The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

๑. นางสาวศุภิสรา ปั้นจันทร์
๒. นางสาวณัฏฐา งามวิลัย
๓. นางสาวกนกกาญจน์ ลอยสนั่น
๔. นางสาวขวัญฤทัย คุ้มชะนุด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ลิณธิพัชร์, 2021-09-24 00:37:02

โครงงานเรื่อง วัฒนธรรมภาคเหนือ

๑. นางสาวศุภิสรา ปั้นจันทร์
๒. นางสาวณัฏฐา งามวิลัย
๓. นางสาวกนกกาญจน์ ลอยสนั่น
๔. นางสาวขวัญฤทัย คุ้มชะนุด

Keywords: 4/9

โครงงานภาษาไทย
เรอ่ื ง วัฒนธรรมภาคเหนือ

โดย

นางสาวศุภสิ รา ปั้นจนั ทร์ เลขที่ ๑๙
เลขที่ ๓๒
นางสาวณัฏฐา งามวลิ ยั เลขที่ ๓๕
เลขท่ี ๓๗
นางสาวกนกกาญจน์ ลอยสนัน่

นางสาวขวัญฤทยั คมุ้ ชะนุด

ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ ๔/๙

เสนอ
อาจารย์ณัฏฐณิชา แทบทาม

รายงานนี้เปน็ ส่วนหนง่ึ ของรายวชิ าโครงงานภาษาไทย รหสั ท ๓๐๒๐๑
ภาคเรยี นที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๔
โรงเรียนสิงหบ์ ุรี

สานักงานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษามัธยมศึกษาสงิ ห์บุรี อา่ งทอง

ช่ือโครงงาน วัฒนธรรมภาคเหนือ

ผจู้ ัดทา ๑. นางสาวศุภิสรา ปน้ั จนั ทร์

๒. นางสาวณัฏฐา งามวิลัย

๓. นางสาวกนกกาญจน์ ลอยสนั่น

๔. นางสาวขวัญฤทัย คุ้มชะนุด

อาจารยท์ ่ีปรึกษา อาจารย์ณฏั ฐณชิ า แทบทาม

ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๔

บทคัดยอ่

โครงงานภาษาไทย เรื่อง วัฒนธรรมภาคเหนือ จัดทาข้ึนเพ่ือศึกษารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ
วฒั นธรรมภาคเหนือ การดาเนินชีวิต และการอนุรักษ์วัฒนธรรมภาคเหนือ ดังน้ันผู้จัดทาจึงได้รวบรวมโดย
การเรียบเรียงเนื้อหา และอ้างอิงข้อมูลท่ีได้จากการศึกษาทางเว็บไซต์ต่างๆ โดยนาข้อมูลมาสรุปเพื่อ
นาเสนอให้แกผ่ ้ทู ต่ี อ้ งการจะศึกษาหรือสนใจ



กติ ตกิ รรมประกาศ

โครงงานภาษาไทย เรื่อง วัฒนธรรมภาคเหนือ มีการดาเนนิ การหลายขนั้ ตอนสาเรจ็ ลุลว่ งด้วยความ
กรุณาและความชว่ ยเหลอื อยา่ งสูงจาก อาจารย์ณฏั ฐณิชา แทบทาม ที่เป็นผู้เสนอแนะและให้ข้อมูลเพิ่มเติม
ขอขอบพระคณุ อย่างสงู

ขอขอบพระคณุ บดิ า มารดา และอาจารยป์ ระจาวชิ าตลอดจนผทู้ ่เี กีย่ วขอ้ งทุกท่านที่ไม่ได้กล่าวนาม
ไว้ ณ ท่ีนี้ ที่ได้ให้กาลังใจและมีส่วนช่วยเหลือโครงงานฉบับน้ีให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี ท้ายท่ีสุดคณะผู้จัดทา
โครงงานหวงั วา่ โครงงานฉบับนจี้ ะเปน็ ประโยชนไ์ มม่ ากกน็ ้อย

คณะผูจ้ ัดทา
๑๖ กนั ยายน ๒๕๖๔



สารบัญ หนา้

บทคดั ย่อ ก
กติ ติกรรมประกาศ ข
สารบัญ ค
สารบัญรูป จ
บทที่ ๑ บทนา ๑

ท่ีมาและความสาคัญของโครงงาน ๑
วัตถุประสงค์ในการศึกษา ๑
ขอบเขตของการศึกษา ๑
สมมติฐานในการศึกษา ๒
ประโยชน์ทคี่ าดวา่ จะไดร้ ับ ๓
บทที่ 2 เอกสารท่ีเก่ยี วขอ้ ง ๓
วัฒนธรรมทเ่ี กีย่ วกบั ท่ีอยอู่ าศัย ๔
วฒั นธรรมท่ีเกี่ยวกับศาสนา ๔
วัฒนธรรมที่เกีย่ วกบั ประเพณี ๔
วัฒนธรรมท่เี กย่ี วกบั อาหาร ๕
วัฒนธรรมที่เกี่ยวกบั การแต่งกาย ๕
วฒั นธรรมทเ่ี กย่ี วกบั ภาษา ๖
บทท่ี ๓ วธิ กี ารดาเนนิ การศึกษา ๖
เครอ่ื งมือที่ใช้ ๖
แหล่งศกึ ษาคน้ คว้า ๖
วิธกี ารศกึ ษา ๗
บทที่ ๔ ผลการศึกษา ๗
วัฒนธรรมท่ีเกย่ี วกบั ที่อยูอ่ าศัย ๙
วัฒนธรรมทีเ่ กย่ี วกบั ศาสนา ๑๐
วฒั นธรรมที่เกี่ยวกบั ประเพณี ๑๑
วฒั นธรรมทเี่ กี่ยวกับอาหาร ๑๒
วัฒนธรรมที่เกย่ี วกับการแตง่ กาย ๑๒
วฒั นธรรมท่ีเกยี่ วกบั ภาษา



สารบญั (ตอ่ ) หนา้

บทที่ ๕ สรปุ ผลการศกึ ษา ๑๕
ประโยชน์ทไี่ ดร้ บั จากการทาโครงงาน ๑๕
การนาผลการศกึ ษาไปใช้ ๑๕
ข้อเสนอแนะ ๑๕
๑๖
บรรณานกุ รม ๑๗
ภาคผนวก



สารบญั รปู หนา้

รูปที่ ๑ บ้านท่ีอยู่อาศัยของภาคเหนอื ๑๘
รปู ที่ ๒ กาแล ๑๘
รูปที่ ๓ การบูชาบรรพบุรษุ ๑๘
รปู ที่ ๔ การตานตุง ๑๙
รปู ท่ี ๕ อาหารของภาคเหนือ ๑๙
รูปท่ี ๖ การแตง่ กาย ๑๙
รูปท่ี ๗ ภาษา ๒๐
รูปท่ี ๘ การแต่งกาย ๒๐
รูปท่ี ๙ อาหาร จากข้อมลู สารสนเทศ ๒๐
รูปที่ ๑๐ การแต่งกาย จากข้อมูงสารสนเทศ ๒๑
รปู ท่ี ๑๑ การอยู่อาศยั จากข้อมงู สารสนเทศ ๒๑
รปู ท่ี ๑๒ ภาษา จากขอ้ มูงสารสนเทศ ๒๑



บทที่ ๑

บทนา

๑. ทม่ี าและความสาคญั ของโครงงาน

ลักษณะเด่นชัดในทางสังคมและวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของชุมชนในภาคเหนือ ที่ไม่เหมือนกับภาค
อื่นๆ ก็ คือ บรรดาชุมชนหมู่บ้านต่างๆ ที่อยู่ในหุบเขาเดียวกันนั้น จะต้องมี ความสัมพันธ์กันทางสังคม
เศรษฐกิจและวัฒนธรรมอย่างใกล้ชิด จึง จะอยู่ร่วมกันได้ ส่ิงนี้แลเห็นได้จากการร่วมมือกันในการทาให้มี
การ ชลประทาน เหมอื งฝายขึน้ นั่นก็คือแต่ละชุมชนจะต้องมาร่วมกันทา ฝายหรือเขื่อนกั้นน้า และขุดลอก
ลาเหมืองเพื่อระบาย น้าจากฝายที่ ก้ันลาน้าไปเลี้ยงที่นาของแต่ละชุมชน ท้ังน้ีเป็นเพราะในแต่ละหุบ เขา
นั้น ลักษณะภูมิประเทศเป็นท่ีลาดลงสู่บริเวณที่เป็นแอ่งตอน กลางที่มีลาน้าไหลผ่าน ลาน้าดังกล่าวนี้เกิด
จากลาธาร หรือลาน้า สาขาท่ีไหลลงจากท่ีสูงทั้งสองข้างหุบเขามาสมทบด้วย จานวนลา น้าเหล่าน้ีมีจากัด
ไม่เพียงพอแกก่ ารเพาะปลกู ของผู้คนทั่วไป จึงจา เป็นต้องทาฝายทดน้าและขุดเหมืองจากบริเวณลาน้าหรือ
ธารน้านั้น เข้าไปเลี้ยงท่ีนาและเพื่อการใช้น้าของ ชุมชน จึงต้องมีการออกแรงร่วมกัน เกิดมีกฎเกณฑ์และ
แบบแผนในการร่วมแรงกันทาเหมืองฝายมาแต่ โบราณ จึงเป็นกิจกรรมที่กษัตริย์เจ้าเมืองหรือนายบ้าน
จะตอ้ งคอยควบคมุ ดูแลให้มีการร่วมมือกัน และลง โทษผู้ที่ไม่ร่วมมือแต่ทว่าลักน้าขโมยน้าจากผู้อ่ืน จึงเกิด
มกี ฎหมายโบราณขึน้ ท่เี รยี กวา่ “กฎหมายมงั ราย”เชอ่ื ว่าพญามังรายผสู้ ร้างแควน้ ลา้ นนาเป็นผบู้ ัญญตั ิข้นึ

