The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงงานรายวิชา โครงงานภาษาไทย
จัดทำโดย
น.ส.กมลชนก เปรมศิริ เลขที่ ๒๐
น.ส.บัวบูชา เงินอ่อน เลขที่ ๒๑
น.ส.ปริยากร จันทร์เพ็ญ เลขที่ ๒๒
น.ส.พรชิตา ปลายยอด เลขที่ ๒๓
น.ส.พิณทิพย์ เนียมสุวรรณ เลขที่ ๒๔

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ลิณธิพัชร์, 2021-09-23 23:30:38

เพลงพื้นบ้านภาคกลางของไทย

โครงงานรายวิชา โครงงานภาษาไทย
จัดทำโดย
น.ส.กมลชนก เปรมศิริ เลขที่ ๒๐
น.ส.บัวบูชา เงินอ่อน เลขที่ ๒๑
น.ส.ปริยากร จันทร์เพ็ญ เลขที่ ๒๒
น.ส.พรชิตา ปลายยอด เลขที่ ๒๓
น.ส.พิณทิพย์ เนียมสุวรรณ เลขที่ ๒๔

Keywords: 4/8

โครงงานภาษาไทย
เร่ือง เพลงพ้ืนบ้านภาคกลางของไทย

โดย
น.ส.กมลชนก เปรมศิริ เลขที่ ๒๐
น.ส.บวั บูชา เงินอ่อน เลขที่ ๒๑
น.ส.ปริยากร จันทรเ์ พ็ญ เลขท่ี ๒๒
น.ส.พรชิตา ปลายยอด เลขท่ี ๒๓
น.ส.พณิ ทพิ ย์ เนียมสุวรรณ เลขที่ ๒๔

เสนอ
อาจารย์ณัฏฐณิชา แทบทาม

รายงานนี้เปน็ ส่วนหนึ่งของรายวิชาโครงงานภาษาไทย รหัส ท ๓๐๒๐๑
ภาคเรยี นท่ี ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๔
โรงเรียนสิงห์บุรี

สำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามธั ยมศึกษาสิงหบ์ รุ ี อ่างทอง

ชอื่ โครงงาน เพลงพ้ืนบ้านภาคกลางของไทย
ผูจ้ ัดทำ ๑. นางสาวกมลชนก เปรมศิริ
๒. นางสาวบัวบูชา เงินอ่อน

๓. นางสาวปริยากร จันทรเ์ พญ็

๔. นางสาวพรชติ า ปลายยอด

๕. นางสาวพิณทิพย์ เนียมสุวรรณ

อาจารย์ทีป่ รกึ ษา อาจารย์ณัฏฐณิชา แทบทาม

ปีการศึกษา ๒๕๖๔

บทคดั ยอ่

โครงงานภาษาไทย เรอ่ื ง เพลงพื้นบ้านภาคกลางของไทย จัดทำข้นึ เพือ่ รวบรวมขอ้ มลู เก่ียวกับเพลง
พื้นบ้านของไทย ที่มากจากภาคกลาง ซึ่งเพลงพื้นบ้านเปรียบเสมือนกระจกที่สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่
ขนบธรรมเนียม ประเพณีของไทยเรา เพื่อเป็นการอนุรักษ์และเผยแพร่เพลงพื้นบ้าน คณะผู้จัดทำจึง
รวบรวมโดยการเรียบเรยี งเน้ือหาและอ้างอิงข้อมลู ท่ีได้จากกรศึกษาจากเวบ็ ไซต์ต่าง ๆ โดยนำข้อมูลมาสรุป
เพอ่ื นำเสนอใหแ้ ก่ผ้ทู ส่ี นใจ



กิตตกิ รรมประกาศ

โครงงานภาษาไทย เรื่อง เพลงพืน้ บา้ นภาคกลางของไทย มีการดำเนนิ การหลายขัน้ ตอน
สำเรจ็ ลุล่วงได้ด้วยความกรุณาและความชว่ ยเหลอื อยา่ งสูงยิง่ จาก อาจารย์ณัฏฐณิชา แทบทาม อาจารย์
ทป่ี รึกษาโครงงานท่ีได้ให้คำเสนอแนะ แนวคิด ตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ มาโดยตลอด จนโครงงาน
เลม่ น้ีเสร็จสมบูรณ์ผูศ้ ึกษาจึงขอกราบขอบพระคุณเปน็ อยา่ งสูง

ขอขอบพระคณุ บดิ า มารดา และผ้ปู กครองตลอดจนผู้ที่เกย่ี วขอ้ งทกุ ทา่ นท่ีไม่ไดก้ ลา่ วนามไว้
ณ ที่นี้ ที่ได้ให้กำลังใจและมีส่วนช่วยเหลือให้โครงงานฉบับนี้ลุล่วงไปได้ด้วยดี ท้ายที่สุดคณะผู้จัดทำ
โครงงานหวังว่าโครงงานฉบบั นี้จะเปน็ ประโยชนไ์ ม่มากกน็ ้อย

คณะผจู้ ดั ทำ
๖ กันยายน ๒๕๖๔

สารบัญ ข

เรอ่ื ง หน้า
กติ ตกิ รรมประกาศ ก
สารบญั ข-ค
บทที่ ๑ บทนำ ๑

ทม่ี าและความสำคัญของโครงงาน ๑
วัตถปุ ระสงค์ในการศึกษา ๑
ขอบเขตของการศึกษา ๑
สมมตฐิ าน ๑
ประโยชนท์ ค่ี าดว่าจะได้รบั ๒-๔
บทที่ ๒ เอกสารทเ่ี กย่ี วข้อง ๒
๑. เพลงที่นยิ มร้องเลน่ ในฤดนู ้ำหลาก ๒
๒. เพลงทนี่ ิยมเล่นในเทศกาลเกบ็ เกี่ยว ๒-๓
๓. เพลงทนี่ ยิ มเลน่ ในเทศกาลสงกรานต์ ๓
๔. เพลงที่ใชร้ อ้ งเวลามารวมกนั ทำกจิ กรรมอย่างหน่งึ ๓–๔
๕. เพลงทร่ี ้องเลน่ ไม่จำกัดเทศกาล ๕
บทท่ี ๓ วธิ ีดำเนินการศกึ ษา ๕
๑. เคร่ืองมือท่ีใช้ ๕
๒. แหลง่ ศกึ ษาคน้ ควา้ ๕
๓. วธิ ีการศึกษา ๕

