก็ไม่มีวี่แววหนทางท่ีจะแสดงให้เห็นว่าพระองค์จะมีโอกาสได้กลับมาข้ึนครองราชย์
เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ต่อไปและท้ายสุดยังได้กลับข้ึนครองราชย์ อีกท้ังพระองค์ยังทรง
ก่อให้เกิดมหาราช 2 พระองค์คือ พ่อขุนรามคาแหงมหาราช ซ่ึงหากพระองค์ไม่เสด็จไปพบ
หลักศิลาจารึกท่ีสุโขทัยและนากลับมาไว้ที่กรุงเทพฯ พ่อขุนรามคาแหงจะได้เป็นกษัตริย์
มหาราชหรือไม่ และอีกพระองค์ คือ พระปิยมหาราช หากไม่มีพระราชบิดาดั่งพระองค์เป็นผู้
ทรงสั่งสอนให้เท่าทัน รับรู้ เข้าใจในอารายธรรมการปกครองแบบตะวันตกนามาประยุกต์ใช้
พัฒนาประเทศชาติ เราจะมีพระปิยมหาราชหรือ อีกท้ังพระองค์ยังทรงเป็นกษัตริย์นักบวชผู้
ก่อกาเนิดธรรมยุติกนิกายธารงศาสนาพุทธไว้ใหม้ ั่นคงแข็งแรงด้วยวัตรปฏิบัติเคร่งครัดสืบทอด
พระศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองจนกระท่ังทุกวันน้ี และหากจะกล่าวถึงความรู้ความสามารถพระ
อัจฉริยภาพในทางวิชาการยุคใหม่พระองค์ก็ไม่ทรงด้อยน้อยหน้าใครโดยเฉพาะท างด้าน
วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ จนได้รับการยกย่องทรงเป็น “พระบิดาแหง่ วิทยาศาสตร์ไทย” นี่
เป็นเพียงตัวอย่างท่ีกล่าวถึงเพียงเล็กน้อยพอสังเขปเท่าน้ัน ซ่ึงพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราช
ประวตั แิ ปลกพิสดาร พระราชกรณียกจิ เปยี่ มพระอัจฉริยะท่ีได้กล่าวไว้ข้างต้น พระมหากษัตริย์
พระองคน์ ั้นคอื พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยูห่ ัว รัชกาลท่ี 4 แห่งราชจกั รีวงศ์

พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั รัชกาลท่ี 4 เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 43 ใน
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 กับกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรม
ราชินี ทรงประสูติเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2347 ตรงกับข้ึน 14 ค่า เดือน 11 ปีชวด ฉศก
จ.ศ. 1166 และมีพระนามเรียกขานวา่ “ทลู กระหม่อมฟ้าพระองค์ใหญ่”

พระพุทธโฆษาจารย์ (ขนุ ) แห่งวัดโมลโี ลกยาราม

เม่ือทรงพระเยาว์ได้ทรงศึกษาหาความรู้ด้านอกั ขรภาษาไทย กบั สมเด็จพระพุทธโฆษา
จารย์ (ขุน) แห่งวัดโมลีโลกยาราม นอกจากนั้นพระองค์ยังได้ทรงศึกษาวิชาสาหรับกษัตริย์
อาทิ ตาราพิชัยสงคราม การฝึกหดั อาวุธ วิชาคชกรรม วิชาโหราศาตร์ อีกท้ังพระองค์ยังทรง
สนพระทัยในการศกึ ษาภาษาตา่ งประเทศเปน็ อยา่ งยิ่ง

ในปี พ.ศ. 2355 เม่ือพระชนมายุได้ 9 พรรษา สมเด็จพระบรมชนกนาถ
พระบาทสมเด็จพระพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มพี ระราชประสงค์ที่จะให้เป็นเกียรติอันย่ิงใหญ่
แกพ่ ระองค์ที่ทรงเป็นพระราชโอรสท่ที รงศักดิ์เป็นเจ้าฟ้าพระองค์ใหญ่ โปรดให้ต้ังการพระราช
พิธีมหาพิชัยมงคลสรงสนานรับพระปรมาภิไธย หรือเรียกย่อ ๆ ว่า “พระราชพิธลี งสรง” โดย
จดั ตามพระราชประเพณี ซึง่ เป็นการจัดอย่างถูกต้องครบถว้ นกระบวนพิธี นับเป็นคร้ังแรกท่ีจัด
พิธีน้ีข้ึนในกรุงรัตนโกสินทร์ และพระองค์ได้รับพระราชทานนามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า
“สมเดจ็ พระเจา้ ลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกฎุ สมมุติเทวาวงศ์ พงศ์อศิ วรกษัตริย์ขัตติยราชกุมาร”

พ.ศ. 2358 สมงิ สอดเบา และพวกมอญเมืองเมาะตาเลิม กอ่ การกบฏต่อพมา่ ได้พา
ครอบครัวเข้ามาพ่ึงพระบรมโพธิสมภารถงึ 40,000 คน สมเด็จพระบรมราชชนก รัชกาลที่ 2
โปรดให้สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ พระราชโอรส ซ่ึงขณะน้ันมพี ระชนมายุ 11 พรรษา เป็นแมท่ ัพคุม
กาลังไพร่พลไปรับครัวมอญ ที่ด่านเจดีย์สามองค์ เมืองกาญจนบุรี โดยมีเจ้าฟ้ากรมหลวง
พทิ ักษม์ นตรีเป็นพระอภิบาล

เมื่อพระองค์ เจริญพระชนมายุได้ 13 พรรษา สมเด็จพระราชบิดาทรงจัดให้มีพระราช
พิธีโสกนั ต์พระองค์ขึ้นอย่างย่ิงใหญ่ มีเขาไกรลาศสูงเจ็ดวา มีมณฑปยอดเขา และมีขบวนแห่
ตามระบอบโบราณราชประเพณี และในปี พ.ศ.2360 พระองค์ทรงผนวชเป็นสามเณรโดยมี
สมเด็จพระญาณสังวรณ์เป็นพระอปุ ัชฌาย์และประทับ ณ วัดมหาธาตุเป็นเวลา 7 เดือน และ
เม่ือทรงลาผนวชก็เสด็จประทับในพระราชวังฝ่ายหน้าพระตาหนักอยู่หน้าพร ะท่ีน่ังดุสิตมหา
ปราสาท พระองค์ทรงมีพระหฤทัยใฝ่ในพระพุทธศาสนาทรงเสด็จไปศึกษาธรรมะที่วัดอรุณ
ราชวรารามอยู่เนือง ๆ ครั้นเมื่อพระชนมพรรษาควรแก่การรับราชการ สมเด็จพระบรมชนก
นาถโปรดใหท้ รงเข้ารับราชการในหน้าท่อี ธบิ ดกี รมมหาดเล็ก

วัดสมอราย(วดั ราชาธิราช)

ในช่วงปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย บรรดาโหราจารย์ได้
ทานายทายทัก สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎโชคร้ายต้องราหู อีกทั้งมีลางร้ายคือช้างเผือกคู่บุญบารมี
รัชกาลท่ี 2 ล้ม เพ่ือแก้ลางร้ายบรรดาพระญาติเช้ือพระวงศ์จึงอันเชิญใหส้ มเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ
ผนวชอกี ท้งั พระชนมายุครบอปุ สมบท ได้ทรงผนวช เมอื่ พ.ศ. 2367 ณ วัดพระศรีรัตนศาสดา
ราม โดยมีพระสงั ฆราช (ด่อน) วัดมหาธาตุ เป็นพระอปุ ฌาย์ และพระองค์มพี ระฉายาว่า“วชิร
ญาณภกิ ขุ” ประทับวดั มหาธาตุ 3 วัน แลว้ เสดจ็ จาพรรษาทว่ี ัดสมอราย (วดั ราชาธริ าช)

พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎทรงผนวชได้ 2 สัปดาห์ สมเด็จพระบรมราชชนก

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงพระประชวรกะทันหัน มพี ระอาการอ่อนซึม

มึนและเมอ่ื ยพระองค์ได้เสวยพระโอสถชื่อไนเพชรซึ่งพระองค์เคยเสวย คร้ันเสวยแล้วเกดิ พระ

อาการร้อนเปน็ กาลงั จึงเสวยพระโอสถอีกขนานชื่อทิพย์โอสถ พระอาการกไ็ ม่คลาย เอ่ยกระแส

พระราชดารัสไม่ได้ ยังมิทันมอบหมายราชสมบัติให้แก่ผู้ใดก็เสด็จสวรรคตเมื่อวันพุธ เดือน

8 แรม 11 ค่า เวลาย่าค่าแลว้ 5 บาท ปวี อก จ.ศ. 1186 พ.ศ. 2367

พระบาทสมเดจ็ พระน่ังเกลา้ เจ้าอยูห่ วั

ในฐานะทพี่ ระภิกษเุ จ้าฟ้ามงกฎุ ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ในสมเด็จพระบรมราชินี
ดังน้ัน ราชบัลลังก์จึงสมควรเป็นของพระองค์ แต่ในขณะนั้นพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมนื่ เจษฎา
บดินทร์ พระราชโอรสองค์ใหญ่ทปี่ ระสูติจากพระสนมเจ้าจอมมารดาเรียม มีพระอานาจเหนือ
ผู้ใด ทาให้พระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางผู้ใหญ่ต่างพากันเห็นว่าพระเจ้าลูกยาเธอกรมหม่ืน
เจษฎาบดินทร์สมควรจะครองราชสมบัติรักษาแผ่นดินสืบบรมราชตระกูลต่อไป จึงอันเชิญ
เสด็จข้ึนเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หวั ช่วงการ
เปลี่ยนแปลงแผ่นดินพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎได้ถูกควบคุมพระองค์ไว้ในโบสถ์วัดพระศรีรัตน
ศาสดาราม เมื่อเหตุการณ์สงบก็ได้รับการปล่อยตัวให้เสด็จกลับจาพรรษาอยู่ที่วัดสมอราย
ตามเดิม รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 3 พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎจึง
ครองเพศบรรพชิตตลอดรัชกาล ซง่ึ กินเวลาถงึ 27 ปี โดยจาพรรษาอยู่วัดมหาธาตุ วัดสมอ
ราย 12 ปี 6 เดือน และทรงครองวดั บวรนเิ วศวหิ ารเป็นเวลา 14 ปี 3 เดอื น

พระภกิ ษเุ จา้ ฟา้ มงกฎุ

ในพรรษาแรกพระภิกษุสมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎได้ทรงศึกษาทางสมถวิปัสสนาท่ีวัดสมอ
ราย 1 ปี และในพรรษาต่อมาได้ศึกษาสมถวิปัสสนาต่อท่ีวัดพลับ(วัดราชสิทธ์ิ) พระองค์ศึกษา
ได้รวดเร็วจนแตกฉาน ต่อมาได้หันมาศึกษาทางด้านคันถะธุระพระไตรปิฎก พระธรรมวินัย
พระปริยัติธรรม จากพระวิเชียรปรีชา (ภู่) เป็นเวลา 3 ปี จนมีความรู้แตกฉานและสามารถ
แปลพระปริยัติธรรมได้คล่องแคล่วรวดเร็วจนกิตติศัพทเ์ ล่าลือว่า พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกฎุ ออก
ทรงผนวชไดเ้ พยี งไมก่ พี่ รรษากส็ ามารถแปลพระไตรปิฎกได้เชี่ยวชาญแตกฉาน จนความทราบ
ไปถึงพระเนตรพระกรรณพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงปิติยินดีและโปรด
ให้พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎเข้าแปลพระปริยัติธรรมหน้าพระที่นั่งโดยพระราชาคณะผู้ใหญ่เป็น
องค์คณะผูส้ อบไล่พระปริยัติธรรมซึ่งทรงแปลถงึ ประโยค 4 จึงทรงยุติ เนื่องจากทรงได้ยินเสียง
กระซิบแสดงความไม่พอพระทัยในการแปลพระปริยัติธรรมของพระองค์จากกรมหลวงรักษ์
รณเรศ(หมอ่ มเจ้าไกรสร โอรสรัชกาลท่ี 1 ) ในการแปลคร้ังน้ีนับว่าเป็นคร้ังแรกในประวิติ
ศาสตร์ที่มีพระภิกษุที่เป็นเช้ือพระวงศ์ชั้นสูงเข้าแปลพระปริยัติธรรมหน้าพระท่ีนั่ง
พระมหากษัตริย์ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงแต่งตั้งพระภิกษุเจ้าฟ้า
มงกุฎเปน็ พระราชาคณะและเป็นคณะกรรมการผ้สู อบไล่พระปริยัติธรรมของคณะสงฆ์ไทยด้วย
พระองค์หนง่ึ

