The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tharaphan.prasan, 2020-06-08 02:25:13

พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระราชประวัตพิ ระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อย่หู ัว

ประสาร ธาราพรรค์ เรียบเรียง

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 6 แห่งราชวงศ์จักรี พระองค์ทรงพระราช
อจั ฉริยภาพ ทรงบาเพญ็ พระราชกรณยี กิจหลากหลาย ทรงมีพระจริยวัตรท่ีแปลกแตกต่างจากพระมหากษัตริย์
ในราชวงศ์จักรีที่ผ่านมาอาทิ ในเรื่องส่วนพระองค์ การอภิเษกสมรส การไม่มีวัดประจารัชกาลการสร้าง
โรงเรียนแทนสร้างวัด สงครามโลกครั้งท่ี 1 ทรงตัดสินพระทัยในการประกาศสงครามกับฝ่ายเยอรมันเข้า
ร่วมกับสัมพันธมิตร โดยมีข้าราชการนายทหารช้ันผู้ใหญ่ไม่เห็นด้วยเป็นจานวนมาก พระองค์เป็นผู้ก่อกาเนิด
ธนาคารออมสนิ การลูกเสือ เสือป่า ทรงพระราชนิพนธบ์ ทรอ้ ยแกว้ ร้อยกรองไว้จานวนมาก ซ่ึงบางเรื่องใช้เป็น
แบบเรียนในทุกวันนี้ อีกท้ังในรัชสมัยของพระองค์มีการก่อการกบฏเพ่ือหวังเปล่ียนแปลงการปกครอง และ
ทา้ ยสุดการกบฏไมป่ ระสบผลสาเร็จแต่ทรงอภัยโทษให้บุคคลเหล่านั้น ทาให้ไม่มีผู้ใดต้องโทษประหารชีวิตและ
ในท่ีสุดทุกคนก็พ้นโทษจาคุกออกมา นี่คือน้าพระทัยของพระมหากษัตริย์ท่ีทรงทศพิธราชธรรมสมบูรณ์
แบบอยา่ งแทจ้ รงิ



พระราชประวตั ิ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นมหากษัตริย์รัชกาลท่ี 6 แห่งบรมราชจักรีวงศ์ เสด็จ
พระราชสมภพเม่ือวันเสาร์ เดือนยี่ ขึ้น 2 ค่า ปีมะโรง ตรงกับวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2423 ณ พระท่ีน่ังใน
พระบรมมหาราชวังชั้นใน ทรงเป็นพระโอรสพระองค์ที่ 29 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ
เป็นองคท์ ่ี 2 ทีป่ ระสูติแต่สมเดจ็ พระศรีพัชรินทราบรมราชินนี าถ พระบรมราชชนนพี นั ปีหลวง มีพระเชษฐภคินี
และพระอนุชารว่ มพระชนนี 7 พระองค์ คอื

1. สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ เจ้าฟา้ พาหรุ ดั มณีมัย กรมพระเทพนารีรัตน์
2. พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยู่หัว
3. สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ เจ้าฟ้าตรเี พ็ชรุตม์ธารง
4. จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจกั รพงษภ์ ูวนาถ กรมหลวงพิษณูโลกประชานาถ
5. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภณั ฑ์
6. พลเรือเอก สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอัษฎางคเ์ ดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา
7. สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้าจฑุ าธชุ ธราดลิ ก กรมขนุ เพ็ชรบูรณอ์ นิ ทราชัย
8. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจา้ อยู่หวั

พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา้ เจ้าอยู่หวั ขณะทรงพระเยาว์

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระนามเต็มว่า “พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหา
วชิราวุธ เอกอรรคมหาบุรุษบรมนราธิราช พินิตประชานาถมหาสมมตวงศ์ อดิศัยพงศ์วิมลรัตน์ วรขัตติราชนิก
โรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดริ าชสังกาศ อุภโตสชุ าตสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนาถ จุฬาลงกรณราชวราง
กูร บรมมกุฏนเรนทร์สรู สันตติวงศวิสิฐ สุสาธิตบุรพาธิการ อดุลยกฤษฎาภินิหาร อดเรกบุญฤทธิ ธัญลัษณ
วิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคประณตบาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผลอุดม บรมสุขุมาลย์
ทิพยเทพาวตาร ไพศาลเกยี รตคิ ณุ อดุลยวิเศาสรรพเทเวศรานุรักษ์ บุริมศักดิสมญาเทพวาราวดี ศรีมหาบุรุษ
สุทธสมบัติ เสนางคนิกรรัตนอัศวโกศล ประพนธปรีชา มัทวสมาจาร บริบูรณคุณสารสยามาทินครวรุต
เมกราชดิลก มหาปรวิ ารนายกอนนั ต์มหันตวรฤทธิเดช สรรพวิเศษศิรินธร บรมชนกาดศิ รสมมต ประสิทธิวร
ยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปฎลเศวตฉัตราติฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเษกฎาภิสิต สรรพ
ทศทิศวิชติ ไชย สกลมไหศวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวศรัย
พุทธาธิไตรรัตนสรณารักษ์ อดุลยศักดิ์ อรรคนเรศราธิบดี เมตตากรุณา สีตลหฤทัย อโนมัยบุญการสกล
ไพศาล มหารกั ษฎาธบิ ดนิ ทร์ ปรเมนทรธรรมิกมหาราชาธริ าช บรมนาถบพิตร พระมงกุฎเกลา้ เจ้าอยู่หวั ”

ต่อมาใน พ.ศ. 2459 ได้ทรงเปลี่ยนคานาหน้าพระปรมาภิไธยของพระองค์เองใหม่ว่า
“พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ อรรคมหาบุรุษบรมนราธิราช พินิตประชานาถมหา
สมมตวงศ์ ฯลฯ พระมงกุฎเกลา้ เจ้าอยหู่ วั ”

พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยหู่ ัวพรอ้ มพระราชบดิ า พระราชมารดา

สมเดจ็ พระบรมชนกนาถและสมเด็จพระราชชนนี ทรงเรยี ก พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
วา่ “ลูกโต” ส่วนพระประยูรญาติจะเรียกขานพระองค์ท่านว่า “ทูลกระหม่อมโต” ในขณะที่ทรงพระเยาว์ ได้
ทรงศึกษาในพระบรมมหาราชวัง โดยมีหม่อมเจ้าประภากร ,พระยาศรีสุนทรโวหาร และพระยาอิศณพันธุ์
โสภณ เป็นอาจารย์ถวายพระอักษรไทย ส่วนวิชาภาษาอังกฤษนายโรเบิร์ต มอแรนด์ เป็นพระอาจารย์สอน
ภาษาองั กฤษ ครนั้ เม่ือ ปี พ.ศ. 2436 พระชนมายุได้ 12 พรรษา สมเด็จพระบรมราชชนกทรงพระกรุณาโปรด
เกล้าฯ ให้เสด็จศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ ทรงสาเร็จการศึกษาจากแซนเฮิสต์ และทรงศึกษาวิชา
ประวัติศาสตร์และกฎหมายท่ีวิทยาลัยไครสต์เชิร์ช มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด และเสด็จนิวัติกลับถึงกรุงเทพฯ
เมอื่ วันที่ 29 ตุลาคม 2445

เม่ือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสประเทศทางยุโรปครั้งแรกในปี
พุทธศักราช 2440 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ก็เสด็จจากลอนดอน
ไปเฝ้ารับเสด็จฯ ที่เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี หลักจากน้ันยังทรงรับมอบพระราชภาระเป็นผู้แทนพระองค์
สมเด็จพระบรมราชนกนาถเสด็จไปร่วมงานพระราชพิธีฉัตรมงคลสมโภชในโอกาสที่สมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย
เสวยราชสมบัติครบ 60 ปี ในปพี ทุ ธศักราช 2440 นอกจากนีย้ งั เสด็จไปงานพระราชพิธีบรรจุพระศพพระราชินี
ลยุ ซา่ แห่งเดนมารก์ ในปพี ุทธศักราช 2441 พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าอัลฟองโซที่ 13 แห่งสเปน และ
พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 แห่งอังกฤษ และพระราชพิธีบรรจุพระศพสมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย แห่งอังกฤษในปี
พทุ ธศกั ราช 2445

ในระหว่างปิดภาคเรียนขณะทรงศึกษาที่ประเทศอังกฤษ พระองค์ทรงศึกษาภาษาฝรั่งเศส และเสด็จ
ทอดพระเนตรกิจการทหารของประเทศในภาคพ้ืนยุโรปเป็นเนืองนิจ ในปีพุทธศักราช 2445 ขณะทรง
พระชนมายุ 22 พรรษา หลังจากทรงสาเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดแล้ว พระองค์ได้เสด็จพระ
ราชดาเนินไปประทับที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และเสด็จพระราชดาเนินทรงเยี่ยมประเทศต่างๆ ในทวีป
ยุโรปจนถึงประเทศอียิปต์ เพื่อเป็นการเจริญสัมพันธไมตรี จากน้ันประทับอยู่ในกรุงลอนดอนระยะหนึ่งเพ่ือ
เตรยี มพระองคน์ วิ ตั ประเทศไทย รวมเวลาท่ีทรงศึกษาในประเทศองั กฤษเปน็ ระยะเวลา 9 ปี

คร้ันในวันท่ี 3 ตุลาคม พ.ศ. 2445 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จนิวัตประเทศไทย
ทางเรือ ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก สู่สหรัฐอเมริกา และเสด็จประพาสตามหัวเมืองต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา
เพือ่ ทอดพระเนตรการปกครองและการบริหารบ้านเมืองของสหรัฐอเมริกา เป็นเวลาเดือนเศษ ในราวต้นเดือน
ธนั วาคม พุทธศักราช 2445 เสดจ็ ออกจากประเทศสหรัฐอเมริกาโดยทางเรือ ถึงเมืองโยโกฮามา ประเทศญ่ีปุ่น
แล้วประทับ ณ ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลาเดือนเศษ จากนั้นเสด็จไปประทับ ณ เกาะฮ่องกง แล้วจึงเสด็จถึง
ประเทศไทย ในวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2446 โดยประทับ ณ พระราชวังสราญรมย์ และทรงเข้ารับราชการ
ทหารทันที ต่อมาทรงได้รับพระราชทานพระยศนายพลเอกราชองครักษ์พิเศษและจเรทัพบก กับทรงเป็นนาย
พันโทผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ นอกจากน้ันทรงช่วยเหลือกิจการของสภาที่ปรึกษาส่วน
พระองคข์ องสมเดจ็ พระบรมชนกนาถ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจ้าอยู่หวั ทรงผนวช

ในปี พ.ศ. 2447 พระองคท์ รงผนวชตามพระราชประเพณี ณ พระอโุ บสถวดั พระศรีรัตนศาสดาราม

โดยมีพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสเป็นราชอปุ ัชฌายะ และประทบั จาพรรษาศกึ ษาพระ

ธรรมวนิ ยั ประจา ณ วดั บวรนิเวศ

หลังจากทรงลาสกิ ขาแลว้ ในปพี ทุ ธศักราช 2448 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยู่หัว พระบรม
ชนกนาถ เสด็จประพาสภายในประเทศ โปรดให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยู่หวั ตามเสดจ็ ดว้ ยทุก
คราว ด้วยมพี ระราชประสงค์จะใหท้ รงค้นุ เคยกับสภาพบา้ นเมอื ง ข้าราชการ และพสกนิกรของประเทศซงึ่ อยู่
ในชนบทท่หี า่ งไกลเมืองหลวง นอกจากยังเสด็จโดยลาพังพระองคเ์ อง เช่น เสดจ็ ประพาสหวั เมืองฝ่ายเหนือครัง้
แรกเม่ือพุทธศักราช 2448 และครัง้ ที่ 2 เม่อื พทุ ธศักราช 2450 (หวั เมืองฝา่ ยเหนือ : กาแพงเพชร สุโขทยั
สวรรคโลก อุตรดิตถ์ พิษณุโลก) เป็นผลใหท้ รงพระราชนิพนธ์เร่อื ง “เที่ยวเมืองพระร่วง” และ “ลิลติ พายัพ”
ทรงใช้พระนามแฝงวา่ “หนานแกว้ เมืองบรู พ์” พุทธศักราช 2452 เสดจ็ ไปหัวเมืองปักษใ์ ต้ และทรงพระราช
นิพนธเ์ ร่ือง “จดหมายเหตุประพาสหวั เมืองปกั ษ์ใต้” ทรงใช้พระนามแฝงว่า “นายแกว้ ” นอกจากนี้ไดท้ รงมี
สว่ นร่วมในการรา่ งกฎหมายหลายฉบบั และก่อนหนา้ ท่ีจะทรงขนึ้ ครองราชย์เพยี ง 2 – 3 เดอื น ทรงไดร้ ับ
มอบหมายให้ทรงกากับราชการกระทรวงยุติธรรม ซึง่ ขณะนัน้ ยงั ไม่มีเสนาบดี จึงนบั วา่ ทรงมีพ้นื ฐานเกย่ี วกบั
การบริหารของประเทศชาติ

