พระราชประวัติรชั กาลที่ 10
พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรรามาธบิ ดศี รสี นิ ทรมหาวชิราลงกรณ
พระวชิรเกลา้ เจ้าอยหู่ วั
ผ้เู รียบเรียงนายประสาร ธาราพรรค์
"ชายรักแม่ สุดหวั ใจ" ขอน้อมจิต ราลกึ ถงึ คะนึงหา
ลูกเกิดมา โชคดี มแี ม่งาม
วันเฉลิม สมเด็จแม่ ไดแ้ ตค่ ดิ ว่าสวยแท้ ราชินี แหง่ สยาม
พระคุณแม่ มากลน้ เหลอื คณนา ชมวา่ งาม เพริศพริง้ ยอดหญิงไทย
ไปเมอื งไหน ถกู ถาม ถึงนามแม่ ชายจะสู้ สดุ ชวี า อย่าสงสยั
ควีนสริ กิ ิต์ิ จาขน้ึ ใจ ในพระนาม จะรักไทย ก้ศู กั ด์ิศรี จักรวี งศ์
แมร่ ักชาย ห่วงชาย ชายก็รู้ จะแนว่ แน่ พทุ ธศาสน์ ถือพระสงฆ์
จะทาตวั ใหส้ ม แมว่ างใจ จะมนั่ คง รกั ชาวไทย ไมเ่ สื่อมคลาย
จะรกั หญิง ทเ่ี ขา เขา้ ใจแม่ จงโชคดี มีสุข ทกุ ข์จากหาย
การสวดมนต์ ไหวพ้ ระ จะดารง เร่ืองลกู ชาย แม่อยา่ เศร้า เขารกั ดี
ขอถวาย สมเด็จแม่ เพยี งแค่น้ี ชายรักแม่ สดุ หวั ใจ ชายไมห่ นี
อยา่ คดิ มาก ทาพระทยั ใหส้ บาย มอบชวี ี และเลือดเนอ้ื เพือ่ แม่เอย
ชายขอกราบ ลงทตี่ กั พร้อมรักแท้
ชายจะเปน็ กาลังใจ ป้องไพรี
………………………………………………………….
พระราชนิพนธใ์ นพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธบิ ดศี รสี นิ ทรมหาวชริ าลงกรณ
พระวชิรเกล้าเจา้ อยูห่ ัว
พระราชประวตั ิ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรสี ินทรมหาวชิราลงกรณ
พระวชิรเกล้าเจ้าอยหู่ วั
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพล
ราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิร
เกลา้ เจา้ อยู่หวั พระนามเดิมของพระองค์ “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ บรม
จักรยาดิศรสันตติวงศ เทเวศรธารง สุบริบาล อภิคุณูประการมหิตลาดุลเดช ภูมิพลนเรศวราง
กูร กิตติสริ ิสมบรู ณส์ วางควฒั น์ บรมขัตติยราชกุมาร” ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์เดียวใน
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิแบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกติ ิ์ พระบรมราชินนี าถ พระบรมราชชนนีพนั ปีหลวง
พระราชสมภพ
ทรงพระราชสมภพ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันจันทร์ท่ี 28
กรกฎาคม พ.ศ. 2495 เวลา 17:45 น. เสด็จพระราชสมภพ ตรงกับ วันจันทร์ ขึ้น 6 ค่า เดือน
9 ปีมะโรง จัตวาศก อธิกวาร จุลศักราช 1314 นับเป็นปีท่ี 7 แห่งการเสด็จขึ้นครองราชย์ของ
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั รชั กาลที่ 9
สมเด็จพระสงั ฆราชเจา้ กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
พระนาม "วชิราลงกรณ" นั้น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงตั้ง
ถวาย มาจาก "วชิรญาณะ" พระนามฉายาทั้งในพระองค์เองและในพระบาทสมเด็จพระจอม
เกล้าเจ้าอยู่หัวขณะทรงผนวช ผนวกกับ "อลงกรณ์" จากพระนามเดิมในพระบาทสมเด็จพระ
ปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีความหมายว่า "ทรงเครื่องเพชรนิล
จินดา" หรืออาจแปลว่า "อสุนีบาต"ขณะเม่ือทรงพระราชสมภพนั้น ประชาชนชาวไทยท้ัง
ประเทศท่ีเฝ้ารอคอยพระประสูติการต่างปลาบปล้ืมปีติ ช่ืนชมโสมนัส แซ่ซ้องในพระบุญญาธิ
การ ดังที่ ศาสตราจารย์หม่อมราชวงศ์สุมนชาติ สวัสดิกุล ได้บรรยายถึงบรรยากาศก่อนเวลา
เสด็จพระราชสมภพ ตราบจนถึงนาทีอันเป็นมงคลฤกษ์ว่า “...วันนี้ คร้ึมฟ้าคร้ึมฝนตั้งแต่เช้า
ฝนไม่ได้ตกมานาน นายแพทย์ผู้ถวายการประสูติเข้าประจาท่ีสักครู่ก็ประสูติพระราชกุมาร
เวลา 17 นาฬิกา กับ 45 นาที ในนาทีเดียวกันน้ันเอง ฝนท่ีแล้งมาตลอดฤดูก็เริ่มโปรยปราย
ละอองลงมา ดูคลา้ ยๆ ฟา้ ก็รู้เห็นเปน็ ใจกบั การประสูติคร้ังน้ี อารามดีใจสมประสงค์ของดวงใจ
ทุกๆ ดวง นายแพทย์ท่ีถวายการประสูติ ซึ่งพร้อมที่จะบอกแก่ที่ประชุม ณ พระท่ีน่ังอัมพร
สถานว่า พระราชโอรส หรือ พระราชธิดา กล่าวออกมาด้วยเสียงอันตื่นเต้นกังวานว่า ผู้ชาย
แทนทีจ่ ะว่า พระราชโอรส ฝนโปรยอยู่ตลอดเวลา แตรสังข์ดุริยางค์เริ่มประโคม ทหารบรรเลง
เพลงสรรเสริญพระบารมีปืนใหญ่ทั้งบกและเรือยิงสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงไชโยโห่ร้องก็ดังอยู่
สนั่นหวั่นไหว สมใจประชาชนแล้ว...ดวงใจทุกดวงมีความสุข...” ในหนังสือ สี่เจ้าฟ้า ฉบับ
เรียบเรียงใหม่โดย ลาวัณย์ โชตามระ เล่าว่า สยามมกุฎราชกุมาร เป็นทูลกระหม่อมเจ้าฟ้า
เพียงพระองค์เดียวที่ไม่มี ‘ชื่อเล่น’ เหมือนสมเด็จพระเชษฐภคินีหรือพระขนิษฐาอีก 3
พระองค์ อาจเพราะเป็น ‘ทูลกระหม่อมชาย’ เพียงพระองค์เดียว คาว่า ‘ชาย’ จึงเป็น
เสมือนชื่อท่ีใช้แทนพระองค์
พระองค์มีพระเชษฐภคินี คือ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณ
วดี และพระขนิษฐภคินีสองพระองค์คือ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ
รัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐ
สีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ
วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศณสี วางควฒั น ขัตตยิ ราชนารี
พระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดชมหาราช ทรงพระกรณุ าโปรด
เกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ขึ้น ณ พระท่ีน่ังอัมพรสถาน พระราชวัง
ดุสติ ในระหว่างวนั ที่ 14-15 กันยายน พ.ศ. 2495 โดยสมเดจ็ พระสงั ฆราชเจา้ กรมหลวงวชิ
รญาณวงศท์ รงเป็นประธานเจรญิ พระพทุ ธมนต์ในเยน็ วนั ท่ี 14 กันยายน พ.ศ. 2495
เช้าวันรุ่งข้ึน (15 กันยายน) จึงมีพิธีสงฆ์และพิธีพราหมณ์ในห้องพิธี เริ่มด้วยพอถึงพระ
ฤกษ์ พระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงจรดพระกรรบิด
กริบพระเกศา ทรงเจิม ทรงผูกด้ายพระขวัญ พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา พราหมณ์ประกอบ
พิธีลอยกุ้ง ปลาทอง มะพร้าวเงิน มะพร้าวทองลงในพระขันสาคร แล้วพระสงฆ์ถวายอดิเรก
ถวายพระพรลา พระมหาราชครูเชิญเสด็จขึ้นพระอู่และเห่กล่อมเปิดศิวาลัยไกรลาศตาม
ประเพณีพธิ ขี องพราหมณ์ พระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมพิ ลอดุลยเดชมหาราช
บรมนาถบพิตรทรงวางพระราชภัณฑ์ลงในพระอู่ตามพระราชประเพณีแล้ว พระมหาราชครู
เชิญสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ ขึ้นพระอู่แล้ว พระบรมวงศานุวงศ์และข้า
ทูลละอองธุลีพระบาทเวียนเทียนครบรอบตามประเพณี สภาวัฒนธรรมแห่งชาติได้จัดขับไม้
มโหรีขับกล่อมถวายพระพรในวาระนี้ด้วย ในการนี้มีการถ่ายทอดเสียงในพระราชพิธีทาง
วทิ ยุกระจายเสยี งไปท่ัวประเทศ
การศกึ ษา
โรงเรยี นจิตรลดา
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้า
เจ้าอยู่หัว เม่ือทรงเจริญวยั พระชนมายไุ ด้ 4 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ทรงเข้ารับการศึกษาช้ันอนุบาลท่ี 1 ณ โรงเรียนจิตรลดา เม่ือ
เดือนกันยายน พุทธศักราช 2499 ขณะน้ันโรงเรียนนี้ยังตั้งอยู่ ณ พระที่น่ังอุดร พระราชวัง
ดุสติ ต่อมาในปีพุทธศักราช 2500 จึงย้ายไปอยู่สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ได้ทรงศึกษาอยู่
ในโรงเรียนจิตรลดา จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนจะเสด็จไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศ
อังกฤษ
หนังสือ สี่เจ้าฟ้า ฉบับเรียบเรียงใหม่โดย ลาวัณย์ โชตามระ ได้เล่าถึงเจ้าชายในช่วง
วัยเยาว์ที่ศึกษาอยู่ในเมืองไทยว่า พระองค์เสด็จไปโรงเรียนตรงเวลาเสมอ เพราะจะตื่น
บรรทมแต่เช้า ประมาณ 7 นาฬิกา เช้าวันใดไม่ต้องทาการบ้าน เพราะทาเสร็จแล้วตั้งแต่
ตอนเย็น ก็จะทรงมีเวลาเล่นได้นาน อาจจะทรงจักรยานรอบสระกลมใหญ่ หรือบางครั้งก็
เสด็จไปแวะเยี่ยมกรมราชองครักษ์ และกองทหารรักษาการณ์ เพื่อทรงตรวจเรื่องการกินอยู่
แล้วก็เลยทรงเล่นหมากฮอสด้วยจนเวลาประมาณ 8 นาฬิกา จึงเสด็จขึ้นเพื่อสรงน้า เสวย
และเตรียมพระองค์เสด็จไปโรงเรียนจิตรลดา ที่เริ่มเรียนตั้งแต่ 9 นาฬิกา หยุดพักกลางวัน
และเริ่มเรียนในภาคบ่ายอีกครั้งจนถึงเวลา 15.55 นาฬิกาจากบันทึกในหนังสือระบุว่า
ทูลกระหม่อมฟ้าชาย มักจะทาวิชาคานวณได้ดีกว่าวิชาอื่น ซึ่งมักได้คะแนนเต็มเสมอ ด้าน
ภาษาดีพอสมควร และวิชาที่โปรดมากอีกอย่างคือวาดเขียนและปั้นรูป
เสด็จฯ ไปทรงศึกษาต่อในระดับประถมศึกษาท่ีโรงเรียนคิงส์มีด แคว้นซัสเซกส์ และ
ศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมิลฟิลด์ แคว้นซอมเมอร์เซทประเทศอังกฤษ ต้ังแต่ พ.ศ.
