The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระราชประวัติพญามังรายมหาราช

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tharaphan.prasan, 2020-06-04 07:14:36

พระราชประวัติพญามังรายมหาราช

พระราชประวัติพญามังรายมหาราช

พระราชประวตั ิ พญามงั รายมหาราช

(พอ่ ขุนเมง็ รายมหาราช)
ผูเ้ รยี บเรียงนายประสาร ธาราพรรค์

“อนึ่งควรจดั ไพร่ พลัดเปลยี่ นกันอย่บู า้ นสร้างเหมอื งฝายเรือกสวนไรน่ า ให้ไพร่มีทท่ี านาหากนิ อย่าให้
ไพรเ่ ปน็ ทุกข์ ใหท้ างานหลวง ๑๐ วนั ทางานของตน ๑๐ วนั กาหนดเชน่ น้ีถกู ตอ้ งตามโบราณธรรมฯ ผู้ใดไมไ่ ด้
สรา้ งเหมอื งฝายแมแ้ ตส่ กั นอ้ ย หากไปขโมยน้าทา่ น ใหต้ ีหัวแตกแลว้ จึงปล่อยไปหากไมเ่ ช่นนน้ั ใหป้ รบั ๑๙๐ เงนิ
หากยังไปขโมยซา้ อีกให้ฆา่ เสียที่นน้ั ”

“มงั รายศาสตร”์ กฎหมายท่บี ัญญตั ขิ ้ึนโดยพญามงั รายกษัตรยิ ผ์ ้กู อ่ ต้ังอาณาจักรล้านนา ที่ใหค้ วามสาคัญใน
การจดั การนา้ ในระบบเหมอื งฝาย

พระราชประวตั ิพญามังรายมหาราช

พญามังรายมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์มังราย ผู้ก่อต้ังเมืองเชียงรายเป็นราชธานี เมื่อปี พ.ศ.
1805 เป็นโอรสของพญาลาวเม็ง ซึ่งเปน็ เช้ือพระวงค์ลัวะจังกราชแห่งแควน้ จก มารดาช่ือนางเทพคาข่าย(นาง
เทพคาขยายหรือนางอ้วั ม่ิงจอมเมือง) ซ่ึงเป็นธิดาของท้าวรุ้งแก่นชาย เจ้านครเชียงรุ้ง แห่งแคว้นสิบสองปันนา
จึงนับว่าพระองค์สืบเชื้อสายมาจากเจ้านครช้ันสูงทั้งฝ่ายพระบิดาและพระมารดา พระองค์ประสูติเมื่อวัน
อาทิตย์ แรม 9 ค่า เดือนอ้าย ปกี ุน เอกศกจุลศักราช 601 ตรงกับพุทธศักราช 1782 (บางตานานกล่าวว่าเป็น
เดือน 3 ปีจอ) เม่ือพระมารดาแรกตั้งพระครรภ์น้ัน ได้ทรงสุบินนิมิตว่าได้เห็นดาวประกายหยาดแต่ท้องฟ้า
นภากาศลงมาทางทิศทักษิณ และได้รับดวงดาวน้ัน โหรถวายคาพยากรณ์ว่าจะได้โอรสทรงศักดานุภาพปราบ
ประเทศทักษิณจดแดนมหาสมุทร เม่ือพญามังรายพระชนมายุได้ 16 พรรษา พญาลาวเม็งพระบิดา ได้สู่ขอ
พระธิดาเจ้าเมืองเชยี งเรืองมาอภิเษกกับพญามังรายแล้วทรงโปรดยกให้เป็นมหาอปุ ราช ต่อมาเม่ือพระชนมายุ
ได้ 20 พรรษา พระบิดาได้เสด็จทิวงคต จึงได้ครองเมืองหิรัญนครเงินยางสืบแทนต่อไปต้ังแต่ พ.ศ. 1802
นับเป็นกษัตริย์องค์ที่ 25 ใน ราชวงศ์ลัวะจังกราช พระองค์ทรงรวบรวมบ้านเล็กเมืองน้อยเข้าเป็นอาณาจักร
ล้านนาไทยจนเจริญรุ่งเรือง ทรงสถาปนาอาณาจักรล้านนาไทยให้เป็นปึกแผ่น และทรงสร้างความสามัคคี
ระหว่างชนชาติไทย

ปัญหาพระนามของพระองค์ ชือ่ ใดถกู ตอ้ งกันแน่

พระนามของพระองค์เป็นที่ถกเถียงกันมาก สาหรับพระนามที่ถูกต้องของพระองค์คือ "มังราย" แต่ที่มี
ปญั หาคือ คานาหน้าพระนามท่ีถูกต้องควรเป็น "พญา" ไม่ใช่ "พ่อขุน" หากกล่าวถึงพระนามท่ีถูกต้องควรเป็น
"พญามังราย"ไม่ใช่ "พ่อขุนเม็งราย" การเรียกขานคานาหน้าพระนามของกษัตริย์ว่า…."พ่อขุน."เป็นคตินิยมของ
ทางอาณาจักรสุโขทัย แต่คตินิยมทางอาณาจักรล้านนา ไม่ปรากฎว่าเรียกขานกษัตริย์ ว่า "พ่อขุน"คงมีแต่.
พญา.."หรอื .ขุน .เท่าน้ัน แม้กระท่ังชาวไทยเขิน รัฐเชียงตุงและชาวไทยล้ือ รัฐสิบสองพนั นาก็ใชค้ าว่า.."…พญา
.." แทนตาแหน่งกษัตริย์ เรื่องพญามังรายสร้างเมืองเชยี งตุง พญาจ๋องเป็นปฐมกษัตริย์สิบสองพันนาในตานาน
เมืองเชียงตุงและตานานสบิ สองพันนาซง่ึ มีหลกั ฐานอ้างองิ ดังนี้

1.เหตทุ ่มี ีการเรียกพระนามว่า"เมง็ ราย"สบื เน่อื งมาจากพงศาวดารโยนกเขียนโดย พระยาประชากิจกร
จักรเปลี่ยนพระนาม "มังราย"เป็น "เม็งราย" ทั้งๆท่ีเอกสารตานานต่างๆ ที่มีการอ้างอิง เช่น ตานานสิงหวัติ
ตานานเมืองหริภุญชัย ตานานหิรัญนครเชียงแสน ตานานพิงควงศ์ชินกาลมาลีปกรณ์ ตานานเมืองพะเยา
ตานานเมืองเชียงราย ตานานเมืองนาน ตานานพระธาตุดอยตุงและต้นฉบับอักษรพ้ืนเมือง ล้วนแล้วแต่เรียก
พระนามว่า "พญามังราย"หรือ "มังราย" ท้ังส้ินไม่ปรากฏพระนาม "เม็งราย" หรือ "พ่อขุนเม็งราย" เลยสักแห่ง
เดียว ไม่ทราบเหตุผลใดทพ่ี ระยาประชากจิ กรจกั ร จึงมาเปลี่ยนพระนามเป็น"เม็งราย"แต่ถึงกระน้ันในตอนท้าย
ของเล่มในรายพระนามกษัตริย์ก็มีคาว่า."มังราย." ถึงสองแห่ง พลอยให้ผู้เขียนประวตั ิศาสตร์รุ่นหลังเขียนพระ
นามผดิ ไปด้วย แต่ปจั จุบันน้ี ปรากฏวา่ หนั มาเขยี นพระนาม "มังราย" ถูกต้องแล้วเป็นส่วนมาก อนึ่งพระนาม "
พ่อขุนเม็งราย" นักเขียนประวัติศาสตร์คงจะเพ่ิงใช้พระนามน้ีทีหลังจากที่หลวงวิจิตรวาทการแต่งเพลง
ประวัติศาสตร์ใช้พระนามในเน้ือเพลง "พ่อขุนเม็งราย"แต่บัดนั้นเป็นต้นมาความผิดพลาดท่ีเกิดด้วยเหตุน้ีอีก
ประการหนง่ึ

อนุสาวรีย์สามกษตั รยิ ท์ ี่ศาลาวา่ การจงั หวดั เชียงใหมพ่ ่อขุนรามคาแหง พญางาเมอื ง และพญามังราย

