ชวี ประวตั ิ พระยาพชิ ยั ดาบหัก (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
ผเู้ รยี บเรยี งนายประสาร ธาราพรรค์
ทหารเอก คพู่ ระวรกาย พระเจา้ ตาก
รว่ มทกุ ขย์ าก ทาสงคราม ทกุ แห่งหน
ทา่ นซ่อื สัตย์ สจุ รติ และอดทน
ทา่ นเป็นคน เชีย่ วชาญ การสงคราม
ชอื่ ของทา่ น พระยาพชิ ัยดาบหัก
ชนประจกั ษ์ พวกขา้ ศกึ ลว้ นเขด็ ขาม
เกง่ กาจมวย ดาบสองมือ ระบอื นาม
ท่านตดิ ตาม พระเจา้ ตาก กชู้ าตไิ ทย
ทาสงคราม พวกพมา่ ถงึ 9 ครงั้
ท่านโดง่ ดงั การต่อสู้ ผู้ยงิ่ ใหญ่
รบั แตง่ ตง้ั ไดข้ น้ึ ครอง เมืองพชิ ัย
ท่านทาให้ เมอื งพชิ ยั ไดร้ ม่ เย็น
ศกึ พมา่ ครงั้ ท่ี 5 โปสพุ ลา
นาทพั พมา่ ตเี มอื งพชิ ยั ให้ขกุ เขญ็
พระยาพชิ ยั เข้าต่อสู้ อยา่ งโดดเด่น
ลดลาเคญ็ รกั ษเ์ มืองไว้ ใหย้ ืนนาน
การตอ่ สู้ ดาบขวา พระยาพชิ ัยหกั
เปน็ เอกลกั ษณ์ การต่อสู้ ชนกลา่ วขาน
วดั เอกา เปน็ สถานที่ เกดิ เหตกุ ารณ์
เปน็ ตานาน นกั รบกลา้ นา่ ชน่ื ชม
พระยาพชิ ยั ไมร่ บั ราชการ แผน่ ดนิ ใหม่
เปน็ เหตใุ ห้ ถกู ประหาร สดุ ขนื่ ขม
7 เมษา 2325 สน้ิ พระยาพชิ ัย ใจตรอมตรม
ชนนิยม พระยาพชิ ยั ย่ังยนื นาน
...........................................
ประสาร ธาราพรรค์ รอ้ ยกรอง
ประวตั พิ ระยาพชิ ยั ดาบหกั
พระยาพิชัยดาบหัก ทหารคู่พระวรกายสมเด็จพระเจ้าตากสิน
มหาราช ท่านต่อสู้กับอริราชศัตรู ด้วยดาบสองมือ ออกต่อสู้กับศตรูของ
ชาติจนกระทั่งดาบหักไปข้างหน่ึงท่านมีส่วนสาคัญในการร่วมกู้เอกราชชาติ
ไทยใหพ้ น้ ภยั พมา่
พระยาพิชัยดาบหัก ทหารคูพ่ ระวรกายสมเด็จพระเจา้ ตากสินมหาราช
ท่านต่อสู้กับอริราชศัตรู ด้วยดาบสองมือ ออกต่อสู้กับศตรูของชาติ
จนกระท่ังดาบหักไปข้างหนึ่งท่านมีส่วนสาคัญในการร่วมกู้เอกราชชาติไทย
ใหพ้ ้นภัยพมา่
พระยาพิชัยดาบหักเดิมช่ือ จ้อย เกิดปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ในปี
พ.ศ. 2284 ที่บ้าน ห้วยคา อาเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ มีพี่น้อง 4
คน แตเ่ สยี ชวี ิตไป 3 คนพระยาพชิ ัยดาบหกั เปน็ ตน้ ตระกูลวชิ ัยขนั ธะ
