พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลศิ หล้านภาลัย
ผู้เรยี บเรยี งนายประสาร ธาราพรรค์
เม่อื นัน้ โฉมยงองค์ระเดน่ จนิ ตะหรา
ค้อนให้ไม่แลดูสารา กลั ยาค่งั แคน้ แนน่ ใจ
แล้วว่าอนิจจาความรกั พง่ึ ประจกั ษด์ ง่ั สายนา้ ไหล
ต้งั แตจ่ ะเชยี่ วเป็นเกลยี วไป ทไ่ี หนเลยจะไหลคนื มา
สตรใี ดในพภิ พจบแดน ไมม่ ใี ครได้แค้นเหมอื นอกข้า
ด้วยใฝร่ กั ให้เกินพกั ตรา จะมีแต่เวทนาเป็นเนอื งนติ ย์
โอว้ า่ น่าเสียดายตวั นัก เพราะเช่อื ลิ้นหลงรักจงึ ชา้ จติ
จะออกช่อื ฦาชั่วไปทั่วทศิ เมื่อพล้ังคิดผิดแลว้ จะโทษใคร
อิเหนา พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลศิ หล้านภาลัย
พระบรมสาทสิ ลกั ษณพ์ ระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหล้านภาลยั
ประดิษฐานภายในโรงเรียนราชินี กรุงเทพฯ
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นทั้งนักรบ นักปกครอง ศิลปิน กวี
และช่าง ซ่ึงได้พระราชทานศิลปวัฒนธรรมอันงดงามประณีตไว้เป็นมงคลแก่ชาติ และปรากฏพระเกียรติคุณ
แพร่หลายไปในนานาประเทศ จนได้รับการยกย่องจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่ง
สหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ให้ทรงเป็นบุคคลสาคัญของโลก เน่ืองด้วยทรงสร้างสรรค์วรรณคดีท่ี
ทรง คุณค่าทางวัฒนธรรมไว้เป็นมรดกของชาติจานวนมากรวมถึงทรงปกครองบ้านเมืองให้ ราษฎรได้อยู่เย็น
เป็นสุขภายใต้พระบรมโพธิสมภารและได้ส่งเสริมให้มีการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฉลองพระบรมราชสมภพ
ครบรอบ 200 ปี เมอ่ื พ.ศ. 2511
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย นับเป็นช่วงเวลาท่ีราชอาณาจักรไทยเริ่มเข้าสู่
ความสงบและมคี วามปกึ แผน่ มากกว่าสมัยทผี่ ่านมา ด้วยเหตุน้ี แม้วา่ พระองค์จะยงั ทรงประกอบพระราชกรณีย
กิจในการบริหารราชการแผ่นดินและทานุบารุงพระนครสืบต่อพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระพุทธ
ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบรมชนกนาถ เช่นที่เคยเป็นมา แต่ในขณะเดียวกันยังทรงให้ความสาคัญต่อการ
ฟ้ืนฟูศิลปกรรมในแขนงต่างๆ อย่างดียิ่ง ท่ีสาคัญคือ การรังสรรค์งานสถาปัตยกรรมในพระนครให้มีความสง่า
งามยง่ิ กว่ายคุ สมัยท่ผี า่ นมา มีการขยายอาณาเขตของพระบรมมหาราชวังทางทิศตะวนั ตกกับทศิ ใตใ้ หม่
พระราชประวัติ
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 2 ในราชวงศ์จักรี พระราช
โอรสพระองค์ที่ 4 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี มี
พระนามเดิมว่า ฉิม พระราชสมภพเม่ือ วันพุธ ขึ้น 7 ค่า เดือน 4 ปีกุน เวลาเช้า 5 ยาม ซึ่งตรงกับวันที่ 24
กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2310 ณ ตาบลอัมพวา เมืองสมุทรสาคร เม่ือเจริญวัยได้ทรงศึกษาเล่าเรียน ณ วัดบางหว้า
ใหญ่ ครั้นทรงพระเจริญวัยมีพระชันษาสมควรแก่การศึกษาเล่าเรียน สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกก็ได้
นาไปฝากเข้ารับการศึกษาทวี่ ดั ระฆงั โฆสิตาราม โดยฝากตัวเป็นศิษย์กับพระวันรัต (ทองอยู่) อีกทั้งเม่ือเจริญวัย
ในขณะที่มีพระชนมายุ 8 ชันษาก็ได้ตามเสด็จ พระราชบิดาในราชการสงครามตลอดรัชสมัยกรุงธนบุรี หลาย
คร้ัง อาทิ สงครามที่เชียงใหม่ ราชบุรี พิษณุโลก นครจาปาศักด์ิ กรุงศรีสัตนาคนหุตและกรุงกัมพูชา และเม่ือ
พระชนมายไุ ด้ 16 พรรษา สมเด็จพระบรมชนกนาถก็ได้ปราบดาภิเษกข้ึนเป็นพระมหากษัตริย์พระนามว่าพระ
บาท สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระองค์จึงได้รับการสถาปนาพระยศขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้า
ฟา้ กรมหลวงอศิ รสนุ ทร และโปรดให้เสด็จไปประทับ ณ พระราชวังเดิมของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่
ปากคลองบางกอกใหญ่และเมื่อถึงปี พ .ศ.2331 พระองค์ทรงมีพระชนมายุครบ 22 พรรษา ก็ได้ทรงผนวช ณ
วดั พระศรีรตั นศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง และเสด็จจาพรรษาท่ีวัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) 1 พรรษา
จึงทรงลาผนวชกลบั เขา้ รับราชการ เมอื่ สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทิวงคตลง ในปี พ .ศ.2349
เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร จึงได้รับการสถาปนาขึ้นดารงตาแหน่ง กรมพระราชวังบวรสถานมงคล( วังหน้า )
ทรงพระนามวา่ กรมพระราชวังบวรมหาอศิ รสุนทรขณะนั้น มีพระชนมายุได้ 40 พรรษา หลังจากน้ันอีกเพียง 2
ปี เม่ือถึงวันที่ 7 กนั ยายน พ.ศ. 2352 ขณะมพี ระชนมายุ 42 พรรษา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
มหาราชเสด็จสวรรคตด้วยพระโรคชรา ขณะมีพระชนมายุได้ 73 พรรษา นับเวลาในการเสด็จครองราชย์ได้
นานถึง 27 ปี สมเด็จพระเจา้ ลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร กรมพระราชวังบวรสถานมงคล จึงได้เสด็จ
ขึ้นทรงราชย์สืบพระราชสันตติวงศ์เป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 2 แห่งราชวงศ์จักรี ใช้พระนามเต็มว่า
พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหล้านภาลัยแต่เน่ืองจากในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อที่เสด็จขึ้นทรงราชย์มีเหตุการณ์ไม่
ปกติ มีผู้ทงิ้ หนงั สือกลา่ วหาพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศ กรมขุนกษัตรานุชิต พระราชโอรสสมเด็จพระ
เจ้าตากสินมหาราช ท่ีประสูติแต่พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ร่วมกับ
พรรคพวกคบคิดกันจะแย่งราชสมบัติ จึงมีการจับกุม เมื่อชาระได้ความแล้วเป็นสัตย์จริง จึงให้นากรมขุน
กษัตรานุชิตไปประหารด้วยท่อนจันทท์ ว่ี ัดปทมุ คงคา และบรรดาสมัครพรรคพวกก็ให้ประหารชีวิตสิ้น ดังนั้นจึง
ไม่เรียกพิธีเสด็จขึ้นทรงราชย์ตามราชประเพณีว่าพระราชพิธีบรมราชาภิเษก แต่เรียกว่าปราบดาภิเษกท้ังๆที่
เน้อื หาแห่งพระราชพธิ ีก็คอื พระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษกตามโบราณราชประเพณี
การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลท่ี 2 ได้ย้ายมาทาพิธีที่หมู่พระท่ีนั่งจักรพรรดิพิมาน เนื่องจาก
พระท่ีนั่งดุสิตมหาปราสาทซ่ึงสร้างข้ึนแทนพระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาทอันเป็นสถานที่ทาพิธี
ปราบดาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกนั้นใช้เป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมศพ
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกอยู่ ในรัชกาลต่อ ๆ มาจึงใช้หมู่พระท่ีนั่งจักรพรรดิพิมานเป็นสถานที่
จัดการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและใช้พระท่ีนั่งดุสิตมหาปราสาทเป็นสถานที่ต้ังพระบรมศพ หลังจากเสร็จ
พระราชพธิ ีบรมราชาภิเษก พระองค์จงึ เสด็จเลยี บพระนครโดยกระบวนพยหุ ยาตราตามโบราณราชประเพณี
พระนามเตม็
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมีพระนามเต็มเม่ือขึ้นครองราชย์ว่า พระบาทสมเด็จพระบรม
ราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร์ ธรณินทราธิราช รัตนากาศภาสกรวงศ์ องค์
ปรมาธเิ บศ ตรภี ูวเนตรวรนายก ดิลกรตั นราชชาติอาชาวศรยั สมุทยั ดโรมนต์ สากลจักรวาฬาธิเบนทร สุริเยนท
ราธิบดินทร์ หริหรินทรา ธาดาธิบดี ศรีวิบูลยคุณอกนิษฐ ฤทธิราเมศวรมหันต บรมธรรมิกราชาธิราชเดโชชัย
พรหมเทพาดิเทพนฤบดินทร์ ภูมิทรปรมาธิเบศ โลกเชษฐวิสุทธิ รัตนมกุฎประกาศ คตามหาพุทธางกูรบรม
บพิตร พระพทุ ธเจา้ อยู่หวั
พระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกล้าเจา้ อยหู่ ัว
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ออกพระนามรัชกาลท่ี 2 ว่าพระบาทสมเด็จพระ
พทุ ธเลศิ หลา้ สลุ าลยั ตามนามของพระพทุ ธรูปท่ที รงโปรดให้สร้างอทุ ิศถวาย และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัวโปรดให้เฉลิมพระปรมาภิไธยใหม่เป็นพระบาทสมเด็จพระบรมราชพงษเชษฐ มเหศวรสุนทร ไตร
เสวตรคชาดิศรมหาสวามนิ ทร์ สยารษั ฎนิ ทรวโรดม บรมจกั รพรรดิราช พิลาศธาดาราชาธิราช บรมนารถบพิตร
พระพุทธเลิศหลา้ นภาไลย
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยูห่ วั โปรดให้เฉลิมพระนามใหม่เป็นพระบาทสมเด็จพระ
รามาธดิ ีศรีสนิ ทรมหาอิศรสุนทร พระพทุ ธเลศิ หหลา้ นภาลัย
พระนามทป่ี รากฏ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลศิ หลา้ นภาลัยนน้ั เพ่ิงถวายพระนามเรยี กเมื่อสมยั รัชกาล
ท่ี 3 เนือ่ งจากพระปรมาภไิ ธยท่จี ารึกในพระสุพรรณบฏั ของรชั กาลท่ี 1 และรัชกาลที่ 2 จะเหมือนกันทุก
ตวั อักษร เพราะในเวลาน้ันยงั ไม่มีธรรมเนียมทีจ่ ะต้องมีพระปรมาภไิ ธยแตกต่างกนั ในแต่ละพระองค์ จนถงึ
รชั กาลท่ี 4 เปน็ ต้นมา จึงทรงไดพ้ ระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ให้บญั ญตั ิไวว้ า่ ในแตล่ ะรัชกาลจะต้องมีพระปรมาภิไธย
แตกต่างกัน เวน้ แตส่ ร้อยพระปรมาภไิ ธยเทา่ นั้นที่อณุโลมให้ซ้ากันได้บ้าง ส่วนคานาหนา้ พระนาม รชั กาลที่ 4 ก็
ได้ทรงบัญญตั ิให้ใชค้ าวา่ พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทร์ หรอื ปรเมนทร์ เปน็ คานาท้ังน้ีขึ้นอยู่กับลาดับรชั กาลวา่
จะเป็นเลขคีห่ รือเลขคู่
เดมิ ทเี ดยี วคนสมยั ก่อนมกั เรยี กรัชกาลท่ี 1 วา่ แผ่นดนิ ต้น และเรยี กรชั กาลที่ 2 ว่า แผ่นดินกลาง เหตุ
เพราะพระนามในพระสุพรรณบฎั เหมือนกัน รัชกาลที่ 3 จึงไมโ่ ปรดใหใ้ ชต้ ามอย่างรัชกาลที่ 1 และ 2 เพราะ
เหตุเช่นนน้ั จะทาให้ประชาชนสมัยน้นั เรยี กว่าแผ่นดนิ ปลาย ซึ่งดูไมเ่ ป็นมงคล
สมเด็จพระศรีสลุ าลัย พระอัครชายาในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลศิ หล้านภาลัย
รายพระนามพระราชโอรสและพระราชธิดา
1. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรจ่ัน พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาสี ประสูติ พ.ศ. 2328
สนิ้ พระชนม์ ในสมยั รชั กาลท่ี 1
2. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชาย พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาสวน ประสูติ พ.ศ. 2329
สิ้นพระชนม์ ในสมยั รัชกาลที่ 1
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลา้ เจา้ อยู่หัว
3. พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระองค์เจ้าทับ) พระราชมารดา สมเด็จพระศรีสุลาลัย
ธดิ า พระยานนทบรุ ี (จนั ) ประสตู ิ 31 มนี าคม พ.ศ. 2330 สวรรคต 2 เมษายน พ.ศ. 2394 พระชันษา 64 ปี
4. พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมขุนกัลยาสุนทร (พระองค์เจ้าลาภู) พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาสวน
ประสตู ิ พ.ศ. 2332 สิ้นพระชนม์ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2389 พระชันษา58 ปี
5. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทับทิม พระราชมาดา เจ้าจอมมารดาแจ่มใหญ่ ประสูติ พ.ศ.