๒. วัตถปุ ระสงคใ์ นการศึกษา

๒.๑ เพื่อศึกษาดา้ นวฒั นธรรมภาคเหนอื
๒.๒ เพื่ออนรุ ักษว์ ฒั นธรรมภาคเหนอื
๒.๓ เพอ่ื เรยี นรู้การดาเนนิ ชีวิตของภาคเหนอื

๓. ขอบเขตของการศกึ ษา
๓.๑ เนื้อหา ศึกษาเฉพาะเรอื่ งวัฒนธรรมของภาคเหนอื
๓.๒ แหลง่ ศกึ ษา แหล่งขอ้ มลู สารสนเทศ
๓.๓ ระยะเวลา ใช้เวลาการศกึ ษาระหวา่ งวนั ท่ี ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๔ – ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๔

เป็นเวลา ๔ สัปดาห์

๔. สมมตฐิ านในการศึกษา

สามารเข้าใจวัฒนธรรมการดาเนินชีวิตประเพณี ที่อยู่อาศัย อาหาร ศาสนาและความเชื่อ ของ
ภาคเหนอื ไดถ้ ูกต้องและสารถนาไปให้ความรแู้ ก่บุคลอืน่ ได้



๕. ประโยชนท์ ่คี าดวา่ จะได้รับ

๕.๑ ไดเ้ รยี นรู้เกีย่ วกบั วัฒนธรรมภาคเหนือ
๕.๒ ได้เรยี นรูว้ ถิ ชี วี ิตความเป็นอยู่ของคนในภาคเหนือ
๕.๓ ได้อนรุ กั ษว์ ัฒฒนธรรมประเพณีของภาคเหนือ

บทที่ 2
เอกสารทีเ่ กีย่ วขอ้ ง

เป็นวัฒนธรรมท่ีมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะวัฒนธรรมของชาวล้านนาท่ียังคงยึดม่ันในขนบ
ธรรมประเพณีของพระพุทธศาสนา ท่ีแสดงออกถึงมิตรไมตรีและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกน มีการสืบทอด
มาเปน็ ระยะเวลาอันยาวนาน จงึ ถอื เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สาคัญยงิ่ ทค่ี นคนทอ้ งถ่ินในภาคเหนือยังรักษา
ไว้จนถึงปัจจุบัน ในท่ีนี้จะกล่าวถึงตัวอย่างวัฒนธรรมท่ีสาคัญโดยภาคแหนือมีวัฒนธรรมหลักๆ แบ่งได้เป็น
๖วฒั นธรรม ดงั นี้

๑. วัฒนธรรมท่ีเก่ียวกบั ที่อยอู่ าศัย

ลักษณะเดน่ ชดั ในทางสงั คมและวัฒนธรรมอยา่ งหนง่ึ ของชุมชนในภาคเหนือ ที่ไม่เหมือนกับภาคอื่นๆ
ก็ คอื บรรดาชุมชนหมู่บ้านต่างๆ ท่ีอย่ใู นหบุ เขาเดียวกันนั้น จะต้องมี ความสัมพันธ์กันทางสังคม เศรษฐกิจ
และวัฒนธรรมอย่างใกล้ชิด จึง จะอยู่ร่วมกันได้ สิ่งน้ีแลเห็นได้จากการร่วมมือกันในการทาให้มีการ
ชลประทาน เหมืองฝายขึ้น น่ันก็คือแต่ละชุมชนจะต้องมาร่วมกันทา ฝายหรือเข่ือนก้ันน้า และขุดลอกลา
เหมืองเพ่ือระบาย น้าจากฝายท่ี ก้ันลาน้าไปเลี้ยงที่นาของแต่ละชุมชน ท้ังน้ีเป็นเพราะในแต่ละหุบ เขาน้ัน
ลกั ษณะภูมปิ ระเทศเปน็ ทลี่ าดลงสู่บริเวณทเี่ ปน็ แอง่ ตอน กลางที่มีลาน้าไหลผ่าน ลาน้าดังกล่าวนี้เกิดจากลา
ธาร หรือลาน้า สาขาที่ไหลลงจากที่สูงท้ังสองข้างหุบเขามาสมทบด้วย จานวนลา น้าเหล่านี้มีจากัดไม่
เพียงพอแก่การเพาะปลูกของผู้คนทั่วไป จึงจา เป็นต้องทาฝายทดน้าและขุดเหมืองจากบริเวณลาน้าหรือ
ธารน้านั้น เข้าไปเล้ียงที่นาและเพ่ือการใช้น้าของ ชุมชน จึงต้องมีการออกแรงร่วมกัน เกิดมีกฎเกณฑ์และ
แบบแผนในการร่วมแรงกันทาเหมืองฝายมาแต่ โบราณ จึงเป็นกิจกรรมที่กษัตริย์เจ้าเมืองหรือนายบ้าน
จะตอ้ งคอยควบคมุ ดูแลให้มีการร่วมมือกัน และลง โทษผู้ท่ีไม่ร่วมมือแต่ทว่าลักน้าขโมยน้าจากผู้อื่น จึงเกิด
มกี ฎหมายโบราณข้นึ ทเ่ี รียกวา่ “กฎหมายมงั ราย”เชื่อว่าพญามังรายผู้สร้างแคว้นล้านนาเป็นผู้บัญญัติข้ึน ท่ี
อยู่อาศัย วัฒนธรรมประเพณี สภาพดินฟ้าอากาศ มีส่วนกาหนดลักษณะท่ีอยู่อาศัยของผู้คน บ้านเรือน ใน
ภาคเหนือ นิยมสร้างด้วยวัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่นสอดคล้องกับวิถีชีวิต ตัวเรือนมีขนาดเล็กใต้ถุน สูง
หลงั คาทรงจั่ว ประดับยอดหลงั คาดว้ ยไมแ้ กะสลกั ไขวก้ ัน เรียกว่า “กาแล” ชาวเหนอื ทมี่ ีฐานะดีจะอยู่ เรือน
ทคี่ ่อนขา้ งมีขนาดใหญแ่ ละประณีตมากข้นึ

๑.๑ กาแล
กาแล คือ ไม้ประดับยอดจ่ัวหลังคาของบ้านล้านนาภาคเหนือของเรา มีประวัติและความ

เป็นมาหลาก หลายอย่าง แตห่ ากพิจาร ณาในเชงิ ช่างแล้ว กาแลนี้เป็นตัวกันไม่ ให้ “อีกา” หรือนกท่ัวไปมา
เกาะท่ีกลางจั่ว หน้าบา้ น (กลางปนั้ ลม) ทาให้นกเหล่าน้นั ไม่มา ถ่ายมูลรดหลังคาบ้านให้เป็นคราบน่าเกลียด
จะทาความสะอาดก็ยากเย็น ซงึ่ ชาวบา้ นถอื วา่ เป็นสง่ิ อัปมงคล



