พระราชประวัตริ ัชกาลท่ี 3
พระบาทสมเด็จพระนัง่ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั
ผ้เู รยี บเรียง นายประสาร ธาราพรรค์
มาพบสตั วจ์ ตั ุบาทนานา มฤคาโคกระทงิ ว่ิงพลา่ น
เหลอื บไปเหน็ องค์พระกุมาร งามโฉมเปรียบปานกบั เทวัญ
แลว้ จะเป็นพระสงั ข์กระมงั หนา ทว่ี า่ หายไปในไพรสณั ฑ์
จาจะถามนามวงศพ์ งศ์พนั ธ์ุ ให้แม่นมนั่ ตระหนักประจักษใ์ จ
คดิ พลางทางเดนิ เขา้ ไปหา จึงมีวาจาปราศรัย
เจ้าเดก็ น้อยนี้มาแตแ่ ห่งใด ชา่ งกระไรแกลว้ กล้านา่ กลัวแทน
ป่ากว้างทางเปลย่ี วมาเท่ียวอยู่ แตล่ ้วนหมสู่ ิงหส์ ตั ว์อดั แน่น
อนั ถ่นิ ฐานประเทศเขตแคว้น อยูด่ า้ วแดนตาบลหนใด
บติ ุเรศชนนีพน่ี อ้ ง เปน็ พวกพ้องสรุ ยิ ์วงศ์พงศไ์ หน
พระโฉมงามนามกรช่อื อะไร จงบอกไปให้หมดอย่าปดกัน
ฯ ๑o คา ฯ
บทละครนอกเร่อื งสังขศ์ ิลป์ชัยพระราชนพิ นธ์ในพระบาทสมเดจ็ พระนัง่ เกล้าเจ้าอยู่หัว
พระราชประวตั พิ ระบาทสมเด็จพระนง่ั เกล้าเจา้ อยู่หัว
พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีที่มีพระราชประวัติแปลกอย่างย่ิงอีกพระองค์คือ
พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แปลกอย่างไร แปลกเพราะพระองค์ไม่ใช่พระ
ราชโอรสของพระบรมราชินี แต่พระองค์ได้ขึ้นครองราชย์ แปลกถัดมาและสาคัญคือ พระองค์มี
พระราชโอรสหลายพระองค์ หากจะให้โอรสข้ึนครองราชยก์ ็สามารถกระทาได้แต่เหตใุ ดพระองค์จึง
ไม่ให้พระราชองค์ข้ึนครองราชย์ และทรงเปิดทางให้พระอนุชาขึ้นครองราชย์แทนพระโอรสของ
พระองค์ ซึ่งงานเขียนเร่อื งน้มี ีข้อมูลคาตอบให้ทา่ นผูอ้ ่านทส่ี นใจได้ค้นคว้าครบถว้ น
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยองค์ท่ี 3 แห่งราชวงศ์
จักรี เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และสมเด็จพระศรีสุราลัย
( เจ้าจอมมารดาเรียม ) ประสูติ ณ วันจันทร์ เดือน 4 แรม 10 ค่า ปีมะแม ตรงกับวันท่ี 31
มีนาคม พุทธศักราช 2330 ณ พระราชวังเดิม มีพระนามเดิมว่า "พระองค์ชายทับ" แรกเริ่มแต่
ประสูติ ในสมัยรัชกาลท่ี 1 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดารงฐานันดรศักด์ิเป็น
หม่อมเจ้าชายทับ จนกระทั่งพระราชชนกได้อุปราชาภิเษกข้ึนเป็นสมเด็จพระมหาอุปราช กรม
พระราชวังบวรสถานมงคล หม่อมเจ้าชายทับจึงได้เลื่อนฐานันดรศักดิ์ข้ึนเป็นพระองค์เจ้าช้ันโท
ออกพระนามว่า พระเจา้ หลานเธอ พระองค์เจ้าชายทับ
เมื่อปี พ.ศ.2349 พระราชบิดาทรงได้รับการสถาปนาข้ึนเป็น พระมหาอุปราชกรมบวร
สถานมงคล จงึ ได้รับเลื่อนพระยศตามพระราชบิดาข้ึนเป็นพระองค์เจ้า ต่อมาเม่ือพระชนมายุครบ
ผนวชตามพระราชประเพณี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก สมเด็จพระอัยยิกาธิราช
โปรดเกล้าฯ จดั พิธีผนวชให้ ณ วัดพระศรรี ัตนศาสดาราม ซึง่ ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ เสด็จออก
ในพิธีผนวชครั้งนี้ด้วยแม้จะมีอายุถึง 72 พรรษาแล้วก็ตาม ด้วยทรงเป็นหลานปู่พระองค์ใหญ่ใน
ตอนนัน้ เมอื่ ผนวชแล้วทรงเสด็จไปจาพรรษา ณ วดั ราชสทิ ธาราม
เมื่อพระบวรราชชนก กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ได้เสด็จข้ึนครองราชย์เป็น รัชกาลท่ี
2 ใน พ.ศ. 2352 พระองค์เจ้าชายทับ จึงได้เล่ือนฐานันดรศักดิ์ข้ึนเป็นพระองค์เจ้าชั้นเอก ออก
พระนามว่า พระเจา้ ลกู ยาเธอ พระองคเ์ จา้ ชายทับ
พ.ศ. 2365 ต่อมาเมอื่ พระชนมายุได้ 26 พรรษา สมเด็จพระบรมชนกนาถทรงสถาปนาข้ึน
ดารงพระยศเจ้ากรมมพี ระนามกรมว่า “กรมหมืน่ เจษฎาบดินทร์” ด้วยพระปรีชาสามารถในหลาย
แขนงวิชาไม่ว่าจะเป็นด้านพระพุทธศาสนา อักษรศาสตร์ รัฐประสาสนศาสตร์ นิติศาสตร์
สถาปัตยกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านพาณิชยศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ทาให้เป็นที่วางพระ
ราชหฤทัยจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ ให้กากับราชการโดยดารงตาแหน่งสาคัญ ๆ หลาย
ตาแหน่ง เช่น กรมท่า กรมพระคลังมหาสมบัติ กรมตารวจ และยังทรงนับหน้าท่ีพิจารณา
พิพากษาความฎกี าแทนพระองค์อยู่เสมอ ทาใหท้ รงรอบรรู้ าชการต่าง ๆ ของแผน่ ดนิ เปน็ อยา่ งดี
ในวนั ที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2367 พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อย่หู ัวในรัชการท่ี 2 ทรง
พระประชวรและเสด็จสวรรคต โดยมิได้ตรัสมอบราชสมบัติให้แก่พระราชโอรสองค์ใด พระบรม
วงศานวุ งศ์ และบรรดาเสนาบดผี ู้เป็นประทานในราชการจงึ ปรึกษากัน เห็นควรถวายราชสมบัติแก่
พระเจ้าลูกยาเธอกรมหม่ืนเจษฎาบดินทร์ อันท่ีจริงแล้วราชสมบัติควรตกแก่ เจ้าฟ้ามงกุฎ
( พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ) เพราะเจ้าฟ้ามงกุฎ เป็นราชโอรสที่ประสูติจากสมเด็จ
พระบรมราชนิ ใี นรัชกาลที่ 2 โดยตรงสว่ นกรมหมืน่ เจษฎาบดินทร์ เป็นเพียงราชโอรสทีเ่ กิดจากเจ้า
จอมเทา่ นั้น โดยท่ีพระบาทสมเด็จพระนงั่ เกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งพระราชหฤทัยไว้แล้วว่าเม่ือสิ้นรัชกาล
พระองค์แล้วจะคืนราชสมบัติ ให้แก่สมเด็จพระอนุชา ( เจ้าฟ้ามงกุฎ) ดังนั้นพระองค์จึงไม่ทรง
สถาปนาพระบรมราชนิ ี คงมแี ตเ่ จ้าจอมมารดา และเจ้าจอมพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ขึ้นครองราชย์ในวันท่ี 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 ข้ึน 7 ค่า เดือน 9 ปีวอกฉศก มีพระชนมายุได้
37 พรรษา
เม่ือกรมหม่ืนเจษฎาบดินทร์เสด็จเถลิงถวัลย์ครองราชสมบัติแล้ว ทรงออกพระนามเต็ม
ตามพระสุพรรณบัฏว่า "พระ บาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหา
จักรพรรดิราชาธิบดินทร์ ธรณินทราธิราช รัตนากาศภาสกรวงศ์ องค์ปรมาธิเบศร์ ตรีภูวเนตรวร
นายก ดิลกรัตนราชชาติอาชาวไสย สมุทยั ดโรมน สากลจกั รวาลาธิเบนทร์ สรุ ิเยนทราธิบดนิ ทร์ หริ
หรินทราธาธิบดี ศรีสุวิบูลย คุณอถพิษฐ ฤทธิราเมศวร ธรรมิกราชาธิราช เดโชชัย พรหม
เทพาดิเทพนฤบดินทร์ ภูมินทรปรมาธิเบศร โลกเชษฐวิสุทธิ มงกุฏประเทศคตา มหาพุทธางกูร
บรมบพิตร พระพุทธเจา้ อยูห่ วั " นบั เปน็ "สมเด็จพระรามาธิบดีท่ี 6"
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เฉลิมพระปรมาภิไธยใหม่ เป็น
"พระบาทสมเด็จพระปรมาธิวรเสรฐ มหาเจษฎาบดินทร์ สยามินทรวิโรดม บรมธรรมิกมหา
ราชาธิราช บรมนารถบพิตร พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว”ออกพระนามโดยย่อว่า"พระบาทสมเด็จพระ
นั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว" ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2459 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมี
ประกาศใหเ้ ฉลมิ พระปรมาภิไธย เป็น "พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาเจษฎาบดินทร์
พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ ัว" หรอื "พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีท่ี 3"
ในปี พ.ศ. 2541 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ถวายพระราช
สมัญญาวา่ "พระมหาเจษฎาราชเจา้ " และไดใ้ ชเ้ ปน็ สรอ้ ยพระนามสบื มาจนปัจจุบัน
รายพระนาม พระภรรยา เจ้าจอมมารดา พระโอรสและพระธดิ าในพระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั
พระราชสนั ตตวิ งศ์ในพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยูห่ ัว
เจา้ จอมมารดานอ้ ยเมือง
พระองค์เจ้าหญงิ ใหญ่ (5 ตลุ าคม พ.ศ. 2354 - พ.ศ. 2368)
พระองค์เจ้าชายคเนจร (9 พฤษภาคม พ.ศ. 2358 - พ.ศ. 2421) กรมหม่ืนอมเรนทรบดินทร์
ทรงเปน็ ต้นราชสกุล คเนจร
พระองคเ์ จา้ ชาย (ไม่ปรากฏพระนาม) (10 พฤษภาคม พ.ศ. 2360 - พ.ศ. 2360)
เจา้ จอมมารดาเฟือง
พระองค์เจ้าชายดา (4 กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2354 - พ.ศ. 2359)
พระองคเ์ จา้ ชายโกเมน (4 พฤษภาคม พ.ศ. 2385 - พ.ศ. 2421) กรมหม่ืนเชษฐาธิเบนทร์ ทรง
เปน็ ตน้ ราชสกลุ โกเมน
เจ้าจอมมารดาทรัพย์
พระองค์เจ้าชายศิริวงศ์ (10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2355 - พ.ศ. 2382) กรมหม่ืนมาตยาพิทักษ์
ทรงเปน็ ต้นราชสกุล ศริ วิ งศ์
พระองคเ์ จ้าหญิงลม่อม (8 ธนั วาคม พ.ศ. 2361 - พ.ศ. 2439) ทรงได้รับสถาปนาเป็น พระเจ้า
บรมมหัยยกิ าเธอ กรมสมเดจ็ พระสุดารัตนราชประยรู
เจ้าจอมมารดาจาด
พระองคเ์ จา้ หญิง (ไม่ปรากฏพระนาม) (12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2355 - พ.ศ. 2364)
พระองคเ์ จ้าชายงอนรถ (4 มกราคม พ.ศ. 2358 - พ.ศ. 2393) ทรงเปน็ ตน้ ราชสกุล งอนรถ
เจา้ จอมมารดาเอมนอ้ ย
พระองค์เจ้าชายลดาวัลย์ (24 มกราคม พ.ศ. 2358 - พ.ศ. 2417) กรมหม่ืนภูมินทรภักดี ทรง
เปน็ ตน้ ราชสกุล ลดาวัลย์
เจ้าจอมมารดาเขียว สุนทรกุล ณ ชลบรุ ี
พระองค์เจ้าหญงิ พงา (28 มถิ ุนายน พ.ศ. 2359 - พ.ศ. 2399)
พระองคเ์ จ้าชายอุไร (16 ตุลาคม พ.ศ. 2362 - พ.ศ. 2416) กรมหมื่นอดุลยลักษณสมบัติ ทรง
เป็นต้นราชสกลุ อุไรพงศ์
เจ้าจอมมารดาเอมใหญ่
พระองค์เจ้าชายชุมสาย (12 มีนาคม พ.ศ. 2359 - พ.ศ. 2411) กรมขุนราชสีหวิกรม ทรงเป็น
ตน้ ราชสกลุ ชมุ สาย
เจา้ จอมมารดาเหม็น
