ท่สี ุดกองทัพสเปนในบงั คบั บัญชาของ Juan Júrez Gallinato ก็ประสบปญั หามากมาย และประสบความ
ลม้ เหลวเนือ่ งจากสถานการณ์ในเขมรเปลีย่ นแปลงไปอยา่ งรวดเรว็ และรนุ แรง
แม้วา่ จะมีปัญหามากมายในเขมรในชว่ ง ค.ศ.1594-1596 และแม้วา่ นักแสวงโชคชาวสเปนและ
โปรตเุ กสจะเข้าไปมีบทบาทโดยมรี ฐั บาลกรุงมะนิลาหนุนหลงั อยู่ ทางฝา่ ยสมเดจ็ พระนเรศวรฯกย็ ังทรงติดต่อ
กับขา้ หลวงใหญ่แห่งกรงุ มะนิลาต่อไป ในบรรดาเอกสารสเปนยังคงมีสาเนาพระราชสาสน์ (ฉบับแปล) หลงเหลือ
อยู่ฉบบั หนงึ่ เปน็ เอกสารซึง่ เขียนข้นึ เมอ่ื ค.ศ.1598 หรือ 1599 (ราวๆ พ.ศ.2141-2142) ในพระราชสาส์นฉบับ
นสี้ มเด็จพระนเรศวรฯทรงแสดงความพึงพระทัยที่ทางกรงุ มะนิลาสง่ คณะทตู มาเจริญสัมพันธไมตรกี บั
อาณาจักรอยุธยา พระองค์มไิ ด้ทรงเอย่ ถงึ เขมร แสดงว่าทรงเนน้ แต่เรือ่ งมติ รภาพและการคา้ ขายก่อนหนา้ ทจี่ ะ
เผชิญปญั หาคณะทูต Mendoza
สรปุ ได้ว่าสมั พันธภาพระหว่างไทยกับสเปนในรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรฯ ได้ดาเนินไปด้วยมิตรภาพ
บา้ ง ความเข้าใจผดิ บ้าง และมีการขัดผลประโยชน์กนั บา้ ง เพราะสเปนมุง่ หวงั อยตู่ ลอดเวลาท่จี ะขยายอิทธิพล
มาสูเ่ อเชยี ตะวนั ออกเฉียงใตภ้ าคพื้นทวีป ในขณะทส่ี มเดจ็ พระนเรศวรฯ ทรงพยายามควบคมุ เขมรให้เปน็ เมือง
ประเทศราชของกรุงศรีอยธุ ยา ดงั นั้นเอกสารดังกล่าวนจี้ งึ ให้คุณคา่ ในแง่ของการนาเสนอข้อเท็จจรงิ อกี แงม่ ุม
หนึ่งทนี่ า่ สนใจ
ความสัมพันธร์ ะหวา่ งไทยกับฮอลันดา
ในช่วงปลายรัชสมัยได้มีการติดต่อการค้ากับฮอลันดา โดยบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา
( Vereenigde Oost – Indische Compagnie : V.O.C.) เข้ามาเมืองไทยด้วยหวังอาศัยเรือสาเภาของหลวง
ราชสานักอยุธยาไปคา้ ขายท่เี มืองจีนและตอ้ งการหาลู่ทางไปค้าขายท่ีเมอื งจีนโดยตรง จึงส่งผู้แทนของบริษัทไป
ยังกรุงศรีอยุธยา ในเดือนมิถุนายนปี พ.ศ. 2147 พ่อค้าฮอลันดากลุ่มแรกท่ีมาถึงกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จ
พระนเรศวรได้นาปืนใหญ่ 2 กระบอก มาเป็นเคร่ืองราชบรรณาการ สินค้าที่ V.O.C. นาเข้ามาเป็นครั้งแรกมี
มูลค่า 4 พันกิลเดอร์ ซ่ึงสมเด็จพระนเรศวรทรงโปรดให้การรับรองอย่างดี แต่ฝันของ V.O.C. ที่จะอาศัยเรือ
สาเภาหลวงของราชสานักอยุธยาไปเมืองจีนต้องสลายเพราะเกิดศึกพม่าและสมเด็จพระนเรศวรเสด็จสวรรคต
ใน พ.ศ. 2148 ราชสานักสยามต้องผลัดการส่งเรือสาเภาไปเมืองจีน จนถึงรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศ
รถ V.O.C. จึงได้เข้ามาตั้งสานักงานการค้าท่ีกรุงศรีอยุธยาเม่ือปี พ.ศ. 21512 เพราะอยุธยาเป็นศูนย์กลาง
การค้าของปา่ ข้าว สินค้าจีน และอืน่ ๆ ทเ่ี ป็นประโยชนต์ อ่ การค้าของบริษทั
ดังนั้นกล่าวได้ว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับการค้าและการขยายพระอานาจทางเศรษฐกิจ รากฐาน
ความเจริญของกรุงศรีอยุธยา มีความสาคัญอย่างมากเป็นรากฐานที่ก่อให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะการค้ากับประเทศจีน ตลอดจนการตดิ ต่อการคา้ ทางด้านตะวันออกกับกลมุ่ ประเทศเกาหลีและญ่ีปุ่น
ซึ่งในรัชสมัยต่อมาได้ส่งผลให้กรุงศรีอยุธยาเป็นผู้ส่งออกของป่า ได้แก่ หนังกวาง เพื่อทาชุดเกราะ ซามูไร แต่
เพียงรายเดียวกับประเทศญี่ปุ่น และภายหลังกรุงศรีอยุธยาเป็นผู้ส่งออกปืนใหญ่และดินปืนให้กับกองกาลังโช
กุนและไดเมยี วของญปี่ ่นุ พร้อมกันน้นั การขยายตวั ด้านการค้ากับฮอลันดาได้นาไปสู่การบุกเบิกการค้าและการ
ตั้งสถานีการค้าในประเทศไทยซึ่งนามาสู่การรับรู้การส่งออกสินค้าจานวนมากจากภายในทวีปผ่านกรุงศรี
อยุธยาไปยังหัวเมืองต่าง ๆ จนเกิดการเช่ือมโยงการค้าทางทะเลผ่านเมืองเพชรบุรี มะริด และตะนาวศรี
เร่อื งราวของการขยายตวั ทางการค้าทางทะเลได้ส่งผลให้เป็นความทรงจาและความรับรู้เก่ียวกับสถานที่ต่อเรือ
