หนงั สือ Infographic ผสมสือ AR Camera รายวิชา ส32101 ภูมิศาสตรแ์ ละภมู ิสารสนเทศ ระดบั ชนั ม.5
03 ประชากรและการตงั ถินฐาน
Population and Settlement
Population
Population Change
Settlement
Economic Activity
ชาญณรงค์ บวั แยม้ แสง กษ.ม.(การสอนสงั คมศกึ ษา)
ครูชาํ นาญการพเิ ศษ กล่มุ สาระการเรียนรูส้ งั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม โรงเรยี นโยธินบูรณะ
เรยี บเรยี ง
รายวิชา : ส32101 ภูมิศาสตร์และภมู สิ ารสนเทศ
ระดับชัน้ : มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5
ผ้เู รียบเรียง : ชาญณรงค์ บัวแย้มแสง ครูชานาญการพิเศษ
ผสู้ อน : ครูชาญณรงค์ บัวแย้มแสง ครูณัฐวุฒิ เขตผดุง และครูธนวณั ต์ รามศิลป์
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ : สงั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม
โรงเรยี น : โยธนิ บูรณะ
หน่วยการเรียนรูท้ ี่ 3 ประชากรและการต้ังถนิ่ ฐาน
สาระสาคญั
ลักษณะทางกายภาพและมนุษย์ต่างปฏิสมั พันธต์ ่อกัน กิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ล้วนส่งผลโดยตรงต่อ
การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ขณะเดยี วกนั ลักษณะทางกายภาพต่างๆ ก็มีอิทธิพลต่อความเป็นอยู่หรือวิถีชีวิต
ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งถิ่นฐาน ลักษณะที่อยู่อาศัย การประกอบอาชีพ เป็นต้น สภาพแวดล้อมท่ี
แตกตา่ งกนั ในแตล่ ะพื้นท่สี ่งผลให้วถิ ชี วี ิตของมนษุ ย์บริเวณนน้ั แตกต่างกนั
มาตรฐาน ส 5.1
เข้าใจลักษณะทางกายภาพของโลก และความสัมพนั ธ์ของสรรพส่ิงซึ่งมผี ลต่อกัน ใช้แผนท่แี ละเครื่องมือ
ทางภูมศิ าสตร์ในการคน้ หา วเิ คราะห์ และสรปุ ข้อมลู ตามกระบวนการทางภูมศิ าสตร์ ตลอดจนใช้ภมู ิ
สารสนเทศอยา่ งมีประสิทธภิ าพ
ตัวชวี้ ดั ม.4 – ม.6/3 ใชแ้ ผนที่และเคร่ืองมือทางภูมศิ าสตร์ในการค้นหา วิเคราะห์ และสรุปขอ้ มูล
ตามกระบวนการทางภูมศิ าสตร์
มาตรฐาน ส 5.2
เข้าใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์วิถีการ
ดาเนินชวี ิต มีจติ สานึกและมีสว่ นร่วมในการจดั การทรพั ยากรและส่ิงแวดลอ้ มเพื่อการพัฒนาท่ียัง่ ยนื
ตัวชี้วัด ม.4 – ม.6/1 วิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์ระหว่างส่ิงแวดล้อมทางกายภาพกับกิจกรรมของมนุษย์ใน
การสร้างสรรค์วิถีการดาเนินชีวิตของท้องถิ่นท้ังในประเทศไทย และภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก แล ะเห็น
ความสาคญั ของส่งิ แวดลอ้ มทีม่ ตี อ่ การดารงชีวิตของมนุษย์
90 ชาญณรงค์ บัวแย้มแสง เรียบเรยี ง
หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 3 ปฏสิ ัมพนั ธท์ างภูมิศาสตร์และการเปล่ียนแปลงของพ้ืนที่
เร่อื งที่ 1 ลกั ษณะประชากรและการตัง้ ถ่ินฐาน
ประชากร หมายถงึ กลุ่มคนที่มอี ยู่ ณ เวลาใดเวลาหน่ึง หรือสถานทีใ่ ดสถานที่หนงึ่ เชน่ ประชากรไทย
ประชากรโลก ประชากรทวีปยโุ รป เป็นต้น นอกจากนยี้ ังอาจหมายถึงกลุม่ ย่อยภายในประชากรท้งั หมดได้ด้วย
เช่น ประชากรหญงิ ประชากรวยั แรงงาน ประชากรผูส้ ูงอายุ ขนาดและโครงสรา้ งของประชากรถูกกาหนดโดย
การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของจานวนคนกลุ่มต่างๆ ในประชากรน้ันๆ โดยผ่านกระบวนการเกิด การตาย และการ
ย้ายถน่ิ
ปัจจัยสาคัญที่ส่งผลต่อลักษณะประชากรและการต้ังถิ่นฐานของประชากร คือ ส่ิงแวดล้อมทาง
กายภาพซ่ึงหมายถงึ สิ่งไม่มชี ีวติ ต่างๆ ทอ่ี ยู่รอบๆ ตวั เชน่ ลักษณะภูมปิ ระเทศ ลักษณะภูมอิ ากาศ เปน็ ตน้
1) การกระจายตวั ประชากร
ปัจจุบันโลกมีประชากร 7,536 ล้านคน (ข้อมูลนับถึงกลางปี พ.ศ.2560 ท่ีมา: US Population
Bureau 2017) ประชากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จาก 1 พันล้านคนในปี พ.ศ.2347 จนเป็น 7
พันล้านคนในปีพ.ศ.2555 เป็นผลมาจากความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการต่างๆ โดยเฉพาะการแพทย์ ระบบ
สุขาภิบาล และความสามารถในการผลิตอาหาร ทาให้มนุษย์มีชีวติ ยืนยาว ทารกอยู่รอดมากขึ้น ส่งผลให้อัตรา
การเกดิ สูงกว่าอตั ราการตายมาก ประชากรจึงเพิ่มข้ึน
ในอดีตประชากรโลกขยายตัวอย่างช้าๆ กระทั่งคริสต์ศตวรรษท่ี 19 มีการปฏิวัติวิทยาศาสตร์และ
อุตสาหกรรม ส่งผลต่อความเจริญด้านต่างๆ เช่น การผลิตอาหาร สุขอนามัย ระบบสาธารณูปโภคซ่ึงมีผลให้
ประชากรขยายตัวอย่างรวดเร็ว การขยายตัวของประชากรดงั กล่าวเรยี กวา่ population explosion หรอื การ
ระเบิดของประชากร เป็นผลมาจากการเพิม่ ขึน้ ของอตั ราเกิดและลดลงของอตั ราตาย
การคาดคะเนจานวนประชากรแตล่ ะยุคของโลก
ทีม่ า : World Population Growth. On-line. 2008. (7 October 2008)
91 ชาญณรงค์ บวั แย้มแสง เรียบเรยี ง
ปพี .ศ. 2523 2528 2533 2538 2543 2548 2553 2558 2559 2560
จานวนประชากร 4.4 4.8 5.3 5.7 6.1 6.5 6.9 7.3 7.4 7.5
(พนั ล้านคน)
อัตราเพิม่ 1.79 1.80 1.81 1.53 1.33 1.26 1.24 1.19 1.14 1.12
(กลางปี
(รอ้ ยละ)
ตารางแสดงจานวนประชากรโลก ระหวา่ งปี พ.ศ.2523 – พ.ศ.2560
ท่ีมา: http://www.worldometers.info
การกระจายตัวประชากร หมายถึง การที่ประชากรกระจายกันอยู่อาศัยตามพ้ืนท่ีภูมิศาสตร์ ซึ่งอาจ
แบง่ พืน้ ทีภ่ มู ิศาสตร์ออกตามเขตการบรหิ าร เขตการปกครอง เขตเมอื งชนบท หรือตามลกั ษณะพนื้ ที่อื่นๆ การ
นาเสนอข้อมลู ประชากรโดยทว่ั ไปจะแบง่ ประชากรออกตามท่ีอยู่อาศัยในภูมิภาคตา่ งๆ เช่น ทวีป ประเทศหรือ
กลุ่มประเทศ ข้อมูลประชากรของประเทศไทย อาจแสดงข้อมูลการกระจายตัวออกตามเขตการปกครอง เช่น
ภาค จังหวัด อาเภอ ตาบล หรือหมู่บ้าน บางครั้งอาจใช้คาว่า การกระจายตัวเชิงพื้นที่ หรือการกระจายตัวเชงิ
ภูมศิ าสตร์
ประชากรโลก 7,536 ล้านคน กระจายตัวในภูมิภาคต่างๆ โดยทวีปเอเชียเป็นทวีปท่ีมีประชากรมาก
ที่สุด รองลงมาคือทวีปแอฟริกา ยุโรป อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และเขตโอเชียเนีย (ทวีปออสเตรเลีย และ
ประเทศหมเู่ กาะในมหาสมุทรแปซฟิ ิก) ตามลาดับ
92 ชาญณรงค์ บวั แยม้ แสง เรยี บเรยี ง
ภมู ิภาคต่างๆ ของโลก จานวนประชากร (ลา้ นคน)
ทวปี แอฟริกา 1,250
ทวีปอเมริกาเหนือ 582
ทวปี อเมริกาใต้ 423
ทวีปเอเชยี 4,494
ทวปี ยุโรป 745
เขตโอเชียเนีย 42
ตารางแสดงการกระจายตวั ประชากรโลก ในภมู ิภาคต่างๆ (ขอ้ มูล ณ ปี พ.ศ.2560)
ท่ีมา: http://www.worldpopdata.org
Sales
42
745
1250
582
423
4494
แอฟริกา อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ เอเชยี ยโุ รป โอเชียเนีย
แผนภูมิการกระจายตวั ประชากรโลกในภมู ิภาคต่างๆ
ประเทศที่มีประชากรกระจายอย่มู ากท่สี ุดในโลก 10 อนั ดับแรกใน พ.ศ.2560 ไดแ้ ก่ จนี รองลงมาคือ
อินเดีย สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย บราซิล ปากีสถาน ไนจีเรีย บังกลาเทศ รัสเซียและแม็กซิโก ตามลาดับและ
คาดการณ์ว่าในปี พ.ศ.2593 ประเทศอินเดียจะมีประชากรมากเป็นอันดบั หนง่ึ ของโลกคือจาก 1,353 ล้านคน
ในปี พ.ศ.2560 เป็น 1,676 ลา้ นคน ในขณะท่ีประเทศจนี ประชากรลดลงคือจาก 1,387 ลา้ นคน ใน พ.ศ.2560
เป็น 1,343 ล้านคน เปน็ ผลมาจากนโยบายลดจานวนประชากรของประเทศจนี
93 ชาญณรงค์ บัวแย้มแสง เรียบเรยี ง
ปี ประเทศและจานวนประชากร (ล้านคน)
จีน อินเดยี สหรฐั อเมรกิ า อนิ โดนีเซยี บราซิล ปากีสถาน ไนจีเรยี บงั กลาเทศ รสั เซยี แม็กซโิ ก
2560 1,387 1,353 325 264 208 199 191 165 147 129
อินเดยี จีน ไนจเี รยี สหรฐั อเมริกา อนิ โดนีเซีย ปากสี ถาน บราซิล สาธารณรฐั บังกลาเทศ เอธโิ อเปยี
2593 คองโก
1,676 1,343 411 397 322 311 231 216 202 191
ตารางแสดงประเทศทม่ี ีประชากรมากทส่ี ดุ ในโลก 10 อันดบั แรกในปี พ.ศ.2560
และคาดการณใ์ นปี พ.ศ.2593
ทมี่ า: 2017 Population Reference Bureau
แผนท่ีแสดงการกระจายของประชากรโลก
ที่มา : http://www.merrittcartographic.co.uk/population.html
สาหรับประเทศไทยมีประชากร 65.98 ล้านคน (ข้อมูล ณ วันสามะโน คือ 1 กันยายน 2553) มี
ประชากรหญิง 33.63 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 51.0 ประชากรชาย 32.35 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 49.0
กระจายตัวในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ โดยภาคกลางเป็นภาคที่มีประชากรมากท่ีสุด รองลงมาคือภาค
ตะวันออกเฉียงเหนอื ภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวนั ตก ตามลาดับ
94 ชาญณรงค์ บัวแย้มแสง เรียบเรยี ง
ภาคต่างๆ ของประเทศไทย จานวนประชากร (ล้านคน)
ภาคเหนือ 5.89
ภาคกลาง 23.97
ภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื 18.80
ภาคตะวนั ออก 4.91
ภาคตะวันตก 3.04
ภาคใต้ 8.84
ตารางแสดงจานวนประชากรในภาคตา่ งๆ ของประเทศไทย (ข้อมูล ณ ปีสามะโน พ.ศ.2553)
ท่ีมา: อกั ขรานกุ รมภมู ิศาสตรไ์ ทย เลม่ 1
Sales
8.84 5.89
3.04
4.91
23.97
18.8
เหนอื กลาง ตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวนั ออก ตะวนั ตก ใต้
แผนภมู ิการกระจายตัวประชากรไทยในภมู ภิ าคตา่ งๆ
หากพิจารณาการกระจายตัวของประชากรไทยตามรายจังหวัด จากข้อมูลสามะโนประชากร และ
เคหะ พ.ศ.2553 พบว่า กรุงเทพมหานครเปน็ เขตการปกครองท่ีมีจานวนประชากรมากที่สุด คือ 8.24 ล้านคน
ส่วนจังหวัดท่ีมีประชากรเกิน 1 ล้านคน มีทั้งสิ้น 17 จังหวัด เรียงจากมากไปน้อย ได้แก่ นครราชสีมา
สมุทรปราการ อุบลราชธานี ขอนแก่น เชียงใหม่ ชลบุรี สงขลา นครศรีธรรมราช นนทบุรี ปทุมธานี อุดรธานี
บุรีรัมย์ เชียงราย สุรินทร์ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ และสุราษฎร์ธานี สาหรับจังหวัดท่ีมีประชากรน้อยที่สุด 5
จังหวัด ได้แก่ สมุทรสงคราม รองลงมา คือ แม่ฮ่องสอน สิงห์บรุ ี นครนายก และตราด
95 ชาญณรงค์ บวั แย้มแสง เรียบเรยี ง
จงั หวดั จานวน ประชากร (ลา้ นคน)
นครราชสีมา 2.52
สมุทรปราการ 1.82
อบุ ลราชธานี 1.73
ขอนแกน่ 1.73
เชียงใหม่ 1.70
ชลบุรี 1.55
สงขลา 1.48
นครศรธี รรมราช 1.45
นนทบรุ ี 1.33
ปทุมธานี 1.32
อดุ รธานี 1.28
บุรรี มั ย์ 1.26
เชยี งราย 1.15
สุรินทร์ 1.11
รอ้ ยเอด็ 1.07
ศรสี ะเกษ 1.04
สุราษฎรธ์ านี 1.00
ตารางแสดง จังหวัดท่มี ีประชากรเกิน 1 ล้านคน 17 จงั หวดั (ไมร่ วมกรงุ เทพมหานคร) ปี พ.ศ.2553
ทีม่ า: อกั ขรานกุ รมภมู ศิ าสตรไ์ ทย เลม่ 1
จงั หวัด จานวน ประชากร (คน)
สมทุ รสงคราม 184,256
แม่ฮ่องสอน 193,005
สิงหบ์ รุ ี 198,607
นครนายก 244,873
ตราด 246,175
ตาราง แสดงจงั หวดั ทม่ี ปี ระชากรน้อยทส่ี ดุ 5 จังหวดั ปี พ.ศ.2553
ทีม่ า: อักขรานกุ รมภูมศิ าสตร์ไทย เล่ม 1
2) ความหนาแน่นประชากร
ความหนาแน่นประชากร หมายถึง จานวนประชากรเทียบกับขนาดของพื้นที่การคานวณหา
ความหนาแนน่ ของประชากร เปน็ ความคดิ ทจ่ี ะเช่ือมโยงขนาดประชากรกับทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
ความหนาแนน่ นี้คานวณได้ ดว้ ยการหาจานวนประชากรต่อหน่ึงหน่วยของพ้ืนที่ เชน่ ตารางกโิ ลเมตร
ตารางไมล์
96 ชาญณรงค์ บวั แย้มแสง เรียบเรยี ง
ความหนาแน่นของประชากร แบ่งออกเปน็ ระดับตา่ งๆ ดังน้ี
- บรเิ วณประชากรหนาแน่นมาก มปี ระชากรมากกวา่ หรอื เท่ากับ 100 คน ต่อตาราง
กโิ ลเมตร
- บรเิ วณประชากรหนาแนน่ ปานกลาง มปี ระชากร 25 – 100 คน ตอ่ ตารางกิโลเมตร
- บรเิ วณประชากรเบาบาง มีประชากร 1 – 25 คน ต่อตารางกโิ ลเมตร
- บริเวณเกือบไม่มีคนอาศัยอยู่ มีประชากรน้อยกวา่ 1 คน ต่อตารางกิโลเมตร
บริเวณประชากรหนาแน่นมากอยู่ทางตะวันออก ทางใต้และตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเชีย
คาบสมุทรอิตาลี เกาะบริเตน ตอนกลางของทวีปยุโรป ทางตะวันออกของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีปัจจัย
สาคัญคือลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาระบบ
สาธารณปู โภคในปจั จบุ ันทีเ่ อ้ือตอ่ กบั ตั้งถิน่ ฐาน
บรเิ วณท่มี ปี ระชากรอาศยั อย่เู บาบางพบบริเวณกว้างกว่าบริเวณทมี่ คี นอาศยั อยูห่ นาแน่นและปรากฎ
อย่ทู กุ ภมู ิภาคของโลก เช่น ทางเหนือของทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมรกิ าเหนือ เนอื่ งจากเปน็ บริเวณทมี่ ี
ภูมอิ ากาศหนาวเย็น ตอนในของทวปี อเมรกิ าใต้ ส่วนใหญ่ของประเทศออสเตรเลีย คาบสมุทรอาหรบั และ
ตอนกลางของทวีปเอเชีย เนื่องจากเป็นเขตแห้งแลง้ ทะเลทราย
97 ชาญณรงค์ บวั แย้มแสง เรยี บเรยี ง
ภมู ิภาค จานวนประชากร พ้ืนท่ี ความหนาแน่นประชากร
(ลา้ นคน) (ล้านตารางกโิ ลเมตร) (คนตอ่ ตารางกิโลเมตร
เอเชีย 4,494 31.03 145
แอฟริกา 1,250 29.64 42
ยโุ รป 745 22.13 34
ลาตินอเมริกา 643 20.13 32
อเมรกิ าเหนอื 362 18.65 19
(สหรฐั ฯ และแคนาดา)
เขตโอเชียเนยี 42 8.4 5
รวม 7,536 129.98 57.97
ตารางแสดงความหนาแนน่ ของประชากร จาแนกตามภูมภิ าคตา่ งๆ ของโลก
(ทีม่ า ขอ้ มลู พนื้ ท:่ี http://www.worldometers.info/world-population ขอ้ มลู ประชากรนบั ถงึ กลางปี พ.ศ.2560 : 2017
Population Reference Bureau)
ความหนาแน่นของประชากรจะช่วยให้เห็นการกระจายของประชากร แต่ก็มิอาจบอกได้ถึงคุณภาพ
ความเป็นอยู่ของประชากร ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ ความเจริญก้าวหน้าของเมือง ระบบ
สาธารณปู โภคตา่ งๆ เปน็ ตน้
สาหรับประเทศไทย ความหนาแน่นประชากร จากข้อมูลสามะโนประชากรและเคหะ พ.ศ.2553
พบว่ามีความหนาแน่นของประชากรโดยเฉลย่ี 128.6 คนต่อ ตร.กม. ภาคกลางมีความหนาแน่นประชากรมาก
ท่ีสุด รองลงมา คือ ภาคตะวันออก ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนื อ ภาคเหนือและภาคตะวันตก
ภูมภิ าค จานวนประชากร พน้ื ที่ ความหนาแนน่ ประชากร
(ล้านคน) (ตารางกิโลเมตร) (คนต่อตารางกิโลเมตร)
เหนือ 5.89 93,691 63
กลาง 23.97 91,789 261
ตะวนั ออกเฉียงเหนอื 18.80 168,855 111
ตะวนั ออก 4.91 34,380 143
ตะวนั ตก 3.04 53,679 57
ใต้ 8.48 70,715 125
ตารางแสดงความหนาแน่นประชากรในภาคตา่ งๆ ของประเทศไทย พ.ศ.2553
ที่มา: อกั ขรานกุ รมภมู ศิ าสตรไ์ ทย เลม่ 1
98 ชาญณรงค์ บัวแย้มแสง เรยี บเรยี ง
หากพิจารณาความหนาแน่นของประชากรตามรายจังหวัด พบว่ากรุงเทพมหานครเป็นเขตการ
ปกครองท่มี ีความหนาแนน่ ประชากรสงู ท่ีสุด คอื 5,258.6 คนตอ่ ตร.กม. รองลงมาคอื นนทบรุ ี 2,143.1 คนตอ่
ตร.กม.และ สมุทรปราการ 1,820.6 คนต่อ ตร.กม. สาหรับจังหวัดที่มีความหนาแน่นของประชากรน้อยที่สุด
คือ แม่ฮ่องสอน 15.2 คนต่อ ตร.กม. รองลงมาได้แก่ ตาก 31.3 คนต่อ ตร.กม. น่าน 38.7 คนต่อ ตร.กม.
กาญจนบุรี 41 คนตอ่ ตร.กม. และ อุทัยธานี 43.1 คนต่อ ตร.กม.