2. หลกั ฐานท่ีทางราชการถวายพระนาม "พญามงั ราย" ปรากฏในการสรา้ งพระบรมราชานุสาวรีย์ สาม
กษัตริย์ ท่ีจังหวัดชียงใหม่ โดยท่ีทางราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยพ่อค้าประชาชน และข้าราชการ ได้
พร้อมใจกันร่วมทุนและดาเนินการก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ พญามังราย พญาร่วง (พ่อขุนรามคาแหง
มหาราช)และพญางาเมือง ซ่ึงเป็นพระสหาย ร่วมน้าสาบาน ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ (หลัง
เดิม) เพื่อเป็นอนุสรณ์ท่ีพระมหากษัตริย์ทั้งสามพระองค์ ทรงร่วมปรึกษาหารือวางแผนผังสร้างเมืองเชียงใหม่
และขนานนามเมืองว่า "นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่" เพ่ือเป็นที่กราบไหว้เคารพสักการะระลึกในพระมหา
กรุณาธิคุณ และทางราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้จารึกพระนามไว้ที่ฐานพระบรมราชาอนุสาวรีย์ว่า ""พญามัง
ราย"(เม็งราย) พญาร่วง "พ่อขุนรามคาแหงมหาราช" และ "พญางาเมือง" ท้ังได้อัญชิญพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวสมเด็จพระบรมราชินีนาถมาทรงประกอบพระราชพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์เมื่อวันที่
30 มกราคม 2527 เวลา16.00 น.

3 เหตุผลที่จังหวัดเชียงใหม่และคณะกรรมการได้เรียกขานพระนามว่า"พญามังราย"ก็เพ่ืออนุรักษ์ให้
ถูกตอ้ งตรงกับหลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตรโ์ บราณคดี เชน่ เอกสารตานานจากคัมภรี ์โบราณปั๊บสาและศิลาจารึก
กับคตินิยมของชาวล้านนา ที่ไม่เคยเรียกพระนามกษัตริย์ของล้านนาโดยใช้คานาหน้าว่า "พ่อขุน"แม้แต่
พระองคเ์ ดียว ดังจะกลา่ วดงั ต่อไปน้ี

3.1.ศิลาจารึกวัดพระยืน จังหวัดลาพูน ซ่ึงเป็นศิลาจารึกท่ีพระสุมนเถระ พระภิกษุชาวสุโขทัย ซ่ึง
พระเจ้ากือนา แห่งเมืองเชียงใหม่ได้ทรงขอต่อพญาลิไท แห่งกรุงสุโขทัย เพ่ือมาเผยแพร่ศาสนาในเชียงใหม่
ปรากฏคาจารึกอยู่ในหลักจารกึ หมายเลข ล.พ. 38 เป็นหลักจารึกของพระสุมนเถระสร้างเสริมพระอัฎฐารสยืน
เมอ่ื จ.ศ.732 (พ.ศ.1913)เปน็ ระยะเวลาหา่ งจากปสี วรรคตของพญามงั รายและกษัตริย์ล้านนาว่า.. "อันวา่ พระ
ศิลาจารึก เจ้าท้าวสองแสนนาอันธรรมมิกราช ผู้เป็นลูกรักแก่ พญาผาย เป็นหลานแก่ พญาคาฟู เป็นหลานแก่
พญามังราย หลวงนี้ "

วดั เชยี งม่นั จงั หวดั เชียงใหม่

3.2.หลักศิลาจารึกวัดเชียงม่ัน จังหวัดเชียงใหม่ เป็นศิลาจารึกท่ี 76 ซ่ึงจารึกไว้เมื่อ พ.ศ. 2124(จ.ศ.
943)ในจารกึ กล่าวถึงการสร้างเมืองเชียงใหม่ และสร้างวัดเชียงม่ัน โดยพญามังราย พญาร่วง และพญางาเมือง
ดังนี้ " ศกั ราช 658 ปรี วายสนั เดือนวสิ าขะออก 8 คา่ วัน 5 ไทยเมงิ เปล้ายามแตรร่งุ แลว้ สองลูกนาที ปลายสอง
บาทนวลัคนาเสวยนวางศ์ พฤหัสในมีนศรี พญามังรายเจ้า พญางาเมือง พญาร่วง ทั้งสามตนต้ังหอนอนใน
ชัยภมู ิราชมณเฑียรขุด คอื กอ่ ตีบรู ท้งั สด่ี า้ น…."

3.3.หลักจารึก ล.พ. 9 ซ่ึงปัจจุบันตั้งไว้ท่ีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดลาพูน ระบุพระนามว่า
"พญามังราย"(ประชุมศิลาจารึกภาคที่3)ฉะนั้นพระนาม"พญามังราย"จึงมีความหมายต่อความรู้สึกของชาว
ล้านนา และชาวเชียงใหม่อย่างย่ิง ท่ีพระองค์ทรงเป็นผู้สร้างเมืองเชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางการปกครองและ
วัฒนธรรม สบื เน่ืองมาจนถงึ ทุกวนั นี้

3.4.นอกจากนั้นก็ปรากฏอยู่ในตานานเป็นคัมภีร์ใบลานบ้าง ปั๊บสาบ้างเอกสารต่างๆที่กล่าวมาล้วน
เขียนพระนามว่า"พญามังราย"หรือ"มังราย"ท้ังส้ินเช่นชินกาลมาลีปกรณ์ รจนาโดย พระรัตนปัญญาเถระพระ
วงค์ของ พญามังราย การเรียกพระนาม"พญามังราย" จึงไม่ผิด (เอกสารเรื่องนี้เดิมเขียนเป็นภาษาบาลีและได้
แปลเป็นภาษาฝรั่งเศส โดย ศาสตราจารย์ยอร์ซเซเดย์และภาษาอังกฤษโดย ดร.ชยะวิกรม แห่งมหาวิทยาลัยซี
ลอน(ลังกา)ตานานมูลศาสนา รจนาโดยพระพุทธพุกาม พระพุทธญาณ เช่ือว่าได้แต่งข้ึนก่อนปีท่ีแต่งชินกาล
มาลีปกรณ์หรือจามเทวีวงศ์ (พ.ศ. 2059-2060) ประชุมพงศาวดารภาคีที่10 เร่ืองราชวงศ์ปกรณ์พงศาวดาร
เมืองน่าน ประชุมพงศาวดารภาคท่ี 61 เร่ือง พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน และตานานสิงหวัติ ตานาน
พ้ืนเมืองเชียงใหม่ 8 ผูก ฉบับสานักนายกรัฐมนตรีจัดพิมพ์เผยแพร่ กฎหมายมังรายศาสตร์ (ฉบับวัดเสาไห้-
ฉบับวัดเชียงมั่น-ฉบับวัดหมื่นเงินกอง-ฉบับนอตอง-ฉบับวัดช้างค้าและฉบับวัดไชยสถาน)ตานานพระธาตุดอย

ตุง โครงราชหิภุญชัย (ฉบับบพระสมุด ฉบับเชียงใหม่-ฉบับลาพูนและฉบับวัดกิ่วพร้าว อ.แม่จันเชียงราย)
ตานานเมอื งเชียงตุง ตานานสบิ หา้ ราชวงศ์ ตานานพระธาตหุ รภิ ญุ ชยั โคลงมังรายรบเชียงใหม่ ฯลฯ

4.การใช้คานาหน้าพระนาม "มังราย"เป็นพ่อขุนมังราย ย่อมไม่เป็นการถูกต้องตามคตินิยมของชาว
ล้านนาและไม่ถูกต้องตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดีตามที่กล่าวมาแล้วต้งั แต่ต้น คตนิ ิยมของ
การใช้คาว่า "พ่อขุน"เป็นลักษณะของชาวอาณาจักรสุโขทัยตามลักษณะการปกครองของกษัตริย์ ทานองพ่อ
ปกครองลูกและปรากฏจากหลักฐานศิลาจารึกสุโขทัยเรียกคานาหน้าพระนามว่า "พ่อขุน" เพียงไม่กี่พระองค์
คือพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ พ่อขุนบานเมือง พ่อขุนรามคาแหง พ่อขุนผาเมือง พ่อขุนบางกลางหาว(พระองค์
เดียวกับพ่อขุนศรีอินทราทิตย์)และพ่อขุนศรีนาวนาถม เท่านั้นกษัตริย์พระองค์ไม่เรียก "พ่อขุน" เช่น พญาลิ
ไทย พญาลือไทย(ศิลาจารึกหลักที่3 นครชุมกาแพงเพชร)ฉะนั้นการท่ีจะใช้คานาหน้าพระนามของ
พระมหากษัตริย์ทางล้านนาเป็น"พ่อขุน." จะทาให้สับสนและผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงในทางประวัติศาสตร์
และโบราณคดี เป็นการฝึกคตินิยมและเอกลักษณ์วัฒนธรรมของชาวล้านนาโดยเฉพาะชาวเชียงใหม่
คาว่า "พ่อขุน"+พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 อธิบายวา่ "พอ่ ขุน"(โบ) น.กษัตริย์ผู้เป็นใหญ่ใน
สมยั สโุ ขทัย

