The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยการพัฒนาทักษะปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 128 สุนิสา ธรรมวันนา, 2024-02-05 04:33:55

วิจัยการพัฒนาทักษะปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง

วิจัยการพัฒนาทักษะปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง

การพัฒนาทักษะปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง ชุดเซิ้งกระติ๊บข้าว โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่1 โรงเรียนชุมพลโพนพิสัย นางสาวสุนิสา ธรรมวันนา วิจัยในชั้นเรียนเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


การพัฒนาทักษะปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง ชุดเซิ้งกระติ๊บข้าว โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่1 โรงเรียนชุมพลโพนพิสัย นางสาวสุนิสา ธรรมวันนา วิจัยในชั้นเรียนเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


ก หัวข้อวิจัยในชั้นเรียน การพัฒนาทักษะปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง ชุดเซิ้งกระติ๊บข้าว โดยใช้ รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ส าหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่1 โรงเรียนชุมพลโพนพิสัย ผู้วิจัย นางสาวสุนิสา ธรรมวันนา อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ปิ่นเกศ วัชรปาณ ปริญญา ครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชา นาฏศิลป์ไทย มหาวิทยาลัย ราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียน การ สอนตามแนวคิดปฏิบัติการทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะแสดง นาฏศิลป์พื้นบ้านโดยใช้รูปแบบการ เรียนการสอนตามแนวคิด ทักษะปฏิบัติของเดวีส์ร่วมกับมัลติมีเดีย ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/9 โรงเรียนชุมพลโพนพิสัย ส านักงานเขต พื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาหนองคาย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 นักเรียน จ านวน 40 คน ได้มาโดยวิธี สุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random Sample) ใช้ห้องเรียน เป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย (1)แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบการเรียนการสอนตาม แนวคิดทักษะปฏิบัติของเดวีส์ (2)แบบทดสอบความรู้(3)แบบทดสอบทักษะ ปฏิบัติ สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนา แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดทักษะปฏิบัติของเดวีส์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 มี ประสิทธิภาพเท่ากับ 74.09/74.11 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ก าหนด 2) การ เปรียบเทียบทักษะปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้าน ชุดเซิ้งกระติ๊บข้าว โดยใช้รูปแบบการเรียนการ สอนตามแนวคิดทักษะปฏิบัติของเดวีส์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน คิด เป็นร้อยละ 74.11 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ข กิตติกรรมประกาศ การวิจัยครั้งนี้ส าเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลืออย่างสูงยิ่งจาก อาจารย์ปิ่นเกศ วัชรปาณ อาจารย์นิเทศ ที่ให้ค าปรึกษา ค าแนะน าชี้แนะที่เป็นประโยชน์ต่อการท าวิจัย และตรวจแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ท าให้งานวิจัยฉบับนี้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น กราขขอบพระคุณ คุณครูกนิฏฐา ธนุการ อละคุณครูกัมปนาท ภานนท์ ที่กรุณาเป็น ผู้เชี่ยวชาญใรการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย อีกทั้งให้ค าแนะน าอย่างดียิ่ง ซึ่งเป็นส่วน ส าคัญที่ท าให้วิจัยนี้ ส าเร็จลุล่วงด้วยดี ขอขอบพระคุณ คณาอาจารย์สาขาวิชานาฏศิลป์ไทยทุกท่านที่ได้กรุณา อบรมสั่งสอน ถ่ายทอดความรู้และให้ประสบการณ์ที่ดี และมีคุณค่าอย่างยิ่งกับผู้วิจัยจนท าให้ผู้วิจัยประสบความส าเร็จ ในการศึกษา ขอขอบคุณเพื่อนนักศึกษาปริญญาตรีสาขาวิชานาฏศิลป์ไทยทุกท่าน ที่ให้ก าลังใจซึ่งกันและ กันด้วยดีเสมอมา แบะขอขอบพระคุณผู้ที่ให้ความช่วยเหลือในการท าวิจัยอีกหลายท่านที่มิได้กล่าวนาม ในที่มีส่วนสนับสนุนในการท าวิจัยส าเร็จด้วยดี การศึกษาและการท าวิจัยส าเร็จได้ด้วยดี เพราะได้รับการสนับสนุนจากบิดา มารดา ตลอดจน ญาติ พี่ น้องที่ให้ก าลังใจแก่ผู้วิจัยตลอดมา ผู้วิจัยรู้สึกซายซึ้งเป็ยอย่างยิ่งและขอขอบพระคุณเป็นอย่าง สูง คุณค่าและประโยชน์ของวิจัยเล่มนี้ ขอมอบเป็นเครื่องบูชาพระคุณบิดามารดาที่ได้อบรมเลี้ยงดู ให้ความรัก ความเอาใจใส่ ให้การศึกษาและเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้วิจัยเมสอมา และขออุทิศความดีทั้ง หลายทั้งปวง จากวิจัยเล่มนี้แด่บูรพาจารย์ทุกท่านทั้งในอดีตลัปัจจุบันที่ได้ประสิทธ์ประสาทวิชาความรู้ ท าให้ผู้วิจัย ได้รับประสบการณ์ที่ทรงคุณค่า สุนิสา ธรรมวันนา


ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง สารบัญตาราง ฉ สารบัญภาพ ช บทที่ 1 บทน า 1 ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2 สมมติฐานของการวิจัย 2 ขอบเขตของการวิจัย 3 นิยามศัพท์เฉพาะ 4 ประโยชน์ที่ได้รับ 5 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6 นาฏศิลปพื้นเมือง 6 รูปแบบการเรียนการสอนปฏิบัติของเดวีส์ 6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 10 กรอบแนวคิดการวิจัย 15 3 วิธีด าเนินการวิจัย 16 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 16 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 16


ง สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า การเก็บรวบรวมข้อมูล 18 การวิเคราะห์ข้อมูล 18 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 18 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 25 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 25 ล าดับขั้นในการน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 25 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 26 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 28 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 28 สรุปผลการวิจัย 28 การอภิปรายผล 29 ข้อเสนอแนะ 30 บรรณานุกรม 31 ภาคผนวก 33 ภาคผนวก ก ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ ภาคผนวก ข ตัวอย่างแบบวัดทักษะปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง ภาคผนวก ค บัญชีรายชื่อผู้เชี่ยวชาญ 34 42 45 ประวัติย่อของผู้วิจัย 47


จ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติการอสดงนาฏศิลปพื้นเมือง ชุดเซิ้ง กระติ๊บข้าว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิด ทักษะปฏิบัติของเดวีส์. 25 2 การวิเคราะห์เปรียบเทียบทักษะการปฏิบัติร าวงมาตรฐานก่อนเรียนและหลังเรียน ของ นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ทักษะการปฏิบัติการ แสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง ชุดเซิ้งกระติ๊บข้าว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบ การเรียนการสอนตามแนวคิดทักษะปฏิบัติของเดวีส์ 26


ฉ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1 กรอบแนวคิดการวิจัย 15


1 บทที่ 1 บทน ำ ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญของปัญหำ นาฏศิลป์ไทยเป็นศิลปะการแสดงที่มีมาแต่โบราณ และได้รับการพื้นฟูมาทุกยุคทุกสมัยโดย มีองค์พระมหากษัตริย์ทรงให้การท านุบ ารุงและจัดการแสดงในงานพระราชพิธีต่างๆ ที่เป็นงานทั่วไป ส าหรับประชาชนอันมีรูปแบบและลักษณะเฉพาะ ซึ่งมีความแตกต่างกันอยู่มาก การแสดงแต่ละ ประเภทจะมีเอกลักษณ์ซึ่งบ่งบอกถึงวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษได้รังสรรค์ไว้ด้วยภูมิปัญญาอันชาญ ฉลาด เพื่อมอบเป็นมรดกไว้ให้ลูกหลานได้อนุรักษ์และสืบทอดไว้ให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทย (กรมศิลปากร. 2550: 14) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง w.ศ. 2560) (Basic Education Core Curriculum, Ministry of Education A.D. 2008) ได้มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุก คนให้เป็น ก าลังของชาติเพื่อเป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตส านึกใน การเป็น พลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จ าเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและ การศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นส าคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุก คนสามารถเรียนรู้และพัฒนา ตนเองได้เต็มศักยภาพและหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานได้มี การจัดการศึกษาลักษณะเป็นกรอบ และแนวทางในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพ ตามมาตรฐานการเรียนรู้ที่ก าหนดจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถะส าคัญ 5 ประการคือ 1) ความสามารถ ในการสื่อสาร 2) ความสามารถในการคิด 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา 4) ความสามารถในการ ใช้ทักษะชีวิต และ 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ตลอดจนมุ่งพัฒนาให้มีคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ จากการศึกษาผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ทักษะการปฏิบัติการ แสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง ชุดเซิ้งกระติ๊บข้าว โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ให้ เป็นไปตามล าดับขั้นตอนพัฒนาทักษะการปฏิบัติผู้เรียนให้มีประสิทธิภาพ ปลูกฝังคุณลักษณะอันเพิ่ง ประสงค์ให้ผู้เรียนเกิดเป็นเจตคติที่ดีต่อการแสดงนาฏศิลป์อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติเปิด โอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็นตามความถนัดความสนใจเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์เผยแพร่ และสืบทอดนาฏศิลป์ให้คงอยู่ต่อไป


2 วัตถุประสงค์ของกำรวิจัย 1. เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ทักษะการปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง ชุดเซิ้ง กระติ๊บข้าวของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์ ชุดเซิ้งกระติ๊บข้าวโดยใช้รูปแบบ การเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน สมมติฐำนของกำรวิจัย 1.แผนการจัดการเรียนรู้ทักษะการปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง ชุดเซิ้งกระติ๊บข้าวของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 2.นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนการแผนการเรียนรู้ทักษะ การปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง ชุดเซิ้งกระติ๊บข้าวโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอน ทักษะ ปฏิบัติของเดวีส์ มีทักษะการปฏิบัติหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ขอบเขตของกำรวิจัย 1. ประชำกรที่ใช้ในกำรวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมพล โพนพิสัย สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต21 จังหวัดหนองคาย ที่เรียนรายวิชา นาฏศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จ านวน 230 คน จากนักเรียน จ านวน 6 ห้อง 2. ตัวแปร 2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ การเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติ ของเดวีส์ 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ทักษะการปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมืองชุด เซิ้งกระติ๊บข้าว


