สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 13 (ฉบับพัฒนา) สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ประสาร ธาราพรรค์ เรียบเรียง สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เป็นสมเด็จ พระสังฆราชพระองค์ที่ 13 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ประทับ ณ วัดบวรนิเวศ ราชวรวิหาร และได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเมื่อปี พ.ศ. 2488 ใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล
พระประวัติสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ มีพระนามเดิมว่า หม่อมราชวงศ์ชื่น เป็นโอรสในหม่อมเจ้าถนอม นพวงศ์ และหม่อมเอม (สกุล เดิม คชเสนี) เป็นธิดาพระยาด ารงราชพลขันธ์ (จุ้ย คชเสนี) ซึ่งเป็นบุตร เจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ คชเสนี) ประสูติภายในวังของพระเจ้าบรม วงศ์เธอ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส (ต้นราชสกุลนพวงศ์) ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติเมื่อวันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2415 ตรงกับวันแรม 7 ค่ า เดือน 12 ปีวอก จัตวาศก จุล ศักราช 1234 เวลา 17.00 นาฬิกา จึงทรงเป็นพระราชปนัดดาใน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามกุฏพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้ทรง เนื่องในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีด้วย เพราะกรมหมื่นมเหศวรวิลาสและพระ อนุชา คือ กรมหมื่นวิษณุนาถนิภาธร (พระองค์เจ้าสุประดิษฐ์ วรฤทธิราช มหามกุฏ บุรุษยรัตนราชวโรรส) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาน้อย ซึ่งเป็นธิดา
ของพระอินทรอไภย (เจ้าฟ้าทัศไภย) โอรสของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (ราชพัสดุของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีบางอย่างที่ทรงได้รับสืบต่อมา เช่น พระแท่นหินอ่อนยังอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร) ส่วนหม่อมเอมเป็นธิดาพระยา ด ารงค์ราชพลขันธ์ (จุ้ย) ซึ่งเป็นบุตรเจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ) บุตร เจ้าพระยามหาโยธา (พญาเจ่ง) ต้นสกุลคชเสนี ถวายตัวเป็นมหาดเล็ก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ฯ เมื่อหม่อมราชวงศ์ชื่น มีพระชนมายุพอจะเป็นมหาดเล็กได้ ได้ถวายตัว เป็นมหาดเล็ก ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ฯ สยาม มกุฏราชกุมารในรัชกาลที่ 5 ได้เป็น “คะเด็ด” ทหารม้าในกรมทหาร มหาดเล็กราชวัลลภ มีหน้าที่ตามเสด็จรักษาพระองค์ท านององครักษ์ เวลา
อยู่ประจ าการตามหน้าที่ ในพระบรมมหาราชวังชั้นใน ได้พ านักอยู่ ณ ต าหนัก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ (ชั้น 4) พระองค์เจ้าศรีนาคสวาดิ ซึ่งทรง เป็นผู้อุปการะและอบรมสั่งสอน บรรพชาเป็นสามเณร เสด็จกรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส เมื่อครั้งหม่อมราชวงศ์ชื่น เยาว์วัยทรงศึกษากับครูชมที่วังของพระชนก มีพระนิสัยโน้มเอียงในทางพระศาสนา กล่าวคือ ได้ตามเสด็จกรมหมื่น มเหศวรศิววิลาสไปวัดอยู่เสมอ
สามเณร หม่อมราชวงศ์ชื่น เมื่อปี พ.ศ. 2428 หม่อมราชวงศ์ชื่น ได้ทรงออกจากวังและได้บรรพชา เป็นสามเณร ณ วัดบวรนิเวศวิหาร โดยมีพระพรหมมุนี (เหมือน สุมิตฺโต) วัด บรมนิวาสราชวรวิหาร เป็นพระอุปัชฌาย์ ในขณะที่ทรงบรรพชาเป็น สามเณรนั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ยัง ทรงพระชนม์อยู่ แต่ปรากฏในหนังสือต านานวัดบวรนิเวศวิหารว่า ในระยะ หลังจากทรงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ไม่ค่อยได้ทรงเป็นพระอุปัชฌายะ แม้ใน วัดนี้ก็ไม่ทรงรับเป็น พระอุปัชฌายะ แต่โปรดให้บวชอยู่ในวัดได้ต้องถือพระ อุปัชฌายะอื่น ในระหว่างที่ทรงเป็นสามเณร ได้ตามเสด็จสมเด็จพระมหา สมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ไปประทับอยู่ที่วัดมกุฏกษัตริยาราม ซึ่งในขณะนั้น ม.ร.ว.ชุบ (พระยานครภักดีฯ) ผู้เป็นพี่ได้อุปสมบทอยู่ที่วัด