ปีระกา พ.ศ. 2368 ทรงย้ายจากวัดสมอรายมาจาพรรษา ณ วัดมหาธาตุ จากที่

พระองค์ได้ทรงศึกษาภาษามคธในพระคัมภีร์พระไตรปิฎกโดยละเอียดทุกฉบับท้ังทรงสอบสวน
ข้อธรรมวินัยในพระพุทธศาสนา ทรงพบว่าวินัยลัทธิที่พระสงฆ์ไทยประพฤติปฏิบัติกันอยู่
โดยมากในเวลาน้ัน คลาดเคลื่อนจากพระพุทธบัญญัติเป็นอนั มาก พระองค์จึงทรงใคร่ครวญท่ี
จะหาผูม้ คี วามรแู้ ตกฉานเช่ยี วชาญในพระธรรมวนิ ยั และไตรปฎิ กตามพระพทุ ธบญั ญัติที่แท้จริง

และตอ่ มาก็ทรงไดท้ ราบขา่ ววา่ มีพระมอญรปู หน่ึงชื่อ ชาย ซ่งึ ภาษาไทย แปลว่าผ้ึง มฉี ายาทาง
พระวา่ “พทุ ธวังโส” เป็นพระราชาคณะมอญ มสี มณศักดิ์ “พระสุเมธาจารย์” เปน็ ผูเ้ ช่ียวชาญ
ลุ่มลึกในพระธรรมวินัยพระไตรปิฎกย่ิงนัก โดยเข้ามาจาพรรษา ณ วัดบวรมงคล ฝั่งตรงข้าม
กับวัดมหาธาตุ และเม่ือพระองค์ได้เสด็จไปหาแล้วทรงธรรมสากัจฉา ซักถามพระธรรมวินัย
พระสุเมธาจารย์ก็ตอบได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งเป็นท่ีพอพระทัยย่ิงนัก บังเกิดความเลื่อมใสใน
ลัทธิอย่างมอญ และทรงต้ังพระทยั ท่ีจะทรงปฏิบัติพระธรรมวินัยในลัทธิของมอญตั้งแต่บัดน้ัน
เป็นต้นมา

สมเด็จพระสมณเจา้ กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์

ในปี พ.ศ. 2372พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกฎุ ได้ออกจากวัดมหาธาตุมาประทบั จาพรรษาท่ีวัด
สมอราย และได้ตั้งคณะธรรมยุติกนิกายข้ึนโดยมีพระทม่ี าร่วมประพฤติวินัยอย่างเคร่งครัดเป็น
พระเถระผู้เป็นต้นวงศ์ธรรมยุติ 10 รูป อาทิ พระปัญญาอคั คเถระ คือสมเด็จพระสมณเจ้ากรม
พระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ วดั บวรนเิ วศวิหาร พระปุสสเถระ คือ สมเด็จพระสังฆราช (สา) วัด
ราชประดิษฐ์ พระพุทธสิริเถระ คือ สมเด็จพระวันรัต (ทับ) เป็นต้น อกี ท้งั ทรงให้การบรรพชา
อปุ สมบทแกก่ ุลบุตรทศี่ รทั ธาเลื่อมใสและทรงสงเคราะห์คฤหัสถ์ด้วยธรรมกถาอนุสาสโนวาทใน
ธรรมวนิ ยั สวนะ ทรงเปล่ยี นแปลงวิธีครองผ้าเปน็ ครองแหวกตามอย่างพระสงฆร์ ามัญ ทรงทานุ
บารุงการปฏิบัติของสงฆ์ให้ต้ังอยู่ในสังวร ไม่งมงายนาไสยศาสตร์มาเก่ยี วข้อง ใช้ความตริ
ตรองใหเ้ หน็ ประโยชน์แห่งการปฏบิ ัติโดยเคร่งครดั ในธรรมวินัย

สังฆราชปาลเลกัวส์ซ(์ Pallegoiux)

หมอบรัดเล (Bradley)

ในคร้ังท่ีพระองค์ประทบั อยู่ ณ วัดสมอราย ได้ทรงรู้จักกับทา่ นสังฆราชปาลเลกวั ส์ซ์
(Pallegoiux) ชาตฝิ รัง่ เศส ทา่ นสงั ฆราชได้สอนภาษาลาตนิ ให้กบั พระองค์ โดยพระองค์ได้ทรง

สอนภาษาบาลเี ปน็ การแลกเปลย่ี น อีกทัง้ เมือ่ ประทับอยู่ ณ วัดบวรนิเวศ พระองค์ได้ทรงติดต่อ
หมอสอนศาสนานิกายโปรแตสแตนท์ชาวอเมริกา คือด๊อกเตอร์คาสเวลล์(Caswell) บรัดเล
(Bradley)และเฮาซ์ (House) พระองค์ได้ศึกษาภาษาอังกฤษกับทา่ นเหล่าน้ี ได้ทรงเรียนพูด
และเขียนได้อย่างคล่องแคล่ว นอกจากนั้นพวกหมอสอนศาสนาได้ช่วยเหลือพระองค์ใน
การศกึ ษาวิทยาการแผนใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาภูมิศาสตร์และดาราศาสตร์ซ่งึ พระองค์สน
พระทัยเป็นอันมาก

ปี พ.ศ. 2374 พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกฎุ ได้เสด็จไปยังเมืองนครชัยศรี (จังหวัดนครปฐม)
นมัสการพระปฐมเจดีย์ ซึ่งในสมัยนั้นเดินทางไปยากลาบากเพราะเป็นป่ารกชัฏ พระองค์ทรง
เลื่อมใสและเชื่อถือว่าคงเป็นเจดีย์สถานของเก่า และใหญ่โตมน่ั คงยิ่งกว่าพระเจดียฐานในเขต
แดนสยาม และทรงคาดวา่ น่าจะมพี ระบรมธาตขุ องสมเดจ็ ผมู้ พี ระภาคเจา้ ประดิษฐาน ณ เจดีย์
แหง่ นี้

องค์พระปฐมเจดยี ์

พระองค์ได้ทรงอธิษฐานขอให้เทพยดาผู้ทรงรักษาพระมหาเจดีย์นี้ จงมีเมตตากรุณา
แบ่งพระบรมธาตุ 2 องค์ เพอื่ นาไปบรรจุในพระพุทธรปู ทีห่ ลอ่ ใหม่ มพี ระนามวา่ “พระสัมพทุ ธ

พรรณี” และบรรจใุ นพระเจดีย์ทองเหลืองหุ้มเงินองค์หน่ึง เพื่อไว้เป็นทเ่ี คารพบูชาในกรุงเทพฯ
ต่อไป โดยต้ังพานแก้วไว้ในโพรงพระเจดียฐานด้านตะวันออก แต่เม่ือนาพานกลับมาก็หามีส่ิง
ใดไม่ ต่อเม่ือเสด็จนิวัติกลับกรุงเทพฯมาได้เดือนเศษ ณ หอพระวัดมหาธาตุได้เกิดอัศจรรย์
ประมาณเวลา 5 ทุ่ม ขณะท่ีพระสงฆ์สวดมนตร์ได้ปรากฏควันสีแดงคลุ้งข้ึนและมีกลิ่นหอม
เหมือนควันธูปเทียนบริเวณพระพุทธรูปประธานพระพุทธเนาวรัตน์ จนดูพระองค์เป็นสีแดง
เหมือนสีนาก วันรุ่งขึ้นพระสงฆ์ในวัดมหาธาตุได้นาความข้ึนกราบทูลให้พระองค์ทรงทราบ
พระองค์จึงเสด็จลงมาทอดพระเนตรพระพุทธเนาวรัตน์ทรงเห็นมีพระบรมสาริกธาตุท่ีบรรจุใน
องค์พระพุทธรูปน้ันมีจานวนมากขึ้นกว่าเก่า 2 องค์ เป็นอัศจรรย์และเม่ือเสด็จดารงสิริราช
สมบัติแล้วจึงโปรดให้บูรณะปฏิสังขรณ์พระปฐมเจดีย์เป็นการใหญ่โดยสร้างเป็นพระเจดีย์องค์
ใหญ่ครอบองค์เดมิ ไว้ทัง้ องค์

พระแท่นมนังคศิลา ศลิ าจารึกพ่อขนุ รามคาแหง

ในปี พ.ศ.2376 พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎได้เสด็จธุดงค์ไปยังจังหวัดสุโขทัย ได้เสด็จไป
บริเวณเมืองเก่า ทรงพบแทน่ ศิลาอนั ใหญ่ต้ังอยู่ใกล้ ปราสาทเกา่ ซง่ึ เป็นส่ิงที่ประชาชนในแถบ
นนั้ นบั ถอื เป็นของศกั ดิส์ ิทธ์ นอกจากแท่นหินแลว้ ยงั ทรงพบหลกั ศลิ าจารึกอีก 2 หลัก หลักหนึ่ง
จารึกเป็นอักษรขอม อกี หลักหนึ่งจารึกเป็นภาษาไทยโบราณ พระองค์โปรดให้นาพระแท่นและ
หลักศลิ าทงั้ 2 หลักลงมากรุงเทพฯ มาประดิษฐานไวท้ วี่ ดั สมอราย ซงึ่ พระแท่นศิลาน้ันคือ พระ
แทน่ มนังคศิลาในสมัยพ่อขุนรามคาแหง ส่วนจารึกหลักท่ีเป็นอักษรขอมจารึกในสมัยพระมหา
ธรรมราชาลิไทย สว่ นหลักศิลาจารึกอักษรไทยโบราณเป็นหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคาแหง
ซง่ึ ต่อมาเปน็ หลักฐานสาคญั ทางประวัติศาสตรแ์ ละอกั ษรศาสตร์ในสมัยสุโขทยั ภายหลังพ่อขุน
รามคาแหงจึงได้รับการยกย่องเป็น “พ่อขุนรามคาแหงมหาราช” เนื่องจากศิลาจารึกที่
พระภกิ ษุเจ้าฟ้ามงกฎุ นากลับมาจากสโุ ขทยั น่ันเอง

พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ ลพบรุ ี

จากการเสด็จธุดงค์ไปยังจังหวัดต่าง ๆ ได้ทรงค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่
สาคัญหลายประการ และโบราณสถานทรงคุณค่า เมื่อพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์แล้วกโ็ ปรดให้
ซ่อมแซมโบราณสถานในจังหวัดที่เคยเสด็จธุดงค์ อาทิ ซ่อมแซมพระราชวังนารายณ์ราช
นิเวศน์ทล่ี พบุรี พระพุทธบาททีส่ ระบุรี วหิ ารวดั พระพทุ ธชนิ ราชทพี่ ิษณุโลก

วดั บวรนเิ วศวหิ าร

เม่ือพระเทพโมลี (สิน) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารลาสิกขาบท พระบาทสมเด็จพระ
นั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงอาราธนาพระภิกษุสมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ ซึ่งผนวชประทับอยู่วัดสมอ
ราย ให้เสด็จมาครองวัดบวรนิเวศวิหาร และทรงสร้างพระตาหนักพระราชทาน คือ พระ
ตาหนักปั้นหยาตึกฝร่ังพื้น 3 ช้ัน และพระองค์เสด็จมาอยู่ครองวัดน้ีเมื่อวันพุธที่ 11 มกราคม
2379 วัดบวรนิเวศซ่ึงคนทว่ั ไปเรียกกันว่า “วัดบน” เมื่อเสด็จประทบั จาพรรษา ณ วัดแห่งน้ี
ทรงต้ังขนบธรรมเนียมไว้สาหรับวัดคือ ตั้งการนมัสการพระเป็นการทาวัตรทั้งเช้า ค่า
ประจาวัน พระองค์ทรงแต่งคานมัสการขึ้นใหม่เป็นภาษามคธ เป็นคาร้อยแก้วเป็นพระคาถา
และนยิ มใชก้ นั แพรห่ ลายต่อมาทงั้ ทรงต้งั การทาบูชาพิเศษในอภลิ ักขิตสมยั แหง่ สมเด็จพระบรม
ศาสดา คือทามาฆบูชาในเพ็ญเดือน 3 และวิสาขบูชาในเพ็ญเดือน 6 ทรงชักนาการบาเพ็ญ
กุศลตา่ ง ๆ อยา่ งอื่นอีกตามเทศกาล อาทิ ถวายสลากภัตรหน้าผลไม้ ถวายผ้าจานาพรรษาเมื่อ
ออกพรรษา นอกจากนัน้ ยงั ทรงบารุงการเรยี นพระปรยิ ัตธิ รรมใหร้ ุง่ เรอื ง

พระบาทสมเดจ็ พระนั่งเกลา้ เจา้ อยู่หัว

ปี พ.ศ.2394 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวร มีพระอาการ
ปรากฏให้เห็นคือพระบังคลเบาขุ่นข้นเป็นตะกอน พระวรกายก็ทรุดโทรม บรรทมไม่หลับ ให้
ทรงคล่ืนเหียน เสวยพระกระยาหารไม่ค่อยได้ ไม่สบายพระองค์ ถึงประชุมแพทย์พระโอสถ
อาการก็ไม่ดี จึงเสด็จแปรพระราชฐานจากพระที่น่ังจักรพรรดิพิมานองค์ตะวันออกซ่ึงเป็นที่
บรรทมแต่เดิมมาประทับอยู่ ณ พระที่นั่งตะวันตก เม่ือพระอาการทรุดหนักโดยลาดับใกล้
สวรรคตพระองค์มิได้แต่งตั้งองค์รัชทายาทด้วยพระองค์เองท้ัง ๆที่พระองค์มพี ระราชโอรสและ
พระราชธิดา รวมทั้งสิ้น 51 พระองค์ โดยประสูติกอ่ นพระบรมราชาภิเษก 38 พระองค์ และ
ประสูติเมื่อบรมราชาภิเษกแล้ว 13 พระองค์ แต่กลับทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้
พระบรมวงศานวุ งศค์ ณะเสนาบดีขนุ นางผ้ใู หญเ่ ลือกพระเจ้าแผน่ ดินตามเหน็ สมควร

