พระประวตั ิ
พลเรอื เอก พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ กรมหลวงชุมพรเขตอดุ มศักดิ์
ผู้เรียบเรียงนายประสาร ธาราพรรค์
โอม ชมุ พร จุตติ อิทธิกรณงั สโุ ข นะโม พทุ ธายะ นะมะพะทะ จะพะกะสะ มะอะอุ
คาถาบูชาเสด็จเตย่ี กรมหลวงชมุ พรฯ
พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักด์ิ พระบิดาแห่งทหารเรือ
ไทย พระองค์ท่านเป็นที่เคารพรักของเหล่าทหารเรือ ชาวประมง และประชาชนทั่วไป
โดยเฉพาะชาวชมุ พรน้ันกล่าวไดว้ า่ แทบทุกบ้านจะมีพระรูปของพระองค์ท่านไว้บูชา ด้วยทรง
เปน็ ทีเ่ คารพศรัทธายิ่งจนมพี ระสมัญญาว่า "เสดจ็ เต่ยี "
“คนนับถือกรมหลวงชุมพรฯ เยอะ แต่คนไม่สนใจท่านในฐานะปุถุชน คนไม่สนใจว่า
ท่านเคยทาอะไรมา หรือทรงมีพระปรีชาอย่างไร คนสนใจท่านแต่ในฐานะส่ิงศักด์ิสิทธ์ิ”เป็น
ข้อความตอนหน่ึงในคาบอกเล่าของ ม.ร.ว. อภิเดช อาภากร ซึง่ มศี ักดิเ์ ป็น “หลานปู่” ของ พล
เรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักด์ิ กล่าวถึงเสด็จปู่ เม่ือครั้งรวบรวม
ข้อมูลเกย่ี วกบั กรมหลวงชุมพรฯ เพอ่ื เขยี นหนังสอื เรื่อง “หลวงปู่ศขุ กบั กรมหลวงชมุ พรฯ”
เพลง..ดอกประดู่
พระนิพนธใ์ นพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชมุ พรเขตอุดมศักดิ์
หะเบสสมอพลนั ออกสันดอนไป
ลัดไปเกาะสชี งั จนกระทง่ั กระโจมไฟ
เท่ยี วหาขา้ ศึกมิไดน้ ึกจะกลับมาใน
ถึงตายตายไป ตายให้แกช่ าติของเรา
พวกเราดูร.ู้ ..เจ็บแล้วตอ้ งจา
ลับดาบไวพ้ ลางชา้ งบนยอดกาฟฟจ์ ะนา
สยามเปน็ ชาติของเราธงทกุ เสาชักข้ึนทุกลา
ถึงเรอื จะจมในนา้ ธงไมต่ า่ ลงมา
เกดิ มาเป็นไทยใจร่วมกันแหละดี
รักเหมือนพเี่ หมอื นน้องชว่ ยกนั ป้องปฐพี
สยามเป็นชาตขิ องเราอย่าใหเ้ ขามาย่ามายี
ถึงตายตายใหด้ ตี ายในหนา้ ท่ีของเรา
พวกเราทกุ ลาจาเชน่ ดอกประดู่
วนั ไหนวนั ดีบานคลีพ่ ร้อมอยู่
วนั ไหนรว่ งโรยดอกโปรยตกพรู
ทหารเรอื เราจงดูตายเป็นหมู่เพ่ือชาตไิ ทย
…………………………………………..
พระประวตั ิพลเรอื เอก พระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอดุ มศกั ด์ิ
พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักด์ิ เป็นพระเจ้าลูกยาเธอ
องค์ท่ี 28 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 5 ประสูติใน
พระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2423 เวลา 15.57 น. ตรงกับแรม 3 ค่า
เดือนอ้าย ปีมะโรง จุลศักราช 1242 เป็นพระลูกยาเธอองค์ที่ 1 ในเจ้าจอมมารดาโหมด ธิดา
เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ ( วร บุญนาค) สมุหพระกลาโหมในรัชกาลท่ี 5นับลาดับราชสกุล
วงศ์เป็นองคท์ ี่ 28 ทรงมีพระนามเดมิ ว่า พระองคเ์ จ้าอาภากรเกยี รติวงศ์ ทรงเป็นต้นราชสกุล
“อาภากร”
พระองค์ทรงมีพระกนิษฐาและพระอนุชา ร่วมพระมารดา 2 พระองค์ คือ พระองค์เจ้า
หญงิ อรองคอ์ รรคยพุ า ( ส้ินพระชนม์เมื่อทรงพระเยาว์ ) และพระองค์เจา้ สุรยิ งประยรู พันธุ์
( ต่อมาได้ดารงพระยศเป็นกรมหมืน่ ไชยาศรสี รุ ิโยภาส - ต้นราชสกุล สุริยง )
โรงเรียนหลวง ณ พระตาหนักสวนกุหลาบ
การศึกษา
เม่ือเสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ ยังทรงพระเยาว์ ทรงได้รับการศึกษาชั้นแรก ใน
พระบรมมหาราชวัง มีพระยาอิศรพันธ์โสภร (พูน อิศรางกูร) เป็นพระอาจารย์ และทรงศึกษา
ภาษาองั กฤษกับ Mr.Morant ซึ่งเปน็ ชาวองั กฤษ และไดท้ รงเขา้ เปน็ นักเรยี น ในโรงเรยี นหลวง
ณ พระตาหนกั สวนกหุ ลาบ
ในปี พ.ศ. 2436 เม่ือเสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ ทรงมีพระชนมายุได้ 13 พรรษา
พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เสด็จในกรมฯ
เสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ พร้อมกับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว
รัชกาลท่ี 6 ซึ่งในขณะนั้น ทรงดารงพระอิสริยศักดิ์เป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหา
วชิราวุธ โดยมีเจ้าพระยา พระเสด็จสุเรนทราธิบดี เม่ือคร้ังมีบรรดาศักด์ิ เป็นสมเด็จพระ
มนตรีพจนกิจ เป็นพระอภิบาล ได้เสด็จออกจากกรุงเทพฯ โดย ร.ล.มกุฎราชกุมาร (ลาที่ 1 )
เม่ือ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2436 ไปยังสิงคโปร์ ต่อจากน้ัน ได้ทรงโดยสารเรือเมล์ ช่ือ "ออเดร
เบิด" ไปถึงเมืองตูรินในอิตาลี เม่ือวันที่ 4 ตุลาคม แล้วเสด็จโดยทางรถไฟ ไปยัง กรุงปารีส
และลอนดอนตามลาดับ ในขั้นแรก เสด็จในกรมฯ ได้เสด็จประทับ ร่วมกับ พระบาทสมเด็จ
พระมงกุฎเกลา้ ฯ ท่ี "ไบรตนั " และ "แอสคอต" เพือ่ ทรงศึกษาภาษา และวิชาเบ้ืองต้น เสด็จใน
กรมฯ ไดเ้ คยตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ไปเฝา้ สมเดจ็ พระราชนิ นี าถ วคิ ตอเรีย
ท่ีพระราชวังวินด์เซอร์ ตลอดจนตามเสด็จ ไปทัศนศึกษาท้ังในอังกฤษ และประเทศในยุโรป
จนกระทั่งถึงวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2438 เสด็จในกรมฯ จึงเสด็จไป เข้าโรงเรียนส่วนบุคคล
สาหรบั กวดวชิ า เพื่อเตรียมเข้าศึกษา ในโรงเรียนนายเรืออังกฤษ ต่อไป โรงเรียนที่ทรงไปกวด
วิชาน้มี ีชื่อว่า The Seines ต้ังอยู่แขวงกรีนิช ทางตะวันออกเฉียงใต้ ของกรุงลอนดอน มีนาย
Littlejohns เป็นครใู หญ่ ผลการศกึ ษาน้ี พระอภบิ าล ได้ทรงกราบบงั คมทลู รายงานวา่
"... ความรูภ้ าษาองั กฤษดขี ึน้ ตามธรรมดา แตว่ ิชากระบวนทหารเรือช้ันต้น ก็ว่ิงขึ้น
เรว็ ตามสมควร แตก่ ารเลน่ แข็งแรง เชน่ ฟตุ บอล เปน็ ต้น นบั ว่าเปน็ ช้ันยอดของโรงเรยี น เกือบ
วา่ ไม่มใี ครอาจเข้าเทียบเทียม”
ภาพเรอื revenge ขณะอยูใ่ นนา่ นน้าเมดเิ ตอร์เรเนียน เป็นเรอื ท่ีกรมหลวงชุมพรฯ ประจาการอยู่
ตอนท่เี กดิ วกิ ฤติการเกาะครตี
เม่อื เสด็จในกรมฯ ทรงกวดวิชาแล้ว จึงเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนนายเรืออังกฤษ ในราว
ปี พ.ศ.2493 การศกึ ษาในโรงเรียนนายเรือของอังกฤษน้ัน จะต้องฝึกหัดศึกษา หลับนอนอยู่ใน
เรือประมาณ 3-4 เทอม เมื่อสอบความรู้ได้แล้ว จะมีฐานะเป็น นักเรียนทาการนายเรือ
(Midshipman) และไปฝึกในเรือรบประจากองเรือต่างๆ อีกประมาณ 1-2 ปี และก็จะทาการ
สอบเพ่ือเป็นนายเรือตรี ต่อจากน้ัน ศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยทหารเรือ โรงเรียนปืนใหญ่ และ
โรงเรียนตอร์ปิโด จนได้เล่ือนยศเป็นเรือเอก เท่ากับนายทหารรุ่นเดียวกัน เมื่อเสด็จในกรมฯ
ทรงเป็นนักเรียนทาการนายเรือ ในราชนาวีอังกฤษ ทรงเล่าว่า "...เม่ือเป็นนักเรียนทาการนาย
เรือ ในราชนาวีอังกฤษ ได้มีโอกาสขึ้นทาการปราบจลาจลท่ีเกาะครีท ที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
เป็นเวลาราว 3 เดือน ต้องนอนกลางดิน กินกลางทราย หนาวก็หนาว ในสนามรบ ต้องนอน
กบั ศพท่ตี ายใหม่ๆ และบางคราว ซา้ ยงั อดอาหาร ต้องจับหอยทากมาเสวยกับหัวหอม ศพที่ถูก
ยิงท่ีท้องนับว่าเหม็นร้ายกาจมาก ถึงจะเป็นศพตายใหม่ๆ ก็ตาม..." รวมเวลาที่เสด็จในกรมฯ
ทรงศึกษาอยู่ในราชนาวีอังกฤษ 6 ปีเศษในขณะท่ีเสด็จในกรมฯ ทรงเป็นนักเรียนนายเรืออยู่ท่ี
ประเทศองั กฤษนนั้ ประจวบกับพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าฯ เสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้ง
แรก เมื่อ พ.ศ.2440 เสด็จในกรมฯ ทรงขอลาทางโรงเรียนมารับเสด็จสมเด็จพระบรมชนกนาถ
โดยเข้าร่วมกระบวนเสด็จที่เกาะลังกา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รับตาแหน่งนักเรียน
นายเรอื ในเรือพระทีน่ ่ังมหาจกั รี ภายใต้การบังคบั บญั ชาของผู้บัญชาการเรือและได้ทรงถือท้าย
เรือพระท่ีนั่งมหาจักรีด้วยพระองค์เอง เพื่อทรงแสดงความสามารถให้ปรากฏแก่พระเนตร
สมเด็จพระบรมชนกนาถ นอกจากนั้น ในลายพระหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าฯ ท่ีพระราชทาน สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ ได้กล่าวถึง เสด็จใน
กรมฯ ความว่า
"...ในเวลาท่ีเขียนหนังสืออยู่นี้ อาภากรกับหลวงสุนทรมาถึง อาภากรโตข้ึนมากและขาว
ข้ึน เขาแต่งตัวมิดชิพแมน (Midshipman) มาพร้อมแล้ว ฉันได้มอบให้อยู่ในบังคับ กัปตัน
เป็นสทิ ธขิ าด เวน้ แตว่ นั น้ี เขาอนุญาตใหม้ ากนิ ขา้ วกบั ฉันวันหนง่ึ ..." เม่ือเสด็จในกรมฯ เข้าเฝ้า
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ ฯ ในเรือพระท่ีนั่งมหาจักรีแล้ว สมเด็จพระบรมชนกนาถทรง
มีพระราชปรารภเก่ียวกับเสด็จในกรมฯ ว่า "...ชายอาภากรนั้น อัธยาศัยเป็นคนซ่ือมาแต่เดิม
เปน็ ผทู้ ่ีสมควรแกว่ ชิ าทเ่ี รยี นอยแู่ ล้ว ไม่เป็นคนท่ีมีอัธยาศัย ท่ีจะใช้ฝีปากได้ ในกิจการพลเรือน
แต่ถ้าเป็นการในหน้าที่อันเดียว ซ่ึงชานาญคงจะม่ันคงในทางนั้น และตรงไปตรงมา การที่ได้
พบคราวนี้ นับว่าอัธยาศยั ดีขึ้นกว่าแตก่ ่อนมาก" เม่ือพระองคไ์ ดต้ ามเสด็จ สมเด็จพระบรมชนก
นาถไปในเรือพระที่นั่ง จนถึงประเทศอังกฤษแล้ว จึงทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ทรงศึกษา
วิชาการทหารเรอื ต่อไป หลังจากทรงสาเร็จ การศึกษาท่ีโรงเรียนนายอังกฤษแล้ว ก็เสด็จกลับ
ประเทศไทย โดยทางเรือ ดังปรากฏรายละเอียด ในหนังสือราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 17 ร.ศ.