การศกึ ษา
วดั มหาธาตุ เมืองพชิ ยั
เมื่ออายุได้ 14 ปี บิดานาไปฝากกับท่านพระครูวัดมหาธาตุ หรือวัด
ใหญ่ เมอื งพิชัย จ้อยสามารถอ่านออกเขียนไดจ้ นแตกฉานเพราะเป็นคนขยนั
และเอาใจใสใ่ นตาราเรียนคอยรบั ใชอ้ าจารย์ และซอ้ มมวยไปด้วย
ศกึ ษาวชิ ามวย
ในขณะท่ีเป็นเด็กวัดน้ันเขามักจะถูกกล่ันแกล้งจากเด็กที่โตกว่าเสมอ
แตใ่ นระยะหลังเขากส็ ามารถปราบเดก็ วดั ได้ทกุ คนดว้ ยชน้ั เชงิ มวย ตอ่ มาเจา้
เมืองพิชัยได้นาบุตร (ช่ือเฉิด) มาฝากที่วัดเพื่อร่าเรียนวิชา เฉิดกับพวกมัก
หาทางทะเลาะวิวาทกับจ้อยเสมอ เขาจึงตัดสินใจหนีออกจากวัดข้ึนไปทาง
เหนือโดยมิได้บอกพ่อแม่และอาจารย์ เดินตามลาน้าน่านไปเรื่อยๆ เม่ือ
เหนื่อยก็หยุดพักตามวัด ท่ีวัดบ้านแก่ง จ้อย ได้พบกับครูฝึกมวยคนหน่ึงช่ือ
เท่ยี ง จงึ ฝากตัวเป็นศษิ ย์แลว้ เปล่ียนช่ือใหม่เป็นทองดี ครูเที่ยงรักนายทองดี
มากและมักเรียกนายทองดีว่านายทองดี ฟันขาว (เน่ืองจากท่านไม่เคี้ยว
หมากพลดู ังคนสมัยน้นั ) ดว้ ยความสุภาพเรยี บร้อย และขยันขันแขง็ เอาใจใส่
การฝึกมวยช่วยการงานบ้านครูเที่ยงด้วยดีเสมอมา ทาให้ลูกหลานครูเท่ียง
อิจฉานายทองดีมาก จนหาทางกลั่นแกล้งต่างๆ นานา นายทองดี ฟันขาว
เห็นว่าอยู่บ้านแก่งต่อไปคงลาบาก ประกอบ ครูเท่ียงก็ถ่ายทอดวิชามวยให้
จบหมดส้นิ แลว้ จงึ กราบลาครขู ึ้นเหนือตอ่ ไป
วัดวงั เตาหมอ้ (วัดทา่ ถนน)
เมื่อเดินทางถึงบางโพไดเ้ ข้าพักทว่ี ัดวงั เตาหม้อ (ปัจจบุ นั คอื วดั ทา่ ถนน)
พอดกี บั มีการแสดงง้ิว จึงอยู่ดูอยู่เจ็ดวันเจ็ดคืน นายทองดี ฟันขาว สนใจง้ิว
แสดง ท่าทางหกคะเมน จึงจดจาไปฝึกหัดจนจดจาท่างิ้วได้ท้ังหมดสามารถ
กระโดดข้ามศรี ษะคนยืนได้อย่างสบายจากน้นั กล็ าพระสงฆ์วัดวังเตาหม้อขนึ้
ไปท่าเสา ขอสมัครเป็นลูกศิษย์ครูเมฆ ซ่ึงมีชื่อเสียงในการสอนมวยมาก ครู
เมฆรกั นิสัยใจคอจึงถา่ ยทอดวิชาการชกมวยใหจ้ นหมดสิ้น ขณะน้ันนายทอง
ดี ฟันขาว อายุได้ 18 ปี ต่อมาได้มีโอกาสชกมวยในงานไหว้พระแท่นศิลา
อาสน์ กบั นายถกึ ศษิ ย์เอกของครนู ลิ นายถกึ ไมส่ ามารถป้องกนั ได้ ถกู