แผนท่ีแสดงความหนาแน่นของประชากร ประเทศไทย
ที่มา : https://www.reddit.com/r/MapPorn/comments/44y2cs/thailand_population_density_os_357x562/
99 ชาญณรงค์ บัวแยม้ แสง เรียบเรยี ง
3) การเปล่ยี นแปลงประชากร
การเปลีย่ นแปลงประชากร หมายถงึ การเปล่ียนแปลงขนาด โครงสรา้ งและการกระจายตวั
ของประชากร พน้ื ที่ใดพน้ื ที่หน่ึง เป็นผลมาจากการเปลย่ี นแปลงในองค์ประกอบ 3 ประการ คือ การเกดิ การ
ตายและการยา้ ยถิ่น
1.อัตราเกิด และอัตราตาย
การเกิด คือ การที่ทารกคลอดจากครรภ์มารดา แล้วแสดงสัญญาณการมีชีวิต เช่น ร้อง ดิ้น
แม้เพียงเส้ียววินาที โดยทั่วไปหมายถึงการเกิดมีชีพ อัตราเกิดแสดงเป็นอัตราส่วนต่อประชากร 1 พัน
คน เช่น ในปีหนึ่งอัตราเกิดเท่ากับ 13 หมายถึง ประชากร ณ พื้นที่น้ันในมีทารกเกิด 13 คน ทุก
ประชากร 1 พันคน ประชากรโลกในปี พ.ศ.2560 มีอัตราเกิดเท่ากับ 20 อัตราเกิดเป็นการวัดภาวะ
เจริญพันธ์ุขั้นต้น ซ่ึงวัดได้ 2 วิธี วิธีแรกคือ อัตราเจริญพันธุ์รวม หมายถึง จานวนบุตรโดยเฉล่ียที่สตรี
คนหนงึ่ จะมตี ลอดวัยเจริญพันธ์ุของตน และวธิ ที ่สี อง คอื อตั ราเจริญพันธ์ุท่ัวไป หมายถึง ทารกทเ่ี กิดมี
ชพี ในปหี น่งึ ต่อสตรวี ัยเจรญิ พันธทุ์ ม่ี ีอายรุ ะหวา่ ง 15 – 49 ปี เม่อื กลางปนี ัน้
ประเทศทมี่ ีอัตราเจรญิ พันธุ์รวมในปี พ.ศ.2560 สงู สดุ 10 อันดับแรกได้แก่ ไนเจอร์ รองลงมา
คือ ชาด โซมาเลยี สาธารณรัฐคองโก แองโกลา มาลี บูรก์ ินาฟาโซ ไนจเี รยี บุรนุ ดี และแกมเบีย
ประเทศ อัตราเจรญิ พนั ธุร์ วม
(ปี พ.ศ.2560)
ไนเจอร์ 7.3
ชาด 6.4
โซมาเลยี 6.4
สาธารณรฐั คองโก 6.3
แองโกลา 6.2
มาลี 6
บรู ์กนิ าฟาโซ 5.7
ไนจเี รีย 5.5
บุรุนดี 5.5
แกมเบีย
5.5
ตารางแสดง อัตราเจรญิ พันธ์รุ วม สูงสดุ 10 อันดับแรกของโลก
ประเทศท่มี ีอตั ราเจริญพนั ธุ์รวม ในปี พ.ศ.2560 ต่าสดุ 10 อันดบั แรกไดแ้ ก่ เกาหลใี ต้ รองลงมา คอื
เขตปกครองพเิ ศษไต้หวนั โรมาเนีย สงิ คโปร์ บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา อิตาลี สเปน กรีซ มอลโดวา และลิก
เตนสไตน์
100 ชาญณรงค์ บวั แยม้ แสง เรียบเรยี ง
ประเทศ อตั ราเจริญพันธ์ุรวม
(ปี พ.ศ.2560)
เกาหลใี ต้ 1.2
ไต้หวนั 1.2
โรมาเนีย 1.2
สงิ คโปร์ 1.2
บอสเนยี และเฮอรเ์ ซโกวนี า 1.2
อิตาลี 1.3
สเปน 1.3
กรีซ 1.3
มอลโดวา 1.3
ลิกเตนสไตน์
1.3
ตารางแสดง อัตราเจริญพันธุ์รวม ตา่ สดุ 10 อันดบั แรกของโลก
ท่มี า: 2017 Population Reference Bureau
การตาย คือ การทคี่ นเกดิ มชี ีพมาแลว้ แตต่ อ่ มาไดส้ น้ิ ชีวติ ลง การตายรายหนึง่ จะทาให้ประชากรลดลง
หน่วยหน่ึง อัตราตาย คือ จานวนตายในปีหน่ึงต่อประชากร (โดยทั่วไปนิยมใช้ 1,000 คน) เมื่อกลางปีน้ัน
ประชากรโลกในปี พ.ศ.2560 มีอัตราตายเท่ากับ 8 ต่อประชากร 1,000 คน ประเทศที่มีอัตราตายสูง เช่น
จอร์เจีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย ยูเครน เซอร์เบีย ซ่ึงมีอัตราตายในปี พ.ศ.2560 เท่ากับ 14 สาหรับประเทศที่มีอัตรา
ตายต่า เช่น กาตาร์ ซ่ึงมีอัตราตายในปี พ.ศ.2560 เท่ากับ 1 รองลงมาคือ บาห์เรน และคูเวต ซึ่งมีอัตราตาย
เท่ากับ 2
ประเทศใดประเทศหนงึ่ มอี ตั ราเกดิ สูงกวา่ อัตราตาย ประเทศน้นั จะมีขนาดประชากรหรอื จานวน
ประชากรเพ่ิมขึ้น ตรงกันขา้ มหากประเทศนัน้ มีอตั ราตายสงู กว่าอตั ราเกิด ประเทศดังกล่าวจะมขี นาดประชากร
หรือจานวนประชากรลดลง หากอัตราเกดิ เท่ากบั อตั ราตาย จะเรยี กวา่ การเพม่ิ ประชากรเป็นศูนย์ เม่อื นาอตั รา
เกิดลบดว้ ยอัตราตายจะเรียกวา่ อตั ราเพิ่มธรรมชาติ บอกถึงการขยายตวั ของประชากร เช่น ประเทศหน่ึงมี
อัตราเกิด 10 ต่อ 1,000 คน อตั ราตาย 3 ต่อ 1,000 คน อัตราเพิ่มธรรมชาติเท่ากบั 7 ต่อ 1,000 คน หรือรอ้ ย
ละ 0.7
ในปี พ.ศ.2560 อัตราเกิด เท่ากับ 20 ต่อประชากรโลก 1,000 คน และอัตราตาย เท่ากับ 8 ต่อ
ประชากรโลก 1,000 คน ทวีปแอฟริกาเป็นทวีปท่มี ีอัตราเพ่ิมธรรมชาตสิ งู ที่สดุ กลา่ วคืออัตราเกดิ เท่ากับ 35 ต่อ
ประชากร 1,000 คน อัตราตายเทา่ กับ 9 ต่อประชากร 1,000 คน อัตราเพิ่มธรรมชาติคิดเปน็ ร้อยละ 2.6
101 ชาญณรงค์ บัวแย้มแสง เรียบเรยี ง
ภมู ภิ าค อัตราเพ่ิมธรรมชาติ อัตราเกดิ อัตราตาย
(รอ้ ยละ) (ต่อประชากร 1,000 คน) (ตอ่ ประชากร 1,000 คน)
ทวปี แอฟรกิ า 2.6 35 9
ภูมภิ าคอเมริกาเหนือ 0.4 12 8
(แคนาดาและสหรัฐอเมริกา)
ภมู ิภาคลาตนิ อเมริกา 1.1 17 6
และแครเิ บยี น
(กล่มุ ประเทศในภมู ภิ าค
อเมริกากลาง
และทวปี อเมรกิ าใต)้
ทวปี เอเชีย 1.1 18 7
ทวีปยโุ รป 0 11 11
เขตโอเชยี เนีย 1.1 16 7
(ทวปี ออสเตรเลีย และ
ประเทศใน
มหาสมทุ รแปซิฟิกอกี 11
ประเทศ)
ตารางแสดงอัตราเกดิ อตั ราตาย และอตั ราเพ่มิ ธรรมชาติ ภูมภิ าคตา่ งๆ ของโลก ในปี พ.ศ.2560
ท่มี า: 2017 Population Reference Bureau
สาหรับประเทศไทยในปี พ.ศ.2560 อตั ราเกิดเท่ากับ 11 คนตอ่ ประชากร 1,000 คน อัตราตายเท่ากับ
8 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราเพ่ิมธรรมชาติเท่ากับร้อยละ 0.3 (ท่ีมา: 2017 Population Reference
Bureau)
ในการทาสามะโนครัวครงั้ แรกเมื่อ พ.ศ.2453 ปรากฏวา่ ประเทศไทยมปี ระชากรรวมท้ังสิ้น 8.15 ลา้ น
คน หลังจากน้ันจานวนประชากรได้เพ่ิมขึ้นตามลาดบั จนถึง 65.5 ล้านคน ใน พ.ศ.2553 หรือเพ่ิมข้ึนประมาณ
8 เทา่ ตวั ภายในระยะเวลา 100 ปี ดังตารางแสดงจานวนประชากรและอัตราเพิ่ม พ.ศ.2453-2553
จะเห็นได้ว่า อัตราการเพ่ิมของประชากรมีความแตกต่างกันในช่วงเวลาต่างๆ ของปีสามะโนซ่ึงอัตรา
การเพ่ิมของประชากรในประเทศไทยน้ัน ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับอัตราการเกิด และอัตราการตายเป็นสาคัญ ส่วน
การย้ายถ่ินระหว่างประเทศมีจานวนไม่มากนัก ในระหว่าง พ.ศ.2453 – 2462 อัตราการเพ่ิมมีเพียงร้อยละ
1.22 ซ่ึงถือว่าต่ามาก ต่อมาในช่วง พ.ศ.2462 – 2472 และ พ.ศ.2472 – 2480 อัตราการเพิ่มขยับสูงข้ึนเป็น
ร้อยละ 2.23 และ 2.86 ตามลาดับ ครั้นถึงช่วง พ.ศ.2480 – 2490 อัตราเพิ่มได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เหลือ
เพียงร้อยละ 1.87 เป็นเพราะว่าในขณะนั้นประเทศไทยกาลังอยู่ในภาวะของสงครามมหาเอเชียบูรพาและ
สงครามโลกครั้งที่ 2 ทาให้อัตราการเกิดลดลงอย่างมากเนื่องจากประชากรมีความเครียดจากภาวะสงคราม
และความไมป่ กตสิ ุขในการดารงชวี ติ ในขณะเดียวกัน อัตราการตายก็เพิม่ สูงขนึ้ ด้วยเนื่องจากการขาดแคลนยา
รักษาโรค และบริการด้านสาธารณสุข เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง อัตราการเพ่ิมของประชากรจึงกลับ
เพิม่ สูงขน้ึ อยา่ งรวดเรว็ อกี ครงั้ หนงึ่ จนถงึ รอ้ ยละ 3.15 ในช่วง พ.ศ.2490 – 2503 นับเป็นอัตราการเพิ่มทีส่ งู มาก
เป็นประวัติการณ์ จานวนประชากรท่เี พมิ่ ขึน้ จริงในช่วงนน้ั มีถึงเกือบ 9 ลา้ นคน ทาใหป้ ระชากรเพม่ิ จาก 17.44
ล้านคน เป็น 26.25 ล้านคน
102 ชาญณรงค์ บวั แยม้ แสง เรียบเรียง
ปสี ามะโน จานวนประชากร จานวนทเี่ พมิ่ ข้นึ อัตราเพ่มิ
(รอ้ ยละต่อป)ี
2453 8,149,487 -
2462 -
2472 9,207,355 1,057,868 1.22
2480 2.23
2490 11,506,207 2,298,952 2.86
2503 1.87
2513 14,464,105 2,957,898 3.15
2523 2.70
2533 17,442,689 2,978,584 2.65
2543 1.96
2553 26,257,916 8,815,227 1.10
0.72
34,397,374 8,139,458
44,824,540 10,427,166
54,548,530 9,723,990
60,916,441 6,058,417
65,479,453 4,563,012
ตารางแสดงจานวนประชากรและอตั ราเพิ่ม พ.ศ.2453-2553
ท่มี า: อักขรานกุ รมภมู ศิ าสตร์ไทย เลม่ 1
70
65.47
60 60.91
54.54
50
44.82
40
34.39
30
26.25
20 9.2 11.5 14.46 17.44
10 8.14
0 0 1.22 2.23 2.86 1.87 3.15 2.7 2.65 1.96 1.1 0.72
2453 2462 2472 2480 2490 2503 2513 2523 2533 2543 2553
จำนวน(ลำ้ นคน) อตั รำเพ่ิม(รอ้ ยละ) Column1
แผนภมู ิแสดงจานวนประชากรและอตั ราเพม่ิ ของประชากรไทยระหวา่ งปี พ.ศ.2453-2553
การเพิม่ ของประชากรในอัตราทส่ี ูงมากในช่วง พ.ศ.2490 – 2503 จงึ ไดม้ กี ารรณรงคใ์ ห้มีการวางแผน
ครอบครัวกันอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ เพื่อชะลออัตราการเกิดให้ลดลง ทาให้อัตราการเพ่ิมของประชากร
ค่อยๆ ลดลงตามลาดับ นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ซึ่ง เน้นการ
เจริญเติบโตทางอุตสาหกรรมมากขึ้น อันมีผลให้ประชากรจากชนบทย้ายถิ่นเข้ามาอยู่อาศัยในเขตเมืองเป็น
จานวนมาก ก็มสี ่วนช่วยใหอ้ ตั ราการเกดิ ลดลง เนอื่ งจากประชาชนในเขตเมอื งนยิ มการมคี รอบครวั ขนาดเล็ก
103 ชาญณรงค์ บัวแย้มแสง เรยี บเรยี ง
2.การยา้ ยถิ่น
การย้ายถ่ิน หมายถึง การเคล่ือนย้ายของบุคคลหรือกลุ่มที่เป็นการเปล่ียนแปลงสถานที่อยู่ปกติอย่าง
ถาวรหรือก่ึงถาวร มิตสิ าคญั ท่สี ุดของการย้ายถิ่นคอื มิติดา้ นพ้นื ท่ีและมิตดิ า้ นเวลา
ในมิติด้านพ้ืนที่ บุคคลไม่อาจถือได้ว่าเป็นผู้ย้ายถ่ิน (migrant) ถ้าไม่ได้เคล่ือนย้ายออกไปจากสถานท่ี
อยู่ แต่การเคล่ือนย้ายออกจากสถานท่ีอยู่ก็ไม่จาเป็นต้องเป็นการย้ายถ่ินเสมอไป หากเป็นการย้ายระยะใกล้ๆ
หรือภายในเขตพืน้ ท่ีท่เี ปน็ หนว่ ยของการศกึ ษา
ในมิติด้านเวลา การเคลื่อนย้ายออกจากสถานที่อยู่บางคร้ังอาจเป็นเพียงการเปล่ียนแปลงสถานท่ีอยู่
ปกติชั่วคราว เช่น นักท่องเที่ยว หรือผู้เดินทางไปกลับ ก็ไม่ถือว่าเป็นผู้ย้ายถ่ิน ส่วนผู้ที่เคล่ือนย้ายไปอยู่ในถ่ิน
หรือประเทศอ่ืนเป็นการช่ัวคราวโดยมีความตั้งใจที่จะกลับมายังถ่ินเดิมหรือประเทศของตนหลังจากส้ินสุด
การศึกษาหรือสัญญาการทางาน ก็ยังไม่ถือว่าเป็นผู้ย้ายถิ่น แต่จะเรียกว่าผู้อยู่ช่ัวคราว หรือเป็นเพียงผู้ย้ายถ่ิน
ชั่วคราว ในมิติด้านพ้ืนท่ี ผู้ท่ีเปล่ียนแปลงสถานที่อยู่อย่างถาวรแต่สถานท่ีอยู่ใหม่ไม่ไกลจากท่ีเดิม และไม่ได้
เปล่ียนแปลงกิจวัตรประจาวัน เช่น ยังคงไปทางานท่ีเดิม ไปเรียนท่ีเดิม และยังคงไปจับจ่ายใช้สอยในสถานที่
เดิมกไ็ ม่ถือว่าเป็นผู้ย้ายถน่ิ เปน็ เพยี งผู้เคล่ือนย้ายเท่านั้น สว่ นกรณีของผ้เู ร่ร่อนซ่ึงมีท่ีอยู่ไม่เป็นท่ีก็ไม่ถือว่าเป็น
ผ้ยู ้ายถนิ่ แมจ้ ะมกี ารเปล่ยี นแปลงสถานทอี่ ยู่และกจิ วตั รประจาวนั กต็ าม
การย้ายถ่ินมีความเก่ียวพันอย่างใกล้ชิดกับพื้นท่ี 2 แห่ง คือ ถิ่นต้นทาง หรือพ้ืนท่ีที่อาศัยอยู่เดิมก่อน
จะย้ายถิน่ และถน่ิ ปลายทาง หรอื พนื้ ทท่ี ผี่ ูย้ ้ายถนิ่ เข้าไปอย่อู าศยั ใหม่
การย้ายถิ่นน้ันหากใช้ขอบเขตของประเทศเป็นเกณฑ์จะสามารถพิจารณาได้ 2 ประเภท คือ การย้าย
ถน่ิ ภายในประเทศ และการย้ายถิ่นระหวา่ งประเทศ
ปัจจัยในการย้ายถิ่นฐาน ได้แก่
- ปจั จยั ผลัก คือ ปจั จยั ที่ส่งผลใหบ้ ุคคลตัดสนิ ใจย้ายออกจากถิ่นฐาน เชน่ สภาวะแวดล้อมไม่ดีที่ดิน
ทากินเสอ่ื มคณุ ภาพ เกดิ ภัยพบิ ตั ิ โรคระบาด หรอื เกดิ สงคราม
- ปัจจัยดึง คือ ปัจจัยท่ีส่งผลให้บุคคลตัดสินใจย้ายเข้ามายังถิ่นฐานใหม่ เช่น สภาวะแวดล้อมที่ดี
ท่ีดนิ อดุ มสมบรู ณ์ เขตปลอดภัยพบิ ตั ิ มคี วามม่นั คงทางการเมืองการปกครอง รายไดส้ ูง
ผลกระทบจากการยา้ ยถนิ่ เชน่ จานวนผู้ย้ายถ่นิ จากทวปี เอเชีย แอฟรกิ า และภูมิภาคลาตินอเมริกาไป
ยังประเทศนอร์เวย์ เพิ่มข้ึนอย่างรวดเร็วต้ังแต่ พ.ศ. 2533 หลังวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ ผลกระทบของการ
ย้ายถ่ินดังกล่าวมี 2 ประการ ประการแรกเป็นผลกระทบต่อประเทศต้นทาง ทาให้สูญเสียกาลังแรงงาน
โดยเฉพาะแรงงานทักษะสูง ดังกรณีของประเทศอิสราเอล ท่ีประสบปัญหาสมองไหลไปยังต่างประเทศ เมื่อ
เปรียบเทียบระดับการศึกษาของผู้ย้ายถ่ินแล้วจะพบว่า พ.ศ 2554 มีชาวอิสราเอลที่ได้รับปริญญาเอกย้ายไป
ทางานตา่ งประเทศมากที่สดุ ในกลมุ่ แรงงานทักษะสงู ประการที่ 2 คือ ผลกระทบตอ่ ประเทศปลายทาง ดงั กรณี
กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมที่ดึงดูดแรงงานจากประเทศที่ไม่ใช่ประเทศอุตสาหกรรมเข้าไปเป็นแรงงานจานวน
มาก ประเทศที่มีสัดส่วนแรงงานท้ังหมด รองลงมาคือประเทศอิสราเอล (ร้อยละ 95) และประเทศกาตาร์
(รอ้ ยละ 92) นอกจากนป้ี ระเทศต้นทางของแรงงานอุตสาหกรรมอาจจะประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานระดับ
ล่าง ดังกรณีของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีแรงงานจากประเทศเมียนมา ลาว กัมพูชา และบังกลาเทศ เข้ามา
เปน็ ลูกจ้างในภาคอุตสาหกรรมจานวนไม่น้อย ประเทศเหลา่ น้ันจงึ เปน็ ประเทศทปี่ ระสบปญั หาสมองไหล คล้าย
กบั ประเทศอิสราเอล
104 ชาญณรงค์ บัวแยม้ แสง เรยี บเรียง
สาหรับประเทศไทย จากข้อมูลสามะโนประชากรและเคหะพ.ศ.2553 พบว่าประชากรมีถิ่นท่ีเกิดคน
ละจังหวัดกับท่ีอยู่ปัจจุบัน ร้อยละ 21.8 ซึ่งหมายถึงประชากรส่วนใหญ่ร้อยละ 78.2 เป็นผู้ท่ีเกิดในจังหวัด
เดยี วกบั ท่อี ยปู่ ัจจุบัน ประชากรไทยมยี ้ายถ่ินในช่วงเวลา 5 ปกี ่อนวันสามะโน (พ.ศ. 2548-2553) มจี านวน 6.2
ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 9.4 ของประชากรทั้งประเทศ เพศชายมีสัดส่วนการย้ายถิ่นสูงกว่าเพศหญิง (ร้อยละ
9.9 และ9.0 ตามลาดับ) และประชากรในเขตเทศบาลมีสัดส่วนการย้านถิ่นสูงกว่าประชากรนอกเขตเทศบาล
(รอ้ ยละ 13.4 และ6.3 ตามลาดับ)
3. พีระมดิ ประชากร
พีระมิดประชากร หมายถึง การแสดงภาพโครงสร้างอายุและเพศของประชากรด้วยกราฟแท่งท่ีวาง
ตามแนวนอน โดยแสดงจานวนหรือสัดส่วนของประชากร กราฟแท่งด้านซ้ายของแกนตั้งแสดงประชากรชาย
และด้านขวาแสดงประชากรหญิง กราฟแต่ละแท่งแสดงกลุ่มอายุของประชากร เร่ิมจากฐานท่ีแสดงกลุ่มอายุ
น้อยสดุ ไปจนถงึ กล่มุ อายุสงู สุด
ลักษณะพีระมิดประชากรของประเทศหน่ึงๆ สะท้อนการเปล่ียนแปลงทางประชากรที่เกิดข้ึนกับ
