พระราชประวตั ริ ชั กาลท่ี 6
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หวั
ประสาร ธาราพรรค์ เรยี บเรยี ง
งามผวิ ประไพผ่อง กลทาบศภุ าสุพรรณ
งามแกม้ แฉลม้ ฉัน พระอรุณแอรม่ ละลาน
งามเกศะดาขา กลนา ณ ทอ้ งละหาน
งามเนตรพนิ ิจปาน สมุ ณมี ะโนหะรา
งามทรวงสล้างสอง วรถันสมุ นสุมา-
ลเี ลดิ ประเสริฐกวา่ วรุบลสะโรชะมาศ
งามเอวอนงคร์ าว สุระศิลปชาญฉลาด
เกลากลงึ ประหนงึ่ วาด วรรูปพิไลยพะวง
งามกรประหน่ึงงวง สุระคชสุเรนทะทรง
นวยนาฏวลิ าศวง ดจุ ะราระบาระเบง
ซาไพเราะนาเสยี ง อรเพียงภริ มย์ประเลง
ได้ฟังกว็ งั เวง บ มวิ ่างมวิ ายถวิล
นางใดจะมีเทียบ มะทะนา ณ ฟา้ ณ ดิน
เปน็ ยอดและจอดจิน- ตะนะแนว่ ณ อก ณ ใจ
…………………………………………………
พระราชนพิ นธใ์ นพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยู่หวั เรื่องมทั ธนะพาธา
เทดิ พระเกยี รตพิ ระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั
(สมเดจ็ พระมหาธรี ราชเจา้ )
รชั กาลที่ 6 รตั นกวี ศรสี ยาม เฉลมิ พระนาม สรา้ งผลงาน มากกกึ กอ้ ง
พระราชประวตั ิ มเี รอื่ งราว ตามครรลอง ชนยกยอ่ ง ลว้ นแซซ่ ้อง พระเกยี รตคิ ณุ
ทรงกอ่ เกดิ การลกู เสอื และเสอื ปา่ ทรงพฒั นา การศกึ ษา พรอ้ มเกอ้ื หนนุ
ทรงสง่ เสรมิ ธนาคารออมสนิ ออมลงทนุ ทรงคาจุน สาธารณสขุ ไทย ใหร้ งุ่ เรอื ง
ทรงตราพระบญั ญตั ิ นามสกลุ คาหนา้ ชอื่ ทเ่ี ลอ่ื งลอื ประชาธปิ ไตย ไทยตอ่ เนอื่ ง
ทรงสรา้ งสะพาน พระราม 6 นามกระเดอ่ื ง ทฟี่ เู ฟอ่ื ง การรถไฟ ใหย้ นื ยง
ธ ประกาศ สงคราม กบั เยอรมนั ทรงทานัน้ มองการณไ์ กล อยา่ งสงู สง่
ธงชาตไิ ทย ธ เปลยี่ นใหม่ ธงไตรรงค์ ธ ดารง คงชาตไิ ทย ไรเ้ ทยี มทนั
ธ ทรงเลศิ วรรณกรรม อกั ษรศาสตร์ ธ เกง่ กาจ การกวี สดุ สรา้ งสรรค์
มีผลงาน มากเผยแพร่ อเนกอนนั ต์ เปน็ มิง่ ขวญั ปวงชาวไทย นิรนั ดรก์ าล
ขอพระองค์ เสวยสขุ สสู่ รวงสวรรค์ ขอทรงธรรม์ ขจรไกล แผ่ไพศาล
เทดิ ศรทั ธา ในดวงใจ ไทยเนนิ่ นาน ชนกลา่ วขาน นามพระองค์ ทรงพระเจรญิ
……………………………………………………………………………………….
ดว้ ยเกล้าดว้ ยกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพทุ ธเจา้ นายประสาร ธาราพรรค์ ร้อยกรอง
พระราชประวัติพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจ้าอยู่หวั
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 6 แห่งราชวงศ์จักรี พระองค์ทรง
พระราชอัจฉริยภาพ ทรงบาเพ็ญพระราชกรณียกิจหลากหลาย ทรงมีพระจริยวัตรที่แปลก
แตกต่างจากพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีท่ีผ่านมาอาทิ ในเรื่องส่วนพระองค์ การอภิเษก
สมรส การไมม่ วี ัดประจารชั กาลการสรา้ งโรงเรียนแทนสร้างวัด สงครามโลกครงั ท่ี 1 ทรงตดั สิน
พระทัยในการประกาศสงครามกับฝ่ายเยอรมันเข้าร่วมกับสัมพันธมิตร โดยมีข้าราชการ
นายทหารชันผ้ใู หญไ่ ม่เห็นด้วยเป็นจานวนมาก พระองค์เป็นผู้ก่อกาเนิด ธนาคารออมสิน การ
ลูกเสือ เสือป่า ทรงพระราชนิพนธ์บทร้อยแก้ว ร้อยกรองไว้จานวนมาก ซึ่งบางเร่ืองใช้เป็น
แบบเรียนในทุกวันนี อีกทังในรัชสมัยของพระองค์มีการก่อการกบฏเพื่อหวังเปล่ียนแปลงการ
ปกครอง และท้ายสุดการกบฏไม่ประสบผลสาเร็จแต่ทรงอภัยโทษให้บุคคลเหล่านัน ทาให้ไม่มี
ผู้ใดต้องโทษประหารชีวิตและในท่ีสุดทุกคนก็พ้นโทษจาคุกออกมา นี่คือนาพระทัยของ
พระมหากษตั รยิ ์ท่ที รงทศพิธราชธรรมสมบรู ณแ์ บบอย่างแทจ้ รงิ
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยหู่ วั เป็นมหากษัตริย์รัชกาลที่ 6 แห่งบรมราชจักรี
วงศ์ เสดจ็ พระราชสมภพเมื่อวนั เสาร์ เดือนย่ี ขนึ 2 คา่ ปีมะโรง ตรงกบั วนั ที่ 1 มกราคม พ.ศ.
2423 ณ พระท่ีน่ังในพระบรมมหาราชวังชันใน ทรงเป็นพระโอรสพระองค์ที่ 29 ใน
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ เป็นองค์ท่ี 2 ที่ประสูติแต่สมเด็จพระศรีพัชริน
ทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระเชษฐภคินีและพระอนุชาร่วมพระชนนี
7 พระองค์ คอื
1. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ เจ้าฟ้าพาหุรดั มณีมยั กรมพระเทพนารีรตั น์
2. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจา้ อยูห่ วั
3. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจา้ ฟ้าตรีเพ็ชรุตมธ์ ารง
4. จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภวู นาถ กรมหลวงพิษณุโลก
ประชานาถ
5. สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าศิรริ าชกกุธภัณฑ์
6. พลเรือเอก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวง
นครราชสีมา
7. สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจฑุ าธุชธราดิลก กรมขนุ เพ็ชรบรู ณอ์ ินทราชยั
8. พระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจา้ อยูห่ วั
พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยู่หัว ขณะทรงพระเยาว์
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระนามเต็มว่า “พระบาทสมเด็จพระ
ปรเมนทรมหาวชิราวุธ เอกอรรคมหาบุรุษบรมนราธิราช พินิตประชานาถมหาสมมตวงศ์
อดิศัยพงศ์วิมลรัตน์ วรขัตติราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโต
สชุ าตสงั สทุ ธเคราะหณี จักรีบรมนาถ จุฬาลงกรณราชวรางกูร บรมมกุฏนเรนทร์สูรสันตติวงศ
วิสิฐ สุสาธิตบุรพาธิการ อดุลยกฤษฎาภินิหาร อดเรกบุญฤทธิ ธัญลัษณวิจิตรโสภาคย
สรรพางค์ มหาชโนตมางคประณตบาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผลอุดม บรมสุขุมาลย์
ทิพยเทพาวตาร ไพศาลเกียรติคุณ อดุลยวิเศาสรรพเทเวศรานุรักษ์ บุริมศักดิสมญาเทพวา
ราวดี ศรีมหาบุรุษสุทธสมบัติ เสนางคนิกรรัตนอัศวโกศล ประพนธปรีชา มัทวสมาจาร
บริบูรณคุณสารสยามาทินครวรุตเมกราชดิลก มหาปริวารนายกอนันต์มหันตวรฤทธิเดช
สรรพวิเศษศิรินธร บรมชนกาดศิ รสมมต ประสิทธวิ รยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปฎลเศวต
ฉัตราติฉัตร สิรริ ัตโนปลกั ษณมหาบรมราชาภิเษกฎาภิสิต สรรพทศทศิ วิชิตไชย สกลมไหศวริ
ยมหาสวามินทร์ มเหศวรมินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวศรัยพุทธาธิไตร
รัตนสรณารักษ์ อดุลยศักด์ิ อรรคนเรศราธิบดี เมตตากรุณา สีตลหฤทัย อโนมัยบุญการ
สกลไพศาล มหารักษฎาธิบดินทร์ ปรเมนทรธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระ
มงกฎุ เกลา้ เจ้าอยหู่ ัว”
ต่อมาใน พ.ศ. 2459 ได้ทรงเปลี่ยนคานาหน้าพระปรมาภิไธยของพระองค์เองใหม่ว่า
“พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ อรรคมหาบุรุษบรมนราธิราช พินิต
ประชานาถมหาสมมตวงศ์ ฯลฯ พระมงกุฎเกลา้ เจ้าอยหู่ วั ”
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยู่หัวพรอ้ มพระราชบิดา พระราชมารดา
สมเด็จพระบรมชนกนาถและสมเด็จพระราชชนนี ทรงเรียก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎ
เกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า “ลูกโต” ส่วนพระประยูรญาติจะเรียกขานพระองค์ท่านว่า “ทูลกระหม่อม
โต” ในขณะที่ทรงพระเยาว์ ได้ทรงศึกษาในพระบรมมหาราชวัง โดยมีหม่อมเจ้าประภากร ,
พระยาศรสี ุนทรโวหาร และพระยาอิศณพนั ธโ์ุ สภณ เป็นอาจารย์ถวายพระอักษรไทย ส่วนวิชา
ภาษาอังกฤษนายโรเบิร์ต มอแรนด์ เป็นพระอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ ครันเม่ือ ปี พ.ศ.