ทรงเป็นผูส้ าเร็จราชการต่างพระองค์
ในปี พ.ศ. 2447 เสด็จออกทรงพระผนวชตามราชประเพณี ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดา

ราม ประทับอยู่ประจาวดั ณ วัดบวรนเิ วศวหิ าร ตอ่ มาเม่ือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระ
ราชดาเนินยุโรปคร้ังท่ี 2 ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2449 - 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2450 ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ พระราชทานอานาจในราชกิจทจี่ ะรกั ษาพระนครไวแ้ ด่พระองค์ เปน็ การรับสนองพระเดชพระมหา
กรณุ าธคิ ณุ ในสมเดจ็ พระบรมชนกนาถในหน้าทอ่ี ันสาคญั ที่สุดส่ิงหน่ึง และได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยเป็น
ทส่ี ุดด้วยระหวา่ งทรงเป็นผู้สาเรจ็ ราชการแผ่นดินตา่ งพระองคน์ ้ี ทรงรับเป็นประธานการจัดสร้างพระบรมราชา
นสุ รณเ์ ฉลิมพระเกยี รติสมเดจ็ พระบรมชนกนาถ ซึ่งงานสาคัญบรรลโุ ดยพระราชประสงค์อย่างดี
การข้ึนครองราชย์

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับการสถาปนาตงั้ ไว้ในพระรัชทายาทสืบพระราช
สนั ตติวงศ์ตงั้ แตป่ ีพ.ศ.2437 เมื่อสมเดจ็ พระบรมชนกนาถเสด็จสวรรคตลงเมื่อวนั ที่ 23 ตลุ าคม พ.ศ.2453
ได้รับการอัญเชิญเสด็จขึน้ เถลิงถวัลยราชสมเด็จเป็นพระเจ้าแผ่นดิน สืบสนองพระองค์สมเด็จพระบรม
ชนกนาถ

พระราชานกุ จิ

พระราชานุกิจ คือ กาหนดเวลาที่พระเจ้าแผ่นดินจะทรงประพฤติพระราชกิจต่างๆ ประจาทุกวัน เรียบเรียง
โดยพระยาอนิรุทเทวา (ม.ล.ฟ้นื พึ่งบญุ ) จางวางมหาดเลก็ ดงั นี้

11.00 น. ถงึ 11.30 น. บรรทมต่นื เสวยเครอื่ งเชา้ ทเ่ี ฉลยี งข้างหอ้ งพระบรรทม ทรงเครื่องแล้วเสดจ็
เขา้ หอ้ งพระอักษรราชาเลขาธิการเข้าเฝ้าถวายหนงั สอื ราชการทรงงานแผน่ ดนิ อยจู่ นถึงเวลาเสวยเครื่องใหญ่
กลางวนั

13.00 น. ถงึ 13.30 น. เสวยกลางวนั อยา่ งไทย ดว้ ยประทับพระยี่ภู่ เสวยดว้ ยพระหัตถใ์ นชามหยก
วางบนโตะ๊ เล็ก เสวยเสรจ็ ราว 15.00 น. บางวันเสนาบดี กระทรวงวัง เข้าเฝา้ กราบบังคมทูลเรยี นพระราช
ปฏบิ ตั ิในเร่อื งพระราชพธิ ีตา่ งๆ ในตอนเสวยแลว้ แล้วเสด็จเข้าประทับในหอ้ งทรงพระอกั ษรจนถึงเวลาเยน็
ราว

17.00 น. เสดจ็ ลงทรงการเล่นต่างๆ มีเทนนิส ราวเดอรห์ รือแบดมินตัน เสร็จออกพระกาลังกายแลว้
เสวยเครื่องว่าง และเสดจ็ ขึน้ ราวเวลาย่าคา่ ครง่ึ ถ้ามีการพระราชพธิ ีหรืองานพเิ ศษก็ไม่ได้เสดจ็ ลง
สนาม เสด็จออกขนุ นางทุกวนั

เวลาบา่ ย 17.00 น วันจนั ทร์เสด็จไปเฝา้ สมเด็จพระพนั ปหี ลวงทพ่ี ระราชวังพญาไท ในเวลายังดารง
พระชนม์อยู่ ต่อมาอีกวันจันทร์ เสดจ็ ทรงรถประพาสตามถนน โปรดให้ขับรถยนต์พระที่น่ังชา้ ๆ ดว้ ยมพี ระราช
ดารสั ว่าใหร้ าษฎรไดเ้ ฝ้า สบั เปล่ยี นกันเชน่ นีท้ กุ วนั จนั ทร์

ทุกวันศุกร์ เวลา 17.00 น เสด็จออกขุนนาง แล้วมีประชมุ เสนาบดี ถ้ามีราชการพิเศษกเ็ รียกประชมุ เปน็
พเิ ศษ บางคราวก็โปรดเกล้าฯ ให้เสนาบดี เข้าเฝา้ พเิ ศษ

ย่าค่าครงึ่ สรงนา้ ทรงเคร่ือง เสด็จเขา้ ห้องทรงพระอักษรจนถงึ เวลาเสวยเย็น
20.30 น. เสด็จลงประทับโตะ๊ เยน็ พรอ้ มดว้ ยขา้ ราชบรพิ าร มขี ้าราชการช้ันผู้ใหญ่ท้ังในราชสานัก และ
นอกราชสานกั บางคนเสวยแล้ว บางวันทรงบลิ เลียดหรอื ไพ่บรดิ ส์ บางวันมีซ้อมละคร
24.00 น. เสวยเครอื่ งวา่ ง เสดจ็ ขน้ึ ราว 01.00 น. บางคืนก็ดึกกว่านี้ ทรงบูชาพระรัตนตรัยและเทพ
เจ้า เสดจ็ เข้าที่พระบรรทม

พระวรราชเทวี พระวรราชชายา ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจ้าอยู่หวั

พระเจา้ วรวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ สทุ ธวิไลยลกั ษณา
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อคร้ังยังเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหา
วชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ยังการหมายหมั้นจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราช
ชนนีพันปีหลวง ให้อภิเษกสมรสกับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุทธวิไลยลักษณา (พระองค์หญิงกลาง)
พระธดิ าองค์กลางในสมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนตร์ ัศมี กรมพระจกั รพรรดิพงษ์ ถึงกับมีการหมาย
หม้ันว่าพระองค์เจ้าหญิงนี้จะได้เป็นสมเด็จพระราชินีในอนาคต แต่หลังสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สาเร็จ
การศึกษาจากตา่ งประเทศกม็ ิไดส้ นพระทยั ในพระองค์เจ้าหญิงนัก

พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยู่หวั และพระวรกัญญาปทาน พระองค์เจา้ วัลลภาเทวี

ตอ่ มาเม่อื พระองค์ได้เสวยราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ในปี พ.ศ. 2453 หลังจากนั้นอีกหลายปีพระองค์ได้
พบกับหม่อมเจ้าวรรณวิมล วรวรรณ (ท่านหญิงเตอะ) พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณา
กร กรมพระนราธปิ ประพันธ์พงศ์ ทเ่ี ข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็น
ครั้งแรกท่ีห้องทรงไพ่บริดจ์ในงานประกวดภาพเขียน ณ โรงละครวังพญาไท ต่อมาเมื่อวันท่ี 21 ตุลาคม พ.ศ.
2463 พระองค์โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามของพระธิดาในกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ โดยพระนามของ
หม่อมเจ้าวรรณวิมล เปลี่ยนเป็น หม่อมเจ้าวัลลภาเทวี พร้อมกับขนิษฐาอีก 4 พระองค์ ที่รวมไปถึงหม่อมเจ้า
วรรณพิมล วรวรรณ (ท่านหญิงต๋ิว) ก็ได้รับพระราชทานนามเป็น หม่อมเจ้าลักษมีลาวัณ และต่อมาในวันท่ี 9
พฤศจิกายนปีเดียวกันนั้นเอง ได้มีการสถาปนาหม่อมเจ้าวัลลภาเทวี วรวรรณ ข้ึนเป็น พระวรกัญญาปทาน
พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี แต่ด้วยมีเหตุพระราชอัธยาศัยไม่ต้องกัน จึงมีพระบรมราชโองการถอนหม้ันลงเมื่อ
วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2464 และโปรดเกล้าฯ ให้ออกพระนามว่า พระเจา้ วรวงศ์เธอ พระองค์เจา้ วัลลภาเทวี

พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจา้ อนิ ทรศกั ดศิ จี พระวรราชชายา
ก่อนการถอนหม้ัน พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยู่หัว ได้อภิเษกสมรสกับนางสาวประไพ สุจริต
กลุ เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2464 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนานางสาวประไพ สุจริจกุล ขึ้นดารง
พระยศเจ้านายตาแหน่งพระมเหสีพระองค์หนึ่งและได้มีพระราชทินนามเป็น พระอินทรศักดิศจี พระวราช
ชายา ทง้ั สองพระองคม์ ไิ ดอ้ ภเิ ษกสมรสหรอื มโี อรสธดิ าด้วยกัน ท้ายที่สุดจงึ ตดั สินพระทัยแยกกันอยู่

พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยู่หัว และพระนางเธอลักษมลี าวณั

พระนางเธอลักษมีลาวณั พระนามเดมิ ว่า หมอ่ มเจา้ วรรณวิมล วรวรรณ พระขนษิ ฐาของอดตี พระวร
กญั ญาปทาน ในวันที่ 8 กนั ยายน พ.ศ. 2464 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนา หม่อมเจา้ ลักษมลี า
วัณ เป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองคเ์ จ้าลกั ษมลี าวัณ พร้อมกบั ทรงหมัน้ และมีพระราชวินิจฉยั ว่า จะไดท้ รงทา
การราชาภเิ ษกสมรส

ตอ่ มาไม่นานทรงได้ถอนหม้นั และสถาปนาหม่อมเจ้าลกั ษมีลาวณั ข้ึนเป็น "พระวรวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จ้า
ลักษมลี าวณั " ทนั ที พร้อมกบั ทรงหมน้ั และมพี ระราชวนิ ิจฉัยว่า จะทรงทาการราชาภเิ ษกสมรสด้วย ครัง้ หม้นั
หมายเพยี งไมน่ าน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจา้ อยู่หัว กท็ รงอภเิ ษกสมรสกบั พระสุจรติ สุดา (ธดิ าของ
เจา้ พระยาสธุ รรมมนตรี) พระองคจ์ ึงทรงตัดสินพระราชหฤทัย "แยกกันอยู่" กับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า
ลกั ษมีลาวัณ ทงั้ ที่ยังมิทันได้อภเิ ษกสมรสกนั พระนางเธอลกั ษมลี าวณั ทรงตัดสินพระทยั แยกมาอย่ตู ามลาพงั
ณ พระตาหนกั ในซอยพรอ้ มพงศ์ ริมคลองแสนแสบ ทรงดารงพระชนม์อย่างเรยี บงา่ ยและเงยี บสงบ ทรงใช้
เวลาวา่ งไปกบั การพระนิพนธ์ตา่ ง ๆ

ภายหลังสงครามโลกคร้ังท่ี 2 ทรงยา้ ยไปประทบั ณ พระตาหนักลักษมวี ิลาศ ถนนศรีอยธุ ยา สีแ่ ยก
พญาไท โดยเฉพาะในช่วงบน้ั ปลายพระชนมช์ พี พระองค์ทรงรักสนั โดษและประทับอย่เู พียงพระองค์เดยี วใน
พระตาหนัก จึงเปดิ ช่องให้ผู้ท่ีรคู้ วามเคลอื่ นไหวในพระตาหนักดี น่ันคอื ข้าหลวงคนสวนเดมิ ในพระตาหนัก
และร้วู ่าในตชู้ ั้นล่างพระตาหนักลกั ษมวี ิลาศมีเครื่องราชอสิ ริยาภรณ์ บคุ คลผนู้ ้นั จงึ กลับเข้ามายังพระตาหนัก
ลกั ษมวี ิลาศ และยอ่ งเขา้ มาทางข้างหลังใช้ชะแลงทารา้ ยพระเศยี รขณะประทบั พรวนดนิ อยู่จนสิน้ พระชนม์

ชายคนสวนผู้นน้ั จานาเครือ่ งราชอสิ รยิ าภรณด์ ว้ ยไม่ร้จู ัก เจา้ ของโรงรับจานาเหน็ ผิดสังเกตจึงแจง้
เจา้ หน้าทีต่ ารวจ และเขาก็รบั สารภาพถงึ การฆาตกรรม และกลา่ ววา่ ตนทราบแต่เพยี งว่าพระนางทรงเปน็
เจา้ นาย ไมค่ ิดว่าจะทรงเปน็ เจา้ นายใหญถ่ ึงเพยี งนัน้