2509 จนถึง พ.ศ. 2513
เม่ือทรงพระเจริญวัยขึ้น ก็ยิ่งมีพระอุปนิสัยสมกับเป็นผู้ชาย โปรดเล่นเคร่ืองยนต์กลไก
ต่างๆ อย่างเด็กผู้ชายทั้งหลาย เช่น รถยนต์ เครื่องบิน รถถัง เรือ และโปรดทอดพระเนตร
หนังสือต่างๆ ที่เกี่ยวกับการช่าง การก่อสร้าง และมีพระนิสัยใฝ่รู้ เมื่อทรงสงสัยสิ่งใดก็จะ
ทรงตั้งปัญหาถามด้วยความชื่นชอบเครื่องบินและรถถังในวัยเยาว์ จึงไม่น่าแปลกใจ เมื่อ
เติบใหญ่เข้าสู่วัยหนุ่ม ทูลกระหม่อมฟ้าชายจะทรงเลือกศึกษาต่อด้านการทหาร ทรงศึกษา
ต่อวิชาทหารที่โรงเรียนคิงส์สกูล ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เสร็จแล้ว ทรงการศึกษาต่อใน
ระดับปริญญาตรีสาขาอกั ษรศาสตร์ (ด้านการทหาร) จากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ประเทศ
ออสเตรเลยี เม่ือ พ.ศ. 2519
เม่ื อ นิ วั ติ ป ระ เ ท ศไ ท ย ท รง รับ ราชก ารท ห ารแล้ ว ท รง ศึ ก ษ าต่ อ ที่ โ รง เ รีย น เ ส น าธิ ก าร
ทหารบก รุ่นท่ี 46 เมื่อ พ.ศ. 2520 ทรงเข้าศึกษาในสาขาวิชานิติศาสตร์ รุ่นท่ี
2 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เม่ือ พ.ศ. 2525 ทรงสาเร็จการศึกษานิติศาสตร์บัณฑิต
(เกียรตนิ ิยมอันดบั 2) และ พ.ศ. 2533 ทรงได้รับการศึกษา ณ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร
แห่งสหราชอาณาจกั ร
เหรียญทร่ี ะลกึ ทรงจบการศกึ ษาที่โรงเรียนเสนาธกิ ารทหารบก
รุน่ ที่ 46 เม่อื พ.ศ. 2521
ทรงตั้งปณิธานมุ่งมั่นศึกษาเพ่ือชาติและประชาชน
พระองค์มีพระราชดารัสให้คามั่นไว้ในงานสโมสรสันนิบาต ซึ่งรัฐบาลจัดขึ้นเพื่อเฉลิม
พระเกียรติ ที่ทรงดารงพระอิสริยศักดิ์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2515 ณ ทาเนียบรัฐบาลว่า“ข้าพเจ้าทราบตระหนักว่า ข้าพเจ้ามี
หน้าที่และความรับผิดชอบต่อประเทศชาติอย่างสูง และการปฏิบัติราชการแผ่นดินนั้น เป็น
ภาระสาคัญใหญ่ยิ่ง ที่ต้องอาศัยทั้งสติปัญญาและความรู้ความสามารถอย่างพร้อมมูล
“ข้าพเจ้าจะต้องเพียรพยายาม ศึกษาและปฏิบัติฝึกฝนตนเองต่อไปอีก อย่างมาก เพื่อให้
สามารถเหมาะสม กับหน้าที่ ตามที่ทุกคนมุ่งหวัง…“ในโอกาสอันพิเศษนี้ จึงใคร่ขอให้ท่าน
ท้ังหลายได้เป็นกาลังใจสนับสนุนข้าพเจ้า และได้ตั้งความปรารถนาร่วมกันกับข้าพเจ้าที่จะ
มุ่งมั่นประกอบกรณียกิจ ด้วยความสามัคคีพร้อมเพรียง และด้วยความสุจริตยุติธรรม เพื่อ
ยังความเจริญมั่นคงและความร่มเย็นเป็นผาสุกให้บังเกิดแก่ชาติ ประเทศ และประชาชน
ยั่งยืน สืบไป…”
สถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ขน้ึ เป็นสยามมกุฎราชกมุ าร
เมื่อพระองค์มีพระชนมายุครบ 20 พรรษา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหา
ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดพระราชพิธี
สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ ข้ึนเป็นสยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันท่ี
28 ธันวาคม พ.ศ. 2515 มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า "สมเด็จพระบรมโอรสาธิ
ราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สิริกิตยสมบูรณสวางควัฒน์ วรขัตติยราช
สันตติวงศ์ มหิตลพงศอดุลยเดช จักรีนเรศยุพราชวิสุทธิ สยามมกุฎราชกุมาร" นับเป็นสยาม
มกุฎราชกุมารพระองค์ที่ 3 ของไทยนับเป็นกระบวนการสืบราชสันตติวงศ์ที่ชัดเจนตามกฎ
มณเฑยี รบาลว่าดว้ ยการสืบสันตติวงศ์ พ.ศ.2460
ในมหามงคลวาระหลังจากพระราชพิธีถือน้าพระพิพัฒน์สัตยา สมเด็จพระบรมโอรสาธิ
ราชฯ สยามมกุฎราชกมุ าร ทรงถวายสตั ย์ปฏิญาณซึ่งแสดงถึงน้าพระราชหฤทัยที่ทรงมุ่งม่ันจะ
บาเพ็ญพระราชกรณียกิจเพ่ือชาติบ้านเมืองและประชาชนชาวไทย เป็นที่ซาบซ้ึงประทับใจ
พสกนกิ รอยา่ งย่ิง
สมเดจ็ พระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกฎุ ราชกมุ าร ไดถ้ วายสตั ยป์ ฏิญาณในการพิธีถือน้า
พิพัฒน์สัตยา ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซ่ึงแสดงถึงน้าพระราชหฤทัยที่ทรง
มุ่งม่ันจะบาเพ็ญพระราชกรณียกิจ เพ่ือชาติบ้านเมือง และประชาชนชาวไทย เป็นที่ซาบซ้ึง
ประทับใจพสกนิกรอย่างยิ่ง ดังความว่า“ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานกระทาสัตย์ปฏิญาณ
สาบานต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทยเฉพาะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เฉพาะพระ
พุทธมหามณีรัตนปฏิมากรท่ามกลางสันนิบาตน้ีว่า ข้าพเจ้าผู้เป็น สยามมกุฎราชกุมาร จะ
รักษาเกยี รติยศและอรยิ ศักดิ์ ซ่งึ ทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯพระราชทานไว้ด้วยชีวิต จะภักดีต่อ
ชาติบ้านเมือง จะซื่อสัตย์ต่อประชาชน จะปฏิบัติภาระหน้าท่ีทุกอย่าง โดยเต็มกาลังสติปัญญา
ความสามารถ และโดยความเสียสละ เพื่อความเจริญสงบสุขและความม่ันคงไพบูลย์ของ
ประเทศไทย จนตราบเทา่ ชีวติ รา่ งกายจะหาไม่”
ทรงผนวช
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้า
เจ้าอยู่หัว มีพระทัยศรัทธาจะอุปสมบทในบวรพระพุทธศาสนา พระบาทสมเด็จพระบรมชน
กาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรจึงโปรดเกล้าฯ ให้ทรงผนวชในวัน
จันทร์ท่ี 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2521 เวลา 15.37 น. ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดา
ราม โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) เป็นพระ
อุปัชฌาย์ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และสมเด็จพระ
ธีรญาณมุนี (ธีร์ ปุณฺณโก) ถวายอนุสาสน์ ผนวชแล้วเสด็จฯ ไปทาทัฬหีกรรม ณ พระอุโบสถ
พระพุทธรัตนสถาน เม่ือเวลา 16.59 น. โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) เป็นพระ
อปุ ัชฌาย์ สมเด็จพระญาณสงั วร (เจริญ สุวฑฺฒโน) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ เสร็จแล้วเสด็จฯ
ไปประทับ ณ พระตาหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร พระมหารัชมงคลดิลก (บุญเรือน
ปณุ ฺณโก) เปน็ พระอภบิ าล สมเดจ็ พระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก
ทรงทาหน้าท่ีพระอาจารย์ถวายการอบรมพระธรรมวินัย ขณะท่ีพระภิกษุสมเด็จพระบรม
โอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จมาประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร
กรุงเทพมหานคร ในระหวา่ งวนั ที่ 6-20 พฤศจกิ ายน พ.ศ.2521ผนวชอยู่ 15 วนั จึงลาผนวช
อภิเษกสมรสและพระราชโอรสพระราชธดิ า
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้า
เจ้าอยูห่ ัว อภิเษกสมรสท้ังหมดสี่ครัง้
ครงั้ ที่ 1 อภเิ ษกสมรสกบั พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจา้ โสมสวลี กรมหมนื่ สุทธนารนี าถ (พระ
นามเดมิ : หมอ่ มหลวงโสมสวลี กติ ิยากร) ธิดาของหมอ่ มราชวงศอ์ ดลุ กติ ิ์ กบั ทา่ นผหู้ ญงิ พันธ์ุส
วลี กติ ิยากร ทรงมพี ระราชโอรสธิดา 2 พระองค์
1. พระราชโอรส 1 พระองค์ ไมม่ พี ระนาม (ตกพระโลหติ เมื่อพระชันษาในพระอุทรได้
สเ่ี ดอื น),
2. พระราชธิดา 1 พระองค์ สมเด็จพระเจ้าลกู เธอ เจ้าฟ้าพัชรกติ ิยาภา นเรนทริ า
เทพยวดี (7 ธนั วาคม พ.ศ. 2521)
ครัง้ ที่ 2 ทา่ นสุจารณิ ี ววิ ัชรวงศ์ (นามเดมิ : ยุวธดิ า ผลประเสรฐิ ) ธิดาของธนิต กบั เยาว
ลกั ษณ์ ผลประเสรฐิ มีพระโอรสธิดา 5 พระองค์
1. ท่านจุฑาวชั ร วิวัชรวงศ์ (29 สงิ หาคม พ.ศ. 2522)
2. ทา่ นวัชรเรศร วิวัชรวงศ์ (27 พฤษภาคม พ.ศ. 2524)
3. ทา่ นจักรีวชั ร วิวชั รวงศ์ (26 กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2526)
4. ท่านวัชรวรี ์ ววิ ัชรวงศ์ (14 มถิ ุนายน พ.ศ. 2528)
5. สมเดจ็ พระเจ้าลกู เธอ เจ้าฟ้าสริ ิวัณณวรี นารีรัตนราชกญั ญา (พระนามเดิม: หม่อม
เจา้ บุษยน์ า้ เพชร มหดิ ล; 8 มกราคม พ.ศ. 2530)
คร้งั ที่ 3 ทา่ นศรรี ีรัศมิ์ สวุ ะดี ธดิ าของอภริ จุ กบั วนั ทนีย์ สุวะดี
มีพระราชโอรส 1 พระองค์ สมเดจ็ พระเจา้ ลกู ยาเธอ เจ้าฟ้าทปี ังกรรัศมีโชติ มหาวชิ
โรตตมางกูร สิรวิ ิบูลยราชกุมาร (29 เมษายน พ.ศ. 2548)
ครง้ั ท่ี 4 อภิเษกสมรสกับพลเอกหญิง สทุ ดิ า วชริ าลงกรณ์ ณ อยุธยา และโปรดเกลา้ ฯสถาปนา
พลเอกหญงิ สุทดิ า วชริ าลงกรณ์ ณ อยุธยา พระอัครมเหสี เป็น สมเดจ็ พระราชนิ ีสทุ ดิ า ทรง
ดารงตาแหน่งพระอิสริยยศ ฐานันดรศกั ดิ์แหง่ พระราชวงศ์ ตั้งแต่วนั ท่ี 1 พฤษภาคม 2562
สมเด็จพระนางเจ้าสทุ ดิ า พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงพระราชสมภพเมื่อ
วันท่ี 3 มิถุนายน พ.ศ. 2521 ปัจจุบันมีพระชนมายุ 40 พรรษา ทรงมีพระนามเดิมว่า สุทิดา
ติดใจ เป็นนายทหารบกหญงิ ทรงสาเร็จการศึกษาหลกั สตู รนเิ ทศศาสตรบณั ฑิต จากคณะนิเทศ
ศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ สมเด็จพระราชินีสุทิดา ทรงเคยดารงตาแหน่งรองผู้
บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ , ราชองครักษ์เวรในพระองค์
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ , ผู้บังคับการโรงเรียนทหาร
มหาดเลก็ ราชวัลลภรักษาพระองค์ , เสนาธิการหน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์
นายทหารปฏิบัติการพิเศษ สานักงานนายทหารปฏิบัติการพิเศษในสมเด็จพระบรมโอรสาธิ
ราชฯ, รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ , รองสมุห
ราชองครักษ์ เม่ือวันท่ี 13 ตุลาคม 2560 มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
พระราชทานเคร่ืองราชอิสริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้า (ฝ่ายใน) ให้แก่ พลเอกหญิง สุทิดา
วชิราลงกรณ์ ณ อยุธยา นับเป็นสตรีท่านแรกท่ีได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้ใน
รัชกาลที่ 10
สมเด็จพระนางเจ้าสทุ ิดา ฯ พระบรมราชนิ ี คู่พระบารมี องค์จักรี นริ ัติศยั
ทรงมงุ่ ม่ัน เสริมพระเกยี รติ องคภ์ ูวไนย ทรงทาให้ ไทยทว่ั ไป ลว้ นชืน่ ชม
ทรงสบื สาน งานพระบรมราชชนนี พนั ปีหลวง ทรงเป็นห่วง ปวงชาวไทย ไรส้ ขุ สม
ทรงสามารถ การทหาร ชนนิยม ทรงเพาะบม่ ความสามารถ เปน็ นกั บิน
ทรงสาเรจ็ หลายหลกั สตู ร การทหาร ทรงเช่ียวชาญ วฒั นธรรม ทกุ ทอ้ งถน่ิ
ทรงราชกิจ ทกุ อย่าง เพื่อภูมินทร์ ทรงสรา้ งศลิ ป์ สขุ ภาพไทย ให้ยืนยง
ทรงคมุ หนว่ ย ความปลอดภัย ให้ภวู นาถ ทรงมุ่งมาด รกั ษ์ศาสนา ให้สงู สง่
ทรงสร้างเสรมิ สตรไี ทย ให้มน่ั คง ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ ย่ิงยนื นาน
.............................................................