ขนั้ ท่ี ๑ ข้นั ศึกษา ๖–๙
ขัน้ ท่ี ๒ ขน้ั นำเสนอผลงาน ๖
บทที่ ๔ ผลการศกึ ษา ๖
เพลงพน้ื บ้านภาคกลางของไทย ๖
ประวตั คิ วามเป็นมา ๖
เพลงสงคอลำพวน ๗
เพลงพานฟาง ๗-๘
เพลงชกั กระดาน ๗
เพลงอีแซว ๘

๑. บทไหว้ครู ๘
๒. บทเกริน่ ๘
๓. เพลงประ
๔. บทจาก หรอื บทลา
๕. การอวยพร

สารบัญ ค
เรือ่ ง
หนา้
อปุ กรณ์และวธิ กี ารเล่น ๘
โอกาสและเวลาการเลน่ ๘
เพลงเกยี่ วขา้ ว ๘-๙
เพลงเรอื ๙
การอนุรักษ์เพลงพ้นื บา้ น ๙
บทท่ี ๕ สรุปผลการศึกษา ๑๐
๑. ประโยชน์ที่ได้รับจากการทำโครงงาน ๑๐
๒. การนำผลการศึกษาไปใช้ ๑๐
๓. ข้อเสนอแนะ ๑๐
บรรณานุกรม ๑๑



บทท่ี ๑
บทนำ

๑. ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
เพลงพื้นบ้านคือเพลงของท้องถิ่นที่ชาวบ้านจดจำสืบทอดต่อกันมาแบบปากเปล่าใช้ร้องเพื่อ

ความสนสุ นานรืน่ เรงิ และถา่ ยทอดอารมณ์ความรสู้ กึ เน้นเสยี งสมั ผสั และจงั หวะ
จากหลักฐานสมยั อยุธยา กลา่ วถงึ เพลงเรือ และเพลงเทพทองซึง่ พบวา่ มีการเลน่ เป็นมหรสพสมโภช

จนถงึ สมัยธนบรุ ี สมัยรตั นโกสินทรร์ ัชกาลที่ ๑ และ ๒ เพลงพ้ืนบา้ นใชเ้ ล่นเปน็ มหรสพสมโภช
งานฉลองต่าง ๆ จนถงึ รชั กาลท่ี ๓ ปรากฏหลักฐานในวรรณคดี ต่อมาในรชั กาลที่ ๔ ชาวบา้ นนยิ ม
เพลงแอ่วลาวกันมาก จึงทรงออกประกาศห้ามเล่นเพลงแอ่วลาว และให้ฟื้นฟูเพลงพื้นบ้านของไทย ใน
รัชกาลท่ี ๕ - รัชกาลท่ี ๗ เพลงพื้นบ้านยังเป็นมหรสพที่ได้รับความนิยม จนถึงรัฐบาล จอมพล ป. พิบูล
สงคราม ได้ควบคมุ การละเล่นเพลงพ้นื บา้ น ทำให้เพลงพ้ืนบา้ นด้งั เดมิ ค่อย ๆ เสื่อมความนิยมลง

ดงั นน้ั คณะผู้จดั ทำมีความประสงคจ์ ัดทำโครงงานเรื่องเพลงพืน้ บา้ น เพื่อศกึ ษาความเป็นมา
การอนุรกั ษ์ และรวบรวมให้ผ้ทู สี่ นใจศึกษาเพลงพ้นื บ้าน

๒. วัตถปุ ระสงค์ในการศึกษา
๑. เพอ่ื ศึกษาความเปน็ มาของเพลงพืน้ บ้าน
๒. เพอ่ื การอนุรกั ษ์เพลงพืน้ บ้าน
๓. เพอื่ รวบรวมให้ผู้ทส่ี นใจมาศกึ ษา

๓. ขอบเขตของการศกึ ษา
เนือ้ หา ศึกษาและรวบรวมเพลงพืน้ บา้ นในภาคกลาง จำนวน ๖ เพลง
แหล่งศกึ ษา ส่ืออนิ เทอรเ์ น็ต
ระยะเวลา ใช้เวลาในการศึกษาระหวา่ งวนั ที่ ๑๒ - ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๔ เป็นเวลา
๓ สัปดาห์

๔. สมมตฐิ าน
เพลงพืน้ บ้านมีมาตัง้ แตส่ มัยอยธุ ยา

๕. ประโยชนท์ ่ีคาดว่าจะไดร้ ับ
๑. ไดร้ ู้จกั ความเป็นมาเพลงพ้ืนบ้านมากขนึ้
๒. ไดอ้ นรุ กั ษเ์ พลงพืน้ บ้าน
๓. ไดร้ ับความสนใจเพิ่มมากข้ึน



บทท่ี ๒
เอกสารทเี่ กีย่ วขอ้ ง

เพลงพื้นบ้าน คือ เพลงของชาวบ้านที่จดจำสืบทอดกันมาแบบปากต่อปาก ใช้ร้องเล่นเพื่อความ
สนุกสนานรื่นเริง โดยใช้คำที่ง่าย ๆ เน้นเสียงสัมผัสและจังหวะการร้องเป็นสำคัญ เพลงพื้นบ้านมี
ลักษณะเฉพาะ คือเป็นเพลงที่ชาวบ้านอาศัยการฟังและจำ ไม่มีการจดเป็นตัวหนังสือ เนื้อร้องใช้คำง่าย ๆ
ใช้การปรบมือหรือใช้เครื่องประกอบจังหวะง่าย ๆ ที่สำคัญต้องมีเสียงร้องรับของลูกคู่ ทำให้เกิดความ
สนกุ สนานมากขนึ้

