บทเรียนคอมพิวเตอร์
ช่วยสอน(CAI)
ผู้จัดทำ
นางสาวผกาสิริ ไชยคำภา 611502117
นายชูวงศ์ อาจโนนเปลือย 611502207
สาขาคณิตศาสตร์ชั้นปีที่4
คำนำ
หนังสือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของ
รายวิชานวัตกรรมหลักสูตรและการสอนสมัยใหม่
รหัสวิชา 5002603 เพื่อให้ได้ศึกษาหาความรู้ใน
เรื่องบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(CAI)ได้ศึกษา
อย่างเข้าใจเพื่อเป็นประโยชน์กับการเรียนรู้
ผู้จัดทําขอขอบคุณผู้ช่วยศาสตร์ตราจารย์
ชวนพิศ รักษาพวก ที่คอยให้คําแนะนําในการจัด
ทำหนังเล่มนี้จนสําเร็จไปได้ด้วยดี
ผู้จัดทำหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์
กับผู้อ่าน หรือนักเรียน นักศึกษาที่กำลังหาข้อมูล
เรื่องนี้อยู่หากมีข้อแนะนําหรือข้อผิดพลาดประการ
ใดผู้จัดทำขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
สารบัญ หน้า
เรื่อง 1
2
ความหมายของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 2
ประวัติบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 3
องค์ประกอบขแงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 4
ลักษณะโครงสร้างของ CAI 5
ลักษณะของบทเรียน CAI 6
รูปแบบของบทเรียนคอมพิวเตอร์ 7
ประเภทของบทเรียน CAI 11
การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ตามแนวคิดกาเย่ 12
ลักษณะโปรแกรมที่ใช้สร้าง 13
ข้อดีในการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน 14
ข้อเสียในการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน
บรรณานุกรม
1
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ความหมายของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ทักษิณา วิไลลักษณ์ (2551 : 21-22) ได้อธิบายบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนหรือ
CAI ไว้ว่า มาจากคำว่าComputer Assisted Instruction คือกระบวนการเรียนการ
สอนโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อในการนำเสนอเนื้อหาบทเรียนต่าง ๆ ลักษณะการเรียนการ
สอนเป็นแบบให้ผู้เรียนสามารถโต้ตอบกับบทเรียนในลักษณะการถาม – ตอบ หรือลักษณะ
ของการนำเสนอเนื้อหาแต่ละหน่วยการเรียนโดยผู้สอนจะเป็นผู้ออกแบบบทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนว่าจะจัดเนื้อหาอย่างไรมีลำดับของบทเรียนเป็นแบบลำดับหรือแบบ
ขนาน โดยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนทั้ง 2 แบบ จะมีสิ่งเร้าให้กับผู้เรียนได้แก่ เนื้อหา
ภาพที่เคลื่อนไหวได้และมีการตอบคำถาม การตอบสนองของผู้เรียนเมื่อตอบถูกจะมีการ
เสริมแรงและเมื่อตอบผิดจะมีการให้กำลังใจเสริมแรงให้ตอบใหม่หรือให้ตอบให้ถูก
โดยผู้สอนที่จะสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะต้องทำการระดมสมองเกี่ยว
กับเนื้อหาบทเรียนก่อนโดยให้ผู้สอนในวิชาเดียวกันมาช่วย เพื่อเพิ่มมุมมองให้มีความหลาก
หลาย จากนั้นนำแผนภูมิระดมสมองที่ได้มาจัดกลุ่ม ที่เรียกว่า แผนภูมิความคิดรวบ
ยอดจากนั้นนำแผนภูมิความคิดรวบยอดที่ได้ไปดูว่า บทเรียนนี้ควรมีการเรียนรู้แบบลำดับ
(Linear) หรือแบบขนาน (Parallel) เรียกว่าแผนภูมิโครงข่ายเนื้อหา แล้วลงมือสร้าง
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่มีลักษณะการนำเสนอเป็นกรอบ(Frame) เรียงลำดับไป
เรื่อย ๆ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถโต้ตอบกับคอมพิวเตอร์บทเรียนได้สำหรับการตอบสนองต่อ
การตอบคำถามจะใช้เสียง คำบรรยายหรือภาพกราฟิก เพื่อสร้างแรงจูงใจความมั่นใจในการ
เรียนรู้ เมื่อผู้เรียนตอบผิดไม่ควรข้ามเนื้อหาโดยไม่เฉลยควรให้ผู้เรียนมีอิสระในการเรียน ไม่
จำกัดเวลาและได้เรียนตามความต้องการของตนเอง
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนคือการนำเสนอบทเรียนโดยอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์
เป็นเครื่องมือเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามความต้องการของผู้เรียนเองหรือเรียนจนเกิด
