The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระประวัติสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 (ฉบับพัฒนา)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tharaphan.prasan, 2023-06-22 10:01:36

พระประวัติสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 (ฉบับพัฒนา)

พระประวัติสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 (ฉบับพัฒนา)

พระประวัติสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 (ฉบับพัฒนา) สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อัมพร อมฺพโร) ประสาร ธาราพรรค์ เรียบเรียง 26 มิถุนา วันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระสังฆราชฯ ทั้งรัฐราษฎร์ ร่วมจัดการ งานยิ่งใหญ่ พระชนมายุ ครบ 8 รอบ เลื่องลือไกล พระชนม์ได้ 96 พรรษา ชนศรัทธา พระประวัติ เดิมบ้านเกิด ราชบุรี ทั้งชีวี ทรงอุทิศให้ พระศาสนา ทั่วสยาม ซ้องสรรเสริญ พระเมตตา ไทยทั่วหล้า ล้วนบูชา ในพระองค์


12 กุมภา 2560 ทรงรับสถาปนา สมเด็จพระสังฆราชฯ ไทยทั้งชาติ ล้วนยินดี สมประสงค์ พระจริยวัตร ทรงงดงาม ล้วนมั่นคง ทรงธ ารง พระพุทธศาสนา ให้รุ่งเรือง ทรงด ารงต าแหน่ง เจ้าอาวาส วัดราชบพิธฯ ทรงเป็นศิษย์ หลวงปู่ฝั้น นามกระเดื่อง วัตรปฏิบัติ สมถะ ไร้ขุ่นเคือง ท าต่อเนื่อง ล้วนซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา ทรงปฏิบัติธรรม โดยไม่เลือก นิกายใด ทรงท าให้ สองนิกาย ไร้กล่าวหา ธรรมยุต มหานิกาย เลิศล้ าค่า ปวงประชา ล้วนศรัทธา ในผลงาน ฑีฆายุโก โหตุ สังฆราชา 26 มิถุนา ปวงชาวไทย ล้วนกล่าวขาน ทรงเจริญ พระชันษา ยั่งยืนนาน ขอประทาน ถวายสักการะ ถวายพระพร ..................................... ประสาร ธาราพรรค์ ร้อยกรอง


วันที่ 10 มีนาคม 2566 ส านักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ออก ค าอธิบายตราสัญลักษณ์ ดังนี้ งานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จ พระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 26 มิถุนายน พุทธศักราช 2566 อักษรพระนาม ออป ของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ภายใต้เศวตฉัตรสามชั้นห้อยอุบะ จ าปาทองตามพระอิสริยยศ ประดิษฐานในกรอบ ลักษณะอย่างเสาศิลาหลัก มหาสีมา สื่อความหมายว่า ทรงเป็นหลักชัยแห่งพุทธจักรไทย และทรงเป็นเจ้า อาวาส วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามพื้นสีแดง หมายถึงวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวัน ประสูติ มีเลข 96 แสดงพระชนมายุ ผูกผสานเป็นลวดลายแวดล้อมด้วยดอก ปทุมขาว 8 ดอก หมายถึงพระจริยวัตรอันงามบริสุทธิ์ตลอด 8 รอบพระ นักษัตร รองรับด้วยแพรแถบสีชมพูซึ่งเป็นสีเดชแห่งพระชนมวาร และแสดงถึง พระฐานะเจ้าอาวาสพระอาราม ประจ ารัชกาลพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังผืนแพรเป็นสีเหลืองหมายถึงต าแหน่ง สกลมหา


สังฆปริณายก และเป็นสีอายุแห่งพระชนมวาร บรรจุข้อความบอกงานว่า “ฉลองพระชนมายุ 8 รอบ 26 มิถุนายน พุทธศักราช 2566 สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ถือเป็นสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และใช้พระนามว่า “สมเด็จพระอริยวงศาคต ญาณ” สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ(อัมพร อมฺพโร) ถือเป็นสมเด็จ พระสังฆราชองค์ที่ 3 ของวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ประธาน กรรมการมหาเถรสมาคมเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต แม่กองงานพระธรรมทูต เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร


พระประวัติ สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อัมพร อมฺพโร) สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) หรือสมเด็จขาว เดิมชื่อ อัมพร ประสัตถพงศ์ เกิดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2470 ณ ต าบลบางป่า อ าเภอ เมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี โยมบิดาชื่อนายนับ ประสัตถพงศ์ โยมมารดาชื่อ นางตาล ประสัตถพงศ์พระองค์ทรงมีพี่น้องทั้งหมดเก้าคน ครอบครัวประกอบ อาชีพค้าขาย


ศึกษาชั้นต้นโรงเรียนโรงเรียนประชาบาลวัดพเนินพลู โรงเรียนประชาบาลวัดพเนินพลู ในช่วงวัยเยาว์ เรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเทวานุเคราะห์ กองบิน น้อยที่ 4 ต าบลโคกกระเทียม อ าเภอเมือง จังหวัดลพบุรี จนจบชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 แล้วมาศึกษาต่อที่โรงเรียนประชาบาลวัดพเนินพลู จนจบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4ในปี พ.ศ. 2480


บรรพชาและการศึกษาพระปริยธรรม วัดสัตตนารถปริวัตร บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อปีพ.ศ.2480 ณ วัดสัตตนารถปริวัตรวรวิหาร ต าบลหน้าเมือง อ าเภอเมือง จังหวัดราชบุรี มีพระธรรมเสนานี (เงิน นันโท) เจ้าคณะจังหวัดราชบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ ย้ายไปจ าพรรษาที่วัดตรีญาติ ต าบล พงสวาย เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม พ.ศ.2483 สอบได้นักธรรมชั้นตรี, พ.ศ.2484 สอบได้นักธรรมชั้นโท,


สมเด็จพระสังฆราช ยังเป็น"พระมหาอัมพร" พ.ศ.2486 สอบได้นักธรรมชั้นเอก และสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค พ.ศ.2488 สอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค


วัดราชบพิธสถิตสีมารามราชวรวิหาร ปีพ.ศ.2490 ย้ายมาจ าพรรษา ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดย สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี(ทองเจือ จินตากโร) เมื่อครั้งด ารงสมณศักดิ์ที่พระ จินดากรมุนี พามาฝากกับสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (วาสน์ วาสโน) วันที่ 9 พฤษภาคม 2491 สามเณรอัมพรเข้าพิธีอุปสมบท ณ มหาพัทธ สีมาวัดราชบพิธฯ มีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกล มหาสังฆปริณายก(วาสน์ วาสโน) เป็นพระอุปัชฌาย์, สมเด็จพระพุทธปาพจน บดี (ทองเจือ จินตากโร) ครั้งด ารงสมณศักดิ์ที่พระจินดากรมุนี เป็นพระ กรรมวาจาจารย์ ภายหลังอุปสมบท ท่านได้มุ่งมั่นศึกษาพระปริยัติธรรมใน ส านักเรียนวัดราชบพิธฯ พ.ศ.2491 สามารถสอบได้เปรียญธรรม 5 ประโยค พ.ศ.2493 สอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค


มหาวิทยาลัยพาราณสี (Banaras Hindu University) ต่อมา เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นนักศึกษารุ่น ที่ 5 จบ ศาสนศาสตรบัณฑิต เมื่อปี พ.ศ. 2500 และได้เดินทางไปศึกษาต่อ ระดับปริญญาโท ณ มหาวิทยาลัยพาราณสี (Banaras Hindu university) ประเทศอินเดีย จบการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2512 ด้านประวัติศาสตร์และ โบราณคดี ปี พ.ศ. 2552 สภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ถวายศาสน ศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพุทธศาสตร์ ปี พ.ศ. 2553 สภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถวาย ปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาธรรมนิเทศ


สมณศักดิ์ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2514 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระปริยัติกวี 5 ธันวาคม พ.ศ. 2524 เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชสารสุธี ศรี ปริยัติวราทร ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี 5 ธันวาคม พ.ศ. 2533 เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพเมธาภรณ์ สุนทรธรรมานุนายก วิสุทธิสาธกสาธุกิจ ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี 5 ธันวาคม พ.ศ. 2538 เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมเมธา ภรณ์สุนทรวาสนวงศวิวัฒศรีปริยัติกิจจานุกิจปาพจนวิภูษิตคุณาลงกรณ์ ยติคณิสสรบวรสังฆาราม คามวาสี 5 ธันวาคม พ.ศ. 2543 เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองที่ พระสาสน โสภณ วิมลญาณอดุลสุนทรนายก ตรีปิฎกธรรมาลังการภูษิต ธรรมนิตยสาทร ศาสนกิจจานุกร ธรรมยุติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี


5 ธันวาคม 2552 เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 82 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ ที่ “สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ พิพัฒ นพงศ์วิสุต พุทธปาพจนานุศาสน์วาสนวรางกูร วิบูลศีลสมาจารวัตรสุนทร ตรีปิฎกธรรมวราลงกรณวิภูษิต ธรรมยุตติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัณยวาสี” สถิต ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร พระอาราม หลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 ทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เจ้าประคุณสมเด็จมีอายุ 90 พรรษา


ต าแหน่งปัจจุบัน พ.ศ. 2531 - พ.ศ. 2550 เจ้าคณะภาค 14-15 (ธรรมยุต) พ.ศ. 2539 - ปัจจุบัน กรรมการมหาเถรสมาคมคณะธรรมยุต พ.ศ. 2550 - ปัจจุบัน ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 14-15 (ธรรมยุต) พ.ศ. 2551 - ปัจจุบัน เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราช วรวิหาร พ.ศ. 2560 - ปัจจุบัน สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พ.ศ. 2560 - ปัจจุบัน เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต พ.ศ. 2560 - ปัจจุบัน ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม


ตราประจ าพระองค์ ตราประจ าพระองค์ เครื่องอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ พ.ศ. 2561 : เครื่องอิสริยาภรณ์ปัทมศรี (Padma Shri) จาก รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐอินเดีย


มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย พระกรณียกิจ พระธรรมทูตที่ออสเตรเลีย ต่อมาสมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร) เป็น นักศึกษารุ่นที่ 5 จบศาสนศาสตรบัณฑิต พ.ศ. 2500 ต่อมาปี พ.ศ.2509 ได้ เข้าอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เป็นพระธรรมทูตรุ่นแรก ก่อนเดินทาง ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท ณ มหาวิทยาลัยพาราณสี (Banaras Hindu University) ประเทศอินเดีย จบการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2512 ด้าน ประวัติศาสตร์และโบราณคดี ในช่วงปี พ.ศ. 2516 เป็นหัวหน้าพระธรรมทูตน าพระพุทธศาสนาไปเผย แผ่ที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย โดยมีพระขันติมาโล ชาวอังกฤษ เป็น สหธรรมิก พร้อมไวยาวัจกร ตามค านิมนต์ของประธานพุทธสมาคมแห่งรัฐ


นิวเซาธ์เวลส์ ถือว่าเป็นพระธรรมทูตไปต่างประเทศรุ่นแรกของคณะสงฆ์ ธรรมยุต ได้วางรากฐานพระพุทธศาสนา ตลอดถึงเป็นเนติให้สหธรรมิกที่มา ภายหลังได้เผยแผ่อย่างเป็นรูปแบบ ท าให้พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทมีความ มั่นคง มีวัดและพระสงฆ์อยู่ประจ ารัฐแห่งนี้ ก่อนขยายไปยังเมืองใหญ่อีกหลาย เมือง อาทิ กรุงแคนเบอร์รา นครเมลเบิร์น และเมืองดาร์วิน เป็นต้น ด้านการศึกษา ทรงเป็นพระอาจารย์ที่มหามกุฎฯสอนธรรมวินัยแก่พระภิกษุ-สามเณร, กรรมการสนามหลวงแผนกธรรมและแผนกบาลี, นายกสภามหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร) เป็นต้น


ปี พ.ศ. 2552 สภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ถวายปริญญาศา สนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพุทธศาสตร์, พ.ศ. 2553 สภา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถวายปริญญาพุทธศาสตรดุษฎี บัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาธรรมนิเทศ งานด้านสาธารณูปการ วัดธัมมธโร กรุงแคนเบอร์รา เป็นประธานอ านวยการฝ่ายบรรพชิต พระมหาธาตุเจดีย์และเขต พุทธาวาสเฉลิมพระเกียรติ ในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และฉลอง มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิ พลอดุลยเดช ณ วัดธัมมธโร กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย,