เตะสลบไปนาน ประมาณ 10 นาที ครูนิลอับอายมากจึงท้าครูเมฆชกกัน
นายทองดี ฟันขาว ได้กราบอ้อนวอนขอร้อง ขอชกแทนครูเมฆ และได้ตลุย
เตะต่อยจนครูนิลฟันหลุดถึง 4 ซ่ี เลือดเต็มปากสลบอยู่เป็นเวลานาน
ช่ือเสียงนายทองดี ฟันขาว กระฉ่อนไปทว่ั เมืองทุ่งยั้ง ลับแล พิชัย และเมือง
ฝาง นายทองดีอยู่กับครูเมฆประมาณ 2 ปี ก็ขอลาไปศึกษา การฟันดาบ ท่ี
เมอื งสวรรคโลก ด้วยความฉลาดมีไหวพรบิ เขาใช้เวลาเพยี ง 3 เดอื น กเ็ รียน
ฟันดาบสาเร็จเป็นท่ีพิศวงต่อครูผู้สอนย่ิงนัก หลังจากนั้น ก็ไปเที่ยวเมือง
สุโขทัยและเมืองตากระหว่างทางได้รับศิษย์ไว้ 1 คน ช่ือบุญเกิด ครั้งที่บุญ
เกิดถูกเสือคาบไปนั้น ทองดีได้ช่วยบุญเกิดไว้โดยการแทงมีดที่ปากเสือ จน
เปน็ ท่รี ่าลอื ไปท่วั
รับราชการ
เม่ือท่านเดินทางถึงเมืองตาก ขณะน้ันได้มีพิธีถือน้าพิพัฒน์สัตยาท่ีวัด
ใหญ่เจ้าเมอื งตาก สมเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบุรีจัดใหม้ มี วยฉลองดว้ ย นายทองดี
ฟันขาว ดใี จมากเขา้ ไปเปรียบมวยกับครูหา้ ว ซ่ึงเปน็ ครมู วยมอื ดขี องเจา้ เมอื ง
ตาก และมอี ิทธิพลมาก นายทองดี ฟันขาว ใช้ความว่องไวใช้หมัดศอก และ
เตะขากรรไกรจนครูห้าวสลบไปเจ้าเมืองตากจึงถามวา่ สามารถชกนกั มวยอน่ื
อกี ไดห้ รอื ไม่ นายทองดี ฟนั ขาว บอกว่าสามารถชกได้อกี เจ้าเมอื งตากจงึ ให้
ชกกับครูหมึกครูมวยร่างสูงใหญ่ ผิวดา นายทองดี เตะซ้ายเตะขวา บริเวณ
ขากรรไกร จนครูหมึกล้มลงสลบไป เจ้าเมืองตากพอใจมากให้เงิน
3 ตาลึง และชักชวนให้อยู่ด้วย นายทองดี ฟันขาว จึงได้ถวายตัวเป็นทหาร
ของเจ้าเมืองตาก (สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี) ต้ังแต่บัดน้ัน รับใช้เป็นที่
โปรดปรานมาก ได้รับยศเป็น “หลวงพิชัยอาสา” เม่ือเจ้าเมืองตากได้รับ
พระราชทานโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระยาวชิรปราการ หลวงพิชัยอาสาได้
ติดตามไปรับใช้อย่างใกล้ชิด และเป็นเวลาเดียวท่ีพม่ายกทัพล้อม กรุงศรี
อยุธยา และได้ติดตามพระยาวชิรปราการ (เจ้าเมืองตาก)ตีฝ่าทหารพม่า
ออกมาต้ังทัพอยู่ท่ีวัดพิชัย นอกกรุง หลังจากนั้นไม่กี่เพลาก็เสียกรุงโดย
