ความสำคัญของลวดลายศาสนสถานของไทย
บนเหรยี ญกษาปณ์หมุนเวียนในรัชกาลที่ ๙
กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลงั มีหน้าทีร่ บั ผดิ ชอบภารกจิ ด้านการผลิตเหรียญกษาปณ์หมนุ เวียน เพื่อนำ
ออกใช้ในระบบเศรษฐกิจ โดยกรมธนารักษไ์ ดอ้ อกแบบลวดลายของเหรียญกษาปณ์หมนุ เวียนในแต่ละชนิดราคา
ซึ่งแสดงถึงสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ไว้บนเหรียญกษาปณ์หมุนเวยี น และที่สำคัญแสดงถึงความ
เป็นชาติไทย โดยจุดเดน่ ของเหรยี ญกษาปณ์หมนุ เวียนในแต่ละชนิดราคา ดา้ นหลังของเหรยี ญเปน็ รูปศาสนสถานท่ี
สำคัญในประเทศไทย ซึง่ ในแต่ละศาสนสถานทอ่ี ยู่บนเหรียญมปี ระวัตคิ วามเป็นมาท่สี ำคญั และเปน็ แหลง่ ทอ่ งเทย่ี ว
ในแตล่ ะภมู ภิ าคของไทย
ความเปน็ มาของการผลิตเหรียญกษาปณ์หมนุ เวยี นออกใช้ในรัชกาลท่ี ๙
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นเถลิงถวัลราชสมบัติ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.
๒๔๘๙ เปน็ พระมหากษตั ริยอ์ งค์ท่ี ๙ แหง่ กรงุ รัตนโกสินทร์ พระองค์ทรงเสด็จพระราชดำเนินกลับไปทรงศึกษาต่อ
ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ส่งผลให้ประเทศไทยในขณะนน้ั ยงั คงใช้เหรียญที่ผลิตในรัชกาลกอ่ นสำหรับการใช้จ่าย
หมุนเวียน ต่อมาปี พ.ศ.๒๔๙๓ ได้มกี ารผลติ เหรยี ญกษาปณ์หมนุ เวียนในรัชกาลปัจจุบันออกใช้ในระบบเศรษฐกิจ
เป็นครงั้ แรก โดยเปลย่ี นหน้าเหรียญเปน็ พระบรมรปู ของรัชกาลที่ ๙ ปรบั รปู ลักษณะ ลวดลาย อตั ราสว่ นผสม และ
กรรมวิธีการผลิตของเหรียญ เพื่อให้มีขนาดและน้ำหนกั ที่เหมาะสม สะดวกต่อการพกพา การใช้สอย ยากต่อการ
ปลอมแปลง ตลอดจนสามารถผลิตเหรยี ญกษาปณไ์ ด้ในปริมาณที่เพียงพอต่อความตอ้ งการของประชาชน ซึง่ มีการ
ผลิตเหรียญชนิดราคา ๕ บาท ๑ บาท ๕๐ สตางค์ ๒๕ สตางค์ ๑๐ สตางค์ และ ๕ สตางค์ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๓๑
ไดผ้ ลติ เหรยี ญกษาปณ์หมนุ เวียนชนดิ ราคา ๑๐ บาทข้ึนเป็นครัง้ แรก ซ่ึงเหรียญกษาปณห์ มนุ เวียนชุดปรับปรุงใหม่
ประกอบดว้ ย ชนดิ ราคา ๑๐ บาท ๕ บาท ๑ บาท ๕๐ สตางค์ ๒๕ สตางค์ ๑๐ สตางค์ ๕ สตางค์ และ ๑ สตางค์
รวมทั้งสิ้น ๘ ชนิดราคา [๑] ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๕๑ กระทรวงการคลังได้อนุมัติให้กรมธนารักษ์ออกใช้เหรียญ
กษาปณ์หมุนเวียนที่ได้มีการปรับปรุงลักษณะของเหรียญกษาปณ์เพื่อให้ค่าใช้จ่ายในการจัดทำเหรียญกษาปณ์มี
ความเหมาะสมขึ้นออกใช้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ดังนี้ เหรียญกษาปณ์โลหะสองสี (สีขาวและสีทอง) ชนิด
ราคา ๑๐ บาท , เหรยี ญกษาปณโ์ ลหะสขี าว (ทองแดงผสมนกิ เกิล) เคลอื บไสท้ องแดง ชนดิ ราคา ๕ บาท , เหรยี ญ
กษาปณ์โลหะสีทอง (ทองแดงผสมนิกเกิลและอะลูมิเนียม) ชนิดราคา ๒ บาท , เหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ไส้
เหล็กชุบนิกเกิล) ชนิดราคา ๑ บาท , เหรียญกษาปณ์โลหะสีแดง (ไส้เหล็กชุบทองแดง) ชนิดราคา ๕๐ สตางค์ ,