เพลงพื้นบ้านภาคกลางส่วนใหญ่เป็นเพลงโต้ตอบหรือเพลงปฏิพากย์ เป็นเพลงที่หนุ่มสาวใช้ร้อง
โต้ตอบเกี้ยวพาราสีกัน มักร้องกันเป็นกลุ่มหรือเป็นวง ประกอบด้วย ผู้ร้องนำเพลงฝ่ายชายและฝ่ายหญิงท่ี
เรียกว่า พ่อเพลง แม่เพลง ส่วนคนอื่น ๆ เป็นลูกคู่ร้องรับ ให้จังหวะด้วยการปรบมือ หรือใช้เครื่องดนตรี
ประกอบจงั หวะ เช่น กรบั ฉิ่ง เพลงโตต้ อบนี้ ชาวบ้านภาคกลางนำมาร้องเลน่ ในโอกาสตา่ ง ๆ ตามเทศกาล
หรือในเวลาที่มารวมกลุ่มกัน เพื่อทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือบางเพลงก็ใช้ร้องเล่นไม่จำกัดเทศกาล
แบง่ ได้ ๕ กลมุ่ คอื

๑. เพลงที่นยิ มร้องเลน่ ในฤดูน้ำหลาก เทศกาลกฐนิ และผา้ ปา่ ในช่วงเทศกาลออกพรรษา ไดแ้ ก่
เพลงเรือ (ร้องกันทั่วไปในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี สุพรรณบุรี
ลพบรุ )ี
เพลงคร่งึ ท่อน เพลงไก่ป่า (ปรากฏชื่อในหนังสือเก่าก่อนสมัยรัชกาลที่ ๕ วา่ รอ้ งอยู่แถบพระนครศรอี ยุธยา)
เพลงหนา้ ใย เพลงยิม้ ใย เพลงโซ้ (นครนายก)
เพลงรำพาขา้ วสาร (ปทมุ ธานี)
เพลงร่อยภาษา (กาญจนบุร)ี

๒. เพลงที่นิยมเลน่ ในเทศกาลเก็บเก่ียว เปน็ เพลงที่ร้องเล่นในเวลาลงแขกเก่ียวข้าว และนวดข้าว
ไดแ้ ก่
เพลงเกี่ยวข้าว เพลงกม้ (อา่ งทอง สุพรรณบุร)ี
เพลงเตน้ กำ (อ่างทอง พระนครศรอี ยุธยา)
เพลงเตน้ กำรำเคยี ว (นครสวรรค)์
เพลงจาก (อ. พนมทวน กาญจนบุร)ี
เพลงสงฟาง (สพุ รรณบุรี กาญจนบรุ ี อา่ งทอง สิงห์บุร)ี
เพลงพานฟาง (สพุ รรณบรุ ี กาญจนบรุ ี)
เพลงสงคอลำพวน (กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี)
เพลงชกั กระดาน (กาญจนบรุ ี ราชบรุ ี นครปฐม สิงหบ์ รุ ี อา่ งทอง)
เพลงโอก (ราชบรุ ี ใช้ร้องเลน่ เวลาหยุดพกั ระหวา่ งนวดข้าว)

๓. เพลงทน่ี ยิ มเล่นในเทศกาลสงกรานต์ เปน็ เพลงทีร่ ้องเพอ่ื ความสนกุ สนาน รืน่ เริง และบางเพลง
เป็นเพลงที่ใช้ประกอบการละเลน่ ของหนมุ่ สาว ไดแ้ ก่
เพลงพษิ ฐาน (พระนครศรอี ยธุ ยา สุพรรณบรุ ี อทุ ยั ธานี นครสวรรค์ สโุ ขทัย กำแพงเพชร ตาก)
เพลงพวงมาลยั (นครปฐม เพชรบรุ ี กาญจนบรุ ี อา่ งทอง นครสวรรค์)



เพลงระบำ เพลงระบำบ้านไร่ (พระนครศรอี ยธุ ยา ลพบรุ ี อ่างทอง สุพรรณบรุ )ี
เพลงฮินเลเล (พระนครศรอี ยุธยา นครสวรรค์ สุโขทัย พษิ ณุโลก)
เพลงคล้องชา้ ง (สุพรรณบรุ ี กาญจนบุรี นครปฐม)
เพลงชา้ เจ้าหงส์ (พระนครศรีอยุธยา)
เพลงช้าเจา้ โลม (นครสวรรค์ อทุ ัยธาน)ี
เพลงเหย่อย (กาญจนบุร)ี
เพลงกร่นุ (อทุ ัยธานี พษิ ณโุ ลก)
เพลงชกั เยอ่ (อทุ ัยธานี)
เพลงเข้าผี (เกอื บทกุ จังหวัดของภาคกลาง)
เพลงสังกรานต์ (เป็นเพลงใช้ร้องยั่วประกอบท่ารำ ไม่มีชื่อเรียกโดยตรง ในที่นี้ เรียกตามคำของยายทอง
หลอ่ ทำเลทอง แม่เพลงอาวโุ สชาวอยธุ ยา)

๔. เพลงทใ่ี ช้ร้องเวลามารวมกันทำกิจกรรมอย่างหนึ่ง ไดแ้ ก่ เพลงโขลกแป้ง (ร้องโตต้ อบกนั
เวลาลงแขกโขลกแป้งทำขนมจีน ในงานทำบุญ ของชาวอ่างทอง ชาวนครสวรรค์) เพลงแห่นาคหรือสั่งนาค
(รอ้ งกันทัว่ ไปในภาคกลาง ในงานบวชนาคขณะแห่นาคไปวดั หรอื รับไปทำขวญั นาค)

