1. ราตรีประดับดาว )เถา( ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นจากเพลงมอญดูดาว 2 ช้ัน
ของเถา เมื่อ พ .ศ.2472 ทั้งเนื้อร้องและทานองเพลง เพลงน้ีเป็นเพลง
แรกท่ีทรงพระราชนิพนธ์ มีเน้ือหาเรื่องราวเก่ียวกับคู่รักที่ชักชวนกันชม
เดอื น ดาว ดอกไม้ แต่มคี วามจาเปน็ ท่ีตอ้ งจากกนั ในเวลาอันใกล้นี้
2. เพลงเขมรละออองค์ )เถา( ทรงพระราชนพิ นธข์ ณะเสด็จแปรพระราชฐาน
ไปประทบั แรม ณ พระท่ีน่ังเปี่ยมสบข สวนไกลกังวล เม่ือ พ .ศ.2473 โดย
ทรงพระราชนิพนธ์ดัดแปลงจากเพลงเขมรเอาบาง 2 ชั้น ส่วนบทร้องนั้น
ทรงใช้บทร้องซ่ึงคัดมาจากพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกบฎ
เกล้าเจ้าอยหู่ ัว เรอ่ื ง พระร่วง แต่ได้ทรงพระราชนพิ นธ์ดัดแปลงแก้ไขบ้าง
บางสว่ น
3. เพลงคลืน่ กระทบฝั่ง 3 ชั้น ทรงพระราชนิพนธ์ในขณะทที่ รงเสดจ็ ประพาส
สตั หีบทางชลมารคใน พ .ศ. 2473 ทรงพระราชนพิ นธ์ทานองเพลงนี้ให้มี
ทานองคลา้ ยเสยี งระลอกคล่ืน ได้ทรงเลือกทานองเพลงคลื่นกระทบฝ่ัง 2
ชน้ั มาดดั แปลงเป็นเพลง 3 ช้ัน แตม่ ไิ ดพ้ ระราชนิพนธเ์ น้อื เพลง ก็โปรดให้
ใช้เป็นเพลงโหมโรงไปกอ่ น และคงใช้กันสบิ มาจนทกบ วันน้ี
พระราชกรณยี กจิ ดา้ นความสมั พันธก์ บั ต่างประเทศ
ในต้นรัชสมัย ไดท้ รงดาเนินกจิ การสาคัญทท่ี รงเก่ียวข้องกบั ต่างประเทศที่
ค้างมาต้ังแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกบฎเกล้าเจ้าอยู่หัวให้สาเร็จลบล่วงไป
เช่น การให้สัตยาบันสนธิสัญญาต่าง ๆ นอกจากน้ียังทรงทาสัญญาใหม่ ๆ กับ
ประเทศเยอรมนีหลังสถาปนาความสัมพันธ์ข้ันปกติ เม่ือ พ .ศ.2471 และทา
สนธสิ ญั ญากับฝร่ังเศสเกี่ยวกับดนิ แดนในลมบ่ แมน่ า้ โขงเรยี กว่า สนธิสัญญาอนิ โด
จีน พ .ศ.2469 ท่ี กาหนดให้ มีเขตปลอดทหาร 25 กิโลเมตร ท้ัง สองฝ่ังน้าโขง
แทนที่ จะมเี งพาะฝัง่ สยามแต่เพยี งฝา่ ยเดียว
พระราชกรณยี กิจดา้ นความสมั พนั ธก์ บั ประเทศเพือ่ นบา้ น
พระบาทสมเดจ็ พระปกเกล้าเจา้ อยู่หัว เสดจ็ เยอื นสิงคโปร์
การเสดจ็ เยือนประเทศใกล้เคียง พระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา้ เจ้าอยู่หวั ได้
ทรงสังสรรค์ทาความรู้จักกับชาวต่างประเทศ ภายในพระราชอาณาจักรแล้ว
พระองค์ยังหาโอกาสไปเยือนประเทศต่าง ๆ ที่มีอาณาเขตใกล้ชิดติดต่อกับ
ประเทศของเรา เพ่ือทรงเช่ือมความสัมพันธไมตรี ให้ดียิ่งขึ้น อาทิได้เสด็จเมือง
สิงคโปร์ ชวา และปัตตาเวีย เมื่อ พ .ศ.2472 เร่ิมเดินทางออกจากกรบงเทพฯ
เมื่อ 24 กรกฎาคม 2472 โดยเรือพระที่น่ังมหาจักรี ถึงสิงคโปร์ ในวันท่ี 31
กรกฎาคม 2472 เจ้าของเกาะสิงคโปร์ มีพระราชโทร )ผู้แทนรัฐบาลอังกฤษ(
ทร" เลขถวายบนเรือพระท่ีนัง่ ความวา่ งหวังว่าพระราชหฤทัย รัชกาลท่ี(7) คง
จะทรงพระสาราญ การเสด็จเยือนสิงคโปร์ บรรดาชาวเมือง ห้างร้าน "...