เด็ดขาดแก่พม่าเม่ือวนั ที่ 7 เมษายน2310
ต่อมาทัพเจ้าเมืองตาก มาตั้งม่ันอยู่ที่เมืองจันทบูรได้ยกทัพจากเมือง
จันทบูรโดยทางนา้ เข้าทางปากนา้ สมุทรปราการข้นึ ไปตเี มืองธนบรุ ี ศกึ ก้ชู าติ
อย่างแท้จริงได้เร่ิมข้ึนในเช้าวันเพ็ญเดือน 12 ตรงกับวันศุกร์ที่ 6
พฤศจิกายน พ.ศ. 2310 ณ คา่ ยโพธิส์ ามตน้ ซง่ึ อยู่เหนือกรุงศรีอยุธยาข้ึนไป
เลก็ น้อย มีกองกาลงั ของพมา่ คุมเชงิ อยู่ มี สุกีพ้ ระนายกองเป็นผบู้ งั คบั บัญชา
พระเจา้ ตากสนิ รบชนะพม่าทีค่ ่ายโพธิ์สามต้น ซงึ่ ถอื เปน็ การกเู้ อกราชคนื จาก
พม่าได้สาเร็จโดยใช้เวลาเพียง 7 เดือนเศษเท่าน้ันนับจากเสียกรุงศรีอยุธยา
ในปี พ.ศ. 2310 ปีต่อมาพระเจา้ ตากได้ยา้ ยราชธานจี ากกรงุ ศรีอยุธยาไปอยู่
ท่ีกรุงธนบุรีซ่ึงมีช่ือเต็มว่า “กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร” และได้ปราบดาภิเษก
ขึ้นเป็นกษัตรยิ ์ ทรงพระนามวา่ สมเดจ็ พระบรมราชาธริ าชที่ 4
ต่อมาพระยาพิชัยได้ติดตามรับใช้ใกล้ชิดเข้าร่วมปราบปรามหัวเมือง
เหนอื ในปีพ.ศ.2313 สมเดจ็ พระเจ้ากรุงธนบุรจี ึงโปรดเกลา้ ฯ แตง่ ตั้งให้เป็น
พระยาศรีหราชเดโช ผู้ร้ังเมืองพิชัย หรือเรียกอีกนามหน่ึงคือ ออกญา
ศรสี รุ ิยะราชาไชย ศักดินา 5000 และต่อมาพระยาพชิ ัยไดเ้ ข้ารว่ มรบในเหตุ
พพิ าทระหวา่ งไทยกับพม่าด้วยกนั 9 คร้ัง คือ
คร้งั ท่ี1 รบกบั พมา่ ทบ่ี างกงุ้ พ.ศ.2310
ครัง้ ท่ี 2 พมา่ ตีสวรรคโลก พ.ศ.2313
คร้ังท่ี3 ทัพไทยตเี มอื งเชียงใหมค่ ร้งั ที่ 1 พ.ศ.2313
ครัง้ ที่ 4 พมา่ ตเี มืองพิชัยครัง้ ที่1 พ.ศ.2315
วดั เอกา อาเภอพชิ ยั จังหวดั อุตรดติ ถ์
ครั้งที่ 5 พม่าตีเมืองพิชัยครั้งท่ี 2 พ.ศ.2316 และในคร้ังน้ีเกิดขึ้นเม่ือ
โปสพุ ลาแม่ทัพใหญ่ของพม่านาทัพลงมาตเี มืองพิชยั เอง แต่ท่านพระยาพิชัย
รตู้ วั ก่อนจงึ นดั กับพระยาสุรสีห์ ยกกองทัพไปดกั ซุม่ รอพม่าอยกู่ ลางทาง ศึก
ครงั้ น้ีพระยาพิชยั จับดาบสองมอื คาดด้าย ออกไลฟ่ ันแทงพม่าอยา่ งชุลมนุ ณ
สมรภูมิบริเวณ วัดเอกา เมื่อวันอังคาร เดือนย่ี แรม 7 ค่า ปีมะเส็ง พ.ศ.