ประเทศนน้ั ๆ ซึง่ โดยปรกตแิ ล้วพีระมดิ ประชากรแบ่งออกตามลักษณะได้เปน็ 3 แบบคือ
1) พีระมิดประชากรแบบฐานกว้าง เป็นพีระมิดที่แสดงโครงสร้างอายุของประชากรท่ีมีอัตราเกิดและ
อัตราสูงทาให้มีจานวนเด็กซึ่งอยู่บรเิ วณฐานของพีระมิดนัน้ มาก ส่วนอัตราตายที่สงู มีผลให้พีระมิดประชากรใน
ช้ันทสี่ งู ขน้ึ แคบลงอยา่ งรวดเรว็ ประชากรมีอายุสั้น พรี ะมดิ ประชากรแบบฐานกว้างน้ีมักพบได้ในประเทศกาลัง
พัฒนาทั้งหลาย
2) พรี ะมิดประชากรแบบคงท่ี เป็นพีระมดิ ทีแ่ สดงโครงสรา้ งอายุของประชากรทีป่ ระชากรแต่ละอายุมีพอๆ
กนั ซงึ่ มาจากมีอัตราเกิดท่ีตา่ มากและคงท่ี นอกจากนั้น อัตราตายกต็ ่ามากด้วยเช่นกนั การตายทเี่ กิดขึ้นนั้นจะ
เกิดแก่กลุ่มประชากรสงู อายุเทา่ นั้น
3) พีระมิดประชากรแบบฐานแคบ เปน็ พรี ะมดิ ทแ่ี สดงโครงสรา้ งอายุของประชากรที่อัตราเกิดและอัตรา
ตายได้ลดต่าลง (อัตราตายได้ลดต่าลงก่อนอัตราเกิด) เม่ืออัตราตายลดต่าลงจะทาให้พีระมิดประชากรในช้ันท่ี
สูงข้ึนค่อยๆ กว้างขึ้นและเมื่ออัตราเกิดได้ลดต่า ฐานของพีระมิดประชากรของประเทศไทยในปัจจุบันจัดเป็น
พรี ะมดิ ประชากรแบบฐานแคบ
ตวั อย่างพรี ะมดิ ประชากร
ทีม่ า : http://www.theprachakorn.com/detail.php?m=2&id=168
105 ชาญณรงค์ บวั แยม้ แสง เรียบเรียง
สาหรับประเทศไทย พีระมิดประชากรเปลยี่ นจากพีระมิดประชากรแบบคงท่ีมาเป็นพีระมิดประชากรแบบ
ฐานแคบ กล่าวคือ แนวโน้มประชากรของประเทศจะเพิ่มข้ึนอย่างชา้ ๆ และลดลง จานวนประชากรในวัยเด็กมี
แนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ประชากรวัยผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเน่ือง สาเหตุจากระบบการแพทย์
และสาธารณสขุ ที่กา้ วหน้า ประชากรมคี วามรดู้ ้านโภชนาการ ตลอดจนมกี ารดแู ลรกั ษาสุขภาพทด่ี ี เป็นตน้
พรี ะมิดประชากรไทย
ท่มี า: สานักงานสถติ ิแห่งชาติ
4. การตัง้ ถน่ิ ฐาน
การต้ังถิ่นฐาน หมายถึง การท่ีประชากรกลุ่มหนึ่ง เลือกทาเลที่อยู่อาศัยโดยการสร้างท่ีพักอาศัย ณ
บริเวณพื้นที่หนึ่ง อาจเร่ิมต้นด้วยการมีผู้บุกเบิกมาต้ังหลักแหล่ง เป็นกลุ่มเล็กและขยายเป็นชุมชนที่ใหญ่ขึ้นใน
เวลาตอ่ มา
106 ชาญณรงค์ บัวแย้มแสง เรยี บเรยี ง
สภาพแวดล้อมทางกายภาพมีอิทธิพลต่อการตั้งถ่ินฐานโดยตรงของมนุษย์ อาทิเช่น ลักษณะภูมิ
ประเทศ ภูมิอากาศ พืชพรรณธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ บริเวณใดมีสภาพแวดล้อมทางกายภาพ
ต่างกัน ส่งผลให้การต้ังถ่ินฐานต่างกัน เช่น ในเขตร้อนและแห้งแล้ง การต้ังถ่ินฐานในเขตน้ี โดยมากจะสร้างท่ี
อยอู่ าศัยจากวสั ดทุ ค่ี งทนต่อสภาพอากาศ เชน่ หินทราย หินปูน ดนิ หรอื โคลน ในเขตร้อนชืน้ โดยมากจะสร้างท่ี
อยู่อาศัยด้วยไม้ตัวบ้านติดกับพื้นมีปล่องไฟเพื่อให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว ในเขตหนาวการตั้งถิ่นฐานในเขตนี้
เบาบางที่สุดเพราะสภาพอากาศท่ีหนาวเย็น สร้างท่ีอยู่อาศัยด้วยวัสดุธรรมชาติที่พบในท้องถิ่น เช่น หญ้า ฟาง
สาหรับการต้ังถิ่นฐานในเขตเมืองมีลักษณะคล้ายๆกันสร้างจากวัสดุแปรรูป เช่น คอนกรีตเสริมเหล็ก ติดต้ัง
เครอื่ งปรบั อากาศให้อณุ หภมู ิภายในบา้ นเรือนมีความเหมาะสม
ลกั ษณะการต้ังถิน่ ฐาน แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะทสี่ าคัญ ได้แก่
1. การตั้งถิ่นฐานแบบชั่วคราว เป็นการตั้งถ่ินฐานระยะเวลาส้ันๆ เคลื่อนย้ายไปเร่ือย ส่วนใหญ่
ประกอบอาชีพเก็บของป่าล่าสัตว์ เช่น พวกกายาน อยู่ทางตอนใต้ของทวีปอเมริกาใต้ พวกปิกม่ีอยู่บริเวณลุ่ม
น้าซาอีร์ ทวีปแอฟริกา พวกบุชแมน อยู่ทางตอนเหนือของทะเลทรายกาลาสารี ทวีปแอฟริกา และประกอบ
อาชีพเล้ียงสัตว์เร่ร่อน เช่น พวกเคอร์กิช อยู่บริเวณทุ่งหญ้าสเตปป์ ตอนกลางของทวีปเอเชีย พวกเบดูอิน อยู่
บริเวณคาบสมุทรอาหรบั พวกฟลู านีและมาซาย อยบู่ รเิ วณประเทศซดู าน ทวีปแอฟริกา พวกแลปปแ์ ละซามอ
ยอยู่ในเขตอากาศแบบทรุ นดา ซึ่งอยทู่ างเหนือของทวีปเอเชีย
2. การต้ังถิ่นฐานแบบถาวร เป็นการต้ังถิ่นฐานแบบอยู่กับที่ เป็นหลักแหล่งท่ีแน่นอน โอกาสในการ
เคลื่อนย้ายมีน้อย การต้ังถ่ินฐานในชนบท มีรูปแบบท่ีแตกต่างกัน 2 รูปแบบใหญ่ คือ การตั้งถิ่นฐานแบบ
รวมกลุม่ แล้วตงั้ ถิ่นฐานแบบกระจาย เป็นการตั้งบ้านเรือนในทีน่ า หรอื พน้ื ที่เพาะปลูกของตนเอง หา่ งไกลจาก
เพื่อนบ้าน การต้งั ถิน่ ฐานในรูปแบบนป้ี รากฏบริเวณพ้ืนท่ีเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่
รปู แบบหมู่บา้ นแบบรวมกลุม่
ทมี่ า : https://www.tes.com/lessons/CaQWjmp6JwNS_Q/food-and-agriculture
107 ชาญณรงค์ บัวแยม้ แสง เรยี บเรยี ง
สาหรับประเทศไทย มีปจั จยั สภาพแวดล้อมทางกายภาพท่ีเหมาะสมและเอื้ออานวย ตอ่ การตงั้ ถิ่นฐาน
กระจายอยู่ในทุกภูมิภาค เนื่องมาจากความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ และการพัฒนาที่เกิดขึ้นในระยะเวลา
ตอ่ มา
ภาคเหนือ มีภูมิประเทศสว่ นใหญ่เปน็ เทือกเขาสูง ประมาณ 2 ใน 3 ของพ้ืนท่ีความเหมาะสม
ในการตั้งถิ่นฐานจึงอยู่บริเวณที่ราบหุบเขา และแอ่งที่ราบลุ่มน้าขนาดเล็ก ซึ่งกระจายตามเทือกเขา
ต่างๆ
ภาพจากดาวเทยี มแสดงการต้ังถน่ิ ฐานบรเิ วณเมอื งเชียงใหมร่ มิ แม่นา้ ปงิ
(ภาพจากดาวเทียม LANDSAT 7 วันที่ 10 กมุ ภาพันธ์ 2546)
ท่มี า: สานกั งานพัฒนาเทคโนโลยอี วกาศและภมู สิ ารสนเทศ (องค์การมหาชน)
108 ชาญณรงค์ บัวแย้มแสง เรียบเรียง
ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื การตง้ั ถนิ่ ฐานของประชากรค่อนข้างกระจายตัวไปอย่างกวา้ งขวาง
ทวั่ ภมู ภิ าค เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นแอง่ ที่ราบขนาดใหญ่ มีแมน่ ้าไหลผ่านทาใหเ้ กิดความอุดม
สมบรู ณ์ เชน่ แมน่ า้ เลย แมน่ ้ามลู แมน่ ้าโขง ส่วนใหญ่เปน็ ที่ต้งั ถ่ินฐานอยูอ่ ย่างหนาแนน่ และกระจาย
ออกไปตามเนินเตยี้ ๆไม่ไกลจากแหลง่ น้า
ภาพจากดาวเทยี ม แสดงการตั้งถนิ่ ฐาน บริเวณเมอื งอบุ ลราชธานี รมิ ฝ่งั แม่นา้ มลู
(ภาพจากดาวเทียม LANDSAT 7 วนั ท่ี 20 กุมภาพันธ์ 2545)
ทีม่ า: สานกั งานพฒั นาเทคโนโลยอี วกาศและภมู ิสารสนเทศ (องคก์ ารมหาชน)
ภาคกลาง เป็นภาคที่เหมาะสมมากต่อการตั้งถน่ิ ฐาน เนื่องจากสภาพภมู ปิ ระเทศของภาคกลางเปน็ ที่
ราบลมุ่ อนั อุดมสมบรู ณ์ มีแม่น้าใหญ่หลายสายไหลผา่ น สว่ นมากตัง้ ถ่ินฐานกันอย่างหนาแน่นริมฝัง่ แม่นา้ ลา
คลองสายต่างๆ เชน่ แมน่ า้ เจ้าพระยา แม่น้าป่าสัก แมน่ ้าท่าจนี ตลอดจนแควและลานา้ สาขาของแม่น้าสาย
ต่างๆ
ภาคตะวนั ออก เน่ืองจากตอนกลางเป็นบริเวณท่สี งู ซ่ึงเป็นที่ต้งั ของเทือกเขาจนั ทบุรี การต้ังถิน่ ฐาน
สว่ นใหญอ่ ยู่บริเวณทร่ี าบชายฝ่งั ทางใตข้ องภมู ิภาคซึง่ มีแมน่ ้าสายส้ันๆไหลลงสูอ่ ่าวไทย เช่น แมน่ ้าระยอง
แมน่ ้าจนั ทบรุ ี และแม่นา้ เมืองตราด และอีกบริเวณคือบริเวณลุ่มน้าทางเหนือของภาคซึ่งมแี มน่ า้ ปราจนี -บาง
ปะกงเปน็ แม่นา้ สายหลกั
109 ชาญณรงค์ บวั แยม้ แสง เรียบเรยี ง
ภาคตะวนั ตก มีลักษณะภูมิประเทศคล้ายคลงึ กับภาคเหนือ แตท่ างตอนใต้ตดิ ชายฝง่ั ทะเลการตงั้ ถนิ่
ฐานทางตะวนั ตกของภาคซ่งึ เป็นเขตเทือกเขาสูง แนวเหนอื ใตจ้ ึงมกี ารตง้ั ถนิ่ ฐานเบาบาง ส่วนใหญ่ตง้ั ถ่นิ ฐาน
บริเวณที่ราบลุ่มแมน่ ้าแม่กลอง แม่นา้ เพชรบรุ ี และที่ราบชายฝั่งทะเล
ภาคใต้ มีลักษณะเปน็ คาบสมุทรขนานดว้ ยชายฝ่ังด้านตะวันออกติดอ่าวไทย ดา้ นตะวนั ตกตดิ ทะเลอนั
ดามนั ตอนในของภาคเป็นเขตเทือกเขาสงู จงึ มีการตั้งถิ่นฐานคอ่ นข้างเบาบาง และต้งั ถน่ิ ฐานอยหู่ นาแน่น
บริเวณทรี่ าบชายฝ่ัง โดยเฉพาะชายฝ่ัง ดา้ นตะวันออกซง่ึ มีพ้ืนที่กวา้ งกวา่ ทรี่ าบชายฝั่งด้านตะวนั ตก
ภาพจากดาวเทียมแสดงการตัง้ ถิน่ ฐานของเมืองสงขลาและหาดใหญ่ บรเิ วณทร่ี าบชายฝงั่ ด้านตะวนั ออกของภาคใต้
(ภาพจากดาวเทียม LANSAT 7 วันที่ 6 มนี าคม พ.ศ. 2545)
ที่มา: ท่ีมา: สานักงานพัฒนาเทคโนโลยอี วกาศและภมู ิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)
5.ชุมชนชนบทและเมอื ง
1. ชุมชนชนบท
ชุมชนชนบท คือพ้ืนที่ที่อยู่นอกเขตเมืองทั้งหมด เกณฑ์การแบ่งชนบทและเมืองที่นิยมใช้และเป็นท่ี
ยอมรับได้แก่ จานวนประชากรความหนาแน่นของประชากร ประเภทของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือในอดีต
อาจใช้กาแพงเมืองแบ่งเขต จานวนประชากรและความหนาแน่นของประชากรเป็นเกณฑ์ที่นิยมใช้มากท่ีสุด
เช่น เขตเมืองประเทศออสเตรเลียกาหนดให้พ้ืนที่ที่มีประชากรตั้งถ่ินฐาน ตั้งแต่ 1,000 คน ขึ้นไปและมีความ
110 ชาญณรงค์ บัวแย้มแสง เรียบเรียง
หนาแน่นของประชากร 200 คนต่อตารางกิโลเมตรข้ึนไป ประเทศแคนาดากาหนดใช้พ้ืนท่ีที่มีประชากรต้ังถิ่น
ฐานตั้งแต่ 1,000 ข้ึนไป และมีความหนาแน่นของประชากรตั้งแต่ 400 คน ต่อตารางกิโลเมตรข้ึนไป ประเทศ
ญ่ีปุ่นกาหนดให้พ้ืนท่ีท่ีมีประชากรตั้งถ่ินฐานอยู่ต่อเนื่องอย่างหนาแน่น และมีความหนาแน่นของประชากร
4,000 คน ตอ่ ตารางกิโลเมตรข้ึนไป สาหรบั ประเทศไทยถือว่าพืน้ ที่ที่อยู่นอกเขตเทศบาลทง้ั หมดเป็นเขตชนบท
ประชากรโลกในเขตชนบทลดลงมาโดยตลอด เป็นผลมาจากการเพิม่ ข้ึนของประชากร วิทยาการต่างๆ
เจริญกา้ วหน้า และเศรษฐกจิ ท่ีขยายตวั โลกมปี ระชากรในเขตชนบท ปี พ.ศ. 2543 เทา่ กับ ร้อยละ 53.5 พ.ศ.
2548 เท่ากบั รอ้ ยละ 5.1 พ.ศ. 2553 เทา่ กบั ร้อยละ 48.7 พ.ศ. 2558 เทา่ กับร้อยละ 46.4 พ.ศ. 2559 เท่ากับ
ร้อยละ 46 และ พ.ศ. 2560 เท่ากบั ร้อยละ 45.6
2. ชุมชนเมือง
ชุมชนเมือง คือพ้ืนท่ีที่ประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น หรือจานวนมากเม่ือเทียบกับพ้ืนที่
และประชากรสว่ นใหญ่ในพ้ืนที่น้นั ประกอบอาชีพท่ีมิใช่เกษตรกรรม มีความแตกตา่ งกบั ชนบทอย่างชดั เจน ท้ัง
ภูมิทัศน์หรือลักษณะทางกายภาพ สภาพเศรษฐกิจและสังคมในทางกายภาพ จะพบว่าภายในเมืองมีผู้อาศัย
หรือเดินทางมาประกอบกิจกรรมต่างๆ มีบ้านเรือน อาคารร้านค้าและตึกสูงหนาแน่น เส้นทางคมนาคมและ
พาหนะจานวนมาก มีความหลากหลายของอาชีพ ลักษณะครอบครัวส่วนใหญ่เป็นครอบครัวเด่ียวซ่ึงต่างจาก
ชนบท สว่ นใหญเ่ ป็นครอบครัวขยาย
ลกั ษณะของเมืองแบบตา่ งๆ ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นมากของประชากรในปจั จบุ นั เช่น
- มลิ เลยี นซติ ี (million city) เป็นคากลางๆ หมายถงึ เมืองที่มปี ระชากรเกนิ 1 ลา้ นคน
- เมโทรโพลิส หรือ มหานคร (metropolis) เปน็ เมอื งที่มีประชากรเกิน 1 ลา้ นคน มีศนู ย์กลาง
เดียว เชน่ ลอนดอน ปารสี
- เมกะโลโพลสิ (megalopolis) เป็นเมืองท่ีมีประชากรเกนิ 1 ลา้ นคนแต่มีหลายศนู ย์กลาง เชน่
กลมุ่ เมืองอุตสาหกรรมของประเทศเยอรมนี กลุ่มเมืองใหญ่ 4 เมอื งของประเทศเนเธอร์แลนด์
ได้แก่ อัมเตอรด์ มั รอตเทอรด์ าม เดอะเฮก และยเู ทรก
- เมกะซติ ี (megacity) เป็นเมืองทม่ี ีประชากรเกิน 10 ลา้ นคน
- เวริ ์ดซิตี (world city) เปน็ เมืองใหญ่ทม่ี ีลักษณะเด่นเป็นศูนย์รวมทางการคา้ และเศรษฐกจิ มี
สานักงานใหญ่ บรษิ ัทขา้ มใหญ่ บรรษทั ข้ามชาติ เขา้ มาลงทุนหรือเปิดสาขา มรี ะบบเทคโนโลยี
การสื่อสารท่ีรวดเรว็ เป็นศนู ย์กลางการสื่อสารนานาชาติ เช่น นวิ ยอรก์ ลอนดอน โตเกยี ว
- เอกนคร (primate city) เปน็ เมืองใหญ่ท่ีสดุ มจี านวนประชากรต่างกับเมืองอนั ดับสองท่มี ีขนาด
รองลงมาหลายเท่าตวั เชน่ กรงุ เทพมหานครเป็นเอกนครของประเทศไทย
ในภาพรวมของโลก ประชากรเมอื งมีแนวโนม้ เพิม่ ขึ้นอย่างรวดเร็วและตอ่ เน่ือง โดยในปี พ.ศ. 2543
โลกมปี ระชากรในเขตเมืองร้อยละ 46.5 ปี พ.ศ. 2548 เทา่ กบั ร้อยละ 48.9 ปี พ.ศ. 2553 เท่ากบั ร้อยละ 51.3
ปี พ.ศ. 2558 เทา่ กบั ร้อยละ 53.6 ปี พ.ศ. 2559 เท่ากบั ร้อยละ 54.0 และ ปี พ.ศ. 2560 เทา่ กับร้อย 54.4
111 ชาญณรงค์ บัวแยม้ แสง เรียบเรยี ง
ปีพ.ศ. ประชากรเมือง (ร้อยละ) ประชากรชนบท (ร้อยละ)
2560 54.4 45.6
2559 54.0 46
2558 53.6 46.3
2553 51.3 48.7
2548 48.9 51.1
2543 46.5 53.5
ตารางแสดง รอ้ ยละของประชากรชนบทและเมอื งของโลกปี พ.ศ.2543 – พ.ศ.2560
ท่มี า: http://www.worldometers.info
กราฟแสดงประชากรชนบทและเมอื งระหว่าง พ.ศ. 2543-2560
ท่ีมา: http://www.worldometers.info
ประชากรเมือง ในปี พ.ศ. 2560 แยกตามภมู ิภาคตา่ งๆ ของโลก ไดแ้ ก่ ทวปี แอฟริกา ร้อยละ 41
ภูมิภาคอเมริกาเหนอื (ประเทศแคนาดาและสหรัฐอเมรกิ า) ร้อยละ 81 ภมู ภิ าคลาตินอเมรกิ าและแครเิ นยี น
(กลุ่มประเทศในอเมริกากลางและทวปี อเมรกิ าใต)้ รอ้ ยละ 80 ทวีปเอเชยี ร้อยละ 49 ทวีปยุโรป รอ้ ยละ 74
เขตโอเชียเนีย (กล่มุ ประเทศในทวปี ออสเตรเลีย และประเทศต่างๆในหมู่เกาะมหาสมุทรแปซฟิ ิกอีก 11
ประเทศ ร้อยละ 69)
ภมู ภิ าค ประชากรเมือง (รอ้ ยละ) ประชากรชนบท (ร้อยละ)
ทวีปแอฟริกา 41 59
ภมู ภิ าคอเมรกิ าเหนือ 81 19
ภมู ิภาคลาตนิ อเมรกิ าและแคริเบียน 80 20
ทวีปเอเชยี 49 51
ทวปี ยโุ ยป 74 26
เขตโอเชยี เนยี 69 31
ตารางแสดงประชากรชนบทและเมอื งในภมู ิภาคตา่ งๆของโลก ปี พ.ศ. 2560
ท่มี า: 2017 Population Reference Bureau
112 ชาญณรงค์ บัวแยม้ แสง เรียบเรยี ง
แผนภมู เิ ปรยี บเทียบสดั สว่ นร้อยละของประชากรชนบท เมอื ง และภมู ภิ าคตา่ งๆของโลกใน พ.ศ. 2560
ที่มา: 2017 Population Reference Bureau
โดยภาพรวมประเทศไทยมีประชากรท่ีอยู่อาศัยในเขตชนบทเป็นสัดสว่ นสูงกว่าประชากรท่ีอยู่อาศัยใน
เขตเมอื ง เน่ืองจากประชากรส่วนใหญข่ องประเทศดารงชวี ิตด้วยเกษตรกรรมอย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มที่จานวน
ประชากรในเขตเมืองมสี ัดสว่ นค่อยๆ เพม่ิ สูงข้ึนในระยะเวลาที่ผ่านมาดงั จะเหน็ ได้ว่าในสามะโนประชากร พ.ศ.
