The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by phakasiri1234, 2022-01-05 13:00:14

บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(CAI)

บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI)

บทเรียนคอมพิวเตอร์
ช่วยสอน(CAI)

ผู้จัดทำ
นางสาวผกาสิริ ไชยคำภา 611502117
นายชูวงศ์ อาจโนนเปลือย 611502207

สาขาคณิตศาสตร์ชั้นปีที่4

คำนำ


หนังสือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของ

รายวิชานวัตกรรมหลักสูตรและการสอนสมัยใหม่
รหัสวิชา 5002603 เพื่อให้ได้ศึกษาหาความรู้ใน
เรื่องบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(CAI)ได้ศึกษา
อย่างเข้าใจเพื่อเป็นประโยชน์กับการเรียนรู้

ผู้จัดทําขอขอบคุณผู้ช่วยศาสตร์ตราจารย์
ชวนพิศ รักษาพวก ที่คอยให้คําแนะนําในการจัด
ทำหนังเล่มนี้จนสําเร็จไปได้ด้วยดี

ผู้จัดทำหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์
กับผู้อ่าน หรือนักเรียน นักศึกษาที่กำลังหาข้อมูล
เรื่องนี้อยู่หากมีข้อแนะนําหรือข้อผิดพลาดประการ
ใดผู้จัดทำขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

สารบัญ หน้า


เรื่อง 1
2
ความหมายของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 2
ประวัติบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 3
องค์ประกอบขแงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 4
ลักษณะโครงสร้างของ CAI 5
ลักษณะของบทเรียน CAI 6
รูปแบบของบทเรียนคอมพิวเตอร์ 7
ประเภทของบทเรียน CAI 11
การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ตามแนวคิดกาเย่ 12
ลักษณะโปรแกรมที่ใช้สร้าง 13
ข้อดีในการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน 14
ข้อเสียในการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน
บรรณานุกรม

1

บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน


ความหมายของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ทักษิณา วิไลลักษณ์ (2551 : 21-22) ได้อธิบายบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนหรือ
CAI ไว้ว่า มาจากคำว่าComputer Assisted Instruction คือกระบวนการเรียนการ
สอนโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อในการนำเสนอเนื้อหาบทเรียนต่าง ๆ ลักษณะการเรียนการ
สอนเป็นแบบให้ผู้เรียนสามารถโต้ตอบกับบทเรียนในลักษณะการถาม – ตอบ หรือลักษณะ
ของการนำเสนอเนื้อหาแต่ละหน่วยการเรียนโดยผู้สอนจะเป็นผู้ออกแบบบทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนว่าจะจัดเนื้อหาอย่างไรมีลำดับของบทเรียนเป็นแบบลำดับหรือแบบ
ขนาน โดยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนทั้ง 2 แบบ จะมีสิ่งเร้าให้กับผู้เรียนได้แก่ เนื้อหา
ภาพที่เคลื่อนไหวได้และมีการตอบคำถาม การตอบสนองของผู้เรียนเมื่อตอบถูกจะมีการ
เสริมแรงและเมื่อตอบผิดจะมีการให้กำลังใจเสริมแรงให้ตอบใหม่หรือให้ตอบให้ถูก

โดยผู้สอนที่จะสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะต้องทำการระดมสมองเกี่ยว
กับเนื้อหาบทเรียนก่อนโดยให้ผู้สอนในวิชาเดียวกันมาช่วย เพื่อเพิ่มมุมมองให้มีความหลาก
หลาย จากนั้นนำแผนภูมิระดมสมองที่ได้มาจัดกลุ่ม ที่เรียกว่า แผนภูมิความคิดรวบ
ยอดจากนั้นนำแผนภูมิความคิดรวบยอดที่ได้ไปดูว่า บทเรียนนี้ควรมีการเรียนรู้แบบลำดับ
(Linear) หรือแบบขนาน (Parallel) เรียกว่าแผนภูมิโครงข่ายเนื้อหา แล้วลงมือสร้าง
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่มีลักษณะการนำเสนอเป็นกรอบ(Frame) เรียงลำดับไป
เรื่อย ๆ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถโต้ตอบกับคอมพิวเตอร์บทเรียนได้สำหรับการตอบสนองต่อ
การตอบคำถามจะใช้เสียง คำบรรยายหรือภาพกราฟิก เพื่อสร้างแรงจูงใจความมั่นใจในการ
เรียนรู้ เมื่อผู้เรียนตอบผิดไม่ควรข้ามเนื้อหาโดยไม่เฉลยควรให้ผู้เรียนมีอิสระในการเรียน ไม่
จำกัดเวลาและได้เรียนตามความต้องการของตนเอง

บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนคือการนำเสนอบทเรียนโดยอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์
เป็นเครื่องมือเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามความต้องการของผู้เรียนเองหรือเรียนจนเกิด
ความเข้าใจในบทเรียน
CAI (Computer Assisted Instruction)

CAI คือ โปรแกรมบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนทำหน้าที่เป็นสื่อการเรียนการ
สอนเหมือนแผ่นใส (Transparent) สไลด์ (Slide)หรือวิดีทัศน์ (Video) ที่ใช้ประกอบ
การสอน เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจง่ายในเวลาอันจำกัดและตรงตามวัตถุประสงค์ของบทเรียนนั้น
ๆ แต่เนื่องจากโปรแกรมบทเรียนคอมพิวเตอร์ทำหน้าที่ได้ครบทุกสื่อในเวลาเดียวและควบคุม
การทำได้ได้ด้วยตัวของมันเองเรียกว่า “สื่ออเนกทัศน์” หรือ “มัลติมีเดีย” (Multimedia)
ทำให้ประหยัดและมีประสิทธิภาพกว่ามาก