ศลิ าจารกึ หลกั ที่ 1 ศลิ าจารกึ พ่อขนุ รามคาแหง

5. หลักฐานทป่ี รากฏในศลิ าจารึกสโุ ขทัยมดี งั น้ี
5.1.ศลิ าจารกึ หลกั ท1่ี หนา้ 1ตอนท่ี2ว่า เม่อื ชัว่ พ่อขุนรามคาแหง เมอื งสโุ ขทยั ดี ในน้ามปี ลาในนามี
ข้าว " ." กลางบ้าน กลางเมอื งมถี อ้ ยมคี วามเจบ็ ท้องขอ้ งใจมนั จะกล่าวเถงิ เจ้าเถิง ขุนบไ่ รไ้ ปลัน่ กระดงิ่ อัน
แขวนไวพ้ อ่ ขุนรามคาแหงเจา้ เมอื งได้ "
5.2ในด้านท4ี่ กล่าวคอื "พ่อขุนรามคาแหง"ลกู พอ่ ขุนศรอี นิ ทราทิตย์ 1204 ศกปีมะแม พ่อขนุ
รามคาแหงหาใคร่ใจในใจ แลใส่ลายสอื ไทยนจี้ งึ มีเพื่อขนุ ผู้นนั้ ใส่ไวพ้ ่อรามคาแหงนั้น หาเปน็ ท้าวพญาแก่ไทย

ทัง้ หลายอนึง่ จะเหน็ ได้วา่ ตามหลักศลิ าจารกึ นนั้ การเรยี กขานพระนาม "พ่อขนุ "มใิ ชม่ แี ตพ่ อ่ ขนุ รามคาแหง
เทา่ นั้นแตไ่ ด้เรยี กถงึ (ศิลาจารกึ หลักท่ี 2 วดั ศรชี มุ สุโขทัย) พอ่ ขุนศรีอนิ ทราทิตย์ พ่อขุนบางกลางหาว
พ่อขุนผาเมอื ง พอ่ ขุนบาน และพ่อขนุ นาถมอกี ด้วย (มีคาวา่ "ปพู่ ญา" พรญา)สรีนาวนาถม ซงึ่ เป็นคนละ
พระองค์กับ "พ่อขนุ นาถม")

5.3. ส่วนทางอาณาจักรลา้ นนาและสุโขทัยมคี วามสัมพันธ์ต่อกษตั รยิ ข์ องล้านนาคือ พญามังราย
พญางาเมือง และพอ่ ขุนราม ทเ่ี ป็นพระสหายร่วมสาบานกัน และประชาชนท้ังสองอาณาจักรจะไปมาหาสทู่ า
มาค้าขายซึง่ กันและกันกย็ ่อมจะได้กติ ติศัพทเ์ รยี กขานกษตั ริยส์ โุ ขทยั ว่า "พ่อขุน" อยเู่ ปน็ เนืองนิจชาวล้านนาก็
ไม่ไดเ้ อาคตินิยมเรยี กขานกษตั ริยข์ องสุโขทัยมาเป็นแบบอยา่ งด้วย คงเรียกขานพระนามกษัตริย์ของตนเอง "
พญา" หรือไมก่ ็มีเพียงคาว่า "ขุน" เทา่ น้ัน สาหรับบางพระองค์หรือบางสมยั กาลแม้แตพ่ ระสมุ นเถระท่เี ปน็ ชาว
สโุ ขทัย ซ่ึงเป็นผูท้ าศลิ าจารกึ วดั พระยนื จังหวดั ลาพูน ก็ไมไ่ ด้จารึกพระนาม "พอ่ ขนุ มงั ราย" ตามคตินยิ มของ
ชาวสุโขทัยซ่ึงพระสมุ นเถระเคยชนิ อยเู่ ป็นเนืองนจิ ในอาณาจกั รสุโขทยั แสดงวา่ พระสมุ นเถระไดท้ ราบถึงคติ
นิยมของชาวล้านนาเป็นอย่างดี จึงได้จารกึ พระนากษัตรยิ ์ ของลา้ นนาว่า "พญาคาฟู พญาผายู และพญามัง
ราย"

5.4. อยา่ งไรกด็ ี ในจารึกสโุ ขทยั หลกั ท่ี 4หลักท่ี 5หลกั ท่ี 7และหลักท่ี 8 จารกึ พระนามกษตั ริย์สโุ ขทัย
ว่า "พญา" (พระญา) ท้งั สิ้น

ดร. ฮนั ส์ เพนธ์ เป็นชาวเยอรมนั เกิดในปี พ.ศ. 2480 ท่ีนครเบอร์ลนิ เมือ่ อายุ 19 ปี
ไดเ้ ร่มิ ศึกษาเกี่ยวกับประวัตศิ าสตร์เอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต้

6. ความหมายคาว่า "พญา" พจนานกุ รมฉบับราชฑติ ยสถาน พ.ศ.2525 ให้อธิบายไว้ว่า "พญา" (พะ
ยา) (โบ) น.เจา้ แผน่ ดิน เป็นใหญ่ เป็นหวั หน้า พะยา น.บรรณาศกั ดสิ์ งู กวา่ พระตา่ กว่า เจ้าพระยา" มผี ู้ร้บู าง
ท่าน อ้างว่า พญา เปน็ ภาษาเขมร โดยอ้างพจนานุกรมเขมรวา่ " พญา" (น) เจา้ ชาย คานาหน้าชือ่ เจ้าเมือง คา
นาหนา้ ชอ่ื รฐั มนตรีและผู้รู้เทา่ นั้นกลา่ วตอ่ ไปอกี วา่ การทีม่ กี ารใช้คาว่า " พญา"เน่ืองจากไทยรับเอาวัฒนธรรม

