พระประวัติ สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 10 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ประสาร ธาราพรรค์ เรียบเรียง สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นสมเด็จ พระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ 10 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เสด็จ สถิต ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหารทรงมีพระคุณูปการทั้งด้านการศาสนา การ บริหารการจัดการคณะสงฆ์ และการศึกษาของประเทศชาติ ทั้งยังทรงเป็นผู้ก่อตั้ง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ทรงพัฒนาหลักสูตรนักธรรม มีพระนิพนธ์ ด้านวิชาการทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศปรากฏทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ
พระก าเนิด พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นพระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเจ้าจอมมารดาแพ พระองค์ประสูติ เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 5 แรม 7 ค่ า ปีวอก จ.ศ.1221 ตรงกับวันที่ 12 เมษายน 2403 ในวันที่พระองค์ประสูตินั้นฝนตกหนักมากราวกับฟ้ารั่ว เหมือนนาคให้น้ า บริเวณนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าอยู่หัวจึงพระราชทานนามว่า พระเจ้าลูก ยาเธอ พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ ต่อมา เจ้าจอมมารดาแพถึงแก่กรรมลงใน ขณะที่พระองค์มีพระชันษาเพียง 1 ปี พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุตรี ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระมาตุจฉา จึงทรงรับไปเลี้ยงดู เมื่อทรงเจริญวัยทรงพระด าเนินได้ รับสั่งได้คล่องแคล่ว จึงเสด็จพ านักอยู่กับท้าวทรงกันดาล (สี) ซึ่งเป็นยายแท้ ๆทรง เริ่มศึกษาภาษาบาลี จนสามารถแปลธรรมบทได้ก่อนผนวชเป็นสามเณร นอกจากนี้ยังทรงศึกษาภาษาอังกฤษและโหราศาสตร์ อีกด้วย
เจ้าจอมมารดาแพ ธิดาพระส าราญหฤทัย (อ้าว ธรรมสโรช) และท้าวทรง กันดาร (สี) เป็นเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราช โอรสและพระราชธิดา รวมกัน 5 พระองค์คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ายิ่งเยาวลักษณ์ อรรคราชสุดา พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพักตร์พิมลพรรณ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพรหมวรานุรักษ์ ทรงเป็นต้นราชสกุลเกษม สันต์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบรรจบเบญจมา เจ้าจอมมารดาแพถึงแก่อสัญกรรมหลังจากให้ประสูติพระองค์เจ้าบัญจบ เบญจมา เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2404
ทรงผนวช สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ปี พ.ศ. 2416 เมื่อพระชันษาได้ 13 ปี ได้ทรงผนวชเป็นสามเณร โดยมีสมเด็จ พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ และหม่อม เจ้าพระธรรมมุณหิศธาดา (สีขเรศ วุฑฺฒิสฺสโร) ทรงเป็นผู้ประทานศีล 10 หลังจาก ทรงบรรพชาแล้วได้ประทับอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ประมาณ 2 เดือน จึงทรงลา ผนวช
ทรงอุปสมบท ครั้นครบปีบวช (พระชันษา 20 ปี) ได้ทรงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2422 ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระมหาสมณ เจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นพระอุปัชฌายาจารย์ และพระจันทรโคจร คุณ (ยิ้ม จนฺทรังสี) วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ประทับจ าพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร อยู่ 1 พรรษา จึงย้ายไปประทับที่วัด มกุฏกษัตริยารามเพื่อศึกษาข้อวัตรปฏิบัติของพระจันทรโคจรคุณผู้เป็นพระ อาจารย์ ในระหว่างนั้นได้ทรงท าทัฬหีกรรมหรือการบวชซ้ า ที่วัดราชาธิวาสราชวร วิหาร โดยมีพระจันทรโคจรคุณ (ยิ้ม จนฺทรังสี) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระมหาเดช ฐานจาโร วัดโสมนัสวิหาร เป็นพระกรรมวาจาจารย์
