พระราชประวัติ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยู่หัว
รัชกาลที่ 4 แหง่ ราชวงศจ์ กั รี )งบบั ปรบั ปรงบ (
ผเู้ รยี บเรยี งนายประสาร ธาราพรรค์
พระมหากษัตริย์ในราชจักรีวงศ์ พระราชประวัติที่ผู้ศึกษาจะต้อง
รู้สึกแปลกใจ พิศวงสงสัย อาทิพระองค์เป็นผู้มีสิทธ์ิพร้อมสมบูรณ์ท่ีจะได้
ข้นึ ครองราชย์ตอ่ จากพระราชบดิ า แต่เมื่อถึงเวลากลับไมไ่ ด้ขึ้นครองราชย์
ต้องหนีราชภัยไปผนวชถึง 27 ปี แต่ท้ายสบดยังได้กลับข้ึนครองราชย์ อีก
ทั้งพระองค์ยังทรงก่อให้เกิดมหาราช 2 พระองค์คือ พ่อขบนรามคาแหง
มหาราช และ พระปิยมหาราช อีกท้ังพระองค์ยังทรงเป็น
พระมหากษัตริย์นักบวชผู้ก่อกาเนิดธรรมยบติกนิกาย และหากจะกล่าวถึง
ความรู้ความสามารถพระอัจงริยภาพทางด้านวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์
จนไดร้ บั การยกยอ่ งทรงเปน็ “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย”
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ ฯ จกั รวี งศ์
ชนพศิ วง พระราชประวัติ นา่ กลา่ วขาน
ออกผนวช หนรี าชภัย อย่างยาวนาน
ทรงสบื สาน การศาสนา 27 ปี
ทรงกอ่ เกดิ นกิ าย ธรรมยบติ
ศลี พสิ ทบ ธ์ิ ตามพระธรรมวนิ ัย พสิ ษิ ฐศ์ รี
ทรงธดบ งค์ เดนิ ทางไป ทว่ั ธาตรี
พระบารมี พบศลิ าจารกึ พอ่ ขนบ รามฯ
ขน้ึ ครองราชย์ ทรงปกครอง แบบอารยประเทศ
พระทรงเดช เปลย่ี นชอ่ื ชาติ เป็นสยาม
เปลย่ี นธงชาติ เปน็ ชา้ งเผอื ก แสนงดงาม
ทกบ เขตคาม ปรบั ทันสมยั ไทยมนั่ คง
ทรงคานวณ พยากรณ์ สรบ ยิ คราส
ธ ชาญงลาด แสนแมน่ ยา สมประสงค์
ท่หี วา้ กอ เมืองประจวบ แดนไพรพง
เหตกบ ารณต์ รง ทรงพยากรณ์ เรอ่ื งอศั จรรย์
ทรงแตง่ ทตู เจรญิ พระราชไมตรี หลากหลายชาติ
คานอานาจ ชาตติ ะวันตก ไมแ่ ปรผนั
ทรงฝกึ ทหาร แบบยบโรป พร้อมโรมรนั
คาประพนั ธ์ ทรงเสกสรร เลศิ วไิ ล
ตลบ าการ ทรงประยบกต์ใช้ แบบตะวนั ตก
เพ่อื พสก ทรงดแู ล และแกไ้ ข
พระอจั งรยิ ภาพ เลอื่ งลือ ระบอื ไกล
นกิ รไทย เทดิ องคไ์ ท้ ไวน้ ิรนั ดร์
.................................................
ประสาร ธาราพรรค์ รอ้ ยกรอง
พระราชประวัติพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 เป็นพระราช
โอรสองค์ท่ี 43 ในพระบาทสมเด็จพระพบทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2
กับกรมสมเด็จพระศรีสบริเยนทราบรมราชินี ทรงประสูติเม่ือวันที่
17 ตบลาคม พ.ศ. 2347 ตรงกับข้ึน 14 ค่า เดือน 11 ปีชวด งศก จ.ศ.
1166 และมพี ระนามเรียกขานว่า “ทลู กระหม่อมฟ้าพระองค์ใหญ่”
การศกึ ษา
พระบาทสมเดจ็ พระพระพทบ ธเลศิ หลา้ นภาลัย
เม่ือทรงพระเยาว์ได้ทรงศึกษาหาความรู้ด้านอักขรภาษาไทย กับ
สมเด็จพระพบทธโฆษาจารย์ )ขบน( แห่งวัดโมลีโลกยาราม นอกจากนั้น
พระองคย์ ังได้ทรงศึกษาวิชาสาหรับกษัตริย์ อาทิ ตาราพิชัยสงคราม การ
ฝกึ หดั อาวบธ วชิ าคชกรรม วชิ าโหราศาตร์ อีกทง้ั พระองคย์ งั ทรงสนพระทยั
ในการศึกษาภาษาต่างประเทศเปน็ อยา่ งยงิ่
ในปี พ.ศ. 2355 เมื่อพระชนมายบได้ 9 พรรษา สมเดจ็ พระบรมชนก
นาถ พระบาทสมเด็จพระพระพบทธเลิศหล้านภาลัย มีพระราชประสงค์ที่
จะให้เป็นเกียรติอนั ยง่ิ ใหญ่ แกพ่ ระองค์ทที่ รงเป็นพระราชโอรสทที่ รงศักดิ์
เป็นเจ้าฟ้าพระองค์ใหญ่ โปรดให้ต้ังการพระราชพิธีมหาพิชัยมงคลสรง
สนานรบั พระปรมาภิไธย หรอื เรียกยอ่ ๆ วา่ “พระราชพธิ ลี งสรง” โดยจดั
ตามพระราชประเพณี ซึ่งเป็นการจัดอย่างถูกต้องครบถ้วนกระบวนพิธี
นับเป็นครั้งแรกท่ีจัดพิธีน้ีขึ้นในกรบงรัตนโกสินทร์ และพระองค์ได้รับ
พระราชทานนามจารึกในพระสบพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ
เจา้ ฟา้ มงกฎบ สมมบติเทวาวงศ์ พงศอ์ ศิ วรกษัตริยข์ ัตติยราชกบมาร”
เสดจ็ ออกศกึ สงคราม
พ.ศ. 2358 สมิงสอดเบา และพวกมอญเมืองเมาะตาเลิม ก่อการ
กบฏต่อพม่า ได้พาครอบครัวเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารถึง 40,000
คน สมเด็จพระบรมราชชนก รัชกาลท่ี 2 โปรดให้สมเด็จเจ้าฟ้า
มงกบฎ พระราชโอรส ซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายบ 11 พรรษา เป็นแม่ทัพคบม
กาลังไพร่พลไปรับครัวมอญ ท่ีด่านเจดีย์สามองค์ เมืองกาญจนบบรี โดยมี
เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทกั ษ์มนตรีเป็นพระอภิบาล
เม่ือพระองค์ เจริญพระชนมายบได้ 13 พรรษา สมเด็จพระราชบิดา
ทรงจัดให้มีพระราช พิธีโสกันต์พระองค์ข้ึนอย่างยิ่งใหญ่ มีเขาไกรลาศสูง
เจ็ดวา มีมณฑปยอดเขา และมีขบวนแห่ตามระบอบโบราณราช
ประเพณี และในปี พ.ศ.2360 พระองค์ทรงผนวชเป็นสามเณรโดยมี
สมเดจ็ พระญาณสงั วรณเ์ ป็นพระอบปชั ฌาย์และประทับ ณ วดั มหาธาตเบ ปน็
เวลา 7 เดอื น และเม่ือทรงลาผนวชก็เสด็จประทับในพระราชวังฝ่ายหน้า
พระตาหนักอยู่หน้าพระท่ีน่ังดบสิตมหาปราสาท พระองค์ทรงมีพระหฤทัย
ใฝ่ในพระพบทธศาสนาทรงเสด็จไปศึกษาธรรมะท่ีวัดอรบณราชวรารามอยู่
เนือง ๆ ครั้นเม่ือพระชนมพรรษาควรแก่การรับราชการ สมเด็จพระบรม
ชนกนาถโปรดให้ทรงเข้ารับราชการในหน้าท่ีอธบิ ดีกรมมหาดเลก็
ทรงผนวช
ในช่วงปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพบทธเลิศหล้านภาลัย