พระองค์เจา้ ชายเปยี ก (3 พฤษภาคม พ.ศ. 2362 - พ.ศ. 2398) ทรงเปน็ ต้นราชสกลุ ปิยากร
เจา้ จอมมารดาพงึ่
พระองคเ์ จา้ หญิงเกศนี (26 กันยายน พ.ศ. 2362 - พ.ศ. 2392)
พระองค์เจ้าชายอรรณพ (26 ตุลาคม พ.ศ. 2363 - พ.ศ. 2409) กรมหมื่นอุดมรัตนราษี ทรง
เป็นต้นราชสกลุ อรรณพ
เจ้าจอมมารดาวัน
พระองค์เจ้าชายลายอง (1 มกราคม พ.ศ. 2367 - สมัยรัชกาลที่ 4) ทรงเป็นต้นราชสกุล
ลายอง
เจ้าจอมมารดาขา
พระองค์เจ้าชายสุบรรณ (17 ตุลาคม พ.ศ. 2369 - พ.ศ. 2427) กรมขุนภูวนัยนฤเบนทราภิ
บาล ทรงเป็นตน้ ราชสกลุ สบุ รรณ
เจา้ จอมมารดาคลา้ ย
พระองค์เจ้าชายสิงหรา (10 ธันวาคม พ.ศ. 2369 - 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2446) กรมหลวงบ
ดินทรไพศาลโสภณ ทรงเปน็ ต้นราชสกุล สิงหรา
เจ้าจอมมารดาสมั ฤทธ์ิ
พระองค์เจ้าชายชมพูนุท (28 สิงหาคม พ.ศ. 2370 - 2 เมษายน พ.ศ. 2435) กรมขุนเจริญผล
พลู สวสั ด์ิ ทรงเป็นต้นราชสกุล ชมพนู ุท
เจา้ จอมมารดาหงิม
พระองคเ์ จ้าชายกระวีวงศ์ (4 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2345 - พ.ศ. 2355)
เจา้ จอมมารดาบาง
พระองค์เจา้ หญงิ วลิ าส (5 ธนั วาคม พ.ศ. 2354 - พ.ศ. 2388) กรมหม่นื อัปสรสดุ าเทพ
พระองค์เจ้าชายลกั ษณานคุ ณุ (20 มกราคม พ.ศ. 2355 - พ.ศ. 2378)
เจา้ จอมมารดาอมิ่ คชเสนี
พระองคเ์ จ้าหญิงกมทุ (21 กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2356 - พ.ศ. 2364)
พระองค์เจ้าหญิงนเิ วศน์ (พ.ศ. 2359 - พ.ศ. 2441)
พระองคเ์ จ้าหญิงกลั ยาณี (14 มิถุนายน พ.ศ. 2368 - พ.ศ. 2418)
เจา้ จอมมารดาสุดใหญ่
พระองคเ์ จ้าหญิงดวงเดอื น (27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2354 - พ.ศ. 2414)
พระองคเ์ จา้ หญิงแสงจนั ทร์ (พ.ศ. 2359 - พ.ศ. 2421)
เจ้าจอมมารดาแย้ม
พระองคเ์ จ้าหญงิ มาลี (21 มถิ ุนายน พ.ศ. 2357 - พ.ศ. 2400)
เจ้าจอมมารดาน้อยลาว
พระองคเ์ จา้ ชาย (ไม่ปรากฏพระนาม) (11 มิถนุ ายน พ.ศ. 2358 - พ.ศ. 2364)
พระองค์เจ้าหญิงสบุ งกช (พ.ศ. 2360 - พ.ศ. 2424)
เจ้าจอมมารดาย่สี ุ่น
พระองคเ์ จ้าหญงิ เงินยวง (21 พฤษภาคม พ.ศ. 2361 - พ.ศ. 2392)
พระองคเ์ จ้าหญิงพวงแกว้ (พ.ศ. 2364 - พ.ศ. 2392)
เจา้ จอมมารดาจัน
พระองค์เจา้ หญงิ เสงย่ี ม (พ.ศ. 2358 - 22 มกราคม พ.ศ. 2432)
เจ้าจอมมารดาลกู จันทน์
พระองค์เจ้าหญงิ (ไมป่ รากฏพระนาม) (พ.ศ. 2360 - พ.ศ. 2361)
เจา้ จอมมารดาบวั
พระองคเ์ จ้าหญงิ เลขา (21 พฤษภาคม พ.ศ. 2361 - พ.ศ. 2392)
พระองคเ์ จ้าหญิงเล็ก (พ.ศ. 2364 - พ.ศ. 2367)
เจา้ จอมมารดาฉิม
พระองค์เจา้ หญิงกนิ รี (26 ตลุ าคม พ.ศ. 2362 - 12 เมษายน พ.ศ. 2437)
พระองคเ์ จา้ หญงิ ฉววี รรณ (พ.ศ. 2365 - พ.ศ. 2429)
เจ้าจอมมารดาออ่ น
พระองคเ์ จา้ หญิง (ไม่ปรากฏพระนาม) (12 มกราคม พ.ศ. 2362 - พ.ศ. 2363)
เจา้ จอมมารดาเลก็ หรือ น้อยเล็ก ณ นคร
พระองคเ์ จ้าหญงิ ประไพพกั ตร์ (13 มกราคม พ.ศ. 2364 - พ.ศ. 2417)
เจา้ จอมมารดาจันทรโ์ ฉม
พระองคเ์ จา้ หญิง (ไมป่ รากฏพระนาม) (พ.ศ. 2365 - สมยั รชั กาลท่ี 2)
เจ้าจอมมารดาสาดใหญ่
พระองคเ์ จ้าหญงิ (ไม่ปรากฏพระนาม) (พ.ศ. 2365 - พ.ศ. 2367)
เจา้ จอมมารดาน้อยพระแสง
พระองค์เจา้ หญงิ นรลักษณ์ (พ.ศ. 2368 - พ.ศ. 2405)
เจา้ จอมมารดานอ้ ยใหญ่ ณ นคร
พระองค์เจา้ ชายเฉลิมวงศ์ (พ.ศ. 2368 - พ.ศ. 2392)
เจา้ จอมมารดาปุก สนธิรัตน์
พระองค์เจา้ หญิงจามรี (21 พฤษภาคม พ.ศ. 2369 - 22 กันยายน พ.ศ. 2432)
เจ้าจอมมารดาหุ่น
พระองคเ์ จา้ หญงิ กฤษณา (16 กรกฎาคม พ.ศ. 2369 - พ.ศ. 2407)
เจ้าจอมมารดาแกว้ บุณยรตั พนั ธ์ุ
พระองค์เจา้ ชายอมฤต (5 สิงหาคม พ.ศ. 2369 - พ.ศ. 2413) กรมหม่ืนภบู ดีราชหฤทยั
เจ้าจอมมารดาเจก๊
พระองคเ์ จา้ ชาย (ไม่ปรากฏพระนาม) (พ.ศ. 2369 - พ.ศ. 2371)
เจ้าจอมมารดาพลับ
พระองคเ์ จา้ ชายจินดา (16 ตุลาคม พ.ศ. 2370 - พ.ศ. 2392)
เจ้าจอมมารดาอง่ึ กลั ยาณมติ ร
พระองค์เจ้าหญิงบุตรี (17 มิถุนายน พ.ศ. 2370 - 1 ธันวาคม พ.ศ. 2450) กรมหลวงวรเสรฐ
สุดา
เจา้ จอมทีไ่ ม่มีพระราชโอรสหรือพระราชธดิ า
เจา้ จอมพุม่ สนธิรตั น์ เจ้าจอมเครอื วัลย์ บุณยรตั พนั ธุ์
เจ้าจอมกลบี สงิ หเสนี เจ้าจอมมาลัย สงิ หเสนี
เจา้ จอมอม่ิ ปาณกิ บุตร เจา้ จอมน่วม
เจา้ จอมพ่ึง เจา้ จอมพนั เทพหัสดิน
เจา้ จอมอรณุ ไกรฤกษ์ เจ้าจอมวนั ไกรฤกษ์
เจา้ จอมน้อย สุหรานากง เจ้าจอมย่สี นุ่ ณ นคร
เจา้ จอมแสง เจา้ จอมกลีบ
เจา้ จอมผนั
พระราชลัญจกรประจารัชกาลท่ี 3
เปน็ รูปปราสาท เปน็ พระราช สญั ลกั ษณข์ องพระบรมนามาภิไธย วา่ "ทับ" อนั หมายถงึ
ทอ่ี ยู่ หรอื เรอื น
วดั ประจารัชกาลท่ี 3 วัดราชโอรสาราม ราชวรวหิ าร
วดั ราชโอรสารามราชวรวิหาร
พระอโุ บสถ วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร
วัดราชโอรสาราม หรือ วัดราชโอรส ต้ังอยู่ริมคลองสนามไชย ฝ่ังตะวันตก (ฝั่งธนบุรี) และ
ติดคลองบางหว้า ทางด้านทิศเหนือของวัด ต้ังอยู่เลขที่ 258 เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร
วัดราชโอรสเป็นพระอารามหลวงช้ันเอก ชนิดราชวรวิหาร และถือเป็นวัดประจารัชกาลที่ 3 แห่ง
บรมราชวงศจ์ ักรี เป็นวดั โบราณมีมากอ่ นสร้างกรงุ สรา้ งกรงุ รตั นโกสินทร์ คือ เปน็ วัดราษฎร์ท่ีสร้าง
ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เดิมเรียกว่า "วัดจอมทอง" บ้าง "วัดเจ้าทอง" บ้าง หรือ "วัด
กองทอง" บา้ ง
ในสมัยราชกาลที่ 3 พ.ศ. 2363 มีข่าวว่าพม่าตระเตรียมกาลังจะยกเข้ามาตีประเทศสยาม
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงโปรดให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอกรมหม่ืนเจษฎา
บดนิ ทร์ (พระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจ้าอยหู่ วั รชั กาลที่ 3) ทรงเป็นแม่ทัพคุมพลไปขัดตาทัพพม่า
ทางเจดีย์ 3 องค์ จังหวัดกาญจนบุรี ได้เสด็จประทับแรมท่ีหน้าวัดจอมทองนี้ และทรงทาพิธีเบิก
โขลนทวาร ตามลักษณะพิชัยสงคราม ทรงอธิษฐานให้ประสบความสาเร็จกลับมาโดยสวัสดิภาพ
แต่พม่าไม่ได้ยกทัพมาตามท่ีเล่าลือกันและเม่ือพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงเลิก
ทพั เสด็จกลับพระนครแลว้ จงึ โปรดใหป้ ฏิสังขรณ์วัดจอมทองใหม่ท้ังวัด และถวายเป็นพระอาราม
หลวง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ว่า "วัดราช
โอรส" ถงึ แม้วา่ พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงสถาปนาวัดนี้ ในขณะท่ีทรงเป็นพระ
เจ้าลูกยาเธอก็ตาม แต่เนื่องจากทรงสถาปนาเป็นการส่วนพระองค์ จึงทรงพระราชดาริ
เปลี่ยนแปลงแบบอย่างศิลปกรรมตามความพระราชหฤทัย ดังน้ัน วัดราชโอรสจึงตกแต่งด้วย
ศิลปะจีนเป็นส่วนมาก นับเป็นวัดแรกที่เป็นวัดที่คิดสร้างออกนอกแบบอย่างวัด ซึ่งสร้างกันอย่าง
สามัญ ศิลปกรรมไทยที่มีอยู่ในวัดน้ี พระองค์ทรงสร้างได้อย่างเหมาะสมกลมกลืนงดงามยิ่งนัก
อย่างหาที่ติมิได้ เช่น โบสถ์ วิหาร ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ แต่หลังคาโบสถ์เป็นกระเบ้ือง
เคลือบแบบไทย กฏุ ิพระสงฆ์เป็นอาคารตึกแทนเรือนไม้แบบของเดิมการประดับตกแต่งต่างๆ เป็น
แบบจีนผสมไทย เช่น บานประตูหน้าต่างพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ ประดับด้วยเสี้ยวกางแทน
ลายเทพนม หรอื ลายไทยแบบของเดิม หนา้ บันพระอุโบสถ และพระวิหารประดับพระเบื้องเคลือบ
สี จึงนับเป็นครั้งแรกที่มีการประยุกต์ศิลปกรรมได้อย่างประณีต เหมาะสม เป็นสัญลักษณ์แห่ง
ศาสนสถานไดอ้ ยา่ งสง่า และงดงาม
พระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระนัง่ เกลา้ เจ้าอยู่หัวในดา้ นต่าง ๆ มดี ังน้ี
ด้านเศรษฐกจิ
เมื่อพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว ข้ึนครองราชย์สมบัติน้ันประเทศไทยตกอยู่ใน
ภาวะยากจนเป็นอันมาก เน่ืองจากเมื่อตันกรุงรัตนโกสินทร์ประเทศไทยได้ใช้เงินจานวนมากมาย
มหาศาลเพื่อทานุบารุงบ้านเมืองข้ึนมาใหม่ ประกอบด้วยกรุงศรีอยุธยาสูญเสียทรัพย์สินจากการ
พ่ายแพ้สงครามพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงตั้งระบบการจัดเก็บภาษีข้ึนมาหลายอย่างเพ่ือหาเงินเข้า
ท้องพระคลังหลวง ในรัชกาลของพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัวรัฐมีรายได้เข้าประเทศหลายอย่าง คือ
จงั กอบ อากรฤชา ส่วย ภาษี เงินค่าราชการจากพวกไพร่ เงินค่าผูกปี้ข้อมือจีน เป็นต้นรายได้ของ
รบั มเี พมิ่ มากขนึ้ กวา่ รัชกาลกอ่ นท้ังนเี้ นอ่ื งจากการเปล่ยี นแปลงและการปรับปรุงการเก็บภาษีอากร
จากรูปของสินค้าและแรงงานเป็นชาระด้วยเงินตรา และท่ีสาคัญ คือ ภาษีท่ีตั้งขึ้นมาใหม่ถึง 38
อยา่ ง ไดแ้ ก่
1. อากรบ่อนเบี้ย คือ ต้ังโรงไว้ให้คนไปเล่นกัน นายอากรเป็นผู้เก็บค่าต๋งหัวเบี้ยส่งหลวงส่วนที่
เรียกบ่อนเบ้ียส่งหลวงส่วนที่เรียกว่า บ่อนเบ้ียจีนน้ัน สาหรับคนจีนเล่นกันตามประเพณีคน
จีน
2. อากรหวย ก.ข. เป็นอากรแบบใหม่ แต่คล้ายกับอากรบ่อนเบี้ยของเดิม จึงยังเรียก อากรแต่ก็
ยกมาไว้ ในการเกบ็ ภาษี
3. ภาษเี บ็ดเสร็จ เรยี กเกบ็ จากของลงสาเภา
4. ภาษีของต้องห้าม 6 อยา่ ง
5. ภาษพี รกิ ไทย เรยี กเก็บจากผู้ซื้อของลงสาเภา
6. ภาษพี รกิ ไทย เรียกเก็บสิบลดจากผู้ขาย
7. ภาษีฝาง