ที่เรียกกันว่า ชายฝั่งทะเลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่อาเภอชะอา จังหวัดเพชรบุรีในปัจจุบัน จนอาจกล่าว
ได้ว่าช่วงเวลาน้ีนอกจากจะเป็นช่วงเส้นทางเอกราชและขยายอานาจสูงสุดทางการเมืองการปกครองและการ
สงครามแลว้ สภาพเศรษฐกิจก็อยู่ในสภาพท่ีเรียกว่ามีความม่ันคงและเป็นรากฐานของเศรษฐกิจกรุงศรีอยุธยา
ในระยะเวลาตอ่ มาในฐานะเมืองทา่ และสถานีการค้าที่สาคญั ในเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต้
พระราชกรณยี กจิ น้อยใหญท่ ้ังสิน้ ทั้งปวงของพระองค์ เป็นไปเพือ่ ประโยชน์ของบา้ นเมืองและคนไทย
ท้งั มวล ตลอดพระชนมช์ ีพของพระองค์ จะอยู่ในสนามรบและชนบทโดยตลอด มิไดว้ า่ งเวน้ พระราชกรณยี กิจ
และเหตุการณ์สาคญั ในรัชสมัยของพระองค์มีดังนี้
พุทธศกั ราช 2107 พระชนมายุ 9 พรรษา สมเดจ็ พระเจา้ ตะเบงชะเวตี้ พมา่ ยกมาตีกรงุ ศรีอยธุ ยา
ทรงถกู นาไปเปน็ ตวั ประกัน ณ กรงุ หงสาวดี ประทับ 6 ปี
พทุ ธศกั ราช 2113 พระชนมายุ 15 พรรษา เสดจ็ ฯ กลับจากกรงุ หงสาวดี
พุทธศักราช 2114 พระชนมายุ 16 พรรษา เสดจ็ ข้ึนไปครองเมืองพิษณโุ ลก มีอานาจบัญชาการหวั
เมืองฝา่ ยเหนือท้ังปวง
พุทธศกั ราช 2117 พระชนมายุ 19 พรรษา ทรงยกทัพไปพรอ้ มกับสมเดจ็ พระราชบิดา เพอ่ื สมทบกับ
ทพั หลวงตีเมืองเวยี งจนั ทน์
พุทธศักราช 2121 พระชนมายุ 23 พรรษา ทรงเรือพระท่ีนัง่ ไล่กวดจบั พระยาจนี จันตุท่ีลงเรือหนีไป
ปากแม่นา้ เจ้าพระยา ในการสรู้ บครงั้ น้ัน พระองคท์ รงแสดงความกลา้ หาญอย่างยอดเย่ยี ม
พุทธศักราช 2122 พระชนมายุ 24 พรรษา ทรงเป็นแม่ทัพต่อสู้กบั พระทศราชาซ่งึ คมุ กองทพั เขมร
เขา้ มาตโี คราชและหัวเมืองชน้ั ใน และทรงไดร้ บั ชยั ชนะทั้งท่ีทรงมีกาลังทหารน้อยกว่า
พทุ ธศักราช 2124 พระชนมายุ 26 พรรษา พระเจ้ากรงุ หงสาวดีสวรรคตไดเ้ สดจ็ ฯ ไปกรุงหงสาวดีใน
พธิ ีบรมราชาภิเษกกษัตริย์ องค์ใหมแ่ ทนพระราชบดิ า
พุทธศักราช 2126 พระชนมายุ 28 พรรษา ได้เปน็ แมท่ พั ยกไปช่วยเมืองหงสาวดไี ปตเี มืองลุม เมืองคัง
ในรัฐไทยใหญ่ ตามคาส่งั ของพม่า
พุทธศักราช 2127 พระชนมายุ 29 พรรษา ทรงประกาศอิสรภาพของไทย ณ เมืองแครง พระเจา้ กรุง
หงสาวดีใหส้ รุ ะกามายกกองทัพตามมาไลจ่ บั สมเด็จพระนเรศวร พระองคท์ รงยงิ ปืนข้ามแม่น้าสะโตงถูกสรุ ะกา
มา แมท่ ัพพมา่ ตายและทรงได้รบั มอบอานาจให้บญั ชาการบ้านเมืองสิทธ์ิขาดแต่ผู้เดยี วสงครามไทยกบั พมา่
พระยาพะสิมยกกาลงั 130,000 คนมาทางเมืองสุพรรณบรุ ี พระเจา้ เชียงใหมม่ าทางเหนือตีพมา่ แตกกลบั ไป
พระบรมราชานุสาวรียส์ มเดจ็ พระนเรศวรมหาราช จังหวัดอา่ งทอง
พุทธศักราช 2128 สงครามไทยกับพมา่ ทรงสูร้ บกับพระเจา้ เชยี งใหมท่ บ่ี า้ นสระเกศ พม่า 150,000
คน ไทย 80,000 คน ไทยตีทัพพม่าแตกกลบั ไป
พทุ ธศกั ราช 2129 สงครามไทยกับพมา่ พระเจ้าหงสาวดียกกาลังทหาร 250,000 คน มาล้อมกรุงอยู่
6 เดอื น ไทยมกี าลัง 80,000 คน ตีขับไล่พมา่ จนต้องถอยทัพกลบั ไป ไม่สามารถเข้าถึงกาแพงพระนครได้
พุทธศกั ราช 2133 พระชนมายุ 35 พรรษา สมเด็จพระมหาธรรมราชาพระราชบิดาสวรรคต พระองค์
เสดจ็ เถลงิ ถวัลยร์ าชสมบตั ิเม่อื วันท่ี 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2133 ทรงสถาปนาพระเอกาทศรถ เป็นพระมหาอุป
ราชา และมพี ระเกียรติยศสงู เสมอพระเจา้ แผน่ ดินอีกพระองคห์ น่ึง
สงครามไทยกบั พมา่ พระมหาอุปราชายกมาคร้งั แรกทสี่ ุพรรณบรุ ี พม่า 300,000 คน ไทยมีกาลัง 80,000 คน
ตีพมา่ แตกพา่ ยไป จบั พระยาพะสมิ แม่ทับพม่าทจ่ี ระเข้สามพันธุ์
พุทธศกั ราช 2135 พระชนมายุ 37 พรรษา สงครามยทุ ธหัตถี พมา่ 240,000 คน ไทย 100,000 คน
รบกันท่เี มืองสุพรรณบุรี ทรงมีชัยชนะฟันพระมหาอปุ ราชามงั กะยอชวาแห่งกรุงหงสาวดี ด้วยพระแสงของ้าว
สน้ิ พระชนม์ เม่ือวนั จันทรท์ ี่ 25 มกราคม พ.ศ. 2135
สงครามเมืองทะวาย ตะนาวศรี ไทย 100,000 คน ตีไดเ้ มอื ง