2316 (ตรงกบั วนั ท่ี 7 มกราคม พ.ศ. 2316)
ในขณะที่กาลังสู้รบกันชุลมุน ท่านพระยาพิชัยเหยียบดินล่ืนเสียหลัก
จะล้ม จึงเอาดาบยันดินไว้เพื่อไม่ให้ล้มจนดาบข้างขวาหัก แต่กระนั้นก็ยัง
เข้าไล่ฟันทหารพม่าเป็นสามารถ สร้างความประทับใจแก่ทหารท่ีร่วมรบ
ด้วยกัน จนโจษขานร่าลือกนั ไปทั่ว และพร้อมใจกนั ขนานนามท่าน ว่า "พระ
ยาพชิ ยั (ดาบหัก)"
ช่ือเสียงในการรบคร้ังนี้เป็นท่ีโจษจันไปจนถึงพระนครและถูก
บันทึกไว้ในพระราชพงศวดาร ถึงความกล้าหาญ ในการสงคราม รักษา
หน้าที่ในการรบ แม้ดาบจะหักก็ยังต่อสู้จนทัพพม่าแตกพ่ายกลับไปเมือง
เชยี งใหม่ นบั แตน่ ้นั ทา่ นจึงได้ชื่อว่า พระยาพิชัย(ดาบหกั )
คร้งั ท่ี 6 ทัพไทยตีเมอื งเชียงใหม่ครัง้ ท่ี 2 พ.ศ.2317
ครั้งท่ี 7 รบกับพม่าท่ีบางแกว้ เมอื งราชบุรี พ.ศ.2317
ครั้งท่ี 8 เมอื่ อะแซหวนุ่ กห้ี วั เมอื งฝา่ ยเหนือ พ.ศ.2318 อะแซหวุน่ ก้นี า
ทพั เข้าตีหัวเมืองฝ่ายเหนือที่เมืองพิชัย รวมถึงเมืองอื่นๆเช่น เมืองพิษณุโลก
สวรรคโลก จนเสียหายยับเยิน พระยาพิชัยเข้าร่วมทัพหลวงสู้ศึกพม่าอยู่
เป็นเวลานาน แต่ทัพพม่าต้องถอยกลับเนื่องจากการสวรรคตของพระเจ้า
มังระ แหง่ กรุงอังวะ หลงั จากนั้นทา่ นจึงกลับไปฟ้นื ฟูเมืองพิชัย รวบรวมคน
ไทยที่หนเี ขา้ ไปอยู่ตามปา่ ตามเขาใหก้ ลบั มาอยใู่ นเมอื งพชิ ัยตามเดิม
คร้ังท่ี 9 รบกับพม่าที่เมืองอุทัยธานี พ.ศ.2319 หลังจากนั้นพระยา
พชิ ยั (ดาบหกั ) คงอยรู่ กั ษาเมอื งพิชัย อันเป็นเมืองหน้าด่านที่สาคัญจนถึงสิ้น
แผ่นดนิ สมเดจ็ พระเจ้ากรุงธนบุรี
"อาวุธคู่กายของพระยาพิชัยดาบหัก มีดาบที่ชื่อว่า ดาบนันทกาวุธ
ดาบคู่กายพ่อพระยาพิชัย "ดาบนันทกาวุธ" แปลว่า ดาบท่ีสยบทหารของ
พระเจ้านันทบุเรง ดาบนามน้ีสมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงพระราชทานใน
คราว บรรดาศักดิ์ "ขุนแสนสะท้านศึก" เสมือนตาแหน่งจาตุรงค์บาทเดินคู่
ช้างศกึ ของพระองค์ หลงั จากสิน้ รัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรฯ ช่อื ของขนุ พระ
นายแสนศึกสะท้านได้สูญหายไปพร้อมกับดาบเหล็กน้าพ้ีคู่ ที่ช่ือว่า....