2332 ส้ินพระชนม์ ในรัชกาลท่ี ๓ -
6. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ายี่สุ่น พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาเหมใหญ่ ประสูติ 22
มีนาคม พ.ศ. 2332 สิ้นพระชนม์ 14 กันยายน พ.ศ. 2412 พระชนั ษา 81 ปี
7. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าป้อม พระราชมารดา สมเด็จพระศรีสุลาลัย ประสูติ 22
มกราคม พ.ศ. 2333 สิ้นพระชนม์ พ.ศ. 2336 พระชนั ษา 3 ปี
8. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นสุนทรธิบดี (พระองค์เจ้ากล้วยไม้) พระราชมารดา เจ้าจอมมารดา
สวน ประสตู ิ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2334 สิ้นพระชนม์ 24 มีนาคม พ.ศ. 2374 พระชนั ษา 39 ปี
9. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุบผา พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาสี ประสูติ พ.ศ. 2334
สน้ิ พระชนม์ พ.ศ. 2364 พระชันษา 31 ปี
10. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวงศ์เจ้าจอมมารดาศิลา ธิดาท่านขรัวยายฟักทอง ประสูติ
พ.ศ. 2334 สิ้นพระชนมใ์ นสมยั รชั กาลท่ี ๔
11. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปุก พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาส้ัน ประสูติ 31 ตุลาคม
พ.ศ. 2335 สิน้ พระชนม์ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2416 พระชันษา 81 ปี
12. พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ ดา พระราชมารดา สมเด็จพระศรีสุลาลัย ประสูติ พ.ศ. 2335
ส้ินพระชนม์ พ.ศ. 2336 พระชันษา 1 ปี
13. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นเสพสุนทร (พระองค์เจ้ากุสุมา) พระราชมารดา เจ้าจอมมารดา
กรุด ประสูติ 15 มนี าคม พ.ศ. 2335 สน้ิ พระชนม์ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2385 พระชนั ษา 50 ปี
14. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิง พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาม่วงใหญ่ ประสูติ พ.ศ.
2336 ส้นิ พระชนม์ในสมัยรชั กาลที่ 1 -
15. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร (พระองค์เจ้าม่ัง) พระราชมารดาเจ้าจอม
มารดาน่ิม ธิดาเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ประสูติ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2336 สิ้นพระชนม์ 4 กันยายน
พ.ศ. 2402 พระชันษา 67 ปี
16. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าส้มจีน พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาเกด ประสูติ
12 กรกฎาคม พ.ศ. 2336 สนิ้ พระชนม์ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2408 พระชนั ษา 72 ปี
17. พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ กรมพระพิพิธโภคภเู บนทร์ (พระองคเ์ จา้ พนมวัน) พระราชมารดา เจ้าจอม
มารดาศลิ า ประสูติ วันพุธ เดือน 11 ขึ้น 14 ค่า ปีขาล ฉศก จ.ศ. 1156 ส้ินพระชนม์ วันจันทร์ เดือน 5 แรม
8 ค่า ปมี ะโรง อัฐศก จ.ศ.1218 ในสมัย ร. 4 พระชนั ษา 62 ปี
18. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหรุ่น พระราชมาดา เจ้าจอมมารดาสวน ประสูติ วันอังคาร
เดอื น 9 ขึ้น 5 ค่า ปีเถาะ สปั ศก จ.ศ. 1157 ส้นิ พระชนม์ในสมยั รัชกาลที่ 3 พระชนั ษา 38 ปี
19. พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ พระองค์เจ้าใย พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาอิน วันอาทิตย์ เดือน 9 ขึ้น
10 ค่า ปีเถาะ สปั ตศก จ.ศ. 1157 ปกี นุ เบญจศก จ.ศ. 1225 ในสมยั ร. 4 พระชนั ษา 68 ปี
20. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชาย พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาเหมเล็ก เดือนอ้าย ปี
เถาะ สัปตศก จ.ศ. 1157 สนิ้ พระชนม์ในสมยั รชั กาลที่ 3
21. พระเจา้ บรมวงศ์เธอ พระองค์เจา้ พลับ พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาสวน ประสูติ วันอาทิตย์
เดอื น 5 ปมี ะเส็งนพศก จ.ศ. 1159 สน้ิ พระชนมใ์ นสมยั รัชกาลที่ 3
22. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิทักษเทเวศร์ (พระองค์เจ้ากุญชร) พระราชมารดา เจ้าจอม
มารดาศิลา ประสตู ิ วนั พุธ เดอื น 6 ข้ึน 4 คา่ ปีมะเมีย สมั ฤทธิศก จ.ศ.1160 สิ้นพระชนม์ วันพฤหัสบดี เดือน
5 แรม 13 คา่ ปีกุน เบญจศก จ.ศ. 1225 ในสมัยรัชกาลท่ี 4 พระชนั ษา 65 ปี
23. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสังวาล พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาทรัพย์ ประสูติ เดือน
8 ปมี ะเมีย สัมฤทธศิ ก จ.ศ. 1160 ส้นิ พระชนม์ในสมัยรชั กาลที่ 3
24. พระเจา้ บรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเนตร พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาปราง ธิดาขรัวตาบุญเกิด
และขรัวยายทองอิน ประสตู ิ เดอื น 9 ปมี ะเมีย สมั ฤทธศิ ก จ.ศ. 1160 ส้ินพระชนม์ในสมยั รชั กาลที่ 1
25. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโคมเพ็ชร พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาเหมเล็ก ประสูติ
เดอื น 6 ปีมะเมยี เอกศก จ.ศ. 1161 ส้นิ พระชนม์ในสมัยรชั กาลที่ 1
26. พระเจา้ บรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเรณู พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาบุนนาค ประสูติ เดือน 8
ปีมะแม เอกศก จ.ศ. 1161 สิ้นพระชนม์ในสมัยรชั กาลที่ 3
27. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาไพ พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาทองอยู่ ประสูติ เดือน
9 ปมี ะแม เอกศก จ.ศ. 1161 ส้นิ พระชนม์ในสมัยรชั กาลท่ี 3 -
28. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอัมพร พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาม่วงซอ ประสูติ เดือน
9 ปมี ะแม เอกศก จ.ศ. 1161 สิ้นพระชนม์ในสมัยรชั กาลที่ 2
29. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุกรม พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาส้ัน ประสูติ วันศุกร์
เดอื น 10 แรม 13 ค่า ปมี ะแม เอกศก จ.ศ. 1161 สิน้ พระชนมใ์ นสมยั รัชกาลที่ 2
30. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเนียม พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาเหมใหญ่ ประสูติ วัน
เสาร์ เดือน 5 แรม 3 ค่า ปวี อกเอกศก จ.ศ. 1162 ส้นิ พระชนม์ ปวี อก ฉศก จ.ศ. 1186 ในสมยั รัชกาลท่ี 2
31. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชาย พระราชมารดาเจ้าจอมมารดาสวน ประสูติ เดือน 6 ปี
วอก โทศก จ.ศ. 1162 ส้นิ พระชนมใ์ นสมัย รัชกาลท่ี 3
32. พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ น้อย พระราชมารดา เจา้ จอมมารดาสวน ประสูติ เดือน 12 ปี
วอก โทศก จ.ศ. 1162 สิน้ พระชนมใ์ นสมยั รัชกาลที่ 3
33. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประภา พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาบุญมา ประสูติ เดือน
อา้ ย ปวี อก โทศก จ.ศ. 1162 สน้ิ พระชนมใ์ นสมัยรัชกาลท่ี 3
34. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าขัตติยวงศ์ พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาน้อย ประสูติ ปีวอก
โทศก จ.ศ. 1162 สิน้ พระชนมใ์ นสมัยรัชกาลที่ 2 -
35. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธ์ิ (พระองค์เจ้าทินกร) พระราชมารดา
เจ้าจอมมารดาศิลา ประสูติ วันอาทิตย์ เดือน 7 ขึ้น 12 ค่า ปีระกา ตรีศก จ.ศ. 1163 ส้ินพระชนม์ วันศุกร์
เดือนอ้าย ขึน้ 1 ค่าปีมะโรงอฐั ศก จ.ศ. 1218 ในสมัย รัชกาลท่ี 4 พระชนั ษา 56 ปี
36. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารสคนธ์ พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาทรัพย์ ประสูติ วัน
อาทติ ย์ เดอื นอ้าย ขึ้น 15 คา่ ปีระกา ตรศี ก จ.ศ.1163 สน้ิ พระชนมใ์ นสมยั รชั กาลที่ 3
สมเดจ็ พระศรสี รุ เิ ยนทราบรมราชนิ ี
37. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าชาย พระราชมารดา สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี
ประสูติ วันอาทติ ย์ เดือนย่ี แรม 4 ค่า ปีระกาตรศี ก จ.ศ. 1163 ส้ินพระชนม์ในสมยั รัชกาลที่ 1
38. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นสนิทนเรนทร์ (พระองค์เจ้าไพฑูรย์) พระราชมารดา เจ้าจอม
มารดาทมิ ธิดานายเอม ประสูติ ปีจอ จัตวาศก จ.ศ. 1164 ส้ินพระชนม์ ปีวอก สัมฤทธิศก จ.ศ. 1210 ในสมัย
รชั กาลท่ี 3 -
39. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชาย พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาเหมเล็ก ประสูติ ปีจอ
จัตวาศก จ.ศ.1164 สนิ้ พระชนม์ ปีกุน เบญจศก จ.ศ. 1165 ในสมัย รัชกาลท่ี 1
40. พระเจา้ บรมวงศ์เธอ พระองคเ์ จา้ หญิง พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาร้อยระนาด ประสูติ ปีจอ
จตั วาศก จ.ศ. 1164 สน้ิ พระชนม์ในสมยั รัชกาลที่ 1
41. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงมหิศวรินทรามเรศร์ (พระองค์เจ้าโต) พระราชมารดา เจ้าจอม
มารดาเลี้ยง ประสูติ วันอังคาร เดือน 11 ขึ้น 11 ค่า ปีกุน เบญจศก จ.ศ. 1165 สิ้นพระชนม์ วันพุธ เดือน 8
อตุ ราสาฒ ขนึ้ 3 คา่ ปรี ะกา ตรศี ก จ.ศ. 1223 ในสมัย รัชกาลที่ 4 พระชันษา 59 ปี
42. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอินทนิล พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาศิลา ประสูติ วันพุธ
เดอื น 11 ข้ึน 6 ค่า ปชี วด ฉศก จ.ศ. 1166 ส้นิ พระชนม์ ปวี อก จตั วาศก จ.ศ. 1234 ในสมัย รัชกาลที่ 5 พระ
ชนั ษา 69 ปี
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
43. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (เจ้าฟ้ามงกุฎ) พระราชมารดา สมเด็จพระศรีสุริเยน
ทราบรมราชินี พระราชสมภพ วันพฤหัสบดี เดือน 11 ขึ้น 14 ค่า ปีชวด ฉศก จ.ศ.1166 สวรรคต วัน
พฤหัสบดี เดอื น 11 ขน้ึ 15 ค่า ปีมะโรง สัมฤทธศิ ก จ.ศ. 1230 พระชนมายุ 65 พรรษา
44. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระเทเวศร์วัชรินทร์ (พระองค์เจ้ากลาง) พระราชมารดา เจ้าจอม
มารดาน้อยระนาด ประสูติ วันเสาร์ เดือน 3 แรม 12 ค่า ปีฉลู สัปตศก จ.ศ. 1167 ส้ินพระชนม์ วันอังคาร
เดอื น 4 ข้ึน 8 ค่า ปีชวดอัฐศก จ.ศ. 1238 ในสมยั รัชกาลท่ี 5 พระชนั ษา 73 ปี
45. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพศิลป์ปรีชา (พระองค์เจ้าชุมแสง) พระราชมารดา เจ้าจอม
มารดาทิม ประสูติ วันเสาร์ เดือน 5 ข้ึน 3 ค่า ปีขาล สัปตศก จ.ศ. 1167 ส้ินพระชนม์ วันจันทร์ เดือน 8
บูรพาสาฒ ขึ้น 10 ค่า ปรี ะกา ตรีศก จ.ศ. 1223 ในสมยั รัชกาลที่ 4 พระชันษา 56 ปี
46. พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ หญิง พระราชมารดา ทา้ ววรจนั ทร์ (เจา้ จอมมารดาปรางใหญ่)
ประสตู ิ ปขี าล อฐั ศก จ.ศ. 1168 สนิ้ พระชนม์ในสมยั รชั กาลที่ 1 ภายหลังประสูตไิ ด้ 3 วนั
47. พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จ้าหญิง พระราชมารดา เจา้ จอมมารดาพะวา ธดิ าพระสาครบรุ ี
และขรวั ยายล้ิม ประสตู ิ ปีขาล อฐั ศก จ.ศ. 1168 สิ้นพระชนม์ในสมัยรชั กาลท่ี 1 ในวันประสตู ิ
48. พระเจา้ บรมวงศ์เธอ พระองคเ์ จ้าสายสมร พระราชมารดา เจา้ จอมมารดาเล้ียง ประสตู ิ วันเสาร์
เดอื น 8 แรม 2 คา่ ปีมะโรง สัมฤทธิศก จ.ศ. 1170 สนิ้ พระชนม์ ปีมะแม ตรีศก จ.ศ. 1233 ในสมยั รัชกาลที่ 5
พระชันษา 64 ปี
49. พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ กรมหลวงวงศาธริ าชสนิท (พระองค์เจ้านวม) พระราชมารดา ทา้ ววรจนั ทร์
(เจ้าจอมมารดาปรางใหญ่) ประสตู ิ วนั เสาร์ เดือน 8 แรม 2 คา่ ปมี ะโรง สัมฤทธิศก จ.ศ. 1170 สิ้นพระชนม์
วนั พุธ เดือน 10 ข้ึน 6 ค่า ปีมะเมยี โทศก ในสมัย รัชกาลท่ี 5 พระชันษา 63 ปี
พระบาทสมเด็จพระปน่ิ เกล้าเจ้าอยู่หวั
50. พระบาทสมเดจ็ พระปน่ิ เกล้าเจา้ อยู่หัว (เจ้าฟา้ จฑุ ามณี) พระราชมารดา สมเด็จพระศรีสรุ เิ ยน
ทราบรมราชนิ ี ประสูติ วันจันทร์ เดือน 6 ขนึ้ 11 คา่ ปวี อก ฉศก จ.ศ. 1170 สนิ้ พระชนม์ วันอาทติ ย์ เดือนยี่
แรม 6 ค่า ปีฉลสู ปั ตศก จ.ศ. 1127 ในสมัย รัชกาลท่ี 4 พระชันษา 58 พรรษา
51. พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ กรมขุนสถติ ยส์ ถาพร (พระองค์เจ้ามรกฎ) พระราชมารดา เจ้าจอมมารดา
ทองดี ธดิ าเจา้ พระยาธรรมาฯ (สด) ประสตู ิ วันพุธ เดือนย่ี ปมี ะโรงสมั ฤทธิศก จ.ศ. 1170 สน้ิ พระชนม์ในสมยั
รัชกาลที่ 4
52. พระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมหมืน่ ถาวรวรยศ (พระองคเ์ จ้าขตั ตยิ า) พระราชมารดา เจา้ จอมมารดา
พะวา ประสตู ิ วันเสาร์ เดอื น 10 แรม 14 ค่า ปีมะเสง็ เอกศก จ.ศ. 1171 สน้ิ พระชนม์ ปีระกา เบญจศก จ.ศ.
1235 ในสมยั รัชกาลท่ี 5 พระชนั ษา 65 ปี
53. พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ พระองค์เจ้าดวงจนั ทร์ พระราชมารดา เจา้ จอมมารดากล่า ประสตู ิ ปี
มะเส็ง เอกศก จ.ศ. 1171 สิ้นพระชนมใ์ นสมยั รัชกาลท่ี 2
54. พระเจา้ บรมวงศ์เธอ พระองคเ์ จ้านิ่มนวล พระราชมารดา เจา้ จอมมารดาลูกจันทร์ใหญ่ ประสูติ
ปมี ะแม ตรีศก จ.ศ. 1173 สิน้ พระชนม์ในสมัยรัชกาลที่ 3
55. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองคเ์ จ้าหญิง (แฝด) พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาหนจู นี ประสตู ิ
ปีมะแม ตรศี ก จ.ศ. 1173 ส้นิ พระชนม์ในสมยั รชั กาลท่ี 2
56. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิง (แฝด) พระราชมารดา เจา้ จอมมารดาหนูจนี ประสตู ิ ปี
มะแม ตรีศก จ.ศ. 117 3สนิ้ พระชนมใ์ นสมัยรัชกาลท่ี 2
57. พระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมหมนื่ อลงกฎกจิ ปรีชา (พระองค์เจา้ นลิ รัตน) พระราชมารดา เจา้ จอม
มารดาพิม ประสตู ิ วันจันทร์ เดอื น 9 แรม 8 ค่า ปมี ะแม ตรีศก จ.ศ. 1173 สน้ิ พระชนม์ วันพุธ เดือน 11 ขน้ึ
11 คา่ ปีเถาะนพศก จ.ศ. 1229 ในสมัย รัชกาลที่ 4 พระชันษา 57 ปี
58. พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ กรมหลวงวรศกั ดาพิศาล สพุ รรฒนาการสวัสดิ (พระองค์เจ้าอรุณวงศ์) พระ
ราชมารดา เจา้ จอมมารดาเอม ธิดาพระยารัตนจักร (หงส์ทอง) ประสูติ วันอาทิตย์ เดือน 7 แรม 6 ค่า ปีวอก
จัตวาศก จ.ศ. 1174 ส้ินพระชนม์ วันศุกร์ เดือน 8 อุตราสา แรม 4 ค่า ปีชวด สัมฤทธิศก จ.ศ. 1250 ในสมัย
รชั กาลท่ี 5 พระชันษา 76 ปี
59. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหม่ืนภูบาลบริรักษ์ (พระองค์เจ้ากปิตถา) พระราชมารดา เจ้าจอม
มารดาอัมพาnธิดาพระยาอินทรอากร ประสูติ วันอังคาร เดือน 5 แรม 1 ค่า ปีจอ จ.ศ.1176 ยังเป็นเบญจศก
สน้ิ พระชนม์ วันอาทิตย์ เดือนอ้าย แรม 7 ค่า ปีวอก จัตวาศก จ.ศ. 1234 ในสมัย รัชกาลที่ 5 พระชันษา 59
ปี
สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศ์เธอ เจา้ ฟ้ากณุ ฑลทพิ ยวดี
60. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอาภรณ์ พระราชมารดา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า
กุณฑลทิพยวดี ประสูติ วันศุกร์ เดือน 5 แรม 7 ค่า ปีชวด อัฐศก จ.ศ. 1178 ส้ินพระชนม์ ปีวอก สัมฤทธิศก
จ.ศ. 1210 ในสมัย รัชกาลที่ 3 -
61. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนวรจักรธรานุภาพ (พระองค์เจ้าปราโมช) พระราชมารดา เจ้าจอม
มารดาอัมพา ประสตู ิ วนั อังคาร เดือน 4 แรม 9 ค่า ปีชวด อัฐศก จ.ศ. 1178 ส้ินพระชนม์ วันพฤหัสบดี เดือน
8 บุรพสาฒ ขนึ้ 8 ค่า ปวี อก จตั วาศก จ.ศ. 1234 ในสมัย รัชกาลที่ 5 พระชันษา 57 ปี
62. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพันแสง พระราชมารดา เจ้าจอมมารดานวล ประสูติ วัน
พฤหสั บดี เดอื น 10 ปีฉลู นพศก จ.ศ. 1179 สิน้ พระชนม์ในสมัยรชั กาลที่ 3
63. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองคเ์ จ้าเน่า พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาพุ่ม ประสูติ เดือน 12 ปีฉลู
นพศก จ.ศ. 1179 สิ้นพระชนม์ในสมัยรัชกาลท่ี 2
64. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองคเ์ จ้าเกยรู พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาอัมพา วันอังคาร เดือน 8
แรม 4 ค่า ปขี าล สัมฤทธศิ ก จ.ศ. 1180 ส้ินพระชนมใ์ นสมยั รชั กาลที่ 4
65. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบาราบปรปักษ์ พระราชมารดา
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี ประสูติ วันเสาร์ เดือน 6 ข้ึน 1 ค่า ปีเถาะ เอกศก จ.ศ.