๒. วัฒนธรรมที่เก่ียวกบั ศาสนา

ความเช่ือเก่ียวกบั การนบั ถือผี ชาวเหนือหรือทเี่ รยี กกนั ว่า “ชาวลา้ นนา” มคี วามเชอ่ื ในเรอื่ งการนบั
ถือผตี ้งั แต่เดมิ โดย เชอ่ื ว่าสถานทแ่ี ทบทุกแหง่ มผี ใี หค้ วามคุ้มครองรกั ษาอยู่ ความเชอื่ นี้จึงมีอทิ ธิพลตอ่ การ
ดาเนินชีวติ ประจาวนั เห็นได้ จากขนบธรรมเนยี ม ประเพณี และพธิ ีกรรมต่างๆ ของชาว เหนอื เชน่ ผเู้ ฒ่าผู้
แกช่ าวเหนือ (พ่ออยุ๊ แม่อุ๊ย) เม่ือไปวัดฟัง ธรรมก็จะประกอบพธิ ีเล้ียงผี คอื จดั หาอาหารคาว-หวานเซ่น
สังเวยผีปู่ย่าดว้ ย ผีทม่ี ีความสาคัญต่อวิถชี ีวติ ของชาวล้านนา เชน่

๒.๑ ผีบรรพบรุ ษุ มีหนา้ ท่ีคมุ้ ครองเครือญาตแิ ละครอบครวั
๒.๒ ผีอารักษ์ หรือผีเจา้ ที่เจ้าทาง มีหน้าที่คุ้มครองบา้ นเมอื งและชุมชน
๒.๓ ผีขุนน้า มหี น้าทีใ่ หน้ า้ แก่ไรน่ า
๒.๔ ผีฝาย มีหนา้ ที่คุ้มครองเมืองฝาย
๒.๕ ผีสบน้า หรือผปี ากน้า มหี น้าที่คมุ้ ครองบรเิ วณทีแ่ ม่น้าสองสายมาบรรจบกนั
๒.๖ ผีวิญญาณประจาข้าว เรยี กว่า เจ้าแมโ่ พสพ
๒.๗ ผีวิญญาณประจาแผน่ ดิน เรยี กวา่ เจ้าแม่ธรณี

๓. วัฒนธรรมท่เี ก่ยี วกบั ประเพณี

ประเพณขี องภาคเหนือ เกดิ จากการผสมผสานการดาเนินชวี ติ และศาสนาพทุ ธความเช่ือเรื่องการนับ
ถอื ผี ส่งผลทาใหม้ ปี ระเพณที ี่เป็นเอกลักษณ์ของประเพณีท่ีจะแตกต่างกันไปตามฤดูกาล ท้ังนี้ ภาคเหนือจะ
มีงานประเพณีในรอบปีแทบทุกเดือน จึงขอยกตัวอย่างประเพณีภาคเหนือบางส่วนมานาเสนอ ดังน้ี
สงกรานต์งานประเพณี แห่นางแมว ประเพณีปอยน้อย/บวชลูกแก้ว/แหล่ส่างลองเป็นประเพณีบวช หรือ
การบรรพชาของชาวเหนือ ประเพณปี อยหลวง หรืองานบญุ ปอยหลวง ประเพณยี ่ีเปง็ (วันเพ็ญเดือนยี่) หรือ
งานลอยกระทง ประเพณลี อยกระทงสายหรอื ประทปี พนั ดวง ประเพณีลอยโคม ประเพณีตานตุง ประเพณี
กรวยสลาก หรอื ตานก๋วยสลาก ประเพณีขึน้ ขันดอกอนิ ทขิล เป็นต้น

๔. วัฒนธรรมท่ีเก่ียวกบั อาหาร

วฒั นธรรมการกินของเหนือเปน็ ไปตามบรรพบรุ ษุ อาหารส่วนใหญ่ไดม้ าจากธรรมชาติ เช่นของป่า
หรอื สิ่งทอ่ี ยูภ่ ายในบริเวณบ้าน เช่น พืช ผกั และสัตวท์ ่ีเลีย้ งไวเ้ อง โดยรวมไปถงึ อาหารที่เกิดขน้ึ ตามฤดูกาล
เชน่ หน่อไมป้ ่า เหด็ ป่านานาชนิดเปน็ ตน้ ชาวเหนือมวี ฒั นธรรมการผลติ และการบรโิ ภคข้าวเหนยี วเปน็ หลกั
คอื จะปัน้ ขา้ วเหนยี วแล้วจ้ิมกินกบั นา้ แกงหรอื นา้ พรกิ โดยเฉพาะการกินขา้ วเหนียวกบั ส้มตา ซง่ึ จะเปน็ ที่
รูจ้ ักกันดีทางภาคเหนือและภาคอีสาน ชาวเหนือมีน้าพริกรับประทานหลายชนิดเช่น น้าพรกิ หน่มุ น้าพรกิ
ออ่ ง นา้ พรกิ น้าปู นา้ พริกนา้ ปู ฯลฯ ซ่งึ ผกั ที่เป็นเครื่องจม้ิ และรบั ประทานคู่กนั สว่ นมากเป็นผกั สดและผักนึ่ง
สาหรับอาหารประเภทเครื่องแกงเชน่ แกงขนนุ อ่อน แกงแค แกงฮงั เล แกงโฮะ แกงหน่อไม้ แกงอ่อม แกง
ผักหวาน แกงผักป๋ัง แกงผกั กาดจอ ขนมจนี น้าเง้ียว ข้าวซอยไก่ ฯลฯ และอาหารประเภททอด ยาหรอื นึ่ง
เชน่ ยาหน่อไม้ ยากบ ตาจ๊ินแห้ง ตาขนุน ตามะม่วง ผกั กาดสม้ ข้าวกนั๊ จนิ๊ ห่อน่งึ ปลา แคบหมู ไสอ้ ว่ั จิ๊นส้



หมก ฯลฯ อาหารของชาวเหนอื จะมีการจดั สารับทีส่ วยงามและวธิ รี ับประทานทเ่ี ปน็ เอกลกั ษณ์ซงึ่ เรียกวา่
การกนิ ขนั โตก เพราะด้วยนิสัยชาวเหนอื จะมีกริยาท่แี ช่มช้อย จึงสง่ ผลต่ออาหารและทาใหอ้ าหารรสชาติ
ออกมาอย่างดแี ละลงตัว

๕. วัฒนธรรมทเี่ กยี่ วกบั การแต่งกาย

การแต่งกายของคนภาคเหนือที่เป็นชาวบ้านทั่วไป ชายจะนุ่งกางเกงขายาวลักษณะแบบกางเกงขา
ยาวแบบ ๓ ส่วน เรียกตดิ ปากว่ า “เต่ียว” หรือ เตยี่ วสะดอ ทาจากผา้ ฝ้าย ย้อมสนี ้าเงนิ หรือสีดา ส่วนเสื้อก็
นยิ มสวมเส้ือผ้าฝ้ายคอกลม แขนสนั้ แบบผา่ อก กระดมุ ๕ เม็ด สนี ้าเงินหรือสีดา เช่นเดียวกัน เรียกว่า เสื้อ
ม่อฮอ่ ม ชุดน้ีใส่เวลาทางาน

สาหรบั หญิงชาวเหนือจะนุ่งผ้าซิ่น(ผา้ ถุง)ยาวเกือบถึงตาต่มุ นยิ มนุ่งทั้งสาวและคนแก่ ผ้าถุงจะมีความ
ประณตี งดงาม ตนี ซนิ่ จะมลี วดลายงดงาม สว่ นเสอื้ จะเป็นเส้ือคอกลม มีสีสัน ลวดลายสวยงามเช่นเดียวกัน
เร่อื งการแต่งกายน้ี หญงิ ชาวเหนอื จะแตง่ ตัวให้สวยงามอยเู่ สมอ ชาวเหนือถอื ว่าเป็นเรื่องสาคญั

๖. วฒั นธรรมท่ีเกย่ี วกับภาษา

คาเมืองยังสามารถแบ่งออกเป็นสาเนียงล้านนาตะวันตก (ในจังหวัดเชียงใหม่, ลาพูน และ
แมฮ่ ่องสอน) และสาเนียงล้านนาตะวนั ออก (ในจงั หวดั เชยี งราย, พะเยา, ลาปาง, อุตรดิตถ์, แพร่ และน่าน)
ซ่ึงจะมีความแตกต่างกันบ้าง คือ สาเนียงล้านนาตะวันออกส่วนใหญ่จะไม่พบสระเอือะ เอือ แต่จะใช้สระ
เอียะ เอียแทน (มีเสียงเอือะและเอือเพียงแต่คนต่างถิ่นฟังไม่ออกเอง เน่ืองจากเสียงท่ีออกมาจะเป็นเสียง
นาสกิ ใกลเ้ คยี งกับเอยี ะ เอยี )ส่วนคนในจังหวัดลาพูนมักจะพูดสาเนยี งเมืองยอง เพราะชาวลาพูนจานวนมาก
สบื เช้ือสายมาจากชาวยองในรัฐฉาน จึงมสี าเนียงที่เปน็ เอกลกั ษณ์