เป็นประธานสร้างวัดแหล่งทองแดงพรหมสราราม อ าเภอดอนตูม จังหวัด นครปฐม เป็นต้น งานเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นรองแม่กองงานพระธรรมทูต รูปที่ 2 ผู้น าพระพุทธศาสนาฝ่ายเถร วาท ไปเผยแผ่ในประเทศออสเตรเลีย, เป็นรองประธานกรรมการที่ปรึกษา ส านักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ (ธรรมยุต) เป็นต้น ด้านการศึกษาสงเคราะห์และสาธารณสงเคราะห์ ได้มอบทุนสงเคราะห์แก่ผู้เรียนดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์, เป็นรอง ประธานกองทุนวัดช่วยวัดของมหาเถรสมาคม (มส.) ให้ความช่วยเหลือเมื่อมี


อุบัติภัย วาตภัย อุทกภัย หรือภัยแล้ง น าเงินบริจาคเพื่อสงเคราะห์ ผู้ประสบภัยนั้นๆ ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น งานปกครองคณะสงฆ์ในปัจจุบัน ทรงได้รับการแต่งตั้งให้ด ารงต าแหน่งเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมา ราม ราชวรวิหาร, ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 14-15 (ธรรมยุต), กรรมการมหาเถร สมาคม (มส.), กรรมการคณะธรรมยุต, นายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราช วิทยาลัย (มมร.), กรรมการบริหารมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรม ราชูปถัมภ์, แม่กองงานพระธรรมทูต, ประธานมูลนิธิพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร นับว่าเป็นศิษย์หลวงปู่ฝั้นที่มีสมณศักดิ์สูงสุดใน ปัจจุบัน คือเป็นถึงสมเด็จพระราชาคณะ, พระอุปัชฌาย์ เป็นต้น


ทรงต้อนรับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เสด็จเข้าเฝ้าเจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวง ศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ พระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชฯ เสด็จลงพระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทรงรับ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประมุขแห่งคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก และนครรัฐวาติกัน ซึ่งเสด็จเยือนราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการ


เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 วัตรปฏิบัติหรือปฏิทาของสมเด็จพระสังฆราชทรงด าเนินไปด้วยความ “สมถะ-เรียบง่าย” ไม่มี “รถยนต์ส่วนตัว” บางครั้งเมื่อทรงรับกิจนิมนต์ก็ยัง เดินทางด้วยแท็กซี่ และมักทรงเดินทางไปปฏิบัติธรรมกับสหธรรมิกตามวัด ต่าง ๆ เสมอมา โดยทางส านักระพุทธศาสนาแห่งชาติจะจัดรถยนต์ถวาย รับส่ง พระองค์ทรงปฎิบัติธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติว่าเป็นธรรมยุตหรือ มหานิกาย ทรงไม่ขอรับทรัพย์สินมีค่าต่าง ๆ แต่หากใครมีจิตสาธารณกุศลก็จะ น าเข้ามูลนิธิหลวงปู่ฝั้น อาจาโร เพื่อน าไปใช้ในสาธารณกุศลเช่น สร้าง โรงพยาบาลหรือจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ต่าง ๆ เป็นต้น


หลวงปู่ฝั้น อาจาโร พระองค์ทรงเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร แห่งวัดป่าอุดม สมพร จ.สกลนคร สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เป็นศิษย์หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ที่มี สมณศักดิ์สูงสุดในปัจจุบัน คือเป็นถึงสมเด็จพระราชาคณะ เป็นพระธรรมทูต ไปต่ างป ระเทศ รุ่นแ รกของคณะสงฆ์ ธ ร รมยุต และเป็นหัวหน้ าน า พระพุทธศาสนาจากประเทศไทยไปเผยแผ่ที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย โดยได้วางรากฐานพระพุทธศาสนาจนมั่นคง มีวัดและพระสงฆ์ไทยอยู่ประจ า ณ นครซิดนีย์ มาจนถึงปัจจุบัน และได้ขยายไปยังเมืองใหญ่อีกหลายเมือง เช่น กรุงแคนเบอร์รา นครเมลเบิร์น และเมืองดาร์วิน เป็นต้น โดยปัจจุบันเจ้า ประคุณสมเด็จยังคงทรงเป็นประธานมูลนิธิพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร อีกด้วย