2503 มีประชากรในเขตเมืองเพียงร้อยละ 12.5 ของประชากรทั้งหมด ต่อมาได้เพ่ิมขึ้นเป็นร้อยละ 13.2 ใน
พ.ศ. 2513 ร้อยละ 17.3 ใน พ.ศ. 2523 ร้อยละ 18.7 ใน พ.ศ. 2533 ร้อยละ 31.1 ใน พ.ศ. 2543 ซึ่งการที่
ตัวเลขใน พ.ศ. 2543 เพิ่มสูงมากเป็นพิเศษ ก็เนื่องมาจากมีพระราชบัญญัตเิ ปลีย่ นแปลงฐานะของสุขาภิบาลท่ี
มีอยู่ท้ังหมด เป็นเทศบาลตาบลเมื่อต้น พ.ศ. 2552 รวมท้ังใน พ.ศ. 2553 ได้เพ่ิมขึ้นเป็นร้อยละ 44.08
เนื่องมาจากการขยายตัวของประชากรและเศรษฐกิจ ทาให้เทศบาลต่างๆ มีจานวนเพิ่มมากข้ึน เมืองที่สาคัญ
ได้แก่
1) กรุงเทพมหานคร มีสถานภาพเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ภายใน
กรุงเทพมหานคร แบ่งเขตการปกครองย่อยเป็นเขตและแขวง โดยมีอยู่ท้ังหมด 50 เขต และทุกๆ เขตถือเป็น
เขตเมอื งทง้ั หมด ไมม่ เี ขตชนบท
2) เมืองพัทยา ตงั้ อยู่ใน จงั หวัดชลบรุ ี มสี ถานภาพเปน็ องค์กรปกครองส่วนท้องถ่นิ รปู แบบพิเศษ
3) เทศบาลในจังหวัดต่างๆ แบง่ ออกเปน็ 3 ประเภท คอื
(1) เทศบาลนคร คือ ท้องถิน่ ชุมนมุ ทม่ี ีราษฎรตงั้ แต่ 50,000 คนขนึ้ ไป
(2) เทศบาลเมือง คือ ท้องถ่นิ อันเป็นที่ต้ังของศาลากลางจงั หวดั หรือท้องถ่ินชุมชนทีม่ ีราษฎร
ต้งั แต่ 10,000 คนขน้ึ ไป
(3) เทศบาลตาบล คือ ทอ้ งถ่ินซ่งึ มปี ระกาศกระทรวงมหาดไทยยกฐานะเปน็ เทศบาลตาบล
113 ชาญณรงค์ บวั แย้มแสง เรยี บเรยี ง
แผนท่แี สดงความหนาแน่นประชากรรายเขตพืน้ ทก่ี รุงเทพมหานคร พ.ศ.2557
ทม่ี า : สานักงานภูมสิ ารสนเทศ สานกั การวางผงั และพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร
เรอื่ งท่ี 2 วถิ ีชีวติ และวฒั นธรรม
1. บทนา
วิถีชีวิต หมายถึง แนวทางการดาเนินชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนกระท่ังตาย นอกจากนี้วิถีชีวิตยัง
หมายรวมถึงความรู้เรื่องสังคมวัฒนธรรม ภาษา ศาสนา ของมนุษย์หรือกลุ่มคนท่ียึดถือร่วมกัน วิถีชีวิตของ
มนุษย์มีความสัมพันธก์ ับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพอย่างแนบแน่นในอดีต เน่ืองจากปัจจยั พ้ืนฐานการดารงชวี ิต
ของมนุษย์จะต้องเริ่มต้นท่ีการตอบสนองความต้องการทางกายและความปลอดภัยม่ันคงก่อน ซึ่งได้มาจาก
สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ เชน่
อาหาร การดารงชีวิตของมนุษย์ตอ้ งกินอาหารจากพืชและสตั ว์ อาศัยน้าที่หมุนเวยี นอยู่ในธรรมชาติ
ในการอุปโภคและบริโภค อาศัยดินและสภาวะอากาศเพ่ือเพาปลูกและเลี้ยงสัตว์อาหาร การแสวงหาอาหาร
ของมนุษย์มีวิวัฒนาการเร่ิมต้นด้วยการเก็บของป่าล่าสัตว์ นาอาหารมาเก็บสะสมไว้ที่บ้าน จนกระทั่งรู้จัก
เพาะปลูก เลย้ี งสตั ว์ และการผลิตอาหารจากทรัพยากรธรรมชาติได้เอง
ท่ีอยู่อาศยั ในอดีตมนษุ ยอ์ าศยั อยู่ตามแหล่งธรรมชาตหิ บุ เขาหรือถา้ จนพัฒนามาสรา้ งทอ่ี ยู่อาศัยเพ่ือ
ป้องกันภัยจากสิ่งต่างๆ รู้จักเลือกทาเล ท่ีตั้งเพ่ือสร้างอยู่อาศัยตามแหล่งท่ีสามารถหาอาหารได้สะดวกและ
ปลอดภัย การเลือกท่ีอยู่อาศัยต้องมีความรู้เร่ืองสิ่งแวดล้อมเก่ียวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและ
ทรัพยากรธรรมชาติ นอกจากนี้วสั ดุในการสร้างที่อยู่อาศยั ของมนุษย์ในแต่ละท้องถ่ินก็แตกต่างกันลว้ นมาจาก
อิทธิพลของส่ิงแวดล้อมทั้งส้ิน เช่น บ้านไทยหรือชุมชนอ่ืนในเขตร้อนชื้น จะเป็นบ้านยกพื้นใต้ถุนสูงเพื่อ
ป้องกันน้าท่วมและระบายอากาศได้ดีไม่ร้อนมาก หลงั คาทรงจว่ั แหลมเพอ่ื ให้นา้ ฝนไหลลงไดส้ ะดวก และวสั ดุ
มักมาจากไม้ ซึ่งแตกต่างจากเขตอากาศอบอุ่นบ้านจะตั้งบนพ้ืนดิน ผนังทึบแน่น เพราะต้องการความ
อบอ่นุ ป้องกันอากาศหนาวในฤดูหนาวท่ีมหี ิมะตกหนัก
เคร่ืองนุ่งห่ม เร่ิมจากการใช้วัสดุธรรมชาติโดยตรงคือนาใบไม้ และหนังสัตว์ท่ีหาได้มาห่อหุ้มร่างกาย
เพื่อให้ความอบอุ่น หรือประดับร่างกายเพื่อแสดงความสามารถในการแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติ จากนั้นมี
114 ชาญณรงค์ บวั แย้มแสง เรียบเรยี ง
การผลิตเสอ้ื ผ้าเครอ่ื งนุ่งห่มจากวัสดุท่ีหาได้ในถิ่นทอี่ ยู่อาศัย จนมาถึงการผลิตเส้อื ผา้ เครือ่ งนงุ่ ห่มเพื่อการค้าใน
ยคุ ปจั จุบนั
ยารักษาโรค ใช้พืชสมุนไพรในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งใช้คร้ังละมากๆ ต่อมาความเจริญก้าวหน้า
ทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ จึงมีการสกัดเอาตัวยาแท้ๆ จากส่วนต่างๆ ของต้นไม้ ผลิตเป็นยารักษา
โรค นอกจากการสกัดตัวยาจากสมุนไพรแล้ว มนุษย์ยังใช้วิธีสังเคราะห์ยาเลียนแบบตัวยาในสมุนไพรโดยใช้
วัตถุดบิ อ่ืนจากส่ิงแวดล้อม
ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมเป็นปัจจัยท่ีเอื้อต่อการตั้งถิ่นฐานและ
ชุมชนของมนุษย์ เพราะมนุษย์ต้องอาศัยทรัพยากรธรรมชาติเหล่าน้ันเป็นปัจจัยในการดารงชีวิต ในบริเวณ
พ้ืนท่ีท่ีอุดมสมบูรณ์ เช่น ท่ีราบลุ่มแม่น้า ที่ราบรอบๆ ทะเลสาบ ท่ีราบชายฝั่งทะเล จึงมักเป็นแหล่งชุมชน
โบราณท่ีปรากฏหลักฐานอยู่จนปัจจุบัน เช่น อียิปต์ กรีก โรมัน จีน อินเดียและได้กลายเป็นบริเวณที่มี
ประชากรหนาแน่นของโลก นอกจากนี้รูปแบบของการต้ังถ่ินฐานของชุมชนก็เป็นไปตามสภาพแวดล้อมในแต่
ละท้องถิ่น เช่น การต้ังถ่ินฐานของคนในท่ีราบลุ่มมักต้ังอยู่ริมน้า เพื่อสะดวกต่อการเดินทาง มีความมั่นคง
ของทรัพยากรน้า ได้อาหารจากสัตว์น้า รูปแบบของชุมชนจะยาวไปตามลาน้าและเป็นชุมชนถาวร ซึ่งต่าง
จากชมุ ชนของผูค้ นในเขตแหง้ แลง้ มักตัง้ เปน็ กลุ่มกระโจมและไม่ถาวร มีการเคลื่อนยา้ ยอยูเ่ สมอๆ เป็นต้น
2. กล่มุ เชือ้ ชาติ
เช้ือชาติ1 (race) คือ ลักษณะทางชีวภาพของคน ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนจากลักษณะรูปพรรณ สีผิว
เส้นผม และตา การแบ่งกลุ่ม เชื้อชาติ (racial group) มักแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ นิกรอยด์ (Negroid)
มองโกลอยด์ (Mongoloid) และคอเคซอยด์ (Caucasoid) ในตอนหลังได้เพ่ิมออสตราลอยด์ (Australoid)
โพลินีเชียน (Polynesian) การแบ่งแยกกลุ่มคนตามลักษณะทางชีวภาพน้ี มีความสาคัญในสังคมที่สมาชิกใน
สังคมมาจากบรรพบรุ ุษที่ต่างกัน และมีสีผวิ และรูปพรรณสัณฐาน ท่ตี ่างกนั อยา่ งเห็นได้ชัด เชน่ ความแตกต่าง
ระหว่างคนผิวขาวกับคนผิวดา ในสังคมที่มีกลุ่มคนท่ีมีลักษณะทางชีวภาพต่างกันและประวัติความเป็นมา
ตลอดจน บทบาทในสังคมต่างกัน ความแตกต่างทางชีวภาพอาจเป็นปัจจัยท่ีทาให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันได้
แต่ในบางสังคม เชน่ สังคมไทย ความแตกตา่ งทางชวี ภาพไมม่ ีความหมายเทา่ ใดนกั
2.1 กลุ่มเชื้อชาตินิกรอยด์ เป็นกลุ่มที่มีผิวสีน้าตาลถึงดา ผมสีดา และหยิก ศีรษะรูปยาวและทุย
หน้าผากวา้ งและแบน จมูกกว้างและแบน ริมฝีปากหนา กลมุ่ หน่ึงอาศยั อยทู่ างตอนใตข้ องทะเลทรายสะฮารา
ในทวปี แอฟรกิ าใต้ และอีกกลมุ่ อยู่ทางตะวันออกเฉียงใตข้ องทวปี เอเชยี เช่น หมเู่ กาะในทะเลอนั ดามนั เกาะสุ
มาตรา ประเทศมาเลเซีย ประเทศฟลิ ิปปินส์
1 สารานกุ รมไทยสาหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23
115 ชาญณรงค์ บัวแย้มแสง เรยี บเรยี ง
ภาพตัวอยา่ งเชอ้ื ชาตินกิ รอยด์ (จากภาพยนตรเ์ รอ่ื ง Black Panther)
ที่มา : https://pantip.com/topic/37372061
2.2 กลุ่มเช้ือชาติมองโกลอยด์ เป็นกลุ่มท่ีมีผิวสีเหลืองหรือน้าตาล ผมสีน้าตาลเข้มจนถึงดา ศีรษะ
ค่อนข้างกลมและแบน รูปหนา้ กลม ตาสนี า้ ตาลหรอื ดา รมิ ฝปี ากบาง แบ่งเปน็ กลมุ่ ยอ่ ยไดแ้ ก่
- กลมุ่ มองโกลอยด์โบราณ เช่น ชาวทเิ บต มองโกเลีย จนี เกาหลี ไซบเี รยี และญป่ี นุ่
- กล่มุ อาร์กตกิ มองโกลอยด์ เชน่ เอสกิโม
- กลุ่มอนิ โด - มาลายู เช่น ไทย ลาว เวยี ดนาม มาเลเซีย อนิ โดนเี ซยี ฟิลปิ ปินส์
- กลุ่มอเมริกนั อนิ เดยี น เช่น ชาวอนิ เดียนในทวปี อเมรกิ าเหนอื และทวีปอเมรกิ าใต้
ภาพตวั อยา่ งเชื้อชาติมองโกลรอยด์ (จากภาพยนตร์เร่อื ง War Of The Arrows)
ทม่ี า : https://www.google.com/url?sa=i&url=https%3A%2F%2Fwww.yidio.com%
116 ชาญณรงค์ บวั แย้มแสง เรยี บเรยี ง
2.3 กล่มุ เช้อื ชาติคอเคซอยด์ เป็นกล่มุ ท่ีมผี วิ ขาวหรอื น้าตาลอ่อน กระโลกศีรษะคอ่ นข้างใหญ่และทุย
ผมสีทองจนถงึ นา้ ตาลเขม้ จมูกโดง่ ริมฝีปากบาง แบง่ เป็นกลมุ่ ยอ่ ยไดแ้ ก่
- กลุ่มนอร์ดิก อาศัยอยู่ทางเหนือและตะวนั ตกเฉยี งเหนือของทวีปยุโรป
- กลุ่มอัลไพน์ อาศัยอยู่บริเวณเทือกเขาแอลป์ในภูมิภาคยุโรปกลาง และตอนเหนือของ
ภมู ภิ าคยุโรปใต้
- กลุ่มเมดเิ ตอร์เรเนียน อาศัยอยบู่ รเิ วณรอบๆ ทะเลเมดเิ ตอรเ์ รเนียน
- กล่มุ บอลตกิ อาศัยอยู่บรเิ วณยุโรปตะวนั ออก เชน่ ประชากรส่วนใหญข่ องประเทศรสั เซีย
- กลุ่มตูเรเนียน อาศยั อยูบ่ รเิ วณภมู ิภาคเอเชียตะวนั ตกเฉยี งใต้
- กล่มุ เฮมิตกิ และเบอรเ์ บอร์ อาศัยอยู่ทางตอนเหนอื ของทะเลทรายสะฮาราในทวีปแอฟริกา
- กลุ่มอนิ ดกิ อาศัยอยูท่ างตอนเหนอื ของประเทศอินเดยี และปากีสถาน
ภาพตัวอยา่ งเชื้อชาติคอเคซอยด์ (จากภาพยนตร์เร่อื ง Captain America)
ท่มี า : https://mover.in.th/m-article/chris-evans-haircut-mustache-tutorial/
2.4 กลมุ่ เช้ือชาติออสตราลอยด์ เป็นกล่มุ ท่มี ผี ิวสีคลา้ สนี า้ ตาล
จนถึงดา ผมดาหยิกสลวยคล้ายเชื้อชาติคอเคซอยด์ แต่จมูกและริม
ฝีปากคล้ายเชื้อชาตินิกรอยด์ เช่น อบอริจินี ในประเทศออสเตรเลีย
เวดดา ในประเทศศรลี ังกา และดราวิเดยี น อยทู่ างตอนใตข้ องประเทศ
อินเดยี
ภาพตวั อย่างเชื้อชาติออสตราลอยด์ (จากภาพยนตร์เรอื่ ง Australia)
ทมี่ า : http://oknation.nationtv.tv/blog/print.php?id=439234
117 ชาญณรงค์ บัวแยม้ แสง เรยี บเรยี ง
2.5 กลุ่มเชื้อชาติโพลินีเชียน เป็นกลุ่มท่ีมีผิวสีคล้า ผมดาหยิกเป็นลอน จมูกกว้างแต่มีสันจมูก
ดวงตาสเี ข้ม รมิ ฝปี ากหนา อาศยั อยูบ่ รเิ วณหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก
ภาพตัวอย่างเชอ้ื ชาติโพลนิ เี ซียน (จากภาพยนตรเ์ รอ่ื ง fast & furious presents hobbs & shaw)
Dwayne Johnson นกั แสดงภาพยนตร์เช้ือสายซามวั ในภาพยนตร์ fast & furious presents hobbs & shaw
ที่มา : https://www.silpa-mag.com/history/article_36600
สาหรับประเทศไทยประชากรอยู่ในกลุ่มเช้ือชาติมองโกลอยด์ กลุ่มย่อยคือกลุ่มอินโด – มาลายู และ
นอกจากชาวไทยท่ีอาศัย และมีวิถีชีวิตอยู่บริเวณท่ีราบแล้วยังมีกลุ่มประชากรที่อาศัยอยู่ทางพื้นท่ีสูงทาง
ภาคเหนือและตะวันตกของประเทศซงึ่ มภี าษา และวฒั นธรรมทีต่ า่ งกนั ประกอบด้วยหลายชาติพนั ธุ์2 มจี านวน
10 กลุ่ม ได้แก่ กระเหรย่ี ง แม้ว มูเซอ อกี ้อ เยา้ ถน่ิ ลซี อ ละว้า ขมุ และมลาบรี
3. ตระกูลภาษา
ภาษา หมายถึง เคร่ืองมือท่ีมนุษย์ใช้สื่อสารในการดารงชีวิต สะท้อนโลกทัศน์ ภูมิปัญญา และ
วัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มชน ตลอดจนการเก็บบันทึกเรื่องราวข้อมูลต่างๆ รวมท้ังถ่ายทอดแนวคิด
ประสบการณ์ของคนในสังคมจากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง ภาษาท่ีใช้ในปัจจุบันมีจานวนมากจึงมีการจาแนกภาษา
โดยพิจารณาโครงสร้างทางภาษา เช่น หลักไวยกรณ์ การออกเสียง วรรณยุกต์ เป็นตระกูลภาษา กระจาย
ตามภูมิภาคตา่ งๆ ของโลก ได้แก่3
2 สานกั กจิ การชาตพิ ันธ์ุ กระทรวงพฒั นาสังคมและความม่ันคงของมนษุ ย์ ข้อมลู ณ ปี พ.ศ.2545
3 ดุษฎีพร ชานิโรคศานต์ เขา้ ถงึ จาก http://hoshi-pupu.exteen.com/20090819/entry-6
118 ชาญณรงค์ บวั แยม้ แสง เรยี บเรยี ง
3.1 ตระกูลภาษาในยโุ รปและตะวันออกกลาง เช่น
1. ตระกลู อินโด - ยโู รเปยี น เปน็ ตระกลู ภาษาทม่ี กี ารศึกษาค้นคว้าอยา่ งกวา้ งขวางลึกซ้ึงมากที่สุด
ภาษาตระกูลอินโดยุโรปแบ่งออกเป็นตระกูลย่อย ๆ เช่น อินโด-อิหร่าน(อารยัน) เคลติก อาร์เมเนียน
เยอรมนั นกิ กรกี บัลโต-สลาวิก อลั บาเนียน โทคาเรยี น อิตาลี อนาโตเลียน
2.ตระกูลเซมิติค แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มตะวันตกเฉียงเหนือ , กลุ่มตะวันออกเฉียงเหนือ
และกลมุ่ ตะวนั ตกเฉียงใต้
กลุ่มตะวันออกเฉียงเหนือ มีภาษาที่เก่าแก่ที่สุดคือ อัคคาเดียน ซึ่งได้แก่ ภาษาบาบิโลเนียน และ
ภาษาอสั ซีเรยี น ภาษากลมุ่ ตะวนั ตกเฉยี งเหนือทร่ี ูจ้ ักกนั มากทสี่ ดุ คือ ฮิบรู และภาษาในกลุ่มตะวนั ตกเฉียงใต้ซ่ึง
สาคัญมากทส่ี ุดไดแ้ ก่ ภาษาอารบิก
3. ตระกูลฮามิโต-เซมิติก (เฮมินิก-เซมิติก) นักภาษาหลายคนได้แบ่งภาษาตระกูลน้ีเป็นกลุ่มย่อย
เช่น กลุ่มเบอร์เบอร์ คูซิติก แชด และอียิปต์ ภาษาซ่ึงรู้จักกันมากท่ีสุดในกลุ่มเบอร์เบอร์ ได้แก่ ภาษาทัวเร็ค
ภาษาในกลุ่มคูซิติก เช่น ภาษาโชมาลี โบโก ภาษาในกลุ่มแชดท่ีสาคัญที่สุดคือ ภาษาโฮซา และภาษากลุ่ม
อียิปต์ซึง่ รู้จกั กันดีกค็ ือ ภาษาอยี ปิ ต์โบราณ
4. ตระกูลฟินโน-อูคริก (อูราลิก) เป็นภาษาท่ีพูดในยุโรป แต่ไม่ใช่ภาษาตระกูลอินโดยุโรป เช่น
ภาษาฮงั กาเรียน ฟนิ นชิ เอสโตเนียน และแลบ็ นอกจากนี้มภี าษาอ่นื ๆ เช่น อ็อบ อคู ริก ซงึ่ พดู อย่ใู นรัสเซีย
5. ตระกูลอัลไตอิก แบ่งเป็น ๓ กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเตอร์กิค มองโกเลียน และตุนกูซ ภาษาในกลุ่ม
เตอร์กคิ ทสี่ าคญั ท่สี ุดได้แก่ ภาษาเตอร์กี ภาษาในกลุ่มมองโกเลียน ซง่ึ รจู้ ักกนั ดี ได้แก่ ภาษาคาสคา และภาษา
ที่รู้จักมากที่สุดในกลุ่มตุนกูซคือ ภาษาแมนจู (นักภาษาบางคนมีความเห็นว่าภาษาเกาหลี เป็นภาษาหน่ึงใน
ตระกลู อัลไตอิค แตเ่ ปน็ อกี กลุ่มหนง่ึ ตา่ งหาก)
6. ตระกูลบาส์ค ภาษาบาส์คพูดอยู่ทางใต้ของฝร่ังเศสและตอนเหนือของสเปน เป็นภาษาที่ไม่มี
ความสัมพนั ธ์กับภาษาอ่นื
7. ตระกลู คอเคเชียนเหนือและคอเคเชียนใต้ ภาษาในกลมุ่ คอเคเชียนเหนือ ได้แก่ ภาษาเลซเจยี น
เซอคาสเชยี น ภาษาในกลมุ่ คอเคเชยี นใต้ เชน่ ภาษาแลซ มงิ เกรเลยี น จอรช์ เจียน
3.2 ตระกลู ภาษาในเอเชียและโอเชียเนีย เชน่
1. ตระกูลไซโน-ธิเบตัน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ธิเบต-พม่า และกลุ่มซินิติก ซึ่งได้แก่
ภาษาจนี
2. ตระกูลไท นักภาษาศาสตร์กลุ่มหน่ึงมีความเห็นว่า ภาษาตระกูลไทเป็นตระกูลย่อยใน
กลุ่มภาษาตระกูล Sino-Tai นักภาษากลุ่มน้ีมีความเห็นว่า ภาษาไทและจีนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและมีศัพท์ท่ี
คล้ายคลงึ กันอยู่มากมาย อีกกลุ่มหน่ึงมคี วามเห็นว่า ภาษาไทนา่ จะมคี วามสัมพันธ์กับภาษากะได (เป็นภาษาซ่ึง
ใช้ในเวียดนามตอนเหนือและจีนตอนใต้) และอินโดนีเซีย และภาษาตระกูลไทเป็นตระกูลย่อยในกลุ่มภาษา
ตระกลู Tai-Kadai-Indonesia ซึ่งรวมอยใู่ นตระกลู ใหญ่ คือ Austro-Tai
3. ตระกูลมอญ-เขมร ได้แก่ ภาษามอญ และภาษาเขมร
4. ตระกูลดราวิเดียน ภาษาซ่ึงเป็นทีร่ ้จู กั กนั ดี ได้แก่ ภาษาทมิฬ เทลุคุ และมลายาลมั