คาเมืองมีไวยากรณค์ ล้ายกับภาษาไทยกลางแตใ่ ชค้ าศัพทไ์ มเ่ หมือนกันและไวยากรณ์ท่ีแตกต่างกันอยู่
บ้าง แต่เดิมใชค้ กู่ ับ อกั ษรธรรมลา้ นนา ซึง่ เป็นตัวอักษรของอาณาจักรลา้ นนาท่ีใชอ้ ักษรมอญเปน็ ต้นแบบ

บทท่ี ๓
วิธกี ารดาเนนิ การศึกษา

๑. เครอ่ื งมือท่ใี ช้

๑.๑ แบบบันทึก
๑.๒ อปุ กรณ์อเิ ล็กทรอนกิ ส์
๑.๓ กลอ้ งถา่ ยรูป

๒. แหลง่ ศกึ ษาคน้ คว้า

๒.๑ เว็บไซต์

๓. วธิ กี ารศกึ ษา

๓.๑ ขน้ั ท่ี ๑ ข้ันศกึ ษา
๓.๑.๑ เสนอโครงสร้างของโครงงานตอ่ อาจารยแ์ ละขอคาปรึกษา
๓.๑.๒ ประชุมสมาชิกในกลุ่มแบ่งเขตการศึกษาคน้ คว้า
๓.๑.๓ ศึกษาขอ้ มลู จากอินเตอร์เน็ต
๓.๑.๔ รวบรวมขอ้ มูลจากแหล่งต่างๆ
๓.๑.๕ จัดทาเค้าโครงงาน นาเสนอตอ่ อาจารยท์ ป่ี รึกษา เพื่อแก้ไขสน่ ท่บี กพร่อง

๓.๒ ข้นั ที่ ๒ ขนั้ นาเสนอผลงาน
๓.๒.๑ แนะนาชแ้ี จงการจัทาโครงงาน
๓.๒.๒ นาเสนอโครงงาน
๓.๒.๓ แนะนานกั เรยี นศึกษาคน้ ควา้ เพมิ่ เติม
๓.๒.๔ จัดทารูปเลม่ โครงงาน

บทท่ี ๔
ผลการศกึ ษา

ภาคเหนอื ของประเทศไทย มลี กั ษณะภูมิประเทศทีเ่ ปน็ เขตภเู ขาสลับกับพนื้ ท่ีราบระหว่างภูเขา ซ่ึงจะ
มีผู้คนอาศัยกระจายกันเป็นกลุ่ม ซึ่งจะเรียกว่ากลุ่มวัฒนธรรมล้านนา โดยผู้คนจะมีวิถีชิวิต, ประเพณี และ
ขนบธรรมเนียมที่เกา่ แกเ่ ปน็ เอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ทั้งน้ีจะมีองค์ประกอบท่ีสาคัญท่ีถึงจะมีความคล้ายคลึง
กันแต่ก็มีความแตกต่าง เช่น สาเนียงการพูด, การฟ้อนรา, การขับร้อง และวิถีชีวิตแบบเกษตรกร โดยจะมี
การนับถือส่ิงศักด์ิสิทธ์ิ และเชื่อในวิญญาณของบรรพบุรุษ มีความเล่ือมใสในพระพุทธศาสนา และ
แสดงออกความรู้สกึ ความคดิ ผา่ นภาษาวรรณกรรม ดนตรี และงานฝีมือ รวมถึงการจัดงานฉลองในสถานท่ี
สาคัญต่าง ๆ ทม่ี ีมาแตโ่ บราณ

๑. วัฒนธรรมท่เี กยี่ วกับท่อี ยู่อาศยั

๑.๑ เรอื นไทยภาคเหนอื
เรือนไทยภาคเหนอื เปน็ เรือนยกใต้ถุนสูง คล้ายเรือนไทยภาคกลาง แต่มีลักษณะอ่ืนๆ แตกต่าง

กันมาก เพราะดินฟ้าอากาศ ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมท่ีไม่เหมือนกัน ฤดูหนาวหนาวกว่า
ภาคกลางมาก ทาให้ลักษณะเฉพาะทางรูปทรงหลังคา และสัดส่วนของเรือนเตี้ยคลุ่มมากกว่า เจาะช่อง
หน้าต่างแคบๆ เล็กๆ กันลมหนาว การจัดกลุ่มอาคาร และการวางแปลนห้องต่างๆ มีความสมดุลแบบสอง
ข้างไม่เหมือนกัน และเช่ือมต่อเรือนเหล่าน้ันด้วยชานอย่างหลวมๆ เรือนทุกรูปแบบมีความกลมกลืนกับ
ธรรมชาติ และมีคุณค่าทางศิลปะด้านสถาปัตยกรรมอย่างดียิ่ง เราจะพบเรือนทางภาคเหนือ ในลักษณะ
ใหญๆ่ ได้ ๒ แบบ คอื เรือนไทยด้งั เดมิ และเรอื นพน้ื บา้ น

๑.๒ เรือนไทยด้ังเดมิ
เป็นเรือนไทยยกใต้ถุน สูง หลังคาทรงจั่ว นิยมทาหลังคาแฝดติดกัน มีรางน้าตรงกลาง ข้าง

บนสุดของหลังคา ทาไม้ไขวแ้ กะสลัก เรียกว่า "กาแล" เพ่ือตกแต่งให้เกิดความงาม และเป็นคติความเชื่อถือ
เกี่ยวกับโชคลาง และการบูชา ลักษณะรูปทรงเป็นแบบฝาล้ม ผายออก เป็นศิลปะ และวัฒนธรรมแบบ
ลา้ นนาไทยดง้ั เดิม (ตรงขา้ มกับเรือนไทยภาคกลาง ท่ฝี าล้มสอบเข้า)

๑.๓ เรอื นไทยด้ังเดิมภาคเหนือ
เรือนประเภทนี้ มวี ิธีการกอ่ สร้าง และ ฝีมอื ชา่ งทลี่ ะเอียดประณตี เปน็ เรือนท่ีถาวร และทนทาน

มีอายุอยู่ได้ถึง ๑๐๐ ปีข้ึนไป จะพบได้ในเขตอาเภอเมือง และอาเภอใกล้เคียง ในจังหวัดเชียงใหม่ และใน
จังหวัดลาปาง เรือนประกอบด้วย อาคารอย่างน้อย ๒ หลัง หลังใหญ่ใช้เป็นที่หลับนอน มีห้องนอน และ
ระเบียง (เต๋ิน) ส่วนหลังเล็กใช้ทาเป็นครัวปรุงอาหาร เช่ือมเรือนทั้งสองด้วยชาน ด้านหนึ่งของชานเป็น
บนั ได และรา้ นนา้ (ร้านนา้ คอื เรือนหลังเลก็ ๆ มีหลงั คา อยู่ริมนอกชานชนั้ บน ใช้สาหรับตั้งต่มุ นา้ ดม่ื )



๑.๔ เรือนห้องนอนเด่ยี ว
เป็นเรือนครอบครัวเล็ก มีห้องนอน ๑ ห้อง มีท้ังแบบแยกครัว โดยใช้ทางเดินแคบๆ ผ่านกลาง

(ฮ่อม) และแบบไม่แยกครัว ด้านหน้าเป็นระเบียงและชาน ริมสุดของชานจะมีร้านน้า และบันได ถ้าเรือน
แยกครัว หลังคาครวั จะมีทงั้ แผดกับเรือนนอน และแยกขวางกบั เรือนนอน

๑.๕ เรอื นห้องนอนสองหอ้ ง
เป็นเรือนครอบครัวใหญ่ มีห้องนอน ๒ ห้อง ด้านหน้าเป็นระเบียง แบ่งห้องนอนท้ังสองด้วย

ทางเดินแคบๆ ส่วนบนของทางเดินมีรางน้ายาวตลอด เรียกส่วนน้ีว่า ฮ่อมริน หลังคาเรือนนอนเป็นหลังคา
แฝด ครัวแยกออกต่างหากอีกหลังหนึ่ง มีขนาดเล็กกว่าเรือนนอน เช่ือมเรือนทุกหลังด้วยชานแบบหลวมๆ
ส่วนด้านหนึ่งทาเป็นร้านน้า สาหรบั ตั้งตุม่ น้าด่มื มีหลงั คาคลุม ปลายสดุ ของชานเป็นบันได

โดยทวั่ ไปแลว้ เรอื นมักจะหนั หน้าไปทางทิศใต้ เพื่อรับลมฤดูร้อน ส่วนบันไดต้ังอยู่ทางด้านหน้า
หรอื ดา้ นข้างของตัวเรอื น ถ้าอยู่ดา้ นข้าง จะถอยบนั ไดเขา้ ไป ๑ ช่วงเสา ตั้งอยู่ใต้ชายคา ไม่นิยมหันบันไดลง
ทางทศิ ตะวนั ตก