๕. เพลงที่รอ้ งเล่นไม่จำกัดเทศกาล เปน็ เพลงทรี่ อ้ งเพ่ือความสนุกสนานร่นื เรงิ ในงานบุญประเพณี
ตา่ ง ๆ ร้องรำพันแสดงอารมณ์ความรู้สกึ รอ้ งประกอบการละเล่น หรือร้องโดยทีม่ ีวตั ถปุ ระสงค์อยา่ งใดอย่าง
หนง่ึ ไดแ้ ก่
เพลงเทพทอง (เป็นเพลงพื้นบ้านที่เก่าที่สุด ตามหลักฐานในวรรณคดีและหนังสือเก่าบันทึกไว้ว่า นิยมเล่น
ต้ังแต่สมัยอยธุ ยา สมยั ธนบุรี สมัยรัตนโกสินทร์ จนถงึ รชั กาลท่ี ๖)
เพลงลำตัด
เพลงโนเนโนนาด
เพลงแอ่วเคลา้ ซอ
เพลงแห่เจา้ บา่ ว
เพลงพาดควาย
เพลงปรบไก่
เพลงขอทาน
เพลงฉ่อย (มชี ่ือเรียกอื่น ๆ เช่น เพลงวง เพลงเป๋ เพลงฉ่า เพลงตะขาบ)
เพลงทรงเคร่ือง
เพลงระบำบา้ นนา
เพลงอีแซว
เพลงรำโทน
เพลงสำหรบั เด็ก (เพลงกลอ่ มเด็ก เพลงปลอบเดก็ เพลงประกอบการละเลน่ เดก็ )
เพลงพื้นบ้านภาคกลางแมจ้ ะมีหลากหลายประเภทมากกวา่ ทุกภาค แตม่ ีเพลงจำนวนนอ้ ยทีย่ ังคงรอ้ งเล่นกัน
บา้ งในชนบท และสว่ นหน่ึงก็เปน็ เพลงท่ีเลน่ กันเฉพาะถนิ่ เทา่ น้นั
เพลงพนื้ บา้ นภาคกลางทแี่ พรห่ ลายได้ยนิ ทว่ั ๆ ไป และมพี อ่ เพลงแม่เพลงทีย่ ังจดจำร้องกนั ได้ ๘ เพลง คือ



๑. เพลงเรอื
๒. เพลงเตน้ กำ
๓. เพลงพษิ ฐาน
๔. เพลงระบำบา้ นไร่
๕. เพลงอแี ซว
๖. เพลงพวงมาลยั
๗. เพลงเหย่อย
๘. เพลงฉ่อย



บทที่ ๓
วิธดี ำเนินการศกึ ษา

๑. เครื่องมอื ทใ่ี ช้
- อินเทอร์เน็ต
- กระดาษ
- โทรศพั ทม์ ือถือ
- คอมพวิ เตอร์

๒. แหล่งศึกษาคน้ คว้า
- เว็บไซต์

๓. วิธกี ารศกึ ษา
ขน้ั ท่ี ๑ ข้นั ศกึ ษา
- เสนอโครงสรา้ งของโครงงานตอ่ ครแู ละขอคำปรึกษา
- ประชมุ สมาชกิ ในกลมุ่ แบ่งเขตการศกึ ษาคน้ คว้า
- ศึกษาขอ้ มูลจากอินเทอรเ์ นต็
- รวบรวมข้อมลู จากแหลง่ อินเทอร์เน็ต
- จดั ทำชน้ิ งานและรปู เล่ม นำเสนอต่ออาจารยท์ ี่ปรกึ ษา เพื่อแก้ไขปรบั ปรงุ สว่ นทีบ่ กพรอ่ ง
ขน้ั ท่ี ๒ ขัน้ นำเสนอผลงาน
- แนะนำและชแ้ี จงการจัดทำโครงงาน หน้าชัน้ เรยี น
- เสนอผลงาน
- แนะนำนกั เรยี นศกึ ษาค้นควา้ เพ่ิมเติม
- จัดทำเอกสารเผยแพรผ่ ลงาน
- จัดการนำเสนอหนา้ ชั้นเรยี น



บทที่ ๔
ผลการศึกษา

เพลงพ้ืนบา้ นภาคกลางของไทย
ประวตั ิความเป็นมา
จากหลักฐานในสมัยอยุธยามีการกล่าวถึงเพลงเรือ และเพลงเทพทอง ซึ่งพบว่ามีการเล่นเป็ น

มหรสพสมโภชมาจนถึงสมยั ธนบรุ ี คร้ันสมัยรัตนโกสินทรใ์ นรชั กาลท่ี ๑ และรชั กาลท่ี ๒ เพลงพ้ืนบ้านน้ันใช้
เล่นเป็นมหรสพสมโภชในงานแลองต่าง ๆ มี ๒ ชนิด คือ เพลงปรบไก่ และเพลงเทพทอง จนถึงรัชกาลที่ ๓
ปรากฏหลักฐานในวรรณคดีมีการกล่าวถึงงานลอยกระทงว่ามีการเล่นสักวา เพลงครึ่งท่อน เพลงปรบไก่
และเพลงดอกสร้อย ต่อมาในรัชกาลที่ ๔ ชาวบ้านนิยมเพลงแอ่วลาวกันมาก จึงทรงออกประกาศห้ามเล่น
เพลงแอ่วลาว และให้ฟื้นฟูเพลงพื้นบ้านของไทย เช่น เพลงครึ่งท่อน เพลงปรบไก่ เพลงสักวา เพลงไก่ป่า
เพลงเกี่ยวขา้ ว ในรัชกาลที่ ๕ - รัชกาลท่ี ๗ เพลงพื้นบา้ นก็ยังเปน็ มหรสพที่ได้รับความนิยมต่อกันมา จนถึง
รฐั บาล จอมพล ป. พบิ ูลสงคราม ได้ควบคมุ การละเล่นพืน้ บ้าน และสนบั สนนุ รำวงให้แพร่หลายทำให้เพลง
พ้ืนบ้านด้ังเดิมค่อย ๆ เสอื่ มความนิยมลงต้ังแต่นั้นเป็นตน้ มา