ดว้ ยเกล้าดว้ ยกระหม่อม ขอเดชะ
ขา้ พระพทุ ธเจ้านายประสาร ธาราพรรค์ รอ้ ยกรอง
ความสัมพนั ธ์ภายในพระราชวงศ์
ทรงห่วงใยดูแลเอาใจใส่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหาภูมิพลอดลุ ยเดชมหาราช
บรมนาถบพติ ร พระราชบิดาโดยเสมอมา
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้า
เจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์เดียวใน พระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธิเบศร มหา
ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีเร่ืองเล่าถึงความรักความอาทรของทั้งสามพระองค์ อีกท้ัง
ยงั มภี าพแหง่ ความประทับใจตลอดชว่ งระยะเวลาหลายสิบปีท่ีผ่านมาในระหว่างเสด็จพระราช
ดาเนินไปประกอบพระราชกรณียกิจ อย่างเมื่อวันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2499 มีการ
เผยแพร่พระบรมฉายาลกั ษณ์ ในขณะวัยเยาว์ ทรงบังคม ทูลกระหม่อมพ่อและสมเด็จแม่ ใน
ระหวา่ งเสดจ็ ฯไปทรงเปดิ งานกาชาด ประจาปี พ.ศ.2499
เม่ือวันท่ี 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2555 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอ
ดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวฯครั้งทรงอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (พระอิสริยยศ
ในขณะนนั้ ) เสดจ็ พระราชดาเนนิ ไปทรงปฏิบัติพระราชกรณยี กิจแทนพระองค์ ทรงบาเพ็ญพระ
ราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม ขณะ
เรือพระที่น่ังสุพรรณหงส์เคล่ือนผ่านโรงพยาบาลศิริราช ได้ทรง ประทับยืนถวายความเคารพ
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งประทับอยู่ที่
โรงพยาบาลศริ ิราช
อีกหนึ่งภาพประทับท่ีมีการเผยแพร่ต่อเป็นจานวนมากที่สุดภาพหน่ึง คือเม่ือครั้งท่ีพระ
ราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เดือนมิถุนายน พ.ศ.2549 ในระหว่างที่ทรงต้อนรับพระ
ราชอาคันตุกะในงานพระราชทานเลี้ยง โอกาสท่ีนายจอร์จ ดับเบิล ยู บุช ประธานาธิบดี
สหรัฐอเมริกา (ขณะนั้น) และภริยา ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงดูแลฉลองพระองค์ถวาย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิ
แบศร มหาภมู ิพลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร แบบอย่างของการดูแลซึ่งกันและกันของ
พ่อ-ลูก ในวันที่ทรงเจริญพระชนมมายุมากข้ึน เฉกเช่นเดียวกับเมื่อคร้ังพระบาทสมเด็จพระ
ปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงพระเยาว์นั้น
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภมู ิพลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นผู้
จัดฉลองพระองคใ์ หพ้ ระราชโอรสดว้ ยพระองค์เอง
ทรงมคี วามรกั มพี ระทยั หว่ งใย สมเดจ็ พระนางเจ้าสิรกิ ติ ์ิ พระบรมราชนิ นี าถ พระบรมราชชนนี
พันปหี ลวง “สมเดจ็ แม่” อย่างท่ีสุด
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระองคม์ พี ระทัยหว่ งใยรกั พระราชมารดาอย่างยิ่ง ขอยกเหตุการณท์ ่ีแสดงถงึ ความรกั ความห่วงใย
พระราชมารดา อาทิ คร้ังพระองค์เสด็จพระราชดาเนินไปทรงพระราชกรณียกิจกับ สมเด็จพระนาง
เจา้ สริ ิกิติ์ พระบรมราชนิ นี าถ พระบรมราชชนนีพนั ปีหลวง เป็นเร่ืองเล่าจากข้าราชบริพาร หน่ึงใน
ผู้ที่เคยเข้าถวายงานในฐานะช่างภาพ ที่เคยติดตามพระองค์ท้ังสอง ได้เผยแพร่ภาพผ่านเฟซบุ๊กช่ือ
Napan Sevikul (ผู้ท่ีเคยเข้าถวายงานในฐานะช่างภาพ) พร้อมด้วยเร่ืองเล่า ว่า “ตามเสด็จมี
สนกุ บา้ งไหม? ถ้า “มีความสุข” ละก็ ตอบเลย ว่าทุกเวลานาที แต่ถ้าสนุก ซ่ึงมักเป็นประสบการณ์
ท่ีจดจาไม่มีวนั ลมื ก็มีอยบู่ า้ งเหมอื นกนั เช่น บา่ ยวนั หนึง่ มขี บวนสมเด็จพระนางเจ้าฯ ตามหมายว่า
เสดจ็ ฯพระองค์เดียว โดยผู้ติดตามขบวน ได้การบอกเล่าแล้วว่า “เปียก” เพราะ “จะเสด็จฯ ตรวจ
ป่า” (มีพระราชประสงค์ไปทอดพระเนตรพันธ์ุไม้แปลกๆ ในป่าพรุ เช่น หมากแดง หมากช้างร้อง
หลาวชะโอน เฉพาะอย่างย่ิงย่านลิเพา) เปียกก็คือเปียก ..เปียกอยู่บ่อยๆ จนเป็นเรื่องปกติของ
เมือง “ฝนแปด ..แดดส่ี” อย่างนราธิวาส (คิดเอง) แต่ “เปียก” วันนั้น ไม่เหมือนวันอ่ืน และ
“เสด็จฯ ตรวจป่า” ก็ไมใ่ ชป่ า่ เขาตนั หยง หลงั พระตาหนัก แต่เป็น “ป่าพรุ” ที่จนถึงวันน้ี ก็ไม่แน่ใจ
วา่ พรุไหน? แต่เสน้ ทาง มีแต่การลุยน้าต้ังแตร่ ะดบั เข่าไปจนถึงระดบั คอ ขบวนรถ แล่นไปถึงขอบพรุ
ก็ลงเดนิ ย่านา้ .. เสยี งคยุ กันแต่แรกกช็ กั จะเงียบ เพราะป่าพรุนน้ั เดินเข้าไปก้าวเดยี ว แสงก็มืดแล้ว
..? เสยี งตบยงุ เสยี งตแี มลง ดังขน้ึ เป็นระยะๆ .. เช่นเดยี วกับความลกึ ของน้า ท่ีมีน้าใสก็แต่ผิวๆ
ต่าลงไปศอกเดียวก็เป็นโคลนเหนียวหนึบที่เกิดจากการทับถมของใบไม้นับร้อย นับพันปี .. เสื้อผ้า
เร่มิ เปียก เสียงหัวเราะ มีเป็นครั้งคราว เพราะหลายคน เร่ิมสูญเสียรองเท้าไปกับเลน ที่ชักขึ้นมาได้
แต่เท้าเปล่า ไปได้สักพัก ก็เปียกปอนกันถ้วนทั่วทุกคน ผู้ท่ีวางแผนดีก็อาจจะเปียกน้อยหน่อย
เพราะไต่เอาตามต้นไม้ล้มที่มีเป็นระยะๆ..แต่ก็ไม่ค่อยรอดหรอก .. เพราะบางทีก็เห็นลื่นลงน้าไป
ท้ังตัว เจ้านาย ก็เปียกเท่าข้าราชบริพารน่ันแหละ แต่สมเด็จพระนางเจ้าฯ รับส่ังอย่างภาคภูมิใจ
ว่า พระองค์ท่าน เปียกน้อยกว่าคนอื่นๆ เพราะ “องครักษ์ประจาตัวฉัน ไม่ยอมให้ฉันเปียกเลย ..
