พระราชประวัติสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (สมเด็จพระราชบิดา เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์) ประสาร ธาราพรรค์ เรียบเรียง ปวงชาวไทย ใจศรัทธา พระบรมราชชนก เหล่าพสก เทิดพระคุณ องค์ทั่วหล้า ทรงวางฐาน การสาธารณสุข ทั่วพสุธา พระสมัญญา พระบิดาแห่งการแพทย์ แผนปัจจุบัน 24 กันยา วันมหิดล น้อมระลึก ล้วนส านึก พระกรุณาธิคุณ สุดสร้างสรรค์ วันคล้ายวัน สวรรคต พระทรงธรรม์ คุณานันต์ ทางการแพทย์ ไทยเทิดทูน
ยูเนสโก ยกย่องท่าน โลกรับรู้ บรมครู แก้ปัญหา เภทภัยสูญ ทรงพัฒนา การศึกษา เลิศจ ารูญ ไทยเพิ่มพูน ศักยภาพ ทั่วธาตรี ทรงสร้างเสริม การสาธารณสุข สู่ยุคใหม่ ทรงท าให้ ปวงชาวไทย เปี่ยมสุขศรี โรคภัยร้าย แก้ไขได้ ไทยเปรมปรีดิ์ คุณความดี พระองค์ท่าน ยั้งยืนยง ใจเขาใจเรา พระบรม ราโชวาท ทรงหมายมาด ให้แพทย์ไทย ใจสูงส่ง มุ่งประโยชน์ เพื่อนมนุษย์ ต้องมั่นคง ทั้งซื่อตรง ไม่ยึดมั่น เรื่องของตน ทุนวิทยาศาสตร์ สาธารณสุข ทรงพระราชทาน สร้างผลงาน การแพทย์ไทย ทุกแห่งหน ทรงปรับปรุง การศึกษา เพื่อปวงชน อันส่งผล การสาธารณสุขไทย ให้รุ่งเรือง .......................................... ประสาร ธาราพรรค์ ผู้ประพันธ์
สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (สมเด็จ พระราชบิดา เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์)ได้ทรง ประกอบพระราชกรณียกิจเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนชาว ไทยอย่างไพศาล โดยเฉพาะในด้านการแพทย์และการสาธารณสุข ทรงอุทิศ ก าลังพระวรกายและพระหฤทัย ตลอดจนทรัพย์สินส่วนพระองค์เพื่อ การแพทย์ไทย ทรงเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์ ทรงช่วยเหลือในการ ขยายกิจการของโรงพยาบาลศิริราช พระราชทานเงินสร้างตึกคนไข้ พระราชทานทุนส่งนักเรียนแพทย์และนักเรียนพยาบาลไปศึกษาต่อใน ต่างประเทศ
พระราชกรณียกิจที่ได้ทรงบ าเพ็ญแก่วงการแพทย์ และการสาธารณสุข ของประเทศไทยตลอดระยะเวลา 12 ปีนั้นได้เสริมสร้างความเป็นปึกแผ่น ให้แก่โรงเรียนแพทย์ และพัฒนาการเรียนการสอนตลอดจนการผลิตแพทย์ให้ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอันเป็นการวางรากฐานแก่การแพทย์ และการ สาธารณสุขให้เจริญพัฒนาก้าวหน้าทัดเทียมอารยะประเทศ บรรดาผู้ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณได้พร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญา พระองค์ว่า “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย” วันที่ 24 กันยายน เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิ เบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล วันอันเป็นที่ระลึกส าคัญนี้ว่า "วันมหิดล" เพื่อเป็นการถวายสักการะ และแสดง กตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ท่าน เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นวันครบ 100 ปี วันพระราช สมภพ องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ประกาศยกย่องพระองค์เป็นบุคคลส าคัญของโลกด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ การแพทย์ การพยาบาลและการสาธารณสุข ต่อมาวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555 เนื่องในโอกาสวันพระราชสมภพครบ 120 ปี กระทรวงศึกษาธิการได้ถวายพระราชสมัญญาว่า “พระบิดาแห่งการ อุดมศึกษาไทย”
พระราชสมภพ พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ในหนังสือพิมพ์ Le petit Journal ปี ค.ศ.1893 สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงเป็น พระราชโอรสองค์ที่ 69 ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และองค์ที่ 7 ในสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เมื่อวันศุกร์ เดือนยี่ ปีเถาะ ขึ้น 3 ค่ า ตรงกับวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2434 ในพระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระราชชนกนาถ
พระราชทานพระนามว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลย เดชฯ” ทรงมีพระเชษฐาและพระเชษฐภคินีร่วมพระราชมารดา 7 พระองค์ (ท่านเป็นองค์ที่ 7) พระฉายาลักษณ์ทรงฉายพร้อมด้วย สมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์และสมเด็จ ฯ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช 1. สมเด็จพระบรมราชปิตุลาธิบดี เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ (สมเด็จพระ บรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร) 2. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอิศริยาลงกรณ์ 3. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าวิจิตรจิรประภา อดุลยาดิเรก รัตน ขัตติยราชกุมารี
4. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสมมติวงศ์วโรทัย กรมขุนศรี ธรรมราชธ ารงฤทธิ์ 5. สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรี ราชสิรินธร (สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ นรินทรเทพยกุมารี) 6. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าศิราภรณ์โสภณ พิมลรัตนวดี 7. สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์) 8. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าหญิง (ยังไม่ได้รับพระราชทาน นาม) สิ้นพระชนม์เมื่อพระชันษาได้ 3 วัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯพระราชทานนาม เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2434 ว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าชายมหิดลอดุลยเดช นเรศวรมหาราชาธิ บดินทร์ จุฬาลงกรณินทรวรางกูร สมบูรณ์เบญจพรสิริสวัสดิ์ขัตติยวโรภโตสุ