119 ดงั น้ี
เรอื สุรยิ มณฑล
"...ได้เสด็จลงเรือเมล์เยอรมัน ชื่อ "เบเยน" ที่เมืองเยนัว เม่ือวันท่ี 10 พฤษภาคม
รัตนโกสินทรศก 119 วันท่ี 7 มิถุนายน รัตนโกสินทรศก 119 ถึงเมืองสิงคโปร์ หลวงภักดีบรม
นารถ และหลวงสุนทรโกษา ได้ออกรับเสด็จ ได้เสด็จพักอยู่ท่ีสิงคโปร์ คืนหนึ่ง รุ่งขึ้นวันที่ 8
มิถนุ ายน รัตนโกสินทรศก 119 ได้เสด็จลงเรือเมล์ช่ือ "สิงคโปร์" ออกจากสิงคโปร์ ต่อมาวันท่ี
11 มิถุนายน รัตนโกสินทรศก 119 เวลาทุ่มเศษถึงปากน้า โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ
กรมหลวงประจักษ์ศิลปคม พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นพิทยาลาภพฤฒิธาดา และพระยาสี
หราชเดโชไชย หลวงปฏยิ ัตนิ าวายุกต์ นาเรอื สรุ ิยะมณฑล ออกไปคอยรับเสด็จอยู่ ณ ท่ีนั้นแล้ว
ทรงเรือไฟ มาข้ึนที่เมืองสมุทรปราการ ทางรถไฟจากท่ีน่ัน มาถึงสเตช่ันหัวลาพองเวลายาม
เศษ แล้วเสด็จทรงรถต่อไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเสด็จพระราชดาเนิน โดย
รถยนต์พระที่น่ัง เพ่ือเสด็จไปรับ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ ท่ีสเตช่ัน
รถไฟ เสดจ็ ถึงแลว้ ไดเ้ ฝา้ ทูลละอองธุลพี ระบาทในรถพระที่นั่ง ที่ถนนเจริญกรุง แล้วเสด็จกลับ
พระบรมมหาราชวัง คร้ันรุ่งขึ้น วันท่ี 12 มิถุนายน รัตนโกสินทร์ศก 119 เวลาสองทุ่มเศษ
โปรดเกล้าฯ ให้มีการเลี้ยง พระบรมวงศานุวงศ์ พระราชทาน เป็นเกียรติแก่ พระเจ้าลูกยาเธอ
พระองคเ์ จ้า อาภากรเกียรตวิ งศ์ ทพี่ ลบั พลาสวนดสุ ติ ด้วย..."
รชั กาลที่ 5 และกรมหลวงชุมพรฯ
เสด็จในกรมฯ จึงนับเป็น พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์แรก ของพระบาทสมเด็จ พระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั ท่ไี ด้เสด็จไปทรงศกึ ษา เก่ียวกับ วิชาการทหารเรือ ยังต่างประเทศ ท้ังนี้
เพราะ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าฯ ทรงมีพระราชดาริว่า “...กิจการทหารเรือไทย
เทา่ ท่ีได้เป็นอยใู่ นขณะนนั้ ต้องอาศัยชาวต่างประเทศ เป็นผู้บังคับบัญชาการเรือ และป้อม อยู่
เป็นอันมาก จึงไม่สู้ จะมีความม่ันคงเท่าใดนัก ดังจะเห็นได้จาก เหตุการณ์ ร.ศ.112 (พ.ศ.
2463) เป็นตัวอย่างอันดี ฉะน้ัน จึงนับว่า เป็นพระราชดาริ ที่เหมาะสม ในการส่ง พระราช
โอรส ไปทรงศึกษา วชิ าการทหารเรือในครงั้ น้ี..."
กรมหลวงชุมพร และหมอ่ มเจา้ หญงิ ทิพยสัมพนั ธ์
ทรงอภเิ ษกสมรส
สมเดจ็ พระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีฯ ทรงมีพระธิดาองค์โต หม่อมเจ้าหญิงทิพย
สมั พนั ธ์ ครนั้ พอเสด็จในกรมฯ สาเร็จการศึกษาจากอังกฤษ กลับมารับราชการแล้วนั้น สมเด็จ
พระพุทธเจ้าหลวง ก็ไดท้ รงสูข่ อพระธิดาองค์โต ของพระอนุชามาพระราชทานเสกสมรสให้เม่ือ
วันท่ี 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2443 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ กรุณา
พระราชทานน้าสังข์ในพิธีอภิเษกสมรส ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง มี
เล้ียงน้าชา ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์ และมีงานราตรีสโมสร ซ่ึงถือว่า เป็นครั้งแรกท่ีพิธีเสก
สมรส จัดงานราตรสี มโภชคู่บ่าวสาว ให้เชิญท้ังไทย ทั้งฝรั่ง มีการเต้นราอย่างธรรมเนียมสากล
ด้วย เปน็ พิเศษ และ พระราชทานวังใหม่ ให้ทรี่ ิมคลองผดุงกรงุ เกษม
แต่ทว่าเป็นท่ีสลดสะเทือนใจนัก เพราะหลังจากเสกสมรสไม่กี่ปีต่อมา ความรักของ
หม่อมเจ้าหญิงทิพยสัมพันธ์ กับเสด็จในกรมฯ ก็มิได้ราบร่ืนงดงาม ตามพระประสงค์ของ
สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง หม่อมเจ้าหญิงทิพย์สัมพันธ์ ทรงมีเหตุให้น้อยพระทัย พระสวามี
ทรงดืม่ ยาพษิ สิน้ ชพี ิตักษัย
พระเจ้าวรวงศเ์ ธอ พระองค์เจ้าอาทติ ย์ทิพอาภา
สมเด็จพระพทุ ธเจา้ หลวง ทรงสลดพระทัยนัก เนื่องเพราะทรงเป็นผู้สู่ขอ ด้วยพระองค์
เอง และทรงเป็นพระปิตุลาโดยตรง ของหม่อมเจ้าหญิงอีกด้วย เหตุนี้ สมเด็จพระพุทธเจ้า
หลวง จึงทรงมีพระเมตตา ต่อพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ ของหม่อมเจ้าหญิงเป็นพิเศษ ทรง
โปรดเกล้าฯ ตั้งขึ้นเป็นพระองค์เจ้า คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และ
เป็น "หลานรกั " ทีส่ มเด็จพระพทุ ธเจา้ หลวง ทรงพระเมตตาเอน็ ดเู ปน็ พิเศษ
พระองค์ทรงมีโอรส และพระธดิ า 3 พระองคค์ อื
1. มจ. เกยี รติ อาภากร ประสตู แิ ละสิ้นชพี ติ ักษยั ในวันเดียวกนั
2. (พล.ท. , พล.ร.ท., พล.อ.ท) พระเจา้ วรวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ อาทิตย์ทิพยอาภา
3. พล.อ.ท. มจ.รังษิยากร อาภากร
บรรดาหมอ่ มของเสดจ็ ในกรม
1. หม่อมกิม
2. หม่อมแฉล้ม
3. หม่อมเมย้ี น
4. หม่อมช้อย
5. หม่อมแจ่ม
เรอื พาลีร้งั ทวปี เรอื สคุ รีพครองเมือง เรอื ปืนพญาพานเรนทร์
ทรงรบั ราชการ
หลังจากทเ่ี สดจ็ ในกรมฯ เสดจ็ กลับมาถึงกรุงเทพฯแล้ว ในวันท่ี 23 มิถุนายน พ.ศ.2443
จึงไดร้ บั พระราชทานยศ เป็น นายเรือโท (เทียบเท่า นาวาตรีในปัจจุบัน) ท้ังน้ี ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ จะให้เป็น ผู้บังคับการเรือปืน ท่ีกาลังจัดซ้ือ คือ ร.ล.พาลีร้ังทวีป หรือ ร.ล.สุครี
พครองเมอื ง ลาใดลาหนงึ่ ในขน้ั แรก ทรงรับราชการ ในตาแหน่ง "แฟลคเลบเตอร์แนล" (นาย
ธง) ของผบู้ ัญชาการกรมทหารเรือ คือ พลเรือโท พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลป
คม เสด็จในกรมฯ ได้ทรงสารวจการป้องกัน ลาน้าเจ้าพระยา และได้ทูลเกล้าฯ ถวายรายงาน
ต่อ ผูบ้ ัญชาการกรมทหารเรอื โดยละเอียด ทรงริเร่ิมกาหนด แบบสัญญาณธงสองมือ และโคม
ไฟ ตลอดจนเร่ิมฝึกพล "พลอาณัติสัญญา" (ทัศนสัญญาณ) ขึ้นเป็นคร้ังแรกในปีน้ี พลเรือโท
พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปคม ผู้บัญชาการกรมทหารเรือ ทรงพอพระทัย ใน
การปฏิบัติงานของ เสด็จในกรมฯ มาก ทรงยกย่องว่า ทรงมีความรู้จริง และมีความ
กระตอื รอื ร้น ท่จี ะทางาน
ในวันท่ี 3 พฤษภาคม พ.ศ.2444 เสด็จในกรมฯ ได้รับพระราชทานยศ เป็นนายเรือ
เอก (เทียบเท่า นาวาเอกในปัจจุบัน) และได้ตามเสด็จ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสชวา ในเรือพระท่ีนั่งมหาจักรี ในระหว่างวันท่ี 5 พฤษภาคม ถึงวันท่ี
24 กรกฎาคม พ.ศ. 2444 ครั้นต่อมา ในวันท่ี 16 กันยายน พ.ศ. 2444 จึงทรงพระกรุณา
โปรดเกลา้ ฯ ให้เปน็ รองผบู้ ญั ชาการ กรมทหารเรอื ในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2447 ทรงพระ
กรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนยศ เสด็จในกรมฯ จากนาวาเอก เป็นพลเรือตรี และคงทรงดารง
ตาแหน่ง รองผู้บัญชาการกรมทหารเรือ คร้ันในวันท่ี 10 พฤศจิกายน ในปีเดียวกันนี้ ทรงพระ
กรณุ าโปรดเกลา้ ฯ สถาปนาพระอสิ รยิ ศ เป็น กรมหม่นื ชมุ พรเขตอุดมศักดิ์
กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักด์ิ
ในวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2448 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระ
กรณุ าโปรดเกล้าฯ ให้นาวาเอก หม่อมไพชยนต์เทพ (ม.ร.ว.พิณ สนิทวงศ์) เจ้ากรมยุทธศึกษา
ทหารเรือ ออกจากราชการ ตามท่ีได้กราบบังคมทูลลา ฉะนั้น จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้เสด็จในกรมฯ ทรงทาการในตาแหน่ง เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ จนถึง พ.ศ.2449 จึงได้
ทรงเปน็ เจ้ากรมยทุ ธศึกษาทหารเรือ
เมื่อเสด็จในกรมฯ ทรงดารงตาแหน่ง เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือแล้ว ได้ทรงแก้ไข
ปรบั ปรุงการศกึ ษา ระเบยี บการ ในโรงเรยี นนายเรอื ทุกอยา่ ง ทง้ั ฝา่ ยปกครอง และฝ่ายวิชาการ
ให้รัดกุม ทัดเทียมอารยะประเทศ เพื่อให้ผู้ที่ สาเร็จการศึกษา จากโรงเรียนน้ี เป็นนายทหาร
เรือ ทีม่ คี วามรคู้ วามสามารถเสมอด้วยกับ นายทหารเรือต่างประเทศ และสามารถทาการแทน
ในตาแหน่งชาวตา่ งประเทศทร่ี บั ราชการ อย่ใู นกองทัพเรอื ในขณะน้นั อกี ดว้ ย
ถงึ แม้ว่าเสดจ็ ในกรมฯ จะทรงแกไ้ ข ปรับปรุง ระเบียบการศึกษา ให้มีความก้าวหน้า แต่
สถานท่ีต้ัง โรงเรียนนายเรือน้ัน ไม่มีที่ต้ังเป็นหลักแหล่งที่ม่ันคง ต้องโยกย้าย สถานที่เรียน
บ่อยๆ ซึ่งเป็นเหตุผล ประการหนึ่งที่ทาให้ผลการเรียน ของนักเรียนนายเรือ ไม่ดีเท่าท่ีควร
เสด็จในกรมฯ ทรงพยายามทุกวิถีทาง ที่จะปรับปรุงกิจการด้านนี้ ให้ก้าวหน้า จึงได้นาความ
ขน้ึ กราบบังคมทลู พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานท่ี เพื่อต้ังเป็น
โรงเรียนนายเรือ ซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน ท่ีดินบริเวณ พระราชวังเดิม
ฝ่ังธนบุรี และได้ดัดแปลงเป็น โรงเรียนนายเรือ เมื่อปี พ.ศ.2448 จึงนับว่า รากฐานของ
ทหารเรือ ไดห้ ยงั่ ลงแลว้ ในการน้ี
"... ตอ่ มาเม่ือปี 2448 นายพลเรือเอก พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ ได้
เสด็จดารงตาแหนง่ เจ้ากรมยุทธศกึ ษา ทหารเรือ อีกตาแหน่งหนึ่ง เพ่ือจัดการโรงเรียน ได้ทรง
เพ่ิม วิชาสามัญช้ันสูงข้ึน กับมีวิทยาศาสตร์ เพ่ิมเติมบ้าง ส่วนวิชาการเดินเรือนั้น ก็ทรงให้คง
อยู่ ตามความประสงค์เดิม แต่ขยายหลักสูตร กว้างขวางออกไป ทั้งทรงต้ัง โรงเรียน นายช่าง
กล ขึ้นเป็นครั้งแรกด้วย..." วิชาสาหรับนักเรียนช่างกล ที่ศึกษานี้ บางวิชาก็เรียนรวมกัน
กับนกั เรียนนายเรอื และบางวิชา ก็แยกไปศกึ ษาโดยเฉพาะ ส่วนระเบียบการปกครอง ก็เป็นไป
แบบเดยี วกบั นักเรียนนายเรอื
หอสมเด็จ วดั โมลีโลกยาราม
เมื่อมีโรงเรียนเพ่ิมข้ึน เป็นสองโรงเรียน ทางราชการจึงได้รวมการบังคับบัญชา
โรงเรียนทั้งสองแห่งเข้าด้วยกัน และตั้งเป็นกองบังคับการขึ้นใหม่ เรียกว่า "กองโรงเรียนนาย
เรือ" คาว่า "กองโรงเรียนนายเรือ" จึงปรากฏใน ทาเนียบทหารเรือ ต้ังแต่คร้ังนั้นเป็นต้นมา
และเพ่อื ขยายกจิ การ ของโรงเรียนใหส้ มบรู ณ์ยงิ่ ขึน้ อีก ได้ทรงดาเนินการ จัดซ้ือท่ีดิน ด้านหลัง
ของโรงเรยี นนายเรือ ในขณะนนั้ จนจรดคลอง วัดอรุณราชวราราม (เว้นทางหลวง) ทรงสร้าง
โรงงานช่างกล สาหรับฝึกหัด นักเรียนช่างกล และได้สร้างโรงอาหาร สาหรับนักเรียนนายเรือ
ต่อกันไปจากโรงงาน บริเวณนอกจากน้ัน ให้ทาเป็นสนาม ซึ่งต่อมาพ้ืนที่บริเวณ สนาม
ด้านหน้าวัด โมลีโลกยาราม (วัดท้ายตลาด) ก็ได้จัดสร้าง เป็นโรงเรียนจ่าขึ้น จึงทาให้บริเวณ
กว้างขวางขึ้นอีกมากพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณา เสด็จพระ
ราชดาเนนิ ไปทรงกระทาพิธีเปิด โรงเรียนนายเรือ ด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน
พ.ศ.2449
อน่ึง เสด็จในกรมฯ ทรงเห็นว่า ควรจะได้ฝึกหัดให้ ทหารเรือไทยเดินเรือทะเล ได้อย่าง
ชาวตา่ งประเทศ เพราะในสมัยนั้น คนไทยยังต้องจ้าง ชาวต่างประเทศ มาเป็นผู้บังคับการเรือ
เป็นส่วนมาก สาหรับคนไทยท่ีมีความสามารถ เดินเรือทะเลบริเวณ อ่าวไทยได้ ก็มีแต่พวก
อาสา จากบางคนที่อาศัยความชานาญ เพียงอย่างเดียวเท่าน้ัน ไม่ได้เก่ียวด้วย หลักวิชาเลย
ดังนั้นเสด็จในกรมฯ จึงได้ทรงริเร่ิมที่จะ ทาการฝึกหัด และสั่งสอนนายทหารเรือ ให้มีความรู้
ความชานาญ ในการเดินเรือทะเล มากย่ิงข้ึน ซึ่งนับได้ว่า เป็นพระดาริที่ดี และสาคัญอย่างย่ิง
อย่างหน่ึง ในทางการทหารเรือ ของราชนาวีไทย และทางกองเรือ ก็ได้ยึดถือแบบฉบับ อันดี
งามน้ี ดาเนนิ การตอ่ มา จนตราบเท่าทุกวันนี้
ในทางดา้ นการกฬี า เสด็จในกรมฯ ได้ทรงขอครูมาจาก กระทรวงธรรมการ เพื่อมาสอน
บาร์คู่ บาร์เด่ียวและห่วง เพ่ือให้นักเรียนฝึกหัด จนได้ผลเป็นอย่างดีย่ิง เพราะปรากฏว่า
