รายงาน ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก เสนอต่อ พระครูวินัยธรวุฒิชัย ชยวุฑฺโฒ, (เพ็ชรทองมา), ดร. จัดทำโดย นางสาวเพชรรัตน์ คุณชน ๖๖๒๐๖๔๐๔๓๒๐๑๓ นางสาวปนัดดา กาญจนศรี ๖๖๒๐๖๔๐๔๓๒๐๑๗ นายสานนท์ แก้วจันทร์ ๖๖๒๐๖๔๐๔๓๒๐๒๕ นายชัชชานนท์ พลฤทธิ์ ๖๖๒๐๖๔๐๔๓๒๐๒๖ นางสาวอนัญญา บุญทอง ๖๖๒๐๖๔๐๔๓๒๐๒๗ รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา ED ๔๑๑๐๓ สารัตถะพุทธปรัชญาในพระไตรปิฎก หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตศรีธรรมาโศกราช
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ก คำนำ ศาสนาทุกศาสนาย่อมมีคัมภีร์หรือตำราทางศาสนาเป็นหลักในการสั่งสอนแม้เดิมจะมิได้ขีดเขียนเป็น ลายลักษณ์อักษร แต่เมื่อมนุษย์รู้จักใช้ตัวหนังสือก็ได้มีการเขียนการจารึกคำสอนในศาสนานั้น ๆ ไว้เมื่อโลก เจริญขึ้นถึงกับมีการพิมพ์หนังสือเป็นเล่ม ๆ ได้คัมภีร์ศาสนาเหล่านั้นก็มีผู้พิมพ์เป็นเล่มขึ้นโดยลำดับ พระไตรปิฎกหรือที่เรียกในภาษาบาลีว่า “ติปฎก” หรือ “เตปิฎก” นั้นเป็นคัมภีร์หรือตำราทางพระพุทธศาสนา เช่นเดียวกับไตรเวทซึ่งเป็นคัมภีร์ของศาสนาพราหมณ์ ไบเบิ้ลของศาสนาคริสต์ อัลกุรอานของศาสนาอิสลาม หรือศาสนาใดก็ตามล้วนแล้วแต่มีคัมภีร์เป็นของศาสนาตนทั้งสิ้น เพื่อไว้เป็นหลักหรือแนวทางในการศึกษา คำสั่งสอนของแต่ละศาสนา ในการนี้ ผู้ศึกษาจึงได้จัดทำรายงานเรื่อง “ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก” ฉบับนี้ขึ้น เพื่อเป็น ส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนรู้รายวิชา ED ๔๑๑๐๓ สารัตถะพุทธปรัชญาในพระไตรปิฎก ซึ่งคณะผู้ศึกษาได้ กำหนดจุดประสงค์ไว้ว่าเพื่อให้เกิดการศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎกจาก แหล่งเรียนรู้เพื่อเป็นการฝึกประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยตนเอง ทั้งนี้ทั้งนั้นในการจัดทำรายงานฉบับนี้ คณะผู้ ศึกษาได้ทำการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ สรุปและนำเสนอในรูปแบบของรายงานฉบับนี้ เนื้อหาภายในรายงานฉบับนี้ประกอบด้วยข้อมูลที่เกี่ยวกับประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก อัน ประกอบด้วยความหมายของพระไตรปิฎก พัฒนาการของพระไตรปิฎก ความเป็นมาของพระไตรปิฎก การสืบ ทอดพระไตรปิฎก ความสำคัญของพระไตรปิฎก และสารสนเทศทางพระพุทธศาสนายุคปัจจุบัน ทั้งนี้ผู้ศึกษา ได้ทำการรวบรวมและสรุปจนออกมาเป็นรูปแบบที่ถูกต้องสมบูรณ์ ในการนี้คณะผู้ศึกษาได้รับความเมตตาจากพระครูวินัยธรวุฒิชัย ชยวุฑฺโฒ, (เพ็ชรทองมา),ดร. เป็น อย่างสูงที่ให้คำแนะนำ และคำปรึกษาจนรายงานฉบับนี้มีความสมบูรณ์ครบถ้วน คณะผู้ศึกษาหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานเรื่อง “ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก” ฉบับนี้คงเป็น ประโยชน์ต่อผู้สนใจตามสมควร คณะผู้ศึกษา
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ข สารบัญ รายการที่ หน้าที่ ๑ ความหมายของพระไตรปิฎก …………………………………………………………………………………………………. ๑ ๒ พัฒนาการของพระไตรปิฎก ……………………………………………………………………………………………..……. ๒ ๓ ความเป็นมาของพระไตรปิฎก ……………………………………………………………………………………..…………. ๘ ๔ การสืบทอดพระไตรปิฎก …………………………………………………..…….………………………..…….…………. ๑๖ ๕ ความสำคัญของพระไตรปิฎก …………………………………………………………………………………..….………. ๒๑ ๖ สารสนเทศทางพระพุทธศาสนายุคปัจจุบัน ………………………………………………………………….…………. ๒๔ บรรณานุกรม …………………………………………………………………………………………………..….……..…………. ๓๑ ภาคผนวก ………………………………………………………………………………………………………..………..…………. ๓๓
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ค สารบัญภาพ ภาพที่ หน้าที่ ๑ แผนผังพระไตรปิฎก ……………………………………………………………………………………..………………………. ๒ ๒ พระเจ้าพระเจ้าอโศกมหาราช …………………………………………………………………………………………..……. ๗ ๓ สายพระอุบาลีที่ท่านแสดงไว้ตามลำดับ ออกนามเฉพาะหัวหน้าสาย …………………………..………………. ๗ ๔ การจารึกไตรปิฎกลงบนใบลาน …………………………………………………..…….…………………..…….…………. ๘ ๕ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าโปรดพุทธบริษัท ……………………………………………………………………..….………. ๑๐ ๖ พระไตรปิฎก ………………………………………………………………………..………………………………….…………. ๑๑ ๗ พระไตรปิฎกภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย …………………………………..……….…………. ๑๓ ๘ นิทรรศการพระไตรปิฎกจัดแสดงไว้ที่สภาธรรมกายสากล ……………………….…………………….…………. ๒๑ ๙ หอไตร หรือเรียกว่า หอพระธรรม ……………………………………………………………………..……….…………. ๒๓ ๑๐ อัญเชิญพระไตรปิฎกเก่าแก่ที่สุดในโลก สู่พุทธคยาอินเดีย …………………………………………….………. .๒๔ ๑๑ การใช้เทคโนโลยีในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ………………………………………………………….…………. ๒๘
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๑ ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก ……………………………… ๑. ความหมายของพระไตรปิฎก ศาสนาทุกศาสนา ย่อมมีคัมภีร์หรือตำราทางศาสนาเป็นหลักในการสั่งสอนแม้เดิมจะมิได้ขีดเขียนเป็น ลายลักษณ์อักษร แต่เมื่อมนุษย์รู้จักใช้ตัวหนังสือ ก็ได้มีการเขียนการจารึกคำสอนในศาสนานั้น ๆ ไว้เมื่อโลก เจริญขึ้นถึงกับมีการพิมพ์หนังสือเป็นเล่ม ๆ ได้คัมภีร์ศาสนาเหล่านั้นก็มีผู้พิมพ์เป็นเล่มขึ้นโดยลำดับ พระไตรปิฎกหรือที่เรียกในภาษาบาลีว่า “ติปฎก” หรือ “เตปิฎก” นั้นเป็นคัมภีร์หรือตำราทาง พระพุทธศาสนา เช่นเดียวกับไตรเวท ซึ่งเป็นคัมภีร์ของศาสนาพราหมณ์ ไบเบิ้ลของศาสนาคริสต์ อัลกุรอาน ของศาสนาอิสลาม หรือศาสนาใดก็ตามล้วนแล้วแต่มีคัมภีร์เป็นของศาสนาตนทั้งสิ้น เพื่อใว้เป็นหลักหรือ แนวทางในการศึกษาคำสั่งสอนของแต่ละศาสนา กล่าวโดยรูปศัพท์ คำว่า “พระไตรปิฎก” แปลว่า ๓ คัมภีร์ เมื่อแยกเป็นคำว่า “พระ + ไตร + ปิฎก” คำว่า “พระ” เป็นคำยกย่อง แปลว่า ประเสริฐ คำว่า “ไตร” ในภาษาบาลีใช้คำว่า “ติ” แปลว่า ๓ คำว่า “ปิฎก” บาลีใช้คำว่า “ปิฎก” แปลได้ ๒ นัย คือ ๑. หมายถึง ภาชนะ (ภาชนตโถ) เช่น ตะกร้า เป็นต้น ดังประโยคบาลีที่ว่า อถ ปุริโส อาคจฺ เฉยฺย กุทฺทาลปิฎกมาทาย แปลว่า คราวนั้นบุรุษคนหนึ่งได้ถือจอบและตะกร้ามา ๒. หมายถึง คัมภีร์ หรือตำรา (ปกรณมฺปิ ปัฏกนฺติ วุจฺจติ) อันเป็นปกรณ์ในการบรรจุหรือ จารึกคำสอน ดุจประโยคในกาลามสูตรว่า มา ปีฎกสมฺปทาเนน ท่านอย่าเชื่อ เพียงเพราะอ้างตำราหรือคัมภีร์ ดังนั้น พระไตรปิฎก จึงหมายถึง คัมภีร์หรือตำราที่เก็บรวบรวมหลักคำสอนขององค์พระ สัมมาสัมพุทธเจ้า โดยจัดไว้เป็นหมวดหมู่ ไม่ให้กระจัดกระจาย เสมือนจัดเก็บไว้ในตร้าหรือภาชนะ เมื่อเป็นที่ ทราบแล้วว่า คำว่า “พระไตรปิฎก” แปลว่า ๓ คัมภีร์ ดังนั้น พระไตรปิฎกจึงประกอบไปด้วย ๓ คัมภีร์ หรือ ๓ ส่วน ดังนี้ ๑. วินัยปิฎก คือคัมภีร์ที่ว่าด้วย ประมวลพุทธบัญญัติที่ว่าด้วยวินัย หรือข้อปฏิบัติเกี่ยวกับ ความประพฤติ ความเป็นอยู่ วิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี และวิธีดำเนินการต่าง ๆ ของภิกษุสงฆ์และ ภิกษุณีสงฆ์ โดยแบ่งเป็นสองส่วนคืออาทิพรหมจริยกาสิกขา และ อภิสมาจาริกาสิกขา ซึ่งวินัยปิฎก มีอยู่ทั้งสิ้น ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แบ่งออกเป็น ๕ คัมภีร์ เรียกโดยย่อว่า อา ปา มะจุ ปะ ๒. สุตตันตปิฎก คือคัมภีร์ที่ว่าด้วยพระธรรมเทศนา หรือธรรมบรรยาย ต่าง ๆ ที่องค์พระ สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงให้เหมาะสมแก่บุคคล เหตุการณ์ ในโอกาส เวลาและสถานที่ต่างกัน โดยเป็นรูปคำ สนทนาโต้ตอบบ้าง ในรูปร้อยกรองบ้าง ร้อยแก้วบ้าง ร้อยแก้วผสมร้อยกรองบ้าง ตลอดถึงธรรมเทศนาของ พระสาวก และพระสาวิกาที่กล่าวตามแนวพระพุทธพจน์ในบริบทต่าง ๆ ซึ่งสุตตันตปิฎก มีอยู่ทั้งสิ้น ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แบ่งออกเป็น ๕ นิกาย เรียกโดยย่อว่า ที มะ สัง อัง ขุ ๓. อภิธรรมปิฎก คือคัมภีร์ที่ว่าด้วยประมวลพุทธพจน์อันเกี่ยวกับหลักธรรมที่เป็นวิชาการว่า ด้วยเรื่องของปรมัตถธรรม (มี ๔ ประการ อันได้แก่ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน) (สภาวธรรม) ล้วน ๆ ไม่มี
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๒ เรื่องราวของบุคคล เหตุการณ์ หรือสถานที่ซึ่งเป็นสิ่งสมมุติเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งอภิธรรมปิฎกมีอยู่ทั้งสิ้น ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แบ่งออกเป็น ๗ คัมภีร์ เรียกโดยย่อว่า สัง วิ ธา ปุกะ ยะ ปะ ภาพที่ ๑ แสดงแผนผังพระไตรปิฎก ๒. พัฒนาการของพระไตรปิฎก ๒.๑ จากพระธรรมวินัยสู่พระไตรปิฎก จากบทพระธรรมคุณที่มีอยู่ในพระสูตรหลายสูตร เช่น ธชัคคสูตร ได้แสดงไว้ชัดว่า สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม ซึ่งแปลว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว จะเห็นได้ว่า คำว่า “พระธรรม” ในที่นี้หมายเอา ทั้งธรรมและวินัย ที่พระองค์ตรัสและบัญญัติไว้ทั้งหมดหรือคำที่ให้อุปสมบทแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทาว่า สฺวากฺ ขาโต ธมฺโม พฺรหฺมจริยํ จรถ สมฺมทุกฺขอนฺตกิริยาย ซึ่งแปลว่า “ธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้ว ท่านทั้งหลายจง ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบ” คำว่า “ธรรม” ในที่นี้จึงหมายเอาทั้งวินัยที่พระองค์ทรง บัญญัติไว้และธรรมที่พระองค์ทรงแสดง ต่อมาในสมัยใกล้จะปรินิพพาน มีศัพท์คู่ซึ่งพระองค์ตรัสกับพระอานนท์ก่อนจะปรินิพพาน ซึ่งปรากฏ ในมหาปรินิพพานสูตรว่า โย โว อานนฺท ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถา ซึ่งแปลว่า “ดูก่อนอานนท์ ธรรมวินัยที่เราแสดงบัญญัติไว้แก่พวกเธอนั่นแหละจะเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย เมื่อเรา สิ้นไป” มาถึงตอนนี้จะเห็นได้ว่า พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ชัดว่า พระธรรมวินัย ซึ่งต่อมา พระอรรถกถาจารย์ได้อธิบายว่า คำว่า “ธรรม” นั้น หมายถึง นิกายห้า คือ ทีฆนิกาย มัชฌิม นิกายสังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย และขุททกนิกาย แต่ขุททกนิกายนั้น ได้รวมเอาอภิธรรมหรือสัตตัปปกรณ์ เข้าไว้ด้วย แม้การสังคายนาครั้งแรก พระมหากัสสปเถระก็กล่าวชักชวนพระอรหันต์ทำการสังคายนาพระธรรม วินัยว่า หนฺท มยํ อาวุโส ธมฺมญฺจ วินยญฺจ สงฺคายาม แปลว่า เชิญเถอะท่านอาวุโสเราจะสังคายนาพระธรรม และพระวินัยกัน (๗/๖๑๔/๓๘๐)
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๓ คำว่า “พระไตรปิฎก” ยังไม่มีกล่าวไว้ชัดเจน คงเรียกรวมว่า พระธรรมวินัย ดังได้กล่าวแล้ว แต่มี ข้อความหลายแห่งในพระธรรมวินัยและพระสูตรที่มีคำว่า พระวินัย พระสูตรและพระอภิธรรมไว้ครบ เช่น ใน มหาวิภังค์สังฆาทิเสสข้อที่ ๗ ได้กล่าวไว้ว่า ทพฺโพ มลฺลปุตฺโต ภาคานํ ภาคานํ ภิกฺขูนํ เอกชฺฌํ เสนาสนํ ปญฺญาเปติ., เย เต ภิกฺขู สุตฺตนฺติกา, เตสํ เอกชฺฌํ เสนาสนํ ปญฺญาเปติ, เต อญฺญมญฺญ สุตฺตนฺตํ สงฺคายิสฺสนฺตีติ, เย เต ภิกฺขู วินยธรา, เตสํ เอกชฺฌํ เสนาสนํ ปญฺญาเปติ เต อญฺญมญฺญ วินยํ วินิจฺฉินิสฺสนฺตีติ, เย เต ภิกฺขู อาภิธมฺมิกา, เตสํ เอกชฺฌํ เสนาสนํ ปญฺ ญาเปติ เต อญฺญมญฺญ อภิธมฺมํ สากจฺฉสฺสนฺตีติ แปลว่า “พระทัพพะมัลลบุตรย่อมจัดเสนาสนะไว้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แก่ภิกษุทั้งหลายที่มีลักษณะ คล้าย ๆ กัน กล่าวคือ ภิกษุเหล่าใดศึกษาเล่าเรียนพระสูตร ก็จัดเสนาสนะให้ภิกษุเหล่านั้นในกลุ่มเดียวกัน ด้วย คิดว่า พวกเธอจะได้สอบสวนพระสูตรกะกันและกันผู้ทรงวินัยก็จัดเสนาสนะไว้กลุ่มเดียวกัน ด้วยคิดว่า ภิกษุ เหล่านั้นจะได้วินิจฉัยข้อวินัยกะกันและกัน ภิกษุเหล่าใดเล่าเรียนพระอภิธรรม ก็จัดเสนา นะสำหรับภิกษุ เหล่านั้นไว้เป็นกลุ่มเดียวกัน ด้วยคิดว่า ภิกษุเหล่านั้นจักสนทนาพระอภิธรรมกะกันและกัน” (๑/๕๔๓/๓๖๙) อนึ่ง ในภิกขุณีวิภังค์ ฉัตตุปาหนวรรคสิกขาบทที่ ๑๒ ว่า ปญหํ ปุจฺเฉยยาติ สุตฺตนฺเต โอกาสํ การาเปตฺวา วินยํวา อภิธมฺมํ วา ปุจฺฉติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ วิน เย โอกาสํ การาเปตฺวา สุตฺตนฺตํ วา อภิธมฺมํ วา ปุจฺฉติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ อภิธมฺเม โอกาสํ การาเปตฺวา สุตฺตนฺตํ วา วินยํ วา ปุจฺฉติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ แปลว่า “ภิกษุณี ผู้ถามปัญหากับภิกษุ ขอโอกาสอันใด ต้องถามอันนั้น ถ้าขอโอกาสถามพระสูตรแล้ว กลับไปถามพระวินัยก็ดี ถามพระอภิธรรมก็ดี ต้องอาบัติปาจิตตีย์ขอโอกาสถามพระวินัย กลับไปถามพระสูตร หรือพระอภิธรรม ต้องอาบัติปาจิตตีย์ขอโอกาสถามพระอภิธรรม กลับไปถามพระสูตรหรือพระวินัย ต้องอาบัติ ปาจิตตีย์” (๓/๔๗๗/๒๕๕) ยังมีข้อความใน อปทานอุบาลีเถรวัตถุ หน้า ๖๓ มีว่า สุตฺตนฺตํ อภิธมฺมญฺจ วินยฺจาปิ เกวลํ นวงฺคํ พุทฺธวจนํ เอสา ธมฺม ภา คว แปลว่า “(ข้าแต่พระจอมมุนี) พระสูตร พระอภิธรรม พระวินัย รวมพุทธวจนะมีองค์ ๙ ทั้งสิ้นนี้ เป็น ธรรม ภาของพระองค์” ฯลฯ ข้อความดังกล่าวแสดงถึงการเรียกพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม ได้มีมานานแล้ว แต่ยังไม่แยก ออกชัด เป็นพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎกอย่างที่ปรากฏในยุคตั้งแต่สังคายนาครั้งที่ ๓ เป็นต้นมา ดังบาลีว่า เตปิฏกํ พุทฺธวจนํ นาม พุทฺธสฺส ภควโต ธมฺมวินยสฺส โมธานํ โหติ แปลว่า “พระพุทธพจน์คือพระไตรปิฎก เป็นที่รวมแห่งพระธรรมวินัยขององค์ภควันต์พุทธเจ้า” (กอง วิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย, มปป. ๙-๑๑)