เพลงสงคอลำพวน
เป็นการเล่นเพลงของชุมชนชาวโพหักที่เกี่ยวกับอาชีพทำนา เป็นอาชีพหลักของชุมชน ไม่พบ
หลกั ฐานยืนยนั วา่ เร่มิ มีการเล่นตั้งแต่สมัยใดแต่สามารถสันนษิ ฐานได้จากการเล่าของผ้อู าวุโสชาวโพหักว่า ปู่
ย่า ตา ยาย และบรรพบุรุษได้เล่นเพลงพานฟาง เพลงสงคอลำพวน และเพลงชักกระดานกันมาแล้วทั้งน้ัน
เพราะเป็นส่วนหนง่ึ ของวิถีชีวิต เพอ่ื เปน็ การผอ่ นคลายความเหน็ดเหน่ือยจากการทำนา
เปน็ การเลน่ ที่มขี ึน้ เพอื่ เกิดความสนุกสนานระหว่างทำงานรวมกันเป็นหมู่เปน็ การร้องเล่นที่ทำให้ไม่
นึกความเหน็ดเหนื่อย และเบื่อหน่าย ดังนั้นจึงไม่ได้แต่งกายเพื่อความสวยงาม แต่เป็นการแต่งกายเพื่อจะ
ทำงาน
เพลงพานฟาง
ร้องโต้ตอบกันระหว่างชาย-หญิง ขณะพานฟางในลานนวดข้าว เมื่อข้าวหลุดออกจากรวงหมดแล้ว
จึงช่วยกันแยกฟางออกไปไว้บริเวณขอบลานให้เหลือเมล็ดข้าวในลาน การเขี่ยฟางออกนี้เรียกว่า พานฟาง
ในการพานฟางออกนี้จะทำอย่างมีระเบียบ มีการวางซ้อนกันท่ีเรียกว่า ลอมฟาง และจะร้องเพลงพานฟาง
มีทำนองคล้ายกับเพลงสงฟาง แต่มีฉันทลักษณ์งา่ ย ๆ ที่ใช้เปน็ กลอนสั้น ๆ โดยขึ้นต้นวา่ พานเถอะหนาแม่
พาน
การแตง่ กายแตง่ เพอื่ จะทำงาน เสื้อผ้าท่ีใสฝ่ า่ ยหญิงเปน็ เสือ้ แขนยาวสดี ำหรือสนี ้ำเงนิ นุ่งโจงกระเบน
ที่ศีรษะมีงอบกันแดด ส่วนฝ่ายชายนุ่งกางเกงขาก๊วย ใส่เสื้อแขนยาวสีดำหรือสีน้ำ เงิน ที่ศีรษะสวมหมวก
สาน



เพลงชักกระดาน
เพลงชักกระดานจะเล่นต่อจาก เพลงสงคอลำพวน โดยร้องกันหลังจากที่ได้เมล็ดข้าวแล้วจึงรวม
ข้าวที่กระจายอยู่กลางลานให้เป็นกองใหญ่ โดยใช้ไม้กระดานเจาะรู ๒ ข้าง เอาเชือกร้อย มีด้านตรงกลาง
กระดาน สำหรบั ใชค้ นหนึง่ กดกระดานให้ติดพนื้ ส่วนอีกคนหนึ่งจะดึงเชอื ก จะไดข้ า้ วทลี ะมากๆ เรียกวา่ ชัก
กระดาน ระหว่างชกั กระดานมีการรอ้ งเพลงชกั กระดานมลี กั ษณะคลา้ ยเพลงสงคอลำพวน
เล่นเพือ่ เกิดความสนุกสนานระหวา่ งทำงานรวมกนั เปน็ หมู่ เป็นการรอ้ งเล่นท่ีทำให้ไมน่ ึกความเหน็ด
เหน่อื ยและเบือ่ หนา่ ยไม่ได้แต่งกายเพ่ือความสวยงาม แตแ่ ต่งกายเพ่ือจะทำงาน

เพลงอีแซว
เกิดในถิ่นสุพรรณบุรีโดยตรง แพร่หลายในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีและใกล้เคียง เพลงอีแซวมีความ
เป็นมาที่ยาวนาน มากกว่า ๑๐๐ ปี ในช่วงแรก ๆ นั้นมีลักษณะเป็นเพลงปฏิพากย์ (เพลงโต้ตอบ) ที่หนุ่ม
สาวใช้ร้องยั่วเย้า เกี้ยวพาราสีกันอย่างง่าย ๆ สั้น ๆ แต่ก่อนเรียก เพลงยั่วเพราะร้องยั่วกัน คล้ายเพลง
กลองยาว ตอ่ มามผี ูเ้ อาแคนไปขายท่สี ุพรรณ ก็เอาแคนมาเป่าประกอบด้วย เรยี กกนั ว่า เพลงแคน เวลาร้อง
ใช้มือตบ เป็นจังหวะบางคนจึงเรียก เพลงตบแผละ จากนั้น ทำนองและเนื้อร้องก็ค่อย ๆ มีแบบเป็นของ
ตัวเองขึ้น จึงมาเรียกเพลงอีแซว มีการยืมเนื้อจากเพลงฉ่อยทางอ่างทองมาร้องเป็นเรือ่ งยาวขึ้น เหตุที่เรียก
เพลงอแี ซวนน้ั ก็สนั นษิ ฐานกันไป ท่ีน่าเชื่อกค็ ือ พอ่ บวั เผ่อื น สันนษิ ฐานวา่ "เพราะยืนร้องแซวกันท้งั คนื "
กระท่ังเมื่อ ๖๐ - ๗๐ ปีที่ผ่านมาจึงได้พฒั นาเป็นเพลงปฏิพากย์ยาวคือมเี นื้อเพลงที่ใช้ร้องในแตล่ ะ
ครั้งยาวมากขึ้น พร้อมกับมีการดัดแปลงทำนองและลักษณะการร้องรับของลูกคู่ นอกจากนั้นยังได้มีการ
พัฒนาเส้ือผ้าของผูแ้ สดง โดยจะนุ่งโจงกระเบนทัง้ ฝา่ ยชายและหญิง สว่ นเส้ือนัน้ ฝ่ายหญิงจะใส่เสื้อแขนส้ัน
คอกลมหรือ คอเหลี่ยมกว้าง ฝ่ายชายมักจะ ใส่เสื้อแขนสั้นคอกลม สร้าง สรรค์ความสะดุดตาด้วยสี ท่ี
ฉูดฉาดเพ่ือดึงดดู ใจผู้ชม ด้วยความนยิ มทำให้สามารถแสดงได้เกือบทุกสถานท่ีและทุกโอกาสเพียงแต่ จะไม่
มีการแสดงในงานแต่งงาน วงอีแซวจะไม่มีข้อกำหนดเรื่อง จำนวนผู้แสดง แต่ในวงหนึ่งๆ จะมีการจัดสรร
แหน่งหน้าท่ี ของผู้แสดงประกอบด้วย พ่อเพลง (ผู้ร้องนำฝ่ายชาย) แม่เพลง (ผู้ร้องนำฝ่ายหญิง) คอต้น (ผู้
ร้องเพลงโต้ตอบคนแรก) คอสอง , คอสาม (ผู้ร้องคนที่สองและ สาม) และ ลูกคู่ (จำนวนไม่จำกัด มีหน้าท่ี
ร้องรบั รอ้ งซำ้ ความ รอ้ งสอดแทรกขัดจงั หวะ เพื่อความสนกุ สนาน)
เพลงอีแซวมีจะดำเนินการแสดงโดยมีเนื้อหาเรียงลำดับ เริ่มต้นด้วยบทไหว้ครู บทเกริ่น บทประ
และจบท้ายดว้ ยบทจาก หรือบทลา