เหรียญกษาปณ์โลหะสีแดง (ไส้เหล็กชุบทองแดง) ชนิดราคา ๒๕ สตางค์ สำหรับใช้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
ส่วนเหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (อลูมิเนียม) ชนิดราคา ๑๐ สตางค์ ๕ สตางค์ และ ๑ สตางค์ ใช้สำหรับระบบ
ทศนยิ มทางบญั ชี
ความสำคัญของลวดลายต่างๆ บนเหรียญกษาปณห์ มุนเวยี นในรัชกาลท่ี ๙
เหรยี ญกษาปณ์หมุนเวยี นในรัชกาลปจั จุบนั มลี วดลายท่ีแสดงถงึ สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
โดยด้านหน้าเหรียญกษาปณ์หมุนเวียน บริเวณกลางเหรียญมีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอ
ดลุ ยเดช ทรงเคร่ืองบรมขัตตยิ ราชภูษติ าภรณ์ ฉลองพระองคค์ รุย ผินพระพกั ตร์ทางเบื้องขวา ภายในวงขอบเหรยี ญ
ด้านขวามีข้อความว่า "ภูมิพลอดุลยเดช” ด้านขอบซ้ายของเหรียญมีข้อความว่า "รัชกาลที่ ๙” ในทุกชนิดราคา
เป็นการแสดงถึงสถาบนั พระมหากษัตรยิ ข์ องประเทศไทย ส่วนด้านหลงั ของเหรยี ญกษาปณห์ มุนเวียนเป็นรูปศาสน
สถานต่างๆ ทีม่ ีความสำคญั ของประเทศไทย เพอื่ แสดงถงึ สถาบันศาสนา นอกจากนีภ้ ายในวงเหรียญด้านบน มีคำ
วา่ "ประเทศไทย” เพอื่ แสดงถึงสถาบันของชาติ
ลวดลายศาสนสถานของไทยของเหรยี ญกษาปณห์ มนุ เวยี นในรชั กาลที่ ๙
เหรยี ญกษาปณ์หมุนเวียนทกุ ชนิดราคาไดน้ ำภาพของศาสนสถานที่สำคญั ในประเทศไทย มาเป็นลวดลาย
ดา้ นหลังของเหรยี ญกษาปณ์หมุนเวียน ซึง่ ศาสนสถานแต่ละแหง่ มปี ระวตั ิความเปน็ มา สถานทที่ อ่ งเท่ยี วในภูมิภาค
ต่างๆ ของประเทศไทย และเป็นที่รู้จักของท้ังชาวไทยและต่างประเทศ โดยลวดลายศาสนสถานด้านหลังเหรียญ
กษาปณ์หมุนเวียนตา่ งๆ มีดงั น้ี
๑. เหรยี ญกษาปณ์หมนุ เวยี นชนดิ ราคา ๑๐ บาท
เหรยี ญกษาปณ์หมุนเวยี นชนิดราคา ๑๐ บาท
ดา้ นหลงั ของเหรยี ญกษาปณ์หมุนเวียนชนดิ ราคา ๑๐ บาท เปน็ ภาพพระปรางค์วัดอรณุ ราชวราราม ตัง้ อยู่
ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก เป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยกรม
ศิลปากรได้ประกาศข้ึนทะเบียนป็นโบราณสถาน เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ วัดอรุณราชวราราม ได้
สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยธุ ยา เดิมชื่อ "วัดมะกอก” ต่อมาในสมัยกรงุ ธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้
เสด็จพร้อมด้วยไพรพ่ ลโดยทางชลมารค และถงึ หนา้ วัดแห่งน้เี ม่ือยามใกล้รุง่ จงึ เสดจ็ พระราชดำเนนิ ข้นึ ประทบั แรม
ที่ศาลาการเปรียญของวัด เมื่อพระองค์ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษตั ริย์แห่งกรุงธนบุรแี ล้ว จึงทรงพระ
กรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์และเปลี่ยนชื่อวัดใหม่เป็น "วัดแจ้ง” ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง
พระราชวังใหม่ข้างวัดแจ้ง ทำให้วัดแจ้งกลายเป็นวัดในพระราชวังเช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ สมัยกรุงศรี
อยุธยา ซึ่งไมม่ ีพระสงฆ์จำพรรษา ในสมัยรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระ
กรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระนครใหม่อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา วัดแจ้งจึงกลายเป็นวัดนอก
พระราชวังและให้มีพระสงฆ์จำพรรษาได้ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระ
กรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระอุโบสถ พระวิหารต่อจนสำเร็จ และพระราชทานนามวัดใหม่ว่า "วัดอรุณราช
ธาราม” และที่สำคัญทรงให้ก่อเสริมพระปรางค์เพื่อให้เป็นพระมหาธาตุเจดีย์ประจำกรุงรัตนโกสินทร์ แต่ทำได้
เพียงขุดฐานรากไว้ พระองค์เสด็จสวรรคตกอ่ น ต่อมาช่วงสมัยรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ ใหก้ ่อสรา้ งพระปรางคต์ ามแบบที่รชั กาลท่ี ๒ ทรงมีพระราชดำริขนึ้ จนสำเร็จ เรียกกันวา่
"พระปรางค์วัดอรณุ ” มีความสูง ๖๖.๗๗๕๔ เมตร ลอ้ มรอบด้วยปรางคท์ ศิ และมณฑปทศิ องคป์ รางคก์ อ่ ด้วยอิฐถือ
ปนู ประดับดว้ ยชน้ิ กระเบ้ืองเคลอื บสตี ่างๆ ตอ่ มาในสมยั รชั กาลท่ี ๔ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรด
ให้สร้างและปฏิสังขรณ์เพิ่มเติม เช่น บุษบก ยอดพระปรางค์ และพระราชทานนามวัดใหม่ว่า "วัดอรุณราชวรา
ราม” [๒] จะเหน็ ไดว้ ่าพระปรางคว์ ัดอรุณราชวรารามมีความสวยงามและโดดเด่นบริเวณริมฝง่ั แม่น้ำเจ้าพระยาทั้ง
เวลากลางวนั และกลางคนื ซ่งึ การนำภาพพระปรางคว์ ดั อรณุ ราชวรารามไวด้ ้านหลงั เหรยี ญกษาปณ์หมุนเวียนชนิด
ราคา ๑๐ บาท
๒. เหรยี ญกษาปณ์หมนุ เวยี นชนดิ ราคา ๕ บาท
เหรยี ญกษาปณ์หมุนเวยี นชนิดราคา ๕ บาท
ด้านหลังของเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนชนิดราคา๕ บาท เป็นภาพพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ซึ่งเป็นวัด
ประจำของรัชกาลท่ี ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัว โดยสันนษิ ฐานว่าเป็นวดั สรา้ งมาก่อนตัง้ กรุงรัตนโกสินทร์ ช่ือวัด
แหลมหรอื วดั ไทรทอง (มีตน้ ไทรทองอยภู่ ายในวัด) ต่อมาในรัชกาลท่ี ๒ ได้เกดิ กบฎเจ้าอนวุ งศ์ แหง่ นครเวียงจนั ทน์ คิดจะตั้งตัวเป็น
อิสระ ซึ่งแม่ทัพของไทยที่เป็นผู้รักษาพระนครในขณะนั้นคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ พระราชโอรสใน
รัชกาลที่ ๒ ทรงตัง้ กองบัญชาการรบอยู่ที่วัดแห่งน้ี โดยกองทัพของเจ้าอนุวงศ์ได้พ่ายแพก้ ่อนที่จะยกกองทัพมาถึงพระนคร ทำให้
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิพธิ โภคภเู บนทร์ มคี วามศรทั ธาและได้ปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ ต่อมาในสมัยรัชกาลท่ี ๔ ไดพ้ ระราชทาน
นามวัดแหง่ นี้ใหม่ว่า "วัดเบญจมบพิตร” และในช่วงสมัยรัชกาลท่ี ๕ ทรงมพี ระราชดำริท่ีจะขยายพระนคร และทรงพระกรุณาโปรด
เกล้าฯ ให้สร้างพระราชฐานที่ประทับแห่งใหม่ คือ พระราชวังดุสิต (บริเวณพระที่นั่งอัมพรสถาน พระที่นั่งวิมานเมฆ พระที่น่ัง
อภิเษกดุสิต เป็นต้น) โดยบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ของวัดร้าง๒ แห่ง คือ วัดดุสิตและวัดปากคลอง ซึ่งตามประเพณีเดิมจะต้อง
สรา้ งวดั ข้ึนทดแทน แตพ่ ระองคท์ รงเลือกสถาปนาวัดเบญจมบพิตรแทนและมีพระราชดำริท่ีจะสถาปนาขน้ึ เปน็ วัดใหญ่ โดยทรงพระ
กรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างวัด
เบญจมบพิตร โดยออกแบบให้พระอโุ บสถของวัดประดับด้วยหินอ่อนจากอิตาลีทั้งหลงั เปน็ อาคารทรงจตุรมุข มีมุขเด็จยื่นออกมา
ทง้ั ดา้ นหน้าและด้านหลงั หลังคาซ้อนกนั ๕ ช้นั ภายในพระอุโบสถได้ประดิษฐานพระพุทธชินราชจำลอง ซึง่ พระองค์ทรงเติมสร้อย
ของพระนามวดั เปน็ "วดั เบญจมบพิตรดุสิตวนาราม” [๓] ซึ่งการนำภาพพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสติ วนารามไว้ด้านหลังเหรียญ
กษาปณ์หมุนเวียนชนดิ ราคา ๕บาท
๓. เหรยี ญกษาปณห์ มนุ เวยี นชนิดราคา ๒ บาท
เหรียญกษาปณห์ มุนเวียนชนิดราคา ๒ บาท
ในปี พ.ศ. ๒๕๔๘ กระทรวงการคลงั ไดอ้ นุมตั ิใหก้ รมธนารักษอ์ อกใช้เหรียญกษาปณ์หมนุ เวยี น ชนิดราคา
๒ บาท เพิ่มขึ้นอีก ๑ ชนิดราคา ด้านหลังของเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนชนิดราคา ๒ บาท เป็นภาพของพระ
บรมบรรบต วัดสระเกศราชวรมหาวหิ าร สร้างขนึ้ ตัง้ แต่สมยั กรงุ ศรีอยธุ ยา เดิมช่อื วา่ "วัดสะแก” ตอ่ มาสมัยรัชกาล
ที่ ๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองรอบเมือง คลองหลอด และคลองมหานาค ซึ่งอยู่เหนอื วัดสะแก และ
พระราชทานเปลยี่ นนามวดั ใหม่ว่า "วัดสระเกศ” และเรม่ิ กอ่ สรา้ งพระเจดยี ์ของวัดสระเกศในสมัยรัชกาลที่ ๓ โดย
พระราชทานนามว่า "พระเจดยี ์ภเู ขาทอง” และทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ ใหส้ มเดจ็ พระบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต
บนุ นาค) เป็นแมก่ องในการก่อสรา้ งพระเจดยี ์ภเู ขาทอง แตก่ ารกอ่ สร้างครง้ั นไ้ี มป่ ระสบความสำเรจ็ เนื่องจากท่ีดิน
บริเวณดังกล่าวเป็นทีล่ ุ่มดินอ่อน ทำให้ทานน้ำหนักพระเจดียไ์ ม่ไหวและทรุดพังลงมา จึงได้หยุดการก่อสรา้ งพระ
เจดีย์ภูเขาทอง ต่อมาในสมยั รัชกาลที่ ๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีพพิ ฒั น์ (แพ บนุ นาค) เปน็ แม่กอง
สร้างพระเจดีย์ภูเขาทองที่ค้างอยู่ และทรงวางศิลาฤกษ์พระเจดีย์ภูเขาทองเมื่อเดือน ๖ ปีฉลู พ.ศ. ๒๔๐๘ โดย
พระราชทานนามใหม่ว่า "บรมบรรบต” ซงึ่ ไดด้ ำเนินก่อสร้างต่อเน่ืองมาจนสำเรจ็ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พร้อมท้ังทรง
พระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ให้ตัดถนน ถมคลองหนา้ วัด และทำสะพานขา้ มคลอง เพื่อให้มีความสะดวกต่อการเข้าชม
บรมบรรพต หรือ "ภูเขาทอง” เน่ืองดว้ ยสรา้ งเป็นรูปภูเขา มีลกั ษณะเปน็ เจดยี ์อยู่บนยอด ฐานของบรมบรรพตวัด
ได้ ๓๓๐ เมตร ส่วนสงู ๗๙ เมตร มีบนั ไดเวียนเป็นทางข้ึน ๒ ทาง [๔]
๔. เหรยี ญกษาปณ์หมุนเวียนชนิดราคา ๑ บาท
เหรยี ญกษาปณ์หมนุ เวยี นชนดิ ราคา ๑ บาท
ดา้ นหลังของเหรียญกษาปณห์ มุนเวียนชนิดราคา ๑ บาท เปน็ ภาพพระศรรี ัตนเจดีย์ ซึ่งเปส็ ญั ลักษณ์ ของ
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้ว รัชกาลที่ ๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเม่ือ พ.ศ. ๒๓๒๕