2

สรุปได้ว่า CAI คือ
- เป็นสื่อการเรียนช่วยครูทำการสอน
- เนื้อหาในโปรแกรมจะเป็นหน่วย ๆ ตามบทเรียนนั้น ๆ
- นักเรียนสามารถนำไปทบทวนเนื้อหา ศึกษาด้วยตนเองได้
- ครูผู้สอบ หรือผู้มีประสบการณ์ในเนื้อหาวิชานั้น ๆ จะทำได้ดีที่สุด
ในการนำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมาใช้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ข้อดีนั้นมีมากกว่า เพราะผู้
เรียนได้เรียนตามความสามารถของตน แต่อาจทำให้ผู้เรียนสื่อสารกับผู้อื่นน้อยลง

ประวัติบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

บูรณะ สมชัย (2538 : 24) ได้อธิบายประวัติบทเรียน CAI ไว้ดังนี้
ปี ค.ศ. 1958 มหาวิทยาลัยฟลอริดาได้นำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการสอนและทบทวนบทเรียน
ทางด้านวิชาฟิสิกส์และสถิติในปีเดียวกันมหาวิทยาลัยสแตมฟอร์ดได้นำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการ
สอนระดับมัธยมศึกษาในวิชาภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์
ปี ค.ศ. 1960 มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์จะทำ CAI แบบเทอร์มินัล (Terminal) ที่สามารถ
โต้ตอบกับผู้เรียนได้ชื่อว่า "PLATO"
ปี ค.ศ. 1963 มีการสัมมนาให้บุคคลทั่วไปได้รับรู้เกี่ยวกับ บทเรียน CAI ขยายวงกว้างขึ้น

ปี ค.ศ. 1971 มหาวิทยาลัยบริกคัมยังและเทกซัส ได้พัฒนาบทเรียน CAI ใช้กับมินิ
คอมพิวเตอร์ (Mini computer)ใช้โปรแกรมชื่อ TICCIT : Time Shared Interactive
Information Television

ต่อมาญี่ปุ่นได้พัฒนาบทเรียน CAI จนสามารถใช้กับไมโครคอมพิวเตอร์ และได้มีการเผย
แพร่ทั่วไปใช้เป็นบทเรียนช่วยสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา

องค์ประกอบของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วย
สอน

บูรณะ สมชัย (2542 : 24) ได้อธิบายองค์ประกอบของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ไว้ว่า ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือ
1. HardWare (อุปกรณ์)
2. SoftWare (โปรแกรม)
3. PropleWare (มนุษย์)

3

ลักษณะโครงสร้างของ CAI

บูรณะ สมชัย (2542 : 23-27) ได้อธิบายลักษณะโครงสร้างของ CAI ไว้ดังนี้ โครงสร้าง
ของ CAI จะประกอบด้วย 3 ลักษณะ คือ
1. การนำเสนอ (Presentation)

การนำเสนอ (Presentation) คือ การนำข้อมูลหรือเนื้อหาบทเรียน
เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจในเนื้อหานั้น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ เข้าใจตามวัตถุประสงค์ไม่ว่า
จะเป็นขั้นความรู้ ขั้นความจำ หรือขั้นนำไปใช้ในเวลาจำกัด จึงจะเรียกได้ว่า “มี
ประสิทธิภาพ” และการที่จะนำเสนอให้มีประสิทธิภาพนั้นต้องนำเสนอด้วยระบบมัลติมีเดีย
ได้แก่

1) สไลด์โชว์ (Slide Show) คือ การพลิกไปทีละหน้า หรือเลื่อนขึ้น-ลง เมื่อ
อ่านหนังสือมีการเชื่อมโยงไปในหน้าอื่นที่ต้องการความหมายหรือคำอธิบายเพิ่มเติมโดยไม่
จำเป็นต้องเรียงตามลำดับหน้าที่เรียกกันว่า ไฮเปอร์เท็กซ์ (Hyper text) และอาจจะมีเสียง
บรรยาย (Sound) หรือเสียงดนตรี (Midi)

2) อะนิเมชัน (Animation) คือ การนำเสนอที่มีภาพเคลื่อนไหวในลักษณะ
เคลื่อนทั้งภาพและภาพเคลื่อนเช่น การ์ตูนหรือการทำงานของชิ้นส่วนหรือการทำงานของ
เครื่องยนต์ เป็นต้นในความเป็นจริงเราไม่สามารถมองเห็นลูกสูบทำงานได้ แต่สามารถสร้าง
สถานการณ์จำลองด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ และยิ่งถ้ามีเสียงประกอบให้เหมือนจริงก็ยิ่ง
ดึงดูดความสนใจผู้เรียนได้เป็นอย่างดี