8. ภาษไี ม้แดง เรียกเกบ็ จากผู้ซอ้ื ของลงสาเภา
9. ภาษีไม้แดง เรียกเก็บสบิ ลดจากผ้ขู าย
10.ภาษเี กลือ
11.ภาษีน้ามันมะพร้าว
12.ภาษนี ้ามนั ต่าง ๆ
13.ภาษีกระทะ
14.ภาษตี น้ ยาง
15.ภาษีไมช้ ัน
16.ภาษฟี นื
17.ภาษจี าก
18.ภาษกี ระแซง
19.ภาษไี มไ้ ผ่ปา่
20.ภาษไี มร้ วก
21.ภาษไี ม้สีสุก
22.ภาษีไมค้ า้ งพลู
23.ภาษีไมต้ ่อเรือ ไดแ้ ก่ กง กระดาน จงั กดู สมอ พงั งา
24.ภาษีไม้ซุง
25.ภาษีฝ้าย
26.ภาษยี าสูบ
27.ภาษปี อ
28.ภาษีคราม
29.ภาษเี นอ้ื ปลาแหง้
30.ภาษีเยื่อเคย
31.ภาษนี ้าตาลทราย
32.ภาษีน้าตาลหมอ้
33.ภาษนี า้ ตาลอ้อย
34.ภาษสี ารวจ
35.ภาษเี ตาตาล
36.ภาษีจนั อบั ไพ่ เทยี นไข เนอื้ และขนมต่าง ๆ
37.ภาษปี นู
38.ภาษีเกวยี นตา่ ง เรอื จ้างทางโยง
การเกบ็ ภาษีอากรภายในประเทศนี้ พระน่ังเกลา้ เจา้ อยูห่ ัว ทรงตั้งระบบการเก็บภาษีโดยให้
เอกชนประมูลรับเหมาผู้ขาดไปเรียกเก็บภาษีจากราษฎรเอง เรียกว่า เจ้าภาษีหรือนายอากร ซ่ึง
ส่วนใหญ่ชาวจนี จะเปน็ ผ้ปู ระมลู ได้ การเก็บภาษีด้วยวิธีการน้ี ทาให้เกิดผลดีหลายประการในด้าน
เศรษฐกิจ ทงั้ สามารถเก็บเงินเขา้ พระคลงั มหาสมบัตไิ ด้สงู แลว้ ยงั สง่ ผลดที างด้านการเมืองอีกด้วย
คือ ทาให้เจ้าภาษีนายอากรท่ีส่วนใหญ่เป็นชาวจีนน้ัน มีความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์
และมคี วามผกู พันกบั แผน่ ดินไทยแนบแนน่ ขึ้น
เรือกาปนั่ สมยั รัชกาลที่ 3
นอกจากน้ีรายได้ของรัฐอีกส่วนหน่ึง ยังได้มาจากการค้าขายกับชาวต่างประเทศได้
ผลประโยชนจ์ ากภาษหี ลายช้ัน คือ ภาษเี บิกร่อง ภาษีขาออก และการค้าแบบผูกขาดของพระคลัง
นอกจากนไ้ี ทยยังสง่ เรอื สินค้าเข้าไปค้าขายในประเทศต่าง ๆ เน่ืองจากพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรง
สนพระราชหฤทยั และเชีย่ วชาญการส่งเรือสินค้ามาตัง้ แต่คร้ังดารงพระยศเปน็ พระเจ้าลูกเธอ กรม
หมื่นเจษฎาบดินทร์ จนสมเดจ็ พระชนกนาถตรสั เรยี กพระองค์ท่านว่า “เจ้าสัว” เมื่อพระองค์เสด็จ
ขึ้นครองราชย์สมบัติ จึงทรงสนับสนุนการค้า ข้ึนอีกเป็นจานวนมาก ทรงมีเรือกาปั่นพาณิชย์
ประมาณ 11-13 ลา เรือกาป่ันของขนุ นางทสี่ าคญั อีก 6 ลา
เรอื สาเภาในสมยั รชั กาลท่ี 3
พ.ศ. 2364 สมัยพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ชาวจีนในประเทศไทย
ได้ทาการต่อเรือ 136 ลา มี 82 ลา ดาเนินการค้าระหว่างไทย-จีน อีก 50 ลาระหว่างไทยกับ
ประเทศอ่ืนๆ ลูกเรือเกือบท้ังหมดเป็นชาวจีน ชาวจีนท่ีปฏิบัติงานบนเรือดังกล่าวรวมท้ังสิ้น
ประมาณ 8,000 – 9,000 คน ชาวจนี ในประเทศไทยถูกมองว่า "เป็นตัวแทนพ่อค้านักการเดินเรือ
สาหรับการค้าระหว่างประเทศที่ดีที่สุด" ส่วนเรือท่ีทาการค้าระหว่างประเทศน้ัน สมัยต้นกรุง
รัตนโกสินทร์มีเรือ 3 ประเภท คือ เรือสาเภาของจีน เรือสลุปของแขก และเรือกาป่ันของ
ฝร่ัง เรือสาเภาจีนรูปร่างอุ้ยอ้ายและแล่นช้า แต่มีข้อดีที่กินน้าตื้นและบรรทุกสินค้าได้
มาก ข้อเสียอยู่ท่ีใบเรือรูปสี่เหล่ียมใหญ่โต เก้งก้าง มีเสาใบ 3 เสา ใบเรือก็มีหลายผืนขนาด
เลก็ เป็นข้ัน ๆ ขึ้นไป แตเ่ นือ่ งจากการค้าสว่ นใหญข่ องไทยค้ากับจีน และผ้ตู ่อเรือกเ็ ปน็ ช่างจีน จึง
นิยมสรา้ งเรอื เดนิ ทะเลเป็นเรือสาเภา เพอ่ื ใหก้ ลมกลนื เขา้ ไปคา้ ขายในประเทศจนี ได้โดยสะดวก
วัดยานนาวาในอดตี
พ.ศ. 2386 ได้มีเรือกาปั่นไฟลาแรกแล่นเข้ามาในแม่น้าเจ้าพระยา พระบาทสมเด็จพระ
นั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นประสิทธิภาพของเรือกาป่ันไฟแล้ว มีพระราชปรารภว่า ต่อไปสาเภา
แบบจีนจะค่อย ๆ เสื่อมความนิยมไป อีกหน่อยลูกหลานไทยจะไม่รู้จักเรือสาเภาว่าหน้าตาเป็น
อย่างใด เม่ือทรงพระราชดาริหาแบบอย่างเจดีย์ที่จะสร้างวัดคอกกระบือ แขวงอาเภอบ้านทวาย
ทรงระลึกถึงธรรมท้ังหลาย ซึ่งพระเวสสันดรโพธิสัตว์ อุปมาเหมือนสาเภายานนาวา ในมหา
เวสสันดรชาดกกัณฑ์กุมาร จึงโปรดให้สร้างพระเจดีย์มีฐานเป็นสาเภา เท่าขนาดเรือสาเภาจริง
ขนึ้ ไวท้ ่ีวัดคอกกระบอื
วดั ยานนาวาในปจั จบุ ัน
ต่อมาทรงบูรณะข้ึนเป็นวัดหลวงแล้วพระราชทานนามวัดว่า“วัดญานนาวา”ต่อมาเรียก"
วัดยานนาวา"
ถงึ แมก้ ารค้าทางทะเลจะได้เปลยี่ นเป็นเรือกาป่ันใบก็จริง แต่เรือที่จะเข้าไปในเมืองท่าของ
ประเทศจนี ตอ้ งเปน็ เรอื สาเภาจึงจะเข้าไปได้สะดวก เพื่อแก้ความขัดข้องในข้อนี้ พวกเจ้าสัวซึ่ง
เปน็ เจ้าของเรอื กาปัน่ ใบท่คี า้ ขายกับประเทศจนี เมื่อเรือจะถึงท่าเมือง เช่น เมืองเทียนจ๋ิน ก็ต้อง
จดั ให้มีขยาบไม้ไผ่ทาเป็นแผงเขียนเป็นตาเรือปะหัวเรือท้ังสองข้างข้ึนไว้ชั่วคราว ให้ดูประหน่ึงว่า
เป็นเรือสาเภา เจ้าหน้าที่จีนจึงยอมให้เข้าได้ ภายหลังเห็นว่าเป็นความลาบาก จึงต่อเรือชนิด
พนั ทางหัวสาเภา ทา้ ยเรอื เป็นสาเภา ท้ายเรอื เปน็ กาปน่ั เสาใบกลางเป็นเสาสาเภา แต่ก็ลาบาก
อกี จึงเสากลางเปน็ เสาใบกาปนั่ เรอื กาปน่ั พนั ทางน้เี รยี กว่า กาปัน่ บว๊ ย
เรือแบบตะวันตก ได้แก่ เรือกาปั่นแบบฝร่ัง คาว่า “กาป่ัน” ซ่ึงหมายถึง เรือเดินทะเล
แบบฝรั่ง ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานระบุว่า คานี้คล้ายคามลายู หรือฮินดูสตานี ที่
เรียกเรือว่า Capel เรือกาปั่นมีหลายแบบหลายชนิดแล้วแต่ฝรั่งเขาจะคิดต่อคิดสร้างข้ึน ตาม
ความประสงค์ท่ีจะใช้เรือนั้น ๆ ตามยุคสมัยมีการต่อเรือกาปั่นแบบฝรั่งข้ึนในเมืองไทยต้ังแต่สมัย
อยุธยาแล้ว รูปลักษณะของกาปั่นท่ีต่อไนเมืองไทยบางทีก็ต่อเหมือนกับเรือฝร่ัง บางทีก็ต่อให้
แปลกออกไปบ้างตามความประสงค์และความสะดวกท่ีจะใช้เรือน้ัน ๆ เรียกว่า “กาป่ัน
แปลง” หัวเรือเป็นปากปลา แต่ท้ายเรือเป็นแบบกาปั่น (เพ่ือจะทาเคร่ืองหางเสือของเรือให้เป็น
อย่างแบบฝรงั่ ซึง่ สะดวกกวา่ แบบจนี ) บางทกี ็ต่อตัวเรอื ทงั้ ลาอยา่ งแบบกาปั่น แต่เคร่ืองเสาเพลา
ใบใช้เรือตามขวางอย่างฝรั่ง เรือที่ต่อตัวเรืออย่าง แต่ใช้ใบอย่างกาปั่น แต่ใช้ใบอย่างแบบจีน
นี้ ฝรั่งเรียกว่า Lorcha กาเนดิ เดิมของเรอื แบบน้ีมีกล่าวว่า ชาวโปรตุเกสเป็นผู้ต่อขึ้นที่เมืองจีน
ก่อน เมื่อกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 สาหรับใช้ปราบโจรสลัดทางบริเวณเมือง
กวางตุ้ง เรือ Lorcha นี้ ไทยเราเรียกว่า “เรือโป๊ะจ้าย” เคยใช้เป็นเรือลาเลียงบรรทุกสินค้า
จากท่าเรือกรุงเทพฯ ไปส่งข้ึนเรือใหญ่ท่ีท่าเรือเกาะสีชัง ในสมัยท่ียังไม่มีการขุดสันดอนปากน้า
เจ้าพระยา ท่ีเรียกว่า เรือโป๊ะจ้ายน้ี ในภาษาจีนหมายถึงว่าเป็นเรือลาเลียงอย่างที่ฝร่ัง
เรียกว่า Lighter นั่นเอง กับยังมีเรือลาเลียงอีกชนิดหน่ึงที่เรียกกันว่า “เรือ
เอยี้ มจนุ๊ ” นั้น รูปรา่ งอว้ นใหญเ่ พราะตอ้ งการใชบ้ รรทุก ตัวเรอื ตอ่ อย่างแข็งแรง เรือน้ีในภาษาจีน
แปลว่า เรือเกลือ” ทาให้เข้าใจว่าแต่คร้ังก่อน ๆ นั้น เกลือก็เป็นสินค้าสาคัญอย่างหน่ึง
เหมือนกัน จึงต้องต่อเรือไว้สาหรับบรรทุกเกลือ แต่ต่อมาในระยะหลัง ๆ มีสินค้าสาคัญหลาย
อย่างท่ีส่งไปขาย ก็เลยใช้เรือเอ้ียมจุ๊นบรรทุกสินค้าท่ัว ๆ ไป สาหรับเอาไปส่งยังเรือใหญ่ที่จอด
อยู่ในท่าเรอื
เรอื สาเภาในสมัยพระบาทมเดจ็ พระน่งั เกลา้ เจ้าอยู่หัว
รายได้จากการคา้ สาเภาน้ีนับเป็นรายไดท้ ่สี าคัญย่ิงอีกประเภทหนึ่ง เนื่องจากเศรษฐกิจของ
ประเทศมเี สถยี รภาพมัน่ คงและรัฐมรี ายได้มากขึน้ รายไดน้ จ้ี ึงไดน้ ามาใชใ้ นการทานุบารุงบ้านเมือง
การปอ้ งกนั ประเทศ การศาสนา และด้านอนื่ ๆ ไดอ้ ยา่ งเตม็ ท่ี ท้งั ในรัชสมยั ของพระองค์เองและใน
รัชสมัยต่อมา กล่าวคือรายได้ของแผ่นดินในรัชกาลนี้ปรากฏว่าสูงขึ้นมาก บางปีมีจานวนมากถึง
25 ล้านบาท เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต เงินในท้องพระคลังหลวงซึ่งหมายรวมถึงเงินค่าสาเภา
ด้วย เหลือจากการจับจ่ายของแผ่นดินมี 40,000 ชั่ง และด้วยทรงมีพระราชหฤทัยห่วงใยในด้าน
การสร้างและปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่าง ๆ ก่อนท่ีจะเสด็จสวรรคตทรงมีพระราชปรารภให้แบ่ง
เงินส่วนนี้ไปทานุบารุงรักษาวัดท่ีชารุดเสียหายและวัดท่ีสร้างค้างอยู่ 10,000 ชั่ง ส่วนท่ีเหลืออีก
30,000 ช่ัง โปรดให้รักษาไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการแผ่นดินต่อไป เงินจานวนดังกล่าวน้ีกล่าวกันว่า
โปรดให้ใส่ถุงแดงเอาไว้ ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนามาใช้
จ่ายเป็นค่าปรับในกรณีพิพาทระหว่างประเทศ เมื่อ ร.ศ. 112 (พ.ศ.2436) จะเห็นได้ว่า แม้
สมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงเสด็จสวรรคตไปแล้ว พระองค์ยังมีส่วนช่วยเหลือประเทศให้
รอดพ้นวิกฤตการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่เกิดข้ึนในขณะนั้น ก็ด้วยเงินถุงแดงท่ีพระองค์
ทรงเก็บสะสมไว้
ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีการติดต่อการค้ากับต่างประเทศ สื่อที่ใช้ในการแลกเปลี่ยน
และใช้ในระบบเศรษฐกิจและการค้าขายระหว่างประเทศ จึงน่าจะเป็นเงินเหรียญต่างประเทศที่มี
การยอมรบั กันในยคุ นัน้ ในสมยั รัชกาลที่ 3 มเี งินต่างประเทศ เช่น เงนิ เมก็ ซิโก เงินเปรู และเงินรูปี
ของอินเดยี เปน็ ต้น เป็นที่ยอมรับในการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้ากันอยู่ในเมืองไทยแล้ว แม้ว่าส่ือ