เขมรเข้ามาใชโ้ ดยเฉพาะอยา่ งยิง่ หลงั สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถแลว้ อทิ ธพิ ลของภาษาเขมรจะขยายมา
ทางลุ่มแมน่ ้าเจา้ พระยาและลุ่มแมน่ ้าโขงตอนบนมากทีส่ ุดเรอื่ งนี้ เป็นการท่ีอา้ งเอาพจนานุกรมของเขมรดา้ น
เดยี ว แต่พจนานกุ รมไทยมไิ ดถ้ อื วา่ เป็นภาษาเขมร เพียงแต่อา้ งวา่ เป็นภาษาโบราณ ตรงข้ามถ้า คาใดเป็นคา
เขมรแท้พจนานุกรมไทยจะระบวุ า่ เป็นภาษาเขมร เชน่ เขนย เสวยเปน็ ตน้ สว่ นการทอี่ า้ งวา่ ภาษาเขมร หรอื
วัฒนธรรมเขมรแพรเ่ ขา้ มามากในสมยั พระบรมไตรโลกนารถคงจะหมายถงึ คาวา่ พระยา ซง่ึ คาน้ีตาม
พจนานกุ รมให้ความหมายเพยี งตาแหน่งบรรดาศักดทิ์ ่ีตา่ กว่าเจ้าพระยา และสูงกวา่ พระแต่คาว่า " พญา"ทท่ี าง
ลา้ นนาใชน้ าหน้ากษัตริยน์ นั้ มมี ากอ่ นในสมัยพระบรมไตรโลกนารถ อยา่ งนอ้ ยทสี่ ดุ กเ็ ทา่ ท่ปี รากฏ ในหลักศลิ า
จารกึ วัดพระยืน จังหวดั ลาพนู คือ พ.ศ. 1913 ตรงกบั สมยั พญาลิไท และพระเจ้ากือนาอยา่ งไรก็ตาม ผู้ร้อู ีก
ท่านหน่ึงคอื ดร. ฮนั ส์ เพนธ์ แห่งสถาบันวจิ ยั สงั คม มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่อธบิ ายวา่ พญา เปน็ ศพั ทท์ ม่ี าจาก
ภาษาอนิ เดยี เป็นคาท่ใี ช้เรียกกษัตริย์ของชาวมอญสมัยโบราณ ดังนัน้ ไมว่ า่ จะอา้ งเปน็ ภาษาเขมร ภาษามอญ
หรือภาษาไทย ก็เป็นภาษาทน่ี ามาจากอินเดียกันทงั้ ส้ิน ไทยทางล้านนามไิ ด้รับเอา วฒั นธรรม ทางเขมร แตร่ ับ
เอาวัฒนธรรมจากมอญ เพราะไปมาหาสกู่ ับอาณาจกั รหรภิ ญุ ชยั อยูเ่ สมอ และยงั ผนวกเอาอาณาจกั รหรภิ ุญชยั
เขา้ มาในอาณาจักรล้านนา ในสมยั พญามังราย อิทธพิ ลของภาษามอญจึงเข้ามาปนอยใู่ นภาษาถิ่นของล้านนา
จนกลายเปน็ ภาษาของลา้ นนาไป ดงั นนั้ ผุ้ใดจะมาอา้ งว่าการใช้ " พญา"พระนาม ศรอี ินทราทติ ย์ รามคาแหง ก็
เปน็ ภาษาต่างชาติเหมือนกันดังน้ัน ดว้ ยเหตุผลและขอ้ เทจ็ จริงดังได้กล่าวมาแต่ตน้ พระนามท่ีถูกต้องของ
พระมหากษตั รยิ ์แหง่ ลา้ นนาทไยผ้ทู รงสรา้ ง " นพบุรศี รีนครพงิ คเ์ ชียงใหม่" คอื พญามังราย ไมใ่ ช่พอ่ ขนุ เม็งราย
และท้งั ที่เปน็ การสมควรในการถวายพระสมญั ญานามว่า " พญามงั รายมหาราช" เพือ่ เป็นการเทดิ พระเกยรติใน
ฐานะทพี่ ระองค์เป็นพระมหากษตั รยิ ์ยิ่งใหญแ่ ห่งแควน้ ลา้ นนาไทย ทรงรวบรวมนครรัฐหรอื แควน้ ตา่ งๆท้ังได้
ผนวกเอาอาณาจักรเดยี วกัน ทาให้อาณาจักรล้านนา ไทยแผ่ไปอยา่ งกวา้ งใหญ่ไพรศาล และขยายพระราช
อานาจเขา้ ไปถงึ อาณาจักรพม่าและหงสาวดี ปจั จุบนั น้นี ครเชียงใหม่ได้เจริญวฒั นาเป็นหลักในการปกครองหัว
เมอื งฝา่ ยเหนือและเป็นศูนยก์ ลางแหง่ อารยธรรมล้านนาสบื มาทุกวันนี้

วัดพระแก้ว จังหวดั เชยี งราย

พระราชกรณยี กจิ ท่ีสาคัญของพญามังรายมหาราช
ทรงสร้างเมอื งเอกในแวน่ แควน้ ถงึ 3 เมอื งได้แก่

สร้างเมืองเชียงราย เมอ่ื พ.ศ. 1805
สรา้ งเมอื งกมุ กาม (ปจั จบุ ันคอื อาเภอสารภจี ังหวัดเชียงใหม่) เม่อื พ.ศ. 1829
พ.ศ. 1834 พญามังรายเสด็จไปสร้างเมืองใหม่ที่เชิงดอยสุเทพ ใชเ้ วลาสร้างนาน 5 ปี พ.ศ.
1839 จึงแล้วเสร็จจึงได้อัญเชญิ พอ่ ขุนรามคาแหงมหาราช พระเจ้าแผ่นดินสุโขทัย พญางาเมืองธรรมมิกราช
พระเจ้าแผน่ ดินแคว้นพะเยา มาช่วยกันขนานนามเมอื งใหมว่ ่า นพบรุ ีศรีนครพงิ คเ์ ชยี งใหม่
นอกจากน้ัน พระองค์ยังได้ทรงบูรณะเมืองหิรัญนครเงินยาง และในปี พ.ศ.1811 ได้บูรณะเมืองฝาง
เพื่อใช้เป็นที่ชุมนุมไพร่พลของพระองค์ (ซึ่งแต่เดิมเมืองฝางตกเป็นเมืองขึ้นของเมืองหิรัญนครเงินยางมาก่อน)
และโปรดให้ขุนอา้ ยเครอื คาลก หรอื ขุนเคร่ือง ราชโอรสองค์ใหญ่ไปครองเมอื งฝาง

เวยี งกมุ กาม จังหวัดเชยี งใหม่
ทรงพระปรชี าสามารถในการสงคราม

พญามังราย ทรงแผ่พระเดชาในทางการรบ ดินแดนภาคเหนือท้ังหมดพ่อขุนเม็งรายได้
ครอบครองโดยทวั่ อาณาจกั รล้านนาในรัชสมยั ของพระองคม์ ีอาณาเขตกว้างไกล

ทางเหนอื ถงึ เชยี งรุ่งและเชยี งตงุ
ตะวันออกถึงน้าโขง แต่ไม่รวมเมืองพะเยา เมืองน่าน และเมืองแพร่
ทศิ ใต้ถึงนครเขลางค์
ตะวันตกถงึ อาณาจักรพุกาม (พม่าและมอญ)
พ.ศ. 1805 ขณะยกทัพไปถึงเมืองลาวกู่เต้าและประทับอยู่ที่นั่น เผอญิ ช้างทรงของพระองค์ซึ่งทอดไว้ที่
ป่าหัวดอยทางทิศตะวันออก หลุดพลัดไป พระองค์จึงเสด็จตามรอยช้างไปจนถึงดอยจอมทอง ริมฝั่งแม่น้ากก

ทอดพระเนตรเห็นภูมิประเทศเป็นชัยภูมิท่ีดี จึงได้โปรดให้สร้างพระนครข้ึน โดยก่อกาแพงโอบรอบ เอาดอย
จอมทองไว้ภายในขนานนามว่า เมืองเชียงราย แล้วให้ย้ายราชธานีจากเมืองหิรัญนครเงินยาง มาต้ังอยู่ท่ี
เชียงรายนบั แตน่ นั้ มา

พ.ศ.1811 ไดแ้ ปรพระราชฐานไปประทับอยู่เมืองฝาง ซ่ึงเป็นเมืองเก่าแก่สร้างมาต้งั แตค่ รั้งพระเจ้าลัวะ
จักราช ปฐมวงศ์ เมอ่ื พ.ศ.1183

พ.ศ.1812 ทรงยกทพั ไปตีเมืองผาแดงเชียงของได้ แล้วทรงเสดจ็ กลบั มาประทบั ทเ่ี มอื งฝาง
พ.ศ.1814 ทรงยกทัพไปตเี มืองเชิง ทรงได้รับชัยชนะและทรงได้เมืองเชิงมาไว้ในครอบครอง แล้วเสด็จ
กลับมาประทับท่เี มอื งฝาง
พ.ศ.1819 พญามังรายไดย้ กกองทัพไปประชิดเมืองพะเยา พอ่ ขุนงาเมือง ผู้ครองเมืองพะเยาออกมา
รบั เสดจ็ ด้วยไมตรีและยกตาบลบา้ นปากน้าให้แก่พ่อขุนเม็งรายแล้วปฏิญาณเป็นมิตรกัน ต่อมาอีกราว 4 ปี พ่อ
ขุนรามคาแหงมหาราช แห่งอาณาจักรสุโขทัย พ่อขุนงาเมือง และ พ่อขุนเม็งราย ได้กระทาสัตย์ปฏิญาณเป็น
พระสหายกัน โดยทรงเอาโลหติ ท่ีนวิ้ พระหัตถผ์ สมกับน้าสัตยเ์ สวยทั้งสามพระองค์สัญญาว่าจะไม่เบียดเบยี นกัน
ตลอดชีวิตและในปี

วัดพระธาตลุ าปางหลวง จังหวดั ลาปาง(เขลางคน์ คร)
พ.ศ.1824 ทรงยกทัพไปตีแคว้นหริภุญชัยจาก พญายีบา ทรงทาสงครามอยู่นานกว่าจะสาเร็จทรงส่ง
ให้ขุนฟ้าเข้าไปเป็นไส้ศึกในนครหริภุญชัย เม่ือขุนฟ้าสบโอกาสจึงได้ส่งข่าวไปบอกแก่พญามังรายเจ้ายกทัพเข้า