3) วิดีโอหรือภาพยนตร์ (Video and Movies) คือการนำเสนอด้วย
ลักษณะของภาพยนตร์โดยจะมีความเหมือนจริงทั้งภาพและเสียงในบางตอนอาจนำเอาอะนิเม
ชันมาประกอบเพื่อให้เข้าใจง่าย เช่น การทำสื่อโฆษณาทางทีวี เป็นต้น ถือได้ว่าเป็นการนำ
เสนอที่ดีที่สุด
2. การปฏิสัมพันธ์ (Interactive)
การปฏิสัมพันธ์ (Interactive) คือการโต้ตอบกับผู้เรียน ในกระบวนการเรียนการสอนที่มี
ประสิทธิภาพที่สุดนั้นจะต้องเป็นแบบสื่อสาร 2 ทาง เช่น นักเรียนในห้องสามารถถามครูผู้
สอนได้เมื่อไม่เข้าใจเนื้อหาหรือครูอาจารย์สามารถซักถามนักเรียนเพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์การ
เรียนได้แต่ถ้าดูการสอนอย่างเดียว ไม่มีการโต้ตอบหรือสอบถามได้เช่น ดูทีวี เป็นต้น เรียกว่า
สื่อสารทางเดียว ก็จะมีการเข้าใจในเนื้อหาบทเรียนได้ระดับหนึ่งขึ้นอยู่กับ “อายุสมาธิ” ของผู้
เรียน การปฏิสัมพันธ์จึงจัดเป็นส่วนหนึ่งของ CAI
3.การประมวลผล (Evaluation)

คือ การประมวลผลการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยจะรวบรวมผลของการโต้ตอบที่
ต้องการมาเป็นข้อมูลและคำนวณผลออกมาโดยจะออกมาเป็น “เปอร์เซ็นต์” เป็น “เกณฑ์”
หรือเป็น “เกรด” ก็ได้ โดยปกติแล้วจะประเมินผลด้วยเหตุผล ต่อไปนี้

1) วัดผลการสอบหรือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้
2) หาความเป็นมาตรฐานของข้อสอบ
3) หาเกณฑ์ตัดสิน

4
ลักษณะของบทเรียน CAI

บูรณะ สมชัย (2538 : 26) ได้อธิบายลักษณะของบทเรียน CAI ไว้ดังต่อไปนี้
บทเรียน CAI เป็นบทเรียนที่ประยุกต์มาจากบทเรียนโปรแกรมของสกินเนอร์โดยใช้
คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์นำเสนอบทเรียนซึ่งมีลักษณะเป็นโมเดล 2 แบบ คือ

1. แบบเชิงเส้น (linear Programming) เป็นบทเรียนที่ต้องเรียนทีละน้อยตาม
ลำดับจะข้ามหน่วยไม่ได้

5

2.แบบไม่เชิงเส้น (Branching programming) บทเรียนที่โยงระหว่างหน่วยถึงการ
ได้ตามความต้องการผู้เรียนสามารถเลือกเรียนหน่วยต่างๆที่จัดไว้ตามระดับความ
สามารถของตนเองได้

รูปแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์

ทักษิณา วิไลลักษณ์ (2551 : 22-23 ) ได้อธิบายเกี่ยวกับรูปแบบบทเรียน
คอมพิวเตอร์ไว้ดังนี้
1) แบบเสนอเนื้อหาใหม่
ผู้สร้างมีวัตถุประสงค์ใช้บทเรียนนี้แทนผู้สอนโดยการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนใน
ลักษณะนี้สร้างค่อนข้างยากเพราะผู้สร้างต้องคิดไว้ว่าผู้เรียนอาจจะสงสัยในข้อความที่ปรากฏ
เช่น ถ้าเรียนเรื่องเส้นตรง
ผู้สอนต้องการบอกนิยามของเส้นตรงแต่ผู้เรียนอาจจะสงสัยนิยามของจุดก็ได้ ผู้สร้างก็จะ
ต้องให้นิยามหรือความหมายของจุดไว้ด้วยเผื่อผู้เรียนเกิดความสงสัยผู้เรียนอาจจะไม่สงสัยก็ได้
ถ้าผู้ เรียนเรียนในห้องเรียนเมื่อมีข้อสงสัยก็จะซักถามผู้สอนได้
2) แบบฝึกฝนและฝึกหัด
ผู้สร้างมีวัตถุประสงค์ให้ใช้บทเรียนนี้หลังจากที่เรียนมากับครูในชั้นเรียนแล้วและมาทำแบบ
ฝึกหัดเพื่อเป็นการทบทวนความรู้ที่เรียนว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีหรือไม่ต้องกลับไปเรียนใหม่หรือไม่
ถ้าไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดจะได้กลับไปศึกษาบทเรียนใหม่

6

3) แบบทบทวนความรู้
ผู้สร้างมีวัตถุประสงค์ให้ใช้บทเรียนนี้หลังจากที่เรียนมากับครูในชั้นเรียนแล้วเป็นการสอน
เสริมเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจในบทเรียนมากยิ่งขึ้น
4) แบบสถานการณ์จำลอง
ผู้สร้างมีวัตถุประสงค์ให้ใช้บทเรียนนี้หลังจากที่เรียนบทเรียนแล้วผู้เรียนสามารถแก้ไข
สถานการณ์ได้ ทำตามที่โจทย์กำหนดได้ตรงตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีหลายรูปแบบ ความยากง่ายในการนำเสนอจึงแตกต่างกัน
ไปทั้งในด้านของเนื้อหาวัตถุประสงค์และตัวผู้เรียน