ตรงไหนน้าลึกๆ ก็ยกฉันจนตัวลอยพ้นน้าเลย” (องครักษ์ประจาพระองค์ : ทรงหมายถึง
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่โดย
เสด็จพระราชดาเนินในวันน้ัน) 3-4 ช่ัวโมงในป่าพรุ เต็มไปด้วยเสียงย่าน้า เสียงหายใจหอบ
(ของตัวเอง) และเสียงหวั เราะดงั ข้ึนเปน็ ระยะๆ เมือ่ คนใดคนหน่งึ ในคณะกา้ วพลาดลงไปในน้าท่ีกะ
ความลึกไม่ได้ (เสียงหัวเราะจะดังเป็นพเิ ศษ เม่อื มีใครจมนา้ ลงไปในระดับเกอื บศีรษะ) ชา่ งภาพตาม
เสด็จฯ เอาชีวิตรอดกลับมาได้ พร้อมกล้องแห้งๆ แต่เส้ือผ้าสีน้าตาลที่ใส่ไปวันนั้นหลายเป็นสีดา
สนิทหมดทางซกั ”
นอกจากการประพฤติปฏิบัติตนของพระองคท์ แี่ สดงความรักความเอื้ออาทรห่วงใยพระ
ราชมารดาอย่างที่สุดแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลท่ี 10 พระองค์ยังพระราช
นิพนธ์คาประพันธ์อันเป็นบทกลอนสุดซาบซึ้งสะท้อนให้เห็นถึงความรักท่ี "ทูลกระหม่อมชาย
(สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณฯ)" มีต่อ “สมเด็จแม่” อย่างล้นพ้น ทรงพระราช
นิพนธ์เน่ืองในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันท่ี 12 สิงหาคม 2515 ในระหว่างที่ทรง
ศึกษาวิชาการทหาร ณ โรงเรียนนายร้อยดันทรูน เครือรัฐออสเตรเลีย ขณะน้ันพระองค์เจริญ
พระชนมายไุ ด้ 20 พรรษา ซึง่ บทพระราชนพิ นธน์ ี้ บทกลอนถวายพระมารดา ท่ชี ือ่ วา่
"ชายรกั แม่ สุดหวั ใจ"
"ชายรกั แม่ สุดหวั ใจ" ขอนอ้ มจิต ราลกึ ถึง คะนึงหา
ลูกเกดิ มา โชคดี มแี มง่ าม
วันเฉลิม สมเดจ็ แม่ ได้แตค่ ิด วา่ สวยแท้ ราชินี แหง่ สยาม
พระคุณแม่ มากลน้ เหลอื คณนา ชมวา่ งาม เพริศพร้งิ ยอดหญิงไทย
ชายจะสู้ สุดชวี า อย่าสงสัย
ไปเมอื งไหน ถูกถาม ถึงนามแม่ จะรักไทย กู้ศักดิ์ศรี จกั รีวงศ์
ควนี สริ กิ ิต์ิ จาขน้ึ ใจ ในพระนาม จะแนว่ แน่ พุทธศาสน์ ถือพระสงฆ์
จะม่นั คง รักชาวไทย ไม่เสอ่ื มคลาย
แม่รกั ชาย ห่วงชาย ชายกร็ ู้ จงโชคดี มสี ุข ทกุ ขจ์ ากหาย
จะทาตวั ให้สม แมว่ างใจ เรือ่ งลกู ชาย แม่อยา่ เศร้า เขารักดี
ชายรักแม่ สดุ หวั ใจ ชายไมห่ นี
จะรักหญงิ ทเ่ี ขา เขา้ ใจแม่ มอบชีวี และเลอื ดเนอ้ื เพอ่ื แม่เอย
การสวดมนต์ ไหว้พระ จะดารง
ขอถวาย สมเด็จแม่ เพียงแค่นี้
อยา่ คดิ มาก ทาพระทยั ให้สบาย
ชายขอกราบ ลงที่ตัก พรอ้ มรกั แท้
ชายจะเปน็ กาลงั ใจ ปอ้ งไพรี
………………………………………………………….
ทรงเยยี่ มเยือนใหค้ วามเคารพสมเดจ็ พระศรีนครนิ ทราบรมราชชนนี สมเด็จยา่ โดยเสมอมา
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้า
เจ้าอยหู่ ัว เคยรบั ส่ังถงึ การอภบิ าลพระราชนัดดาของสมเดจ็ พระศรีนครินทราบรมราชชนนี ดังน้ี
“..ไม่ไดแ้ นะนาอะไรเป็นพิเศษ เพราะท่านไมเ่ คยรับสงั่ ถึงตาแหน่ง ถึงลาภ ถึงยศ ท่านเพียงแต่ให้
เป็นคนดี รับผิดชอบในหน้าที่ ในตาแหน่งของตนและไม่ให้ทาอะไรเป็นท่ีขายหน้าหรือท่ีเสียอก
เสียใจของพ่อแม่หรือบุพการีเสียใจ … ท่านไม่ได้สอนแบบ Formal (ทางการ) อะไร อยากให้
เปน็ คนดี อยากให้มีชีวิตที่ดี เพราะว่าไม่ว่าเราจะเป็นตาแหน่งอะไร ถ้าทาตัวดี ปฏิบัติหน้าท่ีของ
เรา เราก็เจริญต่อไป..” ต่อมาเม่ือวันท่ี 6 มกราคม พ.ศ.2516 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช
ฯ สยามมกุฎราชกุมาร (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ได้เข้าเฝ้า สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราช
ชนนี เพอ่ื ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายดอกไม้ธูปเทียนแพ ในงานพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระ
บรมโอรสาธิราชฯ ณ วังสระปทุมภายหลังเสร็จสิ้นงานวันพระราชพิธีฯ เม่ือเดือนธันวาคม พ.ศ.
2515
ในช่วงท่ี สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ยังทรงมีพระชนม์ชีพ หลายวาระ
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้
ตามเสด็จพระราชดาเนนิ ไปปฏิบัตพิ ระราชกรณียกจิ หลายต่อหลายครง้ั ดว้ ย
ทรงใหก้ ารเคารพเยยี่ มเยือนสมเดจ็ พระเจ้าพ่นี างเธอ เจา้ ฟ้ากัลยาณวิ ฒั นา
กรมหลวงนราธวิ าสราชนครินทร์ สมเดจ็ ป้า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความเคารพนับถือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ
เจา้ ฟา้ กลั ยาณิวัฒนาฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (สมเด็จป้า) โดยเสมอมา อาทิ เม่ือปี
พ.ศ.2550 ณ เสด็จพระราชดาเนินไปทรงสรงน้าสงกรานต์ ศาลาทรงงาน วังเลอดิส ถึงแม้
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงดารงพระอิสริยยศท่ีสูงกว่า ในฐานะสมเด็จพระยุพราช แต่ก็ได้ประทับกับพื้น ซ่ึงเป็นการ
แสดงใหเ้ ห็นถงึ พระจรยิ วัตรอนั งดงามของพระองค์ ทท่ี รงแสดงความเคารพตอ่ พระบรมวงศ์ชั้น
ผใู้ หญใ่ นเวลาทีเ่ ข้าเฝ้าฯ เปน็ การสว่ นพระองคอ์ ยเู่ สมอ
ทรงมีความรกั ผกู พันห่วงใยสมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯพระขนษิ ฐาเสมอมา
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้า
เจา้ อย่หู วั ทรงมีความรกั ความเอ็นดคู วามผูกพันพระขณิษฐา สมเดจ็ พระกนิษฐาธิราชเจ้า กรม
สมเด็จพระเทพรตั นราชสดุ า เจา้ ฟา้ มหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณี
พีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี อย่างท่ีสุด ซ่ึงมีหลายเหตุการณ์ มี
การเผยแพร่พระฉายาลักษณ์เมื่อคร้ังทรงพระเยาว์ ท่ีประทับใจตราตรึงใจผู้พบเห็น อาทิ พระ
ฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ (พระอิสริยยศขณะนั้น)
ทอดพระเนตร และทรงลูบพระพกั ตร์พระขนิษฐา สมเดจ็ พระเจ้าลกู เธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตน
สุดาฯ (พระอสิ รยิ ยศขณะนนั้ ) ด้วยความรักและทะนถุ นอมยง่ิ ขณะบรรทมในพระอู่
เม่อื ทั้ง 2 พระองค์ทรงเจรญิ พระชันษา ตา่ งทรงปฏิบตั ิพระราชกรณียกจิ แบ่งเบา
พระราชภาระ ทลู กระหมอ่ มพอ่ และสมเดจ็ แม่ ในดา้ นต่างๆตลอด หลายวาระกม็ พี ระบรม
ฉายาลกั ษณ์ทส่ี ะท้อนใหเ้ หน็ ถึงสายใยรักความผกู พันของ 2 เจ้าฟ้า ผู้เปน็ มิง่ ขวัญของปวงชน
ชาวไทย
โดยเม่อื วนั ท่ี 29 เมษายน พ.ศ.2556 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอิสรยิ ยศเปน็
สมเดจ็ พระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกมุ าร พรอ้ มด้วยพระขณิษฐา สมเดจ็ พระกนษิ ฐาธิ
ราชเจา้ กรมสมเด็จพระเทพรตั นราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรสี ิรินธร มหาวชริ าลงกรณวรราชภกั ดี
สิริกิจการณิ ีพีรยพฒั น รัฐสมี าคุณากรปยิ ชาติ สยามบรมราชกมุ ารี เสดจ็ พระราชดาเนนิ ไปยัง
ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อรว่ มพระราชพิธีขึน้ ครองราชย์ของสมเด็จพระราชาธิบดีวลิ เลม-อเล็ก
ซานเดอร์ แห่งเนเธอร์แลนด์
พระบรมฉายาลกั ษณท์ ท่ี ง้ั 2 พระองค์ทรงโบกพระหตั ถแ์ ละแยม้ พระสรวญให้แก่ผมู้ าเฝ้าฯ
รบั เสดจ็ ได้ถูกขนานนามจากสอ่ื มวลชนต่างประเทศว่า “Siam Smile” หรือ “ย้มิ สยาม”
ทรงมีอัจฉรยิ ภาพทางดนตรี และทรงขับร้องเพลง “ลาวดวงเดือน” ถวายสมเด็จพระนางเจ้า
สริ กิ ติ ิ์ พระบรมราชินีนาถ “สมเด็จแม”่
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้า
เจ้าอยู่หัว ทรงมีความสามารถในการเล่นเครื่องดนตรีหลายชนิด โดยทรงได้รับการส่งเสริม
ความรู้ความสามารถทางดา้ นการดนตรจี ากพระราชบิดา บ่อยครั้งจะทรงดนตรีร่วมกันเป็นการ
สว่ นพระองค์ในพระราชฐานน้ันมีเป็นครั้งคราว และหากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จะทรงรับแขกเป็นการส่วนพระองค์ท่ีพระ
ตาหนักเรอื นตน้ ในบริเวณสวนจติ รลดา
มีคร้ังหนึ่งซึ่ง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรม
นาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
เสดจ็ ลงเสวยตอนค่า เป็นการเล้ียงต้อนรับ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรม
หาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จกลับจากการศึกษาท่ีประเทศออสเตรเลีย มี
การเล่นดนตรีไทยหน้าพระที่น่ังถวายโดยมีนักดนตรีอาทิ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรม
สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ า เจ้าฟา้ มหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณี
พีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ทรงซออู้ ครูยรรยง สีซอด้วง สมเด็จ
พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็มีพระราชประสงค์ทรงฟังเพลง “ลาวดวงเดือน” ซ่ึงเป็น
เพลงท่ีทรงโปรดมากรับส่ังกับ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลง
กรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า “ชายร้องเพลงดาวดวงเดือนให้แม่ฟังหน่อย ร้องแบบที่แม่
ชอบนะ แม่นอ้ ยบรรเลงเพลงเข้า แลว้ ให้น้องเลก็ ฟอ้ นด้วยนะ ….”