ความเข้าใจในบทเรียน
CAI (Computer Assisted Instruction)
CAI คือ โปรแกรมบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนทำหน้าที่เป็นสื่อการเรียนการ
สอนเหมือนแผ่นใส (Transparent) สไลด์ (Slide)หรือวิดีทัศน์ (Video) ที่ใช้ประกอบ
การสอน เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจง่ายในเวลาอันจำกัดและตรงตามวัตถุประสงค์ของบทเรียนนั้น
ๆ แต่เนื่องจากโปรแกรมบทเรียนคอมพิวเตอร์ทำหน้าที่ได้ครบทุกสื่อในเวลาเดียวและควบคุม
การทำได้ได้ด้วยตัวของมันเองเรียกว่า “สื่ออเนกทัศน์” หรือ “มัลติมีเดีย” (Multimedia)
ทำให้ประหยัดและมีประสิทธิภาพกว่ามาก
2
สรุปได้ว่า CAI คือ
- เป็นสื่อการเรียนช่วยครูทำการสอน
- เนื้อหาในโปรแกรมจะเป็นหน่วย ๆ ตามบทเรียนนั้น ๆ
- นักเรียนสามารถนำไปทบทวนเนื้อหา ศึกษาด้วยตนเองได้
- ครูผู้สอบ หรือผู้มีประสบการณ์ในเนื้อหาวิชานั้น ๆ จะทำได้ดีที่สุด
ในการนำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมาใช้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ข้อดีนั้นมีมากกว่า เพราะผู้
เรียนได้เรียนตามความสามารถของตน แต่อาจทำให้ผู้เรียนสื่อสารกับผู้อื่นน้อยลง
ประวัติบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
บูรณะ สมชัย (2538 : 24) ได้อธิบายประวัติบทเรียน CAI ไว้ดังนี้
ปี ค.ศ. 1958 มหาวิทยาลัยฟลอริดาได้นำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการสอนและทบทวนบทเรียน
ทางด้านวิชาฟิสิกส์และสถิติในปีเดียวกันมหาวิทยาลัยสแตมฟอร์ดได้นำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการ
สอนระดับมัธยมศึกษาในวิชาภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์
ปี ค.ศ. 1960 มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์จะทำ CAI แบบเทอร์มินัล (Terminal) ที่สามารถ
โต้ตอบกับผู้เรียนได้ชื่อว่า "PLATO"
ปี ค.ศ. 1963 มีการสัมมนาให้บุคคลทั่วไปได้รับรู้เกี่ยวกับ บทเรียน CAI ขยายวงกว้างขึ้น
ปี ค.ศ. 1971 มหาวิทยาลัยบริกคัมยังและเทกซัส ได้พัฒนาบทเรียน CAI ใช้กับมินิ
คอมพิวเตอร์ (Mini computer)ใช้โปรแกรมชื่อ TICCIT : Time Shared Interactive
Information Television
ต่อมาญี่ปุ่นได้พัฒนาบทเรียน CAI จนสามารถใช้กับไมโครคอมพิวเตอร์ และได้มีการเผย
แพร่ทั่วไปใช้เป็นบทเรียนช่วยสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา
องค์ประกอบของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วย
สอน
บูรณะ สมชัย (2542 : 24) ได้อธิบายองค์ประกอบของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ไว้ว่า ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือ
1. HardWare (อุปกรณ์)
2. SoftWare (โปรแกรม)
3. PropleWare (มนุษย์)
3
ลักษณะโครงสร้างของ CAI
บูรณะ สมชัย (2542 : 23-27) ได้อธิบายลักษณะโครงสร้างของ CAI ไว้ดังนี้ โครงสร้าง
ของ CAI จะประกอบด้วย 3 ลักษณะ คือ
1. การนำเสนอ (Presentation)
การนำเสนอ (Presentation) คือ การนำข้อมูลหรือเนื้อหาบทเรียน
เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจในเนื้อหานั้น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ เข้าใจตามวัตถุประสงค์ไม่ว่า
จะเป็นขั้นความรู้ ขั้นความจำ หรือขั้นนำไปใช้ในเวลาจำกัด จึงจะเรียกได้ว่า “มี
ประสิทธิภาพ” และการที่จะนำเสนอให้มีประสิทธิภาพนั้นต้องนำเสนอด้วยระบบมัลติมีเดีย
ได้แก่
1) สไลด์โชว์ (Slide Show) คือ การพลิกไปทีละหน้า หรือเลื่อนขึ้น-ลง เมื่อ
อ่านหนังสือมีการเชื่อมโยงไปในหน้าอื่นที่ต้องการความหมายหรือคำอธิบายเพิ่มเติมโดยไม่
จำเป็นต้องเรียงตามลำดับหน้าที่เรียกกันว่า ไฮเปอร์เท็กซ์ (Hyper text) และอาจจะมีเสียง
บรรยาย (Sound) หรือเสียงดนตรี (Midi)
2) อะนิเมชัน (Animation) คือ การนำเสนอที่มีภาพเคลื่อนไหวในลักษณะ
เคลื่อนทั้งภาพและภาพเคลื่อนเช่น การ์ตูนหรือการทำงานของชิ้นส่วนหรือการทำงานของ
เครื่องยนต์ เป็นต้นในความเป็นจริงเราไม่สามารถมองเห็นลูกสูบทำงานได้ แต่สามารถสร้าง