119 ชาญณรงค์ บวั แยม้ แสง เรยี บเรยี ง
5. ตระกูลมลาโย-โพลิเนเชียน ภาษากลุ่มมลายันได้แก่ ภาษามาเลย์ อินโดนีเซีย ตากาล็อก
และภาษากลุม่ โพลิเนเชียน ได้แก่ ภาษาเมารี ฮาวาย ฟิเจียน ซามวน
6. ตระกลู ออสเตรเลยี นและปาปวน ไดแ้ ก่ ภาษาด้ังเดิมที่ใชอ้ ยู่ในออสเตรเลยี และนิวกนิ ี
7. ตระกูลปาเลโอ-เอเซียติก ได้แก่ ภาษาต่าง ๆ ท่ีพูดอยู่ทางเหนือของไซบีเรียตะวันออก
ภาษาเหล่าน้ีมักจะเรียกรวม ๆ วา่ ปาเลโอ-เอเชยี ติก ปาเลโอ-ไซบีเรยี น หรือไฮเพอร์โบเรยี น
นอกจากน้ี ยังมีภาษาอีก 3 กลมุ่ ท่ไี มท่ ราบแนช่ ัดว่าอย่ใู นตระกูลใด ได้แก่ ภาษาไอนุ ญี่ป่นุ และเกาหลี
นกั ภาษาบางคนมีความเห็นว่าภาษาทง้ั สามนอ้ี าจมคี วามสัมพนั ธ์กัน และจัดเปน็ กลุ่มใหญ่ ซงึ่ มคี วามสัมพันธ์กับ
กลมุ่ หรือตระกลู อัลไตอิก
3.3 ตระกูลภาษาในแอฟริกา นอกจากภาษาในตระกูลฮามิโต-เซมิติกแล้ว ยังมีภาษาตระกูลไนเจอร์ -
คองโก และโคอซิ าน ภาษาในกลมุ่ นี้ เช่น ภาษาซูลู ซวาฮลิ ี
3.4 ตระกูลภาษาในอเมรกิ า เช่น อเมรกิ นั อนิ เดยี นเหนอื เอสกิโม-อลั ลูทและอธาบาสกัน
อลั กอนเกียน ไอโรเควียนและมัสโกเยียน ซิอวนและอโู ต-อซั เตก็ มายนั อเมรกิ ันอินเดยี นใต้
สาหรับประเทศไทยประชากรใช้ภาษาไทยในการสื่อสารและเป็นภาษาราชการ ภาษาไทยจัดอยู่ใน
กลุ่มตระกูลภาษาไท หรือภาษาไต แต่มีกลุ่มชนเผ่าที่อาศัยอยู่บริเวณที่สูงคือภาคเหนือและภาคตะวันตกของ
ประเทศไทย ซงึ่ ใช้ภาษาอ่นื อาจแบ่งออกเปน็ 3 กล่มุ ได้แก่
- กลุ่มตระกูลภาษามอญ – เขมร เป็นกลุ่มที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยนานกว่ากลุ่มอื่นๆ ชาติ
พนั ธุ์ทจ่ี ดั อยู่ในกลุม่ น้ี ได้แก่ ละว้า ถน่ิ ขมุ มลาบรี
- กลุ่มตระกูลภาษาธเิ บต – พม่า เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ของชาวไทยภเู ขาที่มีมากที่สุด ได้แก่ กระ
เหรี่ยง อีก้อ ลีซอ และมูเซอ
- กลุ่มตระกูลภาษาจีน – ทิเบต เป็นชนเผ่าท่ีมีถ่ินฐานเดิมอยู่ทางตอนใต้ของจีนจึงพูดภาษา
ในตระกลู จีน – ทเิ บต ไดแ้ ก่ แม้ว เย้า
4. การนบั ถอื ศาสนา
ศาสนา คือ ลัทธิความเชื่อถือของมนุษย์ อันมีหลักคือ แสดงกาเนิดและความส้ินสุดของโลก เป็นต้น
อันเป็นไปในฝ่ายปรมัตถ์ประการหน่ึง พร้อมทั้งลัทธิท่ีจะกระทาตามความเห็นหรือตามคาส่ังสอนในความ
เชื่อถือน้ันๆ ศาสนาหรือลัทธิท่ีมีผู้นับถือเป็นจานวนมากในปัจจุบันได้แก่ คริสต์ อิสลาม ฮินดู พุทธ ยูดาย
สิกข์ เชน ชินโต เตา๋ และขงจอ้ื แต่ละศาสนามจี านวนผู้นับถือต่างกันกระจายอยู่ในภูมภิ าคต่างๆ ของโลก
4ศาสนาที่มีประชากรนับถือมากท่ีสุดในโลกคือศาสนาคริสต์ จานวน 2,173 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ
31.5 ของประชากรโลก (นิกายโรมันคาทอริก ร้อยละ 50 นิกายโปแตสแตนต์ ร้อยละ 37 นิกายออโธดอกซ์
ร้อยละ 12 และนิกายอ่ืนๆ ร้อยละ 1) รองลงมาคือศาสนาอสิ ลาม มผี นู้ ับถือจานวน 1,598 ล้านคน คดิ เป็นร้อย
23.2 ของประชากรโลก (นับถือนิกายซุนนีเป็นส่วนใหญ่ ร้อย 87 -90 ที่เหลือเป็นนิกายชีอะและนิกายอื่นๆ)
ศาสนาฮินดูมีผู้นับถือจานวน 1,033 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 15 ของประชากรโลก (ผู้นับถือส่วนใหญ่ร้อยละ
94 อยใู่ นประเทศอนิ เดยี ) ศาสนาพทุ ธมีผนู้ ับถอื จานวน 487 ลา้ นคน คดิ เป็นรอ้ ยละ 7.1 ของประชากรโลก (ผู้
นับถือจานวนคร่ึงหนึ่งอยู่ในประเทศจีน) ศาสนายูดายมีผู้นับถือจานวน 13 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 0.2 ของ
ประชากรโลก (นับถือมากในประเทศสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล) ศาสนาอื่นๆ เช่น สิกข์ เชน ชินโต จานวน
4 ขอ้ มลู ปี พ.ศ.2553 ท่มี า http://www.worldometers.info/world-population/
120 ชาญณรงค์ บัวแยม้ แสง เรยี บเรียง
58 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 0.8 ของประชากรโลก กลุ่มท่ีนับถือลัทธิความเชื่อด่ังเดิมจานวน 405 ล้านคน คิด
เป็นร้อยละ 5.9 ของประชากรโลก นอกจากน้ียังมีกลุ่มที่ไม่นับถือศาสนาใดๆ ซ่ึงมีมากถึง 1,126 ล้านคน คิด
เป็นรอ้ ยละ 16.3 ของประชากรโลก
ศาสนา จานวนผูน้ ับถอื (ล้านคน) รอ้ ยละของประชากรโลก
ครสิ ต์ 2,173 31.5
อิสลาม 1,598 23.2
ฮนิ ดู 1,033 15
พุทธ 487 7.1
ยดู าย 13 0.2
ศาสนาอื่นๆ 58 0.8
ความเช่อื ดั้งเดิม 405 5.9
ไมน่ บั ถอื ศาสนา 1,126 16.3
ตารางแสดงจานวนผู้นับถอื ศาสนาตา่ งๆ (ขอ้ มลู ณ ปี พ.ศ.2553)
ที่มา : http://www.worldometers.info/world-population/
แผนภูมิวงกลมแสดงสดั ส่วนของผนู้ บั ถอื ศาสนาต่างๆ (ขอ้ มลู ณ ปี พ.ศ.2553)
ทม่ี า : ดัดแปลงจาก http://www.worldometers.info/world-population/
4.1 ศาสนาคริสต์ เปน็ ศาสนาสากลทมี่ ีผ้นู บั ถือมากท่สี ุดในโลก และครอบคลมุ พื้นทก่ี ว้างขวางที่สุดใน
โลก กาเนิดขึ้นในดินแดนปาเลสไตน์ มีนิกายที่สาคัญได้แก่ นิกายโรมันคาทอริกนับถือมากในภูมิภาคยุโรป
ตะวันตก ยุโรปตอนกลาง ยุโรปใต้ ประเทศในทวีปอเมริกาใต้ ประเทศฟิลิปปินส์ ศูนย์กลางอยู่ที่นครรัฐ
วาติกัน นิกายโปรแตสแตนต์นับถือมากในภูมิภาคยุโรปเหนือ ทวีปอเมริกาเหนือ ภูมิภาคแอฟริกาใต้ และ
นกิ ายออโธดอกซ์ นับถอื มากในภมู ิภาคยุโรปตะวนั ออกและตะวันออกเฉยี งใต้
121 ชาญณรงค์ บัวแยม้ แสง เรยี บเรียง
4.2 ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาสากลกาเนิดข้ึนบริเวณตะวันตกของคาบสมุทรอาหรับ จากน้ันได้แผ่
ขยายไปยังบริเวณตอนเหนือของทวปี แอฟริกา ทางใตข้ องทวีปยโุ รป ภูมิภาคเอเชียใต้ เอเชยี ตะวนั ออกเฉียง
ใต้และประเทศจีน มีนิกายใหญ่ๆ ท่ีสาคัญได้แก่ นิกายซุนนี ผู้นับถือกระจายอยู่ในหลายภูมิภาค เช่น
ประเทศในภูมภิ าคเอเชยี ตะวนั ตกเฉยี งใต้ ทวปี แอฟรกิ า ประเทศปากสี ถาน มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซยี และ
นิกายชอี ะฮ์ ผู้นับถอื สว่ นใหญอ่ ยใู่ นประเทศอหิ ร่าน อิรกั บาห์เรน ซเี รีย เลบานอน
4.3 ศาสนาฮินดู จุดกาเนิดอยู่ทางภาคเหนือของประเทศอินเดีย ใกล้กับแม่น้าคงคาผู้นับถือส่วนใหญ่
อยใู่ นภมู ิภาคเอเชียใต้ เช่น ประเทศอนิ เดยี เนปาล บังกลาเทศ เกาะบาหลปี ระเทศอนิ โดนีเซยี
4.4 ศาสนาพุทธ แหล่งกาเนิดอยู่ทางภาคเหนอื ของประเทศอินเดียบริเวณเชงิ เขาหิมาลัย ปัจจุบันอยู่
ในเขตประเทศเนปาลมีนิกายท่ีสาคัญ ได้แก่ นิกายเถรวาท นับถือแพร่หลายกันในประเทศศรีลังกา เมียนมา
ไทย ลาว กัมพูชา นิกายมหายาน นับถือกันส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เช่น ประเทศจีน
มองโกเลีย เกาหลใี ต้ ญ่ีปุ่น
แผนที่แสดงการกระจายของศาสนาต่างๆ ในโลก
ท่ีมา : ดัดแปลงจาก
https://commons.wikimedia.org/wiki/File%3APrevailing_world_religions_map_rus.png
สาหรับการนับถือศาสนาในประเทศไทยจากข้อมูลสามะโนประชากรและเคหะ พ.ศ.2553 พบว่า
ประชากรสว่ นใหญ่นับถอื ศาสนาพุทธ รอ้ ยละ 93.6 รองลงมา นบั ถอื ศาสนาอสิ ลาม จานวนรอ้ ยละ 4.9 ซ่ึงสว่ น
ใหญ่อยู่ทางภาคใต้ตอนล่าง คือ จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ส่วนประชากรท่ีนับถือศาสนาคริสต์ มี
จานวนร้อยละ 1.2 และที่เหลือนับถือศาสนาอื่นๆ เช่น ฮินดู ซิกส์ และขงจ้ือ และผู้ที่ไม่มีศาสนา มีจานวน
รอ้ ยละ 0.3
5. วถิ ชี วี ติ ในเขตวฒั นธรรมต่างๆ ของโลก
วัฒนธรรมส่วนหนึ่งของวีถีชีวิตมนุษย์แสดงออกร่วมกันหรือคล้ายคลึงกัน เช่น ภาษา ศาสนา กานแต่ง
กาย วิทยาศาสตร์ การสร้างสรรค์งานศิลปะดนตรี วรรณกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม การละคร
ภาพยนตร์ ท้งั ยงั รวมไปถึงความสัมพนั ธท์ างสงั คม ทศั นคติ ความเช่ือรวมทั้งระบบศีลธรรม
122 ชาญณรงค์ บัวแย้มแสง เรยี บเรียง
สภาพแวดล้อมทางกายภาพเป็นปัจจัยพ้ืนท่ีที่ก่อให้เกิดวัฒนธรรม วัฒนธรรมในภูมิภาคต่าง ๆ อาจ
ได้รับอิทธิพลจากการติดต่อกับภูมิภาคอื่น เช่น การเป็นอาณานิคม การค้าขาย การย้ายถิ่นฐาน การ
ส่ือสารมวลชน ความเชื่อและศาสนา เขตวัฒนธรรมของโลก ได้แก่ เขตวัฒนธรรมสลาฟ เขตงวัฒนธรรม
ยุโรป เขตวัฒนธรรมอิสลาม เขตวัฒนธรรมอินเดีย เขตวัฒนธรรมจีน-เกาหลี-ญ่ีปุ่น เขตวัฒนธรรมเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ เขตวัฒนธรรมโอเชียนเนีย เขตวัฒนธรรมยุโรปออสเตรเลีย เขตวัฒนธรรมแอฟริกัน เขต
วัฒนธรรมเองโกลอเมริกนั เขตวฒั นธรรมลาตินอเมรกิ นั
แผนทแ่ี สดงเขตวัฒนธรรมของโลก
6. วถิ ีชีวติ ในเขตวัฒนธรรมต่างๆ ของประเทศไทย
วัฒนธรรมวิถีชวี ิต และภมู ปิ ญั ญา เป็นสิ่งสะท้อนถงึ ความสามารถของผู้คนในท้องถ่ินอันเกิดจากการส่ัง
สมสติปัญญาความรู้ท่ีหลากหลายและการปรับตัวผสมผสานให้เกิดความกลมกลืนกับธรรมชาติ กระบวนการ
เหล่านีไ้ ดผ้ ่านมาหลายช่วั อายุคนจนสืบทอดเป็นวิถใี นการดาเนินชีวิตทเ่ี หมาะสมกบั การดาเนินชวี ิตของคนไทย
มีทั้งความเหมือนและแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค ทั้งนี้ข้ึนอยู่กับปัจจัยต่างๆ ทั้งสภาพแวดล้อม ชาติพันธุ์
ความเชื่อ ศาสนา และประเพณี ที่หลอมรวมจนก่อให้เกิดเป็นวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ในแต่ละเขตภูมิภาค
วัฒนธรรมของประเทศไทย ซ่ึงจะเป็นตัวบ่งบอกถึงค่านยิ มและรูปแบบการดาเนินชีวิตของผู้คนในท้องถ่ินนน้ั ๆ
ไดแ้ ก่5
เขตวัฒนธรรมภาคเหนือ ได้รับอิทธิพลบางส่วนมาจากเมียนมาและไทยใหญ่ ผู้คนจะกระจายตัวอยู่
เป็นกลุ่ม มีวิถีชีวิต และขนบธรรมเนียมเป็นของตนเอง แต่ก็มีการ ติดต่อระหว่างกัน วัฒนธรรมของภาคเหนือ
หรือ อาจเรียกว่า “กลุ่มวัฒนธรรมล้านนา” ซ่ึงเป็น วัฒนธรรมเก่าแก่และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวท้ังภาษาพูด
ภาษาเขียน วัฒนธรรม และประเพณี ด้วยสภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็นกว่าทุกภาค ทาให้การดาเนินชีวิตของ
ผู้คนในภาคเหนือเป็นไปอย่างเรยี บร้อยละมุนละไม ทั้งภาษาพูดแบบคาเมืองท่ีไพเราะอ่อนหวานประเพณีและ
การแสดงพ้ืนเมืองอันอ่อนช้อยสวยงาม เช่น ประเพณีปอยหลวง ย่ีเป็ง ลอยโคม การแสดงฟ้อนเล็บ ฟ้อนเงี้ยว
5 กรมสง่ เสริมวฒั นธรรม(2559)
123 ชาญณรงค์ บัวแยม้ แสง เรยี บเรยี ง
ตีกลองสะบัดชัย อกี ท้งั ผ้คู นในภูมิภาคนย้ี งั มีความเล่ือมใสศรัทธาในพุทธศาสนาเป็นอยา่ งมากแตก่ ็ยังคงนับถือผี
ตามความเชื่อท่ีมีมาแต่เดิมเห็นได้จากการทาพิธีสืบชะตาหรือการส่งแถนในเร่ืองวัฒนธรรมการกินมีความ
คล้ายคลึงกับชาวอีสาน คือนิยมรับประทานข้าวเหนียวและปลาร้า อาหารที่มีชื่อของชาวเหนือ ได้แก่ น้าพริก
หนุ่ม ไส้อั่ว ขนมจีนน้าเง้ียว เป็นต้น เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงซึ่งอุดมไปด้วยป่าไม้นานาพันธุ์
ชาวเหนือส่วนใหญ่จึงนิยมเล้ียงสัตว์และทาเกษตรกรรมอยู่ตามพื้นที่ราบระหว่างหุบเขาด้วยวิถีชีวิตที่ไม่รีบเร่ง
ทาใหผ้ ู้คนในภาคเหนือมีอัธยาศัยท่ีออ่ นโยนโอบออ้ มอารี และยังคงยดึ มนั่ ในขนบธรรมเนียมและจารตี ประเพณี
ทสี่ ืบทอดกนั มาหลายชว่ั อายุคน จนเกดิ เปน็ วถิ แี บบคนเมอื งล้านนา
เขตวัฒนธรรมอีสานหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคอีสานเป็นพื้นท่ีท่ีเป็นอารยธรรมโบราณ
ประชากรท่ีอาศัยอยู่ส่วนมากเป็นคนไทยเชื้อสายลาวและเช้ือสายเขมร มีคตินิยมผูกแน่นอยู่กับ ประเพณี
โบราณมีการรักษาสืบเนื่องต่อกันมา จึงเป็นถ่ินแดนที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมประเพณีที่ผสมผสาน
ความเช่ือถือในเรื่องของการนบั ถือผี และคตทิ างพระพทุ ธศาสนาเข้าดว้ ยกัน เป็นภูมภิ าคทม่ี ีความหลากหลาย
ทางศลิ ปวฒั นธรรมและประเพณีท่ีแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถน่ิ อันเน่ืองมาจากประชากรหลากหลายเชื้อชาติ
ภาคอีสานมีพื้นท่ีกว้างใหญ่ พ้ืนท่ีราบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมักมีทะเลสาบรูปแอกเป็นจานวนมาก แต่
ทะเลสาบเหล่าน้ีจะมีน้าเฉพาะฤดูฝนเท่าน้ัน เมื่อถึงฤดูร้อนน้าก็จะเหือดแห้งไปหมด เพราะดินส่วนใหญ่ เป็น
ดินทรายไม่อุ้มน้า น้าจึงซึมผ่านได้เร็ว ภาคนี้จึงมีปัญหาเร่ืองการขาดแคลนน้า และดินขาดความอุดม สมบูรณ์
ทาใหพ้ นื้ ท่ีบางแหง่ ไม่สามารถใช้ประโยชนใ์ นการเกษตรได้อย่างเตม็ ที่ ด้วยทม่ี คี วามแห้งแลง้ ขาแคลนน้า ทาให้
เกิดความเชื่อ และประเพณีเกี่ยวข้องกับการขอฝน เช่น งานบุญบั้งไฟ ซึ่งถือว่าเป็นเทศกาลสาคัญ มีการสืบ
ทอดวัฒนธรรมประเพณีตามบรรพบุรุษอยา่ งเคร่งครดั ท้ังในเรื่องของภาษาถนิ่ ทใ่ี ช้ในการสื่อสาร ความเชอื่ เร่ือง
ผีบรรพบุรุษ ผีนา ผีไร่ โดยจะต้องมีพิธีเซ่นไหวอ้ ยู่เปน็ ประจาเพราะเชื่อว่าผีมีอิทธฤิ ทธิ์สามารถใหค้ ุณให้โทษได้
ประเพณีและการละเล่นพื้นบ้านของภาคอีสานก็โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ นอกจากบุญบ้ังไฟ เช่น
ประเพณีแห่ผีตาโขน ไหลเรือไฟ การแสดงหมอลา ดีดพิณ เป่าแคน ล้วนแสดงออกถึงความสนุกสนานและมี
ชีวิตชีวาเพ่ือทดแทนกับสภาพภูมิประเทศท่ีแห้งแล้ง อีกสิ่งหนึ่งที่มีช่ือเสียงเป็นอย่างมากของภาคอีสานก็คือ
อาหารโดยเฉพาะ “สม้ ตา” ซง่ึ เป็นท่นี ิยมของผู้คนทกุ ภาคในประเทศไทย
เขตวัฒนธรรมภาคกลาง ภาคกลางเป็นภาคท่ีมีประชาการสูงสุด โดยรวมพื้นที่อันเป็นที่ตั้ง ของ
จังหวัดมากกว่าภูมิภาคอื่น ๆ บริเวณภาคกลางส่วนใหญ่เป็นที่ราบ ที่เกิดจาก การทับถมดินตะกอนของแม่น้า
วิถีชีวิตของคนในภาคกลางจะมีความเก่ียวพันกับน้า การตั้งถ่ินฐานของ ผู้จะอยู่บริเวณน้า เช่น การพายเรือ
สินค้าจนกลาย เป็นตลาดน้า การเล่นเพลง หรือการอาศัยอยู่บน เรือนแพ บ้านเรือนส่วนใหญ่จึงเป็นแบบยก
พื้นใต้ถุนสูงเพ่ือป้องกันน้าท่วมในฤดูน้าหลากและนิยมใช้เรือเป็นพาหนะเพ่ือความสะดวกในการคมนาคม
ภูมิภาคนี้ถือเป็นแหล่งปลูกข้าวท่ีสาคัญของประเทศ ผู้คนในภาคกลางมีวิถีชีวิตท่ีผูกพันกับสังคมเกษตรกรรม
โดยเฉพาะการทานายังคงพบพิธีกรรมทส่ี ะท้อนให้เห็นถงึ ความเชื่อในสังคมข้าว เช่น การบชู าแม่โพสพและการ
ลงแขกทานา คนในภาคกลางนิยมรับประทานข้าวเจ้าเป็นอาหารหลัก และด้วยสภาพภูมิประเทศท่ีสมบูรณ์ทา
ให้อุดมไปด้วยปลาหลากชนิด ดังนั้น อาหารสาคัญท่ีมีอยู่ในแทบทุกม้ือของชาวภาคกลางคือ “น้าพริก” เช่น
น้าพริกกะปิ น้าพริกลงเรือ น้าพริกปลาย่าง อีกทั้งยังมีพืชผักนานาพันธุ์ จึงทาให้สามารถรังสรรค์อาหารที่มี
ความหลากหลายและละเมียดละไมทั้งอาหารคาวและอาหารหวานนอกจากจะเป็นแหล่งอาหาร ท่ีสาคัญแล้ว
ภาคกลางยังเป็นแหล่งส่ังสมศิลปวัฒนธรรมไทยท้ังของราชสานักและของชาวบ้าน ดังจะเห็นได้จากการแสดง
โขน ลิเก ลาตัด เพลงเกี่ยวข้าว เพลงอีแซว เพลงฉ่อย ตลอดจนงานช่างฝีมือต่างๆ ที่ถือเป็นต้นแบบงานศิลป์
ของไทย อีกท้ังผู้คนในภูมิภาคน้ียังคงผูกพันอยู่กับศาสนา เห็นได้จากประเพณีและความเชื่อเช่น ประเพณีตัก