ในการแลกเปลย่ี นสนิ ค้าของไทยในสมัยรัชกาลท่ี 3 จะเป็นเงินพดด้วงก็ตาม สันนิษฐานว่า
เงินใน ถุงแดงน่าจะเป็นเงินต่างประเทศที่ใช้เป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนในสมัยน้ัน ดังเช่น เหรียญ
รูปนกของเม็กซิโก ซึ่งใช้เป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนสินค้าท่ีหลายชาติให้การยอมรับในสมัย
น้ัน เหรียญนกเม็กซิโก มีลักษณะเป็นเหรียญกลมแบนมีรูปนกอินทรีย์อยู่ด้านหนึ่ง (รูปนก
อินทรีย์กางปีกปากคาบอสรพิษ เป็นสัญลักษณ์ของประเทศเม็กซิโก) ไทยจึงเรียก"เหรียญ
นก" นอกจากน้ีจากข้อสันนิษฐานท่ีเช่ือว่าเหรียญนกเม็กซิโกเป็นเหรียญเงินในถุงแดง เนื่องจาก
เหรียญนกเม็กซิกันท่ีพบเป็นรูปพิมพ์ มีความพิเศษที่พิมพ์กากับปี ค.ศ.1821-1921 (พ.ศ.2364-
2464) ไว้ว่าเป็นท่ีระลึกเม่ือครบรอบหน่ึงศตวรรษที่นาออกใช้ เหรียญดังกล่าวน่าจะเป็นเหรียญ
เงินที่ใช้ตรงกับสมัยรัชกาลท่ี 3 (พ.ศ.2367-2394) สอดคล้องกับหลักฐานเอกสารฝร่ังเศสท่ี
กล่าวถึงเงินค่าปรับสงครามของไทยท่ีชาระด้วยเหรียญเม็กซิกัน ในเอกสารฝรั่งเศสท่ีกล่าวถึงเงิน
เม็กซิกนั ทบ่ี รรทุกมาใส่เรือมาจากสยามในเหตุการณ์ ร.ศ.112 มีน้าหนักประมาณ 23 ตัน
เงนิ เหรยี ญนกเม็กซกิ นั สันนษิ ฐานเป็นเงินชนดิ หนง่ึ ในถุงแดง
เงินถงุ แดง ไม่ไดเ้ ป็นเพียงแต่พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์พระมหากษัตริย์ท่ีทรงนามาช่วย
แก้ปัญหาวิกฤตบา้ นเมืองในเหตุการณ์ ร.ศ.112 เท่านั้นแต่เร่ืองราวของเงินถุงแดงยังได้สะท้อนให้
เห็นถึงการติดต่อสัมพันธ์กับชาติตะวันตกท่ีเข้ามาติดต่อค้าขายในสมัยรัชกาลที่ 3 และได้ส่ง
อิทธิพลให้เกิดเหรียญกษาปณ์ไทยในสมัยต่อมา นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็น พระราชวินิจฉัย
และพระวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 3 ที่ทรงเล็งเห็น
ภัยที่คุกคามเอกราชของประเทศชาติของชาติตะวันตกในยุคนั้น กับเหตุการณ์ท่ีอาจจะเกิดกับ
สยามประเทศในภายภาคหน้า ซ่ึงเป็นไปตามท่ีทรงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าถึง 43 ปี" การศึก
สงครามข้างญวน ข้างพม่า ก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้างพวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดี อย่าให้เสียที
แก่เขาได้ การงานส่ิงใดของเขาที่คิด ควรจะเรียนเอาไว้ก็ให้เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเล่ือมใส
ไปเสยี ทเี ดียว" พระราชดารัสของพระองค์ซึ่งได้กล่าวในข้างต้นเป็นส่ิงที่ทันสมัยและเป็นสิ่ง
ท่ีคนไทยในปจั จุบันควรยึดถือปฏิบัติตาม เงินถุงแดงจึงเป็นเหมือนสิ่งเตือนสติคนไทยให้ดารงชีวิต
ด้วยความไม่ประมาท รู้จักเก็บออมไว้เพื่อไว้ใช้เมื่อยามจาเป็นดังนั้นเงินถุงแดงท่ีพระบาทสมเด็จ
พระน่ังเกลา้ เจ้าอยูห่ ัว ทรงสะสมและพระราชทานให้แกแ่ ผน่ ดินนามาใช้ไถ่บ้านไถ่เมืองจนสามารถ
ช่วยกอบกู้เอกราชของชาติไว้ได้ จึงถือเป็นเคร่ืองเตือนใจคนไทยให้น้อมราลึกถึงพระมหา
กรุณาธิคณุ ของพระมหากษัตรยิ ท์ ่ีมีต่อปวงชนชาวไทยและสยามประเทศ
ด้านการปกครอง
การปกครองยังคงยึดรูปแบบมาจากสมัยอยุธยาและกรุงธนบุรี คือ การปกครองแบบ
บูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในตาแหน่งสูงสุดของการปกครองประเทศ ทรงเป็น
ประมุขตาแหน่งรองลง มา คือพระมหาอุปราช ซ่ึงดารงตาแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล
ตาแหน่งบังคับบัญชาในด้านการปกครองแยกต่อมา คืออัครมหาเสนาบดีฝ่ายทหาร คือ พระสมุห
พระกลาโหม และฝ่ายพลเรือน คือ สมุหนายก ตาแหน่งรองลงมา เรียก เสนาบดีจตุสดมภ์ คือ
เสนาบดีเมืองหรือเวียง กรมวัง กรมพระคลัง และกรมนา ส่วนการบริหารราชการแผ่นดิน ยังคง
จดั แบ่งออกเป็นหวั เมืองช้ันนอก หัวเมืองช้นั ใน และหัวเมืองประเทศราช
กลองวินิจฉยั เภรี ในสมยั รัชกาลที่ 3
ราษฎรผมู้ ีทกุ ข์ จะสามารถตกี ลองรอ้ งถวายฎีกา
ในหลวงรัชกาลท่ี3 ทรงจัดสร้าง กลองวินิจฉัยเภรี ให้ราษฎรร้องปัญหา ด้วยหวังปัดเป่า
ทุกข์ของราษฎรด้วยพระองค์เอง พระองค์ทรงดูแลทุกข์สุขของราษฎร เสด็จออกนอกพระราชวัง
โปรดใหน้ ากลองวินิจฉยั เภรีออกตั้ง ณ ทิมดาบกรมวัง ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อราษฎรผู้มีทุกข์
จะได้ตกี ลองร้องถวายฎีกา เพอ่ื ให้มกี ารชาระความกันต่อไป โดยพระองค์จะคอยซักถามอยู่เนืองๆ
ทาใหต้ ุลาการผ้ทู าการพิพากษาไม่อาจพลกิ แพลงคดเี ป็นอืน่ ได้
ด้านการทานุบารุงประเทศ
คลองสุนขั หอน
ในรัชสมยั พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลา้ เจ้าอยหู่ วั วัตถสุ ถานต่าง ๆ ทสี่ รา้ งมาตั้งแต่รัชกาลท่ี
1 ทรุดโทรมลงเป็นอันมาก พระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ อาทิ
พระบรมมหาราชวัง และวดั ต่าง ๆ และยังทรงเปน็ พระธุระในการขุดคลองเพ่ิมเติม คือ คลองสุนัข
หอน คลองบางขุนเทียนคลองพระโขนง และคลองแสนแสบ (คลองบางขนาก) ในรัชกาลนี้
บ้านเมืองขยายตัวมีการต้ังเมืองใหญ่ ๆ ขึ้นมาก เช่น เรณูนคร อานาจเจริญ อาจสามารถอากาศ
อานวย หนองคาย เป็นต้น พระองค์ทรงประกาศว่า หัวเมืองทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือเป็น
ส่วนหนึ่งของพระราชอาณาจักรไทย และพระราชทานการทานุบารุงด้วยประการต่าง ๆ ให้มี
ความเจริญข้ึนทัดเทียมส่วนกลาง เป็นผลให้ดินแดนฝ่ังขวาของแม่น้าโขงยังคงเป็นส่วนหนึ่งของ
พระราชอาณาจักรไทย ตราบเทา่ ทุกวนั น้ี
ด้านการปอ้ งกันประเทศ
พระบรมราชานุสาวรีย์เจ้าอนวุ งศ์
ในรัชสมัยของพระองค์แม้ว่าการสงครามทางด้านทิศตะวันตกระหว่างไทยกับพม่าจะ เบา
บางและสน้ิ สดุ ในรชั กาลท่ี 3 เพราะพม่ารบกับอังกฤษ แต่บ้านเมืองก็ไม่ได้ว่างเว้นจากศึกสงคราม
ตลอดรัชกาลต้องยกทัพไปสู้รบป้องกัน พระราชอาณาเขตส่วนทางด้านทิศตะวันออก ทิศ
ตะวนั ออกเฉยี งเหนือ ทศิ เหนอื และทิศใต้ ในรัชสมัยนี้มเี หตกุ ารณ์ทาสงครามทีส่ าคัญ คอื เม่อื พ.ศ.
2369 เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์เป็นกบฎโปรดให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ เป็นแม่ทัพ
ไปปราบปรามและยดึ เมืองเวียงจันทน์ได้ในปี พ.ศ. 2370
พ.ศ. 2376-2391 การทาสงครามกับญวนที่พยายามชิงเขมรไปจากไทย 4 ครั้ง และสู้รบ
กันในแผ่นดินเขมรส่วนนอก เป็นเวลานานถึง 15 ปี จนเลิกรบกัน ผลของสงครามทาให้ไทยได้
เขมรมาอยู่ในปกครองอีกนอกจากนั้นยังมีการสร้างป้อมป้องกันศัตรูทางน้า เช่น ที่ เมือง
สมทุ รสาครเปน็ ตน้ ในปลายรัชกาลโปรดใหส้ ร้างเรอื กาปั่นรบ กาปนั่ ลาดตระเวน ไว้รักษาพระนคร
และค้าขายนอกจากนี้ยังทรงสร้างสมอาวุธยุทโธปกรณ์ไว้เป็นอันมาก คลองต่าง ๆ ท่ีขุดข้ึนในรัช
สมัย นอกจากตั้งพระราชหฤทัยจะให้ใช้เป็นเส้นทางคมนาคมแล้ว ยังใช้เป็นทางลัดไปมาระหว่าง
สงครามอีกดว้ ย
ด้านความสมั พันธ์กับต่างประเทศ
ในรัชสมัยพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว ไทยจัดส่งราชทูตอัญเชิญพระราชสาสน์และเครื่องราช
บรรณาการไปเจริญพระราชไมตรี กับประเทศจีน ใน พ.ศ. 2368 และการค้าระหว่างไทยกับจีนก็
ดาเนินไปได้ด้วยดีตลอดรัชสมัย ในขณะนัน้ ประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาติดต่อเจริญ
สัมพันธไมตรีและ ตกลงทาสัญญาการค้า ซ่ึงเจรจาตกลงเรื่องการค้าไม่ประสบผลสาเร็จนัก ด้วย
ในตอนต้นทรงมีนโยบายไม่ยอมอ่อนข้อให้กับประเทศตะวันตกด้วยระมัดระวังใน เกียรติของชาติ
รวมถึงประโยชน์ของชาติเป็นสาคัญการทาสัญญาการค้าในประเภทที่ไทยจะต้องเสีย เปรียบก็ไม่
ทรงยินยอม ทรงพยายามท่จี ะรักษาประโยชน์ของชาติให้มากท่ีสุด ที่ทรงกระทาเช่นน้ันไม่ใช่ว่าจะ
ไม่ทรงตระหนักถึงภัยจากการรุกรานของมหาอานาจ ตะวันตกที่มีต่อประเทศใกล้เคียง ทรงเข้า
พระทัยดี จึงได้พระราชทานกระแสรับสั่งเกี่ยวกับการต่างประเทศไว้ในอนาคตก่อนหน้าที่จะเสด็จ
สวรรคตวา่ “การศึกสงครามขา้ งญวนข้างพม่าก็เหน็ จะไมม่ ีแลว้ จะมีก็อยู่แต่ข้างพวกฝร่ัง ให้ระวัง
ให้ดีอย่าให้เสียท่าแก่เขาได้ การงานส่ิงใดของเขาท่ีคิดควรจะเรียนเอาไว้ก็เอาอย่างเขา แต่อย่าให้
นบั ถอื เลอ่ื มใสกนั ทีเดยี ว” อย่างไรก็ดีการติดต่อกับชาวตะวันตกเช่น มิชชันนารีอเมริกัน ซึ่งเข้ามา
เผยแผ่ศาสนาคริสต์นิกาย โปรเตสแตนท์ ได้นาวิทยาการสมัยใหม่ท้ังทางการแพทย์
การทหาร การช่าง ดาราศาสตร์เข้ามาเผยแพร่ ทาให้ชาวไทยได้เรียนรู้วิทยาการที่ก้าวหน้าและ
ทันสมยั นนั้ กท็ รงเห็นชอบและทรงสนบั สนุนอยู่ไมน่ อ้ ย
สนธิสญั ญาเบอรน์ ี
สนธิสัญญาเบอร์นี ( Burney Treaty) คือ สนธิสัญญาทางพระราชไมตรีและการพาณิชย์
ฉบับแรกที่กรุงรัตนโกสินทร์ (ต่อมาคือประเทศไทย) ทากับประเทศตะวันตกในสมัยกรุง
รัตนโกสินทร์ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ "เฮนรี เบอร์นี" ทูตอังกฤษใน
ขณะน้ัน ได้เดินทางเข้ามายังกรุงรัตนโกสินทร์ใน พ.ศ. 2368 เพื่อเจรจาปัญหาทางการเมืองและ
การคา้ ในดา้ นการคา้ รฐั บาลอังกฤษประสงคข์ อเปิดสัมพนั ธไมตรีทางการค้ากับรัตนโกสินทร์ และ
ขอความสะดวกในการในการคา้ ได้โดยเสรี การเจรจาได้เป็นผลสาเร็จ เม่ือวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.
