The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เลขที่-8-E-book-นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา_compressed

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tassnee235, 2022-03-05 21:52:18

เลขที่-8-E-book-นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา_compressed

เลขที่-8-E-book-นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา_compressed

46

และพลังงานน้อยลง มีมลภาวะน้อยลง แต่สินค้ามีคุณภาพดีขึน้ คงทนมากขึ้น ปัญหาวิกฤติทางจราจรในบางดา้ นก็
สามารถผ่อนปรนได้ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น ในการช่วยติดต่อสื่อสารทางธุรกิจต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้อง
เดินทางด้วยตนเองดังเช่นแต่ก่อน จึงอาจกล่าวได้ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศจะมีส่วนอย่างมาก ในการนำสังคม สู่
ววิ ฒั นาการอีกระดบั หนึง่ ทอ่ี าจเรียกได้ว่าเป็นสังคมสารสนเทศ อนั เปน็ สงั คมทีพ่ งึ ปรารถนาและย่ังยนื ยงิ่ ขนึ้

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าสังคมต่าง ๆ ในโลก ต่างจะต้องก้าวสู่สังคมสารสนเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เร็วก็
ช้า และนั่นหมายความว่าสังคมจะต้องพึ่งพาเทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างแน่นอน ไม่ว่าเราจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม
มิใช่เพียงแต่เพื่อสร้างขีดความสามารถในเชิงแข่งขันในสนามการค้าระหว่างประเทศ แต่เพื่อความอยู่รอดของ
มนษุ ยชาติ และเพ่ือคณุ ภาพชีวติ ทด่ี ีขน้ึ อีกตา่ งหากด้วย

เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ เทคโนโลยคี ู่โลกในต้นศตวรรษที่ 21 และเป็นแรงกระตุ้นและเป็นปัจจัยรองรับ
ขบวนการโลกาภวิ ตั น์ ที่กำลังผนวกสังคมเศรษฐกิจไทยเข้าเป็นอนั หนึง่ เดียวกนั กบั สังคมโลก

อันที่จริงเทคโนโลยีสารสนเทศมีใช้ในประเทศไทยเป็นเวลาช้านานมาแล้ว เป็นต้นว่า เรามีการใชโ้ ทรศพั ท์
ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2414 เพียงแต่ว่าการใช้เทคโนโลยีนี้ยังไม่
แพรก่ ระจายทว่ั ประเทศและยังไม่อยใู่ นระดบั สงู เมื่อเทยี บกับอีกหลาย ๆ ประเทศในโลก

กล่าวกันอยา่ งสั้น ๆ เทคโนโลยสี ารสนเทศ คือ เทคโนโลยที ีเ่ กยี่ วข้องกบั การจดั หา วเิ คราะห์ ประมวล จัด
การและจัดเก็บ เรียกใช้หรือแลกเปลี่ยน และเผยแพร่สารสนเทศ ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบ
ของรูป เสียง ตัวอักษร หรือภาพเคลื่อนไหว รวมไปถึงการนำสารสนเทศและข้อมูลไปปฏิบัติตามเนื้อหาของ
สารสนเทศนั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของผู้ใช้ การจัดหา วิเคราะห์ ประมวล และจัดการกับข่าวสารข้อมูลจำนวน
มหาศาล จึงขาดเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เสียมิได้ ส่วนการแสวงหาและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร อย่างรวดเร็ว
ทันเวลา ประหยดั คา่ ใชจ้ า่ ย และมปี ระสทิ ธิภาพ ก็จำเปน็ ตอ้ งอาศัยเทคโนโลยีโทรคมนาคม และทา้ ยสุดสารสนเทศ
ที่มี จะก่อให้เกิดประโยชน์จากการบริโภค อย่างกว้างขวางตามแต่จะต้องการและอย่างประหยัดที่สุด ก็ต้องอาศัย
ทั้งสองเทคโนโลยขี ้างตน้ ในการจดั การและการส่อื หรอื ขนย้ายจากแหล่งข้อมลู สารสนเทศ ส่ผู ู้บรโิ ภคในท่สี ดุ