ชาติ คุณสังกาศเกียรติประกฤษฐลักษณะวิจิตรพิสิฏฐบุรุษย์ ชนุดมรัตนพัฒน ศักดิ์ อรรควรราชกุมาร” พระนามที่เรียกและรู้จักกันทั่วไปว่า… “ทูลกระหม่อมแดง” กรมหลวงสมรรัตนศิริเชษฐ์ เมื่อ ยังท รงพ ร ะเ ย า ว์ ป ร ะทับ อ ยู่กับ สมเ ด็จพ ร ะ ร าช ชนนีใน พระบรมมหาราชวัง โดยมีกรมหลวงสมรรัตนศิริเชษฐ์ ทรงเป็นผู้ถวายการดูแล อย่างใกล้ชิด พระพี่เลี้ยง คือ หม่อมเจ้ากุสุมา เกษมสันต์พระพลานามัยไม่ สมบูรณ์นัก ต้องเสวย น้ ามันตับปลาเป็นประจ า พระกระยาหารที่ทรงโปรด มาก คือ ปลากุเลากับส้มโอฉีก ส่วนเครื่องหวานทรงโปรดอ้อยควั่นแช่ น้ าดอกไม้สด สมเด็จพระบรมราชชนกได้รับการถวายพระอักษรตั้งแต่ยังทรง
พระเยาว์มากที่โรงเรียนราชกุมาร ในพระบรมมหาราชวัง โดยมีพระยาอิศร พันธุ์โสภณ (หนู) เป็นพระอาจารย์ภาษาไทยคนแรก ทรงมีพระสหายสนิท คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ในส่วนพระราช จริยาวัตรนั้น ไม่ทรงถือพระองค์และทรงมี น้ าพระทัยเมตตากรุณา ต่อบรรดา ประชาราษฎร์มาแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงเป็นนายร้อยพิเศษ พ.ศ.2442 : “ทรงเป็นนายร้อยพิเศษ” สมัยนั้นเป็นประเพณีที่เจ้านาย ผู้ชายจะเข้าเป็นนักเรียนนายร้อยทหารบก สมเด็จพระบรมราชชนกเข้าเป็น นักเรียนพิเศษโรงเรียนนายร้อย พร้อมๆ กับพระเชษฐาและพระอนุชา คือ สมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก และสมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิ์เดช เสด็จรับ การฝึกจัดแถวทหารและการบริหารที่โรงเรียนนายร้อยทุกวันพุธและตอนเช้า
วันเสาร์ มีนายร้อยโทหยิบเป็นครูถวายการฝึก การฝึกแถวเริ่มเวลา 06.30 น. ถึง 08.00 น. หลังจากนั้นทุกพระองค์จะเสด็จกลับพระราชวัง พระราชพิธีโสกันต์และพระราชทานพระสุพรรณบัฏ พ.ศ.2446 : พระราชพิธีโสกันต์และพระราชทานพระสุพรรณบัฏ เมื่อ พระชนมายุได้ 11 พรรษา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรด เกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีมหามงคลโสกันต์ มีการสมโภช 7 วัน 7 คืน ตั้งแต่วันที่ 24 ถึง 30 ธันวาคม พ.ศ.2446 ภายหลังพระราชพิธีโสกันต์ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีบรมราชโองการด ารัสสั่งให้สถาปนา “สมเด็จเจ้า ฟ้าชาย” ขึ้นเป็น “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าต่างกรม”
“พระราชพิธีโสกันต์และพระราชทานพระสุพรรณบัฏ เป็นพระราช ประเพณีโบราณมา ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้า เมื่อทรงพระชันษาเจริญขึ้น สมควรกาลแล้ว ก็พระราชทานพระสุพรรณบัตรเฉลิมพระนาม ตามควรที่ ตั้งอยู่ในพระบรมราชตระกูลอันสูงศักดิ์ บางพระ องค์ โปรดเกล้า ฯ ให้ด ารง พระเกียรติยศเป็นเจ้าฟ้าต่างกรม ทรงศักดินาเต็มตามพระราชก าหนด เป็น ธรรมเนียมสืบ มา ทรงพระราชด าริว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าชาย มหิดลทรงพระเจริญวัย สมควรได้รับพระสุพรรณบัตร เฉลิมพระนามตามขัต ติยราชประเพณี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้มีพระราชพิธีตามอย่างที่ เคยมีมาแต่ก่อน ให้สถาปนาสมเด็จ พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าชายขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดล อดุลยเดช นเรศวรมหาราชาธิบดินทร์ จุฬาลงกรณินทรวรางกูร สมบูรณ์เบญจพรสิริสวัสดิ์ ขัตติยวโรภโตสุชาติ คุณ สังกาศเกียรติ ประกฤษฐ์ ลักษณวิจิตรพิสิฏฐบุรุษย์ ชนุดมรัตนพัฒนศักดิ์ อรรควรราชกุมาร กรมขุนสงขลานครินทร์ มุสิกนาม ให้ทรงศักดินา 40,000 ตามพระราชก าหนด อย่างสมเด็จ พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าต่างกรม ในพระบรม ราชตระกูลอันสูงศักดิ์
ทรงผนวช สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (สมเด็จเจ้า ฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมขุนสงขลานครินทร์) ทรงบรรพชาเป็นสามเณร ใน วโรกาสที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว) ทรงอุปสมบท ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ก่อน เสด็จประทับที่ พระต าหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศวิหาร 1 คืน แล้วเสด็จประทับที่พระ ต าหนักทรงพรต วัดบวรนิเวศวิหาร ตามราช ประเพณี เมื่อ วันที่ 21 สิงหาคม ถึง 13 ธันวาคม พ.ศ. 2447
การศึกษา สมเด็จเจ้าฟ้าอัษฏางค์เดชาวุธฯ สมเด็จพระบรมราชชนกได้รับการถวายพระอักษรตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ มากที่โรงเรียนราชกุมาร ในพระบรมมหาราชวัง โดยมีพระยาอิศรพันธุ์โสภณ (หนู) เป็นพระอาจารย์ภาษาไทยคนแรก พ.ศ.2448 : “เสด็จศึกษาในต่างประเทศ” ภายหลังทรงผนวช พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จไปศึกษา ณ โรงเรียนแฮร์โรว์ ประเทศอังกฤษ พร้อมกับสมเด็จเจ้าฟ้าอัษฏางค์เดชาวุธฯ กรมขุนนครราชสีมา และสมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรม ขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราไชย โดยเสด็จออกจากกรุงเทพฯ วันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ.2448 ถึงลอนดอน วันที่ 11 มิถุนายน ปีเดียวกัน สมเด็จพระบรมราชชนก เสด็จไปประทับกับครอบครัว “นายคอลเอสเตอร์วิมส์” ในเมืองเล็กๆ ทรง
ศึกษาภาษาและวิชาสามัญ เพื่อให้ภาษาอังกฤษและความรู้อื่นๆ ดีขึ้น ทรง ประทับในประเทศอังกฤษ ประมาณ 2 ปี โรงเรียนแฮร์โรว์ พ.ศ.2449 : “เสด็จศึกษาที่โรงเรียนแฮร์โรว์” เดือนพฤษภาคม 2449 เสด็จเข้าศึกษาที่โรงเรียนแฮร์โรว์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ พ.ศ.2450 : “ทรงศึกษาที่ ประเทศเยอรมนี” ในปี 2450 ได้เสด็จไปที่ โรงเรียนเตรียมนายร้อย เมืองปอตสดัม ประเทศเยอรมนี เป็นเวลา 1 ปี ระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่นั้น แพทย์ที่เยอรมนีได้ท าการรักษาอาการประชวรด้วย กระดูกสันหลังคดตั้งแต่ทรงพระเยาว์ พระองค์ท่านทรงได้รับการรักษาโดยวิธี ดึง คือ ถ่วงด้วยน้ าหนัก และให้นอนเหมือนอยู่ในเกราะ ซึ่งมีข้อดีคือ ท าให้ พระองค์ท่านทรงเจริญพระชันษามีรูปร่างงดงาม