ครั้นถงึ วันพุธ เดือน 5 ปีกุน โทศก จุลศักราช 1212 เวลา 8 ท่มุ หา้ บาท ซึ่งตรง
กับ วันท่ี 2 เมษายน พ.ศ. 2394 พระบาทสมเดจ็ พระน่ังเกลา้ เจ้าอยู่หวั เสด็จสวรรคต

ขึน้ ครองราชย์
เม่ือสิ้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมวงศานุวงศ์และคณะ

เสนาบดีได้ประชุมพร้อมกันมีมติให้อันเชิญพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎขึ้นครองราชย์ วันรุ่งข้ึน
เจ้าพระยาพระคลัง (ดิส บุนนาค) ว่าท่ีสมุหกลาโหม และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ได้ไปท่วี ัดบวร
นิเวศน์เพื่ออันเชิญพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎข้ึนครองราชย์ พระองค์ทรงรับอาราธนาด้วยดุษณีย
ภาพยินดีจะเป็นพระมหากษัตริย์จึงเสด็จออกจากวัดบวรนิเวศไปประทับอยู่ในวัดพระศรีรัตน
ศาสดาราม พระบรมมหาราชวังในค่าวันน้ัน และวันท่ี 5 พฤษภาคม 2394 พระองค์ทรงลา
ผนวชต่อหน้าพระราชาคณะฐานานุกรมเปรียญ 30 รูป อนั เป็นพระสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย แล้ว
เสด็จไปประทับ ณ พลับพลา หน้าคลังศุภรัตน์ข้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พอถึงวัน
พฤหัสบดีท่ี 15 พฤษภาคม 2394 พระองค์เสด็จสรงน้ามุรธาภิเษกในการพระราชพิธีบรม
ราชาภเิ ษก และเสด็จเฉลิมพระราชมณเฑียรสถาน ตามโบราณขัตติยราชประเพณี มจี ารึกพระ
บรมนามาภิไธยในพระสุพรรณบัฏวา่

พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั

“พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ สุทธิสมมุติเทพยพงศวงศาดิศรกษัตริย์
วรขัตติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธิเคราะหณี
จักรีบรมนารถ อดิศวรราชรามวรังกูล สุจริตมูลสุสาธิตอุกฤษฐวิบูลย บุรพาดูลยกฤษฎาภินิ

หาร สุภาธิการรังสฤษดิ ธัญญลักษณ์ วิจิตรโสภาคสรรพางค์ มหาชนโนตมางคประนต บาท
บงกชยุคล ประสิทธิสรรพสุภผลอุดม บรมสุขุมาลยมหาบุรุษยรัตน ศึกษาพิพัฒนสรรพโกศล สุ
วิสุทธวิ ิมล ศุภศีลสมาจารย์ เพ็ชรญาณประภาไพโรจน์ อเนกโกฏิสาธุคุณวิบูลยสันดาน ทิพย
เทพาวตาร ไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์เอกอคั รมหาบุรุษ สุตพุทธมหา
กระวีตรี ปิฎกาทิโกศล วิมลปรีชามหาอุดมบันฑิต สุนทรวิจิตรปฏิภาณ บริบูรณ์คุณสารัสยา
มาทิโลกย ดิลกมหาปริวารนายก อนันต์ มหันตวรฤทธิเดช สรรพวิเศษสิรินทร มหาชนนิกร
สโมสรสมมติ ประสิทธิวรยศมโหดมบรมราชสมบัตินพปดลเศวตฉัตราดิฉัตร สิริรัตโนปลักษณ์
มหาบรมราชาภเิ ศกาภิษิต สรรพทศทิศวิชัตชัย สกลมไหศวริยมหาสวามินทรมเหศวรมหินทรม
หาราชาธิราชวโรดม บรมนารถชาติอาชาวศรัย พุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ์ อุกฤษฐศักดิ์อัคร
นเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการ สกลไพศาลมหารัษฎาธิ
เบนทร ปรเมนทรธรรมิกมหาราชาธริ าช บรมนารถบรมบพิตร พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จ
เถลิงถวลั ราชย์ในพระบรมมหาราชวงั กรงุ เทพมหานคร อมรรัตนโกสนิ ทรมหนิ ทรายุธยา”

รปู ป้ันกรมหลวงรักษรณเรศร ณ วัดปิตลุ าธิราชรังสฤษฎ์ิ หรอื วดั เมือง จงั หวดั ฉะเชิงเทรา

การขน้ึ ครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั รัชกาลท่ี 4 ใช่จะราบรื่น
โดยง่ายดาย ได้มีผู้แสดงตนเป็นศตรูขัดขวางคือ กรมหลวงรักษรณเรศ (หม่อมเจ้าไกรสร)
พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ซ่ึงได้แสดงตนเป็นศตรูกับ
พระองค์ตั้งแต่คราวที่เสด็จแปลพระปริยัติธรรมหน้าพระท่ีน่ังรัชกาลที่ 3 เมื่อพระองค์ได้รับ
ความเห็นชอบจากพระบรมวาศานุวงศใ์ หข้ ้นึ ครองราชย์ทาใหก้ รมหลวงรักษรณเรศไม่เห็นชอบ
ไม่พอพระทัย จึงนากาลังขัดขวางท้ายสุดกรมหลวงรักษรณเรศก็ถูกจับและถูกลงพระราช
อาญาสาเรจ็ โทษ

พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าเกลา้ เจา้ อย่หู ัวและพระบาทสมเดจ็ พระป่ินเกลา้ เจ้าอยหู่ ัว

เม่ือพระองค์ไดข้ ้ึนครองราชยแ์ ลว้ ทรงแตง่ ต้ังเจา้ ฟา้ กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ พระอนชุ า
ให้ดารงพระยศเสมอด้วยพระมหากษตั ริยอ์ กี พระองคห์ น่ึง ทรงพระนามวา่ “พระบาทสมเด็จ
พระป่ินเกลา้ เจา้ อยูห่ วั ” แทนทีจ่ ะแตง่ ต้ังใหข้ ้นึ เปน็ สมเดจ็ กรมพระราชวงั บวรฯตามประเพณี
สืบมาเพราะทรงมคี วามรักใครผ่ ูกพันเคยรว่ มทุกข์รว่ มสขุ มาแต่ก่อน ทงั้ ทรงมพี ระปรชี า
สามารถรอบรู้การในพระนครและการต่างประเทศทง้ั ขนบธรรมเนยี มและศลิ ปศาสตร์เป็นอนั
มากทงั้ พระบรมวงศานุวงศแ์ ละเสนาบดนี ิยมยินดีนบั ถอื โดยท่ัวกนั
พระอัครมเหสี เจา้ จอมมารดา และเจา้ จอมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ ัว
พระอัครมเหสี

สมเดจ็ พระนางโสมนสั วฒั นาวดี

1. สมเด็จพระนางโสมนัสวัฒนาวดี ทรงได้รับสถาปนาเป็นพระเจ้าหลานเธอ
พระองค์เจ้าหญิงโสมนัสวัฒนาวดี โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เม่ือพระชนมายุ
ได้ 18 พรรษา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระนางเจ้า
โสมนัสวัฒนาวดี เม่ือวันอาทิตย์ท่ี 2 มกราคม 2394 นับเป็นพระอคั รมเหสีองค์แรกทรงดารง
ตาแหน่งได้เพยี ง 9 เดือน ก็สิ้นพระชนม์

รัชกาลที่ 4 และสมเด็จพระเทพศริ นิ ทราบรมราชนิ ี

2. สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ทรงเป็นอัครมเหสีพระองค์ที่สอง มีพระนาม
เดิมว่า หม่อมเจ้าหญิงราเพย ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 8 ข้ึน 12 ค่า ปีมะเมีย จุลศักราช
1196 ตรงกับวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ.2377 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระราชทานสมมตยาภิเษกเป็นพระราชเทวี ทรงพระนามว่า "พระนางเธอพระองค์เจ้าราเพย
ภมราภิรมย์" และ "สมเด็จพระนางเจ้าราเพยภมราภิรมย์" โดยลาดับ เมื่อปีชวด พ.ศ.2395
ครั้นถึง รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดารงพระอิสสริยศักด์ิเป็นสมเด็จ
พระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงได้รับการสถาปนาพระนามและพระอัฐิเป็น กรมสมเด็จ
พระเทพศิรินทรามาตย์ เม่ือปีมะโรง วันท่ี 25 ธันวาคมพ.ศ.2411 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ในปัจจุบันขานพระนามว่า "สมเด็จ
พระเทพศิรินทรา บรมราชินี"สมเด็จพระนางเจ้าราเพยภมราภิรมย์ นับเป็นพระราชินีท่ีมี
พระชนมายุน้อยพระองค์หนึ่ง เริ่มรับราชการในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อ
พระชนมายุเพียง 18 พรรษา เสด็จสวรรคตเม่ือวันจันทร์เดือน 10 ขึ้น 5 ค่า ปีระกาตรงกับ
วนั ท่ี 9 กนั ยายน พ.ศ.2404 สริ ริ วมพระชนมายไุ ด้ 28 พรรษา

ทรงมีพระราชโอรส พระราชธิดา ดงั นี้

. สมเดจ็ พระเจ้าลกู ยาเธอ เจา้ ฟ้าจฬุ าลงกรณฯ์ และพระอนุชา

1. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ฯหรือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า

เจ้าอยู่หัว พระราชสมภพ ณ วันอังคารท่ี 20 กันยายน พ.ศ.2396

2. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจันทรมณฑลโสภณภควดีในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระ

จุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาเป็น สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจันทรมณฑลฯ กรม

หลวงวิสุทธิกระษัตริย์ ประสูติ ณวันอังคารท่ี 24 เมษายน พ.ศ. 2398

3. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมีฯ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระ

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี

กรมพระจักรพรรดิพงศ์ ประสูติ ณ วันอังคารท่ี 13 มกราคม พ.ศ.2399

4. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ

พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับการสถาปนาเป็นจอมพลสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุขเจ้า

ฟา้ ภาณรุ งั ษีสวา่ งวงศ์ กรมพระยาภาณุ พันธวุ งศ์วรเดช ประสูติ ณ วันพุธท่ี 11 มกราคม พ.ศ.

2402

เจา้ จอมมารดาน้อย และเจา้ จอม

รชั กาลท่ี 4 พระองคเ์ จ้าชายนพวงศ์ และ พระองค์เจา้ ชายสปุ ระดษิ ฐ

1. เจา้ จอมมารดานอ้ ย มีพระองคเ์ จ้า คอื
1. พระองค์เจ้าชายนพวงศ์ วรองค์เอก อรรคมหามกุฎ ปรมุตมราโชรส
2. พระองค์เจา้ ชายสปุ ระดิษฐ วรฤทธิ ราชมหามกฎุ บรุ ุษยรัตนราชวโรรส

2. เจา้ จอมมารดาแพ มีพระองคเ์ จ้า คอื
1. พระองคเ์ จ้าหญิงย่งิ เยาวลกั ษณ์อรรคราชสดุ า
2. พระองค์เจา้ หญงิ พกั ตรพ์ ิมลพรรณ
3. พระองคเ์ จ้าชายเกษมสันต์โสภาคย์
4. พระองคเ์ จา้ ชายมนุษยนาคมานพ
5. พระองค์เจา้ หญิงบญั จบเบญจม

3. เจา้ จอมมารดาพงึ่ (หรอื ผ้งึ ) มพี ระองค์เจา้ คอื
1. พระองคเ์ จ้าชายทักษิณาวัฎ
2. พระองค์เจ้าชายคคั ณางคยคุ ล
3. พระองค์เจา้ ชายชุมพลสมโภช

4. เจา้ จอมมารดาจนั ทร์ มีพระองคเ์ จา้ คอื
1. พระองค์เจา้ หญิงทักษณิ ชา นราธิราชบุตรี
2. พระองคเ์ จ้าหญิงมัณยาภาธร
3. พระองค์เจ้าชายสุขสวสั ดิ์
4. พระองค์เจา้ ชายเกษมศรศี ภุ โยค

5. เจา้ จอมมารดาตลบั มพี ระองคเ์ จา้ คือ
1. พระองคเ์ จา้ หญงิ ประสูตวิ นั ที่ 22 มนี าคม พ.ศ.2395 ส่นิ พระชนมใ์ น

รัชกาลท่ี 4 พระชนั ษา ได้ 8 วนั
2. พระองค์เจา้ ชายทวีถวัลยลาภ
3. พระองค์เจา้ ชายกาพยก์ นกรัตน์