ฉะนั้น เทคโนโลยีสารสนเทศจึงครอบคลุมถึงหลาย ๆ เทคโนโลยหี ลัก อันได้แก่ คอมพิวเตอร์ทั้งฮาร์ดแวร์
ซอฟต์แวร์ และฐานข้อมูล โทรคมนาคมซึ่งรวมถึง เทคโนโลยีระบบสื่อสารมวลชน (ได้แก่ วิทยุ และโทรทัศน์) ท้ัง
ระบบแบบมีสายและไร้สาย รวมถึงเทคโนโลยีด้านอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ อาทิ เทคโนโลยีโทรทัศน์ความคมชัดสูง
(HDTV) ดาวเทียมคมนาคม (communications satellite) เส้นใยแก้วนำแสง (fibre optics) สารกึ่งตัวนำ
(semiconductor) ปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) อุปกรณ์อัตโนมัติสำนักงาน (office automation)
อุปกรณ์อัตโนมัติในบ้าน (home automation) อุปกรณ์อัตโนมัติในโรงงาน (factory automation) เหล่านี้ เป็น
ตน้

47

2.12 ประโยชนท์ ไี่ ดจ้ ากเทคโนโลยีสารสนเทศ
1. ช่วยให้ติดต่อสื่อสารระหว่างกันอย่างสะดวกรวดเร็วโดยใช้โทรศัพท์ เครือข่ายคอมพิวเตอร์และอิน

เทอรเ์ นต็
2. ชว่ ยในการจดั ระบบขา่ วสารจำนวนมหาศาล ซ่ึงผลติ ออกมาในแตล่ ะวนั
3. ชว่ ยใหเ้ กบ็ ข้อมลู ไว้ในรปู ที่สามารถเรียกใช้ไดค้ ร้ังแลว้ คร้ังเล่าอยา่ งสะดวก
4. เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้อมูล เช่น ช่วยนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร ในการคำนวณตัวเลขที่ยุ่งยาก ซับ

ซ้อนซ่งึ ไมส่ ามารถทำให้สำเรจ็ ได้ดว้ ยมือ
5. สามารถจัดระบบอัตโนมัติเพื่อเก็บเรียกใช้และประมวลผลข้อมลู
6. สามารถจำลองแบบระบบการวางแผนและทำนาย เพือ่ ทดลองกบั สิ่งท่ียงั ไมเ่ กดิ ขน้ึ
7. อำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลดีกว่าสมัยก่อน ทำให้ผู้ใช้มี ทางเลือกที่ดีกว่า มีประสิทธิภาพ

กวา่ และสามารถแขง่ ขนั กบั ผอู้ ่นื ได้ดีกว่า
8. ช่วยให้มีการตัดสินใจที่ดีขึ้น จากการมีสารสนเทศประกอบการตัดสินใจและพิจารณาทางเลือกภายใต้

เงือ่ นไขต่าง ๆ
9. ลดค่าใช้จ่ายซึ่งเป็นผลมาจากการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้ประหยัดเวลาการทำงานหรือลดค่าใช้

จา่ ยในการทำงานลง
10. พัฒนาคณุ ภาพการเรยี นการสอนโดยมีการค้นควา้ ผา่ นระบบเครือข่าย เพ่ิมโอกาสใหน้ ักศึกษาสามารถ

สบื ค้นข้อมลู ไดจ้ ากสถานทีอ่ ื่นนอกมหาวิทยาลัย เปน็ การฝึกให้รู้จักเรยี นรู้ดว้ ยตน้ เองมากข้ึน

https://kru-it.com/computing-science-p4/instructions/

48

49

3.1 เทคโนโลยอี ิเล็กทรอนิกส์และคอมพวิ เตอร์
โดยเฉพาะเทคโนโลยีในระบบดิจิตอลซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีพัฒนาการเริ่มต้นมาจากทรานซิสเตอร์

(Transistor) สารกึ่งตัวนำ (Semiconductor) จนถึงวงจรรวมสารกึ่งตัวนำขนาดใหญ่มาก (Very large scale
integration (VLSI) semiconductors) หรือที่รู้จักในชื่อของ IC(integrated circuit) หรือ microcircuit หรือ
microchip หรอื silicon chip หรือ chip