สถานการณ์จำลองด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ และยิ่งถ้ามีเสียงประกอบให้เหมือนจริงก็ยิ่ง
ดึงดูดความสนใจผู้เรียนได้เป็นอย่างดี
3) วิดีโอหรือภาพยนตร์ (Video and Movies) คือการนำเสนอด้วย
ลักษณะของภาพยนตร์โดยจะมีความเหมือนจริงทั้งภาพและเสียงในบางตอนอาจนำเอาอะนิเม
ชันมาประกอบเพื่อให้เข้าใจง่าย เช่น การทำสื่อโฆษณาทางทีวี เป็นต้น ถือได้ว่าเป็นการนำ
เสนอที่ดีที่สุด
2. การปฏิสัมพันธ์ (Interactive)
การปฏิสัมพันธ์ (Interactive) คือการโต้ตอบกับผู้เรียน ในกระบวนการเรียนการสอนที่มี
ประสิทธิภาพที่สุดนั้นจะต้องเป็นแบบสื่อสาร 2 ทาง เช่น นักเรียนในห้องสามารถถามครูผู้
สอนได้เมื่อไม่เข้าใจเนื้อหาหรือครูอาจารย์สามารถซักถามนักเรียนเพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์การ
เรียนได้แต่ถ้าดูการสอนอย่างเดียว ไม่มีการโต้ตอบหรือสอบถามได้เช่น ดูทีวี เป็นต้น เรียกว่า
สื่อสารทางเดียว ก็จะมีการเข้าใจในเนื้อหาบทเรียนได้ระดับหนึ่งขึ้นอยู่กับ “อายุสมาธิ” ของผู้
เรียน การปฏิสัมพันธ์จึงจัดเป็นส่วนหนึ่งของ CAI
3.การประมวลผล (Evaluation)
คือ การประมวลผลการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยจะรวบรวมผลของการโต้ตอบที่
ต้องการมาเป็นข้อมูลและคำนวณผลออกมาโดยจะออกมาเป็น “เปอร์เซ็นต์” เป็น “เกณฑ์”
หรือเป็น “เกรด” ก็ได้ โดยปกติแล้วจะประเมินผลด้วยเหตุผล ต่อไปนี้
1) วัดผลการสอบหรือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้
2) หาความเป็นมาตรฐานของข้อสอบ
3) หาเกณฑ์ตัดสิน
4
ลักษณะของบทเรียน CAI
บูรณะ สมชัย (2538 : 26) ได้อธิบายลักษณะของบทเรียน CAI ไว้ดังต่อไปนี้
บทเรียน CAI เป็นบทเรียนที่ประยุกต์มาจากบทเรียนโปรแกรมของสกินเนอร์โดยใช้
คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์นำเสนอบทเรียนซึ่งมีลักษณะเป็นโมเดล 2 แบบ คือ
1. แบบเชิงเส้น (linear Programming) เป็นบทเรียนที่ต้องเรียนทีละน้อยตาม
ลำดับจะข้ามหน่วยไม่ได้
5
2.แบบไม่เชิงเส้น (Branching programming) บทเรียนที่โยงระหว่างหน่วยถึงการ
ได้ตามความต้องการผู้เรียนสามารถเลือกเรียนหน่วยต่างๆที่จัดไว้ตามระดับความ
สามารถของตนเองได้
รูปแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์
ทักษิณา วิไลลักษณ์ (2551 : 22-23 ) ได้อธิบายเกี่ยวกับรูปแบบบทเรียน
คอมพิวเตอร์ไว้ดังนี้
1) แบบเสนอเนื้อหาใหม่
ผู้สร้างมีวัตถุประสงค์ใช้บทเรียนนี้แทนผู้สอนโดยการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนใน
ลักษณะนี้สร้างค่อนข้างยากเพราะผู้สร้างต้องคิดไว้ว่าผู้เรียนอาจจะสงสัยในข้อความที่ปรากฏ
เช่น ถ้าเรียนเรื่องเส้นตรง
ผู้สอนต้องการบอกนิยามของเส้นตรงแต่ผู้เรียนอาจจะสงสัยนิยามของจุดก็ได้ ผู้สร้างก็จะ
ต้องให้นิยามหรือความหมายของจุดไว้ด้วยเผื่อผู้เรียนเกิดความสงสัยผู้เรียนอาจจะไม่สงสัยก็ได้
ถ้าผู้ เรียนเรียนในห้องเรียนเมื่อมีข้อสงสัยก็จะซักถามผู้สอนได้
2) แบบฝึกฝนและฝึกหัด
ผู้สร้างมีวัตถุประสงค์ให้ใช้บทเรียนนี้หลังจากที่เรียนมากับครูในชั้นเรียนแล้วและมาทำแบบ
ฝึกหัดเพื่อเป็นการทบทวนความรู้ที่เรียนว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีหรือไม่ต้องกลับไปเรียนใหม่หรือไม่
ถ้าไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดจะได้กลับไปศึกษาบทเรียนใหม่
6
3) แบบทบทวนความรู้
ผู้สร้างมีวัตถุประสงค์ให้ใช้บทเรียนนี้หลังจากที่เรียนมากับครูในชั้นเรียนแล้วเป็นการสอน
เสริมเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจในบทเรียนมากยิ่งขึ้น
4) แบบสถานการณ์จำลอง
ผู้สร้างมีวัตถุประสงค์ให้ใช้บทเรียนนี้หลังจากที่เรียนบทเรียนแล้วผู้เรียนสามารถแก้ไข
สถานการณ์ได้ ทำตามที่โจทย์กำหนดได้ตรงตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีหลายรูปแบบ ความยากง่ายในการนำเสนอจึงแตกต่างกัน
ไปทั้งในด้านของเนื้อหาวัตถุประสงค์และตัวผู้เรียน
ประเภทของบทเรียน CAI