ประเภทของบทเรียน CAI

บูรณะ สมชัย (2538 : 28) ได้จำแนกบทเรียน CAI เป็น 7 ประเภท ได้แก่
1) แบบฝึกทักษะและแบบฝึกหัด (Drill and Practice)
เป็นลักษณะบทเรียนโปรแกรมที่สามารถเลือกบทเรียนที่จะเรียนได้ตามระดับความสามารถ
ของผู้เรียนมีแบบฝึกหัดให้ทำเพื่อทดสอบระดับความรู้และสามารถทบทวนบทเรียนได้เมื่อยัง
ไม่เข้าใจหรือมีความรู้ไม่เพียงพอ
2) แบบเจรจา (Dialogue)
เป็นลักษณะพูดคุยได้โต้ตอบได้ ใช้ในการเรียนด้านภาษาหรือกับนักเรียนระดับอนุบาลหรือ
ประถมศึกษาตอนต้น เป็นต้น
3) แบบจำลองสถานการณ์ (Simulation)
ใช้กับการเรียนที่เรียนกับของจริงได้ยากหรือเสี่ยงอันตรายเช่นจำลองการเรียนการบิน การ
เดินทางในอวกาศ เป็นต้น
4) แบบเกมส์ (Games)
เป็นการเรียนรู้จักเกมส์ที่จะทำด้วยคอมพิวเตอร์ เช่น เกมส์ต่อภาพ เกมส์ต่อคำศัพท์ เกมส์
ทางคณิตศาสตร์ เป็นต้น
5) การแก้ปัญหาต่างๆ (Proplem Solving)
เป็นการเรียนที่ ใช้คอมพิวเตอร์สุ่มข้อมูลมา แล้วให้นักเรียนวิเคราะห์หรือแก้ปัญหาเช่นวิชา
สถิติ วิชาคณิตศาสตร์ เป็นต้น
6) การค้นพบสิ่งใหม่ๆ (Investigation)
เป็นการจัดสถานการณ์ขึ้นแล้วให้นักเรียนค้นหาข้อเท็จจริงเช่นผสมพยัญชนะหรือคำสั่งโดย
คอมพิวเตอร์จะบอกความหมาย คำตรงข้าม คำใกล้เคียง เป็นต้น
7) การทดสอบ (Testing)
เป็นการทดสอบความรู้และความสามารถของผู้เรียนโดยคอมพิวเตอร์จะจัดข้อสอบให้และ
ทำการประมวลผลให้ทราบได้ทันที เช่น การทดสอบพื้นฐานความรู้ การทดสอบ IQ เป็นต้น

7

การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ตามแนวคิดของกาเย่

ทักษิณา วิไลลักษณ์ (2551 : 23-27) ได้อธิบายลักษณะการสร้างบทเรียน
คอมพิวเตอร์ตามแนวคิดของกาเย่ไว้ว่า เสมือนผู้เรียนอยู่ในห้องเรียนเกิดข้อสงสัยก็สามารถ
ทำผู้สอนได้ การออกแบบโดยยึดหลักการนำเสนอเนื้อหาและจัดกิจกรรมการเรียนรู้จากการมี
ปฏิสัมพันธ์ที่มีหลักการสอนดังนี้
1. เร่งเร้าความสนใจ (Gain Attention)
ก่อนที่จะเริ่มการนำเสนอเนื้อหาบทเรียน ควรมีการจูงใจ และเร่งเร้าความสนใจให้ผู้เรียน
อยากเรียนการนำเสนอบทนำเรื่อง (Title) ของบทเรียนควรให้สายตาของผู้เรียนอยู่ที่
จอภาพโดยไม่พะวงอยู่ที่แป้นพิมพ์หรือส่วนอื่นๆ การตอบสนองจากผู้เรียนควรเป็นการตอบ
สนองที่ง่าย ๆ เช่น คลิกเมาส์หรือกดแป้นพิมพ์ตัวใดตัวหนึ่ง เพื่อเร่งเร้าความสนใจของผู้
เรียนมีดังนี้

1) ใช้ภาพกราฟิก ที่มีขนาดใหญ่ชัดเจน ง่ายและไม่ซับซ้อน
2) ใช้เทคนิคการนำเสนอที่ปรากฏภาพได้รวดเร็วเพื่อไม่ให้ผู้เรียนเบื่อ
3) ควรให้ภาพปรากฏบนจอภาพระยะหนึ่งจนกระทั่งผู้เรียนกดแป้นพิมพ์ใด ๆ ได้
จึงเปลี่ยนไปสู่กรอบอื่น ๆ เพื่อสร้างความคุ้นเคย ให้กับผู้เรียน
4) เลือกใช้ภาพกราฟิกที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา ระดับความรู้ และเหมาะสมกับวัย
ของผู้เรียนใช้ภาพเคลื่อนไหวหรือใช้เทคนิคการนำเสนอภาพผลพิเศษเข้าช่วยเพื่อแสดงการ
เคลื่อนไหวของภาพ แต่ควรใช้เวลาสั้นๆและง่าย
2. บอกวัตถุประสงค์ (Specify Object)
กระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนจะได้ทราบถึงความคาดหวังของบทเรียนจากผู้เรียน
นอกจากผู้เรียนจะทราบถึงพฤติกรรมขั้นสุดท้ายของตนเองหลังจบบทเรียนแล้วยังเป็นการ
แจ้งให้ทราบล่วงหน้าถึงประเด็นสำคัญของเนื้อหารวมทั้งเค้าโครงของเนื้อหาอีกด้วยจะช่วย
ให้ผู้เรียนสามารถผสมผสานแนวความคิดในรายละเอียดหรือส่วนย่อยของเนื้อหาให้สอดคล้อง
และสัมพันธ์กับเนื้อหาส่วนใหญ่ได้ซึ่งมีผลทำให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผลการวิจัยยัง
พบด้วยว่าผู้เรียนที่ทราบวัตถุประสงค์ของการเรียนก่อนเรียนบทเรียนจะสามารถจำและเข้าใจ
ในเนื้อหาได้ดีขึ้นอีกด้วย วัตถุประสงค์บทเรียนจำแนกเป็น 2 ชนิดได้แก่วัตถุประสงค์ทั่วไป
และวัตถุประสงค์เฉพาะ หรือวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม การบอกวัตถุประสงค์ คอมพิวเตอร์
ช่วยสอนมักกำหนดเป็นวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม เนื่องจากเป็นวัตถุประสงค์ที่ชี้เฉพาะ
สามารถวัดได้และสังเกตได้ง่ายไม่ควรกำหนดวัตถุประสงค์หลายข้อเกินไปในเนื้อหาแต่ละส่วน
ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเกิดความสับสน

8

3. ทบทวนความรู้เดิม (Activate Prior Knowledge)
การทบทวนความรู้เดิมก่อนที่จะนำเสนอความรู้ใหม่แก่ผู้เรียน มีความจำเป็นอย่าง

ยิ่งที่จะต้องหาวิธีการประเมินความรู้ที่จำเป็นสำหรับบทเรียนใหม่เพื่อไม่ให้ผู้เรียนเกิดปัญหาใน
การเรียนรู้ วิธีปฏิบัติโดยทั่วไปสำหรับบทเรียนคอมพิวเตอร์คือ การทดสอบก่อนบทเรียน
(Pre- test) ซึ่งเป็นการประเมินความรู้ของผู้เรียนเพื่อทบทวนเนื้อหาเดิมที่เคยศึกษาผ่านมา
แล้ว และเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับเนื้อหาใหม่ การทบทวนความรู้เดิมอาจอยู่ในรูป
แบบของการกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดย้อนหลังถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้มาก่อนหน้านี้ก็ได้ การกระตุ้นดัง
กล่าวอาจแสดงด้วยคำพูด คำเขียนภาพ หรือผสมผสานกัน แล้วแต่ความเหมาะสม
ปริมาณมากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับเนื้อหา สิ่งที่จะต้องพิจารณาในการทบทวนความรู้เดิม
มีดังนี้ ควรมีการทดสอบความรู้พื้นฐานหรือนำเสนอเนื้อหาเดิมเรื่องที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียม
ความพร้อมผู้เรียนในการเข้าสู่เนื้อหาใหม่โดยไม่ต้องคาดเดาว่าผู้เรียนกี่พื้นความรู้เท่ากันแบบ
ทดสอบต้องมีคุณภาพ สามารถแปลผลได้โดยวัดความรู้พื้นฐานที่จำเป็นกับการศึกษาเนื้อหา
ใหม่เท่านั้น มิใช่แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแต่อย่างใด การทบทวนเนื้อหารือ
การทดสอบคนใช้เวลาสั้น ๆ กระชับ และตรงตามวัตถุประสงค์ของบทเรียนมากที่สุด ควร
เปิดโอกาสให้ผู้เรียนออกจากเนื้อหาหรือออกจากการทดสอบ เพื่อไปศึกษาทบทวนได้ตลอด
เวลา
4. นำเสนอเนื้อหาใหม่ (Present New Information)

ในการนำเสนอเนื้อหาของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนควรนำเสนอภาพที่เกี่ยวข้อง
กับเนื้อหาประกอบกับคำอธิบายสั้น ๆ แต่ได้ใจความ การใช้ภาพประกอบจะทำให้ผู้เรียน
เข้าใจเนื้อหาง่ายขึ้นและมีความจำได้ดีกว่าการใช้คำอธิบายเพียงอย่างเดียว โดยหลักการที่ว่า
ภาพช่วยอธิบายสิ่งที่เป็นนามธรรมให้ง่ายต่อการเรียนรู้ แม้ในเนื้อหาบางช่วงจะมีความยากใน
การที่จะคิดสร้างภาพประกอบแต่ก็ข้อควรจะพิจารณาวิธีการต่าง ๆ ที่จะนำเสนอด้วยภาพให้
ได้มา แม้จะมีจำนวนน้อยแต่ก็ยังดีกว่าคำอธิบายเพียงคำเดียว ภาพที่ใช้ในบทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนจำแนกออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ คือ ภาพนิ่ง ได้แก่ ภาพลายเส้น
ภาพ 2 มิติ ภาพ 3 มิติ ภาพถ่ายของจริง แผนภาพ แผนภูมิ และกราฟ อีกส่วนหนึ่ง
ได้แก่ ภาพเคลื่อนไหว เช่น ภาพวีดีทัศน์ และภาพจากโปรแกรมสร้างภาพเคลื่อนไหว
เป็นต้น อย่างไรก็ตามการใช้ภาพประกอบเนื้อหาอาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร หากภาพเหล่านั้นมี
รายละเอียดมากเกินไป ใช้เวลามากไปในการปรากฏบนจอภาพ ไม่เกี่ยวข้องกับ
เนื้อหา ซับซ้อน เข้าใจยาก และไม่เหมาะสมในเรื่องเทคนิคการออกแบบ เช่นขาดความสมดุล
องค์ประกอบภาพไม่ดีเป็นต้น ควรเสนอเฉพาะกราฟิกที่จำเป็นเท่านั้นไม่ควรใช้สีพื้นสลับไป
สลับมาในแต่ละกรอบเนื้อหา และไม่ควรเปลี่ยนสีไปมาโดยเฉพาะสีหลักของตัวอักษร คำที่ใช้
ควรเป็นคำที่ผู้เรียนระดับนั้นคุ้นเคยและเข้าใจความหมายตรงกันขณะนำเสนอเนื้อหาใหม่ควร
ให้ผู้เรียนได้มีโอกาสทำอย่างอื่นบ้างแทนที่จะให้กดแป้นพิมพ์หรือคลิกเมาส์เพียงอย่างเดียว
เท่านั้นเช่น การปฏิสัมพันธ์กับบทเรียนโดยวิธีการพิมพ์หรือตอบคำถาม