2369 และมีการลงนามในสนธสิ ญั ญากนั
สนธิสัญญาเบอร์นี ประกอบด้วย สนธิสัญญาทางพระราชไมตรีรวม 14 ข้อ และมี
สนธิสัญญาทางพาณิชย์ แยกออกมาอีกฉบับหน่ึง รวม 6 ข้อ ท่ีเกี่ยวกับการค้า ได้แก่ ข้อ 5 ให้
สิทธิพ่อค้าทั้งสองฝ่ายค้าขายตามเมืองต่างๆ ของอีกฝ่ายหนึ่งได้อย่างเสรีตามกฎหมาย ข้อ 6 ให้
พอ่ คา้ ท้งั สองฝ่ายเสยี คา่ ธรรมเนยี มของอีกฝา่ ย และขอ้ 7 ใหส้ ทิ ธิแก่พ่อค้าจะขอต้ังห้าง เรือน และ
เช่าที่โรงเรือนเก็บสินค้าในประเทศอีกฝ่ายหนึ่งได้ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของกรมการเมืองสนธิสัญญา
เบอร์นีมีสาระสาคัญได้แก่ อนุญาตให้พ่อค้าสยามทาการค้ากับพ่อค้าอังกฤษได้อย่างเสรี รัฐบาล
สยามจะเก็บภาษีจากพ่อค้า อังกฤษตามความกว้างของปากเรือ เจ้าพนักงานสยามมีสิทธิ์ลงไป
ตรวจสอบสินค้าของพ่อค้าชาวอังกฤษ และชาวอังกฤษท่ีเข้ามาค้าขาย ในประเทศสยาม จะต้อง
ปฏบิ ตั ติ ามกฎหมายสยามทุกประการ
การทาสนธสิ ัญญาเบอร์นีก่อใหเ้ กิดการขยายตัวดา้ นการค้าต่างประเทศเพม่ิ มากข้ึน นาไปสู่
การเปลี่ยนแปลง ท่ีสาคัญในโครงสร้างเศรษฐกิจสยาม 2 ประการคือ ทาให้รัฐต้องปรับวิธีการหา
รายได้ และเก็บเก่ียวผลประโยชน์ในรูปภาษีมากข้ึน และก่อให้เกิดการผลิตเพ่ือการค้าส่งออก
เพ่ิมขึ้น ในปลายสมัยรัชกาลท่ี 3 รัฐได้หันกลับมาใช้นโยบายการค้าผูกขาดอีกครั้ง ซ่ึงถือเป็นการ
ละเมิดขอ้ ตกลงในสนธิสัญญาเบอร์นี ก่อให้เกิดปัญหาทางการค้าระหว่างสยามกับอังกฤษ นาไปสู่
การทา สนธสิ ญั ญาเบารงิ (Bowring treaty)
เจ้าพระยาบดนิ ทรเ์ ดชา (สิงห์ สงิ หเสนีย์)
ในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 นี้ อังกฤษติดต่อกับไทยเพ่ือขอความช่วยเหลือ ในการยกทัพไปพม่า
รัชกาลท่ี 3 โปรดให้พระยารัตนจักร คุมกองมอญไปล่วงหน้า และโปรดให้เจ้าพระยามหาโยธา
( ทอเรีย ) คุมกองทัพมอญออกไปทางด่านพระเจดีย์ 3 องค์ พระยาชุมพรคุมกองเรือชุมพรไชยา
ยกไปทางเรือเพ่ือตีเมืองมะริด และเมืองทวาย พระยามหาอามาตย์กับพระยาวิชิตณรงค์ข้ึนไป
เกณฑ์หัวเมืองฝ่ายเหนือ ยกทัพออกทางด่านแม่ละเมาการติดต่อกับญวน ในรัชกาลที่ 3 ญวน
สนับสนุนให้เจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์เป็นกบฎต่อไทย เท่ากับแสดงตนเป็นอริกับไทย ไทยจึงคิด
ปราบปรามญวนให้หายกาเรบิ เสยี บ้าง จงึ โปรดใหเ้ จ้าพระยาบดินทร์เดชา ( สิงห์ สิงหเสนีย์ ) เป็น
แมท่ พั บก ยกไปไล่ญวนในประเทศเขมร จนจดไซ่ง่อน และให้เจ้าพระยาพระคลังเป็นแม่ทัพเรือ ตี
หัวเมืองเขมรและญวนแถบชายทะเล ทาสงครามอยู่นานในที่สุดได้เลิกสงครามกัน
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัว ทรงโปรดให้นักองคอ์ นิ เปน็ เจา้ เมืองพระตะบอง และให้นักองค์ด้วง
ไปครองเมืองมงคลบุรีติดตอ่ กบั ลาว ลาวมีความสัมพนั ธ์อนั ดีกบั ไทยมาตง้ั แตร่ ชั กาลกอ่ นพอเปลยี่ น
แผ่นดินมาเป็นรัชกาลที่ 3 ลาวก็มีท่าทีกระด้างกระเดื่อง สาเหตุมาจากเจ้าอนุวงศ์มาถวายพระ
เพลงิ พระบรมศพรัชกาลที่ 2 ในปี พ.ศ. 2368 และทลู ขอครอบครัวชาวเวียงจันทน์ แต่รัชกาลท่ี 3
ไม่โปรดให้
คณุ หญงิ โมวีรสตรผี ้มู ีส่วนกอบกู้เมืองนครราชสมี าจากกองทพั เจา้ อนวุ งศ์
ปี พ.ศ. 2369 เกิดมีขา่ วลอื วา่ อังกฤษจะทาสงครามกับไทย เจ้าอนุวงศ์จึงเข้ามากวาดต้อน
ผู้คนของไทยไป ทรงโปรดให้กรมพระราชวังบวรมหาศักดิ์พลเสพเป็นแม่ทัพ แต่ไม่ทันได้สู้รบกัน
เจ้าอนุวงศ์กวาดต้อนผู้คนไปลาวคุณหญิงโมภรรยาปลัด เมืองนครราชสีมา เป็นหัวหน้ารวบรวม
พวกเชลยไทยต่อสู้ พอทัพจากกรุงเทพ ฯ ยกข้ึนไปช่วย เจ้าอนุวงศ์ จึงถอยทัพกลับไปเวียงจันทน์
โดยวางกาลัง คอยต้านทานกองทัพไทย ที่ยกไปตีเวยี งจนั ทรไ์ ว้ทีเ่ มอื งหลม่ เก่า และ เมอื งภเู ขยี ว
พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้กรมพระราชวังบวร เป็นแม่ทัพ ยกทัพ
ผ่านนครราชสีมา ข้ึนไปตีเวียงจันทร์สายหนึ่ง อีกสายหน่ึง ให้กรมหม่ืนสุรินทร์รักษ์เป็นแม่ทัพ ยก
ไปตีฝ่ายเจ้าอนุวงศ์ ท่ีมายึดเมืองอุบล และเมืองร้อยเอ็ด แล้วไปบรรจบกับ กองทัพใหญ่ที่เวียง
จันทร์ อกี สายหนึง่ ให้ เจ้าพระยาอภยั ภธู รเป็นแม่ทพั ยกไปตีฝ่ายเจ้าอนุวงศ์ท่ีเมืองหล่มสัก แล้วไป
บรรจบทัพใหญ่ที่เวียงจันทร์ กองทัพไทย ปราบกบฎเจ้าอนุวงศ์ได้ราบคาบ ตีกรุงเวียงจันทร์แตก
จบั เจา้ อนวุ งศ์ได้
ในปี พ.ศ. 2371 พอเสร็จศึกทรงโปรดให้แต่งตั้งคุณหญิงโมเป็นท้าวสุรนารี และแม่ทัพ
สาคญั ท่ปี ราบพวกกบฎอกี สองทา่ นคอื พระยาราชสภุ าวดี และเจา้ พระยาอภัยภธู ร ได้ราบคาบ จน
สามารถจบั เจ้าอนุวงศ์กับครอบครวั ขังกรงประจานที่ทอ้ งสนามไชย หน้าพระท่ีน่ังพุทไธสวรรย์ จน
ตาย
การติดตอ่ กบั อังกฤษ เม่ือเร่ิมรัชกาล ไทยเคยช่วยอังกฤษรบกับพม่า แต่ไม่สาเร็จ จน พ.ศ.
2368 ผู้สาเร็จราชการอังกฤษประจาอินเดียได้ส่ง ร้อยเอกเฮนร่ี เบอร์นี่ เป็นทูตเข้ามาเจรจากับ
ไทยให้ช่วยรบกับพม่า เมื่อรบชนะ องั กฤษไม่ไดใ้ หอ้ ะไรกบั ไทย ไทยจงึ หนั มาตกลงเรือ่ งเมืองไทรบุรี
กับอังกฤษ ไทยกับอังกฤษทาสัญญากัน เรียกว่า "สัญญาเบอร์นี่" ทั้งสองฝ่ายได้ให้สัตยาบัน เมื่อ
17 มกราคม พ.ศ. 2369การติดต่อกับอเมริกา ได้เริ่มขึ้นในรัชกาลที่ 3 นี้เอง พ.ศ. 2375
ประธานาธิบดี แอนดรูว์ แจ็คสัน ส่งเอ็ดมันต์ โรเบิรต์ เป็นทตู เข้ามาเพอ่ื ทาสญั ญาการค้า
ดา้ นเทคโนโลยีของไทยภายใต้อทิ ธิพลของชาวตะวนั ตก
ด้านการพิมพ์
แท่นพิมพห์ มอบรดั เลย์
ปี พุทธศักราช 2379 มีการพิมพ์หนังสือภาษาไทยเป็นครั้งแรกโดยพิมพ์คาสอนศาสนา
คริสต์เป็นภาษาไทย เม่ือวันท่ี 26 ตุลาคม พ.ศ. 2379 ต่อมาปี พ.ศ. 2385 หมอบรัดเลย์พิมพ์
ปฏิทินภาษาไทยขึน้ เป็นคร้ังแรกในด้านการหนังสือพิมพ์ฉบับแรกในสมัยรัชกาลท่ี 3 หมอบรัดเลย์
ได้ออกหนังสือพิมพ์แถลงข่าวรายปักษ์เป็นภาษาไทย ช่ือ บางกอกรีคอร์เดอร์ (Bangkok
Recorder) มีเร่ืองสารคดี ข่าวราชการ ข่าวการค้า ข่าวเบ็ดเตล็ด ฉบับแรกออกเม่ือวันที่ 4
กรกฎาคม พ.ศ. 2387 หนังสือบทกลอนเล่มแรกที่พิมพ์ขายและผู้เขียนได้รับค่าลิขสิทธิ์คือ นิราศ
ลอนดอน ของหม่อมราโชทัย (ม.ร.ว. กระต่าย อิสรางกูร) โดย หมอบรัดเลย์ ซ้ือกรรมสิทธิ์ไปพิมพ์
ในราคา 400 บาท เม่ือวันท่ี 15 มิถุนายน พ.ศ. 2404 และตีพิมพ์จาหน่ายครั้งแรกเมื่อวันท่ี 6
พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2404เทคโนโลยขี องไทยภายใตอ้ ทิ ธพิ ลของชาวตะวนั ตก
ด้านการแพทย์
หมอบรัดเลย์
เมื่อ พ.ศ. 2371 การแพทย์ พวกมิชช่ันนารีจาหน่ายยาแก่คนทั่วไป ดาเนินการครั้งแรกที่
วัดเกาะตอนสาเพ็ง พ.ศ. 2379 เร่ิมมีการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ และในรัชสมัยของพระองค์ได้มี
ศาสนาจารย์และนายแพทย์ชาวอเมริกันและอังกฤษเดินทางเข้ามาเผยแพร่คริสต์ศาสนาเพ่ิมมาก
ขึ้น หนึ่งในจานวนนี้คือศาสนาจารย์ แดน บีช บรัดเลย์ เอ็ม.ดี. หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนามของ
หมอบรัดเลย์ ได้เป็นผู้ริเริ่มให้มีการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ และการฉีดวัคซีนป้องกันอหิวาตกโรค
และการทาผ่าตัดข้ึนเป็นคร้ังแรกในกรุงรัตนโกสินทร์ เริ่มมี การผ่าตัดตามวิธีศัลยกรรมแผน
ปัจจบุ นั พ.ศ. 2390 การใช้ยาสลบ โดยหมอเฮ้าส์
ด้านดาราศาสตรแ์ ละวทิ ยาศาสตรเ์ บือ้ งตน้
หมอเฮ้าส์ มิชชันนารี
หมอเฮ้าส์ มิชชันนารี ผู้ที่ทาให้คนไทยรู้จักดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์ พระบาทสมเด็จ
พระจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั ทรงเลื่อมใสและแตง่ ตง้ั ให้เปน็ ท่ีปรึกษาการศึกษา การศึกษาภาษาอังกฤษ
มิชชันนารีอเมริกันชื่อ เจสซ่ี คาสแวส์ ได้ถวายการสอนภาษาอังกฤษ แก่พระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าฯ ขณะที่ทรงผนวชอยู่ทีว่ ดั บวรนเิ วศน์ขนบธรรมเนียมและประเพณี จากการทีม่ พี วก