บูรณะ สมชัย (2538 : 28) ได้จำแนกบทเรียน CAI เป็น 7 ประเภท ได้แก่
1) แบบฝึกทักษะและแบบฝึกหัด (Drill and Practice)
เป็นลักษณะบทเรียนโปรแกรมที่สามารถเลือกบทเรียนที่จะเรียนได้ตามระดับความสามารถ
ของผู้เรียนมีแบบฝึกหัดให้ทำเพื่อทดสอบระดับความรู้และสามารถทบทวนบทเรียนได้เมื่อยัง
ไม่เข้าใจหรือมีความรู้ไม่เพียงพอ
2) แบบเจรจา (Dialogue)
เป็นลักษณะพูดคุยได้โต้ตอบได้ ใช้ในการเรียนด้านภาษาหรือกับนักเรียนระดับอนุบาลหรือ
ประถมศึกษาตอนต้น เป็นต้น
3) แบบจำลองสถานการณ์ (Simulation)
ใช้กับการเรียนที่เรียนกับของจริงได้ยากหรือเสี่ยงอันตรายเช่นจำลองการเรียนการบิน การ
เดินทางในอวกาศ เป็นต้น
4) แบบเกมส์ (Games)
เป็นการเรียนรู้จักเกมส์ที่จะทำด้วยคอมพิวเตอร์ เช่น เกมส์ต่อภาพ เกมส์ต่อคำศัพท์ เกมส์
ทางคณิตศาสตร์ เป็นต้น
5) การแก้ปัญหาต่างๆ (Proplem Solving)
เป็นการเรียนที่ ใช้คอมพิวเตอร์สุ่มข้อมูลมา แล้วให้นักเรียนวิเคราะห์หรือแก้ปัญหาเช่นวิชา
สถิติ วิชาคณิตศาสตร์ เป็นต้น
6) การค้นพบสิ่งใหม่ๆ (Investigation)
เป็นการจัดสถานการณ์ขึ้นแล้วให้นักเรียนค้นหาข้อเท็จจริงเช่นผสมพยัญชนะหรือคำสั่งโดย
คอมพิวเตอร์จะบอกความหมาย คำตรงข้าม คำใกล้เคียง เป็นต้น
7) การทดสอบ (Testing)
เป็นการทดสอบความรู้และความสามารถของผู้เรียนโดยคอมพิวเตอร์จะจัดข้อสอบให้และ
ทำการประมวลผลให้ทราบได้ทันที เช่น การทดสอบพื้นฐานความรู้ การทดสอบ IQ เป็นต้น
7
การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ตามแนวคิดของกาเย่
ทักษิณา วิไลลักษณ์ (2551 : 23-27) ได้อธิบายลักษณะการสร้างบทเรียน
คอมพิวเตอร์ตามแนวคิดของกาเย่ไว้ว่า เสมือนผู้เรียนอยู่ในห้องเรียนเกิดข้อสงสัยก็สามารถ
ทำผู้สอนได้ การออกแบบโดยยึดหลักการนำเสนอเนื้อหาและจัดกิจกรรมการเรียนรู้จากการมี
ปฏิสัมพันธ์ที่มีหลักการสอนดังนี้
1. เร่งเร้าความสนใจ (Gain Attention)
ก่อนที่จะเริ่มการนำเสนอเนื้อหาบทเรียน ควรมีการจูงใจ และเร่งเร้าความสนใจให้ผู้เรียน
อยากเรียนการนำเสนอบทนำเรื่อง (Title) ของบทเรียนควรให้สายตาของผู้เรียนอยู่ที่
จอภาพโดยไม่พะวงอยู่ที่แป้นพิมพ์หรือส่วนอื่นๆ การตอบสนองจากผู้เรียนควรเป็นการตอบ
สนองที่ง่าย ๆ เช่น คลิกเมาส์หรือกดแป้นพิมพ์ตัวใดตัวหนึ่ง เพื่อเร่งเร้าความสนใจของผู้
เรียนมีดังนี้
1) ใช้ภาพกราฟิก ที่มีขนาดใหญ่ชัดเจน ง่ายและไม่ซับซ้อน
2) ใช้เทคนิคการนำเสนอที่ปรากฏภาพได้รวดเร็วเพื่อไม่ให้ผู้เรียนเบื่อ
3) ควรให้ภาพปรากฏบนจอภาพระยะหนึ่งจนกระทั่งผู้เรียนกดแป้นพิมพ์ใด ๆ ได้
จึงเปลี่ยนไปสู่กรอบอื่น ๆ เพื่อสร้างความคุ้นเคย ให้กับผู้เรียน
4) เลือกใช้ภาพกราฟิกที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา ระดับความรู้ และเหมาะสมกับวัย
ของผู้เรียนใช้ภาพเคลื่อนไหวหรือใช้เทคนิคการนำเสนอภาพผลพิเศษเข้าช่วยเพื่อแสดงการ
เคลื่อนไหวของภาพ แต่ควรใช้เวลาสั้นๆและง่าย
2. บอกวัตถุประสงค์ (Specify Object)
กระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนจะได้ทราบถึงความคาดหวังของบทเรียนจากผู้เรียน
นอกจากผู้เรียนจะทราบถึงพฤติกรรมขั้นสุดท้ายของตนเองหลังจบบทเรียนแล้วยังเป็นการ
แจ้งให้ทราบล่วงหน้าถึงประเด็นสำคัญของเนื้อหารวมทั้งเค้าโครงของเนื้อหาอีกด้วยจะช่วย
ให้ผู้เรียนสามารถผสมผสานแนวความคิดในรายละเอียดหรือส่วนย่อยของเนื้อหาให้สอดคล้อง
และสัมพันธ์กับเนื้อหาส่วนใหญ่ได้ซึ่งมีผลทำให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผลการวิจัยยัง
พบด้วยว่าผู้เรียนที่ทราบวัตถุประสงค์ของการเรียนก่อนเรียนบทเรียนจะสามารถจำและเข้าใจ
ในเนื้อหาได้ดีขึ้นอีกด้วย วัตถุประสงค์บทเรียนจำแนกเป็น 2 ชนิดได้แก่วัตถุประสงค์ทั่วไป
และวัตถุประสงค์เฉพาะ หรือวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม การบอกวัตถุประสงค์ คอมพิวเตอร์
ช่วยสอนมักกำหนดเป็นวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม เนื่องจากเป็นวัตถุประสงค์ที่ชี้เฉพาะ
สามารถวัดได้และสังเกตได้ง่ายไม่ควรกำหนดวัตถุประสงค์หลายข้อเกินไปในเนื้อหาแต่ละส่วน
ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเกิดความสับสน
8
3. ทบทวนความรู้เดิม (Activate Prior Knowledge)
การทบทวนความรู้เดิมก่อนที่จะนำเสนอความรู้ใหม่แก่ผู้เรียน มีความจำเป็นอย่าง
ยิ่งที่จะต้องหาวิธีการประเมินความรู้ที่จำเป็นสำหรับบทเรียนใหม่เพื่อไม่ให้ผู้เรียนเกิดปัญหาใน
การเรียนรู้ วิธีปฏิบัติโดยทั่วไปสำหรับบทเรียนคอมพิวเตอร์คือ การทดสอบก่อนบทเรียน
(Pre- test) ซึ่งเป็นการประเมินความรู้ของผู้เรียนเพื่อทบทวนเนื้อหาเดิมที่เคยศึกษาผ่านมา
แล้ว และเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับเนื้อหาใหม่ การทบทวนความรู้เดิมอาจอยู่ในรูป
แบบของการกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดย้อนหลังถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้มาก่อนหน้านี้ก็ได้ การกระตุ้นดัง
กล่าวอาจแสดงด้วยคำพูด คำเขียนภาพ หรือผสมผสานกัน แล้วแต่ความเหมาะสม
ปริมาณมากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับเนื้อหา สิ่งที่จะต้องพิจารณาในการทบทวนความรู้เดิม
มีดังนี้ ควรมีการทดสอบความรู้พื้นฐานหรือนำเสนอเนื้อหาเดิมเรื่องที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียม
ความพร้อมผู้เรียนในการเข้าสู่เนื้อหาใหม่โดยไม่ต้องคาดเดาว่าผู้เรียนกี่พื้นความรู้เท่ากันแบบ
ทดสอบต้องมีคุณภาพ สามารถแปลผลได้โดยวัดความรู้พื้นฐานที่จำเป็นกับการศึกษาเนื้อหา
ใหม่เท่านั้น มิใช่แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแต่อย่างใด การทบทวนเนื้อหารือ
การทดสอบคนใช้เวลาสั้น ๆ กระชับ และตรงตามวัตถุประสงค์ของบทเรียนมากที่สุด ควร
เปิดโอกาสให้ผู้เรียนออกจากเนื้อหาหรือออกจากการทดสอบ เพื่อไปศึกษาทบทวนได้ตลอด
เวลา
4. นำเสนอเนื้อหาใหม่ (Present New Information)
ในการนำเสนอเนื้อหาของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนควรนำเสนอภาพที่เกี่ยวข้อง
กับเนื้อหาประกอบกับคำอธิบายสั้น ๆ แต่ได้ใจความ การใช้ภาพประกอบจะทำให้ผู้เรียน
เข้าใจเนื้อหาง่ายขึ้นและมีความจำได้ดีกว่าการใช้คำอธิบายเพียงอย่างเดียว โดยหลักการที่ว่า
ภาพช่วยอธิบายสิ่งที่เป็นนามธรรมให้ง่ายต่อการเรียนรู้ แม้ในเนื้อหาบางช่วงจะมีความยากใน
การที่จะคิดสร้างภาพประกอบแต่ก็ข้อควรจะพิจารณาวิธีการต่าง ๆ ที่จะนำเสนอด้วยภาพให้
ได้มา แม้จะมีจำนวนน้อยแต่ก็ยังดีกว่าคำอธิบายเพียงคำเดียว ภาพที่ใช้ในบทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนจำแนกออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ คือ ภาพนิ่ง ได้แก่ ภาพลายเส้น
ภาพ 2 มิติ ภาพ 3 มิติ ภาพถ่ายของจริง แผนภาพ แผนภูมิ และกราฟ อีกส่วนหนึ่ง
ได้แก่ ภาพเคลื่อนไหว เช่น ภาพวีดีทัศน์ และภาพจากโปรแกรมสร้างภาพเคลื่อนไหว
เป็นต้น อย่างไรก็ตามการใช้ภาพประกอบเนื้อหาอาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร หากภาพเหล่านั้นมี
รายละเอียดมากเกินไป ใช้เวลามากไปในการปรากฏบนจอภาพ ไม่เกี่ยวข้องกับ
เนื้อหา ซับซ้อน เข้าใจยาก และไม่เหมาะสมในเรื่องเทคนิคการออกแบบ เช่นขาดความสมดุล
องค์ประกอบภาพไม่ดีเป็นต้น ควรเสนอเฉพาะกราฟิกที่จำเป็นเท่านั้นไม่ควรใช้สีพื้นสลับไป
สลับมาในแต่ละกรอบเนื้อหา และไม่ควรเปลี่ยนสีไปมาโดยเฉพาะสีหลักของตัวอักษร คำที่ใช้
ควรเป็นคำที่ผู้เรียนระดับนั้นคุ้นเคยและเข้าใจความหมายตรงกันขณะนำเสนอเนื้อหาใหม่ควร
ให้ผู้เรียนได้มีโอกาสทำอย่างอื่นบ้างแทนที่จะให้กดแป้นพิมพ์หรือคลิกเมาส์เพียงอย่างเดียว
เท่านั้นเช่น การปฏิสัมพันธ์กับบทเรียนโดยวิธีการพิมพ์หรือตอบคำถาม
9
5. ชี้แนวทางการเรียนรู้ (Guide earning)
ตามหลักการและเงื่อนไขการเรียนรู้ (Condition of Learning) ผู้เรียนจะจำเนื้อหาได้ดี
หากมีการจัดระบบการเสนอเนื้อหาที่ดีและสัมพันธ์กับประสบการณ์เดิมหรือความรู้เดิมของผู้
เรียนบางทฤษฎีกล่าวว่าการเรียนรู้ที่กระจ่างชัด (Meaning full Learning) นั้นทางเดียว