2436 พระชนมายไุ ด้ 12 พรรษา สมเด็จพระบรมราชชนกทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จ
ศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ ทรงสาเร็จการศึกษาจากแซนเฮิสต์ และทรงศึกษาวิชา
ประวัติศาสตร์และกฎหมายท่ีวิทยาลัยไครสต์เชิร์ช มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด และเสด็จนิวัติ
กลบั ถงึ กรุงเทพฯ เมอ่ื วนั ที่ 29 ตุลาคม 2445
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยู่หัวไดเ้ สด็จประพาสประเทศทางยุโรปครงั แรก
เม่ือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสประเทศทางยุโรปครัง
แรกในปีพุทธศักราช 2440 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยาม
มกุฎราชกุมาร ก็เสด็จจากลอนดอนไปเฝ้ารับเสด็จฯ ที่เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี หลักจากนัน
ยังทรงรับมอบพระราชภาระเป็นผู้แทนพระองค์สมเด็จพระบรมราชนกนาถเสด็จไปร่วมงาน
พระราชพิธีฉัตรมงคลสมโภชในโอกาสที่สมเด็จพระราชินีวิคตอเรียเสวยราชสมบัติครบ 60 ปี
ในปพี ทุ ธศักราช 2440 นอกจากนียังเสดจ็ ไปงานพระราชพิธีบรรจุพระศพพระราชินีลุยซ่าแห่ง
เดนมาร์ก ในปีพุทธศักราช 2441 พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าอัลฟองโซที่ 13 แห่ง
สเปน และพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 แห่งอังกฤษ และพระราชพิธีบรรจุพระศพสมเด็จพระราชินี
วคิ ตอเรีย แหง่ อังกฤษในปพี ุทธศกั ราช 2445
ในระหว่างปิดภาคเรียนขณะทรงศึกษาท่ีประเทศอังกฤษ พระองค์ทรงศึกษาภาษา
ฝร่ังเศส และเสด็จทอดพระเนตรกิจการทหารของประเทศในภาคพืนยุโรปเป็นเนืองนิจ ในปี
พุทธศักราช 2445 ขณะทรงพระชนมายุ 22 พรรษา หลังจากทรงสาเร็จการศึกษาจาก
มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดแล้ว พระองค์ได้เสด็จพระราชดาเนินไปประทับท่ีกรุงปารีส ประเทศ
ฝร่ังเศส และเสด็จพระราชดาเนินทรงเยี่ยมประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปจนถึงประเทศอียิปต์
เพ่ือเป็นการเจริญสัมพันธไมตรี จากนันประทับอยู่ในกรุงลอนดอนระยะหน่ึงเพ่ือเตรียม
พระองค์นวิ ตั ประเทศไทย รวมเวลาท่ที รงศกึ ษาในประเทศอังกฤษเป็นระยะเวลา 9 ปี
ครันในวันท่ี 3 ตุลาคม พ.ศ. 2445 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จนิวัต
ประเทศไทยทางเรือ ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก สู่สหรัฐอเมริกา และเสด็จประพาสตามหัว
เมืองต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา เพ่ือทอดพระเนตรการปกครองและการบริหารบ้านเมืองของ
สหรัฐอเมริกา เปน็ เวลาเดือนเศษ ในราวต้นเดือนธันวาคม
พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยู่หัวเสด็จเยือนญ่ีปุ่นหลงั จบการศึกษา
พุทธศักราช 2445 เสด็จออกจากประเทศสหรัฐอเมริกาโดยทางเรือ ถึงเมืองโยโกฮามา
ประเทศญ่ีปุ่น แล้วประทับ ณ ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลาเดือนเศษ จากนันเสด็จไปประทับ ณ
เกาะฮ่องกง แล้วจึงเสด็จถึงประเทศไทย ในวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2446 โดยประทับ ณ
พระราชวังสราญรมย์ และทรงเข้ารับราชการทหารทันที ต่อมาทรงได้รับพระราชทานพระยศ
นายพลเอกราชองครักษ์พิเศษและจเรทัพบก กับทรงเป็นนายพันโทผู้บังคับการกรมทหาร
มหาดเล็กรักษาพระองค์ นอกจากนันทรงช่วยเหลือกิจการของสภาท่ีปรึกษาส่วนพระองค์ของ
สมเดจ็ พระบรมชนกนาถ
ทรงผนวช
พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยู่หัว ทรงผนวช
ในปี พ.ศ. 2447 พระองค์ทรงผนวชตามพระราชประเพณี ณ พระอุโบสถวัดพระศรี
รัตนศาสดาราม โดยมีพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสเป็นราชอุปัชฌายะ และ
ประทบั จาพรรษาศกึ ษาพระธรรมวนิ ัยประจา ณ วัดบวรนเิ วศ
หลังจากทรงลาสิกขาแล้ว ในปีพุทธศักราช 2448 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หวั พระบรมชนกนาถ เสด็จประพาสภายในประเทศ โปรดให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎ
เกล้าเจ้าอยู่หัวตามเสด็จด้วยทุกคราว ด้วยมีพระราชประสงค์จะให้ทรงคุ้นเคยกับสภาพ
บา้ นเมือง ข้าราชการ และพสกนิกรของประเทศซ่ึงอยู่ในชนบทที่ห่างไกลเมืองหลวง นอกจาก
ยังเสด็จโดยลาพังพระองค์เอง เช่น เสด็จประพาสหัวเมืองฝ่ายเหนือครังแรกเม่ือพุทธศักราช
2448 และครังที่ 2 เมื่อพุทธศักราช 2450 (หัวเมืองฝ่ายเหนือ : กาแพงเพชร สุโขทัย สวรรค
โลก อตุ รดติ ถ์ พิษณโุ ลก) เป็นผลให้ทรงพระราชนิพนธ์เร่ือง “เท่ียวเมืองพระร่วง” และ “ลิลิต
พายัพ” ทรงใช้พระนามแฝงว่า “หนานแก้วเมืองบูรพ์” พุทธศักราช 2452 เสด็จไปหัวเมือง
ปักษ์ใต้ และทรงพระราชนิพนธ์เร่ือง “จดหมายเหตุประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้” ทรงใช้พระ
นามแฝงว่า “นายแก้ว” นอกจากนีได้ทรงมีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายหลายฉบับ และก่อน
หน้าท่ีจะทรงขึนครองราชย์เพียง 2 – 3 เดือน ทรงได้รับมอบหมายให้ทรงกากับราชการ
กระทรวงยุติธรรม ซ่ึงขณะนันยังไม่มีเสนาบดี จึงนับว่าทรงมีพืนฐานเก่ียวกับการบริหารของ
ประเทศชาติ
ทรงเปน็ ผูส้ าเร็จราชการตา่ งพระองค์
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจาอยูห่ ัวเสด็จฯยุโรปครงั ท่ี 2 พบบิสมาร์ก ณ เมืองฟรดี รชิ รูห์
ในปี พ.ศ. 2447 เสด็จออกทรงพระผนวชตามราชประเพณี ณ พระอุโบสถวัดพระศรี
รัตนศาสดาราม ประทับอยู่ประจาวัด ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ต่อมาเม่ือพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดาเนินยุโรปครังท่ี 2 ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ.
2449 - 17 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2450 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานอานาจในราชกิจ
ท่ีจะรักษาพระนครไว้แด่พระองค์ เป็นการรับสนองพระเดชพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระ
บรมชนกนาถในหนา้ ทอ่ี ันสาคญั ท่สี ดุ ส่ิงหนง่ึ และไดร้ ับความไว้วางพระราชหฤทยั เป็นที่สุดด้วย
ระหว่างทรงเป็นผู้สาเร็จราชการแผ่นดินต่างพระองค์นี ทรงรับเป็นประธานการจัดสร้างพระ
บรมราชานุสรณ์เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมชนกนาถ ซึ่งงานสาคัญบรรลุโดยพระราช
ประสงค์อย่างดี
การขนึ ครองราชย์
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา้ เจ้าอย่หู วั ขนึ ครองราชย์
ได้รับการสถาปนาตังไว้ในพระรัชทายาทสืบพระราชสันตติวงศ์ตังแต่ปีพ.ศ.2437 เม่ือ
สมเด็จพระบรมชนกนาถเสด็จสวรรคตลงเม่ือวันท่ี 23 ตุลาคม พ.ศ.2453 ได้รับการอัญเชิญ
เสด็จขึนเถลิงถวัลยราชสมเด็จเป็นพระเจ้าแผ่นดิน สืบสนองพระองค์สมเด็จพระบรม ชนก
นาถ
พระราชานุกจิ
พระราชานุกิจ คือ กาหนดเวลาที่พระเจ้าแผน่ ดินจะทรงประพฤตพิ ระราชกิจตา่ งๆ ประจาทกุ
วัน เรียบเรยี งโดยพระยาอนริ ทุ เทวา (ม.ล.ฟื้น พ่ึงบญุ ) จางวางมหาดเลก็ ดงั นี
11.00 น. ถึง 11.30 น. บรรทมต่นื เสวยเคร่ืองเชา้ ท่เี ฉลยี งขา้ งหอ้ งพระบรรทม
ทรงเคร่ืองแล้วเสด็จเข้าห้องพระอักษรราชาเลขาธิการเข้าเฝ้าถวายหนังสือราชการทรงงาน
แผน่ ดนิ อยู่จนถึงเวลาเสวยเครือ่ งใหญก่ ลางวัน
13.00 น. ถึง 13.30 น. เสวยกลางวันอย่างไทย ดว้ ยประทับพระยี่ภู่ เสวยดว้ ยพระหัตถ์
ในชามหยก วางบนโตะ๊ เล็ก เสวยเสรจ็ ราว 15.00 น. บางวนั เสนาบดี กระทรวงวงั เขา้ เฝ้า
กราบบงั คมทลู เรียนพระราชปฏบิ ตั ิในเรอ่ื งพระราชพธิ ีต่างๆ ในตอนเสวยแลว้ แลว้ เสด็จเข้า
ประทบั ในห้องทรงพระอักษรจนถึงเวลาเยน็ ราว 17.00 น. เสดจ็ ลงทรงการเล่นต่างๆ มี
เทนนิส ราวเดอรห์ รือแบดมินตนั เสร็จออกพระกาลงั กายแลว้ เสวยเครอ่ื งว่าง และเสดจ็ ขนึ ราว
เวลาย่าค่าคร่ึง ถ้ามกี ารพระราชพิธีหรอื งานพเิ ศษก็ไม่ไดเ้ สดจ็ ลงสนามเสด็จออกขนุ นางทกุ วัน
เวลาบ่าย 17.00 น วันจันทรเ์ สด็จไปเฝ้าสมเดจ็ พระพนั ปีหลวงที่พระราชวังพญาไท ใน
เวลายังดารงพระชนม์อยู่ ตอ่ มาอีกวันจันทร์ เสดจ็ ทรงรถประพาสตามถนน โปรดให้ขบั รถยนต์
พระท่นี ่ังชา้ ๆ ดว้ ยมีพระราชดารสั ว่าใหร้ าษฎรได้เฝ้า สับเปล่ียนกนั เชน่ นที กุ วนั จนั ทร์ ทกุ วนั
ศกุ ร์ เวลา 17.00 น เสดจ็ ออกขุนนาง แล้วมปี ระชุมเสนาบดี ถ้ามีราชการพเิ ศษก็เรยี กประชมุ
เปน็ พเิ ศษ บางคราวกโ็ ปรดเกลา้ ฯ ให้เสนาบดี เขา้ เฝา้ พเิ ศษย่าคา่ ครึ่ง สรงนาทรงเครือ่ ง เสด็จ
เข้าห้องทรงพระอักษรจนถงึ เวลาเสวยเย็น
20.30 น. เสด็จลงประทบั โต๊ะเย็น พรอ้ มด้วยข้าราชบรพิ าร มีขา้ ราชการชันผใู้ หญท่ ัง
ในราชสานกั และนอกราชสานักบางคนเสวยแลว้ บางวนั ทรงบลิ เลยี ดหรอื ไพ่บรดิ ส์ บางวันมี
ซ้อมละคร 24.00 น. เสวยเครือ่ งว่าง เสดจ็ ขึนราว 01.00 น. บางคนื ก็ดกึ กว่านี ทรงบูชา
พระรตั นตรัยและเทพเจา้ เสดจ็ เขา้ ทีพ่ ระบรรทม
พระวรราชเทวี พระวรราชชายา ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจา้ อย่หู ัว
พระเจา้ วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุทธวิไลยลักษณา
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจา้ อยหู่ ัว เม่อื ครังยงั เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้า
ฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ยังการหมายหมันจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรม
ราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้อภิเษกสมรสกับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า
สุทธวิไลยลักษณา (พระองค์หญิงกลาง) พระธิดาองค์กลางในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้า
ฟ้าจาตุรนตร์ ัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์ ถึงกบั มีการหมายหมันว่าพระองค์เจ้าหญิงนีจะได้เป็น
สมเด็จพระราชินีในอนาคต แต่หลังสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สาเร็จการศึกษาจาก
ต่างประเทศกม็ ไิ ด้สนพระทยั ในพระองคเ์ จ้าหญงิ นัก
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าเจา้ อยหู่ ัว และพระวรกัญญาปทาน พระองคเ์ จ้าวลั ลภาเทวี
ต่อมาเมื่อพระองค์ได้เสวยราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ในปี พ.ศ. 2453 หลังจากนันอีก
หลายปีพระองค์ได้พบกับหม่อมเจ้าวรรณวิมล วรวรรณ (ท่านหญิงเตอะ) พระธิดาในพระเจ้า
บ ร ม ว ง ศ์เ ธ อ พ ระ อ ง ค์ เ จ้า ว รว ร รณ า ก ร ก ร ม พ ร ะน ร าธิ ป ป ร ะ พัน ธ์ พง ศ์ ที่ เ ข้ า
เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นครังแรกท่ีห้องทรงไพ่
บริดจ์ในงานประกวดภาพเขียน ณ โรงละครวังพญาไท ต่อมาเมื่อวันท่ี 21 ตุลาคม พ.ศ.