ธนาคาร หยบดทาการ ในวันที่1 สิงหาคม 2472 เพื่อถวายพระเกียรติ จาก
สิงคโปร์ได้เสด็จถึงเมืองปัตตาเวียในเกาะชวา ในวันท่ี 5 สิงหาคม 2475
ผูส้ าเร็จราชการ ขน้ึ เฝ้าแล้วเชิญเสด็จประทับทว่ี ังประจาเมือง พระองค์ได้เสด็จ
ทอดพระเนตร การอบตสาหกรรมสวนชา และสวนยางของชาวเมืองต่าง ๆ อาทิ
บนั ดง การบต สรบ าบายา ฯลฯ จนถึงวนั ท่ี 9 ตลบ าคม 2472 เสด็จขึ้นปนี ัง ประทบั
รถไฟกลบั พระนคร ใช้เวลาเดินทางรวม 78 วนั พ .ศ.2473
เสดจ็ เยอื นอินโดจนี
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสอินโดจีน อย่าง
เป็นทางการ ตั้งแต่ วันท่ี 5 เมษายน 2473 โดยเรือพระที่น่ังมหาจักรี ถึงกรบง
ไซ่ง่อน ขา้ ราชการฝ่ายอินโดจีนจัดการรับเสด็จ แล้วเสด็จต่อไปถึงเมืองเว้ วันท่ี
22 เมษายน 2473 วันรบ่งขึ้นเสด็จไปทอดพระเนตรชมเมืองและพระราชวัง
จักรพรรดิเบาได๋ ซ่ึงขณะนั้นมีพระชนมายบเพียง 16 พรรษา กาลังศึกษาอยู่ใน
กรบงปารสี ประเทศฝรงั่ เศส ผู้สาเร็จราชการกรงบ เว้ ไดอ้ อกมาต้อนรบั พรอ้ มด้วย
บรรดาพระราชวงศ์ญวน พระราชชนนขี องจกั รพรรดิเบาได๋ คอยรับเสด็จ มีการ
เล้ียงต้อนรับและถวายพระพรกันตามธรรมเนียม นอกจากน้ียังได้เสด็จ
ประพาสพิพิธภัณฑ์ สถานที่ฝังศพพระเจ้าแผ่นดินญวนทบกแห่ง ตลอดจนพระ
อารามท่สี าคัญในกรบงเว้ จากนั้นได้เสด็จ ทางรถยนต์มาไซ่ง่อนถึงพนมเปญผ่าน
พระตะบองกลับประเทศไทยทางรถไฟจาก อรัญประเทศถึงกรบงเทพฯ วันท่ี 8
พฤษภาคม 2473 รวมเวลาเสดจ็ ประพาสอินโดจีน 33 วัน
พระราชกรณียกิจระเบียบบรหิ ารราชการส่วนกลาง
กระทรวงธรรมการ
รัชกาลที่ 7 ได้โปรดให้รวมกระทรวงธรรมการไว้ในกระทรวงศึกษาธิการ
แล้วเปล่ียนช่ือเป็น กระทรวงธรรมการยกเลิกกระทรวงมบรธาธรโดยโอนงานไป
อยู่รวมกับ กรมราชเลขาธิการ รวมกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงคมนาคม
จัดเป็นกระทรวงเดียวกันเรียกช่ือว่า กระทรวงพาณิชย์และคมนาคม รวม
กระทรวงทหารเรือเข้ากับกระทรวงกลาโหม มีการจัดตั้งสภาท่ีปรึกษาราชการ
ไดแ้ กอ่ ภิรฐั มนตรีสภา เพื่อเปน็ ทีป่ รึกษาราชการทง้ั ปวงในพระองค์ สมาชิกของ
สภานี้ล้วนเป็นพระบรมวงศา นบวงศ์ช้ันผู้ใหญ่ สภานี้กาหนดให้มีการประชบม
สัปดาหล์ ะ 1 ครั้ง ในวันศบกร์ โดยมี รัชกาลท่ี 7 เป็นประธาน มีการประชบมคร้ัง
แรกเมอ่ื 29 พฤศจิกายน 2468 ณ พระทน่ี ่งั บรมพมิ าน
ดา้ นการศาสนา การศึกษา ประเพณแี ละวฒั นธรรม
ราชบณั ฑิตยสภา
ทรงส่งเสริมการศึกษาของชาตทิ ั้งส่วนรวมและส่วนพระองค์ โปรดให้สรา้ ง
หอพระสมดบ สาหรบั พระนคร เพอ่ื เปิดโอกาสใหป้ ระชาชนเขา้ ศกึ ษา ได้อยา่ งเสรี
ทรงตั้งราชบัณฑิตยสภา เพื่อมีหน้าท่ีบริหารและเผยแพร่วิชาการด้านวรรณคดี
โบราณคดี และศิลปกรรม ในด้านวรรณกรรม โปรด ตราพระราชบัญญัติ
คบ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรมใน พ.ศ. 2475 พระราชทานเงินส่วน
พระองค์ เป็นรางวลั แกผ่ ้แู ต่งหนงั สือยอดเย่ยี ม และให้ทบนนักเรียนไปศึกษาวิชา
วิทยาศาสตร์จากต่างประเทศ การศาสนา ทรงปลูกฝังเยาวชนให้มีคบณธรรมดี
งาม โดยยึดหลกั คาสอนของ พระพทบ ธศาสนา โปรดให้ราชบณั ฑติ ยสรา้ งหนังสอื
สอนพระพบทธศาสนาสาหรับเด็ก ซึ่งนับว่าพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์
พระองคแ์ รกที่ทรงสร้าง หนังสือสาหรบั เดก็
สว่ นการศึกษาในเนือ้ แทข้ องพระพบทธศาสนานนั้ ทรงโปรดใหส้ รา้ งหนงั สอื
พระไตรปิฎกงบบั สมบูรณ์ เรียกว่างบบั สยามรัฐ ชดบ หนง่ึ ซึ่งใช้สืบมาจนทบกวนั น้ี
ในด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติได้ ทรงวางรากฐานเป็นอย่างดีกล่าวคือได้ทรง
สถาปนาราชบณั ฑิตยสถานสภาข้นึ เพือ่ จัดการหอพระสมดบ สาหรบั พระนครและ