3 3. เนื้อหำกำรวิจัย เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เป็นเนื้อหาในวิชาศิลปะ สาระการเรียนรู้นาฏศิลป์ การปฏิบัติท่า ร าชุดการแสดง เซิ้งกระติ๊บข้าว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามหลักสูตรโรงเรียนชุมพลโพนพิสัย โดยมี เนื้อหา ดังนี้ 1.ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการแสดงนาฏศิลป์นาฏศิลป์พื้นเมือง ชุดเซิ้งกระติ๊บข้าว 2.ทักษะการปฏิบัติแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง ชุดเซิ้งกระติ๊บข้าว 3.การจัดการเรียนรู้ตามแนวความคิดของของเดวีส์ 4. ระยะเวลำที่ใช้ในกำรวิจัย ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ก าหนด สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง


4 นิยำมศัพท์เฉพำะ เซิ้งกระติ๊บข้ำว เป็นการแสดงของภาคอีสานที่เป็นที่รู้จักกันดี และแพร่หลายที่สุดชุดหนึ่ง จนท าให้คนทั่วไปเข้าใจว่า การแสดงของภาคอีสานมีลักษณะเป็นการร าเซิ้งเพียงอย่างเดียว เซิ้งกระติบข้าวได้แบบอย่างมาจาก การเซิ้งบั้งไฟ ซึ่งแต่เดิมเซิ้งอีสานจริงๆ ไม่มีท่าทางอะไร มีแต่กินเหล้ายกมือไม้สะเปะสะปะให้เข้ากับ จังหวะเสียงกลองไปตามใจ โดยไม่ได้ค านึงถึงความสวยงาม นอกจากให้เข้าจังหวะกลอง ตบมือไปตาม เรื่องตามฤทธิ์เหล้าในราว พ.ศ. 2507 สมเด็จพระบรมราชินีนาถต้องการการแสดงของภาคอีสาน เพื่อ ต้อนรับสมเด็จพระนางเจ้าอะเลียนา และเจ้าหญิงบีทริกซ์ แห่งประเทศเนเธอแลนด์ จึงมีการน าเอา เพลงอีสานคือ หมอล าจังหวะช้าเร็ว โดยมีท่าถวายบังคม ท่านกบิน ท่าเดิน ท่าดูดาว ท่าม้วนตัว ท่า สนุกสนาน ท่าปั้นข้าวเหนียว ท่าโปรยดอกไม้ ท่าบังแสงอาทิตย์ ท่าเตี้ย (ร าเตี้ย) และในการแต่งกาย ครั้งแรกนั้นจะนุ่งผ้าซิ่นห่มผ้าสไบ เกล้าผมสูง แต่ไม่มีใครยอมห้อยกระติบข้าวเพราะเห็นว่ารุงรัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จทอดพระเนตร พระองค์จึงรับสั่งให้ใครสักคนหนึ่งลองร าดูว่า ถ้าไม่ ห้อยกระติบข้าว หรือห้อยกระติบข้าวแล้วจะเป็นอย่างไร คุณหญิงเบญจวรรณ อรวรรณ เป็นผู้ทดลอง ร าดู ครั้งแรกไม่ห้อยกระติบข้าวก็น่ารักดี ครั้งที่สองร าโดยห้อยกระติบข้าวทุกคนก็คิดว่าก าลังน่ารัก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งค าเดียวว่า "น่าเอ็นดูดีนี่" ผู้ร าทุกคนก็พากันรีบห้อยกระติบข้าว กันใหญ่ทางไหล่ขวาทุกคน การเซิ้งครั้งนั้น ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค เรียกชื่อว่า "เซิ้งอีสาน" ต่อมามีผู้น าเซิ้งอีสานไปแสดงกันทั่วไปแต่เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า "เซิ้งกระติบข้าว"เครื่องแต่ง ก า ย ผู้ แ ส ดงใ ช้ ผู้ ห ญิง ล้ ว น ส ว ม เ สื้ อ แ ข น ก ร ะ บ อ ก ค อ ก ล ม สี พื้ น นุ่ง ผ้ า ซิ่ น มั ด ห มี่ ห่มผ้ า สไบเ ฉี ยง ผมเ กล้ าม ว ยทัดด อกไ ม้ห้ อย ก ร ะ ติบ ข้ า วท างไห ล่ ข ว าเ ค รื่ องดน ต รี ใช้ดนตรีพื้นเมืองอีสาน ท านองเซิ้งอุปกรณ์การแสดง กระติบข้าว รูปแบบกำรเรียนกำรสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์หมายถึง การสอนทักษะปฏิบัติด้วยทักษะ ย่อยๆ แล้วค่อยเชื่อมโยงเป็นทักษะใหญ่จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติมีทักษะที่รวมเร็วขึ้น ซึ่งมรกระบวนการสอน ของเดวีส์จะแบ่งออกเป็น 5ขั้นตอน คือ 1.ขั้นสาธิตทักษะหรือการกระท า เป็นขั้นที่สาธิตให้ผู้เรียนดู ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ 2.ขั้นสาธิตให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อย เมื่อผู้เรียนได้เห็นภาพรวมแล้วให้ผู้เรียน ท าตามทีละย่อยๆ ไม่ช้าไม่เร็วจนเกินไป 3.ขั้นให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อย เป็นขั้นที่ให้ผู้เรียนได้ลอง ปฏิบัติย่อยเอง หากสงสัยหรือติดขัดในส่วนใดผู้สอนจึงชี้แนะ 4.ขั้นให้เทคนิควิธีการ เมื่อผู้เรียนปฏิบัติ ย่อยได้แล้วผู้สอนจะมีเทคนิคให้ผู้เรียนใช้ลีลาและความสวยงามเข้าไปในการปฏิบัติ 5.ขั้นให้ผู้เรียน เชื่อมโยงทักษะย่อยๆ เป็นขั้นที่ที่ผู้เรียนปฏิบัติทีละส่วนแล้วน ามาปฏิบัติรวมกันทั้งหมด


5 ประโยชน์ที่ได้รับ 1.ครูสามารถน าแผนการเรียนรู้ เรื่องทักษะการปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง ชุดเซิ้ง กระติ๊บข้าว ไปใช้เพื่อเป็นแนวทางส าหรับครูผู้สอนที่สนใจแนวคิดทักษะปฏิบัติของเดวีส์และยัง สามารถน าแผนไปใช้กับผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.ครูสามารถน าแผนการจัดการเรียนการสอนไปใช้กับผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3.นักเรียนมีความรู้และความเข้าใจมากขึ้นหลังเรียนวิชานาฏศิลป์


6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ด าเนินการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยแยกการ น าเสนอเนื้อหาตามล าดับ ดังนี้ 1. นาฏศิลป์พื้นเมือง ชุดเซิ้งกระติ๊บข้าว 2. รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ 3. ความพึงพอใจ 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5. กรอบแนวคิดการวิจัย นาฏศิลป์พื้นเมือง นาฏศิลป์พื้นเมือง เป็นศิลปะด้านการฟ้อนร าดั้งเดิมของมนุษย์ มีที่มาจากประเพณีวัฒนธรรม การฟ้อนร า ของชาวบ้านพื้นถิ่น ประกอบด้วยการร้องร า ที่มีลักษณะเรียบง่ายแต่ แสดงถึงเอกลักษณ์ เฉพาะตนในด้านบทเพลง การแต่งกาย และการเคลื่อนไหวร่างกาย มีบทบาท ศิลปกรรมสาร ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 พ.ศ.2564 97 และความส าคัญ ในด้านการสื่อสาร การบันเทิงสังสรรค์ การฟ้อนร าประกอบ พิธีกรรม การเผย แพร่ - อนุรักษ์ การออกก าลังกาย และการศึกษา ดังนั้นหากพิจารณาจึงจะเห็นได้ ว่านาฏศิลป์พื้นเมืองมีบทบาทส าคัญในชีวิตมนุษย์ทุกช่วงเวลาตั้งแต่เกิดถึงตาย ซึ่งองค์ความรู้ดังกล่าว ส่วน ใหญ่ล้วนได้รับการสั่งสมมาเกินครึ่งเวลาของช่วงชีวิตผู้สูงอายุ หรือในบางรายอาจได้รับความรู้ ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งนับเป็นความรู้อันสูงค่า ที่ผู้สูงอายุมีความภาคภูมิใจและมีความ พร้อมที่ จะเรียนรู้ถ่ายทอดร่วมกัน นาฏศิลป์พื้นเมืองประกอบด้วยศาสตร์ 2 แขนงด้วยกัน ได้แก่ ศาสตร์ด้าน การแสดงพื้นเมืองและ ศาสตร์ด้านเพลงพื้นเมือง นับเป็นส่วนประกอบส าคัญที่ จะสามารถน ามาใช้ เป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และ ความสัมพันธ์ทางสังคมได้ เซิ้งกระติ๊บข้าว เป็นการแสดงของภาคอีสานที่เป็นที่รู้จักกันดี และแพร่หลายที่สุดชุดหนึ่ง จนท าให้คนทั่วไป เข้าใจว่าการแสดงของภาคอีสานมีลักษณะเป็นการร าเซิ้งเพียงอย่างเดียว เซิ้งกระติบข้าวได้แบบอย่างมาจากการเซิ้งบั้งไฟ ซึ่งแต่เดิมนั้น เซิ้งบั้งไฟในขบวนแห่ หรือเซิ้งในขบวน แห่ต่างๆ ไม่มีท่าฟ้อนร าที่อ่อนช้อย เป็นเพียงยกมือร่ายร า(ยกมือสวกไปสวกมา)ให้เข้ากับจังหวะกลอง และร ามะนาเท่านั้น