พระองค์โปรดสนทนาธรรม กับพระสายวิปัสสนากัมมัฏฐาน ในวัยหนุ่ม ทรงเดินทางไปสักการะและสนทนาธรรมกับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่ ดูลย์ อตุโล หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ซึ่งต่างเป็นพระสาย วิปัสสนากัมมัฏฐานชื่อดังเป็นประจ า ว่ากันว่า โดยช่วงนั้น จะทรงฉันในบาตร เพียงมื้อเดียว เหมือนสายพระป่า และโปรดปฏิบัติกัมมัฏฐาน ใช้ชีวิตเรียบง่าย สมถะ หลวงปู่ขาว อนาลโย เมื่อครั้งที่ยังทรงด ารงสมณศักดิ์เป็นพระมหามุนีวงศ์ ทรงเคยร่วมธุดงด์ ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2503 ที่วัดถ้ าขาม หลังเทือกเขาภูพาน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร มีพระมหามุนีวงศ์และพระ มหาสาครร่วมธุดงค์ปฏิบัติธรรมในสถานที่ด้วยกัน ครั้งนั้นได้ศึกษาธรรมะ เช่น หลวงปู่ขาว หลวงปู่หลุย หลวงตามหาบัวและเกจิจ านวนหลายองค์


สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) ทรงเป็น “สัทธิวิหาริก” หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็น “ศิษย์” ของ สมเด็จพระ อริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 18 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แห่งวัดราชบพิธฯ ที่ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์อีก ด้วย ทรงคุ้นเคยงาน ทั้งในมหาเถรสมาคมและในพระบรมมหาราชวัง โดยทรง รับสนองงานสมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถร) อดีตเจ้าอาวาสวัดราชบพิธ พระองค์ก่อน ก่อนจะขึ้นด ารงต าแหน่งเจ้าอาวาสวัดราชบพิธ ควบกับ กรรมการมหาเถรสมาคม


สมเด็จพระสังฆราช(อัมพร อมฺพโร) ทรงได้รับการยกย่องว่า ซื่อสัตย์ เด็ดขาด ตรงไปตรงมา (ตงฉิน) ดั่งเช่น สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ก่อน จึงเชื่อมั่นได้ว่า จะ สามารถบังคับบัญชาสังฆมณฑล ได้อย่างน่าไว้วางใจ แม้พระองค์จะมีพระชันษาเกิน 90 ปี แต่พระองค์ทรงมีพลานามัยแข็งแรง ทรงเคร่งครัดเรื่องการฉัน เน้นผักผลไม้ เนื้อปลา เน้นหลักที่ว่า ข้าว 1 ค า เคี้ยวนาน 36 ครั้ง ไม่เป็นภาระกับกระเพาะ ล าไส้ และพระองค์ทรงเดิน จงกรมรอบพระอุโบสถทุกเช้ามืด ทุกวันไม่เคยว่างเว้น


สมเด็จพระสังฆราช (อัมพร อมฺพโร) หลากค าสอนของสมเด็จพระสังฆราช (อัมพร อมฺพโร) ที่ลูกศิษย์จ าขึ้นใจ คือ อยู่ให้เขาเบาใจ ยามจากไปให้เขาอาลัยถึง ไม่ใช่อยู่ให้เขาหนักใจ จากไปให้เขาไล่ส่ง อย่าท าเป็นตากระทู้ หูกระทะ เปรียบเทียบถึงหูกระทะที่มีหู แต่ไม่ได้ยิน ส่วนตากระทู้ คือ ต้นไม้มีตาเป็นปุ่มๆ แต่มองไม่เห็น จงตาดู หูฟัง น าแบบอย่างที่ดีงามมาปฏิบัติ เขาสอนก็ฟัง เขาท าก็ดู เรียนรู้แล้วปฏิบัติ ลงท้ายกลายเป็นสัตบุรุษ แต่ถ้าเขาสอนก็ไม่จ า เขาท าก็ไม่ดู เรียนรู้ก็ไม่ปฏิบัติ ลงท้ายกลายเป็น ควาย


ย้อนรอยเส้นทางการแต่งตั้ง สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) เป็น สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) 24 ตุลาคม 2556 - สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหา สังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 แห่งกรุง รัตนโกสินทร์ สิ้นพระชนม์ ณ เวลา 19.30 น. ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เนื่องจากติดเชื้อในกระแสพระโลหิต ขณะมีพระชันษา 100 ปี หลังจากด ารง พระยศเป็นสมเด็จพระสังฆราชนานกว่า 24 ปี