พร้อมกับการสร้างพระบรมมหาราชวังและกรุงรัตนโกสินทร์ สืบตามราชประเพณีการสร้างพระอารามใน
พระราชฐานสมยั กรงุ ศรีอยุธยา และทรงมพี ระราชประสงคใ์ หเ้ ปน็ ท่ีประดิษฐานพระพทุ ธมหามณรี ตั นปฏิมากร โดย
รัชกาลที่ ๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ให้สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามพร้อมๆ กับการสร้างพระราชมณเฑียร
และป้อมปราการในพระบรมมหาราชวัง ทั้งนี้ การสร้างสิ่งก่อสร้างในพระบรมมหาราชวังระยะแรกสร้างด้วยไม้
ยกเว้นการสร้างวัดพระศรรี ัตนศาสดารามท่ีเป็นแบบการกอ่ อิฐถือปูน กอ่ สร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๓๒๗ วัดพระ
ศรรี ตั นศาสดารามประกอบด้วย พระอโุ บสถ พระระเบียงรอบวดั หอมณเฑยี รธรรม หอระฆัง ศาลาราย จำนวน ๑๒
หลัง นอกจากนี้ยังมีพระเจดยี ท์ อง เรยี กวา่ พระศรรี ัตนเจดยี ์ ซงึ่ รัชกาลท่ี ๔ ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหส้ ร้างข้ึน
เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๘ เปน็ เจดยี ท์ รงกลมแบบลงั กา มรี อบฐานเจดีย์ ยาว ๕๕.๕๕ เมตร เพ่อื บรรจพุ ระบรมสารรี กิ ธาตุ
ที่ได้รับมาจากลังกา โดยจำลองจากเจดีย์ตามแบบพระมหาสถูปเจดีย์ในวัดพระศรีสรรเพชญ จังหวัด
พระนครศรีอยุธยา [๕] วัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา เนื่องจากเป็นวัดที่สร้างขึ้นใน
พระบรมมหาราชวัง
๕. เหรียญกษาปณห์ มุนเวียนชนิดราคา ๕๐ สตางค์
เหรียญกษาปณ์หมุนเวียนชนิดราคา ๕๐ สตางค์
ด้านหลังของเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนชนิดราคา ๕๐ สตางค์ เป็นภาพพระเจดีย์พระธาตุดอยสุเทพ ซึ่ง
เป็นสญั ลกั ษณ์ของวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวหิ าร จงั หวดั เชียงใหม่ ต้งั อยูใ่ นเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย
ตำบลสุเทพ อำเภอเมอื งเชยี งใหม่ ชาวบ้านเรียกวา่ วดั ดอยสเุ ทพ หรือ วัดดอย ซงึ่ ตามตำนานกลา่ ววา่ กอ่ นปี พ.ศ.
๑๙๒๙ พระเจ้ากือนามหาราช เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ได้สร้างพระเจดีย์ มีความสูง ๑๐ เมตร อยู่บนดอยสุเทพ
เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ต่อมาในสมัยพระเมืองเกษเกล้าเจ้านครเมืองเชียงใหม่ โดยในปี พ.ศ. ๒๐๖๘ ได้
กอ่ สรา้ งพระเจดียเ์ พม่ิ เติมให้มีขนาดใหญข่ ้ึน คอื มฐี านกวา้ ง ๑๒ เมตร สงู ๒๒ เมตร ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๐๘๘ สมัย
ท้าวชายคำพระราชโอรสพระเมืองเกษเกล้า ได้สร้างวิหารด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระเบียงรอบ พระเจดีย์ ๔
ด้าน และเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนงั แต่ยังไม่มีฐานะเป็นวัด เป็นเพียงปูชนียสถาน ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ได้มี
การสร้างพระอุโบสถขึ้น จึงได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นวัดในเวลาต่อมา และในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ รัฐบาลได้สร้างพระ
ตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์บนยอดเขาตำบลสุเทพ ทำให้วัดพระธาตุดอยสุเทพได้รับการปฏิสังขรณ์และก่อสร้าง
เพิ่มเติม ซงึ่ พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ยกฐานะ
ขน้ึ เปน็ พระอารามหลวง ช้นั โท ตง้ั แตว่ นั ท่ี ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๐๖ เปน็ ตน้ มา [๖] ถอื เปน็ วัดคบู่ า้ นคู่เมืองและเป็น
สญั ลกั ษณข์ องจังหวดั เชยี งใหม่
๖. เหรียญกษาปณ์หมนุ เวียนชนิดราคา ๒๕ สตางค์
เหรียญกษาปณห์ มุนเวยี นชนดิ ราคา ๒๕ สตางค์
ด้านหลังของเหรียญกษาปณ์หมนุ เวียนชนิดราคา ๒๕ สตางค์ เป็นรปู พระบรมธาตเุ จดีย์ ซึง่ เป็นสัญลักษณ์
ของวัดมหาธาตุวรมหาวหิ าร จังหวัดนครศรธี รรมราช จากตำนานเมอื งนครศรธี รรมราชกลา่ วว่า พระบรมธาตเุ จดีย์
สร้างโดยพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชในปี พ.ศ. ๑๐๙๘ เพื่อเป็นที่ประดษิ ฐานองค์พระบรมธาตเุ จดีย์ ซึ่งสร้างข้นึ ใน
ระยะเวลาใกล้เคียงกับการสร้างอาณาจักรศรีวชิ ยั โดยลักษณะของพระบรมธาตุเจดยี ์เป็นรูปทรงระฆงั ค่ำ ปากระฆัง
ติดกับพื้นกำแพงแก้ว มีความสูงจากพื้นถึงยอดสูง ๑๕๔ เมตร ฐานมีเส้นผ่านศูนย์กลาง ๑.๕ เมตร ยอดหุ้มด้วย
ทองคำหนัก ๘๐๐ ชั่ง มีปล้องไฉน ๕๒ ปล้อง [๗] เดิมวัดแห่งนี้ไม่มีภิกษุจำพรรษา เนื่องจากเป็นเขตพุทธาวาส
ต่อมาในสมัยสโุ ขทัย พอ่ ขุนรามคำแหงทรงโปรดเกลา้ ฯ ให้นำทองแดงหล่อปดิ ทองยอดพระบรมธาตุ และสร้างพระ
ระเบยี งโดยรอบท้งั หมด ๑๖๕ ห้อง พระพทุ ธรูป ๑๖๕ องค์ และสร้างกำแพง ๔ ด้าน ตอ่ มาในสมัยรชั กาลท่ี ๕ ทรง
พระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ให้บูรณปฏิสงั ขรณค์ รง้ั ใหญ่ ระหวา่ งปี พ.ศ. ๒๔๓๗ - ๒๔๔๑ โดยพระครเู ทพมนุ ีศรีสุวรรณ
ถูปฎมาภิบาล (ปาน) และได้มกี ารบูรณปฏิสงั ขรณ์อีกหลายคร้ังในเวลาถัดมา ในสมัยรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเดจ็
พระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยูห่ ัว เสด็จพระราชดำเนินเสด็จประพาสเมืองนครศรธี รรมราช ทรงมีพระราชดำริเห็นสมควร
ให้พระสงฆม์ าดูแลวดั มหาธาตุ จึงรับสั่งให้สมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟา้ ยุคลทิฆัมธร กรมหลวงลพบุรีราเมศร์ ซึ่ง
ขณะน้นั ทรงดำรงตำแหน่งอุปราชมณฑลปักษ์ใต้ ให้นมิ นตพ์ ระครวู นิ ัยธร (นุ่น) มาปกครองวดั เพ่ือให้พระภิกษุอยู่
จำพรรษา วัดมหาธาตุวรมหาวิหารเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวนครศรีธรรมราช และเป็นศาสนสถานที่สำคัญ
สำหรับสักการะและเป็นทีย่ ดึ เหน่ียวจติ ใจของชาวภาคใต้
๗. เหรยี ญกษาปณ์หมนุ เวียนชนดิ ราคา ๑๐ สตางค์
เหรยี ญกษาปณ์หมุนเวยี นชนิดราคา ๑๐ สตางค์
ด้านหลังของเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนชนิดราคา ๑๐ สตางค์ เป็นรูปพระเจดีย์พระธาตุเชิงชุม ซึ่งเป็น
สัญลกั ษณ์ของวดั พระธาตุเชิงชมุ จังหวัดสกลนคร สร้างข้ึนในสมยั ใดไมเ่ ป็นที่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด พระเจดีย์พระ
ธาตุเชิงชมุ มีลักษณะก่ออิฐถอื ปนู มีฐานเป็นรูปส่ีเหลี่ยม ส่วนบนเป็นทรงบวั เหลีย่ ม มีรูปทรงเพรียว ไม่มีลวดลาย