2463 พระองค์โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามของพระธิดาในกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์
โดยพระนามของหมอ่ มเจ้าวรรณวมิ ล เปล่ยี นเป็น หมอ่ มเจ้าวัลลภาเทวี พร้อมกับขนิษฐาอีก 4
พระองค์ ท่ีรวมไปถึงหม่อมเจ้าวรรณพิมล วรวรรณ (ท่านหญิงต๋ิว) ก็ได้รับพระราชทานนาม
เป็น หม่อมเจ้าลักษมีลาวัณ และต่อมาในวันที่ 9 พฤศจิกายนปีเดียวกันนันเอง ได้มีการ
สถาปนาหม่อมเจ้าวัลลภาเทวี วรวรรณ ขึนเป็น พระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภา
เทวี แตด่ ้วยมเี หตุพระราชอธั ยาศัยไม่ตอ้ งกัน จงึ มพี ระบรมราชโองการถอนหมันลงเม่อื วันที่ 15
มีนาคม พ.ศ. 2464 และโปรดเกล้าฯ ให้ออกพระนามว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า
วลั ลภาเทวี
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว และสมเดจ็ พระนางเจา้ อินทรศักดิศจี พระวรราชชายา
ก่อนการถอนหมัน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้อภิเษกสมรสกับ
นางสาวประไพ สุจริตกุล เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2464 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
สถาปนานางสาวประไพ สุจริจกุล ขึนดารงพระยศเจ้านายตาแหน่งพระมเหสีพระองค์หน่ึง
และได้มีพระราชทินนามเป็น พระอินทรศักดิศจี พระวราชชายา ทังสองพระองค์มิได้อภิเษก
สมรสหรือมีโอรสธิดาดว้ ยกนั ทา้ ยทสี่ ดุ จึงตัดสนิ พระทยั แยกกนั อยู่
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยูห่ ัว และพระนางเธอลักษมีลาวัณ
พระนางเธอลักษมีลาวัณ พระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าวรรณวิมล วรวรรณ พระขนิษฐา
ของอดีตพระวรกัญญาปทาน ในวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2464 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
สถาปนา หม่อมเจ้าลักษมีลาวัณ เป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักษมีลาวัณ พร้อมกับ
ทรงหมัน และมีพระราชวินิจฉัยว่า จะได้ทรงทาการราชาภิเษกสมรสต่อมาไม่นานทรงได้ถอน
หมันและสถาปนาหม่อมเจ้าลักษมีลาวัณ ขึนเป็น "พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักษมีลาวัณ"
ทนั ที พร้อมกับทรงหมันและมีพระราชวินิจฉยั วา่ จะทรงทาการราชาภิเษกสมรสด้วย ครังหมัน
หมายเพียงไม่นาน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงอภิเษกสมรสกับพระสุจริต
สดุ า (ธดิ าของเจ้าพระยาสธุ รรมมนตรี) พระองค์จึงทรงตัดสินพระราชหฤทัย "แยกกันอยู่" กับ
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักษมีลาวณั ทงั ทยี่ งั มทิ นั ได้อภเิ ษกสมรสกนั พระนางเธอลักษมี
ลาวัณ ทรงตัดสินพระทัยแยกมาอยู่ตามลาพัง ณ พระตาหนักในซอยพร้อมพงศ์ ริมคลองแสน
แสบ ทรงดารงพระชนม์อย่างเรียบง่ายและเงียบสงบ ทรงใช้เวลาว่างไปกับการพระนิพนธ์
ภายหลังสงครามโลกครังท่ี 2 ทรงย้ายไปประทับ ณ พระตาหนักลักษมีวิลาศ ถนนศรี
อยุธยา สี่แยกพญาไท โดยเฉพาะในช่วงบันปลายพระชนม์ชีพพระองค์ทรงรักสันโดษและ
ประทับอยเู่ พียงพระองค์เดียวในพระตาหนกั จึงเปดิ ชอ่ งใหผ้ ูท้ ่ีร้คู วามเคลื่อนไหวในพระตาหนัก
ดี น่ันคือ ข้าหลวงคนสวนเดิมในพระตาหนัก และรู้ว่าในตู้ชันล่างพระตาหนักลักษมีวิลาศมี
เครือ่ งราชอสิ ริยาภรณ์ บคุ คลผู้นันจงึ กลบั เขา้ มายังพระตาหนักลกั ษมีวลิ าศ และย่องเข้ามาทาง
ข้าง ห ลัง ใช้ชะแล ง ท าร้า ย พระเศี ย รขณะป ระทั บ พ รว นดิ นอ ยู่ จนสิ นพ ระชนม์
ชายคนสวนผู้นันจานาเคร่ืองราชอิสริยาภรณ์ด้วยไม่รู้จัก เจ้าของโรงรับจานาเห็นผิด
สงั เกตจึงแจ้งเจ้าหน้าทตี่ ารวจ และเขาก็รบั สารภาพถึงการฆาตกรรม และกล่าวว่าตนทราบแต่
เพยี งวา่ พระนางทรงเป็นเจ้านาย ไมค่ ิดวา่ จะทรงเป็นเจา้ นายใหญ่ถึงเพียงนัน
พระนางเจ้าสุวทั นา พระวรราชเทวี
พระนางเจา้ สวุ ทั นา พระวรราชเทวี พระนามเดิม เครือแก้ว อภัยวงศ์ (หรือ พระนางเจ้า
สุวทั นา) ได้มีโอกาสร่วมแสดงละครพระราชนิพนธ์เรื่อง พระร่วง ได้รับบทเป็นสาวใช้ของนาง
จันทร์ ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงแสดงเป็นนายม่ันปืนยาว ซึ่งต้องมีบท
พูดจาโต้ตอบกับบรรดาสาวใช้ของนางจนั ทร์ คุณเครือแก้วก็ไดฝ้ ึกซ้อมเต็มที่เล่นเสมือนจริง ทำ
ให้เคืองพระทัยสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา จึงโปรดให้ข้าหลวงส่งเสียง
โห่ฮาขนึ และใช้เทา้ ตบพืนพระทนี่ ่ัง เปน็ เหตใุ หพ้ ระเจา้ อยู่หัวทรงพระพิโรธถึงกับเสด็จขึนทันที
และครังนันเองพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ได้มีจิตประดิพัทธ์ต้องในอัธยาศัยของเครือ
แก้ว เนื่องด้วยความสุขุม ไม่ได้ตอบสนองต่อเหตุการณ์กระทบกระเทือนที่เกิดขึนวันท่ี 10
สิงหาคม พ.ศ. 2467 ได้ทรงสถาปนาคุณสุวัทนาขึนเป็น เจ้าจอมสุวัทนา พระสนมเอก พร้อม
ทังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ณ พระท่ีนั่งบรมพิมาน
ในพระบรมมหาราชวัง ถือเปน็ สตรที า่ นสุดท้ายทไ่ี ด้รบั การสถาปนาเป็นเจ้าจอมในราชวงศ์จักรี
รชั สมยั รชั กาลท่ี 6 พระองค์ทรงให้เจา้ จอมสุวทั นาตามเสด็จไปในการทรงปฏิบัติพระราชกรณีย
กิจอย่เู นือง ๆ
รัชกาลที่ 6 ทรงมีพระราชธิดา ซ่ึงประสูติแต่พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ธิดา
เพียงพระองค์เดียว คือ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
ประสูติ ณ วันองั คารท่ี 24 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2468 หลังจากนันเพียง 2 วัน รัชกาลที่ 6 ก็ทรง
สวรรคต ในวันท่ี 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468
พระสุจรติ สุดา
วันที่ 27 ตุลาคม 2464 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอภิเษกสมรสกับ
นางสาวเปรื่อง สุจริตกุล พี่สาวของพระอินทราณี อดีตนางสนองพระโอษฐ์ในอดีตพระวร
กัญญาปทาน ไดร้ บั การแต่งตังมีราชทินนามเป็น พระสุจริตสุดา แต่ก็มิได้ตังครรภ์ตามพระราช
ประสงค์
พระยาอนิรทุ ธเทวา มหาดเลก็ “คนโปรด” ในรัชกาลที่ 6
พลตรี พระยาอนิรุทธเทวา หรือ หม่อมหลวงฟื้น พึ่งบุญ เกิดเม่ือวันท่ี 23 พฤษภาคม
พ.ศ. 2436 เป็นบุตรของ พระยาประสิทธ์ิศุภการ (หม่อมราชวงศ์ละม้าย พ่ึงบุญ) กับพระ
นมทัต พึ่งบุญ ณ อยุธยา พระนมในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 มี
พ่ีชายคือ เจ้าพระยารามราฆพ (หม่อมหลวงเฟ้ือ พ่ึงบุญ) ที่ต่างก็ได้ถวายงานสนองเบืองพระ
ยคุ ลบาทรชั กาลที่ 6 ตังแตค่ รังยังดารงพระอิสริยยศเป็นสยามมกุฎราชกุมาร พระยาอนิรุทธเท
วา ถวายตวั พร้อมกบั พชี่ ายเมอื่ พ.ศ. 2446 หลังรัชกาลที่ 6 เสด็จนิวัติจากทวีปยุโรปคืนสู่พระ
นคร จากนันใน พ.ศ. 2449 ทา่ นรบั ราชการครังแรกเป็นมหาดเล็กห้องพระบรรมทม เมื่อ พ.ศ.
2454
พระยาอนิรุทธเทวาเป็นมหาดเล็กที่ถวายงานรับใช้รัชกาลท่ี 6 อย่างใกล้ชิดเสมอมา
เช่นครังท่ีเสด็จบางปะอิน ถ้ารัชกาลท่ี 6 ทรงเรือกรรเชียง พระยาอนิรุทธเทวาจะน่ังเรือลา
เดียวกับพระองค์ ส่วนเจ้าพระยารามราฆพจะแล่นเรือยนต์โฉบไปมาเพ่ือตรวจความเรียบร้อย
ขณะท่ีมหาดเล็กคนอื่นจะตามเสด็จด้วยเรือกรรเชียงลาอ่ืน จึงแสดงให้เห็นถึงการเป็น “คน
โปรด” ไดอ้ ย่างชดั เจน
พระยาอนิรุทธเทวามีหน้าท่ที ี่ตอ้ งถวายงานรับใชอ้ ย่างใกลช้ ดิ เช่นมีหนา้ ท่ีตัดแต่งพระน
ขา (เล็บ) ปลงพระมัสสุ (โกนหนวด) ซึ่งไม่มีใครถวายงานนีได้ดีเท่าท่าน และต้องนอนอยู่
ใกลช้ ดิ ห้องพระบรรทมหรือพืนปลายพระแท่น (เตียง) เพ่ือถวายอารักขา เม่ือรัชกาลท่ี 6 ทรง
ต่ืนบรรทมจะรับสั่งว่า “ฟ้ืน พ่อต่ืนแล้ว” นอกจากนีท่านยังได้ร่วมโต๊ะเสวยกับรัชกาลท่ี 6 อีก
ด้วย การจะเปน็ คนโปรดนนั ไม่ใช่เรือ่ งงา่ ย พระยาอนิรุทธเทวาจาเปน็ ตอ้ งศึกษางานหลายด้าน
ที่ต้องเพียบพร้อมด้วยความสามารถอันจะถวายงานรับใช้รัชกาลท่ี 6 ให้เป็นไปตามพระราช
ประสงค์โดยมิให้ขาดตกบกพร่อง ท่านทราบเสมอว่ารัชกาลท่ี 6 โปรดส่ิงใด ไม่โปรดส่ิงใด
ถวายงานตลอดทงั กลางวันกลางคนื โดยมเิ หน็ดเหนอ่ื ย “ถวายพระราชปรนนิบตั ิยง่ิ เสยี กว่าพระ
มเหสี” จนทาให้เป็นทพี่ อพระราชหฤทยั และโปรดปรานมาก
กบฏ ร.ศ. 130
คณะกบฏ ร.ศ.130
ในปี พ.ศ. 2454 เกิดเหตุการณ์กบฏ ช่ือว่า กบฎ ร.ศ. 130 ประกอบด้วย ทหารบก
ทหารเรอื ขา้ ราชการ พลเรือน ได้รว่ มกันคิดท่ีจะทาการเพื่อท่ีจะเปลี่ยนแปลงการปกครองจาก
สมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตย ต้องการจะเปล่ียนระบอบการปกครองเป็น
สาธารณรัฐ คือ มีประธานาธิบดีเป็นประมุขหัวหน้ากบฏเป็นนายทหารผู้ใหญ่ คือ พันตรีหลวง
พิฆเนศวร์ประสิทธิรักษ์ ในขณะนันพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงซ้อมรบกับ
กองทหารเสอื ป่าท่ี จงั หวัดนครปฐม กบฏคณะนีเปน็ นายทหารชันผูน้ ้อยประมาณ 100 คน โดย
จะทาการใน วนั ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2455 ซึ่งเป็นวันถือนาพิพัฒน์สัตยา แต่ความลับรั่วไหลถึง
สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ จึงได้ดาเนินการจับกุมไว้ได้
และไดต้ งั ศาลพิเศษพจิ ารณาคดนี ี ผลของการตดั สนิ คดี คือ สง่ั ลงโทษประหารชีวิตนายทหารที่
เป็นหวั หน้ากอ่ การกบฏ 3 นาย จาคุกตลอดชีวติ 20 นาย จาคุก 20 ปี 32 นาย ส่วนที่เหลือให้
จาคุก 15 ปี และ 12 ปี ลดหลั่นกันไปเม่ือตัดสินพิจารณาคดีเสร็จสินลง จึงได้นาความตัดสิน
ขึนกราบบังคมทูลขอพระราชทานความเห็นชอบตามที่เสนอทูลเกล้าฯ ถวายไปในตอนแรก
เมือ่ พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงได้รับทราบ จงึ มพี ระราชปรารภ ความว่า“เรา
ไมไ่ ด้มีจิตพยาบาทคาดร้ายแก่พวกนี เห็นควรลดหย่อนผ่อนโทษโดยฐานกรุณา ซึ่งเป็นอานาจ
ของพระเจ้าแผ่นดินท่ีจะยกให้ได้”ด้วยพระราชดารัสดังนี ผู้ก่อการกบฏจึงได้รับการผ่อนโทษ
ทาให้ไมม่ ผี ู้ใดต้องโทษประหารชวี ติ และในที่สดุ ทุกคนก็พน้ โทษจาคกุ ออกมา
พระพุทธรปู ประจารัชกาล
พระพุทธรูปประจารัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สร้างราว พ.ศ.