เจ้าจอมมารดาเที่ยง

6. เจา้ จอมมารดาเทื่ยง มีพระองค์เจ้า คือ
1. พระองคเ์ จ้าหญงิ โสมาวดีศรีรัตนราชธดิ า
2. พระองคเ์ จ้าชายเสวตรวรลาภ
3. พระองคเ์ จา้ หญิงศรีนาคสวาดิ
4. พระองค์เจา้ ชายกมลาสเลอสรรค์
5. พระองค์เจ้าหญงิ กนกวรรณเลขา
6. พระองค์เจ้าหญิง ประสูตวิ ันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2402 สน้ิ พระชนม์

ในรชั กาลที่ 4 พระชันษาได้ 8 วัน
7. พระองคเ์ จ้าชายไชยานุชิต
8. พระองคเ์ จา้ หญิงแขไขดวง
9. พระองค์เจ้าชายจรูญฤทธิเดช
10. พระองคเ์ จ้าหญงิ พวงสรอ้ ยสอางค์

7. เจ้าจอมมารดาเอ่ียม มพี ระองค์เจา้ คือ
1. พระองคเ์ จ้าศรพี ัฒนา

8. เจ้าจอมมารดาเกศ (เกษ) มพี ระองคเ์ จา้ คือ
1. พระองคเ์ จา้ หญิงประภศั ร

9. เจา้ จอมมารดาสาลี (ไดร้ ับการสถาปนาเปน็ เจา้ คณุ จอมมารดาในรัชกาล
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยู่หัว) มพี ระองคเ์ จา้ คอื

1. พระองค์เจา้ ชาย (แดง)
2. พระองค์เจา้ หญิง (เขียว)
3. พระองค์เจา้ หญงิ บษุ บงเบิกบาน
4. พระองค์เจา้ หญิงสุขุมาลมารศรี
5. พระองคเ์ จา้ หญิงนภาพรประภา

เจา้ จอมมารดากลนิ่ \

10. เจ้าจอมมารดากลน่ิ (ซอ่ นกลน่ิ ) มพี ระองค์เจา้ คอื
1. พระองคเ์ จา้ ชายกฤษดาภินิหาร

11. เจา้ จอมมารดาบัว มพี ระองคเ์ จ้า คือ
1. พระองค์เจา้ ชายเฉลิมลักษณเลิศ
2. พระองค์เจา้ ชายศรีสิทธธิ งไชย
3. พระองค์เจ้าหญงิ อรไทยเทพกัญญา
4. พระองค์เจ้าชายวัฒนานุวงศ์
5. พระองค์เจ้าชายดารงฤทธ์ิ

12. พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจา้ พรรณราย มีพระเจ้าลูกเธอ คือ
1. พระองคเ์ จา้ หญิงกรรณิการ์แกว้
2. พระองค์เจ้าชายจติ รเจรญิ

13. เจ้าจอมมารดาลยั (มาไลย) มีพระองคเ์ จา้ คอื
1. พระองค์เจา้ หญิง ประสูติวันท่ี 5 กมุ ภาพันธ์ พ.ศ.2398 สิ้นพระชนมว์ นั ที่ 6

กมุ ภาพันธ์ พ.ศ.2398
2. พระองคเ์ จา้ หญงิ เสมอสมยั หรรษา

14. เจา้ จอมมารดาสังวาลย์ มพี ระองคเ์ จ้า คือ
1. พระองค์เจา้ ชายทองกองก้อนใหญ่
2. พระองคเ์ จา้ ชายทองแถมถวลั ยวงศ์
3. พระองค์เจา้ ชายเจรญิ รงุ่ ราษี
4. พระองคเ์ จ้าหญิงกาญจนากร

15. เจา้ จอมมารดาเปยี่ ม (สมเดจ็ พระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา) มพี ระองค์เจ้า คอื
1. พระองค์เจ้าชายอณุ ากรรณอนันตนรไชย
2. พระองค์เจ้าชายเทวญั อไุ ทยวงศ์
3. พระองคเ์ จา้ หญิงสนุ นั ทากมุ ารีรัตน์
4. พระองคเ์ จา้ หญิงสว่างวัฒนา
5. พระองคเ์ จ้าหญิงเสาวภาผอ่ งศรี
6. พระองค์เจ้าชายสวัสดิโสภณ

16. เจา้ จอมมารดาเอม มีพระองคเ์ จ้า คือ
1. พระองค์เจ้าหญิงอนงค์นพคณุ

17. เจ้าจอมมารดาหรนุ่ มีพระองค์เจา้ คือ
1. พระองค์เจา้ หญิงอรุณวดี

18. เจา้ จอมมารดาแก้ว มีพระองค์เจ้า คอื
1. พระองคเ์ จา้ หญงิ วาณรี ตั นกัญญา

19. เจ้าจอมมารดาโหมด มพี ระองค์เจ้า คือ
1. พระองคเ์ จ้าหญิงมณฑานพรตั น์
2. พระองคเ์ จา้ ชายจนั ทรทตั จฑุ าธาร

เจ้าจอมมารดาหนุ่

20. เจา้ จอมมารดาห่นุ (ทา้ วทรงกันดาล) มีพระองคเ์ จา้ คอื
1. พระองคเ์ จา้ ชายสวสั ดิประวัติ

21. เจา้ จอมมารดาดวงคา มีพระองค์เจา้ คือ
1. พระองคเ์ จ้าหญิงนารรี ตั นา
2. พระองค์เจา้ หญงิ ประดิษฐาสารี

เจา้ จอมมารดาเขยี น

22. เจ้าจอมมารดาเขียน มพี ระองคเ์ จา้ คือ
1. พระองค์เจา้ ชายวรวรรณากร

เจา้ จอมมารดาชมุ่

23. เจ้าจอมมารดาชุ่ม มพี ระองค์เจ้าคอื
1. พระองค์เจ้าชายดศิ วรกุมา

24. เจา้ จอมมารดาเพง็ มพี ระองคเ์ จ้า คอื
1. พระองค์เจ้าหญิงนงคราญอดุ มดี

เจ้าจอมมารดาเหม

25. เจา้ จอมมารดาเหม (ท้าวสมศกั ดิ) มีพระองค์เจ้า คอื
1. พระองคเ์ จา้ ชายศรเี สาวภางค์

เจา้ จอมมารดาวาด

26. เจ้าจอมมารดาวาด (ท้าววรจันทร์) มพี ระองค์เจา้ คอื
1. พระองค์เจา้ ชายโสภณบัณฑติ

27. เจา้ จอมมารดาห่วง มีพระองคเ์ จา้ คอื
1. พระองคเ์ จา้ หญิงบุษบนั บวั ผนั
2. พระองค์เจ้าชายไชยันตมงคล
3. พระองคเ์ จา้ หญงิ เจริญกมลสขุ สวัสด์ิ

28. เจ้าจอมมารดา หมอ่ มราชวงศ์แสง ปาลกะวงศ์ มพี ระองค์เจ้า คอื
1. พระองค์เจา้ หญงิ ประสานศรีใส
2. พระองค์เจา้ หญงิ ประไพศรีสอาด

29. เจ้าจอมมารดาสุ่น (ทา้ ววนิดาวจิ ารนิ ี) มีพระองค์เจ้า คอื
1. พระองค์เจ้าหญิงประพาฬรัศมี

30. เจา้ จอมมารดาหว้า มพี ระองค์เจา้ คอื
1. พระองค์เจา้ หญิงเสาวภาคยพ์ รรณ

31. เจ้าจอมมารดาเชย มพี ระองคเ์ จา้ คอื
1. พระองค์เจ้าหญิง ประสูตวิ นั ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2410 สน้ิ พระชนม์

ในวันทป่ี ระสูติ
32. เจ้าจอมมารดาพุม่ มพี ระองค์เจา้ คือ

1. พระองค์เจา้ หญงิ พุทธประดษิ ฐา

รชั กาลท่ี 4 พรอ้ มพระราชโอรสพระราชธิดา

33. เจา้ จอมมารดาอิ่ม (ท้าวศรีสจั จา) มพี ระองค์เจ้า คือ
1. พระองคเ์ จา้ หญิง ประสูติวันท่ี 18 สงิ หาคม พ.ศ.2411 สิ้นพระชนม์ในวัน

ประสตู ิ
34. เจ้าจอมทับฑมิ
35. เจา้ จอมเลก็
36. เจา้ จอมอ่ิม
37. เจา้ จอมทับทมิ
38. เจา้ จอมรุน
39. เจา้ จอมหนูสุด
40. เจ้าจอมวนั
41. เจ้าจอมหนูชี
42. เจ้าจอมพรอ้ ม
43. เจา้ จอมบนุ นาค

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอและพระเจา้ ลูกเธอรัชกาลที่ 4 ประสตู กิ ่อนบรมราชาภิเษก มี
พระโอรส 2 พระองค์ ประสูตเิ มื่อบรมราชภเิ ษกแลว้ มีพระราชโอรสอกี 37 พระองค์ พระ
ราชธดิ าอีก 43 พระองค์ รวมท้งั สนิ้ เปน็ 82 พระองค์

พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจา้ อยหู่ วั เสดจ็ ขึน้ เสวยราชย์ เมื่อ พ.ศ. 2394 ซึ่งใน

ช่ว ง แ ร ก ข อง ก า ร ขึ้ น คร อ ง ร า ช ย์นั บ ว่ า เ ป็ น ระ ย ะ หั ว เ ลี้ย ว หั ว ต่ อ ที่ส า คั ญ ย่ิ ง ขอ ง ป ร ะ เ ท ศ

มหาอานาจในยุโรปแผ่อิทธิพลเข้าครอบครองดินแดนส่วนใหญ่ในทวีปเอเชีย พระองค์ทรง

หาหนทางแก้ไขโดยทรงปรับเปล่ียนทัศนะในการปกครองประเทศโดยทรงผสมผสานระหว่าง

ตะวนั ตกและตะวันออกคือพรอ้ มรบั อารยธรรมสมยั ใหม่แบบตะวันตกท้ังวางพระองค์ประดุจดัง

บดิ าของประชาชนแบบตะวนั ออก พระองคท์ รงมบี ุญคณุ ต่อประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์ ทรง

เป็นอจั ฉริยกษัตริย์นาประเทศชาติใหพ้ ้นจากการเข้าครอบครองของนักล่าอาณานิคมตะวันตก

อาทิ อังกฤษ ฝรงั่ เศส

พระองค์เป็นกษัตริย์ในแถบเอเชียเพียงพระองค์เดียวที่สามารถนาประเทศชาติให้

รอดพ้นจากบรรดานักล่าอาณานิคม ทรงรักษาอิสรภาพของประเทศไทยไว้ได้โดยศึกษา

บทเรียนจากประเทศอ่ืน ๆ ที่ต้องตกเป็นเมืองขึ้นอันเน่ืองจากมีวิเทโศบายท่ีผิดพลาดปิด

ประเทศไม่ยอมรับอิทธิพลของประเทศทางตะวันตก พระองค์ทรงคิดว่าวิธีเดียวที่ประเทศไทย

จะคงอยู่ได้ก็คือ ต้องพยายามรับเอาอิทธิพล ความรู้ การปกครองของตะวันตกมาประยุกต์

พัฒนาปรับปรุงประเทศชาติให้ทันสมัย พระองค์ทรงตระหนักดีถึงผลที่เกิดข้ึนในประเทศ

จีน เมื่อประเทศนั้นพยายามผลักดันชาวตะวันตกออกไป ทรงทราบดีว่าประเทศจีนแพ้ใน

สงครามฝิ่น ประเทศไทยต้องไมท่ าตามอย่างจีนต้องยกเลิกการอยู่อย่างโดดเดี่ยว อย่างท่ีเคย

ทากันมา ต้องยอมเปิดประเทศทาการค้ากับต่างชาติและรับความคิดเห็นใหม่ ๆ แก้ไข

เปลี่ยนแปลงประเพณีอันล้าสมัยของตน ท้ังจาต้องศึกษาหาความรู้เข้าใจใน

วิชาการ ความคิด และการปกครองบ้านเมืองแบบตะวันตก ด้วยการทรงวางนโยบายการ

ปกครองที่ฉลาดล้าลึกยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือน นอกจากนี้พระองค์ยังทรงยอมรับฟัง

ความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ท้ังได้ทรงจัดระบบการปกครองให้ทันสมัยทัดเทียมกับ
อารยประเทศ และยังทรงเป็นผู้นาท่ีก้าวหน้าทางวิทยาการแผนใหม่ ทาให้ชาติไทย
เจริญก้าวหนา้ รอดพน้ จากการตกเปน็ เมอื งขึ้นของนกั ล่าอาณานคิ มตะวันตก

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นอเนกอนันต์หา
ท่ีสุดมิได้ ด้วยพระราชกรณียกิจใหญ่น้อยท้ังปวงท่ีทรงกระทาอันแสดงถึงพระอัจฉริยะของ
พระองค์ไม่ว่าจะเป็นการปกครอง การทูต หรือทางด้านวิชาการ ซึ่งจะหามหากษัตริย์ทีพ่ ระ
ปรีชาสามารถเทียบเท่าพระองค์ได้ยากย่ิงและพระราชกรณียกิจที่สาคัญอันทาให้ประเทศชาติ
อยู่รอดปลอดภัยประชาไทยประสบสุขเป็นผลมาจากหลักธรรมทางศาสนาประกอบกับการใช้
ชีวิตในระหว่างที่ทรงผนวชที่ต้องคลุกคลีกับสามัญชน จึงทาให้พระองค์ท่านทรงเมตตาต่อ
ราษฎรของพระองคอ์ ยา่ งแท้จริง ทรงเหน็ ว่าไมม่ ปี ระโยชน์ท่ีจะไปยึดตามโบราณราชประเพณีที่
มุ่งจะรกั ษาความปลอดภัยโดยการห้ามราษฎรเฝ้าใกล้ชิดและมองดูพระมหากษัตริย์ของตน จึง
มีพระราชดารเิ ปดิ โอกาสให้