7 ในราว พ.ศ. 2507 เมื่อครั้งที่สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงมีพระประสงค์การแสดงของภาค อีสาน เพื่อต้อนรับสมเด็จพระนางเจ้าอะเลียนา และเจ้าหญิงบีทริกซ์ แห่งประเทศเนเธอแลนด์ จึงมี การน าเอาเพลงเซิ้งอีสานคือ จังหวะล าเซิ้งมาใช้ โดยมีท่าถวายบังคม ท่านกบิน ท่าเดิน ท่าดูดาว ท่า ม้วนตัว ท่าสนุกสนาน ท่าปั้นข้าวเหนียว ท่าโปรยดอกไม้ ท่าบังแสงอาทิตย์ ท่าเตี้ย (ร าเตี้ย) และใน การแต่งกายครั้งแรกนั้นจะนุ่งผ้าซิ่นห่มผ้าสไบ เกล้าผมสูง แต่ยังไม่ได้ห้อยกระติบข้าวเพราะเห็นว่า รุงรัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จทอดพระเนตร พระองค์จึงรับสั่งให้ใครสักคนหนึ่งลองร าดูว่า ถ้าไม่ห้อยกระติบข้าว หรือห้อยกระติบข้าวแล้วจะเป็นอย่างไร? คุณหญิงเบญจวรรณ อรวรรณ เป็นผู้ ทดลองร าดู ครั้งแรกไม่ห้อยกระติบข้าวก็น่ารักดี ครั้งที่สองร าโดยห้อยกระติบข้าวทุกคนก็คิดว่าก าลัง น่ารัก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งค าเดียวว่า "น่าเอ็นดูดีนี่" ผู้ร าทุกคนก็พากันรีบห้อยกระ ติบข้าวกันใหญ่ทางไหล่ขวาทุกคน การเซิ้งครั้งนั้น ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค เรียกชื่อว่า "เซิ้งอีสาน" ต่อมามีผู้น าเซิ้งอีสานไปแสดงกันทั่วไปแต่เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า "เซิ้งกระติบข้าว" รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ทิศนา แขมมณี (2556, หน้า 246 - 247 ได้สรุปว่ารูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติ ของเดวีส์ (Davie's Instructional Model) เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาด้านทักษะ พิสัย เป็นรูปแบบที่มุ่งช่วยพัฒนาความสามารถของผู้เรียนในด้านการปฏิบัติ การกระท าหรือการ แสดงออกต่างๆ ซึ่งจ าเป็นต้องใช้หลักการ วิธีการ ที่แตกต่างไปจากการพัฒนาด้านจิตพิสัยหรือพุทธิ พิสัย รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์เป็นรูปแบบหนึ่งที่สามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการ พัฒนาทางด้านการปฏิบัติ 1)แนวคิดของรูปแบบ รูปแบบที่เกิดจากแนวคิดเกี่ยวกับองค์ประกอบของทักษะปฏิบัติที่ว่าทักษะส่วนใหญ่จะ ประกอบด้วยทักษะย่อยๆ จ านวนมาก การฝึกให้ผู้เรียนสามารถท าทักษะย่อยๆ ให้ได้ก่อน แล้วค่อย เชื่อมโยงเป็นทักษะใหญ่ จะช่วยให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะได้ดีและรวดเร็วขึ้น 2)วัตถุประสงค์ของรูปแบบ รูปแบบนี้มุ่งช่วยพัฒนาความสามารถด้านทักษะปฏิบัติของผู้เยน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะที่ ประกอบด้วยทักษะย่อยจ านวนมาก 3)กระบวนการเรียนการสอนตามรูปแบบทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ขั้นที่ 1 ขั้นสาธิตทักษะหรือการกระท า ชั้นนี้เป็นขั้นที่ให้ผู้เรียนได้เห็นทักษะหรือ การกระท าที่ต้องการให้ผู้เรียนท าได้ในภาพรวม โดยการสาชิตให้ผู้เรียนดูทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบทักษะ หรือการกระท าที่สาธิตให้ผู้เรียนดูนั้น จะต้องเป็นการกระท าในลักษณะที่เป็นธรรมชาติ ไม่ข้าหรือเร็ว


8 เกินปกติ ก่อนการสาธิตครูควรให้ค าแนะน าแก่ผู้เรียนในการสังเกต ควรขี้แนะจุดส าคัญที่ควรให้ความ สนใจเป็นพิเศษในการสังเกต ขั้นที่ 2 ขั้นสาธิตและให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อย เมื่อผู้เรียนได้เห็นภาพรวมของ การกระท าหรือทักษะทั้งหมดแล้ว ผู้สอนควรจะแตกทักษะทั้งหมดให้เป็นทักษะย่อยๆ หรือแบ่งสิ่งที่ กระท าออกเป็นส่วนย่อย่ๆ และสาชิตส่วนย่อยแต่ละส่วนให้ผู้เรียนสังเกตและท าตามไปทีละส่วนอย่าง ข้าๆ ขั้นที่ 3 ขั้นให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อย ผู้เรียนลงมือปฏิบัติทักษะย่อยโดยไม่มี การสาธิตหรือมีแบบอย่างให้ดู หากติดขัดจุดใด ผู้สอนควรให้ค าขี้แนะ และช่วยแก้ไขจนผู้เรียนท าได้ เมื่อได้แล้ว ผู้สอนจึงเริ่มสาธิตทักษะย่อยส่วนต่อไป และให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อยนั้นจนท าได้ท า เช่นนี้เรื่อยไปจนกระทั่งครบทุกส่วน ขั้นที่ 4 ขั้นให้เทคนิควิธีการ เมื่อผู้เรียนปฏิบัติได้แล้ว ผู้สอนอาจแนะน าเทคนิค วิธีการที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถท างานนั้นได้ดีขึ้น เช่น ท าได้ประณีตสวยงามขึ้นท าได้รวดเร็วขึ้น ท า ได้ง่ายขึ้น หรือสิ้นเปลืองน้อยลง เป็นต้น ขั้นที่ 5 ขั้นให้ผู้เรียนเชื่อมโยงทักษะย่อยๆ เป็นทักษะที่สมบูรณ์ เมื่อผู้เรียน สามารถปฏิบัติแต่ละส่วนได้แล้ว จึงให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อยๆ ต่อเนื่องกันตั้งแต่ต้นจนจบ และฝึก ปฏิบัตินลายๆ ครั้งจนกระทั่งสามารถปฏิบัติทักษะที่สมบูรณ์ได้อย่างที่ช านาญ 4)ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากรูปแบบการเรียนรู้ ผู้เรียนจะสามารถปฏิบัติทักษะได้อย่างดี มีประสิทธิภาพ กล่าวโดยสรุป รูปแบบการเรียน การสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ เป็นการเรียนการสอนที่มุ่งให้ผู้เรียนได้ลงมือท างานด้วยตนเอง โดยมุ่ง เนันการฝึกวิธีการท างานอย่างสม่ าเสมอ เป็นล าดับขั้นตอนที่ถูกต้อง ทั้งการท างานรายบุคคล การ ท างานเป็นรายกลุ่ม ซึ่งจะท าให้สามารถท างานให้บรรลุตามเป้าหมาย เพื่อให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะที่ สมบูรณ์ได้อย่างช านาญ มีการปรับปรุง และพัฒนาการท างานอยู่เสมอ มีนิสัยที่ดีในการท างาน สามารถท างานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข


9 ความพึงพอใจ ความหมายของความพึงพอใจ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2542, หน้า 775) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจ ว่า หมายถึง พอใจ ชอบใจ รัศมี จิตวิมลนิมิต (2553, หน้า 46 ) ได้กล่าวถึงความพึงพอใจว่า หมายถึง ความรู้สึก ความชอบ ความพอใจต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือทัศนคติในทางที่ดีของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เมื่ออยู่ใน ภาวะของการมีความสุข เมื่อได้รับผลส าเร็จตามความมุ่งหมาย ตามความต้องการ ตามสิ่งที่ได้คาดหวัง ไว้ หรือจูงใจที่ตนเองได้ตั้งใจไว้ ทัศนคติและความพึงพอใจเป็นค าที่สามารถใช้แทนกันได้เพราะทั้งสอง ค านี้ หมายถึง ผลที่ได้รับจากการที่บุคคลเข้าไปมีส่วนร่วมในสิ่งนั้น ทัศนคติด้านบวกจะแสดงให้เห็น สภาพความพึงพอใจในสิ่งนั้นและทัศนคติด้านลบจะแสดงให้เห็นสภาพความไม่พึงพอใจทิพวรรณ ศรีตัมภวา (2553 , หน้า 33) กล่าวถึงความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกหรือทัศนคติในทาง ที่ดีของบุคคลที่มีต่องานที่ปฏิบัติ หรือได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติรวมทั้งสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่เกี่ยว ช้องเป็นปัจจัยท าให้เกิดความพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจ อ่อนสี ศรีเที่ยง (2552, หน้า 35) ได้ให้ความหมายความพึงพอใจว่า หมายถึง ความรู้สึกใน ทางบวกของบุคคลที่มีต่อกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง ซึ่งเป็นสภาพความรู้สึกชอบ อิ่มเอิบใจ มีความสุข หรือความต้องการด าเนินกิจกรรมดังกล่าวมุ่งสู่ความส าเร็จ กล่าวโดยสรุป ความพึงพอใจหมายถึง ความรู้สึกของบุคคลที่มีความสุข ความพอใจที่มีต่อ เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นไปได้ทั้งทางบวกและทางลบ เมื่อได้รับการตอบสนองต่อความต้องการ หรือ ได้รับสิ่งตอบแทนตามที่คาดหวังไว้ แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ Scott (1970, หน้า 124) ได้เสนอแนวคิดในเรื่องการจูงใจให้เกิดความพึ่งพอใจ ต้องการ ท างานที่จะให้เกิดผลเขิงปฏิบัติมีลักษณะดังนี้ 1. งานควรมีส่วนสัมพันธ์กับความปรารถนาส่วนตัว งานนั้นจะมีความหมายส าหรับผู้ท า 2.งานนั้นต้องมีการวางแผนและวัดความส าเร็จ โดยใช้ระบบการท างานและการ ควบคุมที่ประสิทธิภาพ 3.เพื่อให้ได้ ผลในการจงใจภายในเป้าหมายของงานจะต้องมีลักษณะ ดังนี้ 3.1 คนท างานมีส่วนในการตั้งเป้าหมาย 3.2 ผู้ปฏิบัติได้รับทราบผลส าเร็จในการท างานโดยตรง 3.3 งานนั้นสามารถท าให้ส าเร็จได้ Herzberg (1959, หน้า 113-115) ได้ท าการศึกษาค้นคว้าทฤษฎีที่เป็นมูลเหตุที่ท าให้เกิด ความพึงพอใจในการท างาน 2 ปัจจัย คือ