2468-2475 หน้าตักกว้าง 7.5 เซนติเมตร สูงเฉพาะองค์พระ 12 เซ็นติเมตร สูงรวมฉัตร 39
เซนติเมตร สรา้ งด้วยทองคา ภายใตฉ้ ตั รปรทุ อง 3 ชนั
พระพุทธรปู ประจาพระชนมวาร
พระพุทธรูปประจาพระชนมวารพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็น
พระพุทธรูปปางนาคปรก 7 เศียร ประทับใต้ต้นจิก สร้างเม่ือปี พ.ศ. 2453 สร้างด้วย ทองคา
ลงยาประดับอัญมณี ความสูงถึงยอดต้นจิก 20.70 เซนติเมตร ประดิษฐาน ณ หอพระวิมาน
องคข์ วา พระทน่ี ง่ั จกั รีมหาปราสาท
พระราชลัญจกรประจารัชสมัย
พระราชลัญจกรประจาพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้แก่ พระ
วชริ ะ ซงึ่ มาจากพระบรมนามาภไิ ธยก่อนทรงราชย์ นัน่ คือ "มหาวชิราวุธ" ซ่ึงหมายถึง สายฟ้า
อันเป็นศาตราวุธของพระอนิ ทร์ พระราชลัญจกรพระวชิระนัน เป็นตรางา รูปรี กว้าง 5.5 ซ.ม.
ยาว 6.8 ซ.ม. มรี ปู วชิราวธุ เปล่งรัศมที ีย่ อด ประดิษฐานบนพานแว่นฟ้า 2 ชัน มีฉัตรบริวารตัง
ขนาบทงั 2 ขา้ ง
เคร่อื งราชอสิ รยิ ภรณ์ประจารัชสมยั
เคร่ืองขตั ตยิ ราชอสิ รยิ าภรณ์อันมีเกยี รตคิ ุณรุ่งเรืองยิง่ มหาจกั รบี รมราชวงศ์
เครอ่ื งราชอสิ รยิ าภรณอ์ ันเป็นโบราณมงคลนพรตั นราชวราภรณ์
เคร่ืองราชอิสริยาภรณจ์ ุลจอมเกล้า ชนั ที่ 1 ปฐมจุลจอมเกลา้ วเิ ศษ
เคร่ืองราชอสิ รยิ าภรณร์ ัตนวราภรณ์
เครอ่ื งราชอสิ รยิ าภรณอ์ ันมศี กั ด์ริ ามาธิบดี ชันท่ี 1 (เสนางคะบดี)
เคร่อื งราชอิสรยิ าภรณอ์ ันเป็นท่เี ชิดชยู ิ่งช้างเผือก ชันมหาปรมาภรณ์
เครื่องราชอิสรยิ าภรณอ์ ันมีเกียรติยศยิง่ มงกุฎไทย ชนั มหาวชริ มงกฎุ
เหรียญดษุ ฎมี าลา เข็มราชการแผ่นดิน (ร.ด.ม.(ผ))
ช้างเผอื ก เหรียญดุษฎมี าลา เข็มศิลปวทิ ยา (ร.ด.ม.(ศ))
เหรียญจักรมาลา (ร.จ.ม.)
เหรยี ญรตั นาภรณ์ รชั กาลที่ 4 ชันที่ 1
เหรยี ญรตั นาภรณ์ รัชกาลท่ี 5 ชันท่ี 1
(ม.ว.ม.) เหรยี ญรตั นาภรณ์ รัชกาลท่ี 6 ชันที่ 1
เหรยี ญราชรุจริ ชั กาลท่ี 6
พระราชกรณียกิจในด้านตา่ ง ๆ
ด้านการตา่ งประเทศ
ประเทศไทยเข้าร่วมสงครามโลกครังท่ี 1
ทหารอาสาของไทย ร่วมเดินสวนสนามสวนสนามฉลองชัยชนะ ในสงครามโลกครงั ที่ 1
ทป่ี ระตูชัย ณ นครปารีส
สงครามโลกครังท่ีหน่ึงเกิดขึนในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 เม่ือ พ.ศ. 2457 สยามตังตัวเป็น
กลาง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระบรมราชโองการประกาศสงคราม
กับประเทศฝ่ายเยอรมัน ในสงครามโลกครังท่ี 1 เม่ือวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 โดย
ประเทศไทยได้เข้าร่วมกับประเทศฝ่ายสัมพันธมิตร ซ่ึงประกอบด้วยประเทศอังกฤษ ฝร่ังเศส
และรัสเซียเป็นผู้นา พร้อมทังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ส่งทหารไทยอาสาสมัครไปช่วย
รบ 1,284 คน ทังนีรวมทังนายและพลทหาร สมทบกับนักเรียนไทยในนานาประเทศอีก
ประมาณ 400 คน รวมทหารอาสาสมคั รทงั หมดประมาณ 1,600 คน
ทหารอาสาออกเดินทางเม่ือ พ.ศ. 2461 ถึงประเทศฝร่ังเศสอยู่ใต้บัญชาการของนายพล
เปแตง ซึ่งขณะนันดารงตาแหน่งแม่ทัพใหญ่ฝ่ายสัมพันธมิตร ได้ไปปฏิบัติการในสมรภูมิ
ประเทศฝรง่ั เศสและเบลเยย่ี ม
สาเหตุท่พี ระองคส์ ่งทหารไปช่วยฝ่ายสัมพนั ธมติ ร
1. เยอรมนั ทาลายความเปน็ กลางของเบลเยี่ยม ซงึ่ เทา่ กับละเมิดกฎหมายระหวา่ ง
ประเทศ
2. เยอรมนั ดอ้ ยกว่าพันธมติ รทุกอยา่ ง
3. เพื่อจะได้เผยแพร่เกียรตคิ ณุ ของชาติไทย ใหน้ านาประเทศรู้จักชาตไิ ทย
4. เพ่อื ขจัดปัญหาสนธสิ ญั ญาตา่ งๆ ที่นานาชาตพิ ยายามผูกมัดไทย และในวนั ที่ 22
กรกฎาคม พ.ศ. 2460 จงึ ส่งทหารเขา้ สู่สงคราม
ประโยชน์ของไทยทไ่ี ด้รบั จากผลของสงคราม
1. ทาให้ทั่วโลกรจู้ กั ประเทศไทยมากขนึ และพรอ้ มกันนนั ชาตไิ ทยก็ไดร้ ับเกียรตยิ กย่อง
ใหเ้ ท่าเทียมกับอารยประเทศ
2. ความไม่เสมอภาคกับนานาประเทศ ทเี่ คยมีอยู่กบั ไทยก็ค่อยๆลดน้อยลง โดยความ
ช่วยเหลือของ ดร. ฟรานซิสบีแซร์ บุตรเขยของประธานาธิบดีวิลสัน ตอ่ มาโปรดเกลา้ ฯ
พระราชทานบรรดาศกั ด์ใิ หเ้ ปน็ พระยากลั ยาณไมตรี
3. ไทยได้ยกเลกิ สัญญาเกา่ ๆ ที่เคยทาไวก้ บั เยอรมนั ออสเตรีย ฮงั การี เชน่ เดยี วกบั สทิ ธิ
สภาพนอกอาณาเขตก็เป็นอันยกเลกิ ไปตงั แต่วนั ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2461
4. ไทยตงั พิกดั อัตราภาษีสินค้าขาเขา้ ได้โดยเสรนี อกจากบางอยา่ ง ซึง่ ไดท้ าไวก้ บั
อังกฤษ อติ าลี เปน็ สนธสิ ญั ญาพเิ ศษ
5. เมอ่ื หมดอายสุ ญั ญาแลว้ ไทยกไ็ ด้ความเสมอภาคเท่าเทียมกับนานาประเทศโดย
สมบรู ณ์
6. ประเทศไทยได้เขา้ เปน็ สมาชกิ สันนบิ าตชาติ
ด้านการคมนาคม
สะพานพระราม 6
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานพระราม 6 ข้ามแม่นาเจ้าพระยาเชื่อมทาง
รถไฟทังปวงในพระราชอาณาจกั รโดยโยงเขา้ มาสู่ศูนย์กลางทสี่ ถานหี วั ลาโพง
ทรงปรบั ปรงุ และขยายงานกิจการรถไฟ ใหร้ วมกรมรถไฟซึ่งเคยแยกเป็น 2 กรมเข้าเป็น
กรมเดยี วกัน เรียกวา่ กรมรถไฟหลวง เริม่ เปิดกิจการเดนิ รถไฟสายกรุงเทพฯ ถึงเชียงใหม่ ทรง
เปดิ เดนิ รถดว่ นระหวา่ งประเทศ สายใต้ติดตอ่ กับรถไฟมลายู (มาเลเซยี )
ทรงจัดตังกรมอากาศยาน ได้เริม่ การขนส่งไปรษณยี ภัณฑ์ทางอากาศระหว่างกรงุ เทพฯ
ไปยังนครราชสมี าเปน็ ครงั แรกเมื่อ พ.ศ. 2463
ดา้ นการศกึ ษา
โรงเรยี นวชริ าวุธวทิ ยาลัย
ในด้านการศึกษาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงริเร่ิมสร้างโรงเรียนขึน
แทนวัดประจารัชกาล ได้แก่ โรงเรียนมหาดเล็กหลวง ซ่ึงในปัจจุบันคือโรงเรียนวชิราวุธ
วิทยาลัย ทังยังทรงสนับสนุนกิจการของโรงเรียนราชวิทยาลัยซึ่งพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ ัวโปรดเกล้าฯ ใหส้ ถาปนาขนึ ในปี พ.ศ. 2440 (ปจั จบุ ันคอื โรงเรียน ภ.ป.ร.
ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์) ทรงจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ ยกฐานะ โรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ขึนเป็น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี
พ.ศ. 2459 นบั เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย
โรงเรียนเพาะช่าง
โรงเรียนเพาะช่าง
โปรดเกล้าใหจ้ ัดตงั สถาบันการศึกษาหนง่ึ และพระราชทานนามวา่ โรงเรียนเพาะช่าง
ในวนั ท่ี 7 มกราคม 2456 พระองค์เสด็จพระราชดาเนนิ ทรงเปดิ โรงเรียนเพาะชา่ งดว้ ยพระองค์
เองดว้ ยจุดเริม่ ตน้ นีทาให้ประเทศไทยยังมชี า่ งฝีมอื ทางศิลปกรรมไทยไว้สบื ทอดและสร้างสรรค์
สิ่งดงี ามจนถงึ ปจั จุบนั
พ.ศ.2464 ทรงตราพระราชบัญญตั ปิ ระถมศึกษา ให้บิดามารดาส่งบุตรเขา้ โรงเรียน
โดยไม่เสยี ค่าเล่าเรยี น
โรงเรยี นปรินสร์ อยแยลสว์ ทิ ยาลยั
การเปดิ โรงเรยี นในเมืองเหนือ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเม่ือครังยังทรงดารงพระอิสริยยศสยาม
มกฎุ ราชกมุ ารไดเ้ สด็จพระราชทานนามโรงเรยี นปรนิ ส์รอยแยลส์วิทยาลัย เม่ือวันท่ี 2 มกราคม
พ.ศ. 2449 ซ่ึงไม่เปน็ เพยี งแต่การนารูปแบบการศึกษาตะวันตกมายังหัวเมืองเหนือเท่านัน แต่
ยังแฝงนัยการเมืองระหว่างประเทศเอาไว้ด้วย เห็นได้จากการเสด็จประพาสมณฑลพายัพทัง
สองครังระหว่าง พ.ศ. 2448-2450 พระองค์ได้ทรงสนพระทัยในกิจการโรงเรียนท่ีจัดตังขึนมา
ใหม่ทังสิน โดยพระองค์ทรงบันทึกไว้ในพระราชนิพนธ์ "เที่ยวเมืองพระร่วง" และ "ลิลิต
พายัพ" ทงั นี เป้าหมายของการจัดการศึกษายังแฝงประโยชน์ทางการเมืองท่ีจะให้ชาวท้องถ่ิน
กลมเกลียวกับไทยอีกด้วย
ด้านศลิ ปวฒั นธรรมไทย
ทรงตังกรมมหรสพ เพอื่ ฟืน้ ฟศู ิลปวัฒนธรรมไทย และยงั ไดท้ รงสร้างโรงละครหลวงไว้
ในพระราชวงั ทุกแหง่ เพ่ือส่งเสริมการแสดงละครในหมู่ขา้ ราชบรพิ ารนอกจากนี ยงั ทรงสน
พระราชหฤทยั ด้านจติ รกรรมและทรงนาสถาปตั ยกรรมไทยผสมผสานแบบตะวันตกนามาซึ่ง
ความโดดเดน่ งดงาม อาทิ ตาหนักในพระราชวังสนามจนั ทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ให้
ออกแบบอาคารสมยั ใหมเ่ ปน็ แบบทรงไทย เชน่ ตกึ อกั ษรศาสตร์ ซึ่งเป็นอาคารเรียนหลังแรก
ของจุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั และอาคารโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย
ด้านการปกครอง
ทรงปลกู ฝังประชาธปิ ไตยใหก้ ับประชาชน ทรงสร้างดุสิตธานีเป็นที่ทดลองการปกครอง
แผนใหม่จาลองการปกครองตามวิถีทางประชาธิปไตย และทรงพยายามปลุกฝังให้ประชาชน
รคู้ ณุ ค่าของเสรภี าพและการใชเ้ สรีภาพอย่างมีขอบเขต
พ.ศ. 2468 พระราชบัญญัติการเกณฑ์ทหารเขา้ ประจาการ
พ.ศ. 2460 ให้เลิกโรงหวย ก.ข. โรงบ่อนการพนันต่างๆ ธงชาติให้เลิกเครื่องหมายเดิม
เปลี่ยนเป็นธงไตรรงค์โปรดให้หนังสือพิมพ์เอกชนออกแสดงความคิดเห็นได้ การเปล่ียนแปลง
การใช้ วัน เดือน ปี เช่น วันขึนปีใหม่ ให้นับเอา 1 เมษายน พ.ศ. 2432 เป็นวันขึนปีใหม่และ
ให้เลิกใช้จุลศักราชรัตนโกสินทรศก ให้ใช้พุทธศักราชแทนทรงจัดตังกองเสือป่าขึนเม่ือ พ.ศ.
2453
ดา้ นการศาสนา
พระองค์ทรงได้ทานุบารุงทางวัด แล้วยังให้พระภิกษุได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวาง
พระองคท์ รงสงั่ สอนขา้ ราชการในเรอื่ งศาสนาด้วยพระองค์เอง และพระราชนิพนธ์หนังสือเรื่อง
พระพทุ ธเจ้าตรัสรอู้ ะไร
ด้านกจิ การเสือป่าและลูกเสือ
พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยหู่ วั รัชกาลท่ี 6
ประทับฉายพระบรมฉายาลักษณพ์ รอ้ มด้วยเหลา่ เสือปา่ ทส่ี โมสรเสือป่า พระราชวังดุสติ
พระบาทสมเด็จพระมงกฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครังที่ยังดารงตาแหน่งมกุฎราชกุมารทรงมี
พระราชประสงค์จะจัดตัง “กองเสือป่า” หลังจากเสด็จกลับจากมณฑลพายัพใน พ.ศ. 2448
หากทรงระงับไวแ้ ละทรงรบั สงั่ ให้มหาดเลก็ และข้าราชบรพิ ารในพระองค์ฝึกทหารและเล่นซ้อม
รบ เช่น การเล่นโปลิศจับขโมย หรือการเล่นปราบเจ๊กก่อการอังยี่ หลังจากกระยาหารค่าใน
พระราชอุทยานของพระราชวังสราญรมย์ ซ่ึงผู้ท่ีไม่ทราบวัตถุประสงค์ท่ีแท้จริงก็มองว่าเป็น
การละเล่นเพือ่ สรา้ งพระราชสาราญให้แก่พระองคเ์ ป็นสาคัญ
เมอ่ื เสดจ็ ขนึ ครองราชยส์ มบัตใิ น พ.ศ. 2453 พระราชดาริทีจ่ ะจัดตงั กองเสือป่าได้เกิดขึน
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชาธิบายเร่ืองเสือป่าว่า มีลักษณะ
คล้ายทหารรักษาดินแดนของอังกฤษ (Territory Army) มีหน้าที่สนับสนุนการทางานของ
ทหารโดยเฉพาะในยามศึกสงคราม ซึ่งจาเป็นต้องมีอาสาสมัครคอยป้องกันประเทศในขณะที่
ทหารออกไปรบ แต่ต่างกันท่ีรูปแบบการปกครองด้วยกองทหารรักษาดินแดนของอังกฤษขึน
ตรงกับกระทรวงกลาโหม แต่กองเสือป่าขึนตรงต่อพระองค์เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2454 กอง
เสือป่าได้ถือกาเนิดขึนอย่างเป็นทางการ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็น
สมาชิกเสือป่าหมายเลข 1 และทรงดารงตาแหน่งนายกองใหญ่ และสมาชิกเม่ือเริ่มก่อตังอีก
16 คน ซึ่งทังหมดเป็นข้าราชบริพารท่ีใกล้ชิดพระองค์ กองเสือป่ายังได้เปิดรับสมัครสมาชิก
เพ่มิ เติม จนมสี มาชกิ เสือปา่ ทังสิน 141 คน ตอ่ มาในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 มีพระราช
พิธีถือนาพิพัฒน์สัตยาของสมาชิกเสือป่าขึนเป็นครังแรก ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ใน
ลักษณะท่ีคล้ายคลึงกับการถือนาพิพัฒน์สัตยาของทหาร ท่ีมีการอ่านโองการแช่งนา และให้
สมาชิกกล่าวคาปฏิญาณ ว่าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะเชื่อฟังคาสั่งของ
ผูบ้ ังคับบญั ชาอยา่ งเครง่ ครดั
วันท่ี 17 มิถุนายน จัดพระราชพิธีถือนาพิพัฒน์สัตยาครังที่ 2 (กระทาเหมือนในครัง
แรก) โดยมีสมาชิกเสือป่าเพิ่มขึนมาเป็น 2 กองร้อย ซ่ึงก่อนที่จะเริ่มพิธี พระบาทสมเด็จพระ
มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้เสือป่าที่มียศนายหมู่ขึนไปร่วมถ่ายรูปกับพระองค์ พร้อม
กนั นียงั เสดจ็ ฯ ไปทอดพระเนตรการถา่ ยรูปหมขู่ องบรรดาสมาชิกเสือป่าบริเวณสนามหญ้าข้าง
หอวชิรญาณ
พระราชพิธีถือนาพิพัฒน์สัตยาทัง 2 ครัง สะท้อนให้เห็นว่าทรงให้ความสาคัญแก่กอง
เสือป่าเป็นอย่างมากเม่ือ “เสือป่า” เป็นพระราชนิยมของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า
เจ้าอยู่หัว ข้าราชการกระทรวงต่าง ๆ จึงสมัครเข้าเป็นสมาชิกเป็นจานวนมาก ข้าราชการพล
เรอื นทไ่ี ม่เขา้ รว่ มก็จะถูกมองว่าแปลกแยกออกจากผอู้ ่ืน นอกจากนยี ังมอี กี ปจั จยั หนึ่งท่ีน่าจะทา
ให้มีผสู้ มัครเขา้ เปน็ เสือปา่ เปน็ จานวนมาก คอื ไดร้ บั การยกเว้นไม่ต้องเกณฑท์ หาร น อ ก จ า ก
ฝกึ ทหารแลว้ พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอย่หู ัวทรงมีพระบรมราชโองการให้เสือป่าเข้า
รับการอบรมโดยทรงเป็นผู้สอนด้วยพระองค์เอง ณ สโมสรเสือป่าทุกบ่ายวันเสาร์ และทรง
กาหนดให้เสือป่าตอ้ งทาการซอ้ มรบรวมถงึ เดนิ ทางไกลเปน็ ประจาทุกปี
ดา้ นกจิ การลูกเสือ
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา้ เจ้าอยู่หัว เมอื่ พระชนมายไุ ด้ 13 พรรษา ได้เสด็จไปทรง
ศกึ ษา ณ ประเทศองั กฤษ ทวีปยโุ รป ระหวา่ งท่ีทรงศึกษาอยู่นัน ได้ทรงทราบเรื่องการสู้รบเพ่ือ
รักษาเมืองมาฟิคิง (Mafeking) ของ ลอร์ดเบเดน โพเอลล์ (Lord Baden Powell) ซึ่งได้ตัง
กองทหารเด็กเป็นหน่วยสอดแนมช่วยรบในการรบกับพวกบัวร์ (Boar) จนประสบผลสาเร็จ
และได้ตังกองลกู เสือขนึ เป็นครังแรกของโลก ทปี่ ระเทศองั กฤษ
เมื่อ พ.ศ. 2450 เมื่อพระองค์เสด็จนิวัติสู่ประเทศไทย ก็ได้ทรงจัดตังกองเสือป่า (Wild
Tiger Corps) ขึน เมือ่ วันท่ี 6 พฤษภาคม 2454 มีจดุ มงุ่ หมายเพือ่ ฝกึ หัดให้ข้าราชการและพล
เรือนได้เรียนรู้วิชาทหาร เพ่ือเป็นคุณประโยชน์ต่อบ้านเมือง รู้จักระเบียบวินัย มีความ
จงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ต่อจากนันอีก 2 เดือน ก็ได้
พระราชทานกาเนิดลูกเสือไทยขึนเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2454 ด้วยทรงมีพระราชปรารภว่า
เม่ือฝึกผู้ใหญ่เป็นเสือป่า เพื่อเตรียมพร้อมในการช่วยเหลือชาติบ้านเมืองแล้ว เห็นควรท่ีจะมี
การฝึกเด็กชายปฐมวัยให้มีความรู้ทางเสือป่าด้วย เมื่อเติบโตขึนจะได้รู้จักหน้าท่ีและประพฤติ
ตนให้เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้าน เมือง จากนัน ทรงตังกองลูกเสือกองแรกขึนท่ีโรงเรียน
มหาดเล็กหลวง (โรงเรียนวชิราวุธ ในปัจจุบัน) และจัดตังกองลูกเสือตามโรงเรียน ต่าง ๆ ให้
กาหนดข้อบังคับลักษณะปกครองลูกเสือขึน รวมทังพระราชทาน คาขวัญให้ลูกเสือว่า “เสีย
ชีพ อย่าเสียสัตย์ ” ผู้ที่ได้รับยกย่องว่าเป็นลูกเสือไทยคนแรก คือ นายชัพท์ บุนนาค ซึ่งต่อมา
ได้รับพระราชทานบรรดาศกั ดเ์ิ ปน็ “นายลิขิตสารสนอง”
ปี พ.ศ. 2463 ได้จัดส่งผแู้ ทนคณะลกู เสือไทย จานวน 4 คน ไปร่วมงานชุมนมุ ลกู เสอื
โลก ครังท่ี 1 (1st World Scout Jamboree) ซงึ่ จดั เป็นครังแรกของโลก ณ อาคาร
โอลมิ เปีย กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
ปี พ.ศ. 2465 คณะลกู เสือไทย ไดส้ มคั รเขา้ เป็นสมาชกิ ของสมชั ชาลกู เสอื โลก ซงึ่