สอบสวนพิจารณาวิชาอักษรศาสตร์ เพ่ือจัดการพิพิธภัณฑสถานตรวจรักษา
โบราณสถานและโบราณวตั ถบ และเพื่อจดั การบารงบ รักษาวชิ าชา่ งผลงานของราช
บัณฑิตสภาเป็นผลดีต่อการ อนบรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของชาติเป็น
อย่างมาก เช่นการตรวจสอบต้นงบับเอกสารโบราณออกตีพิมพ์เผยแพร่ มีการ
ส่งเสริมสร้างสรรค์วรรณกรรมรบ่นใหม่ด้วยการประกวดเรียบเรียงบทประพันธ์
ท้ังร้อย แก้วและร้อยกรอง
ทรงพระกรบณาโปรดเกลา้ ฯ ให้สรา้ ง สะพานปฐมบรมราชานสบ รณ์
สะพานปฐมบรมราชานสบ รณ์
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรบณาโปรดเกล้าฯ ให้
สร้าง สะพานปฐมบรมราชานบสรณ์ ข้ึน ด้วยทรงระลึกถึงพระมหากรบณาธิคบณ
ของพระบาทสมเด็จพระพบทธยอดฟ้าจบฬาโลกมหาราช ผู้สถาปนากรบง
รัตนโกสินทร์ สะพานแห่งนี้เป็นสะพานข้ามแม่น้าเจ้าพระยา เชื่อมระหว่างฝ่ัง
พระนครกับฝง่ั ธนบบรี พรอ้ มกบั ทรงชกั ชวนประชาชนชาวไทยร่วมกันสร้าง พระ
บรมรูปของพระบาทสมเด็จพระพบทธยอดฟ้าจบฬาโลกมหาราช ท่ีบริเวณเชิง
สะพานแห่งนี้ด้วย โดย พระองค์เสด็จไปทาพิธีเปิดด้วยพระองค์เองในวันท่ี 6
เมษายน พ.ศ. 2475 และโปรดเกลา้ ฯ ใหม้ มี หรสพสมโภชเป็นการเงลิมงลองท่ี
กรงบ เทพฯ มอี ายคบ รบ 150 ปดี ้วย และพระราชทานนามสะพานแห่งนี้ว่าสะพาน
ปฐมบรมราชานบสรณ์
พระราชกรณยี กจิ ดา้ นการถา่ ยภาพยนตร์
เมื่อทรงว่างจากพระราชภารกิจ ทรงโปรดในการถ่ายภาพนิ่งและถ่าย
ภาพยนตร์ ทรงทดลองใช้เอง กล้องถ่ายภาพและภาพยนตร์จานวน มากที่ทรง
สะสมไว้ สะท้อนให้เห็นพระอบปนิสัยโปรดการถ่ายภาพและภาพยนตร์
ภาพยนตร์ทรงถ่ายมีเน้ือหาทั้งท่ีเป็นสารคดีและที่ให้ความบันเทิง ในจานวน
ภาพยนตร์เหล่านี้ เรือ่ งท่ีเป็นเกียรติประวัติของวงการภาพยนตร์ไทยและแสดง
พระราชอัจงริยภาพดี เย่ียมในการสร้างโครงเรื่อง กากับภาพ ลาดับงาก และ
อานวยการแสดง คือ เร่ืองแหวนวิเศษ นับได้ว่าพระองค์เป็นหนึ่งในบบคคลท่ี
บกบ เบิกวงการภาพยนตร์ไทยอกี พระองค์หน
เหตบการณส์ าคัญในรชั สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยูห่ วั
ปพี บทธศกั ราช 2468
ตงั้ อภิรฐั มนตรสี ภา
ยบบ มณฑลเพชรบรู ณ์ เน่ืองจากสภาพเศรษฐกจิ ตกตา่
พมิ พพ์ ระไตรปฎิ กงบบั สยามรฐั เพอื่ เปน็ ท่ีระลกึ ให้พระเจา้ อยหู่ ัวในพระบรมโกฐ
)พระบาทสมเด็จพระมงกฏบ เกล้าเจ้าอยหู่ วั ( ครบ 45 เลม่ จานวน 1,500 ชดบ
และพระราชทานแกป่ ระเทศตา่ ง ๆ ประมาณ 500 ชดบ เนอ่ื งจากพระไตรปฎิ ก
งบบั พมิ พ์ ร.ศ. 112 พมิ พไ์ มค่ รบถว้ นบรบิ ูรณเ์ นอ่ื งจากหาต้นงบบั หลวงมาไม่
ทนั การณ์ งลองรชั ดาภเิ ษก เมอื่ ร.ศ. 112
ตดั เงนิ ปสี าหรบั พระเจ้าอย่หู วั จาก ปลี ะ 9 ลา้ นบาทเหลือ ปลี ะ 6 ลา้ นบาท และ
ใหย้ บบ กรมมหาดเล็กในรชั การที่ 6 ลงด้วย
ประกอบพิธบี รมราชาภเิ ษก เมื่อ 25 กมบ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2468
งานถวายพระเพลงิ พระบรมศพ 24 มนี าคม พ.ศ. 2468
โปรดฯใหย้ า้ ยกรมธรรมการกลบั เขา้ มารวมกบั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร และเปลย่ี น
ชื่อกระทรวงศึกษาธกิ ารเปน็ กระทรวงธรรมการอยา่ งเดมิ โดยมพี ระราชดารวิ ่า
"การศกึ ษาไมค่ วรแยกออกจากวดั "
ปพี บทธศกั ราช 2469
ดบลขา้ ราชการครงั้ ใหญค่ ราวแรก เนอ่ื งจากเศรษฐกจิ ตกต่า
ตง้ั ราชบณั ฑติ สภา
เปดิ หอพระสมดบ วชริ าวธบ )หอสมดบ แหง่ ชาติในปจั จบบ นั (
เปดิ ทางรถไฟคขู่ นานกรงบ เทพ - บางซ่อื
เปดิ ทางรถไฟจากบางซ่อื ไป ชบมทางตลงิ่ ชนั ความยาว 16 กิโลเมตร
เปดิ ทางรถไฟ จากกบนิ ทรบ์ บรี ไปถงึ อรญั ประเทศ เมอ่ื 8 พฤศจกิ ายน พ.ศ.