พระอิศริยยศ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ปี พ.ศ. 2424 เมื่อผนวชได้ 3 พรรษา ทรงเข้าแปลพระปริยัติธรรมหน้าพระ ที่นั่ง ทรงแปลได้เป็นเปรียญธรรม 5 ประโยค จากนั้นพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาพระอิสริยยศเป็น พระเจ้าน้องยาเธอ กรม หมื่นวชิรญาณวโรรส และเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองในธรรมยุติกนิกาย ปี พ.ศ. 2434 พระองค์ได้ครองวัดบวรนิเวศวิหาร สืบต่อจากสมเด็จพระมหา สมณเจ้ากรมพระยาปวเรศ ฯ ปี พ.ศ. 2436 ได้รับโปรดเกล้าเพิ่มพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต มีราชทินนามว่า พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิร ญาณวโรรส สุนทรพรตวิสุทธิพรหมจรรย์ วิมลศีลขันธ์วรธรรมยุตติ์ ศรีวิสุทธิคณะ นายก สาสนดิลกธรรมานุวาทย์ บริสัษยนารถสมณุดมบรมบพิตร
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส วันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2449 พระองค์ได้รับสถาปนาเลื่อนพระอิสริยยศ เป็น พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวชิรญาณวโรรส สุนทรพรตวิสุทธิพรหมจรรย์ วิมลศีลขันธ์ธรรมวรยุต ศรีวิสุทธิคณนายก สาสนดิลกธรรมานุวาทย์ บริสัษยนารถ สมณุดมบรมบพิตร ปี พ.ศ. 2453 หลังจากที่สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทวมหาเถร) สิ้นพระชนม์ ในปลายรัชกาลที่ 5 ประเทศสยามไม่มีสมเด็จพระสังฆราชนานถึง 11 ปี จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จึงทรง สถาปนาพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวชิรญาณวโรรส เป็น สมเด็จพระเจ้าบรม วงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงสมณศักดิ์เป็น สมเด็จพระมหาสมณะ นับเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 10 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระกรุณา โปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งพระราชพิธีมหาสมณุตมาภิเษก แต่งตั้งเป็นเจ้าคณะใหญ่แห่ง พระสงฆ์ ทั้งกรุงเทพมหานคร และหัวเมืองทั่วพระราชอาณาเขต และเลื่อนพระ
อิสริยยศจากกรมหลวงขึ้นเป็นกรมพระยา มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏ ว่า “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ศรีสุคตขัตติย พรหมจารี สรรเพชญรังศีกัลยาณวากย์ มนุษยนาคอเนญชาริยวงษ์ บรมพงศาธิบดี จักรีบรมนาถประนับดา มหามกุฏกษัตรราชวรางกูร จุฬาลงกรณ์ปรมินทรสูรครุฐา นิยภาดา วชิราวุธมหาราชหิโตปัธยาจารย์ ศุภศีลสารมหาวิมลมงคลธรรมเจดีย์ สุต พุทธมหากวี ตรีปิฏกาทิโกศล เบญจปฎลเศวตฉัตร ศิริรัตโนปลักษณมหาสมณุต มาภิเษกาภิษิต วิชิตมารสราพกธรรมเสนาบดี อมรโกษินทรโมลีมหาสงฆปรินายก พุทธศาสนดิลกโลกุตมมหาบัณฑิตย์ สิทธรรถนานานิรุกติประติภาน มโหฬาร เมตตาภิธยาศรัย พุทธาทิรัตนตรัยสรณารักษ์ เอกอัครมหาอนาคาริยรัตน์ สยา มาธิปัตยพุทธบริษัทเนตร สมณคณินทราธิเบศสกลพุทธจักรกฤตโยปการ มหาปา โมกขประธานสถาวีรวโรดม บรมนาถบพิตร”หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชด าริว่า การเรียกพระนามพระราชวงศ์ซึ่งด ารงสมณ ศักดิ์เป็นพระประมุขแห่งสังฆมณฑลแต่เดิมนั้นเรียกตามพระอิสริยยศแห่งพระ บรมราชวงศ์ ไม่ได้เรียกตามสมณศักดิ์ของพระประมุขแห่งสังฆมณฑล คือ "สมเด็จ พระอริยวงศาคตญาณ" พระองค์จึงเปลี่ยนค าน าพระนามของพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งด ารงสมณศักดิ์เป็นพระประมุขแห่งสังฆมณฑลว่า "สมเด็จพระมหาสมณเจ้า" เพื่อให้ปรากฏพระนามในส่วนสมณศักดิ์ด้วย โดยพระองค์ได้เปลี่ยนค าน าพระนาม ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็น สมเด็จพระมหา สมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เพื่อเฉลิมพระเกียรติเป็นพระองค์แรก