ทรงครองราชย์
เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนารถ
บพิตร เสด็จสวรรคตในวันท่ี 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เป็นท่ีคาดหมายว่าพระองค์จะ
สืบราชสมบัติต่อ ทั้งพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ยืนยันว่า พระองค์จะทรง
เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ แต่ทรงขอผ่อนผัน พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธาน
องคมนตรี จงึ เป็นผู้สาเร็จราชการแทนพระองค์โดยตาแหน่ง
วันท่ี 29 พ.ย. 59 เวลา 11.19 น. ระหว่างการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งท่ี
76/2559 เป็นพิเศษ ณ รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
(สนช.) ประธานการประชุมแจ้งว่า นายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือด่วนที่สุดที่ นร.0503/44549 มี
เนื้อความโดยสรุปว่า พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้ง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหา
วชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นพระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบ
ราชสนั ตตวิ งศ์ พ.ศ. 2467 แล้ว ให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อทราบ และอัญเชิญ
องค์พระรัชทายาท ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป จากนั้นนายพรเพชรในฐานะ
ประธานการประชุม ได้นาสมาชิกทุกคนในรัฐสภาลุกขึ้น แล้วชวนเปล่งเสียง“ขอพระองค์
ทรงพระเจริญ”และใหเ้ ฉลิมพระปรมาภิไธยว่า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทร
เทพยวรางกูร” อ่านว่า สม-เด็ด-พระ-เจ้า-อยู่-หัว – มะ-หา-วะ-ชิ-รา-ลง-กอน-บอ-ดิน-ทระ-
เทบ-พะ-ยะ-วะ-ราง-กูน พระปรมาภิไธยภาษาอังกฤษ ว่า “His Majesty King Maha
Vajiralongkorn Bodindradebayavarangku”
เมื่อวันท่ี 1 ธันวาคม พ.ศ.2559 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
พระราชทานพระราชวโรกาส ให้พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้สาเร็จราชการแทนพระองค์, นาย
พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติปฏิบัติหน้าท่ีประธานรัฐสภา ประมุขฝ่าย
นติ บิ ญั ญตั ิพลเอกประยทุ ธ์ จันทรโ์ อชา นายกรฐั มนตรี ประมขุ ฝา่ ยบรหิ าร และนายวีระพล ตง้ั
สุวรรณ ประธานศาลฎีกา ประมุขฝ่ายตุลาการ เข้าเฝ้าฯ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวัง
ดสุ ิตโดยนายพรเพชร วิชติ ชลชยั ปฏบิ ัตหิ นา้ ทปี่ ระธานสภานติ ิบญั ญัตแิ ห่งชาติ กราบบังคมทูล
เชญิ องคร์ ชั ทายาท เสด็จฯ ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตรยิ ์ สืบราชสนั ตตวิ งศ์ ความว่า “ขอ
พระราชทานกราบบังคมทูลทรงทราบ ฝ่าละอองธุลีพระบาท ข้าพระพุทธเจ้า นายพรเพชร
วิชิตชลชยั ประธานสภานติ ิบญั ญัติแห่งชาติ ทาหน้าทป่ี ระธานรฐั สภา ขอพระราชทานพระราช
วโรกาส กราบบังคมทูลในนามของปวงชนชาวไทยว่า โดยที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
ภมู ิพลอดลุ ยเดช มหติ ลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามนิ ทราธริ าช บรมนาถบพิตร ได้
เสด็จสวรรคต เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 เวลา 15 นาฬิกา 52 นาที
โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2557 มาตรา 2 วรรค 2
ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 23 วรรค 1 ได้
บัญญัติเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์ ว่า ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลง และในกรณีที่
พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งทายาทไว้ ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์
พระพุทธศกั ราช 2467 แล้ว ใหค้ ณะรัฐมนตรแี จ้งประธานรัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภา
เรียกประชุมรัฐสภา เพ่ือรับทราบ และให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์รัชทายาทขึ้นทรงราชย์
เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป และให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ บัดน้ี
คณะรัฐมนตรีได้แจ้งให้ประธานสภานิติบัญญัติทราบ ซ่ึงทาหน้าที่ประธานรัฐสภาตาม
บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญทราบเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2559 ว่า
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร
สยามินทราธริ าช บรมนาถบพิตร ได้ทรงแต่งต้ัง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรา
ลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นพระรัชทายาทตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติ
วงศ์ พระพุทธศักราช 2467 แล้ว ข้าพระพุทธเจ้าได้ดาเนินการเรียกประชุมสภานิติบัญญัติ
แห่งชาติ เพื่อรับทราบ ในคราวประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คร้ังที่ 76/2559 เป็นพิเเศษ
เม่ือวันท่ี 29 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2559 และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้รับทราบการ
แต่งตั้งพระรัชทายาทแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทาหน้าที่ประธาน
รัฐสภา ในนามของปวงชนชาวไทย จึงขอพระราชทานอัญเชิญใต้ฝ่าละอองพระบาท ข้ึนทรง
ราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบราชสันตติวงศ์สืบไป เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎ
มณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 และรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2557 มาตรา 2 วรรค 2 ประกอบกับ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 23 วรรค 1 ตั้งแต่วันพฤหัสบดี
ท่ี 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 ควรมิควร แล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรด
กระหมอ่ ม ขา้ พระพทุ ธเจา้ นายพรเพชร วิชิตชลชยั ประธานสภานิตบิ ัญญัติแห่งชาติ”
ในการนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร มี
พระราชดารสั ตอบรบั การขนึ้ ทรงราชย์ ความว่า “ตามท่ีประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ปฏิบัติหน้าท่ีประธานรัฐสภา ได้กล่าวในนามของปวงชนชาวไทยเชิญข้าพเจ้าขึ้นครองราชย์
เป็นพระมหากษัตริย์ ถ้าเป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิ
พลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร และเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎมณเฑียรบาลว่า ด้วยการสืบ
สันตติวงศ์กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยน้ัน ข้าพเจ้าขอตอบรับเพื่อสนองพระราช
ปณธิ าน และเพอ่ื ประโยชน์ของประชาชนชาวไทยท้ังปวง”
จากน้ัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลท่ี 10 เสด็จฯ ไปประทับราบ ณ พระสุจหนี่ หน้า
พระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
บรมนาถบพิตร และสมเดจ็ พระนางเจา้ สริ ิกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ทรงกราบถวายบังคม ทรงเปดิ กรวยกระทงดอกไม้ ธปู เทยี นแพ ทรงกราบราบ
พระเกียรติยศ
ธรรมเนยี มพระยศของ
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธบิ ดศี รีสินทรมหาวชริ าลงกรณ พระวชิรเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว
ธงประจาพระอิสริยยศ
ตราประจาพระองค์
ธงประจาพระองค์
พระราชลัญจกร
วดั ประจารัชกาลที่ 10
วดั ประจารชั กาลท่ี 10 วดั วชริ ธรรมสาธิตวรวิหาร(วดั ท่งุ สาธิต)
ตน้ ไม้ประจารชั กาล
ตน้ ไมป้ ระจารัชกาล ต้นรวงผ้งึ
ต้นไม้ประจารัชกาล คือ ต้นรวงผึ้ง ซึ่งต้นรวงผึ้งมีลักษณะโดดเด่นคือ ดอกสีเหลือง เป็นสี
ซ่ึงตรงกับวันพระราชสมภพ น่ันคือวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 และมักผลิดอก
ในช่วงวันพระราชสมภพพอดี เม่ือพระองค์ท่านได้เสด็จไปประกอบพระราชกรณียกิจตาม
สถานท่ีต่างๆ ก็ทรงปลูกต้นรวงผึ้งพระราชทานไว้ เพื่อให้เป็นตัวแทนแห่งพระองค์ท่านและ
เพ่ือเป็นสิริมงคลแก่ราษฎร ในช่วงผลิดอกคือราวเดือน กรกฎาคม – สิงหาคม จะออกดอกสี
เหลืองเปลง่ ปลั่งบานสะพรั่ง สร้างความสวยงามและช่ืนชมเปน็ อยา่ งมาก
พระราชอสิ รยิ ยศ
สมเดจ็ พระเจ้าลกู ยาเธอ เจ้าฟา้ วชิราลงกรณ (28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 -
28 ธนั วาคม พ.ศ. 2515)
สมเดจ็ พระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชริ าลงกรณ สยามมกฎุ ราชกุมาร (28
ธันวาคม พ.ศ. 2515 - 1 ธนั วาคม พ.ศ. 2559)
สมเดจ็ พระเจา้ อยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดนิ ทรเทพยวรางกูร (1 ธนั วาคม
พ.ศ. 2559 - 3 พฤษภาคม 2562)
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรสี ินทรมหาวชริ าลงกรณ พระวชิร
เกล้าเจ้าอยหู่ ัว (4 พฤษภาคม 2562 – ปัจจบุ ัน)
เครือ่ งราชอิสริยาภรณ์
เครื่องราชอิสรยิ าภรณไ์ ทย
พระองค์ทรงไดร้ บั พระราชทานเครอื่ งราชอสิ ริยาภรณ์
จาก พระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธิ เบศร มหาภมู ิพลอดุลยเดชมหาราช
บรมนาถบพติ ร
เครือ่ งขตั ตยิ ราชอิสริยาภรณอ์ ันมีเกียรติคณุ รงุ่ เรอื งย่งิ มหา
จักรีบรมราชวงศ์ฝ่ายหนา้ (ม.จ.ก.)
เคร่ืองราชอสิ ริยาภรณอ์ นั เป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวรา
ภรณ์ (น.ร.) เครอื่ งราชอิสรยิ าภรณจ์ ลุ จอมเกลา้ ชั้นปฐม
จุลจอมเกลา้ วเิ ศษ (ป.จ.ว.) เครอ่ื งราชอสิ รยิ าภรณอ์ นั เปน็ ท่ี
เชิดชยู งิ่ ชา้ งเผือก ช้นั สงู สุด มหาปรมาภรณ์ชา้ งเผอื ก (ม.ป.ช.)
เครื่องราชอสิ ริยาภรณอ์ นั มเี กยี รติยศย่ิงมงกฎุ ไทย ชน้ั
สูงสดุ มหาวชริ มงกุฎ(ม.ว.ม.)
เคร่ืองราชอสิ ริยาภรณ์อันเป็นทีส่ รรเสรญิ ยง่ิ ดเิ รกคุณา
ภรณ์ ช้ัน 1 ปฐมดเิ รกคณุ าภรณ์ (ป.ภ.)
เครื่องราชอสิ รยิ าภรณอ์ นั เปน็ สิริยิ่งรามกีรติ ลูกเสือสดดุ ชี ้นั
พิเศษ เหรียญกลา้ หาญ
เหรยี ญพิทักษ์เสรชี น ชน้ั ที่ 1 (ส.ช.1)
เหรยี ญราชการชายแดน (ช.ด.)
เหรียญจกั รมาลา (ร.จ.ม.)