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๔ ๒.๒ การสังคายนาครั้งที่ ๓ กับการเกิดขึ้นของพระไตรปิฎก จากหลักฐานในมหาวังสะกล่าวว่า ในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชได้มีเดียรถีย์ปลอมเข้ามาบวช ในพระพุทธศาสนา เพราะเห็นว่าพระพุทธศาสนามีลาภสักการะมากจนพระสงฆ์เกิดรังเกียจกันเพราะไม่รู้ว่าใคร เป็นใคร ในที่สุดไม่ทำอุโบสถสังฆกรรมร่วมกันถึง ๗ ปี ต่อมาความทราบถึงพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์ รับสั่งให้อำมาตย์คนหนึ่งไปอาราธนาให้พระร่วมสังฆกรรมกัน เมื่อพระเหล่านั้นไม่ยินยอม อำมาตย์ถือว่าขัด พระราชโองการจึงตัดคอพระมรณภาพไปหลายรูป พระติสสเถระซึ่งเป็นพระอนุชาของพระเจ้าอโศกมหาราช เห็นเช่นนั้นจึงไปนั่งขวางไว้ อำมาตย์ไม่กล้าฆ่าพระอนุชาจึงกลับไปกราบทูลให้พระเจ้าอโศกมหาราชทรงทราบ ทุกประการ พระเจ้าอโศกมหาราชทรงตกพระทัยมากกลัวว่า บาปกรรมจะมาถึงพระองค์ด้วย แม้ว่าอำมาตย์จะ ทำไปโดยพลการก็ตาม จึงไปเรียนถามพระเถระทั้งหลายปรากฏว่าท่านทั้งหลายตอบไม่ตรงกัน ในที่สุดได้รับ คำแนะนำจากพระเถระให้ไปอาราธนาพระโมคคลีบุตรติสเถระให้มาวินิจฉัยให้ และจะได้ช่วยกันชำระเรื่อง เสื่อมเสียที่เกิดขึ้น พระโมคคลีบุตรติสสเถระนี้ ท่านเล่าว่าเป็นผู้ที่พระอรหันต์ในคราวทุติยสังคายนาขอให้จุติจากพรหม โลกมาชำระพระศาสนาในคราวนี้โดยตรง โดยมอบหมายให้พระเถระ ๒ รูปคือ พระสิคควเถระและ พระจันทวัชชีเถระ รับหน้าที่ในการนำติสสมหาพรหม ซึ่งมาปฏิสนธิในครรภ์ของโมคคลีพราหมณี ให้ออกบวช อบรม ให้การศึกษาจนแตกฉานพระธรรมวินัยโดยถือเป็นทัณฑกรรมของท่านทั้ง ๒ ฐานขาดการประชุม ในคราวที่พระสงฆ์ทำทุติยสังคายนาพระเถระทั้งสองได้ทำหน้าที่ของท่านตามมติสงฆ์ โดยพระสิคควเถระ นำติสสกุมารออกบวชเป็นสามเณร ให้ศึกษาธรรมเบื้องต้น พระจันทวัชชีเถระให้อุปสมบทเป็นภิกษุ ให้ศึกษา ธรรมเบื้องสูงขึ้นไป เดียรถีย์ปลอมเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาเมื่อพระโมคคลีบุตรติสสเถระเป็นพระอรหันต์ แล้ว แต่เป็นเรื่องใหญ่มาก ไม่อาจจัดการได้โดยลำพังอำนาจสงฆ์ ต้องอาศัยพระราชอำนาจจึงทำได้ พระเถระ เมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นจึงคิดว่า “บัดนี้ อธิกรณ์เกิดขึ้นแล้ว ไม่นานนักอธิกรณ์นี้จะหยาบช้ากล้าแข็งขึ้น ถ้าเราอยู่ในท่ามกลางเดียรถีย์ เหล่านี้ จักไม่อาจระงับอธิกรณ์ได้ จึงมอบหมายการบริหารสงฆ์ให้พระมหินทเถระ ซึ่งเป็นสัทธิวิหาริกของท่าน และเป็นราชโอรส ของพระเจ้าอโศกมหาราชท่านเองได้หลีกไปพักอยู่ที่อโธคังคบรรพต ตอนเหนือแม่น้ำคงคา พระเจ้าอโศกมหาราชส่งอำมาตย์ พระธรรมกถึก ๔๘ ท่าน พร้อมด้วยบริวารไปเรียนให้พระโมคคลี บุตรติสสเถระ มาตามพระบรมราชโองการ ๒ คราว แต่พระเถระไม่ยอมรับอาราธนา เพราะท่านเหล่านั้นพูดไม่ ถูกเรื่องจึงต้องเพิ่มจำนวนพระธรรมกถึก อำมาตย์ ๑๖ คน พร้อมด้วยบริวารให้ไปอาราธนาว่า “ข้าแต่พระคุณเจ้า ศาสนากำลังเสื่อมโทรม ขอพระคุณเจ้าเป็นสหายของข้าพเจ้าเพื่อเชิดชู พระพุทธศาสนาเถิด” เมื่อพระเถระได้สดับพระราชสาสน์นั้นคิดว่า “เราบวชมาด้วยความตั้งใจว่าจะเชิดชูพระศาสนามาตั้งแต่ต้นแล้ว เวลาของเรามาถึงแล้ว” พระเถระได้มาด้วยแพล่องมาตามลำน้ำคงคา พระเจ้าอโศกมหาราชต้อนรับด้วยความเลื่อมใสแต่ยัง ข้องใจในคุณสมบัติของพระเถระ หลังจากได้ทดสอบแล้วจึงเกิดความมั่นพระทัยในคุณสมบัติของพระเถระ จึง ได้เรียนถามข้อที่ทรงข้องพระทัยเรื่องอำมาตย์ฆ่าพระเถระมรณภาพไปหลายรูป พระเถระได้ถวายวิสัชนาให้
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๕ ทรงหายข้องพระทัย ความว่า เมื่อพระองค์ไม่มีพระประสงค์ให้อำมาตย์ฆ่าภิกษุ บาปจะไม่มีแก่พระองค์ และให้ พระราชามั่นพระทัยด้วยพระพุทธภาษิตว่า “ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม บุคคลคิดแล้วจึงกระทำกรรมด้วยกาย วาจา และใจ” นอกจากนั้นพระเถระยังได้ยกภาษิตของดาบสในติตติรชาดก ความว่า “ถ้าท่านไม่มีความคิดไซร้ บาปก็ไม่มี แท้จริง กรรมย่อมถูกต้องบุคคลผู้คิดอยู่เท่านั้นหาถูกต้องบุคคลผู้ ไม่คิดไม่” หลังจากพระเจ้าอโศกมหาราชทรงสบายพระทัย เพราะได้ฟังคำวินิจฉัยของพระเถระแล้ว พระเถระได้ ถวายพระพรให้ทราบเรื่องสถานการณ์ของพระพุทธศาสนาในกรุงปาฏลีบุตรพร้อมกับให้พระราชาเรียน สัจธรรมทางพระพุทธศาสนา จนสามารถแยกได้ว่า อะไรเป็นคำสอนของพระพุทธศาสนา อะไรไม่ใช่ พระเจ้า อโศกมหาราชได้เรียกภิกษุทั้งหลายมาสอบถามด้วยพระองค์เองว่า “กึวาที สมฺมาสมฺพุทฺโธ พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีปกติตรัสว่าอย่างไร “ ท่านรูปใดตอบว่า “วิภชฺชวาที มีปกติตรัสจำแนก” ถือว่าเป็นพระที่แท้จริง ท่านที่ตอบเป็นอย่างอื่น ถือว่าเป็นเดียรถีย์ปลอมบวช รับสั่งให้แจกผ้าขาวแก่คนเหล่านั้น ให้สึกออกมาเป็นจำนวนมาก ตามหลักฐานใน มหาวังสะและ มันตปาสาทิกาบอกว่า พระที่ถูกจับสึกไปคราวนั้นถึง ๖๐,๐๐๐ รูป เมื่อได้มีการชำระสังฆมณฑลให้บริสุทธิ์แล้ว พระเจ้าอโศกมหาราชจึงได้อาราธนาให้พระสงฆ์ทำอุโบสถ สังฆกรรมกันตามปกติ โดยพระองค์ประทานการอารักขา พระสงฆ์ทั้งปวงก็พร้อมเพรียงกันทำอุโบสถ ตั้งแต่นั้นมา พระโมคคลีบุตรติสสเถระได้เลือกพระจำนวน ๑,๐๐๐ รูป เฉพาะท่านที่ทรงปริยัติ แตกฉานใน ปฏิสัมภิทา ชำนาญในวิชชา ๓ ประชุมกันทำสังคายนา ครั้งที่ ๓ ขึ้นที่อโศการาม เมืองปาฏลีบุตร ภายใต้พระ บรมราชูปถัมภ์ของพระเจ้าอโศกมหาราช ประเด็นสำคัญในตติยสังคายนา คือ ๑. พระโมคคลีบุตรติสสเถระเป็นประธาน มีพระสังคีติกาจารย์เข้าร่วม ๑,๐๐๐ รูป ทำที่อโศการาม เมืองปาฏลีบุตร พระเจ้าอโศกมหาราชเป็นองค์อุปถัมภ์เริ่มทำเมื่อปี พ.ศ. ๒๑๘ ๒. พระโมคคลีบุตรติ เถระได้ยกเอาวาทะในนิกายต่าง ๆ ที่เผยแพร่กันในสมัยนั้นขึ้นวิพากษ์ ๓๐๐ ข้อ ถือว่าเป็นความเห็นผิดจากพระพุทธศาสนาเป็นเหตุให้เกิดคัมภีร์กถาวัตถุ ในพระอภิธรรมปิฎกขึ้น คัมภีร์ใน อภิธรรมปิฎกสมบูรณ์ในคราวนี้เอง ๓. รูปแบบของการสังคายนาอย่างอื่น ทำตามแบบที่พระสังคีติกาจารย์ในคราวปฐมสังคายนาท่าน กระทำ โดยใช้เวลานานถึง ๙ เดือนจึงสำเร็จ ๔. พระโมคคลีบุตรติสสเถระพิจารณาเห็นว่า กาลต่อไปพระพุทธศาสนาจะตั้งมั่นนอกชมพูทวีป จึง จัดส่งพระเถระพร้อมด้วยบริวารให้ไปเผยแผ่ศาสนาในส่วนต่าง ๆ ของทวีปเอเชีย ๙ สาย คือ ๔.๑ พระมหินทเถระ พระอิฏฏิยะเถระ พระอุตติยเถระ พระสัมพลเถระพระภัททสาลเถระ และสุมนสามเณร ไปเผยแผ่พระศาสนาที่เกาะลังกา ในรัชสมัยพระเจ้าเทวานัมปิยติสะ ๔.๒ พระมัชฌันติกเถระไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่แคว้นคันธาระและกัษมีระ ทรมานพวก นาคให้ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนา ๔.๓ พระมหาเทวะไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ แคว้นมหิ กมณฑล ได้แก่ แถบตอนใต้ของ
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๖ ลุ่มแม่น้ำโคธาวารี อันเป็นแคว้นไมเซอร์ในปัจจุบัน ๔.๔ พระรักขิตเถระไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ วนวา สีประเทศ ได้แก่ แว่นแคว้นกนรา เหนือ ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย มหาวังสะบอกว่ามีวัดเกิดขึ้น ๕๐๐ วัด ในดินแดนส่วนนี้ ๔.๕ พระโยนกธรรมรักขิต ซึ่งเป็นพระอรหันต์ชนชาติกรีกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ อปรันตกชนบท เชื่อกันว่าได้แก่ ดินแดนชายทะเล อันเป็นเมืองบอมเบย์ในปัจจุบัน ๔.๖ พระมหารักขิตเถระไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ โยนกประเทศ คือ ดินแดนที่อยู่ในการ ยึดครองของฝรั่งชาติกรีก ในทวีปเอเชียตอนกลาง เหนืออิหร่านขึ้นไปจนถึงเตอรกีสถาน ๔.๗ พระมัชฌิมเถระพร้อมพระเถระอีก ๔ รูป คือ พระกัสสปโคตรตะพระอฬกเทวะ พระทุนทุภิสสระ พระสหัสเทวะ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ดินแดนแถบภูเขาหิมาลัย ๔.๘ พระโสณะกับพระอุตตรเถระไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ ดินแดนที่เรียกว่า “สุวรรณ ภูมิ” เชื่อกันว่าได้แก่ ดินแดนที่เป็นจังหวัดนครปฐมในปัจจุบัน ๔.๙ พระมหาธรรมรักขิตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่แคว้นมหาราษฎร์ คือ ดินแดนแถบ ตะวันออกเฉียงเหนือห่างจากเมืองบอมเบย์ในปัจจุบัน การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตทุกสายเป็นการไปอย่างเป็นคณะสงฆ์สามารถให้การ อุปสมบทแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธาได้ ซึ่งท่านบอกไว้เฉพาะหัวหน้าสายเสียส่วนมากนอกจากสายพระมหินเทเถระ สายของพระมัชฌิมเถระ และสายของพระโสณเถระกับพระอุตตรเถระ เพราะศาสนาในดินแดนส่วนนี้มี หลักฐานอาจ สืบค้นได้ในปัจจุบัน เพราะมีการสืบต่อกันมาไม่ขาดสาย โดยเฉพาะจากหลักฐานที่ค้นพบที่ นครปฐม บอกว่า พระโสณเถระกับพระอุตตรเถระมาประดิษฐานพระพุทธศาสนาในดินแดนส่วนนี้ เมื่อพ.ศ. ๒๗๔-๓๐๔ ซึ่งเป็นปีที่ใกล้เคียงกันกับหลักฐานในที่อื่น ๆ ผลของการสังคายนาครั้งนี้ ๑.สามารถขจัดอลัชชีในพระพุทธศาสนาได้ และรวบรวมพระธรรมวินัยให้บริสุทธิ์ผุดผ่องได้ ๒. มีการรวบรวมแยกพระไตรปิฎกเป็น ๓ อย่างสมบูรณ์ คือ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระ อภิธรรมปิฎก โดยเฉพาะได้บรรจุคัมภีร์กถาวัตถุเข้าในอธิธรรมปิฎกด้วย ๓. มีการส่งพระมหาเถระออกไปเป็นพระธรรมทูตในเมืองต่าง ๆ ถึง ๙ สายสืบต่อพระพุทธศาสนามา จนถึงปัจจุบันในนานาประเทศ (กองวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย, มปป. ๖๐) การสังคายนาครั้งที่ ๓ นี้เอง ซึ่งมีพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเป็นประธานและผู้ถาม พระมัชฌันติกกับ พระมหาเทวะเป็นผู้ตอบผู้เข้าร่วมประชุมสังคายนา และพระอรหันตขีณาสพจำนวน ๑,๐๐๐ องค์ โดยมีพระ เจ้าอโศกมหาราชเป็นองค์อุปถัมถ์ ในการทำสังคายนา เป็นผลให้พระไตรปิฎก ได้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ครบ ๓ องค์ประกอบ คือ วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก และอภิธรรมปิฎก
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๗ ภาพที่ ๒ พระเจ้าพระเจ้าอโศกมหาราช ๒.๓ จากมุขปาฐะสู่การจารึกใบลาน ตำราที่บรรจุพระพุทธพจน์ ที่พระธรรมสังคาหกาจารย์ได้สังคายนาหรือรวบรวมไว้เป็นหมวด เรียกว่า พระไตรปิฎก ได้ถ่ายทอดกันมาโดยระบบมุขปาฐะ หรือท่องจำ (Oral Tradition) ดุจสมัยก่อน ๆ ในประเทศ ไทยของเราก็มีการนิยมต่อหนังสือเจ็ดตำนานสิบสองตำนาน หรือท่องพระปาติโมกข์ โดยอาศัยการท่องปากต่อ ปาก จากครูบาจารย์จนจำได้แม่นยำ และสืบต่อกันมาถึงอนุชนรุ่นหลัง พระไตรปิฎกก็เช่นกัน ตั้งแต่สังคายนา ครั้งแรกศิษย์สายพระอุบาลีก็จดจำพระวินัยปิฎก ศิษย์สายพระอานนท์ก็จดจำพระสุตตันตปิฎก และพระ อภิธรรมปิฎกสืบ ๆ กันมาโดยมิได้ขาดสาย ตัวอย่างสายพระอุบาลี ที่ท่านแสดงไว้ตามลำดับ ออกนามเฉพาะหัวหน้าสายดังนี้ ภาพที่ ๓ สายพระอุบาลี ที่ท่านแสดงไว้ตามลำดับ ออกนามเฉพาะหัวหน้าสาย การท่องจำนี้ได้กระทำมาจนถึงสังคายนาครั้งที่ ๕ ในลังกาทวีป (ถ้านับเฉพาะที่ทำสังคายนาในศรีลังกา ก็เป็นครั้งที่ ๒) ประมาณ พ.ศ. ๔๓๓ ในรัชสมัยของพระเจ้าวัฏฏคามณีอภัย โดยมีพระรักขิตมหาเถระเป็น
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๘ ประธาน ทำที่อาโลกเลณสถาน ณ มตเลชนบทหรือที่เรียกกันว่ามลัยชนบทสาเหตุของการจารึกพระพุทธวจนะ ลงในใบลานก็เพราะว่า ถ้าจะใช้วิธีท่องจำพระพุทธวจนะต่อไป ก็อาจมีข้อวิปริตผิดพลาดได้ง่าย เพราะปัญญา ในการท่องจำของกุลบุตรเสื่อมถอยลง นอกจากนั้น พระสงฆ์ยังได้รับความกระทบกระเทือนจากภัยธรรมชาติ และภัยสงครามอยู่เนือง ๆ ทำให้ไม่มีเวลาท่องจำพระพุทธวจนะ จะทำให้ช่วงการสืบต่อขาดลงได้มีคำกล่าวว่า ในการจารึกครั้งนี้ได้จารึกอรรถกถาลงไว้ด้วย (กองวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย, มปป. ๑๒) ภาพที่ ๔ การจารึกไตรปิฎกลงบนใบลาน ๓. ความเป็นมาของพระไตรปิฎก ๓.๑ ความเป็นมาของพระไตรปิฎก สมัยพุทธกาลไม่มีพระไตรปิฎก พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม-วินัย หรือพรหมจริย เท่านั้น ดังเวลาจะ ทรงส่งพระอรหันต์สาวก ๖๐ รูป ไปประกาศพระพุทธศาสนา ตรัสส่งให้ไป “ประกาศพรหมจรรย์” อันงามใน ที่สุด (งามด้วยอธิศีลสิกขา) งามในท่ามกลาง (งามด้วยอธิจิตตสิกขา) และงามในที่สุด (งามด้วยอธิปัญญาสิกขา) ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระองค์ไม่ทรงแต่งตั้งพระภิกษุรูปใดเป็นศาสดาปกครองคณะ สงฆ์สืบต่อจากพระองค์นอกจากประทานแนวทางไว้ว่า “โดยที่เราล่วงลับไป ธรรมวินัยที่เราแสดงแล้ว บัญญัติ แล้วจักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย” ชาวพุทธจึงถือเอาพระธรรมวินัยเป็นเสมือนตัวแทนพระศาสดา แต่ เนื่องจากพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้สมัยยังทรงพระชนม์ชีพอยู่นั้นไม่ได้รับการจดบันทึกเป็นลาย ลักษณ์อักษรจึงเป็นไปได้ที่พระธรรมวินัยบางส่วนจะสูญหายไปภายหลังปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ในสมัยนั้นยังไม่มีการจารึกพระไตรปิฎกเป็นลายลักษณ์อักษร การเก็บบันทึกพระไตรปิฎกต้องอาศัย ความจำเป็นเครื่องมือสำคัญ อาจารย์ท่องจำพระไตรปิฎกแล้วบอกปากเปล่าแก่ศิษย์ซึ่งจะต้องรับภาระท่องจำ กันต่อ ๆ ไป และเมื่อท่องจำได้ก็มาสวดซักซ้อมพร้อมกัน ทำให้เกิดประเพณีสวดมนต์ การท่องจำและการบอก เล่าต่อ ๆ กันมาเช่นนี้ เรียกว่า การศึกษาระบบ มุขปาฐะ หมายถึง การเรียนโดยอาศัยคำบอกเล่าจากปากของ อาจารย์ มาตรการในการเก็บรักษาพระธรรมวินัยเรียกว่า การสังคายนา หมายถึง การประชุมสงฆ์จัดระเบียบ หมวดหมู่พระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้จนสรุปเป็นมติที่ประชุมว่า พระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างนี้แล้ว ก็
