แผนการจัดการเรียนรู้
รายวิชาวิทยาศาสตร์ (ว16101) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564
เอกสารการประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง
วิชาชีพและการปฏิบัติงานในสถานศึกษา
นางสาวปวีณา พานิชย์
รหัสประจำตัวสอบ 741500005
สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดอุดรธานี (กศจ.อุดรธานี)
ก
คำนำ
เอกสารฉบบั น้จี ัดทาข้นึ เพือ่ เปน็ เอกสารแสดงข้อมูลประกอบการสอบสาธิตปฏิบัติการสอน การประเมิน
ตาแหน่ง ครูผู้ช่วย ภาค ค ความเหมาะสมกับตาแหน่งวิชาชีพ และปฏิบัติงานในสถานศึกษา สาหรับการ
สอบแข่งขนั เพื่อบรรจุ และแตง่ ตงั้ บุคคลเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตาแหน่งครู
ผู้ช่วย สงั กัดสานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน ปกี ารศึกษา 2564
ภายในเอกสารฉบับน้ี ประกอบด้วย คาอธิบายรายวิชา โครงสร้างรายวิชา หน่วยการเรียนรู้ แผนการ
จัดการเรียนรู้ และสอ่ื การเรยี นการสอน ซง่ึ ได้จดั เรยี งหัวข้อไวต้ รงตามเกณฑ์การประเมนิ ตาแหน่ง ครูผู้ช่วย ภาค ค
ในครัง้ นี้
ข้าพเจ้าหวังว่าเอกสารฉบับน้ีจะเป็นประโยชน์ ในการประเมินตาแหน่ง ครูผู้ช่วย ภาค ค ของข้าพเจ้า
หากมขี อ้ ผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้าขอนอ้ มรับไว้ และขออภยั มา ณ ที่น้ี
นางสาวปวีณา พานิชย์
ผจู้ ัดทา
สำรบัญ ข
เรอื่ ง หนำ้
คานา ก
สารบัญ ข
1
ตัวชวี้ ดั และสาระการเรยี นร้แู กนกลาง 9
คาอธิบายรายวิชาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 11
โครงสรา้ งรายวชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 15
โครงสร้างการจัดเวลาเรียน 20
แผนการจดั การเรยี นรู้ ค
บรรณานุกรม
ภาคผนวก
ใบงานและสอื่ การสอน
1
ตวั ชว้ี ดั และสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
สาระท่ี 1 วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ
มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพ้ืนฐานของสิ่งมีชีวิต การลาเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์
ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหนา้ ที่ของระบบต่างๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทางานสัมพันธ์กัน
ความสมั พนั ธข์ องโครงสร้างและหน้าท่ีของอวัยวะต่างๆ ของพืชที่ทางานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนา
ความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
ชนั้ ตวั ชีว้ ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ป.6 1. ระบุสารอาหารและบอก - สารอาหารท่ีอยู่ในอาหารมี 6 ประเภท ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต
ประโยชนข์ องสารอาหารแตล่ ะ โปรตีน ไขมนั เกลอื แร่ วิตามนิ และน้า
ประเภทจากอาหารที่ตนเอง - สารอาหารแต่ละประเภทมีประโยชน์ต่อร่างกายแตกต่างกัน
รบั ประทาน โดยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันเป็นสารอาหารที่ให้
พลังงานแก่ร่างกาย ส่วนเกลือแร่ วิตามิน และน้า เป็น
สารอาหารท่ีไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่ช่วยให้ร่างกาย
ทางานได้เปน็ ปกติ
2. บอกแนวทางในการเลอื ก - อาหารแต่ละชนิดประกอบด้วยสารอาหารท่ีแตกต่างกัน
รับประทานอาหารให้ได้ อาหารบางอยา่ งประกอบดว้ ยสารอาหารประเภทเดยี ว อาหาร
สารอาหารครบถว้ นในสัดส่วนที่ บางอย่างประกอบด้วยสารอาหารมากกว่า 1 ประเภท
เหมาะสมกบั เพศและวัย รวมท้ัง - การรับประทานอาหาร เพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโต มีการ
ความปลอดภยั ต่อสุขภาพ เปล่ียนแปลงของร่างกายตามเพศและวัย และมีสุขภาพดี
3. ตระหนกั ถงึ ความสาคญั ของ จาเป็นต้องรบั ประทานใหไ้ ดพ้ ลังงานเพยี งพอกับความต้องการ
สารอาหาร โดยการเลอื ก ของร่างกายและให้ได้สารอาหารครบถ้วนในสัดส่วนที่
รบั ประทานอาหารท่มี ีสารอาหาร เหมาะสมกับเพศและวยั รวมทัง้ ตอ้ งคานึงถึงชนิดและปริมาณ
ครบถว้ นในสดั สว่ นท่ีเหมาะสมกับ ของวัตถเุ จอื ปนในอาหารเพอ่ื ความปลอดภยั ต่อสขุ ภาพ
เพศและวยั รวมท้งั ปลอดภัยต่อ
สุขภาพ
4. สร้างแบบจาลองระบบยอ่ ย - ระบบย่อยอาหารประกอบดว้ ยอวยั วะตา่ งๆ ไดแ้ ก่ ปาก หลอด
อาหารและบรรยายหนา้ ที่ของ อาหาร กระเพาะอาหาร ลาไส้เล็ก ลาไส้ใหญ่ ทวารหนัก ตับ
อวยั วะในระบบยอ่ ยอาหาร และตับอ่อน ซึ่งทาหน้าที่ร่วมกันในการย่อยและดูดซึม
รวมทง้ั อธบิ ายการยอ่ ยอาหารและ สารอาหาร
การดูดซึมสารอาหาร - ปากมีฟนั ช่วยบดเค้ียวอาหารให้มีขนาดเล็กลงและมีลิ้นช่วย
คลกุ เคลา้ อาหารกบั นา้ ลาย ในนา้ ลายมเี อนไซม์ยอ่ ยแป้งให้
2
ชนั้ ตัวช้วี ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ป.6 เป็นนา้ ตาล
- หลอดอาหารทาหน้าที่ลาเลียงอาหารจากปากไปยังกระเพาะ
อาหาร ภายในกระเพาะอาหารมีการย่อยโปรตีนโดยกรดและ
เอนไซม์ทีส่ ร้างจากกระเพาะอาหาร
- ลาไส้เล็กมีเอนไซม์ท่ีสร้างจากผนังลาไส้เล็กเองและจากตับ
อ่อนท่ีช่วยย่อยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน โดยโปรตีน
คารโ์ บไฮเดรต และไขมันทผี่ า่ นการยอ่ ยจนเป็นสารอาหารขนาด
เลก็ พอที่จะดูดซึมได้ รวมถึงน้า เกลือแร่ และวิตามิน จะถูกดูด
ซึมทผ่ี นงั ลาไสเ้ ล็กเข้าส่กู ระแสเลือดเพ่ือลาเลียงไปยังส่วนต่างๆ
ของร่างกาย ซ่งึ โปรตีน
คาร์โบไฮเดรต และไขมันจะถูกนาไปใช้เป็นแหล่งพลังงาน
สาหรับใช้ในกจิ กรรมตา่ งๆ สว่ นนา้ เกลือแร่ และวิตามินจะช่วย
ให้ร่างกายทางานได้เป็นปกติ ตับสร้างน้าดีแล้วส่งมายังลาไส้
เล็กชว่ ยใหไ้ ขมนั แตกตัว
- ลาไส้ใหญ่ทาหน้าท่ีดูดน้าและเกลือแร่ เป็นบริเวณที่มีอาหารที่
ย่อยไม่ได้หรือย่อยไม่หมดเป็นกากอาหาร ซึ่งจะถูกกาจัดออก
ทางทวารหนกั
5. ตระหนักถึงความสาคัญของ - อวยั วะต่างๆ ในระบบย่อยอาหารมีความสาคัญ จึงควรปฏิบัติ
ระบบย่อยอาหาร โดยการบอก ตน ดูแลรกั ษาอวัยวะใหท้ างานเป็นปกติ
แนวทางในการดแู ลรกั ษาอวยั วะ
ในระบบย่อยอาหารให้ทางาน
เป็นปกติ
3
สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว 2.1 เขา้ ใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสารความสมั พันธ์ระหวา่ งสมบตั ิของสสารกับโครงสร้าง
และแรงยดึ เหนีย่ วระหวา่ งอนภุ าค หลักและธรรมชาติของการเปลีย่ นแปลงสถานะของสสาร
การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี
ชน้ั ตวั ชว้ี ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ป.6 1. อธิบายและเปรียบเทยี บการ - สารผสมประกอบด้วยสารตั้งแต่ 2 ชนิดข้ึนไป ผสมกัน เช่น
แยกสารผสมโดยการหยิบออก นา้ มันผสมน้า ขา้ วสารปนกรวดทราย วิธีการท่ีเหมาะสมในการ
การร่อน การใช้แม่เหลก็ ดึงดดู แยกสารผสมข้ึนอยู่กับลักษณะและสมบัติของสารที่ผสมกัน ถ้า
การรนิ ออก การกรองและการ องค์ประกอบของสารผสมเป็นของแข็งกับของแข็งที่มีขนาด
ตกตะกอน โดยใชห้ ลกั ฐานเชงิ แตกต่างกันอย่างชัดเจน อาจใช้วิธีการหยิบออกหรือการร่อน
ประจกั ษ์ รวมท้งั ระบุวธิ ี ผ่านวัสดุที่มีรู ถ้ามีสารใดสารหน่ึงเป็นสารแม่เหล็กอาจใช้
แก้ปญั หาในชีวิตประจาวนั วธิ ีการใชแ้ ม่เหลก็ ดึงดดู ถ้าองคป์ ระกอบเป็นของแข็งท่ไี ม่ละลาย
เกี่ยวกบั การแยกสาร ในของเหลว อาจใช้วธิ ีการรินออก การกรอง หรือการตกตะกอน
ซึ่งวธิ กี ารแยกสารสามารถนาไปใช้ประโยชนใ์ นชวี ติ ประจาวันได้
มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชวี ิตประจาวัน ผลของแรงท่กี ระทาต่อวัตถุ ลกั ษณะการเคล่ือนท่ีแบบ
ต่าง ๆ ของวตั ถุ รวมท้งั นาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ช้นั ตวั ชวี้ ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ป.6 1. อธิบายการเกดิ และผลของแรง - วัตถุ 2 ชนิด ที่ผ่านการขัดถูแล้ว เม่ือนาเข้าใกล้กันอาจดึงดูด