๑.บทไหว้ครู
เป็นบทกราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธ์ิ และผู้มีพระคุณ ได้แก่ พระรัตนตรัย เทวดา ภูตผี พ่อแม่

ครูอาจารย์ ( ครูเพลงของอแี ซวจะมสี องแบบ “ ครเู พลงทเี่ ปน็ จติ วญิ ญาณ ” เช่นพระนารายณ์ ฤๅษหี รอื
พ่อแก่ และครอู กี ประเภทคือ “ ครู เพลงทเี่ ปน็ มนษุ ย์ ” นอกจากครเู พลงท้ังสองแบบแล้ว กม็ ี “ ครู พัก
ลักจำ ” ซึ่งหมายถึงครูที่ผู้ร้องไม่ได้ไปฝากตัวเป็นศษิ ย์ แต่ได้ แอบจดจำเพลงหรือลีลา ) การร้องบทไหว้ครู
จะตอ้ งนัง่ กับพืน้ ร้อง โดยมี “พาน กำนล” หรือพานไหว้ครูวางไว้ข้างหน้า หรือยกถอื ไว้ในขณะร้อง โดยพ่อ
เพลงจะร้องกอ่ น ตามดว้ ยแมเ่ พลง



๒. บทเกรน่ิ
เป็นบทร้องของฝา่ ยชายและหญิงก่อนทีจ่ ะ มาพบกนั ตามเหตุการณ์ทีส่ มมุตไิ ว้ บทเกรนิ่

เริ่มต้นหลังจาก บทไหวค้ รูจบลง ผู้แสดงท้งั หมดจะลุกขน้ึ ยืนร้อง “ เพลงออกตวั ” มเี น้ือหาทกั ทายกัน
แนะนำตวั ฝากตวั กับผชู้ ม ตามดว้ ย “ เพลง แต่งตวั ” หากสมมุติเหตกุ ารณ์เป็นการชักชวนกันไปเทย่ี ว
บ้านสาว ๆ พอมาถงึ บา้ นฝ่ายหญงิ แล้วจะรอ้ ง “ เพลงปลอบ ” ซึ่งเปน็ เพลงที่ชักชวนใหฝ้ า่ ยหญิงออกมา
รอ้ งเพลงโตต้ อบกัน

๓. เพลงประ
การร้องปะทะคารมกนั ของท้ังสองฝา่ ย เพลงประของวงอีแซวมีหลายแบบ ได้แก่ แนวรัก

( การเก้ียวพาราสี ) แนวประลอง ( การทดสอบฝปี าก หรือทดสอบภูมปิ ัญญา ) และแนวเพลงเร่ือง ( ดำเนิน
เร่ืองราวตามเร่ืองของนิทาน นิยาย หรือวรรณกรรม )

๔. บทจาก หรอื บทลา
เป็นเพลงทใ่ี ช้รอ้ งเพื่อ แสดงถึงความอาลยั คู่เล่นเพลง ผู้ชม หรือ กล่าวอำลาผู้ชม หรือ

เจ้าภาพผวู้ ่าจ้างให้มาแสดง
๕. การอวยพร
เป็นการรอ้ งขอบคณุ เจา้ ภาพ และ ผู้ชม รวมท้ังขอบคุณผ้ใู หร้ างวลั

ชว่ งเวลาทเ่ี ล่นเปน็ ฤดูนำ้ หลาก เปน็ ช่วงทำนาบรรดาพ่อเพลงแมเ่ พลงจากถิ่นต่าง ๆ ก็จะมาชมุ นุม
กนั พวกที่มาทางบกกเ็ ล่นเพลงอีแซว ดว้ ยเหตเุ ป็นเพลงเร็ว จังหวะกระชนั้ ผู้รอ้ งมีปฏภิ าณดหี รอื ท่เี รียกว่า
มตุ โิ ตแตกฉาน ซึ่งสะท้อนภาพสงั คม สอดแทรกมขุ ตา่ ง ๆ ลงในบทร้อง มขี ้อความเสียดสี กินใจ สัง่ สอน
และบทตลก ลงทา้ ยดว้ ยการขออภัยท่ีไดล้ ่วงเกนิ จากนั้นกใ็ หพ้ รซ่งึ กันและกัน ทัง้ เจ้าภาพและผฟู้ งั