มกุฏฯ และต่อมาได้ตามเสด็จ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิร ญาณวโรรส กลับมาวัดบวรนิเวศวิหาร ในปลายสมัย สมเด็จพระมหาสมณ เจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส หม่อมราชวงศ์ชื่นทรงศึกษาพระปริยัติธรรมกับอาจารย์หลายท่าน เช่น หม่อมเจ้าประภากร มาลากุล พระสุทธสีลสังวร (สาย) และสมเด็จพระมหา สมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเข้าสอบไล่ครั้งแรกเมื่อปีขาล พ.ศ. 2433 ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สอบไล่ได้เปรียญธรรม 5 ประโยค ตั้งแต่ ยังเป็นสามเณร และได้รับพระราชทานพัดเปรียญในวันที่ 29 พฤศจิกายน ร.ศ. 112
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ได้เคยรับสั่งเล่าว่า มีพระประสงค์จะสอบไล่ เพียง 5 ประโยคเท่านั้น จะไม่ทรงสอบต่อ ทรงตามอย่างสมเด็จพระมหา สมณเจ้าฯ ซึ่งทรงสอบเพียงเท่านั้น เพื่อมิให้เกินสมเด็จพระบรมชนกนาถ แต่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ฯโปรดให้สอบต่อไป และทรงคัดเลือกส่งเข้า สอบสนามหลวง หลังจากที่ทรงอุปสมบทแล้ว จึงทรงสอบต่อได้เป็นเปรียญ 7 ประโยค เมื่อ พ.ศ. 2437 เมื่อทรงอุปสมบทได้ 3 พรรษา ทรงพระกรุณา โปรดตั้งเป็นพระราชาคณะที่ พระสุคุณคณาภรณ์
สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า การบรรพชาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ในครั้ง ก่อนและการอุปสมบทในครั้งนี้ สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระ พันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระราชทานพระราชูปถัมภ์และได้พระราชทานพระ ราชูปถัมภ์ตลอดมา
พระภารกิจสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระภารกิจในการคณะสงฆ์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์บ ารุง การศึกษามณฑลหัวเมือง ทรงอาราธนาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระ ยาวชิรญาณวโรรส ให้ทรงเป็นผู้อ านวยการจัดการศึกษา โปรดให้บังคับพระ อารามในหัวเมือง ซึ่งเป็นส่วนการพระศาสนา และการศึกษาได้ ทั้งในมณฑล กรุงเทพฯ ทั้งในมณฑลหัวเมือง ตลอดพระราชอาณาจักร เมื่อ พ.ศ. 2441 โปรดเกล้า ฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นด ารงราชานุภาพ เป็นเจ้าหน้าที่ จัดการอนุกูลในกิจที่ฝ่ายฆราวาสจะพึงท า มีจัดการพิมพ์แบบเรียนต่าง ๆ ที่ จะพระราชทานแก่พระภิกษุสงฆ์ไปฝึกสอน เป็นต้น ตลอดจนการที่จะเบิก พระราชทรัพย์จากพระคลังไปจ่าย ในการที่จะจัดตามพระราชประสงค์นี้
และโปรดเกล้า ฯ ให้ยกโรงเรียนพุทธศาสนิกชน ในหัวเมืองทั้งปวง มารวม ขึ้นอยู่ในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า ฯ เพื่อจะได้เป็นหมวดเดียวกัน สมเด็จ พระมหาสมณเจ้า ฯ ได้ทรงเลือกสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ขณะทรงด ารงสมณ ศักดิ์ที่พระสุคุณคณาภรณ์ให้เป็นผู้อ านวยการศึกษามณฑลจันทบุรีในศกนั้น พระภารกิจทางการศึกษา ส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษาทั้งแผนกธรรมและบาลี ในสมัยพระเจ้าวรวงศ์ เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ได้ทรงเลือกพระเถระ ให้เป็นแม่กองสอบไล่ธรรม และบาลีตามวาระ ทั้งในมณฑลกรุงเทพฯ และ มณฑลหัวเมือง ก็ได้ทรงรับเลือกให้เป็นแม่กองสอบไล่พระปริยัติธรรมหลาย คราว เช่น ทรงเป็นแม่กองสอบไล่มณฑลปัตตานี ได้ทรงเป็นแม่กองสอบไล่ มณฑลอยุธยา ทั้งระหว่างที่ทรงเป็นเจ้าคณะมณฑลนั้น และทรงได้รับเลือก เป็นแม่กองธรรมสนามหลวง เมื่อ พ.ศ. 2470 แม่กองบาลีสนามหลวง เมื่อ พ.ศ. 2477