ไฟฟา้ ซ่งึ เกิดจากวัตถุทีผ่ า่ นการ หรือผลักกัน แรงท่ีเกิดข้ึนนี้เป็นแรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นแรงไม่สัมผัส
ขดั ถู โดยใชห้ ลกั ฐานเชงิ เกิดขึน้ ระหวา่ งวัตถทุ มี่ ีประจุไฟฟา้ ซ่งึ ประจุไฟฟ้ามี 2 ชนิด คือ
ประจักษ์ ประจุไฟฟ้าบวกและประจุไฟฟ้าลบ วัตถุที่มีประจุไฟฟ้าชนิด
เดียวกนั ผลักกัน วตั ถุที่มปี ระจุไฟฟ้าชนดิ ตรงขา้ มกันดงึ ดดู กนั
4
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง
สสารและพลงั งาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ท่ีเกี่ยวข้องกับ
เสยี ง แสง และคลนื่ แมเ่ หล็กไฟฟ้า รวมทง้ั นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ชน้ั ตัวชวี้ ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ป.6 1. ระบสุ ่วนประกอบและบรรยาย - วงจรไฟฟ้าอย่างง่ายประกอบด้วยแหล่งกาเนิดไฟฟ้า
หนา้ ทีข่ องแต่ละสว่ นประกอบของ สายไ ฟฟ้า และ เครื่อ งใช้ไ ฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้ า
วงจรไฟฟา้ อย่างงา่ ยจากหลกั ฐาน แหล่งกาเนิดไฟฟ้า เช่น ถ่านไฟฉาย หรือแบตเตอรี่ ทา
เชิงประจกั ษ์ หนา้ ที่ใหพ้ ลังงานไฟฟ้า สายไฟฟา้ เป็นตวั นาไฟฟา้ ทาหน้าที่
2. เขียนแผนภาพและต่อวงจรไฟฟ้า เชอ่ื มต่อระหว่างแหล่งกาเนิดไฟฟ้าและเคร่ืองใช้ไฟฟ้า เข้า
อย่างง่าย ด้วยกัน เคร่ืองใช้ไฟฟ้ามีหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็น
พลังงานอ่ืน
3. ออกแบบการทดลองและทดลอง - เม่ือนาเซลล์ไฟฟ้าหลายเซลล์มาต่อเรียงกัน โดยให้ข้ัวบวก
ดว้ ยวธิ ีท่ีเหมาะสมในการอธบิ าย ของเซลล์ไฟฟ้าเซลล์หนึ่งต่อกับข้ัวลบของอีกเซลล์หนึ่งเป็น
วิธกี ารและผลของการต่อ การต่อแบบอนุกรม ทาให้มีพลังงานไฟฟ้าเหมาะสมกับ
เซลล์ไฟฟา้ แบบอนกุ รม เครื่องใช้ไฟฟ้า ซ่ึงการต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรมสามารถ
4. ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ นาไปใช้ประโยชน์ในชวี ติ ประจาวัน เช่น การต่อเซลล์ไฟฟ้า
ของการต่อเซลลไ์ ฟฟ้าแบบอนกุ รม ในไฟฉาย
โดยบอกประโยชนแ์ ละการ
ประยุกตใ์ ช้ในชีวติ ประจาวนั
5. ออกแบบการทดลองและทดลอง - การต่อหลอดไฟฟา้ แบบอนกุ รม เมอ่ื ถอดหลอดไฟฟ้าดวงใด
ด้วยวิธีท่ีเหมาะสมในการอธิบาย ดวงหนึ่งออกทาให้หลอดไฟฟ้าท่ีเหลือดับทั้งหมด ส่วนการ
การตอ่ หลอดไฟฟา้ แบบอนุกรมและ ต่อหลอดไฟฟ้าแบบขนาน เมื่อถอดหลอดไฟฟ้าดวงใดดวง
แบบขนาน หน่ึงออก หลอดไฟฟ้าท่ีเหลือก็ยังสว่างได้ การต่อหลอด
6. ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ ไฟฟา้ แตล่ ะแบบสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น การต่อ
ของการตอ่ หลอดไฟฟ้าแบบอนุกรม หลอดไฟฟ้าหลายดวงในบ้านจึงต้องต่อหลอดไฟฟ้าแบบ
และแบบขนาน โดยบอกประโยชน์ ขนาน เพ่ือเลือกใช้หลอดไฟฟ้าดวงใดดวงหนึ่งได้ตาม
ข้อจากัด และการประยุกต์ใช้ใน ต้องการ
ชีวิตประจาวัน
7. อธิบายการเกิดเงามืดเงามัวจาก - เมือ่ นาวัตถุทึบแสงมากั้นแสงจะเกิดเงาบนฉากรับแสงท่ีอยู่
หลกั ฐานเชิงประจกั ษ์ ด้านหลังวัตถุ โดยเงามีรูปร่างคล้ายวัตถุท่ีทาให้เกิดเงา เงา
8. เขียนแผนภาพรังสีของแสงแสดง มวั เป็นบรเิ วณทมี่ ีแสงบางสว่ นตกลงบนฉาก ส่วนเงามืดเป็น
การเกิดเงามดื เงามวั บรเิ วณทไี่ มม่ ีแสงตกลงบนฉากเลย
5
สาระท่ี 3 วทิ ยาศาสตร์โลกและอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลกั ษณะ กระบวนการเกดิ และวิวฒั นาการของเอกภพ กาแลก็ ซี ดาวฤกษ์
และระบบสรุ ิยะ รวมทัง้ ปฏิสัมพันธภ์ ายในระบบสรุ ิยะทสี่ ง่ ผลตอ่ สง่ิ มีชวี ิต และการประยกุ ต์ใช้
เทคโนโลยอี วกาศ
ชั้น ตัวช้ีวัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ป.6 1. สร้างแบบจาลองที่อธิบายการ - เมือ่ โลกและดวงจันทร์โคจรมาอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกันกบั
เกดิ และเปรียบเทยี บ ดวงอาทติ ยใ์ นระยะทางทเ่ี หมาะสม ทาให้ดวงจันทรบ์ ังดวง
ปรากฏการณส์ ุริยปุ ราคาและ อาทติ ย์เงาของดวงจันทรท์ อดมายงั โลก ผูส้ งั เกตท่ีอยบู่ ริเวณเงา
จันทรปุ ราคา จะมองเหน็ ดวงอาทิตยม์ ดื ไป เกดิ ปรากฏการณ์สรุ ิยปุ ราคา ซึง่ มี
ท้งั สรุ ยิ ปุ ราคาเตม็ ดวง สุริยุปราคาบางส่วน และสุริยปุ ราคาวง
แหวน
- หากดวงจันทรแ์ ละโลกโคจรมาอยู่ในแนวเสน้ ตรงเดียวกนั กับ
ดวงอาทิตย์ แลว้ ดวงจนั ทร์เคลือ่ นที่ผ่านเงาของโลก จะ
มองเห็นดวงจันทร์มืดไป เกดิ ปรากฏการณ์จนั ทรปุ ราคา ซึ่งมี
ทัง้ จันทรุปราคาเต็มดวงและจันทรุปราคาบางส่วน
2. อธบิ ายพฒั นาการของ - เทคโนโลยีอวกาศเริ่มจากความต้องการของมนุษย์ในการ
เทคโนโลยีอวกาศ และ สารวจวัตถุท้องฟ้าโดยใช้ตาเปล่า กล้องโทรทรรศน์ และได้
ยกตัวอย่างการนาเทคโนโลยี พัฒนาไปสู่การขนส่งเพื่อสารวจอวกาศด้วยจรวดและยาน
อวกาศมาใช้ประโยชน์ใน ขนสง่ อวกาศ และยงั คงพัฒนาอย่างต่อเน่ือง ปัจจุบันมีการนา
ชีวิตประจาวันจากข้อมลู ท่ี เทคโนโลยอี วกาศบางประเภทมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวัน
รวบรวมได้ เช่น การใช้ดาวเทียมเพื่อการสื่อสาร การพยากรณ์อากาศ
หรือการสารวจทรัพยากรธรรมชาติ การใช้อุปกรณ์วัดชีพจร
และการเตน้ ของหัวใจ หมวกนริ ภัย ชุดกีฬา
6
มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองคป์ ระกอบและความสัมพันธข์ องระบบโลก กระบวนการเปลีย่ นแปลงภายในโลกและบน
ผิวโลก ธรณี พิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศโลก รวมท้ังผลต่อ
ส่ิงมชี ีวิตและสง่ิ แวดลอ้ ม
ชัน้ ตวั ชวี้ ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ป.6 1. เปรียบเทยี บกระบวนการเกิด - หนิ เปน็ วสั ดุแขง็ เกดิ ขนึ้ เองตามธรรมชาติ ประกอบด้วยแร่ตั้งแต่
หินอคั นี หินตะกอน และหิน 1 ชนดิ ขึน้ ไป สามารถจาแนกหนิ ตามกระบวนการเกิดได้เป็น 3
แปร และอธบิ าย วัฏจกั รหิน ประเภท ไดแ้ ก่ หนิ อคั นี หนิ ตะกอน และหนิ แปร
จากแบบจาลอง - หินอัคนีเกิดจากการเย็นตัวของแมกมา เนื้อหินมีลักษณะเป็น
ผลึกท้งั ผลึกขนาดใหญแ่ ละขนาดเล็ก บางชนิดอาจเป็นเน้ือแก้ว
หรอื มรี ูพรุน
- หนิ ตะกอน เกดิ จากการทับถมของตะกอนเมอื่ ถูกแรงกดทบั และ
มีสารเชื่อมประสานจึงเกิดเป็นหิน เน้ือหินกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มี
ลักษณะเป็นเม็ดตะกอน มีทั้งเนื้อหยาบและเน้ือละเอียด บาง
ชนิดเป็นเนื้อผลึกท่ียึดเกาะกัน เกิดจากการตกผลึกหรือ
ตกตะกอนจากน้าโดยเฉพาะน้าทะเล บางชนิดมีลักษณะเป็น
ชนั้ ๆ จงึ เรยี กอีกชอ่ื ว่า หินช้ัน
- หินแปรเกิดจากการแปรสภาพของหินเดิม ซึ่งอาจเป็นหินอัคนี
หินตะกอน หรือหินแปร โดยการกระทาของความร้อน ความ
ดัน และปฏิกิริยาเคมี เนื้อหินของหินแปรบางชนิดผลึกของแร่
เรียงตัวขนานกันเป็นแถบ บางชนิดแซะออกเป็นแผ่นได้ บาง
ชนิดเป็นเนอื้ ผลกึ ที่มีความแขง็ มาก
- หนิ ในธรรมชาติท้ัง 3 ประเภท มีการเปลี่ยนแปลงจากประเภท
หนึ่งไปเป็นอีกประเภทหนึ่งหรือประเภทเดิมได้ โดยมีแบบ
รูปการเปลี่ยนแปลงคงท่แี ละต่อเนื่องเป็นวัฏจักร
2. บรรยายและยกตวั อย่างการใช้ - หนิ และแร่แตล่ ะชนดิ มลี กั ษณะและสมบัตแิ ตกตา่ งกนั มนษุ ยใ์ ช้
ประโยชน์ของหนิ และแรใ่ นชวี ติ ประโยชน์จากแร่ในชีวติ ประจาวันในลกั ษณะต่างๆ เช่น นาแร่
ประจาวนั จากขอ้ มูลทร่ี วบรวม มาทาเครื่องสาอาง ยาสีฟัน เครือ่ งประดับ อปุ กรณ์ทาง
ได้ การแพทย์ และนาหินมาใช้ในงานกอ่ สร้างต่างๆ
3. สร้างแบบจาลองท่อี ธบิ ายการ - ซากดึกดาบรรพเ์ กดิ จากการทับถมหรอื การประทับรอยของ
เกิดซากดึกดาบรรพแ์ ละ ส่งิ มีชีวติ ในอดีต จนเกิดเปน็ โครงสร้างของซากหรือร่องรอยของ
คาดคะเนสภาพ แวดลอ้ มใน สงิ่ มชี ีวิตที่ปรากฏอยู่ในหนิ ในประเทศไทยพบ ซากดกึ ดาบรรพ์
อดตี ของซากดกึ ดาบรรพ์ ที่หลากหลาย เชน่ พืช ปะการัง หอย ปลา เตา่ ไดโนเสาร์ และ
7
ชน้ั ตวั ชว้ี ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ป.6 รอยเท้าสัตว์
- ซากดึกดาบรรพส์ ามารถใช้เปน็ หลกั ฐานหน่ึงท่ชี ่วยอธิบาย