2469
เปดิ สะพานพระราม 6 เมอ่ื 1 มกราคม พ.ศ. 2469
สมเดจ็ พระนางเจ้าราไพพรรณี พระบรมราชินี เสดจ็ พระราชดาเนนิ โดยทาง
รถไฟ ไปทรงเยย่ี มราษฎร ในจงั หวดั พษิ ณโบ ลก แพร่ ลาปาง เชยี งราย เชยี งใหม่
และลาพนู )มณฑลพายพั ( เมอื่ 6 มกราคม 2469 - 5 กมบ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2469
ครงั้ นเี้ ปน็ การใชง้ านรถโบกีพ้ ระทีน่ ง่ั บรรทมทสี่ ง่ั จากบรษิ ทั เครเวนเปน็ ครง้ั แรก
สงั่ รถจกั รไอน้าสวิสลอ้ คอนโซลเิ ดต )2-8-0) 12 คนั แรก ใชง้ านกบั ทางภเู ขาสาย
เหนอื
ปพี บทธศกั ราช 2470
แปรสภาพบรษิ ทั ไฟฟ้าสยามจากดั เปน็ บรษิ ทั ไฟฟา้ สยามคอปอเรชนั จากดั เมอ่ื
5 พฤษภาคม พ.ศ. 2470 พร้อมยบบ บรษิ ทั รถรางไทย จากดั สนิ ใช้ ทไี่ ดซ้ อ้ื กจิ การ
จากกรมหมื่นนราธปิ ประพันธพ์ งศ์ แต่ 1 กบมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2450 เขา้ เปน็ สว่ น
หนงึ่ ของบรษิ ทั ไฟฟา้ สยาม คอปอเรชนั จากัด
ให้แกท้ างรถรางสายดสบ ติ )สเ่ี สาเทเวศน์ - แมน้ ศรี - วัดเลยี บ( ชว่ งที่ผา่ นเขา้ เขต
พระราชวงั ดสบ ติ )บรเิ วณพระตาหนกั สวนกหบ ลาบ( ให้ตรงไปตามถนนพษิ ณโบ ลก
แลว้ เลี้ยวขวาผา่ นวดั เบญจมบพิตรดสบ ติ วนาราม เพราะมพี ระราชปรสี งค์ทจ่ี ะ
ขยายเขตพระราชฐานออกไป
จดั งานชมบ นมบ ลกู เสอื แหง่ ชาตคิ รง้ั แรก ทวี่ งั สราญรมย์
ไดช้ า้ งเผือก มพี ธิ สี มโภชน์เม่อื 15-6 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2470 และไดพ้ ระราช
ทานามชา้ งเผือกว่า "พระเศวตคชเดชนด์ ิลกฯ" โดยมนี ามเต็มคอื "พระเศวตคช
เดชนด์ ลิ ก ประชาธปิ กปทมบ รตั นดาริ เทวอคั นีนิรฒบ ชบบ เชิด กาเหนิดนภสี งี วน
เงลยี ง งวีเยยี่ งบษบ กรโกมล นขาขนขาวผ่องแผว้ แกว้ เนตรนา้ เงนิ งามลกึ วนั
วณกึ บรรณาการ คชเชนทรยานยวดยงิ่ มงิ่ มงคลงนาเงลมิ งตั ร สตั ตมกษตั รทรง
ศร อมรรตั นโกสนิ ทร์ รบอื รบนิ บารมที ศ ยืนพระยศธรรมราชยั นิรามยั มนญบ คณบ
บณบ ยโศลกเสศิ ฟา้ " พระเศวตคชเดชนด์ ลิ กฯ ยนื โรงอยู่ 16 ปแี ลว้ ลม้ )ตาย( 19
มกราคม พ.ศ. 2486 ขณะยืนโรงเมอ่ื คนื วนั ที่ 23 มถิ นบ ายน พ.ศ. 2475 พระ
เศวตคชเดชนด์ ลิ กฯ ไดร้ ้องเปน็ อบบาทวข์ น้ึ อยา่ งผดิ ปกติ และ เม่ือพระปกเกลา้
เจา้ อยหู่ ัวสวรรคต พระเศวตมงี างอกขน้ึ ไขวก้ นั แลว้ งวงไปตดิ ทป่ี ลายงาซง่ึ ไขว้
กันทาใหเ้ จา้ หนา้ ทก่ี รมคชบาล ตอ้ งเลอื่ ยเอางาออกไป
สรา้ งรถจกั รไอน้าสวสิ ลอ้ คอนโซลเิ ดต )2-8-0) 6 คนั หลงั ใชง้ านกับทางภเู ขา
สายเหนอื
สง่ั รถโบกกี้ ลไฟบอลดว์ นิ เพอ่ื ใช้แทนรถราง 4 ล้อ แตใ่ ชง้ านไมไ่ ดผ้ ลดีเทา่ ทคี่ วร
ปพี บทธศกั ราช 2471
ตราพระราชบญั ญัตเิ งนิ ตรา ทาให้ตอ้ งเปลยี่ นคากากบั ธนบตั รจาก "สญั ญาจะ
จ่ายเงนิ ให้แกผ่ นู้ าธนบตั รมาขนึ้ เปน็ เงนิ ตราสยาม" )ซง่ึ เปน็ การแจ้งใหท้ ราบวา่
สามารถนาธนบตั รไปแลกกบั เหรยี ญบาทเงนิ หรอื เหรยี ญเงนิ อนื่ ๆ( เปน็
"ธนบตั รเปน็ เงนิ ท่ีใชช้ าระหน้ไี ด้ ตามกฎหมาย" )ซง่ึ เปน็ การแจ้งใหท้ ราบวา่
สามารถนาไปใชช้ าระหนี้ได้เลย ไม่ตอ้ งนามาแลกเปน็ เหรียญเงนิ กอ่ น(
สง่ั รถจักรดเี ซลกลจากสวสิ มาใช้ในงาน ปรบั ขบวนในย่านสถานแี ละใชก้ บั รถ
ชานเมอื ง และ รถจักรฮาโนแมก็ ล้อแปซิฟกิ )4-6-2) เพื่อแทนรถจักรบอลดว์ นิ
ในเสน้ ทางสายเหนอื
พระบาทสมเดจ็ พระปกเกล้าเจา้ อยู่หัว พร้อมด้วย สมเดจ็ พระนางเจา้ ราไพ
พรรณี พระบรมราชนิ ไี ดเ้ สดจ็ เลยี บมณฑลภเู กต็ ทรงเยยี่ มราษฎรและ
ทอดพระเนตรสถานที่ตา่ งๆ ในจังหวดั ตรงั ระนอง ภเู ก็ต และพงั งา โดยทาง
รถไฟและ ทางเรือ เมือ่ วันที่ 24 มกราคม -11 กมบ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2471 ครง้ั น้ี
เปน็ การใชร้ ถจกั รฮาโนแมก็ ทาขบวนรถพระทนี่ งั่ เปน็ ครง้ แรก
กระทรวงธรรมการประกาศเพมิ่ หลกั สตู รทางจรยิ ศกึ ษาสาหรบั นกั เรยี น ไดเ้ ปดิ
ใหฆ้ ราวาสได้มาเรียนพระปรยิ ตั ธิ รรม แผนกธรรม โดยจัดหลกั สตู รใหม่ เรยี กวา่
"ธรรมศกึ ษา" ในรชั สมยั รชั กาลที่ 7 ไดม้ กี ารเปลย่ี นแปลงการปกครองครงั้
ยงิ่ ใหญข่ องไทย เมอื่ คณะราษฎรไ์ ดท้ าการปฏวิ ตั ิ เปล่ียนแปลงการปกครองจาก
ระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าช เปน็ ระบอบประชาธปิ ไตย เมื่อวนั ท่ี 24 มถิ นบ ายน
พ.ศ. 2475
เสดจ็ ประพาสสงิ คโปร์ ชวา บาหลี เมอื่ วนั ที่ 31 กรกฎาคม - 11 ตลบ าคม พ.ศ.