พระภารกิจในคณะธรรมยุต เมื่อพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงมีพระชราพาธเบียดเบียน ไม่เป็นการสะดวกที่จะทรงปฏิบัติพระภารกิจ ในฐานะเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต ได้ทรงมอบหน้าที่เจ้าคณะใหญ่คณะ ธรรมยุต ให้ทรงบัญชาการแทน ด้วยลายพระหัตถ์ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2477 เมื่อสมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์นั้น สิ้นพระชนม์ ใน พ.ศ. 2480 จึงได้ทรงเป็นเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุติกา ตามแบบปกครองในคณะ ธรรมยุตสืบมา พระภารกิจในการปรับปรุงการปกครองคณะสงฆ์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
การปกครองคณะสงฆ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 ซึ่ง ด าเนินมาเป็นล าดับเกิดความขัดข้องในการปกครองหลายประการ เป็นเหตุ ให้การคณะสงฆ์ด าเนินไปไม่เรียบร้อย เพื่อแก้ไขข้อข้องต่าง ๆ สมเด็จ พระสังฆราชเจ้า ฯ ในฐานะองค์สกลมหาสังฆ ปริณายก ได้มีพระบัญชา เรียกประชุมพระเถระทั้ง 2 ฝ่าย มาพิจารณาตกลงกันที่พระต าหนักเพ็ชร เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2494 พระเถระทั้ง 2 ฝ่าย ได้ตกลงกัน ดังนี้ 1. การปกครองส่วนกลาง คณะสังฆมนตรีคงบริหารร่วมกัน แต่การ ปกครองบังคับบัญชาให้เป็นไปตามนิกาย 2. การปกครองส่วนภูมิภาค ให้แยกตามนิกาย 3. ส่วนระเบียบปลีกย่อยอื่น ๆ จะได้ปรึกษาในภายหลัง ได้ทรงสั่งให้ พระธรรมยุตเจ้าคณะชั้นต่าง ๆ เป็นต้น
พระภารกิจด้านมหามกุฏราชวิทยาลัย สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ในทางมหามกุฏราชวิทยาลัยนั้น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ก็ได้ทรงมี ส่วนร่วมในการด าเนินกิจกรรม ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง กล่าวคือ ได้ทรงเป็น กรรมการมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานอาราธนาบัตรทรงตั้งมา ตั้งแต่ พ.ศ. 2438 ขณะทรงเป็นหม่อมราชวงศ์พระชื่น เปรียญ พรรษา 2 ต่อมาได้ทรงเป็นอุปนายกกรรมการ ในสมัยที่พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวง ชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรงเป็นนายกกรรมการ
พ.ศ. 2476 ทรงได้รับมอบหน้าที่การงานในต าแหน่งนายกกรรมการ จากสมเด็จพระสังฆราชเจ้า (ลายพระหัตถ์ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2476) เมื่อ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าสิ้นพระชนม์แล้ว ทรงได้รับเลือกเป็นนายกกรรมการ ตลอดมา พระอิสรยยศ สมณศักดิ์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
พ.ศ.2439 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ พระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่พระสุคุณ คณาภรณ์ พ.ศ. 2446 ทรงพระกรุณาโปรดเลื่อนสมณศักดิ์เสมอพระราชาคณะ ชั้นเทพที่ พระญาณวราภรณ์ได้รับพระราชทานตาลปัตรพื้นแพรปักทอง เป็นพระเกียรติยศ พ.ศ.2451 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เมื่อครั้ง ด ารงสมณศักดิ์ที่พระญาณวราภรณ์ ได้ถวายพระพรลาออกจากสมณศักดิ์ ด้วยมีประสงค์จะลาสิกขา แต่ด้วยความอาลัยในสมณเพศ จึงได้ยับยั้งตั้ง พระทัยบ าเพ็ญสมณธรรมต่อไป พ.ศ. 2455 ทรงพระกรุณาโปรดเลื่อนสมณศักดิ์เสมอพระราชาคณะ ชั้นธรรมในราชทินนามเดิม พ.ศ. 2464 ทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาสมณศักดิ์เสมอพระราชา คณะชั้นธรรมพิเศษในราชทินนามเดิม
สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทโว) พ.ศ. 2487 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทโว) วัดสุทัศน์ สิ้นพระชนม์ ถึงวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2488 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ทรงพระกรุณาโปรด สถาปนาสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ในราชทิน นามเดิม พ.ศ. 2493 รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาเฉลิมพระนามให้ เต็มพระเกียรติยศ ตามราชประเพณี เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2493
พ.ศ. 2499 รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาพระสมณศักดิ์ และฐานนันดรศักดิ์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า พระองค์ที่ 13 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผลงานพระนิพนธ์สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ พ.ศ. 2470 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรด ฯ ให้ช าระ พระไตรปิฏกฉบับ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ได้ทรงช าระ 2 เล่ม ทรงช าระ อรรถกถาชาดก รวม 10 ภาค ส่วนหนังสือทรงรจนา หรือที่บันทึกจากพระ ด ารัสด้วยมุขปาฐะ เป็นต้นว่า ศาสนาโดยประสงค์ พระโอวาทธรรมบรรยาย 2 เล่ม ตายเกิดตายสูญ ทศพิธราชธรรม พร้อมทั้งเทวตาทิสนอนุโมทนากถา และ สังคหวัตถุ จักรวรรดิวัตร และขัตติยพละ
พุทธศาสนคติ คณะธรรมยุต พระธรรมเทศนา ทศพิธราชธรรม ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลปัจจุบัน พระธรรมเทศนาศราทธพรต พระธรรมเทศนา “วชิรญาณวงศ์เทศนา” รวม 55 ทีฆาวุค าฉันท์ พระราชอุปัธยาจารย์ สมเด็จพ ระสังฆ ร าชเจ้ า ก รมหล วง วชิ รญ าณ วงศ์ ป ระช ว ร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ เสด็จฯ เยี่ยมพระอาการในคราวประชวรหลายครั้งและได้พระราชทาน
พระบรมราชูปถัมภ์โดยตลอดทราบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มี พระราชปาณิธานอย่างแน่นอนว่า เมื่อสมเด็จพระสังฆราชเจ้าหายประชวร จะทรงผนวชและสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ก็หายประชวรได้อย่างน่า ประหลาด จึงได้ตกลงพระราชหฤทัยจะทรงผนวช ด้วยมีสมเด็จพระสังฆราช เจ้า ที่ทรงถือว่า ได้ทรงมีคุณูปการส่วนพระองค์มามาก เป็นพระอุปัชฌายะ สนองพระเดชพระคุณพระราชบุรพการี ตามคตินิยมราชประเพณี ได้เสด็จฯ มาเฝ้าถวายเครื่องสักการะ แสดงพระองค์เป็นอุปสัมปทาเปกข์ (ผู้ประสงค์ อุปสมบท) ในส านักสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2499 ครั้นถึงวันที่ 22 ตุลาคม 2499 ได้เสด็จทรงผนวช ณ พระอุโบสถ วัด พระศรีรัตนศาสดาราม ในสังฆสมาคม 30 รูป มีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า พระ ราชอุปัธยาจารย์เป็นประธานในการอุปสมบทกรรม เสร็จเวลา 16.23 นาฬิกา แล้วเสด็จฯ พระอุโบสถ พระพุทธรัตนสถาน ทรงประกอบการ ทัฬหีกรรมตามขัตติยราชประเพณี ในสังฆสมาคมฝ่ายธรรมยุต 15 รูป มี สมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรงเป็นประธาน เสร็จเวลา 17.43 นาฬิกา แล้วเสด็จ ฯ โดยรถพระที่นั่ง พร้อมด้วยสมเด็จพระสังฆราชเจ้า สู่วัดบวรนิเวศวิหาร ใน ท่ามกลางประชาชน ที่มาเฝ้าพระบารมีอย่างแน่นขนัดสองฟากถนนตลอดถึง วัด ได้ทรงด ารงสมณเพศ ประทับทรงปฏิบัติพระธรรมวินัย อยู่ในส านัก สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ตลอด 15 ราตรี ทรงลาผนวช ณ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2499