เรอื นครัวสว่ นมากตง้ั อยูท่ างทศิ ตะวนั ตก เพอ่ื ชว่ ยกันความร้อนในตอนบ่าย สาหรับเรือนใหญ่จะ
มีบนั ไดอยู่หลังครวั อีก ๑ บนั ได

โครงสร้างทั่วไปจะใช้ไม้จริง เช่น ไม้เต็ง รัง สัก และตะเคียน หลังคามุงด้วยกระเบ้ืองดินเผา
และใชร้ ะบบเสาและคาน ลักษณะเสาเป็นเสากลม หรอื แปดเหลี่ยม เมอ่ื การก่อสร้างเจริญก้าวหน้า ได้มีการ
ทาแบบสาเร็จรูปเป็นบางส่วน เช่น ฝาผนัง จั่ว และบันได เป็นต้น ด้านหน้า หรือด้านข้างของเรือนนอน
นิยมปลูกยุ้งข้าวไว้ ๑ หลัง มีลักษณะเป็นเสากลม หรือแปดเหล่ียม พื้นยกสูงพอพ้นศีรษะ มีคานไม้ย่ืน
ออกมาโดยรอบ หลังคาทรงจ่ัวมุงด้วยกระเบื้อง ใช้ฝาไม้จริงปิดทึบโดยรอบไว้ สาหรับเก็บข้าวเปลือก เกือบ
ทกุ บ้าน จะขุดบอ่ น้าไว้ในบรเิ วณบา้ น เพอื่ ใช้บรโิ ภค และอปุ โภค อาจจะมีลักษณะกลมหรือส่เี หล่ยี มกไ็ ด้

๑.๖ เรือนพืน้ บา้ น
เรอื นพื้นบา้ น แบ่งออกเป็นเรือนชวั่ คราวและเรอื นถาวร
๑.๖.๑ เรอื นชวั่ คราว หรือเรือนเครอ่ื งผกู ภาษาพ้ืนเมืองเรียกว่า "ตูบ" หมายถึง เรือนท่ีสร้างข้ึน

ด้วยไม้ไผ่เป็นส่วนใหญ่ ใช้เสาไม้ไผ่ พื้นทาด้วยไม้สาน หรือฟากสับ ฝาทาด้วยไม้ไผ่ขัดแตะ หรือแผงไม้ซาง
สานเป็นลายต่างๆ เช่น ลายอา โครงหลังคาก็ทาด้วยไม้ไผ่เช่นกัน การยึดโครงสร้างต่างๆ คล้ายเรือน
พื้นบ้านภาคกลาง เรียกว่า เรือนเครื่องผูก ใช้วิธีเจาะรู และฝังเดือย ผูกด้วยตอกหรือหวาย หลังคามุงด้วย
หญ้าคา หรือใบตองตงึ มีห้องนอน ๑ ห้อง ไม่แยกเรือนครัวออกจากเรือนนอน ใช้เป็นส่ิงปลูกสร้างชั่วคราว
เช่น กระต๊อบเฝ้าทุ่ง หรือสร้างเป็นเรือนชั่วคราว สาหรับครอบครัวหน่ึงๆ ก่อนที่จะสร้างเรือนถาวรขึ้น
ภายหลงั การตอ่ ชิ้นสว่ นของเรอื นเครื่องผกู

๑.๖.๒ เรือนถาวรหรือเรอื นไม้จรงิ
เรือนถาวร หรือเรือนไม้จริง เป็นเรือนท่ีพัฒนาข้ึนมาจากเรือนแบบชั่วคราว รวมท้ัง

ไดร้ ับอิทธิพลจากเรือนจ่ัวกาแลที่มีแบบแผน ฉะนั้น ลักษณะทั่วไปจึงดูเหมือนเรือนลูกผสม โดยยกใต้ถุนสูง
ประมาณ ๑.๕-๒ เมตร เสาและพืน้ ส่วนใหญใ่ ชไ้ มเ้ บญจพรรณชนิดถาก แต่งรูปไม่ค่อยเรียบร้อย หลังคาทรง



จั่ว ด้านหน้ามีกันสาด คล้ายหลังคาเรือนชาวเขา ยื่นส่วนหนึ่งของกันสาดออกมาคลุมบันได โดยใช้เสา ๒
ต้นรับ โครงสร้างหลังคามีท้ังไม้จริงมุงด้วยกระเบ้ืองดินเผา และโครงไม้ไผ่มุงด้วยใบตองตึง หลังคามุงด้วย
ใบตองตึง มีเป็นจานวนมาก ฝาผนังใช้ไม้สานเป็นแบบลาแพน ลายอา ลายตาล ไม้ไผ่ขัดแตะ ไม้ซางทุบ
เรยี บ หรือใช้ไมจ้ รงิ ตนี อน เป็นวัสดทุ ห่ี าไดใ้ นทอ้ งถิ่นใกล้เคยี ง และราคาถกู

๑.๗ เรอื นไมถ้ าวรพน้ื บ้าน
เรือนไม้ถาวรพื้นบ้าน ตัวเรือน ประกอบด้วยห้องนอน เป็นห้องส่ีเหล่ียมต้ังอยู่ด้านในสุดของ

เรือน ปิดด้วยฝาส่ีด้าน ส่วนบนเว้นช่องระบายอากาศ ไม่นิยมเจาะหน้าต่าง อาจมีบางหลังเจาะไว้เป็นช่อง
เล็กๆ บ้าง มปี ระตู ๑ บาน พ้นื ใช้ไม้จรงิ ปูเรยี บ

ระเบียง อยู่ส่วนหน้าของห้องนอน เป็นส่วนท่ีกึ่งเปิดโล่ง ใช้เป็นท่ีน่ังเล่น รับแขก พักผ่อน และ
ใช้เป็นที่นอนของแขกท่ีมาพัก หากมีลูกสาว ก็ให้ลูกสาวนอนในห้องนอน ส่วนพ่อแม่นั้นจะออกมานอนท่ี
ระเบียงน้ี บางหลังมีระเบียงขนาดยาวเลยไปถึงหน้าห้องครัว ใช้ส่วนน้ีเป็นท่ีรับประทานอาหาร พื้นเป็นไม้
จริงเหมือนกบั พ้นื ห้องนอน

ชาน อย่สู ว่ นหน้าสุดของตัวเรือน เป็นที่ เปิดโล่งมีร้ัวโปร่งเตี้ยๆ สูงประมาณ ๘๐ เซนติเมตรก้ัน
โดยรอบ สาหรับไว้นั่งเล่นตอนเย็น ตากผลไม้ หรือตากผ้า พ้ืนชานใช้ไม้จริงตีเว้น ร่องโปร่ง เรือนพื้นบ้าน
แบบเรือนถาวรอาจจะ ไม่มชี านกไ็ ด้

ครัวไฟ อยู่ด้านหลังสุด ซีกด้านข้างก้ัน ด้วยฝาเป็นบางส่วน ด้านบนทาช่องระบายควันไฟ มุม
หน่งึ ของห้องทาพนื้ ยกขอบใสด่ นิ เรยี บเปน็ ท่วี างเตาไฟ ทฝ่ี าผนังอาจทาชั้นไว้ของย่ืนออกไปนอกตัวเรือนตรง
ส่วนบน

บันได ถอยร่นเข้าไปในตัวเรือน ๑ ช่วงเสา หรือพาดขึ้นตรงด้านหน้าติดกับชาน ย่ืนหลังคากัน
สาดออกมาคลุม ใช้ไม้จริงเข้าเดือย และตอกสลัก ไม่นิยมหันลงมาทางทิศตะวันตก ที่เชิงบันไดตั้งตุ่มดินใส่
นา้ ไวล้ า้ งเทา้

รา้ นนา้ ต่อชน้ั ไมย้ นื่ ออกมา สงู จากระเบียงหรอื ชาน ๐.๘-๑ เมตร ตั้งอยู่ใกล้บันได เพ่ือตั้งตุ่มดิน
ใส่น้าด่มื

๒. วฒั นธรรมทเ่ี ก่ียวกับศาสนา

ความเช่ือเกี่ยวกบั การนับถอื ผี ชาวเหนือหรือทเ่ี รียกกันว่า "ชาวลา้ นนา" มคี วามเช่ือในเร่ืองการนับถือ
ผีตั้งแต่เดิม โดย เช่ือว่าสถานท่ีแทบทุกแห่ง มีผีให้ความคุ้มครองรักษาอยู่ ความเช่ือนี้จึงมีอิทธิพลต่อการ
ดาเนนิ ชีวิตประจาวัน เหน็ ได้ จากขนบธรรมเนยี ม ประเพณี และพิธีกรรมตา่ งๆ ของชาว เหนือ เช่น ผู้เฒ่าผู้
แก่ชาวเหนือ (พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ย) เม่ือไปวัดฟัง ธรรมก็จะประกอบพิธีเล้ียงผี คือ จัดหาอาหารคาว-หวานเซ่น
สังเวยผปี ่ยู ่าดว้ ย