นักเรียนมีสุขภาพดี และแข็งแรงข้ึนเป็นอันมาก และทุกวันพฤหัสบดี ตอนบ่ายทุกคนต้องทา
ความสะอาดเรียบร้อยทุกอย่าง เช่น เตียงนอนเครื่องสนาม หม้อข้าว หีบเส้ือผ้าตลอดจนเล็บ
ฟนั เป็นตน้
เรอื ยงยศอโยชฌิยา
ใน พ.ศ.2449 เสดจ็ ในกรมฯ ได้ทรงนานักเรียนนายเรือท้ังหมด ไปฝึกหัดทางทะเล
ด้วยเรือยงยศอโยชฌิยา เรือลาน้ีเป็นเรือกลไฟ ขนาดกลาง มีเสาใบพร้อม แต่ทรงให้ติดพรวน
ช้ันตา่ ขึ้นอีกเป็นพเิ ศษ และไดใ้ หน้ ักเรยี นขึน้ เสา ลงเสา กางใบ ถือท้ายใช้เข็มทศิ ท้ิงด่งิ และการ
เรือทุกชนิด เวลาใดท่ีมีคลื่นจัด เรือลานี้ก็จะโคลง จึงทาให้นักเรียนทั้งหลาย หายเมาคล่ืนไป
ตามๆ กัน แต่ทรงฝึกให้ บรรดานักเรียนท้ังหลาย หายเมาคล่ืน โดยให้ข้ึนลงเสาจนชิน เพราะ
ทรงถือว่า "ทหารเรือต้องเมาคลื่นไม่เป็น" การไปฝึกคร้ังนี้ ได้ไปทางภาคตะวันออก ของอ่าว
ไทย จนถึงจังหวัดจันทบุรี ราวหนึ่งเดือนจึงกลับ ภายใต้การบังคับบัญชา ของพระองค์ท่าน
และพลเรือโท พระยาราชวังสัน (ศรี กมลนาวิน) ปรากฎผลว่านักเรียน มีความคล่องแคล่ว
และเข้มแข็งในการเดินเรือเป็นอย่างดีย่ิง นอกจากทรงใฝ่พระทัย ในด้านการศึกษาของ
นกั เรียนนายเรือแล้ว เสด็จในกรมฯ ทรงดาริ สาหรับการช่วยเหลือราษฎร ในด้านการดับเพลิง
นั้น ควรจะได้ให้นักเรียนนายเรือ ได้มีการฝึก ทาการช่วยเหลือราษฎร ทาการดับเพลิง
เน่ืองจากในสมัยน้ัน พระนครธนบุรี ไม่มีกองดับเพลิง ท่ีอ่ืนเลย นอกจากที่กรมทหารเรือแห่ง
เดียว เพราะมีเรือสบู น้า และเรือกลไฟเลก็ ซง่ึ ขึ้นอยู่กับกรมเรอื กลอย่แู ลว้ และมหี น้าที่ดับเพลิง
ฉะนั้นเม่ือเกิดเพลิงไหม้ที่ใด เรือกลไฟจะทาหน้าที่ ลากจูงเรือสูบน้า ไปทาการดับเพลิง เป็น
ประจา ทรงตั้งกองดับเพลิงขนึ้
เสด็จในกรมฯ ได้ทรงฝึกหัดอบรม สั่งสอนนักเรียนนายเรือแล้ว ยังได้ทรงเห็น
ความสาคัญ ในการศึกษาของ พลทหารเรือ ซ่ึงถูกเกณฑ์ มารับราชการอีกด้วย จึงได้ทรงตั้ง
โรงเรียนต่างๆ ดงั นี้
วันที่ 11 เมษายน พ.ศ.2449 ตงั้ กองโรงเรียนพลทหารเรอื ท่ี 1 ที่จงั หวัดสมทุ รสงครามวนั ที่ 10
กรกฎาคม พ.ศ.2449 ตง้ั กองโรงเรียนพลทหารเรือที่ 2 จงั หวดั สมทุ รสาคร
วนั ท่ี 15 มีนาคม พ.ศ.2449 ต้งั กองโรงเรยี นพลทหารเรอื ที่ 5 ที่ ตาบลบางพระจังหวัดชลบรุ ี
และต้ัง กองโรงเรยี นพลทหารเรอื ท่ี 6 ณ ตาบลบา้ นแพ จังหวัดระยอง และตง้ั กองโรงเรยี นพล
ทหารเรือท่ี 7 ท่ี จังหวัดจนั ทบุรี
วนั ท่ี 18 พฤษภาคม พ.ศ.2451 ต้งั กองโรงเรียนพลทหารเรือท่ี 4 จังหวัดสมุทรปราการ
วนั ท่ี 20 พฤษภาคม พ.ศ.2451 ตง้ั กองโรงเรียนพลทหารเรือที่ 3 ทจ่ี ังหวดั พระประแดง
เรืออัคเรศรัตนาสน์
ในการต้ังกองโรงเรียนต่างๆ ดังกล่าวมาแล้วน้ี นอกจากจะได้ฝึกหัดอบรม พล
ทหารเรือ ให้ได้รับการศึกษาแล้ว ยังทรงหวัง ท่ีจะให้เป็นหน่วยกาลังทหาร สาหรับ รักษา
ชายฝ่ังทะเลอีกด้วย สิ่งก่อสร้างก็ดี กิจการต่างๆ ของแต่ละกองก็ดี ได้จัดทาขึ้นคล้ายคลึงกัน
และแล้วแต่ความเหมาะสม กับสถานท่ีของหน่วยนั้นๆ และพระองค์ได้เสด็จ ไปทรงดูแลส่ัง
สอนทหาร ตามกองโรงเรยี นตา่ งๆ อยา่ งใกล้ชิดเสมอ จะเห็นได้จาก กองจดหมายของนาวาตรี
หลวงรกั ษาทรัพย์ (รกั ษ์ เอกะวภิ าต) เขยี นไว้ตอนหนงึ่ ว่า
"...เร่ืองปลูกสร้าง ตั้งกองทหารท่ีบางพระ ชลบุรี เมื่อปลูกสร้างเสร็จแล้ว ได้แบ่งเอา
ทหารทอ่ี ยู่ ในกรงุ เทพฯ ทง้ั ฝา่ ยบกและฝ่ายเรือ ตลอดจนฝ่ายธุรการ ทุกแผนก แห่งละคร่ึงหน่ึง
ให้เตรียมตัวขนของ ลงบรรทุกเรืออยู่ 3 วัน คือ เรือมกุฎราชกุมาร เรือมูรธาสิตสวัสดิ์
เรืออัคเรศรัตนาสน์ เรือสุริยะมณฑล เรือนฤเบนทรบุตรี เรือจาเริญ รวม 6 ลา บรรทุกของ
เพียบไปตามๆ กันเสร็จแล้วออกเรือ แต่เจ้าพ่อประทับ ในเรืออัคเรศฯ พร้อมด้วยพวกฝ่าย
ธุรการ..."นอกจากนี้เสด็จในกรมฯ ยังได้ทรงฝึกหัดให้ ทหารเรือได้ซ้อมรบบนบก ในบริเวณ
จงั หวดั ชลบุรี เพอื่ ให้ทหารเรอื มคี วามรู้ ความชานาญในทางบก อีกดว้ ย
เรือหลวงมกฎุ ราชกุมาร (ลาท่ี 1)
ใน พ.ศ.2450 เสด็จในกรมฯ ได้ทรงนา คณะนักเรียนนายเรือ และนักเรียนนายช่างกล
ประมาณ 100 คนไป "อวดธง" ท่สี ิงคโปร์ ปัตตาเวีย ชวา และเกาะบิลลิทัน โดย ร.ล.มกุฎราช
กุมาร (ลาท่ี 1) ในการเดินทาง ไปต่างประเทศ คร้ังน้ีนับเป็นคร้ังแรก และเสด็จในกรมฯ ทรง
เปน็ ผ้บู งั คับเรอื เอง พร้อมดว้ ยนักเรยี น และทหารประจาเรือ ซง่ึ ล้วนแล้วแตเ่ ปน็ คนไทยทั้งสน้ิ
ในการออกฝึก และอวดธงยงั ต่างประเทศครง้ั แรกน้ี ทรงบัญชาการ ฝึกนักเรียนนายเรือ
ด้วยพระองคเ์ อง ให้นักเรียนทาการ ฝึกหัดปฏิบัติการในเรือ ทุกอย่าง เพื่อให้มีความอดทน ต่อ
การใช้ชีวิตด้วยความลาบาก เพ่ือให้ร่างกายแข็งแรง และเพื่อให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในการปฏิบัติ
หน้าท่ขี องตนจริงๆ มีความกล้าหาญรักชาติ ให้รู้จักชีวิต ของการเป็นทหารเรือโดยแท้จริง ซึ่ง
จะต้องเป็นผู้เช่ียวชาญในการปฏิบัติการต่างๆ ในเรือรู้จักหน้าที่ ต้ังแต่พลทหารจนถึง
นายทหาร นักเรียนนายเรือไดฝ้ ึกอย่างจริงจังเผชิญท้ังภัยธรรมชาติ ทั้งการฝึกของพระองค์ ดัง
จะกลา่ วใหท้ ราบ เพียงบางส่วน เช่น ในระหวา่ งทีเ่ รอื แล่นจาก สิงคโปร์ เรือได้แล่นลัดช่องทาง
เดินเรือ ระหว่างเกาะแกง่ มาหลายวัน ขณะท่ีแลน่ อยูใ่ นระหว่าง เกาะเล็กๆ 2 ข้าง ปรากฏเป็น
คล่ืนคะนอง คลน่ื ลูกใหญ่ซดั เรือ ทาใหเ้ รือเอยี งไปมา เสดจ็ ในกรมฯ ซง่ึ ขณะนั้น ประทับอยู่ท้าย
เรือ รีบเสด็จขึ้นไปบน สะพานเดินเรือ ทรงเปล่ียนเข็ม เบนหัวเรือและลดฝีจักรเรือ รับสั่งให้
ทางห้องเครื่องจักร ระวังเคร่ืองให้พร้อมเพรียงท่ีสุด ขณะน้ันภายในเรือ เกิดการโกลาหลชั่ว
ขณะหน่ึง แต่ด้วยพระสติปัญญา อันสุขุมของพระองค์ และทรงพิจารณาสั่งการต่างๆ
ตลอดจนอธิบาย ให้นักเรยี น และทหารในเรือมิให้ตื่นเต้น หรือหวาดกลัวจนเกินไป จนทาอะไร
ไมถ่ กู จงึ ทรงหาทางปลอดภัย ให้แกเ่ รือได้ เรือหลวงมกุฎราชกุมาร จงึ ได้แล่นไปโดยสวัสดิภาพ