ขณะนนั มีสมาชกิ รวมทงั สนิ 31 ประเทศ ประเทศทัง 31 ประเทศนี นบั เปน็ สมาชกิ ร่นุ แรก หรือ
สมาชิกผูก้ อ่ การจดั ตงั (Foundation Members) สมชั ชาลูกเสอื โลกขึนมา
ปี พ.ศ. 2467 ไดจ้ ดั ส่งผแู้ ทนคณะลูกเสือไทย 10 คน ไปร่วมงานชมุ นมุ ลกู เสอื โลก
ครังท่ี 2 ณ ประเทศเดนมาร์ก
ด้านจิตรกรรม
ทรงส่งเสริมการวาดภาพฝาผนัง เช่น ทรงให้ทดลองเขียนภาพเทพชุมนุมในห้องพระ
เจ้า ณ พระท่นี งั่ พิมานในพระราชวังสนามจันทน์ กอ่ นทจ่ี ะนาไปวาดท่ีฝาผนังพระวิหารทิศ วัด
พระปฐมเจดีย์ ทังยังทรงพกรุณาให้หาผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศด้านจิตรกรรมและ
ประตมิ ากรรม คือ PROF.C.FEROCI หรือท่านศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรีเข้าเฝ้า เพื่อส่งเสริม
ใหศ้ ิลปินไทยได้เรียนรู้ศิลปะสากลขึน อันส่งผลต่อการพัฒนาแนวคิดสร้างสรรค์ทางด้านศิลปะ
ไทยส่วนพระองค์สนพระทัยในการวาดภาพล้อ ทรงวาดภาพล้อไว้หลายชุด แล้วส่งไปพิมพ์ใน
หนังสือดุสิตสมิต ภาพล้อเหล่านีถ้าเป็นภาพล้อผู้ใด ผู้นันก็จะซือในราคาสูง เงินค่าภาพล้อจะ
พระราชทานไปใชใ้ นกจิ การกุศลทงั สิน
ด้านวรรณกรรมและหนังสอื พิมพ์
ทรงส่งเสริมใหม้ กี ารแตง่ หนังสอื โดยทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติ
วรรณคดีสโมสร สาหรับในด้านงานหนังสือพิมพ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรา
พระราชบัญญัติสมุด เอกสาร พ.ศ.2465 ขึน พระองค์ทรงมีอัจฉริยะทางด้านการประพันธ์สูง
ยิ่งสามารถทรงงานเขียนได้หลากหลายรูปแบบ ซ่ึงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระ
มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่นามาใช้เป็นแบบเรียนมีมงคลสูตร พระนลคาหลวง ธรรมาธรรมะ
สงคราม มทั ธนะพาธา สาวติ รี ตามใจทา่ น และทรงมีนามปากกา ในการ พระราชนิพนธ์ถึง
37 นามปากกา อาทิ ศรีอยุธยา พระขรรค์เพชร อัศวพาหุ ฯลฯ งานชินแรกที่ทาให้พระองค์
ทรงมีชื่อเสียงคือได้ทรงพระราชนิพนธ์ประวัติศาสตร์ชินหน่ึงเป็นภาษาอังกฤษ ช่ือ THE
POLISH SUCCESSIONออกจาหน่ายอย่งกว้างขวางและทรงริเริ่มออกนิตยสารภาษาไทย
สาหรบั คนไทยในองั กฤษช่อื “สามคั คสี าร” เป็นทแ่ี พรห่ ลายในหมคู่ นไทยเปน็ อย่างมาก เสด็จฯ
นิวัติกลับประเทศไทยเมือ่ ปี พ.ศ.2445 รวมเวลาท่ปี ระทบั อยู่ในประเทศอังกฤษถงึ 9 ปี
ระหว่างท่ยี งั ทรงพระยศเป็นพระบรมโอรสาธิราชประทบั ที่วงั สราญรมยไ์ ด้ทรงริเริ่มออกหนังสือ
รายเดอื น ชือ่ “ทวปี ญั ญา” ขึนเมื่อ พ.ศ.2447 ทรงมีพระราชนิพนธ์บทความและเร่ืองราวต่าง
ๆ ลงพิมพโ์ ดยทรงใช้พระนามาภิไธยบ้าง พระนามแฝงบา้ ง เช่น นายแก้วนายขวัญ พันแหลม
ฯลฯ ในระหว่างท่ีทรงครองราชย์ได้ทรงปรับปรุงการใช้ภาษาไทยเป็นการใหญ่ทรงเป็นผู้นาใน
การใช้ภาษาไทย เม่ือมีผู้ใช้ผิด ๆ ก็จะทรงทักท้วงทังกับผู้ใช้โดยตรงหรือโดยทางอ้อม ทรงมี
พระราชนิพนธ์วรรณกรรมต่าง ๆ ไว้มากกว่า 200 เรื่อง ทังร้อยแก้ว บทกวี คาประพันธ์
ประเภท โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ลลิ ิต และบทละคร ทรง พระราชนพิ นธเ์ ร่ือง พญาราชวังสัน
พระรว่ ง เรือ่ ง ทา้ วแสนปม เร่ือง เวนสิ วาณชิ ซึ่งทรงแปลจากเรื่องของนักเขียนช่ือดังของโลก
ชาวอังกฤษ ชอ่ื วิลเลียม เช็กสเปยี ร์ และพระราชนิพนธ์ออกมาเปน็ กลอนอยา่ งไพเราะอย่างย่ิง
ชนิดคาต่อคาก็ว่าได้รวมทังเร่ือง มัทนะพาธา หรือตานานดอกกุหลาบซึ่งพระราชทานนิพนธ์
เป็นกาพย์และฉันท์ เรื่อง ศกุณตลา วิวาห์พระสมุทร หนามยอกเอาหนามบ่ง หัวใจนักรบ
และอ่ืน ๆ รวมทังละคร นาฏศิลป์ และโขนเป็นตอน ๆ ชนิดท่ีไม่มีรัตนกวีใดเคยกระทาได้มา
ก่อนเนื่องจากก่อนหน้านันเป็นยุคที่ความรุ่งเรื่องในด้านต่าง ๆ จากต่างชาติแพร่เข้ามาใน
ประเทศเป็นอย่างมาก จึงมีคาแปลก ๆ ท่ีใช้กันทับศัพท์ภาษาฝร่ัง เช่น คาว่า รถมอเตอร์คาร์
โปสต์ออฟฟิศ โปลิสสเตช่ัน โรงการ์ด นิคเนม สเคตตารี่ ฯลฯ พระองค์ได้ทรงใช้ภาษาไทย
โดยอาศัยความรู้ด้านบาลีและสันสกฤตที่ทรงศึกษามาประกอบเป็น “รถยนต์” “ที่ทาการ
ไปรษณยี ์” “สถานตี ารวจ” “กองรกั ษาการณ์” “นามแฝง” และ “เลขานกุ าร” ทาใหผ้ ู้อ่นื ใช้
ตามในภายหลัง
พระองค์ได้ทรงใช้คาใหม่ท่ีไม่เคยมีมาก่อน เช่น อหิวาตกโรค ไข้ทรพิษ กาฬโรค
สหกรณ์ หอพระสมุด มหรสพ เคร่ืองบิน อินทรธนู อนุบาล กระทรวงนครบาล (แทนคาว่า
กระทรวงเมือง) กรมชลประทาน (แทนคาว่ากรมทดนา) ทรงให้ใช้พุทธศักราช แทน
“รัตนโกสินทร์ศก” และใช้ นาง กับ นางสาว แทนคาว่า “อาแดง”
ความรอบรูใ้ นภาษาบาลี และพระอัจฉริยะในการพระราชนิพนธ์คาฉันท์ที่เห็นได้ชัดเจน
คือคาสวดมนต์บทนมัสการคุณานุคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพระราชทานช่ือบท
คาฉันทน์ วี า่ “มนตน์ กั รบสยาม” สาหรับกองทหารเสือปา่ และลกู เสอื สวดมนต์ในเวลาค่า ได้แก่
บทถวายพรพระหรือพาหุง 8 บท ซ่ึงได้ทรงถอดคาฉันท์ภาษามคธมาเป็นคาฉันท์ภาษาไทย
อย่างสมบรู ณแ์ ละไพเราะใชม้ าจนทกุ วนั นี
บทพระราชนพิ นธ์ทีน่ บั วา่ แปลกและดีเดน่ มากอีกเร่ืองหนึ่งคอื เร่ือง “พระนลคาหลวง”
เพราะทรงรวมเอาคาประพันธ์ไว้ในท่ีเดียวกันอย่างครบถ้วน ทังโคลง ฉันท์ กาพย์ และกลอน
อยา่ งทไี่ ม่เคยมกี วีผูใ้ ดประพนั ธม์ าก่อน
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจา้ อยู่หวั ทรงพระราชนพิ นธไ์ วห้ ลายด้าน อาทิ
ประเภทวรรณคดี - พระนลคาหลวง นารายณส์ ิบปาง ศกนุ ตลา มัทนะพาธา ฯลฯ
ประเภทบทละคร - หวั ใจนกั รบ พระรว่ ง โรมโิ อและจูเลียต ตามใจทา่ น เวนิชวาณชิ ฯลฯ
ประเภทธรรมะ - เทศนาเสือป่า พระพุทธเจา้ ตรัสรู้อะไร พระบรมราโชวาทในงานวิสาขบูชาฯลฯ
ประเภทประวัติศาสตร์โบราณคดี – เทยี่ วเมอื งพระร่วง สนั นษิ ฐานเร่ืองพระร่วง เทยี่ วเมืองอยี ปิ ต์
สันนษิ ฐานเรอ่ื งทา้ วแสนปม ฯลฯ
ประเภททหาร - การสงครามปอ้ มคา่ ยประชดิ พนั แหลม ความเจรญิ แหง่ ปืน ฯลฯ
ประเภทปลุกชาติ - เมอื งไทยจงต่นื เถิด ยิวแหง่ บรู พาทศิ ปลุกใจเสือปา่ โคลนติดล้อ ลัทธเิ อาอย่าง
ประเภทนทิ าน - นิทานทองอนิ นิทานทหารเรอื นิทานชวนขนั ฯลฯประเภทกฎหมาย - กฎหมาย
ทะเล หัวขอ้ กฎหมายนานาประเทศแผนกคดีเมอื ง
ประเภทการเมอื ง - ความกระจัดกระจายแห่งเมอื งจนี การจราจลในรัสเซยี ปกณิ กคดีของอศั วพาหุ
ประเภทสุขวิทยา – กันปว่ ย
ด้านการแพทย์และสาธารณสขุ
วชิรพยาบาล
ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ให้ตงั วชริ พยาบาล เม่ือ พ.ศ. 2455โรงพยาบาล
จุฬาลงกรณ์ โดยใช้ทุนส่วนพระองค์เมอ่ื พ.ศ. 2457เพื่อรกั ษาพยาบาลประชาชนทเี่ จบ็ ไข้ได้
ปว่ ย
ทรงเปดิ สถานเสาวภา เมอ่ื วนั ที่7 ธันวาคม พ.ศ. 2465 เพือ่ ผลติ วคั ซีนและเซรมุ่ เปน็
ประโยชนท์ งั แกป่ ระชาชนชาวไทยและประเทศใกล้เคียงอกี ด้วย
ทรงเปิดการประปากรงุ เทพฯ เมอ่ื วันท่ี 14 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2457
ดา้ นการรเิ ริ่มเปล่ยี นแปลงแกไ้ ขให้เหมาะกับยคุ สมัย
ในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้โปรดให้เปล่ียนแปลงแก้ไขขนบประเพณีของบ้านเมืองให้
เหมาะสมสอดคลอ้ งกบั หลักสากล ทรงรเิ รม่ิ เพ่ือความเจรญิ กา้ วหนา้ ทนั ยคุ สมยั ดังนี
- ตราพระราชบัญญัตินามสกุล ทรงเห็นว่าชาติที่เจริญแล้วย่อมมีชื่อสกุลเป็นหลักฐาน
หลักฐานเคร่ืองช่วยกาหนดบุคคลแต่ละคน การเรียกชื่อเพียงอย่างเดียวอาจสับสนวุ่นวายได้
ทรงตราพระราชบัญญัตินามสกุลขึนเม่ือวันท่ี 22 มีนาคม พ.ศ. 2445 ทรงประกาศใช้วันที่ 1
กรกฎาคม พ.ศ. 2456 เมษายน พ.ศ. 2456 ตามทางสุริยคติ เป็นวันขึนปีใหม่และเปล่ียน
ศักราชราชการ พ.ศ. ใหม่ พร้อมกบั ให้ใช้คา “ไชโย” แทนคา”โฮ่หวิ ”
- ทรงให้กาเนิดธงชาติ และพระราชทานนามว่าธงไตรรงค์ หรือธงสามสี คือ สีแดง สี
ขาว และสนี าเงิน ทรงตราเปน็ พระราชบญั ญตั ิธงพุทธศกั ราช 2460
- กาหนดคานาหน้าสตรีและเด็ก ตามพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. 2460 ให้สตรีโสดใช้คา
นาหนา้ ตนว่า “นางสาว” เม่ือมสี ามีแล้วให้ใชค้ าว่า “นาง” สว่ นคาวา่ “เดก็ ชาย” “เด็กหญิง”
โปรดใหก้ าหนดไว้ในกฤษฎกี าปี พ.ศ.2464
- เปลี่ยนแปลงการนับเวลา ทรงเห็นว่า การนับเวลาแบบทุ่มโมงไม่สะดวกแก่วงการ
ธุรกิจ จึงโปรดให้เปลี่ยนตามสากล ให้ถือเวลาเที่ยงคืนเป็นวนใหม่ และระยะเวลาทุ่มโมงให้
เปลี่ยนเปน็ นาฬิกา
- ตรากฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ มีการห้ามราชนารีเสด็จขึน
ครองราชย์
ดา้ นเศรษฐกจิ
คลังออมสนิ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 6 ทรงเห็นคุณประโยชน์ของการ
ออมทรัพย์ เพื่อให้ประชาชนรู้จักการประหยัด การเก็บออม มีสถานท่ีเก็บรักษาทรัพย์สินเงิน
ทองของประชาชนใหป้ ลอดภยั จากโจรผู้รา้ ย จึงทรง รเิ ร่ิมจัดตงั คลังออมสินทดลองขึน โดยทรง
พระราชทานนามแบงค์ว่า “ลีฟอเทีย” ในปี พ.ศ. 2450 เพ่ือทรงใช้ศึกษาและสารวจนิสัยคน
ไทยในการออมเบืองต้น พระองค์ทรงเข้าใจในราษฎรของพระองค์และทรงทราบดีว่าควรใช้
กุศโลบายใดอันจะจูงใจคนไทยให้มองเห็นความสาคัญของการออมเพื่อให้คลังออมสินได้เป็น
ประโยชน์เกือกูลเผ่ือแผ่ไปถึงราษฎรโดยทั่วกัน พระองค์จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
ดาเนินการจัดตัง “คลังออมสิน” ขึนในสังกัด กรมพระคลังมหาสมบัติ กระทรวงพระคลังมหา
สมบัติ และพระราชทานพระบรมราชานุญาตประกาศใช้ “พระราชบัญญัติคลังออมสิน พ.ศ.