พระนางเจา้ สุวทั นา พระวรราชเทวี

พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี พระนามเดิม เครือแก้ว อภัยวงศ์ (หรือ พระนางเจ้าสุวัทนา) ได้มี
โอกาสร่วมแสดงละครพระราชนิพนธ์เรื่อง พระร่วง ได้รับบทเป็น สาวใช้ของนางจันทร์ ในขณะท่ี
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าฯ ทรงแสดงเป็นนายมั่นปืนยาว ซ่ึงต้องมีบทพูดจาโต้ตอบกับบรรดาสาวใช้ของ
นางจันทร์ คุณเครอื แกว้ ก็ไดฝ้ ึกซ้อมเต็มที่เล่นเสมือนจริง ทาให้เคืองพระทัยสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี
พระวรราชชายา จึงโปรดให้ข้าหลวงส่งเสยี งโห่ฮาข้ึน และใช้เท้าตบพ้ืนพระที่นั่ง เป็นเหตุให้พระเจ้าอยู่หัวทรง
พระพิโรธถึงกับเสด็จขึ้นทันที และครั้งน้ันเองพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ได้มีจิตประดิพัทธ์ต้องใน
อัธยาศัยของเครือแก้ว เนื่องด้วยความสุขุม ไม่ได้ตอบสนองต่อเหตุการณ์กระทบกระเทือนท่ีเกิดขึ้นวันท่ี 10
สิงหาคม พ.ศ. 2467 ได้ทรงสถาปนาคุณสุวัทนาขึ้นเป็น เจ้าจอมสุวัทนา พระสนมเอก พร้อมทั้งทรงพระ
กรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ณ พระท่ีน่ังบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง
ถอื เปน็ สตรที า่ นสดุ ทา้ ยที่ไดร้ ับการสถาปนาเปน็ เจา้ จอมในราชวงศจ์ ักรี รัชสมัยรัชกาลที่ 6 พระองค์ทรงให้เจ้า
จอมสุวัทนาตามเสดจ็ ไปในการทรงปฏบิ ตั พิ ระราชกรณยี กิจอยเู่ นือง ๆ

รัชกาลที่ 6 ทรงมีพระราชธิดา ซึ่งประสูติแต่พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ธิดาเพียงพระองค์
เดียว คือ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ประสูติ ณ วันอังคารท่ี 24
พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 หลังจากน้ันเพียง 2 วัน รัชกาลท่ี 6 ก็ทรงสวรรคต ในวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.
2468

พระสุจรติ สดุ า
วันที่ 27 ตุลาคม 2464 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอภิเษกสมรสกับนางสาวเปรื่อง
สุจริตกุล พ่ีสาวของพระอินทราณี อดีตนางสนองพระโอษฐ์ในอดีตพระวรกัญญาปทาน ได้รับการแต่งต้ังมีราช
ทินนามเปน็ พระสุจรติ สุดา แตก่ ม็ ไิ ด้ตง้ั ครรภ์ตามพระราชประสงค์

พระยาอนิรทุ ธเทวา มหาดเล็ก “คนโปรด” ในรชั กาลท่ี 6

พลตรี พระยาอนริ ทุ ธเทวา หรือ หมอ่ มหลวงฟ้นื พ่ึงบุญ เกิดเม่ือวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2436 เป็น
บุตรของ พระยาประสิทธ์ิศุภการ (หม่อมราชวงศ์ละม้าย พึ่งบุญ) กับพระนมทัต พ่ึงบุญ ณ อยุธยา พระนมใน
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 6 มีพี่ชายคือ เจ้าพระยารามราฆพ (หม่อมหลวงเฟื้อ พ่ึง
บุญ) ท่ีต่างก็ได้ถวายงานสนองเบ้ืองพระยุคลบาทรัชกาลที่ 6 ตั้งแต่ครั้งยังดารงพระอิสริยยศเป็นสยาม
มกุฎราชกุมาร พระยาอนิรุทธเทวา ถวายตัวพร้อมกับพ่ีชายเมื่อ พ.ศ. 2446 หลังรัชกาลท่ี 6 เสด็จนิวัติจาก
ทวีปยุโรปคืนสู่พระนคร จากนั้นใน พ.ศ. 2449 ท่านรับราชการคร้ังแรกเป็นมหาดเล็กห้องพระบรรมทม เมื่อ
พ.ศ. 2454

พระยาอนิรุทธเทวาเป็นมหาดเล็กท่ีถวายงานรับใช้รัชกาลท่ี 6 อย่างใกล้ชิดเสมอมา เช่นคร้ังที่เสด็จ
บางปะอิน ถ้ารัชกาลที่ 6 ทรงเรือกรรเชียง พระยาอนิรุทธเทวาจะน่ังเรือลาเดียวกับพระองค์ ส่วนเจ้าพระยา
รามราฆพจะแล่นเรือยนต์โฉบไปมาเพ่ือตรวจความเรียบร้อย ขณะท่ีมหาดเล็กคนอื่นจะตามเสด็จด้วยเรือ
กรรเชียงลาอื่น จงึ แสดงใหเ้ ห็นถงึ การเปน็ “คนโปรด” ไดอ้ ยา่ งชัดเจน

พระยาอนริ ทุ ธเทวามหี นา้ ที่ที่ตอ้ งถวายงานรับใช้อย่างใกล้ชิด เช่นมีหน้าที่ตัดแต่งพระนขา (เล็บ) ปลง
พระมัสสุ (โกนหนวด) ซึ่งไมม่ ีใครถวายงานนไ้ี ดด้ เี ทา่ ท่าน และตอ้ งนอนอยู่ใกล้ชดิ ห้องพระบรรทมหรือพ้ืนปลาย
พระแท่น (เตียง) เพ่ือถวายอารักขา เม่ือรัชกาลท่ี 6 ทรงตื่นบรรทมจะรับสั่งว่า “ฟ้ืน พ่อต่ืนแล้ว” นอกจากนี้
ท่านยังได้ร่วมโต๊ะเสวยกับรัชกาลที่ 6 อีกด้วย การจะเป็นคนโปรดนั้นไม่ใช่เร่ืองง่าย พระยาอนิรุทธเทวา
จาเป็นต้องศกึ ษางานหลายดา้ นท่ีตอ้ งเพียบพร้อมด้วยความสามารถอันจะถวายงานรับใช้รัชกาลที่ 6 ให้เป็นไป
ตามพระราชประสงค์โดยมิให้ขาดตกบกพร่อง ท่านทราบเสมอว่ารัชกาลท่ี 6 โปรดส่ิงใด ไม่โปรดส่ิงใด ถวาย
งานตลอดทั้งกลางวนั กลางคนื โดยมิเหน็ดเหน่ือย “ถวายพระราชปรนนิบัติยิ่งเสียกว่าพระมเหสี” จนทาให้เป็น
ท่ีพอพระราชหฤทัยและโปรดปรานมาก

กบฏ ร.ศ. 130

คณะกบฏ ร.ศ.130
ในปี พ.ศ. 2454 เกิดเหตุการณ์กบฏ ชื่อว่า กบฎ ร.ศ. 130 ประกอบด้วย ทหารบก ทหารเรือ
ข้าราชการ พลเรือน ได้ร่วมกันคิดท่ีจะทาการเพ่ือท่ีจะเปล่ียนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มา
เป็นประชาธิปไตย ต้องการจะเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นสาธารณรัฐ คือ มีประธานาธิบดีเป็นประมุข
หัวหน้ากบฏเป็นนายทหารผู้ใหญ่ คือ พันตรีหลวงพิฆเนศวร์ประสิทธิรักษ์ ในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระ
มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงซ้อมรบกับกองทหารเสือป่าที่ จังหวัดนครปฐม กบฏคณะน้ีเป็นนายทหารช้ันผู้น้อย
ประมาณ 100 คน โดยจะทาการใน วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2455 ซึ่งเป็นวันถือน้าพิพัฒน์สัตยา แต่ความลับ
รั่วไหลถึงสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ จึงได้ดาเนินการจับกุมไว้ได้
และได้ต้ังศาลพิเศษพิจารณาคดีนี้ ผลของการตัดสินคดี คือ สั่งลงโทษประหารชีวิตนายทหารที่เป็นหัวหน้าก่อ
การกบฏ 3 นาย จาคุกตลอดชีวิต 20 นาย จาคุก 20 ปี 32 นาย ส่วนที่เหลือให้จาคุก 15 ปี และ 12 ปี
ลดหล่ันกันไปเม่ือตัดสินพิจารณาคดีเสร็จส้ินลง จึงได้นาความตัดสิน ข้ึนกราบบังคมทูลขอพระราชทานความ
เห็นชอบตามที่เสนอทูลเกล้าฯ ถวายไปในตอนแรก เม่ือพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับ
ทราบ จึงมีพระราชปรารภ ความว่า“เราไม่ได้มีจิตพยาบาทคาดร้ายแก่พวกนี้ เห็นควรลดหย่อนผ่อนโทษโดย
ฐานกรุณา ซ่ึงเป็นอานาจของพระเจ้าแผ่นดินที่จะยกให้ได้”ด้วยพระราชดารัสดังนี้ ผู้ก่อการกบฏจึงได้รับการ
ผ่อนโทษ ทาให้ไม่มผี ใู้ ดต้องโทษประหารชวี ิตและในท่ีสุดทกุ คนกพ็ น้ โทษจาคุกออกมา

พระพุทธรูปประจำรัชกำล

พระพทุ ธรูปประจารัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สร้างราว พ.ศ. 2468-2475 หน้า
ตกั กวา้ ง 7.5 เซนติเมตร สูงเฉพาะองคพ์ ระ 12 เซ็นติเมตร สงู รวมฉัตร 39 เซนตเิ มตร สร้างด้วยทองคา ภายใต้
ฉัตรปรุทอง 3 ช้นั
พระพทุ ธรูปประจาพระชนมวาร

พระพทุ ธรูปประจาพระชนมวารพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก
7 เศยี ร ประทับใต้ต้นจิก สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2453 สร้างด้วย ทองคาลงยาประดับอัญมณี ความสูงถึงยอดต้นจิก
20.70 เซนติเมตร ประดิษฐาน ณ หอพระวมิ านองคข์ วา พระที่นงั่ จักรีมหาปราสาท

พระราชลญั จกรประจารชั สมยั

พระราชลัญจกรประจาพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้แก่ พระวชิระ ซ่ึงมาจาก
พระบรมนามาภิไธยก่อนทรงราชย์ นั่นคือ "มหาวชิราวุธ" ซึ่งหมายถึง สายฟ้าอันเป็นศาตราวุธของพระ
อินทร์ พระราชลัญจกรพระวชิระน้ัน เป็นตรางา รูปรี กว้าง 5.5 ซ.ม. ยาว 6.8 ซ.ม. มีรูปวชิราวุธเปล่งรัศมีท่ี
ยอด ประดษิ ฐานบนพานแว่นฟ้า 2 ชน้ั มฉี ัตรบริวารตั้งขนาบท้ัง 2 ข้าง
เคร่ืองราชอิสริยภรณป์ ระจารัชสมัย

 เครอ่ื งขัตตยิ ราชอิสรยิ าภรณ์อนั มเี กยี รตคิ ุณรุ่งเรอื งยิ่งมหาจกั รบี รมราชวงศ์
 เคร่อื งราชอิสรยิ าภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์
 เครือ่ งราชอสิ ริยาภรณ์จลุ จอมเกล้า ช้ันท่ี 1 ปฐมจุลจอมเกลา้ วเิ ศษ
 เครื่องราชอิสริยาภรณ์รัตนวราภรณ์
 เครือ่ งราชอิสรยิ าภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี ช้ันที่ 1 (เสนางคะบดี)
 เครื่องราชอสิ ริยาภรณ์อันเป็นที่เชดิ ชยู ง่ิ ชา้ งเผอื ก ชัน้ มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก
 เครอื่ งราชอสิ ริยาภรณ์อนั มีเกยี รตยิ ศยงิ่ มงกฎุ ไทย ช้นั มหาวชิรมงกฎุ (ม.ว.ม.)
 เหรยี ญดษุ ฎมี าลา เขม็ ราชการแผ่นดนิ (ร.ด.ม.(ผ))
 เหรียญดษุ ฎมี าลา เข็มศลิ ปวทิ ยา (ร.ด.ม.(ศ))
 เหรียญจกั รมาลา (ร.จ.ม.)
 เหรยี ญรัตนาภรณ์ รชั กาลที่ 4 ชน้ั ที่ 1
 เหรียญรตั นาภรณ์ รัชกาลที่ 5 ชน้ั ท่ี 1
 เหรียญรตั นาภรณ์ รชั กาลท่ี 6 ชั้นที่ 1
 เหรยี ญราชรจุ ริ ชั กาลท่ี 6

พระราชกรณียกจิ ในด้านตา่ ง ๆ

ด้านการตา่ งประเทศ
ประเทศไทยเขา้ รว่ มสงครามโลกครง้ั ที่ 1

ทหารอาสาของไทย ร่วมเดนิ สวนสนามสวนสนามฉลองชัยชนะ ในสงครามโลกครงั้ ที่ 1
ทปี่ ระตชู ัย ณ นครปารีส