จนเข้าช่องลิกา (Linga Strait) เพ่อื ทอดสมอ และทาพธิ ขี า้ มเส้นอเิ คว
การออกฝกึ ครง้ั น้นั นอกจากจะทาให้นกั เรยี นนายเรอื ไดร้ จู้ ักปฏิบัติการจริงๆ ทางทะเล
แล้ว ยังทรงนาส่ิงใหม่ มาสู่วงการทหารเรืออีก คือ แต่เดิมเรือรบของไทยทาสีขาว พระองค์ได้
ทรงเปลี่ยนสี เรือมกุฎราชกุมาร ให้เป็นสีหมอกตามแบบอย่างเรือรบอังกฤษ และต่อมาเรือรบ
ทุกลาของไทยก็ทาสีหมอกมาจนทกุ วนั นี้
ครั้นถึงสมัยรัชกาลท่ี 6 เม่ือวันท่ี 11 ธันวาคม พ.ศ.2453 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎ
เกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเห็นความสาคัญของ กิจการทหารเรือ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้จอมพลเรือสมเด็จเจ้าฟ้า บริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิจ ทรงดารงตาแหน่ง
เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ และในวันท่ี 23 ธันวาคม ศกเดียวกันนี้ ก็ได้ทรงพระกรุณา โปรด
เกล้าฯ ให้เสด็จในกรมฯ ซ่ึงขณะน้ันกาลังทรงดารงตาแหน่งเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรืออีก
ตาแหน่ง
ทรงศกึ ษาคาถาอาคมศรัทธานบั ถือหลวงปู่ศุข
หลวงปศู่ ขุ วัดมะขามเฒา่
กรมหลวงชุมพรและหลวงปู่ศุข
กรมหลวงชุมพรฯ ทรงมีความเชือ่ ถือในพลังอานาจศักด์สิ ิทธ์ขิ องไสยศาสตร์และ
พุทธานุภาพ พระองค์ได้เริ่มเสาะแสวงหาอาจารย์ดีเพื่อศึกษาวิชาไสยศาสตร์จากผู้ทรง
คณุ ตา่ ง ๆ
ครัน้ ช่อื เสยี งกิตตคิ ุณของหลวงปู่ศุขมีมากข้ึน ก็มีความสนพระทัย ความคิดใคร่
จะไปทดลองดูให้เป็นท่ีประจักษ์แก่ตาว่าเป็นอย่างไร หากมีโอกาสเมื่อใดก็จะไปพบหลวง
ปู่ศุขให้จงได้ ในครั้งน้ัน กรมหลวงชุมพรฯ เสด็จไปตากอากาศภาคเหนือและเสด็จกลับ
ด้วยเรือทหารล่องลงมาทางแม่น้าเจ้าพระยา แต่แทนท่ีจะล่องกลับถึงกรุงเทพฯ พระองค์
ทรงรับสงั่ ใหเ้ รอื กลไฟทจี่ งู เรอื ประเทียบล่องลงมาตามลาน้าท่าจีน อันแม่น้าท่าจีนน้ันแยก
จากแม่น้าเจ้าพระยาที่ชัยนาท ไหลลงสู่อ่าวไทยท่ีเมืองสมุทรสาคร มีความยาวถึง 200
กม. และเส้นทางสายแม่น้าท่าจีนน้ีได้ไหลผ่านวัดปากคลองมะขามเฒ่าด้วย เมื่อเรือพระ
ที่นั่งล่องมาถึงวัด ก็บังเอิญให้เรือมีอันขัดข้องโดยไม่ทราบสาเหตุ แม้จะพยายามแก้ไข
เครื่องยนต์อย่างไรก็ไม่สาเร็จ (ภายหลังหลายคนเชื่อว่าคงเป็นการสาแดงอิทธิฤทธิ์ของ
หลวงปูศ่ ุข) ในท่สี ดุ ก็เลยต้องชะลอเรอื ทัง้ หมดเขา้ ไปจอดท่ศี าลาวัดปากคลองมะขามเฒ่า
วดั ปากคลองมะขามเฒ่าหลวงปูศ่ ขุ
ขณะที่เรือประเทียบและเรือกลไฟเข้ามาเทียบอยู่ที่ศาลาท่าน้า พระองค์ทรงแลเห็น
เด็กลูกศิษย์วัดกาลังชุลมุนอยู่กับการตัดหัวปลีเอามากองท่ีข้างศาลาทีละหัวสองหัว จนเรือ
เข้าเทียบศาลาท่าน้านั่นแหละจึงเห็นหัวปลีกองโตขึ้น ขณะเสด็จในกรมทรงยืนบนเรือมองดู
การกระทาของเด็กวัดเหล่านั้นด้วยความฉงนพระทัย ได้มีพระภิกษุชรารูปหน่ึงเดินตรงเข้า
มาท่ีกองหวั ปลี ทา่ ทางเคร่งขรึม ท่านมองรอบ ๆ กองหัวปลีอยู่ 2-3 อึดใจ แลว้ จงึ หย่อนร่าง
น่ังบนกองหัวปลีน้ัน พระภิกษุรูปนั้นนั่งหลับตาภาวนาอยู่ครู่หนึ่ง จากน้ันท่านก็หยิบหัวปลี
ขึ้นมาเป่าลูบไล้ไปมา จากนั้นท่านเหวี่ยงหัวปลีลงพื้น แล้วเสด็จในกรมตลอดจนทหารข้า
ราชบริพารต้องตกตะลึงเพราะหัวปลีนั้นเม่ือตกถึงพ้ืนกลายเป็นกระต่ายสีขาวนวล กระโดด
โลดเต้นอยู่ไปมา ภิกษุรูปเดิมหาได้หยุดเสกเป่าหัวหลี ท่านทาอย่างต่อเนื่อง หัวปลี
กลายเป็นกระตา่ ยขาวหลายตัววิ่งอยู่บนศาลาและพืน้ ดนิ เต็มไปหมด
เมือ่ เห็นเหตุอศั จรรยเ์ ชน่ นี้ กรมหลวงชุมพรฯ พรอ้ มด้วยนายทหารและข้าราชบริพาร
ทง้ั ปวงในทีน่ ้ันกเ็ ขา้ ไปแสดงอาการคารวะตอ่ พระภกิ ษรุ ปู น้นั โดยทวั่ หนา้ กนั
ครั้นกระต่ายว่งิ มาหาท่านทลี ะตัว ท่านก็เอามือลูบคลาไปมาสักครู่ แล้วปล่อยวางลง
กับพ้ืน กระตา่ ยกก็ ลับเปน็ หวั ปลอี ย่างเดิม และทาอย่อู ย่างนัน้ ทกุ ตวั จนกลายเป็นหวั ปลีกอง
โตเหมอื นเดิม
กรมหลวงชมุ พรฯ ได้สอบถามพูดคยุ กับหลวงพ่อองค์น้ัน (ขณะน้ันเสด็จในกรมเรียก
หลวงพ่อ) จึงทราบว่าพระภิกษุที่อยู่เบื้องหน้าท่านก็คือ “หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขาม
เฒ่า” ทพ่ี ระองคไ์ ดย้ ินชือ่ เสยี งมาช้านานน่ันเองและหลวงปู่ศุขก็รู้ว่าผู้ท่ีอยู่เบ้ืองหน้าคือพระ
ราชโอรสแห่งพระพุทธเจ้าหลวง “กรมหลวงชุมพรฯ” น่ันเอง การพูดคุยกันวันนั้นเป็นท่ีถูก
อธั ยาศยั กนั ทงั้ 2 ฝ่าย เสด็จในกรมจึงอยากพักอาศัยอยู่ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่าสักหลาย
วัน หลวงปู่ศุขก็มิได้ว่ากระไร ยกศาลาท่าน้าให้เป็นที่จอดเรือ ความสัมพันธ์ระหว่าง
พระภกิ ษุชราและโอรสของเจ้าเหนือหวั ได้เร่ิมขน้ึ แลว้
หลวงปู่ศขุ
ผ้ายันต์รปู หลวงปู่ศุขและกรมหลวงชุมพร
ตลอดชีวิตของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า นั้น มีลูกศิษย์มากหลาย แต่ผู้ท่ี
นับเนื่องได้ว่าเป็น “ศิษย์เอก” มีเพียงท่านเดียวเท่าน้ัน คือ “กรมหลวงชุมพรเขตรอุดม
ศักด์ิ”ที่นับเป็น “ศิษย์เอก” มิใช้เพราะกรมหลวงชุมพรฯ มีเชื้อเจ้าหรือเป็นโอรสของ
รัชกาลท่ี 5 แต่ท่ีนับเป็นศิษย์เอกก็เพราะศิษย์คนนี้รักและเคารพอาจารย์อย่างยอมตาย
ถวายชีวิต กับอาจารย์จะส่ังอย่างไรก็ทาตามได้ รับถ่ายทอดวิชาจากอาจารย์ไว้ได้มาก
ที่สุด และทาตามอาจารย์ได้ในการแสดงอิทธิฤทธิ์และอภินิหารมีบันทึกจากคนเฒ่าคนแก่
ยนื ยนั วา่ “เสดจ็ ในกรมหลวงชมุ พรฯ” ได้รับการถ่ายทอดวิทยาคมจากหลวงปู่ศุขไว้มาก
ที่สดุ เหนือกว่าศษิ ย์คนใด และมคี วามผูกพนั กันอยา่ งลึกซง้ึ ดจุ บิดากบั บุตร
กาลต่อมาเมื่อกรมหลวงชุมพรฯ สิน้ พระชนม์ (19 พฤษภาคม พ.ศ.2466) เม่ือหลวง
ปู่ศุขท่านทราบถึงกับน่ังน่ิงซึม ท่านอยู่ในอากัปกิริยาเช่นน้ันนานมากดุจท่านปลงอย่าง