10 1.ปัจจัยกระตุ้น (Motivation Factors) เป็นปัจจัยที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในการ ท างาน และมีหน้าที่ เช่น ความส าเร็จของงาน การได้รับการยอมรับนับถือลักษณะของงาน ความ รับผิดชอบความก้าวหน้าในต าแหน่งการงาน 2.ปัจจัยค้ าจุน (Hygiene Factors) เป็นปัจจัยที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในการท างาน และมีหน้าที่ให้บุคคลเกิดความพึงพอใจในการท างาน เช่น เงินเดือน โอกาสก้าวหน้าในอนาคตสถาน่ะ ของอาชีพ สภาพการท างาน เป็นต้น ในการด าเนินกิจกรรมการเรียนการสอน ความพึงพอใจเป็นสิ่ง ส าคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนท างานที่ได้รับมอบหมายหรือการปฏิบัติงานให้บรรลุผลตาม วัตถุประสงค์ ซึ่งในปัจจุบันครูผู้สอนเป็นเพียงผู้อ านวยความสะดวกหรือให้ค าแนะน าปรึกษา จึง ปฏิบัติงาน มีแนวคิดพื้นฐานที่ต่างกัน 2 ลักษณะ คือ 2.1 ความพึงพอใจน าไปสู่การปฏิบัติงาน การตอบสนองความต้องการของผู้ปฏิบัติงานจนเกิดความพึงพอใจจะท าให้เกิดความพึงพอใจในการ เพิ่มประสิทธิภาพการท างานที่สูงกว่าผู้ที่ไม่ใด้ รับการตอบสนอง 2.2 ผลของการปฏิบัติงานน าไปสู่ความพึงพอใจ ความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจและการปฏิบัติงานจะถูกเชื่อมโยงด้วยปัจจัยอื่นๆ ผลการปฏิบัติงานที่ดีจะน าไปสู่ผลของการตอบแทนที่เหมาะสมซึ่งในที่สุดจะน าไปสู่การตอบสนอง ความพึงพอใจ ผลของการปฏิบัติงานย่อมได้รับการตอบสนองในรูปของรางวัล หรือผลตอบแทน ซึ่ง ประกอบด้วยผลตอบแทนภายใน (Intrinsic Rewards) และผลตอบแทนภายนอก(Extrinsic Rewards) โดยผ่านการรับรู้เกี่ยวกับความยุติธรรมของผลดอบแทนซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ของผลตอบแทนที่ ได้รับรู้แล้ว ความพึงพอใจย่อมเกิดขึ้นจากแนวคิดพื้นฐานดังกล่าว เมื่อน ามาใช้ในกิจกรรมการเรียน การสอนผลตอบแทนภายในหรือรางวัลภายใน เป็นผลทางด้านความรู้สึกของผู้เรียนที่เกิดแก่ตัวผู้เรียน เอง เช่นความรู้สึกต่อความส าเร็จที่เกิดขึ้นเมื่อเอาซนะความยุ่งยากต่างๆและสามารถด าเนิน งาน ภายใต้ความยุ่งยากทั้งหลายได้ส าเร็จ ท าให้เกิดความภาคภูมิใจ เกิดความมั่นใจ ตลอดจนได้รับความ ยกย่องจากบุคคลอื่น ส่วนผลของการตอบแทนภายนอกจะเป็นรางวัลที่ผู้อื่นจัดหาให้มากกว่าตนเองให้ ตนเอง เช่น การได้รับการยกย่องชมเชยจากครูผู้สอน พ่อแม่ ผู้ปกครองหรือแม้แต่ได้คะแนน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับที่น าพอใจ


11 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นิตยา เต็งประเสริฐ (2557: 14-63) ได้ท าการวิจัยเรื่องการพัฒนารูปแบบจัดการเรียนรู้โดย การผสมผสานทักษะปฏิบัติเดวีส์และการเรียนรู้แบบร่วมมือ เพื่อพัฒนาทักษะปฏิบัติชุดระบ าไก่ วิชา คนตรี-นาฏศิลป์โดยมีจุดมุ่งหมายในการวิจัยเพื่อ 1)พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ผสมผสานทักษะ ปฏิบัติเดวีส์และการเรียนรู้แบบร่วมมือ 2)เปรียบเทียบผถสัมฤทธิ์การจัดการเรียนรู้การพัฒนาทักษะ ปฏิบัติท่าร าประกอบการแสดงชุดระบ าไก่ วิชาคนตรีนาฎศิลย์ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ของ ผู้เรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ผสมผสานทักษะปฏิบัติเควีส์ และการเรียนรู้แบบร่วมมือ กลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแผนการ จัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน ทักษะปฏิบัติเดวีส์และการเรียนรู้แบบร่วมมือ การแสดงชุดระบ าไก่ แบบประเมินทักษะปฏิบัติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าเฉลี่ย (Mean) แ ล ะ ส่ ว น เ บี่ยง เบ น ม า ต ร ฐ าน (Standard Deviation) แ ล ะ ส ถิ ติ เป รี ยบ เ ที ย บ IndependentSamples t – test ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รูปแบบการผสมผสาน ทักษะปฏิบัติเดวีส์ และการเรียนรู้แบบร่วมมือ ประ กอบการแสดงชุดระบ าไก่วิชาดนตรีนาฎศิลป์ของ ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีความต่างกันอย่างไม่มีนัยส าคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05(t=1.84,P=0.07) วิไลรัตน แซเอี้ยว (2560: 3-53) ได้ท าการวิจัยเรื่องการพัฒนาชุดกิจกรรมชุมนุมนาฏศิลป เรื่องร าวงมาตรฐาน โดยใชทักษะปฏิบัติของเดวีส์ โดยมีจุดมุ่งหมายในการวิจัยเพื่อ1)พัฒนาชุด กิจกรรมชุมนุมนาฏศิลปเรื่องร าวงมาตรฐานโดยใชทักษะปฏิบัติของเดวีสที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ 75/75 2)ศึกษาผลการจัดกิจกรรมชุมนุมนาฏศิลปเรื่องร าวงมาตรฐานโดยใชทักษะปฏิบัติของเดวีสใน 2 ดานคือ ทักษะปฏิบัติและคุณลักษณะอันพึงประสงคของนักเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือในการวิจัยครั้งนี้ท าการศึกษาประชากร ไดแก นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1-6 ที่ลงทะเบียนเรียน ในกิจกรรมชุมนุมนาฏศิลป โรงเรียนสวนศรีวิทยา จังหวัดชุมพร ภาคเรียนที่ 2ปการศึกษา 2558 จ านวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1)ชุดกิจกรรมชุมนุมนาฏศิลปเรื่องร าวงมาตรฐานโดยใช ทักษะปฏิบัติของเดวีสประกอบดวย คูมือการใช ค าชี้แจงส าหรับครู สิ่งที่ครูตองเตรียม บทบาทของครู และนักเรียน การจัดชั้นเรียน เนื้อหาสาระของชุดกิจกรรม การวัดผลและประเมินผล แผนการจัดการ เรียนรูแบบประเมินทักษะปฏิบัติ และแบบบันทึกการสังเกตเพื่อประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค ของนักเรียน 2)แผนการจัดการเรียนรูจ านวน 10 แผน ตามจ านวนเพลงร าวงมาตรฐาน 10 เพลงโดย แบงออกเปนแผนละ 1 เพลง เรียงล าดับตามความยากงาย 3)แบบประเมินทักษะปฏิบัติ เรื่องร าวง มาตรฐาน เกณฑการประเมินเปนแบบรูบริค(Rubric Scoring) ประเมินความสามารถในการรายร า 5 ดาน ไดแก ความถูกตองของทาร า ลีลาทาร าจังหวะ ความพรอมเพรียง และความกลาแสดงออก สถิติ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ 1)การวิเคราะหประสิทธิภาพและประสิทธิพลของชุดกิจกรรมชุมนุม


12 นาฏศิลปเรื่องร าวงมาตรฐานโดยใชทักษะปฏิบัติของเดวีส 2)การวิเคราะหผลการจัดกิจกรรมชุมนุม นาฏศิลปเรื่องร าวงมาตรฐานโดยใชทักษะปฏิบัติของเดวีส ผลการวิจัยพบว่าชุดกิจกรรมชุมนุมนาฏ ศิลปเรื่องร าวงมาตรฐานโดยใชทักษะปฏิบัติของเดวีสมีคาความเหมาะสมและความสอดคลองเทากับ 4.40 คาประสิทธิภาพ (E1/E2) ของการทดลองแบบเดี่ยวแบบกลุม และแบบสนาม มีคาเทากับ 85.00/82.50, 87.78/85.28 และ 97.08/95.83 ตามล าดับคาดัชนีประสิทธิผล (E.I.) เทากับ 0.4 คิด เปนรอยละ 40.00, 0.4854 คิดเปนรอยละ 48.54 และ 0.9119คิดเปนรอยละ 91.19 ตามล าดับ แผนการจัดการเรียนรูของชุดกิจกรรมมีคาความเหมาะสม และความสอดคลองเทากับ 4.38 แบบ ประเมินทักษะปฏิบัติ มีคาดัชนี ความสอดคลอง (IOC) เทากับ 1.0คาความเชื่อมั่นระหวางผูประเมิน (IRR) มีคาเฉลี่ยเทากับ 0.9980 และแบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค มีคาดัชนีความสอดคลอง (IOC) ระหวาง 0.80 - 1.00 ผลการจัดกิจกรรมชุมนุมนาฏศิลปดานทักษะปฏิบัติ มีคะแนนเฉลี่ยกอน เรียนเทากับรอยละ 53.08 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเทากับรอยละ95.83 ดานคุณลักษณะอันพึงประสงค มีคะแนนเฉลี่ยเทากับรอยละ 98.78 หทัยภัทร ศุภคุณ (2561: 5-73) ได้ท าวิจัยเรื่อง การปฏิบัติลองชุดเบื้องต้นโดยใช้รูปแบบ การฝึกทักษะปฏิบัติตามแนวคิดของเดวีส์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์จากการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การปฏิบัติกลองชุดเบื้องต้น โดยใช้รูปแบบการฝึกทักษะปฏิบัติตามแนวคิด ของเดวีส์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนบ้านสวน (จั่นอนุสรณ์) ก่อนและหลังเรียน 2)ศึกษาทักษะการปฏิบัติกลองชุดเบื้องต้น โดยปใช้รูปแบบการฝึกทักษะปฏิบัติตามแนวคิดของเดวีส์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านสวน (จั่นอนุสรณ์) 3)ศึกษาเจตคติของนักเรียนต่อการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การปฏิบัติกลองชุดเบื้องต้น โดยใช้รูปแบบการฝึกทักษะปฏิบัติตาม แนวคิดของเดวีส์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนบ้านสวน (จั่นอนุสรณ์) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการวิจัยครั้งนี้คือ จ านวน 1 ห้องเรียน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม(Cluster sampling) จ านวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การปฏิบัติกลองชุด เบื้องต้น โดยใช้รูปแบบการฝึกทักษะปฏิบัติตามแนวคิดของเดวีส์ จ านวน 10 แผน 2) แบบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบประเมินทักษะการปฏิบัติกลองชุดเบื้องต้น 4) แบบวัดเจตคติต่อการ จัดการเรียนรู้การปฏิบัติของชุดเบื้องต้น สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉถี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการ ทดสอบค่าที (-test) ผลการวิจัยพบว่า 1)ผลการใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การปฏิบัติกลองชุด เบื้องต้น มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2)ผลค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะการปฏิบัติกลองชุดเบื้องต้น พบว่า มีค่าเฉลี่ยร้อยละของคะแนนทักษะ ปฏิบัติอยู่ที่ 89.17 3)เจตคติของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การปฏิบัติกลองชุดเบื้องต้น มี ค่าเฉลี่ยคะแนนเจตคติที่ดีอยู่ที่ 4.25 มีค่าความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก


13 ปานทิพย ตุลพันธ (2561: 3-52 ) ได้ท าการวิจัยเรื่องการจัดการเรียนรูวิชานาฏศิลปไทย โดยใชทักษะปฏิบัติของเดวีสเพื่อส่งเสริมความกลาแสดงออกของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 โดยมีจุดมุ่งหมายในการวิจัยเพื่อ1)เปรียบเทียบความกลาแสดงออกของนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปที่ 1 โรงเรียนเกาะหมากนอย ระหวางกอนและหลังเรียนวิชานาฏศิลปไทย โดยทักษะ ปฏิบัติของเดวีย 2)ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 โรงเรียนเกาะหมาก นอยตอการเรียนวิชานาฏศิลป โดยใชทักษะปฏิบัติของเดวีส กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2560 จ านวน 22 คน เครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัยคือ แผนการจัดการเรียนรูโดยใชทักษะปฏิบัติของเดวีส แบบประเมินความกลาแสดงออก และ แบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะหผลโดยหาคาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และความเชื่อมั่น ผลการวิจัยพบวา นักเรียนมีความกลาแสดงออกดานการพูด ดานการกระท า และดานการแสดงความ คิดเห็นโดยรวมอยูในระดับปานกลาง (μ = 3.43, = 0.20) ความกลาแสดงออกของนักเรียน หลัง เรียนวิชานาฏศิลปไทย โดยใชทักษะปฏิบัติของเดวีส สูงกวากอนเรียน และความพึงพอใจของ นักเรียนตอการเรียนรูโดยใชทักษะปฏิบัติของเดวีสในรายวิชานาฏศิลป อยูในระดับปานกลาง (μ = 3.48, = 0.66) ปนัดดา แสงสิงห์ (2562: 4-86) ได้ท าการวิจัยเรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ทักษะ ปฏิบัติตามแนวคิดของ Davies ประกอบสื่อมัลติมีเดีย เรื่องร าวงมาตรฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 โดยมีจุดมุ่งหมายในการวิจัยเพื่อ 1)พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ ทักษะปฏิบัติ ตามแนวคิดของ Davies ประกอบสื่อมัลติมีเดีย เรื่องร าวงมาตรฐาน ส าหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2)เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จาก กิจกรรมการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติตามแนวคิดของ Davies ประกอบสื่อมัลติมีเดีย เรื่อง ร าวงมาตรฐาน กับเกณฑ์ร้อยละ 75 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อกิจกรรมการ เรียนรู้ทักษะปฏิบัติตามแนวคิดของ Davies ประกอบสื่อบัลติเดีย เรื่อง ร าวงมาตรฐาน กลุ่มตัวอย่างที่ ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนมหาวิชานุกูลอ าเภอเมืองจังหวัด มหาสารคาม สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามหาสารคามเขต 26 จ านวน 28 คน ระยะเวลาการวิจัยภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่แผนการจัดการ เรียนรู้ทักษะปฏิบัติตามแนวคิดของเดวีส์ประกอบสื่อมัลติมีเดียเรื่องร าวงมาตรฐานรวม 7 แผนจ านวน 12 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4ตัวเลือกจ านวน 20 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อร าวงมาตรฐานเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ 1 ฉบับจ านวน 15 ข้อสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือร้อยละค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติทดสอบ (t-test Dependent samples) ผลการวิจัยพบว่า 1)


14 การจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติตามแนวคิดของ Davies ประกอบสื่อมัลติมีเดีย เรื่อง ร าวงมาตรฐาน ส าหรับนักรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพ (E./E) เท่ากับ80.10/81.3 เป็นไปตามเกณฑ์ ที่ตั้งไว้ 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติตามแนวคิดของ Davies ประกอบสื่อมัลติมีเดีย เรื่อง ร าวงมาตรฐาน มีคะแนนหลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าเกณฑ์ร้อย ละ 7 อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อ การจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติตามแนวคิดของ Davies ประกอบสื่อมัลติมีเดีย เรื่อง ร าวงมาตรฐาน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X - 4,82, S.D. = 0.13) ชนันธร หิรัญเชาว์ (2562: 3-74) ได้ท าการวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะนาฏศิลป์ไทยและ ความคิดสร้างสรรค์ตามแนวคิดของเดวีส์ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้นโดยมีจุดมุ่งหมายใน การวิจัยเพื่อ1) เปรียบเทียบทักษะนาภูศิลป์ไทย ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดของเควีส์ 2) เปรียบเทียบทักษะความคิดสร้างสรรค์ ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดของเดวีส์ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดของเดวีส์ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดของเดวีส์กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การวิจัยครั้งนี้คือเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้น โรงเรียนชุมชนวัดหนองค้อ สังกัดองค์การ บริหารส่วนจังหวัดชลบุรี ที่ก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 โดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม จ านวน 1 ห้องเรียน รวม 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้วิชา นาฏศิลป์ไทย ตามแนวคิดของเดวีส์แบบวัดทักษะนาภูศิลป์ไทย แบบวัดความคิดสร้างสรรค์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการ เรียนรู้สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1)ทักษะนาฎศิลป์ไทยของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้วิชานาฎศิลป์ ไทย ตามแนวคิดของเดวีส์ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ.01 2)ทักษะความคิด สร้างสรรค์ของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้วิชานาภูศิลป์ไทยตามแนวคิดของเดวีส์ สูงกว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ.01 3)ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนหลังได้รับการ จัดการเรียนรู้วิชานาฏศิลป์ไทยตามแนวคิดของเดวีส์ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 4)ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้วิชานาฏศิลป์ไทย ตามแนวคิด ของเควีส์ อยู่ในระดับมาก อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 วรายุทธ มะปะทัง (2563: 4-90) ได้ท าการวิจัยเรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ทักษะ ปฏิบัติ ตามแนวคิดของเดวีส์เรื่องพื้นฐานนาฏศิลป์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยมี จุดมุ่งหมายในการวิจัยเพื่อ1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติตามแนวคิดของเดวีส์ เรื่อง พื้นฐานนาฏศิลป์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษา ดัชนีประสิทธิผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติตามแนวคิดของเดวีส์ เรื่องพื้นฐานนาฏศิลป์


15 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 3) ศึกษาทักษะปฏิบัติหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะ ปฏิบัติตามแนวคิดของเดวีส์ เรื่องพื้นฐานนาฏศิลป์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างที่ ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา2562 โรงเรียน บ้านห้วยยางสะอาด อ าเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 จ านวน 106 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ แผนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ตามแนวคิดของเดวีส์ จ านวน 6 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบวัดทักษะ ปฏิบัติเป็นแบบรูบริคสกอร์ (Rubric Score) 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1)ประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ทักษะปฏิบัติตามแนวคิดของเดวีส์ เรื่องพื้นฐานนาฏศิลป์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้วิจัย ได้พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ(87.08/82.58) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ (80/80) 2)ดัชนี ประสิทธิผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติตามแนวคิดของเดวีส์ เรื่องพื้นฐานนาฏศิลป์ ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีค่าเท่ากับ 0.7191 3) นักเรียนมีทักษะปฏิบัติหลังเรียนด้วยกิจกรรม การเรียนรู้ทักษะปฏิบัติตามแนวคิดของเดวีส์ เรื่องพื้นฐานนาฏศิลป์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยรวมอยู่ในร้อยละ84.04 กรอบแนวคิดการวิจัย กรอบแนวคิดการวิจัยในครั้งนี้ ปรากฏดังภาพที่ 1 ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย ทักษะการปฏิบัติของเดวีส์-ทักษะการปฏิบัตินาฏศิลป์พื้นบ้าน ชุดเซิ้งกระติ๊บข้าว


16 บทที่ 3 วิธีด ำเนินกำรวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ประเด็นการศึกษาของผู้วิจัยส่วนใหญ่มีขอบเขตอยู่ที่ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทักษะการ ปฏิบัติการแสดง ชุด เซิ้งกระติ๊บข้าว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แนวคิดทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ผู้วิจัยได้ก าหนดหัวข้อการด าเนินการวิจัยตามล าดับ ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล 4. การวิเคราะห์ข้อมูล 5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำง 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมพลโพนพิสัย จังหวัด หนองคาย ที่เรียนรายวิชานาฏศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 230 คน จากห้องเรียนจ านวน 6 ห้อง 2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมพลโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ที่เรียนรายวิชานาฏศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 30 คน จากห้องเรียนจ านวน 1 ห้อง (ห้อง 1) ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้มาโดยการสุ่ม แบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัย 1. แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง ชุด เซิ้งกระติ๊บข้าว โดยใช้รูปแบบการ เรียนการสอนตามแนวคิดทักษะปฏิบัติของเดวีส์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จ านวน 3 แผน 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง กลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จ านวน 20 ข้อ


17 วิธีกำรสร้ำงและตรวจสอบคุณภำพเครื่องมือ 1 .แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง ชุด เซิ้งกระติ๊บข้าว โดยใช้แนวคิดการ สอนปฏิบัติของเดวีส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จ านวน 3 แผน ผู้วิจัยด าเนินการสร้างและหาคุณภาพ ดังนี้ 1.1 ศึกษาแนวคิดทฤษฎี จากหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ศึกษา เนื้อหาการเรียนรู้ในเรื่องการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง ชุด เซิ้งกระติ๊บข้าว พร้อมส ารวจความต้องการเกี่ยวกับ การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง ชุด เซิ้งกระติ๊บข้าว จากผู้สอนวิชานาฏศิลป์ จ านวน 1 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญด้านการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง จ านวน 2 ท่าน รวมทั้งหมด 3 ท่าน เพื่อน า ข้อมูลมาพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อหาประสิทธิภาพให้แก่การจัดการเรียนการสอนของนักเรียน 1.2 ศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง ชุด เซิ้งกระติ๊บข้าว โดยใช้แบบสอบถามซึ่งผู้วิจัยเป็นผู้น าแบบสอบถามไปสอบถามนักเรียนด้วยตนเอง 1.3 ศึกษาความต้องการและแนวทางในการจัดการเรียนการสอน ที่ใช้ชุดการสอนเรื่อง การ แสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง ชุด เซิ้งกระติ๊บข้าว ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมพลโพนพิสัย จากครูผู้สอนวิชานาฏศิลป์ จ านวน 1 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญด้านการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง จ านวน 2 ท่าน โดย ใช้แบบสัมภาษณ์ในการสัมภาษณ์ ผู้วิจัยเป็นผู้สัมภาษณ์ด้วยตนเอง 2. แบบทดสอบภาคปฏิบัติ เรื่อง การแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง ชุดเซิ้งกระติ๊บข้าว ผู้วิจัยด าเนินการ สร้างและหาคุณภาพ ดังนี้ 2.1 ศึกษาเนื้อหาเรื่อง การแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง ชุดเซิ้งกระติ๊บข้าว เลือกเนื้อหาที่เหมาะสม ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2.2 ผู้วิจัยสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง การแสดง นาฏศิลป์พื้นเมือง ชุดเซิ้งกระติ๊บข้าว มีลักษณะเป็นทักษะการปฏิบัติ1 เพลง 2.3ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมของเนื้อหาข้อสอบทั้งหมดว่ามีความเหมาะสม หรือไม่ ถ้าผู้เชี่ยวชาญมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบผู้วิจัยก็จะท าการแก้ไขก่อนน าไป ทดลองใช้ โดยหลังจากน าแบบทดสอบที่ผ่านการตรวจจากผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 10 ข้อ ไปทดลองใช้กับนักเรียน กลุ่มตัวอย่างแล้วน าผลคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์อีกครั้ง