๑๐

๓. วฒั นธรรมท่ีเก่ยี วกบั ประเพณี

ภาคเหนือ หรือล้านนา ดินแดนแห่งความหลากหลายทางประเพณีและวัฒนธรรมท่ีมีความน่าสนใจ
ไม่น้อยไปกว่าภาคอ่ืนของไทย เพราะเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยเสน่ห์มนต์ขลัง ชวนให้น่าขึ้นไปสัมผัสความ
งดงามเหล่าน้ยี ง่ิ นักภาคเหนือมีทั้งส้ิน ๑๗ จังหวัด แบ่งออกเป็น ภาคเหนือตอนบน และภาคเหนือตอนล่าง
ได้แก่ จังหวดั เชยี งราย จงั หวดั เชยี งใหม่ จังหวัดนา่ น จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัด
ลาปาง จังหวัดลาพูน จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดตาก จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดสุโขทัย จังหวัดเพชรบูรณ์
จงั หวัดพิจติ ร จงั หวดั กาแพงเพชร จงั หวดั นครสวรรค์ และจงั หวัดอุทัยธานี
๓.๑ ประเพณีขึ้นธาตุเดอื นเกา้

ประมาณเดือนมิถุนายน (หรือปลายเดือนพฤษภาคม) เพ่ือบูชาพระบรมสารีริกธาตุแห่งองค์สมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประเพณีท่ีสืบทอดต่อกันมาแต่โบราณ เพื่อเป็นการสักการะองค์พระบรมธาตุ
และบวงสรวงขอพรเทวดาในการเริ่มฤดูทานา โดยจะทาในทุกวันข้ึน ๑๔ และ ๑๕ ค่า เดือนเก้าของทาง
ภาคเหนือ ซึ่งในแต่ละปีวันที่และเดือนจะไม่ตรงกัน เพราะนับตามปฏิทินล้านนา จะอยู่ระหว่างเดือน
พฤษภาคม มถิ ุนายน ของทุกปี ในวันขน้ึ ๑๕ คา่ เดอื นเก้า
๓.๒ ประเพณีทอดผ้าป่าแถว

เป็นวันท่ีพุทธศาสนิกชนจะได้ถวายเคร่ืองนุ่งห่มและไทยธรรม เป็นเคร่ืองบูชาแด่พระสงฆ์ก่อนจะทา
พิธีลอยกระทงบูชาพระพุทธบาทตามคติความเช่ือแต่โบราณ กระทาในวันขึ้น ๑๕ ค่า เดือน ๑๒ (วันลอย
กระทง)
๓.๓ ประเพณลี อยโคม

ชาวลา้ นนาจงั หวดั เชยี งใหม่ ที่มีความเช่ือใน การปล่อย โคมลอยซึ่งทาด้วยกระดาษสาติดบนโครงไม้
ไผ่แล้วจุดตะเกียงไฟตรงกลางเพ่ือให้ไอความร้อนพาโคมลอยขึ้นไปในอากาศเป็นการปล่อยเคราะห์ปล่อย
โศกและเรื่องร้าย ๆ ต่าง ๆ ใหไ้ ปพน้ จากตวั
๓.๔ ประเพณีสบื ชะตา

เป็นประเพณขี องชาวไทยล้านนาโดยทั่วไป มีทั้งการสืบชะตาเมืองสืบชะตาบ้าน และสืบชะตาบุคคล
เพอ่ื ความเป็นสิริมงคลความเจริญรุ่งเรือง มีการเตรียมเคร่ืองบูชาเซ่นไหว้ต่าง ๆ มากมาย เพ่ือบูชาพระเสื้อ
เมอื งพระทรงเมอื งส่วนการสบื ชะตาบคุ คลนั้นมักจะทาเนอื่ งในวันเกดิ

๓.๕ ประเพณีทานข้าวสลาก
ภาษาพื้นเมืองเรียกว่า “ตานกว๋ ยสลาก” หมายถึง ประเพณีถวายสลากภัตนั่นเอง เริ่มในวันเพ็ญเดือน

๑๒ ตลอดเดือนแล้ว แต่ท่ีใดจะเห็นเหมาะสมจัดในวันใดก่อนวันพิธีถือว่าเป็น “วันดา” ชาวบ้านจะเตรียม
เครอ่ื งไทยทานแล้วนาไปวดั ท่จี ดั งานเพื่อถวาย พระ สามเณร

มีการเขียนคาอทุ ิศสว่ นกศุ ลไปให้ผู้ตายและพวกเทวดาทั้งหลายมีการจับสลากในการถวายตาม
หมายเลขวา่ ตรงกับพระรูปใดพระรปู นน้ั ก็จะรบั ประเคนและจะให้พร

๑๑

๓.๖ ประเพณสี งกรานต์
เป็นประเพณีเก่าแก่มาแต่โบราณ ตรงกับวันท่ี 13 เมษายนของทุกปีชาวเชียงรายถือว่าเป็นวันข้ึนปี

ใหม่ เปล่ยี นศักราชใหม่ ชาวบ้านเรียกกันว่า “วันสังขารล่อง” หมายถึงว่าอายุสังขารของคนเราได้ล่วงไปอีก
ปีหน่ึงนิยมไปจนถึงวันท่ี 17 เมษายน ในแต่ละวันจะมีกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การขนทรายเข้าวัด สรงน้า
พระพุทธรูปและรดนา้ ดาหวั ผใู้ หญ่
๓.๗ ประเพณีตานตุง

ในภาษาถ่ินล้านนา ตุง หมายถงึ “ธง” จดุ ประสงค์ของการทาตุงในล้านนาก็คือ การทาถวายเป็นพุทธ
บูชา ชาวล้านนาถือว่าเป็นการทาบุญอุทิศให้แก่ผู้ท่ีล่วงลับไปแล้ว หรือถวายเพ่ือเป็นปัจจัยส่งกุศลให้แก่ตน
ไปในชาติหนา้ ดว้ ยความเช่ือที่วา่ เม่อื ตายไปแลว้ กจ็ ะได้เกาะยึดชายตุงข้ึนสวรรค์พ้นจากขุมนรก วันท่ีถวาย
ตงุ นน้ั นยิ มกระทาในวนั พญาวันซึ่งเป็นวันสุดท้ายของเทศกาลสงกรานต์
๓.๘ ประเพณีลอยกระทงสาย

พื่อบชู าแม่คงคา ขอขมาที่ไดท้ ิง้ ส่ิงปฏิกลู ลงในน้าและอธิษฐานบูชารอยพระพทุ ธบาท
๓.๙ ประเพณีปอยหลวงหรอื บุญปอยหลวง

เป็นเอกลักษณ์ของชาวล้านนาซ่ึงเป็นผลดีต่อสภาพทางสังคม ถือว่าเป็นการให้ชาวบ้านได้มาทาบุญ
รว่ มกนั ร่วมกนั จัดงานทาให้เกิดความสามัคคีในการทางาน งานทาบุญปอยหลวงยังเป็นการรวมญาติพี่น้อง
ที่อยู่ตา่ งถน่ิ ไดม้ ีโอกาสทาบญุ ร่วมกนั และมกี ารสืบทอดประเพณีที่เคยปฏิบัติกันมาคร้ังแต่บรรพชนไม่ให้สูญ
หายไปจากสังคม ช่วงเวลาจัดงานเร่ิมจากเดือน 5 จนถึงเดือน 7 เหนือ (ตรงกับเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือน
เมษายนหรอื เดือนพฤษภาคมของทกุ ปี) ระยะเวลา 3-7 วนั
๓.๑๐ ประเพณีแข่งเรือยาว

เปน็ ประเพณีท่ีเก่าแก่สืบเนื่องกันมาต้ังแต่โบราณกาล การจัดแข่งจะจัดกันเองในหน้าน้า ในเทศกาล
ตานก๋วยสลาก (สลากภัต) แต่ละวันก็จะนาเรือของตนเข้าแข่งเพื่อเป็นการสมานสามัคคีกันเอกลักษณ์ของ
เรอื คือ เปน็ เรอื ทีข่ ุดจากไมต้ ะเคยี นหรอื ตะเคียนทองทั้งตน้ โดยเชอ่ื กันว่า มีความทนทานและผีนางไมแ้ รง