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๙ มีการท่องจำถ่ายทอดสืบต่อ ๆ ในเบื้องต้นขอกล่าวถึงพระเถระ ๔ รูป ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเป็นมาแห่ง พระไตรปิฎก คือ ๑. พระอานนท์เป็นโอรสของเจ้าชายสุกโกทนศากยะ ผู้เป็นพระอนุชาของพระเจ้าสุทโธทนะ พระพุทธบิดา ท่านออกบวชแล้วได้เป็นผู้ที่สงฆ์เลือกให้ทำหน้าที่เป็นพุทธอุปฐาก คือ ผู้รับใช้ใกล้ชิดพระพุทธเจ้า พระอานนท์ทรงจำพระพุทธวจนะได้มาก ท่านจึงมีส่วนสำคัญในการรวบรวมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แล้ว จัดเป็นหมวดหมู่ต่าง ๆ สืบมาจนทุกวันนี้ ๒. พระอุบาลีเคยเป็นพนักงานรักษาภูษามาลาอยู่ในราชสำนักแห่งกรุงกบิลพัสดุ์ ท่านออก บวช พร้อมกับพระอานนท์และราชกุมารอื่น ๆ โดยได้รับเลือกจากเจ้าชายเหล่านั้นให้อุบาลีบวชก่อน พวกตน จะได้กราบไหว้อุบาลีตามพรรษาอายุเป็นการแก้ทิฐิมานะ ตั้งแต่เริ่มแรกในการออกบวช ท่านมีความสนใจ กำหนดจดจำทางพระวินัยเป็นพิเศษ จนแม้พระพุทธเจ้าก็ทรงสรรเสริญท่านด้วย ท่านจึงได้รับมอบหมายให้เป็น ผู้ตอบคำถามเกี่ยวกับวินัยปิฎก จึงนับว่าท่านเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยตรงในการช่วยรวบรวมข้อพระวินัยต่าง ๆ ให้เป็นหมวดหมู่เป็น ๓. พระโสณกุฏิกัณณะ ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับพระไตรปิฎก แต่ประวัติของท่านมีส่วนเป็น หลักฐานในการท่องจำพระไตรปิฎก เรื่องของท่านมีปรากฎในพระสุตตันตปิฎกความว่า เดิมท่านเป็น อุบาสก คอยรับใช้พระมหากัจจานเถระ แล้วบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ ๓ ปี จึงได้อุปสมบทเป็นภิกษุ ต่อมา ท่านได้ เดินทางไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ณ เชตวนาราม พระพุทธเจ้าตรัสเชิญให้พระโสณะกล่าวธรรม ซึ่งท่านได้กล่าว สูตรถึง ๑๖ สูตร อันปรากฏในอัฏฐกวัคค์จนจบ เมื่อจบแล้วพระพุทธเจ้าทรงอนุโมทนาสรรเสริญความทรงจำ และท่วงทำนองในการกล่าว เรื่องนี้เป็นตัวอย่างอันดีในเรื่องความเป็นมาแห่งพระไตรปิฎกว่าได้มีการท่องจำกัน ตั้งแต่ ครั้งพระพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์อยู่ ๔. พระมหากัสสปะ เป็นผู้บวชเมื่ออายุสูง แม้ท่านไม่ใคร่สั่งสอนใคร แต่ก็สั่งสอนคนในทาง ปฏิบัติ คือทำตัวเป็นแบบอย่าง เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว ท่านได้เป็นหัวหน้าชักชวนพระสงฆ์ให้ทำ สังคายนาคือ ร้อยกรอง หรือจัดระเบียบพระวินัย นับว่าท่านเป็นผู้มีส่วนสำคัญยิ่งในการทำให้เกิดพระไตรปิฎก มีหลักฐานว่า มีการแบ่งพุทธวจนะเป็นหมวดหมู่บ้างแล้ว ในสมัยพุทธกาล เช่น แบ่งเป็นธรรม ๙ (นวังคสัตถุศาสน์) คือ ๑. สุตตะ คำสอนประเภทร้อยแก้วล้วน ๒. เคยยะ คำสอนประเภทร้อยแก้ว ผสมร้อยกรอง ๓. เวยยากรณะ คำสอนประเภทอรรถาธิบาย โดยละเอียด ๔. คาถา คำสอนประเภทร้อยกรองล้วน เช่น ธรรมบท เถรคาถา เถรีคาถา ๕. อุทาน คำสอนประเภทที่เปล่งขึ้นจากแรงบันดาลใจของพระพุทธเจ้า และพระสาวกส่วนมากเป็น บทร้อยกรอง ๖. อิติวุตตกะ คำสอนประเภทคำอ้างอิงที่ยกข้อความที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้มาอ้างเป็นตอน ๗. ชาตกะ (ชาดก) คำสอนประเภทนิทานชาดก หรือเรื่องราวในชาติปางก่อนของพระพุทธเจ้าขณะ เป็นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีอยู่
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๑๐ ๘. อัพภูตธรรม คำสอนประเภทเรื่องอัศจรรย์เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า และพระสาวกทั้งหลาย ๙. เวทัลละ คำสอนประเภทคำถามคำตอบ เวทัลละ แปลว่า ได้ความรู้ ความปลื้มใจ หมายถึงผู้ถามได้ ความรู้ และความปลื้มใจ แล้วก็ถามต่อไปเรื่อย ๆ แบ่งเป็นวรรค เช่น อัฏฐกวรรค ปรายนวรรค ดังหลักฐานในพระไตรปิฎกเล่าไว้ว่า พระโสณกุฏิกัณณะ สัทธิวิหาริกของพระมหากัจจายนะถูกพระ อุปัชฌายะ ส่งไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อทูลขอให้ทรงลดหย่อนสิกขาบทบางข้อ พระโสณกุฏิกัณณะ พักอยู่ที่ เดียวกับพระพุทธเจ้า ได้สวดพุทธวจนะส่วนที่เรียกว่า “อัฏฐวรรค” โดยทำนองสรภัญญะ ให้พระพุทธเจ้าฟัง ภาพที่ ๕ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าโปรดพุทธบริษัท ต่อมาเมื่อพระมหากัสสปะ รวบรวมพระอรหันต์ทรงอภิญญา ๕๐๐ รูป กระทำสังคายนาครั้งที่ ๑ ก็ ยังคงสังคายนา “พระธรรม-วินัย” อยู่ แม้เมื่อกาลล่วงไปประมาณ ๑๐๐ ปี พระวัชชีบุตรได้ข้อเสนอขอแก้ไข พระวินัยบัญญัติบางข้อ อ้างว่าพระพุทธองค์ทรงประทานนโยบายไว้ให้แล้วพระสงฆ์ทั้งหลายได้ประชุม สังคายนา วินิจฉัยข้อเสนอ (วัตถุ ๑๐ ประการ) ของพวกภิกษุวัชชีบุตรแล้ว ไม่ยอมรับการทำสังคายนาครั้งนั้นก็ ยังเรียกว่า “ธัมมวินยวิสัชชนา” (การวิสัชนาพระธรรม-วินัย) หรือ “ธัมมวินยสังคีติ” (การสังคายนาพระธรรมวินัย) ในช่วงระหว่างหลังสังคายนาครั้งที่ ๒ จนถึงครั้งที่ ๓ นี้เอง มีผู้สันนิษฐานว่าธรรม-วินัย ได้แตกแขนง ออกเป็น ๓ หมวด (เรียกว่า เตปิฎก = ไตรปิฎก) คือ ธรรม ได้แตกออกเป็น พระสุตตันตปิฎกกับพระอภิธรรม ปิฎก วินัย เป็นพระวินัยปิฎก มีหลักฐานในจารึกสาญจิ กล่าวถึงคุณสมบัติของพระเถระและเถรีบางรูป ว่า เชี่ยวชาญในปิฎกต่างๆ หรือบางส่วนของพระสุตตันตปิฎก เช่น เปฏกิน = พระเถระผู้เชี่ยวชาญในปิฎกทั้งหลาย สุตฺตนฺตินี = พระเถรีผู้ทรงพระสุตตันตะ (พระสูตร) ทีฆภาณิกา = พระเถระผู้สวดทีฆนิกายได้ ปญฺจเนกายิกา = พระเถระผู้ทรงจำนิกายทั้ง ๕ ได้ มีหลักฐานอีกแห่งหนึ่ง พระโมคคัลลีบุตร ได้แต่งกถาวัตถุ ในคราวทำสังคายนาครั้งที่ ๓ และกถาวัตถุ ถูกผนวก เข้าเป็นหนึ่งในอภิธรรม ๗ คัมภีร์ แสดงว่าพระไตรปิฎกเพิ่งจะมาครบสมบูรณ์ในพุทธศตวรรษที่ ๓ นี้เอง พระไตรปิฎกได้ถ่ายทอดสืบต่อกันมาโดยระบบท่องจำ จนกระทั่งไปถึงศรีลังกา เมื่อ พ.ศ.๔๕๐ ได้รับ การจารึกลงเป็นลายลักษณ์อักษร ภาษาที่บันทึกคำสอนของพระพุทธเจ้าเรียกว่า ภาษาบาลี แปลว่า “ภาษาที่
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๑๑ รักษาพระพุทธพจน์” สันนิษฐานว่าบาลีเป็นภาษาที่ใช้พูดกันในแคว้นมคธในครั้งพุทธกาล เมื่อมีการจารึก พระไตรปิฎกลงในใบลานเป็นครั้งแรก ในการทำสังคายนาครั้งที่ ๕ จารึกโดยใช้อักษรสิงหลเขียนภาษาบาลีของ พระไตรปิฎกประเทศอื่น ๆ ก็ได้จารึกภาษาบาลีลงในใบลานโดยใช้อักษรของประเทศนั้น ในปัจจุบันเมื่อการ พิมพ์หนังสือเจริญขึ้น พระไตรปิฎกถูกจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มหนังสือทำให้มีพระไตรปิฎกฉบับอักษรต่าง ๆ เช่น ฉบับอักษรสิงหลของลังกา แบบอักษรเทวนาครีของอินเดีย ฉบับอักษรของฉบับอักษรพม่า ฉบับอักษรไทย และ แบบอักษรโรมันของสมาคมบาลีปกรณ์ที่อังกฤษ ภาษาบาลี หรือตันติภาษา เมื่อจารึกลงเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว เนื่องจากภาษาบาลีเป็นภาษาถิ่น (ภาษาตลาด) ไม่มีอักขระเป็นของตน ผู้ประสงค์จะเรียนพระไตรปิฎก จึงต้อง “ถอด” (transliterate) เป็น อักขระของตน เช่น เรียนที่ประเทศตะวันตก ก็ถอดเป็นอักษรโรมัน เรียนที่ประเทศไทยก็ถอดเป็นอักษรไทย ภาษาพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกภาษาบาลีมีทั้งหมด ๔๕ เล่ม บรรจุตัวอักษรประมาณ ๒๔ ล้าน ๓ แสนตัว หนา ๒๒,๓๗๙ หน้า ภาพที่ ๖ พระไตรปิฎก พระไตรปิฎกที่ใช้อ้างอิงแพร่หลายในปัจจุบันคือ ๑. ฉบับโรมัน ของสมาคมปาลีปกรณ์ ๒. ฉบับสิงหล ของประเทศศรีลังกา ๓. ฉบับพม่า ของประเทศเมียนมา ๔. ฉบับไทยที่ถือกันว่าถูกต้องสมบูรณ์ก็คือฉบับสยามรัฐ และฉบับมหาจุฬาเตปิฏกํ ๓.๒ การสังคายนาพระไตรปิฎกในประเทศไทย เมื่อพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ได้รับการเผยแพร่ในประเทศไทยตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำ แห่งมหาราชแห่งกรุงสุโขทัย พระไตรปิฎกสมัยนั้นยังไม่ถูกจารึกเป็นอักษรไทย ดังปรากฎในหนังสือ สังคีติ ยวงศ์ว่าการสังคายาพระธรรมวินัยตรวจชำระพระไตรปิฎกมีขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยใน พ.ศ. ๒๐๒๐ พระเจ้าติโลกราชแห่งเชียงใหม่ อาราธนาพระสงฆ์หลายร้อยรูปให้ช่วยชำระอักษรพระไตรปิฎกในใบลาน ณ วัดโพธารามใช้เวลา ๑ ปีจึงเสร็จการสังคายนา อักษรที่ใช้ในการจารึกพระไตรปิฎกในครั้งนั้นคงเป็น อักษรไทยลานนา
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๑๒ การสังคายนาครั้งที่ ๒ ในประเทศไทยมีขึ้นใน พ.ศ. ๒๓๓๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช ทรงอาราธนาพระสงฆ์ให้ชำระพระไตรปิฎกซึ่งกระจัดกระจายสูญหายหลังกรุงศรีอยุธยาถูก พม่าเผาทำลาย การสังคายนาครั้งนี้จัดทำ ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์อักษรที่ใช้จารึกพระไตรปิฎกในครั้ง นั้นเป็นอักษรขอม ต่อมาในระหว่าง พ.ศ. ๒๔๓๑ - ๒๔๓๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงให้คัดลอกพระไตรปิฎกอักษรขอมในใบลานออกมาเป็นตัวอักษรไทย แล้วชำระแก้ไขและพิมพ์ขึ้นเป็น เล่มหนังสือได้ ๔๙ เล่ม นับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ได้มีการจัดพิมพ์พระไตรปิฎกเป็นรูปเล่มหนังสือด้วย อักษรไทย ในระหว่าง พ.ศ. ๒๔๖๘ - ๒๔๗๓ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ พระสงฆ์ได้แปลพระไตรปิฎก ภาษาบาลีเป็นภาษาไทย และได้จัดพิมพ์เป็นการฉลองยี่สิบห้าพุทธศตวรรษใน พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นเล่มหนังสือได้ ๘๐ เล่ม ในการพิมพ์ครั้งต่อมาได้รวมเล่มลดจำนวนเหลือ ๔๕ เล่มเท่าฉบับบาลี ใน พ.ศ. ๒๕๓๐ คณะสงฆ์และรัฐบาลไทยได้จัดงานสังคายนาพระธรรมวินัยตรวจชำระ พระไตรปิฎกทั้งฉบับภาษาบาลีและภาษาไทยแล้วจัดพิมพ์ขึ้นใหม่เรียกว่า พระไตรปิฎกฉบับสังคายนา เนื่องใน วโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๕ รอบนักษัตร ใน พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งเป็นปีที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงเจริญพระชนมพรรษา ๕ รอบนักษัตร มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ตรวจชำระพระไตรปิฎกภาษาบาลี สำเร็จเรียบร้อย เรียกว่า พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย นอกจากนี้ยังได้ตรวจชำระและพิมพ์ คำอธิบายพรไตรปิฎกที่เรียกว่า อรถกถาภาษาบาลีอีกด้วย ใน พ.ศ. ๒๕๓๗ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เห็นสมควรแปล พระไตรปิฎกภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยายาลัย เป็นภาษาไทย ที่พระพุทธศาสนิกชนทั่วไป สามารถอ่านเจ้าใจอรรถธรรมได้ง่าย เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในมหามงคลสมัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงเจริญพระชนมายุครบ ๖๐ พรรษาและเมื่อความนี้ได้ทราบถึงสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แล้ว พระองค์ทรงมีพระกรุณาธิคุณรับเป็นประธานอุปถัมภ์โครงการแปล และจัดพิมพ์พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๓.๓ ความเป็นมาของการตรวจชำระและจัดพิมพ์พระไตรปิฎก และอรรถกถา ภาษาบาลี ฉบับ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระไตรปิฎก เป็นคัมภีร์หลักที่มีความสำคัญที่สุดต่อพระพุทธศาสนา เพราะได้ประมวลพระพุทธพจน์ อันเป็นสัจธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้อย่างครบถ้วน และสมบูรณ์ที่สุด ยิ่งกว่าคัมภีร์อื่นใด นอกจากนี้ พระไตรปิฎก ยังเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งสามารถใช้เป็นเครื่องยืนยัน ถึงวัสสายุกาลของพระพุทธศาสนาว่าได้อุบัติขึ้น และดำรงอยู่สืบต่อกันมาเป็นเวลายาวนานเพียงใด ดังนั้น พระไตรปิฎก จึงนับเป็นมรดกอันล้ำค่าที่พุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่าทั้งที่เป็น บรรพชิต และคฤหัสถ์ควรจะได้ ช่วยกันเชิดชู ทะนุบำรุง และหมั่นศึกษาพระปริยัติสัทธรรมให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ แล้วเพิ่มพูนพระปฏิบัติ สัทธรรมให้เกิดมีขึ้นในจิตใจของตน ๆ เพื่อจะได้เป็นปัจจัยแห่งพระปฏิเวธสัทธรรมชั้นสูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๑๓ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งคณะสงฆ์ไทยเป็นสถาบันการศึกษา พระไตรปิฎกและวิชาชั้นสูงสำหรับพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาล ที่ ๕ ทรงสถาปนาขึ้นไว้ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์โดยชั้นเดิมพระราชทานนามว่า มหาธาตุวิทยาลัย และได้ เปิดการศึกษาตั้งแต่วันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๒ เป็นต้นมา ครั้นถึงวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๙ ได้ โปรดพระราชทานเปลี่ยนนาม มหาธาตุวิทยาลัย เป็น มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพื่อให้เป็นที่เฉลิมพระ เกียรติยศสืบไป*(* ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓ แผ่นที่ ๒๔ วันที่ ๒๐ กันยายน รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๕. น. ๒๖๓-๒๖๘) ต่อมาวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๐ พระมหาเถรานุเถระฝ่ายมหานิกายทั่วราชอาณาจักรจำนวน ทั้งหมด ๕๗ รูป ได้ประชุมร่วมกัน ณ ตำหนักสมเด็จ วัดมหาธาตุ โดยมีพระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทตฺตเถร) อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุองค์ที่ ๑๕ เจ้าคณะตรวจการภาค ๑ และสังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การสาธารณูปการ เป็นประธาน เพื่อปรึกษาหารือในอันที่จะเปิดมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยสนองพระราชประสงค์ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่รัชกาลที่ ๕ ผลการประชุมปรึกษาหารือปรากฏว่า ทุกท่านต่างมี ความเห็นร่วมกันเป็นสมานฉันท์ให้เปิดสถาบันการศึกษาแห่งนี้ ให้เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งคณะสงฆ์ไทยต่อไป และได้เปิดการศึกษาเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นต้นมา ตราบเท่าปัจจุบัน ซึ่งการจัด การศึกษาของมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้ สามารถเอื้ออำนวยคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ให้เกิดขึ้นแก่พระพุทธศาสนา และประเทศชาติจนสุดที่จะคณานับได้ดังเป็นที่ประจักษ์กันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ภาพที่ ๗ พระไตรปิฎกภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาจุฬาเตปิฎก หรือที่เรียกชื่อเป็นภาษาไทยว่า พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เกิดขึ้นจากความดำริ และความปรารถนาอันแรงกล้าของ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาสภมหา เถร) ในอันที่จะสนองพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ที่ทรง สถาปนามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพื่อให้เป็นสถาบันการศึกษาพระไตรปิฎก และวิชาชั้นสูงสำหรับพระสงฆ์ ฝ่ายมหานิกาย กล่าวคือในขณะนั้น (พ.