มิชชันนารีมาอยู่ในไทย ทาให้มีการเปลี่ยนแปลงขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น เลิกประเพณีเข้า
เฝ้าโดยไมใ่ สเ่ สื้อ
ด้านการศึกษา
จารกึ วัดพระเชตพุ นวิมลมังคลาราม
พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า ทรงสนับสนุนด้าน
การศึกษาอย่างกว้างขวางทรงมุ่งมั่นท่ีจะให้สามัญชนได้มีโอกาสศึกษาสรรพวิทยาการต่างๆ จะ
เห็นได้จากการท่ีโปรดให้เด็กตามโรงทานได้มีโอกาสเรียนหนังสือ โปรดให้ประชุมนักปราชญ์ราช
กวแี ต่งตาราตา่ งๆ จารึกลงบนแผ่นหินประดับไว้ในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กล่าวได้ว่าเป็น
ครัง้ แรกในเมอื งไทยทมี่ ีการสอนอาชีวศึกษากันอย่างเปิดเผย และวัดพระเชตพุ นวิมลมังคลารามได้
ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของเมืองไทย ในรัชสมัยนี้ได้มีตาราเรียนเกิดข้ึน 3 เล่ม คือ โคลง
จินดามณี ประถม ก กา และปฐมมาลา มีการพิมพ์หนังสือด้วยแท่นพิมพ์เป็นครั้งแรก นอกจากนี้
ยังมีหมอสอนศาสนาชาติต่างๆ เข้ามาเผยแพร่ศาสนาผลพลอยได้คือ หมอสอนศาสนาได้นา
วิทยาการสมัยใหมเ่ ข้ามาเผยแพรด่ ้วย
นอกจากน้ันยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้มีความรู้นาตาราต่าง ๆ จารึกลงบนศิลา
ประดบั ไว้ตามฝาผนังอาคารต่าง ๆ ของวัดราชโอรสาราม วัดสุทัศน์เทพ วราราม โดยเฉพาะที่วัด
พระเชตพุ นวมิ ลมงั คลารามอนั เป็นวัดที่สาคัญท่ีทรงโปรดให้บูรณะ ในรัชกาลของพระองค์ ความรู้
และตาราต่าง ๆ ท่ีโปรดให้จารึกไว้น้ันมีท้ังวิชาอักษรศาสตร์ แพทยศาสตร์ พุทธศาสตร์และ
โบราณคดี เชน่ ตาราโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ตารายา ตาราโหราศาสตร์ พร้อมกันน้ันก็ทรงโปรด
ให้ปั้นรูปฤาษีดัดตนแสดงท่าบาบัดโรคลม กับคาโคลงบอกชนิดของลม ตั้งไว้ในศาลารายรอบเขต
พุทธาวาสทาให้ประชาชนสามารถศึกษาหาความรู้ในด้านต่าง ๆ ได้อย่างแพร่หลาย จนคนไทย
ท้งั หลายในยุคนัน้ กลา่ ววา่ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นมหาวทิ ยาลัยแห่งแรกของเมอื งไทย
ด้านศลิ ปกรรม
ซุ้มประตวู ดั โพธ์ิ : ใชเ้ ครื่องถ้วยชามจนี มาประดับเป็นดอกไม้
การทานบุ ารุงศลิ ปกรรมในรชั สมัยนี้แบ่งออกได้ 2 ลักษณะ คือ ศลิ ปกรรมทีส่ ร้างข้ึนมาใหม่
และศิลปะแบบพระราชนิยม โดยศิลปกรรมที่สร้างขึ้นมาใหม่นี้ เฉพาะด้านสถาปัตยกรรม เป็น
ศิลปะท่ผี สมผสานระหวา่ งศลิ ปะไทย จีน และตะวนั ตก ดว้ ยติดตอ่ ค้าขายกบั ชาวตา่ งประเทศทาให้
อิทธิพลทางด้านศิลปะเข้ามาผสมผสาน ส่วนศิลปะแบบพระราชนิยม เป็นศิลปกรรมไทยที่มี
ลักษณะโดดเด่นมากเป็นศิลปะแบบรัตนโกสินทร์อย่างแท้จริง ซึ่งยังหลงเหลือเป็นมรดกทาง
วฒั นธรรมมาจนทกุ วนั น้ี กอ่ นทศ่ี ิลปะทางตะวนั ตกจะเขา้ มาอทิ ธพิ ลในงานศิลปะไทยในยคุ ตอ่ มา
ทรงทานบุ ารงุ วดั มากกวา่ 30 วัด ล้วนงดงามเป็นศรีสง่าแก่พระนครสามารถอวดชาวโลก
ได้จนถึงปัจจุบัน งานศิลปกรรมในรัชกาลนี้เป็นการริเร่ิมสร้างสรรค์ศิลปกรรมที่มีลักษณะพิเศษ
เป็นการพัฒนาต่อจากศิลปกรรมไทยด้ังเดิมที่สืบทอดมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ยังคงรักษา
โครงสร้างและหลักเกณฑ์ใหญ่ๆ ไว้อย่างเคร่งครัดด้วยการผสมผสานศิลปะไทยและจีนโดยไม่ขัด
เขิน เป็นศิลปะที่ทรงคุณค่าและงดงามอย่างน่าชม ได้ทรงซ่อมแซมและสร้างปราสาทราชฐานใน
พระบรมมหาราชวังหลายองค์ ให้คงความงดงามเฉลิมพระเกียรติยศพระมหากษัตริย์ ในปัจจุบัน
พระบรมมหาราชวงั ของประเทศไทยแหง่ น้มี ชี ่ือเสยี งกอ้ งไปท่ัวโลกในความงามของศิลปะแบบไทย
เชิญชวนให้นักท่องเท่ียวได้มาชมเป็นขวัญตา จึงกล่าวได้ว่าศิลปกรรมในรัชกาลน้ีเป็นศิลปะเพื่อ
การพระศาสนาเกอื บทง้ั หมด
ทางด้านสถาปตั ยกรรม
พระปรางค์วัดอรุณ
ได้มีการก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามจานวนมาก ทั้งโบสถ์ วิหาร ศาลาการ
เปรยี ญ หอระฆัง พระเจดีย์ พระปรางค์ การสร้างโบสถ์ได้เปลี่ยนแปลงส่วนหลังคาโดยตัดส่วนซึ่ง
แบบบางหักผุเสียหายง่าย อันได้แก่ ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ออก เปลี่ยนเป็นการก่ออิฐฉาบปูน
หน้าบนั ประดบั ดว้ ยกระเบอ้ื งเคลอื บจานชามจีนแทนลวดลายปูนป้ัน ที่เห็นได้ชัดคือ วัดราชโอรสา
ราม หลังคาพระวิหารป้ันรูปมังกรล่อแก้วหันเข้าหากันติดอยู่เหนือสันหลังคากุฏิสงฆ์สร้างเป็นตึก
แทนเครอ่ื งไม้ ซุม้ ประตหู น้าต่างเปล่ียนจากซ้มุ บันแถลงมาเป็นการใช้ปูนป้ันประดับติดกับผนังโดย
ไม่มีซุ้ม แต่ยังคงลักษณะของทรงซุ้มไว้โดยใช้ลายปูนปั้นประดับแทน ท่ีฐานประตูนิยมใช้เคร่ือง
ถว้ ยชามจนี ประดับเป็นดอกไม้ การสร้างพระเจดีย์ใช้กระเบ้ืองเคลือบแบบจีน เช่น พระปรางค์วัด
อรณุ ราชวราราม มีช่างจีนมาสอนทากระเบ้ืองเคลือบในประเทศไทยและทาได้สสี วยสดใส
ทางดา้ นจิตรกรรม
จติ รกรรมฝาผนงั วดั สทุ ัศนเทพวนาราม
เนื่องจากได้มีช่างจีนมาร่วมในการจัดทา จิตรกรรมฝาผนังจึงมีแบบจีนมาผสม เช่น ประตู
พระที่นั่งอิศราวินิจฉัยในพระราชวังบวรสถานมงคล (พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ) มีลายต้นไม้
ดอกไม้ นก แมลง แลว้ ยงั มีกิเลน ซง่ึ เป็นสตั วใ์ นวรรณคดีจีนรวมอยูด่ ้วย ภาพจติ รกรรมฝาผนงั บาง
แหง่ มกี ารเขยี นแบบสอดเส้นสีทอง ซึ่งเป็นแบบท่ีดัดแปลงมาจากจิตรกรรมของจีน บางแห่งมีการ
เขียนลายตกแตง่ เสา จติ รกรรมฝาผนังท่ีสวยงามในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้แก่ จิตรกรรมฝาผนังภายใน
พระอุโบสถวดั สุทัศนเทพวราราม และท่ีวัดพระเชตุพนวิมลมงั คลาราม
ทางด้านประติมากรรม
พระพุทธไสยาสน์ที่วัดพระเชตพุ นวมิ ลมงั คลาราม
พระบาทสมเด็จพระนง่ั เกล้าเจ้าอยหู่ วั โปรดสร้างพระพุทธไสยาสน์ที่วัดพระเชตุพนวิมลมัง
คลาราม เป็นพระนอนขนาดใหญม่ าก กบั หลอ่ พระพุทธรปู สัมฤทธอิ์ งคใ์ หญ่ 2 องค์ ปางห้ามสมุทร
หุ้มทองทั้งองค์ ทรงเครื่องยศอย่างพระมหาจักรพรรดิประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตน
ศาสดาราม เพ่ือถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระอัยกาธิราช และพระราชบิดา ถวายพระนาม
วา่ “พระพุทธยอดฟ้าจฬุ าโลก” และ “พระพุทธเลิศหล้าสุลาลัย” ซ่ึงต่อมารัชกาลที่ 4 ได้โปรดให้
แปลงสร้อยพระนามใหม่เป็น “นภาลัย” กับโปรดให้ประชาชนเรียกพระนามรัชกาลที่ 1 และ
รัชกาลท่ี 2 ตามพระนามของพระพทุ ธรูป
เดิมประชาชนเรียกรัชกาลท่ี 1 ว่า “แผ่นดินต้น” เรียกรัชกาลท่ี 2 “แผ่นดินกลาง” จึง
ทรงเกรงว่าแผ่นดินพระองค์จะเป็นแผ่นดินปลายอันเป็นอัปมงคลไป เมื่อสร้างพระพุทธรูปแล้ว
โปรดให้เรียกสองรัชกาลแรกตามพระนามพระพุทธรูป พระนามของรัชกาลท่ี 1 และรัชกาลที่ 2
จงึ มีคาว่า “พระพุทธ” อยูด่ ว้ ย
การสร้างวดั ของพระองคม์ ีหลายวัดท่ีมีสถาปัตยกรรมจีน (เข้ามาผสมผสาน) เช่น วัดราช
โอรสาราม วดั เทพธดิ า พระตาหนักเกง๋ จนี ทั้งนีเ้ พราะทรงเหน็ วา่ เครื่องท่ีใช้ไม้ไม่ทนได้นาน จงึ ทรง
เปล่ียนเป็นถือปูน เวลานั้นช่างคนไทยที่ถือปูนได้มีน้อย ช่างจีนชานาญกว่า ช่างจีนก็ไม่ชานาญ
ลวดลายไทย จึงทรงผสมผสานแบบจีนกับไทยให้กลมกลืนกันจนเรียกกันว่าเป็น “พระราชนิยม”
การสร้างวัดด้วยสถาปัตยกรรม “แบบพระราชนิยม” นี้ พ.อ.ม.ร.ว.ศุภวัฒน์ เกษมศรี ได้กล่าวไว้
ว่า “คงจะเป็นพระบรมราโชบายที่ลึกซ้ึงอยู่ด้วยทางหนึ่ง เพ่ือให้ชาวจีนหันมาเลื่อมใสศรัทธา
ทาบุญสุนทานในพุทธศาสนานิกายเถรวาทมากข้ึน ท้ังยังเกิดผลดีแก่ชาวจีนในอันที่จะลดช่องว่าง
ทางสงั คมลง” การสรา้ งวดั ของพระองคท์ ่าน ปรากฏว่าในเวลาตอ่ มาขนุ นางและราษฎรที่มีฐานะดี
ทั้งไทยจีน พากันสร้างวัดโดยเสด็จพระราชกุศลอีกมากมาย เป็นผลให้เกิดผลดีทาง
พระพุทธศาสนา ซ่ึงเป็นหลักทางด้านศีลธรรมและยังมีผลทางด้านวัฒนธรรมและสังคมดัง ร.ศ.