2456” ประกาศใช้ในวนั ท่ี 1 เมษายน พ.ศ. 2456 จัดตังธนาคารออมสินขึน เพ่ือให้ประชาชน
รูจ้ กั ออมทรพั ย์ และเช่อื มั่นในสถาบันการเงิน เนื่องจากมีธนาคารพาณิชย์เอกชนท่ีฉ้อโกง และ
ต้องล้มละลายปิดกิจการ ทาให้ผู้ฝากเงินได้รับความเสียหายอยู่เสมอ ใช้พระราชทรัพย์ส่วน
พระองค์ซือหุ้นของ ธนาคารสยามกัมมาจล ทุนจากัด(ปัจจุบันคือ ธนาคารไทยพาณิชย์) ซึ่งมี
ปญั หาการเงิน ทาใหธ้ นาคารของคนไทยแห่งนีดารงอยมู่ าได้ ทรงริเร่ิมตัง บริษัทปูนซีเมนต์ไทย
จากัดซึ่งไดเ้ ป็นกจิ การอตุ สาหกรรมสาคัญของไทยต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน ทรงจัดตังสภาเผยแผ่
พาณิชย์ ซึ่งเปน็ หน่วยงานคล้ายกับสภาพัฒนาการเศรษฐกจิ ในปัจจบุ นั
เหตุการณส์ าคญั ในรชั กาลที่ 6
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
พ.ศ. 2423วันท่ี 1 มกราคม พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยู่หัวประสตู ิ มพี ระนามเดิมว่า
เจา้ ฟ้ามหาวชิราวุธ
พ.ศ. 2431 เจา้ ฟ้ามหาวชิราวุธไดร้ บั การสถาปนาเปน็ กรมขุนเทพทวาราวดี
พ.ศ. 2436 เสดจ็ ฯไปทรงศึกษาด้านนิติศาสตร์ อกั ษรศาสตร์ และประวัติศาสตร์ ท่ี
มหาวทิ ยาลยั ออ๊ กฟอร์ด และวิชาการทหาร ที่โรงเรียนนายรอ้ ยแซนเฮริ ส์ ต์ ประเทศองั กฤษ
เม่อื วนั ท่ี 20 สิงหาคม พ.ศ. 2436 ขณะนนั พระชนมายไุ ด้ 12 พรรษา เปน็ ระยะเวลา 9 ปี และ
ได้เสด็จกลับจากองั กฤษผา่ นสหรัฐอเมริกาและญีป่ นุ่
พ.ศ. 2437 สมเดจ็ พระบรมโอรสาธริ าช เจา้ ฟ้ามหาวชิรุณหศิ สยามมกุฎราชกุมาร รัชทายาท
เสดจ็ สวรรคต พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอย่หู ัวจึงโปรดเกล้าฯ สถาปนากรมขนุ เทพ
ทวาราวดเี ป็น สมเดจ็ พระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชริ าวธุ สยามมกฎุ ราชกุมาร สืบแทน
พ.ศ. 2447 เสด็จเยอื นนครเชียงใหม่ โดยขนึ รถไฟไปลงท่ปี ากนาโพแลว้ ตอ่ เรือลอ่ งแกง่ ผา่ น
เมืองตากขนึ ไปถงึ เชยี งใหม่ ในการเสดจ็ ฯ เยือนเชียงใหม่นไี ดม้ ีการสถาปนาโรงเรยี นปรินส์รอย
แยลสว์ ิทยาลยั และ โรงเรียนยพุ ราชวทิ ยาลยั เม่อื วนั ท่ี 2 มกราคม พ.ศ. 2447
พระราชวังสนามจันทร์
พ.ศ. 2450 ทรงโปรดเกลา้ ฯ ใหส้ รา้ งพระราชวงั สนามจนั ทร์ท่ีนครปฐม
พ.ศ. 2452 เสดจ็ ฯ เยอื นเมอื งสวรรคโลก เสด็จฯเยือนหัวเมืองปักษใ์ ต้
- พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจา้ อย่หู ัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวงั พญาไท
พ.ศ. 2453พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต บรรดาเชือพระวงศ์และ
ข้าราชการชันสูงพร้อมใจกันอัญเชิญ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยาม
มกุฎราชกุมาร ขึนครองราชย์เป็นรัชกาลท่ี 6 แห่งราชวงศ์จักรี พระนามว่า พระบาทสมเด็จพระ
มงกุฎเกลา้ เจ้าอยหู่ วั ปรบั ปรงุ ระเบยี บการป้องกันพระราชอาณาจกั ร
- เม่ือ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2453 กล่าวคือยุบเลิกกรมยุทธนาธิการ ให้ไปรวมกับ
ก ร ะ ท ร ว ง ก ล า โ ห ม ย ก ก ร ม ท ห า ร เ รื อ เ ป็ น ก ร ะ ท ร ว ง ท ห า ร เ รื อ
- ตังยศจอมพล โดยพระราชทานให้ สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษี
ส ว่ า ง ว ง ศ์ ก ร ม พ ร ะ ย า ภ า ณุ พั น ธุ ว ง ศ์ ว ร เ ด ช ( ส ม เ ด็ จ วั ง บู ร พ า ) เ ป็ น อ ง ค์ ป ฐ ม
- ให้ใช้คาว่า จอมทัพ แทนคาว่า จอมพล ซ่ึงได้ใช้แทนยศท่ีเหนือกว่าพลเอก
- ตังสภาป้องกันพระราชอาณาจักร (ต้นรากแห่งสานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ)
- ตังโรงเรียนมหาดเล็กหลวง (วชิราวุธวิทยาลัย) เมื่อ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2453
ยกฐานะโรงเรียนมหาดเล็ก เป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจา้ อย่หู วั ซึ่งต่อมาคอื จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั เม่ือ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2453
- เกิดภาวะวิกฤติทางการเงินที่ธนาคารสยามกัมมาจลทุนจากัด จนต้องปลดผู้จัดการ
ธนาคารสยามกัลมาจล ที่เป็นคนไทยออกไป ฐานก่อความวุ่นวายทางการเงินของธนาคารโดย
การปล่อยกู้ไม่รู้ประมาณ แล้วยึดสวนสาธารณะซึ่งเป็นที่ของ ผู้จัดการธนาคารสยามกัลมาจล
เพ่ือชาระหนี ก่อนให้ นาย ปี. ชวาซ์ ผู้จัดการแผนกต่างประเทศซ่ึงเป็นปรัสเซีย เข้าทาหน้าท่ี
แทนโดยนากาไรจากแผนกต่างประเทศ มาแซมทุนพอแกไ้ ขภาวะวกิ ฤตทางการเงนิ ไปได้
พ.ศ. 2454 1 พฤษภาคม โปรดเกล้าฯ ให้ตังกองเสือป่าซึ่งเป็นรากฐานของกรมการรักษา
ดินแดน หรือ หน่วยบัญชาการกาลังสารองในปัจจุบัน 1 กรกฎาคม โปรดเกล้าฯ ให้ตังกอง
ลกู เสือ
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 6
- 11 พฤศจกิ ายน จดั พระราชพธิ ีบรมราชาภเิ ษก มกี ารเชิญราชวงศจ์ ากยโุ รปและญป่ี นุ่
ให้เสดจ็ มาทรงร่วมการพระราชพิธใี นกรงุ สยาม นับเป็นการรับพระราชอาคันตุกะจานวนมาก
เปน็ ครังยิง่ ใหญ่ครังแรกของประเทศ
- เกดิ ร.ศ. 130 เพอื่ เปลยี่ นแปลงการปกครอง และหากไม่สามารถดาเนินการได้สาเร็จก็
ต้องการลอบปลงพระชนม์ เมือ่ วนั ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2454 แต่สามารถจับกมุ ควบคุม
สถานการณไ์ ด้
- ทรงริเร่ิมการศกึ ษาพระปรยิ ตั ธิ รรมใหม่ขนึ อกี หลกั สูตรหนง่ึ เรียกว่า "นกั ธรรม" โดยมี
การสอบครงั แรกเม่ือ เดือนตลุ าคม 2454 ตอนแรกเรียกว่า "องค์ของสามเณรร้ธู รรม"สมเดจ็
พระมหาสมณเจ้าฯ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเปลี่ยนวธิ กี ารสอบบาลสี นามหลวงจาก
ปากเปลา่ มาเป็นข้อเขยี น เปน็ ครังแรก
พ.ศ. 2455 โปรดเกล้าฯ ให้เปล่ียนมาใช้พุทธศักราช (พ.ศ.) ในราชการแทนรัตนโกสินทร์ศก
(ร.ศ.) มีผลบังคบั ใช้เมอื่ 1 เมษายน พ.ศ. 2456
คลังออมสิน
พ.ศ. 2456 จัดตังคลังออมสนิ เมอ่ื 1 เมษายน 2456 ต้นรากแหง่ ธนาคารออมสิน
- ตราพระราชบัญญัตินามสกลุ
- เกดิ ภาวะวิกฤตทางการเงนิ เนอื่ งจากแบงคจ์ นี สยามทุนล้มละลาย ทาใหฐ้ านะ
ทางการเงินของธนาคารสยามกมั มาจลและ บรรดาโรงสขี า้ วตกอยใู่ นภาวะคบั ขัน
ทุ่งดอนเมืองในอดีต
พ.ศ. 2457 เปน็ ปสี ถาปนากองบนิ ทหารบก ซง่ึ เปน็ รากฐานของกองทพั อากาศไทยในปัจจบุ ัน
ตังกองบนิ ขนึ ในกองทพั บก เร่มิ สร้างสนามบนิ ดอนเมอื ง
- เปดิ โรงพยาบาลจฬุ าลงกรณ์ ตัง วชิรพยาบาล ตงั โรงเรียนพยาบาลของสภากาชาด
ไทย
- เริ่มใหบ้ รกิ ารนาประปา
- ตงั เนตบิ ัณฑติ ยสภา
- มีพระบรมราชานุมตั ใิ หก้ ู้ยมื เงินเพอ่ื สร้างทางรถไฟสายใต้ จากรฐั บาลสหรัฐมลายู
พ.ศ. 2458 เสดจ็ ฯ เยอื นหวั เมืองปกั ษใ์ ต้ ครงั แรกหลังจากเสวยราชย์
สหกรณ์แห่งแรก สหกรณ์วดั จันทร์ไมจ่ ากดั สินใช้
พ.ศ. 2459 26 กุมภาพันธ์ ทดลองจัดตังสหกรณเ์ ปน็ แห่งแรก ท่ี วดั จนั ทร์ จงั หวดั พษิ ณุโลก
รชั กาลที่ 6 ทรงวางศิลาฤกษ์ตึกบญั ชาการข้าราชการพลเรอื น(จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั )
- 26 มีนาคม 2459 สถาปนาจฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- 1 เมษายน ทางรถไฟสายใต้เชื่อมกนั ตลอด ทช่ี มุ พร
- 1 เมษายน เลกิ หวย ก.ข.