ประดบั ท่อี งคเ์ จดยี ์ เพียงแต่ฉาบปูนเรยี บท่ีฐานพระเจดีย์ มีประตทู งั้ สดี่ ้านโดยซ้มุ ประตมู ีลกั ษณะเป็นยอดปราสาท
ประตูทางด้านทิศตะวันออกที่ต่อกับพระวิหารเปดิ ให้เห็นภายในขององค์พระธาตุที่สร้างครอบปราสาทแบบขอม
ขนาดเลก็ ทีก่ ่อด้วยศิลาแลง โดยมีกรอบประตูทางเข้าเป็นหนิ ทราย ส่วนหลบื ประตูทางทิศเหนือมีจารึกอักษรขอม
อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๗ กล่าวถึงการถวายท่ีดนิ ข้าทาส และสิ่งของต่างๆ ให้แก่ ศาสนสถานแห่งนี้ [๘]
โดยภายในพระวิหารของวัดพระธาตุเชิงชุมเป็นท่ีประดิษฐานของหลวงพ่อพระองคแ์ สน เป็นพระพุทธรูปปางมาร
วิชยั ศลิ ปะแบบเชียงแสน เป็นพระพุทธรปู และเปน็ ปูชนียสถานสำคัญคู่บ้านคเู่ มืองของชาวสกลนครมาแต่โบราณ
รวมทัง้ เป็นศนู ยร์ วมจติ ใจของพุทธศาสนกิ ชนในจังหวัดสกลนคร ซง่ึ ทกุ วันพระในตอนคำ่ จะมปี ระชาชนไปสักการะ
พระธาตแุ ละหลวงพ่อพระองค์แสนมาก โดยงานประจำปีของพระธาตุเชิงชุมจะเริม่ ตั้งแต่วนั ข้นึ ๙ ค่ำ ถงึ วนั ขนึ้ ๑๕
คำ่ เดอื นย่ี (๒) ของทุกปี (กำหนดตามจนั ทรคติ) พระธาตุเชงิ ชมุ ซง่ึ ถือเป็นศาสนสถานที่สำคญั สำหรับสักการะและ
เปน็ ทย่ี ดึ เหนย่ี วจติ ใจของชาวภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ
๘. เหรยี ญกษาปณห์ มนุ เวียนชนิดราคา ๕ สตางค์
เหรียญกษาปณห์ มุนเวียนชนดิ ราคา ๕ สตางค์
ด้านหลังของเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนชนิดราคา ๕ สตางค์ เป็นภาพพระปฐมเจดีย์ วัดพระปฐมเจดีย์
จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นพระสถูปเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและใหญ่ที่สุดในโลก มีอายุมากกว่า
๒,๐๐๐ ปี สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช แห่งประเทศอินเดียยุคโบราณ ได้จัดส่งพระสมณฑตู มาประกาศ
พระศาสนาในแถบสุวรรณภูมิ และได้สร้างพระสถูปเจดีย์ไว้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุเป็นหลักฐาน ต่อมาในช่วง
สมัยรชั กาลท่ี ๔ ปี พ.ศ. ๑๘๕๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ให้สร้างพระเจดยี อ์ งค์ใหมค่ รอบพระเจดยี อ์ งค์เดมิ ซ่งึ มี
รูปทรงระฆัง หรือบาตรควำ่ มีความสูง ๓๙ เมตร มลี กั ษณะคล้ายกับสาญจีเจดีย์ในประเทศอนิ เดยี ที่สร้างข้นึ ในสมัย
พระเจ้าอโศกมหาราช ทั้งนี้การก่อสร้างพระเจดีย์ครอบองค์ใหม่ได้แล้วเสร็จในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๕ รวมเวลา
ก่อสร้าง ๑๗ ปี ซึ่งพระเจดีย์องค์ใหมม่ ีลักษณะทรงกลมรปู ทรงระฆงั (แบบลังกา) มีความสูงโดยวัดจากพ้ืนดินถึง
ยอดประมาณ ๑๒๐.๔๕ เมตร และฐานวัดโดยรอบรวมประมาณ ๒๓๓.๕๐ เมตร ภายในพระเจดีย์เป็นทบี่ รรจุพระ
บรมสารีริกธาตุ ต่อมาสมัยรัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดพระปฐมเจดีย์ เป็นวัด
ประจำรัชกาล ภายในพระปฐมเจดีย์ได้ประดิษฐานพระร่วงโรจนฤทธิ์ฯ อยู่ในซุ้มวิหารตั้งอยู่ทางด้านเหนือและ
ด้านหน้าพระปฐมเจดีย์ โดยภายในฐานของพระพุทธรูปองค์นี้เป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ ๖ [๙] ดังน้นั