บรรดาโหราจารย์ได้ทานายทายทัก สมเด็จเจ้าฟ้ามงกบฎโชคร้ายต้องราหู
อีกท้ังมีลางร้ายคือช้างเผือกคู่บบญบารมีรัชกาลท่ี 2 ล้ม เพื่อแก้ลางร้าย
บรรดาพระญาติเชื้อพระวงศ์จึงอันเชิญให้สมเด็จเจ้าฟ้ามงกบฎผนวชอีกท้ัง
พระชนมายบครบอบปสมบท ได้ทรงผนวช เม่ือ พ.ศ. 2367 ณ วัดพระศรี
รัตนศาสดาราม โดยมีพระสังฆราช )ด่อน( วัดมหาธาตบ เป็นพระ
อปบ ฌาย์ และพระองคม์ ีพระงายาวา่ “วชิรญาณภกิ ขบ” ประทบั วัดมหาธาตบ
3 วัน แลว้ เสดจ็ จาพรรษาท่วี ัดสมอราย )วดั ราชาธริ าช(
พระภิกษบเจ้าฟ้ามงกบฎทรงผนวชได้ 2 สัปดาห์ สมเด็จพระบรมราช
ชนก พระบาทสมเด็จพระพบทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงพระประชวร
กะทนั หัน มพี ระอาการอ่อนซมึ มึนและเมอ่ื ยพระองค์ได้เสวยพระโอสถชอื่
ไนเพชรซ่ึงพระองค์เคยเสวย คร้ันเสวยแล้วเกิดพระอาการร้อนเป็นกาลัง
จึงเสวยพระโอสถอีกขนานชื่อทพิ ยโ์ อสถ พระอาการกไ็ มค่ ลาย เอย่ กระแส
พระราชดารัสไม่ได้ ยังมิทันมอบหมายราชสมบัติให้แก่ผู้ใดก็เสด็จ
สวรรคตเมื่อวันพบธ เดือน 8 แรม 11 ค่า เวลาย่าค่าแล้ว 5 บาท ปีวอก
จ.ศ. 1186 พ.ศ. 2367
พระบาทสมเด็จพระนงั่ เกลา้ เจ้าอยู่หวั ขน้ึ ครองราชย์
พระบาทสมเด็จพระนงั่ เกลา้ เจา้ อย่หู ัว
ในฐานะท่ีพระภิกษบเจ้าฟ้ามงกบฎทรงเป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ใน
สมเด็จพระบรมราชินี ดังนั้น ราชบัลลังก์จึงสมควรเป็นของพระองค์ แต่
ในขณะนั้นพระเจ้าลูกยาเธอกรมหม่ืนเจษฎาบดินทร์ พระราชโอรสองค์
ใหญ่ที่ประสูติจากพระสนมเจ้าจอมมารดาเรียม มีพระอานาจเหนือผู้ใด
ทาใหพ้ ระบรมวงศานบวงศแ์ ละขบนนางผใู้ หญต่ า่ งพากนั เหน็ วา่ พระเจา้ ลูกยา
เธอกรมหม่ืนเจษฎาบดินทร์สมควรจะครองราชสมบัติรักษาแผ่นดินสืบ
บรมราชตระกูลต่อไป จึงอันเชิญเสด็จขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงพระ
นามว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ช่วงการเปล่ียนแปลง
แผ่นดินพระภิกษบเจ้าฟ้ามงกบฎได้ถูกควบคบมพระองค์ไว้ในโบสถ์วัดพระศรี
รัตนศาสดาราม เม่ือเหตบการณ์สงบก็ได้รับการปล่อยตัวให้เสด็จกลับจา
พรรษาอยู่ท่ีวัดสมอรายตามเดิม รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า
เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พระภิกษบเจ้าฟ้ามงกบฎจึงครองเพศบรรพชิตตลอด
รัชกาล ซ่ึงกินเวลาถึง 27 ปี โดยจาพรรษาอยู่วัดมหาธาตบ วัดสมอราย
12 ปี 6 เดือน และทรงครองวัดบวรนเิ วศวหิ ารเป็นเวลา 14 ปี 3 เดอื น
วัดสมอรายหรือวดั ราชาธวิ าส
ในพรรษาแรกพระภิกษบสมเด็จเจ้าฟ้ามงกบฎได้ทรงศึกษาทาง
สมถวิปัสสนาท่ีวัดสมอราย 1 ปี และในพรรษาต่อมาได้ศึกษาสมถวิปัส
สนาต่อท่ีวัดพลับ)วัดราชสิทธ์ิ( พระองค์ศึกษาได้รวดเร็วจน
แตกงาน ตอ่ มาได้หนั มาศกึ ษาทางดา้ นคันถะธบระพระไตรปิฎก พระธรรม
วินัย พระปริยัติธรรม จากพระวิเชียรปรีชา )ภู่( เป็นเวลา 3 ปี จนมี
ความรแู้ ตกงานและสามารถแปลพระปรยิ ตั ธิ รรมไดค้ ลอ่ งแคลว่ รวดเรว็ จน
กิตติศัพท์เล่าลือว่า พระภิกษบเจ้าฟ้ามงกบฎ ออกทรงผนวชได้เพียงไม่ก่ี
พรรษาก็สามารถแปลพระไตรปิฎกได้เช่ียวชาญแตกงาน จนความทราบ
ไปถึงพระเนตรพระกรรณพระบาทสมเดจ็ พระน่งั เกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์
ทรงปิติยินดีและโปรดให้พระภิกษบเจ้าฟ้ามงกบฎเข้าแปลพระปริยัติธรรม
หน้าพระที่น่ังโดยพระราชาคณะผู้ใหญ่เป็นองค์คณะผู้สอบไล่พระปริยัติ
ธรรมซง่ึ ทรงแปลถึงประโยค 4 จึงทรงยบติ เนื่องจากทรงได้ยนิ เสยี งกระซิบ
แสดงความไม่พอพระทยั ในการแปลพระปรยิ ัตธิ รรมของพระองคจ์ ากกรม
หลวงรักษ์รณเรศ)หม่อมเจ้าไกรสร โอรสรัชกาลที่ 1 ) ในการแปลครั้งนี้
นับว่าเป็นครั้งแรกในประวิติศาสตร์ที่มีพระภิกษบที่เป็นเชื้อพระวงศ์ช้ันสูง
เข้าแปลพระปริยัติธรรมหน้าพระที่นั่งพระมหากษัตริย์ ต่อมา
พระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกล้าเจ้าอยูห่ วั ไดท้ รงแตง่ ตงั้ พระภกิ ษเบ จา้ ฟา้ มงกฎบ
เป็นพระราชาคณะและเป็นคณะกรรมการผู้สอบไล่พระปริยัติธรรมของ
คณะสงฆ์ไทยด้วยพระองค์หน่ึง
วัดมหาธาตยบ วบ ราษฎรร์ งั สฤษฎ์ิ
ปีระกา พ.ศ. 2368 ทรงย้ายจากวัดสมอรายมาจาพรรษา ณ วัด
มหาธาตบ จากทพี่ ระองคไ์ ด้ทรงศกึ ษาภาษามคธในพระคัมภรี ์พระไตรปิฎก
โดยละเอยี ดทกบ งบับทงั้ ทรงสอบสวนข้อธรรมวินัยในพระพทบ ธศาสนา ทรง
พบว่าวินัยลัทธิท่ีพระสงฆ์ไทยประพฤติปฏิบัติกันอยู่โดยมากในเวลานั้น
คลาดเคลอื่ นจากพระพบทธบญั ญัติเปน็ อนั มาก พระองค์จงึ ทรงใคร่ครวญท่ี
จะหาผ้มู ีความร้แู ตกงานเชยี่ วชาญในพระธรรมวนิ ยั และไตรปฎิ กตามพระ
พบทธบัญญัติที่แท้จริง และต่อมาก็ทรงได้ทราบข่าวว่ามีพระมอญรูปหน่ึง
ชื่อ ชาย ซ่ึงภาษาไทย แปลว่าผ้ึง มีงายาทางพระว่า “พบทธวังโส” เป็น
พระราชาคณะมอญ มีสมณศักดิ์ “พระสบเมธาจารย์” เป็นผู้เชี่ยวชาญลบ่ม
ลึกในพระธรรมวินัยพระไตรปิฎกย่ิงนัก โดยเข้ามาจาพรรษา ณ วัดบวร
มงคล ฝ่ังตรงข้ามกับวัดมหาธาตบ และเมื่อพระองค์ได้เสด็จไปหาแล้วทรง
ธรรมสากัจงา ซักถามพระธรรมวินัย พระสบเมธาจารย์ก็ตอบได้อย่าง
ชัดเจนแจ่มแจ้งเป็นที่พอพระทัยยิ่งนัก บังเกิดความเลื่อมใสในลัทธิอย่าง
มอญ และทรงตั้งพระทัยที่จะทรงปฏิบัติพระธรรมวินัยในลัทธิของมอญ