สถานีรถไฟหลวงกรุงเทพ (หัวลาโพง)
- 25 มถิ นุ ายน 2459 เปิด สถานีรถไฟหลวงกรุงเทพ
พ.ศ. 2460 ธงชาติสยามเปลี่ยนจากธงชา้ งเผือกมาเป็นธงไตรรงค์อย่างสมบรู ณ์
- 22 กรกฎาคม ทรงประกาศเขา้ รว่ มสงครามโลกครังท่ี 1 กบั ฝ่ายสัมพันธมติ รทา
สงครามกับฝ่ายมหาอานาจ
- เกดิ เหตนุ าทว่ มปมี ะเส็ง
- ตงั กรมมหาวทิ ยาลัย
- เลิกการพนันบ่อนเบีย
- เปลย่ี นแปลงการนับเวลาให้สอดคลอ้ งกับสากล คือใช้คาว่า ก่อนเทยี่ ง (ก.ท. - AM)
และหลังเทีย่ ง (ล.ท. - PM)
- แก้ไขปรบั ปรุงพระราชบญั ญตั ิการเกณฑ์ทหาร
- กาหนดคานาหนา้ นามสตรี จากอาแดงเปน็ นางและ นางสาวตามธรรมเนียมสากล
- ออกพระราชบัญญตั ิห้ามส่งเงนิ แท่งและเหรียญบาทออกนอกประเทศ
พ.ศ. 2461 6 เมษายน เปลยี่ นนามพระพทุ ธปรางค์ปราสาท เปน็ ปราสาทพระเทพบิดร
ดุสิตธานี
- ตังดสุ ติ ธานี ทดลองการปกครองตนเองตามระบอบประชาธิปไตย พร้อมออก
หนงั สอื พิมพด์ สุ ิตสมิต และ ดุสติ สมยั ตราธรรมนูญลกั ษณะการปกครองคณะนคราภบิ าล
- ตราพระราชบัญญตั โิ รงเรียนราษฎร์ ฉบับแรก
- ตงั กรมสาธารณสขุ ในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเปน็ ตน้ รากแห่ง กระทรวงสาธารณสุข
อโุ มงค์ขนุ ตาน
- ขดุ อโุ มงค์ขนุ ตานทะลถุ งึ กันสาเรจ็
- เร่มิ ใช้ธนบัตร 1 บาท ตราครฑุ แทนการใชเ้ หรยี ญกษาปณเ์ งิน 1 บาท
- 1 กรกฎาคม รถไฟหลวงสายใต้ เปดิ เดินได้ถงึ ปาดังเบซาร์
ทหารอาสาไทยเดินสวนสนาม ทปี่ ระตูชัย นครปารีส
พ.ศ. 2462 ทหารอาสาของไทย รว่ มเดนิ สวนสนามฉลองชยั ชนะ ในสงครามโลกครงั ท่ี 1 ท่ี
ประตูชยั ณ นครปารสี วนั ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2462ประกาศให้
- วันท่ี ๖ เมษายนเป็นวันจักรี และ ให้ถือว่าเป็นวันชาติในยุคสมบูรณาญาสิทธิราช
- วางระเบียบการเรียกเก็บเงินรัชชูปการ ซ่ึงเป็นการเสียเงินปีละ 6 บาท ในยุคท่ี
ขา้ วสารถังละ 50 สตางค์
- เริม่ การใช้เวลามาตรฐาน
- เกิดภาวะฝนแล้ง ทาให้ข้าวตายเป็นจานวนมาก ถึงขันต้องขุดหัวมัน หัวเผือก หัว
กลอย กินประทังชีวิต จนรัฐบาลต้องประกาศ พระราชกาหนดห้ามการส่งออกข้าวไป
ต่างประเทศ
สมเด็จพระศรีพชั รนิ ทราบรมราชินนี าถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง
- 20 ตุลาคมสมเดจ็ พระศรพี ัชรินทราบรมราชนิ นี าถพระบรมราชชนนีพนั ปีหลวง เสดจ็
สวรรคต ณ วงั พญาไท
- โปรดเกล้าฯใหพ้ ิมพค์ มั ภีร์อรรถกถาแห่งพระไตรปิฎกและอรรถกถาชาดก และคมั ภีร์
อน่ื ๆ เชน่ วิสุทธมิ รรค มิลินทปญั หา เป็นตน้
ทรงนพิ นธ์หนังสอื แสดงหลักคาสอนในพระพุทธศาสนาหลายเรือ่ ง เช่น เทศนาเสอื ป่า
พระพทุ ธเจา้ ตรสั รูอ้ ะไร
พ.ศ. 2463 แก้ไขสนธิสัญญาใหม่กับสหรฐั อเมริกาสาเรจ็ เปน็ ประเทศแรก
- เปิดการขนส่งไปรษณยี ภณั ฑท์ างอากาศระหวา่ ง กรุงเทพ - นครราชสีมา
- สตรีในพระราชสานัก เริม่ นุ่งซิ่น ไว้ผมยาว
- ตงั กระทรวงพาณชิ ย์
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้าจกั รพงษ์ภวู นาถ
- สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอผู้ทรงเป็นพระรัชทายาท (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้า
ฟา้ จักรพงษ์ภวู นาถ กรมหลวงพษิ ณโุ ลกประชานาถ) เสดจ็ ทวิ งคตจากอาการไขห้ วดั ใหญ่
พระเจา้ พยี่ าเธอ กรมหลวงราชบรุ ดี ิเรกฤทธ์ิ (พระบดิ าแห่งกฎหมายไทย)
พ.ศ. 2464 ตราพระราชบญั ญตั ปิ ระถมศกึ ษา ฉบบั แรก บังคบั ใช้ 25 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2464
- กาหนดคานาหนา้ นาม เด็ก เปน็ เดก็ ชาย เด็กหญงิ
- รถไฟหลวงสายใต้ เปดิ เดนิ ได้ถึงสุไหงโกลก รถไฟหลวงสายเหนอื เปิดเดนิ ได้ถึง
เชียงใหม่ โปรดฯ ใหจ้ อมพลสมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจา้ ฟา้ ภาณรุ ังษสี ว่างวงศ์ กรมพระยา
ภาณุพันธวุ งศ์วรเดช และ กรมพระนครสวรรคว์ รพินิจ เสด็จประกอบพธิ ีเร่ิมการกอ่ สร้างทาง
รถไฟ สายตะวนั ออก ท่สี ถานแี ปดรวิ
- สภากาชาดไทยสมัครเขา้ เปน็ สมาชกิ สันนบิ าตสภากาชาด
เริ่มกอ่ สรา้ งสะพานพระราม 6
พ.ศ. 2465 เริม่ ก่อสร้างสะพานพระราม 6
- ตราข้อบงั คบั ลกั ษณะการปกครองหวั เมืองชวั่ คราว
- สถาปนากรมตารวจ
- เปิดสถานเสาวภา หลงั จากที่ไดพ้ ระราชทานนามใหม่แทนชอื่ เดมิ วา่ "ปาสตรุ สภา"
พ.ศ. 2466ประกาศใชป้ ระมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ ตงั สถานีอนามยั
- แกไ้ ขสนธสิ ญั ญาใหมก่ บั ญ่ีปนุ่ สาเรจ็ เปน็ ประเทศท่ี 2
- สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ เทวญั อุไทยวงศ์ กรมพระยาเทวะวงศ์
วโรปการ เสนาบดกี ระทรวงตา่ งประเทศ สินพระชนม์
กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักด์ิ
- พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกยี รตวิ งศ์ กรมหลวงชมุ พรเขตอุดมศกั ด์ิ
สนิ พระชนม์
- สมเด็จพระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดลิ ก กรมขุนเพช็ รบูรณ์อนิ ทราชัย
เสดจ็ ทวิ งคต
รชั กาลที่ 6 เสด็จเยอื นสหรัฐมลายู
พ.ศ. 2467 เสดจ็ เยือนสหรัฐมลายแู ละสิงคโ์ ปรโ์ ดยทางรถไฟพรอ้ มด้วยเจา้ จอมสุวทั นา (ต่อมา
คอื พระนางเจ้าสวุ ัทนา พระวรราชเทวี)
- ส่งคณะทูตพิเศษนาโดยพระยากัลยาณไมตรีไปเจรจาแก้ไขสนธสิ ัญญากบั นานาชาติ
- ตรากฎมณเฑยี รบาลวา่ ดว้ ยการสบื ราชสันตวิ งศ์ พ.ศ. 2467
- พระราชทานอภัยโทษใหป้ ล่อยนกั โทษคดกี บฏ ร.ศ. 130
- ปญั หางบประมาณขาดดุลยังไมบ่ รรเทา จาเป็นต้องกเู้ งนิ เพ่ิมอีก 3 ล้านปอนด์
ดอกเบยี ร้อยละ 6 ตอ่ ปี ทาใหต้ ้องเรมิ่ กระบวนการตัดทอนงบประมาณ และลดจานวน
ข้าราชการออกไป อย่างนอ้ ยร้อยละ 10
พ.ศ. 2468 มพี ระราชพินัยกรรม
พระนางเจ้าสวุ ทั นา พระวรราชเทวี ประสูติ
สมเด็จพระเจา้ ภคินีเธอ เจา้ ฟ้าเพชรรตั นราชสดุ า สิริโสภาพัณณวดี
วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 พระนางเจา้ สุวทั นา พระวรราชเทวี ประสตู ิ สมเด็จ
พระเจ้าภคินเี ธอ เจา้ ฟ้าเพชรรตั นราชสุดา สริ โิ สภาพณั ณวดี พระราชธิดาพระองค์เดยี วใน
รัชกาลท่ี 6
- 26 พฤศจิกายน รัชกาลที่ 6 เสด็จสวรรคต เม่ือเวลา 7 ทุ่ม 45 นาที (1 นาฬิกา 45
นาท)ี หลงั จากท่ีทรงพระประชวรดว้ ยอาการพระอันตะ (ลาไส้) ทะลุ จากแผลผ่าตัดพระนาภีท่ี
เ กิ ด อ า ก า ร อั ก เ ส บ ขั น ท ะ ลุ บ ริ เ ว ณ พ ร ะ น า ภี ( ผิ ว ห นั ง ห น้ า ท้ อ ง )
- พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบรรจุพระบรมราชสรีรางคาร
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ไว้ใต้ฐานพุทธบัลลังก์ พระพุทธชินสีห์ พระประธาน
ในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร และใต้ฐาน พระร่วงโรจนฤทธิ์ ณ พระวิหารด้านทิศเหนือ
พระปฐมเจดยี ์ จังหวัดนครปฐม เม่ือ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2469
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจา้ อยู่หัวเสดจ็ สวรรคต
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรพระโรคพระโลหิตเป็นพิษใน
พระอุทรตังแต่วันท่ี 12 พฤศจิกายน พ.ศ.2468 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้ายู่หัว ทรง
พระประชวรหนักและมีพระอาการรุนแรงขึน ในยามนันพระองคป์ ระทับ ณ พระที่นั่งจักรพรรดิ
พิมาน ในพระบรมมหาราชวัง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระนางเจ้าสุวัทนา พระวร
ราชเทวปี ระทับ ณ พระทีน่ งั่ เทพสถานพิลาส ซ่งึ ติดกับพระทนี่ ่งั จกั รพรรดิพิมาน เพื่อทรงรอฟัง
ข่าวพระประสูติการอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งพระนางเจ้าสุวัทนา มีพระประสูติการเจ้าฟ้าหญิง
ในวันที่ 24 พฤศจิกายน จากนันในเวลาบ่าย เจ้าพระยารามราฆพ (หม่อมหลวงเฟื้อ พ่ึง
บุญ) ได้เข้าเฝ้าฯ กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี
ประสูติ “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ” เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว มีพระราชดารัส
วา่ “กด็ เี หมือนกัน”
ขึนในวันพุธท่ี 25 พฤศจิกายน เจ้าพระยารามราฆพ เชิญเสด็จสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
พระองค์น้อยไปเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมชนกนาถผู้ทรงพระประชวรหนักบนพระแท่น เม่ือ
ทอดพระเนตรแล้ว ทรงพยายามยกพระหัตถ์ขนึ สัมผัสพระราชธดิ า แต่ก็ทรงอ่อนพระกาลังมาก
จนไม่สามารถจะทรงยกพระหัตถ์ได้เนื่องจากขณะนันมีพระอาการประชวรอยู่ในขันวิกฤต
เจ้าพระยารามราฆพจึงเชิญพระหัตถ์ขึนสัมผัสพระราชธิดา เมื่อจะเชิญเสด็จพระราชกุมารี
กลับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงโบกพระหัตถ์แสดงพระราชประสงค์จะ
ทอดพระเนตรพระราชธิดาอีกครัง จึงเสด็จสมเด็จพระเจ้าลูกเธอมาเฝ้าฯ เป็นครังท่ีสอง และ
เป็นครังสุดท้ายแห่งพระชนมชีพจนกลางดกึ คนื นันเองกเ็ สด็จสวรรคต