วัดพระบรมธาตุวรมหาวิหาร
พ.ศ. 854 เจ้าจ้ชายทนทกุมกุารและพระนางเหมชาลาและบาคู (แปลว่าว่นักนับวช) ชาวสิงสิหล ได้ สร้าร้งวัดวัพระบรมธาตุวตุรมหาวิหวิาร เจดีย์ดีอย์งค์เดิมดิเจดีย์ดีแย์บบศรีวิรีชัวิยชัคล้ายเจดีย์ดีกิย์ กิริเริวเทระ ใน เมือมืงโบโลนนารุวรุะ ประเทศศรีลัรีลังกา พ.ศ. 1093 พระเจ้าจ้จันจัทรภาณุ ได้ทำด้ ทำการสร้าร้งเมือมืงนครศรีธรีรรมราชขึ้นขึ้พร้อร้มกับการ ก่อสร้าร้งเจดีย์ดีขึ้ย์ขึ้นขึ้ ใหม่เม่ ป็นป็เจดีย์ดีแย์บบศาญจิ พ.ศ. 1770 พระเจ้าจ้จันจัทรภาณุ ได้บูด้บูรณะพระบรมธาตุเตุจดีย์ดี ย์เจดีย์ดีแย์บบลังกา ทรงระฆังฆัคว่ำ หรือรื โอคว่ำ มีปมีล้องไฉน 52 ปล้อง สูงสูจากฐานถึงยอดปลี 37 วา 2 ศอก ยอดปลีของ ปล้องไฉน หุ้มหุ้ทองคำ เหลืองอร่าร่ม สูงสู 6 วา (เท่ากับ 2 เมตร) 1 ศอก (เท่ากับ 0.50 เมตร) แผ่เผ่ ป็นป็แผ่นผ่หนา เท่าใบลานหุ้มหุ้ไว้ น้ำ หนักนั 800 ชั่งชั่ (เท่ากับ 960 กิโลกรัมรั ) รอบพระ มหาธาตุมีตุเมีจดีย์ดี ย์158 องค์ พ.ศ. 2155 และ พ.ศ. 2159 สมัยมัสมเด็จด็พระเอกาทศรถมีกมีารซ่อซ่มแผ่นผ่ทองที่ปลียอด พระบรมธาตุ พ.ศ. 2190 สมัยมัสมเด็จด็พระเจ้าจ้ปราสาททอง ยอดพระบรมธาตุไตุด้ชำด้ชำรุดรุหักหัลง และได้มีด้กมีาร ซ่อซ่มสร้าร้งขึ้นขึ้ ใหม่ พ.ศ. 2275 – 2301 สมัยมัพระเจ้าจ้อยู่หัยู่วหับรมโกศ มีกมีารดัดดัแปลงทางเข้าข้พระสถูปถูพระบรม ธาตุบตุริเริวณวิหวิารพระทรงม้าม้ พ.ศ. 2312 สมัยมัสมเด็จด็พระเจ้าจ้กรุงรุธนบุรี ปฏิสังสัขรณ์พณ์ระอารามทั่วทั่ ไปภายในวัดวัและโปรด ให้สห้ร้าร้งวิหวิารทับเกษตรต่อออกจากฐานทักษิณรอบองค์พระธาตุ ประวัติวัดพระบรมธาตุวรมหาวิหาร วัดพระบรมธาตุวรมหาวิหาร หรือ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ ถนนราชดำ เนิน ตำ บลในเมือง อำ เภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัด นครศรีธรรมราช เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร
ประวัติวัดพระบรมธาตุวรมหาวิหาร สมัยมัพระบาทสมเด็จด็พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เจ้าจ้พระยานครศรีธรีรรมราช (พัฒพัน์)น์ ได้บูด้บูรณะ พระวิหวิารหลวง วิหวิารทับเกษตร พระบรมธาตุที่ตุที่ ชำ รุดรุ ปฏิสังสัขรณ์คณ์รั้งรั้ใหญ่ สมัยมัพระบาทสมเด็จด็พระจุลจอมเกล้าเจ้าจ้อยู่หัยู่วหับูรณะกำ แพงชั้นชั้นอก วิหวิารทับเกษต วิหวิารธรรมศาลา วิหวิารพระทรงม้าม้วิหวิารเขียขีน ปิดปิทองพระพุทธรูปรู พ.ศ. 2457 สมัยมัพระบาทสมเด็จด็พระมงกุฎกุเกล้าเจ้าจ้อยู่หัยู่วหัติดตั้งตั้สายล่อฟ้าฟ้องค์พระบรมธาตุ เจดีย์ดี ย์ พ.ศ. 2515 – 2517 บูรณปฏิสังสัขรณ์พณ์ระวิหวิารหลวง และพระอุโบสถ พ.ศ. 2530 ซ่อซ่มกลีบบัวบัทองคำ ที่ฉีกขาดเปราะบาง เสื่อสื่มสภาพเป็นป็สนิมนิเสริมริความมั่นมั่คง แข็งข็แรงที่กลีบบัวบัปูนปั้น ในวันวัที่ 28 สิงสิหาคม 2530 พระบาทสมเด็จด็พระเจ้าจ้อยู่หัยู่วหัทรงพระ กรุณรุาโปรดเกล้าฯ ให้สห้มเด็จด็พระบรมโอรสาธิรธิาช เจ้าจ้ฟ้าฟ้มหาวชิรชิาลงกรณ สยามมกุฎกุราช กุมกุาร เสด็จด็อัญเชิญชิแผ่นผ่กลีบบัวบัทองคำ ขึ้นขึ้ ประดิษดิฐบนองค์พระบรมธาตุเตุจดีย์ดี ย์ พ.