ตหี ริภุญชยั สาเร็จ พญายีบาทรงเสดจ็ หนีออกจากเมืองโดยได้รับความชว่ ยเหลือจากพญาเบิก เจ้าเมืองเขลางค์
นครซึ่งเป็นพระโอรสของพญายบี า พญายบี าเสดจ็ หนีออกเมอื งไปถงึ ดอยกลางป่าก็คดิ นึกได้ท่ีเสยี รขู้ ุนฟา้ เป็นไส้
ศึกให้พญามังรายก็เสียใจหล่ังน้าตาร้องไห้ สถานท่ีน้าตาตกนี้จึงมีชื่อว่า “ดอยพระยายีบาร้องไห้” มาจนทุก
วันนี้ ต่อมาพระยายีบาจึงหนีมาอยู่กับพระยาเบกิ เจ้าเมืองลาปาง(เขลางค์) ผู้เป็นโอรส เวลาล่วงไป 14 ปี พระ
ยาเบิกทรงช้างชื่อ ปานแสนพล ยกทัพไปหมายจะตีเมืองลาพูนคืนให้พระบิดา พญามังรายให้เจ้าขุนสงคราม
ทรงชา้ งช่ือแกว้ ไชยมงคลออกรบั ศกึ ทง้ั สองไดท้ ายุทธหัตถีกัน ท่ีบา้ นขัวมุงขุนช้าง ใกล้เมืองกุมกาม พระยาเบกิ
ถูกหอกแทงบาดเจ็บ และตีฝ่าวงล้องออกมาได้ จึงมาต้ังรับอยู่ที่ตาบลแม่ตาล เขตเมืองลาปาง ได้สู้รบกันเป็น
สามารถผล ทีส่ ุดทัพลาปางแพ้ยบั เยนิ

พระยาเบิก หรือเจา้ พ่อขุนตาน
เจ้าขุนสงครามจบั กุมตัวพระยาเบกิ แมท่ ัพได้ และปลงพระชนม์เสียทนี่ ่ี ดวงวญิ ญาณอนั กลา้ หาญเปยี่ ม
ไปดว้ ยกตญั ญูเวทคิ ุณน้ี จึงไดร้ ับพระราชทานนามว่า "เจ้าพ่อขุนตาน" พญามงั รายทรงครองเมืองหรภิ ญุ ชัยได้ 2
ปจี ึงเสดจ็ ไปสร้างเมอื งใหมค่ ือ เวียงกุมกาม เนอ่ื งจากทรงมีพระดาริวา่ เมือง หริภุญชัยไม่เหมาะกับพระองค์
จึงทรงให้เจา้ ขุนเครอื พระโอรสองค์เลก็ ของพระองค์มาปกครองเมืองนี้แทน

ในปี พ.ศ.1828 พระยายีบาและพระยาเบิกยกทัพขอมมาเพื่อตีเมืองหริภุญชัยคืน พ่อขุนเม็งรายจึง
ทรงแตพ่ ระโอรสคอื ขนุ คราม ยกทพั ออกไปต้านทาน ได้รบกับพระเบกิ และจับพระยาเบิกสาเร็จโทษ พระยายี
บาร้ขู ่าวว่าเสยี บุตรจึงทิ้งเมืองเขลางคห์ นีไปพ่ึงพระยาพษิ ณุโลก เจ้าขุนครามจึงได้เมอื งเขลางคอ์ ีกเมอื งหนงึ่

พ.ศ.1831 ทรงยกทัพไปตีเมืองหงสาวดี พระเจ้ากรุงหงสาวดสี ุทธโสมเกรงพระบารมีจึงแต่งเครื่องราช
บรรณาการมาถวายขอเป็นพระราชไมตรีและยอมยกพระราชธิดาพระนางปายโคให้เป็นบาทบริจาริกาแก่
พระองค์

เมอื งพุกาม (Bagan) เมืองทอ่ งเทยี่ วของพมา่ ทีไ่ ด้รับการขนานนามวา่
เปน็ "เมอื งแหง่ ทะเลเจดยี ์" หรอื "ดนิ แดนแหง่ เจดียส์ ่พี นั องค"์

พ.ศ.1833 ทรงยกทัพไปตีเมืองพุกาม พระเจ้าอังวะทรงทราบข่าวจึงไดใ้ ห้เสนาอามาตย์ นาเครื่องราช
บรรณาการมาถวายขอเป็นพระราชไมตรี พระเจ้าอังวะได้ทรงส่งช่างต่างๆมาให้ เช่น ช่างทองคา ช่าง
ทองเหลือง ชา่ งทองแดง ชา่ งเหล็กและอ่ืนๆ พญามังรายจึงทรงยกทัพกลับทรงโปรดให้ช่างทองไปอยู่เมืองเชียง
ตุง ช่างฆ้องไปอยู่ที่เมืองเชียงแสน ช่างทองเหลือง ช่างเหล็กไปอยู่ท่ีเมืองเวียงกุมกามอีกท้ังยังทรงได้บารุงพระ
พทุ ธศาสนาโดยได้รับอทิ ธพิ ลตามแบบอยา่ งขององั วะ

พ.ศ. 1829 ยกทัพไปตีเมืองหงสาวดีพระเจ้าหงสาวดีเจงพยุเจง เกรงพระบารมีจึงแต่งเครื่องราช
บรรณาการมาถวายขอเป็นไมตรโี ดยยกพระราชธิดาพระนามว่านางปายโค (ตะละแม่ศรี) ให้เป็นบาทบริจาริกา
แดพ่ ่อขนุ เม็งราย

พ.ศ. 1832 ยกทัพไปตีเมืองพุกาม พระเจ้าอังวะให้ราชบุตรนาเครื่องบรรณาการมาต้อนรับขอเป็น
ไมตรี

ทรงนาความเจริญในดา้ นศลิ ปกรรม เกษตรกรรม และพาณิชยกรรมมาสู่แควน้ ลา้ นนา
โดยเม่ือคร้ังท่ียกทัพไปตีเมืองพุกาม พระองค์ได้นาช่างฝีมือต่าง ๆ เช่น ช่างฆ้อง ช่างทอง และ

ช่างเหล็ก ชาวพุกามเข้ามาฝึกสอนขาวล้านนาไทย จึงเข้าใจว่าศิลปะต่าง ๆ ของพุกามที่มีเหลืออยู่ในปัจจุบัน
น่าจะเริ่มมาแต่น้ันเมื่อจานวนไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของพระองค์มีมากข้ึน ก็ทรงจัดหาทาเลที่เหมาะสมใน
การเกษตรและการค้าเพอื่ ใหม้ อี าชพี ทั่วหน้า
ทรงเป็นนักปกครองที่สามารถและประกอบด้วยคุณธรรมสงู ส่ง

พญามังรายทรงเลื่อมในและศรัทธาในพระพุทธศาสนา โดยเป็นองค์ศาสนูปถัมภกและทรงนา
หลักธรรมทางศาสนามาใช้ในการปกครองราษฎรของพระองค์ได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขมีศีลธรรมอันดีมี
อัธยาศัยโอบอ้อมอารี แก่คนทั่วไปซ่ึงเป็นมรดกดา้ นคุณธรรมท่ีตกทอดถึงลูกหลานชาวล้านนา จนตราบเท่าทุก
วนั น้ี แมว้ า่ พระองค์ทรงเป็นนักรบผู้แกล้วกล้า แต่การใดท่ีเป็นทางนาไปสู่ความหายนะเปน็ เหตใุ ห้เสียเลือดเนื้อ
ระหว่างคนไทยด้วยกัน พระองค์จะทรงหลีกเลี่ยง ดังจะเห็นได้จากการที่พระองค์ทรงรับไมตรีจากเจ้าผู้ครอง
นครต่าง ๆ และการกระทาสัตย์ปฏิญาณระหวา่ งสามกษตั ริยด์ ังกลา่ ว
พระปรีชาสามารถในด้านการปกครอง