พุทธศักราช 2136 สงครามเมอื งเขมร ไทย 130,000 คน เขมร 75,000 คน ไทยตีได้เมืองเขมร
พุทธศักราช 2137 สมครามไทยกับพมา่ ไทยตไี ด้หัวเมืองมอญ
พทุ ธศกั ราช 2138 สงครามไทยกับพม่า ยกทพั ไปตเี มืองหงสาวดคี รั้งท่ี 1 ไมส่ าเรจ็ ไทยมกี าลัง
120,000 คน
พทุ ธศกั ราช 2142 สงครามไทยกบั พมา่ ยกทพั ไปตเี มืองหงสาวดีได้สาเรจ็ ไทย 100,000 คน แลว้ ไป
ล้อมเมืองตองอูอยู่ 2 เดอื น เสบยี งอาหารหมดต้องยกทัพกลับ
พุทธศักราช 2146 สงครามเมืองเขมร ไดเ้ มอื ง
พุทธศกั ราช 2147 สงครามคร้ังสุดท้ายของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยกทพั ไปตีกรุงอังวะ ไทย
จานวน 200,000 คน แต่ทรงประชวร และเสดจ็ สวรรคตเสียก่อน
ชีวติ ส่วนพระองค์
พระราชประวตั ิของสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชส่วนใหญไ่ ด้จากพระราชพงศาวดารอยุธยา ซ่ึงมักมีการ
จดบันทึกในพระราชกรณียกิจ ซึ่งส่วนใหญ่บันทึกถึงการทาสงครามกับอาณาจักรเพื่อนบ้านเป็นอันมาก จน
มองข้ามเก่ียวกับเจ้านายฝ่ายในหรือพระมเหสีของพระองค์ แต่อย่างไรก็ตามได้มีการปรากฏพระนามของ
เจ้านายฝ่ายใน ในเอกสารของต่างชาติ 5 ฉบับด้วยกัน ซ่ึงได้แก่ จดหมายเหตุสเปน (History of the
Philippines and Other Kingdom) ของบาทหลวงมาร์เชโล เด ริบาเดเนย์รา (Marchelo de Ribadeneira,
O.F.M), จดหมายเหตุวันวลิต, พงศาวดารละแวก, คาให้การขุนหลวงหาวัด และพงศาวดารพม่าฉบับหอแก้ว
ซง่ึ ปรากฏพระนามพระมเหสี 3-4 พระองค์ โดยมีพระนามดงั นี้
พระมณรี ตั นา หรอื เจา้ ขรัวมณีจนั ทร์ จากจดหมายเหตวุ นั วลติ
โยเดียม้ีพระยา พระราชธิดาในพระเจ้านรธามังสอ กับพระนางเชงพยูเชงเมดอ ปฐมวงศ์พม่าท่ี
ปกครองอาณาจักรล้านนา จากพงศาวดารพมา่
พระเอกกษตั รีย์ พระราชธดิ าในพระเจา้ ศรีสุพรรณมาธิราช เจา้ แผ่นดนิ เขมร จากพงศาวดารเขมร
มีการกลา่ วถึง พระมณีรตั นา และเจ้าขรัวมณีจันทร์ วา่ อาจเปน็ บุคคลเดียวกัน แต่บ้างก็ว่าอาจเป็นคนละคนกัน
โดยเช่ือว่า พระมณีรตั นาอาจเป็นเจา้ หญิงทส่ี ืบเช้อื สายมาจากราชวงศ์ละโว้สายสุพรรณภูมิของสมเด็จพระมหา
จักรพรรดิ และสมเด็จพระมหินทราธิราช ซ่ึงในขณะนั้นเจ้านายฝ่ายในในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
พระองค์หนึ่งมีพระนามว่า พระรัตนมณีเนตร หรือ พระแก้วฟ้า ซึ่งเป็นพระขนิษฐาต่างชนนีของพระวิสุทธิ
กษัตรยี ์ ซึ่งหากเปน็ เช่นนน้ั พระนางจะมศี กั ดิเ์ ป็นพระมาตจุ ฉาของพระนเรศวร อย่างไรก็ตามเจ้าขรัวมณีจันทร์
มีบทบาทสูงกว่าพระมเหสีจากเชียงใหม่และเขมร โดยมีการสถาปนาพระนางเป็นอัครมเหสีดังที่ปรากฏใน
คาให้การขุนหลวงหาวัดท่ีกล่าวถึงเมื่อคร้ังท่ีสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จขึ้นเสวยราชย์ส มบัติต่อจากพระ
ราชบิดา ความวา่ “สว่ นพระนเรศวรนั้น ก็เขา้ ไปยังกรงุ ศรอี ยุธยา ก็เสด็จเข้าสู่พระราชฐานอันอัครเสนาบดีและ
มหาปุโรหิตท้ังปวง จึงปราบดาภิเษกแล้วเชื้อเชิญให้เสวยราชสมบัติ จึงถวายอาณาจักรเวนพิภพแล้วจึงถวาย
เคร่อื งเบญจราชกกธุ ภณั ฑท์ งั้ 5 และเครื่องมหาพไิ ชยสงครามท้งั 5 ทัง้ เครอ่ื งราชูปโภคทั้งปวงอันครบครัน แล้ว
จึงถวายพระนามใส่ในพระสุพรรณบัตรสมญา แล้วฝ่ายในกรมจึงถวายพระมเหษีพระนามชื่อพระมณีรัตนา
และถวายพระสนมกานลั ทั้งสิ้น แล้วครอบครองราชสมบัติเมื่อจุลศักราช 952 ปีขาลศก อันพระเอกาทศรถน้ัน
กเ็ ปนท่ีมหาอปุ ราช”
พระราชโอรส พระราชธดิ าในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
พระบรมราชานุสาวรีย์สมเดจ็ พระนเรศวร จงั หวัดสระแก้ว
มีการกล่าวถึงพระราชโอรสในสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในจดหมายเหตุสเปน (History of the
Philippines and Other Kingdom) ของบาทหลวงมารเ์ ชโล เด ริบาเดเนย์รา (Marchelo de Ribadeneira,
O.F.M) ที่เขียนขึ้นจากคาบอกเล่าของบาทหลวงนิกายฟรานซิสกันที่เคยพานักอยู่ในกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ.