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ปี พ.ศ. 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีลายพระ หัตถ์ถึงเสนาบดีกระทรวงธรรมการ มีความว่า ควรถวายอ านาจในการปกครอง คณะสงฆ์แก่พระองค์ ในฐานะที่ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชให้เด็ดขาด เพื่อให้การ ปกครองคณะสงฆ์เรียบร้อย หลังจากนั้นอีก 6 เดือน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎ เกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมอบการทั้งปวงซึ่งเป็นกิจธุระพระศาสนา ถวายแด่พระองค์ผู้ เป็นมหาสังฆปริณายก ตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2455
พระกรณียกิจ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเริ่มพัฒนาการพระศาสนา โดยเริ่มต้นที่วัดบวรนิเวศวิหาร ได้แก่ริเริ่มให้ ภิกษุสามเณรที่บวชใหม่ เรียนพระธรรมวินัยในภาษาไทย มีการสอบความรู้ด้วยวิธี เขียน ต่อมาจึงก าหนดให้เป็นหลักสูตรการศึกษาส าหรับคณะสงฆ์ เรียกว่า นักธรรม ทรงจัดตั้ง มหามกุฎราชวิทยาลัย เป็นการริเริ่มจัดการศึกษาของ พระภิกษุ สามเณรแบบใหม่ คือ เรียนพระปริยัติธรรม ประกอบกับวิชาการอื่น ที่ เอื้ออ านวยต่อการสอนพระพุทธศาสนา ผู้ที่สอบได้จะได้เป็นเปรียญเช่นเดียวกับที่ สอบได้ในสนามหลวง เรียกว่า เปรียญมหามงกุฎ แต่ได้เลิกไปในอีก 8 ปีต่อมา ทรงออกนิตยสาร ธรรมจักษุ ซึ่งเป็นนิตยสารทางพระพุทธศาสนา ฉบับแรกของ ไทย
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงอ านวยการจัดการศึกษาหัวเมืองทั่วราชอาณาจักรเมื่อปี พ.ศ. 2441 ตามพระราชด าริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่จะขยาย การศึกษาขั้นพื้นฐานไปยังประชาชนทั่วราชอาณาจักร ทรงเห็นว่า วัดเป็นแหล่งให้ การศึกษาแก่คนไทยมาแต่โบราณกาล เป็นการขยายการศึกษาได้เร็วและทั่วถึง เพราะมีวัดอยู่ทั่วไปในพระราชอาณาจักร ไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน งานนี้มีกระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยสนับสนุน พระองค์ด าเนินการอยู่ 5 ปี ก็ สามารถขยายการศึกษาขั้นพื้นฐานคือ ชั้นประถมศึกษา ออกไปได้ทั่วประเทศ จากนั้นจึงให้กระทรวงธรรมการ ด าเนินการต่อไป ทรงปรับปรุงการปกครองคณะสงฆ์ เพื่อให้การปกครองคณะสงฆ์เป็นไป ด้วยดี เอื้ออ านวยต่อการพัฒนาตนเอง และประเทศชาติ จึงเกิด พ.ร.บ. ลักษณะ ปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 (พ.ศ. 2445) ขึ้น ซึ่งเป็น พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ฉบับแรกของไทย สาระส าคัญของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ได้จัดคณะสงฆ์ออกเป็น 4 คณะ คือ คณะเหนือ คณะใต้ คณะกลาง และคณะธรรมยุติกา มีสมเด็จพระราชาคณะ
เป็นเจ้าคณะ และมีพระราชาคณะรอง คณะละหนึ่งรูป รวมเป็น 8 รูป ทั้ง 8 รูปนี้ ยกขึ้นเป็น มหาเถรสมาคม เป็นองค์กรสูงสุดของคณะสงฆ์ และเป็นที่ปรึกษาใน การพระศาสนา และการคณะสงฆ์ของพระมหากษัตริย์ มีเจ้าคณะปกครอง ลดหลั่นไปตามล าดับคือ เจ้าคณะมณฑล เจ้าคณะเมือง เจ้าคณะแขวง และเจ้า อาวาส มีเสนาบดีกระทรวงธรรมการ เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ มหาเถร สมาคมเป็นเพียง ที่ทรงปรึกษา ขององค์พระมหากษัตริย์ ดังนั้นกระทรวงธรรม การ จึงต้องท าหน้าที่สังฆราชโดยปริยาย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระองค์ได้ทรงปรับปรุงการพระพุทธศาสนา และทางคณะสงฆ์ในด้านต่าง ๆ เป็นอันมากโดยเริ่มงานตั้งแต่เสด็จไปตรวจการคณะสงฆ์ในหัวเมืองต่าง ๆ เกือบ ทั่วราชอาณาจักร โดยกระท าอย่างต่อเนื่องทุกปีเกือบ ตลอดพระชนม์ชีพ ท าให้ ทรงทราบความเป็นไปของคณะสงฆ์ และของประชาชนในภูมิภาคต่าง ๆ เป็น อย่างดี และน าข้อมูลและปัญหาต่าง ๆ มาปรับปรุง แก้ไขในทุก ๆ ด้าน พอ ประมวลได้ดังนี้