ศรศี กั ร วลั ลิโภดม ไดก้ ลา่ วไว้ว่า “การสรา้ งวัดจากพระมหากษตั ริยก์ ด็ ี จากพวกขุนนางข้าราชการ
ก็ดี เป็นการปรับระดับสังคมอย่างหนึ่ง ไม่ให้มีการแตกต่างกันมากจนเกินไป… ทาให้ความตึง
เครียดในสังคมผ่อนคลายไป มีการสรา้ งสรรคก์ นั อย่เู รื่อย ผลที่เกดิ ข้นึ นนั้ กค็ ือทาให้คนในสังคมเป็น
อันหน่ึงอันเดียวกันทางวัฒนธรรม นับว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์ท่ีทรงสร้างบูรณาการทาง
วฒั นธรรมและการเมืองไว้อย่างมากมาย”
ด้านกวีและวรรณกรรม
กวคี นสาคญั ในสมยั รชั กาลที่ 3 เป็นกวีท่สี บื ตอ่ มาจากสมยั รชั กาลที่ 2 ท่คี วรจะกล่าวถึงมดี งั นี้
ด้านวรรณคดี
1. พระบาทสมเดจ็ พระน่ังเกล้าเจ้าอยหู่ วั
พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นกวีที่สามารถพระองค์หนึ่ง ก่อนเสด็จข้ึน
ครองราชยท์ รงสนพระราชหฤทัยในการประพันธ์ ได้ทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมหลายเรื่อง คือ
โคลงปราบดาภิเษกเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย บทละครเร่ืองสังข์
ศลิ ปช์ ัยเพลงยาวสงั วาส และบทเสภาบางตอนในเรอ่ื งขนุ ช้างขนุ แผน ตอนขุนช้างตามนางวันทอง
และโคลงปราบดาภเิ ษก
สมเด็จกรมพระปรมานชุ ติ ชโิ นรส
2. สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส
พระนิพนธ์ที่สาคัญ ได้แก่ ลิลิตตะเลงพ่าย สมุทรโฆษคาฉันท์ ปฐมสมโพธิกถา ร่ายยาว
มหาเวชสันดรชาดก 11 กัณฑ์ ( เว้นกัณฑ์มหาพนและมัทรี ) กฤษณาสอนน้องคาฉันท์ ลิลิตพยุ
หยาตราพระกฐินทางสถลมารคและชลมารค โคลงดั้นยอพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้า
เจ้าอยูห่ ัว เม่อื ครงั้ ปฏสิ ังขรณว์ ดั พระเชตุพนวมิ ลมงั คลาราม ตาราฉันท์มาตราพฤตและวรรณพฤต
พระราชพงศาวดารกรงุ ศรีอยธุ ยา
คุณพมุ่
3. คุณพุ่ม
คุณพุ่มเป็นกวีหญิงคนแรกของไทย เป็นนักโต้สักวา ชอบโต้สักวาเรื่องอิเหนา โดยคุณพุ่ม
เป็นฝ่ายบษุ บา ด้วย เหตุทีค่ ณุ พมุ่ มบี า้ นอยบู่ นแพรมิ น้ามีความเช่ียวชาญ ในการบอกบทสักวา จน
ได้รับสมญาว่า “บุษบาท่าเรือจ้าง” เพลงยาวเฉลิม พระเกียรติ ( แต่งในสมัย ร. 5 ) เพลงยาว
บวงสรวงฉลองสระบางโขมด
สมเดจ็ กรมพระยาเดชาดิศร
4 . สมเดจ็ กรมพระยาเดชาดิศร
สมเด็จกรมพระยาเดชาดิศร พระนามเดิมพระองค์เจ้าชายมั่ง (พ.ศ. 2336-2402)เป็นพระ
ราชโอรสองค์ที่ 15 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศลา้ นภาลัย เป็นผู้ชานาญในการ ประพันธ์โคลง
ส่สี ภุ าพ ผลงานทสี่ าคัญ คือ การชาระโคลงโลกนิติ นิราศเสด็จไปทพั เวยี งจันทน์ โลกนิตคิ าโคลง
5. พระมหามนตรี ( ทรัพย์ )
พระมหามนตรี ( ทรัพย์ ) แต่งบทละครส้ัน ๆ ล้อเรื่องอิเหนาชื่อเร่ือง ระเด่นลันได โคลง
ฤาษดี ดั ตน เพลงยาวกลบทชื่อกบเต้นสามตอน เพลงยาวแคะไคล้พระมหาเทพ(ทองปาน)
6. คณุ สุวรรณ
คุณสุวรรณ เป็นกวีผู้หญิงอีกคนในสมัยนั้น แต่งเพลงยาวนิราศ เรื่องกรมหม่ืนอัปสรสุดา
เทพประชวร บทละครเรือ่ งพระมเหลเถไถและอุณรทุ รอ้ ยเรือ่ งในรชั กาลต่อมา
กรมหลวงวงศาธิราชสนทิ
7. กรมหลวงวงศาธริ าชสนิท
กรมหลวงวงศาธิราชสนิท พระนามเดิม พระองค์เจ้าชายนวม เป็นพระราชโอรสองค์ท่ี
49 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย พระองค์เจ้าชายนวมเป็นศิษย์ของกรมสมเด็จ
พระปรมานุชิตชิโนรส เร่ืองที่ทรงนิพนธ์ไว้ ได้แก่ โคลงจินดามณี โคลงนิราศพระประธมพระประ
โทน โคลงนิราศสุพรรณ
นายมี (หมน่ื พรหมสมพัตสร)
8. นายมี (หมื่นพรหมสมพัตสร)
นายมี (หมื่นพรหมสมพัตสร) แต่ง นิราศถลาง นิราศเดือน นิราศพระแท่นดงรัง นิราศ
สุพรรณ
สรุปเหตกุ ารณ์สาคญั ในรัชสมยั พระบาทสมเด็จพระนง่ั เกลา้ เจา้ อยู่หัว
- เกดิ สุริยุปราคาถึง 5 คร้งั
- พ.ศ. 2367 มเี หตกุ ารณ์สาคญั ดังน้ี
- พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จสวรรคต ขณะมีพระชนมายุได้ 57
พรรษา ครองราชย์ได้ 15 ปี
- พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัวปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 3 แห่ง
ราชวงศจ์ ักรี
- โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมจัดพิธีให้อุปราชาภิเษกพระองค์เจ้าอรุโณทัยขึ้นเป็นท่ี "กรม
พระราชวังบวรสถานมงคล"
- โปรดเกล้าฯ ใหส้ ่งกองทพั ไทยไปชว่ ยอังกฤษรบพมา่
- พ.ศ. 2368 เฮนรี เบอรน์ ี ขอเข้ามาทาสัญญาค้าขาย
- พ.ศ. 2369 มเี หตกุ ารณส์ าคญั ดังนี้:
- ลงนามในสญั ญา เบอร์นี
- เจ้าอนุวงศ์เป็นกบฏ โปรดเกล้าฯ ให้กรมพระราชวังบวรฯ เป็นแม่ทัพใหญ่ยกไปปราบ
กาเนิดวีรกรรมท้าวสุรนารี (คุณหญิงโม) และโปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชสุภาวดี (สิงห์ สิงหเสนี)
แมท่ ัพหน้าเป็นเจา้ พระราชสภุ าวดี ว่าทีส่ มหุ นายก
พระสมทุ รเจดีย์
- พ.ศ. 2370 เรม่ิ สรา้ งพระสมุทรเจดยี ์
- พ.ศ. 2371 ร้อยเอกเจมส์โลว์ จัดพิมพ์หนังสือภาษาไทยเป็นคร้ังแรก มิชชันนารีอเมริกัน
เดนิ ทางมาเผยแพร่ศาสนาในเมอื งไทย
- พ.ศ. 2372 เจ้าพระยาราชสุภาวดี (สิงห์ สิงหเสนี) จับเจ้าอนุวงศ์ จัดส่งลงมากรุงเทพฯ ได้
โปรดเกลา้ ฯ ให้สถาปนาเป็น เจ้าพระยาบดินทรเดชา ที่สมุหนายก
- กาเนิดสงฆ์ธรรมยุตกิ นิกาย
- โปรดเกล้าให้ทาการสังคายนาเป็นภาษาไทย
- ทรงบูรณปฏสิ ังขรณ์วัดวาอารามหลายแห่ง และสร้างวัดใหม่ คือวัดเทพธิดาราม วัดราช
นัดดา วัดเฉลิมพระเกียรติ และวัดพระเชตุพนฯลฯได้ต้ังโรงเรียนหลวง (วัดพระเชตุพน) ขึ้นเป็น
ครง้ั แรก เพือ่ สอนหนงั สือไทยแก่เด็กในสมัยน้ี และได้ถือกาเนิดนิกายธรรมยุติขึ้น โดยพระวชิ
รญาณเถระ (เจ้าฟ้ามงกุฏ) ขณะที่ผนวชอยู่ได้ทรงศรัทธาเล่ือมใสในจริยาวัตรของพระมอญ ช่ือ
ซาย ฉายา พุทฺธวโส จึงได้ทรงอุปสมบทใหม่ เม่ือ พ.ศ. 2372 ได้ตั้งคณะธรรมยุติข้ึนในปี พ.ศ.
2376 แล้วเสด็จมาประทบั ทวี่ ัดบวรนิเวศวิหาร และต้ังเปน็ ศนู ยก์ ลางของคณะธรรมยตุ ิ
- พ.ศ. 2373พระบาทสมเดจ็ พระนัง่ เกลา้ เจ้าอยู่หัวทรงตั้งให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค)
เปน็ วา่ ท่ีสมหุ พระกลาโหม
- พ.ศ. 2374
- ทาการบูรณะวดั พระเชตุพนวิมลมงั คลาราม ใชเ้ วลา 16 ปใี นการสรา้ ง
- เกดิ นา้ ท่วมใหญ่ในพระราชอาณาจักร
- พ.ศ. 2375 ประธานาธิบดีแจคสัน แห่งสหรัฐอเมริกา ส่งเอ็ดมันต์ โรเบิร์ต เข้ามาขอเจริญ
พระราชไมตรที าการค้ากบั ไทย
- พ.ศ. 2376 ญวนเกิดกบฏ โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เป็นแม่
ทพั ใหญผ่ สู้ าเร็จราชการไปรบกับญวน
- พ.ศ. 2377
หวย ก.ข.
- ออกหวย ก.ข. เป็นครงั้ แรก
- ญวนได้ส่งพระอุไทยราชามาปกครองเขมร
- พ.ศ. 2378 เกิดภาวะเงนิ ฝืดเคือง
- พ.ศ. 2380 หมอบรัดเลย์ คดิ ตัวพิมพ์อักษรไทยขน้ึ ใหม่ โปรดเกล้าฯ ให้หมอหลวงไปหดั
ปลูกฝีกับหมอบรดั เลย์
- พ.ศ. 2381 เกิดกบฏ หวนั หมาดหลี ที่หวั เมืองไทรบุรี
- พ.ศ. 2382 ทรงประกาศหา้ มสบู ฝิ่น เพอ่ื สง่ เสรมิ ศลี ธรรมในบา้ นเมือง และ มีการเผาฝิน่
และโรงยา ฝิ่น พร้อม มกี ารปราบอ้ังยีซ่ ่ึงค้าฝิน่ เหลา่ น้ัน
- พ.ศ. 2385 หมอบรดั เลย์ พมิ พป์ ฏิทินภาษาไทยขึ้นเป็นครง้ั แรก
- พ.ศ. 2386 เกดิ สรุ ิยุปราคาเตม็ ดวงขนึ้ ในวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2386 แนวคราสมดื
พาด
ผา่ นภาคใตต้ อนกลาง กรุงเทพฯเห็นเปน็ ชนดิ บางส่วน 82%
- พ.ศ. 2389 ญวนขอหยา่ ทพั กับเจา้ พระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) โปรดเกลา้ ฯ ให้
สรา้ งโลหะปราสาทวัดราชนัดดาราม
- พ.ศ. 2390 ทรงอภิเษกใหน้ กั องคด์ ว้ งเปน็ พระบาทสมเดจ็ พระนโรดม หรริ กั ษร์ ามาธบิ ดี
ครองกรุงกัมพชู า
- พ.ศ. 2391 ญวนขอเจริญพระราชไมตรดี งั เดมิ กองทพั เจ้าพระยาบดินทรเดชา
(สงิ ห์ สงิ หเสนี) กลบั กรงุ เทพฯ
- พ.ศ. 2392 มีเหตุการณส์ าคัญดงั นี้
- กองทพั เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) และ เจา้ พระยาพระคลัง
(ดศิ บุนนาค) ปราบอั้งย่ี ที่ ฉะเชิงเทรา
- เกดิ อหิวาตกโรคระบาด มีคนตายมากกว่า 30,000 คน
- พ.ศ. 2393 องั กฤษ และสหรฐั ฯ ขอแก้สนธิสัญญา
- พ.ศ. 2394 เสด็จสวรรคต เมอื่ 2 เมษายน พ.ศ. 2394รวมพระชนมายุได้ 64 พรรษา
ดารงอยู่ในราชสมบตั ิ 27 ปี
เหตใุ ดรัชกาลท่ี 3 จึงไม่ทรงแต่งต้งั รัชทายาท
รัชกาลท่ี 3 ไมม่ พี ระอคั รมเหสี และไมม่ พี ระราชโอรสที่ประสตู แิ ต่พระมเหสีประเด็นอยู่ที่ว่า
"เหตุใดรัชกาลที่ 3 จึงไม่ทรงแต่งตั้งรัชทายาท"เนื่องจากทรงมีพระราชอานาจโดยธรรมที่จะ
แต่งตั้งและมอบบรรดาศักดิ์ให้กับพระราชโอรสทั้ง 2 คือ พระองค์เจ้าโกเมน และพระองค์เจ้า
อรรณพ ยกขึน้ ก็สามารถกระทาได้ แตพ่ ระองคท์ รงวางเฉย มผี ู้เสนอความคิดเห็นวจิ ารณ์ไว้ดงั น้ี
1. ในฐานะพระราชบิดายอ่ มตอ้ งมพี ระราชประสงคใ์ หพ้ ระราชโอรสได้เป็นรัชทายาทต่อ
แตอ่ าจจะไม่แนพ่ ระทยั ถงึ พระปรีชาสามารถในการปกครองบ้านเมืองต่อไป
2. อา้ งถึงหนงั สอื พระราชดาริทางการเมือง กลา่ วว่า "มิชชนั นารอี เมริกนั ช่ือ ยอน เทเลอร์
โจนส์ กล่าวว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์ให้พระราชโอรสองค์
หนึ่งเปน็ รชั ทายาท แต่ขนุ นางท้งั หลายไมเ่ ห็นชอบตามพระราชประสงค์"
3. สว่ นหมอบรดั เล มชิ ชันนารีชาวอเมรกิ นั ให้ความเหน็ ว่า "เหมือนวา่ พระบาทสมเดจ็
พระนั่งเกล้าฯ มีพระราชประสงค์จะสละราชสมบัติให้พระราชโอรสทั้งสองพระองค์ ทรงพระนาม