หนักกับกฎแห่งวัฏสงสาร หรือสังสารวัฏในโลกน้ี ในท่ีสุดปลายปี พ.ศ.2466 หลวงปู่
ศขุ ได้มรณภาพลงดว้ ยโรคชราอันเป็นปเี ดียวกบั ทก่ี รมหลวงชมุ พรฯ สิน้ ประชนม์
กฬี าท่ที รงโปรด
มวยคาดเชือก
กีฬาที่ทรงโปรดเป็นงานอดิเรก ก็คือการเล่นกีฬาแล่นเรือใบ ยามใดท่ีพอจะมีเวลาว่าง
จากราชการแล้ว พระองค์ทรงโปรด ที่จะใช้เวลากับการแล่นเรือใบ โดยทรงถือท้ายเรือด้วย
พระองคเ์ อง และยงั ทรงฝึกหัดให้ชายา และพระโอรสพระธดิ า ได้หดั แล่นเรือใบในทะเล เพ่ือให้
มคี วามกล้าหาญ นอกจากความเพลิดเพลิน แล้วจะได้คุ้นเคย และถือทะเลเป็นเสมือนบ้าน ได้
อีกความร้สู ึกหนึ่งด้วย
นอกจากกีฬาแล่นเรือใบแล้ว กีฬาอีกประเภทท่ีทรงโปรดก็คือ "มวย" และ "กระบี่
กระบอง" ทรงฝึกหัดทั้งมวย และกระบี่กระบองอย่างเชี่ยวชาญ จนยากที่จะหาใครเทียบเคียง
ได้ และพระองค์ยังได้ ทรงสนับสนุนทหารเรือที่ช่าชอง มีความสามารถในการชกมวยไทยอีก
ด้วย ทรงสง่ นายยัง หาญทะเล เขา้ ชกชงิ ถ้วยชนะเลิศ ในการชกมวยไทย ซึ่งสมัยนั้นนักมวยยัง
ใช้เชือกคาดมือชก พระองค์ทรงชุบเลี้ยงนายทหารเรือ ท่ีมีความสามารถในการชกมวย และ
กระบี่กระบอง ไว้มากมายหลายคน เน่ืองเพราะทรงเห็นความสาคัญ ของศิลปะการต่อสู้แบบ
ไทยแท้และเป็นวชิ าสาคญั ในการป้องกนั ตวั อกี ดว้ ย
พระอัจฉริยะด้านการดนตรี
กรมหลวงชมุ พรฯ ทรงมอี จั ฉรยิ ะทางดา้ นการดนตรี ทรงพระราชนิพนธเ์ พลงไว้หลาย
เพลงดังน้ี
เพลงดอกประดู่ (เพลงสัญลกั ษณ์ของกองทพั เรอื ไทย)
เพลงเดินหน้า (เดมิ แบง่ เป็น 2 เพลง ช่อื "เกิดมาท้งั ทมี นั ก็ดีอย่แู ตเ่ มอ่ื เปน็ " และ "เกิดมา
ท้ังทมี นั กม็ ีอยู่แตท่ กุ ขภ์ ยั ") สันนษิ ฐานวา่ ทรงพระนิพนธข์ น้ึ ในชว่ งทีท่ รงออกจากราชการใน
สมยั ต้นรชั กาลที่ 6
เพลงดาบของชาติ ทรงพระนิพนธ์ไว้เปน็ โคลงส่ีสุภาพ
เพลงสรรเสริญพระบารมี สานวนขบั รอ้ งของทหารเรือ
พระปรีชาสารมารถดา้ นศลิ ปะ
ภาพเขยี นฝีพระหัตถก์ รมหลวงชุมพรฯ ท่ีวดั ปากคลองมะขามเฒา่
การศิลปะหรือเชิงวิจิตรศิลป์ ก็ยังเป็นอีกงานอดิเรกหน่ึง ซึ่งกรมหลวงชุมพรฯ ทรงมี
พระปรชี าสามารถ เป็นพิเศษ พระองค์ทรงเขียนภาพพุทธประวัติ พระพุทธองค์กับปัญจวัคคีย์
ไวท้ ีผ่ นงั โบสถว์ ัดปากคลองมะขามเฒา่ อาเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ซ่ึงก็ยังคง ปรากฏอยู่มา
ตราบจนทุกวันน้ี ภาพฝีพระหัตถ์อันงามวิจิตรที่ผนังโบสถ์นั้น ก็บ่งบอกได้เป็นอย่างดี ถึงพระ
ปรีชาสามารถ ในเชิงศลิ ปะและยงั แสดงถึงพระทยั ท่ลี ะเอียดอนื่ ลกึ ซึง้ อกี ด้วย
ทรงถกู ออกจากราชการ
ครั้นถึงวันท่ี 14 เมษายน พ.ศ.2454 พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ได้
โปรดให้พระองค์ ออกจากราชการอยู่ ชั่วระยะหนึ่ง รวมเวลาท่ีเสด็จในกรมฯ ทรงรับราชการ
11 ปี
สาเหตุท่ีทรงถูกออกจากราชการก็เพราะว่ามีพวกทหารเรือไปเที่ยว ก่อเหตุกับทหาร
มหาดเล็ก เกิดเรื่องวิวาทกันข้ึน เรื่องทราบไปถึงพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 เข้า ทรงไม่พอ
พระทัย รับส่ังให้เจ้าคุณรามราฆพ ไปทูลเสด็จในกรมฯ ให้ส่งทหารเรือท่ีวิวาทกับ ทหาร
มหาดเล็กไปให้ ท่านไมย่ อมสง่ ให้ ได้ให้ทลู พระเจา้ อยู่หัวว่า เป็นเร่ืองของคนวิวาทกัน ซ่ึงจะว่า
ข้างใดเป็นผู้ผิดไม่ได้ และท่านก็รักทหารเรือ ของท่านเหมือนกับลูก ท่านไม่เคยส่งลูกไปให้ใคร
เขาเฆี่ยนตี ถ้าจะตีก็จะตีเสียเอง พระเจ้าอยู่หัวทรงกริ้วรับส่ังว่า ถ้าท่านไม่ส่งไปให้ก็ต้องให้ออก
เพราะว่าทางานรว่ มกันไม่ได้ เสด็จในกรมฯ จงึ ตอ้ งออกจากราชการในคราวนนั้
การฝึกเสือปา่ สมัยพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา้ เจ้าอยู่หัว
นอกจากน้ันในตอนฝึกเสือป่า ก็มีเร่ืองไม่เป็นที่พอพระทัย คือซ้อมรบมีกันหลายฝ่าย
พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงซ้อมรบด้วยหลายครั้ง ปรากฏว่าฝ่ายลูกน้องเสด็จในกรมฯ ไปจับเอาพระ
เจ้าอยหู่ ัว และองครักษ์มาโดยไม่ทราบว่าเป็น พระเจ้าอยู่หัว แลว้ มาทูลเสด็จในกรมฯ ว่าตนได้
จับฝ่ายตรงข้ามได้สองคนเข้าใจว่าจะเป็นคนสาคัญ เสด็จในกรมฯ ได้แอบดูก็รู้ว่าเป็น พระ
เจ้าอยู่หัว จึงรับสั่งให้ปล่อยไป โดยให้ลูกน้องของพระองค์ แกล้งลืมกุญแจไว้ เพราะถ้าปล่อย
โดยตรง รัชกาลที่ 6 ก็จะไมโ่ ปรดอกี จะกรวิ้ เอาเปลา่ ๆ จะหาว่าเสด็จในกรมฯ ทรงแกล้งแพ้
ในระยะน้ันมีข่าวลือว่า เสด็จในกรมฯ ทรงคิดจะขบถ หากสาเร็จจะยกให้ กรมพระ
นครสวรรค์ฯ เป็นพระเจ้าแผ่นดิน และเสด็จในกรมฯ จะเป็นวังหน้า เน่ืองจากเสด็จในกรมฯ
และกรมพระนครสวรรค์ เป็นพ่ีน้องที่รักกันมาก เพราะถูกอัธยาศัยกัน อีกทั้งฝ่ายมารดาก็ต่าง
เป็น คนในตระกูลบุนนาคด้วยกัน คนเป็นจานวนมาก จึงเชื่อว่าเป็นเร่ืองจริง กรมพระ
นครสวรรค์ฯ เอง ก็ทรงเสียพระทัยมาก คิดจะกราบถวายบังคมลาออกจากราชการอยู่หลาย
ครง้ั แตม่ คี นทูลออ้ นวอน ไมใ่ ห้ออกก็เลยออ่ นพระทยั ระงบั การลาออก
ศึกษาวชิ าแพทย์แผนโบราณรับรักษาบุคคลท่ัวไป
"... เสดจ็ ในกรมฯ ได้ทรงออกจากประจาการ ช่ัวระยะเวลาหน่ึง เม่ือปี พ.ศ.2454 และ
ได้ทรงศึกษาวิชาแพทย์ แผนโบราณ จากตาราไทย ทรงเขียนตาราสมุดข่อยด้วยฝีพระหัตถ์
ของพระองค์เอง ซึ่งกล่าวกันว่า ปัจจุบันสมุดข่อย ตารายาน้ีได้เคยเก็บรักษาอยู่ ณ ศาลกรม
หลวงชมุ พร นางเล้งิ เป็นสมุดขอ่ ยปดิ ทองท่สี วยงามมาก มภี าพพระพทุ ธเจ้านั่งขัดสมาธิ เขียน
ด้วยหมึกสี ดา้ นซา้ ย และด้านขวา เปน็ ภาพฤาษี 2 องค์ น่ังพนมมือ ถัดมาเป็นรูป พระอาทิตย์
ทรงราชรถ และมีอักษรเขียน เป็นภาษาบาลีว่า "กยิราเจ กยิราเถน" ขอบสมุดเขียน เป็นลาย
ไทยสีสวยงาม หน้าต้นของสมุดตารายานี้มีข้อความว่า "พระคัมภีร์อติสาระวรรค โบราณ
กรรม และปัจจุบันกรรม จบบริบูรณ์ ของกรมหมื่นชุมพร เขตอุดมศักด์ิ ทรงค้นคว้า ตรวจหา
ตาม คมั ภรี ์เกา่ เกอื บจะสูญสิน้ อย่แู ล้ว จนสาเรจ็ ในปี พ.ศ.2458..."