เหรยี ญรตั นาภรณ์ รัชกาลท่ี 9 ชัน้ 1 (ภ.ป.ร.1)
เหรยี ญราชรุจิ ทอง รชั กาลที่ 9 (ร.จ.ท.9)
เหรียญกาชาดสมนาคณุ ชน้ั ท่ี 1
เครื่องราชอิสริยาภรณต์ า่ งประเทศ
มาเลเซยี พ.ศ. Order of the Defender of the
2543 Realm ชนั้ Grand Commander
เยอรมนี พ.ศ. เครอื่ งอสิ ริยาภรณค์ ณุ ธรรมแห่ง
2527 สหพนั ธส์ าธารณรฐั เยอรมนี
ชัน้ Knight Grand Cross
เนปาล พ.ศ. Order of Ojaswi Rajanya ชนั้
2529 Member
สเปน พ.ศ. Royal and Distinguished
2530 Spanish Order of Charles
III ช้นั Knight Grand Cross
Family Order of Brunei 2nd
บรูไน พ.ศ. Class - Darjah Kerabat Seri
2533 Utama Yang Amat Dihormati -
D.K. (Seri Utama)
ญปี่ ่นุ พ.ศ. เครือ่ งราชอิสรยิ าภรณอ์ นั สงู สง่ ย่งิ
2534 ดอกเบญจมาศ ประเทศญีป่ ุ่น
สหราช พ.ศ. Royal Victorian Order ชน้ั
อาณาจกั ร 2539 Honorary Dame Grand Cross
เดนมารก์ พ.ศ. เครื่องราชอิสรยิ าภรณช์ า้ ง ชนั้ อัศวิน
2544
เนเธอร์แลนด์ พ.ศ. Order of the Crown ชั้น Grand
2547 Cross
รัฐตรังกานู Most Distinguished Family
Order of Terengganu ชน้ั ทสี่ อง
พระยศทหาร พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรสี ินทรมหาวชิราลงกรณ
พระวชิรเกล้าเจา้ อยหู่ วั กองทพั บกไทย, กองทัพเรือไทย, กองทพั อากาศไทย และกอง
อาสารกั ษาดินแดน
ปีปฏิบตั หิ นา้ ท่ี พ.ศ. 2535 - ปจั จบุ ัน
พ.ศ. 2535 – ปัจจบุ นั
พ.ศ. 2535 – ปัจจบุ นั
พ.ศ. 2535 – ปัจจบุ นั
ชนั้ ยศ
พลเอก พลเรือเอก
พลอากาศเอก นายกองใหญ่
พระยศทางทหาร
- พ.ศ. 2508 รอ้ ยตรี เหล่าทหารราบ เรอื ตรี พรรคนาวิน เรอื อากาศตรี เหลา่
ทหารนกั บนิ และนายทหารพเิ ศษประจากรมทหารราบที่ 1 มหาดเลก็ รักษา
พระองค์ นายทหารพิเศษประจากองทัพเรือ และนายทหารพเิ ศษประจาโรงเรียนนาย
เรืออากาศ
- พ.ศ. 2514: รอ้ ยโท เรือโท และ เรอื อากาศโทพ.ศ. 2518: รอ้ ยเอก เรอื เอก
และ เรืออากาศเอก และ นายทหารประจากรมขา่ วทหารบก
กองทพั บก กระทรวงกลาโหม
- พ.ศ. 2520: พันตรี นาวาตรี และ นาวาอากาศตรี
- พ.ศ. 2521: รองผูบ้ ังคับกองพัน ทหารมหาดเลก็ รกั ษาพระองค์ กรมทหาร
ราบที่ 1 มหาดเล็กรกั ษาพระองค์
- พ.ศ. 2523: พันโท นาวาโท และ นาวาอากาศโท และ ผูบ้ งั คับกองพัน กรม
ทหารมหาดเลก็ รกั ษาพระองค์ กรมทหารราบที่ 1 มหาดเลก็ รกั ษาพระองค์ และ
นายทหารพเิ ศษประจากรมนกั เรียนนายเรือ รกั ษาพระองค์ กรมยทุ ธศกึ ษา โรงเรียน
นายเรือ ประจากองบงั คบั การกรมทหารราบที่ 3 รักษาพระองค์ กรมนาวกิ โยธิน
ประจากรมนกั เรยี นนายเรอื อากาศ รักษาพระองค์ กรมยุทธศกึ ษา โรงเรียนนายเรอื
อากาศ และ ประจากองพันทหารอากาศโยธนิ ที่ 1 รกั ษาพระองคพ์ .ศ. 2524:
นายทหารพิเศษประจากรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์
- พ.ศ. 2525: นายทหารพิเศษประจากรมนกั เรยี นนายร้อยรกั ษา
พระองค์ โรงเรยี นนายรอ้ ยพระจุลจอมเกลา้ และ นายกองเอก กองอาสารกั ษา
ดนิ แดน สานกั อานวยการกองอาสารักษาดนิ แดน
- พ.ศ. 2526: พนั เอก นาวาเอก และ นาวาอากาศเอก
- พ.ศ. 2527: ผบู้ งั คับการ กรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์
- พ.ศ. 2529: ผบู้ ังคบั การพิเศษ ประจากรมรบพเิ ศษท่ี 1 กองพลรบพเิ ศษที่ 1
หน่วยบัญชาการสงครามพเิ ศษ
- พ.ศ. 2530: พลตรี พลเรอื ตรี และ พลอากาศตรี และผ้บู งั คับการ กรมทหาร
มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์
- พ.ศ. 2531: พลโท พลเรอื โท และ พลอากาศโท และผบู้ ัญชาการ หน่วย
บญั ชาการทหารมหาดเลก็ ราชวัลลภ รักษาพระองค์
- พ.ศ. 2534: นายทหารพิเศษประจากรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ กรม
ทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ กรมทหาราบที่ 21 รกั ษาพระองค์ กรมทหารราบที่
31 รักษาพระองค์ กองพันทหารม้าที่ 4 รกั ษาพระองค์ กรมทหารปนื ใหญท่ ่ี 1 รกั ษา
พระองค์ และกองพันทหารชา่ งท่ี 1 รักษาพระองค์
- พ.ศ. 2535: พลเอก พลเรือเอก และ พลอากาศเอก ผบู้ ัญชาการ หนว่ ย
บญั ชาการถวายความปลอดภยั สานักผูบ้ ญั ชาการทหารสูงสดุ และ นายกอง
ใหญ่ กองอาสารักษาดนิ แดน สานกั อานวยการกองอาสารกั ษาดนิ แดน
- พ.ศ. 2547: นายทหารพิเศษประจากองพนั ทหารราบที่ 3 กรมทหารราบท่ี 1
มหาดเลก็ รกั ษาพระองค์
- พ.ศ. 2548: นายทหารพเิ ศษประจากรมทหารชา่ งที่ 1 รกั ษาพระองค์ กองพันทหาร
ชา่ งที่ 2 รักษาพระองค์
และกองพนั ทหารสอ่ื สารท่ี 1 รกั ษาพระองค์
พระอัจฉริยภาพด้านการบนิ
- เดือนมกราคม ถงึ เดอื นตุลาคม พ.ศ. 2519 ทรงเข้ารับการฝึกเพ่ิมเติม และศึกษางาน
ด้านการทหาร ณ เครือรัฐออสเตรเลีย ทรงเข้ารับการฝึกหลักสูตรวิชาอาวุธพิเศษ การทาลาย
และยุทธวิธีรบนอกแบบ หลักสูตรต้นหนชั้นสูง หลักสูตรการลาดตระเวน และต้นหนชั้นสูง
รวมท้ังหลกั สตู รส่งทางอากาศ
- พ.ศ. 2520 ถึง พ.ศ. 2523 ทรงเขา้ รบั การฝกึ หลกั สูตรการฝึกบินเฮลิคอปเตอร์ใช้งาน
ทัว่ ไป แบบ ยู เอซ–1 เอซ ของบริษัท เบลล์ รวมชั่วโมงบิน 54.36 ชว่ั โมง เดือนกุมภาพันธ์ ถึง
เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2523 ทรงเข้ารับการฝึกตามโครงการช่วยเหลือทางทหาร กองทัพบก
สหรัฐอเมริกา รวม 6 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรอาวุธประจากายและเคร่ืองยิงลูก
ระเบิด หลักสูตรการปฏิบัติการพิเศษ หลักสูตรการต่อต้านการก่อการร้าย หลักสูตรการ
สงครามแบบกองโจร หลักสูตรการฝึกการดารงชีพ และหลักสูตรส่งทางอากาศ (ทางบกและ
ทางทะเล) เดอื นมถิ ุนายน ถึงเดอื นกรกฎาคม พ.ศ. 2523 ทรงเขา้ รับการฝึกหลกั สตู รการฝึกบิน
เฮลิคอปเตอร์ใช้งานท่ัวไป แบบ ยู เอซ–1 เอซ กับเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป แบบ ยู เอซ–1
เอ็น ของบริษทั เบลล์ รวมช่วั โมงบนิ 259.560 ช่วั โมง
- เดือนกันยายน ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2523 ทรงเข้ารับการฝึกหลักสูตรการฝึกบิน
เฮลิคอปเตอรโ์ จมตี ตดิ อาวธุ แบบ ยู เอซ–1 เอซ ของบรษิ ทั เบลล์ จากกองทัพไทย รวมชั่วโมง
บิน 54.50 ชั่วโมง
- เดือนธันวาคม พ.ศ. 2523ถึง พ.ศ. 2524 ทรงเข้ารับการฝึกหลักสูตรการฝึกบิน
เครอื่ งบนิ ปกี ติดลาตวั แบบ Sial–Marchetti SF 120 MT รวมชวั่ โมงบิน 172.20 ชว่ั โมง
- เดือนมีนาคม ถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2524 ทรงเข้ารับการฝึกหลักสูตรการฝึกบิน
เคร่ืองบนิ ปีกติดลาตวั แบบ Cessna T–37 รวมชว่ั โมงบนิ 240 ชัว่ โมง
- เดือนตุลาคม ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2524 เสด็จพระราชดาเนินไปทอดพระเนตร
กิจการทางทหารและตารวจ ณ สหราชอาณาจักร ราชอาราจักรเบลเยียม ราชอาณาจักร
เนเธอร์แลนด์ สหพันธส์ าธารณรัฐเยอรมนี สาธารณรฐั ฝรงั่ เศส และเครอื รฐั ออสเตรเลยี
- เดือนตุลาคม พ.ศ. 2525 ถึง พ.ศ. 2526 ทรงเข้ารับการฝึกหลักสูตรการฝึกบิน
เปลย่ี นเป็นเครือ่ งบินขบั ไล่ แบบ เอฟ–5 (พิเศษ) รุ่นท่ี 83 (พุทธศักราช 2526) เอ ที ดับเบิลยู
และหลักสูตรเคร่ืองบินขับไล่ชั้นสูง รุ่นท่ี 83 (พุทธศักราช 2526) เอ วี ดับเบิลยู ณ ฐานทัพ
อากาศวิลเลียมส์ รฐั อรโิ ซนา สหรฐั อเมรกิ า รวนชั่วโมงบนิ 2,000 ชว่ั โมง
- พ.ศ. 2532 ทรงผ่านการฝึกบินด้วยเครื่องบินใบพัด แบบมาร์คเคตต้ีของฝูงขั้น
ปลาย โรงเรียนการบิน กองทัพอากาศ และการฝึกบิน ด้วยเคร่ืองบินไอพ่น แบบ ที 33 และ
หลกั สูตรนักบินขับไลไ่ อพน่ สมรรถนะสูงกับเครื่องบิน ขับไล่ แบบ เอฟ 5 อี/เอฟ ของกองบิน 1
ฝูงบิน 102 โดยทรงทาช่ัวโมงบิน 200 ช่ัวโมง ในเบ้ืองต้น และทรงทาช่ัวโมงบินสูงสุด 1,000
ช่ัวโมง และทรงเข้าร่วมการแข่งขันการใช้อาวุธทางอากาศประจาปี ซึ่งทรงทาคะแนนได้สูง
ตามกติกา กองทัพอากาศได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเครื่องหมายความสามารถในการใช้
อาวุธทางอากาศช้ันที่ 1 ประเภทอาวุธระเบิดสี่ดาว อาวุธจรวดส่ีดาว และอาวุธปืนสี่ดาว ใน
ศกเดียวกนั
- เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2547 ทรงเข้ารับการฝึกหลักสูตรการในฐานะนักบินโบอ้ิง
737–400 จากบริษัท การบินไทย จากัด (มหาชน), และทรงผ่านการตรวจสอบจากการขนส่ง
ทางอากาศ กับทรงได้รับใบอนุญาตนักบินพาณิชย์เอก- เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2548 ทรงเข้า
รบั การฝกึ หลกั สูตรกัปตัน จากบริษัท การบินไทย จากัด และทรงรับการทูลเกล้าทูลกระหม่อม
ถวายตาแหน่งนักบินที่ 1 ใน พ.ศ. 2549 ท้ังน้ี ทรงปฏิบัติหน้าท่ีนักบินที่ 1 อย่างดีเย่ียม
สม่าเสมอ รวมช่ัวโมงบนิ 3,000 ชว่ั โมง
- เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2552 กรมการขนส่งทางอากาศได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย
ใบรบั รองในตาแหน่งครูฝึกภาคอากาศกับตาแหน่งครูฝึกเครื่องช่วยฝึกบิน สาหรับเคร่ืองบินโบ
องิ 737–400
ด้านการทหาร
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้า
เจา้ อยู่หวั เมือ่ ครัง้ ยงั อิสรยยศเป็นสมเดจ็ พระบรมโอรสาธริ าช สยามมกุฎราชกมุ าร ทรงสนพระ