๔. วัฒนธรรมท่ีเกยี่ วกบั อาหาร

วัฒนธรรมการกินของเหนือเป็นไปตามบรรพบุรุษ อาหารส่วนใหญ่ได้มาจากธรรมชาติ เช่นของป่า
หรอื ส่ิงท่อี ย่ภู ายในบริเวณบ้าน เช่น พืช ผักและสัตว์ที่เล้ียงไว้เอง โดยรวมไปถึงอาหารที่เกิดข้ึนตามฤดูกาล
เชน่ หน่อไม้ป่า เห็ดป่านานาชนดิ เป็นต้น ชาวเหนือมวี ฒั นธรรมการผลติ และการบริโภคข้าวเหนียวเป็นหลัก
คือ จะป้ันข้าวเหนียวแล้วจิ้มกินกับน้าแกงหรือน้าพริก โดยเฉพาะการกินข้าวเหนียวกับส้มตา ซึ่งจะเป็นท่ี
รู้จักกันดีทางภาคเหนือและภาคอีสาน ชาวเหนือมีน้าพริกรับประทานหลายชนิดเช่น น้าพริกหนุ่ม น้าพริก
อ่อง นา้ พรกิ นา้ ปู นา้ พริกนา้ ปู ฯลฯ ซ่ึงผักที่เป็นเครื่องจิ้มและรบั ประทานคู่กันส่วนมากเป็นผักสดและผักน่ึง
สาหรับอาหารประเภทเครื่องแกงเช่น แกงขนุนอ่อน แกงแค แกงฮังเล แกงโฮะ แกงหน่อไม้ แกงอ่อม แกง
ผักหวาน แกงผักปั๋ง แกงผักกาดจอ ขนมจีนน้าเงี้ยว ข้าวซอยไก่ ฯลฯ และอาหารประเภททอด ยาหรือนึ่ง

๑๒

เช่น ยาหน่อไม้ ยากบ ตาจิ๊นแห้ง ตาขนนุ ตามะมว่ ง ผักกาดสม้ ข้าวกนั๊ จนิ๊ ห่อน่ึงปลา แคบหมู ไส้อ่ัว จิ๊นส้ม
หมก ฯลฯ

อาหารของชาวเหนือจะมีการจัดสารับที่สวยงามและวิธีรับประทานที่เป็นเอกลักษณ์ซ่ึง เรียกว่าการ
กนิ ขันโตก เพราะด้วยนิสยั ชาวเหนอื จะมีกรยิ าท่แี ช่มชอ้ ย จงึ สง่ ผลต่ออาหารและทาให้อาหารรสชาติออกมา
อย่างดีและลงตัว

๕. วัฒนธรรมท่ีเกย่ี วกบั การแตง่ กาย

ภาคเหนือเป็นดินแดนท่ีมีอาณาเขตกว้างขวาง มีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตท่ีเป็นเอก ลักษณ์ ผู้คนอาศัย
ในดินแดนแบง่ ออกเปน็ ๒ กลุม่ ใหญๆ่ คอื คนเมืองกบั ชาวเขา

ภาคเหนือ มีภาษาพดู และภาษา เขยี นเปน็ ของตนเอง หรอื ท่ีเรียกวา่ “คาเมอื ง” จะใชก้ นั แพร่หลายใน
ภาคเหนือตอนบน ส่วยภาคเหนือตอนล่างเคยอยู่ร่วมกับสุโขทัย อยุธยาทาให้ประเพณี และวัฒนธรรมมี
ลักษณะคล้ายกับภาคกลาง
ลักษณะการแต่งกายของคนภาคเหนือ

การแต่งกายเป็นส่ิงสาคัญสิ่งหนึ่ง ท่ีบ่งบอกเอกลักษณ์ของคนแต่ละพื้นถิ่น สาหรับในเขตภาคเหนือ
หรือดินแดนล้านนาในอดีต ปัจจุบันการแต่งกายแบบพ้ืนเมืองได้รับความสนใจมากข้ึน แต่เนื่องจากใน
ท้องถิ่นน้ีมีผู้คนหลากหลายชาติพันธ์ุอาศัยอยู่ เช่น ไทยวน ไทล้ือ ไทเขิน ไทใหญ่ และอิทธิพลจากละคร
โทรทัศน์ ทาให้การแต่งกายแบบพื้นเมืองมีความสับสนเกิดขึ้น ดังนั้นคณะทางานทานุบารุงศิลปวัฒนธรรม
กลุ่มสถาบันอุดมศึกษาภาคเหนือ จึงได้ระบุข้อไม่ควรกระทาในการแต่งกายชุดพ้ืนเมือง ของ “แม่ญิง
ล้านนา” เอาไว้ว่า

๕.๑ ไม่ควรใช้ผา้ โพกศรี ษะ ในกรณีทีไ่ มใ่ ชช่ ดุ แบบไทล้ือ
๕.๒ ไม่ควรเสียบดอกไมไ้ หวจนเต็มศรี ษะ
๕.๓ ไม่ควรใช้ผ้าพาดบ่าลากหางยาว หรือคาดเข็มขัดทับ และผ้าพาดที่ประยุกต์มาจาก ผ้าตีนซิ่น
และผ้า “ตงุ ” ไม่ควรนามาพาด
๕.๔ ตัวซิ่นลายทางต้ังเปน็ ซนิ่ แบบลาว ไมค่ วรนามาต่อกับตนี จกไทยวน

๖. วัฒนธรรมท่ีเกี่ยวกบั ภาษา

คาเมือง (คาเมือง: Lanna-Kham Mueang.png , [กาเมือง]) หรือช่ืออย่างเป็นทางการว่า ภาษาถ่ิน
ภาคพายัพ เป็นภาษาถิ่นของชาวไทยวนทางภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ซึ่งเป็นอาณาจักรล้านนา
เดิม ไดแ้ ก่ เชยี งใหม,่ เชยี งราย, อตุ รดิตถ,์ แพร่, น่าน, แมฮ่ อ่ งสอน, ลาพนู , ลาปาง, พะเยา และยังมีการพูด
และการผสมภาษากันในบางพน้ื ที่ของจังหวัดตาก, สโุ ขทัย และเพชรบูรณ์ ปัจจุบันกลุ่มคนไทยวนได้กระจัด
กระจายและมีถ่ินที่อยู่ในจังหวัดสระบุรี, จังหวัดราชบุรี และอาเภอของจังหวัดอ่ืนที่ใกล้เคียงกับราชบุรีอีก
ด้วย

๑๓

คาเมืองยังสามารถแบ่งออกเป็นสาเนียงล้านนาตะวันตก (ในจังหวัดเชียงใหม่, ลาพูน และ
แมฮ่ ่องสอน) และสาเนยี งล้านนาตะวันออก (ในจังหวดั เชยี งราย, พะเยา, ลาปาง, อุตรดิตถ์, แพร่ และน่าน)
ซึ่งจะมีความแตกต่างกันบ้าง คือ สาเนียงล้านนาตะวันออกส่วนใหญ่จะไม่พบสระเอือะ เอือ แต่จะใช้สระ
เอียะ เอียแทน (มีเสียงเอือะและเอือเพียงแต่คนต่างถ่ินฟังไม่ออกเอง เนื่องจากเสียงที่ออกมาจะเป็นเสียง
นาสิกใกล้เคียงกับเอียะ เอยี )

ส่วนคนในจังหวัดลาพูนมักจะพูดสาเนียงเมืองยอง เพราะชาวลาพูนจานวนมากสืบเช้ือสายมาจาก
ชาวยองในรัฐฉาน จึงมีสาเนียงทีเ่ ปน็ เอกลักษณ์
๖.๑ พนื้ ทกี่ ารใช้ภาษา

สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับงานวิจัยผู้ใช้ภาษาไทยถ่ินเหนือไว้ว่า ภาคเหนือ
ตอนบนประกอบด้วย ๘ จงั หวดั ไดแ้ ก่ เชยี งใหม่, เชียงราย, แมฮ่ ่องสอน, ลาพนู , ลาปาง, พะเยา, แพร่ และ
น่าน ประชากรส่วนใหญ่ใช้ภาษาเหนือเป็นภาษากลาง และภาคเหนือตอนล่างประชากรส่วนใหญ่พูด
ภาษาไทยกลาง แตม่ เี ขตทพี่ ดู ภาษาไทยถนิ่ เหนอื ดว้ ยหลายตาบล เช่น ตาก, สุโขทัย, กาแพงเพชร, อุตรดิตถ์
, พิจติ ร และพษิ ณโุ ลก

สมทรง บุรุษพัฒน์ ได้ระบุว่าภาษาไทยถิ่นเหนือเป็นภาษาที่พูดกันทางตอนเหนือของไทย ได้แก่
เชียงใหม่, เชียงราย, แม่ฮ่องสอน, ลาพูน, ลาปาง, พะเยา, แพร่, น่าน, ตาก, สุโขทัย, อุตรดิตถ์ และบาง
อาเภอของจังหวดั สระบุรี