9

5. ชี้แนวทางการเรียนรู้ (Guide earning)
ตามหลักการและเงื่อนไขการเรียนรู้ (Condition of Learning) ผู้เรียนจะจำเนื้อหาได้ดี
หากมีการจัดระบบการเสนอเนื้อหาที่ดีและสัมพันธ์กับประสบการณ์เดิมหรือความรู้เดิมของผู้
เรียนบางทฤษฎีกล่าวว่าการเรียนรู้ที่กระจ่างชัด (Meaning full Learning) นั้นทางเดียว
ที่จะเกิดขึ้นได้ก็คือการเรียนที่ผู้เรียนวิเคราะห์และตีความในเนื้อหาใหม่ลงบนพื้นฐานของความ
รู้และประสบการณ์เดิมรวมกันเกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ดังนั้นหน้าที่ของผู้ออกแบบบทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนในขั้นนี้ก็คือพยายามค้นหาเทคนิคในการที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียนนำความรู้
เดิมมาใช้ในการศึกษาความรู้ใหม่การใช้เทคนิคต่าง ๆ เข้าช่วย ได้แก่เทคนิคการให้ตัวอย่าง
(Example) และตัวอย่างที่ไม่ใช่ตัวอย่าง (Non- example) อาจจะช่วยทำให้ผู้เรียน
แยกแยะความแตกต่าง และความเข้าใจเนื้อหาต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น อาจใช้วิธีการค้นพบ
(Guide Discovery) ซึ่งหมายถึง การพยายามให้ผู้เรียนคิดหาเหตุผลค้นคว้าและวิเคราะห์หา
คำตอบด้วยตนเอง โดยบทเรียนจะค่อยๆชี้แนะจากจุดกว้างๆและแคบลง จนผู้เรียนหาคำตอบ
ได้เอง นอกจากนั้นการใช้คำอธิบายกระตุ้นให้ผู้เรียนได้คิดสรุปแล้วในขั้นตอนนี้ผู้ออกแบบจะ
ต้องยึดหลักการจัดการเรียนรู้จากสิ่งที่มีประสบการณ์เดิมอยู่แล้วไปสู่เนื้อหาใหม่จากสิ่งที่ยาก
ไปสู่สิ่งที่ง่ายกว่าตามลำดับขั้น บทเรียนควรแสดงให้ผู้เรียนได้เห็นถึงความสัมพันธ์ของเนื้อหา
ความรู้และช่วยให้เห็นว่าสิ่งๆนั้นมีความสัมพันธ์กับสิ่งใดอย่างไรควรแสดงให้เห็นถึงความ
สัมพันธ์ของเนื้อหาความรู้และช่วยให้เห็นว่าสิ่งย่อยนั้นมีความสัมพันธ์กับสิ่งใหญ่อย่างไรควร
แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของสิ่งใหม่กับสิ่งที่ผู้เรียนมีประสบการณ์ผ่านมาแล้วนำเสนอ
ตัวอย่างที่แตกต่างกัน เพื่อช่วยอธิบายความคิดรวบยอดใหม่ให้ชัดเจนขึ้น
6. กระตุ้นการตอบสนองบทเรียน ( Elicit Response)
การเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใดนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับระดับและขั้นตอนของ
การประมวลผลข้อมูลหากผู้เรียนได้มีโอกาสร่วมคิด ร่วมกิจกรรมในส่วนที่เกี่ยวกับเนื้อหาและ
ร่วมตอบคำถามจะส่งผลให้มีความจำดีกว่า ผู้เรียนที่ใช้วิธีอ่านหรือคัดลอกข้อความจากผู้อื่น
เพียงอย่างเดียวบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนช่วยให้ผู้เรียนสามารถมีกิจกรรมร่วมในบทเรียน
ได้หลายลักษณะไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถามแสดงความคิดเห็นเลือกกิจกรรมและปฏิสัมพันธ์
กับบทเรียนกิจกรรมเหล่านี้เองที่ไม่ทำให้ผู้เรียนรู้สึกเบื่อหน่ายเมื่อมีส่วนร่วมก็มีส่วนคิดนำ หรือ
คิดตามบทเรียนย่อมมีส่วนผูกประสานให้ความจำดีขึ้น สิ่งที่ต้องพิจารณาเพื่อให้การจำของผู้
เรียนดีขึ้น ผู้ออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจึงควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ร่วมทำ
กิจกรรมในบทเรียนอย่างต่อเนื่องส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีโอกาสตอบสนองต่อบทเรียนด้วยวิธีใด
วิธีหนึ่งตลอดบทเรียนเช่น ตอบคำถาม ทำแบบทดสอบ ร่วมทดลองในสถานการณ์จำลอง
เป็นต้น ถามคำถามเป็นช่วงๆ สลับกับการนำเสนอเนื้อหาตามความเหมาะสมของลักษณะ
เนื้อหาเร่งเร้าความคิดและจินตนาการด้วยคำถามเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยใช้ความ
เข้าใจมากกว่าการใช้ความจำกรอบตอบสนองของผู้เรียน กรอบคำถามและกรอบการตรวจ
สอบเนื้อหาควรอยู่บนหน้าจอเดียวกันเพื่อสะดวกในการอ้างอิง