1181 ส้ินพระชนม์ วันพธุ เดือน 10 ขน้ึ 4 คา่ ปีจออฐั ศก จ.ศ. 1248 ในสมยั รัชกาลท่ี 5 พระชันษา 67 ปี
66. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสภา พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาลูกจันทร์ ประสูติ วัน
อังคาร เดือน 9 ปีมะโรงโทศก จ.ศ. 1162 สิ้นพระชนม์ ปมี ะเส็ง ตรีศก จ.ศ. 1183 ในสมยั รัชกาลท่ี 2
67. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าหญิง พระราชมารดา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า
กณุ ฑลทพิ ยวดี ประสตู ิ วนั พธุ เดือน 4 แรม 3 คา่ ปมี ะโรง โทศก จ.ศ. 1182 สน้ิ พระชนมใ์ นสมัยรัชกาลท่ี 2
68. พระเจา้ บรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัณฐา พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาอัมพา ประสูติ วันเสาร์
เดือน 6 ขึ้น 4 ค่า ปีมะเส็ง ตรีศก จ.ศ. 1183 สิ้นพระชนม์ ปีจอ โทศก จ.ศ. 1212 ในสมัย รัชกาลท่ี 3 พระ
ชนั ษา 30 ปี
69. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าป๋ิว พระราชมารดา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า
กุณฑลทิพยวดี ประสตู ิ วนั ศุกร์ เดือน 6 ขึ้น 6 คา่ ปีมะแม จตั วาศก จ.ศ. 1184 สนิ้ พระชนม์ ปีชวด โทศก
จ.ศ.1202 ในสมยั รัชกาลที่ 3
70. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ามารยาตร พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาแย้ม ธิดาพระยา
ไกรเพ็ชรรัตน์สงคราม (ทองดี) ประสูติ วันอาทิตย์ เดือน 3 แรม 7 ค่า ปีมะเมีย จัตวาศก จ.ศ. 1184
สิน้ พระชนมใ์ นสมัยรชั กาลท่ี 4 -
71. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจา้ กัลยาณี พระราชมารดา เจา้ จอมมารดาอัมพา ประสูติ วันเสาร์
เดือน 4 ขึ้น 6 ค่า ปีมะเมีย จัตวาศก จ.ศ. 1184 ส้ินพระชนม์ ปีมะแม เบญจศก จ.ศ. 1185 ในสมัย
รชั กาลที่ 2
72. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าแม้นเขียน พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาลูกจันทน์เล็ก ธิดา
เจ้าสุก ชาวหลวงพระบาง ประสูติ วันจันทร์ เดือนอ้าย ข้ึน 13 ค่า ปีมะแม เบญจศก จ.ศ. 1185 สิ้นพระชนม์
วันอาทติ ย์ เดอื น 10 แรม 14 คา่ ปฉี ลู เบญจศก จ.ศ. 1275 ในสมยั รัชกาลที่ 6 พระชันษา 90 ปี
73. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากนิษฐน้อยนารี พระราชมารดา เจ้าจอมมารดาอัมพา ประสูติ
วันเสาร์ เดือน 3 ข้ึน 4 ค่า ปวี อก ฉศก จ.ศ. 1186 สน้ิ พระชนม์ในสมยั รัชกาลที่ 3
พระราชลญั จกรประจ้าพระองค์ เป็นรปู ครุฑยดุ นาค
พระราชสัญลักษณ์ ประจาพระองค์ รัชกาลท่ี 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นรูป
ครุฑยุดนาค เป็นพระราชสัญลักษณ์ของพระบรมนามาภิไธยว่า "ฉิม" ตามความหมายของวรรณคดีไทย คือ
พญาครุฑซ่ึงในเทพนิยายเทวกาเนิด เป็นเทพองค์หนึ่งที่ทรงมหิทธานุภาพย่ิง แต่ยอมเป็นเทพพาหนะสาหรับ
พระนารายณ์ ปกติอยู่ที่วิมานฉิมพลี ดังน้ันทรงพระกรุณาให้ใช้รูปครุฑยุดนาค เป็นพระราชสัญลักษณ์ ประจา
พระองค์ แทนพระบรมนามาภิไธย
พระราชกรณียกิจ
พระราชกรณียกจิ ดา้ นการป้องกันประเทศ
พระเจ้าปดุง
ในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พม่าได้ยกทัพเข้ามาตีไทยอยู่หลายคร้ัง
ด้วยกันตง้ั แต่พระองค์ครองราชย์ได้ เพียง 2 เดือน พระเจ้าปดุง กษัตริย์พม่าก็ได้ทรงแต่งต้ังแม่ทัพพม่า 2 นาย
คอื อะเติง้ หงนุ่ และสุเรียงสาระกะยอ โดยให้แม่ทัพอะเต้ิงหงุ่นยกทัพเรือเข้ามาตีทางหัวเมืองชายทะเลตะวันตก
และสามารถตเี มอื งตะกว่ั ทงุ่ ตะกว่ั ป่า รวมถงึ ลอ้ มเมืองถลางไว้ กอ่ นทก่ี อง ทพั ไทยจะยกลงไปช่วยและตีทัพพม่า
จนแตกพ่ายไป ส่วนแม่ทัพสุเรียงสาระกะยอได้ยกกาลังมาทางบกเพ่ือเข้าตีหัวเมืองด้านทิศใต้ ของไทย และ
สามารถตีได้เมืองมะลิวัน ระนอง และกระบี่ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงทรงส่งกองทัพลงไป
ชว่ ยเหลอื พม่าสกู้ าลงั ฝา่ ยไทยไมไ่ ดก้ ถ็ อยทัพหนีกลบั ไป
ต่อมาในปี พ.ศ. 2363 พระเจ้าปดุงเสด็จสวรรคต พระ เจ้าจักกายแมงได้สืบราชสมบัติต่อจาก
พระเจ้าปดุง และคิดจะยกทัพมาตีไทยอีก โดยสมคบกับพระยาไทรบุรีซึ่งเปล่ียนใจไปเข้ากับฝ่ายพม่า แต่เม่ือ
ทราบว่าฝ่ายไทยจัดกาลังทัพเตรียมรับศึกอย่างเข้มแข็ง พม่าก็เกิดเกรงกลัวว่าจะรบแพ้ไทยอีก จึงยุติไม่ยกทัพ
เข้ามา จนอีก 3 ปตี ่อมา พระเจ้าจักกายแมงก็ทรงชักชวนพระเจ้าเวยี ดนาม มนิ มางกษตั ริย์ญวนให้มาช่วยตีไทย
แตฝ่ ่ายญวนไม่ยอมร่วมดว้ ย พอดีกับทข่ี ณะนน้ั เกิดสงครามกบั อังกฤษจงึ หมดโอกาสทจ่ี ะมาตีไทยอกี ต่อไป
พระราชกรณียกจิ ด้านการปกครอง
ลักษณะการปกครองในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ยังคงมีรูปแบบ
เหมือนสมัยกรงุ ธนบุรแี ละรชั กาลที่ 1 ทรงบรหิ ารบ้านเมอื งโดยใหเ้ จา้ นายรบั หน้าที่ในการบรหิ ารงานราชการ
ในกรมกองต่างๆ เทา่ กบั เป็นการใหเ้ สนาบดีไดม้ กี ารปรกึ ษาข้อราชการก่อนจะนาความขึ้นกราบบังคมทูล โปรด
ให้สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ ดารงตาแหน่งกรมพระวังบวรสถานมงคล ทา
พระเนตรพระกรรณ หลังจากกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ทิวงคตแล้ว หนา้ ท่กี ากบั ตรวจตราราชการตา่ ง
ก็โปรดให้ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี รับหน้าที่ต่อ สาหรับหน่วยงานอื่น ๆ ก็โปรดให้เจ้านายทรงกากับ
ราชการดงั นี้
เ จ้ า ฟ้ า ก ร ม ห ล ว ง พิ ทั ก ษ์ ม น ต รี ท ร ง ก า กั บ ร า ช ก า ร ก ร ม ม ห า ด ไ ท ย แ ล ะ ก ร ม วั ง
กรมหมน่ื ศกั ดิพลเสพ ทรงกากับ ราชการกลาโหม ในระยะแรกมีเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ทรงกากับ
อยดู่ ว้ ย กรมหม่ืนพิพิธภูเบนทร ทรงกากับ ราชการกรมเมือง กรมหมี่นเจษฎาบดินทร์ ทรงกากับ ราชการกรม
คลัง
ทั้งยังโปรดเกล้าฯ ให้ผ่อนผันการเข้ารับราชการของพลเมืองชายเหลือเพียงปีละ 3 เดือน (เข้ารับ
ราชการ 1 เดือน แล้วไปพักประกอบอาชีพส่วนตัวอีก 3 เดือน สลับกันไป) นอกจากน้ียังทรงรวบรวมพลเมือง
ใหเ้ ปน็ ปกึ แผน่ มีหน่วยราชการสงั กัดแนน่ อน โดยพระราชทานโอกาสใหป้ ระชาชนสามารถเลือกหน่วยราชการท่ี
สังกัดได้และด้วยความท่ีพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมีพระราชประสงค์ให้พลเรือนของพระองค์
เป็นคนดี จงึ ไดท้ รงออกพระราชบญั ญตั ิเรอื่ ง หา้ มเลยี้ งไก่ นก ปลากัด ไว้ชน กัด หรือทาการอื่นๆ เพื่อการพนัน
และออกพระราชกาหนดหา้ มสบู ฝนิ่ ขายฝ่ิน ซ้ือฝ่ิน พร้อมทรงกาหนดบทลงโทษสาหรับผู้ฝ่าฝืน ทาให้ประเทศ
ไทยไมเ่ กดิ สงครามฝิ่นแบบต่างชาติ
พระราชกรณยี กจิ ด้านการทา้ นบุ ้ารงุ ประเทศ และปอ้ มปราการ
ป้อมปราการเมืองสมุทรปราการ
ระยะแรก ของ การก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ พม่าก็ยังคงรุกรานประเทศไทยอย่างต่อเน่ือง
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองและป้อมปราการต่างๆ ขึ้นเพื่อให้
เป็นเมืองหน้าด่านคอยป้อมป้องกันข้าศึกที่จะยกเข้ามาทางทะเลท่ีเมืองสมุทรปราการ และที่เมือง ปาก
ลัด (ปัจจุบันคือ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ) โดยมีพระราชบัญชาให้กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์
เป็นแม่กองก่อสร้างเมืองนครเข่ือนขันธ์ข้ึนที่ปากลัด พร้อมป้อมปีศาจผีสิง ป้อมราหู และป้อมศัตรูพินาศแล้ว
โปรดเกลา้ ฯให้อพยพครอบครวั ชาวมอญจากปทมุ ธานมี าอยทู่ น่ี ครเขอื่ นขนั ธ์
นอกจากน้ี พระองค์ ยงั ทรงให้กรมหมืน่ เจษฎาบดินทร์เป็นแม่กองจัดสร้างป้อมผเี สอ้ื สมทุ ร ป้อมประ
โคนชัย ปอ้ มนารายณป์ ราบศึก ป้อมปราการ ป้อมกายสิทธ์ ขน้ึ ทเี่ มืองสมทุ รปราการ และโปรดเกลา้ ฯ ให้
พระเจา้ น้องยาเธอ กรมหมน่ื ศกั ดิพลเสพยไ์ ปคมุ งานก่อสรา้ งปอ้ มเพชรหึงส์เพิ่มเติมที่เมือง นครเขื่อนขนั ธ์ การ
สร้างเมอื งหนา้ ด่านและป้อมปราการตา่ ง ๆ ขึน้ มามากมาย เพ่ือป้องกนั ไม่ให้ข้าศกึ เขา้ มาถึงพระนครได้โดยงา่ ย
ถือว่าพระองค์มีสายพระเนตรท่ยี าวไกลยิ่งนัก
พระราชกรณียกจิ ดา้ นเศรษฐกจิ
สมัยรชั กาลท่ี 2 บ้านเมืองว่างจากการศกึ สงคราม จงึ มกี ารค้าขายเจริญรุ่งเรืองกว่าแต่ก่อนกล่าวคือ มี
การติดต่อค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านมากมาย เช่น จีน อินเดีย มะละกา สิงคโปร์ ญวน และเขมร เป็นต้น
สาหรับประเทศทางตะวนั ตก ไดแ้ ก่ โปรตุเกส อังกฤษ อเมริกาโดยวิธีดาเนินการค้าขาย ของหลวงยังคงให้พระ
คลังสินค้าจัดการ ตามที่เคย ปฎิบัติมา มีเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ เป็นหัวแรง ในการแต่งสาเภา
หลวงติดต่อค้าขายกับจีนและประเทศอื่น ๆ จนได้รับพระราชทานสมญาว่า“เจ้าสัว” ในรัชการน้ีมีเรือกาปัน
หลวงที่ใช้ในการค้าขายที่สาคัญ 2 ลา คือ เรือมาลาพระนครและเรือเหราข้ามสมุทร สินค้าท่ีผูกขาย ในสมัยนี้
ทเ่ี ปน็ สินค้าขาออกมี 10 ชนิด คือ รังนก ฝาง ดีบุก พริกไทย เน้ือไม้ ผลเร่ว ตะกั่ว งาช้าง รงและช้าง สินค้า ท่ี
หา้ มส่งออกโดยเดด็ ขาด คอื ข้าวเปลือกและขา้ วสาร สว่ นสินคา้ ขาเข้าก็มี ปนื และดินปืนการปรับปรุงภาษีอากร
ลกั ษณะการเก็บภาษีอากรยงั คงเหมือนสมยั รชั กาลท่ี1 มกี ารปรบั ปรุงเพมิ่ เติมดงั น้ี
1 . การเดินสวน คือการแต่งเจ้าพนักงานออกไปสารวจสวนของราษฎรใ์ นการเก็บอากรสวนตามชนดิ
ของ ผลไม้ ดังน้ี
1.1 อากรสวนใหญ่ เปน็ การเก็บภาษจี ากผลไมย้ นื ตน้ ชนั้ ดี มี 7 ชนดิ ไดแ้ ก่ ทุเรียน มังคุด
มะมว่ ง มะปราง ลางสาด หมากและพลคู า้ งทองหลาง
1.2 อากรพลากร เป็นภาษที ีเ่ กบ็ จากผลไม้ช้ันรอง มี 8 ชนิด ได้แก่ ขนุน สะทอ้ น เงาะ สม้
มะไฟ ฝร่งั สับปะรดและสาเก
1.3 อากรสมพตั สร เปน็ ภาษีที่เกบ็ จากผลไม้ลม้ ลุก เชน่ กลว้ ย อ้อย เป็นต้น
2 . การเดนิ นา คลา้ ยกบั การเดินสวน การเก็บอากรค่านา เรียกว่า “หางขา้ ว” โดยแบง่ นาออกเป็น 2
ประเภท คอื นาน้าท่า และนางฟางลอย
2.1 นาน้าทา่ หรือ นาคูโ่ ค หมายถึงนาทีส่ ามารถปลกู ข้าวได้หลายคร้ังในหนึ่งปโี ดยอาศัยน้าฝน
หรือน้าท่า วิธีการเก็บภาษี หรือหางข้าวของนาประเภทนี้ เกบ็ ดว้ ยวธิ ดี ูคู่โคคอื การนบั โคหรอื กระบือที่ใช้ไถนา
โดยการคานวณว่าโคหนึง่ คูจ่ ะสามารถใชท้ านาในผืนดนิ ท่ีนานนั้ ๆ ไดป้ ลี ะเทา่ ใดแล้วเอาเกณฑจ์ านวนโคขึน้ จงั้
เป็นอัตราหางข้าวทจ่ี ะต้องเสียภาษี นาประเภทนจี้ ึงเรียกอีกนัยหน่งึ วา่ "นาคโู่ ค" ฉะนั้นนาคโู่ คน้ีราษฎรจะทานา
หรอื ไม่ก็ตามกจ็ ะตอ้ งเสยี ภาษี(หางขา้ ว)ตลอดไป เมอ่ื ทางราชการ จดั พนักงานหรือข้าหลวงเดินนามาสารวจ
แลว้ รฐั บาลจะออกหนงั สอื ให้เจ้าของท่ีนาถือไว้เปน็ หลกั ฐานในการเรียกเกบ็ หางข้าวหรอื อากร
คา่ นาตอ่ ไป หนังสอื สญั ญาน้ีเรียกวา่ "ตราแดง"
2.2 นาฟางลอย หรอื นาดอน หมายถงึ นาทส่ี ามารถปลูกขา้ วโดยอาศยั น้าฝนเพียงอย่างเดียว
เป็นนาในท่ีดอนนา้ ท่าขนึ้ ไม่ถึง วธิ ีเกบ็ ภาษหี างข้าวสาหรบั นาประเภทนีเ้ ก็บจากนาทส่ี ามารถปลูกข้าวไดจ้ รงิ ถา้
ปใี ดไม่ไดท้ าหรือทาไม่ได้ ก็ไม่ตอ้ งเสยี อากรค่านาและถอื เอาตอฟางทเ่ี กบ็ เกีย่ วแล้ว เปน็ เกณฑใ์ นการเก็บค่านา
เม่ือทางราชการ จัดพนักงานหรือขา้ หลวงเดนิ นา มาสารวจแล้ว รฐั บาลจะออกหนังสอื ให้เจา้ ของทน่ี าถือไวเ้ ปน็
หลกั ฐานในการเรียกเกบ็ หางขา้ วหรอื อากรค่านาตอ่ ไป หนังสือสัญญานี้ เรียกว่า "ใบจอง"
หางข้าว หมายถึงภาษหี รืออากรค่านา ทีร่ ฐั บาลเก็บเป็นข้าวเปลือกในสมยั รัชกาลท่ี 2 คิดอากรค่านาในอัตราไร่
ละ สองสดั ครงึ่
พระราชกรณยี กิจด้านการท้านุบา้ รุงพระศาสนาและพระราชพธิ ี
ตน้ โพธล์ิ ังกา วัดสระเกศราชวรมหาวหิ าร
การแตง่ สมณทูตไปลังกา
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีพระสงฆ์ชาวลังการูปหน่ึง ช่ือ พระสาสนวงศ์ ได้
อญั เชิญพระบรมสารีริกธาตุกับต้นโพธิ์ลังกาเข้ามาถวาย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยบอกว่า
สมเด็จพระสังฆราชโปรดให้นามา รัชกาลที่ 2 ทรงมีพระราชดาริว่า พระสงฆ์ในลังกาก็เป็นสมณวงศ์แบบ
เดียวกับพระสงฆ์ไทย เคยมีสัมพันธไมตรีติดต่อกันมาช้านาน ประกอบกับพระพุทธศาสนา ในลังกาเร่ิมเศร้า
หมอง เพราะลังกาตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ รัชกาลท่ี 2 จึงโปรดแต่งสมณทูตคณะหน่ึง ประกอบด้วย
พระสงฆ์จานวน 9 รูป มีพระอาจารย์ดีและพระอาจารย์เทพเป็นหัวหน้าเม่ือกลับมาถึงไทย พระอาจารย์
ดี ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น พระคัมภีรปรีชา และพระอาจารย์เทพได้รับการแต่งต้ังให้เป็น พระปัญญาวิสาร
เถร นับเป็นสมณทูตไทยคณะแรก สมัยรัตนโกสินทร์ (เริ่มเดินทาง พ.ศ. 2357 กลับมาถึงประเทศไทย พ.ศ.
2361) ไดน้ าหน่อพระศรมี หาโพธ์ิ จากเมอื งอนรุ าธบุรี กลับมาโดยเชอื่ กันว่าเป็นต้นโพธ์ิเชื้อสายของพระศรีมหา
โพธ์ิ ที่พระพุทธเจ้านั่งตรัสรู้ จานวน 6 ต้น โดยปลูกไว้ที่ รัฐกลันตัน 1 ต้น จังหวัดนครศรีธรรมราช 2 ต้น
จังหวัดกรงุ เทพฯ 3 ต้น โดยปลกู ท่วี ดั สทุ ัศน์ วดั มหาธาตฯุ วัดสระเกศฯ แห่งละตน้
วดั สทุ ศั นเทพวราราม
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ ทรงฟ้ืนฟู พระพุทธศาสนาอย่างมากมายหลายด้าน
โดยเฉพาะด้านการกอ่ สรา้ งศาสนสถาน ทรงโปรดฯให้สร้างวัดขึ้นใหม่หลายวัด ได้แก่ วัดสุทัศนเทพวราราม วัด
ชัยพฤกษมาลา วัดโมลีโลกยาราม วัดหงสาราม และวัดพระพุทธบาทท่ี สระบุรี ซ่ึงสร้างค้างไว้ตั้งแต่สมัย
พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช รวมทั้งโปรดเกล้าฯให้ทาการบรู ณปฏิสังขรณ์วัดอรุณราชวรา
ราม โดยสร้างพระอโุ บสถพระปรางค์ พร้อมท้งั พระวิหารขึน้ ใหม่ เพอ่ื เป็นพระอารามประจารชั กาล
การศึกษาพระปริยัติธรรมของพระสงฆ์ในยุคน้ีก็รุ่งเรืองเป็นอย่างมาก โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธ
เลิศหล้านภาลัย ทรงโปรดเกล้าฯ ใหแ้ ก้ไขหลกั สูตรจากเปรียญตรี โท เอก มาเป็นเปรียญธรรม 3 ประโยคถึง 9
ประโยค ทาใหพ้ ระภิกษุ สามเณร มีความรู้ภาษาบาลแี ตกฉานยิง่ ขึ้น
นอกจากนีพ้ ระองค์ยงั ทรงออกพระราชกาหนดให้มีการฟ้ืนฟูการประกอบพิธีวันวิสาขบูชา ซึ่งวัน
วิสาขบูชาเป็นวนั สาคญั ทางพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวนั คล้ายวันประสูติ ตรสั รู้ ปรินิพพาน ขององค์สัมมาสัม
พุทธเจ้า ตรงกับวันข้นึ 15 ค่าเดือน 6 ซงึ่ ไทยเราเคยจัดทากันต้งั แต่สมัยสุโขทยั และเสื่อมหายไปในสมัยอยุธยา
ธนบุรี ล่วงเลยมาถึงสมัยรัชกาลที่ 2 จึงมีการฟื้นฟูขึ้นอีกคร้ัง โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้
โปรดฯ ใหจ้ ดั พระราชพิธีอย่างย่ิงใหญ่ เร่ิมต้ังแต่ วันข้ึน 14-15 ค่าถึงวันแรม 1 ค่า รวม 3 วัน พระบาทสมเด็จ
พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงรักษาพระอุโบสถศีล ปล่อยนก ปล่อยปลา ห้ามเสพสุรา ห้ามฆ่าสัตว์ ให้ถวาย
ประทีป ตั้งโคม แขวนเคร่ืองสักการะบูชา เวียนเทียน ให้มีพระธรรมเทศนาในพระอารามหลวงและวัดราษฎร์
ถวายไทยทานตลอด 3 วันโดยห้ามลา่ สตั ว์ 3วนั และรกั ษาศีล ถวายอาหารบิณฑบาต ทาทาน ปล่อยสัตว์ สดับ
ฟังพระธรรมเทศนาเป็นเวลา 3 วัน 3 คนื ซงึ่ นบั เป็นครง้ั แรกทป่ี ระเทศไทยประกอบพิธีในวันวสิ าขบชู า
พระราชพธิ อี าพาธพินาศ
พระทีน่ ่งั ดสุ ติ มหาประสาท
เนอื่ งจากมีโรคอหิวาตกโรคระบาดจงึ ได้ประกอบพธิ ีนีข้ ึ้น และมกี ารต้ังโรงทาน เพอื่ พระราชทานเล้ียง
อาหารแก่ราษฎรโดยในปีพุทธศักราช 2363 ได้เกิดอหิวาตกโรคระบาด ในพระนคร นานประมาณ 15 วัน ทา
ให้ราษฎร ลม้ ตายเปน็ จานวนมาก( ประมาณ 30,000คน) ีศพลอยอยู่ตามลาน้าคูคลองอยู่กลาดเกลื่อน ซากศพ
ทับถมเป็นกอง ทางวัดไม่สามารถเผาได้หมดจนพระสงฆ์ต้องหนีออกจากวัด ชาวบ้านต้องหนีออกจากบ้าน
สร้างความวุ่นวายอย่างมากภายในพระนคร รัชกาลที่ 2 จึงโปรดให้ประกอบพระราชพิธีอาพาธพินาศขึ้น เมื่อ
วันจันทร์ขึ้น 7 ค่าเดือน 10 พ .ศ.2363 พระราชพิธีนี้จัดทาขึ้น ณ พระท่ีน่ังดุสิตมหาปราสาท ลักษณะของ
พระราชพิธีน้ีคล้ายกับพิธีตรุษ กล่าวคือมีการยิ่งปืนใหญ่รอบพระนครตลอดรุ่งคืน แล้วอัญเชิญพระแก้วมรกต
ออกแหม่ ีพระสงฆ์ช้ันผู้ใหญ่ออกร่วมขบวนแห่ด้วย โดยทาหน้าที่โปรยทรายและประพรมน้าพระปริตร เพ่ือขับ
ไล่โรคร้ายทง้ั ทางบกและทางนา้ พร้อมท้ังพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนาง หยุดงาน เพื่อรักษาศีล
ทาบุญทาทานตามใจสมคั ร ประกาศห้ามราษฎรฆา่ สตั ว์ ให้ราษฎรอยู่แต่ในบ้านเรือน ถ้ามีธุระจาเป็นจริง ๆ จึง
ให้ออกจากบ้านได้ พระราชทานทรัพย์ให้เผาศพท่ีไร้ญาติ และโปรดให้ปล่อยนักโทษออกจากที่คุมขังจนหมด
นอกจากน้ีได้โปรดให้ต้ังโรงทานขึ้น ณ ริมประตูศรีสุนทร พระราชทานอาหารเล้ียงราษฎรท่ีมีความ
ปรารถนามารับพระราชทาน การรับประทานอาหารท่ีถูกหลักอนามัย บ้านเมืองสะอาด ทาให้โรคอหิวาตกโรค
หมดไป
พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตดุ ลิ ก
พระราชกรณยี กิจดา้ นประตมิ ากรรม
นอกจากจะทรงส่งเสริมงานชา่ งดา้ นหล่อพระพุทธรปู แลว้ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยยัง
ได้ทรงพระราชอุตสาหะป้ันหุ่นพระพักตร์ของพระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก พระประธานในพระอุโบสถ
วัดอรุณราชวราราม อันเป็นพระพทุ ธรปู ทีส่ าคัญย่ิงองคห์ น่ึงไทยด้วยพระองค์เอง ซ่ึงลักษณะและทรวดทรงของ
พระพุทธรูปองค์นี้เป็นแบบอย่างที่ประดิษฐ์คิดค้นข้ึนใหม่ในรัชกาลท่ี 2 นี้เอง ส่วนด้านการช่างฝีมือและการ
แกะสลักลวดลายในรชั กาลของพระองค์ไดม้ ีความเจริญก้าวหน้าไปอย่างมาก และพระองค์เองก็ทรงเป็นช่างทั้ง
การปั้นและการแกะสลักที่เชี่ยวชาญย่ิงพระองค์หน่ึงอย่างยากที่จะหาผู้ใดทัดเทียมได้ นอกจากฝีพระหัตถ์ใน
การป้ันพระพักตร์พระพุทธธรรมิศรราชโลกธาตุดิลกแล้ว ยังทรงแกะสลักบานประตูพระวิหารพระศรีศากย
มนุ ี วัดสุทศั นเทพวราราม ค่หู นา้ ดว้ ยพระองค์เองร่วมกับกรมหม่ืนจิตรภักดี และทรงแกะหน้าหุ่นหน้าพระใหญ่
และพระน้อยท่ีทาจากไม้รกั คู่หนึง่ ท่ีเรยี กว่าพระยารักใหญ่ และพระยารักนอ้ ยไว้ดว้ ย
ซอสามสาย
พระราชกรณยี กจิ ด้านดนตรี
กล่าวได้ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมีพระปรีชาสามารถในด้านการดนตรีไม่น้อยไป
กว่าด้านละครและฟ้อนรา เครื่องดนตรีที่ทรงถนัดและโปรดปรานคือ ซอสามสาย ซ่ึงซอคู่พระหัตถ์ที่สาคัญได้
พระราชทานนามวา่ "ซอสายฟ้าฟาด" และเพลงพระราชนิพนธ์ท่ีมีช่ือเสียงเป็นท่ีรู้จักกันดีคือ "เพลงบุหลันลอย
เล่ือน" หรือ "บุหลัน (เล่ือน) ลอยฟ้า" แต่ต่อมามักจะเรียกว่า "เพลงทรงพระสุบิน" เพราะเพลงมีนี้มีกาเนิดมา
จากพระสุบิน (ฝัน) ของพระองค์เอง โดยเล่ากันว่าคืนหน่ึงหลังจากได้ทรงซอสามสายจนดึก ก็เสด็จเข้าท่ี
บรรทมแลว้ ทรงพระสุบินว่า ได้เสด็จไปยังดินแดนท่ีสวยงามดุจสวรรค์ ณ ที่นั่น มีพระจันทร์อันกระจ่างได้ลอย
มาใกล้พระองค์ พร้อมกับมีเสียงทิพยดนตรีอันไพเราะย่ิง ประทับแน่นในพระราชหฤทัย ครั้นทรงตื่นบรรทมก็
ยงั ทรงจดจาเพลงนนั้ ได้ จงึ ไดเ้ รยี กพนักงานดนตรีมาต่อเพลงนนั้ ไว้ และทรงอนุญาตให้นาออกเผยแพร่ได้ เพลง
น้จี งึ เปน็ ท่แี พรห่ ลายและรู้จักกันกวา้ งขวางมาจนทุกวนั นี้
เพลงพระสบุ นิ
กิดาหยันหมอบกรานอยงู่ านพดั
พระบรรทมโสมนสั อยู่ในที่
บุหลันเลื่อนลอยฟ้าไมร่ าคี
รัศมสี ่องสวา่ งดังกลางวนั
พระนงิ่ นึกตรึกไตรไปมา
ที่จะแต่งคหู าสตาหมนั
ป่านนีพ้ ระองค์ทรงธรรม
จะนับวนั เคร่าคอยทุกเวลา
รามเกียรต์ิ ตอนสีดาลุยไฟ
พระราชกรณยี กิจด้านวรรณคดี
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลศิ หล้านภาลัย ไดร้ บั การยกย่องวา่ เปน็ ยุคทองของวรรณคดี
สมัยหนึ่งเลยทีเดียว ด้านกาพย์กลอนเจริญสูงสุด พระองค์ทรงเป็นกวีเอก และทรงพระราชนิพนธ์วรรณคดีไว้
หลายเล่มด้วยกัน เช่น รามเกียรติ์ตอนลักสีดา วานรถวายพล พิเภกสวามิภักด์ิ สีดาลุยไฟ นอกจากนี้ยังมีพระ
ราชนิพนธ์เรื่องอิเหนาท่ีได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรในสมัยรัชกาลที่ 6 ว่าเป็นยอดกลอนบทละคร
รา พระองค์มีพระราชนิพนธ์ที่เป็นบทกลอนมากมาย ทรงเป็นยอดกวีด้านการแต่งบทละครท้ังละครในและ
ละครนอก มีหลายเร่ืองท่ีมีอยู่เดิมและทรงนามาแต่งใหม่เพ่ือให้ใช้ในการแสดงได้ เช่นรามเกียรติ์ อุณรุท และ
อเิ หนา
โดยเร่ืองอิเหนาน้ี เรื่องเดิมมีความยาวมาก ได้ทรงพระราชนิพนธ์ใหม่ตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นเรื่องยาว
ท่ีสุดของพระองค์ วรรณคดีสโมสรในรัชกาลท่ี 6 ได้ยกย่องให้เป็นยอดบทละครราท่ีแต่งดี ยอดเย่ียมทั้ง
เนื้อความ ทานองกลอนและกระบวนการเล่นท้ังร้องและรา พระองค์ยังได้ทรงพระราชนิพนธ์บทเห่เรือ เร่ือง
กาพย์เห่ชมเคร่ืองคาว หวานซ่ึงมีความไพเราะและแปลกใหม่ไม่ซ้าแบบกวีท่านใด เน้ือเรื่องแบ่งออกเป็น 5
ตอน คอื เหช่ มเคร่ืองคาว เห่ชมผลไม้ เห่ชมเครอื่ งคาวหวาน เห่ครวญเข้ากับนักขัตฤกษ์ และบทเจ้าเซ็น ซึ่งบท
เห่น้ีเข้าใจกันว่าเป็นการชมฝีพระหัตถ์ในด้านการทาอาหารของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีนั่นเอง
นอกจากพระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหลา้ นภาลัยทที่ รงเปน็ ยอดกวเี อกแลว้ ในยุคสมยั น้ียังมียอดกวีท่ีมี ช่ือเสียง
อีกหลายคน กวที ีส่ าคญั ในสมยั รชั กาลท่ี 2 ไดแ้ ก่
1 . พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั ทรงพระราชนิพนธ์ อเิ หนา รามเกียรต์ิ สงั ข์ทอง
บทเสภาเรือ่ งขนุ ช้างขุนแผน ไกรทอง คาวี มณีพิชัย สังขท์ อง
2 . สนุ ทรภู่ หรือพระสุนทรโวหาร แตง่ เร่ือง พระอภัยมณี ลกั ษณะวงศ์ สงิ หไตรภพ โคบุตร พระไชย
สุริยา นอกจากน้ี ยงั มนี ริ าศ เช่น นิราศเมืองแกลง นิราศเมืองสุพรรณ นริ าศพระบาท นิราศภูเขาทอง นิราศวดั
เจา้ ฟ้า นริ าศอิเหนา นริ าศเมืองเพชรบรุ ี นริ าศพระประธม นิราศทั้งหมดลว้ นเป็นคากลอน ยกเวน้ นริ าศเมือง
สุพรรณเป็นโคลงสีส่ ุภาพ
3 . พระยาตรงั แตง่ โคลงนิราศตามเสด็จลาน้านอ้ ย
4 . นายนรนิ ทรธ์ เิ บศร์ (อนิ ทร์) แต่งโคลงนริ าศนรนิ ทร์
ความสัมพันธ์กบั ต่างประเทศ
จอหน์ ครอฟอรด์
1. ความสัมพันธ์กบั ประเทศองั กฤษ ในปี พ.ศ. 2365 จอหน์ ครอฟอร์ด คนไทยเรียก การะฟดั นา
เครื่องราชบรรณาการมาถวายเพื่อเจริญสัมพนั ธไมตรี โดยทอี่ ังกฤษต้องการ
1. ขยายการคา้ ของบริษทั อนิ เดียตะวันออก
2. เพ่ือแก้ปัญหาเมืองไทรบุรี
3. เพอื่ ทาแผนท่ีของภูมิภาคน้ี
ผลของการเจรจาล้มเหลวเพราะ
1. ท้ังสองฝา่ ยพูดไม่เขา้ ใจภาษากัน
2. ล่ามเป็นคนช้ันตา่ ขุนนางไทยตง้ั ข้อรังเกยี จ
3. ชาวตา่ งชาติทีเ่ ขา้ มาติดต่อสว่ นมากเป็นชาวจนี ซง่ึ มกี ิริยาอ่อนน้อม
4. อังกฤษตอ้ งการให้ไทยคืนเมอื งไทรบุรีให้กับปะแงรนั
5. ประเพณีไทย ขุนนางเข้าเฝ้าไม่สวมเส้ือ ทาใหฝ้ รง่ั ดหู มิน่ เหยียดหยาม
2. ความสัมพนั ธ์กับประเทศโปรตุเกส โปรตุเกส เจ้าเมืองมาเก๊า ได้ส่ง คาร์โลส มานูเอล ซิลเวลา เป็น
ทูตมาเจริญสัมพันธ์ไมตรี ซ่ึงทั้งสองฝ่ายได้ให้ความสะดวกแก่กันมากในการค้าขายต่อมา คาร์โลส มานูเอล
ซิลเวลา ได้มาเป็นกงสุลประจาประเทศไทย นับเป็นกงสุลชาติแรกในสมัยรัตนโกสินทร์และซิลเวลาได้รับ
พระราชทานยศเป็น “หลวงอภัยวานชิ ”
3. ความสมั พันธ์กบั ประเทศสหรฐั อเมรกิ า อเมริกา มีความสมั พันธก์ บั ไทยครง้ั แรกในสมัยนี้ พ่อค้าชาว
อเมริกนั ช่อื กัปตันแฮน ได้มอบปนื คาบศิลา จานวน 500 กระบอก รัชกาลท่ี 2 จึงพระราชทานบรรดาศกั ด์ิให้
เปน็ “หลวงภักดีราช”
ความสมั พันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน
พระเจา้ จกั กายแมง กษัตริย์พม่า
1. ความสมั พนั ธ์กับประเทศพม่า พระเจ้าจกั กายแมง กษตั ริย์พม่าไดเ้ กลยี้ กลอ่ มพระยาไทรบรุ ียกทัพ
มาตีไทย ไทยทราบข่าวก็จดั กองทัพไป ขดั ตาทัพไว้ ทางพม่าเกิดจลาจลจงึ ไม่ได้ยกทัพมา
2. ความสมั พันธก์ ับประเทศเวยี ดนาม ญวน พระเจ้าญาลอง มีพระราชสาสน์มาขอเมืองบนั ทายมาศ
โดยอา้ งว่าเมืองนเ้ี ปน็ เมืองขึ้นของญวน ไทยต้องยอมยกให้ เพราะไม่ต้องการมศี ึกสองทาง ซ่งึ ในช่วงนั้นหว่ งการ
ศกึ กับพม่า
3. ความสมั พนั ธ์กบั หัวเมอื งมลายู พระยาไทรบุรี มาชว่ ยไทยรบกับพม่า เมื่อครงั้ พมา่ ตีถลางไทยจึงได้
เลอ่ื นยศให้เจ้าพระยาไทรบุรี
4.ความสัมพนั ธ์กับประเทศกมั พูชา พระอุทยั ราชา ไม่ซ่ือตรงต่อไทยหนั ไปฝกั ใฝ่กับญวนสาเหตมุ ีหลาย
ประการ
- พระอุทัยราชา มาเข้าเฝ้ารชั กาลที่ 1 พระองคไ์ ม่ยอมใหเ้ สนาบดเี บิกตัวพระอุทัยราชาเขา้ เฝ้า ทาให้
พระอทุ ัยราชาได้ รบั ความอปั ยศ และอาฆาตคดิ รา้ ยต่อไทย
- พระอุทยั ราชา ทะเลาะกบั พระยาเดโช (เม็ง) พระยาเดโชหนมี าไทย พระอทุ ยั ราชา มีหนงั สือมาขอ
ตัวพระยาเดโช แต่ทางไทยไม่ยอมส่งตัวไปให้ พระอุทัยราชาจงึ ไม่พอพระทยั
- พระอุทยั ราชา แสดงอาการเปน็ กบฎ ไทยจงึ ยกทัพเขา้ เขมร พระอุทยั ราชาหนีไปพ่ึงญวน ไทยจงึ เผา
เมืองพนมเปญ เมืองบันทายเพชร พระเจ้าญาลองมหี นงั สือมาถึงไทย ขอให้พระอุทยั ราชากลับครองบา้ นเมือง
ตามเดิม ทางไทยไม่ปรารถนาที่จะทาสงครามกบั ญวน ดงั นั้นพระอทุ ยั ราชาจึงไดก้ ลบั มาครองกัมพูชาตามเดมิ
แตข่ ออยู่ท่ีพนมเปญ และส่งเคร่อื งราชบรรณาการ ตามเดิมสว่ นการบังคบั บญั ชาช้ันเด็ดขาดตกอย่แู กฝ่ า่ ยญวน
โดยญวนได้สง่ ข้าหลวงมาดูแลกากับด้วย ในสมยั ร.2 ไทยต้องเสียเขมรให้กบั ญวน
5. ความสมั พันธ์กบั ประเทศจนี จนี การตดิ ต่อค้าขายกับจนี หลายชาติต้องส่งเครื่องราชบรรณาการไป
ถวายพระเจ้ากรุงจีน เพ่ืออาศัยเป็น “ใบเบิกทาง” ในการอานวยความสะดวกในการค้าขาย ทางจีน
เรียกว่า “จ้ิมก้อง” โดยที่จีนถือว่าประเทศท่ีนาเคร่ืองราชบรรณาการ มาถวาย เป็นประเทศราช ทางไทยหลง
เข้าใจผดิ เพ่ิงจะทราบความจริงในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งทางประเทศจีนคิดว่า ไทยเป็นประเทศราชของจีนจนถึง
สมัยรัชกาลที่ 5 จนกระทั่งสงครามโลกครัง้ ที่ 2 สิ้นสดุ สง ประเทศไทยกับจนี จึงไดม้ ีสัมพันธไมตรีกันใหม่ ตั้งแต่
ปี พ .ศ.2489 เป็นต้นมา
ธงชาตไิ ทย
พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหลา้ นภาลยั รชั กาลท่ี 2 ไดโ้ ปรดใหส้ ร้างสาเภาหลวงขึ้นเพ่ือทาการค้ากับ
ต่างประเทศ ขณะนนั้ ชาวองั กฤษได้ต้งั สถานีการขนึ้ ที่สิงคโปร์ ได้แจง้ วา่ เรอื สนิ ค้าที่เข้ามาค้าขายต่างก็ชักธงแดง
ทั้งหมดยากแก่การต้อนรับ ขอให้ทางไทยเปลี่ยนการใช้ธงเสีย จะได้จัดการรับรองเรือหลวงของไทยให้สมพระ
เกียรติ ขณะนน้ั พระองคไ์ ดช้ า้ งเผือกเขา้ มาสพู่ ระบารมีถึง 3 ช้าง จึงมีพระราชดาริให้แก้ไขธงชาติไทยจากท่ีเคย
ใชธ้ งแดงมาตั้งแตร่ ชั สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มาเป็นรปู ช้างเผือกอยใู่ นวงจกั รติดในธงพน้ื แดง เป็นธง
ประจาเรือในการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ ซ่ึงหมายความว่าเป็นเรือของ พระเจ้าช้างเผือกส่วนเรือของ
ราษฎรยังคงใช้พืน้ ธงสีแดงและใช้เปน็ ธงชาตสิ บื ตอ่ กันมาจนถึงรชั กาลที่ 6
ลา้ ดับเหตุการณส์ า้ คญั ในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หล้านภาลยั
พ.ศ. 2310 24 กุมภาพนั ธ์ พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลยั พระราชสมภพ ณ ตาบล
อมั พวา เมืองสมุทรสงคราม พระนามเดิม ฉมิ
พ.ศ. 2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภิเษกข้ึนเป็นปฐมกษัตริย์
แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์
ทรงได้รบั การสถาปนาพระยศเปน็ สมเด็จพระเจา้ ลกู ยาเธอ เจ้าฟา้ กรมหลวงอศิ รสนุ ทร
พ.ศ. 2352
- พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราชเสดจ็ สวรรคต
- พระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนางกราบบังคมทูลอัญเชิญพระองค์ข้ึนครองราชย์สมบัติเป็นรัชกาลท่ี 2
แหง่ พระราชวงศจ์ ักรี เฉลิมพระนามว่า พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หลา้ นภาลัย
- เจ้าฟ้ากรมขนุ กษตั รานชุ ติ กับพวก คดิ กบฏ โปรดเกลา้ ฯ ใหก้ รมหมื่นเจษฎาบดินทรช์ าระความ
- สงครามกับพมา่ ท่ีเมืองถลาง
พ.ศ. 2353
- โปรดเกล้าฯ ให้ส่งคณะทตู อญั เชิญพระราชสาส์นไปถวายจกั รพรรดิเกยี เขง้ แห่งอาณาจักรจนี
- ราชทตู ญวนเขา้ มาถวายราชสาสน์ และเครื่องราชบรรณาการ พรอ้ มทง้ั ทูลขอเมืองบนั ทายมาศคืน
ซงึ่ พระองคก์ ็พระราชทานคนื ให้
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
พ.ศ. 2354
- โปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ จ้านายไปกากบั ราชการตามกระทรวงต่างๆ
- โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานออก "เดนิ สวนเดินนา"
- ออกพระราชกาหนดหา้ มสูบและซอื้ ขายฝน่ิ
- จัดพระราชพธิ ีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
- เกิดอหวิ าตกโรคคร้งั ใหญ่
- โปรดเกลา้ ฯ ใหม้ พี ระราชพิธี "อาพาธพินาศ"
- โปรดเกลา้ ฯ ให้กองทัพไทย ไประงบั ความวนุ่ วายในกัมพูชา
- อนิ -จัน แฝดสยามคแู่ รกของโลกถือกาเนิดข้นึ
พ.ศ. 2355
- โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชญิ พระแก้วผลึก (พระพทุ ธบุษยรัตน์) จากเมืองจาปาศักดม์ิ ายังกรุงเทพฯ
พ.ศ. 2356
- พมา่ ให้ชาวกรงุ เกา่ นาสาส์นจากเจา้ เมืองเมาะตะมะมาขอทาไมตรีกบั สยาม
- พระองคเ์ จา้ ชายทับ (พระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกล้าเจา้ อยูห่ ัว) ไดร้ บั การสถาปนาเป็นกรมหม่นื
เจษฎาบดินทร์
พ.ศ. 2357
- โปรดเกลา้ ฯ ใหส้ ่งคณะสมณทูตเดินทางไปศรีลังกา
- โปรดเกลา้ ฯ ใหส้ รา้ ง นครเขอื่ นขันธ์ ข้ึนท่ีบรเิ วณพระประแดง เพื่อสาหรบั รับข้าศึกทมี่ าทางทะเล
พ.ศ. 2359
- โปรดเกลา้ ฯ ให้จัดการปรบั ปรุงการสอบปริยัตธิ รรมใหม่ กาหนดขึน้ เปน็ 9 ประโยค
พ.ศ. 2360
- ทรงฟ้นื ฟูประเพณี วันวิสาขบชู า
พระบรมมหาราชวงั
พ.ศ. 2361