กฎหมายมงั รายศาสตร์

ในการปกครองบา้ นเมอื ง พญามงั รายทรงวางระเบียบการปกครองหรอื กฎหมายทที่ รงตราขนึ้ ไวเ้ ปน็
พระธรรมศาสตร์ ใชใ้ นการปกครองแผน่ ดิน ทรงอาศัยประมวลกฎหมายที่เรียก "วินจิ ฉัยมงั ราย" หรือ "มังราย
ศาสตร"์ ซึ่งเปน็ ราชศาสตร์ (พระราชบญั ญตั ิประกอบพระธรรมศาสตร์) อนั กล่นั กรองมาจากคาวนิ ิจฉัยที่
พระมหากษัตรยิ ์มไี ว้ แล้วประมวลเข้าเป็นหมวดเป็นหมู่ เพ่อื ให้ลกู ขนุ ใชเ้ ปน็ บรรทดั ฐานในการพจิ ารณาในการ
พพิ ากษาผกู้ ระทาผดิ สมควรแก่โทษานโุ ทษโดยมิใหเ้ ลือกเหน็ แกห่ นา้ ว่าจะเปน็ ผูใ้ หญ่ ผู้นอ้ ย หัวหมู่ หรอื ไพร่
นอ้ ยเมื่อกระทาผดิ ยอ่ มตอ้ งได้รับโทษเช่นเดยี วกนั

การจัดหนว่ ยทหาร ตามมังรายศาสตร์ ไดก้ ลา่ วถึงการจดั หนว่ ยทหาร ตั้งแต่เล็กไปใหญ่
ตามหลักจานวนไพรพ่ ลทีม่ อี ยู่ในหนว่ ยนนั้ ๆ เร่ิมตน้ จากหนว่ ยเลก็ ทสี่ ุด

กฎหมายมังรายศาสตร์หรือวินิจฉัยมังราย นับว่าเป็นหนังสือใบลานท่ีเก่าแก่ที่สุดต้นฉบับเดิมเขียนเป็น
ภาษาไทเหนือหรืออักษรตั๋วเมือง ความหมายของช่ือกฎหมายนั้นหมายความว่าเป็นคาพิพากษาของพญามัง
รายเจ้าน่ันเองครับ สาหรับลักษณะการแต่งของกฎหมายมังรายศาสตร์น้ีเป็นการแต่งแบบร้อยแก้ว มังราย
ศาสตร์เป็นหนังสือกฎหมายท่ีได้รวบรวมเรียบเรียงมาจากหนังสือธรรมศาสตร์ ซ่ึงเป็นคัมภีร์กฎหมายเก่าแก่
ของอนิ เดีย ท่ถี ูกมอญดัดแปลงใหเ้ หมาะสมกับสภาพของตนไปบ้างแลว้

ในส่วนของตอนแรกกล่าวถึงการสืบสันตติวงศ์ลานนา การสร้างเมืองเชียงใหม่และวัตถุประสงค์ในการ
แตง่ คานา ใช้คาว่าสิทธิสวัสดี กล่าวถึงกฎหมายท่ีไดร้ ู้มาแต่โบราณ พญามังรายจึงบัญญัติไวเ้ พ่อื ให้ท้าวพระยา
ทงั้ หลายผู้เป็นลกู หลานเหลน และเสนาอมาตย์ผ้ปู กครองเมืองสบื ไปได้รู้จกั ผิดรูจ้ ักชอบ

ตอนท่ีสองกล่าวถึงเร่ืองระเบียบการปกครอง ซ่ึงสมัยน้ันได้มีการจัดการปกครองออกเป็นหมู่ๆ หมู่ละ
10 คนบ้าง 100 คนบ้าง 1,000 คนบ้าง 10,000 คน 100,000 คนบ้าง โดยมีหัวหน้าทาหน้าที่ในการปกครอง
ในแตล่ ะหมู่

ตอนท่ีสามกล่าวถึงเร่ืองของตวั บทกฎหมาย ท่ีมีคาอธิบายพร้อมเหตุผลประกอบ มีจริยธรรมสอดแทรก
และมีลักษณะของความยืดหยุ่นเพื่อความเหมาะสมอีกด้วย สาหรับหมวดหมู่ต่างๆท่ีถูกแบ่งไว้มีดังนี้ 1.
กฎหมายหมวดหนีศึก 2.คนตายกลางสนามรบ3.รบศึกกรณีได้หัว และไม่ไดห้ ัวข้าศึก 4.เสนาอมาตย์ตาย 5.ให้
ไพร่มีเวรผลัดเปล่ียนกัน 6.ไพร่กู้เงินทุน 7.ไพร่สร้างไร่นา โทษหนักสามสถาน 9.โทษประหารชวี ิต 10.
ลักษณะหมั้น 11.ลักษณะหยา่ 12.การแบง่ สินสมรส 13.ขอรบั มรดก 14.อายุความย่สี ิบปี 15.สาเหตวุ ิวาทกนั

จากหมวดกฎหมายเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงเป็นนักปราชญ์แห่งการปกครองอย่างแท้จริง
สมัยโบราณการศึกษายังไม่มีเป็นระบุ ไม่มีหลักสูตร ไม่มีสถาบันการศึกษา แต่พญามังรายมหาราชทรงรอบรู้
จากสติปัญญา จากสามัญสานึกและจินตนาการอันแหลมคมของพระองค์ กฎหมายพญามังรายมหาราชนั้นได้
กลายมาเป็นพืน้ ฐานของกฎหมายปัจจุบนั ทีไ่ ดร้ บั การพฒั นาสบื มา

วินิจฉัยมังรายฉบับเก่าแก่ที่สุดหลงเหลือมาถึงปัจจุบันเพียงฉบับเดียว คือ ที่พบ ณ วัดเสาไห้ คัดลอก
เอาไว้เมื่อ พ.ศ. 2342 และต่อมา ราชบัณฑิตยสถานแปลเปน็ ภาษาปัจจุบันเมื่อ พ.ศ. 2514

พระปรชี าสามารถในการตดั สินคดี
พญามงั รายมหาราชทรงเปน็ ตุลาการตัดสินความคดีระหวา่ งพ่อขุนรามคาแหงมหาราชแห่งอาณาจักร

สุโขทัย กับพญางาเมืองธรรมิกราช แห่งแคว้นพะเยา ดว้ ยความสุขุมรอบคอบ ในปีพ.ศ. 1830 โดยเกิดเหตุคือ
เรื่องชู้สาวระหว่าง พญาร่วง ( พ่อขุนรามคาแหงมหาราช ) แห่งเมืองสุโขทัย กับพระนางอ้ัวเชียงแสนราชเทวี
ของพญางาเมอื ง พญางาเมือง ทรงทราบเหตุกก็ มุ เอาพญาร่วงไว้ พอ่ ขุนงาเมือง ได้อัญเชิญพญามังรายมหาราช
ไปชว่ ยตัดสนิ ความ จะตัดสินเองก็ทรงกลัวท่จี ะกระทบไมตรตี อ่ พระสหาย พญามังรายมหาราชทรงทราบเหตกุ ็
จนิ ตนาการวา่ โบราญธรรมแตก่ ่อน เจ้าความย่อมมาสู่ผู้รู้ไต่ความพจิ ารณาด้วย บดั น้ีสหายท้ังสองเป็นความตอ่

กันหากกูไปพิจารณาความแห่งเขาท้ังสองบัดน้ี ครั้นจะให้มาตัดสินก็จักเป็นเวรแก่กันมากซะละ คร้ันกูจักเอา
พระร่วงมาตัดแตง่ สินไหมมนั กเ็ ป็นพระยามอี านภุ าพนัก จักมคี วามละอายซะละ

พญางาเมืองนายโจทย์ ไดแ้ จ้งโทษพระร่วงตอ่ พญามังรายมหาราชก่อน พญามังรายมหาราชจึงตรัสว่า
ดูราสหายเจา้ เราน้เี ป็นทา้ วพระยาใหญ่ได้ทรงน้ามุรธาภิเษกสรงเกศมียศบริวารทุกคนดังพญาร่วงนี้เล่า เขาเจ้า
ก็ได้มุรธาภิเษกในเมืองสุโขทัยพู้นแล้ว แม้นท้าวร่วงได้กระทาผิดสหายได้รักษาไว้ บัดน้ีสหายจึงนาพระร่วงมา
เราจักพจิ ารณาตามครรลองคุณและโทษ พญางาเมอื งก็หอื้ เอาพระร่วงเจ้ามาถาม พระร่วงเจ้าก็ปลงปฏญิ าณว่า
ได้ประพฤติผิดตามท่ีกล่าวหา ในวันรุ่งข้ึนพญามังรายมหาราชจึงแนะนาให้พ่อขุนรามคาแหงทรงเสียผี ในการ
เลา้ โลมสนมคนโปรดเป็นเงินเกา้ แสนเก้าหม่ืนเก้าพันเก้าร้อยเบ้ีย เงินจานวนน้ีพอ่ ขุนรามคาแหงมหาราชทรงไม่
มีติดตัวมา พญามังรายมหาราชจึงทรงออกให้แทนต่อจากนั้นก็ทรงสาบานเป็นมิตรที่ดีต่อกัน ไม่มีการฆ่าฟัน
หรือรุกรานกัน โดยทรงกีดเลือดสาบานบริเวณริมฝ่ังแม่น้าขุนภู สถานท่ีที่พญาทั้งสามหันหลังพิงกันกล่าวคา
สาบานต่อมาไดก้ ลายเปน็ แมน่ ้าช่ือวา่ ลาน้าแม่อิง