พระราชลญั จกรรชั สมยั พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจา้ อยูห่ วั

พระราชลัญจกรประจารัชกาลที่ 4 เรียกว่า พระราชลัญจกรพระมหามงกุฎ ลักษณะ
เป็นรูปกลมรี ลายกลางเป็นรูปพระมหาพิชัยมงกุฎ อันเป็นพระราชสัญลักษณ์ของพระบรม
นามาภิไธยว่า "มงกุฎ" ซึ่งเป็นศิราภรณ์สาคัญของพระมหากษัตริย์ อยู่ในเคร่ืองเบญจราชกุธ
ภัณฑ์ มีฉตั รบรวิ ารต้ังขนาบขา้ งทีร่ มิ ขอบท้งั สองข้าง มีพานทองสองช้ันวางพระแว่นสุริยกานต์
หรือเพชรขา้ งหน่ึง สมุดตาราข้างหนง่ึ รูปพระแวน่ สุริยกานต์หรอื เพชรนม้ี าจากฉายาเม่ือผนวช
ว่า "วชิรญาณ" ส่วนสมุดตารามาจากเหตุที่ได้ทรงศึกษาเช่ียวชาญในทางอักษรศาสตร์และ
ดาราศาสตร์ องค์พระราชลัญจกรนี้เป็นตรากลมรีรูปไข่แนวนอน กว้าง 5.5 เซนติเมตร ยาว
6.8 เซนตเิ มตร

เครอื่ งราชอิสริยาภรณ์
เครื่องราชอิสรยิ าภรณ์ไทย
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเปน็ โบราณมงคลนพรตั นราชวราภรณ์

ดาราไอยราพต (เครื่องตน้ )
ดาราไอยราพต (องค์รอง)
เครอ่ื งอสิ ริยาภรณต์ ่างประเทศ

ฝรงั่ เศส :

เครอื่ งอิสรยิ าภรณเ์ ลฌียงดอเนอร์ ช้นั ประถมาภรณ์ (พ.ศ. 2406)
พระพุทธรูปประจาพระชนมวาร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจา้ อยู่หัว

พระพทุ ธรปู ปางสมาธิ

พระพุทธรูปประจารัชกาลท่ี 4

พระชยั วฒั น์พระประจารัชกาลที่ 4

วัดประจารชั กาลที่ 4

วัดราชประดษิ ฐสถติ มหาสมี าราม

วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม เป็นพระอารามหลวงช้ันเอก ชนิดราชวรวิหาร ที่
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น ตามธรรมเนียมประเพณี
โบราณทว่ี ่า ในราชธานีจะต้องมีวัดสาคัญประจา 3 วัด คือ วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และวัด
ราชประดิษฐาน เช่นท่ีสุโขทัย สวรรคโลก พิษณุโลก และพระนครศรีอยุธยา แต่ในสมัย
รัตนโกสินทร์ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคลใน
รัชกาลท่ี 1 โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาวัดสลัก เป็นวัดนิพพานาราม และเปลี่ยนเป็นวัดพระศรี
สรรเพชญ์ แต่ต่อมามีพระราชดาริว่า ในกรุงเทพฯ ยังไม่มีวัดมหาธาตุ จึงเปล่ียนชื่อวัดพระศรี
สรรเพชญ์เป็นวัดมหาธาตุ และพระสัมพันธวงศ์เธอ กรมหลวงเทพหริรักษ์ พระโอรสในสมเด็จ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ พระเชษฐภคินีในรัชกาลที่ 1 ทรงบูรณะวัด
เลียบ ต่อมา ได้นามว่าวัดราชบูรณะ ยังคงขาดแต่วัดราชประดิษฐฯ เท่านั้น จึงทรงสร้างขึ้น
ใหม่เพ่ือให้ครบตามโบราณราชประเพณี และเพื่อพระอุทิศถวายแก่พระสงฆ์ฝ่าย
ธรรมยุติกนิกายเพื่อที่พระองค์เองและเจ้านาย ข้าราชการ ที่จ ะไปทาบุญที่วัดฝ่าย
ธรรมยุติกนิกายใกล้พระบรมมหาราชวังได้สะดวก วัดราชประดิษฐจึงเป็นวัดฝ่าย
ธรรมยุติกนิกายวัดแรกที่สร้างขึ้นเพ่ือพระสงฆ์ในนิกายน้ี เพราะวัดอ่ืน ๆ ของฝ่ายธรรมยุติเป็น
วดั ทแ่ี ปลงมาจากวดั ของมหานกิ าย

พระราชกรณยี กจิ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจา้ อยู่หวั
ดา้ นขนบธรรมเนยี มประเพณี

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงปฏิรูปหลายประการโดย ทรงยอมรับ
ขนบธรรมเนียมประเพณีตะวันตกท่ีเป็นการแสดงออกถึงเกียรติยศของชาติหรือแสดงให้เห็นถึง
การสลัดทิ้งซ่ึงความป่าเถื่อน ประเพณีต่าง ๆ ที่ทรงรับมาใช้คือประเพณีการสวมเส้ือเข้า

เฝา้ มีพระบรมราชโองการให้ทุกคนสวมเส้ือ (เสื้อแรก ๆ น้ันตัดแบบพวกแขกบ้าบ๋า) เข้าเฝ้า
และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ชาวต่างประเทศยืนเฝ้าได้ในทอ้ งพระโรง โปรดใหท้ า
เครอ่ื งราชอสิ ริยาภรณ์ตอบแทนกับชาวต่างประเทศมีพระราชดารใิ ห้มีพระราชพธิ ีฉตั รมงคลขน้ึ
ใหเ้ หมือนกบั พระราชพิธที ี่กระทาในวันเสวยราชย์ของพระมหากษตั ริย์ทางตะวันตก และโปรด
ให้ทูตกบั ขุนนาง ผู้ใหญ่บ้านร่วมโต๊ะเสวยได้ เช่นในงานเฉลิมพระชนมพรรษา การเข้าเฝ้าใน
ขณะท่ีเสด็จประพาส ก็โปรดให้ราษฎรเข้าเฝ้าได้อย่างใกล้ชิด ซึ่งแต่เดิมตามรายทางท่ีเสด็จ
ผ่าน ราษฎรจะต้องปิดหน้าต่างประตูจนหมดส้ิน ส่วนการถวายฎีกากใ็ หง้ ดเว้นการเฆี่ยน 30 ที
ท่ีมีมาแต่เดิมเสีย พระองค์ท่านเสด็จออกรับการร้องทุกข์ทกุ วันโกน เดือนละ 4 ครั้ง และยัง
โปรดให้ถวายฎีกาแทนกันได้ ที่สาคัญคือการยกย่องฐานะสตรีเทียบเท่าบุรุษ และ
ขณะเดยี วกนั กย็ กย่องความเป็นคนของแต่ละบุคคลใหเ้ สมอกนั ทัง้ ยังทรงลดพระราชอานาจท่ี
เป็นสิทธิขาดของพระมหากษัตริย์ลงหลายประการ ประการที่สาคัญก็คือ ไม่ทรงถือว่า
พระมหากษัตริย์จะเป็นเจ้าของท่ีดินในพระราช อาณาจักรแต่เพียงผู้เดียว หากมีพระราช
ประสงค์ที่ดินตรงไหนของใครก็จะมีพระราชอานาจไปยึดครองที่ตรงนั้นได้ตามพระราช
ประสงค์ ทงั้ น้ีเพราะทรงเหน็ ว่ากฎหมายเช่นน้ีไมย่ ุติธรรม ได้โปรดใหม้ ีพระราชบัญญัติว่าด้วย
ราคาท่ีดินเม่ือปี พ.ศ. 2399 และปี พ.ศ. 2403 เน่ืองจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
ฯ ทรงครองราชย์พร้อมกับการเร่ิมนาการเปล่ียนแปลงเข้ามา พระองค์จะต้องทาให้เห็นว่า
ลักษณะของพระมหากษัตริย์แบบนี้เป็นแบบที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ทรงพยายามปฏิบัติ
พระองค์เพื่อให้ผู้อื่นเห็นว่าทรงมีความสามารถใช้ชีวิตทางโลกได้ดีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าทาง
ธรรม ฉะนัน้ จงึ ทรงเป็นพระมหากษัตรยิ ท์ ่ยี อมรบั ฟงั ความเหน็ ของคนสว่ นใหญ่

ดา้ นคดิ ประดษิ ฐอ์ กั ษรอรยิ กะ

พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั ทรงประดษิ ฐ์อักษรอริยกะ

อักษรอริยกะ ประดิษฐ์ขึ้นราวปี พ.ศ. 2390 โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอยหู่ ัว ขณะผนวช เปน็ พระวชิรญาณภิกขุ ทรงประดิษฐ์ขึ้นสาหรับใช้เขียนหรือพิมพ์ภาษา
บาลีแทนตัวอักษรขอมที่ใช้กันมาแต่เดิม รวมทั้งทรงประดิษฐ์ขึ้นสาหรับใช้เขียนภาษาไทย
ด้วย เพราะทรงเห็นว่าเมื่อเขียนภาษาบาลีมาแต่เดิมน้ันใช้อักษรขอม จนทาให้อักษรขอม
กลายเป็นของขลังไป ส่วนพระองค์เองได้ประดิษฐ์อักษรชุดใหม่เรียกว่า อักษรอริยกะ อันมี
ความหมายว่า "อักษรของผู้เป็นอารยชน”มีสัณฐานคล้ายอักษรโรมัน กล่าวคือเป็นการกลับ
หน้ากลับหลังอักษรโรมัน หรือใช้เส้นประดิษฐ์อักษรเพ่ิมเติมอักษรโรมัน พยัญชนะและสระอยู่
ในบรรทัดเดียวกันต่างจากอักษรไทยและขอมท่ีมีสระอยู่บนและล่างพยัญชนะ จุดประสงค์ก็
เพ่ือความสะดวกแก่การเขียนและพิมพ์อักษรนี้ใช้เขียนภาษาไทยไม่ได้เน่ืองจากขาดสระและ
พยัญชนะไปหลายตัว มีการทดลองใช้ในกลุ่มพระสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย แต่จาเพาะในวัดบวร
นิเวศราชวรวิหารเท่านั้น และไม่สู้แพร่หลายนัก มีบันทึกเพียงว่ามีการใช้อักษรอริยกะในการ
ตีพิมพ์หนังสือปาฏิโมกข์ และหนังสืออื่น ๆ บ้าง นอกจากน้ียังมีจารึกอักษรอริยกะท่ีวัดราช
ประดิษฐสถติ มหาสีมารามราชวรวิหารอกี แห่งหนง่ึ

ปัจจุบันยังมีการศึกษาอักษรอริยกะในมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย แต่มีปัญหา
เรือ่ งการตพี มิ พ์ตาราและขอ้ สอบเพราะไมม่ ีชุดแบบอักษร

อักษรอรยิ กะมพี ยัญชนะ 33 ตัว และสระ 8 ตัวเทา่ ภาษาบาลี แบ่งอักษรเปน็ สองกลุ่มคือ
อริยกะตัวพิมพ์ และอริยกะตัวเขียน เหมือนอักษรโรมัน และมีอักขรวิธีดังนี้ สระวางไว้หลัง
พยัญชนะต้น ถ้าเสียงสระอยู่หน้าคา ใช้สระเขียนได้ หากพยัญชนะไมม่ ีสระตามหลังแสดงว่า
เปน็ ตวั สะกด หากคาใดเป็นเสยี งนิคหติ จะใชท้ งั้ สระอะ และตามด้วยนคิ หติ
ดา้ นภาษาตา่ งประเทศ