18 กำรเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยด าเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ 1. จัดท าบัญชีรายชื่อนักเรียน จัดท าตาราง จัดเตรียมสถานที่ในการทดลองของกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือในการทดลอง แล้วทั้งท าการชี้แจงการด าเนินการทดลองให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างเข้าใจ 2. ให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างท าแบบทดสอบก่อนเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 3. ท าการทดลองโดยให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการ เรียนรู้เรื่อง การแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง ชุด เซิ้งกระติ๊บข้าว โดยใช้แนวคิดการสอนปฏิบัติของเดวีส์โดยในแต่ ละแผนจะท าการเก็บคะแนนระหว่างเรียน 4. ให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างท าแบบทดสอบหลังเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยเป็นแบบทดสอบข้อ เดียวกันกับการทดสอบก่อนเรียน กำรวิเครำะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ มีรายละเอียด ดังนี้ 1. น าคะแนนระหว่างเรียนและคะแนนหลังเรียน มาวิเคราะห์เพื่อหาประสิทธิภาพของ แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องเรื่อง การแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง ชุด เซิ้งกระติ๊บข้าว โดยใช้แนวคิดการสอนปฏิบัติ ของเดวีส์ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80 2. น าคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน มาวิเคราะห์เพื่อเปรียบเทียบทักษะการปฏิบัติเรื่อง มารยาทในการชมการแสดง โดยใช้t-test แบบ Dependent Samples สถิติที่ใช้ในกำรวิเครำะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. สถิติที่ใช้ในกำรตรวจสอบเครื่องมือ 1.1 หาค่าความตรงรายข้อของแบบทดสอบ/และแบบสอบถามโดยใช้ผู้เชี่ยวชาญ เรียกว่า ดัชนีความสอดคล้อง (IOC : Index of Item Objective Congruence) เป็นความสอดคล้องระหว่างข้อ ค าถามกับจุดประสงค์ โดยอาศัยความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญเป็นหลัก มีสูตรในการค านวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 153)


19 R IOC N เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อค าถามกับจุดประสงค์ R แทน ผลรวมความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทุกคน N แทน จ านวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 1.2 วิเคราะห์หาค่าความยาก (P) และค่าอ านาจจ าแนก (r) ของแบบทดสอบ แบบปรนัยเป็นรายข้อ มีสูตรในการค านวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 154-156) P P H L P n 2 n P P r H L เมื่อ P แทน ค่าความยาก r แทน ดัชนีอ านาจจ าแนก PH แทน จ านวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มสูง PL แทน จ านวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มต่ า n แทน จ านวนนักเรียนที่ตอบทั้งหมดของกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ า 1.3 วิเคราะห์หาค่าความยาก (P) และค่าอ านาจจ าแนก (D) ของแบบทดสอบภาคปฏิบัติ เป็นรายข้อ โดยวิธีการของวิทนีย์และซาเบอร์ส (Whitney and Sabers) มีสูตรในการค านวณ ดังนี้ (ไพศาล วรค า. 2559 : 299-308) P = H L mim max mim S + S - (2nX ) 2n(X - X ) D = H L max mim S - S n(X - X ) เมื่อ P แทน ค่าความยากของแบบทดสอบภาคปฏิบัติ D แทน ค่าอ านาจจ าแนกของแบบทดสอบภาคปฏิบัติ SH แทน ผลรวมคะแนนในกลุ่มสูง


20 SL แทน ผลรวมคะแนนในกลุ่มต่ า n แทน จ านวนนักเรียนในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ า Xmax แทน คะแนนสูงสุดในข้อนั้น Xmin แทน คะแนนต่ าสุดในข้อนั้น 1.4 การหาค่าอ านาจจ าแนกรายข้อของแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ด้วยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวม (Item Total Correlation) โดยคะแนนรวมนั้นได้หักคะแนนของข้อนั้น ๆ ออกแล้ว มีสูตรในการค านวณ ดังนี้ (ทรงศักดิ์ ภูสีอ่อน. 2556 : 71) X (Y-X ) i i r = i i i i 2 2 2 2 i i i i N X (Y - X ) - X (Y - X ) N X - ( X ) N (Y - X ) - (Y - X ) เมื่อ X (Y-X ) i i r แทน ค่าอ านาจจ าแนกของข้อค าถามข้อที่ i Xi แทน ชุดของคะแนนจากค าถามข้อที่ i Y แทน ชุดของคะแนนรวมจากข้อค าถามทุกข้อ N แทน จ านวนผู้ตอบแบบสอบถามที่น ามาวิเคราะห์ 1.5 ห าค่ าคว ามเชื่อมั่นของแบบทดสอบ แบบป รนัยทั้งฉบับโดยใช้สูต ร KR-20 โ ด ย วิ ธี ก า ร ของคูเด อ ร์-ริ ช า ร์ ดสัน (Kuder-Richardson Method) มีสู ต รใน ก า รค า น วณ ดังนี้ (ทรงศักดิ์ ภูสีอ่อน. 2556 : 88 - 89) tt r = 2 k pq 1 - k -1 S เมื่อ tt r แทน ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ p แทน ค่าความยากของข้อสอบแต่ละข้อ q แทน สัดส่วนค่าความยากแต่ละข้อ (q = 1 - p) S 2 แทน ค่าความแปรปรวนของคะแนนรวม


21 k แทน จ านวนข้อสอบในแบบทดสอบ 1.6 ก า รห า ค่ า ค ว า ม เ ชื่ อ มั่น ข องแ บบ ท ด ส อบภ า คปฏิ บั ติ แ ล ะแบ บ ส อ บ ถ า ม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยวิธีการใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟา ( -Coefficient) ของครอ นบาค (Cronbach) มีสูตรในการค านวณ ดังนี้ (ทรงศักดิ์ ภูสีอ่อน. 2556 : 90) α = 2 i 2 t k S 1 - k - 1 S เมื่อ α แทน ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 2 Si แทน ผลรวมของความแปรปรวนรายข้อ 2 St แทน ความแปรปรวนของคะแนนรวม k แทน จ านวนข้อ 2. สถิติพื้นฐำนที่ใช้ในกำรวิเครำะห์ข้อมูล 2.1 ร้อยละ มีสูตรในการค านวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 211) f N p x 100 เมื่อ p แทน ร้อยละ f แทน ความถี่หรือจ านวนข้อมูลที่ต้องการหาร้อยละ n แทน จ านวนข้อมูลทั้งหมด 2.2 ค่าเฉลี่ย ( X ) มีสูตรในการค านวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 213) X X = n


22 เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง X แทน ผลรวมทั้งหมดของคะแนน n แทน จ านวนกลุ่มตัวอย่าง 2.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S) มีสูตรในการค านวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 225) n X - X S = n(n - ) 2 2 1 เมื่อ S แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน X แทน ข้อมูลแต่ละค่าของกลุ่มตัวอย่าง X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง n แทน จ านวนกลุ่มตัวอย่าง 3. สถิติที่ใช้ในกำรวิเครำะห์หำประสิทธิภำพ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน ตามเกณฑ์ 80/80 วิเคราะห์โดยใช้สูตร E1/E2 ดังนี้ (ชัยยงค์ พรหมวงศ์. 2556 : 10) X N E = × A 1 100 F N E = × B 2 100 เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ X แทน คะแนนรวมของแบบฝึกหัดปฏิบัติ กิจกรรมหรืองานที่ท า ระหว่างเรียน


23 F แทน คะแนนรวมของผลลัพธ์ของการประเมินหลังเรียน A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกปฏิบัติทุกชิ้นรวมกัน B แทน คะแนนเต็มของการประเมินสุดท้าย (การสอบหลังเรียน) N แทน จ านวนผู้เรียน 4. สถิติที่ใช้ในกำรวิเครำะห์คะแนนพัฒนำกำร สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คะแนนพัฒนาการ มีสูตรในการค านวณ ดังนี้ (ศิริชัย กาญจนวาสี. 2552 : 266-267) DS = Y - X x 100 F - X เมื่อ DS แทน คะแนนร้อยละของพัฒนาการของนักเรียน F แทน คะแนนเต็มของการวัดทั้งครั้งแรกและครั้งหลัง X แทน คะแนนการวัดครั้งแรก Y แทน คะแนนการวัดครั้งหลัง 5. สถิติที่ใช้ในกำรกำรทดสอบสมมติฐำน เปรียบเทียบคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน (Pre-test) กับหลังเรียน (Post-test) ของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ t-test แบบกลุ่มไม่อิสระ (Dependent Samples ttest) มีสูตรในการค านวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 244) D t = n D - ( D ) n - 2 2 1 , df = n - 1 เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤตเพื่อทราบ ความมีนัยส าคัญ D แทน ผลต่างระหว่างคู่คะแนน n แทน จ านวนกลุ่มตัวอย่างหรือจ านวนคู่คะแนน


24 เปรียบเทียบคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (Post-test) ของกลุ่ม ตัวอย่างกับเกณฑ์ที่ก าหนด โดยใช้ t-test แบบกลุ่มเดียวเปรียบเทียบกับเกณฑ์ (One Samples t-test) มี สูตรในการค านวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 237-238) X - t = S n μ , df = n - 1 เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤต เพื่อทราบ ความมีนัยส าคัญ X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง μ แทน ค่าเฉลี่ยของประชากรหรือค่าคงที่ที่คาดหวัง S แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มตัวอย่าง


25 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ด าเนินการวิเคราะห์ข้อมูลและเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตามล าดับ ดังต่อไปนี้ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 2. ล าดับขั้นในการน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล X แทน ค่าเฉลี่ย n แทน จ านวนนักเรียน S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ df แทน ค่าองศาอิสระ (Degree of Freedom) t แทน ค่าสถิติทดสอบที่ใช้เปรียบเทียบค่าวิกฤต เพื่อทราบความมีนัยส าคัญ ล าดับขั้นในการน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ด าเนินการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามล าดับ ดังต่อไปนี้ 1. ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติการแสดง นาฏศิลป์พื้นบ้าน ชุดเซิ้งกระติ๊บข้าว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบการเรียนการ สอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ 2. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบทักษะการปฏิบัติปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้าน ชุด เซิ้งกระติ๊บข้าว โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน


26 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ทักษะการปฏิบัติปฏิบัติการ แสดงนาฏศิลป์พื้นบ้าน ชุดเซิ้งกระติ๊บข้าว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบการเรียน การสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ผู้วิจัยได้วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ทักษะการปฏิบัติร าวง มาตรฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ โดยน าคะแนนระหว่างเรียน และคะแนนหลังเรียนมาวิเคราะห์ ปรากฏผลดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ทักษะการปฏิบัติปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์ พื้นบ้าน ชุดเซิ้งกระติ๊บข้าว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบการเรียน การสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ คะแนน คะแนนเต็ม X S.D. ร้อยละของคะแนนเฉลี่ย - ระหว่างเรียน (E1 ) - หลังเรียน (E2 ) 30 40 23.68 34.68 2.69 3.21 78.92 91.62 จากตารางที่ 1 พบว่า คะแนนเฉลี่ยระหว่างเรียนมีค่าเท่ากับ 23.68 คิดเป็นร้อยละ 78.92 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนมีค่าเท่ากับ 34.68 คิดเป็นร้อยละ 91.62 ซึ่งแสดงว่า แผนการ จัดการเรียนรู้ทักษะการปฏิบัติปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้าน ชุดเซิ้งกระติ๊บข้าว ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมี ประสิทธิภาพเท่ากับ 78.92/91.62 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ 2. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบทักษะการปฏิบัติปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้าน ชุด เซิ้งกระติ๊บข้าว โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ผู้วิจัยได้วิเคราะห์เปรียบเทียบทักษะการปฏิบัติปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้าน ชุดเซิ้ง กระติ๊บข้าว ของนักเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ทักษะการปฏิบัติร าวงมาตรฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ โดยน าคะแนนแบบทดสอบทักษะการปฏิบัติ ร าวงมาตรฐานก่อนเรียนและหลังเรียนมาวิเคราะห์ ปรากฏผลดังตารางที่ 2


26 ตารางที่ 2 การวิเคราะห์เปรียบเทียบทักษะการปฏิบัติร าวงมาตรฐานก่อนเรียนและหลังเรียน ของ นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ทักษะการปฏิบัติการแสดง นาฏศิลป์พื้นบ้าน ชุดเซิ้งกระติ๊บข้าว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ การทดสอบ n X S.D. df t p ก่อนเรียน 40 16.00 1.90 19 18.78* .000 หลังเรียน 40 36.65 3.97 * มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 2 พบว่า ทักษะการปฏิบัติร าวงมาตรฐานของนักเรียนที่ได้รับการจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ทักษะการปฏิบัติปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้าน ชุด เซิ้งกระติ๊บข้าว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเด วีส์ มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 16.00 และมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 36.65 เมื่อ ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยโดยใช้สถิติ t พบว่า ค่าสถิติ t เท่ากับ 18.78 มีนัยส าคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 แสดงว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปเเบบการเรียนการสอน ทักษะการปฏิบัติของเดวีส์ มีทักษะการปฏิบัติปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้าน ชุดเซิ้งกระติ๊บข้าว หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้


28 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนาทักษะการปฏิบัติปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้าน ชุดเซิ้งกระติ๊บ ข้าว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ซึ่งมี ขั้นตอนการน าเสนอผลดังนี้ 1. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2. สรุปผลการวิจัย 3. การอภิปรายผล 4. ข้อเสนอแนะ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ทักษะการปฏิบัติปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้าน ชุด เซิ้งกระติ๊บข้าว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของ เดวีส์ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการปฏิบัติปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้าน ชุดเซิ้งกระติ๊บข้าว โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนและ หลังเรียน สรุปผลการวิจัย 1. แผนการจัดการเรียนรู้ทักษะการปฏิบัติปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้าน ชุดเซิ้งกระติ๊บข้าว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ที่ผู้วิจัย สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 78.92/91.62 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนดไว้คือ 80/80 2. นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ทักษะการปฏิบัติการ แสดงนาฏศิลป์พื้นบ้าน ชุดเซิ้งกระติ๊บข้าว โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนปฏิบัติทักษะของเดวีส์ มี ทักษะการปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้าน ชุดเซิ้งกระติ๊บข้าว หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้


29 การอภิปรายผล 1.แผนการจัดการเรียนรู้ทักษะการปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้าน ชุดเซิ้งกระติ๊บข้าว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ที่ผู้วิจัย สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 78.92/91.62 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารหลักการและรูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ และได้ผ่าน กระบวนการ ขั้นตอนในการสร้างอย่างมีระบบและวิธีการเขียนที่ดี ผ่านการตรวจสอบแก้ไข ข้อบกพร่องจากอาจารย์ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญ มีการน าไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่ กลุ่มเป้าหมาย เพื่อความเหมาะสมของเวลาในการจัดการเรียนรู้ และน าไปจัดท าแผนประกอบการ เรียนรู้ ที่มีประสิทธิภาพ ประกอบกับแผนการจัดการเรียนรู้ที่จัดท าขึ้น เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้น ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติให้มากที่สุด โดยผู้สอนเป็นผู้ให้ค าแนะน าส่งเสริมหรือกระตุ้นให้กิจกรรมที่ เรียนด าเนินการเป็นไปตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ก าหนดไว้ ซึ่งเป็นลักษณะการออกแบบแผนการ จัดการเรียนรู้ที่ดี เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญกระทรวงศึกษาธิการ. (2560). โดยเริ่มจากการศึกษาเอกสาร วิเคราะห์เนื้อหา และทักษะที่เป็นปัญหาออกเป็นเนื้อหาย่อย ๆ แล้วด าเนินการสร้าง ตามหลักการ สร้างแบบฝึกทักษะที่ดี (วรายุทธ มะปะทัง 2563: 4-90; วิไลรัตน แซเอี้ยว 2560: 3-53) ซึ่ง สอดคล้องกับผลการวิจัยของ นิตยา เต็งประเสริฐ (2557: 14-63) ผลการวิจัยพบว่า แผนการจัดการ เรียนรู้ทักษะการปฏิบัติร าวงมาตรฐาน ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 1. โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ มีประสิทธิภาพ 78.92/91.62 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ และ ปนัดดา แสงสิงห์ (2562: บทคักย่อ) การพัฒนากิจกรรมการ เรียนรู้ทักษะปฏิบัติตามแนวคิดของ Davies ประกอบสื่อมัลติมีเดีย เรื่องร าวงมาตรฐาน กลุ่มสาระการ เรียนรู้ศิลปะ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 ผลการวิจัยการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติตาม แนวคิดของ Davies ประกอบสื่อมัลติมีเดีย เรื่อง ร าวงมาตรฐาน ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพ (E./E) เท่ากับ80.10/81.3 เป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้2. นักเรียนที่ได้รับการจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ มีทักษะการปฏิบัติร าวง มาตรฐานหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐาน ที่ตั้งไว้ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ เรื่อง ร าวงมาตรฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ และผู้ศึกษาได้ปรับปรุงแก้ไขให้ตรงกับ จุดประสงค์ สอดคล้องกับเนื้อหา เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน โดยผู้ศึกษาได้ศึกษาหลักสูตร คู่มือ เนื้อหา และวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้ และด าเนินการสร้างตามหลักสูตรกรมวิชาการ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2560) จึงส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ซึ่งผลการทดสอบที่ได้มีความน่าเชื่อถือ เนื่องมาจากเครื่องมือที่ใช้คือ แบบทดสอบภาคปฏิบัติ เรื่อง ร า


30 วงมาตรฐาน รายวิชาดนตรี-นาฏศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้ศึกษาสร้าง ขึ้นได้รับการตรวจสอบ ปรับปรุง แก้ไข ประเมินตรวจสอบคุณภาพความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ และได้ด าเนินการเป็นขั้นตอนอย่างเป็นระบบ มีการวิเคราะห์หาดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบ และจุดประสงค์การเรียนรู้ (IOC) และสาระการเรียนรู้ จากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และศึกษาเอกสารการจัดท าแบบฝึกเสริมทักษะ การวัดผลประเมินผลจนเข้าใจ และน าความรู้มาสร้างแบบทดสอบ ตลอดจนน าไปทดลองใช้ (Try out) แล้วน าแบบทดสอบมา วิเคราะห์หาคุณภาพก่อนที่จะน าไปใช้จริง ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ หทัยภัทร ศุภคุณ (2561: 5-73) ได้ท าการการปฏิบัติลองชุดเบื้องต้นโดยใช้รูปแบบการฝึกทักษะปฏิบัติตามแนวคิดของเดวีส์ ผลการวิจัยผลการใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การปฏิบัติกลองชุดเบื้องต้น มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2)ผลค่าเฉลี่ยคะแนน ทักษะการปฏิบัติกลองชุดเบื้องต้น พบว่า มีค่าเฉลี่ยร้อยละของคะแนนทักษะปฏิบัติอยู่ที่ 89.17 3)เจต คติของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การปฏิบัติกลองชุดเบื้องต้น มีค่าเฉลี่ยคะแนนเจตคติที่ อยู่ที่ 4.25 มีค่าความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะส าหรับการน าไปใช้ 1.1 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ครูควรให้ค าแนะน า ดูแลอย่างใกล้ชิด และคอยกระตุ้น ให้นักเรียนมีส่วนร่วม แสดงความคิดเห็น โดยครูกล่าวน าเพื่อสร้างความมั่นใจให้นักเรียน และแสดง ความชื่นชมในผลการเรียนของนักเรียน 1.2 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนไม่ควรก าหนดเวลาให้ นักเรียนท ากิจกรรมการเรียนรู้ให้เสร็จภายในเวลาที่ก าหนด ควรให้นักเรียนได้มีการฝึกซ้อมในการ ปฏิบัติ 2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรมีการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน ส าหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้การงาน อาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) หลาย ๆ เรื่อง และท าต่อเนื่องทุกระดับชั้น


31 บรรณานุกรม กรมศิลปากร. (2550). ทะเบียนวิพิธทัศนา ชุดระบ า ร า ฟ้อน เล่ม 2. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร : ไทภูมิ พับลิชชิ่ง กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). ตัวชี้วัดและหลักสูตรแกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. สํานักคณะกรรมการศึกษา ขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพชุมนุมสหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย จํากัด. ชนันธร หิรัญเชาว์. (2562).การพัฒนาทักษะนาฏศิลป์ไทยและความคิดสร้างสรรค์ตามแนวคิดของเดวีส์ส าหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้น. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการ สอน มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์. ทิพวรรณ ศรีตัมภวา. (2553). ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้โดยใช้บทเรียนผ่านเครือข่าย อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อเรื่องการใช้อินเทอร์เน็ตเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. สํานักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ทิศนา แขมมณี. (2556). ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. พิมพ์ ครั้งที่ 17. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. นิตยา เต็งประเสริฐ. (2557). การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยการผสมผสานทักษะปฏิบัติเดวีส์และการ เรียนรู้แบบร่วมมือ เพื่อพัฒนาทักษะปฏิบัติชุดระบ าไก่วิชาดนตรี-นาฏศิลป์. วิทยานิพนธ์ปริญญา มหาบัณฑิต. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี. ปนัดดา แสงสิงห์. (2562). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติตามแนวคิดของ Davies ประกอบสื่อ มัลติมีเดีย เรื่อง การแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะส าหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 .วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการเรียนสอน มหาวิทยาลัยราช ภัฎมหาสารคาม.