ที่จะเกิดขึ้นได้ก็คือการเรียนที่ผู้เรียนวิเคราะห์และตีความในเนื้อหาใหม่ลงบนพื้นฐานของความ
รู้และประสบการณ์เดิมรวมกันเกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ดังนั้นหน้าที่ของผู้ออกแบบบทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนในขั้นนี้ก็คือพยายามค้นหาเทคนิคในการที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียนนำความรู้
เดิมมาใช้ในการศึกษาความรู้ใหม่การใช้เทคนิคต่าง ๆ เข้าช่วย ได้แก่เทคนิคการให้ตัวอย่าง
(Example) และตัวอย่างที่ไม่ใช่ตัวอย่าง (Non- example) อาจจะช่วยทำให้ผู้เรียน
แยกแยะความแตกต่าง และความเข้าใจเนื้อหาต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น อาจใช้วิธีการค้นพบ
(Guide Discovery) ซึ่งหมายถึง การพยายามให้ผู้เรียนคิดหาเหตุผลค้นคว้าและวิเคราะห์หา
คำตอบด้วยตนเอง โดยบทเรียนจะค่อยๆชี้แนะจากจุดกว้างๆและแคบลง จนผู้เรียนหาคำตอบ
ได้เอง นอกจากนั้นการใช้คำอธิบายกระตุ้นให้ผู้เรียนได้คิดสรุปแล้วในขั้นตอนนี้ผู้ออกแบบจะ
ต้องยึดหลักการจัดการเรียนรู้จากสิ่งที่มีประสบการณ์เดิมอยู่แล้วไปสู่เนื้อหาใหม่จากสิ่งที่ยาก
ไปสู่สิ่งที่ง่ายกว่าตามลำดับขั้น บทเรียนควรแสดงให้ผู้เรียนได้เห็นถึงความสัมพันธ์ของเนื้อหา
ความรู้และช่วยให้เห็นว่าสิ่งๆนั้นมีความสัมพันธ์กับสิ่งใดอย่างไรควรแสดงให้เห็นถึงความ
สัมพันธ์ของเนื้อหาความรู้และช่วยให้เห็นว่าสิ่งย่อยนั้นมีความสัมพันธ์กับสิ่งใหญ่อย่างไรควร
แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของสิ่งใหม่กับสิ่งที่ผู้เรียนมีประสบการณ์ผ่านมาแล้วนำเสนอ
ตัวอย่างที่แตกต่างกัน เพื่อช่วยอธิบายความคิดรวบยอดใหม่ให้ชัดเจนขึ้น
6. กระตุ้นการตอบสนองบทเรียน ( Elicit Response)
การเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใดนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับระดับและขั้นตอนของ
การประมวลผลข้อมูลหากผู้เรียนได้มีโอกาสร่วมคิด ร่วมกิจกรรมในส่วนที่เกี่ยวกับเนื้อหาและ
ร่วมตอบคำถามจะส่งผลให้มีความจำดีกว่า ผู้เรียนที่ใช้วิธีอ่านหรือคัดลอกข้อความจากผู้อื่น
เพียงอย่างเดียวบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนช่วยให้ผู้เรียนสามารถมีกิจกรรมร่วมในบทเรียน
ได้หลายลักษณะไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถามแสดงความคิดเห็นเลือกกิจกรรมและปฏิสัมพันธ์
กับบทเรียนกิจกรรมเหล่านี้เองที่ไม่ทำให้ผู้เรียนรู้สึกเบื่อหน่ายเมื่อมีส่วนร่วมก็มีส่วนคิดนำ หรือ
คิดตามบทเรียนย่อมมีส่วนผูกประสานให้ความจำดีขึ้น สิ่งที่ต้องพิจารณาเพื่อให้การจำของผู้
เรียนดีขึ้น ผู้ออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจึงควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ร่วมทำ
กิจกรรมในบทเรียนอย่างต่อเนื่องส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีโอกาสตอบสนองต่อบทเรียนด้วยวิธีใด
วิธีหนึ่งตลอดบทเรียนเช่น ตอบคำถาม ทำแบบทดสอบ ร่วมทดลองในสถานการณ์จำลอง
เป็นต้น ถามคำถามเป็นช่วงๆ สลับกับการนำเสนอเนื้อหาตามความเหมาะสมของลักษณะ
เนื้อหาเร่งเร้าความคิดและจินตนาการด้วยคำถามเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยใช้ความ
เข้าใจมากกว่าการใช้ความจำกรอบตอบสนองของผู้เรียน กรอบคำถามและกรอบการตรวจ
สอบเนื้อหาควรอยู่บนหน้าจอเดียวกันเพื่อสะดวกในการอ้างอิง
10
7. ให้ข้อมูลย้อนกลับ (Provide Feedback)
ผลจากการวิจัยพบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะกระตุ้นความสนใจจากผู้เรียนได้มากขึ้น
ถ้าบทเรียนนั้นท้าทาย โดยการบอกเป้าหมายที่ชัดเจนและแจ้งให้ผู้เรียนทราบว่าขณะนั้นผู้
เรียนอยู่ที่ส่วนใดห่างจากเป้าหมายเท่าใดการให้ข้อมูลย้อนกลับดังกล่าว ถ้านำเสนอด้วยภาพ
จะช่วยเร่งเร้าความสนใจได้ดียิ่งขึ้นโดยเฉพาะถ้าภาพนั้นเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียน อย่างไรก็ตาม
การให้ข้อมูลย้อนกลับด้วยภาพหรือกราฟิก อาจมีผลเสียอยู่บ้างตรงที่ผู้เรียนอาจต้องการดูผล