อปุ กรณแ์ ละวธิ กี ารเล่น
พ่อเพลงและแม่เพลง จะเรม่ิ ตน้ โดยการกลา่ วบทไหว้ครู จากนั้นฝา่ ยชายจะเปน็ ผู้เริม่ เรียกวา่ ปลอบ
ฝ่ายหญิงจะว่าบท รับแขก จากนนั้ ฝา่ ยชายจะวกเข้าหา บทเกยี้ ว ฝ่ายหญงิ จะรับดว้ ยบท เลน่ ตัว ฝ่ายชายจะ
ว่าบท ออด ฝา่ ยหญิงจะตอบด้วยบทเสยี แค่นไมไ่ ด้ รับรัก จากน้ันฝา่ ยหญงิ จะข้ึนบท เกี่ยง ใหม้ าส่ขู อฝา่ ย
ชายจะขอพาหนีพอหนีตามกันก็จะถึงบทชมนกชมไม้
โอกาสและเวลาการเลน่
เลน่ ในเวลาเทศกาลงานสำคัญ เช่น ตรษุ สงกรานต์ ขนึ้ ปใี หม่ งานมนัสการหลวงพ่อโตวดั ปา่ เลไลยก์
เดือน ๑๒ งานทอดกฐินรวมทั้งงานเกีย่ วขา้ ว

เพลงเก่ียวขา้ ว
เปน็ เพลงท่สี ำหรับร้องกันในขณะลงแขกเกยี่ วขา้ ว อันเปน็ อาชพี สำคัญของประชาชนชาวไทย
อยา่ งหน่ึง เพ่ือให้ความสนกุ สนานกบั ความเหน็ดเหนื่อยเม่ือยลา้ ในการงาน และเชอ่ื มความสามัคคี
ในระหวา่ งพน้ื บ้านอาชีพเดียวกัน จะเลน่ กนั ในฤดเู กีย่ วข้าว จะเล่นกันเมื่อหยุดจากการเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว
เหมอื นกับเพลงเตน้ กำรำเคียว จะเลน่ เพลงเกย่ี วข้าวก่อนทีจ่ ะเลน่ เพลงเต้นกำรำเคยี ว และไม่มกี ำหนดเวลา
ในการเลน่ คือ เล่นกนั จนเหน่ือยก็เลิก เนื้อความของเพลงมักจะเก่ยี วกับ การไตถ่ ามถึงการทำนาผสมผสาน
การเก้ยี วพาราสกี ัน



เพลงเกีย่ วขา้ ว บางแห่งเรยี ก "เพลงกำ" เวลาแสดงมอื หนึ่งถือเคียว อีกมือหน่งึ กำข้าวไว้ ย่ำเท้าใช้
ลีลาไปตามจงั หวะเพลง ใช้ตบมอื ใหจ้ งั หวะพร้อมๆ กนั บางครั้งใชก้ ลองและฉ่ิงเข้าร่วมดว้ ย แบ่งผ้เู ล่น
ออกเปน็ ฝา่ ยชายและฝ่ายหญิง แต่ละฝ่ายจะถอื เคยี วมพี ่อเพลงและแม่เพลง ซึ่งจะมกี ่ีคนกไ็ ด้ พอ่ เพลงจะ
ออกมาร้องก่อน แล้วฝา่ ยหญิงก็รอ้ งตอบโต้ โดยขนึ้ ต้นวา่ “ เอ่อ เออ เอิ้ง เอ๊ย ” ลูกค่รู ับวา่ “ ฮา้ ไฮ้ ” หรือ
“ โหยย เอา้ โหยย โหยย ”

เพลงเรือ
นยิ มเล่นกันในหน้านาประมาณเดอื น ๑๑ - ๑๒ อุปกรณใ์ นการเล่นเพลงเรือคือ เรอื ของพ่อเพลงลำ
หน่ึงและเรอื ของแม่เพลงลำหนึ่ง เครือ่ งดนตรีมี กรับธรรมดา หรือกรบั พวงและฉ่ิง ถา้ เล่นกลางคนื จะต้องมี
ตะเกียงไวก้ ลางลำเรือ เน้ือร้องทง้ั สองฝา่ ยมาพบกนั พ่อเพลงก็จะพายเรอื เขา้ ไปเทยี บเกาะเรอื แม่เพลงไว้
แม่เพลงเร่ิมด้วยเพลงปลอบ หรือเพลงเกรนิ่ บางคณะจะเริ่มดว้ ยบทไหว้ครูก่อน จากน้นั แมเ่ พลงก็จะร้อง
ประโต้ตอบเรยี กว่า บทประ แล้วตอ่ ด้วยชุดลกั หาพาหนี หรือนัดหมายส่ขู อ แลว้ ต่อดว้ ยเพลงชุดชงิ ชแู้ ละ
เพลงตีหมากผัว เมือ่ เลิกก็จะมีเพลงจาก แสดงความอาลัยอาวรณ์
วธิ ีเลน่ หรือการขบั เพลง
จะมีตน้ เสยี งขึ้น และมีลูกคู่รับ โดยใชฉ้ ิ่งและกรบั พวงเปน็ เครื่องประกอบจงั หวะเวลาร้องต้องร้อง
ให้ลงกับจังหวะพาย ผขู้ บั เพลงเรอื หรือแม่เพลงต้องเป็นผู้มีปฏิภาณไหวพริบท่จี ะหาคำหรอื หยบิ ยก
เอาเหตุการณส์ ง่ิ แวดลอ้ มเข้ามาสอดแทรกเข้า ไปให้เหมาะสมอาจเปน็ แข่งขัน ยกยอ่ ง เสียดสี ซึง่ ทำใหผ้ ้ฟู งั
สนุกไปดว้ ย ก่อนการเล่นเพลง ต้องมีการกล่าวกลอนไหวค้ รเู สยี ก่อนจากนั้นจึงจะเออื้ นกลอนพรรณนาหรือ
ชักชวนใหค้ นอืน่ มาเล่นด้วยโดยใชว้ ิธีวา่ กลอนกระทบกระทัง่ กระเซ้าเย้าแหย่ จนคโู่ ตม้ ิอาจจะทนอยู่ได้จึงเกดิ
การเล่นเพลงเรือ โต้ตอบกันขึ้น การโต้ตอบกันด้วยเพลงเรือ บางทกี ็เผด็ ร้อนใช้คารมที่คมคาย บางทีก็อาจ
เป็นทำนองรักหวานชนื่ ท้ังน้ีแล้วแต่โอกาสและสถานการณ์
การแต่งกายฝ่ายชายนุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อคอกลม ผ้าขาวมา้ คาดเอว ส่วนฝ่ายหญงิ น่งุ
โจงกระเบน สวมเสื้อแขนกระบอก แสดงในงานฤดนู ้ำหลาก หรอื ในงานนักขตั ฤกษ์ งานมงคล เชน่
บวชนาค ทอดกฐนิ และลอยกระทง แสดงและเลน่ กันในเรือ แต่ในปจั จบุ นั ร้องและเลน่ กันบนเวที จดั เป็น
2 ฝา่ ย ชาย –หญิง วา่ แก้กันเป็นคู่