Imperial German Naval College เมื่อทรงจบหลักสูตรโรงเรียนนายร้อยชั้นต้นแล้ว เนื่องจากพระเจ้า จักรพรรดิแห่งเยอรมัน ทรงขอให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวส่ง พระราชโอรสไปให้ทรงอุปการะเข้าศึกษาที่โรงเรียนทหารอีกพระองค์หนึ่ง สมเด็จพระบรมราชชนก เสด็จเข้าโรงเรียนนายร้อยชั้นสูง (โรงเรียนนายร้อย ทหารบก) ที่ Royal Prussian Military Collage, Gross Lichterfelde ใกล้ กรุงเบอร์ลิน ภายหลังที่ทรงส าเร็จจากโรงเรียน “นายร้อยทหารบก” แล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ไปทรง ศึกษา “ด้านทหารเรือ” ณ Imperial German Naval College ระหว่างที่ ทรงศึกษาอยู่ ทรงฝึกอย่างหนักแบบพลทหาร มีการกรรเชียงเรือทุกวัน ถูล้าง ดาดฟ้าเรือ หัดเป็นช่างไฟใส่ถ่านหิน แต่ก็ทรงสนุกที่ได้ทรงท าหน้าที่ทุกอย่าง อ ย่ า ง ที่ นั ก เ รี ย น เ ย อ ร มั น ต้ อ ง ฝึ ก “ท ร ง ส อ บ ไ ด้ เ ป็ น ที่ 1”
และในปีสุดท้ายของการศึกษา “ทรงชนะ…การประกวดการออกแบบเรือด า น้ า” พ.ศ.2454 : “ทรงได้รับพระราชทานยศเป็นนายเรือตรี” แห่ง “ราชนาวี ไทย” ในปี 2454 ทรงส าเร็จการศึกษาเป็นนายเรือตรีในกองทัพเรือเยอรมัน ทรงได้คะแนนดีเยี่ยมตามหลักสูตรและได้พระราชทานยศจากเมืองไทยเป็น นายเรือตรีแห่งราชนาวีไทย เมื่อพระชนมายุได้ 21 พรรษา เมื่อส าเร็จ การศึกษาแล้วได้ทรงรับราชการในกองทัพเรือเยอรมันเป็นเวลา 3 ปี กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ในปี พ.ศ.2459 นี้ สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทรทรงด ารง ต าแหน่งผู้ช่วยปลัดทูลฉลองและผู้บัญชาการโรงเรียนราชแพทยาลัย ขณะนั้น สังกัดกระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาในปัจจุบัน) ทรงพิจารณาเห็นว่า “โรงเรียนแพทย์” อยู่ในฐานะล้าหลังมาก เมื่อเทียบกับโรงเรียนแพทย์ในทวีป ยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านวิทยาศาสตร์ ทรงตกลงพระทัยที่จะปรับปรุง
เป็นการใหญ่ แต่ต้องประสบอุปสรรค คือ หาผู้ที่มีวิชาเป็นอาจารย์ไม่ได้ จึงได้ ทรงพยายามชักชวนผู้ที่มีความรู้มาร่วมงาน พร้อมทั้งได้ขอร้องให้กระทรวง ธรรมการติดต่อกับ “มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์” ให้ช่วยจัดอาจารย์ในวิชากาย วิภาคศาสตร์ สรีรวิทยา พยาธิวิทยา และศัลยกรรม ซึ่งในครั้งนั้นประเทศไทย ได้ผู้เชี่ยวชาญมาเพียงคนเดียว คือ ดร.เอจี เอลลิส ซึ่งต่อมาได้เป็นก าลังส าคัญ ในการปรับปรุงโรงเรียนแพทย์ ศิริราชพยาบาล ในปี พ.ศ.2459 นี้ สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทรทรงด ารง ต าแหน่งผู้ช่วยปลัดทูลฉลองและผู้บัญชาการโรงเรียนราชแพทยาลัย ขณะนั้น สังกัดกระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาในปัจจุบัน) ทรงพิจารณาเห็นว่า “โรงเรียนแพทย์” อยู่ในฐานะล้าหลังมาก เมื่อเทียบกับโรงเรียนแพทย์ในทวีป
ยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านวิทยาศาสตร์ ทรงตกลงพระทัยที่จะปรับปรุง เป็นการใหญ่ แต่ต้องประสบอุปสรรค คือ หาผู้ที่มีวิชาเป็นอาจารย์ไม่ได้ จึงได้ ทรงพยายามชักชวนผู้ที่มีความรู้มาร่วมงาน พร้อมทั้งได้ขอร้องให้กระทรวง ธรรมการติดต่อกับ “มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์” ให้ช่วยจัดอาจารย์ในวิชากาย วิภาคศาสตร์ สรีรวิทยา พยาธิวิทยา และศัลยกรรม ซึ่งในครั้งนั้นประเทศไทย ได้ผู้เชี่ยวชาญมาเพียงคนเดียว คือ ดร.เอจี เอลลิส ซึ่งต่อมาได้เป็นก าลังส าคัญ ในการปรับปรุงโรงเรียนแพทย์ สมเด็จพระบรมราชชนก “สมเด็จกรมพระยาชัยนาทนเรนทร” ได้เสด็จไปเฝ้า “สมเด็จพระบรม ราชชนก” และทรงโน้มน้าวให้หันมาสนพระทัย “การแพทย์และสาธารณสุข” เสด็จในกรมฯ ได้ทรงออกอุบายเชิญเสด็จประทับเรือยนต์ประพาสทางน้ า เมื่อ แล่นไปตามคลองบางกอกใหญ่ ผ่านเข้าคลองบางกอกน้อย พอเรือออกจาก คลองบางกอกน้อย สมเด็จกรมพระยาชัยนาทนเรนทรจึงทูลเชิญให้ทรงแวะที่
“ศิริราชพยาบาล” ซึ่งเป็นที่ท างานของพระองค์ท่าน สมเด็จพระบรมราชชนก ได้ทอดพระเนตรโรงคนไข้ ซึ่งเป็นเรือนไม้หลังคาจาก มีที่ไม่พอรับคนไข้ นั่งรอ นอนรออยู่ตามโคนต้นไม้ อุปกรณ์รักษาพยาบาลขาดแคลน โรงเรียนแพทย์มี เครื่องมือในการเรียนไม่เพียงพอ สมเด็จพระบรมราชชนกทรงทราบถึงความ ยากล าบากและขาดแคลนของศิริราช ทรงสลดพระทัยเป็นอันมาก เสด็จใน กรมฯ กราบบังคมทูลวิงวอนให้สมเด็จพระบรมราชชนกทรงจัดการศึกษา เสด็จในกรมฯ บรรเทาหาเหตุผลที่ทรงท าเช่นนั้นว่า…เพราะสมเด็จเจ้าฟ้ากรม ขุนสงขลานครินทร์ทรงเป็นเจ้าฟ้าชั้นสูง ถ้าเข้ามาทรงจัดการเรื่องนี้แล้วจะท า ให้กิจการแพทย์เด่นขึ้น มีผู้ใดเสด็จช่วยเหลืองานมากขึ้น อนึ่งทูลกระหม่อม ทรงมีรายได้สูง แต่พอพระทัยจะใช้ในการบ าเพ็ญพระกุศลสาธารณะ และ ประการส าคัญที่สุดทรงเป็นเจ้าฟ้าที่มีพระปัญญาหลักแหลม มีความเพียรกล้า จะทรงท าอะไรก็ทรงท าจริงไม่ย่อท้อ กิจการแพทย์เจริญก้าวหน้าได้อย่าง รวดเร็ว ถ้าสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์ทรงตกลงพระทัยที่จะจัดการ เรื่องการแพทย์ “สมเด็จพระบรมราชชนก” ทรงรับสั่งว่า พระองค์เป็นทหารเรือจะช่วย ได้อย่างไร? เสด็จในกรมฯ ทูลว่าพระองค์ก็ไม่ใช่แพทย์ มีความรู้ทางการศึกษา ส่วนหม่อมเจ้าพูลศรีเกษมก็ทรงเรียนมาทางเคมีและพฤกษศาสตร์ แต่ก็ได้ พยายามช่วยเต็มที่ เพราะเห็นความจ าเป็นและคิดว่าถึงอย่างไรก็ดีกว่าไม่มีใคร ช่วยเลย หลายวันต่อมาจึงได้ทรงแจ้งว่า… “ตกลงพระทัย จะทรงช่วยในการ ปรับปรุงการแพทย์ของประเทศไทย โดยไปทรงศึกษาวิชาเฉพาะเสียก่อน เพื่อ จะให้งานได้ผลจริงๆ”