บาตรเทโวโรหณะ ตกั บาตรดอกไม้ ประเพณรี ับบัว
124 ชาญณรงค์ บวั แยม้ แสง เรียบเรียง
เขตวัฒนธรรมภาคตะวันตก ลักษณะภูมิภาคนี้ส่วนใหญ่เปน็ ภูเขาและหุบเขาแคบๆ พ้ืนท่ีท่ีเป็นท่ีราบ
ค่อนข้างกว้าง มีหินแกรนิตกับหินปูนเป็นส่วนใหญ่ ทาให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างสูง ซ่ึงเมือพิจารณา
จากระบบธรรมชาตดิ ังกล่าว ทาให้เกิดระบบวฒั นธรรมท่ีเป็นเอกลักษณ์ของภาคตะวันตก จากการปรบั ตัวของ
มนุษย์เข้ากับธรรมชาติ วิถีชีวิต ประเพณีและวัฒนธรรมส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพุทธ ทาให้
ปรากฏประเพณีและวัฒนธรรมที่เก่ียวกับศาสนาพุทธโดยท่ัวไป เช่น ประเพณีการทาบุญในวันสาคัญทาง
ศาสนาท่ีปรากฏในทุกจังหวัด ประเพณีวัฒนธรรมท่ีสำคัญอ่ืนๆ เช่น รำเหย่ย เป็นกำรละเล่นพ้ืนเมืองของชำว
กำญจนบุรีมำแต่บรรพกำลรำวๆ 500 ปีเศษมำแล้ว จะล่นกันในเทศกำลตรุษสงกรำนต์ ปีใหม่ งานประเพณี
ขา้ วหอ่ กระเหรยี่ ง จดั ข้ึนเปน็ ประจาช่วงข้ึน14 คา่ เดือน 9 ของทุกปี เปน็ งานประเพณีทแี่ สดงออกถึงวฒั นธรรม
และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวกระเหรี่ยง ซ่ีงอาศัยอยู่ในอาเภอหนองหญ้าปล้อง และอาเภอแก่งกระจาน
จงั หวดั เพชรบรุ ี
เขตวัฒนธรรมภาคตะวันออก ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสลับภูเขาลูกเตี้ยๆ ทางใต้จดชายฝ่ัง
ทะเลเรียบยาวโคง้ เวา้ ท้องทะเลตะวันออกเต็มไปด้วยกลุม่ เกาะน้อยใหญ่หลายแห่ง ส่วนบริเวณปากแม่น้าเป็น
พ้ืนท่ีป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ ซ่ึงเกิดจากการทับถมของตะกอนโคลนตม ที่แม่น้าสายต่างๆ พัดพามา ด้วย
ลักษณะทางกายภาพ ที่หลากหลาย ทั้งภูเขา แม่น้า ท่ีราบลุ่มและชายฝ่ังทะเล ส่งผลให้ภูมิภาคแถบน้ีอุดมไป
ด้วยทรัพยากรป่าไม้ แรธาตุ ผลไม้และสัตว์ทะเล ทรัพยากรประมงและเครื่องเทศสมุนไพร ที่มีอยู่อย่างอุดม
สมบูรณ์ ส่งผลต่อวัฒนธรรมอาหารพ้ืนบ้านภาคตะวันออก โดยเฉพาะเคร่ืองแกง ซ่ึงมีส่วนผสมของสมุนไพร
เครื่องยาหลายชนิด ประเพณีท่ีสาคัญ เช่น ประเพณีวิ่งควาย เป็นประเพณีท่ีจัดเป็นประจาทุกปีในวันขึ้น 14
ค่า เดือน 11 ก่อนออกพรรษา 1 วัน เป็นประเพณีที่เป็นมรดกตกทอดมาแต่บรรพชนถึงปัจจุบัน เพ่ือเป็นการ
ทาขวัญควายและให้ควายได้พักผ่อนจากงานในท้องนา เพื่อแสดงรู้คุณต่อควายซึ่งเป็นสัตว์ท่ีจาเป็นในการ
ประกอบอาชพี ทานาและเพ่ือให้ชาวบา้ นมาพบปะสงั สรรค์กัน
เขตวฒั นธรรมภาคใต้ วัฒนธรรมและวถิ ชี ีวิตของผู้คนในภูมิภาคน้มี ีความหลากหลายทงั้ ในด้าน
ความเช่ือทางศาสนา มีการนับถือศาสนาทั้งพุทธและอิสลาม ในส่วนของชาติพันธุ์มีการอยู่ร่วมกันท้ังชาวไทย
พุทธ ไทยมุสลิม จีน จีน-มลายู(ยะหยา) และชาวเล การแต่งกายก็แตกต่างกันตามเอกลักษณ์ท่ีบ่งบอกเฉพาะ
กลม่ ุ มปี ระเพณี “สารทเดอื นสิบ” ซ่ึงแสดงออกถึงความเคารพและกตัญญูต่อบรรพบุรุษ ทัง้ ยังมีประเพณีและ
เทศกาลสาคัญอย่างประเพณีชักพระ การแห่ผ้าขึ้นพระธาตุ การแข่งเรือ เทศกาลกินเจ วันฮารีรายนอกจากนี้
ภาคใต้เป็นแหล่งรวมศิลปะการแสดงและการเล่นพ้ืนบ้านท่ีมีความสนุกสนานคึกคักเร้าใจ เช่น การแสดงหนัง
ตะลุง มโนราห์ ลิเกฮูลู รองเง็ง การแข่งขันนกเขาชวา ส่วนอาหารการกินพ้ืนถ่ินภาคใต้นั้นจะมีเอกลักษณ์ใน
เรอ่ื งของรสชาติท่ีจัดและเผ็ดรอ้ น เช่น แกงเหลือง ข้าวยา แกงไตปลา ผัดสะตอ การประกอบอาชีพนยิ มปลูก
ยางพารา ปลูกปาล์ม ทาประมง ทาสวนผลไม้ เช่น เงาะ ทุเรียน มังคุด และลองกอง ด้วยความแตกต่างทาง
ชาติพันธุ์ ความเช่ือ ศาสนา และอิทธิพลวัฒนธรรมอิสลามจากเมเลเซียบางสว่ น ตลอดจนวัฒนธรรมในแต่ละ
พ้ืนท่ขี องภาคใตม้ ีวิถีการดาเนินชวี ิตทีเ่ ต็มไปด้วยความหลากหลายท่ีทผ่ี สมผสานกันจนเปน็ วิถีชีวิต รวมทงั้ ความ
เขม้ แขง็ ของวัฒนธรรมทอ้ งถน่ิ ท่กี ่อใหเ้ กดิ เป็นอตั ลกั ษณ์ของผูค้ นในภมู ิภาคน้ี
125 ชาญณรงค์ บวั แย้มแสง เรียบเรียง
เร่ืองท่ี 3 กิจกรรมทางเศรษฐกิจ
กิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นกิจกรรมที่เกดิ จากมนุษย์ไดใ้ ช้ทรัพยากรธรรมชาติ และสงิ่ แวดล้อมนามาใช้
ประโยชน์ในการผลิตสินค้าและบริการ ทาให้สินค้าและบริการน้ันเกิดมูลค่าเพ่ิม โดยการพัฒนาสินค้าและ
บริการที่ผลิตน้ันจาเป็นต้องเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และทรัพยากรที่สามารถหาได้ในพ้ืนที่
ของตนเพ่ือเป็นการลดต้นทุนการผลิต และได้ผลผลิตท่ีได้คุณภาพมาตรฐานตามท่ีตลาดต้องการ ดังนั้น
กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่นั้นจะเกิดข้ึนตามความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ
ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม
ลักษณะของกิจกรรมทางเศรษฐกิจท่ีเกิดขึ้นบนโลก และประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมทาง
เศรษฐกิจท่ีสอดคล้องกับลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และทรัพยากรทางธรรมชาติที่อยู่โดยรอบของพื้นที่
เน่ืองจากมนุษย์อยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมจึงต้องปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับส่ิงแวดล้อมรอบตัว เช่น ในเขตหนาวมี
ไม้สนเป็นจานวนมากจึงมีการผลิตไม้สน มีอุตสาหกรรมโรงงานกระดาษ หรือในประเทศไทยในภาคกลางที่มี
พน้ื ท่เี ปน็ ทีร่ าบ และมีแม่น้าไหลผ่านหลายสายจงึ เปน็ แหล่งเพาะปลูกทส่ี าคัญของประเทศ เป็นต้น ดังนั้นเราจึง
จะเห็นไดว้ ่ากิจกรรมทางเศรษฐกจิ ของมนุษยส์ อดคล้องกับสภาพแวดลอ้ มและทรพั ยากรธรรมชาติ
กิจกรรมทางเศรษฐกิจสามารถแบง่ ได้ 3 ประเภทคือ
1. กิจกรรมทางเศรษฐกิจข้ันปฐมภูมิ เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่พึงพาทรัพยากรธรรมชาติ และ
ส่ิงแวดล้อมเป็นอย่างมาก เก่ียวข้องกับการเก็บ หา หรือใช้ประโยชน์ชน้ั ต้นจากสง่ิ ที่ธรรมชาติสร้างไว้ใช้ในการ
ผลิตสินค้า และบริการ ซงึ่ ไดแ้ ก่ การเพาะปลกู การเลยี้ งสัตว์ และการประมง
2. กิจกรรมทางเศรษฐกิจข้ันทุตยิ ภูมิ เปน็ กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีการพัฒนาจากการผลติ ขัน้ ปฐมภูมิ
เก่ียวข้องกับการนาวัตถุดิบหรือผลิตจากการผลิตข้ันปฐมภูมิมาแปรรูปเป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์โดยตรงแก่
ประชาชนมากข้ึน ซ่ึงไดแ้ ก่ การอตุ สาหกรรม
3. กิจกรรมทางเศรษฐกิจขั้นตติยภูมิ เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการต่างๆแก่
บุคคลและชุมชน ทางด้านการค้า การธนาคาร การคมนาคมขนส่ง การดูแลรักษาและซ่อมแซมอุปกรณ์ การ
รักษาความปลอดภัย การศึกษา การท่องเท่ียว ตลอดจนการประกอบอาชีพบางอย่างเช่น แพทย์ ทนายความ
ครู นักแสดง เป็นตน้
ดังน้ัน กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆของมนุษย์เป็นกิจกรรมท่ีเกิดจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และ
สิ่งแวดล้อมมาดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อพัฒนาสินค้า และบริการให้ตอบสนองความต้องการของ
มนุษย์ให้ได้มากท่ีสุด อีกท้ังยังเป็นการสร้างรายได้ พัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการ ตลอดจนอานวยความ
สะดวกในการดารงชีวิตของมนุษย์ให้ได้ใช้ชีวิตด้วยความสะดวกสบายในการดารงชีวิตในโลกยุคปัจจุบัน และ
พฒั นาคุณภาพชีวติ ของมนษุ ย์ใหด้ ีขึ้นในอนาคต
1. การเพาะปลกู
การเพาะปลูก คือ กรรมวิธีในการปลูกและเลี้ยงดูต้นไม้ต้ังแต่เพาะเมล็ดหรือนาต้นที่โตแล้ว หรือส่วน
ใดส่วนหนงึ่ ของต้น เชน่ หวั กิง่ ใบ ไปปลูกแลว้ บารุงให้เจริญเติบโต เป็นต้น การเพาะปลูกน้ีสามารถเพาะปลูก
ได้ทุกพื้นที่บนโลกในอดีตมนุษย์สามารถเพาะปลูกพืชได้โดยอาศัยดิน แต่ในยุคปัจจุบันมนุษย์ได้พัฒนาการ
เพาะปลูกโดยไม่อาศัยดินได้เรียกว่า hydroponics ซึ่งเป็นการเพาะปลูกโดยใช้น้าไหลเวียนในการเพาะปลูก
นิยมใช้เพาะปลูกพืชที่เป็นอาหาร เพราะเป็นการเพาะปลูกท่ีสะอาด และสามารถช่วยลดสารเคมีปนเปื้อนใน
อาหารได้
การเพาะปลูกของมนุษย์สามารถจาแนกได้ 2 ประเภทคือ การเพาะปลูกแบบด้ังเดิม และการ
เพาะปลกู เพือ่ เพม่ิ ผลผลติ เพื่อยังชพี
126 ชาญณรงค์ บวั แย้มแสง เรยี บเรยี ง
1.1 การเพาะปลูกแบบดั้งเดมิ เปน็ กจิ กรรมทางเศรษฐกิจที่พฒั นาตนเองจากการจัดเก็บอาหารมาเป็น
การเพาะปลูกพืช โดยเร่ิมเพาะปลูกอาหารบางชนิดเพื่อยังชีพเท่าน้ัน ซ่ึงนิยมทากันในเน้ือที่เล็กๆ อยู่กระจาย
จากกันเป็นการเพาะปลูกอย่างๆง่ายๆ สืบเน่ืองมาตั้งแต่บรรพบุรุษซึ่งยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก อาศัย
พชื ในการเล้ยี งชพี พืชที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นพืชจาพวกแป้ง เชน่ ขา้ วโพด ข้าวฟา่ ง ขา้ วเจา้ มนั สาปะหลัง มนั เทศ
ออ้ ย ถวั่ เปน็ ต้น
1.2 การเพาะปลูกเพอ่ื เพม่ิ ผลผลติ เพอื่ ยงั ชีพ เป็นการเพาะปลกู ที่นอกจากจะใชบ้ ริโภคในครัวเรอื นแล้ว
ยังเป็นการเพาะปลูกเพ่ือใช้ในการค้า กล่าวคือ การเพาะปลูกเพ่ือเพิ่มผลผลิตเพื่อยังชีพเป็นการเพาะปลูกที่
เอาไว้สาหรับขายเพื่อหารายได้น่ันเอง การเพาะปลูกเพ่ือยังชีพในปัจจุบันเป็นการเพาะปลูกท่ีมีส่วนสาคัญใน
การดาเนินกจิ กรรมทางเศรษฐกิจขน้ั ปฐมภมู ิ
จากหลักการเพาะปลกู เราจะเห็นได้วา่ มนุษย์ได้พัฒนาการเพาะปลูกมาต้ังแต่อดีต ซึ่งมนุษย์สามารถ
ก้าวข้ามการเก็บ หา ของจากป่ามาดารงชีวิต เปลี่ยนเป็นการเพาะปลูกซึ่งจากเดิมท่ีเพาะปลูกเป็นอาหารใน
ครัวเรือน ก็เปลี่ยนมาเป็นเพาะปลูกเพื่อหารายได้เน้นการเพาะปลูกท่ีเป็นการค้ามากขึ้นในปัจจุบัน ซ่ึงการ
เพาะปลูกบนโลก และประเทศไทยนน้ั ไดม้ ีพืชทใ่ี ชใ้ นการเพาะปลูกมากมาย แตพ่ ืชทม่ี คี วามสาคัญในเศรษฐกิจ
ของโลก และประเทศไทยท่ีสาคัญ เช่น ข้าวเจ้า ข้าวสาลี มนั สาปะหลงั ยางพารา ข้าวโพด ปาลม์ นา้ มนั เปน็ ตน้
การเพาะปลูกในยุคปัจจุบันเป็นการเพาะปลูกเพื่อยังชีพเป็นส่วนใหญ่ ซ่ึงจะมีลักษณะเป็นการ
เพาะปลูกเพ่ือการค้า เพื่อหารายได้เข้าสู่ครอบครัว ชุมชน หรือประเทศ การเพาะปลูกในปัจจุบันจึงเป็นการ
เพาะปลูกเพื่อแสวงหาผลกาไร มนุษย์จึงได้มีแนวคิดในการเพ่ิมผลผลิตในการเพาะปลูก และพัฒนานาการ
เพาะปลกู มาอย่างต่อเน่ืองทง้ั มีการผลิตปุ๋ยเพื่อเพ่ิมผลผลิตในสตู รต่างๆ มกี ารใช้เครื่องมือ เคร่ืองจกั รท่ีทันสมัย
เข้ามาใช้ในการเพาะปลูก รวมถึงการพัฒนาพื้นที่ต่างๆให้สามารถเพาะปลูกพืชผลให้ได้ปริมาณมาก และมี
คุณภาพมากขึ้น จากการพัฒนาการเพาะปลูกของมนุษย์นั้นจึงทาให้ประเทศส่วนใหญ่บนโลกท่ีมีพื้นฐานทาง
เกษตรกรรมพัฒนาผลผลิตทางการเพาะปลูกข้ึนเป็นอย่างมาก จึงทาให้ในโลกของเราสามารถแบ่งเขตการ
เพาะปลูกตามลักษณะภูมอิ ากาศได้ดังนี้
1.การเพาะปลูกพืชในเขตร้อน : การเพาะปลูกในเขตร้อนเป็นการเพาะปลูกที่มีปริมาณการเพาะปลูก
พืชมากที่สุด เน่ืองจากในเขตร้อนเป็นเขตท่ีพืชสามารถเจริญเติบโตได้ดีเพราะมีน้าปริมาณมากทั้งจากน้าฝน
และน้าจากแม่น้าลาธาร ประกอบกับแสงจากดวงอาทิตย์ที่มีปริมาณมากเพียงพอต่อการเจริญเติมโตของพืช
อีกทั้งดินบริเวณเขตร้อนเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์มากเกิดจากการทับถมของอินทรียวัตถุ และการพัดพา
ดนิ ตะกอนของแม่นา้ ด้วยเหตุน้ีจงึ ทาใหพ้ ืชสามารถขึ้นได้ดใี นเขตร้อน ดังน้นั พชื ทสี่ ามารถขน้ึ ไดด้ ใี นเขตร้อนคือ
พืชที่มีลักษณะใบกว้าง ต้องการน้าและแสงจากดวงอาทิตยใ์ นการเจริญเติบโตมาก และพืชส่วนใหญ่จะไม่มีการ
ผลัดใบ ซ่ึงพืชเศรษฐกิจท่ีสามารถเจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อนของโลกท่ีสาคัญ เช่น ข้าวเจ้า โกโก้ ยางพารา
อนิ ทผลัม กาแฟ มนั สาปะหลัง ปาล์มนา้ มัน ออ้ ย ขา้ วโพด มะพร้าว กล้วย ถ่ัว ยาสูบ ทุเรยี น มงั คุด เป็นต้น
127 ชาญณรงค์ บวั แยม้ แสง เรยี บเรยี ง
ภาพจากดาวเทยี ม ระบบ Multispectral รายละเอียดภาพ 15 เมตรดาวเทยี มธอี อส แสดงพนื้ ท่ีเกษตรกรรมใหม่ ท่ีเกิดข้ึน
บรเิ วณเขตพ้นื ท่ปี า่ แล้งเขตรอ้ น (Tropical Dry Forest) โดยการพฒั นาเพ่ิมพ้นื ท่กี ารเกษตรของประเทศโบลิเวีย ในโครงการ
“Tierras Baja project” ในภาพจะเห็น การแบ่งพ้นื ที่การเกษตร เป็นหน่วยย่อยๆ รูปทรงสเี่ หลีย่ ม พ้นื ที่สอี อ่ นเป็นพ้ืนที่ปลูก
ถว่ั เหลืองเพือ่ การส่งออก สว่ นทเ่ี ปน็ พนื้ ทแ่ี ถบสีเข้ม บริเวณขอบจะเปน็ แนวของพืชท่ปี ลกู ป้องกันการกดั เซาะหน้าดนิ
2. การเพาะปลูกในเขตอบอุ่น : การเพาะปลูกในเขตอบอุ่นเป็นการเพาะปลกู ที่มีความสาคัญน้อยกวา่
เขตร้อน เนื่องจากในเขตอบอุ่นน้ันเปน็ เขตที่มีอากาศค่อนข้างเย็นอุณหภมู ิประมาณ 10-25 องศาเซลเซียส ซ่ึง
พืชส่วนใหญ่ในโลกสามารถเจริญเติบโตใน
อุณหภูมิลกั ษณะน้ีได้น้อย อกี ท้งั ปริมาณแสง
จากดวงอาทติ ย์ทส่ี ่องมายงั บรเิ วณเขตอบอุ่น
ของโลกยังมีปริมาณน้อยไม่เพียงพอต่อการ
เจริญของพืชส่วนใหญ่บนโลกได้ อีกทั้ง
ในช่วงฤดูหนาวเขตอบอุ่นยังเกิดหิมะตก
และพ้ืนท่ีบางส่วนกลายเป็นน้าแข็ง ดังน้ัน
พืชที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีจึงเป็นพืชที่มี
ลักษณะทนต่ออากาศเย็น ต้องการน้าและ
แ ส ง จ า ก ด ว ง อ า ทิ ต ย์ เ พ่ื อ ใ ช้ ใ น ก า ร
เจริญเติบโตน้อย ลักษณะของพืชในเขต
อบอุ่นจึงเป็นพืชที่มีลักษณะใบเรียวเล็ก มี
การเพาะปลูกบรเิ วณเนนิ ตะกอนรปู พัดของสาธารณรฐั ครี ์กซิ เนื้อเยื่อของลาต้นท่ีอ่อนหรือเป็นไม้เน้ือออ่ น
เป็นการปลกู ในเขตอบอ่นุ มีการผลัดใบในฤดูหนาว ซ่ึงพืชเศรษฐกิจท่ี
สาคัญในเขตอบอุ่น เช่น ข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต
ขา้ วบารเ์ ลย์ ต้นโอก๊ อง่นุ ชา สตรอว์เบอรร์ ่ี แอบเป้ลิ ลน้ิ จ่ี เปน็ ตน้
128 ชาญณรงค์ บัวแยม้ แสง เรยี บเรยี ง
3. การเพาะปลูกในเขตหนาว : การเพาะปลูกในเขตหนาวเป็นการเพาะปลกู ทไ่ี มน่ ยิ มปลูกพืชเพอ่ื ใช้ใน
การดารงชีวิตเท่าใดนัก เนื่องจากในเขตหนาวเป็นบริเวณที่มีอากาศหนาวเย็น พ้ืนท่ีถูกปกคลุมไปด้วยน้าแข็ง
เกือบตลอดทั้งปี อุณหภูมิอยู่ท่ี -10 – 10 องศาเซลเซียส จึงไม่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของพืช ประกอบกับ
ในเขตหนาวมีน้าและแสงจากดวงอาทิตย์น้อยมากไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก ดังน้ันในเขตหนาวจึงไม่นิยม
เพาะปลูกพืช แต่ยังมีพืชเศรษฐกิจท่ีสาคัญที่สามารถข้ึนได้ดีในเขตหนาวน่ันคือไม้เน้ืออ่อนประเภทต้นสน ท่ี
นาไปใช้ในอุตสาหกรรมกระดาษ
ภาพจาก google earth แสดงการเพาะปลกู ในรฐั โคโลราโด สหรัฐอเมรกิ า ซงึ่ พื้นทีเ่ ป็นทะเลทรายโดยใช้หลักการจดั การนา้
แบบวงกลม (circle irrigation) โดยนานา้ จากใตด้ นิ มาใช้ในการปลกู พชื ในทะเลทราย
การเพาะปลูกในประเทศไทย
ในประเทศไทยสามารถเพาะปลูกพชื ทส่ี ามารถเจริญเติบโตได้ดใี นเขตร้อน เน่ืองจากประเทศไทยอยู่ใน