2125 ปลายรัชสมัยของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช และ พ.ศ. 2139 ตรงกับต้นรัชสมัยของสมเด็จพระ
นเรศวรมหาราช โดยเน้ือความในจดหมายเหตุน้ีได้มีการอธิบายถึงกระบวนพยุหยาตราชลมารคของพระเจ้า
แผ่นดินสยาม โดยมีเนื้อความตอนหนึ่งท่ีได้กล่าวถึงพระอัครมเหสีและพระราชโอรสผู้ทรงพระเยาว์โดยเสด็จ
ด้วย ความว่า
“...เรือส่ีลาเหล่าน้ีหยุดท่ีพระอารามแห่งหน่ึงบนชายฝ่ัง เพราะพวกเขาคาดหมายว่า พระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จ
พระราชดาเนินเพือ่ ทรงเจริญพระพทุ ธมนตแ์ ละทรงบาเพ็ญพระราชกศุ ล ตามตดิ มาอยา่ งใกล้ชิดเรือสี่ลาน้ันเป็น
เรืออื่น ๆ อีกหลายลาทใี่ หญก่ ว่านัน้ แต่ละลาบรรทุกผคู้ นมากมายท่แี ต่งกายด้วยเครื่องแบบประเภทต่าง ๆ เรือ
แต่ละลามีข้าราชการช้ันผู้ใหญ่แห่งพระราชสานัก ๑ คน แล้วจากน้ันเป็นพระราชกุมารพระองค์เยาว์ที่สุดใน
บรรดาแผน่ ดินที่เสดจ็ ปรากฏพระองค์ในเรือพระท่ีน่ังท่ีตกแต่งอย่างหรูหรามาก ตามติดมาเป็นสมเด็จพระอัคร
มเหสแี ละสาวสรรกานัลใน สมเดจ็ พระอคั รมเหสปี ระทับแต่เพียงลาพังพระองค์ และบรรดานางกานัลนั่งในเรือ
ลาอื่นตกแต่งอย่างน่าอัศจรรย์ และกั้นด้วยม่านอย่างรอบคอบจนเป็นไปได้ท่ีจะสามารถมองผ่านม่านจาก
ภายในสู่โลกภายนอกได้ โดยทคี่ นภายนอกไม่เห็นคนภายใน...”
เมือ่ นาเหตุการณท์ ่ีบาทหลวงสเปนได้เขียนบอกเล่าไว้ไปเทียบเคียงกับพระราชพงศาวดารฯ ฉบับพระ
จักรพรรดิพงษ์เจ้ากรม (จาด) จะพบว่าในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้มีการกล่าวถึงพระราชพิธี
อาสวยุทธ และการต้อนรับคณะทูตกัมพูชาที่เดินทางมาถวายเคร่ืองราชบรรณาการยังราชสานักอยุธยาซึ่งตรง
กับเหตุการณ์การเสด็จฯทางชลมารคและการออกรบั ทตู กัมพูชาในจดหมายเหตุของสเปน โดยบางทีสมเด็จพระ
นเรศวรมหาราชอาจมพี ระราชโอรสมากกว่า 1 พระองค์แล้ว เนื่องจากในจดหมายเหตุมีการใช้คาว่า "พระราช
กุมารพระองค์เยาว์ท่ีสุด" นอกจากนี้สมเด็จพระนเรศวารมหาราชก็มีพระราชธิดาด้วย โดยมีการกล่าวถึง
พระเจ้านรธามังสอ เจ้าผู้ครองล้านนา ด้วยเหตุท่ีพระเจ้านรธามังสอได้รับการช่วยเหลือจากกรุงศรีอยุธยาเพื่อ
จัดการปัญหาเมืองข้ึนแข็งเมือง และช่วยป้องกับการรุกรานข้าศึก ด้วยการเก้ือกูลกันดังกล่าว ได้สร้างสาย
สัมพนั ธ์ทางเครอื ญาตกิ ับนรธามงั สอและสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช โดยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ทรงยก
พระราชธิดาให้สมรสกับเมงสาตุลอง ผู้ซ่ึงเป็นพระราชโอรสในพระเจ้านรธามังสอ โดยพระเจ้านรธามังสอก็ได้
ถวายพระราชธิดาให้เป็นพระมเหสีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชด้วย โดยการมอบพระราชธิดาของพระ
เจา้ นรธามงั สอแด่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
พระนเรศวรเสด็จสวรรคต
พุทธศักราช 2148 สมเด็จพระนเรศวร ทรงกรีฑาทัพไปตีกรุงอังวะ โดยยกทัพหลวง 100,000 นาย
ออกจากอยุธยา ไปทางเมอื งเชียงใหม่ไปข้ามน้าสาลวินที่เมืองหาง แล้วผ่านแว่นแคว้นไทยใหญ่ไปเข้าแดนพม่า
ท่ีใกล้เมืองอังวะ ทางที่กะน้ีสะดวกกว่าจะยกไปทางเมืองมอญ เพราะไปทางเมืองมอญจะต้องรบพุ่งกับเมือง
ตองอแู ละเมอื งแปรก่อน จึงจะผ่านข้นึ ไปถงึ เมอื งองั วะได้ ไปทางเมืองเชียงใหม่เดินทางในพระราชอาณาจักรไป
จนในแดนไทยใหญ่ พวกไทยใหญ่ที่เข้ากับไทยก็มีมาก โดยจะมีบางเมืองท่ีจะต่อสู้ก็จะไม่แข็งแรงเท่าไรนัก
เพราะเจา้ เมอื งองั วะก็เพิ่งได้เมืองเหล่าน้ีไว้ในอานาจ ท่ีสมเด็จพระนเรศวรเสด็จทางเมืองเชียงใหม่ คงเป็นด้วย
เหตุเหล่าน้ี เห็นจะเอาเมอื งเชียงใหม่เป็นที่ประชุมพล และเกณฑ์กองทัพมอญทัพชาวลานนาเข้าสมทบกองทัพ
ไทย จานวนพลเบ็ดเสร็จคงจะราวสัก 200,000 คน แต่รายการท่ีมีในหนังสือพระราชพงศาวดารน้อยนัก