พ.ศ. 2460 ทรงศึกษาเตรียมแพทย์ ณ มหาวิทยาลัย Harvard สหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2462 ทรงศึกษาวิชาสาธารณสุขและวิชาปรีคลินิคบางส่วน ที่ School of Health Officer ของมหาวิทยาลัย Harvard ร่วมกับ M.I.T. ทรงรับราชการ พ.ศ.2451 : “นายร้อยตรีในกรมทหารบก” วันที่ 19 เมษายน รศ.127 (2451) ทรงได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นนายร้อยตรีในกรมทหารบก พ.ศ.2453 : “ทรงได้รับการเฉลิมพระนามเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยา เธอ” 23 ตุลาคม พ.ศ.2453 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จ สวรรคต สมเด็จพระบรมราชชนก เสด็จกลับประเทศไทยในงานพระราชพิธี
พระบรมศพ ทรงได้รับการเฉลิมพระนามเป็น “สมเด็จเจ้าฟ้าน้องยาเธอ เจ้า ฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์” พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ.2457 : ประจ าราชนาวีเยอรมัน พ.ศ. 2454-2457 “ทรงลาออกจาก กองทัพเรือเยอรมัน” ในเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ.2457 เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 อุบัติขึ้น ประเทศไทยประกาศเป็นกลาง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว พระเชษฐาธิราชจึงโปรดเกล้าฯให้ไปศึกษาต่อที่ประเทศเดนมาร์ก แต่เหตุการณ์ไม่เป็นที่วางพระหทัย ประทับอยู่ได้ประมาณ 2 เดือน ก็โปรด เกล้าฯ ให้เสด็จกลับประเทศ สมเด็จพระบรมราชชนกทรงลาออกจาก กองทัพเรือเยอรมัน เสด็จนิวัตประเทศไทยในวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ.2458 รวม เวลาที่ประทับศึกษาอยู่ในอังกฤษ เยอรมนี และเดนมาร์ก ประมาณ 9 ปีเศษ
พ.ศ.2458 : “ทรงรับราชการในกระทรวงทหารเรือ” 8 มีนาคม พ.ศ. 2458 พระราชทานเงินบ ารุงศิริราชพยาบาล 2,500 บาท ในการบ าเพ็ญกุศล พระชนมายุครบ 24 พรรษา ทรงรับราชการในกระทรวงทหารเรือ ในต าแหน่ง ส ารองราชการกรมเสนาธิการทหารเรือ ในวันที่ 2 เมษายน 2458 ได้รับ พ ร ะ ร า ช ท า น ย ศ เ ป็ น “น า ย เ รื อโ ท ” ก ร ม เ ส น า ธิ การทหารเรือ ประมาณ 4 เดือน ทรงย้ายไปรับต าแหน่งใน “กองอาจารย์นาย เรือ” แผนกต ารากรมยุทธศึกษาทหารเรือ ทรงสนพระทัยในการสอนนักเรียน นายเรือเป็นอย่างยิ่ง สมเด็จพระบรมราชชนกทรงสนพระทัย และเชี่ยวชาญ ทางเรือด าน้ า และเรือตอร์ปิโดรักษาฝั่ง ซึ่งทรงศึกษามาจากประเทศเยอรมนี พ.ศ.2467 : อธิบดีกรมมหาวิทยาลัย กระทรวงศึกษาธิการ (ผู้บังคับบัญชาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) วันที่ 11 ตุลาคม – 25 มิถุนายน พ.ศ. 2467 และทรงด ารงต าแหน่งข้าหลวงตรวจการศึกษาทั่วไป กระทรวงศึกษาธิการ วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2467 จนสวรรคต
ในสมัยนั้นเป็นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมี พระราชประสงค์จะบูรณะกองทัพเรือซึ่งขณะนั้นเล็กมาก จึงจัดให้มีการ ประชุมนายทหารเรือ สมเด็จพระบรมราชชนกถวายรายงานความเห็น “เรื่อง เรือ” “ส” จ านวน 94 หน้า ในวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ.2457 ว่า “เมืองไทย เป็นประเทศเล็กไม่มีฐานทัพเรือและอู่ใหญ่ๆ จึงไม่มีประโยชน์ที่จะมีเรือรบ ใหญ่ ควรใช้เรือเล็กๆ เช่น เรือด าน้ าและเรือตอร์ปิโด ซึ่งเข้าแม่น้ าได้สะดวก และมีประโยชน์กว่า แต่ในสมัยนั้นผู้ใหญ่ส่วนมากจบจากอังกฤษมีความเห็น ว่า… “ควรใช้เรือใหญ่” เพื่อจะฝึกทหารไปในตัวและคิดว่าจะใช้เรือขนาด “ครู เซอร์” สมเด็จพระราชบิดาก็มิได้ทรงถืออ านาจ ก็ทรงยอมรับฟังแต่น้อย พระทัยว่า อุตส่าห์ไปทรงศึกษาวิชานี้โดยตรงจากเยอรมันครั้งเวลาปฏิบัติจริง
กลับไม่ได้ดังประสงค์ 10 สิงหาคม พ.ศ.2458 กระทรวงทหารเรือก็ลงค าสั่งให้ นายเรือโทกรมสงขลานครินทร์ไปประจ าแผนกต ารา กองอาจารย์โรงเรียนนาย เรือ พ.ศ.2459 : “ทรงลาออกจากกระทรวงทหารเรือ” ต่อมาลาออกจาก ประจ าการ เมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2459 รวมเวลาที่ทรงรับราชการใน กระทรวงทหารเรือ 9 เดือน 18 วัน ขณะรับราชการนั้นท่านได้ทรงท าโครงการ เกี่ยวกับเรือด าน้ าและร่างโครงการสร้างก าลังทางเรือทั้งกองทัพไว้อีกด้วย แต่ ยังไม่ได้ทรงด าเนินการได้ลาออกเสียก่อน มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เมื่อปี พ.ศ. 2460 สมเด็จพระบรมราชชนกได้เสด็จเข้าศึกษาวิชา สาธารณสุขที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แมสซาชูเซตส์ (Cambridge, Massachusetts) ประเทศสหรัฐอเมริกา จบชั้นปีที่ 2 จึงทรงเปลี่ยนไปศึกษา
ต่อด้านสาธารณสุขที่ School for Health Officer มหาวิทยาลัย Harvard และ Massachusetts Institute of Technology ระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่นั้น พระองค์ทรงได้พระราชทานทุนให้แก่นักเรียนแพทย์ ไปศึกษาที่สหรัฐอเมริกา จ านวน 2 ทุน ซึ่งทางโรงเรียนแพทย์ได้คัดเลือกออกมา ปรากฏว่าได้นักเรียน พยาบาลมา 2 คน คือ นางสาวสังวาลย์ ตะละภัฏ (ต่อมาคือ สมเด็จพระศรี นครินทราบรมราชชนนี) และนางลิปิธรรม ศรีพยัตต์ นางสาวสังวาลย์ ตะละภัฏ สมเด็จพระบรมราชชนก ทรงดูแลเอาใจใส่นักเรียนทั้ง 2 ของพระองค์ อย่างดี ทั้งทรงแนะน าวิธีการด าเนินชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณีของ ต่างประเทศ และทรงรับสั่งเตือนสติเสมอว่า “เงินที่ฉันได้ใช้ออกมาเรียน หรือ ให้พวกเธอออกมาเรียนนี้ไม่ใช่เงินของฉัน แต่เป็นเงินของราษฏรเขาจ้างให้ ออกมาเรียน ฉะนั้นเธอต้องตั้งใจเรียนให้ดี ให้ส าเร็จเพื่อจะได้กลับไปท า
ประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ และขอให้ประหยัดใช้เงิน เพื่อฉันจะได้มีเงินเหลือ ไว้ช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป” ศาสตราจารย์อุปการคุณ นายแพทย์ แอลเลอร์ กัสติน เอลลิส ระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่นี้ พระองค์ทรงใช้พระนามว่า มิสเตอร์มหิดล สงขลา เช่าอะพาร์ทเม็น ซึ่งมีเพียง 4 ห้อง และมีคนใช้เพียงคนเดียว นับเป็นที่ ชื่นชมของชาวอเมริกามาก ดังที่ได้เห็นจากบทความของ ดร. เอลลิส ว่า ในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ก็ทรงเป็นเพียงนักเรียนแพทย์ผู้หนึ่งที่ไม่ใช่เจ้านาย ในพระนามบัตรก็มีว่า “มิสเตอร์มหิดล สงขลา” ใน เวลาที่ประทับอยู่ใน ประเทศที่ไม่มีเจ้านาย พระองค์ท่านก็ไม่ใช่เจ้านาย เราถือว่าการที่วางพระองค์