พระปรชี าสามารถในการพัฒนาคุณภาพชวี ิตของประชากร
จุลศักราช 648 จากประชุมพงศาวดารภาคท่ี 5 ฉบับหอสมุดแห่งชาติ ตอนหนึ่งว่า ถึงปจี อ จุลศักราช

648 พญามังรายมหาราชจึงย้ายมาสร้างเวียงกุมกาม ณ ท่ีใกล้น้าแม่ระมิงค์ ให้ขุดคูเวียงท้ังสี่ด้าน ไขน้าแม่
ระมิงค์เข้าขังในคูและตั้งลาเวียงรอบทุกเบื้อง ให้ขุดหนองสระอันหนึ่ง ณ ท่ีใกล้เรือนหลวง ยามเมื่อขุดนั้น
พญามงั รายมหาราชทรงเยี่ยมหน้าต่างดูคนคนทาการทุกวัน ทั้งนี้เพ่ือให้ราษฎรมีน้าในการทาการเกษตร ตอ่ มา
ได้ทรงต้ังตลาดกุมกามให้เป็นที่ซื้อขายแก่คนทั้งหลายเป็นที่สนุกยิ่งนัก แสดงให้เห็นถึงพญามังรายมหาราชทรง
มีวิสัยทศั น์กวา้ งไกลตอ่ การดารงชพี ของชุมชน

ดา้ นการศาสนา

พระธาตุหริ ิภญุ ชยั ในอดีต
ในปี พ.ศ. 1824 พญามังรายมหาราช ตีได้เมืองหริภุญชัย ก็ได้ทรงทานุบารุงพระพุทธบาทตากผ้า
ตอ่ มา จนสิ้นราชวงศเ์ มง็ ราย เกิดศึกสงครามบ้านเมืองรา้ ง วดั พระพุทธบาทตากผ้าก็เส่ือมโทรมไปปัจจุบนั พระ
พุทธบาทตากผ้า ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระพุทธบาทตากผ้า บนเนินเขาระหว่างดอยม่อนช้าง กับดอยเครือ
ตาบลมะกอก อาเภอป่าซาง จังหวัดลาพูน ห่างจากตัวเมืองลาพูนไปทางทิศใต้ประมาณ 22 กิโลเมตร รอย
พระพุทธบาทประดิษฐานอยู่ในวิหารจตุรมุข มีอยู่สองรอย คือรอยพระพุทธบาทใหญ่ มีขนาดกว้างประมาณ
หน่ึงเมตร ยาวประมาณสองเมตรคร่ึง รอยพระพุทธบาทเล็ก มีขนาดกว้างประมาณ 32 นิ้ว ยาวประมาณ
1 เมตร กบั 26 นว้ิ
ตามตานานกล่าววา่ ในสมัยพุทธกาล ณ เวลาใกล้รุ่งวันหนึ่ง พระพุทธองค์ได้ทรงแผ่ข่ายพระญาณ เพ่ือ
ตรวจดูสัตว์โลกผู้ควรแก่การบรรลุธรรม ก็ทรงทราบด้วยพระอนาคตังสญาณ (พระญาณหยั่งรู้ความเป็นไปใน
อนาคตตามความเป็นจรงิ ) วา่ ในดินแดนสวุ รรณภูมิ (คือดนิ แดนทสี่ ว่ นใหญเ่ ปน็ ทต่ี ้งั ของประเทศไทยในปจั จุบนั )
จะเปน็ ทปี่ ระดษิ ฐานพระพทุ ธศาสนา อยา่ งมั่นคงตอ่ ไปในอนาคต สมควรที่พระองค์จะเสด็จไปประดิษฐานพระ
ศาสนาไว้ เมื่อทรงมีพระดารินั้นแล้ว จึงได้เสด็จมาสู่สุวรรณภูมิโดยพุทธนิมิต มีพระอานนท์เป็นปัจฉาสมณะ
(ตามเสด็จ) พระองค์ได้เสด็จจาริกมาตามคามนิคมชนบทตา่ ง ๆ จนถึงถ้าตับเต่า ถ้าเชียงดาว พระนอนขอนม่วง
พระบาทย้ังหวีด และพระธาตุทุ่งตุม ตามลาดับ ได้ทรงเหยียบรอยพระบาท และประทานพระเกศาธาตุ
ประดิษฐานไว้ในที่นน้ั ๆ ตามควรแกพ่ ุทธอชั ฌาศัย แล้วเสด็จเลยี บลงมาตามฝ่งั แม่นา้ ปงิ จนถงึ วงั นา้ แห่งหนง่ึ มี
น้าใสสะอาด มีที่ราบเตียนงาม พระพุทธองค์จึงได้ทรงหยุดพักและทรงเปล้ืองจีวรให้พระอานนท์นาไปซัก
สถานที่พระอานนท์เอาจีวรไปซักน้ีได้ช่ือว่า วงั ซักครัว มาจนถึงปัจจุบัน เป็นจุดที่อยู่ทางใต้ของสบกวง อันเป็น

ที่แม่น้ากวง ไหลมาบรรจบกับแม่น้าปิง ส่วนจุดที่ตากจีวรซ่ึงอยู่ใกล้ ๆ กันนั้น เป็นเนินศิลา บนผิวศิลาปรากฎ
เป็นรอยตารางรูปสี่เหล่ียมจตุรัส คล้ายกับผ้าจีวร ซ่ึงจะเห็นเป็นตารางคล้ายแนวคันนาของอินเดียในสมัยน้ัน
ต่อจากนั้น พระพุทธองค์ก็ได้เสด็จข้ามแม่น้า แล้วจาริกไปตามลาดับ จนถึงบ้านแห่งหนึ่งไม่ห่างจากดอยม่อน
ช้างมากนัก พระองค์ก็ทรงหยุดยืน แล้วผินพระพักตร์หวา่ ย (บ่าย) ไปทางทิศตะวนั ตกเฉียงใต้ บ้านนั้นจึงไดช้ ่ือ
ว่า บ้านหว่าย ซ่ึงปัจจุบันคือบ้านหวาย จากนั้นก็เสด็จไปถึงลานผาลาด ซ่ึงปัจจุบันคือบริเวณท่ีต้ังวัดพระพุทธ
บาทตากผ้า ณ ที่น้ี พระพุทธองค์ได้เหยียบพระบาทประดิษฐานรอยพระบาทลงไว้บนผาลาด แล้วตรัส
พยากรณ์ไว้วา่