- ขยายเขตพระบรมมหาราชวังจนจรดวดั พระเชตุพน โดยสรา้ งถนนทา้ ยวงั ค่ัน
- โปรดเกล้าฯ ใหข้ า้ ราชการออกแบบและสร้างสวนขวาขนึ้ ในพระบรมมหาราชวงั
- คณะสมณทูตที่พระองคท์ รงสง่ ไปฟ้นื ฟูพระพุทธศาสนาท่ี ประเทศลงั กาเดนิ ทางกลับ
- เจ้าเมืองมาเก๊า สง่ ทูตเขา้ มาถวายพระราชสาสน์ และเคร่อื งราชบรรณาการเพ่ือเจรญิ ทางพระราช
ไมตรี
พ.ศ. 2362
- หมอจัสลิส มิชชนั นารีประจายา่ งกงุ้ หล่อตวั พมิ พ์อักษรไทยเป็นครัง้ แรก
พ.ศ. 2363
- ฉลองวัดอรุณราชวราราม
- สงั คายนาบทสวดมนต์ภาษาไทยครง้ั แรก ในประเทศไทย
- โปรตเุ กสต้ังสถานกงสุลในกรงุ เทพฯ นบั เปน็ สถานกงสลุ ตา่ งชาติแห่งแรกของสยาม
พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหลา้ นภาลยั เสด็จสวรรคต
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลัย ครองราชย์สมบัตถิ งึ ปี พ.ศ. 2367 รวมอยู่ในสริ ิราช
สมบตั นิ าน 15 ปี ก็ทรงพระประชวรดว้ ยพิษไข้ มิได้รสู้ กึ พระองค์ จงึ ไม่ไดพ้ ระราชทานราชสมบตั ใิ ห้แก่ผใู้ ด
และทรงพระประชวรด้วยพิษไขอ้ ยู่ 3 วันก็เสด็จสวรรคตในแผน่ ดนิ พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหลา้ นภาลยั
การเสดจ็ สวรรคตของพระองคม์ ีเอกสารกลา่ วถึงขอ้ มลู รายละเอียดดงั นี้
เอกสารฉบับแรกเปน็ พรกเป็นพระราชพงศาวดาร ฉบบั พิมพ์ ร.ศ. 120 (พ.ศ. 2444) เล่ม 3 กรม
ศึกษาธิการ กระทรวงธรรมการ ทจ่ี ัดพมิ พข์ น้ึ ใหมโ่ ดยสานกั พิมพม์ ติชน เม่ือพ.ศ. 2550 ได้กลา่ วถงึ อาการพระ
ประชวรของพระองค์ ดังน้ี
“ครัน้ ณ วัน ๔ แรม ๔ คำ่ เดอื น 8 ค่ำ ปีวอก ฉศก ศกั รำช 1186 เป็นปที ี 16 ในรชั กำลทรงพระ
ประชวร มพี ระอำกำรมึนพระองค์ซึมเซือมไป มใิ คร่จะมีพระรำชดำ่ รสั ถึง ณ วัน 4 แรม 11 คำ่ เดอื น 8 คำ่
พระองค์กเ็ สดจ็ สวรรคต สถติ ยใ์ นอศิ ริยยศรำชสมบตั ิ 16 พรรษำ พระชนมำยพุ รรษกำล 58 พรรษำ นบั โดย
อำยโุ หรำได้ 56 พรรษำ 7 เดอื น 19 วนั ”
หนังสอื วนั สวรรคต 66 กษัตริย์ไทย ซ่ึงเขยี นโดยคณุ พิมาน แจ่มจรัส ฉบับพมิ พค์ รงั้ ที่ 2 เม่อื
พ.ศ. 2508 ได้บรรยายกรณีสวรรคต โดยบอกวา่ เปน็ ข้อความที่ปรากฏในพระราชพงศาวดาร แต่ไม่ได้แจง้ วา่
เป็นฉบับใด
“มพี ระอำกำรให้มึนและเมือยพระองค์ จงึ เรยี กพระโอสถขำ้ งทชี อื จรไนเพชร ซึงเคยเสวยมำแตก่ ่อน
นนั้ มำเสวย ครน้ั เสวยแลว้ ก็เกดิ พระอำกำรใหร้ อ้ นเป็นก่ำลัง จึงรับสังเรียกพระโอสถชือวำ่ ทพิ โอสถมำเสวยอีก
ขนำนหนึง พระอำกำรก็ไม่คลำยกลับเซอื มซึมไป มิได้ตรัสสิงใด แพทย์หลวงประกอบพระโอสถถวำยก็เสวย
ไมไ่ ด้ ประชวรได้ 8 วันกเ็ สด็จสสู่ วรรคต”
หนังสือเฉลมิ พระเกยี รตพิ ระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกล้าฯ (คณุ พิมาน แจ่มจรัส ไม่ได้ให้รายละเอียดที่มา
ของหนังสือเลม่ น้ี- ผู้เขยี น) ทีก่ ลา่ วว่า
“ทรงพระประชวรไข้พิษอันแรงกล้ำ มิได้รู้สึกพระองค์ ได้แต่เรียกพระโอสถชือว่ำ จำระไนเพ็ชร์ข้ำง
พระทีทีเคยเสวยน้ันมำเสวย ครั้นเสวยแล้วก็ให้ร้อนเป็นก่ำลัง เรียกทิพยโอสถมำเสวยอีก พระอำกำรก็ไม่ถอย
ให้เซืองซมึ ไป แพทย์ประกอบพระโอสถถวำยก็เสวยไมไ่ ด้ มิได้ตรสั สิงใด จนคร้ันวัน 4 เดือน 8 แรม ๑ ค่ำ เวลำ
ยำ่ คำ่ แล้ว 5 บำท พุธ 21 กรกฎำคม พ.ศ. 2367 พระบำทบรมนำถบรมบพิตร สมเด็จพระพุทธเจ้ำอยู่หัว ทรง
พระประชวรพระโรคก่ำเริบกล้ำเหลือก่ำลังทีแพทย์จะประกอบพระโอสถฉลองพระเดชพระคุณสืบไปก็เสด็จสู่
สวรรคตท่ำมกลำงพระประยูรวงศำพร้อมท้ังฝ่ำยหน้ำฝ่ำยในมีสมเด็จพระบรมโอรสำธิรำชเจ้ำเป็นประธำน
ก่ำหนด แต่สมเด็จพระพุทธเจ้ำอยู่หัวเสด็จได้มหำปรำบดำภิเษกเป็นเอกรำชำธิปไตยในศิริรำชสมบัติได้ 16 ปี
พระชนมำยไุ ด้ 58 พรรษำ เสด็จสวรรคำลยั ในพระทนี งั มหำมณเฑียรองค์บรุ พทศิ …”
หนงั สือ “เจา้ ชวี ติ : พงศาวดาร 9 รัชกาล แห่งราชวงศ์จักรี” ซึ่งทรงพระนิพนธ์โดย พระเจา้ วรวงศ์
เธอพระองคเ์ จา้ จุลจกั รพงษ์ พ.ศ. 2554 ความดงั ต่อไปน้ี
“ภำยในไม่กีวนั ภำยหลังทสี มเด็จเจ้ำฟ้ำมงกฎุ ทรงผนวช พระเจ้ำอยู่หัวก็ทรงประชวรหนัก มีพระ
อำกำรมึนและเมือยพระองค์ ไมโ่ ปรดเรยี กแพทย์และในช้ันต้นรักษำพระองค์เอง ทรงเรียกยำไทยแบบโบรำณ
ซงึ เคยแกไ้ ด้ แต่ก็มิไดผ้ ลกลบั ท่ำใหท้ รงหนำวสะท้ำน จึงทรงเรียกยำทีจะท่ำให้ร้อน เมือยำนท้ี ่ำใหท้ รงร้อน
เกินไปก็ทรงเรียกยำเยน็ กำรรักษำพระองคเ์ องไม่เปน็ กำรแก้ไขพระโรคได้ กลับทรงเซืองซมึ ไป ตรสั อะไรไม่ได้
แพทยห์ ลวงประกอบพระโอสถถวำยก็เสวยไม่ได้ ประชวรอยู่ได้ 8 วนั ครน้ั ถึงวันที 21 กรกฎำคม พ.ศ. 2367
(ค.ศ.1824) กเ็ สด็จสวรรคตพระชนมำยุ 56 ปี กบั 5 เดอื น (หนงั สือภำษำไทยมักจะวำ่ สวรรคตเมอื พระ
ชนมพรรษำ 58)”
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ถือว่าเป็นแผ่นดินทองแห่งวรรณกรรม ด้วย
พระองค์มีพระปรีชาสามารถอย่างยิ่งในด้านศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านสถาปัตยกรรม วรรณกรรม รวมถึง
นาฏกรรม เห็นได้จากมรดกทางวัฒนธรรมท่ีพระองค์ทรงเป็นผู้สร้างไว้ให้กับอนุชนรุ่นหลัง อุทยานพระบรม
ราชานุสรณ์รัชกาลท่ี 2 ท่ี อาเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ถือเป็นสถานท่ีท่ีแสดง ให้เห็นถึงพระปรีชา
สามารถในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้อย่าง ชัดเจนท่ีสุดและในอุทยานแห่งนี้ก็ได้ประดิษฐาน
พระบรมราชานุสาวรีย์ของพระองค์เพ่ือให้ประชาชนได้เคารพสักการะ น้อมระลึกถึงพระปรีชาสามารถ พระ
มหากรุณาธิคุณก่อเกิดประโยชน์ ต่อประเทศชาติและประชาชน ให้อยู่เย็นเป็นสุขเจริญวัฒนาสถาพรมาจนถึง
ปัจจุบนั
ดว้ ยทรงพระปรีชาสามารถในศิลปกรรมหลายดา้ น สถาปตั ยกรรม ประติมากรรม กวีนพิ นธ์ และดนตรี
ทป่ี รากฏขน้ึ ในรัชสมัยของพระองค์ จนได้รบั การขนานนามวา่ เปน็ “ยคุ ทอง” ทั้งสะท้อนให้เห็นถึงความสงบสุข
ของบ้านเมืองตลอดระยะเวลา 15 ปีแห่งการครองราชย์แล้ว ยังบ่งบอกถึงความม่ังค่ังทางเศรษฐกิจ ที่นับว่ามี
แต่เพ่มิ พนู ขนึ้ โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ เมือ่ ล่วงสู่รชั กาลต่อมา วันที่ 24 กุมภาพันธ์ของทุกปี ยังได้กาหนดให้เป็น “วัน
ศิลปินแหง่ ชาติ” ผ้ทู รงเปน็ พระปฐมบรมศลิ ปินแหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์
............................................................................
ขอ้ มูลแหล่งอ้างอิง
จดหมายเหตุความทรงจา กรมหลวงนรินทรเทวี.พรนคร: องคก์ ารค้าครุ สุ ภา,2516.
ทิพยากรณ.์ เจ้าพระยา.พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์.พระนคร: หอสมดุ แหง่ ชาติ,2506.
พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา, กรุงเทพฯ : สานักวรรณกรรมและประวตั ิศาสตร์ กรมศลิ ปากร,
2548.
พระราชพิธีสมโภชกรงุ รตั นโ์ กสนิ ทรค์ รบ 200 ปี และพระราชพธิ ีสมโภชหลักเมอื ง, สานกั งานส่งเสริมสรา้ ง
เอกลักษณ์ของชาติ, 2554.
พระราชลญั จกรประจารชั กาลที่ 2, หอมรดกไทย, 2554.
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หล้านภาลยั และพระราชสกุล ข้อความและความเหน็ จากเว็บบอรด์ พนั ทปิ
เสทอ้ื น ศภุ โศภณ. ประวตั ศิ าสตร์ไทย ฉบับพฒั นาการ. พระนคร: อกั ษรเจริญทัศน์,2506.
วกิ พิ ิเดีย สารานุกรมเสรี
www.google.com
www.youtube.com
catholichaab.com
pluemroy. google .site
kingrama2found.or.th
site.google.com
th.wikipedia.org
ขอขอบคุณภาพและเนื้อหาจากเวบ็ ไซตต์ า่ งๆ