แหมม่ แอนนาครูสอนภาษาต่างประเทศในสมัยรัชกาลที่ 4

พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั

ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ พระราชกรณียกิจท่ีสาคัญยิ่งคือการปรับ
ประเทศให้ทันสมัย ซึ่งมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ “รู้จักและส้องเสพย์กฎหมายและอย่างธรรมเนียมอัน
ดี ๆ ใ น บ้ า น เ มื อ ง ” ท ร ง เ ห็ น ตั ว อ ย่ า ง ข อ ง ป ร ะ เ ท ศ เ พื่ อ น บ้ า น
เช่น อินเดีย พม่า ลาว เขมร มลายู และจีนท่ีดาเนินนโยบายผิดพลาดแข็งกร้าวกับประเทศ
จักรวรรดินิยมและในที่สุดแล้วย่อมหนีเภทภัยไม่พ้น การติดต่อกบั ประเทศจักรวรรดินิยมในสมัย
น้ันมิใช่เร่ืองง่าย ๆ โดยเฉพาะเม่ือชาติไทยถูกจัดเป็นชาติไทยป่าเถ่ือน ไม่ได้เป็นชาติ
อารยะ ตราบนั้นชาติไทย จะถูกเบียดเบียนจนสูญสิ้นอิสรภาพ ดังนั้นด้วยปรีชาญาณของ
พระองคใ์ นการหยั่งรู้ท่าทแี ละทัศนคตขิ องมหาอานาจได้เปลย่ี นแปลงพัฒนาแก้ไข จนสามารถนา
ชาติไทยใหร้ อดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมได้ โดยการเปล่ียนแปลงประเทศให้ทันสมัยพรองค์
ทรงดาเนินการเป็นไปใน 2 ลักษณะ ควบคู่กันไปคือรับเอาความเจริญแบบตะวันตกมาใช้ใน
สังคมไทย และปรบั ปรงุ ของเดมิ ที่มอี ย่ใู หเ้ หมาะสมกบั สถานการณ์ทจี่ ะเปลีย่ นแปลง

ขั้นตอนแรกที่ทรงดาเนินการคือการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เพ่ือจะเป็นส่ือในการ
แลกเปล่ียนเอาความทันสมัย ลาพังพระองค์เองทรงศึกษาภาษาอังกฤษอยู่กับ มร. คาส
เวลล์ หมอสอนศาสนา เป็นเวลา 6 ปี ทรงสนับสนุนโรงเรียนของหมอสอนศาสนาที่เข้ามา
เปิดในประเทศไทยเพ่ืออบรมส่ังสอนให้คนไทยมีความรู้ในภาษา วรรณคดี และวิทยาการของ
ตะวันตกทรงส่งเสริมให้เจ้าจอม พระราชโอรสธิดา ได้รับการศึกษาภาษาอังกฤษ เม่ือทรง
ครองราชย์แล้วประมาณ 3 เดือน ได้โปรดใหภ้ รรยาของหมอสอนศาสนา เช่น นางบรัดเล นาง
แมททูน เข้าไปสอนภาษาอังกฤษในพระบรมมหาราชวัง และต่อมาได้ทรงจ้างแหม่มแอน
นา เลียวโนเวนส์ เป็นครูในพระบรมมหาราชวังอย่างเป็นทางการนอกจากการเรียนรู้
ภาษาอังกฤษแล้วพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯส่งข้าราชการ
ระดบั บริหารไปศึกษางานทจี่ าเปน็ สาหรบั ราชการไทย ณ ต่างประเทศด้วย เชน่ ส่งขนุ มหาสทิ ธิ
โวหารออกไปดูการพิมพ์ ณ ต่างประเทศ ในปี พ.ศ. 2404 และส่งหม่ืนจักรวิจิตรไปเรียนแก้
นาฬกิ า

ด้านโบราณคดีและประวัตศิ าสตร์

ศลิ าจารกึ พอ่ ขุนรามคาแหง

พระปรีชาญาณที่ควรจะกล่าวถงึ อีกเรื่องหนึ่ง คือการทท่ี รงเป็นนักศึกษาค้นคว้า ทั้ง
ทางดา้ นโบราณคดีและประวัตศิ าสตร์ ทรงเป็นธรุ ะจัดการสืบค้นหาศิลาจารึก สมยั สุโขทัย โดย
เหตุการณ์น้ีเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2376 แล้วนาศิลาจารึกมาประดิษฐาน ใน
พิพิธภัณฑ์ พระองค์ทรงเริ่มท่ีจะอ่านหลักศิลาจารึกดังกล่าว จนได้ความตลอดสาเร็จในปี
พทุ ธศกั ราช 2379

พงศาวดารฉบบั พระราชหตั ถเลขา

ส่วนทางด้านประวัติศาสตร์ โปรดใหแ้ ต่งพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาน้ัน ทรง
คานึงถึงความถูกต้อง มีการตรวจสอบเอกสารจากท่ีต่าง ๆ นับเป็นคุณประโยชน์ต่อนักศึกษา
ประวัติศาสตรร์ ุน่ ตอ่ มามิใชน่ อ้ ย
ด้านการประพันธ์

พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั ทรงพระราชนพิ นธว์ รรณกรรมดงั น้ี
1. บทละครเรื่องรามเกยี รติ์ ตอนพระรามเดนิ ดง
2. มหาชาติ 5 กัณฑ์ คือ วนปเวสน์ จลุ พน มหาพน สกั กบรรพ และฉกษัตริย์
3. ประกาศและพระบรมราชาธบิ าย
4. บทจับระบาเรื่องรามสูรและเมขลา นารายณ์ปราบนนทกุ
5. บทพระราชนิพนธเ์ บด็ เตลด็ เชน่ บทเบกิ โรงละครหลวง บทราดอกไมเ้ งนิ ทอง
6. จารกึ วดั พระเชตพุ น

พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยูห่ วั ทรงเปน็ พระมหากษัตรยิ ์องคเ์ ดยี วของไทยทีม่ ี
ความรู้ภาษาบาลีแตกฉานถึงขนาดสามารถพระราชนพิ นธผ์ ลงานดว้ ยภาษานไ้ี ว้เปน็ จานวน
มาก เทา่ ท่ีประมวลได้มี

1. จารึกที่ศาลาเล็กวัดบวรนิเวศวิหาร กล่าวถึงการซ่อมแซมศาลาในวัดบวรนิเวศฯ
ให้เป็นท่ีพักของพระภิกษุท่ีเดินทางมาจากที่ไกล เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้พระราชเทวี บุญรอด
พระพนั ปหี ลวง

2. จารึกวัดราชประดิษฐ์ 10 หลัก เป็นประกาศกาหนดเขตสีมาของวัดราชประดิษฐ์
แก่พระสงฆ์ฝา่ ยธรรมยุติ

3. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์สังเขป ว่าด้วยพระราชประวัติ และพระราช
กรณียกจิ ของรัชกาลท่ี 1 จนถึง สมัยของพระองค์เนื้อหาส่วนใหญ่เน้นพิสูจน์สิทธิอนั ชอบธรรม
ของการเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติของพระองค์ภายหลักสมยั รัชกาลที่ 3 และหน้าทีท่ ่ีพระองค์
ทรงกระทาโดยธรรมเพื่อความผาสุกร่มเยน็ ของบา้ นเมือง

4. ตานานพระแก้วมรกต
5. ตานานพระสายน์ แสดงประวัติพระพุทธรูปที่สาคัญในสมัยนั้น มวี ิธีการเสนอด้วย
การใช้หลักฐานและวิธีการวิเคราะห์วิจารณ์ ตามลักษณะการศึกษาสมัยใหม่ มิได้เป็นผลงาน
เชิงศรทั ธา เหมือนอยา่ งตานานบาลีรุ่นกอ่ น ๆ
6. อุตตรทิสาคมนมคโค บันทึกการเสด็จประพาสเหนือ เป็นบันทกึ ส้ัน ๆ ว่า วันใด
เสด็จไปท่ใี ดบ้าง ความเด่นอยทู่ ่กี ารณ์สรา้ งศพั ย์ภาษาบาลีเรยี กช่อื สถานทตี่ ่าง ๆ

7. จดหมายเหตุการณ์ปฏิบัติชอบและไม่ชอบของพระโสภิตะ ทรงวิจารณ์ความ
ประพฤติของพระโสภิตะ ส่งออกไปใหพ้ ระภิกษุสงฆ์ท่ีเกย่ี วข้องพิจารณา เพื่อจะได้มมี ีผู้ทาตาม
อย่างผิด ๆ นนั้ ต่อไป

8. คาถาพระราชทานนามพระราชโอรสธิดา ทรงพระราชนิพนธ์เพื่อความเป็นสิริ
มงคลแก่พระราชโอรสธดิ าทุกพระองค์มีหลักฐานเหลือมาถงึ ปัจจุบัน 42 ฉบับ จากที่ควรจะมี
80 ฉบบั

9. คาถาสวดพระราชพธิ พี ืชมงคล
10. วสิ าขบูชาคาถา
11. อัฎฐมีบชู าคาถา เปน็ บทสวดในพระราชพิธีและวันสาคัญทางศาสนา
12. สาส์นตดิ ตอ่ กับพระสงฆใ์ นลังกาและพมา่ เท่าทพ่ี บตน้ ฉบบั ในเวลาน้ี 12 ฉบบั
นอกจากผลงาน 12 ชุด ข้างต้น ยังมีผลงานอีกช้ินหนึ่งซ่งึ เป็นพระราชนิพนธ์ชิ้น
สุดท้ายพระองค์ของ คือ “คาถาขอขมาลาพระสงฆ์” ทรงพระราชนิพนธ์ในเวลาเย็นของวัน
พธุ ที่ 30 กันยายน 2411 (วันพุธ เดอื น 11 ขน้ึ 14 ค่า)

ด้านการพระราชพิธี
พระราชพิธวี นั มาฆบชู า

ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรง
พระราชดาริเห็นว่าวันมาฆบูชา เป็นวันสาคัญทางพุทธศาสนาวันหน่ึง ซึ่งมีในวันเพ็ญ
กลางเดือน 3 เช่นเดียวกบั วันวิสาขบูชา ทีจ่ ัดให้มีข้ึนในรัชกาลท่ี 2 เหมือนกันฉันนั้นจึงโปรด
เกล้าฯ ใหม้ ีขึ้นในวัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นครั้งแรกและให้ถอื เป็นกาหนดในทางราชการ
เป็นงานหลวงตลอดไป ต่อมาวัดอ่ืน ๆ ทว่ั พระราชอาณาจักรได้จัดให้มี และถือเป็นประเพณี
สืบมา

พระราชพธิ ฉี ตั รมงคล

วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2395 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดาริ
เห็นว่า พระมหากษตั ริย์ในต่างประเทศได้นิยมวันเสวยราชย์เป็นวันสาคัญวันหน่ึงโดยถอื ว่าวัน
น้ันเป็นวันสมโภช พระมหาเศวตฉัตร ฉะนั้นจึงควรจัดให้มกี ารฉลองสาหรับวันนั้นข้ึน จะได้
เป็นสวัสดิมงคลแกร่ าชสมบัติ และบ้านเมือง พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธี
ข้ึนเปน็ ทางราชการและให้เป็นงานประจาปตี ลอดไป

ในรัชกาลก่อน ๆ ไม่เคยปรากฏว่า ได้มพี ระราชพิธีสมโภชพระมหาเศวตฉัตรเช่นนี้
เลย พิธนี ้ีนับว่าเป็นคร้ังแรกที่มีขึ้นในรัชกาลที่ 4 จากการท่ีพระองค์ทรงรู้ขนบธรรมเนียมและ
มีการตดิ ต่อกบั ต่างประเทศ พระราชพิธนี ้ีไดถ้ อื เป็นพระเพณีตอ่ มา จนทุกวันนี้
พิธถี วายผา้ จานาพรรษา

วัดอรณุ ราชวราราม

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชปรารภถึงพระอัฐแห่งพระบรม
วงศานุวงศ์ ซงึ่ ประดิษฐานอยู่ตามพระอารามหลวงหลายพระอารามต่าง ๆ กัน เพ่ือที่จะทรง
บาเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายตามควรแก่โอกาส ดังนั้น พระองค์จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดการ
เรี่ยไรเงินจากพระบรมวงศานุวงศ์ พร้อมกับผ้าขาวและเครื่องไทยทานทัง้ ปวง มามอบถวาย
เป็นของกลางไว้ท่ีวัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) และวัดราชโอรสาราม (วัดจอมทอง) ซึ่งเป็น
พระอารามหลวงแห่งแรกที่พระองค์ทรงกาหนดในคร้ังน้ัน เมื่อทอดผ้าตามพระอัฐพระบรม
วงศานุวงศ์ เสร็จแล้วภิกษุสงฆ์ชักผ้าบังสุกุล แล้วถวายอนุโมทนา ต่อจากน้ันมาก็เลยเป็น

ประเทศเพณีท่ีพุทธศานิกชนนิยมถวายผ้าจานาพรรษาตามอย่างสืบมา แต่การถวายผ้าจานา
พรรษานั้นจะต้องทาในเขตจีวรกาลกาหนดตั้งแต่วันแรม 1 ค่า เดือน 11 จนถึงวัน
ขึ้น 15 ค่า เดือน 4 การบาเพ็ญกศุ ลเช่นนี้ ไมไ่ ด้ทากันเป็นงานใหญ่เหมือนการกุศลอนื่ ๆ เป็น
แต่เพียงทากันเงียบ ๆ เพราะไม่ได้กาหนดเหมือนวันวิสาขะหรือมาฆบูชา ซ่ึงเป็นประเพณี
สาคัญทางพระพทุ ธศาสนา เปน็ ตน้

นบั ว่าพระองค์ทรงเป็นองคเ์ อกอคั รศาสนปู ถมั ภก ทค่ี วรจะไดร้ าลกึ ถึงพระกรณุ าคณุ
แผ่เมตตาจติ ถวาย เป็นการแสดงกตัญญูกตเวทติ าธรรม แดผ่ ูท้ รงพระกรุณาธคิ ุณแห่ง
พระพุทธศาสนาในประเทศอยา่ งยงิ่