เช่นนี้ เป็นการให้เกียรติยศอันแท้จริงแก่ประเทศของเราและสมกับพระ ลักษณะของการเป็นเจ้านายที่แท้จริง ขณะทรงศึกษาวิชาสาธารณสุขชั้นปีที่ 3 ที่สมเด็จพระบรมราชชนกได้ เสด็จกลับมาร่วมงาน ถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบ รมราชินีนาถพระราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2463 สมเด็จพระบรมราชชนกได้อภิเษก สมรสกับนางสาวสังวาลย์ ตะละภัฏ (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2464 สมเด็จพระบรมราชชนกได้ทรงส าเร็จ การศึกษา และได้รับประกาศนียบัตรการสาธารณสุข ดังนั้นพระองค์พร้อม พระชายาจึงเสด็จยุโรปประทับที่เมืองเอดินเบอร์ก สก็อตแลนด์ ทรงเป็นผู้แทน รัฐบาลไทยในการเจรจากับ มูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ เกี่ยวกับการช่วยเหลือด้าน การศึกษาวิชาแพทย์ในประเทศไทย ซึ่งบรรลุผลส าเร็จให้กับรัฐบาลไทย ถึงแม้ จะมีการเจรจากันหลายครั้งก็ตาม การเสด็จสหราชอาณาจักรครั้งนี้ทรงตั้งพระทัยจะศึกษาวิชาแพทย์ให้จบ แต่เนื่องจากมีอุปสรรค ได้ประชวรด้วยโรคของพระวักกะ (ระบบปอด) ประกอบกับที่อังกฤษมีอากาศชื้นและหนาวเย็น ไม่เหมาะกับโรค ดังนั้นพระ บรมราชชนกจึงต้องเสด็จนิวัติกลับพระนคร เพราะมีพระราชโองการจาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ให้ทรงด ารงต าแหน่งอธิบดีกรมมหาวิทยาลัย และรับต าแหน่งในเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2466 ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2468 สมเด็จพระบรมราชชนกพร้อมพระ ชายาและพระธิดาเสด็จยุโรป เพื่อไปศึกษาเรื่องแพทย์ต่อ โดยได้ทรงเลือกวิชา
กุมารเวชศาสตร์ และพระองค์ก็ได้ทรงเสด็จกลับเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2471 พระราชอิสริยศักดิ์ สมเด็จเจ้าฟ้าชายมหิดลอดุลยเดชฯ พ.ศ. 2446 ภายหลังโสกันต์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนา สมเด็จเจ้าฟ้าชายมหิดลอดุลย เดชฯ ขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าต่างกรม มีพระนามตามพระ สุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช นเรศวรมหา ราชาธิบดินทร์ จุฬาลงกรณทราชาวรางกูร สมบูรณ์เบญจพรศิริสวัสดิ์ ขัติยว โรภโตสุชาติ คุณสังกาศเกียรติประกฤษฐ์ ลักษณวิจิตรพิสิฏฐ์บุรุษ ชนุดมรัต รพัฒนศักดิ์ อัครราชวรกุมาร กรมขุนสงขลานครินทร์” มุสิกนาม ให้ทรงศักดิ นา 40,000 ตามพระราชก าหนด อย่างสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรม
พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2472 วันที่ 30 พฤศจิกายน (ภายหลังสวรรคตแล้ว) พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรง สถาปนาขึ้นเป็น “สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ กรมหลวง สงขลานครินทร์” พ.ศ. 2477 วันที่ 25 มีนาคม พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันท มหิดล ทรงสถาปนาขึ้นเป็น“สมเด็จพระราชบิดา เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์” พ.ศ. 2513 วันที่ 9 มิถุนายน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอ ดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศเฉลิมพระอัฐิสมเด็จพระ ราชบิดา ตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดช วิกรม พระบรมราชชนก” ทรงพระราชฐานันดรศักดิ์เสมอด้วยสมเด็จพระบวร ราชเจ้า
พระราชอิสริยยศ พระยศทหารเรือ แห่งราชนาวีเยอรมัน 1. นายเรือตรี พ.ศ. 2454 พระยศทหารเรือ แห่งราชนาวีสยาม 1. นายเรือตรี วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2454 2. นายเรือโท วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2469 3. นายนาวาเอก วันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2469 4. จอมพลเรือ วันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2541 พระยศทหารบก 1. นายพันโท พ.ศ. 2467 2. นายพันเอก พ.ศ. 2469 พระยศเสือป่า 1. นายกองโท นายเสือป่าพิเศษ กองเสือป่าหลวง พ.ศ. 2466 2. นายกองเอก กรมนักเรียนแพทย์เสือป่า พ.ศ. 2467
พระยศพลเรือน 1. มหาอ ามาตย์ตรี (กระทรวงศึกษาธิการ) พ.ศ. 2467 เครื่องราชอิสริยาภรณ์ สมเด็จฯ พระบรมราชชนกได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น สูงสุดของตระกูลต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ พ.ศ. 2447 – เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณ รุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ (ม.จ.ก.) (ฝ่ายหน้า) พ.ศ. 2454 – เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพ รัตนราชวราภรณ์ (น.ร.) (ฝ่ายหน้า) พ.ศ. 2458 – เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ 1 ปฐม จุลจอมเกล้าวิเศษ (ป.จ.ว.) พ.ศ. 2467 – เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎ ไทย ชั้นที่ 1 ประถมาภรณ์มงกุฎไทย (ป.ม.) พ.ศ. 2454 – เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 5 ชั้นที่ 1 (จ.ป.ร.1) พ.ศ. 2454 – เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 6 ชั้นที่ 1 (ว.ป.ร.1) พ.ศ. 2471 – เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 7 ชั้นที่ 1 (ป.ป.ร.1)
ตราประจ าราชสกุลมหิดลเดิมเป็นตราประจ า พระองค์สมเด็จพระบรมราชชนก