สภาพแวดล้อมของพ้นื ทใี่ นอดตี ขณะเกดิ สิ่งมชี ีวติ นน้ั เชน่ หาก
พบซากดึกดาบรรพ์ของหอยน้าจดื สภาพแวดลอ้ มบรเิ วณน้ัน
อาจเคยเป็นแหล่งนา้ จดื มาก่อน และหากพบซาก ดึกดาบรรพ์
ของพืช สภาพแวดล้อมบรเิ วณนน้ั อาจเคยเปน็ ป่ามากอ่ น
นอกจากนีซ้ ากดกึ ดาบรรพ์ยงั สามารถใชร้ ะบอุ ายุของหินและ
เป็นข้อมูลในการศึกษาววิ ฒั นาการของสิ่งมีชีวิต
4. เปรยี บเทียบการเกดิ ลมบก ลม - ลมบก ลมทะเล และมรสมุ เกดิ จากพืน้ ดนิ และพ้ืนนา้ ร้อนและ
ทะเล และมรสมุ รวมทง้ั อธบิ าย เย็น ไมเ่ ท่ากนั ทาใหอ้ ุณหภมู อิ ากาศเหนอื พืน้ ดนิ และพ้นื น้า
ผลทมี่ ีต่อสิง่ มีชวี ติ และ แตกต่างกันจึงเกดิ การเคลอ่ื นทีข่ องอากาศจากบริเวณที่มี
สิ่งแวดลอ้ มจากแบบ จาลอง อณุ หภูมติ ่าไปยงั บรเิ วณทม่ี อี ุณหภมู สิ ูง
- ลมบกและลมทะเลเปน็ ลมประจาถ่ินทีพ่ บบรเิ วณชายฝ่ัง โดยลม
บกเกดิ ในเวลากลางคืน ทาให้มลี มพัดจากชายฝั่งไปสู่ทะเล ส่วน
ลมทะเลเกิดในเวลากลางวัน ทาให้มีลมพัดจากทะเลเข้าสู่
ชายฝงั่
5. อธบิ ายผลของมรสมุ ตอ่ การเกดิ - มรสุมเปน็ ลมประจาฤดเู กิดบริเวณเขตรอ้ นของโลก ซ่งึ เป็น
ฤดูของประเทศไทยจากข้อมูลท่ี บรเิ วณกวา้ งระดับภมู ภิ าคประเทศไทยไดร้ ับผลจากมรสมุ
รวบรวมได้ ตะวนั ออกเฉียงเหนือในช่วงประมาณกลางเดือนตุลาคมจนถึง
เดอื นกมุ ภาพนั ธ์ ทาใหเ้ กิดฤดูหนาว และไดร้ ับผลจากมรสมุ
ตะวันตกเฉยี งใต้ในชว่ งประมาณกลางเดือนพฤษภาคมจนถงึ
กลางเดอื นตุลาคมทาใหเ้ กดิ ฤดฝู น ส่วนช่วงประมาณกลางเดือน
กมุ ภาพันธจ์ นถงึ กลางเดือนพฤษภาคมเป็นชว่ งเปลย่ี นมรสุม
และประเทศไทยอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร แสงอาทิตย์เกอื บต้งั ตรง
และตั้งตรงประเทศไทยในเวลาเท่ยี งวนั ทาให้ไดร้ ับความร้อน
จากดวงอาทิตยอ์ ย่างเต็มท่ี อากาศจึงร้อนอบอา้ ว ทาใหเ้ กิดฤดู
ร้อน
6. บรรยายลกั ษณะและผลกระทบ - น้าท่วม การกัดเซาะชายฝ่งั ดินถลม่ แผ่นดินไหวและสึนามมิ ี
ของน้าท่วม การกัดเซาะชายฝง่ั ผลกระทบตอ่ ชวี ิตและสงิ่ แวดลอ้ มแตกต่างกนั
ดินถล่ม แผ่นดนิ ไหว สึนามิ
8
ชนั้ ตัวชี้วัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ป.6 7. ตระหนกั ถงึ ผลกระทบของภัย - มนุษย์ควรเรียนรวู้ ิธีปฏิบัติตนให้ปลอดภัย เช่น ติดตามข่าวสาร
ธรรมชาติและธรณีพบิ ตั ภิ ัยโดย อย่างสม่าเสมอ เตรียมถุงยังชีพให้พร้อมใช้ตลอดเวลา ปฏิบัติ
นาเสนอแนวทางในการเฝ้าระวงั ตามคาสัง่ ของผปู้ กครองและเจา้ หนา้ ท่ีอยา่ งเคร่งครัดเม่อื เกิดภัย
และปฏบิ ัติตนให้ปลอดภัยจาก ธรรมชาติและธรณพี บิ ัตภิ ัย
ภัยธรรมชาตแิ ละธรณีพิบตั ภิ ยั ท่ี
อาจเกิดในท้องถิ่น
8. สรา้ งแบบจาลองท่อี ธิบายการ - ปรากฏการณ์เรือนกระจกเกิดจากแกส๊ เรอื นกระจกในชัน้
เกิดปรากฏการณเ์ รือนกระจก บรรยากาศของโลก กักเกบ็ ความรอ้ นแลว้ คายความรอ้ น
และผลของปรากฏการณ์เรอื น บางส่วนกลับสผู่ วิ โลก ทาให้อากาศบนโลกมีอุณหภูมิเหมาะสม
กระจกตอ่ สิ่งมีชวี ิต ตอ่ การดารงชีวิต
9. ตระหนักถงึ ผลกระทบของ - หากปรากฏการณ์เรือนกระจกรุนแรงมากข้ึนจะมีผลต่อการ
ปรากฏการณเ์ รอื นกระจก โดย เปล่ียนแปลงภูมิอากาศโลก มนุษย์จึงควรร่วมกันลดกิจกรรมท่ี
นาเสนอแนวทางการปฏบิ ตั ิตน ก่อใหเ้ กดิ แกส๊ เรือนกระจก
เพือ่ ลดกจิ กรรมท่กี อ่ ให้เกิดแกส๊
เรอื นกระจก
9
คาอธิบายรายวชิ า
วชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รายวิชาพ้นื ฐาน กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 เวลา 80 ช่ัวโมง/ปี
ศึกษาและเรียนรู้เก่ียวกับสารอาหารและประโยชน์ของสารอาหารแต่ละประเภท แนวทางในการเลือก
รบั ประทานอาหารใหไ้ ดส้ ารอาหารครบถ้วนในสดั ส่วนทีเ่ หมาะสมกบั เพศและวัย รวมท้ังความปลอดภัยต่อสุขภาพ
ความสาคัญของสารอาหาร ระบบย่อยอาหาร และหน้าท่ีของอวัยวะในระบบย่อยอาหาร รวมท้ังการย่อยอาหาร
และการดูดซึมสารอาหาร แนวทางในการดแู ลรักษาอวัยวะในระบบย่อยอาหารให้ทางานเป็นปกติ การเกิดและผล
ของแรงไฟฟ้า ส่วนประกอบและหน้าท่ีของแต่ละส่วนประกอบของวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย เขียนแผนภาพและต่อ
วงจรไฟฟ้าอย่างง่าย วิธีการและผลของการต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรม ประโยชน์และการประยุกต์การต่อ
เซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรมในชวี ิตประจาวัน การตอ่ หลอดไฟฟา้ แบบอนกุ รมและแบบขนาน ประโยชน์ ข้อจากัด และ
การประยุกตก์ ารต่อหลอดไฟฟา้ แบบอนุกรมและแบบขนานในชวี ิตประจาวัน การเกิดเงามืดเงามัว เขียนแผนภาพ
รังสีของแสงแสดงการเกิดเงามืดเงามวั การแยกสารผสมโดยการหยิบออก การร่อน การใช้แม่เหล็กดึงดูด การริน
ออก การกรอง และการตกตะกอน รวมท้งั วธิ แี กป้ ัญหาในชีวติ ประจาวนั เกีย่ วกับการแยกสาร กระบวนการเกิดหิน
อัคนี หนิ ตะกอน และหินแปร และวัฏจักรหิน ตัวอย่างการใช้ประโยชน์ของหินและแร่ในชีวิตประจาวัน การเกิด
ซากดึกดาบรรพ์และคาดคะเนสภาพแวดล้อมในอดีตของซากดึกดาบรรพ์ การเกิดลมบก ลมทะเล และมรสุม
รวมทงั้ ผลท่มี ตี ่อส่งิ มีชีวติ และสง่ิ แวดล้อม ผลของมรสุมต่อการเกดิ ฤดูของประเทศไทย ลักษณะและผลกระทบของ
น้าท่วม การกัดเซาะชายฝ่ัง ดินถล่ม แผ่นดินไหว และสึนามิ ผลกระทบของภัยธรรมชาติและธรณีพิบัติภัย
แนวทางในการเฝ้าระวังและปฏิบัติตนให้ปลอดภัยจากภัยธรรมชาติและธรณีพิบัติภัยท่ีอาจเกิดข้ึนในท้องถิ่น การ
เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก และผลของปรากฏการณ์เรือนกระจกต่อส่ิงมีชีวิต แนวทางการปฏิบัติตนเพื่อลด
กจิ กรรมที่กอ่ ให้เกดิ แกส๊ เรอื นกระจก ปรากฏการณส์ ุริยปุ ราคาและจนั ทรปุ ราคา พฒั นาการของเทคโนโลยีอวกาศ
และตวั อย่างการนาเทคโนโลยีอวกาศมาใช้ประโยชนใ์ นชวี ติ ประจาวัน
โดยมุ่งหวงั ใหผ้ ู้เรียนไดเ้ รยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ท่สี ามารถนาไปใชอ้ ธิบาย แก้ไขปญั หา หรือสร้างสรรค์พัฒนางาน
ในชีวิตจริงได้ ซึ่งเน้นการเชื่อมโยงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี กับกระบวนการทาง
วิศวกรรมศาสตร์ และให้มีทักษะสาคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้
และการแกป้ ญั หาท่หี ลากหลาย
เพื่อให้ผเู้ รยี นเกิดความรู้ความเข้าใจ มที ักษะการคิด และมีสว่ นรว่ มในการเรียนรู้ทุกข้ันตอน รวมท้ังส่งเสริม
ให้ผเู้ รียนเกิดจติ วิทยาศาสตรแ์ ละมีเจตคติท่ีดตี ่อการเรยี นวทิ ยาศาสตร์
10
ตวั ช้ีวัด
ว 1.2 ป.6/1 ป.6/2 ป.6/3 ป.6/4 ป.6/5
ว 2.1 ป.6/1
ว 2.2 ป.6/1
ว 2.3 ป.6/1 ป.6/2 ป.6/3 ป.6/4 ป.6/5 ป.6/6 ป.6/7 ป.6/8
ว 3.1 ป.6/1 ป.6/2
ว 3.2 ป.6/1 ป.6/2 ป.6/3 ป.6/4 ป.6/5 ป.6/6 ป.6/7 ป.6/8 ป.6/9
รวม 26 ตัวชวี้ ดั
11
โครงสรา้ งรายวิชาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ ว16101 กลุมสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เวลา 80 ช่ัวโมง/ปี
คะแนน 100 คะแนน อตั ราส่วนคะแนน 60/40
(ภาคเรยี นท่ี 1)
หนว่ ยที่ ชือ่ หนว่ ยการเรยี น มาตรฐานการ สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด เวลา น้าหนัก
เรยี นรู้/ตวั ช้ีวัด (ช่ัวโมง) คะแนน
1 วทิ ยาศาสตรน์ ่ารู้ - วิทยาศาสตร์เป็นการศึกษาเกี่ยวกับสิ่ง 3 5
ต่างๆ ท่ีอยู่รอบตัว วิธีการและขั้นตอนท่ี
ใช้เพอ่ื ตอบปัญหาที่สงสยั เรียกว่า วิธีการ
ทางวิทยาศาสตร์ ในการสืบเสาะหา
ความรู้อย่างเป็นระบบ ผู้เรียนควรฝึกฝน
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้
เกิดความชานาญ เพื่อให้สามารถค้นหา
คาตอบได้อย่างถูกต้องเมื่อทาการศึกษา
และแสวงหาความรู้โดยใช้กระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์แล้ว ผู้เรียนจะเกิดจิต
วิทยาศาสตร์
2 รา่ งกายของเรา ว 1.2 มนษุ ยม์ กี ารเจรญิ เติบโตและเปลี่ยนแปลง 15 15
ป.6/1 ทางด้านร่างกายต้ังแต่แรกเกิดจนเป็น