ตัง้ แต่บดั น้ันเป็นต้นมา
วัดสมอราย วดั ราชาธวิ าสราชวรวิหาร
ในปี พ.ศ. 2372พระภิกษบเจ้าฟ้ามงกบฎได้ออกจากวัดมหาธาตบมา
ประทับจาพรรษาท่ีวัดสมอราย และได้ต้ังคณะธรรมยบติกนิกายข้ึนโดยมี
พระท่มี ารว่ มประพฤตวิ ินัยอยา่ งเครง่ ครัดเปน็ พระเถระผู้เปน็ ต้นวงศ์ธรรม
ยบติ 10 รูป อาทิ พระปัญญาอัคคเถระ คือสมเด็จพระสมณเจ้ากรมพระ
ยาปวเรศวริยาลงกรณ์ วัดบวรนิเวศวิหาร พระปบสสเถระ คือ สมเด็จ
พระสังฆราช )สา( วัดราชประดิษฐ์ พระพบทธสิริเถระ คือ สมเด็จพระวัน
รัต )ทับ( เป็นต้น อีกท้ังทรงให้การบรรพชาอบปสมบทแก่กบลบบตรที่ศรัทธา
เลื่อมใสและทรงสงเคราะห์คฤหัสถ์ด้วยธรรมกถาอนบสาสโนวาทในธรรม
วินัยสวนะ ทรงเปลี่ยนแปลงวธิ คี รองผ้าเป็นครองแหวกตามอยา่ งพระสงฆ์
รามัญ ทรงทานบบารบงการปฏิบัติของสงฆ์ให้ต้ังอยู่ในสังวร ไม่งมงายนา
ไสยศาสตร์มาเก่ียวข้อง ใช้ความตริตรองให้เห็นประโยชน์แห่งการปฏิบัติ
โดยเครง่ ครัดในธรรมวินยั
สงั ฆราชปัลเลกวั ส์)Pallegoiux)
ในคร้ังท่ีพระองค์ประทับอยู่ ณ วัดสมอราย ได้ทรงรู้จักกับท่าน
สังฆราชปัลเลกัวส์)Pallegoiux) ชาติฝรั่งเศส ท่านสังฆราชได้สอนภาษา
ลาตินให้กับพระองค์ โดยพระองค์ได้ทรงสอนภาษาบาลีเป็นการ
แลกเปลี่ยน อีกทั้งเม่ือประทับอยู่ ณ วัดบวรนิเวศ พระองค์ได้ทรงติดต่อ
หมอสอนศาสนานิกายโปรแตสแตนท์ชาวอเมริกา คือด๊อกเตอร์คาสเวลล์
)Caswell) บรัดเล )Bradley)และเฮาซ์ )House) พระองค์ได้ศึกษา
ภาษาอังกฤษกับท่านเหล่าน้ี ได้ทรงเรียนพูดและเขียนได้อย่าง
คล่องแคล่ว นอกจากน้ันพวกหมอสอนศาสนาได้ช่วยเหลือพระองค์ใน
การศกึ ษาวิทยาการแผนใหม่ โดยเงพาะอย่างยิ่งวิชาภูมิศาสตร์และดารา
ศาสตร์ซึ่งพระองคส์ นพระทัยเป็นอนั มาก
พระปฐมเจดยี ์
ปี พ.ศ. 2374 พระภิกษบเจ้าฟ้ามงกบฎได้เสด็จไปยังเมืองนครชัยศรี
(จังหวัดนครปฐม(นมัสการพระปฐมเจดีย์ ซ่ึงในสมัยนั้นเดินทางไป
ยากลาบากเพราะเป็นป่ารกชฏั พระองค์ทรงเล่ือมใสและเชือ่ ถือวา่ คงเป็น
เจดีย์สถานของเก่า และใหญ่โตมั่นคงย่ิงกว่าพระเจดียฐานในเขตแดน
สยาม และทรงคาดว่าน่าจะมีพระบรมธาตบของสมเด็จผู้มีพระภาคเจ้า
ประดิษฐาน ณ เจดียแ์ ห่งน้ี
พระสมั พทบ ธพรรณี
พระองค์ได้ทรงอธิษฐานขอให้เทพยดาผู้ทรงรักษาพระมหาเจดีย์น้ี
จงมเี มตตากรณบ าแบ่งพระบรมธาตบ 2 องค์ เพ่ือนาไปบรรจบในพระพบทธรูป
ท่ีหล่อใหม่ มีพระนามว่า “พระสัมพบทธพรรณี” และบรรจบในพระเจดีย์
ทองเหลืองห้บมเงินองค์หนึ่ง เพื่อไว้เป็นที่เคารพบูชาในกรบงเทพฯ ต่อไป
โดยตั้งพานแก้วไว้ในโพรงพระเจดียฐานด้านตะวันออก แต่เม่ือนาพาน
กลับมาก็หามีส่ิงใดไม่ ต่อเม่ือเสด็จนิวัติกลับกรบงเทพฯมาได้เดือนเศษ ณ
หอพระวัดมหาธาตบได้เกิดอัศจรรย์ ประมาณเวลา 5 ท่บม ขณะท่ีพระสงฆ์
สวดมนตรไ์ ดป้ รากฏควนั สีแดงคล้บงขน้ึ และมกี ลิน่ หอมเหมอื นควนั ธปู เทยี น
บริเวณพระพบทธรูปประธานพระพบทธเนาวรัตน์ จนดูพระองค์เป็นสีแดง
เหมือนสีนาก วันร่บงขึ้นพระสงฆ์ในวัดมหาธาตบได้นาความขึ้นกราบทูลให้
พระองค์ทรงทราบ พระองค์จึงเสด็จลงมาทอดพระเนตรพระพบทธ
เนาวรัตน์ทรงเห็นมีพระบรมสาริกธาตบที่บรรจบในองค์พระพบทธรูปน้ันมี
จานวนมากข้ึนกว่าเก่า 2 องค์ เป็นอัศจรรย์และเม่ือเสด็จดารงสิริราช
สมบัติแล้วจึงโปรดให้บูรณะปฏิสังขรณ์พระปฐมเจดีย์เป็นการ ใหญ่โดย
สร้างเป็นพระเจดียอ์ งคใ์ หญ่ครอบองค์เดมิ ไว้ทัง้ องค์
เสดจ็ ธดบ งคส์ บโขทยั พบพระแท่นมนงั คศลิ าบาตรและศลิ าจารกึ พอ่ ขนบ รามฯ
พระแทน่ มนงั คศลิ าบาตร
ในปี พ.ศ.2376 พระภิกษบเจ้าฟ้ามงกบฎได้เสด็จธบดงค์ไปยังจังหวัด
สบโขทัย ได้เสด็จไปบริเวณเมืองเก่า ทรงพบแท่นศิลาอันใหญ่ต้ังอยู่ใกล้
ปราสาทเกา่ ซึง่ เป็นสิ่งทปี่ ระชาชนในแถบนนั้ นับถอื เปน็ ของศักดส์ิ ิทธ์
หลกั ศลิ าจารกึ พอ่ ขนบ รามคาแหง
นอกจากแทน่ หินแล้วยังทรงพบหลักศิลาจารึกอีก 2 หลัก หลักหนึ่ง
จารึกเป็นอักษรขอม อีกหลักหนึ่งจารึกเป็นภาษาไทยโบราณ พระองค์
โปรดให้นาพระแท่นและหลักศิลาท้ัง 2 หลักลงมากรบงเทพฯ มา
ประดิษฐานไว้ท่ีวัดสมอราย ซ่ึงพระแท่นศิลาน้ันคือ พระแท่นมนังคศิลา
บาตรในสมัยพ่อขบนรามคาแหง ส่วนจารึกหลักท่ีเป็นอักษรขอมจารึกใน
สมัยพระมหาธรรมราชาลิไทย ส่วนหลักศิลาจารึกอักษรไทยโบราณเป็น
หลักศิลาจารึกของพ่อขบนรามคาแหง ซ่ึงต่อมาเป็นหลักฐานสาคัญทาง
ประวัตศิ าสตรแ์ ละอกั ษรศาสตรใ์ นสมยั สบโขทัย ภายหลงั พอ่ ขนบ รามคาแหง
จึงได้รบั การยกย่องเปน็ “พ่อขบนรามคาแหงมหาราช” เนอ่ื งจากศลิ าจารกึ
ทพ่ี ระภกิ ษเบ จ้าฟ้ามงกฎบ นากลบั มาจากสโบ ขทยั น่นั เอง
พระราชวงั นารายณร์ าชนเิ วศน์ ลพบรบ ี
จากการเสด็จธบดงค์ไปยังจังหวัดต่าง ๆ ได้ทรงค้นพบหลักฐานทาง
ประวัติศาสตร์ท่ีสาคัญหลายประการ และโบราณสถานทรงคบณค่า เมื่อ
พระองค์ได้ขึ้นครองราชยแ์ ล้วกโ็ ปรดให้ซอ่ มแซมโบราณสถานในจังหวัดท่ี
เคยเสด็จธบดงค์ อาทิ ซ่อมแซมพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ท่ี
ลพบรบ ี พระพบทธบาททส่ี ระบรบ ี วิหารวัดพระพทบ ธชนิ ราชท่ีพิษณบโลก
วัดบวรนเิ วศวหิ าร
เม่ือพระเทพโมลี (สิน( เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารลาสิกขาบท
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงอาราธนาพระภิกษบสมเด็จ
เจา้ ฟา้ มงกบฎ ซ่ึงผนวชประทับอยู่วดั สมอราย ให้เสดจ็ มาครองวัดบวรนเิ วศ
วิหาร และทรงสรา้ งพระตาหนักพระราชทาน คือ พระตาหนักปั้นหยาตึก
ฝรั่งพื้น 3 ชนั้ และพระองคเ์ สด็จมาอยูค่ รองวดั นเ้ี มอ่ื วันพบธที่ 11 มกราคม
2379 วัดบวรนิเวศซ่ึงคนท่ัวไปเรียกกันว่า “วัดบน” เมื่อเสด็จประทับจา
พรรษา ณ วัดแห่งนี้ทรงตั้งขนบธรรมเนียมไว้สาหรับวัดคือ ต้ังการ
นมัสการพระเป็นการทาวัตรทั้งเช้า ค่า ประจาวัน พระองค์ทรงแต่งคา
นมัสการขน้ึ ใหมเ่ ปน็ ภาษามคธ เปน็ คาร้อยแกว้ เป็นพระคาถา และนิยมใช้
กัน แ พ ร่ห ล า ย ต่อ ม า ทั้ง ทร ง ต้ัง ก า ร ท า บูช า พิ เ ศษ ใ น อ ภิลัก ขิต ส มัย แ ห่ ง
สมเดจ็ พระบรมศาสดา คอื ทามาฆบูชาในเพญ็ เดือน 3 และวิสาขบชู าใน
เพ็ญเดือน 6 ทรงชักนาการบาเพ็ญกบศลต่าง ๆ อย่างอ่ืนอีกตามเทศกาล
อาทิ ถวายสลากภัตรหน้าผลไม้ ถวายผ้าจานาพรรษาเมื่อออก
พรรษา นอกจากนัน้ ยังทรงบารบงการเรยี นพระปริยตั ิธรรมให้รบง่ เรือง
พระบาทสมเด็จพระนง่ั เกลา้ เจา้ อยูห่ วั
ปี พ.ศ.2394 พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระ
ประชวร มีพระอาการปรากฏให้เห็นคือพระบังคลเบาขบ่นข้นเป็นตะกอน
พระวรกายกท็ รบดโทรม บรรทมไมห่ ลบั ให้ทรงคล่นื เหยี น เสวยพระกระยา
หารไม่ค่อยได้ ไม่สบายพระองค์ ถึงประชบมแพทย์พระโอสถอาการก็ไม่ดี
จึงเสด็จแปรพระราชฐานจากพระท่ีน่ังจักรพรรดิพิมานองค์ตะวันออกซ่ึง
เป็นท่ีบรรทมแต่เดิมมาประทับอยู่ ณ พระท่ีน่ังตะวันตก เมื่อพระอาการ
ทรบดหนักโดยลาดับใกล้สวรรคตพระองค์มิได้แต่งต้ังองค์รัชทายาทด้วย
พระองค์เองทั้ง ๆที่พระองค์มีพระราชโอรสและพระราชธิดา รวมท้ังส้ิน
51 พระองค์ โดยประสูติก่อนพระบรมราชาภิเษก 38 พระองค์ และ
ประสูติเม่ือบรมราชาภิเษกแล้ว 13 พระองค์ แต่กลับทรงพระราชทาน
พระบรมราชานบญาตให้พระบรมวงศานบวงศ์คณะเสนาบดีขบนนางผู้ใหญ่
เลอื กพระเจา้ แผน่ ดินตามเห็นสมควร
ครน้ั ถงึ วันพบธ เดือน 5 ปีกนบ โทศก จบลศกั ราช 1212 เวลา 8 ทบ่ม หา้
บาท ซ่ึงตรงกับ วันท่ี 2 เมษายน พ.ศ. 2394 พระบาทสมเดจ็ พระนัง่ เกล้า
เจา้ อย่หู ัวเสดจ็ สวรรคต
ขึ้นครองราชย์
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ ัวขน้ึ ครองราชย์
พระภกิ ษเบ จ้าฟา้ มงกฎบ
เม่ือส้นิ รชั กาลพระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ วั พระบรมวงศา
นบวงศ์และคณะเสนาบดีไดป้ ระชบมพรอ้ มกันมีมตใิ หอ้ ันเชญิ พระภกิ ษเบ จา้ ฟา้
มงกฎบ ขน้ึ ครองราชย์ วันรบง่ ขึน้ เจา้ พระยาพระคลัง (ดิส บบนนาค( ว่าท่ีสมบห
กลาโหม และข้าราชการช้ันผู้ใหญ่ ได้ไปท่ีวัดบวรนิเวศน์เพ่ืออันเชิญ
พระภกิ ษเบ จ้าฟ้ามงกบฎข้นึ ครองราชย์ พระองคท์ รงรับอาราธนาดว้ ยดษบ ณยี
ภาพยนิ ดีจะเป็นพระมหากษัตริย์จึงเสด็จออกจากวัดบวรนิเวศไปประทับ
อยูใ่ นวัดพระศรรี ตั นศาสดาราม พระบรมมหาราชวงั ในค่าวันน้ัน และวนั ที่
5 พฤษภาคม 2394 พระองค์ทรงลาผนวชต่อหน้าพระราชาคณะ
ฐานานบกรมเปรียญ 30 รูป อันเป็นพระสงฆ์ธรรมยบติกนิกาย แล้วเสด็จไป
ประทับ ณ พลับพลา หน้าคลังศบภรัตน์ข้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พอ
ถึงวันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม 2394 พระองค์เสด็จสรงน้ามบรธาภิเษก
ในการพระราชพิธบี รมราชาภเิ ษก และเสดจ็ เงลิมพระราชมณเฑียรสถาน
ตามโบราณขัตติยราชประเพณี มีจารึกพระบรมนามาภิไธยในพระ
สบพรรณบตั รว่า
“พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกบฎ สบทธิสมมบติเทพยพง
ศวงศาดศิ รกษตั ริย์ วรขัตตยิ ราชนิกโรดม จาตรบ นั ตบรมมหาจักรพรรดิราช
สังกาศ อบภโตสบชาติสังสบทธิเคราะหณีจักรีบรมนารถ อดิศวรราชรามวรัง
กูล สบจริตมูลสบสาธิตอบกฤษฐวิบูลย บบรพาดูลยกฤษฎาภินิหาร สบภาธิการ
รังสฤษดิ ธัญญลักษณ์ วิจิตรโสภาคสรรพางค์ มหาชนโนตมางค
ประนต บาทบงกชยบคล ประสิทธิสรรพสบภผลอบดม บรมสบขบมาลยมหา
บบรบษยรัตน ศึกษาพิพัฒนสรรพโกศล สบวิสบทธิวิมล ศบภศีลสมาจารย์ เพ็ช
รญาณประภาไพโรจน์ อเนกโกฏิสาธบคบณวิบูลยสันดาน ทิพยเทพาวตาร
ไพศาลเกียรติคบณอดบลยพิเศษ สรรพเทเวศรานบรักษ์เอกอัครมหาบบรบษ สบต
พบทธมหากระวีตรี ปิฎกาทิโกศล วิมลปรีชามหาอบดมบันฑิต สบนทรวิจิตร
ป ฏิ ภ า ณ บ ริ บู ร ณ์ คบ ณ ส า รั ส ย า ม า ทิ โ ล ก ย ดิ ล ก ม ห า ป ริ ว า ร
นายก อนันต์ มหันตวรฤทธิเดช สรรพวิเศษสิรินทร มหาชนนิกรสโมสร
สมมติ ประสิทธิวรยศมโหดมบรมราชสมบตั ินพปดลเศวตงัตราดิงัตร สิริ
รตั โนปลักษณม์ หาบรมราชาภเิ ศกาภิษติ สรรพทศทิศวิชัตชัย สกลมไหศว
ริยมหาสวามินทรมเหศวรมหนิ ทรมหาราชาธริ าชวโรดม บรมนารถชาตอิ า
ชาวศรยั พบทธาทิไตรรัตนสรณารกั ษ์ อกบ ฤษฐศกั ดอ์ิ คั รนเรศราธิบดี เมตตา
ก รบ ณ า สี ต ล ห ฤ ทั ย อ โ น ป มั ย บบ ญ ก า ร ส ก ล ไ พ ศ า ล ม ห า รั ษ ฎ า
ธิเบนทร ปรเมนทรธรรมิกมหาราชาธิราชบรมนารถบรมบพิตร พระจอม
เกลา้ เจ้าอย่หู ัวฯเสดจ็ เถลงิ ถวัลราชยใ์ นพระบรมมหาราชวัง กรบงเทพฯ
กรมหลวงรกั ษรณเรศ (หม่อมเจ้าไกรสร(
การข้ึนครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 4 ใช่จะราบรื่นโดยง่ายดาย ได้มีผู้แสดงตนเป็นศตรูขัดขวางคือ
กรมหลวงรักษรณเรศ (หม่อมเจ้าไกรสร( พระโอรสในพระบาทสมเด็จ
พระพบทธยอดฟ้าจบฬาโลก รัชกาลที่ 1 กับเจ้าจอมมารดาน้อยแก้ว ธิดา
พระจักรีเมืองนครราช ศรีธรรมราช ซึ่งได้แสดงตนเป็นศตรูกับพระองค์
ต้ังแต่คราวท่ีเสด็จแปลพระปริยัติธรรมหน้าพระที่น่ังรัชกาลที่ 3 เม่ือ
พระองคไ์ ด้รับความเห็นชอบจากพระบรมวาศานบวงศ์ให้ขึ้นครองราชย์ทา
ให้กรมหลวงรักษรณเรศไม่เห็นชอบไม่พอพระทัย จึงนากาลังขัดขวาง
ทา้ ยสบดกรมหลวงรกั ษรณเรศก็ถกู จบั และถกู ลงพระราชอาญาสาเรจ็ โทษ
ทรงแต่งตั้งเจ้าฟ้ากรมขบนอิศเรศรังสรรค์ พระอนบชาให้ดารงพระยศเสมอ
ด้วยพระมหากษตั รยิ ์
พระบาทสมเด็จพระปิน่ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั
เมื่อพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์แล้ว ทรงแต่งต้ังเจ้าฟ้ากรมขบนอิศเรศ
รงั สรรค์ พระอนบชาให้ดารงพระยศเสมอด้วยพระมหากษัตริย์อีกพระองค์
หน่ึง ทรงพระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว แทนท่ีจะ
แต่งต้ังให้ข้ึนเป็นสมเด็จกรมพระราชวังบวรฯตามประเพณีสืบมาเพราะ
ทรงมีความรักใคร่ผูกพันเคยร่วมทบกข์ร่วมสบขมาแต่ก่อน ท้ังทรงมีพระ
ปรีชาสามารถรอบรู้ การในพระนครและการต่างประเทศท้ัง
ขนบธรรมเนียมและศิลปศาสตร์เป็นอันมากทั้งพระบรมวงศานบวงศ์และ
เสนาบดนี ยิ มยินดนี ับถอื โดยท่วั กัน
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ ัว
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นเสวยราชย์ เม่ือ
พ.ศ. 2394 ซ่งึ ในชว่ งแรกของการขน้ึ ครองราชยน์ ับวา่ เป็นระยะหวั เลีย้ ว
หัวต่อที่สาคัญย่ิงของประเทศ มหาอานาจในยบโรปแผ่อิทธิพลเข้า
ครอบครองดินแดนส่วนใหญ่ในทวีปเอเชีย พระองค์ทรงหาหนทาง
แก้ไขโดยทรงปรับเปล่ียนทัศนะในการปกครองประเทศโดยทรง
ผ ส ม ผ ส า น ร ะ ห ว่า ง ต ะ วัน ต ก แ ล ะ ต ะ วัน อ อ ก คือ พ ร้อ ม รับ อ า ร ย ธ ร ร ม
สมัยใหม่แบบตะวันตกท้ังวางพระองค์ประดบจดังบิดาของประชาชนแบบ
ตะวันออก พระองค์ทรงมีบบญคบณต่อประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์ ทรง
เป็นอัจงริยกษัตริย์นาประเทศชาติให้พ้นจากการเข้าครอบครองของนัก
ล่าอาณานคิ มตะวันตกอาทิ อังกฤษ ฝร่ังเศส
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว
พระองค์เป็นกษัตริย์ในแถบเอเชียเพียงพระองค์เดียวที่สามารถนา
ประเทศชาติให้รอดพ้นจากบรรดานักล่าอาณานิคม ทรงรักษาอิสรภาพ
ของประเทศไทยไว้ได้โดยศึกษาบทเรียนจากประเทศอื่น ๆ ที่ต้องตกเป็น
เมืองขึ้นอนั เนื่องจากมวี เิ ทโศบายท่ผี ิดพลาดปิดประเทศไม่ยอมรบั อทิ ธพิ ล
ของประเทศทางตะวันตก พระองค์ทรงคิดว่าวิธีเดียวท่ีประเทศไทยจะคง
อยู่ไดก้ ค็ อื ตอ้ งพยายามรบั เอาอทิ ธพิ ล ความรู้ การปกครองของตะวันตก
มาประยบกต์พัฒนาปรับปรบงประเทศชาติให้ทันสมัย พระองค์ทรง
ตระหนักดีถึงผลที่เกิดข้ึนในประเทศจีน เมื่อประเทศนั้นพยายามผลักดัน
ชาวตะวันตกออกไป ทรงทราบดีว่าประเทศจีนแพ้ในสงคราม
ฝ่ิน ประเทศไทยต้องไม่ทาตามอย่างจีนต้องยกเลิกการอยู่อย่าง
โดดเดย่ี ว อยา่ งทเ่ี คยทากนั มา ตอ้ งยอมเปิดประเทศทาการคา้ กับตา่ งชาติ
และรับความคิดเห็นใหม่ ๆ แก้ไขเปลี่ยนแปลงประเพณีอันล้าสมัยของ
ตน ท้ังจาต้องศึกษาหาความรู้เข้าใจในวิชาการ ความคิด และการ
ปกครองบ้านเมืองแบบตะวันตก ด้วยการทรงวางนโยบายการปกครองท่ี
งลาดล้าลึกยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือน นอกจากน้ีพระองค์ยังทรง
ยอมรับฟังความคดิ เหน็ ของคนสว่ นใหญท่ งั้ ไดท้ รงจดั ระบบการปกครองให้
ทันสมัยทัดเทียมกับอารยประเทศ และยังทรงเป็นผู้นาที่ก้าวหน้าทาง
วิทยาการแผนใหม่ ทาให้ชาติไทยเจริญก้าวหน้ารอดพ้นจากการตกเป็น
เมืองข้ึนของนกั ล่าอาณานิคมตะวันตก
กระบวนเสดจ็ รชั กาลท่ี 4 เสดจ็ ไปยงั วัดพระเชตบพลวมิ ลมงั คลาราม
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรบณาธิคบณ
เปน็ อเนกอนนั ต์หาทสี่ บดมิได้ ดว้ ยพระราชกรณียกิจใหญ่น้อยทั้งปวงที่ทรง
กระทาอันแสดงถึงพระอัจงริยะของพระองค์ไม่ว่าจะเป็นการปกครอง
การทูต หรือทางด้านวิชาการ ซึ่งจะหามหากษัตริย์ที่พระปรีชาสามารถ
เทียบเท่าพระองค์ได้ยากยิ่งและพระราชกรณียกิจท่ีสาคัญอันทาให้
ประเทศชาติอยู่รอดปลอดภัยประชาไทยประสบสบขเป็นผลมาจาก
หลักธรรมทางศาสนาประกอบกับการใชช้ ีวติ ในระหวา่ งที่ทรงผนวชท่ีต้อง
คลบกคลีกับสามัญชน จึงทาให้พระองค์ท่านทรงเมตตาต่อราษฎรของ
พระองคอ์ ยา่ งแท้จริง ทรงเห็นว่าไม่มีประโยชน์ท่ีจะไปยึดตามโบราณราช
ประเพณีท่ีม่บงจะรักษาความปลอดภัยโดยการห้ามราษฎรเฝ้าใกล้ชิดและ
มองดูพระมหากษัตริย์ของตน จึงมีพระราชดาริเปิดโอกาสให้แก้ไขตาม
ความเหมาะสม
พระราชลัญจกรรัชสมยั พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัว
พระราชลญั จกรประจารชั กาลท่ี 4
เรยี กวา่ พระราชลญั จกรพระมหามงกบฎ ลักษณะเป็นรูปกลมรี ลาย
กลางเป็นรูปพระมหาพิชัยมงกบฎ อันเป็นพระราชสัญลักษณ์ของพระบรม
นามาภิไธยวา่ "มงกฎบ " ซึ่งเป็นศิราภรณ์สาคัญของพระมหากษัตริย์ อยู่ใน
เครื่องเบญจราชกบธภัณฑ์ มีงัตรบรวิ ารต้งั ขนาบข้างที่ริมขอบท้ังสองข้าง มี
พานทองสองช้ันวางพระแว่นสบริยกานต์หรือเพชรข้างหนึ่ง สมบดตาราข้าง
หน่ึง รูปพระแว่นสบริยกานต์หรือเพชรน้ีมาจากงายาเม่ือผนวชว่า "วชิร
ญาณ" ส่วนสมบดตารามาจากเหตบท่ีได้ทรงศึกษาเช่ียวชาญในทางอักษร
ศาสตร์และดาราศาสตร์ องค์พระราชลัญจกรนี้เป็นตรากลมรีรูปไข่
แนวนอน กว้าง 5.5 เซนติเมตร ยาว 6.8 เซนตเิ มตร
พระบรมราชอสิ รยิ ยศ
สมเดจ็ พระเจา้ หลานเธอ เจา้ ฟา้ )18 ตลบ าคม พ.ศ. 2347 - 8
มนี าคม พ.ศ. 2356)
สมเดจ็ พระเจา้ ลูกยาเธอ เจา้ ฟา้ มงกฎบ สมมตเิ ทววงศ์ พงศอ์ ศิ วร
กษัตรยิ ์ วรขตั ติยราชกมบ าร )8 มนี าคม พ.ศ. 2356 - 7 กรกฎาคม
พ.ศ. 2367)
สมเดจ็ พระเจ้านอ้ งยาเธอ เจา้ ฟา้ มกฎบ สมมตวิ งศ์ พระวชริ ญาณมหา
เถร )7 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 - 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2394)
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกบฎฯ พระจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั
)15 พฤษภาคม พ.ศ. 2394 - 11 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2459)
ภายหลงั การสวรรคต
พระบาทสมเด็จพระรามาธบิ ดศี รสี ินทรมหามงกฎบ พระจอมเกลา้
เจา้ อยหู่ วั )11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2459 - สมยั รชั กาลที่ 7)
พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหามงกฎบ ฯ พระจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั
)สมยั รชั กาลที่ 7 - 18 ตลบ าคม พ.ศ. 2562)
พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรรามาธบิ ดศี รสี นิ ทรมหามงกฎบ พระ
จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกฏบ วทิ ยมหาราช )18
ตลบ าคม พ.ศ. 2562 - ปจั จบบ นั (
เครือ่ งราชอิสรยิ าภรณ์
เครื่องราชอสิ รยิ าภรณไ์ ทย
พ.ศ. 2404 – เครอ่ื งราชอิสริยาภรณอ์ นั เปน็ โบราณมงคล
นพรตั นราชวราภรณ์ (น.ร.( )ฝา่ ยหน้า(
พ.ศ. 2404 – เครอื่ งราชอสิ รยิ าภรณอ์ ันเปน็ ทเ่ี ชดิ ชยู งิ่
ช้างเผอื ก ชนั้ ที่ 1 ประถมาภรณช์ า้ งเผือก (ป.ช.(
ดาราไอยราพต (เครือ่ งตน้ (
ดาราไอยราพต )องคร์ อง(
เคร่ืองอิสรยิ าภรณต์ า่ งประเทศ
ฝรง่ั เศส : เครอ่ื งอิสรยิ าภรณเ์ ลฌยี งดอเนอร์ ชน้ั
ประถมาภรณ์ )พ.ศ. 2406)
พระราชสมญั ญานาม
พระบดิ าแห่งวทิ ยาศาสตรไ์ ทย
พระสยามเทวมหามกฏบ วทิ ยมหาราช
ชนั้ ยศ
จอมพล
จอมพลเรอื
จอมพลอากาศ
ธรรมเนยี มพระยศของ
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
ธงประจาพระอสิ รยิ ยศ
ตราประจาพระองค์
การทลู ใตฝ้ า่ ละอองธบลพี ระบาท
การแทนตน ขา้ พระพทบ ธเจา้
การขานรบั พระพทบ ธเจา้ ขา้ ขอรบั /เพคะ
พระพทบ ธรปู ประจารัชกาลท่ี 4
พระชยั วัฒน์พระประจารชั กาลท่ี 4
และ พระชยั เนาวโลหะ)พระชยั นวโลหะเนอื้ สมั ฤทธเ์ิ หลอื ง(
วัดประจารชั กาลที่ 4
วดั ราชประดษิ ฐสถติ มหาสมี าราม
วดั ราชประดษิ ฐสถติ มหาสมี าราม เปน็ พระอารามหลวงชน้ั เอก ชนดิ
ราชวรวิหาร ท่ีพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั โปรดเกลา้ ฯ ให้
สรา้ งขน้ึ ตามธรรมเนยี มประเพณโี บราณทวี่ า่ ในราชธานจี ะตอ้ งมวี ัด
สาคญั ประจา 3 วดั คอื วดั มหาธาตบ วดั ราชบรู ณะ และวดั ราชประดษิ ฐาน
เชน่ ท่ีสโบ ขทยั สวรรคโลก พษิ ณบโลก และพระนครศรอี ยธบ ยา แต่ในสมยั
รตั นโกสนิ ทร์ สมเดจ็ พระบวรราชเจา้ มหาสรบ สงิ หนาท กรมพระราชวงั บวร
สถานมงคลในรชั กาลที่ 1 โปรดเกลา้ ฯ ใหส้ ถาปนาวัดสลกั เปน็ วัด
นิพพานารามและเปลย่ี นเปน็ วดั พระศรีสรรเพชญ์ แตต่ อ่ มามพี ระราชดาริ
ว่า ในกรงบ เทพฯ ยงั ไมม่ ีวดั มหาธาตบ จงึ เปลยี่ นชอ่ื วัดพระศรีสรรเพชญเ์ ปน็
วดั มหาธาตบ และพระสมั พันธวงศเ์ ธอ กรมหลวงเทพหรริ กั ษ์ พระโอรสใน
สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ เจา้ ฟา้ กรมพระศรสี ดบ ารกั ษ์ พระเชษฐภคนิ ีใน
รชั กาลท่ี 1 ทรงบูรณะวดั เลยี บ ต่อมา ไดน้ ามวา่ วดั ราชบรู ณะ ยงั คงขาด
แตว่ ัดราชประดษิ ฐฯ เทา่ นน้ั จงึ ทรงสรา้ งขน้ึ ใหม่เพื่อใหค้ รบตามโบราณ
ราชประเพณี และเพื่อพระอทบ ศิ ถวายแกพ่ ระสงฆฝ์ ่ายธรรมยตบ ิกนกิ าย
เพ่อื ท่พี ระองคเ์ องและเจ้านาย ขา้ ราชการ ทจี่ ะไปทาบญบ ทว่ี ดั ฝา่ ย
ธรรมยตบ ิกนกิ ายใกล้พระบรมมหาราชวงั ไดส้ ะดวก วดั ราชประดษิ ฐจงึ เปน็
วดั ฝา่ ยธรรมยตบ กิ นกิ ายวัดแรกท่ีสรา้ งขน้ึ เพอื่ พระสงฆ์ในนกิ ายน้ี เพราะวัด
อ่ืน ๆ ของฝ่ายธรรมยบตเิ ปน็ วดั ท่แี ปลงมาจากวดั ของมหานกิ าย
รายพระนามและรายนามพระภรรยาเจา้ เจ้าจอมมารดา เจ้าจอม
ในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั
พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ ัว มพี ระภรรยาเจา้ 3 พระองค์
เจ้าจอมมารดา เจา้ จอม 56 พระองค์ รวม 59 พระองค์
พระภรรยาเจา้ พระนาม
ลาดับ พระบรมงายาลกั ษณ์ สมเดจ็ พระนางเธอ พระองคเ์ จา้ โสมนสั วฒั นาวดี
ในทส่ี มเดจ็ พระนางนาฏบรมอรรคราชเทวี
1. ตาแหนง่ : พระอคั รมเหสี
พระนามเดมิ : หมอ่ มเจา้ โสมนัส ในพระองค์เจา้ ลักขณานคบ บณ
พระราชสมภพ : 21 ธนั วาคม พ.ศ. 2377
สวรรคต : 10 ตบลาคม พ.ศ. 2395 (17 พรรษา(
ลาดับ พระบรมงายาลกั ษณ์ พระนาม
2.
3. สมเดจ็ พระนางเธอ พระองคเ์ จา้ ราเพยภมราภริ มย์
ในทส่ี มเดจ็ พระนางนาถราชเทวี
ตาแหนง่ : พระอัครมเหสี
พระนามเดิม: หมอ่ มเจ้าราเพย ในกรมหม่นื มาตยาพิทกั ษ์
พระราชสมภพ : 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2377
สวรรคต : 9 กนั ยายน พ.ศ. 2404 (27 พรรษา(
หมอ่ มเจา้ พรรณราย
พระนามเดมิ : หม่อมเจ้าแง่ ในกรมหมื่นมาตยาพิทกั ษ์
ประสูติ : 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2381
ส้ินพระชนม์ : 22 มถิ บนายน พ.ศ. 2457 (76 ปี(
เจ้าจอมมารดา นาม
ลาดบั รปู เจา้ จอมมารดากลน่ิ
1. ตาแหนง่ : พระสนมเอก
นามเดมิ : กลน่ิ , ซอ่ นกลนิ่ )สกบลเดิม คชเสนี(
2. เกิด : พ.ศ. 2377
ถงึ แก่อสญั กรรม : 13 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2468 (91 ปี(
เจา้ จอมมารดาเกศ, เกษ
เกดิ : พ.ศ. 2362
ถงึ แก่อสญั กรรม : 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2458 (96 ปี([11]
ลาดบั รปู นาม
3.
4. เจ้าจอมมารดาแกว้
5. นามเดิม: แก้ว )สกลบ เดิม บรบ ณศิริ( เกิด : ไม่มขี ้อมลู
6. ถึงแก่อสญั กรรม : 24 มกราคม พ.ศ. 2444
7.
เจ้าจอมมารดาเขยี น
นามเดิม: เขียน )สกบลเดิม สิรวิ ันต์(
งายา : เขยี นอิเหนา
เกิด : พ.ศ. 2385
ถงึ แก่อสญั กรรม : พ.ศ. 2484 (99 ปี(
เจา้ จอมมารดาจนั ทร์
ตาแหนง่ : พระสนมเอกนามเดิม: จันทร์ )สกลบ เดิม สบขสถติ (
เกิด : ไม่มขี ้อมลู
ถึงแก่อสญั กรรม : 24 กบมภาพันธ์ พ.ศ. 2448[13]
เจ้าจอมมารดาชมบ่
นามเดมิ : ช่มบ )สกบลเดิม โรจนดิศ(
เกิด : พ.ศ. 2387
ถงึ แก่อสญั กรรม : 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2466 (80 ป(ี
เจ้าจอมมารดาเชย
เกิด : ไมม่ ีข้อมูล
ถึงแก่อสัญกรรม : 17 ธนั วาคม พ.ศ. 2451[14]
ลาดบั รปู นาม
8.
เจ้าจอมมารดาดวงคา
9. นามเดมิ : เจ้าหนมู นั่ แห่งเวยี งจันทน์
10. งายา : มั่นดวงคา
11. เกิด : ไมม่ ขี ้อมลู
12. ถงึ แก่อสญั กรรม : 29 ตบลาคม พ.ศ. 2449
เจ้าจอมมารดาตลับ
ตาแหน่ง : พระสนมเอก
นามเดิม: ตลบั )สกบลเดิม บบณยรัตพันธ์บ(
เกดิ : พ.ศ. 2375
ถึงแก่อสญั กรรม : พ.ศ. 2427 (52 ปี(
เจา้ จอมมารดาเทย่ี ง
ตาแหนง่ : พระสนมเอกนามเดิม: เที่ยง )สกบลเดิม โรจนดศิ (
เกิด : 27 ธันวาคม พ.ศ. 2374
ถงึ แก่อสัญกรรม : 24 มกราคม พ.ศ. 2456 (81 ปี(
เจา้ จอมมารดานอ้ ย
นามเดิม: คณบ หญิงนอ้ ย
เกิด : 24 ตบลาคม พ.ศ. 2348ถงึ แก่อสญั กรรม : พ.ศ. 2389–2400
(ราว 41–52 ปี(
เจา้ จอมมารดาบวั
นามเดมิ : บวั )สกบลเดิม ณ นคร(
เกดิ : ไม่มีข้อมลู
ถงึ แก่อสญั กรรม : 31 มีนาคม พ.ศ. 2441
ลาดับ รปู นาม
13.
14. เจา้ จอมมารดาเปยี่ ม
15. ตาแหน่ง : พระสนมเอก[19]
นามเดิม: เปยี่ ม )สกลบ เดิม สบจรติ กบล(
16. ประสูติ : 5 มีนาคม พ.ศ. 2381
17. พิราลัย : 13 เมษายน พ.ศ. 2447 (66 ปี(
เจา้ จอมมารดาพงึ่ , ผงึ้
ตาแหนง่ : พระสนมเอกนามเดมิ : เต่า )สกลบ เดมิ อนิ ทรวมิ ล(
เกดิ : ไมม่ ขี ้อมูล
ถงึ แก่อสัญกรรม : 9 มีนาคม พ.ศ. 2433 (53 ปี([13]
เจา้ จอมมารดาพม่บ
นามเดิม: พมบ่ )สกบลเดิม ณ ราชสมี า(
เกดิ : ไม่มขี ้อมูล
ถึงแก่อสญั กรรม : ไมม่ ขี ้อมูล
เจา้ จอมมารดาเพง็
นามเดมิ : ห่บน
งายา : ห่นบ เมขลา
เกิด : พ.ศ. 2386
ถงึ แก่อสญั กรรม : 28 กนั ยายน พ.ศ. 2432[20]
เจา้ จอมมารดาแพ
ตาแหนง่ : พระสนมเอก[13]
นามเดิม: แพ )สกลบ เดิม ธรรมสโรช(
เกิด : ไมม่ ขี ้อมลู
ถงึ แก่อสัญกรรม : 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2404
ลาดับ รปู นาม
18.
19. เจา้ จอมมารดามาไลย
เกดิ : ไม่มขี ้อมลู
20. ถงึ แก่อสัญกรรม : ไมม่ ขี ้อมูล
21.
เจา้ จอมมารดาวาด
ตาแหนง่ : พระสนมเอก
นามเดิม : แมว )สกบลเดมิ งามสมบัติ(
งายา : แมวอเิ หนา
เกิด : 11 มกราคม พ.ศ. 2384
ถงึ แก่อสัญกรรม : 25 กมบ ภาพันธ์ พ.ศ. 2482 (98 ปี(
เจ้าจอมมารดาสงั วาล
ตาแหน่ง : พระสนมโทนามเดิม: ปลอ้ ง )สกลบ เดิม ณ ราชสมี า(
สมญา : หนูสงั วาลย์
เกิด : พ.ศ. 2381
ถึงแก่อสัญกรรม : 8 กนั ยายน พ.ศ. 2456 (75 ปี(
เจ้าจอมมารดาสาลี
ตาแหนง่ : พระสนมเอกนามเดมิ : สาลี )สกบลเดมิ บบนนาค(
เกดิ : พ.ศ. 2378
ถงึ แก่อสัญกรรม : 21 มกราคม พ.ศ. 2443 (65 ป(ี
ลาดับ รปู นาม
22.
23. เจ้าจอมมารดาสนบ่
24. นามเดิม: ยสี่ ่นบ )สกบลเดมิ สกบ บมลจนั ทร์(
25. เกดิ : ไมม่ ขี ้อมูล
26. ถงึ แก่อสญั กรรม : 3 กนั ยายน พ.ศ. 2443
เจา้ จอมมารดาหมอ่ มราชวงศแ์ สง
นามเดิม: หม่อมราชวงศ์แสง )สกบลเดิม ปาลกะวงศ์(
เกดิ : ไม่มีข้อมลู
ถึงแก่อสัญกรรม : ไมม่ ีข้อมูล
เจ้าจอมมารดาหรน่บ
นามเดิม : หร่บน )สกลบ เดมิ ศภบ มติ ร(
เกิด : พ.ศ. 2384
ถึงแก่อสญั กรรม : 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2472 (88 ป(ี
เจ้าจอมมารดาหว่ ง
เกดิ : ไมม่ ีข้อมูล
ถึงแก่อสญั กรรม : พ.ศ. 2463
เจ้าจอมมารดาหวา้
เกิด : ไมม่ ีข้อมลู
ถงึ แก่อสัญกรรม : ไมม่ ขี ้อมูล
ลาดับ รปู นาม
27.
28. เจ้าจอมมารดาหนบ่
29. เกิด : พ.ศ. 2383[25]
30. ถงึ แก่อสญั กรรม : 16 มนี าคม พ.ศ. 2467
31.
เจา้ จอมมารดาเหม
งายา : แฝดเหม
เกิด : พ.ศ. 2382
ถึงแก่อสญั กรรม : 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2465 (83 ปี([26]
เจ้าจอมมารดาโหมด
ตาแหน่ง : พระสนมโท นามเดมิ : โหมด )สกลบ เดิม อินทรวิมล(
เกิด : พ.ศ. 2381
ถงึ แก่อสัญกรรม : 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2462 (81 ปี([12]
เจา้ จอมมารดาอม่ิ , อินทร์
เกดิ : ไมม่ ีข้อมลู
ถงึ แก่อสญั กรรม : 19 ตบลาคม พ.ศ. 2450[27]
เจ้าจอมมารดาเอม
นามเดิม: เอม )สกลบ เดิม นาครทรรพ(
เกดิ : พ.ศ. 2382
ถึงแก่อสญั กรรม : 5 กมบ ภาพันธ์ พ.ศ. 2456 (75 ปี([28]
ลาดบั รปู นาม
32.
เจา้ จอมมารดาเอย่ี ม
เจา้ จอม เกิด : ไมม่ ีข้อมูล
ถงึ แก่อสญั กรรม : 3 ตบลาคม พ.ศ. 2443[29]
ลาดบั รปู
1. นาม
2. เจา้ จอมกลบี
เกิด : พ.ศ. 2391
3. ถึงแก่อสญั กรรม : ไมม่ ขี ้อมลู
เจ้าจอมพระองคเ์ จ้ากาโพชราชสดบ าดวง
พระนามเดิม : นกั เยย่ี ม
ประสูติ : พ.ศ. 2394
ส้ินพระชนม์ : ไมม่ ีข้อมูล
เจ้าจอมกหบ ลาบ
นามเดมิ : กหบ ลาบ )สกลบ เดิม ณ นคร(
เกิด : ไม่มีข้อมลู
ถึงแก่อสัญกรรม : ไมม่ ขี ้อมลู
ลาดบั รปู นาม
4.
5. เจา้ จอมกหบ ลาบ
6. นามเดมิ : กบหลาบ )สกลบ เดิม ณ สงขลา(
7. เกดิ : ไม่มีข้อมูล
8. ถงึ แก่อสญั กรรม : ไม่มขี ้อมูล
เจ้าจอมเกด
เกิด : ไมม่ ีข้อมูล
ถึงแก่อสัญกรรม : ไม่มขี ้อมลู
เจ้าจอมเกตบ
นามเดมิ : เกตบ )สกลบ เดิม ณ นคร(
เกิด : ไมม่ ีข้อมลู
ถึงแก่อสัญกรรม : ไมม่ ีข้อมูล
เจา้ จอมเขยี น
นามเดิม : เขียน )สกบลเดิม ณ นคร(
เกิด : ไมม่ ขี ้อมลู
ถึงแก่อสญั กรรม : ไม่มขี ้อมูล
เจา้ จอมจบั
นามเดิม : จบั )สกลบ เดิม ณ นคร(
เกิด : ไมม่ ีข้อมูล
ถงึ แก่อสัญกรรม : ไม่มขี ้อมูล
ลาดบั รปู นาม
9.
10. เจา้ จอมชอ้ ย
11. นามเดมิ : ช้อย )สกลบ เดมิ โรจนดศิ (
12. เกิด : ไม่มีข้อมลู
13. ถงึ แก่อสัญกรรม : ไม่มีข้อมลู
เจ้าจอมตาด
เกิด : พ.ศ. 2369
ถงึ แก่อสญั กรรม : ไมม่ ขี ้อมูล
เจ้าจอมทองดี
เกดิ : ไมม่ ีข้อมูล
ถงึ แก่อสญั กรรม : ไมม่ ีข้อมลู
เจา้ จอมทบั ทมิ
นามเดิม : ทบั ทิม )สกลบ เดิม ณ นคร(
เกิด : ไม่มขี ้อมูล
ถงึ แก่อสัญกรรม : ไมม่ ีข้อมูล
เจ้าจอมทบั ทมิ
นามเดมิ : ทับทิม )สกบลเดิม เพญ็ กลบ (
เกดิ : ไมม่ ีข้อมลู
ถึงแก่อสัญกรรม : ไมม่ ขี ้อมูล
ลาดับ รปู นาม
14.
15. เจ้าจอมทบั ทมิ
16. นามเดมิ : ทับทิม )สกบลเดิม วัชโรทัย(
17. เกิด : ไม่มขี ้อมลู
18. ถงึ แก่อสญั กรรม : ไม่มีข้อมูล
เจ้าจอมทบั ทมิ
นามเดมิ : ทบั ทมิ )สกบลเดมิ สบรคบปต์(
เกิด : ไมม่ ีข้อมูล
ถงึ แก่อสญั กรรม : ไมม่ ีข้อมลู
เจา้ จอมทพิ ย์
เกิด : ไม่มขี ้อมลู
ถึงแก่อสญั กรรม : ไม่มขี ้อมลู
เจ้าจอมบนบ นาค
เกดิ : ไม่มีข้อมลู
ถึงแก่อสัญกรรม : ไม่มีข้อมูล
เจ้าจอมประทมบ
นามเดมิ : เจ้าประทบมแห่งเวยี งจันทน์
เกิด : ไม่มีข้อมูล
ถงึ แก่อสัญกรรม : ไมม่ ขี ้อมูล