ราชหฤทัยในวิทยาการด้านการทหาร มาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ นอกจากทรงรับการศึกษา
ทางดา้ นการทหารจากประเทศออสเตรเลียแล้ว ยงั ทรงพระวริ ยิ ะอุตสาหะในการเพิ่มพูนความรู้
และพระประสบการณอ์ ยตู่ ลอดเวลา อกี ทงั้ ยังเสด็จพระราชดาเนนิ ไปเย่ยี มท่ีตงั้ กองทหารหน่วย
ต่าง ๆ อยูเ่ สมอ อยา่ งยงิ่
หลังจากพระองค์ ทรงสาเร็จการศึกษาด้านการทหารจากประเทศออสเตรเลีย รวมถึง
ทรงเข้ารบั การฝึกหลกั สตู รอื่นๆ แล้ว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ยังได้
ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจโดยทรงเข้าร่วมปฏิบัติการรบในการต่อต้านการก่อการร้ายใน
ภาคเหนอื และภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือของประเทศ เนือ่ งจากประเทศไทยได้เกิดปัญหาการก่อ
ความสงบของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งการก่อความไม่สงบได้ทาให้มีผู้เสียชีวิต
และบาดเจ็บเป็นจานวนมาก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยาม
มกฎุ ราชกมุ าร” ไดเ้ สด็จฯ ไปทรงเยี่ยมให้กาลังใจแก่ตารวจ ทหาร และเจ้าหน้าท่ี อส. บริเวณ
พนื้ ทอ่ี นั ตราย นอกจากนี้ยังไดท้ รงรว่ มรบเคยี งบ่าเคียงไหลก่ ับทหารหาญแนวหน้า
ปฏิบัติการ ณ บา้ นหมากแขง้
เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2519 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิ
พลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ร้อยเอกสมเด็จพระบรม
โอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดาเนินไปทรงเยี่ยมตารวจ ทหารและราษฎร
ในพื้นที่ ณ ฐานปฏิบัติการบ้านหมากแข้ง อาเภอด่านซ้าย จังหวัดเลยหลังจากพรรค
คอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้ส่งกาลังเข้าโจมตีฐานปฏิบัติการของตารวจหน่วยปฏิบัติการ
พิเศษ ทาใหม้ ีเจา้ หน้าทต่ี ารวจเสยี ชีวิต และไดบ้ าดเจบ็ สาหสั อีกจานวนหนึ่ง
เมื่อปลายเดือนตุลาคม พ.ศ. 2519 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้ปะทะยิงสู้รบ
เจ้าหน้าท่ีตารวจ เป็นเหตุให้เคร่ืองบินตก 1 ลา ในวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2519 หลังจาก
เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวไม่นาน ร้อยเอกสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร (พระ
อิสริยยศในขณะน้ัน) เสด็จฯ ทรงเยี่ยมเพื่อสร้างขวัญและกาลังใจในการสู้รบ ทรงออก
บญั ชาการรบท่แี นวหนา้ ดว้ ยพระองค์เอง การเสด็จฯ เยี่ยมดังกล่าวได้สร้างขวัญกาลังใจให้กับ
ชาวบ้านและบรรดาทหารขณะนน้ั เปน็ อย่างมาก
ขณะที่ร้อยเอกสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เสด็จฯ โดยเฮลิคอปเตอร์เพ่ือไปยังแนว
หนา้ ไดม้ ีการยงิ ถล่มจากพรรคคอมมวิ นสิ ต์ฯ ทาให้เฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งไม่สามารถลงจอดได้
เหตุการณ์ในวันดังกล่าวชาวบ้านในพื้นท่ีเล่าว่า พระองค์ทรงกระโดดลงมาจากเฮลิคอปเตอร์
ความสูงประมาณ 12 เมตร แล้วว่ิงหลบฝ่ากระสุนที่ปลิวว่อนไปมาอย่างกล้าหาญ จากน้ัน
พระองค์จึงทรงวิเคราะห์และวางแผนการรบให้กับทหารในพื้นท่ี ออกลาดตระเวน อยู่ยาม
เชน่ เดยี วกับทหารคนอื่น ๆ
พระองค์ได้ประทับแรมที่ฐานปฏิบัติการบ้านหมากแข้งเป็นเวลา 1 คืนจึงเสด็จฯ กลับ
และได้เสด็จฯ มาเยี่ยมเยือนอีกคร้ังหนึ่งในวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2519 ต่อมาพรรค
คอมมวิ นิสต์ในประเทศไทยประกาศยอมแพ้ สงครามสรู้ บจงึ สิ้นสดุ ลงในปี พ.ศ. 2525
จากการที่ได้ทรงศึกษาด้านวิชาทหารมานาน ทรงมีความรู้เช่ียวชาญอย่างมาก และได้
พระราชทานความรู้เหล่านั้นให้แก่ทหาร 3 เหล่าทัพ ทรงปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่างแก่
นายทหาร เอาพระทัยใส่ในความเป็นอยู่ทุกข์สุขของทหารผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาอย่างท่ัวถึง
รวมทง้ั พระราชทานพระราชทรัพยส์ ว่ นพระองค์ เป็นทุนการศึกษาแก่บุตรของทหาร สิ่งเหล่านี้
ล้วนกอ่ ใหเ้ กิดความเทดิ ทูนและความจงรกั ภักดแี กเ่ หล่าทหารเปน็ อย่างย่งิ
พระราชกรณยี กจิ
ดา้ นการแพทย์ และการสาธารณสขุ
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงตระหนกั ว่าสุขภาพพลานามยั อนั ดีของประชาชนเป็นปัจจัยสาคัญของการสร้างสรรค์ทรัพยากร
บุคคล จึงทรงสนพระราชหฤทัยในการประกอบพระราชกณียกิจ ในด้านการแพทย์ และการ
สาธารณสุข พระองค์ โปรดให้สร้างโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชข้ึน เพื่อให้การรักษาพยาบาลผู้
เจ็บป่วยในถ่ินทุรกันดาร พระองค์ทรงเป็นองค์นายกกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระ
ยพุ ราช พระองค์มีพระราชปณธิ านใหเ้ อาใจใสร่ กั ษาพยาบาลพสกนิกรของพระองค์ให้ปลอดภัยจาก
ความเจ็บไข้โดยท่ัวหน้าเสมอกัน ทรงตระหนักว่า สุขภาพพลานามัยอันดีของประชาชนเป็นปัจจัย
สาคญั ของการสร้างสรรค์ทรัพยากรบุคคลอันมีคุณภาพไว้เป็นพลังในการพัฒนาประเทศ จึงทรงสน
พระราชหฤทัยในการประกอบพระราชกรณียกิจด้านการแพทย์และสาธารณสุข เช่น เมื่อรัฐบาลได้
น้อมเกล้าฯถวายโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช เนื่องในพระราชพิธีอภิเษกสมรสจานวน 21 แห่ง
ท่ัวทุกภูมิภาคของประเทศ พระองค์ก็ได้ทรงพระอุตสาหะเสด็จพระราชดาเนินไปทรงเย่ียม
โรงพยาบาลสม่าเสมอ พระราชทานพระราชทรัพย์สนับสนุนให้มีอุปกรณ์การแพทย์ เครื่องมือ
เครื่องใช้ที่ทันสมัยเพ่ือสามารถให้บริการท่ีดีแก่ประชาชนและเมื่อ พ.ศ. 2537 ทรงรับเป็นประธาน
กรรมการอานวยการจดั สร้างอาคารศูนยโ์ รคหวั ใจ สมเดจ็ พระบรมราชนิ นี าถ เป็นตน้
ดา้ นการศึกษา
โรงเรยี นอนุบาลทหารมหาดเลก็ ราชวลั ลภ
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้า
เจ้าอยู่หัว เม่ือคร้ังยังเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระองค์
พ ร ะ ร า ช ท า น พ ร ะ ร า ช า นุ ญ า ต ใ ห้ ใ ช้ อ า ค า ร ข อ ง ก ร ม ท ห า ร ม ห า ด เ ล็ ก ร า ช วั ล ล ภ รั ก ษ า
พระองค์ เปน็ ทตี่ ง้ั ของโรงเรียนอนบุ าลชื่อวา่ โรงเรียนอนบุ าลทหารมหาดเล็กราชวัลลภ โดยใน
ระยะแรกได้จัดการเรียนการสอนเฉพาะชั้นอนุบาล ต่อมา โรงเรียนได้ย้ายไปที่จังหวัดนนทบุรี
และไดร้ บั พระราชทานชอ่ื ใหม่ว่า โรงเรียนอนุราชประสทิ ธ์ิ
นอกจากนี้ ทรงทราบดีว่าเยาวชนในถ่ินทุรกันดารยังด้อยโอกาสในการศึกษา ทรง
พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สมทบเป็นค่าก่อสร้างโรงเรียนมัธยมศึกษาท่ีต้ังอยู่ใน
ชนบทห่างไกลคมนาคมไม่สะดวก กระทรวงศึกษาธิการ (ประเทศไทย)ได้สนองพระราช
ประสงค์ด้วยการน้อมเกล้าฯ ถวายโรงเรียนในระดับมัธยมศึกษาจานวน 6 โรงเรียน เป็น
โรงเรียนในพระราชูปถัมภ์ ได้แก่ (1) โรงเรียนมัธยมพัชรกิติยาภา อาเภอปลาปาก จังหวัด
นครพนม (ปัจจุบันเปล่ียนช่ือเป็น โรงเรียนมัธยมพัชรกิติยาภา 1 นครพนม), (2) โรงเรียน
มัธยมจุฑาวัชร อาเภอลานกระลือ จงั หวัดกาแพงเพชร (ปัจจุบันเปล่ียนช่ือเป็น โรงเรียนมัธยม
พัชรกิติยาภา 2 กาแพงเพชร), (3) โรงเรียนมัธยมวัชเรศร อาเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุ
ราษฎร์ธานี (ปัจจุบันเปลี่ยนช่ือเป็น โรงเรียนมัธยมพัชรกิติยาภา 3 สุราษฎร์ธานี), (4)
โรงเรียนมัธยมจักรีวัชร อาเภอรัตนภูมิ จังหวัดสงขลา (ปัจจุบันเปล่ียนชื่อเป็น โรงเรียนมัธยม
สิริวัณวรี 2 สงขลา), (5) โรงเรียนมัธยมวัชรวีร์ อาเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา
(ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี 3 ฉะเชิงเทรา) และ (6) โรงเรียนมัธยมบุษย์
นา้ เพชร อาเภอเมืองอดุ รธานี จังหวดั อุดรธานี (ปัจจบุ ันเปลีย่ นชอ่ื เป็น โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี
1 อดุ รธานี) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เม่ือครั้งยัง
เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดาเนินไปทรงเยี่ยม
เยาวชนในตาบลต่าง ๆ ทรงสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์เยาวชนตาบล รวมท้ังได้ทรงเป็นประธาน
งานวันเยาวชนแห่งชาติ วันที่ 20 กันยายน ของทุกปี และทรงเป็นประธานในพิธีปฏิญาณตน
และสวนสนามของลกู เสอื และเนตรนารี และสมาชิกผทู้ าประโยชน์
ท้ังน้ีพระองค์ได้ทรงอุปการะเด็กกาพร้า คือ จักรกฤษณ์ และอนุเดช ชูศรี ท่ีครอบครัว
เสียชีวิตจากภูเขาถล่มเม่ือ พ.ศ. 2554 รวมท้ังครอบครัวของบูรฮาน และบุศรินทร์ หร่ายมณี
ซ่ึงบิดาถูกลอบสังหารจากเหตุความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจะทรงอุปการะ
จนกว่าจะสาเร็จการศกึ ษาปริญญาตรหี รือจนกวา่ จะมอี าชพี สามารถเลยี้ งครอบครัวได้ เป็นตน้
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้า
เจ้าอยหู่ วั เมือ่ ครั้งอิสรยยศสมเดจ็ พระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกมุ าร มีพระราชดาริให้
ดาเนินโครงการทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ข้ึนเมื่อ พ.ศ.
2552 ด้วยพระราชปณิธานท่ีมุ่งสร้างความรู้ สร้างโอกาสแก่เยาวชนไทยท่ีมีฐานะยากจน
ยากลาบาก แต่ประพฤติดี มีความสามารถในการศึกษา ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาท่ีม่ันคง
ต่อเนื่องในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จนสาเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี ตาม
ความสามารถของแต่ละคน เป็นการลงทุนเพ่ือพัฒนาความรู้ความสามารถและศักยภาพแก่
เยาวชนไทย
ต่อมาใน พ.ศ. 2553 มีพระราชดาริให้จัดตั้ง มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จ
พระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ.) ขึ้น โดยทรงเป็นองค์ประธานกรรมการ
และทรงให้นาโครงการทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มาอยู่
ภายใต้การดาเนินงานของมูลนิธิฯ เพื่อให้เกิดความต่อเน่ืองและย่ังยืนสืบต่อไป ปัจจุบันมี
นักเรียนทุนพระราชทานฯ ในโครงการท้ังสิ้นจานวน 9 รุ่น เพื่อให้เยาวชนใช้ความรู้ประกอบ
อาชีพเลี้ยงตนและครอบครัวได้เม่ือจบการศึกษา ได้เสด็จพระราชดาเนินไปทรงเยี่ยมโรงเรียน
ในพระบรมราชานุเคราะห์ ทรงติดตามผลการศึกษา และโปรดเกล้าฯให้พระเจ้าหลานเธอ
พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และหม่อมเจ้าสิริวัณวรี พระราชธิดาท้ังสองพระองค์ทรงร่วม
กิจกรรมของโรงเรียนต่างๆ เสมอทั้งนี้ด้วยน้าพระหฤทัยที่ทรงพระเมตตาห่วงใยเยาวชน
ผดู้ ้อยโอกาส
ในด้านอุดมศึกษา พระองค์ได้ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดาเนนิ แทนพระองค์ไป
พระราชทานปริญญาบัตรแก่บณั ฑติ ของมหาวทิ ยาลัยตา่ ง ๆ ปลี ะเปน็ จานวนมากทกุ ปี
พระบรมราโชบายด้านการศกึ ษา
เมื่อวนั ศุกร์ที่ 18 สงิ หาคม พ.ศ. 260 บรษิ ัท ซีพี ออลล์ จากัด (มหาชน) จัดงานแจกรางวัล
“เซเว่นบุ๊คอวอร์ด” มีศาสตราจารย์นายแพทย์เกษม วัฒนชัย เป็นประธาน ก่อนแจกรางวัล คุณ
หมอเกษมได้อัญเชิญพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัววชิราลง
กรณ บดินทรเทพยวรางกูร ซ่ึงคุณหมอเกษมได้บันทึกไว้มาเสนอในท่ีประชุม เป็นพระบรมรา
โชบายทีค่ รทู กุ คนควรทราบและนอ้ มนามาปฏิบตั ิ จงึ ขอนามาเผยแพร่ใหค้ รูทงั้ หลายได้ทราบดังน้ี
“การศึกษาต้องมุ่งสร้างพ้ืนฐานให้แก่ผู้เรียน 4 ด้าน มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง ข้อน้ีมี
คาขยายว่า ต้องมีความรู้ความเข้าใจที่มีต่อชาติบ้านเมือง ยึดม่ันในศาสนา ม่ันคงในสถาบัน
พระมหากษัตริย์ และมีความเอื้ออาทรต่อครอบครัวและชุมชนของตน มีพ้ืนฐานชีวิตท่ีม่ันคง มี
คุณธรรม ข้อน้ีมีคาขยายว่า ให้รู้จักแยกแยะส่ิงที่ผิด-ที่ถูก ส่ิงช่ัว-ส่ิงดี เพื่อปฏิบัติแต่ส่ิงท่ีชอบที่ดี
งาม ปฏเิ สธส่ิงท่ีผิดที่ชั่ว เพ่ือสร้างคนดีให้แก่บ้านเมือง มีงานทา มีอาชีพ ข้อนี้มีคาขยายว่า ต้อง
ให้เด็กรักงาน สู้งาน ทางานจนสาเร็จ อบรมให้เรียนรู้การทางาน ให้สามารถเลี้ยงตัวและเลี้ยง
ครอบครัวได้ เป็นพลเมืองดี ข้อนี้มีคาขยายว่า การเป็นพลเมืองดีเป็นหน้าที่ของทุกคน
สถานศึกษาและสถานประกอบการต้องส่งเสริมให้ทุกคนมีโอกาสทาหน้าท่ีพลเมืองดี การเป็น
พลเมืองดีหมายถึงการมีน้าใจ มีความเอื้ออาทร ต้องทางานอาสาสมัคร งานบาเพ็ญประโยชน์
เห็นอะไรท่ีจะทาเพอื่ บา้ นเมืองไดก้ ็ต้องทา”
ด้านการพระศาสนา
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้า
เจ้าอยู่หัว ได้ทรงแสดงพระองค์เป็นพุทธมามกะท่ีวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เม่ือวันท่ี 3
มกราคม พ.ศ. 2509 กอ่ นเสด็จพระราชดาเนนิ ไปทรงศกึ ษาตอ่ ทีป่ ระเทศองั กฤษ อีกท้ังเมื่อ
ครัง้ ยงั เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงปฏบิ ตั พิ ระราชกรณียกิจแทน
พระพระราชบิดา ทรงประเคนผ้าไตร ประกาศนียบัตร และพัดยศ ในการต้ังภิกษุและสามเณร
เปรียญ เนื่องในการพระราชพิธีทรงบาเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา ณ พระอุโบสถวัดพระศรี
รัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง พ.ศ. 2551 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี
ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เม่ือครั้งอิสรยยศเป็นสมเด็จพระบรม
โอรสาธิราชฯ ทรงแสดงพระองค์เป็นพุทธมามกะท่ีวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เม่ือวันท่ี 3
มกราคม พ.ศ. 2509 ก่อนเสด็จพระราชดาเนินไปทรงศึกษาต่อท่ีประเทศอังกฤษ นอกจากนี้ มี
พระราชศรัทธาออกบวชในพระพุทธศาสนา โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิ เบศร มหา
ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โปรดให้จัดการพระราชพิธีผนวช ณ พัทธสีมาวัด
พระศรีรตั นศาสดาราม ในวนั ท่ี 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2521 โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ
สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) เป็นพระอุปัชฌาย์ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒ
โน) เปน็ พระกรรมวาจาจารย์ สมเด็จพระธีรญาณมุนี (ธีร์ ปุณฺณโก) ถวายอนุสาสน์ได้รับถวาย
พระสมณนามว่า "วชิราลงฺกรโณ" และได้ประทับอยู่ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ตลอดจนทรงลา
สิกขาในวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2521 นอกจากน้ัน ยังเสด็จพระราชดาเนินแทนพระบาท
สมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรไปปฏิบัติพระราช
กิจทางพระพุทธศาสนาอย่างสม่าเสมอ โดยเฉพาะเมื่อคร้ังยังเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ
สยามมกุฎราชกุมาร เช่น เสด็จพระราชดาเนินแทนพระองค์ไปทรงเปล่ียนเคร่ืองทรงพระพุทธ
มหามณีรัตนปฏิมากร ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตามฤดูกาล เสด็จพระราชดาเนินแทน
พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดุลยเดชไปทรงบาเพ็ญพระราชกุศลในวันสาคัญทาง
พระพุทธศาสนา เช่นวันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา และการถวายผ้าพระกฐิน
หลวงตามวัดต่าง ๆ เปน็ ต้น
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้า
เจ้าอยู่หัว ทรงบาเพ็ญพระราชกรณียกิจด้านศาสนาหลังจากเสด็จขึ้นทรงราชย์แล้ว คือ ทรง
บาเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เน่ืองในวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม
พ.ศ. 2559 ทรงพระราชอนุสรณ์คานึงถึงสมเด็จพระบรมชนกนาถ และโปรดเกล้าฯ สถาปนา
อิสริยยศ และเล่ือนอิสริยฐานันดรพระสงฆ์ที่ดารงอยู่ในสมณคุณ และมีอุปการะย่ิงแก่การพระ
ศาสนาดังกล่าวสูงขึ้น เพ่ือจักได้บริหารพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสถาพร ตามโบราณราช
ประเพณี
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้า
เจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ท่ี 20 แห่ง
กรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยได้
เสด็จพระราชดาเนินไปประกอบพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชด้วยพระองค์เองเม่ือ
วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 หลายคร้ังได้เสด็จพระราชดาเนินไปทรงเย่ียมและมีพระราช
ปฏิสันถารพระภิกษุช้ันผู้ใหญ่ อาทิ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ.2526 โดยเสด็จไปเยี่ยม
อาการอาพาธหลวงปู่แหวน สจุ ณิ โณ ณ วดั ดอยแมป่ ั๋ง ต.แม่ป๋งั อ.พรา้ ว จ.เชยี งใหม่
นอกจากนัน้ พระองคย์ ังให้การสนบั สนุนกิจกรรมของศาสนาอ่ืนอาทิศาสนาอิสลาม โดย
พระองค์ เสด็จฯไปเป็นประธานในพิธี พระราชทานรางวัลแก่ผู้ชนะ การทดสอบ การอัญเชิญ
พระมหาคัมภรี ์อัลกรุ อานระดบั ประเทศ
ด้านการกีฬา
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้า
เจ้าอยู่หัว เม่ือคร้ังทรงอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรง
ปฎบิ ตั ิพระราชกรณียกจิ ท้ังในฐานะผู้แทนพระองค์และในส่วนของพระองค์เองนานัปการ เช่น
การพระราชทานไฟพระฤกษ์ กีฬาเยาวชนแห่งชาติ พระราชทานพระราชวโรกาสให้นักกีฬา
ไทยผู้นาความสาเร็จนาเกียรติยศมาสู่ประเทศชาติ เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทรับพระราชทาน
รางวัลนักกีฬายอดเย่ียม รับพระราชทานพร และทรงแสดงความชื่นชมยินดี ซึ่งนักกีฬาของ
ไทยตา่ งสานึกในพระมหากรุณาธิคุณ มีความปลาบปลื้มในสิริมงคลและมีขวัญกาลังใจท่ีจะนา
ความสาเร็จและนาเกียรติยศมาสู่ตนเอง สู่วงศ์ตระกูล และประเทศชาติต่อไป และเม่ือเดือน
ธันวาคม พ.ศ. 2541 ได้เสด็จพระราชดาเนินแทนพระองค์ไปทรงประกอบพิธีเปิดกีฬา
เอเช่ียนเกมส์ ทาให้นักกีฬามีขวัญและกาลังใจในการแข่งขัน ประสบชัยชนะนาเหรียญรางวัล
มาสู่ประเทศไทยเป็นจานวนมาก
พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสนิ ทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจา้ อยหู่ วั
ทรงปัน่ นาขบวน Bike for Mom ป่ันเพ่อื แม่
ในปี พ.ศ. 2558 พระองค์ ทรงมีพระราชปณธิ านท่ีจดั กจิ กรรมจักรยานถวายพระเกียรติ
และถวายความจงรักภักดีเน่ืองในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ และเน่ืองในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระ
ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ โดยได้ทรงจักรยานพระที่นั่งนาประชาชนทั่วประเทศป่ัน
จักรยานในกิจกรรม Bike for Mom - ป่ันเพื่อแม่ จัดกิจกรรมวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.
2558 และกจิ กรรม Bike for Dad - ปัน่ เพ่ือพอ่ จัดกิจกรรมวันที่ 11 ธนั วาคม พ.ศ. 2558 ใน
กจิ กรรมประชาชนไดร้ ่วมใจกนั แสดงความจงรักภกั ดีตอ่ สถาบนั พระมหากษตั รยิ ์ ตลอดเส้นทาง
มีพสกนิกรเฝา้ รับเสดจ็ อย่างเนอื งแน่น