ปรากฏแต่ว่าสมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จออกจากพระนครเม่ือ ณ วันพฤหัสบดี เดือนย่ี
แรม 8 คา่ ปีมะโรง พ.ศ. 2127 เสด็จโดยกระบวนเรือไปตั้งทัพชัย ณ ตาบลพระหล่อ แล้วยกกองทัพบกไปทาง
เมืองกาแพงเพชร คร้ันเสด็จไปถึงเมืองเชียงใหม่หยุดพักจัดกระบวนทัพอยู่เดือน 1 แล้วให้กองทัพสมเด็จพระ
เอกาทศรถยกไปทางเมืองฝาง ส่วนกองทัพหลวงยกไปทางเมืองหาง สมเด็จพระนเรศวรฯทรงนากองทัพไทย
ออกจากเชียงใหม่พร้อมกับพระเจ้าเชียงใหม่และลูกพระเจ้าเชียงใหม่ท้ังสามไปโดยทัพหลวงยกพยุหโยธาไป
ทางเมืองหางและโปรดให้สมเด็จพระเอกาทศรสทรงนาทัพอีกส่วนหนึ่งไปทางเมืองฝางนอกจากน้ันในตานาน
พระธาตุเมืองน้อย อาเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งมีชายแดนอยู่ติดกับพื้นท่ีอาเภอเวียงแหง สมเด็จพระ
นเรศวรมหาราชได้ใช้เสน้ ทางเดินทพั ไปยังประเทศพม่าโดยผ่านเมืองน้อย ซ่ึงตอนน้ันเป็นชุมชนของชนเผ่าลัวะ
(ปัจจุบันมีเจดีย์โบราณศิลปะล้านนาปรากฏให้เห็น สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงสมัยสุโขทัย-อยุธยา) เมื่อ
สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชเสด็จถึงเขตเมืองหาง ทรงทัพหลวงท่ีตาบลทุง่ แกว้ หรอื ท่งุ ดอนแก้ว แรมทัพในตาบล
น้ี และเกิดทรงพระประชวรขึน้
สมเดจ็ พระนเรศวร ทรงพระประชวรดว้ ยพระโรคอนั ใด และจากสาเหตุอะไร
สาหรับพระราชประวัติในส่วนน้ี กเ็ ปน็ อีกสว่ นหนึ่งทยี่ ังมีการถกเถยี งกันว่าแทจ้ ริงแล้วสมเด็จพระนเรศวร
ทรงพระประชวรด้วยพระโรคอนั ใด และจากสาเหตุอะไร จึงมกี ารคน้ ควา้ และนาเสนอไว้อยูส่ องถงึ สาม
ประเดน็
โดยขอ้ มลู จากวิกิพเี ดยี ระบุวา่ สมเดจ็ พระนเรศวรทรงพระประชวรเปน็ หวั ระลอก (ฝี) ขึ้นที่พระพักตร์
แลว้ กลายเปน็ บาดทะพิษ (บาดทะยัก) พระอาการหนัก
อยา่ งไรก็ดใี นความจดจาของคนไทย ก็มขี ้อมูลหลายทาง เชน่ วา่ สมเด็จพระนเรศวรทรงประชวรจาก
อาการฝที ี่พระนลาฏ บางตานานบอกวา่ เป็นฝรี ะลอก ขนึ้ ที่พระพกั ตร์ แลว้ เกิดเปน็ พิษ (อาจจะเปน็ สิวหัวช้างที่
อกั เสบแล้วติดเช้อื ) ขณะท่ีหลายกระแสก็ระบวุ า่ โดยคาดเดาวา่ อาจจะโดนผง้ึ ตอ่ ยแลว้ แพ้พษิ
ท้ังนี้ บางแหล่งระบุว่า หลักฐานท่ีค่อนข้างเป็นทางการ หาอ่านได้จากพระราชพงศาวดารฉบับพระ
ราชหัตถเลขาซ่ึงชาระสมัยรัชกาลที่ 4 กล่าวว่าเป็นทรงฝีที่พระนลาฏ ขณะที่พงศาวดารฉบับเก่าๆ หลาย
แหล่งระบุวา่ 'ทรงพระประชวร' เทา่ นน้ั
ส่วนในมุมเร่ืองแมลงพิษ มีระบุไว้ใน 'คาให้การขุนหลวงหาวัด' ฉบับหลวง เน้ือหาตอนหนึ่งกล่าวไว้
ดังน้ี "อันองค์พระนเรศร์น้ันเสด็จอยู่เมืองห่าง (หาง) เพราะเหตุฉนี้จ่ึงถวายพระนามเรียกองค์พระนารายน์
เมืองห่าง เปนกรุงหยุดพักอยู่กลางทางของพระองค์ คร้ันเสร็จการมงคลพิธีแล้วพระองค์ก็ยกไปเมืองหงษา จ่ึง
ทรงช้างพระที่น่ังสุวรรณปฤษฎางค์ ก็พ้นเมืองทางไกลได้เจ็ดวัน จ่ึงพ้นไปน่าเขาเขียวดงตะเคียนใหญ่ จึ่งมีศาล
นางเทพารักษ์อยู่ที่ต้นตะเคียนใหญ่ มีอานุภาพศักดิสิทธิยิ่งนัก เสนาจ่ึงทูลเชิญเสด็จให้ลงจากช้างพระท่ีน่ังเมื่อ
จักมีเหตุมานน้ั พระนเรศรจ์ ง่ึ ถามเสนาว่า เทพารักษ์นเ้ี ปนเทพารักษผ์ ูช้ ายฤๅผู้หญิง เสนาจ่ึงทูลว่า อันเทพารักษ์
เปนนาง ศักดิสิทธยิ ิง่ นัก พระนเรศร์จง่ึ ตรัสว่าอนั เทพารกั ษน์ ี้เปนแตน่ างเทพารักษ์ดอก ถ้าจักเปนเมียเราก็จักได้
เราไม่ลงจากช้าง คร้ันพระนเรศร์ตรัสดังนี้แล้ว ก็ทรงช้างพระท่ีน่ังผ่านน่าศาลนางเทพารักษ์นั้นไป จึ่งเห็นเปน
ตวั แมลงภู่บินตรงมานา่ ชา้ งแล้วก็เข้าต่อยเอาทีอ่ ุณาโลม องค์พระนเรศรน์ นั้ ก็สลบอยู่กบั หลังช้างพระท่ีนั่ง แล้วก็
เสด็จสู่สวรรคตทต่ี รงน่าเขาเขียวเสนาทั้งปวงจ่ึงเชิญพระศพ แล้วก็กลับมายังพลับพลาเมืองห่าง ส่วนพระเอกา
ทศรถน้ันก็ยกพลไปถึงแดนเมืองหงษา จึ่งตีบ้านกว้านกวาดได้มอญลาวหญิงชายเปนอันมาก แล้วจักยกเข้าตี