พัฒนาการนั้นส่งผลให้มีการเพิ่มอัตราส่วนของราคา และคุณภาพรวมทั้งขนาดของเครื่องคอมพิวเตอร์ ท่ี
เล็กลงแต่มีความสามารถเพิ่มมากขึ้น โดยอัตราส่วนของราคาและคุณภาพ (Performance and Price Ratio)
ดังกล่าวโดยเฉลี่ยแล้วจะมีการเพิ่มขึ้นทุกๆ 18 เดือน ส่งผลให้สถาปัตยกรรมทางคอมพิวเตอร์ ( Computer
Architecture) เปล่ียนจาก host-based time sharing ไปยัง networked client-server systems เชน่ เดยี วกับท่ี
ข้อจำกดั ในการเกบ็ (Storage) และการส่งผ่านข้อมูล (Transmission) ลดลงไปทุกขณะ

https://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parliament_parcy/ewt_news.php?nid=
เทคโนโลยีการส่อื สาร

• เทคโนโลยีเครือขา่ ย
โดยเฉพาะเครือขา่ ย Integrated services digital network : ISDN ที่วางมาตรฐานสำหรบั การรวมเครือขา่ ย
โทรศัพท์และเครือข่ายข้อมูลที่เคยแยกกัน บริการเสียงและข้อมูลจะถูกรวม (Integrated) บนเครือข่าย ISDN
เนื่องจากทั้งเสียงและข้อมูลจะได้รับการแปลงเป็นดิจิตอลบิต (Digital Bit) เช่นเดียวกัน ส่งผลให้ข้อจำกัดในการ
สื่อสารข้อมูลบนเครือข่ายโทรศัพท์หมดไป ผู้ใช้สามารถพูดคุยและส่งข้อมูลจำนวนมากบนสายเดียวกัน ประกอบ
กับการที่เครือข่ายดังกล่าวใช้เทคนิคการส่งผ่านข้อมูลและการสลับสายที่ก้าวหน้าที่เรียกว่า Asynchronous
Transfer Mode : ATM จะส่งผลให้บริการสื่อมัลติมีเดียในระบบดิจิตอล (Digitized multi-media) ทำได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ
• เทคโนโลยกี ารส่งผ่านขอ้ มูล (Telecommunications Transmission Technology)
เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาให้สามารถรองรับการส่งผ่านข้อมูลทั้ง ปริมาณของข้อมูล ความเร็ว การผนวกรวม
ช่องสัญญาณร่วมกัน เป็นพัฒนาการมาตั้งแต่เทคโนโลยีสัญญาณคลื่นความถี่ เทคโนโลยีไมโครเวฟ เทคโนโลยี
ดาวเทียม จนมาถึงเทคโนโลยเี คเบิลใยแก้วนำแสง ล้วนแต่ได้รับการพฒั นาไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเคเบิลใยแก้ว

50

นำแสงหนึ่งใยแก้ว สามารถส่งผ่านสัญญานคู่การสื่อสารโทรศัพท์จำนวน 30,000คู่สัญญาณได้พร้อมกันในเวลา
เพียงแค่ 0.1 mm in diameter ซง่ึ ในสายเคเบลิ เสน้ หน่ึงประกอบไปดว้ ยเสน้ ใยแก้วมากมาย

นักวิชาการ ในสหรัฐฯ ได้ให้ความหมายของคำว่า “โครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ” ใน “The National
Information Infrastructure, Agenda for Action” (1993) ไวว้ ่า

1. เครือข่ายโทรคมนาคมนับพันที่สามารถเชื่อมต่อกันได้ (Interconnected) และใช้ร่วมกันได้
(Interoperable)

2. ระบบคอมพวิ เตอร์ โทรทศั น์ โทรสาร โทรศพั ท์ และเคร่ืองมือการส่อื สารอ่นื ๆ
3. โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Software) บริการสารสนเทศ (Information Services) และฐานข้อมูล
(Databases) เชน่ หอ้ งสมดุ เปน็ ตน้
4. บุคลากรที่ได้รับการอบรมที่สามารถสร้าง บำรุงรักษาและสามารถใช้ระบบที่กล่าวมาได้ โครงสร้าง
พน้ื ฐานของสหรัฐจะเปรียบเสมือนรงั ผงึ้ ซง่ึ ถือเป็นต้นแบบของสงั คมสารสนเทศในอนาคต
เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถจำแนกตามลกั ษณะการใชง้ านได้เปน็ 6 รูปแบบ ดงั นี้ตอ่ ไปน้ี คือ
1. เทคโนโลยที ี่ใช้ในการเก็บข้อมูล เช่น ดาวเทยี มถา่ ยภาพ, กล้องถ่ายภาพดจิ ติ อล, กลอ้ งวีดีทัศน์ เป็นต้น
2. เทคโนโลยีที่ใช้ในการบันทึกข้อมูล จะอยู่ในรูปสื่อบันทึกข้อมูลต่าง ๆ เช่น บัตรเอทีเอ็ม แผ่น CD /
DVD, ม้วนเทปบนั ทกึ , Flash memory , Harddisk เป็นตน้
3. เทคโนโลยที ี่ใชใ้ นการประมวลผลข้อมูล ไดแ้ ก่ เทคโนโลยคี อมพวิ เตอร์ ทัง้ ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์
4. เทคโนโลยีที่ใชใ้ นการแสดงผลข้อมูล เชน่ เคร่ืองพิมพ์, จอภาพ, พลอตเตอร์ ฯลฯ
5. เทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดทำสำเนาเอกสาร เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร, เครื่องถ่ายไมโครฟิล์ม เครื่องอัด
สำเนาดิจิตอล
6. เทคโนโลยีสำหรับถ่ายทอดหรือสื่อสารข้อมูล ได้แก่ ระบบโทรคมนาคมต่าง ๆ เช่น โทรทัศน์ , วิทยุ
กระจายเสยี ง, และระบบเครือขา่ ยคอมพวิ เตอร์ทงั้ ระยะใกล้และไกล
สังคมสารสนเทศจะเป็นสังคมที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้ (Knowledge-based economy in the Information
Society)

3.1 ความสำคญั ของเทคโนโลยสี ารสนเทศเพอ่ื การเรียนรู้

เทคโนโลยสี ารสนเทศหรือไอทีนัน้ มคี วามสำคัญมากกว่าเทคโนโลยีอ่นื ใดทมี่ นุษย์ เคยคดิ คน้ ขนึ้ แม้โดยพื้น
ฐานแล้วเทคโนโลยีสารสนเทศจะไม่ทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงอย่างเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ไม่ทำให้โลกร่ำรวยด้วย
อาหารเหมือนเทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร และไม่อาจทำให้มนุษย์มีชีวิตยืนยาวไม่เจ็บป่วยเหมือนเทคโนโลยี
การแพทย์ แต่เทคโนโลยีทั้งหลายที่ระบุมานี้ล้วนแล้วแต่พัฒนาก้าวหน้ามาถึงระดับนี้ได้ เพราะมีเทคโนโลยี
สารสนเทศเปน็ รากฐาน หากขาดซง่ึ เทคโนโลยีสารสนเทศแลว้ เทคโนโลยีต่าง ๆ จะไมม่ ีความก้าวหน้ามากดังที่เป็น
ในปัจจุบนั (ครรชิต มาลยั วงศ:์ 4-5)

สารสนเทศ (information)

51

เป็นผลลัพธ์ของกระบวนการ และการจัดการข้อมูลโดยการรวมความรู้เข้าไปต่อผู้รับสารสนเทศน้ัน
สารสนเทศมคี วามหมายหรือแนวคิดท่ีกว้าง และหลากหลาย ตั้งแต่การใช้คำว่าสารสนเทศในชีวิตประจำวัน จนถึง
ความหมายเชิงเทคนิค ตามปกติในภาษาพูด แนวคิดของสารสนเทศใกล้เคียงกับความหมายของการสื่อสาร
เงื่อนไข การควบคุม ข้อมูล รูปแบบ คำสั่งปฏิบัติการ ความรู้ ความหมาย สื่อความคิด การรับรู้ และการแทน
ความหมาย

ปัจจบุ ันผคู้ นพดู เกยี่ วกับยุคสารสนเทศวา่ เป็นยุคท่ีนำไปสู่ยุคแหง่ องค์ความรหู้ รือปญั ญา นำไปสู่สังคมอุดม
ปัญญา หรือสังคมแห่งสารสนเทศ และ เทคโนโลยีสารสนเทศ แม้ว่าเมื่อพูดถึงสารสนเทศ เป็นคำที่เกี่ยวข้องใน
ศาสตร์สองสาขา คือ วทิ ยาการสารสนเทศ และ วทิ ยาการคอมพวิ เตอร์ ซ่ึงคำวา่ "สารสนเทศ" ก็ถกู ใชบ้ อ่ ยในความ
หมายที่หลากหลายและกว้างขวางออกไป และมีการนำไปใช้ในส่วนของ เทคโนโลยีสารสนเทศ และ การประมวล
ผลสารสนเทศ

https://chalitasaesiaw.wordpress.com/2017/12/26/9-
โดยสรปุ สารสนเทศ คอื ขอ้ มลู ข่าวสาร ขา่ ว ขอ้ เทจ็ จรงิ ความคดิ เห็น หรอื ประสบการณ์ อยู่ในรูปแบบที่
แตกตา่ งกันออกไป ท้งั ทเี่ ป็นรปู ธรรมและนามธรรม เช่น ตัวอักษร ตัวเลข รูปภาพ เสียง สัญลักษณ์ หรืออ่ืนๆ ท่ีถูก
นำมาผ่านกระบวนการประมวลผล ด้วยวิธีการที่ เรียกว่า กรรมวิธีจัดการข้อมูล (Data Manipulation) และผลที่
ได้อาจแสดงผลออกมาในรูปแบบของส่ือประเภทต่าง เชน่ หนงั สือ วารสาร หนงั สือพิมพ์ แผนที่ ส่อื เชิงแสงประเภท
ซีดีรอม ดีวดี ี และเปน็ ผลลัพธ์ทีผ่ ใู้ ช้สามารถนำไปใช้ประโยชนไ์ ด้อยา่ งถกู ตอ้ ง ตรงและทนั กบั ความต้องการ
3.2 ลักษณะเฉพาะของสารสนเทศเพ่อื การเรียนรู้
เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง เทคโนโลยีที่ประกอบขึ้นด้วยระบบจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล
ระบบส่ือสารโทรคมนาคม และอปุ กรณ์สนับสนนุ การปฏิบัติงานด้านสารสนเทศทม่ี ีการวางแผน จัดการ และใช้ง่าน
รว่ มกันอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
อิทธิพลของตัวแปรภายนอกจะมีผลต่อความเชื่อ ทัศนคติ และความสนใจที่จะใช้เทคโนโลยี หรือ
คอมพิวเตอร์ (Davis et al. 1989, Legris et al. 2003). ความเชื่อในขั้นต้น 2 อย่างที่ส่งผลต่อการนำระบบมาใช้

52

คือ การรับรู้ถึงประโยชน์ที่จะได้รับ จากระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และเป็นระบบที่ง่ายต่อการใช้งาน สามารถ
แบ่งเบาภาระงานได้ สะดวกสบายขึน้ (Davis 1989,Davis et al. 1989, Igbaria and Tan 1997).

แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาใช้กันอย่างกว้างขวาง เป็นแบบแผนในการตัดสินใจที่ประสบผลสำเร็จ ในการ
พยากรณ์การยอมรับด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยชี้ให้เห็นถึงสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ด้านเทคโนโลยี
สารสนเทศของแต่ละบุคคล ในเรื่องของประโยชน์ท่เี ขาจะได้รับ และการใช้งานที่ง่ายจะก่อใหเ้ กดิ พฤติกรรมในการ
สนใจที่จะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งผลให้มีการนำมาใช้และยอมรับในเทคโนโลยี (Davis 1989, Davis et al.
1989, Adams et al. 1992, Venkatesh and Davis 1996). เพราะความมีประโยชน์จะเปน็ ตัวกำหนดการรับรู้ใน
ระดับบุคคล คือ แต่ละคนก็จะรับรู้ได้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศ (Davis 1989,Davis et al.1989, Venkatesh and
Davis 1996).

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 43 ได้บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกัน
ในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมาตรา 81 ที่เน้นให้รัฐต้องจัดการศึกษาอบรมให้ประชาชน เกิดความรู้คู่
คุณธรรม ซึ่งเป็นที่มาของพระราชบัญญัติการศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่ทำให้เกดิ การปฏริ ูปการเรียนรูท้ ัง้ ระบบ
คือ (1) ปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพของคนไทย (2) ปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อความเข้มแข็งของคนไ ทย (3)
ปฏิรูปการเรียนรู้ เพื่อให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมการเรียนรู้ยุคโลกาภิวัฒน์ (4) ปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อให้สอดคล้อง
กบั ความต้องการของผู้เรยี น ครู พอ่ แม่ ผูป้ กครอง และสังคมไทย โดยเฉพาะการปฏริ ูปการเรียนรตู้ ามข้อ (3) และ
(4) จะเป็นไปได้นน้ั จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยียคุ สงั คมขา่ วสาร และเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นส่อื หลกั

3.3 องคป์ ระกอบของเทคโนโลยสี ารสนเทศเพือ่ การเรยี นรู้
ในสว่ นขององค์ประกอบของเทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่ือการเรียนรูห้ ากพิจารณาได้ใน 2 ลักษณะ คือ
1. องค์ประกอบของเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้ พิจารณาเชิงเทคโนโลยี จะประกอบด้วยเทค

โนโลยี 2 สาขาหลัก คือ เทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยสี ่ือสารโทรคมนาคม

53

1. เทคโนโลยคี อมพวิ เตอร์ คอมพิวเตอรเ์ ปน็ เคร่อื งอเิ ล็กทรอนกิ สท์ ่ีสามารถจดจำข้อมูลต่าง ๆ และปฏบิ ัติ
ตามคำส่งั ที่บอก เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานอยา่ งใดอยา่ งหนึง่ ให้ คอมพวิ เตอรน์ ั้นประกอบดว้ ยอปุ กรณ์ต่าง ๆ
ตอ่ เชือ่ มกนั เรยี กวา่ ฮารด์ แวร์ (Hardware) และอุปกรณ์ฮาร์ดแวรน์ จ้ี ะตอ้ งทำงานร่วมกบั โปรแกรมคอมพวิ เตอร์
หรอื ทเ่ี รยี กกนั ว่า ซอฟตแ์ วร์ (Software) (มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช. สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
2546: 4)

2. เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม ใช้ในการติดต่อ สื่อสาร รับ-ส่งข้อมูล
จากทห่ี น่ึงไปสู่อีกท่ีหนึ่ง เป็นการสง่ ของข้อมูลระหว่างคอมพวิ เตอร์หรือเคร่ืองมือที่อยหู่ า่ งไกลกัน ซ่ึงจะช่วยให้การ
เผยแพร่ข้อมูลหรือสารสนเทศไปยังผู้ใช้ในแหล่งต่าง ๆ เป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง ครบถ้วน และทัน
การณ์ ซึ่งรูปแบบของข้อมูลที่รับ/ส่งอาจเป็นตัวเลข (Numeric Data) ตัวอักษร (Text) ภาพ (Image) และเสียง
(Voice) เทคโนโลยีท่ีใชใ้ นการสื่อสารหรือเผยแพร่สารสนเทศ ได้แก่ เทคโนโลยีท่ีใช้ในระบบโทรคมนาคมท้ังชนิดมี
สายและไร้สาย เช่น ระบบโทรศัพท์, โมเด็ม, แฟกซ์, โทรเลข, วิทยุกระจายเสียง, วิทยุโทรทัศน์ เคเบิ้ลใยแก้วนำ
แสง คลน่ื ไมโครเวฟ และดาวเทยี ม เปน็ ต้น

2.องคป์ ระกอบของเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรยี นรู้ พจิ ารณาเชงิ ระบบ จะพบวา่ ระบบสารสนเทศจะ
ประกอบด้วยองค์ประกอบต่างท่จี ะนำพาใหร้ ะบบสารสนเทศทำงานบรรลุเป้าหมายทีว่ างไว้ มี 5 สว่ นคือ ฮาร์ดแวร์
ซอฟตแ์ วร์ ขอ้ มลู บคุ คลากร ระเบียบปฏิบัติการ โดยมรี ายละเอียดดงั นี้