10

7. ให้ข้อมูลย้อนกลับ (Provide Feedback)
ผลจากการวิจัยพบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะกระตุ้นความสนใจจากผู้เรียนได้มากขึ้น
ถ้าบทเรียนนั้นท้าทาย โดยการบอกเป้าหมายที่ชัดเจนและแจ้งให้ผู้เรียนทราบว่าขณะนั้นผู้
เรียนอยู่ที่ส่วนใดห่างจากเป้าหมายเท่าใดการให้ข้อมูลย้อนกลับดังกล่าว ถ้านำเสนอด้วยภาพ
จะช่วยเร่งเร้าความสนใจได้ดียิ่งขึ้นโดยเฉพาะถ้าภาพนั้นเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียน อย่างไรก็ตาม
การให้ข้อมูลย้อนกลับด้วยภาพหรือกราฟิก อาจมีผลเสียอยู่บ้างตรงที่ผู้เรียนอาจต้องการดูผล
ว่าหากทำผิดแล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเป็นบทเรียนที่ใช้กับกลุ่มเป้าหมายระดับสูงหรือเนื้อหาที่มี
ความยากการให้ข้อมูลย้อนกลับด้วยคำเขียน สิ่งที่ต้องพิจารณาในการให้ข้อมูลย้อนกลับมีดังนี้
ให้ข้อมูลย้อนกลับทันที หลังจากผู้เรียนโต้ตอบกับบทเรียนควรบอกให้ผู้เรียนทราบว่าตอบถูก
หรือตอบผิดโดยแสดงคำถาม คำตอบและการตรวจปรับบนกรอบเดียวกันถ้าให้ข้อมูลย้อน
กลับ โดยการใช้ภาพ ควรเป็นภาพที่ง่ายและเกี่ยวข้องกับเนื้อหา ถ้าไม่สามารถหาภาพที่
เกี่ยวข้องได้อาจใช้ภาพกราฟิก ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาก็ได้หลีกเลี่ยงการใช้ผลทางภาพ
(Visual Effects) หรือการให้ข้อมูลย้อนกลับที่ตื่นตาเกินไป
8. ทดสอบความรู้ใหม่ (Assess Performance)
การทดสอบความรู้ใหม่หลังจากศึกษาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรียกว่าการทดสอบหลัง
บทเรียน ( Post- test) เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทดสอบความรู้ของตน นอกจากนี้จะ
ยังเป็นการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่าผ่านเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่เพื่อที่จะไปศึกษาในบท
เรียนต่อไปหรือต้องกลับไปศึกษาเนื้อหาใหม่การทดสอบหลังบทเรียนจึงมีความจำเป็นสำหรับ
บทเรียนคอมพิวเตอร์ทุกประเภทนอกจากจะเป็นการประเมินผลการเรียนรู้แล้วการทดสอบยัง
มีผลต่อความคงทนในการจดจำเนื้อหาของผู้เรียน ถ้าบทเรียนมีหลายหัวเรื่องย่อยอาจแยก
แบบทดสอบว่าเป็นส่วน ๆ ตามเนื้อหาโดยมีแบบทดสอบรวมหลังบทเรียนอีกชุดหนึ่งก็ได้ ทั้งนี้
ขึ้นอยู่กับว่าผู้ออกแบบบทเรียนต้องการแบบใดสิ่ง ที่ต้องพิจารณาในการออกแบบทดสอบ
หลังบทเรียน มีดังนี้ ชี้แจงวิธีการตอบคำถามให้ผู้เรียนทราบก่อนอย่างแจ่มชัดรวมทั้งคะแนน
รวม คะแนนรายข้อและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องอื่นๆเช่น เกณฑ์ในการตัดสินผลแบบทดสอบวัด
พฤติกรรมตรงกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมของบทเรียนและควรเรียงลำดับจากง่ายไปยาก
ข้อคำถามคำตอบและการตรวจปรับคำตอบควรอยู่บนกรอบเดียวกันและนำเสนออย่างต่อ
เนื่องด้วยความรวดเร็วหลีกเลี่ยงแบบทดสอบแบบอัตนัยที่ให้ผู้เรียนพิมพ์คำยาวๆ

11

9. สรุปและนำไปใช้ (Review and Transfer)
การสรุปและนำไปใช้จัดว่าเป็นส่วนสำคัญในขั้นตอนสุดท้ายที่บทเรียนจะต้องสรุปมโนคติของ
เนื้อหาเฉพาะประเด็นสำคัญ ๆ รวมทั้งข้อเสนอแนะต่าง ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มี
โอกาสทบทวนความรู้ของตนเองหลังจากศึกษาเนื้อหาผ่านมาแล้วในขณะเดียวกันบทเรียน
ต้องใช้ในเนื้อหาที่เกี่ยวข้องหรือให้ข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติมเพื่อแนะแนวทางให้ผู้เรียนได้ศึกษา
ต่อในบทเรียนถัดไปหรือนำไปประยุกต์ใช้กับงานอื่นต่อไป

ลักษณะโปรแกรมที่ใช้สร้าง

บูรณะ สมชัย (2538 : 33-36) ได้อธิบายลักษณะของลักษณะโปรแกรมที่ใช้สร้าง CAI ไว้
ดังต่อไปนี้
1. คุณลักษณะโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้สร้างบทเรียน CAI

โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปที่นำมาใช้สร้างบทเรียน CAI ประยุกต์มาจากโปรแกรม
นำเสนอผลงานpresentation software ซึ่งมีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่
1) โปรแกรมนำเสนอด้วยภาพนิ่ง (Slide Presentation Software)
2) โปรแกรมนำเสนอด้วยภาพเคลื่อนไหว (Animation Presentation Software)
3) โปรแกรมสื่อประสม (Multimedia or Interation Video)
2 การเลือกโปรแกรม
โปรแกรมสำเร็จรูปที่ใช้ประยุกต์ทำบทเรียน CAI นั้นไม่ต่างประเทศมีหลายบริษัทจัดทำขึ้น
และมีการพัฒนาอยู่เสมอจึงมี คุณสมบัติคล้ายคลึงกันและแตกต่างเฉพาะรูปแบบของ
หน้าต่าง (Window) ไอคอน (Icon) เมนู (Menu) คุณภาพ เช่น PC Storyboard
Plus Show Partner F/X. Harvard Graphic เป็นต้น
ในประเทศไทยมีนักพัฒนาโปรแกรมหลายคนได้พัฒนาโปรแกรมเพื่อใช้ สร้างบทเรียน cai
อาเซียนโปรแกรมTHAISHOW พัฒนาโดยอาจารย์อาจหาญ สัตยารักษ์ โปรแกรมมุกดา
พัฒนาโดยอาจารย์สุมงคล วีระชาตินุกุล และยังมีอีกหลายคนที่ไม่เผยแพร่ทั่วไป
การพิจารณาเลือกโปรแกรมคำนึงถึง

1) ใช้กับ PC ทั่วไปได้
2) สร้างภาพได้ง่าย
3) สร้างตัวอักษรไทยอังกฤษได้
4) นำเสนอบทเรียนต่อเนื่องด้วยเทคนิคต่างๆได้
5) จับภาพจากโปรแกรมอื่นได
6) นำโปรแกรมอื่นมาต่อร่วมได้
7) ทดสอบและวัดผลได้

12

ข้อดีในการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Hannafin & Peck, 1988)

1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีการโต้ตอบปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับบทเรียนในขณะที่
เรียนมากกว่าสื่อการเรียนการสอนประเภทอื่น เนื่องจากใช้คอมพิวเตอร์ในการนำเสนอบท
เรียน
2)บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีส่วนช่วยสนับสนุนการเรียนการสอนแบบราย
บุคคล(Individualization)ได้อย่างมีประสิทธิผล ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองเวลา
ใดก็ได้ตามความต้องการ
3) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนช่วยลดต้นทุนในด้านการจัดการเรียนการสอนได้เพราะการ
เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ไม่ต้องใช้ครูผู้สอนเมื่อสร้างบทเรียนแล้ว การทำซ้ำ
เพื่อการเผยแพร่ใช้ต้นทุนต่ำมากและสามารถใช้กับผู้เรียนได้เป็นจำนวนมากเมื่อเทียบการ
สอนโดยใช้ครูผู้สอน
4) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีแรงจูงใจให้ผู้เรียนสนใจเรียนเพิ่มขึ้นเนื่องจากบทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนใช้คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ในการนำเสนอบทเรียนเป็นสิ่งแปลกใหม่ มี
การปฏิสัมพันธ์กับบทเรียนตลอดเวลาผู้เรียนไม่เบื่อหน่าย ทำให้ช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนของผู้เรียนด้วย
5) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนให้ผลย้อนกลับ (Feedback) แก่ผู้เรียนได้อย่างรวดเร็ว
ผู้เรียนทราบความก้าวหน้าของตนเองได้ทันที
6) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสะดวกต่อการติดตามประเมินผลการเรียนโดยมีการ
ออกแบบสร้างโปรแกรมให้สามารถเก็บข้อมูลคะแนนหรือผลการเรียนของผู้เรียนแต่ละคนไว้
สามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อประเมินผลได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง เมื่อเปรียบเทียบกับครูผู้
สอน
7) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีเนื้อหาที่คงสภาพแน่นอน เนื่องจากเนื้อหาของบทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ผ่านการตรวจสอบ ให้มีเนื้อหาที่ครอบคลุมจัดลำดับความสำคัญของ
เนื้อหาอย่างถูกต้อง มีความคงสภาพเหมือนเดิมทุกครั้งที่เรียน ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าผู้เรียนเมื่อ
ได้เรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนทุกครั้งจะได้เรียนเนื้อหาที่คงสภาพเดิมไว้ทุกประการ
ต่างจากการสอนด้วยตัวครูครูผู้สอนที่มีโอกาสที่การสอนแต่ละครั้งของครูผู้สอนในเนื้อหา
เดียวกันอาจมีลำดับเนื้อหาไม่เหมือนกันหรือข้ามเนื้อหาบางส่วนไป

13

ข้อเสียในการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน

1) ไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกปฏิกิริยาที่แท้จริงของผู้เรียนและผู้สอน
2) ไม่สามารถสื่อความรู้สึกอารมณ์ในการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง
3) ผู้เรียนบางคนไม่สามารถศึกษาด้วยตนเองได้

บรรณานุกรม

บูรณะ สมชัย. (2538). การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน =
Computer Assisted Instruction.
กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น,
บูรณะ สมชัย. (2542). การสร้าง CAI multimedia ด้วย
Authorware 4.0. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น.
ทักษิณา วิไลลักษณ์. (2551). ออกแบบบทเรียน. ปทุมธานี :
คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปภัมภ์


Click to View FlipBook Version