เมืองหงษา ก็พอเสนาอามาตย์ให้ม้าใช้เร่งรีบไปทูลความพระนเรศร์สวรรคต พระองค์คร้ันทราบด่ังนั้นก็เร่งรีบ
ยกพลโยธาทพั กลับมายังเมอื งหา่ ง คร้ันถึงแล้วก็เสด็จเข้าไปสู่ยังสถานพระเชษฐา จ่ึงกอดพระบาทพระพ่ียาเข้า
แล้ว ก็ทรงพระกรรแสงโศกาอาดูรร่าไรไปต่าง ๆ พระองค์ก็กอดพระเชษฐาเข้าแล้วก็สลบลงอยู่กับที่ แต่ทรง
พระกรรแสงแล้วสลบไปถึงสามคร้ัง ครั้นพระองค์ก็ได้สมฤดีคืนมาแล้ว พระองค์จึ่งมีพระบัณฑูรตรัสสั่งให้หา
พระโกษฐทองทั้งสองใบท่ีใส่พระศพ แลว้ จึ่งเชิญข้นึ สบู่ นพระราชรถ แลว้ กแ็ ห่แหนเปนกระบวนมหาพยุหยาตรา
อย่างใหญ่มาจนถงึ กรงุ อยุทธยาธานี"
สถานทีส่ มเด็จพระนเรศวรสวรรคต
ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ท่ีเมอื งแหง จังหวดั เชียงใหม่
เรื่องสถานทสี่ วรรคต ซึ่งยงั คงถกเถียงกันวา่ แทจ้ ริงแล้วทรงสวรรคตที่เมืองหางท่ีพม่า หรือในเวียงแหง
เชียงใหม่กันแน่ ท้ังน้ีข้อมูลทั่วไประบุว่า เม่ือสมเด็จพระนเรศวรทรงยกทัพออกจากเชียงใหม่แล้ว ได้เสด็จ
ต่อไปยังเมืองหาง และสวรรคตท่ีน่ันในปี 2148 แต่ต่อมา มีนักวิชาการช่ือ ชัยยง ไชยศรี ซึ่งเป็นอาจารย์
ประจามหาวิทยาลัยราชภัฏเชยี งใหมไ่ ด้เสนอทฤษฎีประวัตศิ าสตร์ "พื้นทส่ี วรรคตสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
อยู่ทเี่ มอื งแหง" หรอื อาเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ แทนท่ีจะเป็น "เมืองหาง" ในพม่า ซ่ึงนับว่าเป็นข้อมูลที่
ส่ันสะเทือนวงวิชาการ และประวัติศาสตร์ไทยไม่น้อย โดยเวียงแหงเป็นอาเภอเล็ก ๆ อยู่ทางทิศเหนือของ
จงั หวดั เชยี งใหม่
วารสารพฆิ เนศวร์ ชัยยง ไชยศรี
ทว่าประเด็นพ้ืนที่สวรรคตของมหาราชผู้ย่ิงใหญ่พระองค์น้ีกลับคลุมเครือไม่ชัดเจน ในบทความเร่ือง
พื้นท่ีสวรรคตสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ของชัยยง ไชยศรีในวารสารพิฆเนศวร์ซ่ึงจัดพิมพ์โดย
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ กล่าวถึงการบันทึกสถานท่ีสวรรคตของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจาก
พงศาวดารไทยท่ีบันทึกมาตั้งแต่สมัยอยุธา ซ่ึงสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โปรดฯให้ชาระข้ึนใน พ.ศ.2223
เป็นการบันทึกภายหลังที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จสวรรคตแล้ว 75 ปี นับว่าเป็นพงศาวดารไทยท่ี
บนั ทึกใกลก้ บั เหตุการณ์ท่เี กดิ ข้ึนจริงมากท่ีสุด โดยได้บันทึกพ้ืนที่สวรรคตว่าอยู่ในเมืองหลวง ตาบลทุ่ง
ดอนแกว้ ขณะทม่ี หาราชวงษ์พงศาวดารพม่า โดยพม่าได้บันทึกพื้นที่สวรรคตของสมเด็จพระนเรศวรไว้ชัดเจน
ว่า “…ครั้นลุจุลศักราช 974 พระเจ้าอยุธยา พระนเรศทรงเสด็จยกกองทัพ 20 ทัพ มาทางเชียงใหม่จะไปตี
เมืองอังวะ คร้นั เสด็จถงึ เมืองแหง แขวงเมอื งเชียงใหม่ ทรงประชวรในเร็วพลันกส็ วรรคตในท่ีนนั้ ”
ตานานพงศาวดารของพมา่
นอกจากน้ันในตานานพงศาวดารของพม่าได้กล่าวไว้ว่า “พระเจ้าอังวะ ตั้งแข็งเมืองไม่ยอมข้ึนกับกรุง
หงสาวดี พระเจ้าหงสาวดีจึงได้ยกกองทัพไปตีเมืองอังวะ โดยได้ชักชวนให้กรุงศรีอยุธยา กรุงศรีสัตนาคนหุต
และเมืองเชียงใหม่ยกกองทัพไปชว่ ย กรุงศรีสตั นาคนหตุ และเมืองเชยี งใหม่ยกทัพไปตามกาหนด แต่สมเด็จพระ
นเรศวรมหาราชทรงถ่วงเวลาแกล้งเดินทัพไปช้า ๆ เพ่ือรอให้ทัพหงสาวดีตีกรุงอังวะเสียก่อน หากทัพพระเจ้า
หงสาวดีเพลี่ยวพล้าแก่ทัพอังวะ สมเด็จพระนเรศวรจะได้ตีตลบหลังกองทัพหงสาวดี”นอกจากนั้นในตานาน
พระธาตุเมืองน้อย อาภอปาย จ.แม่ฮ่องสอน ซ่ึงมีชายแดนอยู่ติดกับพ้ืนที่อาเภอเวียงแหง มีการกล่าวอ้างถึง
สถานที่เสด็จเดินทัพผ่านบริเวณบ้านเมืองน้อยเพื่อเข้าไปตีพม่าว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ใช้เส้นทาง
เดนิ ทพั ไปยังประเทศพม่าโดยผา่ นเมอื งนอ้ ย ซึ่งตอนน้ันเปน็ ชุมชนของชนเผ่าลัวะ (ปัจจุบันมีเจดีย์โบราณศิลปะ