ป.6/2 ผใู้ หญ่จึงจาเป็นต้องบริโภคอาหารเพ่ือให้
ป.6/3 ได้รับสารอาหารต่างๆ ในสัดส่วนท่ี
ป.6/4 เหมาะสมกับเพศและวัยรวมทั้งต้อง
ป.6/5 พักผ่อนให้เพียงพอและออกกาลังกาย
สมา่ เสมอ จึงจะทาใหร้ ่างกายเจริญเติบโต
และสุขภาพดีร่างกายของมนษุ ย์ประกอบ
ด้วยระบบต่างๆ เช่น ระบบย่อยอาหาร
ประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ ได้แก่ ปาก
หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลาไส้เล็ก
ลาไส้ใหญ่ ทวารหนัก ตับ และตับอ่อน
ซ่ึงทาหนา้ ที่รว่ มกันในการย่อยและดูดซึม
สารอาหารเขา้ สูส่ ่วนตา่ งๆ ของรา่ งกาย
12
หน่วยท่ี ชื่อหน่วยการเรยี น มาตรฐานการ สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด เวลา นา้ หนัก
3 แรงไฟฟ้าและ เรียนร/ู้ ตัวชีว้ ัด (ช่วั โมง) คะแนน
พลงั งานไฟฟา้
ว 2.2 เม่ือขัดถูวัตถุบางชนิดแล้วนามาเข้า 18 15
4 แสงและเงา
ป.6/1 ใกล้กนั จะทาใหเ้ กิดแรงดึงดูดหรือแรง
ว 2.3 ผลักกนั ขนึ้ อยู่กบั ชนิดของวตั ถุท่นี ามา
ป.6/1 ขัดถูและนามาใกล้กัน แรงที่เกิดขึ้นนี้
ป.6/2 เรียกวา่ แรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นแรงไม่สัมผัส
ป.6/3 วงจร ไฟฟ้าอย่างง่ายประกอบด้วย
ป.6/4 แหล่งกาเนิดไฟฟ้า สายไฟฟ้า และ
ป.6/5 เครอื่ ง ใชไ้ ฟฟา้ หรอื อุปกรณ์ไฟฟา้ ท่ีต่อ
ป.6/6 เข้ากันเป็นวงจรปิดซึ่งวงจรไฟฟ้ามี 2
แบบ คือ แบบอนกุ รมและแบบขนาน
ว 2.3 แสงเกิดจากแหล่งกาเนิดแสง โดย 4 5
ป.6/7 เคล่ือนท่ีออกจากแหล่งกาเนิดแสงทุก
ป.6/8 ทิศทางเป็นแนวเส้นตรง เมื่อนาวัตถุ
ทึบแสงมาก้ันทางเดินของแสงจะเกิด
เงาขึ้นบนฉากรับแสง โดยเงาจะมี
รูปร่างคล้ายวัตถุท่ีทาให้เกิดเงา เงา
แบ่งเปน็ 2 ลกั ษณะ คือ เงามืดและเงา
มัว
รวมคะแนนเกบ็ - 40
สอบกลางภาค - 20
สอบปลายภาค - 40
รวมภาคเรียนที่ 1 40 100
13
(ภาคเรยี นที่ 2)
หนว่ ยที่ ชื่อหนว่ ยการเรียน มาตรฐานการ สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด เวลา น้าหนัก
เรียนร/ู้ ตวั ชีว้ ัด (ชั่วโมง) คะแนน
สารรอบตัวเราส่วนใหญ่เป็นสารผสม
4 สารรอบตวั เรา ว 2.1 เช่น น้าจ้ิมไก่ น้าโคลน ทรายผสม 6 5
ป.6/1 กรวด ซ่ึงเราสามารถแยกสารผสมออก
จากกันได้ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การ 11 15
5 หนิ และซาก ว 3.2 หยิบออก การร่อน การใช้แม่เหล็ก
ดึกดาบรรพ์ ป.6/1 ดึงดูด การตกตะกอน การกรอง การ 16 15
ป.6/2 รินออก โดยสามารถนาวิธเี หล่าน้ีไปใช้
ป.6/3 ประโยชน์ในการแยกสารผสมท่ีพบใน
ชวี ติ ประจาวนั ได้
6 ปรากฏการณ์ทาง ว 3.2 หินเป็นทรัพยากรธรรมชาติประเภท
ธรรมชาติและธรณี ป.6/4 หน่ึง หินแบ่งออกตามกระบวนการ
พิบัติภยั ป.6/5 เกิดได้เป็น 3 ประเภท คือ หินอัคนี
ป.6/6 หินตะกอน และหินแปร ซึ่งหินแต่ละ
ป.6/7 ประเภท จะมีลักษณะต่างกัน จึง
ป.6/8 นามาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน
ป.6/9 ต่างกัน ซากดึกดาบรรพ์เกิดจากการ
ทับถมหรือ การ ปร ะทับรอ ยขอ ง
ส่ิงมีชีวิตในอดีต ซึ่งซากดึกดาบรรพ์มี
ประโยชนห์ ลายอย่าง เช่น ใช้ระบุอายุ
ของหิน อธิบายสภาพแวดล้อมในอดีต
ลมบก ลมทะเล และลมมรสุมเกิดจาก
อุณหภูมิเหนือ พื้น ดิน และพ้ื นน้า
แตกตา่ งกัน จงึ ทาให้อากาศบริเวณท่ีมี
อุณหภูมิต่าเคล่ือนท่ีไปยังบริเวณท่ีมี
อุณหภูมิสูง น้าท่วม การกัดเซาะ
ชายฝงั่ ดินถลม่ แผ่นดินไหวและสึนามิ
เป็นภัยธรรมชาติท่ีมีลักษณะการเกิด
แ ล ะ มี ผ ล ก ร ะ ท บ ต่ อ ส่ิ ง มี ชี วิ ต แ ล ะ
ส่ิงแวดล้อมแตกต่างกัน เราจึงควร
เรียนรู้วธิ ีปฏิบัตติ นเพ่อื ใหเ้ กิด
14
หน่วยที่ ช่อื หน่วยการเรยี น มาตรฐานการ สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด เวลา น้าหนัก
เรียนรู/้ ตวั ช้ีวัด (ชั่วโมง) คะแนน
ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย จ า ก ภั ย ธ ร ร ม ช า ติ 5
เหล่าน้ัน ปรากฏการณ์เรือนกระจกมี 40
20
ผลทาให้อุณหภูมิบนโลกเหมาะสมต่อ 40
100
การดารงชีวิต หากเกิดปรากฏการณ์ 100
เรือนกระจกท่ีมากข้ึนจะมีผลต่อการ
เปลีย่ นแปลงอุณหภูมิของโลก
7 ดาราศาสตร์และ ว 3.1 โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ และดวง 7
เทคโนโลยีอวกาศ ป.6/1 จันทร์จะโคจรรอบโลกเม่ือดวงอาทิตย์
ป.6/2 ดวงจันทร์และโลกโคจรมาอยู่ในระนาบ
เดียวกันจึงทาให้เกิดปรากฏการณ์การ
บดบังกันระหวา่ งดวงอาทิตย์ดวงจันทร์
และโลก เรียกว่า การเกิดสุริยุปราคา
และจันทรุปราคาพัฒนาการขอ ง
เทคโนโลยีอวกาศมีความสาคัญต่อการ
พัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ บนโลก เพ่ือให้
เกิดประโยชน์ในการดารงชีวิตของ
มนุษย์ เทคโนโลยีอวกาศบางประเภท
มนุษย์สามารถนามาประยุกต์ใช้ใน
ชีวิตประจาวันได้
รวมคะแนนเกบ็ -
สอบกลางภาค -
สอบปลายปี -
รวมภาคเรยี นท่ี 2 40
รวมท้งั หมดตลอดปกี ารศกึ ษา 80
15
โครงสร้างการจัดเวลาเรยี น
กลุม่ สาระการเรียนรู้ วชิ าวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปที ี่ 6
ภาคเรียนท่ี 1 เวลาเรียน 40 ช่วั โมง
หน่วยการเรยี นร/ู้ แผนการจดั การเรียนรู้ เวลาเรียน
(ชั่วโมง)
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 1 วทิ ยาศาสตร์น่ารู้
- แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 1 วิธีการทางวิทยาศาสตร์ 3
- แผนการจดั การเรียนรูท้ ่ี 2 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 1
- แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 3 จิตวิทยาศาสตร์ 1
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 รา่ งกายของเรา 1
- แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 1 การเจรญิ เตบิ โตของร่างกายในช่วงวยั ตา่ งๆ (1) 15
- แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 2 การเจริญเติบโตของรา่ งกายในช่วงวัยตา่ งๆ (2) 1
- แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 3 ประเภทของสารอาหารและประโยชน์ของสารอาหาร 1
1
(คารโ์ บไฮเดรต โปรตนี ไขมนั )
- แผนการจดั การเรียนรูท้ ี่ 4 ประเภทของสารอาหารและประโยชน์ของสารอาหาร 1
(วิตามินและเกลือแร่ นา้ ) 1
- แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 5 การเลอื กรบั ประทานอาหารทมี่ ีสารอาหารตามความตอ้ งการ
1
ของรา่ งกาย 1
- แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 6 ประโยชน์จากอาหารท่ีนักเรยี นรบั ประทานในชีวติ ประจาวัน
- แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 7 แนวทางในการเลือกรบั ประทานอาหารให้ได้สารอาหาร 1
ครบถว้ นในสดั ส่วนท่เี หมาะสมกับเพศและวัย (1) 1
- แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 8 แนวทางในการเลือกรับประทานอาหารใหไ้ ดส้ ารอาหาร
1
ครบถว้ นในสัดสว่ นทเ่ี หมาะสมกบั เพศและวยั (2) 1
- แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 9 การเลอื กรบั ประทานอาหารทมี่ สี ารอาหารครบถว้ นใน 1
1
สัดส่วนทเ่ี หมาะสมกับตัวเอง 1
- แผนการจดั การเรียนรูท้ ี่ 10 ความสาคญั ของสารอาหารกบั การดารงชีวิตประจาวันได้ 1
- แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 11 หน้าทขี่ องแตล่ ะอวยั วะในระบบยอ่ ย
- แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 12 ความสาคญั ของระบบยอ่ ยอาหาร
- แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 13 แบบจาลองระบบย่อยอาหาร (1)
- แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 14 แบบจาลองระบบย่อยอาหาร (2)
- แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 15 แนวทางในการดูแลรกั ษาอวัยวะในระบบย่อยอาหาร
หน่วยการเรยี นร/ู้ แผนการจดั การเรยี นรู้ 16
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 3 แรงไฟฟา้ และวงจรไฟฟา้ เวลาเรียน
- แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 1 การเกิดแรงไฟฟ้า (ชั่วโมง)
- แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 2 ผลของแรงไฟฟา้ ซ่ึงเกิดจากวตั ถุที่ผา่ นการขัดถู
- แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 3 ส่วนประกอบของวงจรไฟฟ้าอยา่ งงา่ ย 18
- แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 4 การตอ่ วงจรไฟฟ้าอยา่ งง่าย 1
- แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 5 การเกดิ แรงไฟฟ้า 1
- แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 6 ผลของแรงไฟฟา้ ซึ่งเกดิ จากวตั ถุที่ผ่านการขัดถู 1
- แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 7 สว่ นประกอบของวงจรไฟฟ้าอยา่ งง่าย 1
- แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 8 หนา้ ทีข่ องแต่ละส่วนประกอบของวงจรไฟฟา้ อยา่ งง่าย 1
- แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 9 แผนภาพและตอ่ วงจรไฟฟ้าอย่างงา่ ย 1
- แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 10 การต่อเซลล์ไฟฟา้ แบบอนกุ รม 1
- แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 11 การนาความร้เู รอื่ งการต่อเซลล์ไฟฟา้ แบบอนุกรมมาใช้ 1
1
ประโยชนใ์ นชวี ติ ประจาวนั 1
- แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 12 การตอ่ เซลล์ไฟฟา้ แบบอนกุ รมและขนาน 1
- แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 13 การทดลองตอ่ หลอดไฟฟ้าแบบอนกุ รม
- แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 14 การทดลองต่อหลอดไฟฟา้ แบบขนาน 1
- แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 15 การนาความรขู้ องการต่อหลอดไฟฟา้ แบบอนกุ รมและแบบ 1
1
ขนานมาประยกุ ต์ใช้ในชวี ิตประจาวัน 1
- แผนการจดั การเรียนรูท้ ่ี 16 ตวั นาไฟฟ้าและฉนวนไฟฟ้า
- แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 17 การเลือกใชว้ ัสดใุ นการตอ่ หลอดไฟฟ้าให้สวา่ ง 1
- แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 18 การนาความรู้เกยี่ วกบั เรือ่ งพลังงานไฟฟา้ มาประยกุ ต์ใช้ใน 1
1
ชีวติ ประจาวนั
หน่วยการเรยี นรู้ที่ 4 แสงและเงา 4
- แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 1 การเกิดเงามดื และเงามัว 1
- แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 2 การทดลองการเกดิ เงามดื และเงามวั 1
- แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 3 เขยี นแผนภาพรังสีของแสงแสดงการเกิดเงามดื เงามวั 1
- แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 4 นาความรู้เรอื่ งการเกดิ เงาไปใชป้ ระโยชนใ์ นชีวิตประจาวนั ได้ 1
40
รวมเวลาเรียน
17
โครงสรา้ งการจัดเวลาเรยี น
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6
ภาคเรยี นท่ี 2 เวลาเรียน 40 ชว่ั โมง
หน่วยการเรียนรู้/แผนการจัดการเรยี นรู้ เวลาเรยี น
(ชวั่ โมง)
หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ 5 สารรอบตัวเรา
- แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 1 การแยกสารโดยการหยิบออก การรอ่ น การระเหดิ และการใช้ 6
1
แม่เหลก็ ดึงดดู ออก
- แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 2 การแยกสารโดยการระเหิด และการใช้แมเ่ หล็กดึงดดู ออก 1
- แผนการจดั การเรียนรูท้ ่ี 3 การแยกสารโดยการรนิ ออก การตกตะกอน และการกรอง 1
- แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 4 ลักษณะของสารและแยกสารทเี่ ป็นของแข็งออกจากของแข็ง 1
- แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 5 การนาวิธกี ารแยกสารที่เป็นของแข็งออกจากของแข็งไปปรบั ใช้ 1
ในชีวติ ประจาวัน 1
- แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 6 การนาวิธกี ารแยกสารแบบต่างๆ ไปปรบั ใชใ้ นชีวิตประจาวนั 11
1
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 6 หนิ และซากดกึ ดาบรรพ์ 1
1
- แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 1 ประเภทของหิน 1
- แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 2 กระบวนการเกดิ หินอคั นี หนิ ตะกอน และหนิ แปร 1
- แผนการจัดการเรียนรูท้ ี่ 3 วัฏจักรหนิ 1
- แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 4 การใช้ประโยชนข์ องหนิ และแร่ 1
- แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 5 การนาหนิ และแรท่ ี่อยู่ในท้องถน่ิ มาใช้ประโยชน์ในชวี ิตประจาวนั 1
- แผนการจดั การเรียนรูท้ ี่ 6 การเกิดซากดึกดาบรรพ์ 1
- แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 7 ประเภทของซากดึกดาบรรพ์ 1
- แผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี 8 การคาดคะเนสภาพแวดล้อมในอดีตของซากดกึ ดาบรรพ์ 1
- แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 9 แหล่งเรียนรู้ซากดกึ ดาบรรพ์ในประเทศไทย
- แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 10 การสรา้ งแบบจาลองซากดึกดาบรรพ์ 16
- แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 11 การนาความรเู้ รอื่ งซากดึกดาบรรพ์มาใช้ประโยชน์ใน 1
1
ชีวติ ประจาวนั
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 7 ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและธรณีพิบัติภยั
- แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 1 ลมบกและลมทะเล
- แผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ 2 ลมมรสมุ
หน่วยการเรยี นร้/ู แผนการจัดการเรียนรู้ 18
- แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 3 ผลของลมมรสุมตอ่ การเกดิ ฤดขู องประเทศไทย เวลาเรียน
- แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 4 ผลของลมบก ลมทะเล และลมมรสุมทมี่ ีตอ่ ส่ิงมชี วี ติ และ (ชั่วโมง)
ส่ิงแวดล้อม 1
- แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 5 การใชป้ ระโยชน์จากการเกิดลมบก ลมทะเล และลมมรสมุ ใน 1
ชวี ิตประจาวนั 1
- แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 6 ธรณีพบิ ตั ภิ ัย (นา้ ท่วม ดินถลม่ )
- แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 7 ผลกระทบของน้าท่วมและดินถล่ม 1
- แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 8 แผนภาพแสดงลกั ษณะของนา้ ทว่ มและดนิ ถล่ม 1
- แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 9 ธรณพี บิ ัติภยั (แผ่นดนิ ไหว สนึ ามิ การกดั เซาะชายฝงั่ ) 1
- แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 10 ผลกระทบของแผน่ ดินไหว สนึ ามิ และการกดั เซาะชายฝัง่ 1
- แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 11 ผลของธรณพี บิ ัติภยั ที่มตี อ่ ส่งิ มชี วี ติ และสิ่งแวดล้อม 1
- แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 12 แนวทางในการเฝา้ ระวังและปฏิบตั ิตนใหป้ ลอดภยั จาก 1
1
แผน่ ดินไหว สนึ ามิ การกดั เซาะชายฝ่ัง
- แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 13 การเกดิ ปรากฏการณ์เรือนกระจก 1
- แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 14 ผลของการเกดิ ปรากฏการณ์เรือนกระจก 1
- แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 15 แนวทางการปฏิบตั ิตนเพือ่ ลดแกส๊ เรือนกระจก 1
- แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 16 การสร้างแบบจาลองที่อธิบายการเกิดปรากฏการณเ์ รือน 1
กระจก 7
1
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 8 ดาราศาสตรแ์ ละเทคโนโลยอี วกาศ 1
1
- แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 1 การเกดิ สุรยิ ปุ ราคา
- แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 2 การเกิดจนั ทรปุ ราคา 1
- แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 3 การสรา้ งแบบจาลองปรากฏการณส์ รุ ยิ ุปราคาและ 1
1
จนั ทรปุ ราคา 1
- แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 การปฏิบัติตนที่ถกู ต้องในการสังเกตปรากฏการณอ์ ปุ ราคา 40
- แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 5 พัฒนาการของเทคโนโลยอี วกาศ
- แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 พัฒนาการของเทคโนโลยอี วกาศในประเทศไทย
- แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 7 การนาเทคโนโลยอี วกาศมาใช้ประโยชน์ในชีวติ ประจาวนั
รวมเวลาเรยี น
19
หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ีใช้ในการจดั ทาแผนการจดั การเรียนรู้ที่สอบปฏบิ ตั กิ ารสอน
หนว่ ยที่ ชื่อหน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐานการ สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด เวลา นา้ หนัก
2 รา่ งกายของเรา เรียนรู้/ตัวชวี้ ัด (ชั่วโมง) คะแนน
ผลการเรียนรู้
มนษุ ย์มีการเจริญเติบโตและเปล่ียนแปลง 15 15
ว 1.2 ทางด้านร่างกายตั้งแต่แรกเกิดจนเป็น
ป.6/1 ผ้ใู หญ่จึงจาเป็นต้องบริโภคอาหารเพื่อให้
ป.6/2 ได้รับสารอาหารต่างๆ ในสัดส่วนท่ี
ป.6/3 เ ห ม า ะ ส ม กั บ เ พ ศ แ ล ะ วั ย ร ว ม ทั้ ง ต้ อ ง
ป.6/4 พักผ่อนให้เพียงพอและออกกาลังกาย
ป.6/5 สม่าเสมอ จงึ จะทาใหร้ า่ งกายเจริญเติบโต
แ ล ะ สุ ข ภ า พ ดี ร่ า ง ก า ย ข อ ง ม นุ ษ ย์
ประกอบด้วยระบบต่างๆ เช่น ระบบย่อย
อาหารประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ ได้แก่
ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลาไส้
เล็ก ลาไส้ใหญ่ ทวารหนัก ตับ และตับ
อ่อน ซึ่งทาหน้าที่ร่วมกันในการย่อยและ
ดูดซึมสารอาหารเข้าสู่ส่วนต่างๆ ของ
ร่างกาย
20
แผนการจดั การเรียนรู้
กล่มุ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 6
หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 2 ร่างกายของเรา เวลา 15 ชั่วโมง
แผนการเรียนร้ทู ่ี 11 หน้าทีข่ องแต่ละอวัยวะในระบบยอ่ ยอาหาร เวลา 1 ชัว่ โมง
สอนวันท่ี เดือน พ.ศ. 2564 สอนโดย นางสาวปวณี า พานิชย์
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
1. มาตรฐานการเรียนรู้
ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลาเลียงสารเข้า และออกจากเซลล์
ความสมั พนั ธ์ของโครงสร้าง และหน้าทขี่ องระบบตา่ ง ๆ ของสตั ว์และมนษุ ย์ที่ทางานสัมพันธ์กนั ความสัมพันธ์ของ
โครงสร้าง และหนา้ ที่ของอวยั วะต่างๆ ของพืชที่ทางานสมั พนั ธก์ นั รวมทั้งนาความรไู้ ปใช้ประโยชน์
2. ตัวชว้ี ัด
ว 1.2 ป 6/4 สร้างแบบจาลองระบบย่อยอาหาร และบรรยายหน้าท่ีของอวัยวะในระบบย่อยอาหาร
รวมท้งั อธบิ ายการยอ่ ยอาหารและการดูดซึมสารอาหาร
3. สาระสาคญั
ระบบย่อยอาหารประกอบด้วยอวัยวะต่าง ๆ ได้แก่ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลาไส้เล็ก ลาไส้
ใหญ่ ทวารหนกั ตบั และตบั ออ่ น ซงึ่ ทาหน้าท่ีร่วมกันในการย่อยและดูดซึมสารอาหาร ปาก มีฟันช่วยบดเค้ียวอา
หารให้มขี นาดเลก็ ลงและมีล้ินช่วยคลุกเคล้าอาหารกับน้าลาย ในน้าลาย มีเอนไซม์ย่อยแป้งให้เป็นน้าตาล หลอด
อาหาร ทาหนา้ ที่ลาเลียงอาหารจากปาก ไปยังกระเพาะอาหาร ภายในกระเพาะอาหารมีการย่อยโปรตีนโดยกรด
และเอนไซม์ทสี่ ร้างจากกระเพาะอาหาร ลาไส้เลก็ มีเอนไซม์ทีส่ ร้างจากผนังลาไส้เลก็ เองและจากตับอ่อนท่ีช่วยย่อย
โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน โดยโปรตนี คารโ์ บไฮเดรต และไขมนั ทผ่ี า่ นการยอ่ ยจนเป็นสารอาหารขนาดเล็ก
พอท่จี ะ ดูดซึมได้ รวมถึงนา้ เกลอื แร่ และวิตามนิ จะถูกดูดซมึ ท่ีผนงั ลาไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อลาเลียงไปยัง
ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซ่ึงโปรตีน คารโ์ บไฮเดรต และไขมัน จะถกู นาไปใช้เปน็ แหลง่ พลังงานสาหรบั ใช้ในกิจกรรม
ตา่ ง ๆ ส่วนน้า เกลือแร่ และวิตามิน จะช่วยให้ร่างกายทางานได้เป็นปกติ ตับสร้างน้าดีแล้วส่งมายังลาไส้เล็กช่วย
ใหไ้ ขมันแตกตัว ลาไสใ้ หญท่ าหน้าท่ีดูดนา้ และเกลือแร่ เป็นบริเวณที่มีอาหารท่ียอ่ ยไมไ่ ด้ หรือย่อยไม่หมด เป็นกาก
อาหาร ซึง่ จะถกู กาจดั ออกทางทวารหนกั อวัยวะต่าง ๆ ในระบบยอ่ ยอาหาร มีความสาคัญ จึงควรปฏิบัติตน ดูแล
รกั ษาอวยั วะใหท้ างานเป็นปกติ
4. สาระการเรยี นรู้
- อวยั วะในระบบยอ่ ยอาหาร
- หน้าทขี่ องอวยั วะต่างๆในระบบยอ่ ยอาหาร
- ความสาคัญของอวัยวะในระบบย่อยอาหาร
21
5. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. นกั เรียนสามารถบรรยายหน้าทขี่ องแต่ละอวยั วะในระบบยอ่ ยอาหารได้ (K)
2. นักเรียนสามารถเขียนแผนภาพอธิบายหนา้ ทขี่ องระบบยอ่ ยอาหารได้ (P)
3. นักเรียนใฝ่เรียนรู้ กล้าซกั ถาม มีความรับผิดชอบต่อหนา้ ทีท่ ี่ไดร้ ับมอบหมาย (A)
6. สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน
1. ความสามารถในการสอื่ สาร
2. ความสามารถในการคดิ
1) ทกั ษะการสงั เกต
2) ทกั ษะการสารวจค้นหา
3) ทกั ษะการวิเคราะห์
4) ทกั ษะการตีความหมายและลงขอ้ สรุป
3. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
7. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
1. การสังเกต
2. การลงความเหน็ จากข้อมูล
8. คณุ ลกั ษณะทพ่ี งึ ประสงค์
1. มวี ินยั
2. ใฝเ่ รยี นรู้
3. ม่งุ ม่ันในการทางาน
9. กิจกรรมการเรยี นรู้
วิธีสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ 5Es (5Es Instructional Model)
1. ขน้ั สร้างความสนใจ ( 5 นาท)ี
1.1 ครูทกั ทายย้ิมแย้มกบั นักเรียนก่อนเร่ิมกจิ กรรมการเรียนรู้ โดยครูใชค้ าถาม
- “เมอ่ื เช้านกั เรียนทานข้าวเช้ามาหรือไม่ นักเรียนทานอะไรในตอนเชา้ ” (แนวคาตอบ ขา้ วเหนียว
หมูปงิ้ ขา้ วไขเ่ จยี ว ข้าวมนั ไก่ เป็นต้น
1.2 ครูยกตัวอย่างอาหารท่ีนักเรียนรับประทาน 1 อย่าง เช่น ข้าวเหนียวหมูปิ้ง โดยครูใช้คาถามว่าแล้ว
นกั เรยี นทราบหรือไมว่ า่ ขา้ วเหนียวหมูปง้ิ หรืออาหารท่นี กั เรียนรบั ประทานนัน้ รา่ งกายของเราสามารถ
นาสารอาหารน้ันไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร (แนวคาตอบ โดยร่างกายของเรามีระบบย่อยอาหารทา
หน้าที่ยอ่ ยอาหารทีเ่ รารับประทาน)
22
1.3 ครูทบทวนความรู้เดิมจากชั่วโมงที่แล้ว เร่ือง สารอาหารและแนวทางการเลือกรับประทานอาหาร
โดยเลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ 6 ประเภท เพื่อให้ร่างได้รับสารอาหารและพลังงานท่ี
เพยี งพอต่อความต้องการของร่างกายตามเพศและวยั
2. ขัน้ สารวจและคน้ หา (25 นาท)ี
2.1 ครูแจ้งนักเรียนถึงเร่ืองท่ีจะเรียนในวันน้ี คือเร่ือง หน้าที่ของอวัยวะในระบบย่อยอาหาร พร้อมแจ้ง
จุดประสงค์การเรียนรู้ เมือ่ นกั เรยี นเรยี นจบเร่ืองนี้แล้ว ต้องสามารถบรรยายหน้าที่ของแต่ละอวัยวะ
ในระบบย่อยอาหารและสามารถเขียนแผนภาพอธิบายหน้าท่ขี องระบบย่อยอาหารได้
2.2 ครูให้นักเรยี นจับคู่กับเพื่อนศึกษาความรู้จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ เล่ม 1 หน้า 60 เรื่อง หน้าท่ี
ของอวัยวะในระบบย่อยอาหาร
2.3 ครูอธิบายหน้าที่ของแต่ละอวัยวะในระบบย่อยอาหารโดยใช้แผนภาพ ระบบย่อยอาหาร
ประกอบการบรรยาย โดยมีเนื้อหาดังน้ี อาหารท่ีเรารับประทานจะผ่านเข้าสู่อวัยวะต่างๆ ในระบบ
ย่อยอาหาร ระบบย่อยอาหารจะย่อยสารอาหารท่ีมีอนุภาคขนาดใหญ่ให้มีขนาดเล็กจนร่างกาย
สามารถดูดซึมเข้าสู่เลือดและนาไปใช้ประโยชน์ได้ ส่วนกากอาหารจะถูกขับออกทางทวารหนัก ซ่ึง
ระบบย่อยอาหารจะมีการยอ่ ย 2 แบบ คือการย่อยเชิงกล และการย่อยเชิงเคมี ประกอบด้วยอวัยวะ
ต่างๆ ได้แก่ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลาไส้เล็ก ตับ ตับอ่อน ลาไส้ใหญ่และทวารหนักมี
ลกั ษณะและหน้าท่ีแตกต่างกันดงั นี้