ดา้ นส่งเสริมภาษาไทย

พระองค์ทรงใส่พระทัยในเร่ืองการใช้ภาษาไทยของคนไทยทั้งหลายเป็นอันมาก ส่อให้
เห็นว่ามิได้สนพระทัยแต่เร่ืองความทันสมัยเท่านั้น ได้พระราชทานพระราชกระแส
ทกั ท้วง แนะนา ตกั เตือนคนทุกระดับขน้ั ตง้ั แต่ขนุ นางข้าราชการไปจนถงึ ชาวบา้ นท่ัวไปทงั้ เรอื่ ง
การเขียน การอ่าน การพูดและการใช้ภาษาไทย ยิ่งเป็นผู้รู้ก็จะย่ิงทรงกวดขันเป็นพิเศษ เน่ือง
ด้วยคนเหล่าน้ันจะเป็นตัวอย่างแกค่ นอน่ื ๆ อีกมากมาย และจะกร้ิวทม่ี ีการพลิกแพลงการใช้
คามากเกนิ ไป ยกตัวอยา่ งคาราชาศัพท์ คาราชาศัพทน์ ้ีแต่เดิมมาน้ันอาลักษณ์และมหาดเล็กจะ
จดจาคาเพ็ดทูลของข้าราชการท่ีรู้แบบแผนมาแต่เดิมบ้างใช้ภาษามคธแทนบ้าง เลี่ยงคาหยาบ
คายและคาผวนเสียบ้าง เมื่อกราบทูลขึ้นไปโปรดว่าดีก็จดไว้เป็นหลักฐานนามาใช้เทียบเคียง
กับคาอื่น ๆ ที่คล้ายกัน การเล่ียงหรือการพลิกแพลงมากจนเกินไปอาจทาให้ภาษาเสีย
ได้ ยกตัวอย่างเคยกร้ิวเม่ือมีผู้เรียกดอกนมแมวว่าดอกถันวิฬาร์ เรียกช้างว่าสัตว์โต มีรับส่ังว่า
พวกน้เี ปน็ พวก ใจกระดุกกระดิกคิดพเิ รนทร์

สาหรับผู้ใช้ภาษาไทยผิด ๆ น้ันทรงมีวิธีการลงโทษเพ่ือให้จดจาได้หลายวิธีด้วยกัน
นับตั้งแต่ “ทรงแช่งไว้ว่าให้ศีรษะคนน้ันล้านเหมือนหลวงตาในวันโกนเป็นนิจนิรันดร์

ไป” “โปรดให้อาลักษณ์ปรับเสียคนละเฟื้อง” จนกระท่งั “ใหก้ วาดชานหมากและล้างน้าหมาก
ทั้งใน ท้ังนอกท้องพระโรพระบรมมหาราชวัง”ดังน้ี เป็นต้น พระอัจฉริยะทางภาษาของ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ คงจะเป็นทีย่ อมรับกันทวั่ ไป เพราะตราบจนทกุ วันนี้หนังสือหลัก
ภาษาไทยยังบรรจุการสอนเร่ืองกับ แก่ แต่ ต่อ ซึ่งนามาจากพระบรมราชาธิบายของพระองค์
ท่าน

ดา้ นการอนุรกั ษแ์ ละฟน้ื ฟูศิลปวฒั นธรรมไทย

การละเล่นโขนในสมัยรัชกาลที่4

พระราชกรณียกิจท่ีสาคัญอันควรจะกล่าวถึงในเร่ืองการอนุรักษ์และฟื้นฟู

ศลิ ปวฒั นธรรมไทยอยา่ งหนง่ึ คอื การพระราชทานพระบรมราชานญุ าตให้หัดละครผหู้ ญิงกันได้

ทั่วไป และพระราชทานพระบรม ราชานุญาตใหน้ าบทประพนธ์ไปเล่นได้ เป็นเหตุให้เกิด

การเปล่ียนแปลงการเล่นละครซึ่งเดิมผู้ชายเล่นมาก่อนเป็นผู้หญิงเล่นกันทั่วไปไม่จาเป็นต้อง

เป็นเฉพาะละครหลวงเท่าน้ัน คร้ันละครผู้หญิงแพร่หลายข้ึนเป็นท่ีถูกอกถูกใจคนดู เจ้าของ

งานท่ีประสงค์ให้งานของตนครึกครื้นหรือแม้กระท่ังเจ้าของโรงบ่อนท่ีต้องการให้คนเข้าบ่อน

มาก ๆ ต่างก็หาละครผหู้ ญิงไปแสดง ละครที่ได้รับงานบ่อย ๆ เจ้าของโรงก็ได้รับผลประโยชน์

มาก จึงโปรดให้ตั้งภาษีโขนละครขึ้นเพ่ือช่วยราชการแผ่นดิน ส่วนบทละครนั้นแต่เดิมมักจะนา

เรื่องมาจากหนังสือชาดก เช่น สังข์ทอง บ้างก็นาเร่ืองมาจากนิทานพื้นเมือง เช่น ไกรทอง ใน

สมัยรัชกาลที่ 2 ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเป็นตอน ๆ ข้ึนหลายบทตอน แต่มักจะใช้เล่น

สาหรับละครหลวง เม่ือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า

ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นาบทละครท่ีเป็นพระราชนิพนธ์ไปเล่นได้ นอกจาก

คนจะนาไปเล่นกันจนแพร่หลายแล้วยังเป็นแม่แบบสาหรับคนท่ีจะแต่บทละครขึ้นใหม่ โดย

แต่งแต่เฉพาะตอนที่จะให้เล่นละคร ตามแบบบทละครพระราชนิพนธ์รัชกาลท่ี 2 ทั่วไปใน
รชั กาลนไ้ี มเ่ ฉพาะแต่การหัดละครผหู้ ญงิ จะแพร่หลาย บทละครก็มมี ากมายหลายเรื่อง ในการ
ใหเ้ สรีภาพในเร่ืองการละครเพราะเมื่อละครหลวงได้กลับฟ้ืนฟูขึ้น บรรดาเจ้านายและขุนนาง
ท่ีได้ฝึกหัดละครตามแบบของหลวงได้คิดจะจัดให้มีการแสดงบ้าง แต่ทว่าเกรงจะเป็นการเล่น
แข่งกับของหลวงจึงไม่กล้าทา ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ จึงโปรดให้ออก
ประกาศฉบับขึ้นเพื่อให้ทราบพระราชประสงค์ของพระองค์ในเรื่องการให้เสรีภาพทางการ
ละคร

ดา้ นการศาสนา

พระองค์ทรงบารุงพระพุทธศาสนา คอื กวดขันความประพฤติของภิกษุสามเณรให้อยู่ใน
พระธรรมวินัย และเป็นผู้นาทางปัญญาในสังคมด้วยการเป็นผู้อธิบายความหมายของ
หลกั ธรรมในพระพทุ ธศาสนา และชักจูงใหช้ าวบ้านปฏบิ ัตติ ามหลกั ศลี ธรรม

ในสมัยรชั กาลท่ี 3 เมือ่ ครง้ั พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ ฯ ยังทรงเปน็ วชริ ญาณภิกษุ
อย่นู ้ัน ได้ทรงต้ังคณะสงฆ์นิกายธรรมยุติข้ึนอนั ผดิ แผกจากนิกายเดิมคือมหานิกายหน้าท่ีสาคัญ
ของพระธรรมยตุ คิ อื จะต้องศึกษาหาความรูอ้ ันถ่องแทเ้ ก่ียวกบั พระไตรปิฎก ฉะน้ันข้อประพฤติ
ปฏิบัติท่ีสาคัญของพระนิกายนี้ คือการศึกษาพระธรรม และไม่นาความเชื่อไสยศาสตร์มา
เกย่ี วข้องกบั พระพุทธศาสนา แตม่ ีผกู้ ลา่ วหาวา่ การต้งั คณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายทาให้เกิดความ
แตกแยกรา้ วฉานขึน้ ในวงการศาสนา น่าคิดเมื่อได้ศึกษาพระราชกรณียกจิ ของพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าฯ ในเรื่องความพยายามฟ้ืนฟู จริยธรรมในพระศาสนา ว่าทรงเห็นความเหลว
แหลกในวงการศาสนา ได้เห็นความประพฤติของสงฆ์ ได้เห็นศรัทธาในการนับถือศาสนา

ในทางที่ผดิ ธรรมยตุ ิกนิกายจงึ เกิดข้ึนด้วยเหตุผลเช่นนีม้ ากกวา่ เหตผุ ลเพ่ือสร้างความแตกแยก
ในวงการพระศาสนา

วัดอภุ ยั ราชบารุง

นอกจากการทรงทานุบารุงพระพุทธศาสนาแล้ว ยังได้ทรงพระราชทานพระบรม
ราชูปถัมภ์เผ่ือแผ่ไปถึงศาสนาอ่ืนด้วย เช่นทรงพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทาน
ที่ดินริมแม่น้าเจ้าพระยาบริเวณตอนใต้อู่บางกอกด๊อกให้ศาสนานิกชนคริสเตียนใช้เป็นที่สร้าง
โบสถ์ ทรงยกย่องพระญวนนิกายมหายานอย่างเป็นทางการ และทรงสร้างวัดอุภัยราชบารุงที่
ตลาดน้อยให้เป็นราชพลี ส่ิงหน่ึงท่ีมองข้ามไปไม่ได้คือทรงให้เสรีภาพ ในการถือศาสนาแก่
ประชาชนทุกคน และทรงแนะให้ใช้เหตผุ ลในการเลอื กถอื ศาสนา

ทรงบารุงพระพุทธศาสนาบาเพ็ญพระราชกุศลเพ่ิมเติมข้ึนกว่าธรรมเนียมเดิมหลาย
ประการ นอกจากจะทรงสร้าง บูรณะปฏิสังขรณ์วัดและปูชนียสถาน ทรงสร้างและจาลอง
พระพุทธรูปและทรงส่งสมณทูตไปลังกาแล้ว ยังทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกท่ี
ทรงนาพระพุทธศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องในการพระราชพิธีต่าง ๆ ซ่ึงแต่เดิมพระราชพิธี
ทั้งหลายเหล่าน้ันเป็นเร่ืองพิธีพราหมณ์เพียงอย่างเดียว อาทิเช่น พระบรมราชพิธี
ราชาภิเษก พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีตรียัมปวาย พระราชพิธี
โสกนั ต์ เปน็ ต้น ยกตัวอยา่ งพระราชพิธีจรดพระนงั คลั นัน้ โปรดฯ ใหป้ ลูกพลับพลาข้ึนหน้าท้อง
สนามหลวงซึ่งเป็นสถานที่ทาพระราชพิธี แล้วสร้างหอพระเป็นที่ไว้พระคันธารราษฎร์ ก่อนท่ี
พระนาแรกนาจะกราบถวายบังคมลาไปเข้าพธิ กี โ็ ปรดให้พระยาแรกนาฟังสวดเสียกอ่ น

สร้างภเู ขาทองวดั สระเกศ

ภเู ขาทองวัดสระเกศ

พ.ศ. 2406 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบูรณปฏิสังขรณ์ปูชนียสถาน
ภูเขาทองวัดสระเกศที่สร้างข้ึนในสมัยรัชกาลที่ 3 ยังไมแ่ ล้วเสร็จ โปรดฯใหพ้ ระเจ้าลูกยาเธอ
กรมหมน่ื มเหศวรศิววิลาศเป็นแมก่ องจัดสร้าง ทาเป็นภูเขาใหญ่ สูง 1 เส้น 18 วา 2 ศอก บน
ยอดให้ก่อเป็นองค์พระเจดีย์ บรรจุพระเขี้ยวแก้วและพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าไว้
บนยอดแลว้ พระราชทานนามวา่ “บรมบรรพต”

สร้างพระสยามเทวาธริ าช

พ.ศ. 2410 พระองค์ทรงโปรดฯให้ พระองค์เจ้าประดิษวรการ นายช่างกรมช่างสิบหมู่
ป้ันรูปพระสยามเทวาธริ าชเทวดาแล้วหล่อด้วยทองคาทง้ั พระองค์ ทรงเคร่ืองกษัตริย์ประทับ
ยืนหัตถ์ขวาถอื พระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายยกเสมอพระอุระในทา่ ประทานพร มีขนาดสูง 8 นิ้ว
ฟุต เพื่อทรงสักการะในฐานะท่ีเป็นเทพยดาผู้คุ้มครองพิทักษ์รักษาบ้านเมืองให้ผ่านพ้น
เหตรุ ้ายให้รอดพน้ ไดเ้ สมอ
ใช้ “สยาม” เป็นชื่อประเทศ