ลา้ นนาปรากฏให้เหน็ สันนิษฐานว่าสรา้ งขนึ้ ในชว่ งสมัยสโุ ขทัย-อยุธยา)
เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จถึงเขตเมืองหาง ทรงทัพหลวงท่ีตาบลทุ่งแก้วหรือทุ่งดอนแก้ว
แรมทพั ในตาบลน้ี ขณะนนั้ สมเดจ็ พระนเรศวรทรงพระประชวร รับสั่งใหข้ า้ หลวงไปอัญเชญิ สมเด็จพระเอกาทศ
รสเสด็จจากเมืองฝางไปเข้าเฝ้าในวันเสาร์ข้ึน 6 ค่าเดือน 6 ปีมะเส็งเบญจศก (พ.ศ.2136) ในวันจันทร์ ข้ึน 8
ค่าเดือน 6 ปีมะเส็ง พ.ศ. 2148 ก็เป็นเวลาท่ีสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จสวรรคต ขณะนั้นทรงมีพระ
ชนมพรรษาได้ 50 ปีเสดจ็ อยู่ในราชสมบัติได้ 15 พระพรรษาสถานท่ีสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จสวรรคต
ได้ทรงเปน็ พระสถูปเจดยี ์ขึ้นทีเ่ มอื งหางในรัฐฉานประเทศพม่า ปัจจุบันพระสถูปเจดีย์อันเก่าแก่ได้ถูกทาลายลง
หมดส้ิน ไม่มีแม้แต่ซากอิฐเหลือให้เห็น จนประมาณเม่ือปี พ.ศ.2502 ขณะน้ันรัฐบาลพม่าเริ่มปราบปรามชน
กลุ่มน้อยชาวไทยใหญ่ท่ีต่อต้านรัฐบาลพม่าเพ่ือแยกการปกครองเป็นอิสระแต่พม่าไม่ยอม ชนกลุ่มน้อยชาวไท
ใหญ่จึงได้ก่อการกบฏขึ้นทั่วทุกหนทุกแห่งในรัฐไทยใหญ่ ได้มีการจัดต้ังกองทัพกู้อิสรภาพของชาวไทยใหญ่ขึ้น
เพอื่ ส้รู บกับฝา่ ยรัฐบาลพมา่
กองมขู นุ หอคาไตย
เม่ือเวลาที่จะออกศึกสู่รบกับฝ่ายรัฐบาลพม่า กองทัพกู้อิสรภาพชาวไทยใหญ่เหล่านี้จะต้องไป
บวงสรวงสักการะดวงวิญญาณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชท่ีสถูปเจดีย์ของพระองค์เสียก่อน ปรากฏว่าใน
การสู้รบทุกครั้งฝ่ายกองทัพกู้อิสรภาพชาวไทยใหญ่มักจะประสบชัยชนะฝ่ายรัฐบาลพม่าอย่างง่ายดาย ทาให้
พม่าเคียดแค้นเป็นหนักหนา จึงได้ใช้ระเบิดทาลายพระสถูปเจดีย์เหล่านี้เสียหมด หนาซ้ายังใช้รถแทร็กเตอร์
เกรดทาลายจนราบเรียบไม่เหลือซากให้คณะกู้อิสรภาพไทยใหญ่มาสักการะได้อีกต่อไป ทาให้คนไทยพลอย
ไม่ได้มีโอกาสเห็นสถานที่ซ่ึงวีรบุรุษของชาติสวรรคตอีกเลยบริเวณที่ประดิษฐานพระสถูปเจดีย์สมเด็จพระ
นเรศวรมหาราชนี้เรียกว่า “กองมูขุนหอคาไตย” เป็นภาษาไทยใหญ่หมายถึง “พระเจดีย์ของพระเจ้าแผ่นดิน
ไทย” บริเวณนี้อยู่ห่างจากชายแดนไทย-พม่า ทางด้านตะวันตกของอาเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่เป็น
ระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร เหนือบริเวณนี้ข้ึนไปเล็กน้อย ปัจจุบันคือเมืองแกน เป็นเมืองท่ีสมเด็จพระ
นเรศวรทรงพระประชวรพระนาภีอย่างหนัก ทรงตั้งทัพอยู่ ณ ที่น่ัน คาว่า “แกน” เป็นภาษาล้านนาและไทย
ใหญ่แปลว่า “เจ็บปวดอย่างรุนแรง” เลยเมืองแกนน้ีไปอีกเล็กน้อยเป็นเมืองหาง เมืองงายเป็นเมืองที่สมเด็จ
พระนเรศวรมหาราชทรงกรีฑาทัพผ่านเป็นคร้ังสุดท้าย ก่อนที่พระองค์จะเสด็จสวรรคตท่ีเมืองหาง มีผู้พบเสา
พะเนยี ดอยเู่ ปน็ จานวนมากปรากฏอยู่ ต่อมาทางการได้เก็บรวบรวมและนาไปไว้ที่บริเวณพระสถูปแห่งน้ีพร้อม
กับซากอฐิ จากพระเจดยี ส์ วรรคตของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทเี่ มอื งหาง
อย่างไรกต็ าม ประเด็นเรอ่ื งเส้นทางเดนิ ทพั และสถานที่สวรรคตของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อาจยัง
ไม่ชัดเจน เน่ืองจากเร่ืองราวในพงศาวดารต่าง ๆ ท้ังที่เขียนจากไทยและพม่ายังมีข้อมูลบางส่วนไม่ตรงกัน
โดยเฉพาะช่ือเมืองที่สวรรคต บ้างก็กล่าวว่าทรงเสด็จสวรรคตท่ีเมืองหาง ขณะท่ีบางตานานบอกว่าสวรรคตท่ี
เมืองแหน จึงเป็นท่ีน่าสนใจว่าท้ายที่สุดแล้วสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กษัตริย์นักรบของแผ่นดินสยาม
สวรรคตที่เมอื งไหนกันแน่
เรื่องวัน สวรรคตนี้มีรายละเอียดกล่าวต่างกัน พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขากล่าวว่า
เสด็จสวรรคตวันจันทร์ ขึ้น 8 ค่า เดือน 6 เพลาชายแล้ว 2 บาท ปีมะเส็ง ซ่ึงผู้เชี่ยวชาญทางประวัติศาสตร์