ศ. ๒๔๙๖) ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จ ฯ ยังดำรงสมณศักดิ์ที่พระพิมลธรรม และดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ สภานายกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระ บรมราชูปถัมภ์ และสังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง ได้รับมอบหมายจากคณะสังฆมนตรีให้เป็นหัวหน้าคณะ สงฆ์ไทยเดินทางไปประเทศสหภาพพม่า เพื่อร่วมกับพระมหาเถระจากประเทศต่าง ๆ ที่นับถือพระพุทธศาสนา ฝ่ายเถรวาทพิจารณาโครงร่างงานฉัฏฐสังคายนา โดยรัฐบาลและคณะสงฆ์ของประเทศสหภาพพม่าได้เตรียมงาน ส่วนนี้ไว้ล่วงหน้า ก่อนจะถึงกำหนดการประกอบพิธีฉัฏฐสังคายนา ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่าง พ.ศ. ๒๔๙๗ - ๒๕๐๐
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๑๔ การพิจารณาโครงร่าง ฯ ดังกล่าว ท่านเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ และพระมหาเถระจาก ประเทศต่าง ๆ มีความเห็น ร่วมกันว่า ขอให้รัฐบาลของประเทศสหภาพพม่าแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่งเรียกชื่อว่า คณะกรรมการ ฉัฏฐสังคายนาโอวาทาจริยสังฆนายก โดยขอความร่วมมือไปยังรัฐบาลและคณะสงฆ์จากประเทศอินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา ไทย ลาว และเขมร เพื่อให้ส่งผู้แทนไปร่วมเป็นกรรมการพิจารณาเตรียมการ ซึ่งแบ่ง ออกเป็น ๓ ขั้น* (* กรมการศาสนา : ประวัติพระพุทธศาสนาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ภาค๒, โรงพิมพ์ การศาสนา,พ.ศ. ๒๕๒๕, น. ๒๘๔-๒๘๗) คือ ๑. ขั้นเตรียมงาน คือ การรวบรวมพระคัมภีร์จากประเทศของตน ๆ พร้อมทั้งดำเนินการตรวจชำระ พระคัมภีร์นั้น ๆ ให้ถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด ๒. ขั้นปฏิบัติการ คือ การเปรียบเทียบ พระคัมภีร์ฉบับต่าง ๆ เช่น ฉบับของไทย ฉบับของพม่า ฉบับ จารึกหินอ่อน ฉบับของสิงหล และฉบับของอังกฤษ คือฉบับ Pali Text Society ๓. ขั้นรับรอง คือการประกอบพิธีรับรอง งานที่ได้จัดทำไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้คณะสังฆมนตรีทราบ พร้อมทั้งเสนอขออนุมัติจากคณะสังฆมนตรีเพื่อให้ส่ง พระธรรมธีรราชมหามุนี (ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระธีร ญาณมุนี ปุณฺณกมหาเถร) วัดจักรวรรดิราชาวาส เดินทางไปร่วมเป็นกรรมการฉัฏฐสังคายนาโอวาทาจริยสังฆ นายก ตามที่รัฐบาลของประเทศสหภาพพม่ามีหนังสือขออาราธนามา คณะสังฆมนตรีได้พิจารณาเรื่องนี้อย่าง รอบคอบ และมีมติให้ส่งพระสงฆ์ไทยจำนวน ๕ รูป เข้าร่วมเป็นกรรมการดังกล่าว โดยมอบหมายให้พระธรรม ธีรราชมหามุนี เป็น หัวหน้าคณะ ซึ่งพระธรรมธีรราชมหามุนีพร้อม ด้วยพระอนุจรอีก ๑ รูป ได้ออกเดินทางจาก ประเทศไทยไปประเทศสหภาพพม่า เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๖ ส่วนพระสงฆ์ไทย อีก ๔ รูปนั้น คณะสังฆมนตรีจะพิจารณาคัดเลือกส่งตามไปในภายหลัง จากนั้นเป็นต้นมา คณะสงฆ์ไทยหลาย คณะก็ได้เดินทางไปร่วมงานฉัฏฐสังคายนาที่ประเทศสหภาพ พม่าอยู่เสมอ ๆ โดยเฉพาะท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์นั้น นอกจากจะเดินทางไปร่วมงานดังกล่าว มากที่สุดถึง ๑๖ ครั้งแล้ว ท่านยังเป็นกำลังสำคัญที่สุดรูปหนึ่งในการประสานงานให้การประกอบพิธีฉัฏฐ สังคายนาครั้งนั้นสำเร็จลุล่วงลงด้วยดีตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ทุกประการ จนท่านกลายเป็นพระมหาเถระชาว ไทยรูปแรกที่รัฐบาลและคณะสงฆ์ตลอดจนพุทธศาสนิกชน ชาวพม่าพากันถวายความเคารพนับถือด้วยความ สนิทใจ และพลอยทำให้รัฐบาลและคณะ สงฆ์ของทั้งสองประเทศ ซึ่งมีความคลางแคลงใจกันมาตลอด ประวัติศาสตร์อันยาวนาน ได้หันกลับมามีความสัมพันธ์อันดีต่อกันสืบต่อมาตราบเท่าปัจจุบันอีกด้วย การมีโอกาสเดินทางไปร่วมงานฉัฏฐสังคายนาที่ประเทศสหภาพพม่าตั้งแต่เบื้องต้นติดต่อกันมานั้น ทำให้ท่าน เจ้าประคุณสมเด็จฯ เริ่มประจักษ์แก่ใจมากขึ้นว่าพระราชสมภารเจ้า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา จุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ที่ทรงสถาปนามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยขึ้นมา ก็เพื่อให้ เป็นสถานที่ศึกษาพระไตรปิฎกและวิชาชั้นสูง แต่พระไตรปิฎกของไทยเรายังขาดความสมบูรณ์และมีความ คลาดเคลื่อนอยู่หลายแห่ง น่าจะได้มีการตรวจชำระ และจัดพิมพ์ขึ้นใหม่ให้เป็นฉบับของมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย เพื่อให้มีความสมบูรณ์และอำนวยความสะดวกแก่การศึกษาค้นคว้าของพระนิสิตและนักเรียนมหาจุฬา ฯ ต่อไป แม้เรื่องนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องใช้ศาสนบัณฑิต ผู้มีความรู้ และเงินเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่ควรปล่อย วางหรือเพิกเฉยโดยไม่คิดทำอะไรเลย ถ้าจะค่อยทำค่อยไปก็น่าจะทำให้การตรวจชำระและจัดพิมพ์พระไตรปิฎก
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๑๕ ฉบับนี้สำเร็จลงได้เหมือนกัน ในช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๙ คณะพระเปรียญที่อยู่จำพรรษา ณ วัด ต่าง ๆ ทั้งใน พระนครและธนบุรีได้รวมตัวกันก่อตั้ง สภาเปรียญแห่งประเทศไทย ขึ้นมา เพื่อร่วมกันดำเนิน กิจกรรมอันจะเป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและประเทศชาติในวงกว้างออกไป โดยพระมหาพรหมา ปญฺญา ทีโป ป.ธ. ๙ (ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระปิฎกโกศล เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๐๐ ต่อมาลาสิกขา คือนายพิทูร มลิวัลย์ถึงแก่กรรมแล้ว) วัดมหาธาตุ ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง ประธานสภาเปรียญแห่งประเทศไทยเป็นการชั่วคราว เพื่อบริหารงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ๔ ประการ* (*ระเบียบข้อบังคับสภาเปรียญแห่งประเทศไทย, โรงพิมพ์การพิมพ์พาณิชย์,พ.ศ. ๒๕๐๑, น. ข-ค) คือ ๑. เพื่อเป็นศูนย์สัมพันธ์และส่งเสริมสามัคคีธรรมของเปรียญทั่วประเทศ ๒. เพื่อเป็นศูนย์กลางส่งเสริมการศึกษาและเกียรติฐานะของเปรียญ ๓. เพื่อเป็นศูนย์กลางส่งเสริมสังคหธรรม ๔. เพื่อเป็นศูนย์กลางเผยแผ่ศาสนธรรมทั้งในและนอกประเทศ ภายหลังจากที่ได้ประกาศใช้ระเบียบ ข้อบังคับสภาเปรียญแห่งประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๐ แล้ว พระเถระผู้ใหญ่ หลายรูปต่างมีความปริวิตกเป็นอย่างมากด้วยเกรงว่า สภาเปรียญแห่ง ประเทศไทยจะเป็นชนวนก่อปัญหาให้ การปกครอง คณะสงฆ์เกิดความยุ่งยากมากขึ้น จึงได้ขอร้องเป็นการส่วนตัวให้ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ซึ่งเป็น สังฆมนตรีว่าการองค์การปกครองอยู่ในขณะนั้น ได้ช่วยติดตามและควบคุมการดำเนินกิจกรรมของสภาเปรียญ แห่งประเทศไทย อย่างใกล้ชิดด้วย ต่อมาท่านเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ได้เรียก พระมหาพรหมา ปญฺญาทีโป มาพบ และสอบถามว่าพวกเธอมี ความคิดอย่างไรจึงพากันตั้งสภาฯ นี้ขึ้นมา จะพากันทำอะไร จะเอาสำนักงานไปตั้งอยู่ที่ไหน พระผู้ใหญ่ไม่สบาย ใจต่อการกระทำของพวกเธอมาก และคงไม่มีใครอนุญาตให้สำนักงานของพวกเธอไปตั้ง อยู่ในวัดของเขาหรอก แต่ภายหลังจากที่ พระมหาพรหมา ปญฺญาทีโป ได้กราบเรียนถึง แนวความคิด วัตถุประสงค์และข้อเท็จจริงทุก อย่างให้ทราบโดยละเอียดแล้ว ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ จึงกล่าวว่า เอาอย่างนี้ ให้เธอไปรวบรวมเพื่อนๆ ที่เป็น เปรียญสูงๆ มา จะยังเป็นพระอยู่หรือลาสิกขาไปแล้วก็ได้ หลวงพ่อจะมอบหมายให้พวกเธอช่วยกันตรวจชำระ พระไตรปิฎกและอรรถกถาให้เป็นฉบับของมหาจุฬาฯ ขอให้ช่วยกันตรวจชำระให้มีความสมบูรณ์และสะดวกต่อ การศึกษาค้นคว้าเช่นเดียวกับพระไตรปิฎกฉบับฉัฏฐ สังคายนาให้ได้ ส่วนเงินค่าใช้จ่ายในการตรวจชำระและ จัดพิมพ์นั้นหลวงพ่อจะรับผิดชอบเอง หลวงพ่อเชื่อมั่นว่างานที่มอบหมายให้พวกเธอทำนี้ จะเป็นประโยชน์อัน ยิ่งใหญ่ต่อพระพุทธศาสนาและประเทศชาติต่อไปในอนาคต และคงไม่มีพระผู้ใหญ่รูปใดตั้งข้อรังเกียจอย่าง แน่นอน เมื่อผู้มีศรัทธาทราบเรื่องนี้แล้วก็มีแต่จะพากันนำเงินมาถวาย ข้อสำคัญขอให้พวกเธอเสียสละเวลามา ช่วยกันทำงานชิ้นนี้ให้สำเร็จ ก็แล้วกัน พระมหาพรหมา ปญฺญาทีโป ได้ติดต่อรวบรวมเพื่อนๆ และผู้ที่เคารพนับถือทั้งที่ เป็น บรรพชิตและ คฤหัสถ์หลายท่าน เช่น พระครูสุวิมลธรรมาจารย์ วัดมหาธาตุ (พระสุวิมลธรรมาจารย์ : ผ่อง สุวิมุตฺโต ป.ธ.๖ มรณภาพแล้ว) พระมหาเกี่ยว อุปเสโณ ป.ธ. ๙ วัดสระเกศ (ปัจจุบัน คือท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ อุปเสณมหาเถร) พระมหาพลอย ญาณสํวโรป.ธ. ๙ วัดเทพธิดาราม (ปัจจุบันคือ พระสุทธิวงศาจารย์ ญาณสํวร
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๑๖ เถร) พระมหาบุญมา คุณสมฺปนฺโน ป.ธ. ๙ (ปัจจุบันคือ พระธรรมวโรดม คุณสมฺปนฺนเถร)นายทอง หงส์ลดารมย์ ป.ธ. ๖ นายเกษม บุญศรี ป.ธ. ๗ นายทินกร ทองเศวต ป.ธ. ๙ และนายสิริ เพ็ชรไชย ป.ธ. ๙ เป็นต้น จากนั้นจึง ได้นำรายชื่อกราบเรียนเสนอแด่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ เพื่อพิจารณา ซึ่งท่านก็ให้ความเห็นชอบและอนุมัติให้ ดำเนินการได้ โดยให้ใช้หอปริยัติ คณะ ๑ วัดมหาธาตุ เป็นสถานที่ตรวจชำระต่อไป วัตถุประสงค์ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ และผู้มีรายชื่อดังกล่าว ได้ประชุมปรึกษาหารือกันเป็นเบื้องต้น และต่างมี ความคิดเห็นร่วมกันว่า พระไตรปิฎก ที่จะตรวจชำระและจัดพิมพ์ขึ้นใหม่นี้ให้ชื่อว่า มหาจุฬาเตปิฎก หรือ เรียกชื่อเป็นภาษาไทยว่า พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยกำหนดวัตถุประสงค์ในการตรวจ ชำระและจัดพิมพ์ไว้ ๓ ประการ* (* นิทานพจน์พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, น. ค-ฆ) คือ ๑. เพื่อสนองพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ผู้ทรง สถาปนามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเพื่อให้เป็นสถานที่ศึกษาพระไตรปิฎกและวิชา ชั้นสูงสำหรับพระสงฆ์ฝ่าย มหานิกาย ๒. เพื่อให้มีพระไตรปิฎกฉบับที่สมบูรณ์และ มีปริมาณเพียงพอต่อการศึกษาและค้นคว้าของ พระนิสิต และนักเรียนของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๓. เพื่อให้เป็นอนุสรณ์มหามงคลสมัย ๒๕ พุทธศตวรรษ หลักเกณฑ์การตรวจชำระ การตรวจชำระ มหาจุฬาเตปิฎก หรือ ที่เรียกชื่อเป็นภาษาไทยว่า พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการตรวจชำระไว้ว่าให้ทำการตรวจสอบเทียบเคียงอย่างละเอียดถี่ถ้วนกับ พระไตรปิฎกฉบับต่าง ๆ ทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ เช่น พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ พระไตรปิฎก ฉบับฉัฏฐสังคายนา พระไตรปิฎกฉบับอักษรสิงหล และพระไตรปิฎกฉบับอักษรโรมันของ Pali Text Society เป็นต้น เพื่อให้พระไตรปิฎกฉบับที่ตรวจชำระขึ้นใหม่นี้มีความสมบูรณ์และถูกต้องที่สุด ทั้งอรรถและ พยัญชนะ พร้อมทั้งพิจารณาตั้งย่อหน้าให้มากขึ้น และตั้งชื่อวรรค ชื่อสูตรไว้ให้ปรากฏชัดเจน เพื่อความสะดวก ในการศึกษาค้นคว้าของพระนิสิตนักเรียนของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและผู้ที่สนใจจะศึกษาค้นคว้าได้ง่าย ขึ้นส่วนกรณีที่มีความแตกต่างกันทั้งในด้าน เนื้อความและการใช้ศัพท์ของพระไตรปิฎกแต่ละฉบับ เมื่อ ตรวจสอบแน่นอนแล้ว ก็ให้ทำเชิงอรรถบอกที่มาของพระไตรปิฎกฉบับนั้น ๆ กำกับไว้ให้ชัดเจน โดยกำหนดให้ ใช้อักษรย่อในการทำเชิงอรรถของพระไตรปิฎกแต่ละฉบับ ๔. การสืบทอดพระไตรปิฎก ๔.๑ การสืบทอดพระไตรปิฎก การสังคายนา หรือสังคีติ ครั้งที่ ๑ นี้ ย่อมเป็นสังคายนาครั้งสำคัญที่สุด เพราะพุทธพจน์ที่รวบรวม ประมวลมาทรงจำเป็นแบบแผนหรือเป็นมาตรฐานไว้ครั้งนี้มีเท่าใด ก็คือได้เท่านั้น ต่อจากนั้น ก็มีแต่จะต้องทรง จำรักษาพุทธพจน์ที่รวมได้ในสังคายนาครั้งที่ ๑ นี้ไว้ให้ถูกต้องแม่นยำ บริสุทธิ์ หมดจด และครบถ้วนที่สุด พูด