กาญจนา เงารังษีและคณะ ได้สรุปผลการศึกษาภาษาถ่ินเหนือท่ีใช้บริเวณภาคเหนือตอนล่าง โดย
ระบุว่า ภาษาเหนือเป็นภาษาถ่ินที่ใช้ในพ้ืนที่ ๙ จังหวัด คือ กาแพงเพชร, ตาก, นครสวรรค์, พิจิตร,
พิษณุโลก, เพชรบรู ณ์, สโุ ขทยั , อตุ รดิตถ์ และอุทยั ธานี

๖.๒ การพูดคาเมืองในสมัยปจั จุบนั
การพูดคาเมืองท่ีเป็นประโยคแบบดังเดิมน้ันหายากแล้วเนื่องจากมีการรับอิทธิพลภาษาไทยภาค

กลาง ทงั้ ในสาเนยี งและคาศัพท์ ส่วนนจ้ี ะเปน็ สว่ นรวบรวม ประโยค กาเมอื ง ดง้ั เดิม
การพูดคาเมืองผสมกับภาษาไทยนั้น คาเมืองจะเรียกว่า แปล๊ด (ปะ-แล๊ด, ไทยแปล๊ดเมือง) ซ่ึง

โดยมากแลว้ มกั จะพบใน คนท่ีพดู คาเมอื งมานาน แล้วพยายามจะพูดไทย หรือ คนพูดภาษาไทยพยายามจะ
พูดคาเมือง เผลอพูดคาทั้ง ๒ ภาษามาประสมกัน อนึ่งการพูดคาเมืองมีการแยกระดับของความสุภาพอยู่
หลายระดบั ผูพ้ ูดต้องเขา้ ใจในบรบิ ทการพดู ว่าในสถานการณ์น้ัน ๆ ต้องพูดระดับภาษาอย่างไรให้เหมาะสม
และมีความสภุ าพ เพราะมีระบบการนบั ถือผใู้ หญ่ คนสงู วยั กว่า อาทเิ ชน่ ลา (อรอ่ ย) , ลาแต๊ ๆ (สุภาพที่สุด)
, ลาขนาด (สุภาพรองลงมา) , ลาแมะฮาก (เรมิ่ ไม่สุภาพ ใช้ในหมู่คนที่สนิทกัน) , ลาใบ้ลาง่าว (เร่ิมไม่สุภาพ
ใช้ในหมูค่ นทส่ี นิทกนั ) , ลาง่าวลาเซอะ (เร่มิ ไมส่ ภุ าพ ใช้ในหมู่คนทส่ี นิทกันมาก ๆ) เป็นต้น
๖.๓ ภาษาไทยถนิ่ เหนือนอกเขตภาคเหนือ

ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ปี พ.ศ. ๒๓๔๗ ได้มีการเทครัวชาวยวนลงมาในเขตภาคกลาง อาทิ จังหวัด
สระบุรี (โดยเฉพาะอาเภอเสาไห้) , จงั หวัดราชบรุ ี (มมี ากที่อาเภอเมือง, อาเภอบ้านโป่ง และอาเภอจอมบึง,

๑๔

จังหวัดนครปฐม (โดยเฉพาะอาเภอกาแพงแสน) , จังหวัดกาญจนบุรี (โดยเฉพาะอาเภอไทรโยค) , จังหวัด
ลพบุรี (ท่ีอาเภอชัยบาดาล) , และจังหวัดนครราชสีมา (เฉพาะอาเภอสีคิ้ว) โดยเฉพาะในจังหวัดราชบุรีมี
ชาวยวนราว ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ คน และมชี าวยวนแทบทุกอาเภอ ยกเว้นเพียงแต่อาเภอดาเนินสะดวกกับ
วดั เพลงเท่าน้นั

ซึ่งภาษาไทยวนทุกจังหวัดมีหน่วยเสียง พยัญชนะและหน่วยเสียงสระเหมือนกัน รายละเอียดใน
วรรณยุกต์แทบไม่แตกต่างกัน ยกเว้นภาษายวนลพบุรีท่ีมีหน่วยเสียงแตกต่างจากอีก ๔ จังหวัดเพียงหน่วย
เสียงเดียว ท้ังน้ีอาจเป็นเพราะชาวยวนลพบุรีได้อาศัยปะปนอยู่กับหมู่บ้านชาวลาว อาจทาให้หน่วยเสียง
เปล่ยี นแปลงกเ็ ปน็ ได้

บทท่ี ๕
สรปุ ผลการศึกษา

การศึกษาโครงงานเรอ่ื งวฒั นภาคเหนือ เปน็ ไปเพือ่ ศึกษาหาความรูเ้ พิ่มเติม ส่งเสริมการแสวงหา
ความร้นู อกหอ้ งเรียน โดยศึกษาหาข้อมลู จากแหล่งสารสนเทศ

๑. ประโยชนท์ ี่ไดร้ ับจากการทาโครงงาน

๑.๑ ไดเ้ รยี นรเู้ กีย่ วกบั วัฒนธรรมภาคเหนอื
๑.๒ ไดเ้ รยี นรวู้ ิถีชวี ิตความเปน็ อย่ขู องคนในภาคเหนือ
๑.๓ ได้อนุรักษว์ ฒั ฒนธรรมประเพณขี องภาคเหนือ

๒. การนาผลการศึกษาไปใช้

๒.๑ ไดน้ าความรูเ้ กย่ี วกับวัฒนธรรมภาคเหนือเผยแพร่แกบ่ ุคคลอ่ืนได้
๒.๒ เขา้ ถงึ การดาเนินชวี ติ วฒั นธรรมของภาคเหนอื

๓. ข้อเสนอแนะ

จากการศีกษาเรื่องวฒั นธรรมภาคเหนือ ทาใหร้ ้จู ักการทาที่อยู่อาศัย การทาอาหาร การแต่งกาย
ประเพณี การนับถอื ศาสนาความเช่ือ และภาษาทีใ่ ชใ้ นการส่ือสาร ต้องการใหท้ ุกคนไดศ้ ึกษาเกย่ี วกับ
วัฒนธรรมของภาคเหนือที่รวบรวมไว้ และถ้ามโี อกาสจะศึกษาคน้ คว้าเพ่ิมเตมิ ให้มากกวา่ นี้

บรรณานกุ รม

Kanlayaploy.(2559).วัฒนธรรมไทย.[ออนไลน์].เขา้ ถงึ ได้จาก : https://kanlayaploy.wordpress.com.
(วันที่สบื ค้นข้อมูล : 7 กยั ายน 2564).

สานกั ขา่ ว กรมประชาสัมพนั ธ์.อาหาร.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก : https://thainews.prd.go.th.
(วนั ทสี่ ืบคน้ ข้อมูล : 7 กนั ยายน 2564).

Kapook.(2562). ประเพณีภาคเหนอื และวัฒนธรรมประเพณีภาคเหนือ.[ออนไลน์].เข้าถงึ ได้จาก
https://travel.kapook.com/view68566.html.(วันทส่ี บื ค้นขอ้ มูล : 7 กันยายน 2564).

วกิ พิ เี ดยี (2564). ภาษาไทยถน่ิ เหนอื .[ออนไลน์].เขา้ ถงึ ไดจ้ าก : https://th.wikipedia.org/wiki/ภาษาไทย
ถ่ินเหนือ.(วันที่สบื ค้นข้อมลู : 7 กนั ยายน 2564).

จงั หวดั เชยี งใหม่. การแต่งกายและอาหาร.[ออนไลน์].เข้าถงึ ไดจ้ าก : https://sites.google.com.
(วนั ทส่ี ืบคน้ ข้อมูล : 7 กันยายน 2564).

ภาคผนวก

รปู ท่ี ๑ บา้ นทอี่ ย่อู าศัยของภาคเหนือ
รปู ท่ี ๒ กาแล

รูปท่ี ๓ การบชู าบรรพบรุ ุษ

รปู ที่ ๔ การตานตงุ
รูปที่ ๕ อาหารของภาคเหนอื

รูปท่ี ๖ การแตง่ กาย

รูปที่ ๗ ภาษา

รปู ที่ ๘ การแต่งกาย
จากข้อมูลสารสนเทศ

รูปท่ี ๙ อาหาร
จากขอ้ มูงสารสนเทศ

รูปท่ี ๑๐ การแต่งกาย
จากข้อมงู สารสนเทศ

รปู ท่ี ๑๑ การอยูอ่ าศยั
จากขอ้ มลู สารสนเทศ

รูปท่ี ๑๒ ภาษา
จากขอ้ มูงสารสนเทศ


Click to View FlipBook Version