สงครามโลกครั้งที่หน่ึงเกิดขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อ พ.ศ. 2457 สยามต้ังตัวเป็นกลาง
พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยูห่ ัวไดท้ รงมพี ระบรมราชโองการประกาศสงครามกับประเทศฝ่ายเยอรมัน
ในสงครามโลกคร้ังท่ี 1 เม่ือวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 โดยประเทศไทยได้เข้าร่วมกับประเทศฝ่าย
สัมพันธมิตร ซ่ึงประกอบด้วยประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซียเป็นผู้นา พร้อมท้ังได้ทรงพระกรุณาโปรด
เกล้าฯ ให้ส่งทหารไทยอาสาสมัครไปช่วยรบ 1,284 คน ท้ังนี้รวมทั้งนายและพลทหาร สมทบกับนักเรียนไทย
ในนานาประเทศอกี ประมาณ 400 คน รวมทหารอาสาสมัครท้ังหมดประมาณ 1,600 คน

ทหารอาสาออกเดนิ ทางเม่ือ พ.ศ. 2461 ถงึ ประเทศฝร่งั เศสอย่ใู ต้บญั ชาการของนายพล เปแตง ซ่งึ
ขณะนัน้ ดารงตาแหน่งแมท่ ัพใหญฝ่ ่ายสมั พันธมติ ร ได้ไปปฏิบตั กิ ารในสมรภูมิประเทศฝรัง่ เศสและเบลเย่ยี ม

สาเหตทุ พี่ ระองค์ส่งทหารไปช่วยฝา่ ยสัมพันธมติ ร
1. เยอรมัน ทาลายความเป็นกลางของเบลเยี่ยม ซงึ่ เท่ากบั ละเมิดกฎหมายระหวา่ งประเทศ
2. เยอรมันด้อยกว่าพนั ธมิตรทกุ อย่าง
3. เพ่ือจะได้เผยแพรเ่ กียรติคุณของชาติไทย ให้นานาประเทศรู้จักชาติไทย
4. เพอ่ื ขจัดปัญหาสนธสิ ัญญาตา่ งๆ ทน่ี านาชาติพยายามผูกมดั ไทย และในวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.
2460 จึงส่งทหารเขา้ สู่สงคราม

ประโยชนข์ องไทยท่ไี ด้รับจากผลของสงคราม
1. ทาให้ท่ัวโลกร้จู กั ประเทศไทยมากขน้ึ และพร้อมกันน้นั ชาตไิ ทยก็ไดร้ บั เกียรตยิ กย่องให้เท่าเทยี ม
กับอารยประเทศ
2. ความไมเ่ สมอภาคกบั นานาประเทศ ทเี่ คยมีอยูก่ ับไทยก็ค่อยๆลดนอ้ ยลง โดยความชว่ ยเหลอื ของ
ดร. ฟรานซสิ บแี ซร์ บุตรเขยของประธานาธิบดวี ลิ สนั ต่อมาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศกั ดิ์ใหเ้ ปน็ พระยา
กัลยาณไมตรี
3. ไทยไดย้ กเลิกสญั ญาเก่าๆ ท่ีเคยทาไว้กับเยอรมนั ออสเตรยี ฮังการี เชน่ เดียวกับสทิ ธสิ ภาพนอก
อาณาเขตกเ็ ป็นอันยกเลกิ ไปตั้งแต่วนั ท่ี 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2461
4. ไทยตง้ั พิกดั อัตราภาษีสนิ ค้าขาเข้าไดโ้ ดยเสรีนอกจากบางอยา่ ง ซ่ึงไดท้ าไวก้ บั องั กฤษ อิตาลี เปน็
สนธสิ ัญญาพิเศษ
5. เมอื่ หมดอายสุ ัญญาแล้ว ไทยก็ได้ความเสมอภาคเท่าเทียมกับนานาประเทศโดยสมบูรณ์
6. ประเทศไทยได้เข้าเปน็ สมาชกิ สันนิบาตชาติ

ด้ำนกำรคมนำคม

สะพานพระราม 6
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานพระราม 6 ขา้ มแม่นา้ เจ้าพระยาเชื่อมทางรถไฟท้ังปวงใน
พระราชอาณาจักรโดยโยงเข้ามาสศู่ ูนยก์ ลางทสี่ ถานีหัวลาโพง
ทรงปรบั ปรุงและขยายงานกจิ การรถไฟ ใหร้ วมกรมรถไฟซ่ึงเคยแยกเป็น ๒ กรมเขา้ เป็นกรมเดียวกนั
เรียกวา่ กรมรถไฟหลวง เริม่ เปดิ กจิ การเดินรถไฟสายกรงุ เทพฯ ถงึ เชียงใหม่ ทรงเปิดเดินรถดว่ นระหว่าง
ประเทศ สายใตต้ ิดต่อกบั รถไฟมลายู (มาเลเซยี )
ทรงจัดตง้ั กรมอากาศยาน ไดเ้ รมิ่ การขนส่งไปรษณียภัณฑท์ างอากาศระหว่างกรงุ เทพฯ ไปยัง
นครราชสมี าเป็นคร้งั แรกเม่ือ พ.ศ. 2463

ดา้ นการศกึ ษา

โรงเรยี นวชิราวุธวทิ ยาลยั
ในด้านการศึกษาพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา้ เจ้าอยหู่ วั ทรงริเร่มิ สร้างโรงเรยี นขึน้ แทนวัดประจา
รชั กาล ไดแ้ ก่ โรงเรียนมหาดเล็กหลวง ซ่ึงในปจั จุบนั คือโรงเรยี นวชริ าวุธวิทยาลยั ท้งั ยังทรงสนับสนนุ กจิ การ
ของโรงเรียนราชวิทยาลยั ซ่ึงพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึน้ ในปี พ.ศ.
2440 (ปัจจบุ นั คอื โรงเรยี น ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชปู ถัมภ)์ ทรงจดั การศึกษาระดับอดุ มศึกษา โดย
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกฐานะ โรงเรียนข้าราชการพลเรอื นฯ ข้นึ เปน็ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย ในปี
พ.ศ. 2459 นบั เป็นมหาวทิ ยาลัยแหง่ แรกของไทย

โรงเรยี นเพาะชา่ ง
โปรดเกล้าใหจ้ ดั ตั้งสถาบนั การศกึ ษาหนง่ึ และพระราชทานนามว่า โรงเรียนเพาะชา่ ง ในวันที่ 7
มกราคม 2456 พระองค์เสดจ็ พระราชดาเนินทรงเปิดโรงเรียนเพาะชา่ งดว้ ยพระองค์เองด้วยจดุ เรม่ิ ตน้ น้ีทาให้
ประเทศไทยยงั มีช่างฝมี ือทางศิลปกรรมไทยไวส้ ืบทอดและสร้างสรรคส์ ง่ิ ดงี ามจนถึงปัจจบุ นั

พ.ศ.2464 ทรงตราพระราชบัญญตั ปิ ระถมศกึ ษา ให้บดิ ามารดาส่งบุตรเขา้ โรงเรียนโดยไม่เสยี ค่าเล่า
เรียน

โรงเรยี นปรนิ ส์รอยแยลส์วทิ ยาลัย
การเปิดโรงเรยี นในเมืองเหนอื

พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั เม่ือคร้ังยังทรงดารงพระอสิ ริยยศสยามมกุฎราชกุมารได้เสด็จ
พระราชทานนามโรงเรียนปรินส์รอยแยลสว์ ทิ ยาลยั เมอื่ วันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2449 ซ่งึ ไม่เป็นเพียงแตก่ ารนา
รปู แบบการศึกษาตะวนั ตกมายงั หัวเมอื งเหนือเท่านั้น แต่ยังแฝงนัยการเมืองระหวา่ งประเทศเอาไว้ดว้ ย เห็นได้
จากการเสดจ็ ประพาสมณฑลพายัพท้ังสองครง้ั ระหว่าง พ.ศ. 2448-2450 พระองค์ได้ทรงสนพระทัยในกจิ การ
โรงเรยี นทีจ่ ดั ตงั้ ข้นึ มาใหม่ทั้งสิน้ โดยพระองคท์ รงบันทึกไว้ในพระราชนิพนธ์ "เท่ียวเมืองพระร่วง" และ "ลลิ ิต
พายพั " ท้ังน้ี เปา้ หมายของการจดั การศึกษายังแฝงประโยชนท์ างการเมืองที่จะใหช้ าวท้องถิ่นกลมเกลียวกับ
ไทยอีกด้วย
ด้ำนศลิ ปวัฒนธรรมไทย

ทรงต้งั กรมมหรสพ เพือ่ ฟนื้ ฟูศิลปวัฒนธรรมไทย และยงั ได้ทรงสร้างโรงละครหลวงไว้ในพระราชวังทุก
แหง่ เพ่ือส่งเสรมิ การแสดงละครในหมขู่ ้าราชบริพารนอกจากน้ี ยงั ทรงสนพระราชหฤทยั ดา้ นจิตรกรรมและ
ทรงนาสถาปัตยกรรมไทยผสมผสานแบบตะวนั ตกนามาซึ่งความโดดเด่นงดงาม อาทิ ตาหนักในพระราชวัง
สนามจันทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ให้ออกแบบอาคารสมัยใหม่เปน็ แบบทรงไทย เชน่ ตึกอักษรศาสตร์
ซ่ึงเป็นอาคารเรียนหลงั แรกของจฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั และอาคารโรงเรยี นวชริ าวุธวทิ ยาลัย

ดา้ นการปกครอง
ทรงปลูกฝังประชาธปิ ไตยใหก้ บั ประชาชน ทรงสร้างดุสติ ธานีเป็นที่ทดลองการปกครองแผนใหม่จาลอง

การปกครองตามวิถีทางประชาธิปไตย และทรงพยายามปลุกฝังให้ประชาชนรู้คุณค่าของเสรีภาพและการใช้
เสรีภาพอยา่ งมีขอบเขต

พ.ศ. 2468 พระราชบญั ญตั ิการเกณฑ์ทหารเข้าประจาการ
พ.ศ. 2460 ให้เลิกโรงหวย ก.ข. โรงบ่อนการพนันต่างๆ ธงชาติให้เลิกเคร่ืองหมายเดิม เปลี่ยนเป็นธง
ไตรรงคโ์ ปรดใหห้ นงั สอื พมิ พ์เอกชนออกแสดงความคิดเห็นได้ การเปล่ียนแปลงการใช้ วัน เดือน ปี เช่น วันข้ึน
ปีใหม่ ให้นับเอา 1 เมษายน พ.ศ. 2432 เป็นวันข้ึนปีใหม่และให้เลิกใช้จุลศักราชรัตนโกสินทรศก ให้ใช้
พุทธศักราชแทนทรงจัดต้งั กองเสอื ปา่ ขน้ึ เมื่อ พ.ศ. 2453

ด้านการศาสนา
พระองค์ทรงได้ทานุบารุงทางวัด แล้วยังให้พระภิกษุได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวาง พระองค์ทรงสั่ง

สอนขา้ ราชการในเรือ่ งศาสนาด้วยพระองค์เอง และพระราชนิพนธ์หนงั สอื เรอื่ งพระพุทธเจ้าตรัสร้อู ะไร

ด้านกจิ การเสือป่าและลกู เสือ

พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยหู่ วั รัชกาลท่ี 6
ประทับฉายพระบรมฉายาลักษณพ์ รอ้ มดว้ ยเหลา่ เสอื ป่าทส่ี โมสรเสือปา่ พระราชวงั ดุสิต
พระบาทสมเด็จพระมงกฎเกล้าเจา้ อยหู่ วั เมอื่ คร้งั ทยี่ ังดารงตาแหนง่ มกุฎราชกุมารทรงมีพระราช
ประสงคจ์ ะจดั ต้งั “กองเสือป่า” หลังจากเสดจ็ กลบั จากมณฑลพายัพใน พ.ศ. 2448 หากทรงระงับไวแ้ ละทรง
รบั ส่งั ให้มหาดเลก็ และข้าราชบรพิ ารในพระองคฝ์ ึกทหารและเล่นซ้อมรบ เชน่ การเล่นโปลศิ จับขโมย หรอื การ
เล่นปราบเจก๊ ก่อการอ้งั ยี่ หลังจากกระยาหารค่าในพระราชอทุ ยานของพระราชวงั สราญรมย์ ซึ่งผู้ทไ่ี มท่ ราบ
วัตถปุ ระสงค์ท่ีแทจ้ รงิ กม็ องว่าเป็นการละเล่นเพื่อสรา้ งพระราชสาราญให้แก่พระองคเ์ ปน็ สาคญั

เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติใน พ.ศ. 2453 พระราชดาริที่จะจัดตั้งกองเสือป่าได้เกิดข้ึน
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชาธิบายเร่ืองเสือป่าว่า มีลักษณะคล้ายทหารรักษา
ดินแดนของอังกฤษ (Territory Army) มีหนา้ ที่สนบั สนุนการทางานของทหารโดยเฉพาะในยามศึกสงคราม ซ่ึง
จาเป็นต้องมีอาสาสมัครคอยป้องกันประเทศในขณะที่ทหารออกไปรบ แต่ต่างกันที่รูปแบบการปกครองด้วย
กองทหารรักษาดินแดนของอังกฤษขึ้นตรงกับกระทรวงกลาโหม แต่กองเสือป่าข้ึนตรงต่อพระองค์เดือน
พฤษภาคม พ.ศ. 2454 กองเสือป่าได้ถือกาเนิดข้ึนอย่างเป็นทางการ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงเป็นสมาชิกเสือป่าหมายเลข 1 และทรงดารงตาแหน่งนายกองใหญ่ และสมาชิกเมื่อเริ่มก่อต้ังอีก 16 คน
ซงึ่ ทง้ั หมดเปน็ ขา้ ราชบรพิ ารทใี่ กลช้ ิดพระองค์ กองเสอื ปา่ ยังไดเ้ ปดิ รับสมัครสมาชิกเพิ่มเติม จนมีสมาชิกเสือป่า
ท้งั ส้ิน 141 คน ต่อมาในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 มีพระราชพิธีถือน้าพิพัฒน์สัตยาของสมาชิกเสือป่าข้ึน
เป็นครั้งแรก ท่ีวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในลักษณะที่คล้ายคลึงกับการถือน้าพิพัฒน์สัตยาของทหาร ท่ีมีการ
อ่านโองการแช่งน้า และให้สมาชิกกล่าวคาปฏิญาณ ว่าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะเชื่อฟังคาส่ัง
ของผบู้ งั คบั บัญชาอย่างเครง่ ครัด

วนั ที่ 17 มถิ ุนายน จัดพระราชพธิ ีถอื นา้ พพิ ฒั นส์ ตั ยาครงั้ ที่ 2 (กระทาเหมือนในครั้งแรก) โดยมีสมาชิก
เสือป่าเพ่ิมข้ึนมาเป็น 2 กองร้อย ซึ่งก่อนท่ีจะเริ่มพิธี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้
เสือป่าที่มียศนายหมู่ข้ึนไปร่วมถ่ายรูปกับพระองค์ พร้อมกันน้ียังเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรการถ่ายรูปหมู่ของ
บรรดาสมาชิกเสือป่าบรเิ วณสนามหญา้ ข้างหอวชริ ญาณ

พระราชพิธีถือน้าพิพัฒน์สัตยาท้ัง 2 คร้ัง สะท้อนให้เห็นว่าทรงให้ความสาคัญแก่กองเสือป่าเป็นอย่าง
มากเมอื่ “เสือปา่ ” เป็นพระราชนิยมของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ข้าราชการกระทรวงต่าง ๆ
จงึ สมคั รเขา้ เปน็ สมาชกิ เป็นจานวนมาก ข้าราชการพลเรือนที่ไม่เข้าร่วมก็จะถูกมองว่าแปลกแยกออกจากผู้อื่น
นอกจากนี้ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งท่ีน่าจะทาให้มีผู้สมัครเข้าเป็นเสือป่าเป็นจานวนมาก คือได้รับการยกเว้นไม่ต้อง
เกณฑท์ หาร นอกจากฝกึ ทหารแล้ว พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการให้
เสือปา่ เข้ารับการอบรมโดยทรงเป็นผูส้ อนดว้ ยพระองค์เอง ณ สโมสรเสือปา่ ทุกบ่ายวันเสาร์ และทรงกาหนดให้
เสอื ปา่ ตอ้ งทาการซ้อมรบรวมถึงเดินทางไกลเปน็ ประจาทุกปี

ด้านกจิ การลูกเสอื

พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอย่หู ัว เม่อื พระชนมายไุ ด้ 13 พรรษา ไดเ้ สด็จไปทรงศึกษา ณ
ประเทศอังกฤษ ทวีปยโุ รป ระหวา่ งทที่ รงศึกษาอยู่น้นั ไดท้ รงทราบเรอื่ งการสรู้ บเพื่อรักษาเมอื งมาฟิคิง
(Mafeking) ของ ลอรด์ เบเดน โพเอลล์ (Lord Baden Powell) ซงึ่ ได้ต้งั กองทหารเดก็ เป็นหนว่ ยสอดแนมช่วย
รบในการรบกับพวกบัวร์ (Boar) จนประสบผลสาเรจ็ และได้ตง้ั กองลูกเสือขึ้นเปน็ คร้ังแรกของโลก ทีป่ ระเทศ
อังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2450 เมื่อพระองคเ์ สด็จนิวัติสู่ประเทศไทย ก็ได้ทรงจดั ตงั้ กองเสอื ป่า (Wild Tiger Corps)
ข้ึน เมอื่ วันที่ 6 พฤษภาคม 2454 มจี ุดมงุ่ หมายเพ่อื ฝึกหัดใหข้ า้ ราชการและพลเรอื นได้เรียนรวู้ ชิ าทหาร เพอ่ื
เปน็ คณุ ประโยชน์ต่อบ้านเมือง รจู้ ักระเบยี บวินัย มคี วามจงรกั ภกั ดตี อ่ สถาบันชาติ ศาสนา และ
พระมหากษัตรยิ ์ ตอ่ จากนน้ั อีก 2 เดือน ก็ได้พระราชทานกาเนิดลกู เสอื ไทยขึ้นเมอื่ วันท่ี 1 กรกฎาคม 2454
ดว้ ยทรงมพี ระราชปรารภวา่ เม่อื ฝกึ ผู้ใหญเ่ ป็นเสือปา่ เพ่ือเตรียมพร้อมในการชว่ ยเหลอื ชาติบา้ นเมืองแล้ว เห็น
ควรที่จะมีการฝกึ เด็กชายปฐมวยั ให้มคี วามรู้ทางเสือปา่ ด้วย เมื่อเตบิ โตข้ึนจะได้รจู้ กั หนา้ ที่และประพฤติตนให้
เป็นประโยชนต์ อ่ ชาติบา้ น เมือง จากน้นั ทรงตั้งกองลกู เสือกองแรกขนึ้ ทีโ่ รงเรียนมหาดเล็กหลวง (โรงเรียน
วชริ าวุธ ในปัจจบุ นั ) และจัดตัง้ กองลูกเสอื ตามโรงเรยี น ตา่ ง ๆ ให้กาหนดข้อบังคบั ลักษณะปกครองลูกเสอื ขนึ้
รวมท้งั พระราชทาน คาขวัญให้ลูกเสือวา่ “เสยี ชีพ อยา่ เสยี สัตย์ ” ผูท้ ีไ่ ด้รับยกย่องวา่ เปน็ ลูกเสอื ไทยคนแรก
คอื นายชัพท์ บนุ นาค ซงึ่ ต่อมา ไดร้ บั พระราชทานบรรดาศักด์ิเป็น “นายลขิ ิตสารสนอง”

ปี พ.ศ. 2463 ไดจ้ ดั สง่ ผแู้ ทนคณะลกู เสือไทย จานวน 4 คน ไปร่วมงานชุมนุมลกู เสือโลก ครง้ั ท่ี 1
(1st World Scout Jamboree) ซึ่งจดั เปน็ คร้ังแรกของโลก ณ อาคารโอลมิ เปยี กรุงลอนดอน ประเทศ
อังกฤษ

ปี พ.ศ. 2465 คณะลูกเสอื ไทย ไดส้ มัครเขา้ เปน็ สมาชิกของสมชั ชาลกู เสือโลก ซึง่ ขณะนัน้ มสี มาชิก
รวมทั้งสน้ิ 31 ประเทศ ประเทศท้งั 31 ประเทศนี้ นับเป็นสมาชิกรุน่ แรก หรือสมาชิกผกู้ ่อการจดั ตั้ง
(Foundation Members) สมชั ชาลกู เสือโลกขึ้นมา

ปี พ.ศ. 2467 ได้จดั ส่งผแู้ ทนคณะลกู เสือไทย 10 คน ไปรว่ มงานชุมนุมลูกเสอื โลก ครั้งท่ี 2 ณ
ประเทศเดนมาร์ก

ดา้ นจติ รกรรม

ทรงสง่ เสรมิ การวาดภาพฝาผนัง เชน่ ทรงให้ทดลองเขยี นภาพเทพชุมนมุ ในห้องพระเจ้า ณ พระทีน่ ัง่
พิมานในพระราชวงั สนามจันทน์ ก่อนทจ่ี ะนาไปวาดที่ฝาผนงั พระวิหารทิศ วดั พระปฐมเจดีย์ ทงั้ ยังทรงพกรุณา
ให้หาผ้เู ชย่ี วชาญต่างประเทศด้านจิตรกรรมและประติมากรรม คือ PROF.C.FEROCI หรอื ท่านศาสตราจารย์
ศิลป์ พรี ะศรเี ข้าเฝา้ เพื่อสง่ เสรมิ ใหศ้ ิลปนิ ไทยได้เรียนรู้ศลิ ปะสากลขึ้น อนั ส่งผลตอ่ การพัฒนาแนวคดิ
สร้างสรรคท์ างดา้ นศิลปะไทยสว่ นพระองคส์ นพระทัยในการวาดภาพล้อ ทรงวาดภาพล้อไว้หลายชุด แล้วสง่ ไป
พมิ พใ์ นหนังสอื ดสุ ิตสมิต ภาพลอ้ เหลา่ น้ีถ้าเป็นภาพล้อผใู้ ด ผูน้ ้ันกจ็ ะซ้ือในราคาสูง เงนิ คา่ ภาพล้อจะ
พระราชทานไปใชใ้ นกิจการกุศลทัง้ ส้ิน

ดา้ นวรรณกรรมและหนังสือพมิ พ์

ทรงสง่ เสริมให้มกี ารแตง่ หนังสอื โดยทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหต้ ราพระราชบัญญัติวรรณคดีสโมสร
สาหรบั ในดา้ นงานหนังสือพิมพ์ ทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ ใหต้ ราพระราชบัญญัติสมุด เอกสาร พ.ศ.2465 ข้ึน
พระองค์ทรงมีอัจฉริยะทางด้านการประพันธ์สูงย่ิงสามารถทรงงานเขียนได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งพระราช
นิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่ีนามาใช้เป็นแบบเรียนมีมงคลสูตร พระนลคาหลวง
ธรรมาธรรมะสงคราม มัทธนะพาธา สาวิตรี ตามใจท่าน และทรงมีนามปากกา ในการ พระราชนิพนธ์ถึง
37 นามปากกา อาทิ ศรีอยุธยา พระขรรค์เพชร อัศวพาหุ ฯลฯ

งานช้นิ แรกทท่ี าให้พระองค์ทรงมีชื่อเสยี งคือได้ทรงพระราชนิพนธ์ประวตั ศิ าสตรช์ น้ิ หนึง่ เปน็ ภาษาอังกฤษ
ชื่อ THE POLISH SUCCESSIONออกจาหน่ายอย่งกว้างขวางและทรงรเิ ริ่มออกนิตยสารภาษาไทยสาหรบั คน
ไทยในอังกฤษชือ่ “สามัคคสี าร” เปน็ ทแ่ี พร่หลายในหมู่คนไทยเป็นอยา่ งมาก เสด็จฯนิวตั ิกลบั ประเทศไทยเมื่อ
ปี พ.ศ.2445 รวมเวลาทป่ี ระทบั อย่ใู นประเทศอังกฤษถึง 9 ปี

ระหว่างทยี่ ังทรงพระยศเป็นพระบรมโอรสาธิราชประทับท่วี ังสราญรมยไ์ ด้ทรงรเิ ริ่มออกหนงั สอื ราย
เดือน ช่ือ “ทวปี ัญญา” ขน้ึ เม่ือ พ.ศ.2447 ทรงมีพระราชนพิ นธบ์ ทความและเร่ืองราวต่าง ๆ ลงพิมพ์โดยทรง
ใช้พระนามาภิไธยบา้ ง พระนามแฝงบ้าง เช่น นายแก้วนายขวญั พันแหลม ฯลฯ