ว่า พระองค์เจ้าโกเมน และพระองค์เจ้าอรรณพ เพ่ือให้ท้ังสองพระองค์ทรงครองราชย์สมบัติ
ร่วมกัน โดยพระนงั่ เกลา้ ฯ ทรงเสด็จออกผนวช แตเ่ มอ่ื พระองค์นาพระราชดารินี้ไปตรัสปรึกษาขุน
นางระดับสงู ขุนนางจงึ กราลทูลวา่ ถา้ พระองค์สละราชบลั ลังก์แลว้ ก็ยังมพี ระบรมวงศานุวงศ์องค์
อื่นที่สมควรจะได้ข้ึนครองราชย์มากกว่าพระราชโอรสสองพระองค์ท่ีทรงกล่าวพระนาม .."หมอบ
รัดเลยังได้กลา่ วไวอ้ กี ว่า พระนัง่ เกล้าฯ ไมท่ รงกล้าตัดสินพระทัย เกรงว่าจะเกิดความผิดพลาด จน
กลายเปน็ สงครามกลางเมอื ง
เซอร์ แฮร่ีออด
4. ในสว่ นของจดหมายเหตุ เซอร์ แฮรีอ่ อด (เจ้าเมอื งสงิ คโปร์ ที่มาร่วมสงั เกตการณ์
สุรยิ ุปราคาที่หว้ากอ) กลา่ วว่า "พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าฯ มีพระราชประสงค์ให้พระราชบุตร
ของพระองค์เป็นผู้รับราชสมบัติ แต่พวกสกุลใหญ่ของท่านผู้สาเร็จราชการแผ่นดินทั้ง 2 คือ
สมเด็จเจา้ พระยาบรมมหาประยุรวงศ์ (ดิศ) และสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต) ได้ขัด
ตอ่ การที่จะทรงแต่งตง้ั นั้น..." จนเมื่อพระอาการพระประชวรของพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าฯ ถึง
แกพ่ ระชนม์มายุ ทรงโปรดให้พระยาราชสุภาวดี (โต กัลยาณมิตร) และพระยาพิพัฒน์ (บุญศรี บุ
รณศิริ) เข้าเฝ้า และทรงปรารถนาถึงผู้ที่ดารงตาแหน่งพระมหากษัตริย์องค์ต่อไปว่า "ถ้าพระองค์
จะทรงแต่งตงั้ เจ้านายพระองค์ใดพระองค์หน่ึงขน้ึ เปน็ รชั ทายาทตามพระราชหฤทัย แตข่ ุนนางส่วน
ใหญ่ไม่พอใจเจ้านายที่พระองค์ทรงแต่งตั้งแล้ว ก็อาจจะทาให้เกิดความร้าวฉานไม่สามัคคีกัน
ดังนั้นพระองค์จึงมีพระราชดารัสส่ังให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) พระยาศรีพิพัฒน์ (ทัต) และพระ
ยาราชสภุ าวดี (โต) ไปประชมุ ปรกึ ษากับบรรดาขุนนางท้งั หลาย ถา้ มคี วามเหน็ วา่ เจ้านายพระองค์
ใดมีพระคุณสมบัติประกอบด้วย- วัยวุฒิปรีชา- รอบรู้ราชานุวัตร- เป็นศาสนูปถัมภก- ยอยกพระ
บวรพุทธศาสนา- ปกป้องไพร่ฟ้า อาณาประชาราษฎร- รักษาแผ่นดินให้เป็นสุขเหล่านี้ได้ ก็ให้ขุน
นางท้ังหลายพร้อมใจกันยกเจ้านายพระองค์นั้นขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์องค์ต่อไป "ทั้งน้ีก่อนที่
พระบาทสมเด็จพระนัง่ เกลา้ ฯ จะสวรรคต ในวันท่ี 11 กุมภาพันธ์ 2393 ทรงมีพระราชดารัสเรียก
ให้ พระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง) จางวางมหาดเล็กเข้าเฝ้า เพื่อตรัสถามขุนนางท้ังหลายได้ลง
ความเห็นกนั หรือยงั วา่ เจา้ นายพระองคใ์ ดเปน็ ผู้สมควรจะไดข้ ้ึนครองราชย์ต่อจากพระองค์
พระยาศรีสุริยวงศ์ (ชว่ ง บุนนาค)
พระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) กราบทูลว่า เม่ือได้รับพระราชกระแสพระบรมราช
โองการแล้ว ตา่ งมีความเศร้าโศกเสียใจ แต่พระอาการประชวรนั้นหมอหลวง ยังคงสามารถรักษา
ให้หายได้ จึงยังไม่เห็นความจาเป็นที่จะเลือกรัชทายาทในเวลานั้นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ
โปรดให้พระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง) ขยับเข้าใกล้องค์ และทรงอนุญาตให้ลูบพระวรกาย และมีพระ
ราชดารัส ดังนี้ "..ร่างกายท่ีทรุดโทรมถึงเพียงนี้แล้ว หมอเขาว่าจะยังหายอยู่ ไม่เห็นด้วยเลย การ
แผ่นดินไปข้างหน้า ไม่เห็นผู้ใดที่จะรักษาแผ่นดินได้ กรมขุนเดชเล่า ท่านก็เป็นคนพระกรรณเบา
ใครจะพูดอะไรท่านก็เช่ือง่าย ๆ จะเป็นใหญ่เป็นโตไม่ได้ กรมขุนพิพิธ เล่า ก็ไม่รู้จักการงาน
ปัญญาก็ไมส่ อดคล้องไปได้ คิดแตจ่ ะเลน่ อย่างเดียว ท่ีสตปิ ัญญาพอจะรักษาแผน่ ดินได้อยู่ ก็จะเห็น
แต่ท่าน ฟ้าใหญ่ ท่านฟ้าน้อย 2 พระองค์ ที่รังเกียจอยู่ว่า ท่านฟ้าใหญ่ถืออย่างมอญ ถ้าเป็นเจ้า
แผ่นดินก็จะให้พระสงฆ์ห่มผ้าอย่างมอญเสียหมดทั้งแผ่นดินดอกกระมังท่านฟ้าน้อย เล่ามี
สตปิ ญั ญารูว้ ิชาการช่างและการทหารตา่ ง ๆ อยู่ แตไ่ มพ่ อใจทาราชการ รักแต่การเล่นสนุกเท่านั้น
เพราะฉะนัน้ จึงมิไดท้ รงอนญุ าต กลวั เจา้ นายข้าราชการเขาจะไม่ชอบใจ จึงโปรดอนุญาตให้ตามใจ
คนทง้ั ปวง สุดแต่จะเห็นสมควรพร้อมเพรียงกนั ” คัดจากพระราชพงศาวดาร ฉบับเจ้าพระยาทิพา
กรวงศ์และท้ายที่สุดแล้วก็เป็นไปตามพระราชโองการคือ ให้เหล่าเสนาบดีประชุมคัดเลือกอย่าง
พร้อมเพรียงกันเพราะการได้ข้ึนครองราชย์ด้วยวิธีอเนกชนนิกรสโมรสรสมมติเป็นส่ิงท่ีสูงค่าและ
ถูกต้องสายเลือดตรงหรืออ้อมไม่มีความหมายเท่าการได้รับมติของเจ้านายและขุนนางเพราะเป็น
สิ่งท่ีองค์ปฐมใช้อุดช่องโหว่ของการแย่งชิงราชบัลลังก์สมัยอยุธยา รัชกาลท่ี 3 เองท่านก็ข้ึน
ครองราชย์ด้วยวิธียนิ ยอมพร้อมใจของขุนนาง ดงั นัน้ เหตผุ ลเร่ืองการไมต่ ้งั พระโอรสกค็ อื
1. พระโอรสท่ีพอจะมีความสามารถคอื กรมหม่ืนมาตยาพิทักษ์ ส้ินพระชนม์ไปก่อน ไม่นับ
พระองค์เจ้าลักขนานุคุณ ซ่ึง รัชกาลท่ี 3 โปรดมาก ก็ยังไม่ได้ทรงกรมและส้ินพระชนม์ไปก่อน
เชน่ กัน
2. เร่ืองการตั้งพระมเหสี เน่ืองจากพระมารดาของกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ และพระองค์
เจ้าลกั ขนานุคุณ ไดเ้ สยี ชีวิตไปกอ่ น รัชกาลที่ 3 ทา่ นก็ไม่ได้โปรดเจ้าจอมมารดาคนไหนเป็นพิเศษ
เพราะกรมหม่ืนอัปสรสุดาเทพ ดูแลเรื่องฝ่ายใน หากยกเจ้าจอมมารดาสักคนขึ้นมา ก็จะไปแย่ง
หน้าที่ของพระธิดาคนโปรด
3. เหลือพระโอรสที่ทรงกรมและรับใช้ใกล้ชิด ได้แก่ พระองค์อรรณพ หากดูงานกรมสังฆ
การีที่องค์อรรณพดูแลก็ไม่ได้คุมฐานกาลัง การลือว่าองค์อรรณพ อาจได้ขึ้นครองราชย์ ก็มาจาก
ความหวาดระแวงของอกี ฝา่ ยหนง่ึ จงึ ไม่น่าเช่อื ถือ
เจา้ ฟ้ามงกุฎ (รชั กาลท่ี 4)
4. ขุนนางที่เป็นฐานอานาจของ รัชกาลท่ี 3 คือ เจ้าพระยาบดินทรเดชา เจ้าคุณผู้ใหญ่ได้
เสียชีวติ ไปก่อนท่าน 2 ปี จึงยงั เหลอื แต่สายบนุ นาค ปลายรชั กาลได้เริ่มเปล่ียนเข็มทิศไปยังเจ้าฟ้า
มงกุฎ เพราะจมนื่ ไวยวรนารถ (ช่วง) ท่านมีความนยิ มฝรง่ั ชาตอิ ังกฤษเชน่ เดยี วกนั
เซอร์เจมส์บรกู
5. อังกฤษเริ่มแทรกแซงการเมืองไทย โดยเขียนข่าวลงหนังสือพิมพ์ฝรั่งในสิงคโปร์และ
ฮ่องกง เพราะหลังจากเซอร์เจมส์บรูก ล้มเหลวในการเจรจา เขาได้ท้ิงความเห็นไว้ว่า จะรอการ
ผลัดแผ่นดิน อังกฤษจึงทาทุกวิถีทางเพื่อให้แผ่นดินใหม่เป็นของเจ้านายองค์ใดก็ได้ท่ีนิยมฝร่ัง
เรื่องราวเกี่ยวกับ รัชกาลที่ 3 ท่ีออกมาเป็นข่าวจึงให้ภาพว่าเป็นกษัตริย์หัวโบราณ ไม่ใช่ crown
prince มาแต่แรก และไม่มีอานาจตั้งใครเป็นผู้สืบทอดได้ และภาพของเจ้าฟ้ามงกุฎ และเจ้าฟ้า
นอ้ ย กถ็ ูกทาใหด้ เี ลศิ เพราะหากเป็นสององค์น้ี ก็จะทาให้องั กฤษได้ผลประโยชน์
6. ความขัดแย้งในหมู่ขุนนาง ระหว่างกลุ่มเชื้อสายจีนกับกลุ่มที่นิยมฝร่ังในนโยบาย
เกี่ยวกับอังกฤษและผลประโยชน์ ฝ่ายจีนสนับสนุนให้แข็งข้อต่ออังกฤษ แต่ฝ่ายนิยมฝร่ัง ให้
ประนีประนอม สมเดจ็ เจ้าพระยาองคใ์ หญก่ บั บตุ รชายอยฝู่ ่ายหลัง สว่ นฝา่ ยจีนท่มี ีพระยาราชสุภา
วดี(โต) และเจ้าสัวทั้งหลายยังมีฐานอานาจไม่พอ เม่ือฝ่ายบุนนาคหนุนให้ประนีประนอมกับฝร่ัง
เจ้าฟ้ามงกุฎจึงเป็นทางเลอื ก
7. ความขัดแย้งในหมูส่ งฆ์ ระหว่างนกิ ายเดมิ กบั ธรรมยตุ ิ ต้องมองย้อนในยคุ นัน้ วา่ การทา
ให้สงฆ์แตกแยกน้ันเป็นเร่ืองที่บาปมาก รัชกาลที่ 3 ท่านไม่อยากได้ชื่อว่า มีส่วนสร้างบาปให้แก่
ส่วนรวม ท่านได้มอบจีวร และขอให้กรมพระปรมานุชิตฯ ประธานสงฆ์ นุ่งห่มแบบเดิม กรม
พระปรมาฯ ทา่ นก็รบั ไว้หม่ ทันที สงิ่ น้ีมีส่วนทาให้วชิรญาณภิกขุ ต้องทาปฏิญาณท่ีจะไม่ทาให้สงฆ์
แตกแยก ฉะนั้นความเหน็ ของ รัชกาลที่ 3 เก่ียวกับเจ้าฟ้ามงกุฎจงึ มีเหตผุ ลรองรบั
พระบาทสมเดจ็ พระนัง่ เกล้าเจา้ อยู่หัวเสดจ็ สวรรคต
พระทนี่ งั่ จกั รพรรดิพิมาน
พระบาทสมเด็จพระนงั่ เกล้าเจ้าอยู่หวั ประทับอยทู่ ีพ่ ระท่นี ั่งจกั รพรรดิพิมานองค์ตะวันออก
ครน้ั ทรง ทรงพระประชวรอาการมาก เห็นจะเปน็ โรคใหญเ่ หลือกาลงั แพทยจ์ ะเย่ียวยาพระบังคล
เบาขุน่ ขน้ เปน็ ตะกอน พระวรกายกท็ รุดโทรม บรรทมไมห่ ลับ ให้ทรงคลน่ื เหยี น เสวยพระกระยา
หารไม่ค่อยได้ ไมส่ บายพระองค์ ทรงมกี ระแสพระราชดารัสถงึ ผสู้ บื ราชสมบัตไิ ว้ดงั นี้
“...กรงุ เทพมหานครศรอี ยุธยาขอบขณั ฑเสมาอาณาจกั รกวา้ งขวาง พระเกียรติยศก็ปรากฏ
ไปทั่วนานาประเทศ ถ้าทรงพระมหากรุณาพระราชทานอิสริยยศมอบให้พระบรมวงศานุวงศ์
พระองค์ใดพระองคห์ นึง่ ซง่ึ พอพระทัย ให้เสวยราชสมบัติแทนพระองค์ต่อไป แต่ตามชอบอัธยาศัย
ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์เดียวนั้น เกลือกเสียสามัคคีร้าวฉาน ไม่ชอบใจไพร่ฟ้าประชาชน
และคนมีบรรดาศักดิ์ทาราชกิจทุกพนักงาน ก็จะเกิดอุปัทวภยันตรายเดือดร้อนแด่พระบรมวงศานุ
วงศ์และขา้ ราชการผูใ้ หญ่ผู้น้อย สมณชพี ราหมณอ์ าณาประชาราษฎร์จะไดร้ ับความลาบาก เพราะ
มิพร้อมใจกัน ด้วยกาลังทรงพระมหากรุณาเมตตากับไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเป็นอันมาก ทรงพระราช
ดารัสให้จดหมายกระแสพระราชโองการปฏิญาณยกพระนามพระรัตนตรัยสรณคมน์เป็นประธาน
พยานใหเ้ หน็ จรงิ ในพระราชหฤทัยแลว้ ทรงพระราชดารัสยอมอนุญาตให้เจ้าพระยาพระคลังซ่ึงว่า
ที่สมหุ พระกลาโหม พระยาศรีพิพัฒนรัตนราชโกษา พระยาราชสุภาวดีว่าท่ีสมุหนายก กับขุนนาง
ท้ังปวง จงมีความสโมสรสามัคคีปรึกษาพร้อมกัน เม่ือเห็นว่าพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดที่มี