ศ. 2537 – 2538 บูรณะปลียอดทองคำ พระบรมธาตุเตุจดีย์ดี ย์และเสริมริความมั่นมั่คงปูนแกน ในปลียอด ใช้งช้บประมาณทั้งทั้สิ้นสิ้ 50 ล้านบาท สิ้นสิ้ทองคำ 141 บาท (มาตราชั่งชั่ตวง วัดวัของ ไทย 1 บาท เท่ากับ 15.2 กรัมรั ) กรมศิลปากร ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเป็นโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 53 ตอนที่ 34 วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2479 และคณะ กรรมการมรดกโลก มีมติในการประชุมคณะกรรมการสมัยที่ 37 ณ กรุงพนมเปญ ประเทศ กัมพูชา เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556 รับรองวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเข้าสู่บัญชีเบื้อง ต้นก่อนเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลก
คุณลักษณะอันโดดเด่น วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหารเป็นศาสนสถานหลักอันเป็นที่ประดิษฐานพระมหาธาตุเจดีย์ประจำ เมืองนครศรีธรรมราช ตั้งอยู่ในเมืองใหญ่และเก่าแก่บนคาบสมุทรมลายู ที่มีหลักฐานการแลก เปลี่ยน (Interchange) ทางวัฒนธรรมกับภูมิภาคอื่นตั้งแต่พุทธศตวรรษที่15 ในชื่อ “อาณาจักร ตามพรลิงค์” ต่อมาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18-20 เติบโตเป็นศูนย์กลางการปกครองเมือง ๑๒ นักษัตร ชื่อ “อาณาจักรนครศรีธรรมราช” และเป็นหัวเมืองเอกในสมัยอยุธยา ธนบุรี และ รัตนโกสินทร์ ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 20-ปัจจุบัน วัดนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของ “อาณาจักร” แห่ง คาบสมุทรมลายู วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหารเป็นศาสนสถานอันเป็นที่ศักดิ์สิดิ์สิทธิ์ (Sacred Place) ซึ่งใช้ในการ สืบทอดวัตรปฏิบัติทางประเพณี พิธีกรรม ความเชื่อ ศิลปะและวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา และเป็นพุทธสถานที่มีชีวิต (Buddhist Living Monument) เป็นประจักษ์พยานการขับเคลื่อน และการสืบทอดเผยแผ่พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทในคาบสมุทรมลายูให้กว้างขวาง โดยมี พระมหากษัตริย์เป็นผู้สร้างและอุปถัมภ์บำ รุงตลอดมา จนกลายเป็นประจักษ์พยานการเผยแผ่ สืบทอดพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทที่โดดเด่นที่สุดในคาบสมุทรมลายู วัดนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ ของ “พุทธจักร” แห่งคาบสมุทรมลายู วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหารเป็นศาสนสถานอันเป็นต้นกำ เนิดประเพณีสำ คัญของเมือง นครศรีธรรมราชหลายประเพณี เช่น ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ ประเพณีตักบาตรธูปเทียน ประเพณี สวดด้าน และประเพณีให้ทานไฟ เฉพาะประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุเป็นประเพณีใหญ่ มีชาวพุทธทั้งจาก คาบสมุทรมลายู และดินแดนข้างเคียงมาร่วมงาน สะท้อนให้เห็นประวัติศาสตร์ความศรัทธาของ พระพุทธศาสนาในดินแดนสมุทรมลายู และการสัมพันธ์กับดินแดนอื่น ๆ ที่เชื่อมโยงกับการรับ นับถือพระพุทธศาสนา บรรดาเครื่องบูชาที่พุทธศาสนิกชนได้นำ มาถวายเนื่องในงานประเพณีข้าง ต้น ต่อมาได้กลายเป็นศิลปวัตถุล้ำ ค่าในพิพิธภัณฑ์ของวัด และเป็นคลังข้อมูลเพื่อการศึกษา ค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี สังคมวิทยาอย่างดียิ่ง ประเพณีและเครื่องพุทธบูชามีความ สำ คัญต่อการศึกษาค้นคว้าของมนุษยชาติทั้งในปัจจุบันและอนาคต วัดนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของ “คลังประเพณีและเครื่องพุทธบูชา” แห่งคาบสมุทรมลายู