ว่าหากทำผิดแล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเป็นบทเรียนที่ใช้กับกลุ่มเป้าหมายระดับสูงหรือเนื้อหาที่มี
ความยากการให้ข้อมูลย้อนกลับด้วยคำเขียน สิ่งที่ต้องพิจารณาในการให้ข้อมูลย้อนกลับมีดังนี้
ให้ข้อมูลย้อนกลับทันที หลังจากผู้เรียนโต้ตอบกับบทเรียนควรบอกให้ผู้เรียนทราบว่าตอบถูก
หรือตอบผิดโดยแสดงคำถาม คำตอบและการตรวจปรับบนกรอบเดียวกันถ้าให้ข้อมูลย้อน
กลับ โดยการใช้ภาพ ควรเป็นภาพที่ง่ายและเกี่ยวข้องกับเนื้อหา ถ้าไม่สามารถหาภาพที่
เกี่ยวข้องได้อาจใช้ภาพกราฟิก ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาก็ได้หลีกเลี่ยงการใช้ผลทางภาพ
(Visual Effects) หรือการให้ข้อมูลย้อนกลับที่ตื่นตาเกินไป
8. ทดสอบความรู้ใหม่ (Assess Performance)
การทดสอบความรู้ใหม่หลังจากศึกษาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรียกว่าการทดสอบหลัง
บทเรียน ( Post- test) เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทดสอบความรู้ของตน นอกจากนี้จะ
ยังเป็นการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่าผ่านเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่เพื่อที่จะไปศึกษาในบท
เรียนต่อไปหรือต้องกลับไปศึกษาเนื้อหาใหม่การทดสอบหลังบทเรียนจึงมีความจำเป็นสำหรับ
บทเรียนคอมพิวเตอร์ทุกประเภทนอกจากจะเป็นการประเมินผลการเรียนรู้แล้วการทดสอบยัง
มีผลต่อความคงทนในการจดจำเนื้อหาของผู้เรียน ถ้าบทเรียนมีหลายหัวเรื่องย่อยอาจแยก
แบบทดสอบว่าเป็นส่วน ๆ ตามเนื้อหาโดยมีแบบทดสอบรวมหลังบทเรียนอีกชุดหนึ่งก็ได้ ทั้งนี้
ขึ้นอยู่กับว่าผู้ออกแบบบทเรียนต้องการแบบใดสิ่ง ที่ต้องพิจารณาในการออกแบบทดสอบ
หลังบทเรียน มีดังนี้ ชี้แจงวิธีการตอบคำถามให้ผู้เรียนทราบก่อนอย่างแจ่มชัดรวมทั้งคะแนน
รวม คะแนนรายข้อและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องอื่นๆเช่น เกณฑ์ในการตัดสินผลแบบทดสอบวัด
พฤติกรรมตรงกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมของบทเรียนและควรเรียงลำดับจากง่ายไปยาก
ข้อคำถามคำตอบและการตรวจปรับคำตอบควรอยู่บนกรอบเดียวกันและนำเสนออย่างต่อ
เนื่องด้วยความรวดเร็วหลีกเลี่ยงแบบทดสอบแบบอัตนัยที่ให้ผู้เรียนพิมพ์คำยาวๆ
11
9. สรุปและนำไปใช้ (Review and Transfer)
การสรุปและนำไปใช้จัดว่าเป็นส่วนสำคัญในขั้นตอนสุดท้ายที่บทเรียนจะต้องสรุปมโนคติของ
เนื้อหาเฉพาะประเด็นสำคัญ ๆ รวมทั้งข้อเสนอแนะต่าง ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มี
โอกาสทบทวนความรู้ของตนเองหลังจากศึกษาเนื้อหาผ่านมาแล้วในขณะเดียวกันบทเรียน
ต้องใช้ในเนื้อหาที่เกี่ยวข้องหรือให้ข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติมเพื่อแนะแนวทางให้ผู้เรียนได้ศึกษา
ต่อในบทเรียนถัดไปหรือนำไปประยุกต์ใช้กับงานอื่นต่อไป
ลักษณะโปรแกรมที่ใช้สร้าง
บูรณะ สมชัย (2538 : 33-36) ได้อธิบายลักษณะของลักษณะโปรแกรมที่ใช้สร้าง CAI ไว้
ดังต่อไปนี้
1. คุณลักษณะโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้สร้างบทเรียน CAI
โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปที่นำมาใช้สร้างบทเรียน CAI ประยุกต์มาจากโปรแกรม
นำเสนอผลงานpresentation software ซึ่งมีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่
1) โปรแกรมนำเสนอด้วยภาพนิ่ง (Slide Presentation Software)
2) โปรแกรมนำเสนอด้วยภาพเคลื่อนไหว (Animation Presentation Software)
3) โปรแกรมสื่อประสม (Multimedia or Interation Video)
2 การเลือกโปรแกรม
โปรแกรมสำเร็จรูปที่ใช้ประยุกต์ทำบทเรียน CAI นั้นไม่ต่างประเทศมีหลายบริษัทจัดทำขึ้น
และมีการพัฒนาอยู่เสมอจึงมี คุณสมบัติคล้ายคลึงกันและแตกต่างเฉพาะรูปแบบของ
หน้าต่าง (Window) ไอคอน (Icon) เมนู (Menu) คุณภาพ เช่น PC Storyboard
Plus Show Partner F/X. Harvard Graphic เป็นต้น
ในประเทศไทยมีนักพัฒนาโปรแกรมหลายคนได้พัฒนาโปรแกรมเพื่อใช้ สร้างบทเรียน cai
อาเซียนโปรแกรมTHAISHOW พัฒนาโดยอาจารย์อาจหาญ สัตยารักษ์ โปรแกรมมุกดา