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๑๗ สั้น ๆ ว่าบริสุทธิ์บริบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ ในเวลาหลังจากนี้ พระเถระผู้รักษาพุทธพจน์จึงเน้นวิธีการรักษาด้วยการ สาธยาย และการมอบหมายหน้าที่ในการทรงจำแต่ละหมวดหมู่ เป็นต้น โดยนัยดังกล่าว การสังคายนาที่มีความหมายเป็นการรวบรวมพุทธพจน์แท้จริง ก็มีแต่ครั้งที่ ๑ นี้ การ สังคายนาครั้งต่อ ๆ มา ก็คือการที่พระเถระผู้ทรงจำรักษาพุทธพจน์ทั้งหลายมาประชุมกัน ซักซ้อม ทบทวนทาน พุทธพจน์ที่รักษาต่อกันมาตั้งแต่สังคายนาครั้งที่ ๑ นั้น ให้คงอยู่บริสุทธิ์บริบูรณ์ที่สุด คือ ครบถ้วนแม่นยำและ ไม่มีแปลกปลอม เนื่องจากต่อมามีภาระเพิ่มขึ้นในด้านป้องกันคำสอนและการประพฤติปฏิบัติแปลกปลอม การทรงจำ รักษาพุทธพจน์จึงเน้นเพิ่มขึ้นในแง่การนำพุทธพจน์ที่ทรงจำรักษาไว้นั้นมาเป็นมาตรฐานตรวจสอบคำสอนและ การปฏิบัติทั้งหลายที่อ้างว่าเป็นของพระพุทธศาสนา เป็นเหตุให้คำว่า สังคายนา ในภาษาไทยมีนัยขยายหรือ งอกออกไป คือ ความหมายว่าเป็นการชำระสะสางคำสอนและวิธีปฏิบัติที่แปลกปลอม ยิ่งกว่านั้น ในกาลนานต่อมา คนบางส่วนยึดเอาความหมายงอกนี้เป็นความหมายหลักของการ สังคายนา จนถึงกับลืมความหมายที่แท้ของการสังคายนาไปเลยก็มี จนกระทั่งถึงสมัยปัจจุบันนี้ บางทีบางคนไป ไกลมากถึงกับเข้าใจผิดว่าผู้ประชุมสังคายนามาช่วยกันตรวจสอบคำสอนในพระไตรปิฎก ว่ามีทัศนะหรือความ คิดเห็นที่ผิดหรือถูก ซึ่งเท่ากับมาวินิจฉัยว่าพระพุทธเจ้าสอนไว้ผิดหรือถูก ที่นั่นที่นี่ แล้วจะมาปรับแก้กัน ฉะนั้น จึงจำเป็นว่าจะต้องเข้าใจความหมายของ สังคายนา ให้ถูกต้อง ให้แยกได้ว่าความหมายใดเป็นความหมายที่แท้ ความหมายใดเป็นนัยที่งอกออกมา การสังคายนา หรือสังคีติ ในความหมายแท้ ที่เป็นการประชุมกันซักซ้อมทบทวนรักษาพุทธพจน์เท่าที่ มีมาถึงเราไว้ ให้ครบถ้วนแม่นยำบริสุทธิ์ บริบูรณ์ที่สุดนี้ มีความเป็นมาแยกได้เป็น ๒ ช่วง คือ ช่วงแรก ท่องทวน ด้วยปากเปล่า เรียกว่า มุขปาฐะ และช่วงหลัง จารึกเป็นลายลักษณ์อักษร เรียกว่า โปตถกาโรปนะ ช่วงต้น หรือยุคแรก นับแต่พุทธกาลตลอดมาประมาณ ๔๖๐ ปี พระเถระผู้รักษาพระศาสนาทรงจำ พุทธพจน์กันมาด้วยปากเปล่า เรียกว่า มุขปาฐะ แปลง่าย ๆ ว่า “ปากบอก” คือ เรียน-ท่อง-บอกต่อด้วยปาก ซึ่งเป็นการรักษาไว้กับตัวคน ในยุคนี้มีข้อดีคือ เนื่องจากพระสงฆ์รู้ตระหนักถึงความสำคัญสูงสุดของการรักษา พุทธพจน์ จึงทำให้มีความไม่ประมาท โดยระมัดระวังอย่างยิ่งที่จะให้มีการจำพุทธพจน์ไว้อย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์ ถือว่าการรักษาพุทธพจน์นี้เป็นกิจสำคัญสูงสุดของการรักษาพระพุทธศาสนา การรักษาโดยมุขปาฐะ หรือมุขบาฐ นี้ ใช้วิธีสาธยาย ซึ่งแยกได้เป็น ๔ ระดับ คือ (ก) เป็นความรับผิดชอบของสงฆ์หมู่ใหญ่สืบกันมาตามสายอาจารย์ที่เรียกว่า อาจริยปรัมปรา (เรียกอีก อย่างหนึ่งว่า เถรวงส์) โดยพระเถระที่เป็นต้นสายตั้งแต่สังคายนาครั้งแรกนั้น เช่น พระอุบาลีเถระ ผู้เชี่ยวชาญ ด้านพระวินัย ก็มีศิษย์สืบสายและมอบความรับผิดชอบในการรักษาสั่งสอน อธิบายสืบทอดกันมา (ข) เป็นกิจกรรมหลักในวิถีชีวิตของพระสงฆ์ ซึ่งจะต้องเล่าเรียนปริยัติ เพื่อเป็นฐานของการปฏิบัติที่ ถูกต้อง อันจะนำไปสู่ปฏิเวธ และการเล่าเรียนนั้นจะให้ชำนาญส่วนใด ก็เป็นไปตามอัธยาศัย ดังนั้นจึงเกิดมีคณะ พระสงฆ์ที่คล่องแคล่วเชี่ยวชาญพุทธพจน์ในพระไตรปิฎกต่างหมวดต่างส่วนกันออกไป เช่น มีพระสงฆ์กลุ่มที่ คล่องแคล่วเชี่ยวชาญในทีฆนิกาย พร้อมทั้งคำอธิบาย คืออรรถกถาของทีฆนิกายนั้น เรียกว่า ทีฆภาณกะ แม้ มัชฌิมภาณกะ สังยุตตภาณกะ อังคุตตรภาณกะ และขุททกภาณกะ เป็นต้น ก็เช่นเดียวกัน
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๑๘ (ค) เป็นกิจวัตรของพระภิกษุทั้งหลายแต่ละวัดแต่ละหมู่ ที่จะมาประชุมกัน และกระทำคณสาธยาย คือ สวดพุทธพจน์พร้อม ๆ กัน (การปฏิบัติอย่างนี้อาจจะเป็นที่มาของกิจวัตรในการทำวัตรสวดมนต์เช้า-เย็น หรือ เช้า-ค่ำ อย่างที่รู้จักกันในปัจจุบัน) (ง) เป็นกิจวัตร หรือข้อปฏิบัติในชีวิตประจำวันของพระภิกษุแต่ละรูป ดังปรากฏในอรรถกถาเป็นต้นว่า พระภิกษุเมื่อว่างจากกิจอื่น เช่น เมื่ออยู่ผู้เดียว ก็นั่งสาธยายพุทธพจน์ เท่ากับว่าการสาธยายพุทธพจน์นี้เป็น ส่วนหนึ่งแห่งการปฏิบัติธรรมของท่าน เนื่องจากพระภิกษุทั้งหลายมีวินัยสงฆ์กำกับให้ดำเนินชีวิตในวิถีแห่งไตรสิกขา อีกทั้งอยู่ในบรรยากาศ แห่งการเล่าเรียนถ่ายทอดและหาความรู้เพื่อนำไปสู่สัมมาปฏิบัติ จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่ทำให้เกิดมีการรักษา คำสอนด้วยการสาธยายทบทวนตรวจสอบกันอยู่เป็นประจำอย่างเป็นปกติตลอดเวลา ต่อมาถึง พ.ศ.ใกล้ ๕๐๐ จึงได้เริ่มมีการใช้วิธีจารึกเป็นลายลักษณ์อักษรลงในใบลาน พอถึงยุคจารึกลง ในใบลานนี้แหละ กลายเป็นยุคที่จะมีความคลาดเคลื่อนได้ง่าย เพราะคนเริ่มประมาทว่า เรามีใบลาน มีหนังสือ ที่จารึกไว้แล้ว อยากรู้ก็ไปเปิดดูและตรวจสอบได้ง่าย เราไม่ต้องจำให้มาก ไป ๆ มา ๆ การสวดสาธยาย พระไตรปิฎกก็เหลืออยู่แค่สวดมนต์ อย่างทำวัตรสวดมนต์ที่เราเห็น ๆ กันอยู่ คนก็จำพุทธพจน์ได้น้อยลง ๆ เหลือน้อยลงไปทุกที นอกจากนั้น ในการคัดลอกเป็นลายลักษณ์อักษรที่เรียกว่า จาร เวลาคัดลอกกันทีหนึ่ง ก็อดไม่ได้ที่จะมี การตกหล่นหรือผิดเพี้ยน เช่นตัว จ เป็น ว หรือตัว ว เป็น จ เป็นต้น เพราะฉะนั้น จึงต้องมีการคัดลอกในระดับ ที่เป็นทางการใหญ่ของคณะสงฆ์ทั้งหมด หรือเป็นระดับของประเทศชาติ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า ประเทศพุทธ ศาสนาทุกประเทศ จะถือเรื่องนี้เป็นสำคัญ จะต้องมีพระไตรปิฎกฉบับหลวงเป็นของราชการ เป็นของแผ่นดิน เป็นของประเทศชาติ รักษาไว้เป็นหลักของกลาง แล้วมาคัดลอกต่อ ๆ กันไป นาน ๆ จึงต้องมีการมาประชุมกันระดับชาติ แล้วก็เอามาตรวจสอบกัน เอามาทานกัน ตรงไหนตกหล่น ผิดพลาดไป ก็ทำเชิงอรรถไว้ คือถือเรื่องความบริสุทธิ์บริบูรณ์ของพระไตรปิฎกเป็นเรื่องสำคัญสูงสุดใน พระพุทธศาสนา เพราะนี้คือองค์แทนที่แท้ของพระพุทธเจ้า ที่เป็นพระศาสดา และเป็นตัวพระพุทธศาสนา จะเห็นว่า ประเทศพุทธศาสนาทุกประเทศถือเรื่องพระไตรปิฎกเป็นหลักสำคัญยิ่ง เวลานำ พระพุทธศาสนาไปประเทศต่าง ๆ ก็คือจะต้องนำพระไตรปิฎกไป อย่างพระเจ้าอโนรธามังช่อ ที่เป็นมหาราช ของพุกาม ผู้เป็นต้นความยิ่งใหญ่ของพม่า ที่ปราบมอญลงได้ ตอนนั้นมอญนับถือพระพุทธศาสนา พระเจ้าอนุ รุทธมหาราช หรือพระเจ้าอโนรธามังช่อไปปราบมอญได้แล้ว หันมานับถือพระพุทธศาสนาก็นำเอาพระไตรปิฎก จากมอญไปยังพุกาม พระภิกษุทั้งหลายเดินทางไปมาระหว่างประเทศในสมัยโบราณ ก็เพื่อศึกษาพระไตรปิฎก คัดลอก พระไตรปิฎก และอรรถกถา พระเจ้าแผ่นดินไทยแต่ละยุค เวลาสร้างบ้านเมืองใหม่ ก็ทรงถือเรื่องพระไตรปิฎกเป็นการสำคัญ เช่น เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตก ถูกพม่าเผา พระเจ้ากรุงธนบุรีรวบรวมประเทศชาติได้ ทรงตั้งเมืองหลวงใหม่ที่กรุงธนบุรี พอตั้งเมืองหลวงเสร็จ ก็จัดการเรื่องคณะสงฆ์ หาพระภิกษุที่น่าเคารพนับถือมาสถาปนาเป็นองค์สมเด็จ พระสังฆราช เสร็จแล้วภาระใหญ่อันสำคัญที่พระองค์ทำ ก็คือให้รวบรวมพระไตรปิฎก เพราะว่าอยุธยาถูกเผา
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๑๙ พระคัมภีร์ถูกไฟไหม้ไปแล้ว ก็โปรดให้ไปรวบรวมพระไตรปิฎกจากหัวเมือง ทั้งเมืองเหนือ เมืองใต้ เอามาเลือก คัดจัดตั้งเป็นสมบัติกลางไว้ที่เมืองหลวง เพื่อเป็นหลักของบ้านเมืองต่อไป พอมาถึงแผ่นดินรัชกาลที่ ๑ สมัยกรุงเทพฯก็เหมือนกัน พอเริ่มตั้งกรุง เมื่อจัดบ้านเมืองพอเข้าที่ สิ่งที่ พระองค์ทรงรีบทำ คือเรื่องของพระไตรปิฎก ถึงกับมีการสังคายนาของกรุงเทพฯ ขึ้นมา ครั้นสังคายนาเสร็จ เรียบร้อย สอบทานได้พระไตรปิฎกมาเป็นหลัก ก็จัดตั้งเป็นฉบับหลวงของแผ่นดิน จึงเป็นที่รู้กันว่า การรักษา พระไตรปิฎกเป็นงานสำคัญอย่างยิ่งยวดในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ในยุคทรงจำด้วยปาก การรักษาพระไตรปิฎกก็คือ ท่องพร้อมกัน สวดพร้อมกัน มาสอบทานกันด้วย วาจาอยู่เสมอ ต่อมาในยุคที่เป็นลายลักษณ์อักษรก็คือเอาคัมภีร์ที่จารึกไว้ทั้งหลาย มาเทียบเคียงสอบทานกันอยู่ เสมอ การสอบทานกันนี้ เป็นความหมายของการสังคายนาในยุคหลัง ซึ่งเป็นที่น่าอัศจรรย์ว่า พระไตรปิฎก ของเราที่เป็นบาลี จะไปอยู่ในพม่า ไปเป็นของสิงหลอยู่ในลังกา ไปอยู่ในประเทศไทย หรือไปอยู่ในประเทศไหน แม้แต่ฝรั่งเอาไปคัดลอกเป็นฉบับอักษรโรมัน ก็เหมือนกันหมด เนื้อหาอย่างเดียวกัน จะมีแปลกไปก็เพราะพิมพ์ ผิดนิด ๆ หน่อย ๆ อย่างของเรามีอยู่แห่งหนึ่ง ตกหล่นไป ยาวหน่อย สักครึ่งค่อนหน้า ก็ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก แล้ว หมายความว่า พระไตรปิฎกบาลีของเถรวาทเรานี้ ไม่ว่าจะเป็นของประเทศไหน ทั้ง ๆ ที่อยู่ห่างไกลกัน ไปแสนนาน ก็ยังเหมือนกัน เนื้อหาอย่างเดียวกัน แสดงถึงการที่ท่านให้ความสำคัญกับการรักษา ในเวลาที่เรามีการตรวจชำระพระไตรปิฎกครั้งหนึ่ง เราก็เอาของทุกประเทศมาสอบทานเทียบเคียงกัน เพื่อดูว่ามีข้อความถ้อยคำหรืออักษรตัวไหนผิดเพี้ยนกันไหม แม้แต่เล็ก ๆ น้อย ๆ เพียงว่า อักษร จ เป็น ว เราก็ จะทำเชิงอรรถไว้ว่า ตรงนี้ฉบับของเราเป็นอย่างนี้ ฉบับพม่าหรือฉบับไหนเป็นอย่างนั้น อย่างชื่อพระอัญญาโกณ ฑัญญะ ก็มีการผิดเพี้ยนกันไปนิดหน่อย ฉบับของเราเป็นอัญญาโกณฑัญญะ ฉบับอักษรโรมัน เป็นอัญญาตโกณ ฑัญญะ เป็นต้น ความแตกต่างแม้แต่นิดเดียว เราก็บันทึกไว้ให้รู้ในเชิงอรรถ ๔.๒ มุขปาฐะอัศจรรย์การทรงจำสืบทอดคำสอน พระไตรปิฎกบาลีเป็นพระไตรปิฎกในพระพุทธศาสนาเถรวาทที่สืบทอดรักษาต่อ ๆ กันมาเป็นภาษา บาลี ซึ่งถือเป็นพระไตรปิฎกที่มีเนื้อหาครบถ้วนสมบูรณ์และเก่าแก่ดั้งเดิมที่สุด มีเนื้อหาแบ่งเป็น ๓ หมวด ได้แก่ พระวินัยปิฎก คือ บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับระเบียบปฏิบัติของคณะสงฆ์ พระสุตตันตปิฎก คือ ประมวล พระธรรมเทศนาและเรื่องราวต่าง ๆ เมื่อครั้งพุทธกาล และ พระอภิธรรมปิฎก คือ ประมวลเนื้อหาธรรมล้วน ๆ ไม่มีบุคคล สถานที่ และเหตุการณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง พระไตรปิฎกบาลีเดินทางไกลผ่านกาลเวลามาประมาณ ๒,๖๐๐ ปี สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นจน มาถึง ปัจจุบัน แต่แทบไม่น่าเชื่อว่าการสืบทอด ดังกล่าวจะมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่อินเดียโบราณ ในยุคที่ปราศจาก เทคโนโลยีสื่อสารคมนาคม แม้แต่การขีดเขียนตัวอักษรก็ยังไม่แพร่หลาย ในสังคมอินเดียยุคนั้น จึงนับเป็นเรื่อง อัศจรรย์ไม่น้อยที่พระธรรมคำสอน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ได้รับการสืบทอดต่อกันมาจนถึงมือเรา
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๒๐ วิธีการเดียวในการสืบทอดพระธรรมและพระวินัยในครั้งพุทธกาล คือ การสวดทรงจำ ซึ่งนิยม เรียกว่า “มุขปาฐะ” โดยมีจุดเริ่มต้นจาก พระภิกษุสงฆ์ที่เดินทางไปรับฟังพระวินัยและ พระธรรมเทศนาจาก พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากนั้นก็ทรงจำคำสอนนั้นไปถ่ายทอดให้แก่พระภิกษุสงฆ์ในแคว้นต่าง ๆ พระภิกษุเหล่านี้คือพระภิกษุที่จำพรรษาอยู่ในแคว้นต่าง ๆ เมื่อเสร็จสิ้นการอยู่จำพรรษา ก็จะเดินทาง ไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าตามธรรมเนียมปฏิบัติในครั้งพุทธกาล เพื่อศึกษา พระธรรมคำสอนและพระวินัย ที่ทรงแสดงเพิ่มเติมในพรรษานั้น ๆ ณ เชตวันมหาวิหารและวัดบุพพารามในกรุงสาวัตถี ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระ พุทธองค์ทรงจำพรรษาตลอดต่อเนื่องนานถึง ๒๕ พรรษา พระภิกษุอาคันตุกะที่เดินทางไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในครั้งนั้นจะพักแรมในที่พักที่จัดแบ่งตาม ความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านของ พระภิกษุ เช่น กลุ่มที่ชำนาญพระสูตร กลุ่มที่ชำนาญพระวินัย เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อเลือกศึกษา พระวินัย พระธรรม หรือพระสูตรตามที่ตนสนใจ เมื่อสามารถสวดทรงจำพระธรรมวินัยที่ศึกษา ได้ขึ้นใจแล้ว ก็จะกราบทูลลาจาริกไปในแคว้นต่าง ๆ และนำพระธรรมคำสอนที่เพิ่งศึกษามาไปถ่ายทอดแก่ พระภิกษุอื่นต่อ ๆ กันไป พระวินัยและ พระธรรมจึงได้รับการถ่ายทอดไปยังพระภิกษุ ทั้งแผ่นดินโดยทั่วถึง กันด้วยการสวดทรงจำนี้เอง ต่อมา เมื่อการเขียนบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรแพร่หลายมากขึ้น พระไตรปิฎกจึงได้รับการจารลงใน คัมภีร์ใบลานบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อราวปี พ.ศ. ๔๐๐ เศษ ๆ และวิธีการในการบันทึกพระไตรปิฎกก็ ได้ปรับเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีที่พัฒนาก้าวหน้าขึ้น จากคัมภีร์ใบลานเป็นพระไตรปิฎกฉบับพิมพ์ จาก พระไตรปิฎกฉบับพิมพ์เป็นพระไตรปิฎกคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าคัมภีร์ใบลานเป็นจำนวน มากถูกปล่อยปละละเลย ทำให้บางส่วนผุกร่อนไปตามกาลเวลา บางส่วนก็สูญหายไป อีกทั้งผู้ที่สามารถอ่าน อักษรโบราณก็มีน้อยลงไปทุกที โครงการพระไตรปิฎกจึงรวบรวม อนุรักษ์ และถ่ายภาพคัมภีร์ใบลานอันเป็นหลักฐานชั้นต้นของ พระไตรปิฎกที่เก่าแก่ที่สุดเป็นข้อมูลดิจิทัลที่ง่ายต่อการเก็บรักษาและสะดวกต่อการนำมาศึกษา พร้อมทั้งจัดทำ ฐานข้อมูลพระไตรปิฎกจากคัมภีร์ใบลานดังกล่าว เพื่อศึกษาเปรียบเทียบด้วยความร่วมมือกันของนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญพระไตรปิฎกและภาษาบาลีจากหลากหลายชาติ เช่น ศรีลังกา พม่า ไทย อังกฤษ เป็นต้น จนกระทั่ง สามารถสรุปหลักฐานคัมภีร์ใบลานจากสายจารีตต่าง ๆ เป็น ทางโครงการจึงจัดงานสัมมนาพระไตร-ปิฎกบาลีในหัวข้อเรื่อง “การสืบทอดพุทธธรรม จากพุทธกาลสู่ โลกปัจจุบัน” ขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๖ เพื่อเปิดตัวพระไตรปิฎก-บาลีเล่มสาธิตดังกล่าว โดยได้รับเกียรติจาก นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิจากนานาประเทศมาให้ความรู้เกี่ยวกับการสืบทอดพระไตรปิฎก บาลีตั้งแต่ยุคมุขปาฐะ การสวดทรงจำด้วยปากเปล่า การจารจารึกเป็นลายลักษณ์อักษรลงบนวัสดุต่าง ๆ การ ตีพิมพ์บนกระดาษ และการเก็บรักษาพระไตร-ปิฎกในรูปแบบดิจิทัล นอกจากนี้ภายในงานยังจัดแสดง นิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับการสืบทอดพุทธธรรมตั้งแต่ยุคพุทธกาลจนถึงยุคปัจจุบันให้ ผู้สนใจทั่วไปเข้าชม ด้วย