"ดาบนนั ทกาวุธ" สืบมาภายหลัง...ชา่ งตีเหล็กหลวงชาว โปรตุเกตุ นามว่า ปี
แอร์ สมิทธ์ ได้พบ "ดาบนันทกาวุธ" จากการท่ีกระสุนปืนใหญ่ของฝ่ายพม่า
ตกมาชนกับยอดปรางค์เจดีย์ ยอดหน่งึ "ดาบนันทกาวุธ" ได้บรรจุไว้ในเจดีย์
ดังกล่าว ปีแอร์ สมิทธ์ ได้มีโอกาสมอบดาบ "ดาบนันทกาวุธ" คู่นั้นให้กับ
"หลวงพิชัยอาสา" เพ่ือทดแทนดาบสองมือของหลวงพิชัยอาสาด้วยเห็นว่า
ดาบดคี วรคกู่ ับนักรบเชน่ ..."หลวงพิชยั อาสา”
พระปรางคว์ ดั ราชคฤห์วรวหิ าร สถานทบ่ี รรจุอฐั ขิ องพระยาพชิ ยั ดาบหัก
ถวายชวี ติ เปน็ ราชพลี
ในปี พ.ศ. 2325 หลังจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ถูกสาเร็จ
โทษ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เล็งเห็นว่าพระยาพิชัยเป็นขุนนางคู่
พระทยั สมเด็จพระเจ้ากรงุ ธนบุรีท่ีมีฝีมือและมีความซื่อสัตย์ จึงชวนพระยา
พิชัยเข้ารับราชการในแผ่นดินใหม่ แต่พระยาพิชัยไม่ขอรับตาแหน่ง ด้วย
ท่านเป็นคนจงรักภักดีและซ่ือสัตย์ต่อองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
และถือคติว่า "ข้าสองเจ้า บ่าวสองนายมิดี" จึงขอให้สมเด็จเจ้าพระยามหา
กษัตริย์ศึก สาเร็จโทษตนเป็นการถวายชีวิตตายตามสมเด็จพระเจ้าตากสิน
มหาราช สาเร็จโทษถูกประหารชีวิตในวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2325
ณ เขตธนบรุ ี กรุงเทพมหานครฯ สิริอายรุ วมได้ 41 ปี
ซึง่ ทายาทของพระยาพิชัยดาบหัก ก็ได้รับราชการสืบมา โดยท่านเป็น
ต้นตระกลู ของนามสกลุ วชิ ัยขทั คะ วิชยั ลกั ขณา ศรีศรากร พชิ ัยกุล ศริ ิปาละ
ดิฐานนท์ หลังจากทา่ นไดถ้ กู สาเร็จโทษ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้
ปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่ง ราชวงศ์จักรีเฉลิมพระนามว่า
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระองค์จึงได้มีรับสั่งให้
สร้างพระปรางค์นาอัฐิของท่านไปบรรจุไว้ ณ วัดราชคฤห์วรวิหาร ซ่ึงพระ
ปรางค์น้ีก็ยงั ปรากฏสืบมาจนปัจจุบัน
พระยาพิชัยดาบหักไดส้ รา้ งมรดกอนั ควรแกก่ ารยกยอ่ งสรรเสริญใหส้ บื
ทอดมาถึงปัจจุบันได้แก่ ความซ่ือสัตย์สุจริต ความกตัญญูกตเวที ความเด็ด
เดี่ยวเฉียบขาดกล้าหาญ รวมถึงความรักชาติ ต้องการให้ชาติเจริญรุ่งเรือง
มน่ั คงตลอดไป
.................................................................
แหลง่ ข้อมลู อา้ งองิ
ปรามนิ ทร์ เครอื ทอง.“ชาระประวตั วิ ีรบรุ ษุ ‘พระยาพชิ ยั ดาบหกั ’ ของแท้ หรอื
เรอ่ื งแตง่ ?”. ศลิ ปวฒั นธรรม ฉบบั ธนั วาคม 2552 นธิ ิ เอยี วศรวี งศ์. “การ
เมอื งไทยสมยั พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ี”. พมิ พ์ ครงั้ ที่ 9. กรงุ เทพฯ : มตชิ น,
2550.
บทความเรอ่ื ง ชาแหละประวตั วิ รี บรุ ษุ “พระยาพชิ ยั ดาบหกั ” ของแท้ หรอื เรอ่ื ง
แตง่ โดย ปรามนิ ทร์ เครือทอง นติ ยสารศลิ ปวัฒนธรรม ฉบบั ธนั วาคม 2552.
www.bannjomyyut.com
www.facebook.com
www.khaosod.co.th
www. matichon.co.th>การเมอื ง
museumthailand.com
www.nectec.or.th
www. se-ed.com
www.silpa-mag.com
www. trueplookpanya.com
www.uttaradit.go.th
site.google.com
th.wikipedia.org
ขอขอบคุณข้อมลู และภาพจากเวบ็ ไซตต์ า่ งๆ