พระปฐมเจดยี ์จึงถือเป็นปูชนียสถานทส่ี ำคัญของประเทศไทย
๙. เหรียญกษาปณ์หมุนเวยี นชนิดราคา ๑ สตางค์
เหรยี ญกษาปณห์ มนุ เวยี นชนิดราคา ๑ สตางค์
ด้านหนึ่งของเหรียญหมุนเวียนชนิดราคา ๑ สตางค์ เป็นภาพพระธาตุหริภุญไชย วัดพระธาตุหริภุญไชย
จังหวัดลำพูน เป็นพระอารามหลวง ชั้นเอก ซึ่งตามพงศาวดารโยนกได้กล่าวว่าวัดพระธาตุหรภิ ุญไชย สร้างขึ้นใน
สมัยพระเจ้าอาทติ ยราชกษตั ริยน์ ครหริภุญชัยองค์ที่ ๓๓ นับจากพระนางจามเทวี ผู้ครองนครลำพูน ภายในวัดได้
สร้างเจดีย์ที่สำคญั เรียกว่า พระบรมธาตุหริภุญไชย (คำว่า หริ แปลว่า ผลสมอ และภุญชยั แปลว่า เสวย) ซึ่งตาม
ตำนานกลา่ ววา่ พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับตรงที่สร้างพระเจดีย์และเสวยผลสมอเพ่ือรกั ษาพระอุทร หลังจาก
เสวยแลว้ ได้ทรงทิ้งผลสมอไว้ตรงน้ัน กาลต่อมาเมลด็ สมอได้เจรญิ เติบโต พระราชาธบิ ดจี งึ สรา้ งพระเจดีย์เพื่อบรรจุ
พระเกศบรมธาตุของพระพุทธเจ้า โดยเจดีย์มีลักษณะทรงลังกา ใช้ศิลาแลงในการก่อสร้าง มีขนาดความสูง ๕๑
เมตร ฐานกว้าง ๒๕.๒๕ เมตร มสี ตั ติบัญชร (ระเบยี งหอก) มีลักษณะใกล้เคียงกับพระธาตุดอยสุเทพ [๑๐] ดังน้ัน
พระธาตหุ ริภญุ ไชยเป็นปูชนียสถานท่ีสำคญั ทางภาคเหนืออีกแห่งทีช่ าวไทยและต่างประเทศไปสักการะและเยีย่ ม
ชมความงดงามของศลิ ปะแบบล้านนา
สรุป ในปัจจุบนั เหรยี ญกษาปณ์หมุนเวียนของไทยแตล่ ะชนิดราคา ได้นำภาพของศาสนสถานท่ีสำคัญตา่ งๆ
ของไทยมาใช้เป็นลวดลายด้านหลังของเหรียญ แสดงถึงสถาบันศาสนาประจำชาติของไทย ได้แก่ ชนิดราคา ๑๐
บาท ภาพพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามชนิดราคา ๕ บาท ภาพพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ชนิด
ราคา ๒ บาท ภาพพระบรมบรรบต วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ชนดิ ราคา ๑ บาท ภาพพระศรีรัตนเจดีย์ วดั พระ
ศรีรัตนศาสดาราม ชนิดราคา ๕๐ สตางค์ ภาพพระเจดีย์พระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ชนิดราคา ๒๕
สตางค์ ภาพพระบรมธาตุเจดีย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ชนิดราคา ๑๐ สตางค์ ภาพพระธาตุเชิงชุม จังหวัด
สกลนคร ชนิดราคา ๕ สตางค์ พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม และชนิดราคา ๑ สตางค์ ภาพพระธาตุหริภญุ ไชย
จงั หวดั ลำพนู ท้งั นี้เหตผุ ลท่ีสำคญั ในการเลอื กศาสนสถานใดไวบ้ นหลังเหรยี ญหมนุ เวยี นชนิดต่างๆ คือ ความสำคัญ
ของศาสนสถาน และการจดั องค์ประกอบของภาพบนเหรียญ
วดั หลังเหรยี ญกษาปณท์ ไี่ ด้ไปมาแลว้
วัดพระศรรี ัตนศาสดาราม กรงุ เทพมหานคร
วัดเบญจมบพติ รดสุ ติ วนาราม กรงุ เทพมหานคร
วดั สระเกศราชวรมหาวหิ าร กรงุ เทพมหานคร
วดั พระธาตดุ อยสุเทพราชวรวิหาร จงั หวดั เชียงใหม่
วดั อรณุ ราชวราราม กรุงเทพมหานคร
วัดพระธาตุเชงิ ชุม จงั หวดั สกลนคร
วัดหลังเหรียญกษาปณท์ ่ียังไม่ได้ไป
วัดพระปฐมเจดีย์ จงั หวัดนครปฐม วัดพระธาตุหริภญุ ไชย จงั หวดั ลำพนู
วดั มหาธาตวุ รมหาวิหาร จังหวัดนครศรธี รรมราช