ในระหว่างท่ีทรงครองราชย์ได้ทรงปรับปรุงการใช้ภาษาไทยเป็นการใหญ่ทรงเป็นผู้นาในการใช้
ภาษาไทย เมอ่ื มผี ู้ใชผ้ ดิ ๆ กจ็ ะทรงทักทว้ งทง้ั กบั ผู้ใช้โดยตรงหรอื โดยทางอ้อม ทรงมีพระราชนิพนธ์วรรณกรรม
ตา่ ง ๆ ไวม้ ากกวา่ 200 เร่อื ง ท้งั ร้อยแก้ว บทกวี คาประพันธ์ ประเภท โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ลิลิต และบท
ละคร ทรง พระราชนพิ นธเ์ ร่ือง พญาราชวังสัน พระร่วง เร่ือง ท้าวแสนปม เรื่อง เวนิสวาณิช ซ่ึงทรงแปลจาก
เร่ืองของนกั เขียนชอ่ื ดงั ของโลกชาวองั กฤษ ช่อื วิลเลียม เช็กสเปียร์ และพระราชนิพนธ์ออกมาเป็นกลอนอย่าง
ไพเราะอย่างยงิ่ ชนดิ คาตอ่ คาก็วา่ ได้รวมทง้ั เรอ่ื ง มัทนะพาธา หรือตานานดอกกหุ ลาบซ่งึ พระราชทานนิพนธ์เป็น
กาพย์และฉันท์ เรื่อง ศกุณตลา วิวาห์พระสมุทร หนามยอกเอาหนามบ่ง หัวใจนักรบและอื่น ๆ รวมทั้ง
ละคร นาฏศิลป์ และโขนเปน็ ตอน ๆ ชนดิ ทีไ่ มม่ รี ตั นกวใี ดเคยกระทาได้มาก่อน

เน่ืองจากกอ่ นหน้านั้นเปน็ ยุคที่ความรุ่งเร่อื งในด้านต่าง ๆ จากต่างชาติแพร่เข้ามาในประเทศเป็น
อยา่ งมาก จงึ มีคาแปลก ๆ ท่ีใชก้ ันทับศัพท์ภาษาฝร่งั เชน่ คาว่า รถมอเตอรค์ ารโ์ ปสตอ์ อฟฟศิ โปลสิ สเตชน่ั
โรงการ์ด นิคเนม สเคตตาร่ี ฯลฯ พระองค์ได้ทรงใชภ้ าษาไทยโดยอาศยั ความรู้ด้านบาลีและสันสกฤตที่ทรง

ศึกษามาประกอบเปน็ “รถยนต์” “ที่ทาการไปรษณีย์” “สถานีตารวจ” “กองรักษาการณ์” “นามแฝง” และ
“เลขานุการ” ทาใหผ้ ูอ้ น่ื ใช้ตามในภายหลงั

พระองค์ไดท้ รงใช้คาใหม่ท่ีไม่เคยมีมาก่อน เชน่ อหิวาตกโรค ไขท้ รพิษ กาฬโรค สหกรณ์ หอพระสมดุ
มหรสพ เคร่อื งบิน อินทรธนู อนบุ าล กระทรวงนครบาล (แทนคาวา่ กระทรวงเมือง) กรมชลประทาน (แทนคา
วา่ กรมทดน้า) ทรงใหใ้ ช้พุทธศักราช แทน “รตั นโกสินทรศ์ ก” และใช้ นาง กบั นางสาว แทนคา
วา่ “อาแดง”

ความรอบรู้ในภาษาบาลี และพระอัจฉรยิ ะในการพระราชนพิ นธค์ าฉนั ท์ที่เห็นได้ชดั เจนคอื คาสวดมนต์
บทนมัสการคุณานคุ ุณของสมเดจ็ พระสัมมาสมั พทุ ธเจา้ ซ่งึ พระราชทานชื่อบทคาฉนั ทน์ ้วี ่า “มนต์นกั รบสยาม”
สาหรบั กองทหารเสอื ป่าและลูกเสอื สวดมนตใ์ นเวลาค่า ไดแ้ ก่บทถวายพรพระหรือพาหงุ 8 บท ซ่ึงได้ทรงถอด
คาฉนั ท์ภาษามคธมาเปน็ คาฉันท์ภาษาไทยอยา่ งสมบูรณ์และไพเราะใชม้ าจนทุกวนั น้ี

บทพระราชนพิ นธ์ท่นี ับว่าแปลกและดเี ด่นมากอีกเรื่องหนงึ่ คือเรื่อง “พระนลคาหลวง” เพราะทรงรวม
เอาคาประพันธ์ไว้ในท่เี ดยี วกันอยา่ งครบถ้วน ทัง้ โคลง ฉันท์ กาพย์ และกลอน อย่างท่ไี มเ่ คยมีกวผี ู้ใดประพันธ์
มาก่อน

พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา้ เจา้ อย่หู วั ทรงพระราชนิพนธ์ไวห้ ลายดา้ น อาทิ

ประเภทวรรณคดี - พระนลคาหลวง นารายณส์ บิ ปาง ศกนุ ตลา มทั นะพาธา ฯลฯ
ประเภทบทละคร - หวั ใจนักรบ พระร่วง โรมโิ อและจเู ลียต ตามใจทา่ น เวนชิ วาณิช ฯลฯ
ประเภทธรรมะ - เทศนาเสอื ป่า พระพุทธเจ้าตรัสรอู้ ะไร พระบรมราโชวาทในงานวิสาขบชู า ฯลฯ
ประเภทประวตั ิศาสตร์โบราณคดี – เท่ียวเมืองพระร่วง สนั นษิ ฐานเร่ืองพระรว่ ง เทีย่ วเมืองอียปิ ต์
สนั นษิ ฐานเร่ืองท้าวแสนปม ฯลฯ
ประเภททหาร - การสงครามป้อมค่ายประชิด พันแหลม ความเจริญแหง่ ปนื ฯลฯ
ประเภทปลกุ ชาติ - เมืองไทยจงตน่ื เถิด ยวิ แหง่ บรู พาทศิ ปลุกใจเสือปา่ โคลนตดิ ล้อ ลัทธิเอาอย่าง
ประเภทนิทาน - นทิ านทองอิน นทิ านทหารเรือ นิทานชวนขนั ฯลฯประเภทกฎหมาย - กฎหมายทะเล หัวขอ้
กฎหมายนานาประเทศแผนกคดเี มือง
ประเภทการเมอื ง - ความกระจดั กระจายแห่งเมืองจีน การจราจลในรัสเซีย ปกิณกคดขี องอัศวพาหุ
ประเภทสุขวิทยา – กันป่วย

ดา้ นการแพทยแ์ ละสาธารณสุข

วชิรพยาบาล
ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ใหต้ ้งั วชริ พยาบาล เมอื่ พ.ศ. 2455โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยใชท้ นุ
ส่วนพระองค์เมื่อ พ.ศ. 2457เพ่อื รักษาพยาบาลประชาชนทีเ่ จ็บไข้ไดป้ ว่ ย
ทรงเปดิ สถานเสาวภา เมือ่ วันท่ี7 ธันวาคม พ.ศ. 2465 เพ่ือผลิตวคั ซนี และเซรุ่ม เป็นประโยชน์ทั้งแก่
ประชาชนชาวไทยและประเทศใกลเ้ คยี งอีกดว้ ย
ทรงเปดิ การประปากรงุ เทพฯ เม่ือวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2457

ด้านการรเิ ร่มิ เปล่ยี นแปลงแกไ้ ขให้เหมาะกับยุคสมัย

ในสมัยรชั กาลท่ี 6 ได้โปรดให้เปลีย่ นแปลงแก้ไขขนบประเพณีของบ้านเมืองใหเ้ หมาะสมสอดคล้องกับ
หลักสากล ทรงรเิ ริ่มเพ่ือความเจริญก้าวหน้าทนั ยุคสมยั ดงั น้ี

- ตราพระราชบัญญตั นิ ามสกุล ทรงเหน็ วา่ ชาติทเ่ี จริญแล้วยอ่ มมีชื่อสกุลเปน็ หลักฐาน หลักฐาน
เครอื่ งชว่ ยกาหนดบุคคลแต่ละคน การเรียกชื่อเพียงอย่างเดยี วอาจสับสนวุ่นวายไดท้ รงตราพระราชบัญญัติ
นามสกุลขึ้นเม่ือวันท่ี 22 มนี าคม พ.ศ. 2445 ทรงประกาศใช้วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2456 เมษายน พ.ศ.
2456 ตามทางสรุ ิยคติ เป็นวันข้ึนปีใหมแ่ ละเปล่ียนศักราชราชการ พ.ศ. ใหม่ พร้อมกบั ใหใ้ ชค้ า “ไชโย” แทน
คา”โฮห่ ้ิว”

- ทรงให้กาเนดิ ธงชาติ และพระราชทานนามว่าธงไตรรงค์ หรอื ธงสามสี คือ สีแดง สขี าว และสีนา้ เงนิ
ทรงตราเปน็ พระราชบญั ญัติธงพุทธศักราช 2460

- กาหนดคานาหน้าสตรีและเด็ก ตามพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. 2460 ให้สตรีโสดใช้คานาหน้าตนว่า
“นางสาว” เมอ่ื มีสามแี ลว้ ให้ใชค้ าวา่ “นาง” ส่วนคาว่า “เด็กชาย” “เด็กหญิง” โปรดให้กาหนดไว้ในกฤษฎีกา
ปี พ.ศ.2464

- เปล่ยี นแปลงการนับเวลา ทรงเห็นว่า การนับเวลาแบบทุ่มโมงไม่สะดวกแก่วงการธุรกิจ จึงโปรดให้
เปลีย่ นตามสากล ใหถ้ อื เวลาเทย่ี งคนื เปน็ วนใหม่ และระยะเวลาทุ่มโมงใหเ้ ปล่ยี นเป็นนาฬกิ า

- ตรากฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสบื สันตติวงศ์ มีการห้ามราชนารเี สด็จข้ึนครองราชย์

ด้านเศรษฐกิจ

คลังออมสิน

พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยู่หวั รชั กาลที่ 6 ทรงเหน็ คณุ ประโยชนข์ องการออมทรัพย์ เพื่อให้
ประชาชนรู้จักการประหยัด การเก็บออม มีสถานท่ีเก็บรักษาทรัพย์สินเงินทองของประชาชน
ให้ปลอดภัยจากโจรผู้ร้าย จึงทรง ริเร่ิมจัดต้ังคลังออมสินทดลองขึ้น โดยทรงพระราชทานนามแบงค์ว่า “ลีฟอ
เทีย” ในปี พ.ศ. 2450 เพ่ือทรงใช้ศึกษาและสารวจนิสัยคนไทยในการออมเบ้ืองต้น พระองค์ทรงเข้าใจใน
ราษฎรของพระองค์และทรงทราบดีว่าควรใช้ กุศโลบายใดอันจะจูงใจคนไทยให้มองเห็นความสาคัญของการ

ออมเพอ่ื ใหค้ ลังออมสินได้เปน็ ประโยชนเ์ กื้อกลู เผ่ือแผ่ไปถึงราษฎรโดยท่ัวกนั พระองค์จึงได้ทรงพระกรุณาโปรด
เกลา้ ฯ ให้ดาเนินการจัดตั้ง “คลังออมสิน” ขึ้นในสังกัด กรมพระคลังมหาสมบัติ กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ
และพระราชทานพระบรมราชานุญาตประกาศใช้ “พระราชบัญญัติคลังออมสิน พ.ศ.2456” ประกาศใช้ใน
วนั ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2456 จัดต้ังธนาคารออมสินข้ึน เพื่อให้ประชาชนรู้จักออมทรัพย์ และเช่ือมั่นในสถาบัน
การเงิน เน่ืองจากมีธนาคารพาณิชย์เอกชนท่ีฉ้อโกง และต้องล้มละลายปิดกิจการ ทาให้ผู้ฝากเงินได้รับความ
เสียหายอยู่เสมอ ใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อหุ้นของ ธนาคารสยามกัมมาจล ทุนจากัด(ปัจจุบันคือ
ธนาคารไทยพาณิชย์) ซึ่งมีปัญหาการเงิน ทาให้ธนาคารของคนไทยแห่งน้ีดารงอยู่มาได้ ทรงริเริ่มต้ัง บริษัท
ปูนซีเมนต์ไทย จากัดซึ่งได้เป็นกิจการอุตสาหกรรมสาคัญของไทยต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน ทรงจัดตั้งสภาเผยแผ่
พาณชิ ย์ ซ่ึงเปน็ หน่วยงานคลา้ ยกบั สภาพฒั นาการเศรษฐกิจในปจั จบุ ัน
เหตกุ ารณ์สาคัญในรชั กาลท่ี 6

เหตุการณ์สาคญั ในประเทศไทยในพระชนมชีพของ พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจ้าอย่หู ัว (รัชกาลที่ 6)
พ.ศ. 2423วันท่ี 1 มกราคม พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจา้ อย่หู วั ประสตู ิ มีพระนามเดมิ ว่า เจา้ ฟ้ามหา
วชิราวุธ
พ.ศ. 2431 เจา้ ฟ้ามหาวชริ าวุธไดร้ ับการสถาปนาเป็น กรมขุนเทพทวาราวดี
พ.ศ. 2436 เสด็จฯไปทรงศกึ ษาด้านนิตศิ าสตร์ อกั ษรศาสตร์ และประวตั ิศาสตร์ ทม่ี หาวทิ ยาลยั อ๊อกฟอร์ด
และวชิ าการทหาร ทีโ่ รงเรยี นนายรอ้ ยแซนเฮริ ์สต์ ประเทศองั กฤษ เม่ือวนั ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2436 ขณะนนั้
พระชนมายุได้ 12 พรรษา เป็นระยะเวลา 9 ปี และไดเ้ สดจ็ กลบั จากอังกฤษผา่ นสหรฐั อเมรกิ าและญีป่ ุน่
พ.ศ. 2437 สมเดจ็ พระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชริ ุณหิศ สยามมกุฎราชกมุ าร รัชทายาทเสดจ็ สวรรคต
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยหู่ ัวจึงโปรดเกลา้ ฯ สถาปนากรมขนุ เทพทวาราวดเี ป็น สมเดจ็ พระบรม
โอรสาธริ าช เจ้าฟา้ มหาวชริ าวุธ สยามมกฎุ ราชกมุ าร สืบแทน