32 ปานทิพย์ ตุลพันธ์. (2561). ผลการจัดการเรียนรู้วิชานาฏศิลป์ไทย โดยใช้ทักษะปฏิบัติของเดวีส์เพื่อ ส่งเสริม ความกล้าแสดงออกของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเกาะหมากน้อยจังหวัดพังงา. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฎ สุราษฎร์ธานี. รัศมี จิตวิมลนิมิต (2553). การสร้างบทเรียนออนไลน์โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะความรู้ วิชา คอมพิวเตอร์เรื่อง การสืบค้นเทคโนโลยี. วิทยานิพนธ์ ครุศาสตร์อุตสาหกรรมมหาบัณฑิต สาขาวิชาครุศาสตร์เทคโนโลยี คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี. ราชบัณฑิตยสถาน. (2542). ทฤษฎีความพึงพอใจ.ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ. 2542 (หน้า 775). กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์นานมีบุ๊คส์. วรายุทธ มะปะทัง. (2563).การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติ ตามแนวคิดของเดวีส์เรื่องพื้นฐาน นาฏศิลป์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการ เรียนสอน มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม. วิไลรัตน์ แซ่เอี้ยว.(2560: 21). ร าวงมาตรฐาน โดยใช้ทักษะปฏิบัติของเดวีส์. สํานักวิทยบริการและเทคโนโลยี สารสนเทศ;มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี. หทัยภัทร ศุภคุณ. (2561). ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการปฏิบัติการลองชุดเบื้องต้น โดยใช้รูปแบบการ ฝึกทักษะปฏิบัติตามแนวคิดของเดวีส์ของนักเรียนชั้นมัธยมศีกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านสวน (จั่น อนุสรณ์). วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยบูรพา. อ่อนสี ศรีเที่ยง. (2552). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น เรื่อง เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและ การสอน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.


33 ภาคผนวก


34 ภาคผนวก ก ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้


35 แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ 2 การแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์) สาระการเรียนรู้ เรื่อง การแสดงเซิ้งกระติ๊บข้าว เวลาเรียน 2 ชั่วโมง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ศ 3.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าของนาฏศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล ตัวชี้วัด ศ 3.2 ม. 2/2 ระบุหรือแสดงนาฏศิลป์ นาฏศิลป์พื้นบ้าน ละครไทย ละครพื้นบ้านหรือ มหรสพอื่นที่เคยนิยมกันในอดีต สาระส าคัญ เซิ้งกระติบข้าว เป็นการแสดงของภาคอีสานที่เป็นที่รู้จักกันดีและแพร่หลายที่สุดชุดหนึ่ง จนทํา ให้คนทั่วไปเข้าใจว่า การแสดงของภาคอีสานมีลักษณะเป็นการรําเซิ้งเพียงอย่างเดียวเซิ้งกระติบข้าวได้แบบอย่าง มาจากการเซิ้งบั้งไฟ ซึ่งแต่เดิมนั้น เซิ้งบั้งไฟในขบวนแห่ หรือเซิ้งในขบวนแห่ต่างๆ ไม่มีท่าฟ้อนรําที่อ่อนช้อย เป็น เพียงยกมือร่ายรําให้เข้ากับจังหวะกลองและรํามะนาเท่านั้น(ยกมือสวกไปสวกมา) จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้ (K) 3.1.1 อธิบายท่ารําในการแสดงเซิ้งกระติ๊บข้าวได้ 3.2 ด้านทักษะ (P) 3.2.1 สามารถปฏิบัติตามกระบวนท่ารําได้ 3.3 ด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์(A) 3.3.1 นักเรียนสามารถจัดรูปแบบการแสดงได้


36 สารการเรียนรู้ ทักษะปฏิบัติการแสดงเซิ้งกระติ๊บข้าว สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน - ความสามารถในการสื่อสาร คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1.มีวินัย 2.ใฝ่เรียนรู้ 3.รักความเป็นไทย กระบวนการจัดการเรียนรู้ (โดยใช้วิธีการจัดการเรียนสอนตามแนวคิดทักษะปฏิบัติของเดวีส์) ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน 1.ครูสนทนากับนักเรียนถึงเรื่อง การแสดงนาฏศิลป์พื้นเมืองที่นักเรียนรู้จัก แลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยกระตุ้นความสนใจนักเรียนด้วยคําถาม เช่น - นักเรียนเคยชมการแสดงเซิ้งกระติ๊บข้าวกันไหมคะ (เคย/ไม่เคย) - นักเรียนเคยปฏิบัติท่ารํา เซิ้งกระติ๊บข้าวหรือไม่ (เคย/ไม่เคย) ขั้นสอน (ทักษะปฏิบัติของเดวีส์) 2..ครูผู้สอนเปิด VDO การแสดงนาฏศิลป์ เซิ้งกระติ๊บชาว ให้นักเรียนรับชมตั้งแต่ต้นจนจบ ครูเน้น ย้ําให้นักเรียนสังเกตการปฏิบัติการแสดงอย่างละเอียด และแนพนําจุดที่ควรสังเกตเป็นพิเศษ 3.ครูสาธิตท่ารําแต่ละท่าให้นักเรียนดูพร้อมทั้งการย่ําเท้าตามจังหวะเพลง จากนั้นนักเรียนให้ นักเรียนเริ่มปฏิบัติตามครู


37 4.แบ่งนักรียนออกเป็นกลุ่ม 5-6 คน แล้วให้นักเรียนแยกออกไปฝึกซ้อมแบบเพื่อนช่วยเพื่อน การฝึก ทักษะย่อย 4 ด้าน โดยเน้นย้ําให้นักเรียนทําการฝึกซ้อมหลายๆคครั้ง และปฏิบัติเรียงตามทักษะย่อย ที่ครูสาธิต ใน ระหว่างนี้ครูจะเดินดูแต่ละกลุ่มและให้คําแนะนํา 5.เมื่อนักเรียนปฏิบัติทักษะย่อยด้านต่างๆ ได้ตามขั้นตอนแล้ว ครูจะใช้เทคนิควิธีการในการปฏิบัติ ท่ารําให้สวยงามขึ้น 6.นักเรียนปฏิบัติทักษะย่อยในแต่ละส่วนได้แล้ว ให้นักเรียนฝึกปฏิบัติทักษะย่อยๆต่อเนื่องกันและ ฝึกปฏิบัติหลายๆครั้ง จนเกิดความชํานาญ ขั้นสรุป 7.นักเรียนแต่ละกลุ่มปฏิบัติท่ารํา เซิ้งกระติ๊บขาว กลุ่มละ 1รอบ โดยให้เพื่อนๆเป็นผู้ชมและ สังเกตเพื่อทราบถึงข้อบกพร่อง พร้อมทั้งครูผู้สอนแนะนํา สื่อ/แหล่งเรียนรู้ - หนังสือเรียน ม.1-3 - VDO การแสดงเซิ้งกระติ๊บข้าว - PowerPoint ประกอการบรรยาย


38 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัดและประเมินผล วิธีการประเมิน เครื่องมือ เกณฑ์การผ่านกาประเมิน 1.อธิบายท่ารําในการ แสดงเซิ้งกระติ๊บข้าวได้ (K) -จากการตรวจใบกิจกรรม อธิบายทารําในการแสดงเซิ้ง กระติ๊บข้าว -แบบประเมินปฏิบัติ/ ชิ้นงาน เกณฑ์การประเมินผ่าน ระดับดีขึ้นไป 2.สามารถปฏิบัติตาม กระบวนท่ารําได้(P) -เริ่มประเมินตั้งแต่ปฏิบัติ กิจกรรมได้อย่าคล่องแคล่ว -แบบประเมินปฏิบัติ/ ชิ้นงาน เกณฑ์การประเมินผ่าน ระดับดีขึ้นไป 3 .นักเรียนสามารถ จัดรูปแบบการแสดงได้ (A) -สั ง เ ก ต จ า ก ก า ร ป ฏิ บัติ กิจกรรมร่วมกับผู้อื่นได้อย่าง คล่องแคล่ว แ บ บ ป ร ะ เ มิ น ป ฏ บั ติ / ชิ้นงาน เกณฑ์การประเมินผ่าน ระดับดีขึ้นไป


39 บันทึกหลังสอน ผลการจัดการเรียนการสอน ด้านความรู้ (K) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ด้านทักษะกระบวนการ (P) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ด้านคุณลักษณะ (A) …………………………………………………………………………………………………………………………………………………….… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………….….... ปัญหา/อุปสรรค .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................... ข้อแสนอแนะ/แนวทางแก้ไข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ……………………………………..ครูผู้สอน (นางสาวสุนิสา ธรรมวันนา)


40 ความคิดเห็นของครูพี่เลี้ยง แผนการจัดการเรียนรู้ ◻ น าไปใช้สอนได้ ◻ปรับปรุงก่อนน าไปใช้ ข้อเสนอแนะอื่นๆ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………….......... ลงชื่อ……………………………………………. (นางสาวกนิฏฐา ธนุการ) ต าแหน่ง ครูพี่เลี้ยง ความคิดเห็นของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 ◻ น าไปใช้สอนได้ ◻ ควรปรับปรุงก่อนน าไปใช้ ข้อเสนอแนะอื่นๆ .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................... ลงชื่อ…………………………………………………….. (นางสาวรุ่งอรุณ เพ็ญกุลกิจ) ต าแหน่ง หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ


41 ความคิดเห็นของหัวหน้างานพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ◻ องค์ประกอบครบถ้วน ◻ องค์ประกอบไม่ครบ คือ…………………………………………… การจัดกิจกรรมการเรียนรู้/กระบวนการเรียนรู้เหมาะสม ◻ เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ กิจกรรมเหมาะสมกับเนื้อหา/สื่อ/เวลา ◻ ไม่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป การวัด/ประเมินผล ◻ หลากหลาย เหมาะสม ประเมินตามสภาพจริง ◻ การประเมินผลควรหลากหลาย และประเมินตามสภาพจริง ข้อเสนอแนะอื่นๆ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ…………………………………………… (นางสาวทวีพร ปทุมมา) ความคิดเห็นของผู้อ านวยการโรงเรียนหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ…………………………………………………… (นายวิทยา อินกง) ต าแหน่ง รักษาการ รองผู้อ านวยการกลุ่มงานบริหารวิชาการ


42 ภาคผนวก ข ตัวอย่างแบบวัดทักษะการปฏิบัติการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง


Click to View FlipBook Version