2472
เสดจ็ ชมสรบ ยิ ปบ ราคาเตม็ ดวงที่ สายบรบ ี มณฑลปตั ตานี
พระราชทานทนบ เล่าเรียนหลวงเพิม่ อีกปลี ะ 1 ทนบ ในสาขาวชิ าวทิ ยาศาสตร์
สง่ั รถจักรกาแรตต์ 6 คนั เขา้ มาใชก้ บั ทางชว่ งแกง่ คอย - ปากช่อง ทที่ ัง้ ชนั )24
ใน 1000( ทงั้ หกั ข้อศอก )รศั มี 200 เมตร(
ปพี บทธศกั ราช 2473
เสดจ็ ประพาสญวน เขมร ระหวา่ งวนั ท่ี 6 เมษายน ถงึ 8 พฤษภาคม พ.ศ.
2473 มกี ารมอบชา้ งสัมฤทธใิ์ ห้เรสดิ งั )ผูส้ าเรจ็ ราชการอาณานคิ มอินโดจนี
ฝรงั่ เศส( ทน่ี ครฮานอย
เสดจ็ ฯ พระราชทานปรญิ ญาแพทยศ์ าสตรบ์ ณั ฑติ ซงึ่ เปน็ พธิ พี ระราชทาน
ปรญิ ญาบตั รครั้งแรกแหง่ กรงบ สยาม ครงั้ แรก
เปดิ ทางรถไฟถงึ วารนิ ทรช์ าราบ )ฝงั่ ตรงขา้ มตวั เมืองอบบ ลราชธานี( เมอ่ื 1
เมษายน พ.ศ. 2473 - สายอบบ ลสาเรจ็ บรบิ ูรณ์
เปดิ เสน้ ทางรถไฟจากบง่บ หวาย )สถานสี บดทา้ ยก่อนถงึ สถานีวารนิ ทร์( ถงึ บา้ นโพธ์
มลู เม่อื 1 สงิ หาคม พ.ศ. 2473 เพือ่ ขนสนิ คา้ จากแมน่ ้ามลู
ปพี ทบ ธศกั ราช 2474
เสดจ็ เยอื นญปี่ น่บ ระหวา่ งวันที่ 6 ถงึ 9 เมษายน พ.ศ. 2474
เกิดเศรษฐกจิ ตกตา่ ครง้ั ใหญ่ เงนิ ปสี าหรบั ในหลวงเหลือปลี ะ 3 ล้านบาท
ยบบ มณฑล จาก 14 มณฑลเหลอื 10 มณฑล ยบบจังหวดั จาก 79 จังหวดั เหลือ
70จังหวดั
ยบบ กองทพั จาก 10 กองพล เหลอื 4 กองพล แลว้ เหลอื 2 กองพลในปี พ.ศ.
2474
ยบบ กระทรวงกลาโหม และ กระทรวงทหารเรอื เปน็ กระทรวงกลาโหม เมอ่ื 8
พฤศจกิ ายน 2474
เลิกเกบ็ เงนิ ศกึ ษาพลี คนละ 1 บาท/ปี
ทปี่ ระชบมสมหบ เทศาภบิ าลลงมตริ ับหลักการรา่ ง พระราชบญั ญตั เิ ทศบาลงบบั
แรก
เปดิ ทางรถไฟจาก ถนนจิระถงึ บวั ใหญ่ ทางรถไฟคขู่ ยายจากชมบ ทางบางซ่ือไป
ถงึ คลองรงั สติ
รถจักรดเี ซลของสวสิ ขนาด 450 แรงมา้ จานวน 6 คนั และ รถจกั รดเี ซลฟรกิ ซ์
2คนั แรก มาถงึ กรงบ สยาม
เสดจ็ ประพาสแคนาดา และ อเมริกา เพือ่ รกั ษาพระเนตร พร้อมให้สมั ภาษณ์
นกั ขา่ วอเมรกิ นั เร่ืองโครงการมอบรฐั ธรรมนญู และเร่อื งเทศบาล ระหวา่ งวันที่
28 เมษายน - 12 กนั ยายน พ.ศ. 2474
ปพี บทธศกั ราช 2475
งลองพระนครครบรอบ 150 ปี พรอ้ มเปดิ สะพานพทบ ธยอดฟา้ เมอ่ื 6 เมษายน
พ.ศ. 2475
คณะราษฎรดาเนนิ การเปลีย่ นแปลงการปกครอง เม่ือ 24 มถิ นบ ายน
พทบ ธศกั ราช 2475
พระราชทานธรรมนญู การปกครองชว่ั คราว เมือ่ ๒๗ มถิ นบ ายน พทบ ธศกั ราช
๒๔๗๕
เจ้าพระยาธรรมศกั ด์ิมนตรี เปน็ ประธานรฐั สภาทา่ นแรก
พระยามโนปกรณน์ ติ ิธาดา เปน็ นายกรฐั มนตรที า่ นแรก
ขา้ ราชการเลกิ นง่บ ผา้ มว่ ง โจงกระเบน
พระราชทานรัฐธรรมนญู งบบั ถาวร เมอื่ 10 ธนั วาคม พทบ ธศกั ราช 2475
ประกาศใชแ้ ผนการศกึ ษางบบั ใหม่
ยบบ ตาแหนง่ นายพล และ กองพล ให้เหลือแค่ 18 กองพนั ทหารราบ 4 กองพนั
ทหารมา้ 2 กองพันทหารปนื ใหญ่ 2 กองพนั ทหารชา่ ง และ 2 กองพนั ทหาร
ส่อื สาร สว่ นทหารเรือใหเ้ ปน็ ไปตามแบบแผนเดมิ เนื่องจากเปน็ กรมทเ่ี ลก็
ปพี ทบ ธศกั ราช 2476
เปดิ ทางรถไฟจากบวั ใหญ่ ไป ขอนแกน่ เมอ่ื 1 เมษายน พ.ศ. 2476
เลกิ พธิ ถี ือนา้ พพิ ฒั นส์ ตั ยา
เกิดกบฏบวรเดช )14-23 ตลบ าคม 2476(
ยบบ กระทรวงวงั เปน็ สานกั พระราชวงั
เลกิ การปกครองแบบมณฑลเทศาภบิ าล ดว้ ย พ.ร.บ. การปกครองพระ
ราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2477
ตงั้ กรมพลศกึ ษา เมอ่ื 1 เมษายน 2477 นาวาเอกหลวงศภบ ชลาศยั เปน็ อธบิ ดคี น
แรกหลงั ถกู ใหอ้ อกจากราชการกรมทหารเรอื เนื่องจากกอ่ ความวน่บ วายใน
กองทัพเรอื เมอ่ื ปลายปี พ.ศ. 2476
ขา้ วปนิ่ แก้วได้รบั รางวลั ชนะเลศิ ในการประกวดทแ่ี คนาดา