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๒๑ ภาพที่ ๘ นิทรรศการพระไตรปิฎกจัดแสดงไว้ที่สภาธรรมกายสากล ขณะนี้ โครงการพระไตรปิฎกได้นำนิทรรศการดังกล่าวมาจัดแสดงไว้ที่สภาธรรมกายสากล ท่านที่สนใจ ศึกษาเพิ่มเติมสามารถเข้าชมได้ที่เสา N๒๔ (ฒ ๒๔) ทุกวันอาทิตย์ ๕. ความสำคัญของพระไตรปิฎก พระไตรปิฎก คือ ที่รวบรวมพระธรรมวินัยคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่าเป็นพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า นี่แหละคือศาสดาของชาวพุทธทั้งหลาย เราจึงได้ถือกันมาเป็นหลักว่า จะต้องรักษา แล้วก็เล่าเรียน และปฏิบัติตามหลักคำสอนในพระไตรปิฎกนี้ พร้อมกันนั้นก็ใช้คำสั่งสอน คือพระธรรมวินัยในพระไตรปิฎกนี้แหละ เป็นหลักเป็นเกณฑ์มาตรฐานใน การตัดสินความเชื่อถือและการประพฤติปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนทั้งหลายว่า เป็นพระพุทธศาสนาหรือไม่ ถ้า ไม่เป็นไปตามที่ได้รวบรวมประมวลสังคายนาและรักษาสืบต่อไว้ในพระไตรปิฎก หรือคลาดเคลื่อนจากนั้น ก็ ไม่ใช่พระพุทธศาสนา ถ้าถูกต้องตามนั้นก็เป็นพระพุทธศาสนา สิ่งที่เราเล่าเรียนปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นด้านวินัยของพระภิกษุสงฆ์ เช่น การบวช การมีโบสถ์ การสร้างกุฏิ การกรานกฐิน และสังฆกรรมต่าง ๆ การใช้ไตรจีวรของพระภิกษุ การที่พระภิกษุทำอะไรได้หรือไม่ได้ การที่ จะต้องอาบัติต่าง ๆ มีปาราชิก เป็นต้น หรือการที่ชาวบ้านจะทำบุญทำทาน คำว่าทานก็ดี คำว่าบุญก็ดี เรื่องศีล เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญาไตรสิกขา ภาวนาต่าง ๆ ขันธ์ ๕ ไตรลักษณ์ อริยสัจจ์ ตลอดถึงพระนิพพาน ก็ล้วนมา จากพระไตรปิฎกทั้งนั้น ถ้าไม่มีพระไตรปิฎก เราก็ไม่รู้จักถ้อยคำเหล่านี้เลย และพระภิกษุก็ไม่มีมาตรฐานที่จะ วัดว่าตัวประพฤติปฏิบัติอย่างไรถูกล้วนดูจากพระไตรปิฎก ถ้าไม่มีพระไตรปิฎก เราก็ไม่รู้จักถ้อยคำเหล่านี้เลย และพระภิกษุก็ไม่มีมาตรฐานที่จะวัดว่า ตัวประพฤติปฏิบัติอย่างไรถูก อย่างไรผิด อะไรเป็นอาบัติปาราชิก อะไร เป็นอาบัติสังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ไม่มีพระไตรปิฎกเสียอย่างเดียว เป็นอันหมดสิ้น คือหมดสิ้น พระพุทธศาสนานั่นเอง เป็นอันว่า เมื่อพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ เราก็ฟังคำสั่งสอนของพระองค์จากพระพุทธเจ้าโดยตรง แต่เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว เราต้องการพระพุทธศาสนา คือ ต้องการคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เราจะ
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๒๒ ไปเอาจากที่ไหน ก็ต้องไปเอาจากที่ท่านรวบรวมประมวลไว้ ซึ่งถ่ายทอดสืบต่อกันมาในพระไตรปิฎก เพราะ พระไตรปิฎกเป็นที่รักษาสืบทอดพระพุทธศาสนาไว้ หรือรักษาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไว้ พระไตรปิฎก เป็นคัมภีร์ที่สำคัญที่สุดของพระพุทธศาสนา เนื่องจากได้บรรลุหลักคำสั่งสอน ซึ่งมีอยู่ ทั้งสิ้น ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์ไว้ โดยจัดเป็นหมวดหมู่ได้ ๓ หมวดหมู่ตามลักษณะเนื้อหา ดังนี้ ๑. หมวดพระวินัย เรียกว่า พระวินัยปิฎก ๒. หมวดพระสูตร เรียกว่า พระสุตตันตปิฎก ๓. หมวดพระอภิธรรม เรียกว่า พระอภิธรรมปิฎก การที่พระไตรปิฎกเป็นคัมภีร์ที่รวบรวมหลักคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาไว้ทั้งหมด ทำให้ชาวพุทธทุกคน รวมทั้งคนในศาสนาอื่น ๆ ได้ศึกษาความเป็นมาของพระพุทธศาสนาได้อย่างกว้างขวางและเข้าใจดีอย่างยิ่งขึ้น แม้ว่าจะไม่ได้เกิดในสมัยพุทธกาลก็ตาม และเราก็สามารถเชื่อได้สนิทใจว่า คำสอนต่าง ๆ ที่ปรากฏใน พระไตรปิฎกนั้นเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ผู้เป็นบรมครูของโลกอย่างแน่นอน ทั้งนี้ เนื่องจากในคราวสังคายนาครั้งที่ ๑ พระอานนท์ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า พระพุทธเจ้าทรง อนุญาติให้ยกเลิกสิกขาบท ( ศีล ) เล็กน้อยเสียบ้างก็ได้ แต่ที่ประชุมหาข้อยุติไม่ได้ว่าสิกขาบทเล็กน้อยนั้นคือ อะไร และหากจะถอนสิกขาบทเล็กน้อยตามที่พระพุทธเจ้าอนุญาติก็จะถูกติเตียนจากผู้อื่นได้ว่า ปฏิบัติตาม เฉพาะเมื่อพระพุทธเจ้าดำรงพระชนม์อยู่เท่านั้น พอพระพุทธเจ้าปรินิพพานก็ยกเลิกเสีย ที่ประชุมจึงมีมติไม่ให้ ถอนสิกขาบทใด ๆ ทั้งสิ้นและปฏิบัติตามเหมือนเมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าดำรงพระชนม์อยู่ ซึ่งพระพุทธศาสนาใน ประเทศไทยในปัจจุบันก็เป็นนิกายที่สืบต่อเนื่องมาจากกลุ่มนี้ พระไตรปิฎก เป็นคัมภีร์พระพุทธศาสนา ที่มีข้อความมากที่สุดคัมภีร์หนึ่ง การศึกษาพระไตรปิฎก จึง ก่อให้เกิดประโยชน์มากมายแก่ผู้ศึกษา ดังนี้ ๑. มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ ชัดเจน ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา เนื่องจากพระไตรปิฎก ถือเป็นคัมภีร์แม่บทของคัมภีร์ทุกชนิดในพระพุทธศาสนา ข้อความในคัมภีร์ใดที่ขัดแย้งกับข้อความใน พระไตรปิฎก ถือว่าไม่ถูกต้องเป็นโมฆะ ดังนั้น เมื่อเราศึกษาข้อความธรรมจากคัมภีร์หรือหนังสือธรรมะใด ๆ ก็ตาม หากมีความสงสัยว่าธรรม นั้นถูกต้องหรือไม่ ความหมายที่แท้จริงเป็นอย่างไร ก็สามารถตรวจสอบได้จากคัมภีร์พระไตรปิฎก ถ้าถูกต้อง สอดคล้องกับพระไตรปิฎกก็สามารถเชื่อถือและนำไปอ้างอิงได้แต่ถ้ามีความแตกต่างกันก็จะต้องยึดถือคัมภีร์ พระไตรปิฎกเป็นเกณฑ์ไว้ก่อน ด้วยเหตุนี้การศึกษาพระไตรปิฎกจึงทำให้เกิดความมั่นใจในหลักคำสั่งสอนหรือ ข้อความที่ศึกษานั้นว่าเป็นพุทธธรรมที่ได้รับการถ่ายทอดสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าจริง ๆ ๒. มีความเห็นถูกต้องและปฏิบัติถูกต้องตามหลักการของพระพุทธศาสนา คุณค่าหรือประโยชน์ข้อนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องนั่นเอง ๓. ได้รับผลจากการปฏิบัติที่จะเกิดขึ้นอย่างเต็มที่ไม่บกพร่อง เช่น การมีความเพียรพยายาม ที่ถูกต้อง ก็จะให้ประสบความสำเร็จได้ (วิริเยนะ ทุกขะมัจเจติ) ซึ่งหากเราไม่รู้หลักการทำความเพียรพยายามที่ถูกต้อง ก็ จะทำให้ปฏิบัติอย่างผิด ๆ และส่งผลต่อไป คือ การได้รับผลของความเพียรพยายามน้อยหรือไม่ได้รับเลย
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๒๓ อนึ่ง คุณค่าหรือประโยชน์ที่ได้รับจากการศึกษาพระไตรปิฎกในภาพรวมก็คือ การมีความรู้ความเข้าใจ หลักพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง ปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง และได้รับผลของการปฏิบัติอย่างเต็มที่สมควรแก่ การปฏิบัติ จากที่กล่าวมาจะเห็นว่า พระไตรปิฎกมิใช่คัมภีร์ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใคร ๆ ไม่อาจแตะต้องได้หรือใส่ตู้ไว้บูชา อย่างที่เข้าใจกัน เพราะหากเป็นเช่นนั้น ความรู้ต่าง ๆ ที่บรรจุในพระไตรปิฎกก็จะไร้ค่าทั้งอาจจะทำให้เกิดการ นับถือพระพุทธศาสนาในทางที่ผิดได้ คำสั่งสอนในพระไตรปิฎก มีคุณค่าสูง ในการยกระดับความประพฤติทางกาย วาจา และยกระดับ คุณธรรมทางจิตใจให้สูงขึ้น มีคำสอน ที่อำนวยประโยชน์แก่บุคคลทั่วไป เช่น ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และ สังคม ที่เรียกว่า ประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์ที่มีศีลธรรมเป็นพื้นฐาน ที่เรียกว่า ประโยชน์อนาคต เพราะช่วย ให้มีความเจริญยั่งยืนติดต่อไปนานไกล ไม่ล่มสลายเสีย เพราะความประพฤติชั่วช้าทุจริต และประโยชน์สูงสุด ที่เรียกว่า ประโยชน์อย่างยิ่ง สามารถดับความทุกข์ ความเดือดร้อนทั้งปวงได้ เพราะคุณธรรมคือ การละเว้น ความชั่ว การประพฤติความดี และการชำระจิตใจของตนให้สะอาด ดังนั้น การปฏิบัติต่อพระไตรปิฎกที่ถูกต้อง คือ การตั้งใจและสนใจศึกษาค้นคว้าหาความรู้ต่าง ๆ ใน พระไตรปิฎกอย่างจริงจัง นำความรู้ในพระไตรปิฎกไปเผยแผ่แก่ผู้อื่น รวมทั้งปฏิบัติตามคำสอนที่ปรากฏใน พระไตรปิฎก อันจะเป็นผลให้พระพุทธศาสนาเผยแผ่ยั่งยืนต่อไป รวมทั้งผู้ปฏิบัติจะได้รับผลของการปฏิบัติ ตามสมควรแก่การปฏิบัตินั้น ภาพที่ ๙ หอไตร หรือเรียกว่า หอพระธรรม พระไตรปิฎกมีความสำคัญต่อการสืบสานหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ให้คนรุ่นต่อไปได้ศึกษาและ สืบทอดต่อ โดยวิธีการเก็บรักษาพระไตรปิฎกนั้น นิยมเก็บไว้ในตู้ไม้ทรงสูง และสร้าง “หอไตร” หรือเรียกว่า “หอพระธรรม” ไว้กลางสระน้ำในบริเวณวัด เพื่อเก็บรักษาพระไตรปิฎกให้ปลอดภัยจากมด ปลวก แมลงและ สัตว์ต่าง ๆ รวมถึงป้องกันความเสียหายจากเพลิงไหม้อีกด้วย
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๒๔ ภาพที่ ๑๐ อัญเชิญพระไตรปิฎกเก่าแก่ที่สุดในโลก สู่พุทธคยาอินเดีย การอัญเชิญพระไตรปิฎกและสร้างหอไตรให้กับวัดที่ยังไม่มีหอไตร ตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนา ถือเป็นการสร้างบุญ สร้างกุศล เพื่อรักษาสืบทอดหลักธรรมให้คงอยู่ ๖. สารสนเทศทางพระพุทธศาสนายุคปัจจุบัน พระพุทธศาสนาได้กำเนิดขึ้นมาในชมพูทวีปหรือประเทศอินเดียในวันที่เจ้าชายสิทธัตถะ ได้ตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้าขึ้น๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปีและได้เสด็จไปแสดงพระธรรม เทศนาแก่พระสาวก ทั้งหลายโดยใช้การเทศนาสอนเป็นหลักคำพูดวาจาการเจอซึ่งหน้าเป็นต้น และเมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป การติดต่อสื่อสารก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตามรูปแบบของความเป็นอยู่ สื่อสมัยใหม่เป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัย เจริญก้าวหน้าเป็นอย่างมากถือเป็นสิ่งสำคัญที่เป็นตัวกำหนด ให้สังคมเปลี่ยนแปลงตามและก็มีอิทธิพลต่อ พระพุทธศาสนาเป็นอย่างมากหากใช้สื่อไปในทางที่ ดีก็จะมีประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและหากใช้ในทางที่ ผิดก็เปรียบได้ดังดาบสองคมย่อมเกิด ผลเสียต่อพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกันเพื่อสะท้อนภาพความสำคัญของ สื่อในฐานะที่มีพลังในการที่จะเปลี่ยนแปลงหรือปฏิวัติพระพุทธศาสนา ๖.๑ วิธีการเผยแผ่ของพระพุทธศาสนาในครั้งพุทธกาล วิธีการเผยแผ่ของพระพุทธเจ้าในครั้ง พุทธกาล มีปณิธาน หรือแนวทางที่ชัดเจน โดยจะ จำแนกเป็นสองส่วนคือ ๑) พุทธวิธีการเผยแผ่ของพระพุทธเจ้า ที่แบ่งเป็น ๒ ส่วนคือส่วนที่ พระพุทธเจ้าสอนเผยแผ่ เช่น หลักธรรม คำสอน และข้อความที่สอนว่าพระพุทธเจ้าสอนอย่างไร เช่น สอนธรรมจักรกัปปวัตสูตร แก่ปัญจ วัคคีย์ จากนั้นสอนอนัตลักขณะสูตร แก่พระปัญจวัคคีย์ ที่บวชแป็นพระภิกษุแล้ว สอนอนุปุพพิกถา แก่พระย สะ ที่กำลังประสบปัญหาชีวิต วุ่นวายสับสน หาทางออกไม่เจอ การให้คำปรึกษา การแนะนำ หรือการเทศน์จึง เกิดขึ้นด้วยเงื่อนไขดังกล่าว ดังนั้นวิธีการของพระพุทธเจ้าในฐานะเป็นศาสดา เน้นการสอนการเผยแผ่ที่เป็น แบบเฉพาะหน้า เป้าหมายและวิธีการจึงเป็นไปตามสถานการณ์ คือเริ่มตั้งแต่สอนกับบุคคลเดียว สอนเป็นหมู่ คณะ หรือสอนกับผู้เป็นผู้นำสูงสุดเป้าหมายเพื่อการเชื่อมโยงแชร์สัดส่วนของศาสนิก ดังกรณีการ เข้าไปใน สำนักของชฎิล ๓ พี่น้อง ที่มีสาวกรวมกัน ๑ พันคนโดยประมาณ เมื่อได้สาวกเหล่านี้แล้ว ก็ไปเผยแผ่กับพระ เจ้าแผ่นดินผู้ครองแคว้น เป้าหมายเพื่อต้องการมวลชนที่เนื่องด้วยพระราชา และบุคคลที่นับถือชฎิล เป็นต้น