พัฒนาโดยอาจารย์สุมงคล วีระชาตินุกุล และยังมีอีกหลายคนที่ไม่เผยแพร่ทั่วไป
การพิจารณาเลือกโปรแกรมคำนึงถึง
1) ใช้กับ PC ทั่วไปได้
2) สร้างภาพได้ง่าย
3) สร้างตัวอักษรไทยอังกฤษได้
4) นำเสนอบทเรียนต่อเนื่องด้วยเทคนิคต่างๆได้
5) จับภาพจากโปรแกรมอื่นได
6) นำโปรแกรมอื่นมาต่อร่วมได้
7) ทดสอบและวัดผลได้
12
ข้อดีในการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Hannafin & Peck, 1988)
1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีการโต้ตอบปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับบทเรียนในขณะที่
เรียนมากกว่าสื่อการเรียนการสอนประเภทอื่น เนื่องจากใช้คอมพิวเตอร์ในการนำเสนอบท
เรียน
2)บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีส่วนช่วยสนับสนุนการเรียนการสอนแบบราย
บุคคล(Individualization)ได้อย่างมีประสิทธิผล ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองเวลา
ใดก็ได้ตามความต้องการ
3) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนช่วยลดต้นทุนในด้านการจัดการเรียนการสอนได้เพราะการ
เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ไม่ต้องใช้ครูผู้สอนเมื่อสร้างบทเรียนแล้ว การทำซ้ำ
เพื่อการเผยแพร่ใช้ต้นทุนต่ำมากและสามารถใช้กับผู้เรียนได้เป็นจำนวนมากเมื่อเทียบการ
สอนโดยใช้ครูผู้สอน
4) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีแรงจูงใจให้ผู้เรียนสนใจเรียนเพิ่มขึ้นเนื่องจากบทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนใช้คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ในการนำเสนอบทเรียนเป็นสิ่งแปลกใหม่ มี
การปฏิสัมพันธ์กับบทเรียนตลอดเวลาผู้เรียนไม่เบื่อหน่าย ทำให้ช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนของผู้เรียนด้วย
5) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนให้ผลย้อนกลับ (Feedback) แก่ผู้เรียนได้อย่างรวดเร็ว
ผู้เรียนทราบความก้าวหน้าของตนเองได้ทันที
6) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสะดวกต่อการติดตามประเมินผลการเรียนโดยมีการ
ออกแบบสร้างโปรแกรมให้สามารถเก็บข้อมูลคะแนนหรือผลการเรียนของผู้เรียนแต่ละคนไว้
สามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อประเมินผลได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง เมื่อเปรียบเทียบกับครูผู้
สอน
7) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีเนื้อหาที่คงสภาพแน่นอน เนื่องจากเนื้อหาของบทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ผ่านการตรวจสอบ ให้มีเนื้อหาที่ครอบคลุมจัดลำดับความสำคัญของ
เนื้อหาอย่างถูกต้อง มีความคงสภาพเหมือนเดิมทุกครั้งที่เรียน ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าผู้เรียนเมื่อ
ได้เรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนทุกครั้งจะได้เรียนเนื้อหาที่คงสภาพเดิมไว้ทุกประการ
ต่างจากการสอนด้วยตัวครูครูผู้สอนที่มีโอกาสที่การสอนแต่ละครั้งของครูผู้สอนในเนื้อหา
เดียวกันอาจมีลำดับเนื้อหาไม่เหมือนกันหรือข้ามเนื้อหาบางส่วนไป
13
ข้อเสียในการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน
1) ไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกปฏิกิริยาที่แท้จริงของผู้เรียนและผู้สอน
2) ไม่สามารถสื่อความรู้สึกอารมณ์ในการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง
3) ผู้เรียนบางคนไม่สามารถศึกษาด้วยตนเองได้
บรรณานุกรม
บูรณะ สมชัย. (2538). การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน =
Computer Assisted Instruction.
กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น,
บูรณะ สมชัย. (2542). การสร้าง CAI multimedia ด้วย
Authorware 4.0. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น.
ทักษิณา วิไลลักษณ์. (2551). ออกแบบบทเรียน. ปทุมธานี :
คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปภัมภ์