เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ คอนสแตนติน ฟอลคอน หรือ เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ เชื้อสายกรีก และเว นิสเริ่มเข้าท างานให้กับบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ ออกเดินเรือ สินค้าไปค้าขายยังแดนต่างๆ จนกระทั่งถึงกรุงศรีอยุธยา ด้วยความสามารถ พิเศษทางด้านภาษาต่างประเทศท าให้ฟอลคอนเข้ารับราชการในต าแหน่ง ล่ามซึ่งถือเป็นชาวตะวันตกคนแรกที่เข้ามารับราชการในสมัยอยุธยา ภายหลัง สมเด็จพระนารายณ์ทรงโปรดให้เป็นหลวงวิชาเยนทร์และมีบรรดาศักดิ์ต่อมา จนได้เป็นเจ้าพระยาวิชาเยนทร์
ตองกีมาร์ ตองกีมาร์ หรือ ท้าวทองกีบม้า Dona Marie Gemard de Pina เรียก สั้น ๆ ว่า มารี กีมาร์ ซึ่งชาวกรุงศรีอยุธยาเรียกว่า ท้าวทองกีบม้า มีบิดาเป็น ญี่ปุ่นผสมแขก มารดาเป็นญี่ปุ่นผสมโปรตุเกส ซึ่งล้วนตั้งถิ่นฐานอยู่ในศรี อยุธยา หลังจากที่ซามูไรเดินทางเข้ามาเป็นทหารอาสาของสมเด็จพระ นเรศวรมหาราช ในช่วงที่ โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ ของญี่ปุ่นเรืองอ านาจ ได้มีการ จับกุม บาทหลวงเผยแพร่ศาสนา ชาวญี่ปุ่นที่นับถือศาสนาคริสต์ มีการก าจัด และลงโทษขับไล่ออกจากญี่ปุ่น ยายของมารี กีมาร์ก็ถูกขับไล่ ถูกจับใส่ กระสอบน ามาลงเรือที่นางาซากิ เนรเทศไปอยู่เวียดนาม ซึ่งมีชาวคริสต์อยู่กัน มากจึงได้พบกับตาของ มารี กีมาร์ ซึ่งเป็นเจ้าชายของญี่ปุ่นซึ่งเข้ารีตนับถือ ศาสนาคริสต์เช่นกัน และได้แต่งงานกันเมื่อถึงปลายทาง มีชีวิตยากจนใน ระยะแรก ต่อมามีฐานะดีขึ้น มีชาวญี่ปุ่นเข้ารีตเดินทางมากรุงศรีอยุธยา ตา
และยายของ มารี กีมาร์ ได้เข้ามาอยู่ศรีอยุธยาเพราะเป็นประเทศที่มีชื่อว่า ร่ ารวย อุดมสมบูรณ์ และไม่รังเกียจคนต่างศาสนา และใช้วิตอยู่จนสิ้นชีวิต ท้าวทองกีบม้า หรือ มารี กีมาร์ เข้ารับราชการเป็นในห้องเครื่องในต้น มีชื่อต าแหน่งว่า ท้าวทองกีบม้า ท าหน้าที่คอยก ากับเครื่องชาวพนักงานหวาน ในพระราชวัง ครั้งนั้นไม่เคยมีผู้ใดคิดค้นน าเอาของคาวอย่าง ไข่ไก่ มาท าเป็น ของหวาน จนเกิดเป็นขนมทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ที่เราได้ลิ้มชิมรส กันในปัจจุบัน แต่ก็มีการดัดแปลงสูตรไปบ้าง ท้าวทองกีบม้า ได้สร้างสรรค์ ขนมหวานเพิ่มเติมอีกหลายชนิด โดยได้ดัดแปลงสูตรจากต าหรับอาหาร โปรตุเกสให้กลายมาเป็นขนมหวานของไทย ผสมผสานความรู้ด้านการ ท าอาหารที่มีมาตั้งแต่เดิมเข้ากับวัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่น อาทิ ทองหยิบ, ทองหยอด, ฝอยทอง, ทองพลุ, ทองม้วน, สังขยา, กะหรี่ปั๊บ, ขนมผิง, ขนม ไข่เต่า, ลูกชุบ และหม้อแกง อีกทั้งเพื่อมิให้สูตรที่มีมาแต่เดิมหายไป ท้าวทอง กีบม้ายังได้ถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวให้แก่เหล่าสตรีในบังคับบัญชา จนต ารับ นั้นเผยแพร่ออกไปและตกทอดมาสู่อนุชนรุ่นหลัง ท าให้ท้าวทองกีบม้าได้รับ การยกย่องว่าเป็น 'ราชินีแห่งขนมไทย'
ออกหลวงศรียศ ออกหลวงศรียศ มีศักดิ์เป็นหลานตาของเจ้าพระยาบวรราชนายก หรือ นามเดิมคือ เฉกอะหมัด เฉกอะหมัดเป็นชาวเปอร์เซียที่เข้ามารับราชการใน อยุธยา ดูแลกรมท่าขวาที่ดูแลการค้าขายกับฝ่ายเปอร์เซียและแขก เป็นปฐม จุฬาราชมนตรีคนแรกและเป็นต้นสกุลบุนนาคอีกด้วย ส่วนหลวงศรียศนั้นได้ เริ่มรับราชการโดยถวายตัวเป็นมหาดเล็ก ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ มหาราช จนได้เป็นหลวงศรียศ ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นจุฬาราชมนตรี คนที่ 2 ต่อจากตาด้วย โดนรั้งต าแหน่งนี้ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ มหาราช จนถึงสมัยสมเด็จพระเพทราชา
ศรีปราชญ์ ศรีปราชญ์ เป็นบุคคลซึ่งเอกสารพม่า และมอญที่เขียนจากค าบอกเล่า ระบุว่า เป็นข้าราชส านักสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (พระเจ้าเสือ) แห่งกรุงศรี อยุธยา ถูกเนรเทศไปนครศรีธรรมราช ศรีปราชญ์มีความสามารถทางร้อย กรอง เป็นคนเจ้าชู้ ไปอยู่นครศรีธรรมราชก็ไปแต่งเพลงยาวหาภรรยาเจ้า เมือง เจ้าเมืองจึงให้ฆ่า คนทั้งหลายห้ามไว้เจ้าเมืองก็ไม่ฟัง ก่อนตายศรี ปราชญ์แช่งไว้ว่า "ดาบที่ฆ่าเรานี้ภายหลังจงกลับฆ่าคนที่ใช้ให้ฆ่าเราเถิด" ต่อมา พระเจ้าสุริเยนทราธิบดีทรงร าลึกถึงศรีปราชญ์ ทรงให้เรียกตัวกลับกรุง ศรีอยุธยา แต่เมื่อทรงทราบว่า เขาถูกเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชประหารแล้ว ก็มีท้องตราออกไปให้ประหารเจ้าเมืองด้วยดาบเดียวกับที่ใช้ประหารศรี ปราชญ์ ท่านได้รับการเสนอให้เป็นกวีเอกและบุคคลส าคัญของชาติไทย
เสด็จสวรรคต สมเด็จพระนารายณ์ ฯ เสด็จสวรรคต พระเพทราชา
ในปี พ.ศ. 2231 สมเด็จพระนารายณ์ทรงมีอาการประชวรหนัก พระองค์ไม่มีราชโอรสเป็นรัชทายาทผลของการด าเนินนโยบายต่างประเทศที่ ของพระองค์ท าให้คนไทยเกิดความรู้สึกต่อต้านชาติฝรั่งขึ้น ในบรรดาขุนนาง ไทยและพระสงฆ์ ขุนนางไทยไม่พอใจเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ฟอนคอนที่มี อิทธิพลมากมายในราชส านักและมีอิทธิพลต่อพระนารายณ์เอง และ ชาวต่างชาติอื่นก็ไม่พอใจสิทธิพิเศษของฝรั่งเศสและเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ฟอลคอน ส่วนในด้านพระสงฆ์เกิดการหวั่นวิตกว่า พระนารายณ์จะหันไปนับ ถือคริสต์ศาสนา ดังนั้นเมื่อพระนารายณ์ทรงประชวร พระเพทราชา เจ้ากรม ช้าง ก็กลายเป็นศูนย์กลางความรู้สึกของคนในชาติ ในครั้งนั้นพระเพทราชา ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการแทน ส่วนพระนารายณ์ยังมิทันมอบพระราชสมบัติ ให้ผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นพระอนุชาทั้งสอง คือเจ้าฟ้าอภัยทศและเจ้าฟ้าน้อย หรือ โอรสบุญธรรมคือพระปีย์ (พระนารายณ์ไม่พระโอรส มีแต่พระธิดา) พระเทพ ราชาก็ยึดอ านาจจับฟอลคอนประหารชีวิตที่ทะเลชุบศร พระปีย์ ถูกลอบท า ร้าย สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงทราบข่าวด้วยความสะเทือนพระทัย จะท าอะไรก็ไม่ได้เพราะอยู่ในอาการประชวรอย่างหนัก รู้สึกปริเวทนาว่า อยุธยาถึงคราวจะวิบัติในครั้งนี้ พระเพทราชาและขุนหลวงสรศักดิ์ลงมือ กระท าการกบฏ เพราะคิดว่าอย่างไรเสียสมเด็จพระนารายณ์คงสวรรคตอย่าง แน่นอน จึงกระท าการทุกอย่างตามอ าเภอใจ เชื้อพระวงศ์และข้าราชการที่ อยู่ฝ่ายตรงข้ามถูกก าจัดไปหมดสิ้น จากนั้นก็หันมาก าจัดพวกฝรั่ง
พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ สมเด็จพระนารายณ์สวรรคต เมื่อ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2231 ณ พระ ที่นั่งสุทธาสวรรย์ ครองราชสมบัติเป็นเวลา 32 ปี มีพระชนมายุ 56 พรรษา พระเทพราชาก็ขึ้นครองราชสมบัติ และพระอนุชาของพระนารายณ์ก็ถูก ส าเร็จโทษ เป็นอันสิ้นราชวงศ์ปราสาททอง และเริ่มต้นราชวงศ์บ้านพลูหลวง พระเทพราชาเจรจาให้ทหารฝรั่งเศสถอยออกไปจากเมืองหลวงเมื่อ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2231 นับเป็นการสิ้นสุดการติดต่อความสัมพันธ์ทางการ ต่างประเทศของอยุธยาในลักษณะล่อแหลม แต่กลับไปใช้การติดต่อการค้าใน ลักษณะปกติตามที่เคยเป็นมาแต่ครั้งโบราณกาล ตลอดระยะเวลา 32 ปีที่ พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ครองกรุงศรีอยุธยา พระองค์ได้สร้างประโยชน์ แก่ชาติไทยไว้หลายด้าน วิทยาการ ใหม่ ๆ จากต่างประเทศถูกน ามาใช้ ปรับปรุงความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมือง ซึ่งพระกรณียกิจของพระองค์ไม่เคย มีพระมหากษัตริย์พระองค์ใดเคยท าได้เช่นนี้มาก่อนพระเกียรติคุณของสมเด็จ พระนารายณ์เป็นที่ยกย่องสรรเสริญแก่ประชาชน พระนามของพระองค์เป็น
ที่เลื่องลือไปไกล พระปรีชาสามารถของพระองค์ แม้แต่จดหมายเหตุของ ต่างประเทศ ยังได้บันทึกเกียรติประวัติของพระองค์ไว้ด้วยหลายแห่ง พระราชกรณียกิจอันส าคัญของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็น แบบอย่างแห่งความเจริญก้าวหน้าในสมัยต่อ ๆ มาทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับ ชาติตะวันตก ทั้งทรงสร้างเมืองลพบุรี เมืองลพบุรี เป็นเสมือนประตูชัยแห่งความก้าวหน้าเปิดกว้างไว้ส าหรับ อนาคตอันรุ่งโรจน์ของชาติ คุณงามความดีอันใหญ่ของพระองค์ ประชาชาติ ไทยจึงถวายพระนามเทิดพระเกียรติอันสูงส่งของพระองค์ว่า “สมเด็จพระ นารายณ์มหาราช” .................................................................
แหล่งข้อมูลอ้างอิง กรรณิกา จรรย์แสง .เงาสยาม ยามผลัดแผ่นดินพระนารายณ์. กรุงเทพฯ: มติชน, 2554. ค าให้การชาวกรุงเก่า. นนทบุรี:มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 2547. จารุณี ฐานรตาภรณ์ (มีนาคม 2550). "กรุงเทพมหานครกับภูมิหลังการ สร้างวัง". วารสารยุติธรรมปริทัศน์. สืบค้นเมื่อ 21 มิถุนายน 2557. ชมนาด เสวิกุล, สมเด็จพระนารายณ์มหาราช, อักษราพิพัฒน์, 2538. เดอะ แบส (เขียน), สันต์ ท. โกมลบุตร (แปล). บันทึกความทรงจ าของ บาทหลวง เดอะ แบส เกี่ยวกับชีวิตและมรณกรรมของก็องสตังซ์ ฟอลคอน. นนทบุรี: ศรีปัญญา. 2550. เดอ ลาลูแบร์ (เขียน), สันต์ ท. โกมลบุตร (แปล). ราชอาณาจักรสยาม. กรุงเทพฯ: ก้าวหน้า. 2510. ธิติมา พิทักษ์ไพรวัน . สมเด็จพระนารายณ์ และโกษาปาน. กรุงเทพฯ: คุรุสภา ลาดพร้าว, 2531. นิธิ เอียวศรีวงศ์. การเมืองไทยสมัยพระนารายณ์. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ: มติชน, 2549. "พงศาวดารกระซิบเรื่องโอรสลับสมเด็จพระนารายณ์". ศิลปวัฒนธรรม 30:11. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา และพงศาวดารเหนือ. กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา. 2504. ภาสกร วงศ์ตาวัน. ไพร่ขุนนางเจ้า แย่งชิงบัลลังก์สมัยอยุธยา. กรุงเทพฯ: ยิปซี, 2553. วรชาติ มีชูบท. "โรงเรียนยุพราชพระราชวังสราญรมย์". จดหมายเหตุวชิราวุธ. 2557.
สมศรี เอี่ยมธรรม. ประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา. กรุงเทพฯ:กรม ศิลปากร. 2522 สมยศ จันทะวงษ์, สุริยุปราคากับวิกฤติการณ์ความอยู่รอดของสยามใน สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช, นิตยสารอุตสาหกรรมทหาร, กันยายน – ธันวาคม , 2538.. สันต์ ท. โกมลบุตร. ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราช อาณาจักรสยาม. นนทบุรี:ศรีปัญญา. 2550. สุทธิศักดิ์ ระบอบ สุขสุวานนท์ (กันยายน 2552). "พงศาวดารกระซิบเรื่อง โอรสลับสมเด็จพระนารายณ์". ศิลปวัฒนธรรม 30:11, หน้า 99, 116. อารี สวัสดี, จดหมายเหตุดาราศาสตร์จากฝรั่งเศสเกี่ยวกับราชอาณาจักร สยาม ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช, สมาคมดาราศาสตร์ ไทย, 2543. https://www.facebook.com https://guru.sanook.com › https://www.komchadluek.net. https://www.lopburi.org https://sites.google.com http://library.tru.ac.th https://www.thairath.co.th https://th.wikipedia.org. www.ayutthayastudies.aru.ac.th ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากเว็บไซต์ต่างๆ ……………………………………………................................