เสดจ็ ทวปี ยโบ รปเพ่อื รกั ษาพระเนตรระหวา่ งในประเทศสหราชอาณาจกั รวนั ที่
12 มกราคม พ.ศ. 2476 - 27 สงิ หาคม พ.ศ. 2477
ปพี บทธศกั ราช 2477
แปรสภาพจากกรมทหารเรอื เปน็ กองทพั เรือ
เปดิ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ เมอื่ 27 มถิ นบ ายน พ.ศ. 2477
การสละราชสมบตั ิ
หลังจากเหตบการณ์การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 พระองค์เสด็จพระราช
ดาเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าราไพพรรณี พระบรมราชินีไปเจริญทาง
พระราชไมตรกี ับประเทศในแถบยบโรป พร้อมท้ังเสด็จประทับท่ีประเทศอังกฤษ
เพื่อทรงเข้ารับการผ่าตัดและรักษาพระเนตร ในการนี้ได้แต่งตั้งสมเด็จพระเจ้า
บรมวงศ์เธอ เจ้าฟา้ กรมพระนรศิ รานบวัดติวงศ์เป็นผ้สู าเร็จราชการแทนพระองค์
ในระหว่างนี้พระองค์ยังทรงติดต่อราชการกับรัฐบาลผ่านทางผู้สาเร็จราชการ
แทนพระองคซ์ งึ่ ยังคงปรากฏข้อขัดแย้งตา่ ง ๆ ท่ีไม่สามารถหาข้อยบติกันได้ และ
ไมเ่ ปน็ ไปตามท่พี ระองค์ไดว้ างแผนใหเ้ ป็น คอื ต้องการมอบประชาธิปไตยใหก้ บั
คนไทยทบกคน ดังน้ันเม่ือพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จ
ตา่ งประเทศเพ่อื ผ่าตดั พระเนตรแลว้ กม็ ิไดเ้ สดจ็ กลบั ประเทศไทย ยงั คงประทับ
อยู่ ณ ประเทศองั กฤษ
คณะรฐั บาลจดั ตั้งกรรมการขึน้ มาคณะหน่ึงเดนิ ทางไปเฝ้ากราบบังคมทูล
เชิญพระองค์เสด็จกลับประเทศไทย แต่การกราบบังคมทูลเชิญเสด็จกลับนั้น
กลับไม่เป็นผล ทาให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตัดสินพระราช
หฤทัยประกาศสละราชสมบัติ ในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 และหลังจากที่
ทรงสละราชสมบัตแิ ลว้ พระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจา้ อยู่หวั พร้อมด้วยสมเดจ็
พระนางเจ้าราไพพรรณี พระบรมราชินี และพระประยูรญาติที่สนิทบาง
พระองค์ ก็ได้เสด็จประทับท่ีรัฐเวอร์จิเนียวอเตอร์ )Virginia Water) อันเป็น
ชนบทใกล้กรบงลอนดอนเปน็ การถาวร
เสดจ็ สวรรคต
พระตาหนัก Compton House ตาบลเวอร์ยเิ นยี วอรเ์ ตอร์
หลังจากที่พระองค์ทรงสละราชสมบัติแล้ว พระองค์ยังคงประทับอยู่ ณ
ประเทศอังกฤษพร้อมกับสมเด็จพระนางเจ้าราไพพรรณี พระบรมราชินี และ
พระประยูรญาติสนิทบางพระองค์ จึงทรงย้ายที่ประทับจากใจกลางเมืองไปอยู่
ในชนบท ณ พระตาหนัก Compton House ตาบลเวอร์ยิเนียวอร์เตอร์ ใกล้
กรบงลอนดอน
ทรงวางพระองคเ์ ยยี่ งคหบดชี นบท ทรงจัดสวน เลี้ยงนกเลย้ี งปลา เสดจ็
ประพาสทศั นศกึ ษาตามโบราณสถานตา่ ง ๆ เปน็ ตน้
พระองค์ทรงพระประชวรอยู่เนื่อง ๆ อันเน่ืองมาจากพระพลนามัยของ
พระองค์ไม่ทรงแข็งแรงมาต้ังแต่ทรงพระเยาว์ โดย พ.ศ. 2480 พระองค์ทรง
พระประชวรมากด้วยโรคตัวบิดเข้าไปอยู่ในพระยกนะ )ตับ( แต่แพทย์ได้รักษา
จนเป็นปกติ พระอาการประชวรของพระองค์กาเริบหนักข้ึนโดยลาดับต้ังแต่
ธันวาคม พ.ศ. 2483 แต่ก็เร่ิมทบเลาข้ึนเรื่อยมา ต่อมาได้เร่ิมประชวรหนักด้วย
โรคพระหทัยพิการอีก และทรงอ่อนเพลียลงทบกวัน ทบกวัน เน่ืองจากเสวยไม่
คอ่ ยได้ ต้องบรรทมอยบู่ นพระท่แี ทบตลอดวันในระยะทป่ี ระชวรหนักนีเ้ อง จึง
จาเป็นต้องจ้างพยาบาลมาประจาพระองค์ และเป็นผู้ที่ได้ถวายการพยาบาล
อยู่ตราบจนวาระสบดท้าย ขณะท่ีทรงบรรทมอยู่บนพระท่ี ดร.หลบย เวลเลน
หมอประจาพระองคไ์ ด้พยายามถวายการรักษาจนสบดฝีมือ และยังได้นาแพทย์
ผู้เชี่ยวชาญเงพาะโรคมาร่วมด้วยเป็นบางครั้ง ถึงกระนั้นก็หาได้ทาให้พระ
อาการของพระองค์ดีขึ้นไม่ สมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงสั่งไว้ว่า “ถ้าพระองค์
สวรรคตเมื่อไรใหท้ รงพระภูษาแดงและทรงสะพักผ้าขาวผืนเดียวเอาลงหีบแล้ว