พ.ศ. 2447 เสด็จเยือนนครเชียงใหม่ โดยขน้ึ รถไฟไปลงท่ปี ากนา้ โพแล้วตอ่ เรือลอ่ งแกง่ ผ่านเมืองตากข้นึ ไปถึง
เชียงใหม่ ในการเสดจ็ ฯ เยือนเชียงใหม่นี้ได้มีการสถาปนาโรงเรยี นปรนิ สร์ อยแยลสว์ ทิ ยาลัย และ โรงเรียน
ยพุ ราชวทิ ยาลยั เมื่อวันท่ี 2 มกราคม พ.ศ. 2447

พระราชวังสนามจนั ทร์

พ.ศ. 2450 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สรา้ งพระราชวังสนามจันทร์ทนี่ ครปฐม
พ.ศ. 2452 เสด็จฯ เยือนเมืองสวรรคโลก เสดจ็ ฯเยือนหวั เมืองปักษ์ใต้
พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกลา้ ฯ ใหส้ รา้ งพระราชวงั พญาไท
พ.ศ. 2453พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัวเสดจ็ สวรรคต
บรรดาเช้อื พระวงศแ์ ละข้าราชการชนั้ สูงพรอ้ มใจกนั อัญเชิญ สมเดจ็ พระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชริ าวุธ
สยามมกฎุ ราชกุมาร ข้นึ ครองราชยเ์ ปน็ รชั กาลที่ 6 แหง่ ราชวงศ์จกั รี พระนามว่า พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ
เกลา้ เจ้าอยหู่ วั
ปรบั ปรงุ ระเบยี บการปอ้ งกนั พระราชอาณาจักร เมือ่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2453 กล่าวคือ
ยบุ เลิกกรมยุทธนาธิการ ให้ไปรวมกับกระทรวงกลาโหม
ยกกรมทหารเรอื เปน็ กระทรวงทหารเรือ
ต้ังยศจอมพล โดยพระราชทานให้ สมเดจ็ พระราชปิตลุ าบรมพงศาภิมุข เจ้าฟา้ ภาณุรังษสี ว่างวงศ์ กรมพระยา
ภาณุพันธุวงศ์วรเดช (สมเดจ็ วังบูรพา) เปน็ องค์ปฐม
ใหใ้ ช้คาว่า จอมทัพ แทนคาว่า จอมพล ซึ่งไดใ้ ชแ้ ทนยศท่เี หนือกว่าพลเอก
ตง้ั สภาปอ้ งกนั พระราชอาณาจักร (ตน้ รากแห่งสานักงานสภาความมัน่ คงแห่งชาต)ิ
ตง้ั โรงเรียนมหาดเลก็ หลวง (วชริ าวธุ วิทยาลัย) เมอื่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2453
ยกฐานะโรงเรยี นมหาดเล็ก เป็นโรงเรียนขา้ ราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อยู่หัว ซึ่ง
ต่อมาคือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2453

เกิดภาวะวกิ ฤติทางการเงินที่ธนาคารสยามกัมมาจลทุนจากัด จนต้องปลดผู้จัดการธนาคารสยามกัลมาจล ที่
เปน็ คนไทยออกไป ฐานก่อความวุ่นวายทางการเงินของธนาคารโดยการปล่อยกไู้ ม่ร้ปู ระมาณ แลว้ ยดึ
สวนสาธารณะซง่ึ เป็นทขี่ อง ผู้จัดการธนาคารสยามกลั มาจลเพือ่ ชาระหน้ี ก่อนให้ นาย ปี. ชวาซ์ ผจู้ ดั การแผนก
ตา่ งประเทศซง่ึ เปน็ ปรัสเซยี เข้าทาหนา้ ท่ีแทนโดยนากาไรจากแผนกตา่ งประเทศ มาแซมทนุ พอแก้ไขภาวะ
วิกฤตทางการเงนิ ไปได้
พ.ศ. 24541 พฤษภาคม โปรดเกล้าฯ ใหต้ ัง้ กองเสือปา่ ซ่งึ เปน็ รากฐานของกรมการรกั ษาดินแดน หรอื หนว่ ย
บญั ชาการกาลงั สารองในปจั จุบนั 1 กรกฎาคม โปรดเกลา้ ฯ ให้ต้งั กองลูกเสือ

พระราชพิธบี รมราชาภเิ ษก รชั กาลที่ 6
11 พฤศจกิ ายน จดั พระราชพิธบี รมราชาภิเษก มกี ารเชิญราชวงศจ์ ากยุโรปและญ่ีปุ่นให้เสดจ็ มาทรงร่วมการ
พระราชพิธีในกรงุ สยาม นบั เป็นการรับพระราชอาคันตกุ ะจานวนมาก เปน็ ครัง้ ยิง่ ใหญ่ครง้ั แรกของประเทศ
เกดิ ร.ศ. 130 เพื่อเปล่ียนแปลงการปกครอง และหากไม่สามารถดาเนินการไดส้ าเรจ็ กต็ ้องการลอบปลงพระ
ชนม์ เมอื่ วันที่ 26 กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2454 แตส่ ามารถจับกุมควบคุมสถานการณไ์ ด้
ทรงรเิ ร่ิมการศึกษาพระปริยตั ิธรรมใหม่ข้นึ อีกหลกั สูตรหน่งึ เรียกวา่ "นักธรรม" โดยมกี ารสอบครั้งแรกเม่ือ
เดอื นตุลาคม 2454 ตอนแรกเรียกว่า "องคข์ องสามเณรร้ธู รรม"สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ กรมพระยาวชริ
ญาณวโรรส ทรงเปลีย่ นวิธีการสอบบาลีสนามหลวงจากปากเปลา่ มาเปน็ ขอ้ เขยี น เปน็ ครั้งแรก
พ.ศ. 2455 โปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ ปล่ยี นมาใช้พทุ ธศักราช (พ.ศ.) ในราชการแทนรัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.) มีผลบังคบั
ใช้เมอื่ 1 เมษายน พ.ศ. 2456

คลงั ออมสิน

พ.ศ. 2456 จัดต้งั คลงั ออมสิน เม่อื 1 เมษายน 2456 ตน้ รากแหง่ ธนาคารออมสิน
ตราพระราชบัญญตั ินามสกุล
เกดิ ภาวะวิกฤตทางการเงนิ เน่ืองจากแบงคจ์ ีนสยามทุนล้มละลาย ทาใหฐ้ านะทางการเงินของธนาคารสยามกัม
มาจลและ บรรดาโรงสขี า้ วตกอยู่ในภาวะคบั ขนั
พ.ศ. 2457 เปน็ ปสี ถาปนากองบนิ ทหารบก ซ่งึ เปน็ รากฐานของกองทัพอากาศไทยในปัจจบุ นั ตั้งกองบินขน้ึ ใน
กองทัพบก เริ่มสรา้ งสนามบนิ ดอนเมือง
เปดิ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตัง้ วชริ พยาบาล ตง้ั โรงเรียนพยาบาลของสภากาชาดไทย
เร่มิ ใหบ้ รกิ ารนา้ ประปา
ต้ังเนติบณั ฑิตยสภา
มพี ระบรมราชานุมตั ใิ ห้กยู้ ืมเงินเพ่อื สรา้ งทางรถไฟสายใต้ จากรฐั บาลสหรฐั มลายู
พ.ศ. 2458 เสด็จฯ เยอื นหัวเมอื งปักษ์ใต้ ครั้งแรกหลังจากเสวยราชย์
พ.ศ. 2459 1 เมษายน เลกิ หวย ก.ข.
26 กุมภาพนั ธ์ ทดลองจัดตั้งสหกรณเ์ ปน็ แห่งแรก ท่ี วดั จันทร์ จงั หวัดพิษณโุ ลก
1 เมษายน ทางรถไฟสายใตเ้ ช่ือมกนั ตลอด ท่ชี ุมพร
25 มิถุนายน เปิด สถานรี ถไฟหลวงกรงุ เทพ
26 มีนาคม สถาปนาจฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย

พ.ศ. 2460 ธงชาติสยามเปล่ยี นจากธงชา้ งเผอื กมาเป็นธงไตรรงคอ์ ยา่ งสมบูรณ์
22 กรกฎาคม ทรงประกาศเข้ารว่ มสงครามโลกครัง้ ท่ี 1 กบั ฝ่ายสัมพนั ธมติ รทาสงครามกับฝา่ ยมหาอานาจ
เกดิ เหตุนา้ ท่วมปีมะเสง็
ต้ังกรมมหาวิทยาลัย
เลกิ การพนนั บอ่ นเบีย้
เปล่ียนแปลงการนบั เวลาให้สอดคล้องกับสากล คอื ใชค้ าว่า กอ่ นเท่ียง (ก.ท. - AM) และหลงั เทย่ี ง (ล.ท. - PM)
แก้ไขปรบั ปรุงพระราชบัญญัติการเกณฑ์ทหาร
กาหนดคานาหนา้ นามสตรี จากอาแดงเปน็ นางและ นางสาวตามธรรมเนยี มสากล
ออกพระราชบัญญตั หิ า้ มส่งเงินแท่งและเหรยี ญบาทออกนอกประเทศ
พ.ศ. 2461 6 เมษายน เปลีย่ นนามพระพุทธปรางค์ปราสาท เปน็ ปราสาทพระเทพบดิ ร
ต้งั ดสุ ิตธานี ทดลองการปกครองตนเองตามระบอบประชาธิปไตย พร้อมออกหนังสือพมิ พ์ดุสิตสมติ และ ดุสติ
สมยั ตราธรรมนญู ลกั ษณะการปกครองคณะนคราภบิ าล
ตราพระราชบญั ญัตโิ รงเรยี นราษฎร์ ฉบบั แรก
ต้งั กรมสาธารณสุข ในกระทรวงมหาดไทย ซ่งึ เปน็ ตน้ รากแห่ง กระทรวงสาธารณสขุ
ขุดอุโมงค์ขนุ ตานทะลุถงึ กนั สาเร็จ
เร่ิมใช้ธนบตั ร 1 บาท ตราครุฑ แทนการใช้เหรยี ญกษาปณ์เงิน 1 บาท
1 กรกฎาคม รถไฟหลวงสายใต้ เปดิ เดนิ ได้ถึงปาดังเบซาร์
พ.ศ. 2462 ทหารอาสาของไทย รว่ มเดินสวนสนามสวนสนามฉลองชยั ชนะ ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ทีป่ ระตูชยั
ณ นครปารีส วันท่ี 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2462ประกาศให้ วันท่ี ๖ เมษายนเป็นวันจกั รี และ ให้ถอื ว่าเปน็ วัน
ชาติในยุคสมบรู ณาญาสทิ ธริ าช
วางระเบยี บการเรยี กเก็บเงนิ รัชชูปการ ซ่งึ เปน็ การเสียเงินปีละ 6 บาท ในยุคทขี่ า้ วสารถังละ 50 สตางค์
เรมิ่ การใช้เวลามาตรฐาน
เกิดภาวะฝนแลง้ ทาให้ข้าวตายเป็นจานวนมาก ถึงข้ันตอ้ งขุดหัวมนั หัวเผือก หัวกลอย กินประทงั ชีวติ จน
รฐั บาลต้องประกาศ พระราชกาหนดห้ามการส่งออกข้าวไปตา่ งประเทศ
20 ตลุ าคมสมเด็จพระศรีพัชรนิ ทราบรมราชินนี าถพระบรมราชชนนพี ันปีหลวง เสด็จสวรรคต ณ วงั พญาไท
โปรดเกลา้ ฯให้พิมพ์คัมภีร์อรรถกถาแห่งพระไตรปฎิ กและอรรถกถาชาดก และคัมภรี ์อ่นื ๆ เชน่ วิสุทธิมรรค มลิ ิ
นทปัญหา เป็นต้น
ทรงนพิ นธห์ นังสอื แสดงหลักคาสอนในพระพุทธศาสนาหลายเร่ือง เชน่ เทศนาเสือปา่ พระพุทธเจ้าตรัสร้อู ะไร