อภิเษกสมรส สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์กับหม่อมสังวาลย์ ระหว่างที่พระองค์ทรงศึกษาอยู่ที่สหรัฐอเมริกาได้พระราชทานทุนให้แก่ นักเรียนแพทย์ ไปศึกษาที่สหรัฐอเมริกาจ านวน 2 ทุนซึ่งทางโรงเรียนแพทย์ได้ คัดเลือกออกมา ปรากฏว่าได้นักเรียนพยาบาลมา 2 คน คือ สังวาลย์ ตะละภัฏ (ต่อมาคือ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) และอุบล ปาลกะวงษ์ ณ อยุธยา (ต่อมาคือ อุบล ลิปิธรรมศรีพยัตต์) สมเด็จพระบรมราชชนก ทรงดูแล เอาใจใส่นักเรียนทั้ง 2 ของพระองค์อย่างดี ทั้งทรงแนะน าวิธีการด าเนินชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณีของต่างประเทศ ขณะทรงศึกษาวิชาสาธารณสุขชั้นปีที่ 3 ที่สมเด็จพระบรมราชชนกได้ เสด็จกลับมาร่วมงาน ถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระศรีพัชรินทรา
บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2463 สมเด็จพระบรมราชชนกได้อภิเษกสมรสกับนางสาวสังวาลย์ ตะละภัฏ (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) ณ วังสระปทุม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ อภิเษกสมรสกับ นางสาวสังวาลย์ ตะละภัฎ (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราช ชนนี) และเสด็จฯ มาพระราชทานน้ าสังข์ เมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2463 ณ วังสระปทุม “...ด้วยสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์ ได้ประทาน ข่าวเล่ามาเป็นเรื่องส่วนพระองค์ว่า บัดนี้ พระองค์ท่านได้ชอบรักกันโดยเที่ยง ธรรมกับนางสาวสังวาลย์ ตะละภัฏ นักเรียนของสมเด็จพระมาตุจฉาเจ้า พระ บรมราชเทวี ซึ่งได้ออกมาศึกษาวิชาแพทย์พร้อมกับพระยาชนินทร์ภักดีที่ สหรัฐอเมริกา เมื่อศก 2460 และเวลานี้อายุประมาณ 18 ปี แต่ยังไม่ทรงคิด
จะแต่งงานจนกว่านางสาวสังวาลย์จะได้เล่าเรียนอยู่ต่อไปอย่างน้อยอีกปีเศษ ข้าพระพุทธเจ้าทราบเกล้าฯ ดังนี้แล้ว ได้ไปเฝ้าท่านที่เมืองบอสตัน เพื่อเป็น โอกาสจะได้กราบทูลถามความละเอียดต่อไป ก็มีความยินดีที่ได้ฟังรับสั่งว่า พระองค์ท่านทรงตระหนักแน่พระทัยในความดีของนางสาวสังวาลย์ว่าเป็นผู้ ประกอบไปด้วยคุณสมบัติวิชาความรู้ความสามารถ เฉลียวฉลาดต้องพระทัย ทุกอย่าง ทรงหวังว่าคงจะเป็นคู่ค้ าชูพระเกียรติไม่ผิดไปต่อพระราชนิยมได้ แม้ หากว่าจะขาดอยู่เพียงพระยศ แต่เมื่อมีความดีแล้ว ยศก็ย่อมเป็นของที่ควร ยกขึ้นได้ภายหลัง...” ความข้างต้นเป็นตอนหนึ่งในหนังสือของพระยาประภากรวงศ์ อัคร ราชทูตสยาม ณ กรุงวอชิงตัน กราบทูลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา เทวะวงศ์วโรปการ เสนาบดีว่ากระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2461 เพื่อแจ้งข่าวการตัดสินพระทัยของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลย เดชวิกรม พระบรมราชชนก ครั้งทรงด ารงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้อง ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์ที่จะทรงเลือกสมเด็จย่าหรือนางสาว สังวาย์ ในเวลานั้นเป็นคู่ชีวิต ซึ่งต่อมาสมเด็จเจ้าฟ้าฯกรมขุนสงขลานครินทร์ ก็ ได้กราบบังคมทูลสมเด็จพระบรมราชชนนี คือ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรราช เทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า มีความตอนหนึ่งแสดงถึงความมั่นพระทัยในคุณ งามความดีของนางสาวสังวาลย์ผู้ซึ่งจะทรงร่วมชีวิตด้วยว่า“สังวาลย์เป็น ก าพร้า...แต่งงานแล้วก็มาใช้นามสกุลหม่อมฉัน หม่อมฉันไม่ได้เลือกเมียด้วย
สกุลรุนชาติ ต้องเกิดเป็นอย่างนั้น ต้องเกิดเป็นอย่างนี้ คนเราเลือกเกิดไม่ได้ หม่อมฉันเลือกคนดี ทุกข์สุขเป็นเรื่องของหม่อมฉันเอง” พระราชโอรส และพระราชธิดา 1. สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราช นครินทร์ ประสูติวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 ณ กรุงลอนดอน ประเทศ อังกฤษ 2. พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2468 ณ เมืองไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมันนี 3. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชสมภพเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ณ เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตต์ สหรัฐอเมริกา
พระนามและราชสกุลมหิดล พระนามเดิมของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราช ชนก นั้น สามารถพบได้ 2 แบบ ได้แก่ มหิดลอดุลเดช และ มหิดลอดุลยเดช โดยเมื่อแรกเริ่มนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทาน พระนามแก่พระองค์ในการสมโภชเดือนว่า “มหิดลอดุลเดช” ต่อมา เมื่อ พระองค์ทรงเจริญพระชันษาได้ 12 พรรษา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีโสกันต์และ พระราชทานพระสุพรรณบัฏขึ้น พร้อมกันนี้ พระองค์ได้รับการสถาปนาขึ้น
เป็นเจ้าฟ้าต่างกรมที่ “กรมขุนสงขลานครินทร์” โดยมีพระนามตามจารึกใน พระสุพรรณบัตรในครั้งนี้ ว่า “มหิดลอดุลยเดช” หลังจากนั้น เมื่อ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ เลื่อนพระนามกรมของพระองค์ขึ้นเป็น “กรมหลวงสงขลา นครินทร์” และเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จขึ้น ครองราชสมบัติสืบพระราชสันตติวงศ์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 8 แห่ง พระบรมราชจักรีวงศ์ พระนามของพระองค์ตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏจึง กลับมาใช้ว่า “มหิดลอดุลเดช” อีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2513 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมีพระ ราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศเฉลิมพระนามพระอัฐิสมเด็จพระราชบิดาว่า “สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก” และในสมัย ปัจจุบันการเขียนพระนามของพระองค์ก็นิยมเขียนว่า “มหิดลอดุลยเดช” ส่วนนามสกุลนั้น เมื่อพระองค์ทรงศึกษาอยู่ที่ต่างประเทศนั้น พระองค์ใช้พระ นามว่า Mr. Mahidol Songkla ส่วนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีใช้ พระนามว่า Mrs. Sonkla ดังนั้น พระโอรสและพระธิดาของพระองค์จึงใช้ นามสกุลว่า “สงขลา” หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทาน นามสกุลส าหรับผู้สืบสายพระบรมราชวงศ์ชั้น 5 เมื่อ พ.ศ. 2472 โดยเชื้อพระ วงศ์ที่สืบสายพระโลหิตจากสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระ บรมราชชนกให้ใช้ราชสกุลว่า “มหิดล” จนถึงปัจจุบัน