คานวณแล้วตรงกับวันจันทร์ที่ 25 เมษายน 2148 ในหนังสือ A History of Siam ของ W.A.R. Wood กล่าว
วา่ สวรรคตวันท่ี 16 พฤษภาคม ค.ศ. 1605 (พ.ศ. 2148) พระชันษาได้ 50 ปี เสวยราชสมบัตไิ ด้ 15 ปี
ราชการสงครามในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นเหตุการณ์ที่ย่ิงใหญ่และสาคัญย่ิงของชาติไทย
พระองค์ได้กู้อิสรภาพของไทยจากการเสียกรุงศรีอยุธยาคร้ังแ รก แ ละได้ทรงแผ่อานาจ
ของราชอาณาจักรไทย อย่างกว้างใหญ่ไพศาล นับตั้งแต่ประเทศพม่าตอนใต้ทั้งหมด น่ันคือ จากฝ่ัง
มหาสมุทรอินเดียทางด้านตะวันตก ไปจนถึงฝ่ังมหาสมุทรปาซิฟิ กทางด้านตะวันออก ทาง
ด้านทิศใต้ตลอดไปถึงแหลมมลายู ทางด้านทิศเหนือก็ถึงฝั่งแม่น้าโขงโดยตลอด และยังรวมไปถึงรัฐไทย
ใหญ่บางรัฐพระองค์ได้ทาสงครามเข้าไปในประเทศท่ีเป็นข้าศึกของไทย ในทุกทิศทาง จนประเทศไทยอยู่
เป็นปกติสุขปราศจากศึกสงคราม เป็นระยะเวลายาวนาน พระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ทั้งส้ิน
ทง้ั ปวงของพระองค์ เปน็ ไปเพ่อื ประโยชนข์ องบ้านเมอื งและคนไทยทง้ั มวล ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์
จ ะ อ ยู่ ใ น ส น า ม ร บ แ ล ะ ช น บ ท โ ด ย ต ล อ ด มิ ไ ด้ ว่ า ง เ ว้ น แ ม้ แ ต่ เ มื่ อ เ ส ด็ จ ส ว ร ร ค ต ก็
เสด็จสวรรคตในระหว่างเดินทัพไปปราบศัตรูของชาติไทย นับว่าพระองค์ได้ทรงสละพระองค์ เพื่อชาติ
บ้ า น เ มื อ ง โ ด ย สิ้ น เ ชิ ง ส ม ค ว ร ที่ ช า ว ไ ท ย รุ่ น ห ลั ง ต่ อ ม า ไ ด้ ส า นึ ก ใ น พ ร ะ ม ห า ก รุ ณ า ธิ คุ ณ
ของพระองค์ และจดจาวีรกรรมของพระองค์ เทิดทูลไว้เหนอื เกลา้ ฯ ไปตราบชว่ั กาลนาน
..........................................................................................
แหล่งขอ้ มลู อา้ งอิง
กิตติ วฒั นะมหาตม.์ ตานานนางกษัตริย์. กรงุ เทพฯ:สร้างสรรคบ์ ุ๊คส์, 2553
จันทร์ฉาย ภคั อธิคม. กรุงศรีอยุธยาในเอกสารหลักฐานสเปน. กรุงเทพฯ : สมาคมสงั คมศาสตร์ 2532 .
ชาดา นนทวฒั น์. การเมืองไทยสมยั สมเดจ็ พระนเรศวร. --กรุงเทพฯ : แสงดาว, 2549.
ประพฤทธิ์ ศกุ ลรตั นเมธี. “ความสมั พันธไ์ ทย – จีน ในรชั สมยั พระนเรศวรมหาราช” . 2540.
ภาสกร วงศต์ าวัน. ไพร่ ขนุ นาง เจา้ แยง่ ชงิ บลั ลงั กส์ มัยอยธุ ยา. ยปิ ซี:กรงุ เทพฯ, 2553.
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบบั หมอบรดั เล.
มนตรี คมุ้ เรือน. มหากาพย์กู้แผ่นดนิ บทอวสาน: มหาสงครามยุทธหัตถี. กรุงเทพฯ : คลเี นทีฟ, 2550.
รงั สรรค์ วฒั นะ. อนทุ ินของการเปน็ มหาวิทยาลยั นเรศวร. กรงุ เทพฯ: สานกั พิมพ์พัฒนาศึกษา, 2547.
วิบลู ย์ วจิ ิตรวาทการ. ตานานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช. -- กรุงเทพฯ : สรา้ งสรรค์บคุ๊ ส์, 2549.
สมเด็จฯ กรมพระยาดารงราชานภุ าพ. ไทยรบพมา่ เลม่ 1. --กรุงเทพฯ : อักษรเจรญิ ทัศน์, 2546.
สรสั วดี ออ๋ งสกุล. ประวตั ศิ าสตร์ล้านนา. พมิ พ์ครั้งท่ี 6. กรุงเทพฯ:อมรนิ ทร์, 2552.
สงิ ฆะ วรรณสัย, ปริวรรต, โคลงเรอ่ื ง มังทรารบเชียงใหม่.
อานนท์ จติ รประภาส. พระนเรศวรมหาราชชาตินักรบ. -- กรุงเทพฯ : ไทยควอลติ ีบ้ ุ๊คส์ (2006), 2551.
www.brighttv.co.th
www.facebook.com
www.personnel.nu.ac.th
www.welovesuphan.com
www.lib.ru.ac.th
www.komchadluek.net
www.msn.com
www.oic.go.th
www.silpa-mag.com
hilight.kapook.com
th.wikipedia.org › wiki
th.wikipedia.org/wiki
th.wikisource.org › wiki ›
http://oknation.nationtv.
https://sites.google.com.
http://thaiheritage.net/king/naresuan/naresuan
https://www.google.co.th/
prawati-smdec-phra-nresw
thaiheritage.net
ขอขอบคุณภาพและเน้อื หาจากเว็บไซต์ต่างๆ
…………………………………………………….