การอนรุ กั ษ์เพลงพ้นื บ้าน
1. ส่งเสริมใหค้ นทุกเพศ ทุกวยั เหน็ คุณค่า ช่วยกันรักษา อนุรักษ์เพลงพ้นื บา้ นเอาไว้
2. จัดกจิ กรรมทางด้านการอนรุ ักษเ์ พลงพ้ืนบา้ น
3. เผยแพรค่ วามร้ใู นสื่อต่าง ๆ เชน่ การนำเสนอในชนั้ เรยี น ในส่ืออินเทอรเ์ นต็

๑๐

บทท่ี ๕
สรปุ ผลการศึกษา

การศกึ ษาโครงงานเร่ืองเพลงพนื้ บ้านภาคกลางของไทย เปน็ ไปเพือ่ ศึกษาหาความรู้เพ่ิมเตมิ ส่งเสริม
ใหผ้ คู้ นเห็นคณุ คา่ และอนรุ กั ษ์เพลงพ้ืนบ้าน โดยศกึ ษาค้นควา้ หาขอ้ มูลจากแหล่งอินเทอร์เนต็

๑. ประโยชน์ทไ่ี ด้รบั จากการทำโครงงาน
- ได้รูจ้ ักเพลงพนื้ บา้ นภาคกลางมากข้ึน
- ไดเ้ ผยแพร่ข้อมลู นำเสนอหน้าชัน้ เรียนเพ่อื เปน็ ประโยชน์ตอ่ ผูท้ ส่ี นใจหรอื ผูท้ ่ีกำลังศึกษาอยู่

๒. การนำผลการศึกษาไปใช้
- ได้นำความรู้เกี่ยวกับเพลงพน้ื บ้านภาคกลางของไทยมาเผยแพรใ่ หแ้ กเ่ พือ่ น ๆ และคน

ท่ีอาจยังไมร่ ู้
- เข้าใจถงึ ความเป็นมาของเพลงพ้ืนบ้าน
- นำมารอ้ งเล่นเพ่อื ความสนกุ สนาน เปน็ การอนุรักษ์สบื ทอด

๓. ขอ้ เสนอแนะ
จากการศึกษาเพลงพื้นบ้านภาคกลางของไทย ทำให้รู้จักเพลงพื้นบ้านภาคกลางที่ยังไม่รู้จัก ได้รู้

วัฒนธรรม ความเป็นมาของเพลงพนื้ บา้ น ตอ้ งการใหท้ ุกคนได้ศึกษาเพลงพ้นื บ้านภาคกลางของไทย
ที่รวบรวมไว้ และถ้ามโี อกาสน่าจะศึกษาเพิม่ เติมใหม้ ากกวา่ น้ี

๑๑

บรรณานุกรม

Admin. (ม.ป.ป.). แนวทางการอณรุ กั ษ์ ดนตรพี ื้นบา้ น. [ออนไลน์]. เขา้ ถึงไดจ้ าก : https://www.acms-
sydney.org. (วนั ทค่ี น้ ข้อมูล : ๑๓ สงิ หาคม ๒๕๖๔).

Kun Natee. (๒๕๖๔). ประวตั คิ วามเปน็ มาเพลงพน้ื บา้ น. [ออนไลน์]. เข้าถงึ ไดจ้ าก : https://
www.facebook.com/groups/982445015917126. (วันที่คน้ ข้อมูล : ๑๘ กรกฎาคม
๒๕๖๔).

Plookpedia. (๒๕๖๐). เพลงพ้นื บ้าน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://www.trueplookpanya.com
/blog/content/58593. (วนั ทคี่ น้ ข้อมูล : ๑๔ กันยายน ๒๕๖๔).

Suchar chantrawong, Ph.D. (๒๕๖๓). เพลงชักกระดาน. [ออนไลน์]. เข้าถงึ ได้จาก : https://rb-
song.blogsot.com/2010/10/blog-post_4790. (วันทค่ี ้นขอ้ มูล : ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๔).

Suchar chantrawong, Ph.D. (๒๕๖๓). เพลงพานฟาง. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://rb-
song.blogsot.com/2010/10/blog-post_8534.html. (วันทค่ี น้ ข้อมูล : ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๔).

Suchar chantrawong, Ph.D. (๒๕๖๓). เพลงสอคอลำพวน. [ออนไลน์]. เข้าถงึ ไดจ้ าก : https://rb-
song.blogsot.com/2010/10/blog-post_12.html. (วันท่ีค้นขอ้ มูล : ๑๓ สงิ หาคม ๒๕๖๔).

ทีมงานทรูปลูกปัญญา. (๒๕๖๔). เพลงเรือ. [ออนไลน์]. เขา้ ถึงได้จาก : https:trueplookpanya.com
/learning/detail/374?. (วันทีค่ ้นข้อมลู : ๑๓ สงิ หาคม ๒๕๖๔).

ทมี งานทรูปลูกปญั ญา. (๒๕๖๔). เพลงอแี ซว. [ออนไลน์]. เขา้ ถงึ ไดจ้ าก : https:trueplookpanya.com
/learning/detail/380?. (วันท่ีค้นข้อมูล : ๑๓ สงิ หาคม ๒๕๖๔).

นารีนาฏ แสงทองเกิด และคณะ. (ม.ป.ป.). ประวตั เิ พลงพื้นบา้ นภาคกลาง. [ออนไลน์]. เขา้ ถึงไดจ้ าก :
https://sites.google.com/site/naeybenfulc. (วนั ท่คี ้นขอ้ มูล : ๑๔ กันยายน ๒๕๖๔).


Click to View FlipBook Version