เขตละติจดู ต่า ประกอบกบั ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดพาฝนจากมหาสมุทรอินเดียมากตก
ในประเทศจึงทาให้ประเทศไทยเป็นประเทศท่ีสามารถเพาะปลูกพืชในเขตร้อนได้ดี จากความเหมาะสมของ
ประเทศไทยในการเพาะปลกู พชื จงึ สามารถแบ่งเขตการเพาะปลูกพชื ของประเทศไทยออกได้ตามภาคตา่ งๆของ
ประเทศดังนี่
1. ภาคกลาง : การเพาะปลูกในภาคกลางเป็นการเพาะปลูกท่ีมีความสาคัญภาคหน่ึงในประเทศ
เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศของภาคกลางเป็นท่ีราบ มีความอุดมสมบูรณ์ของดิน ซึ่งเป็นดินเหนียวท่ีมี
ส่วนประกอบของอินทรียวัตถุสูงประกอบกับดินตะกอนท่ีเกิดจากการพัดมาทับถมของแม่น้า และมีแม่น้าสาย
สาคญั ไหลผ่านคือ แมน่ ้าเจา้ พระยา แม่น้าปา่ สกั แม่นา้ ท่าจนี จึงสง่ ผลทาให้ภาคกลางเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชที่
สาคัญของประเทศ ดังนั้นพืชเศรษฐกิจที่สามารถปลูกได้ดีในภาคกลาง เช่น ข้าวเจ้า ข้าวโพด มะม่วง ทุเรียน
เปน็ ตน้
2. ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ : การเพาะปลูกพชื ในภาคตะวันออกเฉียงเหนอื นน้ั พชื ทสี่ ามารถปลูกและ
ขึ้นได้ดีจะเป็นพืชท่ีสามารถทนความรอ้ นและใช้นา้ ในการเจรญิ เติบโตน้อย เน่ืองจากภาคตะวันออกเฉียงเหนอื
เป็นภาคที่มีอากาศร้อน มีปริมาณน้าฝนน้อย สภาพดินเป็นดินร่วนปนทราย พืชเศรษฐกิจที่สาคัญในภาค
ตะวนั ออกเฉยี งเหนือ เช่น มันสาปะหลัง ข้าวโพด ออ้ ย ปอ ฝ้าย เปน็ ตน้
3. ภาคเหนือ : การเพาะปลูกในภาคเหนือเป็นการเพาะปลูกท่ีสามารถปลูกพืชท่ีอยู่ในเขตอบอุ่นได้
เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศท่ีเป็นภูเขาสูง ภูมิอากาศที่มีลักษณะอบอุ่นมีอุณหภูมิประมาณ 17-25 องศา
เซลเซยี ส และลักษณะดินจะเปน็ ดนิ ภเู ขามีธาตุอาหารท่ีจาเป็นต่อการเจรญิ เติบโตของพืชมาก จึงทาใหส้ ามารถ
เพาะปลูกพืชท่ีเจริญเติบโตได้ดีในเขตอบอุ่น พืชเศรษฐกิจท่ีสาคัญในภาคเหนือ เช่น ชา กาแฟ สตอร์วเบอร์รี่
ลาไย ล้นิ จ่ี เปน็ ตน้
129 ชาญณรงค์ บวั แย้มแสง เรยี บเรียง
4. ภาคตะวันออก : ภาคตะวันออกของประเทศไทยมีลักษณะภูมิประเทศท่ีเป็นที่ราบลูกฟูก มีท่ีราบ
ริมชายฝ่ังทะเล ลักษณะภูมิอากาศมีฝนตก อากาศร้อน ดินมีดินที่เป็นดินตะกอนที่ราบลุ่มแม่นา้ และดินชายฝ่งั
ทะเลจึงมีการเพาะปลูกพืชท่ีหลากหลายท้ังพืชท่ีต้องการใช้น้าในการเจริญเติบโตมาก เช่น ยางพารา เงาะ
ทุเรียนเป็นต้น และพืชที่ต้องการน้าในการเจริญเติบโตพอสมควร เช่น มะพร้าว สัปปะรด อ้อย มันสาปะหลัง
เป็นตน้
5. ภาคตะวนั ตก : ภาคตะวนั ตกเปน็ ภาคที่มีความหลากหลายทางด้านภูมิประเทศ และภูมิอากาศเป็น
อยา่ งมาก กลา่ วคือ ภาคตะวนั ตกมที ั้งพืน้ ท่ที แ่ี หง้ แลง้ เนอ่ื งจากเปน็ เขตเงาฝนจากอทิ ธิพลของลมมรสุมตะวันตก
เฉียงใต้ พ้ืนที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์บริเวณทิวเขาตะนาวศรี และพ้ืนที่ริมชายฝ่ังทะเล ดังนั้นภาคตะวันตกจึง
เป็นภาคที่สามารถเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจที่สาคัญได้หลายชนิด เช่น สัปปะรด อ้อย ข้าวเจ้า ข้าวโพด มะพร้าว
เปน็ ต้น
6. ภาคใต้ : ภาคใต้เป็นภาคท่ีได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมเป็นอย่างมากจึงทาให้มีฝนตกมากตลอดปี มี
ลักษณะภมู ปิ ระเทศที่เป็นท่ีราบ และเขตภเู ขาสูง อากาศร้อนช้ืน มปี ริมาณนา้ ฝนมาก สภาพดินเป็นดนิ ตะกอน
ดินภูเขา และดินร่วนปนทราย จึงทาให้สามารถปลูกพืชที่มีความต้องการน้าในการเจริญเติบโตมาก พืชที่พบ
มากในภาคใตจ้ ึงเปน็ พืชท่มี คี วามสาคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ ซ่งึ พืชเศรษฐกจิ ท่สี าคัญ เช่น ยางพารา ปาลม์
น้ามัน ขา้ วเจ้า ทุเรียน เงาะ มังคดุ เป็นต้น
ตวั อย่างพืชเศรษฐกิจทสี่ าคญั
ขา้ วเจ้า
ข้าวเจ้าเป็นพืชเศรษฐกิจท่ีสาคัญอย่างหนึ่งของโลก เพราะข้าวเป็นอาหารประจาวันของคนกว่าคร่ึง
โลก ซ่ึงข้าวเป็นพืชท่ีสามารถปลูกได้ดีในบริเวณท่ีเป็นที่ราบ มีแหล่งน้าอุดมสมบูรณ์ ซึ่งดินท่ีสามารถปลูกข้าว
ได้ดี คือ ดินเหนียวเพราะสามารถเก็บกักน้าได้ดี สภาพอากาศท่ีเหมาะสมคืออากาศร้อน และร้อนชื้นมีฝนตก
เพราะขา้ วเป็นพชื ทีม่ ีความต้องการใชน้ า้ ในการเจริญเตบิ โต
ประชากรกว่า 200 ประเทศท่ัวโลกใช้ข้าวเป็นอาหารหลักในการดารงชีวิต ซึ่งถ้าหากเรานับเฉพาะ
ประเทศจีนกับอินเดียแล้ว ก็มีผู้บริโภคข้าวรวมกันเกือบ 3,000 กว่าล้านคน ประเทศที่มีการปลูกข้าวมี
ประมาณ 113 ประเทศในทุกทวีป และทวีปเอเชียเป็นทวีปท่ีปลูกข้าวได้มากที่สุดในโลกถึงร้อยละ 90 ซ่ึง
ประเทศท่สี ามารถปลูกข้าวได้มากท่ีสุดในโลก 10 อันดบั เรยี กตามลาดับคอื จีน อินเดีย อินโดนีเซีย บังคลาเทศ
เวียดนาม ไทย พมา่ ฟลิ ปิ ปินส์ บราซิล และญปี่ ่นุ ซึ่งจะเหน็ ได้ว่า ประเทศที่มีพ้ืนท่ีมากสามารถปลูกเข้าได้มาก
ตามขนาดของพ้ืนที่ ประเทศท่ีสามารถปลูกข้าวได้ดีส่วนใหญ่เป็นประเทศท่ีต้ังอยู่ในเขตละติจูดต่า เน่ืองจากมี
อณุ หภูมิเหมาะสม
ขา้ วสาลี
ข้าวสาลีเป็นพืชจาพวกธัญพืชท่ีมีการปรับตัวได้ดีที่สุด สามารถเจริญเติบโตได้ดีในเขตอบุอุ่น สามารถ
เจริญเตบิ โตได้ต้ังแต่พ้นื ที่ราบระดับน้าทะเล จนถึงระดับความสูง 4,500 เมตรจากระดับน้าทะเล ต้งั แต่บริเวณ
ภูมิอากาศแบบเส้นศูนย์สูตรจนกระท่ังถึงบริเวณเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล(The Arctic Circle) นิยมปลูกมากใน
แถบประเทศตะวนั ออกกลาง เหนือเสน้ ศนู ย์สูตร หรือในเขตอบอนุ่ หรอื เขตหนาวบางเขตข้าวสาลีเป็นธัญพืชท่ี
มีการปลกู และเก็บเกย่ี วผลผลติ ได้มากเป็นอันดับ 1 ของโลก เน่อื งจากมกี ารปลูกเพอื่ บรโิ ภคอย่างแพรห่ ลายทั่ว
โลกมาเป็นเวลานาน ข้าวสาลีมีแป้งเป็นส่วนประกอบอยู่ประมาณ 70% และมีแร่ธาตุอื่น ๆ อีกเป็น
130 ชาญณรงค์ บัวแยม้ แสง เรียบเรียง
องค์ประกอบ 30% ต้นข้าวสาลีประกอบไปด้วยธาตุอาหารมากกว่า 100 ชนิด ซึ่งรวมท้ังแร่ธาตุหลัก ๆ ท่ี
รา่ งกายตอ้ งการทกุ ตัว แร่ธาตุรองทรี่ ่างกายต้องการในปรมิ าณเล็กน้อย นอกจากนยี้ ังเปน็ หนึ่งในเรือ่ งของแหล่ง
โปรตีน – วิตามินเอ ท่ีสูงท่ีสุดในบรรดาอาหารต่าง ๆ ผลิตผลและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากแป้งข้าวสาลี ได้แก่ แป้ง
สาลี ขนมปัง ขนมเค้ก ขนมอบ ซาลาเปา คุ้กก้ี แครกเกอร์ เค้ก โดนัท โรตี พาย ปาท่องโก๋ บะหมี่ พาสต้า
สปาเกตตี มักกะโรนี นอกจากนี้ข้าวสาลียังถูกนาไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตกาว แอลกอฮอล์ น้ามัน และ
กลเู ตนอีกด้วย
การปลกู ข้าวสาลปี ระเทศท่ีมีพ้ืนทป่ี ลูกข้าวสาลมี ากทสี่ ดุ ในโลกคือ สาธารณรัฐประชาชนจีน รองลงมา
คือ อินเดีย รัสเซยี และสหรัฐอเมรกิ า
ยางพารา
ยางพาราเป็นพืชที่มีความสาคัญทางเศรษฐกิจของโลก และของประเทศไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจาก
ยางพาราสามารถนามาผลิตเป็นวัตถดุ ิบในการทาอุตสาหกรรมต่างๆ เชน่ ยางรถยนต์ ส่วนประกอบของเส้ือผ้า
ภาชนะ อุปกรณ์ทางการแพทย์ เคร่ืองมือ เครื่องใช้ หรือเครื่องจักรกลต่างๆ เป็นต้น ซ่ึงในชีวิตประจาวันของ
มนุษย์มีความจาเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์จากยางพาราเป็นจานวนมาก จึงทาให้มนุษย์ต้องผลิตยางพารามาใช้ใน
ปริมาณมาก และไม่มีท่สี ้ินสุด
พน้ื ทีท่ ีมคี วามเหมาะสมแก่การปลูกยางพาราคือพ้นื ท่ที ่ีมีปริมาณนา้ ฝนมากกวา่ 1,500 มิลลเิ มตรต่อปี
อากาศร้อนชื้น ส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณเส้นศูนย์สูตร หรือในเขตละติจูดต่า ซึ่งจะพบมากในแถบประเทศในทวปี
แอฟริกาบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้าคองโก อเมริกาใต้ เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันมีหลาย
ประเทศท่ีสามารถปลูกยางพาราได้ เช่น อินโดนีเซีย ไทย จีน เวียดนาม อินเดีย กัมพูชา พม่า บราซิล เม็กซิโก
คาเมรูน กานา กินี ไลบีเรีย ไนจีเรีย สาธารณรัฐคองโก เป็นต้น ซ่ึงประเทศที่มีพ้ืนที่ปลูกยางพารามากท่ีสุดใน
โลกคอื ประเทศ อนิ โดนีเซียมพี น้ื ทป่ี ลูกยางพาราประมาณ 20.38 ลา้ นไร่
ประเทศ 2558 2559 2560
จนี 4,680 4,750 4,869
ยโุ รป 1,159 1,182 1,194
อเมริกาเหนือ 1,065 1,044 1,060
อินเดยี 987 1,027 1,057
เอเชยี อน่ื ๆ 2,482 2,631 2,723
ญี่ป่นุ 691 663 663
โลก 12,146 12,401 12,712
ตาราง แสดงอุปสงค์ยางพาราธรรมชาติของประเทศผ้ใู ชห้ ลัก (หน่วย:พันตนั )
(ที่มา : International Rubber Study Group 2017)
131 ชาญณรงค์ บวั แย้มแสง เรียบเรยี ง
อนั ประเทศ มลู คา่ การส่งออก(ล้านบาท) อัตราการขยายตวั สัดสว่ นการส่งออกของ
ดบั ปี พ.ศ. 2558 พ.ศ. 2559 (เปอรเ์ ซน็ ต์) ประเทศ(เปอร์เซน็ ต์)
1 จนี 84,482.79 73,346.80 -13.18 47.08
2 มาเลเซีย 21,367.47 20,499.09 -4.06 13.16
3 ญีป่ ุ่น 12,716.77 10,930.68 -14.05 7.02
4 สหรัฐอเมรกิ า 8,457.40 9,705.01 14.75 6.23
5 เกาหลใี ต้ 9,159.62 6,816.17 -25.58 4.38
6 อนิ เดยี 6,028.98 4,381.30 -27.33 2.81
7 บราซลิ 3,339.97 3,630.15 8.69 2.23
8 เยอรมนี 1,679.45 2,614.75 55.69 1.68
9 ฝร่งั เศส 1,601.99 2,303.33 43.78 1.48
10 ตุรกี 2,314.19 2,236.74 -3.35 1.44
รวมประเทศอน่ื ๆ 19,272.7 19,317.2 0.23 12.40
มลู ค่าการสง่ ออกทงั้ หมด 170,421.29 155,781.39 -8.59 100
ตาราง แสดงมูลคา่ การส่งออกยาพาราของไทย 10 อนั ดับแรก ในปพี .ศ. 2558 – พ.ศ. 2559
ทีม่ า : ข้อมลู สถิตกิ ารส่งออก กระทรวงพาณิชย์ http://www.ops3.moc.go.th
2. การเลย้ี งสตั ว์
การเลี้ยงสัตว์เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจขั้นปฐมภูมิท่ีมีมาช้านานของมนุษย์ และกระจายอยู่ทั่วไปทุก
ทวีป เป็นกิจกรรมอีกประเภทหนึ่งท่ีมีความสาคัญต่อการดารงชีวิตของมนุษย์ การใช้ประโยชน์จากการเลี้ยง
สัตว์มีมากมาย เช่น การเลี้ยงสัตว์เพื่อบริโภคเน้ือ นม ไข่ การเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้ขนในการทาเครื่องนุ่งห่ม การ
เล้ียงสัตว์เพ่ือใช้แรงงานจากสัตว์ เป็นต้น อย่างไรก็ตามประเภทของการเลี้ยงสัตว์ท่ีมีอยู่ในปัจจบุ ันน้ันสามารถ
จาแนกได้ออกเป็น 2 ประเภทหลักได้แก่ การเลยี้ งสตั วเ์ พื่อยังชพี และการเลีย้ งสัตวเ์ พื่อการค้า
ประเภทของการเล้ยี งสตั ว์
1. การเลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพ : การเลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สามารถพบเห็นได้
ทั่วไปโดยเฉพาะในประเทศกาลังพัฒนา หรือประเทศท่ีด้อยพัฒนา เน่ืองจากการเล้ียงสัตว์แบบนี้พึงพา
ส่งิ แวดล้อมทางกายภาพเปน็ ส่วนใหญ่ ไม่ไดน้ าเทคโนโลยีมาใช้ในการเลยี้ งสัตว์ ไม่มีแบบแผน หรอื พ้นื ที่ในการ
เลีย้ งสตั ว์ที่แน่นอน รูปแบบการเลยี้ งสตั ว์แบบยังชีพมอี ยู่ 3 ประเภทไดแ้ ก่
1.1 การเล้ยี งสัตว์แบบเรร่ อน (primitive herding) เป็นการเลย้ี งสัตว์ในเขตกันดาร อาศัยทงุ่ หญา้ ตาม
ธรรมชาติ ต้องต้อนฝูงสัตว์ไปตามแหล่งทุ่งหญ้าต่างๆ สัตว์ท่ีเลี้ยงในลักษณะเช่นน้ี เช่น อูฐในเขตทะเลทราย
แกะในเขตอบอุ่น กวางเรนเดียรใ์ นเขตทุนดรา เป็นตน้
1.2 การเลี้ยงสตั ว์แบบกึ่งเรร่ ่อน (seminomadic herding) เป็นการเลีย้ งสัตว์ท่ผี ู้เลีย้ งสัตว์มีการตั้งถ่ิน
ฐานถาวร แต่มีการเคลื่อนย้ายสัตว์ท่ีเลี้ยงไปตามฤดูกาล เช่น บริเวณเทือกเขาแอลป์ของทวีปยุโรปในช่วงฤดู
ใบไม้ผลิ หรือฤดูร้อนน้ันจะมีการต้อนฝูงสัตว์ที่เล้ียงไปตามท่ีลาดเชิงเขา และเนินเขาสูง พอถึงช่วงฤดูหนาวก็
ต้อนฝงู สัตว์กลับมาเลยี้ งบริเวณท่ีราบเชิงเขา เป็นต้น
1.3 การเลี้ยงสัตว์ในเขตเพาะปลูกแบบผสม (mixed farming) เป็นลักษณะของการเล้ียงสัตว์ควบคู่
กบั การเพาะปลูกที่ส่วนใหญ่จะดาเนินการในบรเิ วณทม่ี ีประชากรตั้งถ่ินฐานอยมู่ าก สัตวท์ เี่ ล้ียงจะกินอาหารท่ีผู้
เลย้ี งนัน้ ปลูกพชื ชนดิ ต่างๆ เช่น ขา้ โพด หญ้า แล้วนามาเป็นอาหารใหส้ ตั วท์ ีเ่ ลีย้ งอยบู่ รเิ วณเดยี วกนั
132 ชาญณรงค์ บัวแยม้ แสง เรียบเรียง
2. การเลี้ยงสัตว์เพ่ือการค้า : การเล้ียงสัตว์เพ่ือการค้าเป็นกรเล้ียงสัตว์โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพ่ือ
การค้า ไม่ว่าจะเป็นการค้าเนื้อหรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์เหล่าน้ัน เช่น นม หนัง หรือขน เป็นต้น การเล้ียงสัตว์
เพ่ือการค้าส่วนมากจะใช้พ้ืนที่ขนาดใหญ่อาจเป็นพันหรือหม่ืนไร่ การเลี้ยงน้ันอาจใช้วิธีการปล่อยให้หากินเอง
ตามธรรมชาติ หรอื จดั หาอาหารให้ในลาราง หรือพ้ืนทีท่ ่จี ดั ไว้ให้ มกี ารมใช้แรงงานท่ีได้รบั การฝึกฝนในการดูแล
สัตว์เล้ียงโดยเฉพาะ และเม่ือสัตว์ที่เล้ียงนั้นมีขนาดโตพอตามความต้องการก็จะมีการคัดเลือก และส่งไป
จาหน่าย ลักษณะสาคัญของการเล้ียงสัตว์ลักษณะน้ีมักจะสัมพันธ์กับเขตภูมิประเทศที่เป็นทุ่งหญ้าสาคัญของ
โลก ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ การเลี้ยงสัตว์เพ่ือการค้าในเขตอบอุ่น และการเล้ียงสัตว์เพ่ือการค้าในเขต
รอ้ น
2.1 การเลี้ยงสัตว์เพ่ือการค้าในเขตอบอุ่น พบมากบริเวณทุ่งหญ้าแพรี่ (prairie) และทุ่งหญ้าสเตปป์
(steppe) สตั วเ์ ศรษฐกิจท่ีมบี ทบาทในเขตนีม้ ีหลายประเภท เชน่ โคเนอื้ โคนม และแกะ
2.2 การเลยี้ งสัตวเ์ พ่อื การค้าในเขตรอ้ น พบมากบริเวณทุ่งหญา้ สะวันนา (savanna) สัตว์เศรษฐกจิ ที่มี
บทบาทในเขตน้คี ลา้ ยคลึงกบั สัตว์เล้ียงเน้ือในเขตอบอุ่น แตป่ ริมาณและคุณภาพอาจตา่ กวา่ ในเขตอบอุ่น
แผนท่แี สดงเขตทุ่งหญ้าสาคัญของโลก
ทมี่ า : https://media1.britannica.com/eb-media/89/106989-004-9F11EF54.gif
การเล้ียงสตั วเ์ พื่อกินเน้อื ทัว่ โลก อาจจะวิเคราะห์ปริมาณการเลี้ยงได้จากอตั ราการบริโภคเนื้อสัตว์ของ
มนุษย์ทั่วโลกได้อย่างมีนัยสาคัญ เนื่องจากตัวเลขของการบริโภคเนื้อสัตว์เป็นสิ่งท่ีช้ีให้เห็นว่าการเลี้ยงสัตว์
จาเป็นต้องมีการผลิตเนื้อสัตว์ให้เพียงพอต่อการบริโภคเนื้อสัตว์น่ันเอง ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นข้อมูลของการ
บรโิ ภคเน้ือสตั วข์ องมนษุ ย์ทว่ั โลกไดต้ ามตารางตอ่ ไปน้ี
133 ชาญณรงค์ บวั แยม้ แสง เรยี บเรยี ง
ปี เน้อื ววั เนื้อสุกร เนือ้ ไก่ รวม
2017 61.3 111.1 90.4 262.8
2016 60.5 108.2 89.6 258.3
2015 60.1 110.4 88.7 259.2
2014 61.1 110.6 86.5 258.2
ตาราง แสดงการบรโิ ภคเนอื้ สตั วข์ องโลก (เนอ้ื วัว เน้อื สุกร เนือ้ ไก่)
(หน่วย : ล้านตนั , ทม่ี า : http://beef2live.com/story-world-meat-production-1960-present-0-111818)
จากตารางจะพบว่า การบริโภคเนื้อสัตว์นัน้ มีอตั ราการบริโภคท่ีเพ่ิมขนึ้ โดยเฉพาะการบรโิ ภคเน้ือไก่ท่ี