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ขณะทรงเป็นพระราชอุปัธ ยาจารย์ในพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรม นาถบพิตร เมื่อ พ.ศ. 2499 (ในภาพ พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระบรมชน กาธิเบศรฯ ทรงลาผนวชต่อสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ในวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499) พระกรณียะพิเศษในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ถวายศาสโนวาทและ เบญจศีล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในคราวแสดงพระองค์เป็นพุทธมาม กะ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2489
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นประธานพระสงฆ์ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นประธาน พระสงฆ์ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ระหว่างวันที่ 4-8 พฤษภาคม 2493 ในพระราชพิธีนี้ ได้ถวายพระครอบพระกริ่งกับพระครอบยันต์นพคุณ ณ มณฑปพระกระยาสนาน ถวายพระธรรมเทศนาทศพิธราชธรรม
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ถวายพระนาม สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ ซึ่งประสูติ ณ วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม 2495 ถวายพระนาม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิรินทรเทพรัตนสุดา ซึ่ง ประสูติ ณ วันเสาร์ที่ 2 เมษายน 2498 ถวายพระนาม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ ซึ่ง ประสูติ ณ วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม 2500 ถวายพระนาม พระพุทธนาราวันตบพิตร ที่ได้ทรงสถาปนาและโปรด ให้น ามา เมื่อเสด็จ ฯ ถวายพุ่ม วันที่ 12 กรกฎาคม 2500 เพื่อประดิษฐานไว้ ณ พระปั้นหยา อันเป็นที่เสด็จประทับบ าเพ็ญสมณปฏิบัติ ในระหว่างทรง ผนวช ถวายพระนาม พระโพธิ์ใต้แม่ว่า “พระโพธิมหัยยาเขตสุชาตภูมินาถ รัฐศาสนสถา วรางกูร” เมื่อ พ.ศ. 2501
อารมณ์ขันสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ในสมัยรัชกาลที่ 7 มีสมเด็จพระราชาคณะ 2 องค์ที่นอกจากเกิดปี เดียวกันแล้ว ยังได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะในปีเดียวกัน อีกทั้ง ได้รับเลือกเป็นประธานกรรมการมหาเถรสมาคม บัญชาการคณะสงฆ์แทน สมเด็จพระสังฆราชเจ้าในปีเดียวกันอีกด้วย แต่อุปนิสัยของทั้ง 2 องค์กลับ แตกต่างอย่างมาก จนมีคนตั้งฉายาคล้องจองกันว่า “พูดเล่นไม่มี พูดดีไม่ เป็น” องค์แรกนั้นคือสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) แห่งวัด เทพศิรินทร์ เป็นคนพูดจาเรียบร้อยและนุ่มนวล ไม่ชอบพูดเล่น อีกองค์นั้น
คือ สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น สุจิตฺโต) แห่งวัดบวรนิเวศ ซึ่ง ภายหลังได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงมีอุปนิสัยพูดจาโผงผาง ตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม และมีอารมณ์ขัน แต่ สิ่งที่เหมือนกันคือ เป็นผู้ใฝ่ธรรม มีเมตตา อยู่อย่างสมถะ และไม่ติดใน ยศฐาบรรดาศักดิ์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นผู้หนึ่งที่รู้จักสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ตั้งแต่ เล็ก เล่าว่าคราวหนึ่งน าแกงที่บิดาชอบไปถวายสมเด็จ ฯ ท่านรับประเคน แล้วก็ยังเฉยอยู่ จึงทูลว่า“ต้องขอแรงเป็นพิเศษ ฉันแกงสักช้อนหนึ่งเถิด จะ ได้กรวดน้ าไปให้พ่อได้กิน เพราะพ่อชอบกินแกงอย่างนี้” “อ๋อ” สมเด็จ ฯ ตอบ “เอ็งเห็นพระเป็นตู้ไปรษณีย์หรือ?”