ทรงเหน็ วา่ การช่วยชีวิตคน เปน็ บญุ กศุ ลแก่พระองค์ จึงทรงต้ังหน้าเล่าเรียน กับพระยา
พิษณฯุ หวั หน้าหมอหลวง แห่งพระราชสานัก ซึ่งหัวหน้าฝ่ายยาไทย ของประเทศไทยผู้นี้ ก็ได้
พยายามถ่ายเทความรู้ให้ พระองค์ได้พยายามค้นคว้า และปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา เช่น เอา
สัตว์ปีกจาพวก นก เป็ด ไก่ ท่ีตายแล้วใส่ขวดโหลดองไว้ ที่เป็นๆ ก็จับเลี้ยงไว้ในกรงอีก
มากมายไว้ที่วังทรงหมกมุ่นอยู่กับการแยกธาตุ และทดลองทั้งวัน ถึงแม้ว่าจะทรงชานิชานาญ
ในกจิ การแพทย์ฝา่ ยแผนโบราณ แล้วก็ตาม แตจ่ ะไมท่ รงยนิ ยอมรกั ษาใคร เป็นอันขาด จนกว่า
จะได้รับการทดลองแม่นยาแล้วว่า เป็นยาที่รักษาโรคชนิดพื้นๆ ให้หายขาดได้ อย่างแน่นอน
ให้ทรงทดลองให้สัตว์เล็กๆ กินก่อน เมื่อสัตว์เล็กกินหาย ก็ทดลองสัตว์โต เมื่อสัตว์โตหาย จึง
ทดลองกับคน และประกาศอย่างเปิดเผยว่า จะทรงสามารถ รักษาโรคน้ันโรคนี้ ให้หายขาด
พระองค์ไม่ทรงโปรดให้ใครเรียกพระองค์ว่า เสด็จในกรมฯ หรือยกย่อง เป็นเจ้านาย แต่ทรง
เรียกพระองค์เองว่า "หมอพร" และประชาชนมักจะเรียกพระนามพระองค์ท่านอีกพระนามว่า
“เสด็จเต่ีย” และเม่ือมีประชาชน มาหาพระองค์ให้รักษา ก็ทรงต้อนรับ ด้วยไมตรีจิต และ
รักษาให้เป็นการฟรี ไม่คิดค่ารักษา แต่ประการใด นอกจากจะเชิญไปรักษาตามบ้าน ซึ่ง
เจ้าของไข้จะตอ้ งหารถรา ให้พระองค์เสด็จไป และนาเสด็จกลบั โดยมากเปน็ รถมา้ เท่านนั้
การกลบั เขา้ รับราชการ
กรมหลวงชุมพรฯ
วันท่ี 1 สิงหาคม พุทธศักราช 2460 กระทรวงทหารเรือ ได้มีคาส่ังท่ี 189/04338 ให้
ทราบว่า พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายพล
เรือตรี พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหม่ืนชุมพร เขตอุดมศักดิ์ กลับเข้ารับราชการ ในกระทรวง
ทหารเรือ ในตาแหน่ง เจ้ากรมจเรทหารเรือ เนื่องจาก ประเทศไทย ได้เข้าสงครามโลก และ
ทหารเรือยังขาดผู้สามารถจริงๆ อยู่ขณะน้ัน และต่อมาในวันท่ี 30 มกราคม พ.ศ.2461 เสด็จ
ในกรมฯ ไดร้ บั พระราชทานยศเปน็ นายพลเรือโท
ฐานทพั เรอื สัตหีบ
ในปี พ.ศ.2463 เนอ่ื งจากผลของการสารวจ พ้ืนภูมิประเทศบริเวณสัตหีบ เสด็จในกรม
ฯ ทรงมีความเห็น ทางด้านยุทธศาสตร์ว่า สมควรใช้พ้ืนท่ีบริเวณตาบลที่สัตหีบสร้างเป็นที่ม่ัน
สาหรับกิจการทหารเรือขึ้นตามชายฝ่ังและเกาะต่างๆในอ่าวสัตหีบ เพราะทาเลเหมาะแก่การ
สร้างเปน็ ฐานทพั เรอื ตามพระราชประสงค์
ในด้านการปอ้ งกนั ฐานทพั ได้ทรงใหค้ วามเห็นไว้ว่า ควรสร้างป้อมปืนใหญ่ขนาดตั้งแต่
16 น้ิว ลงมาจนถึง 4.7 นิ้ว และปืนยิงเคร่ืองบินด้วย โดยพร้อมขึ้นไว้ บนยอดเกาะต่างๆ ใน
อ่าวสตั หีบ นอกจากน้ี ควรสร้างปอ้ มวางปืนใหญ่ชนิดต่างๆ เพื่อป้องกันการส่งทหารยกพลขึ้น
บกของข้าศึกด้วย ส่วนสถานท่ีทาการ จะต้องที่สร้างสิ่งต่างๆ เช่น โรงพยาบาล โรงทหาร
โรงงาน สถานีเรือบินทะเล การประปา การคมนาคม การสุขาภิบาล ฯลฯ ดังนั้นในวันที่ 6
กันยายน พ.ศ.2464 เสด็จในกรมฯ ในฐานะเสนาบดี กระทรวงทหารเรือ ได้มีลายพระหัตถ์
ทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานท่ีดิน ที่สัตหีบ เพื่อเป็นกรรมสิทธิ์ แก่กองทัพเรือ ดังลายพระหัตถ์
ดังนี้คือ ทรงตั้งฐานทัพเรือท่ีสัตหีบในวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2461 ได้ทรงกระกรุณา โปรด
เกล้าฯ ให้เสด็จในกรมฯ ทรงดารงตาแหน่ง เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ อีกตาแหน่งหน่ึง ซ่ึง
นับเป็นครั้งที่สอง ท่ีพระองค์กลับมาดารงตาแหน่งเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือในปี พ.ศ.2457
ข้าราชการทงั้ หลาย พากันสานกึ ในพระมหากรุณาธคิ ณุ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ
ได้ปรึกษากันในอันที่จะแสดงความจงรักภักดี กตัญญูกตเวที บรรดาข้าราชการมีความเห็นว่า
เปน็ การจาเป็นท่ีจะต้องมีการป้องกันราชอาณาจกั รทางทะเล จึงเห็นพ้องกันว่า ควรจะได้มีการ
ช่วยกันออกทุนทรัพย์คนละเล็กละน้อยเพ่ือรวบรวมซ้ือหรือสร้างเรือรบ ถวายพระบาทสมเด็จ
พระเจา้ อยู่หัวสกั ลาหนง่ึ ในการดาเนินการจดั หาเงนิ ทนุ นี้ เพอื่ ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และ
สะดวก จาเป็นต้องตั้ง เป็นสมาคมข้ึน พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นชอบ
และได้พระราชทาน ช่ือสมาคมที่จัดต้ังน้ีว่า "ราชนาวีสมาคมแห่งกรุงสยาม" และทรงรับเป็น
องค์อุปถัมภส์ มาคม พร้อมทัง้ พระราชทาน พระราชทรพั ยส์ ว่ นพระองค์ สมทบด้วย สาหรับเรือ
ทจ่ี ะจัดซือ้ น้ีได้รับพระราชทาน นามวา่ "เรือหลวงพระรว่ ง"
เรอื หลวงพระร่วง
เสด็จในกรมฯ ทรงได้รับพระกรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น ข้าหลวงพิเศษ
ออกไป จัดสรรหาซื้อเรือในภาคพ้ืนยุโรป พระองค์ได้เสด็จ เสาะแสวงหาอยู่หลายประเทศ จึง
ได้ทรงพบเรือพิฆาตตอร์ปิโด ของบริษัททอร์นิครอฟท์ แห่งประเทศอังกฤษ ซ่ึงมีช่ือเดิมว่า
"เรเดียนท์" ทรงพิจารณาเห็นว่าเปน็ ที่เหมาะสม แกค่ วามต้องการของ กองทพั เรือ และเป็นเรือ
ท่ีเพ่ิงต่อข้ึนใหม่ จึงได้ทรงช้ีแจง มายังกรรมการ ราชนาวีสมาคม ซ่ึงคณะกรรมการ ของ
สมาคม ก็มีความเห็นชอบเสด็จในกรมฯ ทรงเป็นผู้บังคับการเรือพระร่วง เองพร้อมด้วย
นายทหารเรอื ไทย และเจ้าหน้าท่ีอ่ืนๆ ซึ่งเป็นทหารเรืออังกฤษ นาเรือจากประเทศอังกฤษ เข้า
มาถงึ กรงุ เทพมหานคร ปรากฏพระเกียรตยิ ศ เป็นครงั้ แรกทน่ี ายทหารเรอื ไทย สามารถเดินเรือ
ทะเลได้ไกลถึงเพียงนี้ จงึ ถือเป็นเกียรตปิ ระวตั ขิ องราชนาวีไทย และเปน็ การปรากฏ พระเกียรติ
คุณแห่งเสด็จในกรมฯ เรือหลวงพระร่วงได้เดินทาง เข้ามาถึงประเทศเมื่อ 7 ตุลาคม พ.ศ.
2463 การต้อนรับ และการสมโภชเรือหลวงพระร่วง ได้เป็นไปอย่างมโหฬาร และเอิกเกริก
อย่างย่ิง ในพระราชดาริของ พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการพระราชทาน
เล้ียง เน่ืองในการฉลอง เรือหลวงพระร่วง ณ สมาคมสหทัยสมาคม เมื่อวันท่ี 9 ตุลาคม 2463
ได้ทรงกล่าวถึงพระเกียรติคุณ ของเสด็จในกรมฯ ในการนาเรือพระร่วงมาสู่ประเทศไทย
ว่า "...สว่ นกรมหลวงชุมพร ขา้ พเจา้ ไดก้ ล่าวแล้ววา่ เป็นนายทหารเรือไทยคนแรก ที่นาเรือ
รบไทยมาจากต่างประเทศได้ และทยี่ ากมากปานใด ในการนามานั้น ท่านทั้งหลายคงพอจะเดา
เอาได้ เมอ่ื ทราบว่าบรรดาลกู เรอื นั้น เป็นชาวตา่ งประเทศทัง้ นัน้ และทน่ี ามาได้โดยสวัสดภิ าพก็
แสดงให้เห็นไดว้ ่าเป็นผู้ชานาญทะเลจริง นบั วา่ สมควรที่จะได้รับความขอบใจของข้าพเจ้าและ
ทา่ นทัง้ หลาย..." เสดจ็ ในกรมฯ ได้ทรงปฏิบตั ริ าชการสืบมา จนได้รับพระราชทานเล่ือนยศจาก
พลเรือโท ข้ึนเป็น พลเรือเอก เม่ือวันท่ี 23 เมษายน พุทธศักราช 2463 ทรงพระกรุณา โปรด
เกล้าฯ พระราชทาน พระอิสริยศักดิ์ เลื่อนจาก "กรมหม่ืน" ขึ้นเป็น "กรมหลวง" เมื่อวันท่ี 11
พฤศจิกายน พทุ ธศกั ราช 2463 และ ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2466 ได้ทรงพระกรุณา โปรด
เกลา้ ฯ แต่งตงั้ ให้เสด็จในกรมฯ ทรงดารงตาแหน่ง เสนาบดี กระทรวงทหารเรือ ทรงบัญชาการ