พ.ศ. 2463 แก้ไขสนธสิ ัญญาใหม่กับสหรฐั อเมริกาสาเรจ็ เป็นประเทศแรก
เปดิ การขนสง่ ไปรษณียภณั ฑ์ทางอากาศระหวา่ ง กรงุ เทพ - นครราชสมี า
สตรีในพระราชสานัก เริ่มนงุ่ ซ่ิน ไว้ผมยาว
ต้ังกระทรวงพาณชิ ย์

สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้าจกั รพงษ์ภวู นาถ

สมเด็จพระเจ้านอ้ งยาเธอผทู้ รงเป็นพระรชั ทายาท (สมเด็จพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้าจักรพงษภ์ วู นาถ กรม
หลวงพิษณโุ ลกประชานาถ) เสด็จทวิ งคตจากอาการไขห้ วดั ใหญ่
พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงราชบรุ ดี ิเรกฤทธ์ิ (พระบิดาแหง่ กฎหมายไทย)
พ.ศ. 2464 ตราพระราชบญั ญตั ปิ ระถมศึกษา ฉบบั แรก บังคบั ใช้ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๔
กาหนดคานาหนา้ นาม เดก็ เป็นเด็กชาย เด็กหญงิ
รถไฟหลวงสายใต้ เปิดเดินได้ถงึ สไุ หงโกลก รถไฟหลวงสายเหนอื เปดิ เดนิ ได้ถึงเชียงใหม่ โปรดฯ ใหจ้ อมพล
สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟา้ ภาณรุ งั ษสี วา่ งวงศ์ กรมพระยาภาณพุ ันธวุ งศว์ รเดช และ กรมพระ
นครสวรรคว์ รพินจิ เสด็จประกอบพิธีเรมิ่ การก่อสร้างทางรถไฟ สายตะวนั ออก ท่ีสถานแี ปดรว้ิ
สภากาชาดไทยสมัครเข้าเปน็ สมาชิกสันนิบาตสภากาชาด
พ.ศ. 2465 เริ่มก่อสร้างสะพานพระราม 6
ตราขอ้ บังคบั ลักษณะการปกครองหัวเมืองช่ัวคราว
สถาปนากรมตารวจ
เปดิ สถานเสาวภา หลังจากท่ีไดพ้ ระราชทานนามใหม่แทนชื่อเดมิ วา่ "ปาสตรุ สภา"
พ.ศ. 2466ประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตั้งสถานีอนามัย
แกไ้ ขสนธิสัญญาใหม่กบั ญ่ีปนุ่ สาเรจ็ เป็นประเทศที่ 2
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ พระองค์เจา้ เทวัญอุไทยวงศ์ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ เสนาบดกี ระทรวง
ตา่ งประเทศ ส้ินพระชนม์
พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ พระองค์เจา้ อาภากรเกยี รตวิ งศ์ กรมหลวงชมุ พรเขตอุดมศักด์ิ ส้ินพระชนม์
สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ เจ้าฟา้ จฑุ าธชุ ธราดลิ ก กรมขุนเพช็ รบรู ณอ์ ินทราชัย เสด็จทิวงคต

พ.ศ. 2467 เสดจ็ เยอื นสหรฐั มลายแู ละสิงค์โปร์โดยทางรถไฟพร้อมดว้ ยเจ้าจอมสุวัทนา (ตอ่ มาคอื พระนางเจา้
สวุ ทั นา พระวรราชเทวี)
สง่ คณะทูตพิเศษนาโดยพระยากัลยาณไมตรีไปเจรจาแก้ไขสนธิสญั ญากับนานาชาติ
ตรากฎมณเฑยี รบาลวา่ ด้วยการสืบราชสันติวงศ์ พ.ศ. 2467
พระราชทานอภัยโทษให้ปล่อยนักโทษคดีกบฏ ร.ศ. 130
ปญั หางบประมาณขาดดุลยังไมบ่ รรเทา จาเปน็ ต้องก้เู งินเพ่ิมอกี 3 ลา้ นปอนด์ ดอกเบ้ยี ร้อยละ 6 ตอ่ ปี ทาให้
ตอ้ งเริม่ กระบวนการตดั ทอนงบประมาณ และลดจานวนข้าราชการออกไป อย่างน้อยรอ้ ยละ 10
พ.ศ. 2468 มีพระราชพินยั กรรม

พระนางเจา้ สุวทั นา พระวรราชเทวี ประสูติ
สมเดจ็ พระเจ้าภคนิ ีเธอ เจ้าฟา้ เพชรรตั นราชสดุ า สริ ิโสภาพัณณวดี
วนั องั คารที่ 24 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2468 พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ประสตู ิ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ
เจ้าฟ้าเพชรรตั นราชสดุ า สริ ิโสภาพัณณวดี พระราชธดิ าพระองคเ์ ดียวในรชั กาลที่ 6
26 พฤศจิกายน รัชกาลที่ 6 เสดจ็ สวรรคต เม่อื เวลา 7 ทุ่ม 45 นาที (1 นาฬกิ า 45 นาที) หลังจากท่ีทรงพระ
ประชวรด้วยอาการพระอนั ตะ (ลาไส)้ ทะลุ จากแผลผ่าตดั พระนาภีทีเ่ กดิ อาการอักเสบขั้นทะลบุ ริเวณพระนาภี
(ผวิ หนงั หนา้ ท้อง)
พระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว ทรงบรรจพุ ระบรมราชสรรี างคารพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้า
เจา้ อยู่หวั ไวใ้ ต้ฐานพุทธบลั ลงั ก์ พระพทุ ธชินสีห์ พระประธานในพระอุโบสถวดั บวรนิเวศวิหาร และใต้ฐาน
พระรว่ งโรจนฤทธิ์ ณ พระวหิ ารด้านทิศเหนือ พระปฐมเจดีย์ จังหวดั นครปฐม เมื่อ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2469

พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยหู่ วั เสดจ็ สวรรคต

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรพระโรคพระโลหิตเป็นพิษในพระอุทรต้ังแต่
วันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ.2468 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้ายู่หัว ทรงพระประชวรหนักและมีพระ
อาการรุนแรงข้ึน ในยามน้ันพระองค์ประทับ ณ พระท่ีน่ังจักรพรรดิพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง จึงทรงพระ
กรณุ าโปรดเกล้าฯ ให้พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีประทับ ณ พระท่ีนั่งเทพสถานพิลาส ซ่ึงติดกับพระท่ี
น่ังจักรพรรดิพิมาน เพื่อทรงรอฟังข่าวพระประสูติการอย่างใกล้ชิด จนกระท่ังพระนางเจ้าสุวัทนา มีพระ
ประสตู กิ ารเจา้ ฟ้าหญงิ ในวันท่ี 24 พฤศจกิ ายน จากน้ันในเวลาบ่าย เจ้าพระยารามราฆพ (หม่อมหลวงเฟ้ือ พ่ึง
บุญ) ได้เขา้ เฝ้าฯ กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ประสูติ “สมเด็จพระเจ้าลูก
เธอ” เม่ือความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว มีพระราชดารสั ว่า “กด็ ีเหมอื นกนั ”

ขึ้นในวันพุธท่ี 25 พฤศจิกายน เจ้าพระยารามราฆพ เชิญเสด็จสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์น้อยไปเฝ้า
ฯ สมเด็จพระบรมชนกนาถผู้ทรงพระประชวรหนักบนพระแท่น เม่ือทอดพระเนตรแล้ว ทรงพยายามยกพระ
หัตถ์ข้นึ สัมผัสพระราชธิดา แต่ก็ทรงอ่อนพระกาลังมากจนไม่สามารถจะทรงยกพระหัตถ์ได้เนื่องจากขณะนั้นมี
พระอาการประชวรอยู่ในขนั้ วิกฤต เจ้าพระยารามราฆพจึงเชญิ พระหตั ถข์ ้ึนสัมผสั พระราชธิดา เมื่อจะเชิญเสด็จ
พระราชกุมารีกลับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงโบกพระหัตถ์แสดงพระราชประสงค์จะ
ทอดพระเนตรพระราชธิดาอีกครั้ง จึงเสด็จสมเด็จพระเจ้าลูกเธอมาเฝ้าฯ เป็นครั้งท่ีสอง และเป็นครั้งสุดท้าย
แหง่ พระชนมชีพจนกลางดกึ คนื น้ันเองก็เสด็จสวรรคต

เสดจ็ สวรรคต ณ พระทนี่ งั่ จกั รพรรดิพมิ าน ภายในพระบรมมหาราชวงั เม่ือวนั ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.
2468 เวลา 1 นาฬิกา 45 นาที เสด็จสวรรคต เมื่อเวลา 7 ทุ่ม 45 นาที (1 นาฬิกา 45 นาที) ของวันท่ี 26
พฤศจิกายน ปีฉลู พ.ศ. 2468 หลังจากท่ีทรงพระประชวรด้วยอาการพระอันตะ (ลาไส้) ทะลุ จากแผลผ่าตัด
พระนาภที ี่เกิดอาการอกั เสบข้ันทะลุบริเวณพระนาภี (ผิวหนังหน้าทอ้ ง)

โดยอัญเชิญพระบรมศพไปประดิษฐาน ณ พระท่ีนั่งดุสิตมหาปราสาทรวมพระชนมพรรษาได้ 45
พรรษา และเสด็จดารงสิริราชสมบัติได้ 15 พรรษา แต่รัชกาลท่ี 7 มีพระราชประสงค์กาหนดวันสวรรคตของ
รัชกาลที่ 6 เปน็ วนั ท่ี 25 พฤศจิกายน และถือว่าวันมหาธีรราชเจ้า ตรงกับวันที่ 25 พฤศจิกายน ส่วนพระบรม
ราชสรีรางคารได้เชิญไปประดิษฐาน ณ วัดบวรนิเวศวิหาร และเชิญไปประดิษฐาน ณ พระปฤศฤางค์ พระร่วง
โรจน์ฤทธ์ิ ส่วนพระบรมอัฐิสว่ นหนง่ึ เชญิ ไปประดษิ ฐาน ณ พระวมิ านองคก์ ลาง พระทน่ี ั่งจกั รีมหาปราสาท และ
อีกส่วนหนึ่งเชิญไปประดิษฐาน ณ พระวิมานพระอัฐิ วังร่ืนฤดี ของ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชร
รตั นราชสุดา สริ โิ สภาพณั ณวดี พระราชธิดาพระองค์เดยี ว

ส่วนพระราชธิดาเพียงพระองค์เดยี วของพระองค์คือ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา
สิริโสภาพณั ณวดี ประสตู เิ ม่อื วนั ท่ี 24 พฤศจิกายนพ.ศ. 2468 ได้รับพระราชทานพระนามจากพระบาทสมเด็จ
พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการพระราชพิธีสมโภชเดือนและข้ึนพระอู่ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2468 โดยมี
สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า ทรงพระเมตตาเอาพระราชหฤทัยใส่ดูแลท้ัง
ด้านพระอนามยั และความเปน็ อย่มู าโดยตลอด ด้วยเม่ือพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะทรงพระ
ประชวรหนักนั้น ได้มีพระราชดารัสกับสมเด็จพระมาตุจฉาเจ้าว่า “ขอฝากลูกด้วย” ต่อมาเจ้าฟ้าเพชร
รตั นราชสุดา พร้อมดว้ ยพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ไดเ้ สดจ็ ฯ ไปประทับทปี่ ระเทศอังกฤษตั้งแต่ปี พ.ศ.
2480 จนในปี พ.ศ. 2501 ทั้งสองพระองคไ์ ด้เสด็จฯ นิวัติกลับประเทศไทยเป็นการถาวรและประทับท่ีวังรื่นฤดี
ร่วมกัน ท้ายท่ีสุด สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดีได้ส้ินพระชนม์ด้วยพระ
อาการติดเช้ือในกระแสพระโลหิตเมื่อวันท่ี 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 16.37 นาฬิกา ณ ตึก 84
ปี โรงพยาบาลศริ ิราช สริ พิ ระชนมายไุ ด้ 85 พรรษา

.........................................................................

แหลง่ ข้อมูล

สมบัติ จาปาเงิน. รชั กาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หวั .กรงุ เทพฯ: 2020 เวลิ ดม์ เี ดีย จากดั ,
2542.
www.campus-star.com
www.parwat.com
www.sriayudhya.ac.th
www.vajiravudh.ac.th
www.thethaibar.or.th
http://www.dek-d.com
http://www.guru.google.co.th
http://www.gsb.or.th/about/
http://www.gsb.or.th/museum/evolution/history
http://www.learners.in.th/blogs/posts
https://www.matichon.co.th
http://www.memohall.chula.ac.th/article
https://norapontorn.wordpress.com
https://www.silpa-mag.com
https://www.msn.com
https://www.thairath.co.th
https://sites.google.com
https://teen.mthai.com
https://lifestyle.campus-star.com › knowledge
http://th.wikipedia.orgi
kingchulalongkorn.car.chula.ac.th

ขอขอบคุณข้อมลู และภาพจากเว็บไซต์ตา่ งๆ


Click to View FlipBook Version