สมเด็จพระมหารัชมัคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ) หรือ สมเด็จช่วง 5 มกราคม 2559 - มหาเถรสมาคม (มส.) นัดประชุมวาระลับพิเศษและ มีมติให้ สมเด็จพระมหารัชมัคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ) หรือ สมเด็จช่วงเป็น สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 หลังว่างเว้นผู้ด ารงต าแหน่งมากว่า 2 ปี


11 มกราคม 2559 พระพุทธอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม น า หนังสือพร้อมรายชื่อประชาชน 300,000 รายชื่อ ยื่นต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจ าส านักนายกรัฐมนตรีที่ก ากับดูแล ส านักงานพระพุทธศาสนา คัดค้านการแต่งตั้งสมเด็จช่วงเป็นสมเด็จ พระสังฆราชองค์ที่ 20 โดยอ้างเหตุผลว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม


ไพบูลย์-ดร.มโน”เร่งผู้ตรวจการแผ่นดินคว่ ามติ มส.ปมตั้งสังฆราช 19 มกราคม 2559 - นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการ ปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูป แห่งชาติ (สปช.) ยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้วินิจฉัยขั้นตอนการ เสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราช ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ที่ เขียนไว้ว่า "ในกรณีที่ต าแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดย ความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโส สูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช" 15 กุมภาพันธ์ 2559 - เครือข่ายคณะสงฆ์ น าโดยพระเมธีธรรมมาจารย์ เลขาศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เป็นแกนน าชุมนุมที่


พุทธมณฑล จ.นครปฐม เพื่อสกัดแผนล้มล้างการปกครองคณะสงฆ์ และ สนับสนุนมติ มส. ที่เสนอสมเด็จช่วงเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 18 กุมภาพันธ์ 2559 - กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สรุปว่า รถ เบนซ์โบราณที่สมเด็จช่วงครอบครองอยู่ มีการใช้เอกสารปลอมในการจด ประกอบ เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี 3 มีนาคม 2559 - ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีมติว่า มส. ท าผิดขั้นตอน เกี่ยวกับการเสนอชื่อสมเด็จช่วงเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 เนื่องจาก ต้องไปเริ่มต้นที่นายกรัฐมนตรีก่อน


11 กรกฎาคม 2559 - คณะกรรมการกฤษฎีกา มีมติว่า ขั้นตอนการ แต่งตั้งสมเด็จช่วงเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 ถูกต้องตาม พ.ร.บ.คณะ สงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 และเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป 11 กรกฎาคม 2559 - พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ หัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่ทูลเกล้าฯ ถวายรายชื่อสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 หากยังมีปัญหากันอยู่ 29 ธันวาคม 2559 - ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติสาม วาระรวดแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ให้พระมหากษัตริย์ ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช และให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระ บรมราชโองการ โดยไม่จ าเป็นต้องผ่านความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคม และ ไม่จ าเป็นต้องเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุด ด้วยคะแนนเสียงเอก ฉันท์ 182 เสียง 6 มกราคม 2560 - เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2560 ซึ่งเป็นฉบับใหม่ ให้มีผลใช้บังคับได้ทันที


7 กุมภาพันธ์ 2560 - สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทร เทพยวรางกูร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมเด็จพระมหามุนี วงศ์ (อัมพร อมฺพโร) เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร กรุงเทพฯ เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ขั้นตอนการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 มีความแตกต่าง ตรงที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีความเห็นพ้องแก้ไข “มาตรา 7” ของ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ฉบับปี พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 เพื่อถวายคืน “พระ ราชอ านาจ” ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชให้เป็นของ พระมหากษัตริย์ นั่นหมายความว่า การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชเป็นพระ ราชอ านาจของพระมหากษัตริย์ และมิได้ยึดโยงกับ “อาวุโสโดยสมณศักดิ์” เป็นส าคัญแต่กระนั้น การสถาปนา สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) ขึ้นเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณา


ยกก็ยังคงความเหมาะสม และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ด้วยสาเหตุ ไม่ได้มีข้อครหาใด ๆ มาท าให้เสื่อมพระเกียรติสกลมหาสังฆปริณายก ผู้เป็น ประมุขของคณะสงฆ์ไทย และยังคงให้ความส าคัญกับอาวุโสทางสมณศักดิ์อยู่ เหมือนเดิม พระราชพิธีสถาปนา "สมเด็จพระสังฆราช"องค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 18. 34 น.สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลง กรณ บดินทรเทพวรางกูร เสด็จพระราชด าเนินไปในการพระราชพิธีสถาปนา สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก พระองค์ที่ 20 แห่งกรุง รัตนโกสินทร์ ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง


เมื่อเสด็จเข้าพระอุโบสถแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียน เครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย ทรงประเคนผ้าไตรแด่พระสงฆ์ ทรงศีล สมเด็จพระราชาคณะ อาลักษณ์ กองอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ส านักเลขาธิการ คณะรัฐมนตรี อ่านประกาศกระแสพระราชโองการสถาปนา สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ถวายศีลจบแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์ กองอาลักษณ์ และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ส านักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี อ่านประกาศ กระแสพระราชโองการสถาปนา สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) เจ้า อาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็น สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆป ริณายก องค์ที่ 20 จ า ก นั้น ส ม เ ด็ จพ ร ะ ร า ช า ค ณ ะ น า ส ว ด ค า ถ า สงฆราชฏฺฐปนานุโมทนา แล้วพระสงฆ์ กรรมการมหาเถรสมาคม น าสวด "โส


อตฺถลทโธ" แล้วสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จไปประทับที่ อาสน์สงฆ์ พร้อมด้วยกรรมการมหาเถรสมาคม ท่ามกลางสังฆมณฑล มีเจ้า คณะใหญ่ เจ้าคณะภาคและเจ้าคณะจังหวัด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนา สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก พระองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปถวายน้ าพระมหาสังข์ทักษิณาวัฏ แด่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และ ถวายพระสุพรรณบัฏ พระตราต าแหน่ง พัดยศ และเครื่องสมณศักดิ์ พระสงฆ์ ในสังฆมณฑลเจริญชัยมงคลคาถา โหรหลวงลั่นฆ้องชัย พราหมณ์เป่าสังข์ ภูษา มาลา แกว่งบัณเฑาะว์ เจ้าพนักงานประโคมสังข์ แตร ดุริยางค์ พระสงฆ์ตาม


พระอารามทั่วราชอาณาจักร ซึ่งชุมนุมในพระอุโบสถเจริญชัยมงคลคาถาและ ย่ าระฆัง เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถวายเครื่องสมณศักดิ์ แด่สมเด็จพระ อริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และทรง ประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์ในสังฆมณฑลตามล าดับแล้ว ทรงหลั่ง ทักษิโณทก พระสงฆ์ ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก จบแล้ว สมเด็จพ ร ะ อริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จไปประทับ ณ อาสน์สงฆ์กลางพระอุโบสถ พระมหาเถระฝ่ายคณะธรรมยุตและฝ่าย มหานิกาย สมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว ประธานองคมนตรี นายกรัฐมนตรี ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประธานศาลฎีกา ถวายเครื่องสักการะ แด่ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก แล้ว สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จออกจาก พระอุโบสถทาง พระทวารกลาง ทรงรับเครื่องสักการะของบรรพชิตญวนและจีน


ส าหรับพระนามเต็มของ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่จารึกในพระสุพรรณบัฏ ว่า “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สุขุมธรรมวิธานธ ารง สกลมหาสงฆปริณายก ตรีปิฎกธราจารย อัมพราภิธานสังฆวิสุต ปาพจนุตตมสาสนโสภณ กิตตินิรมล คุรุฐานียบัณฑิต วชิราลงกรณนริศรปสันนาภิสิตประกาศ วิสารทนาถธรรมทู ตาภิวุฒ ทศมินทรสมมุติปฐมสกลคณาธิเบศร ปวิธเนตโยภาสวาสนวงศวิวัฒ พุทธบริษัทคารวสถาน วิบูลสีลสมาจารวัตรวิปัสสนสุนทร ชินวรมหามุนีวงศา นุศิษฏ บวรธรรมบพิตร สมเด็จพระสังฆราช” .......................................................


แหล่งข้อมูลอ้างอิง https://www.bangkokbiznews.com https://www.bbc.com https://www.matichon.co.th https://www.naewna.com https://www.posttoday.com https://www.khaosod.co.th https://www.komchadluek.net https://hilight.kapook.com https://news.mthai.com https://news.thaipbs.or.th https://th.wikipedia.org ขอบคุณข้อมูลและภาพจากเว็บไซต์ต่างๆ


Click to View FlipBook Version