พระราชกรณียกิจ พิธีรับเรือหลวงมัจฉาณุ และเรือหลวงวิรุณ ที่เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ วันที่ 4 กันยายน 2480 ในช่วงเวลาที่สมเด็จพระบรมราชชนกทรงรับราชการในกองทัพเรือ ได้ ทรงจัดท าโครงการเกี่ยวกับเรือด าน้ า ถึงแม้จะไม่ได้ดังพระประสงค์ในช่วงเวลา นั้น แต่อีก 20 ปีต่อมา กองทัพเรือก็ได้สั่งต่อเรือด าน้ าจ านวน 4 ล า คือ เรือ หลวงมัจฉาณุ เรือหลวงวิรุณ เรือหลวงสินสมุทร และเรือหลวงพลายชุมพล นอกจากเรื่องเรือด าน้ า พระองค์ยังได้ทรงร่างโครงการสร้างก าลังทางเรือทั้ง กองทัพไว้อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันกองทัพเรือได้จัด ตั้งฐานทัพเรือและสถานี
ทหารเรือ พร้อมกับจัดส่งก าลังทางเรือ ไปประจ าตามฐานทัพเรือและสถานีเรือ สอดคล้องกับแนวพระราชด าริโครงการสร้างกองเรือรบ ทางด้านการแพทย์ ตลอดระยะเวลา 10 ปี ที่ทรงเกี่ยวข้องกับการแพทย์ได้ทรงบ าเพ็ญพระราช กรณียกิจไว้มากมาย ทรงอุทิศทั้งพระราชทรัพย์และพระวรกาย พระสติก าลัง เพื่อการแพทย์โดยแท้ กล่าวคือทรงพระราชทานทุนเพื่อการศึกษาและค้นคว้า พระราชทานพระราชทรัพย์เพื่อการก่อสร้างตึกต่างๆ และขยายพื้นที่ โรงพยาบาลศิริราช ในด้านการสาธารณสุขทรงเคยส ารวจสุขาภิบาลในกรุงเทพ เพื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศที่ทรงศึกษามา ทรงช่วยอบรมสาธารณสุข มณฑล และเคยทรงปรารภว่าจะให้มีการเผาศพด้วยไฟฟ้า เพื่อให้เป็นไปตาม หลักสูตรสุขาภิบาล นอกจากนี้ยังทรงมีน้ าพระราชหฤทัยเมตตา ช่วยเหลือ การศึกษาด้านอื่นนอกเหนือจากการแพทย์ เป็นต้นว่า ทรงพระราชทานทุน 1 แสนบาทเพื่อส่งคนไปศึกษาต่างประเทศด้านการประมงและการเพาะเลี้ยง พันธุ์สัตว์น้ า เพื่อการโภชนาการที่ดีของคนไทย จึงได้รับการถวายสมญานามว่า “พระประทีปแห่งการอนุรักษ์สัตว์น้ าของไทย” พระราชทานทุนให้แก่โรงเรียน กรุงเทพคริสเตียนเพื่อจัดหาอาจารย์ชาวต่างประเทศมาสอน ทรงพระราชทาน เงินให้โรงพยาบาลแมคคอร์มิค จัดซื้อเครื่องเอกซเรย์ และทรงพระราชทานเงิน บ ารุงโรงพยาบาลสงขลาเป็นรายปี
พระราชกรณียกิจในการปรับปรุงการศึกษาแพทย์ การศึกษาพยาบาล และ การปรับปรุงโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลศิริราช ทรงเป็นผู้แทนรัฐบาลสยาม ท าความตกลงกับมูลนิธิร็อคกี้เฟลเล่อร์ ในการ ปรับปรุงการศึกษาแพทย์ของประเทศสยาม โดยทางมูลนิธิฯ ให้ความ ช่วยเหลือดังนี้ - มูลนิธิฯ ส่งศาสตราจารย์ 6 คน เข้ามาจัดหลักสูตร และปรับปรุงการสอนใน วิชากายวิภาคศาสตร์ สรีรวิทยา พยาธิวิทยา อายุรศาสตร์ ศัลยศาสตร์ สูติ ศาสตร์และนรีเวชวิทยา ของคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- มูลนิธิฯ ให้ทุนค่าก่อสร้างและซื้ออุปกรณ์เป็นเงิน 130,000 เหรียญ โดยทาง รัฐบาลสยามต้องออกเงินสมทบประมาณเท่ากัน - มูลนิธิฯ จะให้ทุนอาจารย์ไทย ไปศึกษาต่อในต่างประเทศ และต่อมามูล นิธิฯ ได้เสนอให้รัฐบาลสยามปฏิบัติ และให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม คือ - ให้ปรับปรุงอัตราเงินเดือนแพทย์ให้สูงขึ้น - ย้ายการสอนปรีคลินิคมารวมกับคลินิคที่ศิริราช - ช่วยปรับปรุงการสอนเตรียมแพทย์ ในคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยส่งศาสตราจารย์เข้ามาปรับปรุงหลักสูตร และ ท าการสอนในวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา และภาษาอังกฤษ รวมทั้งให้ทุน อาจารย์ไทยไปศึกษาต่อในต่างประเทศ - ให้เลือกบุคคลที่เหมาะสมจะเป็นหัวหน้าแผนกแทนศาสตราจารย์ของมูลนิธิฯ และส่งไปศึกษาต่อ - ช่วยปรับปรุงโรงเรียนพยาบาล โดยมูลนิธิฯ ส่งอาจารย์พยาบาลเข้ามาช่วย ปรับปรุงหลักสูตรและการสอน - พระราชทานทุนการศึกษาส่วนพระองค์ ให้แพทย์และพยาบาลประมาณ 10 ทุน - พระราชทานทุนสร้างตึกมหิดลบ าเพ็ญ จ านวน 83,584.14 บาท สร้างตึก อ านวยการจ านวน 97,452.94 บาท (ครึ่งของค่าก่อสร้างแทนรัฐบาล) - ทรงซื้อโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง และพระราชทานเงินซ่อมแซม แล้ว พระราชทานให้เป็นโรงเรียนพยาบาล และที่พักพยาบาลของศิริราช เป็นเงิน 85,000.00 บาท
- พระราชทานเงินส าหรับจ้างพยาบาลชาวต่างประเทศ มาช่วยสอน และ ปรับปรุงโรงเรียนพยาบาล เป็นเงิน 25,000.00 บาท - พระราชทานเงิน 3,840.00 บาท ตั้งเป็นทุนสอนและค้นคว้าในคณะฯ - พระราชทานเงินแก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จ านวน 200,000.00 บาท เป็นทุนวิทยาศาสตร์การแพทย์ และทรงท าพินัยกรรมให้ทายาทให้เงินสมทบ อีก 500,000.00 บาท เป็นทุนพระราชมรดกฯ เพื่อส่งอาจารย์ทั้งวิชา วิทยาศาสตร์พื้นฐาน และวิชาแพทย์ ไปศึกษา ณ ต่างประเทศ เพื่อกลับมาเป็น อาจารย์ ทุนนี้ต่อมาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้โอนมาให้ศิริราช มีอาจารย์ทั้ง ของศิริราช และคณะวิทยาศาสตร์จุฬาฯ ได้ทุนนี้ 23 คน ทรงหาทุนส าหรับศิริราช โดย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯเปิดตึกจุฑาธุช-ตึกตรีเพชร ณ โรงพยาบาลศิริราช
- พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วน พระองค์ จ านวน 180,000.00 บาท สร้างตึก 2 หลัง ส าหรับแผนกสูติศาสตร์- นรีเวชวิทยา แล้วพระราชทานชื่อว่า “ตึกตรีเพชร” และ “ตึกจุฑาธุช” เพื่อ เป็นอนุสรณ์ถวายสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าตรีเพชรรุตม์ธ ารง และสมเด็จ พระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัย ตามล าดับ กราบทูลขอความช่วยเหลือจากพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นผลให้ สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาฯ และสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์
- สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาฯ สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระราชทานเงินจ านวน 17,650.18 บาท เพื่อสร้างท่อประปา ข้ามแม่น้ า เจ้าพระยา จากฝั่งพระนครมายังศิริราช และ 13,309.68 บาท เพื่อสร้างท่อ ระบายน้ า และยังพระราชทานทุนให้นิสิตแพทย์และพยาบาล - สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพิ นิต ประทานเงินสร้างตึกพระองค์หญิง ซึ่งเป็นตึกผู้ป่วยเด็ก ตึกแรกของ ศิริ ราช เป็นเงิน 14,600.00 บาท (ถูกระเบิดท าลายหมดในสงครามโลกครั้งที่ 2) - ทรงเป็นประธานอ านวยการวชิรพยาบาล ได้ทรงวางโครงการ 4 โครงการ ใน การปรับปรุงโรงพยาบาลแห่งนี้ รวมทั้งทรงเขียนแปลนการก่อสร้างเพิ่มเติมให้ เมื่อปี พ.ศ. 2472 และพระราชทานทุนให้แพทย์ไปเรียนวิชาสูติศาสตร์นรีเวช วิทยา เพื่อกลับมาประจ าโรงพยาบาลนี้อีกด้วย - พระราชทานทุน 16,000.00 บาท ให้โรงพยาบาลแมคคอร์มิค เพื่อจ้าง แพทย์ชาวต่างประเทศ 1 คน และประทานเงินอีก 6,750.00 บาท เพื่อเป็นทุน ซื้อเครื่องเอ็กซเรย์ประจ าโรงพยาบาลพระราชทานเงินปีละ 5,000.00 บาท ให้ โรงพยาบาลสงขลา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2468 จนสวรรคต พระราชกรณียกิจในการปรับปรุงการสาธารณสุข - ทรงร่วมในการพิจารณาพระราชบัญญัติการแพทย์ พ.ศ. 2466 โดยทรงแก้ไข ข้อขัดข้อง และความขัดแย้งต่างๆ จนลุล่วงไปด้วยดี ท าให้กฎหมายฉบับนี้ ซึ่ง เป็นกฎหมายการแพทย์ฉบับแรกประกาศใช้ได้ - ทรงส่งเสริมการมารดาและทารกสงเคราะห์ โดยทรงวางโครงการให้ ดัดแปลงวชิรพยาบาล เป็นโรงพยาบาลคลอดบุตร เป็นศูนย์อบรมศึกษา
พยาบาลผดุงครรภ์ พยาบาลสาธารณสุข สังคมสงเคราะห์ และหมอต าแย เพื่อ จะได้มีผู้ท างานด้าน มารดา และทารกสงเคราะห์ เพิ่มขึ้น - ทรงช่วยในการอบรมแพทย์สาธารณสุขมณฑล ในปี พ.ศ. 2467 โดยทรง สอนวิชาปฏิบัติการสุขาภิบาล ทั้งภาคทฤษฎีและการอบรมภาคสนาม พระราชกรณียกิจอื่นๆ เกี่ยวกับวิชาการแพทย์ และวิชาที่เกี่ยวเนื่อง - ทรงสนับสนุน ม.จ. พูนศรีเกษม เกษมศรี ในการรับนิสิตแพทย์หญิง - ทรงมีพระด าริจะสร้างโรงเรียนสาธารณสุข ในโอกาสต่อไป - พระราชทานทุนศึกษาทันตแพทย์ 1 ทุน ท่านผู้นี้ภายหลังเป็นบุคคลส าคัญใน ด้านการสร้างคณะทันตแพทยศาสตร์ และมีรับสั่งกับนายแพทย์วาด แย้ม ประยูร ซึ่งส าเร็จทั้งแพทย์และทันตแพทย์ว่า จะพระราชทานทุนในการตั้ง โรงเรียนทันตแพทย์ พระราชกรณียกิจต่อการศึกษาวิชาอื่นๆ 1. การประมง พระราชทานเงินจ านวน 100,000.00 บาท ให้กรมประมงส่งคนไป เรียนวิชาการประมง จ านวน 3 คน กรมประมงมีความส านึกในพระกรุณาธิคุณ เป็นอย่างยิ่ง Dr. H. M. Smith ซึ่งเป็นที่ปรึกษากรมประมง ส ารวจพบปลาบู่ พันธุ์ใหม่ ที่จับได้ที่อ าเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี จึงตั้งชื่อว่า Mahidolia Normani เมื่อปี พ.ศ. 2475 2. กรมสามัญศึกษา พระราชทานทุนให้โรงเรียนกรุงเทพ
พระราชนิพนธ์ส าคัญ รวมพระราชนิพนธ์พระบรมราชชนก “โรคทูเบอร์คูโลสิส” พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงพระศพ จอมพล สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงศ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ พ.ศ. 2463 “วิธีปฏิบัติการสุขาภิบาล” ทรงแสดงในการอบรมแพทย์สาธารณสุข พ.ศ. 2467 พระราชหัตถเลขา ถึง ดร. เอ. ยี. เอลลิส อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ และศิ ริราชพยาบาล และอดีตนายแพทย์ผู้อ านวยการโรงพยาบาลโรงพยาบาลศิริ ราช ณ วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2471 (ภาษาอังกฤษ แปลเป็นภาษาไทย)
“Diphyllobothrium Latum in Massachusetts” A Report of Two Indigenous Cases:, JAMA: 90: 1607-1608, May 19, 1928 (ภาษาอังกฤษ) เอกสารประวัติศาสตร์ “การเจรจากับมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ พ.ศ. 2465” o พระราชหัตถเลขาถึงเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ณ วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2465 o พระราชหัตถเลขาโต้ตอบกับ มร. ริชาร์ด เอ็ม เพียร์ซ มูลนิธิร็อกกี้ เฟลเลอร์ ระหว่าง วันที่ 3 ตุลาคม-11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2465 (ภาษาอังกฤษ)
หมอเจ้าฟ้า โรงพยาบาลแมคคอร์มิค จังหวัดเชียงใหม่ สมเด็จพระบรมราชชนกทรงมีความเห็นว่า นักเรียนแพทย์ที่ส าเร็จ การศึกษาจากต่างประเทศจะได้ศึกษาเพียงเฉพาะโรคที่เกิดขึ้นในเขตนั้น เท่านั้น เมื่อกลับมาประเทศไทยควรจะศึกษาต่ออีก 1 ปี เพื่อจะให้ได้รับความรู้ และความช านาญโรคของประเทศไทย แต่ทางการก็มิอาจท าได้ดังพระราช ประสงค์ เป็นเหตุให้ไม่ทรงพอพระราชหฤทัย ดังนั้นพระองค์จึงทรงเปลี่ยน พระราชหฤทัยจากจะทรงท างานในโรงพยาบาลศิริราช มาเป็นเสด็จไป โรงพยาบาลแมคคอร์มิค จังหวัดเชียงใหม่
สมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จถึงจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2472 ทรงประทับกับครอบครัวผู้อ านวยการโรงพยาบาล ขณะนั้น ดร. อี.ซี. คอร์ท เป็นตึกเล็ก และทรงมีมหาดเล็กเพียงคนเดียวพระ บรมราชชนกทรงมีความเอาใจ่ใส่ในการรักษาประชาชนอย่างมาก ชาวเมือง เชียงใหม่จึงขนานพระนามของพระองค์ว่า หมอเจ้าฟ้า สมเด็จพระบรมราช ชนกได้ประทับ ทีเมืองเชียงใหม่ประมาณ 3 สัปดาห์ ก็ต้องเสด็จกลับกรุงเทพ ในวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2472 เนื่องในพระราชพิธี ถวายพระเพลิง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช หลังจากนั้นทรงมี พระราชประสงค์จะเสด็จกลับไปเมืองเชียงใหม่ แต่ก็มิได้เป็นไปตามพระราช ประสงค์ เนื่องจากทรงประชวรต้องประทับในพระต าหนักวังสระปทุม พร้อม ด้วยพระมารดา โดยไม่ได้เสด็จออกจากวังอีกเลย