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ด้านการพระศาสนา พระองค์ได้พัฒนาภิกษุสามเณร ให้มีความรู้ ความสามารถในพระธรรมวินัย เพื่อจะได้แนะน าสั่งสอนประชาชนได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสม ทรงผลิตต าราและหนังสือทางพระพุทธศาสนา ที่คนทั่วไปสามารถ อ่านท าความเข้าใจได้ง่าย ด้านการคณะสงฆ์ ทรงออกพระมหาสมณาณัติ ประทานพระวินิจฉัยและ ทรงวางระเบียบ แบบแผน เกี่ยวกับความประพฤติปฏิบัติของพระภิกษุสามเณรใน ด้านต่าง ๆ ให้ถูกต้องเป็นมาตรฐาน เช่น ระเบียบเกี่ยวกับพระอุปัชฌาย์ การ บรรพชาอุปสมบท การปกครองภิกษุสามเณรและศิษย์วัด การวินิจฉัยอธิกรณ์ ระเบียบเกี่ยวกับ สมณศักดิ์ พัดยศ นิตยภัต ดวงตราประจ าต าแหน่ง เป็นต้น
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ด้านการศึกษา ทรงปรับปรุงการศึกษาของคณะสงฆ์ให้ทันสมัย ทรงจัดการ ศึกษาพระปริยัติ ธรรมเพิ่มขึ้นจากแบบเดิมที่ศึกษาภาษาบาลี โดยให้ศึกษาพระ ธรรมวินัยในภาษาไทยเรียกว่า หลักสูตร นักธรรม งานพระนิพนธ์ พระองค์ทรงรอบรู้ภาษาต่าง ๆ หลายภาษา คือ ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส ได้ทรงนิพนธ์เรื่องต่าง ๆ ไว้เป็น อันมาก เช่น หนังสือหลักสูตรนักธรรมชั้นตรี โท เอก หลักสูตรบาลี ไวยากรณ์ทั้ง ชุด รวมพระนิพนธ์ทั้งหมดมีมากกว่า 200 เรื่อง นอกจากนี้ยังทรงช าระ คัมภีร์ บาลีไว้กว่า 20 คัมภีร์
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส แต่ก่อนนั้นสังฆ ร าชตัวจ ริง สั่งก ารบ ริห า รคณะสงฆ์ คือเสน าบดี กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นฆราวาส เมื่อพระองค์ทรงด ารงต าแหน่งสมเด็จ พระสังฆราชเจ้า จึงถวายพระพรขอพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ปลดแอกการปกครองสงฆ์จากฆราวาส มาเป็น ของพระสงฆ์ เมื่อเดือน กันยายน 2455 หลังจากที่พระองค์ทรงด ารงต าแหน่ง สมเด็จพระสังฆราชได้ 1 ปี นับเป็นการปรับสถานภาพของคณะสงฆ์ครั้งส าคัญ ที่ พระได้ปกครองพระด้วยกันเองเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ทรงปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาภาษาบาลี และธรรมส าหรับพระสงฆ์จน แพร่หลายตั้งแต่ พ.ศ. 2462 ท าให้ผู้เรียนมีก าลังใจที่สามารถเรียนได้ตามล าดับ และรู้ผลปีต่อปี ผู้เรียนที่สอบได้ ยังสามารถน าความรู้ไปเผยแผ่ได้ถูกต้อง เป็นแก่น สารตรงตามธรรมวินัย ตรงกันข้ามกับอดีตที่มีการสอบบาลีด้วยปากเปล่า ใครแปล ได้ตามเวลาที่ก าหนดก็ผ่าน ใครแปลไม่ได้ก็ตก จะมีโอกาสสอบอีกครั้งหลังจาก
ผ่านไป 3 ปี และการสอบปากเปล่าที่ว่านี้ กว่าจะสอบเสร็จสิ้นใช้เวลานานถึง 3 เดือน และไม่แน่ว่ามีความรู้จริงหรือไม่ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ทรงตั้งมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เพื่อการศึกษาของคณะสงฆ์ ธรรมยุต ตามที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมี พระราชด าริแต่ต้น และพระองค์ทรงสานต่อ กลายเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรก ของชาติไทย นับตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2436 ทรงตั้งโรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย เพื่อจัดพิมพ์ต ารา เป็นโรงพิมพ์ที่พิมพ์ ต าราทางศาสนาโดยเฉพาะเป็นแห่งแรก ตั้งอยู่ในวัดบวรนิเวศวิหาร แต่มีอายุเพียง 8 ปี ก็หยุดด าเนินการ เพราะไม่มีทุนที่จะท าต่อไป
ผลงานที่อยู่ยงถึงปัจจุบัน คือ นิตยสารธรรมจักษุรายเดือน ตีพิมพ์เรื่องราว ทางพระพุทธศาสนา และข่าวสารต่างๆ ที่ทรงด าริให้จัดท าหลังจากตั้งมหามกุฏ ราชวิทยาลัยได้ 1 ปี จึงเป็นนิตยสารทางพระพุทธศาสนาฉบับแรกของไทยและมี อายุเก่าแก่ที่สุดกว่า 100 ปี ซึ่งยังด าเนินการสืบมาจนทุกวันนี้ ส่วนการปกครองคณะสงฆ์ที่เห็นเป็นรูปเป็นร่างในปัจจุบัน เป็นเพราะ พระองค์ทรงด าเนินการไว้ก่อนที่จะทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช เช่นการมี พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 สมัยรัชกาลที่ 5 เป็น พ.ร.บ.ฉบับแรกส าหรับ คณะสงฆ์ไทย (ซึ่งปัจจุบันเป็น พ.ร.บ ฉบับที่ 3 ที่เรียกว่าพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535) ทั้งนี้เพราะเสด็จตรวจการคณะสงฆ์ในหัวเมือง ต่างๆ เกือบทั่วพระราชอาณาจักร ท าให้ทรงทราบความเป็นไปของคณะสงฆ์และ ประชาชนในภูมิภาคต่างๆ เป็นอย่างดี จึงทรงน าข้อมูลและปัญหาต่างๆ มา ปรับปรุงแก้ไขในทุกๆ ด้าน
สิ้นพระชนม์ ภาพการประดิษฐานพระโกศทองใหญ่ทรงพระศพ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 10 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ภายในท้องพระโรง ต าหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร พุทธศักราช 2465 สมเด็จพระมหาสมณเจ้าประชวรด้วยวัณโรค มีพระอาการเรื้อรังมานานนับ สิบปี จนก าเริบรุนแรงเกินกว่าความสามารถของแพทย์หลวง ในที่สุดสมเด็จพระ มหาสมณเจ้าฯ ก็สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2464 สิริรวมพระชันษา ได้ 61 ปี ครองวัดบวรนิเวศวิหารนาน 30 ปี ด ารงต าแหน่งสมเด็จพระสังฆราชอยู่ 10 ปี 7 เดือน ดังนั้นเมื่อถึงวันที่ 2 สิงหาคม ทุกปี คณะสงฆ์วัดบวรนิเวศวิหาร ได้ จัดพิธีท าบุญอุทิศกุศล เรียกว่าวันบูรพาจารย์
งานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโร รส เริ่มในวันศุกร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2465 โดยวันอาทิตย์ที่ 9 เมษายน เป็น วัน พระราชทานเพลิงพระศพ ภาพ "พระจิตกาธาน" ในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 10 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวง เมื่อปีพุทธศักราช 2465
งานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิร ญาณวโรรส เริ่มในวันศุกร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2465 โดยพระบาทสมเด็จพระ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชด าเนินไปบ าเพ็ญพระราชกุศลที่ต าหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร ทุกวันตั้งแต่วันดังกล่าว จนถึงวันอาทิตย์ที่ 9 เมษายน เวลา 16:00 น. จึงโปรดให้เคลื่อนพระศพไปประดิษฐานยังพระจิตกาธาน ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวง แล้วพระราชทานเพลิงพระศพ เช้าวันต่อมาเจ้าพนักงานภูษา มาลาดับพระเพลิงแล้วประมวลพระอัฐิ เวลา 07:00 น. พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชด าเนินมาเก็บพระอัฐิประมวลลงในพระโกศทองลงยา แล้ว ให้เจ้าพนักงานเชิญพระโกศไปประดิษฐานในบุษบก ณ พระที่นั่งทรงธรรม ทรง บ าเพ็ญพระราชกุศลเสร็จแล้ว จึงโปรดให้เจ้าพนักงงานเชิญพระโกศไป ประดิษฐานที่พระต าหนักเพ็ชร ช่วงบ่ายเสด็จฯ มาทรงสดับพระพุทธมนต์และ พระธรรมเทศนา จากนั้นในวันอังคารที่ 11 เมษายน ได้เสด็จฯ มาบ าเพ็ญพระราช กุศลอีกครั้ง แล้วบรรจุพระอังคารเข้าในฐานพระพุทธไสยา มุขหลังวิหารพระศรี ศาสดา แล้วเสด็จฯ กลับ ...............................................................
แหล่งข้อมูลอ้างอิง http://www.dharma-gateway.com https://www.komchadluek.net › https://www.posttoday.com https://www.winnews.tv › news https://th.wikipedia.org › wiki ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