พ.ศ. 2398 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดาริเห็นว่าการท่ีใช้
คาว่า “กรุงศรีอยุธยา” นั้นเป็นพระนามของราชธานีเก่า ไม่ตรงกับนามของประเทศเวลา
นี้ อน่ึง พระเจ้ากรุงสยามในรัชกาลก่อนนิยมออกชื่อประเทศเป็นทางราชการที่ติดต่อกับ
ต่างประเทศก็ว่า “กรุงศรีอยุธยา” ส่วนบรรดานานาประเทศเวลานี้นิยมเรียกอยู่ว่าประเทศ
สยามทั่วกันแล้ว ดูเป็นการลักล่ัน มีช่ือไม่เป็นระเบียบท่ีแน่นอนและสิ้นสุดลงได้ ประจวบกับ
เวลาน้ีอังกฤษได้ส่งทูตเข้ามาทาสัญญาทางพระราชไมตรีด้วย ครั้นจะใช้นามเดิมเป็นการไม่
เหมาะสม จึงเห็นควรใช้นามของประเทศว่า “ประเทศสยาม” ตามนามที่ต่างประเทศเรียก
กัน จึงได้มีประกาศให้ใช้คาวา่ “สยาม” เปน็ นามทางราชการตั้งแต่ พ.ศ. 2398 สบื ไป

ด้านการเงนิ

เงนิ พดด้วงสมยั รัชกาลที่ 4

ส่วนทางด้านเงินตราซึ่งเป็นของคู่กันกับเร่ืองการค้าน้ัน แต่เดิมไทยใช้เงินเบี้ยซึ่งเป็น
เปลือกหอย และเงินพดด้วงท่ีเรียกว่าเงินบาท เม่ือประกาศเปิดการค้าเสรี การค้าขายในพระ
นครเจริญรวดเร็วเกินคาดหมาย เงินตราชาวต่างประเทศและทองคากเ็ ข้าประเทศมากข้ึนทุก
ปี เรื่องนี้นับว่ามีปัญหาในการค้าขาย กล่าวคือ จะรับเงินไทย ชาวต่างประเทศต้องใหก้ งสุลไป
แลกเงินพดดว้ งจากพระคลงั หลวง เม่ือราษฎรได้เงินพดด้วงมาแล้ว แทนท่ีจะใช้สอยหมุนเวียน
กลับเก็บฝังดินไว้ ใช้เงินเหรียญต่างประเทศจ่ายภาษีอากร ท้องพระคลังจึงมีแต่เงินตรา
ต่างประเทศและขาดแคลนเงินไทย ปัญหาน้ีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ทรงแก้ด้วยการ
ปรับปรุงระบบเงินตราของไทยให้ได้มาตรฐาน ประกาศพิกัดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ประกาศ
ชแี้ จงให้ราษฎรเข้าใจและปรบั ตัวใหร้ ู้จกั ใช้เงินตรา

การเปล่ียนแปลงเงินตรา ต้ังแต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดใหท้ า
หนังสือสัญญากับชาวยุโรปแล้ว การค้าขายในพระนครเจริญรวดเร็วเกินความคาดหมาย แต่
กอ่ นมเี รือกาปั่นชาวยุโรปเข้ามาค้าขายในพระนครเพียงปีละ 12 ลา แต่เมื่อทาหนังสือสัญญา
แล้ว มีเรือกาปั่นเข้ามาค้าขายถึงปีละ 200 ลา พ่อค้าชาวยุโรปเอาเงินเหรียญดอลลาร์ ซ่ึงใช้
ซอื้ ขายทางเมืองจีน เข้ามาซื้อสินค้าราษฎรไทยไม่ยอมรับ ฝร่ังจึงต้องเอาเงนิ เหรียญดอลลาร์
มาขอแลกกับรัฐบาลเงินพดด้วงน้ันช่างหลวงทาที่พระคลังมหาสมบัติ เตาหน่ึงทาได้ราววันละ
140 บาท เพราะทาด้วยเคร่ืองมือมใิ ช่เคร่ืองจักร เตาหลวงมี 10 เตา ระดมกันทาแต่เงนิ พด
ด้วง ได้แค่วันละ 1,400 บาท เป็นอย่างมากไมพ่ อให้ฝรั่งแลกตามความประสงค์ พวกชาวกรุง
พา กัน ร้ อง ทุ กข์ ว่ า เ ป็ น ก า ร เ สี ย ผล ป ร ะ โ ย ช น์ ช า ว ต่ า งป ร ะเ ท ศที่ เข้ า มา ท า ก า ร
ค้าขาย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระราชดาริจะเปล่ียนเงินตราสยาม

เป็นเหรียญให้ทาด้วยเครื่องจักร ในขณะที่กาลังรอเคร่ืองจักรอยู่น้ันโปรดให้ประกาศพระบรม
ราชานุญาตพระราชทานให้ราษฎรรับเหรียญชาวต่างประเทศแล้วเอามาแลกเงินบาทท่ีพระ
คลังมหาสมบัติได้โดยอตั รา 3 เหรียญ ต่อ 5 บาท ราษฎรกย็ ังไม่พอใจจะรับเงินดอลลาร์ จึง
โปรดให้เอาตรามงกฎและตราจักร ซง่ึ สาหรับตเี งนิ พดด้วง ตลี งเปน็ สาคัญในเหรียญดอลล่าร์ให้
ใช้ไปพลางก่อน ก็ยังไม่มีใครพอใจ ครั้นถึงปี พ.ศ. 2403 การสร้างโรงกษาปณ์สาเร็จ ทา
เงินตราสยามเป็นเหรียญตรามงกุฎกบั ฉัตรทงั้ สองข้างด้านหน่ึง ตามช้างเผือกอยู่ในวงจักรด้าน
หน่ึง เป็นเหรียญ 4 ขนาด คือ บาทหน่ึง ก่ึงหนึ่ง สลึงหน่ึงเฟื้องหน่ึง และทาเหรียญทองคา
ราคาอันละ 10 สลึงด้วย อีกอย่างหนึ่ง เม่ือประกาศใช้เงินตราอย่างเหรียญแล้ว เงินพดด้วงก็
ยงั โปรดอนุญาตให้ใช้อยแู่ ต่ไม่ทาเพิม่
ดา้ นการตดั ถนน

ถนนเจรญิ กรงุ

การตัดถนน การค้าขายในรัชการนี้มีกิจการกว้างขวางกว่าเดิม และผู้มาติดต่อค้าขาย
ส่วนมากเปน็ ชาวยุโรป พวกนี้ได้เขา้ ช่ือกนั ทาเร่อื งราวถวายว่า “ชาวยโุ รปเคยข่ีรถข่ีม้าเดินทาง
ตามท้องถนน เมืองไทยไม่มีถนนใหใ้ ช้รถใช้มา้ ” จึงโปรดสร้างถนนขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2404 มี
ถนนเจริญกรุงเป็นสายแรก และต่อ ๆ มา ก็โปรดให้สร้างถนนบารุงเมือง เฟื่องนคร และถนน
พระราม 4

ด้านการขุดคลอง

คลองดาเนนิ สะดวก ขดุ คลองในสมัยรัชกาลท่ี 4

การขุดคลอง โปรดให้ขุดคลองเพ่ิมขึ้นอีก ท้ังในกรุงและหัวเมือง ซ่ึงก็มีคลองผดุงกรุง
เกษม คลองหวั ลาโพง คลองภาษเี จรญิ คลองดาเนนิ สะดวก ฯลฯ
ออกราชกิจจานเุ บกษา

กอ่ นหน้าทอ่ี อกหนังสือราชกจิ จานุเบกษานั้นได้มกี ารเขียนข่าวทางราชการประกาศ
(Coust) ประกาศกอ่ นแล้วโดยแจกจ่ายไปตามกระทรวงกรมต่าง ๆ แต่ยังไมท่ ั่วถึงกันได้ ตาม
กระทรวงกรมต่าง ๆ ที่ใบแถลงข่าวราชการมีไปไม่ถึงต้องไปลอกคัดเอาเอง ณ หอ
หลวง ภายหลังได้โปรด ฯ ให้สร้างโรงพิมพ์หลวงข้ึนในพระราชวัง (อยู่ตรงราวพระที่นั่งภานุ
มาศจารูญ) เรียกโรงพิมพ์น้ันว่า “โรงอักษรพิมพการ” ต้ังแต่นั้นไมต่ ้องไปคอยลอกคัดอย่างแต่
กอ่ น หนังสือราชกิจจานุเบกษา ท่ีออกคร้ังนั้น พ.ศ. 2400 โดยมากเป็นพระราชนิพนธ์ของ
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั ฯ และมกี ารประกาศขา่ ว ต่าง ๆ ของราชการดว้ ย

ส่งคณะทูตไปต่างประเทศ
การทตู ตดิ ต่อต่างประเทศ

เม่อื เริ่มต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั เป็นยุคที่ประเทศมหาอานาจ
นิยม ลัทธิการล่าอาณานิคมเป็นอย่างมาก การเข้าล่าประเทศต่าง ๆ โดยเริ่มตั้งแต่แถบทวีป
แอฟริกาและต่อด้วยประเทศในแถบทวีปเอเซีย โดยอาศัยวิธีทางการทูตเข้ามาเจรจาขอทา
สัญญา ซงึ่ ประเทศมหาอานาจเหล่านี้จะได้รับผลประโยชน์มากมาย และถ้าหากประเทศท่ีด้อย
พัฒนากว่าไม่ยอมทาตามสัญญาประเทศมหาอานาจเหล่าน้ันก็จะใช้กาลังบังคับให้ยอมปฏิบัติ
ตาม ซ่ึงก็กระทาสาเร็จมาแล้วหลายประเทศท้ังในแถบเอเซียและแอฟริกาใต้ พระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั ทรงประมาณสถานการณ์และกาลังของประเทศได้อย่างถูกต้อง จึงทรง
ยอมผ่อนปรณติดต่อกับประเทศตะวันตก และทรงใช้นโยบายทางการทูตยอมเสียสละ
ผลประโยชนส์ ่วนน้อย เพ่อื รกั ษาเอกราชของประเทศโดยทรงยินยอมทาสนธิสัญญากบั ประเทศ
ตะวันตกเหลา่ นนั้

หมอ่ มราโชทยั (กระตา่ ย)

วันท่ี 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2400 เวลา 15 น.เศษ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าฯโปรด
เกล้า ฯ ให้พระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค) เป็นราชทูต จมื่นสรรเพธภักดีเป็น
อุปทูต จมนื่ มณเฑียรพิทกั ษเ์ ป็นตรีทตู หม่อมราโชทัย (กระต่าย) เป็นล่าม ไปเจริญทางพระ
ราชไมตรียังประเทศอังกฤษ ถวายราชสาสน์ และเครื่องราชบรรณาธิการแด่สมเด็จพระนาง
วิคตอเรีย ด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมพี ระราชประสงค์จะเจริญสัมพันธไมตรีสนิท

ยิ่งข้ึนจึงเป็นเป็นการสมควรท่ีจะแต่งราชทูตออกไปเป็นการตอบแทนบ้าง นับเป็นคร้ังแรกท่ี
ราชทตู ไทยไปทวีปยุโรปในสมยั กรุงรัตนโกสินทร์ คณะทตู ทไ่ี ปน้ีกลับมาเม่ือ พ.ศ. 2401 พร้อม
ด้วยเครื่องจักรที่ให้ซ้ือมาจัดสร้างโรงกษาปณ์ ทาเงินเหรียญบาทสลึงและเฟื้องจาหน่ายแทน
เงินพดดว้ งสัญญาพระราชไมตรีกับประเทศต่าง ๆ ในรัชกาลท่ี 4 อาทิ

วันท่ี 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2399 มสิ แฮรี่เยเนราล กงสุลประเทศญี่ปุ่น ทูตอเมริกาได้
เข้ามาทาหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีว่าด้วยการค้าขาย, การเมือง, การพิกัดอตั ราภาษี
และตงั้ กลสลุ ในประเทศสยาม

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2399 มองซิเออร มองติคนี ทตู ฝรั่งเศสเข้ามาทาหนังสือ
สัญญาทางพระราชไมตรี ว่าด้วยการค้าการพิกัดอัตราภาษีการเมืองและการตั้งกลสุลใน
ประเทศสยาม ได้ทรงอนุญาต และใหส้ ร้างวัดสร้างโรงสอนเด็ก ๆ และโรงรักษาคนป่วยไข้ กับ
ใหค้ ณะบาดหลวงสอนศาสนาได้อกี ด้วย แตต่ ้องปฏิบตั ิตามกฎหมายสยาม

วนั ท่ี 25 ตลุ าคม พ.ศศ. 2401 ประเทศฉอนซเิ อติกเรปุปบลิกมาทาหนงั สอื สัญญา
ทางพระราชไมตรวี า่ ด้วยการคา้ เมอื งการภาษาษแี ละตั้งศาล อนุญาตให้ตั้งได้

วนั ที่ 10 กุมภาพนั ธ์ พงศ. 2401 พเิ รนทรท์ ตู โปรตุเกสมาทาหนังสอื สญั ญาทางพระ
ราชไมตรวี ่าดว้ ยการคา้ การเมืองการภาษีและขอตง้ั กงสุล ณ ประเทศสยาม

วันท่ี 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2401 พระเจ้าเฟรเดริกท่ี 7 ประเทศเดนมาร์คส่งผู้แทน
เป็นทูตเข้ามาทาหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี ว่าด้วยการค้าขาย การเมือง พิกัดอัตรา
ภาษาสนิ ค้าและให้ตงั้ กงสลุ ได้


Click to View FlipBook Version