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๒๕ ทั้งหมดเป็นวิธีการเข้าถึงมวลชน ซึ่งจัดอยู่ในส่วนของ Massage หรือตัวสาร พุทธวิธี แนวทาง หรือช่องทางใน การสื่อสาร ในส่วนของ ๒) วิธีการเผยแผ่ของสงฆ์ สาวก ๓) หลักธรรมกับผู้เผยแผ่ ในความหมายนี้ จึงสะท้อนบุคลิกภาพของพระพุทธเจ้า ที่ต้อง ประกอบด้วยไปด้วยความความเป็นผู้รู้ ดังศัพท์ว่า “สัพพัญญู” แปลว่า ผู้สอน ผู้เผยแผ่ต้องมี ความรู้ รวมทั้งผู้ เผยแผ่ต้องเป็นผู้ที่อาจาระ ดังที่ใช้คำว่า “สุปฏิปนฺโน” ดังนั้นการเป็นนักเผยแผ่ เฉพาะบุคคลที่เป็นผู้เผยแผ่ จะต้องเป็นบุคคลที่มีลักษณะของการเป็นนักเผยแผ่อย่างแท้จริง คือรู้ ดี อาจาระ ดี วิธีการของการเป็นนักเผย แผ่คือต้องรู้ดี ปฏิบัติดี เจตจาดี และวางเป้าหมายเผื่อ การเผยแผ่ไปดี ดังนั้นคุณสมบัติที่สอบทานจากข้อมูลใน การศึกษาในชั้นหลังให้คุณสมบัติของการ เป็นนักเผยแผ่ของพระพุทธเจ้าไว้พระพุทธศาสนาสืบทอดมาหลาย พันปีชี้ชัดได้ว่ามีการสืบ ทอด การสอน เผยแผ่ หรือการสื่อสารคำสอนของพระพุทธศาสนาไปยังพุทธศาสนิกชน ด้วย วิธีการท่องจำแบบดั้งเดิม จนมาถึงการใช้เทคโนโลยีสารเทศ อินเทอร์เน็ต เครือข่ายสังคม ออนไลน์ดัง ปรากฏเช่นปัจจุบัน เป้าหมายเพื่อช่วยเผยแผ่ พระธรรมของพระพุทธศาสนาในโลก ยุคสมัยใหม่ ในส่วนวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ที่เป็นหลักการ อุดมการณ์ และแนวปฏิบัติในการ เผยแผ่ หลักการทางพระพุทธศาสนาวางไว้คือ (๑) อนูปวาโท ไม่ว่าร้ายใคร ไม่โจมตีใคร ไม่โจมตี ศาสนาอื่น แต่ใช้ปัญญาบอกว่า พระพุทธศาสนาดี อย่างไร (๒) อนูปฆาโต ไม่ทำร้ายใคร ไม่ใช้ กำลังเพื่อไปบังคับให้ใครเชื่อ ไม่ทำร้าย ยึดหลักอหิงสาธรรม คือ ไม่ เบียดเบียน ใช้ปัญญาในการ อ้างเหตุผล จนกระทั่งผู้ฟังอยากลงมือ ปฏิบัติด้วยตนเอง (๓) ปาฏิโมกฺเข จ สํวโร มีความสำรวม ในศีลและมารยาทให้ดี (๔) มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ รู้จักประมาณในการรับประทาน รวมไปถึง การใช้สอย ปัจจัยสี่ จะได้เป็น ทางมาแห่งความเคารพเลื่อมใสของผู้ได้พบเห็น (๕) ปนฺตญฺจ สย นาสนํ นั่งนอนใน ที่สงบ นักปฏิบัติธรรมต้องรักความสงบ และรักในการอยู่ในที่สงบ (๖) อธิจิตฺเต จ อาโยโค ประกอบความเพียรในอธิจิต ต้องหมั่นฝึกสมาธิเพราะ สมาธิ คือ แก่นของการ ได้บรรลุ มรรคผลนิพพาน เมื่อจำเพาะไปที่ คุณสมบัติภายในของผู้เผยแผ่ (๑) ปณิธาน นักเผยแผ่พึงตั้ง จิตไว้ แสดงด้วยเมตตาจิต หวังอนุเคราะห์ ไม่ใช่เพื่อหวังลาภสักการะและ ไม่แสดงธรรมกระทบ ใครให้เสียหาย หรือตำหนิตรง ๆ ทำให้ผู้ฟังเกิดความไม่พอใจ (๒) ปฏิสัมภิทา ความเข้าใจปัญญา แตกฉานในอรรถะ (เนื้อหาสาระ) เข้าใจในธรรม (อธิบาย ย่อหรือ พิสดารได้) เข้าใจในหลักนิรุกติ (การช่ำชองในภาษา) และเข้าใจในหลักปฏิภาณ คือ ไหวพริบในการแก้ปัญหา เฉพาะหน้า (๓) พหูสูต การคงแก่เรียน การได้ฟังมาก จำได้ คล่องปาก เพ่งพินิจให้ขึ้นในใจของตนและ สามารถ ขบคิดได้ด้วยทฤษฎี คือ เห็นตามได้ด้วยเหตุผลที่เป็นจริง
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๒๖ (๔) การรู้จักแสดงธรรมไปตามขั้นตอน การแสดงธรรมไปโดยคำนึงถึงภาวะของผู้ฟังเป็นหลัก โดยเริ่ม จากสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา ไป จนถึงพิจารณาเห็นด้วยปัญญาภายในของตน ได้แก่ เล่าเรื่องทานกถาให้ฟังก่อน (การให้ทาน) ชี้แจงผลดีของการเป็นคนมีศีล มีความประพฤติเรียบร้อย ดีงาม จากนั้นก็เล่าเรื่องสวรรค์ คือ ความสุขใจให้ฟังถัดมา และโยงไปเรื่องโทษของกามที่ทำให้มนุษย์ ต้องทุกข์กายทุกข์ใจอยู่นี้ ข้อ สุดท้าย ชี้แจง ทางออกจากกามหรือทางออกจากทุกข์ โดยวิธีการ สลัดทิ้งกาม ดังนั้นที่ยกมาในประเด็นนี้มองไปที่วิธีการเผย แผ่พระพุทธศาสนาด้วยเงื่อนไขของจำนวน สมาชิกและเทคโนโลยีและเงื่อนไข แต่เมื่อพูดถึงภาพรวมของวิธีการ เผยแผ่พระพุทธศาสนาจะ เน้นการสื่อสารเพื่อความรู้ เพื่อประโยชน์ เทคโนโลยีสารสนเทศกับการเผยแผ่พุทธศาสนา ในปัจจุบัน การสื่อสารมีการพัฒนาไปถึงระดับ เครือข่ายทั่วโลก (Internet) การส่งข้อมูล ไป เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา รวดเร็ว และกระจายไปทั่วโลกอย่างไร้ พรมแดน ในส่วนการเผยแผ่ พระพุทธศาสนาก็ต้องอาศัยสื่อทางสารสนเทศ อินเตอร์เน็ต และออนไลน์ ที่ สะดวกในการผลิต เผยแผ่ได้อย่างกว้างไกล เข้าถึงคนได้เป็นจำนวนมาก และในวงกว้าง แต่ประชาชนบางคนยัง มอง พระสงฆ์ที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการใช้อินเทอร์เน็ตในทางที่น่าสงสัยว่า อาจจะ ไม่ใช้ในการจัดทำ เนื้อหาทาง ศาสนาอย่างเดียว พระสงฆ์บางกลุ่มหากไม่มีกฎระเบียบในการใช้ อินเทอร์เน็ต อาจจะก่อให้เกิดความเสียหาย ได้ง่าย ดังนั้น คณะสงฆ์ควรมีองค์กรสนับสนุน ควบคุมดูแลการใช้ อินเทอร์เน็ต ด้วยมีแนวโน้มว่าวัดต่าง ๆ จะ เผยแผ่พระพุทธศาสนา ทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้น เพราะจำนวนวัด ในปี พ.ศ.๒๕๔๙ มี ๗๐๙ เว็บไซต์ แต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ พบว่ามีถึง ๑,๐๒๖ เว็บไซต์ และในปัจจุบันมีวัดจากข้อมูลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกว่า ๔ หมื่นวัด สัดส่วนของ สื่อออนไลน์ของวัดจะเพิ่มขึ้นและมีช่องทางในการสื่อสารมากขึ้นดังปรากฏในสื่อ ออนไลน์ชนิดต่าง ๆ เป็นต้น ดังนั้นโลกยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีสารสนเทศและระบบอินเทอร์เน็ตจะเป็นปัจจัย สำคัญ ของการศึกษาในอนาคต ในปัจจุบันจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีในการดำเนินชีวิต ในการ ทำงานและสนองความต้องการเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุข แม้คำสอนทางศาสนาจะพยายาม ตีความและอธิบาย ด้วยเทคโนโลยี มีนักคิดบางท่านพยายามอธิบายหลักคำสอนใน พระพุทธศาสนา เพื่อให้เชื่อมโยงกับโลก แห่ง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีการตีความให้เข้ากับ ยุคสมัย ในงานของอนุช อาภาภิรม เรื่องเทคโนโลยีกับ สวรรค์ ความว่า “ความก้าวหน้าทาง วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีปัจจุบันสามารถสร้างสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สำหรับผู้คนในโลกได้แล้ว” ในปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับมนุษย์ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้สังคมต้อง สัมพันธ์กับ เทคโนโลยี ทำให้โลกต้องมีสภาวะที่แปรเปลี่ยนไป จากสังคมเกษตรอุตสาหกรรม มาเป็นสังคม แห่ง ข้อมูลสารสนเทศ ทำให้คนทั่วโลก ติดต่อกันได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น แสดงถึง ความเจริญที่ สำคัญของยุค แต่ ไม่ว่าจะเรียกเป็นยุคอุตสาหกรรมก็ดีเป็นยุคอวกาศก็ดี หรือ จะเป็นยุคที่กำลังมีศัพท์ขึ้นมาใหม่ว่ายุคสารสนเทศ คือ ยุคข้อมูลข่าวสาร สื่อใหม่กับการเผยแผ่พระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนามีอายุยืนยาวมาได้หลายพันปีแสดงถึงว่ามี การสืบทอดการสอนเผยแผ่ หรือการสื่อสารคำสอนของพระพุทธศาสนาไปยังพุทธศาสนิกชนด้วยวิธีการท่อง จดจำแบบดั้งเดิม จนมาถึงการใช้เทคโนโลยีสารเทศอินเทอร์เน็ตเครือข่ายสังคมออนไลน์ในยุคนี้เพื่อช่วยเผยแผ่ พระธรรมของพระพุทธศาสนาในโลกยุคปัจจุบันและหลักการและวิธีการในการเผยแผ่มีดังต่อไปนี้ ๑. หลักการ เผยแผ่ตามหลักพระพุทธศาสนา การเผยแผ่คือการทำให้ขยายออกไปการทำให้ขยายวงกว้างออกไปทำให้
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๒๗ แพร่หลาย ออกไปการเผยแผ่พระพุทธศาสนาจึงได้แก่การดำเนินงานเพื่อให้หลักธรรมคำสั่งสอนใน พระพุทธศาสนาแพร่หลายออกไปในทุกสารทิศมีผู้ศรัทธาเลื่อมใสเคารพยำเกรงในพระรัตนตรัย น้อมนำเอา หลักธรรมในพระพุทธศาสนาไปประพฤติปฏิบัติมีหลักการใหญ่ ๆ ดังนี้ ๑.๑ หลักประโยชน์๓(สำนิ.(ไทย)๑๖/๖๗/๓๕) การประกาศพระพุทธศาสนาโดย ยึดหลักประโยชน์ และความสุขของมหาชนเป็นที่ตั้งถือเป็นวัตถุประสงค์หลักในการเผยแผ่ พระพุทธศาสนาดังที่พระพุทธเจ้าทรง ประทานโอวาทให้แก่เหล่าพระสาวกชุดแรกที่ทรงส่งให้ไป ประกาศพรหมจรรย์ว่า“พวกเธอจงเที่ยวจาริกเพื่อ ประโยชน์และความสุขแก่ชนหมู่มากเพื่อ อนุเคราะห์โลกเพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ทวยเทพและ มนุษย์พวกเธออย่าได้ไปร่วม ทางเดียวกันสองรูปจงแสดงธรรมงามในเบื้องต้นงามในท่ามกลางงามในที่สุดจง ประกาศ พรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะครบบริบูรณ์บริสุทธิ์” ๑.๒ หลักไตรสิกขา(ที.ปา.(ไทย)๑๑/๒๒๘/๒๓๑) หลักการที่สำคัญอีกประการคือ ไตรสิกขาคือสิ่งที่ เรียกว่าความงามในเบื้องต้นได้แก่ศีลงามในท่ามกลางได้แก่สมาธิงามในที่สุด ได้แก่ปัญญาปรากฏในพระดำรัสที่ ส่งสาวกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนารุ่นแรกซึ่งถือเป็นหลักการสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาการดำเนินงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ฟังได้นั้น หลักนี้ถือเป็นหลักใหญ่ที่ครอบคลุมการปฏิบัติให้บรรลุประโยชน์ที่ตน พึงปรารถนาดังปรากฏใน เมตตาสูตรขุททกนิกายว่า“ผู้ฉลาดในประโยชน์มุ่งหวังบรรลุสันตบทควรบำเพ็ญ กรณียกิจ ควรเป็นผู้อาจหาญซื่อตรงเคร่งครัดว่าง่ายอ่อนโยนและไม่เย่อหยิ่งควรเป็นผู้สันโดษเลี้ยงง่าย มีกิจ น้อยมีความประพฤติเบามีอินทรีย์สงบมีปัญญารักษาตนไม่คะนองไม่ติดในตระกูลทั้งหลาย อนึ่งไม่ควรประพฤติ ความเสียหายใด ๆ ที่จะเป็นสาเหตุให้วิญญูชนเหล่าอื่นตำหนิเอาได้” ๑.๓ ศักยภาพของมนุษย์พระพุทธเจ้าถือหลักว่ามนุษย์เป็นผู้ฝึกได้มนุษย์สามารถ ที่จะรู้ตามได้ถ้าเขาได้ ฝึกฝนตนตามหลักการที่แสดงการมองเช่นนี้เป็นการมองที่ศักยภาพทาง ปัญญาของมนุษย์มากกว่ามองในแง่ ความแตกต่างในด้านทางร่างกายซึ่งถือเป็นหลักใหญ่หลักหนึ่ง ที่นำไปสู่การรับสมาชิกการพยายามที่จำให้เห็น อุดมการณ์ที่เป็นเหมือนการมองมนุษย์ทุกคน ที่จิตใจมากกว่ามองรูปลักษณ์ที่แสดงออกมาภายนอกอันจะนำ ไปสู่การรับฟังคำสอนและนำไป ปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ ๖.๒ วิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนา วิธีการที่ ๑ อนูปวาโท ไม่ว่าร้ายใครไม่โจมตีใครไม่โจมตีศาสนาอื่นแต่ใช้ปัญญา บอกว่า พระพุทธศาสนาดีอย่างไร วิธีการที่ ๒ อนูปฆาโต ไม่ทำร้ายใครไม่ใช้กำลังเพื่อไปบังคับให้ใครเชื่อไม่ทำร้าย ยึดหลัก อหิงสาธรรมคือไม่เบียดเบียนใช้ปัญญาในการอ้างเหตุผลจนกระทั่งผู้ฟังอยากลงมือ ปฏิบัติด้วยตนเอง วิธีการที่ ๓ ปาฏิโมกฺเขจสวโรมีความสำรวมในศีลและมารยาทให้ดี วิธีการที่ ๔ มตฺตญฺญุตาจภตฺตสฺมึ รู้จักประมาณในการรับประทานรวมไปถึง การใช้สอยปัจจัย สี่จะได้เป็นทางมาแห่งความเคารพเลื่อมใสของผู้ได้พบเห็น วิธีการที่ ๕ ปนตญฺจสยนาสน นั่งนอนในที่สงบนักปฏิบัติธรรมต้องรักความสงบ และรักในการ อยู่ในที่สงบ
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๒๘ วิธีการที่ ๖ อธิจิตฺเตจอาโยโค ประกอบความเพียรในอธิจิตต้องหมั่นฝึกสมาธิ เพราะสมาธิคือ แก่นของการได้บรรลุมรรคผลนิพพาน หลักการเกี่ยวกับเนื้อหาที่เผยแผ่ ๑. สอนจากรูปธรรมไปหานามธรรมสอนจากสิ่งที่รู้เห็นได้ง่ายเข้าใจกันอยู่แล้ว ไปยังสิ่งที่รู้เห็นได้ยาก หรือยังไม่เข้าใจเช่นสอนหลักอริยสัจ๔ทรงนำเอาทุกข์เป็นตัวปัญหาขึ้น แสดงก่อนเพราะเห็นได้ง่ายเข้าใจง่าย จากนั้นก็สาวไปหาเหตุของทุกข์แล้วโยงเข้าถึงการดับทุกข์ พร้อมบอกหนทางว่าจะดับทุกข์ได้อย่างไร ๒. สอนลุ่มลึกลงตามลำดับการสอนเรื่องจริงที่เคยรู้ไปสู่เรื่องจริงที่ผู้ฟังไม่เคยรู้มา ก่อนได้แก่สอนแบบ อนุปุพพิกถาไตรสิกขา ๓ เป็นต้นโดยท่านเปรียบเหมือนการเดินทางลงสู่ทะเล ๓. สอนด้วยอุปกรณ์เสริมยกเรื่องที่มาแสดงให้ดูเพื่อผู้ฟังเห็นด้วยตาด้วยหูเช่น สอนพระนันทะโดยทรง นำไปชมนางฟ้านางอัปสรที่สวยงามเนื่องจากท่านเป็นคนรัก ๖.๓ แนวทางในการใช้เทคโนโลยีในการเผยแผ่ ภาพที่ ๑๑ การใช้เทคโนโลยีในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา จากช่องทางในเรื่องเทคโนโลยี ทั้งทีวี สื่อเคลื่อนไหว และช่องทางอื่น ๆ จำนวนมาก Youtube Facebook หรือช่องทางอื่น ๆ Wiki ทำอย่างไร คณะสงฆ์จึงจะต้องเห็นความสำคัญ และผลิตนักผลิตข้อมูล การสื่อสาร หรือการสื่อสารเพื่อการเผยแผ่ เพื่อเพิ่มช่องทางในการเสื่อ สารให้เกิดขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อการ สื่อสารและการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นสำคัญ ในความหมายนี้ต้องการสะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมของเทคโนโลยีการสื่อสาร จะเป็น เครื่องอำนวยใน การบริหารจัดการให้เกิดการกระจายไปยังวงกว้างอันว่าด้วยแนวทางหรือหลัก คิดทางพระพุทธศาสนา จะถูก สื่อสารเพื่อประโยชน์ต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นสำคัญ เมื่อจำเพาะไปที่การออนไลน์ หรือโลกออนไลน์ จะทำให้เห็นว่าสื่อสังคมออนไลน์ (สำนักงาน ประชาสัมพันธ์, ๒๕๖๑: ๔-๖) ที่มีพื้นที่เข้าถึงกลุ่มคนในวงกว้าง และมีจำนวนมากได้กลายเป็น ช่องทางในการสื่อสารได้เป็นอย่างดี โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์ได้จำแนกกลุ่ม ของสื่อสังคม ออนไลน์ไว้ เช่น ๑) เวปบล็อก (Weblogs) เป็นสื่อส่วนบุคคลบนโลกออนไลน์ที่ใช้เผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ ข้อคิดเห็น บันทึกส่วนตัว แบ่งปันให้บุคคลอื่นๆ โดยผู้รับสารสามารถเข้าไปอ่าน หรือแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๒๙ แลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างผู้เขียนและผู้อ่านได้โดยไม่จำกัด ข้อคิดเห็น ในการแสดงเนื้อหาของบล็อกจะ เรียงลำดับจากเนื้อหาใหม่ไปสู่เนื้อหาเก่า ผู้เขียนและ ผู้อ่านสามารถค้นหาเนื้อหาย้อนหลังเพื่ออ่าน และแก้ไข เพิ่มเติมได้ตลอดเวลา เวปบล็อกที่ได้รับ ความนิยม เช่น Blogger, Exteen, Bloggang, ๒) Social Networking หรือเครือข่ายทางสังคมในอินเทอร์เน็ต ที่ใช้เชื่อมต่อระหว่าง บุคคล กลุ่ม บุคคล ใช้แลกเปลี่ยนและแบ่งปันข้อมูลแก่กันและกันทั้งด้านข้อมูลส่วนบุคคล กิจกรรมส่วนตัว การศึกษา ธุรกิจ การเมือง เช่น Facebook, Hi๕, Linked in, MySpace๓) บล็อกจิ๋ว (Micro Blogging) เป็นเว็บเซอร์วิส หรือเว็บไซต์ที่ให้บริการแก่บุคคลทั่วไป สำหรับให้ ผู้ใช้บริการเขียนข้อความสั้นๆ ประมาณ ๑๔๐ ตัวอักษร ที่ เรียกว่า “Status” หรือ “Notice” เพื่อแสดงสถานะของตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ หรือแจ้งข่าวสารต่างๆ แก่ กลุ่มเพื่อนในสังคม ออนไลน์ (Online Social Network) (Wikipedia, ๒๐๑๐) ก็เพื่อให้ผู้ใช้ที่เป็นทั้งผู้เขียน และ ผู้อ่านเข้าใจง่าย ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายคือ Twitter ๓) วีดีโอออนไลน์ (Online Video) เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการวิดีโอออนไลน์ เช่น Youtube โดยไม่เสีย ค่าใช้จ่าย ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายและขยายตัวอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีข้อมูลผู้ใช้ทั่วโลกเกือบ ๒ พันล้านบัญชีทั่วโลก ซึ่งเหมาะสมและสอดคล้องกับการเผย ๔) Poto Sharing เป็นเว็บไซต์ที่เน้นให้บริการฝากรูปภาพโดยผู้ใช้บริการสามารถอัพ โหลดและดาวน์ โหลดรูปภาพเพื่อนนำมาใช้งานได้ ที่สำคัญนอกเหนือจากผู้ใช้บริการจะมีโอกาส แบ่งปันรูปภาพแล้ว ยังสามารถ ใช้เป็นพื้นที่เพื่อเสนอขายภาพที่ตนเองนำเข้าไปฝากได้อีกด้วย ๕) Wikis เป็นเว็บไซต์ที่มีลักษณะเป็นแหล่งข้อมูลหรือความรู้ (Data/Knowledge) ซึ่ง ผู้เขียนส่วน ใหญ่อาจจะเป็นนักวิชาการ นักวิชาชีพหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านต่าง ๆ ทั้ง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ๖) Virtual Worlds การสร้างโลก จินตนาการโดยจำลองส่วนหนึ่งของชีวิตลงไป จัดเป็นสื่อสังคม ออนไลน์ที่บรรดาผู้ท่องโลกไซเบอร์ใช้เพื่อสื่อสารระหว่างกันบนอินเทอร์เน็ตใน ลักษณะโลกเสมือนจริง (Virtual Reality) เช่น สำนักข่าวรอยเตอร์ สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ต้องเสีย ค่าใช้จ่ายในการซื้อพื้นที่เพื่อให้บุคคลในบริษัท หรือองค์กรได้มีช่องทางในการนำเสนอเรื่องราว ต่าง ๆ ๗) Crowd Sourcing เป็นหลักการขอความร่วมมือจากบุคคลในเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยสามารถ จัดทำในรูปของเว็บไซต์ที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อค้นหาคำตอบและวิธีการแก้ปัญหา ต่าง ๆ ทั้งทางธุรกิจ การศึกษา การสื่อสาร ซึ่งอาจจะมีการดึงความร่วมมือจากเครือข่ายทางสังคม มาช่วยตรวจสอบข้อมูลเสนอ ความคิดเห็นหรือให้ข้อเสนอแนะ ๘) Podcasting คือ อุปสงค์หรือความต้องการส่วนบุคคล ส่วน “Broadcasting” เป็น การนำสื่อต่าง ๆ มารวมกันในรูปของภาพและเสียง Podcast เป็นการบันทึกภาพและเสียงแล้ว นำเข้าสู่เว็บเพจ (Web Page) เพื่อเผยแพร่ให้บุคคลภายนอก ที่สนใจดาวน์โหลดเพื่อนำไปใช้ ๑๐) Discuss / Review/ Opinion เป็นเว็บ บอร์ดที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถแสดงความ คิดเห็น โดยอาจจะเกี่ยวกับ สินค้าหรือบริการ ประเด็นสาธารณะ ทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เช่น Epinions, Moutshut, Yahoo!Answer, Pantip,Yelp ทั้งหมดที่ยกมาจึง เป็นระบบออนไลน์ที่เนื่องด้วยเทคโนโลยี ที่จะช่วยเป็นเครื่อง อำนวยในการสื่อสารและการเผยแผ่
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๓๐ พระพุทธศาสนา ดังนั้นประเด็นของการเผยแผ่ที่นับว่ามี ความสำคัญและจำเป็นต่อการสื่อสารและเผยแผ่ พระพุทธศาสนาจึงนับว่ามีความจำเป็นและมี ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการสื่อสารและการเผยแผ่ในช่วงสมัย ปัจจุบัน ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่มีพัฒนาทางด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็น เครื่องมือในการพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก แต่การใช้เทคโนโลยี สารสนเทศดังกล่าว ต้องเป็นไปอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์และเนื้อหา ที่มีลิขสิทธิ์รวมทั้ง ไม่เป็นการ บิดเบือนพระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาตามพระไตรปิฎก ข้อเสนอแนะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อประโยชน์ในการเข้าถึงและเผยแผ่ พระพุทธศาสนา มีดังนี้ ๑. ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลกอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาเว็บไซต์ห้องสมุดพระพุทธศาสนาโลก ให้ประสบความ สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ๒. การฝึกอบรมแก่พระสงฆ์สามเณร และผู้ที่สนใจโดยทั่วไป เกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ และ อินเทอร์เน็ต เพื่อการเข้าถึงและเผยแผ่พระพุทธศาสนารวมถึงกำหนดแนวปฏิบัติในการใช้ คอมพิวเตอร์และ อินเทอร์เน็ตที่เหมาะสม ถูกต้องตามพระธรรมวินัย สำหรับพระสงฆ์สามเณร ๓. ส่งเสริมและสนับสนุนให้วัด สำนักสงฆ์ที่มีความพร้อมเป็นที่ตั้งของศูนย์การเรียนรู้ ไอซีทีชุมชน และ เป็นศูนย์การศึกษาพระพุทธศาสนาผ่านระบบ E-Learning รวมถึงจัดเป็น สถานที่ปฏิบัติธรรมด้วย ๔. พัฒนา Course Ware หรือแอปพลิเคชันที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับธรรมะ สำหรับแท็บเล็ต และ โทรศัพท์เคลื่อนที่ เผยแพร่ในทุกระดับชั้นการศึกษา และประชาชนทั่วไปที่มีความสนใจ ๕. สนับสนุนให้วัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ มีเว็บไซต์ของวัด เพื่อเป็นการสื่อสารสองทางกับ ประชาชน ซึ่ง จะช่วยส่งเสริมให้คนมีความใกล้ชิดธรรมะมากขึ้น ทั้งนี้โดยภาครัฐควรเป็นผู้สนับสนุน ค่าใช้จ่ายในการจด ทะเบียนชื่อเว็บตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน วิวัฒนาการทางด้านการ ติดต่อสื่อสารได้มีการเปลี่ยนแปลงไป ตามลำดับ ปัจจุบันแม้ว่าจะได้มีการแปลหลักธรรมคำสอนออกเป็นภาษาต่าง ๆ ผ่านเทคโนโลยี สารสนเทศและ การสื่อสารหลากหลายรูปแบบและมีการเผยแพร่ไปยังประเทศต่าง ๆ เป็นภาษาต่าง ๆ ทั่วโลกจนอาจกล่าวได้ ว่ายุคนี้เป็นยุคที่ธรรมะไปไกลไปถึงทุกประเทศทุกมุมโลก
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๓๑ บรรณานุกรม กองวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย. (มปป.) พระไตรปิฎกเบื้องต้น. (มปท.) กัลยาณมิตรเพื่อนแท้สำหรับคุณ. (มปป.) พระไตรปิฎกเบื้องต้น. เข้าถึงเมื่อ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๖. เข้าถึงได้ จาก https://kalyanamitra.org/th/article_list.php?a=๑๔๐ ทรูปลูกปัญญา. (๒๕๖๐). คุณค่าของพระไตรปิฎกและลักษณะคำสั่งสอนทั่วไปในพระไตรปิฎก. เข้าถึงเมื่อ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๖. เข้าถึงได้จาก https://www.trueplookpanya.com/knowledge/ content/๖๐๑๔๑. ทศพนธ์นรทัศน์.(๒๕๖๑). ส่งเสริมการใช้ ICT ในการเข้าถึงและเผยแผ่พระพุทธศาสนาสู่สากล. เข้าถึงเมื่อ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๖ เข้าถึงได้จาก : https://www.gotoknow.org/posts/๕๑๐๗๖๑. ไทยรัฐออนไลน์. (๒๕๖๔). รู้จัก "พระไตรปิฎกคืออะไร" มีความสำคัญอย่างไร. เข้าถึงเมื่อ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๖ เข้าถึงได้จาก https://www.thairath.co.th/horoscope/belief/๒๒๓๐๖๖๖. บ้านจอมยุทธ. (มปป.). ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระไตรปิฎก.เข้าถึงเมื่อ ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๖.เข้าถึงได้จาก https://www.baanjomyut.com/library_๖/. พระฏุลากาญ กิตฺติคุตฺโต (วิชัย) (๒๕๖๑) สื่อใหม่กับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุคปัจจุบัน เข้าถึงเมื่อ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๖. เข้าถึงได้จาก : chrome- extension e://efaidnbmnnnibpcajpcg glclefindmkaj/file:///C:/Users/Windows%๒๐๑๑/Downloads/khemprapai,+%๗ B$userGroup%๗D,+๘%๒๐(๒).pdf. พระเทพโสภณ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). (มปป.).ความเป็นมาของพระไตรปิฎก ภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย.เข้าถึงเมื่อ ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๖.เข้าถึงได้จาก http://oldweb.mcu.ac.th/mcutrai/menu๑/menu๑_๑.htm พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). (๒๕๔๑). พุทธวิธีในการสอน. พิมพ์ครั้งที่ ๕ .กรุงเทพฯ : มูลนิธิ พุทธธรรม. พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). (๒๕๔๕). รู้จักพระไตรปิฎก เพื่อเป็นชาวพุทธที่แท้. เข้าถึงเมื่อ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๖. เข้าถึงได้จาก https://www.watnyanaves.net/en/book-reading/๓๗๑/๒. พิเชฐ ทั่งโต.(๒๕๖๓) เทคโนโลยีสารสนเทศกับยุทธศาสตร์เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ในยุคออนไลน์* เข้าถึงเมื่อ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๖ เข้าถึงได้จาก : chrome- Chrome- extension:// efaidnbmnnnibpcajpcglclefindmkaj มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (มปป.). ความสำคัญและการรักษาพระไตรปิฎก. เข้าถึงเมื่อ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๖. เข้าถึงได้จาก http://oldweb.mcu.ac.th/mcutrai/menu๒/menu๒_๑.htm. ศรีคำ บัวโรย. (๒๕๕๖). ศาสนศึกษา. สงขลา : ร้านเพื่อนเอกสาร. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). (๒๕๖๔). พระไตรปิฎกมีการรักษาสืบทอดมาถึงเราได้อย่างไร. เข้าถึงเมื่อ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๖. เข้าถึงได้จาก https://pagoda.or.th/tripitaka/๒๐๒๑-๐๘- ๑๐-๑๙-๐๔-๒๖.html.
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๓๒ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ ๑๖ เรื่องที่ ๒ พระไตรปิฎก และการชำระพระไตรปิฎก. (มปป.). คุณค่าของพระไตรปิฎก. เข้าถึงเมื่อ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๖. เข้าถึงได้จาก https://www.saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book= ๑๖&chap=๒&page=t๑๖-๒-infodetail๑๒.html. สำนักงานส่งเสริมพระกรรมฐาน สระบุรี.(๒๕๕๓). พระเจ้าอโศกมหาราช "อัครศาสนูปถัมภกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด" ของพระพุทธศาสนา. เข้าถึงเมื่อ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๖. เข้าถึงได้จาก http://www.madchima.org/forum/index.php?topic=๖๒๙.๐ สุพรรณกูล.(๒๕๖๑). การเผยแผ่พระพุทธศาสนากับเทคโนโลยีสารสนเทศ. เข้าถึงเมื่อ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๖ เข้าถึงได้จาก : http://www.phd.mbu.ac.th/index.php/๒๐๑๔-๐๘-๒๘- ๐๘-๕๗-๔/๑๐๖๒๐๑๔-๐๙-๒๐-๐๘-๒๗-๕๖. เสฐียรพงษ์ วรรณปก. (๒๕๖๑).ความเป็นมาของการตรวจชำระและจัดพิมพ์พระไตรปิฎก และ อรรถกถา ภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.เข้าถึงเมื่อ ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๖.เข้าถึงได้จาก http://oldweb.mcu.ac.th/mcutrai/menu๑/menu๑_๑๒.htm แสวง อุดมศรี. (มปป.).ความเป็นมาของการตรวจชำระและจัดพิมพ์พระไตรปิฎก และ อรรถกถา ภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.เข้าถึงเมื่อ ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๖.เข้าถึงได้จาก http://oldweb.mcu.ac.th/mcutrai/menu๑/menu๑_๑๒.htm
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๓๓ ภาคผนวก
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๓๔ คำถามท้ายเล่ม ๑. พระไตรปิฎกมีความหมายว่าอย่างไร ตอบ คัมภีร์หรือตำราที่รวบรวมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้เป็นหมวดหมู่ ไม่ให้กระจัด กระจาย คล้ายกระจาดหรือตะกร้าอันเป็นภาชนะสำหรับใส่ของ ๒. หากต้องการศึกษาศีลของพระภิกษุ หรือภิกษุณี ควรศึกษาในส่วนใดของพระไตรปิฎก ตอบ พระวินัยปิฎก ๓. การสืบทอดพระไตรปิฎกด้วยวิธีมุขปาฐะ คำว่า มุขปาฐะ ในที่นี้หมายถึงอะไร ตอบ มุขปาฐะ แปลว่า “ปากบอก” หรือบอกด้วยวาจา คือ เรียน-ท่อง-บอกต่อด้วยปาก ซึ่งเป็นการ รักษาไว้กับตัวคน เป็นการบอกเล่าต่อ ๆ กันมาด้วยปากเปล่า ไม่ได้เขียน หรือบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ๔. ในสมัยใดนับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ได้มีการจัดพิมพ์พระไตรปิฎกเป็นรูปเล่มหนังสือด้วยอักษรไทย ตอบ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ๕. เพราะเหตุใด จึงนิยมเก็บรักษาพระไตรปิฎกไว้ในตู้ไม้ทรงสูง และสร้าง “หอไตร” หรือเรียกว่า “หอพระ ธรรม” ไว้กลางสระน้ำในบริเวณวัด ตอบ เพื่อเก็บรักษาพระไตรปิฎกให้ปลอดภัยจากมด ปลวก แมลงและสัตว์ต่าง ๆ รวมถึงป้องกันความ เสียหายจากเพลิงไหม้ ๖. จงอธิบายคุณค่าหรือประโยชน์ที่ได้รับจากการศึกษาพระไตรปิฎก ตอบ การมีความรู้ความเข้าใจหลักพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง ปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง และได้รับ ๗. ในยุคของพระพุทธเจ้าก็ใช้วิธีการเผยแพร่คำสอนทางพระพุทธศาสนารูปแบบใด ตอบ มุขปาฐะ ๘. พระไตรปิฎก ประกอบด้วยกี่ส่วน ได้แก่อะไรบ้าง ตอบ พระไตรปิฎก ประกอบด้วย ๓ ส่วน คือ วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก อภิธรรมปิฎก ๙. ในปัจจุบันคำสอนทางพระพุทธศาสนาเผยแพร่ในเทคโนโลยีในช่องทางใดบ้าง ตอบ สื่อเทคโนโลยีผ่าน platform เช่น Youtube TikTok Facebook และเว็บไซต์ เป็นต้น ๑๐. การสังคายนาครั้งที่เท่าไร ที่มีการรวมแยกพระไตรปิฎกเป็น ๓ ส่วนอย่างสมบูรณ์ คือ พระวินัยปิฎก พระ สุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ตอบ การสังคายนาครั้งที่ ๓
รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่านตามรอยพระจริย ประวัติพัฒนาการของพระไตรปิฎก วัตร ๓๕ การนำเสนอและรูปเล่มฉบับอิเล็กทรอนิกส์