- จากแผนภาพ ตาแหน่งท่ี 1 คือ ปาก : บดเคี้ยวอาหาร และยอ่ ยอาหารประเภทแป้ง
- จากแผนภาพ ตาแหนง่ ที่ 2 คือ หลอดอาหาร : เป็นทางผ่านของอาหารบีบรัดอาหารเคลื่อนตัวไปยัง
กระเพาะอาหาร
- จากแผนภาพ ตาแหนง่ ท่ี 3 คอื ตบั : ผลติ นา้ ดแี ละสง่ ไปเกบ็ ทถ่ี ุงน้าดี
- จากแผนภาพ ตาแหนง่ ที่ 4 คอื กระเพาะอาหาร : ขบั น้าย่อยออกมาย่อยอาหาร
- จากแผนภาพ ตาแหน่งที่ 5 คือ ลาไส้ใหญ่ : ดูดซึมนา้ เกลอื แร่ วิตามนิ และกลูโคสจากกากอาหาร
- จากแผนภาพ ตาแหน่งท่ี 6 คือ ลาไส้เล็ก : ย่อยอาหารทุกชนิดจนมีโมเลกุลขนาดเล็กที่สุด และดูด
ซมึ อาหาร
- จากแผนภาพ ตาแหน่งท่ี 7 คอื ทวารหนัก : เป็นทางผา่ นของกากอาหาร
2.4 นักเรยี นสามารถแสกน QR Code เรอื่ ง การทางานของระบบยอ่ ยอาหาร ผ่านสมารท์ โฟนเพื่อสืบค้น
ขอ้ มูล ได้ดังน้ี
3. ขน้ั อธบิ ายและลงขอ้ สรุป (15 นาท)ี
3.1 ครสู ่มุ ตัวแทนนักเรยี นออกมาหน้าช้นั เรียนเพ่อื ทากจิ กรรม “ตาแหน่งไหนกนั แน่” หน้าชั้นเรยี น
23
3.2 ครนู าส่ือ แผนภาพ “ตาแหน่งไหนกนั แน่” มาให้นักเรียนทากิจกรรมหน้าชั้น โดยนักเรียนตัวแทนนา
บตั รภาพอวยั วะต่างๆและบตั รคาหน้าทีข่ องอวัยวะตา่ งๆแปะบนแผนภาพให้ถูกตอ้ ง
3.3 เพ่อื นรว่ มชั้นเรียนและครูชว่ ยตรวจสอบความถูกต้อง
3.4 ครูกลา่ วชน่ื ชมและปรบมอื ใหก้ ับนกั เรียนตัวแทนท่ีออกมาทากจิ กรรมหน้าชั้นเรียน
4. ขนั้ ขยายความรู้ (10 นาท)ี
4.1 ครูใช้คาถามเพื่อตรวจสอบความเข้าใจ เช่น หากนักเรียนรับประทานก๋วยเต๋ียวไก่ สารอาหารแต่ละ
ประเภทจะถูกย่อยที่อวัยวะใดบ้าง (แนวคาตอบ ก๋วยเตี๋ยวไก่ ประกอบไปด้วย เส้นก๋วยเต๋ียว ไก่
ลกู ช้นิ ถ่วั งอก เครอ่ื งปรงุ รส น้าซุป เส้นก๋วยเตี๋ยวเป็นแป้งถูกย่อยที่ปาก ไก่และลูกชิ้นเป็นโปรตีนถูก
ย่อยทกี่ ระเพาะอาหาร ถวั่ งอก ถกู ย่อยท่ีลาไส้เล็ก เครอ่ื งปรงุ รสและนา้ ซปุ ดดู ซมึ ท่ีลาไส้ใหญ่ )
4.2 นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเรื่องท่ีเรียนดังนี้ ปาก : บดเคี้ยวอาหาร และย่อยอาหารประเภทแป้ง
หลอดอาหาร : เป็นทางผ่านของอาหารบีบรดั อาหารเคลื่อนตวั ไปกระเพาะอาหาร ตับ : ผลิตน้าดีและ
ส่งไปเก็บที่ถุงน้าดีกระเพาะอาหาร : ขับน้าย่อยออกมาย่อยอาหาร ลาไส้ใหญ่ : ดูดซึมน้า เกลือแร่
วิตามิน และกลูโคสจากกากอาหาร ลาไส้เล็ก : ย่อยอาหารทุกชนิดจนมีโมเลกุลขนาดเล็กท่ีสุด และ
ดูดซมึ อาหาร ทวารหนกั : เป็นทางผา่ นของกากอาหาร อวัยวะท่ีทาหน้าท่ี ย่อยอาหารในระบบย่อย
อาหาร ได้แก่ ปาก กระเพาะอาหาร และลาไสเ้ ล็ก
4.3 นกั เรยี นทาใบงานที่ 2.1 เร่ือง หน้าท่ีของอวยั วะในระบบยอ่ ยอาหาร
5. ข้ันประเมิน (5 นาท)ี
5.1 ครูประเมนิ ผลโดยการสงั เกตการตอบคาถามและการมีสว่ นรว่ มในการทากิจกรรม “ตาแหน่งไหนกนั
แน่”
5.2 ครูตรวจสอบผลจากการทาใบงานที่ 2.1 เร่อื ง หนา้ ท่ขี องอวยั วะในระบบยอ่ ยอาหาร
10. สอ่ื และแหลง่ การเรยี นรู้
10.1 ส่ือการเรยี นรู้
1) หนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตร์ฯ ป.6 เลม่ 1
2) ใบงานที่ 2.1 เรื่อง หน้าท่ขี องอวยั วะในระบบยอ่ ยอาหาร
3) QR Code เร่อื ง การทางานของระบบยอ่ ยอาหาร
4) บตั รภาพอาหาร
5) บัตรภาพอวยั วะระบบย่อยอาหาร
6) บัตรคาหนา้ ทข่ี องอวัยวะระบบย่อยอาหาร
7) แผนภาพระบบยอ่ ยอาหาร
10.2 แหล่งการเรียนรู้
1) ห้องเรยี น
2) ห้องสมุด
3) อินเทอรเ์ น็ต
24
การวัดและการประเมนิ ผล
รายการวัด วิธกี าร เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน
ดา้ นความรู้ (K) : - แบบประเมนิ พฤติกรรม - ระดบั คุณภาพ 2
1) นักเรยี นสามารถบรรยาย - สังเกตพฤติกรรม
รายบุคคล ผ่านเกณฑ์
หนา้ ที่ของแต่ละอวัยวะใน รายบุคคล
ระบบยอ่ ยอาหารได้ (K) - ใบงานท่ี 2.1 - รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
หนา้ ทีข่ องอวยั วะใน
ด้านทักษะกระบวนการ (P) ระบบยอ่ ยอาหาร
2) นกั เรียนสามารถเขยี น - ตรวจใบงานที่ 2.1
อธิบายหน้าทข่ี องอวยั วะใน หนา้ ทีข่ องอวัยวะใน
ระบบย่อยอาหารได้ (P) ระบบยอ่ ยอาหาร
ดา้ นคุณลกั ษณะ (A) : - แบบประเมินพฤติกรรม - ระดบั คณุ ภาพ 2
3) นกั เรียนใฝ่เรียนรู้ กล้า - สงั เกตพฤตกิ รรม
รายบคุ คล ผ่านเกณฑ์
ซักถาม มีความรับผิดชอบ รายบคุ คล
ต่อหน้าที่ทไ่ี ด้รับมอบหมาย
25
บันทึกผลหลงั การสอน
ผลการจัดการเรยี นรู้
ดา้ นความรู้ (K) นักเรียนมีความรู้ (K)
จานวนนกั เรียนทง้ั หมด จานวน .............คน
ผ่านเกณฑ์การประเมิน จานวน..............คน คิดเปน็ ร้อยละ..............
ไมผ่ า่ นเกณฑ์การประเมิน จานวน..............คน คิดเปน็ รอ้ ยละ..............
ด้านทกั ษะกระบวนการ (P) นกั เรยี นมีทักษะกระบวนการ (P)
จานวนนักเรียนทัง้ หมด จานวน............ คน
ผ่านเกณฑก์ ารประเมนิ จานวน............. คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ...............
ไม่ผ่านเกณฑก์ ารประเมิน จานวน............. คน คดิ เป็น รอ้ ยละ..............
ดา้ นคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ (A) นกั เรยี นมคี ณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ (A)
จานวนนักเรียนท้ังหมด จานวน ............ คน
ผ่านเกณฑ์การประเมนิ จานวน..............คน คิดเปน็ ร้อยละ...............
ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมนิ จานวน..............คน คิดเปน็ ร้อยละ...............
ปัญหาและอุปสรรค
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
ขอ้ เสนอแนะ / แนวทางแก้ไข
....................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................
ลงชื่อ..................................................ครูผูส้ อน
(นางสาวปวีณา พานชิ ย์)
26
ความคิดเหน็ ของหัวหน้ากล่มุ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
………………………………………………………………………………………………………………………………………………....…………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………....………
................................................................................................................................................................................
ลงช่อื .................................................หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
(..............................................)
ความคดิ เห็นของหัวหนา้ กลุม่ งานบรหิ ารวิชาการ
………………………………………………………………………………………………………………………………………....…………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………....………………
................................................................................................................................................................................
ลงชื่อ.................................................หวั หนา้ กลมุ่ งานบริหารวชิ าการ
(..............................................)
ความคิดเห็นของผ้บู ริหารสถานศกึ ษา
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………....……
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………....…
................................................................................................................................................................................
ลงช่อื .................................................ผบู้ ริหารสถานศึกษา
(..............................................)
27
แบบประเมินการทาใบงานรายบคุ คล
รายช่ือนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564
ประเดน็
ลา ัดบ ่ีท
ความ ูถก ้ตอง
ลา ัดบเน้ือหา
การใ ้ชภาษา
ความเรียบร้อย
การตรง ่ตอเวลา
รวม
ช่ือ-สกลุ
321321321321321
1.
2.
3.
4.
5.
6.
7.
8.
9.
10.
11.
12.
13.
14.
15.
ลงชอ่ื ....................................................ผปู้ ระเมิน
(นางสาวปวณี า พานชิ ย์)
28
คณุ ภาพของการประเมนิ เกณฑ์การใหค้ ะแนน
ขอ้ ประเด็น
1 ความถกู ตอ้ ง 3 21
2 ลาดบั เนือ้ หา ทาใบงานได้ถกู ต้อง
ครบถ้วน ทาใบงานไดอ้ ย่าง ทาใบงานไมถ่ ูกตอ้ ง
3 การใช้ภาษา แสดงลาดับขน้ั ตอนของ
4 ความเรยี บรอ้ ย การทาใบงานชดั เจน ถกู ต้องมากกว่า 80%
เหมาะสม
5 การตรงตอ่ เวลา สลบั ข้ันตอนของการ แสดงลาดับขั้นตอน
ใชภ้ าษาได้ถกู ตอ้ ง
เหมาะสม เข้าใจงา่ ย ทาใบงานหรอื ไมร่ ะบุ ของการทาใบงานไม่
สะอาด เรยี บร้อย ข้ันตอนของการทาใบ สัมพนั ธก์ ับคาสง่ั
เป็นระเบยี บ ขดี เส้นคั่น
หน้าหรอื ขีดเสน้ คัน่ ขอ้ งาน
ไมม่ ีรอยลบ
ใช้ภาษาไดถ้ กู ตอ้ ง ภาษาท่ีใช้ไม่ถูกตอ้ ง
ทาใบงานเสร็จตรงตาม
กาหนดเวลา เหมาะสม แต่ยังกากวม ไม่เหมาะสม กากวม
ทาใหเ้ ข้าใจยาก เข้าใจยาก
สะอาด เรียบรอ้ ย ไม่สะอาด ไม่
เปน็ ระเบยี บ มีรอยลบ เรียบรอ้ ย ไมเ่ ป็น
ไมข่ ีดเส้นคัน่ หนา้ หรอื ระเบียบ มีรอยลบ
ค่นั ข้อ ไม่ขดี เส้นคนั่ หน้าหรือ
ค่นั ขอ้
ทาใบงานเสร็จตรงตาม ทาใบงานไมเ่ สรจ็ ตรง
กาหนดเวลาเป็น ตามกาหนดเวลา
บางครง้ั
เกณฑก์ ารให้คะแนน
• ระดับที่ 3 ได้ 3 คะแนน หมายถงึ นักเรียนมีพฤตกิ รรมทแี่ สดงออกดี
• ระดบั ท่ี 2 ได้ 2 คะแนน หมายถึง นกั เรียนมพี ฤติกรรมท่ีแสดงออกพอใช้
• ระดับที่ 1 ได้ 1 คะแนน หมายถงึ นักเรียนมีพฤตกิ รรมทแ่ี สดงออกควรปรับปรุง
อธบิ ายผลของคะแนน ดี
คะแนน 11 – 15 พอใช้
คะแนน 6 – 10 ควรปรับปรุง
คะแนน 1 – 5
29
แบบประเมินพฤตกิ รรมรายบุคคล
รายช่อื นกั เรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2564
ประเดน็
ลาดับที่ช่ือ-สกลุ
การวางแผนการทางาน
ความกระ ืตอรือร้น
อ ิธบาย ตอบคาถามหรือ
แสดงความคิดเ ็หน
ค้นค ้วาหาคาตอบสนทนา
ัซกถาม ัฟง อ่าน
ทางาน ี่ทไ ้ดรับมอบหมายไ ้ด
สม ูบร ์ณตรงเวลา
รวม
321321321321321
1.
2.
3.
4.
5.
6.
7.
8.
9.
10.
11.
12.
13.
14.
15.
ลงช่อื ....................................................ผ้ปู ระเมนิ
(นางสาวปวีณา พานิชย์)
30
คุณภาพของการประเมิน
ขอ้ ประเด็น ระดบั พฤตกิ รรมท่แี สดงออก 1
32
1 การวางแผนการทางาน มกี ารวางแผนการทางาน มกี ารวางแผนการ มกี ารวางแผนการ
อย่างรอบคอบดมี าก ทางานอยา่ งรอบคอบดี ทางานอย่างรอบคอบ
พอใช้
2 ความกระตอื รือร้น มีความมุง่ มนั่ ในการ มีความมุง่ ม่ันในการ มีความมงุ่ ม่นั ในการ
ทางาน กระตอื รอื ร้นตอ่ ทางาน กระตอื รอื ร้น ทางาน กระตอื รอื ร้น
กจิ กรรม และเรอ่ื งท่จี ะ ต่อกจิ กรรม และเรอ่ื งที่ ตอ่ กิจกรรม และเรอ่ื ง
ศกึ ษาดีมาก จะศกึ ษาดี ท่จี ะศึกษาพอใช้
3 อธบิ าย ตอบคาถามหรือ สามารถอธบิ าย ตอบ สามารถอธิบาย ตอบ สามารถอธบิ าย ตอบ
แสดงความคิดเหน็ คาถามหรือแสดงความ คาถามหรือแสดงความ คาถามหรือแสดง
คิดเหน็ อย่างมีเหตุผล คดิ เห็นอย่างมเี หตุผลดี ความคดิ เหน็ อย่างมี
ดีมาก เหตุผลพอใช้
4 ค้นคว้าหาคาตอบ มคี วามใฝร่ ู้ ใฝเ่ รยี นชอบ มีความใฝ่รู้ ใฝ่เรยี น มีความใฝ่รู้ ใฝเ่ รียน
สนทนาซกั ถาม ฟงั อา่ น ค้นควา้ หาคาตอบ ชอบคน้ คว้าหาคาตอบ ชอบคน้ ควา้ หาคาตอบ
สนทนาซกั ถาม ฟงั อ่าน สนทนาซักถาม ฟงั สนทนาซักถาม ฟงั
เพื่อใหไ้ ดค้ วามร้เู พมิ่ ขึน้ อ่าน เพอ่ื ให้ได้ความรู้ อา่ น เพอ่ื ใหไ้ ด้ความรู้
ดมี าก เพมิ่ ข้นึ ดี เพม่ิ ขนึ้ พอใช้
5 ทางานทีไ่ ด้รับมอบหมาย มีวินัยในการทางาน มวี นิ ยั ในการทางาน มีวินัยในการทางาน
สมบูรณต์ รงเวลา ทางานที่ได้รบั มอบหมาย ทางานทไ่ี ด้รบั ทางานทีไ่ ดร้ ับ
ให้สมบรู ณ์ตามกาหนด มอบหมายให้สมบูรณ์ มอบหมายให้สมบูรณ์
และส่งงานตรงเวลา ตามกาหนด และส่ง ตามกาหนด และส่ง
ดีมาก งานตรงเวลาดี งานตรงเวลาพอใช้
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
ระดับที่ 3 ได้ 3 คะแนน เมื่อนกั เรยี นมพี ฤติกรรมท่ีแสดงออกดมี าก
ระดับที่ 2 ได้ 2 คะแนน เมื่อนกั เรียนมพี ฤตกิ รรมท่ีแสดงออกดี
ระดบั ที่ 1 ได้ 1 คะแนน เม่อื นักเรียนมีพฤติกรรมที่แสดงออกพอใช้
อธบิ ายผลของคะแนน
คะแนน 11 – 15 ดมี าก
คะแนน 6 – 10 ดี
คะแนน 1 – 5 พอใช้
ค
บรรณานุกรม
ตัวชีว้ ดั และสาระการเรียนรูแ้ กนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. สำนักวิชำกำรและมำตรฐำนกำรศึกษำ
สำนกั งำนคณะกำรกำรศึกษำข้ันพื้นฐำน. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์กำรเกษตรแห่งประเทศไทย. พิมพ์ครั้งท่ี 1 พ.ศ.
2560.
1
ภาคผนวก
2
ใบงานที่ 2.1
หน้าทข่ี องอวยั วะในระบบยอ่ ยอาหาร
คาชแ้ี จง : ใหน้ กั เรยี นเขียนระบุช่ืออวัยวะและบอกหน้าทีข่ องแตล่ ะอวัยวะในระบบยอ่ ยอาหาร ให้ถกู ต้อง
อวยั วะในระบบย่อยอาหาร
ชนดิ ………………………………………………………
………………………………………………………
……………………………………………………… ………………………………………………………
……………………………………………………… ………………………………………………………..
………………………………………………………
………………………………………………………..
………………………………………………
……………………………………………… ………………………………………………
……………………………………………… ………………………………………………
……………………………………………… ………………………………………………
………………………………………………
………………………………..
………………………………..
……………………………………………… ………………………………………………
……………………………………………… ………………………………………………
……………………………………………… ………………………………………………
……………………………………………… ………………………………………………
……………………………….. ………………………………..
………………………………………………
………………………………………………
………………………………………………
………………………………………………
………………………………..
ชอ่ื ..................................................สกุล....................................ชั้น.............................เลขที่..................................
3
ใบงานท่ี 2.1 (เฉลย)
หนา้ ท่ขี องอวยั วะในระบบยอ่ ยอาหาร
คาช้ีแจง : ให้นักเรยี นเขยี นระบชุ ือ่ อวยั วะและบอกหน้าท่ีของแตล่ ะอวยั วะในระบบยอ่ ยอาหาร ใหถ้ กู ตอ้ ง
อวยั วะในระบบยอ่ ยอาหาร
ชนิด หลอดอาหาร : เป็นทางผ่านของอาหาร
บีบรัดอาหารเคล่ือนตัวไปยังกระเพาะ
ปาก : บดเคีย้ วอาหารใหม้ ขี นาดเลก็ และ อาหาร
ย่อยอาหารประเภทแป้ง มนี ้าย่อยชว่ ย
ย่อย ชื่อ อะไมเลส
กระเพาะอาหาร : ขบั น้าย่อย
ออกมายอ่ ยอาหารประเภทโปรตีน
ตบั : ผลิตนา้ ดีและสง่ ไปเกบ็ ทถ่ี งุ นา้ ยอ่ ยชอ่ื เพปซนิ
น้าดี เพ่ือยอ่ ยไขมนั
ล้าไส้เล็ก : รับน้าย่อยมาจากตับ ลา้ ไส้ใหญ่ : ดดู ซึมน้า เกลอื แร่
ย่อยอาหารทุกชนิดจนมีโมเลกุล วติ ามิน และกลูโคสจากกากอาหาร
ขนาดเล็กที่สุด และดูดซึมอาหาร
เข้าสกู่ ระแสเลอื ด
ทวารหนัก : เป็นทางผ่านของกาก
อาหาร
4
บตั รภาพอาหาร
บัตรคำอวัยวะต่างๆในร่างกาย
ปาก
(MOUTH)
หลอดอาหาร
(GULLET)
กระเพาะอาหาร
(STOMACH)
ตับ
(LIVER)
บัตรคำอวัยวะต่างๆในร่างกาย
ลำไส้เล็ก
SMALL IN
TESTINE
ลำไส้ใหญ่
LARGE INTESTINE
ทวารหนัก
(ANUS)
บัตรคำหน้าที่ของอวัยวะในระบบย่อยอาหาร
บ ด เ คี้ ย ว อ า ห า ร ใ ห้ มี
ขนาดเล็ก และย่อยอาหาร
ประเภทแป้ง มีน้ำย่อยช่วย
ย่อย ชื่อ อะไมเลส
เป็นทางผ่านของอาหาร
บีบรัดอาหาร
ผลิตน้ำดีและส่งไปเก็บที่ถุง
น้ำดี ย่อยไขมัน
บัตรคำหน้าที่ของอวัยวะในระบบย่อยอาหาร
ขับน้ำย่อยออกมาย่อยอาหาร
ประเภทโปรตีน
ย่อยอาหารทุกชนิดจนมี
โมเลกุลขนาดเล็กที่สุด
และดูดซึมอาหาร
ดูดซึมน้ำ เกลือแร่ วิตามิน
และกลูโคสจากกากอาหาร
บัตรคำหน้าที่ของอวัยวะในระบบย่อยอาหาร
เป็นทางผ่านของกากอาหาร