ให้รีบถวายพระเพลิงพระบรมศพให้เร็วเท่าที่จะทาได้ และไม่ให้รับเกียรติยศ
อย่างใดๆ จนอย่างเดียว ทั้งในทางต่างประเทศและทางไทย
ใหเ้ อาซอไวโอลินไปเล่นเพลงท่พี ระองคโ์ ปรดคนั เดียวในเวลาที่กาลังถวาย
พระเพลงิ เพือ่ แทนการประโคม และถา้ ......ยังมีอานาจอยตู่ ราบใด ก็ไม่ให้นา
พระบรมอัฐกิ ลบั มาบา้ นเมืองเป็นอันขาด”
วันท่ี 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 พระองค์เสด็จสวรรคตโดยงับพลันด้วย
พระหทัยวาย ขณะท่ีมีพระชนมายบ 48 พรรษา นับเวลาในการเสด็จครองราชย์
ได้ 9 ปี
ทา่ นหญงิ พนู พศิ มยั
ท่านหญิงพูนพิศมัย ได้บันทึกไว้ใน "ส่ิงท่ีข้าพเจ้าพบเห็น" จากการเสด็จ
สวรรคตโดยท่านได้รับฟังสืบต่อกันมาข้อความมีดังต่อไปน้ี"......เราได้รู้เร่ือง
สวรรคตต่อมาภายหลังว่า สมเด็จพระปกเกล้าฯ ไม่ทรงมีพระอนามัยดีมาแต่
ประชวรแล้ว ต้องมีนางพยาบาลคอยประจาดูแลเร่ืองพระหทัยอยู่ด้วย
เสมอ ในตอนทไ่ี ทยทาสงครามกับอินโดจีน ก็ทรงราคาญอยเู่ ป็นนิตย์ ครั้นพอ
เห็นหนังสือพิมพ์ว่า ญ่ีป่บนจะเป็นผู้ไกล่เกลี่ยก็หมดกาลังพระทัย เช้าวันท่ี 30
น้ันกย็ ังทรงสบายเป็นปกติ จนสมเด็จพระนางเจ้าราไพฯ ทูลลาเสด็จออกไปซ้ือ
ของ แต่พอถึง 4 แยกแห่งหนึ่ง ตารวจรักษาการณ์ก็เข้ามาหยบดรถบอกว่าเขา
โทรศัพท์มาให้เสด็จกลับเดี๋ยวนี้ ถึงท่ีประทับเห็นสมเด็จพระปกเกล้าฯ เสด็จ
สวรรคตแล้วอย่างบรรทมหลับสบาย นางพยาบาลรายงานว่า เม่ือเสวยเช้า
แล้วก็ทรงหนังสือพิมพ์ สักครู่ใหญ่ๆ ก็ทรงบ่นว่า เวียนหัวไม่สบาย นาง
พยาบาลลบกไปหยิบยา พอกลบั มาก็เห็นพระหัตถ์ห้อยลงมาอยู่ข้างๆ แลว้ และ
หนังสือพมิพ์นั้นก็ตกอยู่กับพื้น สมเด็จพระปกเกล้าฯ หลับพระเนตรเหมือน
หลับอยอู่ ย่างสบาย จับพระชีพจรดูจงึ รวู้ ่าสวรรคตเสยี แลว้ ”
สสบ าน โกลเดอรก์ รนี )GOLDERS GREEN)
รัฐบาลองั กฤษได้อนบญาตใหต้ ั้งพระบรมศพเปน็ กรณีพิเศษนาน 4 คนื วนั ท่ี
3 มิถบนายน พ.ศ. 2484 อัญเชิญพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า
เจ้าอยู่หัวขนึ้ ประดิษฐานบนรถซง่ึ ตกแต่งอยา่ งงดงาม มธี งมหาราชคลมบ พระบรม
ศพ แลเชิญพระชัยวัฒน์ไว้ทางเบื้องพระเศียร รถเคลื่อนขบวนออกจาก
พระตาหนักคอมพ์ตันไปยังสถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ สบสานโกล
เดอรส์ กรนี ซง่ึ อยู่ทางเหนอื ของกรงบ ลอนดอน
เม่ือเจ้าหน้าท่ีอัญเชิญพระบรมศพเข้าสู่ฐานท่ีตั้ง และผู้ที่ตามเสด็จเข้า
ประทบั และนง่ั เก้าอ้แี ถวโดยลาดับแลว้ อาร์. ด.ี เครก )R. D. Craig) ชาวอังกฤษ
ซ่ึงเคยรับราชการอยู่เมืองไทยและเป็นพระสหายของพระบาทสมเด็จ
พระปกเกลา้ เจ้าอยู่หัว ได้อ่านสบนทรพจน์สรรเสริญพระเกียรติคบณ ผู้ท่ีไปชบมนบม
ณ ท่ีนั้นถวายความเคารพทีละคน มีคนไทยซ่ึงเคยบวชในพระพบทธศาสนาได้
สวดมนต์ถวายพระราชกบศลและมีการบรรเลงเพลงเมนเดลโซน ไวโอลิน คอน
แชร์โต )Mendelssohn Violin Concerto) ซ่ึงเป็นเพลงที่พระองค์โปรดเป็น
พิเศษ ถวายเป็นครั้งสบดท้ายเท่าน้ัน หลังจากถวายพระเพลิงพระบรมศพเสร็จ
ส้ินแล้ว พระบรมอัฐิและพระบรมสรีรางคารถูกอัญเชิญกลับไปประดิษฐานยัง
พระตาหนักคอมพ์ตันอันเป็นที่ประทับของพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าราไพ
พรรณี พระบรมราชนิ ี ยงั คงเสดจ็ ประทบั อยู่ในอังกฤษตอ่ ไป
การจดั การพระบรมศพนนั้ เปน็ ไปอย่างเงยี บๆ โดยไมม่ กี ารบาเพญ็ พระ
ราชกศบ ลทางศาสนาพบทธเพราะไมม่ พี ระภกิ ษบ รวมทงั้ ไมม่ กี ารพระราชพธิ อี นื่ ๆ
ตามราชประเพณี
อญั เชญิ พระบรมอัฐพิ ระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจ้าอยู่หวั กลบั สสู่ ยาม