มีอัตราการบริโภคเพ่ิมขึ้นทุกปี จากข้อมูลน้ีจึงแสดงให้เห็นได้ว่าการเลี้ยงสัตว์เพื่อการค้าในโลกยุคปัจจุบันมี
ความจาเป็นต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างมาก เนื่องจากมนุษย์ในยุคปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้เงินในการดารงชีวิต
มากข้ึน ซ่ึงมนุษย์ในยุคนี้ไม่สามารถที่จะเล้ียงสัตว์เพื่อการบริโภคได้ด้วยเหตุผลที่เกิดจากการลักษณะการ
ดารงชวี ิตของมนุษย์เปลีย่ นไปจากอดีตอย่างมาก ซ่ึงมนุษย์หนั มาทากิจกรรมทางเศรษฐกจิ ในขน้ั ตตยิ ภูมิมากข้ึน
ใช้ความรู้ความสามารถจากสมอง ทักษะการคิด กระบวนการคิดสร้างสรรค์ และทักษะด้านเทคโนโลยีในการ
ประกอบอาชีพเพ่ิมมากขึ้น แล้วนารายได้จากการประกอบอาชีพเหล่าน้ีมาใช้จ่ายซื้อส่ิงของอุปโภค บริโภคใน
ชีวิตประจาวนั แทนการดาเนนิ กิจกรรมท่เี ป็นการแสวงหาเครื่องอปุ โภค บรโิ ภคดว้ ยตนเอง
การเล้ียงสตั วใ์ นประเทศไทย
ประเทศไทยได้ช่ือว่าเป็นประเทศเกษตรกรรมมีการดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคการเกษตร
เป็นจานวนมาก เนื่องจากประเทศไทยมีลักษณะทาเลที่ต้ัง สภาพภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศท่ีเอื้ออานวยต่อ
การทาการเกษตร โดยเฉพาะการเลีย้ งสัตวท์ ี่มคี วามเหมาะสมอย่างย่งิ ในการเลี้ยงสัตวไ์ ม่วา่ จะเปน็ สัตวบ์ ก เช่น
สกุ ร โคเนอ้ื โคนม แพะ ไก่ เปน็ ตน้ หรอื จะเป็นการเล้ยี งสัตวน์ า้ เช่น ปลา กงุ้ หอย ปู เปน็ ต้น
การเล้ียงสัตว์ในประเทศไทยมีลักษณะของการเล้ียงสัตว์ทั้งการเลี้ยงเพื่อยังชีพ และการเล้ียงเพื่อ
การค้า โดยเกษตรกรของไทยส่วนใหญ่นิยมเล้ียงสัตว์เพื่อการค้า แต่ก็ยังมีบางพ้ืนที่ที่มีการเล้ียงสัตว์เพื่อยังชีพ
ในลักษณะของการเลี้ยงเพ่ือไว้บริโภคเองในครัวเรือนสัตว์ท่ีนิยมเล้ียงไว้บริโภคเองในครัวเรือนในประเทศไทย
เช่น ไก่ ปลา เป็ด เปน็ ต้น
ส่วนการเล้ียงสัตว์เพื่อการค้าในประเทศไทยนั้นจะมีลักษณะการเล้ียงตั้งแต่การเลี้ยงปริมาณน้อยเพื่อ
เป็นรายได้ในครัวเรือน จนไปถึงการเลี้ยงในระบบปศสุ ัตวข์ นาดใหญ่จนเปน็ อุตสาหกรรมทางการเกษตร ซ่ึงสัตว์
ที่นิยมเล้ียงในประเทศไทยจะเป็นสัตว์เศรษฐกิจกิจที่สาคัญของประเทศ ซึ่งจะเลี้ยงไว้บริโภคภายในประเทศ
และเลีย้ งไว้เพอื่ สง่ ออก เช่น โคเนื้อ โคนม ไกเ่ นือ้ ไกไ่ ข่ เปด็ สุกร
ปี โคเนอื้ นา้ นมดบิ สกุ ร ไก่เนอื้ ไข่ไก่ เปด็
(1,000 ตัว) (1,000 ตนั ) (1,000 ตัว) (1,000 ตัว) (1,000 ฟอง) (1,000 ตัว)
2555 1,056 1,022 12,829 1,204,194 11,914,659 27,400
2556 806 1,095 14,139 1,189,039 12,033,330 27,866
2557 975 1,111 13,036 1,295,557 12,520,425 28,523
2558 991 1,157 13,565 1,337,873 12,733,164 28,542
2559 1,004 1,161 14,011 1,399,567 13,280,303 27,810
ตาราง แสดงปริมาณการผลติ ปศสุ ตั วป์ ีพ.ศ. 2555-2559
ท่มี า : สถิตกิ ารเกษตรประเทศไทย พ.ศ. 2559 สานักงานเศรษฐกจิ การเกษตร
134 ชาญณรงค์ บัวแย้มแสง เรยี บเรยี ง
จากตาราง จะพบว่าการผลผลิตจากการเล้ียงสัตว์ในประเทศไทยมีการผลิตผลิตจากสัตว์เป็นจานวน
มาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผลผลิตจากสัตว์ท่ีเป็นสัตว์เศรษฐกิจท่ีสาคัญของประเทศมีจานวนมากท่ีจะใช้บริโภค
ภายในประเทศ และส่งออกไปขายยังต่างประเทศ ซึ่งการผลิตผลผลิตจากสัตว์นี้สามารถผลิตได้เกือบทุกภาค
ภายในประเทศ โดยขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ลักษณะภูมิประเทศ และภูมิอากาศ โดยภาคท่ีมีการเล้ียงสัตว์
เศรษฐกิจเหล่าน้ีท่ีสาคัญ คือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซ่ึงมีความอุดม
สมบูรณ์ มีแหล่งน้าเพียงพอต่อการบริโภคของสัตว์ มีพ้ืนท่ีที่อยู่ใกล้เคียงกับแหล่งผลิตอาหารสัตว์ มีความ
สะดวกในการขนส่งสินค้าไปสูผ่ ้บู ริโภค
3. การอุตสาหกรรมและการบรกิ าร
การอตุ สาหกรรม และการบรกิ ารเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจทไ่ี ดน้ าเอาผลผลิตที่มนษุ ย์สามารถผลิตได้
จากภาคการเกษตรมาทาการปรับปรุง แปรรูป
ผสมผสาน จนเกิดเป็นสินค้าท่ีมีคุณภาพสูงข้ึน มี
การพฒั นาประโยชนจ์ ากการอปุ โภค และบริโภคให้
มคี วามหลากหลายมากข้ึนกว่าเดมิ เชน่ ขา้ ว นามา
แปรรูปจากข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร บรรจุหีบห่อให้
ดูน่าบริโภค นามาแปรรูปเป็นอาหารท่ีหลากหลาย
ทุ่งนาสาหรับปลูกข้าวก็นามาพัฒนาให้สามารถ
ท่ อ ง เ ท่ี ย ว ห รื อ เ ป็ น แ ห ล่ ง เ รี ย น รู้ เ ป็ น ต้ น
กระบวนการเหล่าน้ีเปน็ กระบวนการทเี่ ป็นกจิ กรรม
ทางเศรษฐกิจในข้ันทุติยภูมิ และตติยภูมิ กล่าวคือ อตุ สาหกรรมรถยนตใ์ นญี่ปุน่
การนาเอากิจกรรมทางเศรษฐกิจในข้ันปฐมภูมิมา ทมี่ า : http://03116aa.netsolhost.com/WordPress/wp-
พฒั นาต่อยอดให้มีคุณประโยชน์ท่ีหลากหลาย และ content/uploads/2011/02/RobotFactory.jpg
ใช้กระบวนการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ทาให้เกิด
มลู คา่ เพ่ิมจากผลผลติ ทีส่ ามารถผลิตได้น่นั เอง
กจิ กรรมอตุ สาหกรรมในโลกได้พัฒนานามายาวนาน แตใ่ นชว่ งท่ีเด่นชัดทสี่ ุดของการเปลี่ยนแปลงด้าน
อุตสาหกรรมของโลกคือ การปฏิวัติอุตสาหกรรม (industrial revolution) ซ่ึงเกิดข้ึนราวทศวรรษท่ี 1760 ซ่ึง
ประเทศอังกฤษขณะน้ันถือว่าเป็นชาติแรกท่ีสามารถทาการปฏิวัติอุตสาหกรรมได้สาเร็จ ลักษณะที่
เปลี่ยนแปลงภายหลังการปฏวิ ัติอุตสาหกรรมมี 3 ประการคือ ประการที่ 1 มีการประดิษฐ์คิดค้นเคร่ืองจักรมา
ใชแ้ ทนแรงงานคนหรอื สัตว์ ประการที่ 2 คอื การพฒั นาพลงั งานจากนา้ และไอน้ามาเป็นตวั ขบั เคลือ่ นเครอื่ งจักร
และประการท่ี 3 คือ การเปล่ยี นรปู แบบการผลติ จากการผลิตแบบครวั เรือนท่ีเป็นการผลิตขนาดเล็กไปเป็นการ
ผลิตแบบโรงงานท่ีมีขนาดใหญ่
ปัจจัยท่ีมีผลต่อการการประกอบกิจการอุตสาหกรรม มีอยู่ 2 ประการสาคัญคือ ปัจจัยแรกเป็นปัจจัย
ทางดา้ นมนุษย์และสังคม ประกอบไปด้วย 10 ปัจจยั ยอ่ ยได้แก่ วตั ถดุ ิบ การคมนาคมขนส่ง แรงงาน ตลาด ทุน
พลังงานและเช้ือเพลิง ผู้ประกอบการ พลังที่ทาให้เกิดการเกาะกลุ่มกันและพลังที่ทาให้เกิดการแยกตัวกันของ
ผู้ประกอบการ โครงสร้างพ้ืนฐานและลักษณะที่พอใจของชุมชน และนโยบายของรัฐ ปัจจัยท่ีสอง เป็นปัจจัย
ทางกายภาพ ประกอบด้วย ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะภูมิอากาศ น้าและแหล่งน้ัน ซ่ึงปัจจัยท้ังมวลเหล่าน้ี
เปน็ ผลทาใหก้ ารประกอบกิจการอุตสาหกรรมทัว่ โลกมีความแตกต่างกัน
135 ชาญณรงค์ บวั แยม้ แสง เรียบเรยี ง
ในปัจจุบันบนโลกยังมีแหล่งอุตสาหกรรมน้อยแห่ง ซ่ึงเป็นเขตที่มีการผสมผสานระหวา่ งภูมิภาคที่เป็น
ท่ีตั้งของย่านอุตสาหกรรมเก่าต้ังแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม และเขตอุตสาหกรรมท่ีเกิดข้ึนใหม่ของโลก ซึ่งเขต
อุตสาหกรรมของโลกมากกว่าร้อยละ 80 นั้นต้ังอยู่ใน 4 ภูมิภาคที่สาคัญคือ อเมริกาเหนือ ยุโรป รัสเซีย
ตะวันตก ประเทศยูเครน และบางส่วนของทวีปเอเชียตะวันออกโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้
และจีน แสดงให้เห็นได้ว่ากิจการอุตสาหกรรมน้ันยังมีการกระจุกตัวอยู่บริเวณที่เป็นแกนกลาง แต่ภูมิภาค
อุตสาหกรรมใหม่ของโลกก็เร่ิมมีบทบาทท่ีสาคัญมากขึ้นอันเน่ืองมาจากปัจจัยเอ้ืออานวยหลายประการ เช่น
ปัจจัยด้านทรัพยากรท่ีสมบูรณ์ แหล่งพลังงานที่มีมากกว่า และค่าจ้างแรงงานต่ากว่า ซึ่งส่ิงเหล่าน้ีจะทาให้
ต้นทุนการผลิตต่ากว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว กอปรกับพัฒนาการด้านเทคโนโลยีการขนส่งทาให้กิจการ
อุตสาหกรรมสามารถกระจายไปในลกั ษณะท่ยี ดื หยุ่นมากขน้ึ
อย่างไรก็ตามพัฒนาการของกิจการอุตสาหกรรมของโลกกว่าสองศตวรรษท่ีผ่านมาทาให้เกิดลักษณะ
การเปล่ียนแปลงทางโครงสรา้ งด้านต่างๆของโลกตามมาดงั น้ี
1) เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจไปสู่ระดับโลกและมีความเชื่อมโยงกับการเกิดข้ึนของชนช้ันผู้ใช้
แรงงาน และนาไปสู่ความเป็นอิสระต่อกันมากข้ึนของพื้นที่ระหว่างพ้ืนที่แกนกลางอุตสาหกรรมและพ้ืนท่ีกึ่ง
ชายของและพื้นท่ีชายขอบอุตสาหกรรม กล่าวคือแรงงานท่ีทางานในกิจการอุตสาหกรรมมากข้ึน และมีการ
เคลือ่ นย้ายกระจายไปยังพนื้ ทภี่ ูมภิ าคต่างๆมากข้ึนเชน่ กนั
2) ความเปน็ อิสระในการแขง่ ขนั ของกล่มุ พ่อคา้ และกลุ่มนายทนุ มีมากขน้ึ หรือการจดั ตงั้ กลมุ่ องคก์ ร
ทางเศรษฐกิจเฉพาะของภูมภิ าคต่างๆ
3) การเกิดข้นึ ของพ้ืนท่ีแกนกลางใหม่ มพี น้ื ทบ่ี ริเวณอน่ื ๆของโลกที่นอกเหนือจากทวปี ยุโรป เชน่
อเมรกิ า ญป่ี ุ่น เกดิ ขนึ้ ในบทบาทความสาคัญของการประกอบอุตสาหกรรม
4) การรวมกลมุ่ กันของการประกอบกจิ การอตุ สาหกรรมอนั เน่ืองมาจากเหตุผลในดา้ นการประหยัด
เนอื่ งจากขยายขนาดการผลติ
5) การเกิดขน้ึ ของเมืองในลักษณะใหม่อันเน่ืองมาจากการพัฒนาอตุ สาหกรรม เช่น เมอื งเหมืองแร่
เขตศูนย์กลางอุตสาหกรรมหนัก ศนู ย์กลางด้านพลงั งาน หรอื จดุ เช่ือมโยงการคมนาคมขนส่ง ตลอดจนการ
เติบโตของเมืองอยา่ งรวดเรว็ โดยเฉพาะเมืองอุตสาหกรรม ด้วยสาเหตุของการเกดิ ขึน้ ของตลาด การลงทุน การ
เช่ือมโยง การคา้ ขาย และสาธารณปู โภคเพอ่ื รองรับการค้าขาย
อุตสาหกรรมในประเทศไทย
ประเทศไทยเป็นประเทศท่ีมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจในภาคเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ ซ่ึงพื้นท่ีของ
ประเทศไทยส่วนใหญ่ถูกใช้ไปในการดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้านการเกษตร ดังน้ันการดาเนินกิจการ
อุตสาหกรรมของประเทศไทยจึงสอดคล้องกับการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามการอุตสาหกรรมใน
ด้านอ่ืนๆก็มีการดาเนินกิจการในประเทศไทย และมีการขยายตัวเพิ่มมากข้ึน ซึ่งอุตสาหกรรมของไทยสามารถ
แบง่ ลกั ษณะไดด้ ังนี้
1. อุตสาหกรรมในครัวเรือนคือ อุตสาหกรรมท่ีทากันภายในครอบครัว ในบ้านท่ีอยู่อาศัย เป็น
อุตสาหกรรมท่ีใช้แรงงานเป็นส่วนใหญ่ทาผลิตภัณฑ์ที่ใช้ความชานาญทางฝีมือ เช่น การจักสาน การแกะส ลัก
การป้ัน เป็นต้น อุตสาหกรรมในลักษณะนี้เป็นอุตสาหกรรมที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ มีมูลค่าในการผลิต
พอสมควร ลักษณะทวั่ ไปจะเป็นการผลิตสนิ ค้าในครัวเรือน หรือชุมชนรวมตวั กันเป็นกลุ่ม
2. อุตสาหกรรมขนาดย่อม หมายถึง อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงาน เครื่องจักรและอุปกรณ์ ตลอดจน
เงินทุนน้อยกว่าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ส่วนมากเป็นอุตสาหกรรมที่ผลิตเครื่องอุปโภคทั่ว ๆ ไป เช่น
อุตสาหกรรมฟอกหนัง อุตสาหกรรมน้าตาล เป็นต้น อุตสาหกรรมในลักษณะนี้รัฐบาลได้ให้ความสาคัญเป็น
136 ชาญณรงค์ บัวแย้มแสง เรียบเรยี ง
อย่างมากในระยะเวลาหลายปีท่ีผ่านมา ซ่ึงจะเป็นได้จากโครงการสาคัญของรัฐบาลท่ีสนับสนุนการดาเนิน
กจิ การอตุ สาหกรรมในลกั ษณะนี้ เช่น โครงการ 1 ตาบล 1 ผลติ ภัณฑ์ โครงการ SMEs เปน็ ต้น
การดาเนินกิจการอตุ สาหกรรมขนานย่อมในประเทศไทยเป็นทน่ี ิยมอย่างมาก และมกี ารดาเนนิ งานกัน
อย่างแพร่หลาย การผลิตสินคา้ ในอตุ สาหกรรมขนาดย่อมในประเทศไทยมีการผลิตสินค้าท่ีสอดคล้องกับสภาพ
ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และทรัพยากรธรรมชาติท่ีมีอยู่ตามภูมิภาคต่างๆของประเทศ ซ่ึงในปัจจุบันน้ันกร
ดาเนินการอุตสาหกรรมขนาดย่อมในประเทศไทยมีมูลค่าการลงทุนที่เพิ่มสูงมากขึ้น และได้มีหน่วยงานท่ี
รับผิดชอบอุตสาหกรรมขนาดยอมของประเทศท่ีชัดเจน คือ สานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาด
ยอม(สสว.) โดยได้เรียกอุตสาหกรรมขนาดย่อมว่า วิสำหกิจขนำดย่อม การพัฒนาวิสาหกิจขนาดย่อมของ
ประเทศไทยเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง ซ่ึงวิสาหกิจขนาดยอ่ มได้ให้ผลตอบแทนแก่ผูป้ ระกอบการได้อย่างมาก อีก
ทงั้ ยังเปน็ ภาคอุตสาหกรรมทท่ี ารายได้ และมีความสาคัญอย่างมากให้กบั ระบบเศรษฐกจิ ในประเทศไทย ซง่ึ จะ
เหน็ ได้จาก GDP ของวิสาหกจิ ขนาดกลางและขนาดย่อมในปีพ.ศ. 2559 มมี ลู ค่า 6,061,143 ลา้ นบาท คิดเป็น
สัดส่วนร้อยละ 42.2 ของ GDP รวมทั้งประเทศ ซึ่งเมื่อพิจารณามูลค่าของ GDP ตามขนาดของวิสาหกิจพบว่า
วิสาหกิจขนาดย่อมมีบทบาทด้านข้อมูล GDP สูงกว่าวิสาหกิจขนาดกลาง โดยมูลค่าของวิสาหกิจขนาดย่อมมี
มูลค่า GDP ในปี พ.ศ. 2559 เท่ากับ 4,267,810 ล้านบาท ขณะที่ในวิสาหกิจขนาดกลางมีมูลค่า GDP ในปี
พ.ศ. 2559 1,793,333 ลา้ นบาท
137 ชาญณรงค์ บัวแย้มแสง เรยี บเรียง
3. อตุ สาหกรรมขนาดใหญ่ หมายถงึ อุตสาหกรรมท่ีต้องใชแ้ รงงาน เครื่องจักร อุปกรณ์และเงินทนุ สูง
มาก เช่น อตุ สาหกรรมรถยนต์ อุจสาหกรรมปโิ ตรเคมี เป็นต้น อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของไทยมีการดาเนิน
กิจการเปน็ นิคมอุตสาหกรรม ซง่ึ ได้กระจายตวั กนั อยทู่ ่ัวประเทศตามแหล่งวตั ถุดบิ แรงงาน การคมนาคมขนสง่
ทีม่ ีความสะดวกและเหมาะสม
พ้ืนท่ตี งั้ นิคมอุตสาหกรรมของประเทศไทย
ที่มา : http://www.engineer007.com/private_folder/Content/Industry/Management/ZoneIndustrial/zoneindustrial.jpg
กจิ การอตุ สาหกรรมขนาดใหญข่ องไทยเปน็ อุตสาหกรรมที่มีลักษณะการลงทนุ จากผ้ลู งทุน
ภายในประเทศ ซึ่งเป็นการลงทุนดาเนนิ อุตสาหกรรมที่มวี ัตถุดิบที่สามารถหาได้ไนประเทศ เช่น อตุ สาหกรรม
การเกษตร การแปรรปู สนิ ค้าการเกษตร เป็นต้น สว่ นอุตสาหกรรมทมี่ ีการลงทุนจากผู้ลงทุนจากตา่ งประเทศจะ
เปน็ อุตสาหกรรมท่จี าเปน็ ต้องนาวตั ถุดิบมาจากต่างประเทศ หรอื ต้องใช้ผู้ท่มี ีความเชี่ยวชาญในการผลิตมา
จากต่างประเทศ เชน่ อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมเคร่อื งใชไ้ ฟฟ้า อุตสาหกรรมอเิ ล็กทรอนิกส์ เปน็ ตน้
4. การท่องเทยี่ ว
การท่องเท่ียวเป็นอุตสาหกรรมที่เจริญเติบโตท่ีเร็วที่สุดในโลก จัดเป็นธุรกิจภาคบริการประเภทหนึ่งท่ี
ทารายได้สูงสุดให้กับประเทศต่างๆทั่วโลก เน่ืองจากเป็นกิจกรรมท่ีตอบสนองความต้องการของมนุษย์และมี
รูปแบบท่ีหลากหลายสามารถดึงดูดความสนใจของนักท่องเท่ียวจานวนมาก อีกทั้งยังเก่ียวข้องกับธุรกิจอื่นๆ
มากมาย เช่น การคมนาคมขนส่ง ธุรกิจท่ีพัก ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก และการบริการสุขภาพ การ
ท่องเที่ยวจึงช่วยส่งเสริมการสร้างงาน สร้างรายได้ อย่างไรก็ตามการท่องเท่ียวจะต้องได้รับการดูแลและการ
บริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการสร้างจิตสานึกของการเป็นนักท่องเที่ยวที่มีความรับผิดชอบต่อ
การเดินทางทอ่ งเที่ยว เพื่อลดปัญหาและผลกระทบต่อแหล่งทอ่ งเท่ยี วในภายหลงั
138 ชาญณรงค์ บัวแยม้ แสง เรยี บเรยี ง