ทหารเรือ เสดจ็ ในกรมฯ ทรงดารงตาแหน่ง เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ เพียงไม่กี่วันเท่าน้ัน ก็
ได้กราบบงั คม ลาออกจากราชการ ไปตากอากาศ เพ่อื พักผ่อน รกั ษาพระองค์
กรมหลวงชมุ พรฯส้นิ พระชนม์
พระตาหนกั พลเรอื เอกพระบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักด์ิ สถานท่ีสวรรคตของ
กรมหลวงชุมพรฯ ส้ินพระชนมท์ ี่บา้ นหาดทรายรี จังหวดั ชุมพร
เรือหลวงเจนทะเล
พระศพกรมหลวงชุมพร ณ วังนางเล้งิ
งานพระศพกรมหลวงชุมพรฯ ณ ทอ้ งสนามหลวง
เสด็จในกรมฯ ทรงมีสุขภาพ ไม่สมบูรณ์ และประชวร พระโรค ภายใน และเม่ือวันท่ี
17 เมษายน พ.ศ. 2466 ทางกระทรวง ทหารเรือ ได้สั่งให้กระบวนเรือที่ 2 จัด ร.ล.เจนทะเล
ถวายเปน็ พาหนะ และกรมแพทย์ทหารเรือ ได้จดั นายแพทยป์ ระจาพระองค์ 1 นาย พร้อมด้วย
พยาบาลตามเสด็จไปด้วย เสด็จในกรมฯ ได้เสด็จออกจากกรุงเทพฯ เม่ือวันท่ี 21 เมษายน
พ.ศ. 2466 เสดจ็ ในกรมฯ ได้เสด็จไปประทับ อยู่ท่ีด้านใต้ปากน้า เมืองชุมพร ซึ่งเป็นท่ีเสด็จใน
กรมฯ ทรงจองไว้จะทาสวน ขณะที่เสด็จในกรมฯ ประทับอยู่ท่ีจังหวัดชุมพรนี้ ก็เกิดเป็นพระ
โรคหวัดใหญ่ เนื่องจากถูกฝน ทรงประชวรอยู่เพียง 3 วัน ก็ส้ินพระชนม์ท่ี ตาบลทรายรี ใน
วันท่ี 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 สิรพิ ระชนมายไุ ด้ 44 พรรษา
วันส้ินพระชนม์ของกรมหลวงชุมพรเป็นบทความหนึ่งท่ีเขียนไว้ในหนังสือ “คิดถึงพ่อ”
ซงึ่ เปน็ หนงั สือทรี่ ะลกึ ในงานพระราชทานเพลงิ ศพของ นาวาเอก สมารมภ์ บุนนาค ได้บรรยาย
โดยอ้างอิงท่านหญิงน้อย หรือหม่อมเจ้าหญิงสุริยนันทนา สุริยง ว่า ได้ทรงเล่าถึงเหตุการณ์
เกย่ี วกบั การสิ้นพระชนม์ของกรมหลวงชุมพรซ่งึ ท่านเป็นองค์หนง่ึ ทเ่ี คยประทับอยู่ที่หาดทรายรี
ตอนท่ีกรมหลวงชุมพรสิ้นพระชนม์ โดยสรุปใจความได้ว่า ช่วงน้ันพระมารดาของกรมหลวง
ชมุ พร (เจ้าจอมมารดาโหมด) ได้เสด็จมาเยี่ยมพระองค์โดยเรือเจนทะเล ซ่ึงได้จอดเรือท่ีชุมพร
ประมาณ ๑ อาทติ ย์ ท่านกะว่าจะออกเรือ ไปสงขลาแลว้ จะกลบั มาชุมพรอีกที และมีเหตุการณ์
ท่ีผมคาดวา่ น่าจะทาใหส้ นิ้ พระชนม์ เขยี นไวด้ งั น้ี
“…ก่อนที่จะออกเรือไปสงขลาเพียงวันเดียว ตกกลางคืนชาวบ้านเอาหนังตะลุงมาเล่น
ถวายเสด็จในกรมฯ อากาศตอนนัน้ ก็เยือกเย็น เสด็จลงประทับบนเก้าอ้ี มีผ้าคลุมพระชงฆ์ทั้งๆ
ท่ที ่านไม่ค่อยทรงสบายประชวรหวัดอยู่บ้างแล้ว ตอนน้ันทรงฉลองพระองค์เสื้อกุยเฮง กางเกง
แพรปังล้ิม มักจะประทับบนเก้าอี้ คุยเล่นกับเด็กๆ ทาของเล่นกับเด็กๆ ไม่เห็นท่านดาเนินไป
ไหนมาไหนเลย ในคืนวันน้ันด้วยความที่ท่านเกรงใจในความหวังดีของชาวบ้าน จึงต้องแข็ง
พระทัยทอดพระเนตรอยู่ท้ังๆ ท่ีต้องตากน้าค้างด้วย ตกดึกมีอาการมากขึ้น ต้องให้คนข่ีม้าไป
ซ้ือยาในตลาด กว่าจะไปถึง กวา่ จะกลับมาอาการก็ทรดุ หนัก ต่อมามีหมอจากกรุงเทพมาตรวจ
บอกว่าท่านเป็นปอดบวม หาซ้ือยาที่ต้องการก็ไม่ได้ ตามที่ท่านเสด็จไปหาดทรายรีคราวนั้นก็
ไม่ได้เตรียมการอะไรมากมายเลย เพราะ กะไว้ว่าจะต้องกลับไปอีกคร้ัง ตอนดึกได้ยินเสียงคุณ
ยา่ รอ้ งไห้จึงทราบว่าเสด็จลงุ กรมหลวงชมุ พรส้ินพระชนม์เสยี แล้ว
พระตาหนกั กรมหลวงชมุ พร ทีต่ าบลหาดทรายรี จังหวัดชุมพร
มหศั จรรยใ์ นคืนวนั กรมหลวงชุมพรฯ ส้นิ พระชนม์
ในคนื วนั ที่พระองค์ท่านส้ินพระชนม์ ชาวบ้านตาบลหาดทรายรี ได้เห็นลูกไฟเท่ากระด้ง
ขนาดเล็ก ลอยข้ึนจากท่ีประทับของพระองค์ ไปวนเวียนอยู่เหนือเรือรบเจนทะเลราชพาหนะ
ซึ่งพระองค์ใช้เสด็จมาจากพระนคร แล้วแตกกระจายหายไปในท้องทะเล เป็นเคร่ืองแสดงให้
เห็นว่า ดวงพระวิญญาณของพระองค์ท่านได้จากโลกนี้ไปแล้ว แต่ชาวไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ชาวจังหวดั ชมุ พร ยังเช่อื มน่ั อยู่วา่ ดวงพระวญิ ญาณของพระองค์ ยงั คงคุม้ ภยั ชาติไทย และคน
ไทยตลอดไป
วันท่ี 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 ร.ล.เจนทะเล ได้เชิญพระศพ จากจังหวัดชุมพรมายัง
กรุงเทพฯ และมาพักถ่ายพระศพสู่ ร.ล. พระร่วง ที่บางนา ต่อจากน้ัน ร.ล.พระร่วงได้นาพระ
ศพ เข้ามายังกรุงเทพฯ นาพระศพประดิษฐาน ไว้ท่ีวังของพระองค์ท่าน พระบาทสมเด็จพระ
มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบาเพ็ญพระราชกุศล พระราชทาน จนถึงวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ.
2466 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระศพ ไปพระราชทานเพลิง ณ พระเมรุท้อง
สนามหลวงแม้ว่าดวงพระวิญญาณ ของพระองค์จะทรงสถิตย์อยู่ ณ แดนสุขาวดี บนสรวง
สวรรค์แล้ว พระบารมีของพระองค์ ยงั คงแผไ่ พศาลไปท่วั ทกุ สารทศิ คอยปกป้องคมุ้ ครอง พสก
นิกร ผจู้ งรักภักดีทีเ่ คารพเทดิ ทนู พระองค์ โดยเฉพาะทหารเรือทุกคนซึ่งเปรียบประดุจลูกหลาน
ของพระองค์ และดลบันดาล ใหป้ ระสบความสาเร็จ ในสิง่ อันพึงปรารถนาอยูเ่ ป็นนิจ อนุสรณ์ที่
ปรากฏอยู่อย่างมากมาย ทั่วประเทศ มีทั้งพระอนุสาวรีย์ พระรูป ศาลกรมหลวงชุมพร พระ
ฉายาลกั ษณ์ พระสาทิศลักษณ์ เหรียญที่ระลึก ตลอดจนพระนามที่ปรากฏ เป็นชื่อของสถานที่
ต่างๆ เป็นประจักษ์พยานได้ เป็นอย่างดี พระองค์ทรงเป็น ปูชนียบุคคลของทหารเรือ ชั่ว
นิรันดร ดง่ั เพลงปลุกใจอันไพเราะ และมีความหมายลึกซ้ึง ที่ทรงนิพนธ์ ให้ทหารเรือทุกคน ได้
ขับร้องสืบต่อกันมาจนกระทั่งทุกวันนี้และกองทัพเรือไทยถือเอาวันที่ 19 พฤษภาคมของทุกปี
ซงึ่ เปน็ วนั คลา้ ยวนั สน้ิ พระชนม์ของพระองค์ เป็น "วันอาภากร" เพ่ือเป็นการน้อมระลึกถึงพระ
มหากรุณาธิคุณของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ท่ีมีต่อกองทัพเรือและประเทศชาติเป็นอเนก
อนนั ต์
………………………………………………………………..
เอกสารอ้างอิง
กติ ิวัฒนา (ไชยนั ต์) ปกมนตร,ี หมอ่ มราชวงศ์. สายพระโลหติ ในพระพุทธเจ้าหลวง.
กรุงเทพฯ : ดีเอ็มด,ี
ฃพ.ศ. 2551.
เจนจบ ยง่ิ สมุ ล. (ตุลาคม 2553). 130 ปี ไมม่ วี นั ตาย พลเรอื เอกพระบรมวงศเ์ ธอ
กรมหลวงชมุ พรเขตอุดมศักดิ์. สานักพมิ พ์ DK พบั ลชิ ง่ิ .
พิมล สุวรรณสุภา.เร่อื งเล่าจากชมรมหนุ่มอาวโุ ส.ต่วย,ตนู ปท่ี ่ี 40 เลม่ ท่ี 2.2554.
ที่ระลกึ งานพระราชทานเพลงิ ศพ พลเรอื เอก ประพฒั น์ จันทวิรชั เรอื่ งย่อย พระนาม
ของเสด็จในกรมหลวงชมุ พรฯ, พ.ศ. 2546
เวนสิ า เสนวี งศฯ์ . พมิ พ์ครั้งท่ี 2 (2545). กรมหลวงชมุ พรฯ พระบิดาทหารเรือไทย.
สมบตั ิ สวางควัฒน.์ (2554). ยอ้ นตานานแวดวงมวยไทย จากอดีตถงึ ปจั จบุ นั
สานักพิมพ์ กา้ วแรก.
https://th.wikipedia.org/..
www.paiduaykan.com/.../kromluangchumphon.html
www.youtube.com/watch
guru.sanook.com ›
www.amuletcenter.com/product-th
www.seal2thai.org/etc/chumporn
https://www.facebook.com
www.dharma-gateway.com
www.sattahipbeach.com/sheet4.htm
www.navy.mi.th/rnoc/navysongs/Dorgprado.htm
ขอขอบคุณแหลง่ ข้อมลู ภาพจากเว็บไซตต์ า่ งๆ
.............................................................................