พระพุทธบาทตากผา้ จังหวดั ลาพนู
" ดูกรอานนท์ สถานท่ีแห่งนีจ้ ะปรากฎช่อื ว่า พระพุทธบาทตากผ้า โดยนิมิตที่เราตถาคต มาหยุดพักตาก
ผ้ากาสาวพัสตร์นี้ และจะเปน็ ปชู นียสถานท่ีสักการะบูชาของมหาชน ผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จะ
อานวยประโยชนส์ ขุ แก่ปวงชน ตลอด 5,000 พรรษา"หลังจากน้ัน พระพทุธองค์ก็เสด็จไปทางทิศตะวันออก ถึง
หวั ดอยม่อนช้าง แล้วทรงประทับนอนแบบสีหไสยาสน์ ณ ที่น้ัน จากน้ันได้ประทานพระเกศาแก่ตายายสองคน
ผัวเมีย ผู้เข้ามาปฏิบัติบารุงพระพุทธองค์ด้วยภัตตาหารและน้า ต่อมาได้มีผู้ศรัทธาสร้างพระพุทธรูปปางสีห
ไสยาสนข์ ้นึ ไว้ ณ ท่ีนน้ั ไดช้ ือ่ วา่ พระนอนม่อนชา้ ง มาจนถึงปจั จบุ นั นี้
เมอ่ื ประมาณพทุ ธศตวรรษที่ 3 พระเจา้ อโศกมหาราชแหง่ ชมภูทวปี ไดส้ ง่ พระโสณะ และพระอุตตระ มา
เผยแพร่พระพทุ ธศาสนาในสวุ รรณภูมิ ในคร้ังน้ันมหาชนผู้ได้รับแสงสวา่ งจากพุทธธรรม จึงไดส้ ร้างวดั พระพุทธ
บาทตากผา้ ขึ้น และได้เเป็นปชู นียสถานสาคัญทางพระพุทธศาสนา นับแต่นั้นมาจนประมาณปี พ.ศ. 1200เศษ
พระนางจามเทวีได้ครองนครหริภุญชัย (ลาพูน) พระนางมีความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก ได้ทรง
สรา้ งมณฑปครอบรอยพระพุทธบาท แลว้ จัดใหม้ กี ารเฉลิมฉลองเป็นการใหญ่

กูพ่ ญามังราย ทว่ี ดั ดอยงาเมอื ง เชียงราย

พระราชโอรส และพระราชบตุ รและพระราชธดิ าบญุ ธรรม

พญามังรายมีพระราชบุตรเท่าใดไม่ปรากฏชัด แต่ปรากฏว่า พระราชบุตรพระองค์หัวปี พระนามว่า
ขุนเครื่อง น้ัน ทรงให้ไปครองเมืองเชียงราย แต่ภายหลังคิดกระบถ จึงทรงให้คนไปฆ่าท้ิงเสีย พระราชบุตร
พระองค์ที่สอง คือ ขุนคราม ผู้ตีได้นครเขลางค์ดังกล่าวข้างต้น และพระองค์ท่ีสาม คือ ขุนเครือ โปรดให้กิน
เมืองพร้าว แต่ต่อมาถูกพระองค์เนรเทศไปเมืองกองใต้ และชาวไทยใหญ่พากันสร้างเมืองใหม่ให้ขุนเครือ
ปกครองแทน

พญามังรายมหาราช ได้ทรงรับราชบุตรและราชธิดาบุญธรรม ในช่วงอายุ 74 – 80 ปีก่อนสวรรคต
ราชธิดาบุญธรรมพระองค์แรก คือ เจ้าหญิงธรรมธารี พระธิดากษัตริย์แห่งอาณาจักรพุกาม (เขตพม่า) ก่อน
เมืองแตก ราชบุตรบุญธรรม พระองค์ท่ีสอง คือ เจ้ายอดเมือง (เจ้าแสนต่อ) ราชบุตรของเจ้าเมืองเวียงกาหลง
(ปัจจุบนั คอื ตาบลเวยี งกาหลง อ.ป่าแงะ จ.เชยี งราย)

พญามังรายสวรรคต

พญามงั รายมหาราช ทรงสวรรคตเม่ือ พ.ศ.1851 พระชนม์ได้ 80 พรรษาโดยทรงสวรรคตขณะที่ทรง
ทอดพระเนตรตลาด เวลานน้ั เปน็ เวลากลางวันท้องฟา้ สว่างปราศจากเมฆหมอกใดๆ แต่ทันใดน้ันก็ปรากฏเมฆ
ตง้ั เค้าลมพัดแรงและฝนตกลงมา ในทันทีก็มีอสุนีบาตมายังองค์ของพญามังรายมหาราชเจ้าทาให้ทรงสวรรคต
บนหลังช้างระหว่างกลางตลาดน้ันเอง เช่ือกันว่าเป็นปาฏิหาริย์ของพระนางอั้วมิ่งเวียงไชยเน่ืองจากทรงระลึก
ได้ว่าพญามังรายทรงผิดคาสาบาน ท่ีพระองค์ทรงสาบาน ในเม่ือประทับ อยู่ที่เชียงแสนว่า จะมีมเหสีเพียง
พระองค์เดียว พระนางจึงสละพระองค์ออกจากพระราชวงั ออกบวชชี ซึ่งเช่อื กันว่า ตอ่ มาบริเวณที่พระนางไป
บวชน้ัน เปน็ เวียงกมุ กามหลงั จากน้ัน พญาไชยสงคราม(เจ้าขุนคราม) พระโอรสได้จัดพิธีปลงพระศพแล้วสร้าง
สถูปบรรจุอัฐิของพระบิดาไว้ที่ตลาดกลางเมือง กู่วัดดอยงาเมือง จังหวัดเชียงรายและปลูกต้นโพธิ์ไว้ที่สถูปน้ัน
ทัง้ ยังสรา้ งร้วั ลอ้ มบริเวณดงั กล่าวไวด้ ว้ ยและพระราชโอรสพญาชยั สงครามได้ครองเมอื งเชียงรายต่อมา

การที่พระองค์สวรรคตท่ีตลาดเป็นสิ่งซึ่งแสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงสนับสนุนสนใจเศรษฐกิจของ
บ้านเมืองอย่างย่ิง ทรงมีพระทัยใส่ในการทามาหากินของราษฎรอยู่เสมอ อันส่งผลให้ราษฎรของพระองค์มี
การกินดีอยู่ดี มีความม่ังคงทางเศรษฐกิจ จนนาความม่ันคงทางเศรษฐกิจมาส่งเสริมกิจการทหารได้ พญามัง
รายมหาราขจึงทรงเปน็ มหาราชที่สนบั สนุนส่งเสรมิ กจิ การเศรษฐกจิ ของบ้านเมอื งอยา่ งแทจ้ รงิ

พญามังรายมหาราช ทรงเปน็ กษตั รยิ ท์ ่ีเข้มแข็งและกล้าหาญในการศึกสงครามจะเห็นได้จากการขยาย
อาณาเขตไปยังนครหริภุญชยั เน่ืองจากทรงเห็นวา่ เป็นเมืองท่ีรุ่งเรืองด้วยการค้า นอกจากนี้การท่ีพระองค์ทรง
ขยายอาณาเขตไปอย่างกวา้ งขวางทงั้ ทรงมีสายพระเนตรไกล เป็นกษัตริย์นักพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ พระอัจฉริยะและ
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ท่ีมีต่ออาณาประชาราษฎรตลอดพระชนม์ชีพ จึงได้รับเทิดพระนามให้ทรงเป็น
มหาราชอกี พระองคห์ นงึ่

..............................................................................................

แหลง่ ข้อมูลอา้ งองิ

กรมศลิ ปากร. (2518). ชนิ กาลมาลีปกรณ์. (พิมพค์ รั้งที่ 5). กรงุ เทพฯ: บารงุ นกุ ลู กิจ.
ประเสรฐิ ณ นคร. (2549, กมุ ภาพนั ธ)์ . ประวัตศิ าสตรเ์ บ็ดเตลด็ . กรุงเทพฯ: มตชิ น. แหล่งข้อมูลอื่น
ประเสรฐิ ณ นคร. (2514). มงั รายศาสตร์ ดร.ประเสรฐิ ณ นคร เรยี บเรยี งเป็นภาษาปจั จบุ ัน. กรุงเทพฯ: ?.
พงศาวดารโยนก ฉบบั หอสมดุ แห่งชาต.ิ (2507). กรุงเทพฯ: คลงั วิทยา. ISBN -.
เพญ็ สภุ า สุขคตะ ใจอินทร.์ (2555, 24 สิงหาคม). 750 ปี 'พระญามงั ราย' หรือ 'พอ่ ขนุ เมง็ ราย'?.
สถาบันวิจยั สังคม มหาวิทยาลยั เชียงใหม่. (2524). ตานานสบิ ห้าราชวงศ์, (เล่มที่ 1). เชยี งใหม่:

มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่.
th.wikipedia.org/wiki/พญามังราย
www.youtube.com/watch?v=tfTIoMRoNRE
www.youtube.com/watch?v=Plub0I3A4B8
https://mbasic.facebook.com/.../พ่อขนุ เม็งรายมหารา.
www.sac.or.th/main/content_detail.php?content_id...
www.thamnaai.com/index.php?lay=show&ac
www.klangcri.com/porkunmangcri.doc

................................................................................


Click to View FlipBook Version