“ใช่ ฉันให้หน่อยเถอะน่า จะได้สบายใจ” ได้ยินเช่นนั้น ท่านก็ยอมฉันให้ อีกคราวหนึ่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ น าด้วงโสนไปถวายท่าน เนื่องจากเป็น อาหารโปรดของมารดาท่าน ด้วงโสนนั้นยาวขนาดนิ้วก้อย เกิดในต้นโสน มอง เผิน ๆ เหมือนหนอนตัวโต ๆ เมื่อท่านรับประเคนแล้ว ก็มองดูด้วงในชาม ครั้นเห็นแล้วก็หดมือ ถามว่า “นั่นอะไร?” “ด้วงโสน” “ไม่กินว่ะ ใครจะไปกินหนอน” “เอาหน่อยน่า แม่ชอบกิน” ม.ร.ว.คึกฤทธิ์รบเร้า “วันนี้ ไปรษณีย์ปิดโว้ย” สมเด็จ ฯ ว่า “กันกินไม่เป็น เห็นเข้าก็คลื่นไส้ ใคร จะไปกินลง” “แล้วจะท ายังไงดีล่ะ” “เอ็งกินเข้าไปเองก็แล้วกัน” “มันก็ไม่ถึงแม่นะซี” ม.ร.ว.คึกฤทธิ์แย้ง “นั่นแหละ ดีกว่าอะไรทั้งหมด" สมเด็จ ฯ ว่า “พ่อแม่นั้นรักลูกยิ่งกว่าอะไร ทั้งนั้น พ่อแม่ยอมอดเพื่อให้ลูกได้กิน ถ้าแม่เอ็งรู้ว่าเอ็งได้กินสิ่งที่เขาชอบ เขา ก็คงดีใจมาก ท าให้พ่อแม่ได้ยินดี มีความสุขใจนั้น เป็นบุญหนักหนาอยู่แล้ว” ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เล่าว่า “ผมเอาฝาชามปิดด้วงโสน แล้วถอนออกมาวาง ไว้ห่าง ก้มลงกราบสมเด็จ ฯ น้ าตากลบลูกตา ตั้งแต่เกิดมาเป็นตัว ไม่เคยได้ กินด้วงโสนอะไรอร่อยเท่าวันนั้น”
อีกคราวหนึ่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้ยินสมเด็จ ฯ คุยกับหม่อมเจ้าพระองค์ หนึ่ง หม่อมเจ้านั้นรับสั่งว่า “งานวันเกิด....เอ๊ย ! วันประสูติสมเด็จ ฯ นั้นจะ มีอะไรกันบ้าง?” “วันเกิดก็ดีแล้ว” สมเด็จ ฯ ว่า “ ประสูติแปลว่าไหลออกมา อะไร ๆ มันก็ ไหลออกมาได้ แต่เกิดมันเป็นคนละเรื่อง เรียกว่าวันเกิดดีกว่า เกิดมาแล้วก็มี แต่ทุกข์ เขาฉลอง...วันเกิดกันท าไมก็ไม่รู้ ไปรับสั่งถามคนอื่นเขาดูเถิด อาตมาไม่รู้” นอกจากไม่ติดในพิธีรีตองแล้ว สมเด็จ ฯ ยังเป็นคนที่ไม่เสแสร้ง รู้สึก อย่างไรก็พูด โดยไม่สนใจเรื่องภาพลักษณ์ คราวหนึ่งท่านอาพาธ ถึงขั้นผ่า ท้อง ตัดล าไส้ ระหว่างที่พักฟื้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้ไปเยี่ยมท่าน ทูลถามว่าเป็น อย่างไรบ้าง ท่านตอบว่า “รู้อยู่แล้วว่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ รู้อยู่แล้ว ว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน และเป็นทุกข์ แต่ทั้งรู้อย่างนั้นมันก็ยัง เจ็บจริงโว้ย” ประมาณปี 2490 ท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งตอนนั้นเป็นภิกษุหนุ่มวัย 41 ได้แสดงปาฐกถาเรื่อง “ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม” ที่พุทธสมาคม กรุงเทพ ฯ มี
เสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงตามมา จนท่านถูกกล่าวหาว่ารับแผนของ คอมมิวนิสต์มาท าลายศาสนา เมื่อเรื่องราวท าท่าจะบานปลาย พระศาสน โสภณ วัดราชาธิวาส ได้ช่วยเหลือด้วยการน าท่านพุทธทาสมาเข้าเฝ้า สมเด็จ ฯ ซึ่งตอนนั้นได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้าแล้ว หลังจาก ที่ท่านพุทธทาสอธิบายกราบทูลจนกระจ่างแล้ว ก็ทรงมีมติว่า ท่านพุทธทาส ไม่มีความผิดแต่อย่างใด ก่อนที่ท่านพุทธทาสจะทูลลา สมเด็จ ฯ ได้รับสั่งว่า “กันอยากไปอยู่กับแกที่ สวนโมกข์เสียแล้ว ที่นี่มันยุ่งจริง ๆ” ประชวรครั้งอวสาน สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
หลังจากประชวรครั้งใหญ่ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ได้ประชวร กระเสาะกระแสะ พระวรกายทรุดโทรมเรื่อยมา แต่อาศัยที่ได้ถวายการ รักษาพยาบาล และประคับประคองเป็นอย่างดีอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับมี พระหฤทัยเข้มแข็งปล่อยวาง จึงทรงด ารงพระชนม์มาได้โดยล าดับ จนถึง เดือนกรกฎาคม 2501 จึงปรากฏพระอาการประชวรมาก มีพระโลหิตออก กับบังคลหนัก ต้องรีบน าเสด็จสู่ตึกสามัคคีพยาบาร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ต่อมาในเดือนกันยายน 2501 เริ่มปรากฏพระอาการเป็นอัมพาต แพทย์ สันนิษฐานว่า เส้นพระโลหิตในสมองตีบตัน แต่ต่อมาพระอาการค่อยดีขึ้น บ้าง แล้วก็กลับทรุด พระโกศพระศพสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ณ พระต าหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร
พระอวสานกาล สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 13 ทรงพระประชวรมาเป็นเวลานาน และทรงพ านักรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ครั้นเวลาหลังเที่ยง คืนของวันที่ 10 นับเป็นวันที่ 11 พฤศจิกายน 2501 พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว เสด็จ ฯ ประทับหน้าพระแท่นบรรทมในห้องประชวร สมเด็จ พระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ได้สิ้นพระชนม์เมื่อเวลา 01.08 น. ของวันอังคาร แรม 14 ค่ า เดือน 11 มีพระชนมายุ 85 พรรษา 11 เดือน และ 19 วันทรงด ารงต าแหน่งสมเด็จพระสังฆราชเป็นเวลา 13 ปี 9 เดือน 11 วัน ……………………………………………….. แหล่งข้อมูลอ้างอิง dl.parliament.go.th › handle digital.library.tu.ac.th luangpumun.org › vacila th.wikipedia.org › wiki www.dharma-gateway.com www.dhammathai.org www.posttoday.com www.thairath.co.th www.tnews.co.th www.trueplookpanya.com ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