กระบวนเชญิ หบี พระบรมอัฐริ ชั กาลที่ 7 สเู่ รือวลิ เลมรยั ส์ เมอื งเซาธแ์ ฮมปต์ นั
วนั ที่ 1 พฤษภาคม 2492
วนั ท่ี 24 พฤษภาคม 2492 อัญเชญิ หีบพระบรมอฐั ริ ชั กาลท่ี 7
ถงึ กรงบ เทพฯ สมเดจ็ พระนางเจา้ ราไพพรรณเี สดจ็ พระราชดาเนนิ ลงจากเรอื
เจ้าพนกั งานเชญิ พระพบทธรปู ประจาพระองคอ์ ยเู่ บอื้ งขวา
อันเชญิ หบี พระบรมอฐั ิรชั กาลที่ 7 ขนึ้ สเู่ รอื รบหลวงแมก่ ลอง
พระบรมอัฐริ ชั กาลท่ี 7 บรรจใบ นพระโกศ ประดษิ ฐานในเรือรบหลวงแมก่ ลอง
กรมขนบ ชัยนาทนเรนทร ประธานคณะผู้สาเรจ็ ราชการแทนพระองค์
เสดจ็ ตามพระโกศพระบรมอฐั ิรชั กาลที่ ลงจากเรอื รบหลวงแมก่ ลอง
พระราเชนทรรถเชญิ พระโกศพระบรมอฐั ิรชั กาลที่ 7เขา้ สู่พระบรมมหาราชวงั
ในปี 2492 รัฐบาลได้กราบบังคมทูลสมเด็จพระนางเจ้าราไพพรรณี
พระบรมราชนิ ี ในรัชกาลท่ี 7อัญเชิญพระบรมอัฐิ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า
เจา้ อยหู่ ัวกลบั สสู่ ยามเพอ่ื อญั เชญิ ขึน้ ประดิษฐานไว้รว่ มกบั สมเดจ็ พระบรู พมหา
กษัตริยาธริ าชเจ้าในพระบรมมหาราชวัง ในการนพี้ ระบาทสมเด็จพระปรมินทร
มหาภูมิพลอดบลยเดชทรงพระกรบณาโปรดเกล้าฯ ให้ต้ังการพระราชพิธีทักษิณา
นบปทานอทบ ศิ ถวายตามพระราชประเพณี หลงั จากนัน้ ทรงพระกรณบ าโปรดเกลา้ ฯ
ให้อัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิข้ึนประดิษฐาน ณ หอพระบรมอัฐิ ซ่ึงอยู่ช้ันบน
ของพระที่น่งั จักรีมหาปราสาท ส่วนพระบรมสรรี างคารนั้นทรงพระกรบณาโปรด
เกล้าฯ ให้บรรจบไว้ทพ่ี ระพทบ ธบลั ลงั กพ์ ระพทบ ธองั คีรสภายในพระอบโบสถ วัดราช
บพธิ สถติ มหาสีมารามราชวรวหิ าร
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นองค์พระมหากษัตริย์ท่ี
เลื่อมใสการปกครองในระบอบประชาธิปไตย พระองค์ทรงพยายามที่จะ
เปลย่ี นแปลงการปกครอง แต่ยังมิได้ทรงทาการเปลี่ยนใดๆลงไป ด้วยทรงคานึง
วา่ ยังไม่ถึงเวลาทเ่ี หมาะสม แต่เมอ่ื มีคณะราษฎรไ์ ดท้ าการเปลยี่ นแปลงเสยี ก่อน
แตก่ ็มิได้ทรงขดั เคืองพระทัยแต่อยา่ งใด ทรงยอมรบั การเปลยี่ นแปลงครงั้ นอี้ ยา่ ง
เต็มพระทัย แม้การเปล่ียนแปลงท่ีเกิดขึ้นน้ันจะเป็นการเปลี่ยนแปลงท่ียังไม่
สมบูรณ์ มีความบกพร่องอยู่มากมายก็ตาม แต่ด้วยทรงตั้งพระทัยในการ
เปล่ียนแปลงอยูแ่ ล้ว ดงั มพี ระราชดารัสวา่
พระบรมราชานสบ าวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว
ด้วยพระมหากรณบ าธิคบณในด้านการปกครอง รัฐบาลจึงไดม้ กี ารดาเนนิ การ
สร้างพระบรมราชานบสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้น ณ
บริเวณลานด้านหน้าอาคารรัฐสภา
……………………………………………………………….
แหลง่ ขอ้ มลู อา้ งอิง
จดหมายเหตคบ วามทรงจา กรมหลวงนรนิ ทรเทวีพรนคร.: องคก์ ารคา้ ครบ สบ ภา,
2516.
ทองต่อ กลว้ ยไม้ ณ อยธบ ยากรงบ เทพฯ.ปชู นยี บคบ คลไทย .: สานกั พมิ พภ์ มู ปิ ญั ญา
จากัด , .2544
ทพิ ยากรณ์พระนคร.พระราชพงศาวดารกรงบ รตั นโกสนิ ทร์.เจ้าพระยา.: หอสมดบ
แหง่ ชาติ, .2506
สมศกั ดิ์ จาปาเงนิ 7 รชั กาลท.่ี พระบาทสมเดจ็ พระปกเกล้าเจา้ อยหู่ วั กรงบ เทพฯ.
.,เอกพมิ พไ์ ท จากัด 2547.
เสท้อื น ศภบ โศภณพระนคร .ประวัตศิ าสตรไ์ ทย งบบั พฒั นาการ .:
อักษรเจรญิ ทศั น์.2506,
https://www.bbc.com
https://www.google.com
https://www.matichonacademy.com https://www.pinterest.com
https://www.silpa-mag.com
http://www.satit.up.ac.th
https://www.thaipost.net
https://library.stou.ac.th
https://kpi.ac.th › about › thehistory
https://sites.google.com
ขอขอบคณบ ขอ้ มลู และภาพจากเวบ็ ไซตต์ า่ งๆ