2.1 ฮารด์ แวร์ (Hardware)
หมายถงึ เครื่อง(ระบบ)คอมพวิ เตอร์และอปุ กรณต์ ่อพว่ งต่างๆ ประกอบดว้ ย 5 ส่วน คือ
1. อุปกรณ์รบั ขอ้ มลู (Input)
เป็นส่วนสำหรับสร้างข้อมูลอักขระ(ตัวเลข ตัวอักษร คำสั่ง) ผ่านแป้นพิมพ์หรือ Keyboard กำหนดคำสั่ง
สำเร็จรูปผ่านเมาส์ หรือประมวลแปลผลจากภาพเป็นข้อมูลด้วย Scanner หรือการอ่านรหัสข้อมูลแถบเส้นด้วย
Bar Code Reader เปน็ ตน้
2. อุปกรณ์แสดงข้อมูล (Output)
เป็นส่วนแสดงผลข้อมูล ที่จะปรากฎในรูปที่มองเห็นผ่านจอภาพ (Monitor) หรือในรูปของเอกสารผ่าน
เครอ่ื งพิมพ์ (Printer) หรอื ถกู สง่ ผา่ นอุปกรณแ์ สดงผลอื่นๆ อาทิ เครือ่ ง projector
3. หน่วยประมวลผลกลาง
หรือที่เรียกว่า CPU (Central Processing Units) มีหน้าที่รับข้อมูลจากส่วนอินพุตเข้ามาประมวลผล ไม่
ว่าจะเป็นการคำนวณ การย้าย การปรับปรุงข้อมูลตามคำสั่ง แล้วส่งผลที่ได้ออกไปยังส่วนของเอาท์พุตตามท่ี
กำหนดไว้
4. หนว่ ยความจำหลกั
มีหน้าที่เก็บข้อมูลที่ใช้ในการทำงาน ข้อมูลนี้ มีทั้งข้อมูลที่ถูกติดตั้งเป็นข้อมูลระบบ ข้อมูลแลคำส่ัง
โปรแกรมทำงานด้านต่างๆ และข้อมูลผลลัพธ์จากการประมวลผล จากการคำนวน ซึ่งข้อมูลนี้จะถูกนำเข้าจาก
อุปกรณร์ ับข้อมลู ภายนอก หรอื จากการทำงานประมวลผลจากโปรแกรมภายในเครื่อง หนว่ ยความจำหลกั ท่รี ู้จักกัน
ดี จะรจู้ ักในชอื่ ของ hard disk
5. หนว่ ยความจำสำรอง

54

หรือที่รู้จักในชื่อของ RAM ซึ่งย่อมาจากคำว่า Random-Access Memory เป็นหน่วยความจำของระบบ
มีหน้าที่รับข้อมูลเพื่อส่งไปให้ CPU ประมวลผลซึ่ง RAM นี้ จะต้องมีไฟเข้าเลี้ยงภายใน Module ของ RAM
ตลอดเวลา ลกั ษณะจะเป็นแผงวงจร หรอื Circuit Board ขนาดเลก็ ท่ีเรยี กว่า IC

https://pumpim091139.wordpress.com/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%
ปัจจบุ นั เทคโนโลยขี องหนว่ ยความจำมี 2 แบบ คือ
5.1) หน่วยความจำแบบ DDR หรือ Double Data Rate (DDR-SDRAM, DDR-SGRAM) ซึง่ เปน็ เทคโนโลยี

ท่พี ฒั นาตอ่ เน่ืองมาจากเทคโนโลยขี องหนว่ ยความจำแบบ SDRAM และ SGRAM
5.2) หนว่ ยความจำแบบ Rambus
2.2 ซอฟตแ์ วร์ (Software)
หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า โปรแกรมคอมพิวเตอร์ นับได้ว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญและจำเป็นมากในการ

ควบคุมการทำงาน การกำหนดคำสั่งให้ชิ้นส่วน อุปกรณ์หรือฮาร์ดแวร์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ทำงาน เพ่ือ
ประมวลผลขอ้ มูลให้ได้ผลลัพธ์ตามความต้องการ ซอฟตแ์ วร์สามารถแบง่ ออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ

1. Operating System หรือจะเรียกรวมว่า ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการ มีหน้าที่ควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ
ภายในระบบคอมพิวเตอร์ และเป็นตัวกลางในการติดต่อสื่อสาร ระหว่างผู้ใช้งานกับเครื่องคอมพิวเตอร์หรือ
ฮาร์ดแวร์ หรืออุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ ตัวอย่างโปรแกรมที่นิยมใช้กัน ในปัจจุบัน เช่น ระบบปฏิบัติการ Windows
ระบบปฏิบัติการ UNIX ระบบปฏิบตั กิ าร Linux เป็นต้น

2. Application หรือซอฟต์แวร์ประยุกต์ เป็นซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้นตามความต้องการของผู้ใช้ และเพื่อใช้
สนับสนุนการจัดการทัว่ ไป ด้านการเชื่อมโยงการสื่อสาร หรือ Messenger หรือ e-mail) หรือเป็นโปรแกรมพิเศษ
ที่ถูกเขียนหรือพัฒนาขึ้นเพื่อทำงานเฉพาะด้านหนึ่งๆ ตามลักษณะความต้องการ(โปรแ กรมจัดการร้านค้า
โปรแกรมควบคุมสนิ คา้ หรอื โปรแกรม Karaoke)

2.3 ข้อมูล(Data) คือ ข้อเท็จจริงต่าง ๆ เกี่ยวกับการดำเนินงาน และการปฏิบัติการทึ่ต้องเก็บรวบรวมไว้
เพอ่ื ใช้ประกอบการอ้างองิ การตัดสนิ ใจและการปฏิบตั ิงาน ขอ้ มูลจะมโี ครงสร้างในการจดั เก็บที่เป็นระบบระเบียบ
มแี บบแผนมาตรฐาน เพือ่ การสืบคน้ ทรี่ วดเรว็ มีประสทิ ธภิ าพ

55

https://sites.google.com/site/aorapinaoao1234/xngkh-prakxb-khxng-rabb-
ข้อมูล (DATA) คือข้อมูลต่าง ๆ ที่เรานำมาให้คอมพิวเตอร์ประมวลผลคำนวณ หรือกระทำอย่างใดอย่าง
หนึ่งให้กลายเปน็ ผลลพั ธ์ท่เี ราตอ้ งการ ปจั จบุ นั เราถือกันวา่ ขอ้ มลู มีความสำคญั อย่างยง่ิ ต่อการใช้งานคอมพวิ เตอร์
ชนดิ ของขอ้ มูล (Types of Data)
เราสามารถแบง่ ข้อมลู ออกเปน็ 4 ชนิด ดงั น้ี (Alter 1996 : 151-152, Stair and Reynolds 2001 : 5)
1. ขอ้ มลู ที่เป็นอกั ขระ (Alphanumeric Data) ไดแ้ ก่ ตัวเลข (Numbers) ตัวอักษร (Letters) เคร่อื งหมาย
(Sign) และ สัญลักษณ์ (Symbol)
2. ขอ้ มลู ทเ่ี ป็นภาพ (Image Data) ไดแ้ ก่ ภาพกราฟกิ (Graphic Images) และรปู ภาพ (Pictures)
3. ข้อมลู ทเ่ี ปน็ เสียง (Audio Data) ได้แก่ เสยี ง (Sounds) เสยี งรบกวน/เสียงแทรก (Noise) และเสียงที่มี
ระดับ (Tones) ตา่ งๆ เชน่ เสียงสงู เสียงตำ่ เป็นตน้
4. ข้อมูลทีเ่ ป็นภาพเคล่ือนไหว (Video Data) ไดแ้ ก่ ภาพยนตร์ (Moving Images or Pictures) และ วีดิ
ทศั น์ (Video)
นอกจากนน้ั ยังพบว่ามีข้อมูลในลกั ษณะของกลิ่น (Scent) และข้อมลู ในลกั ษณะทม่ี ีการประสมประสานกัน
เช่น มกี ารนำเอาขอ้ มูลทั้ง 4 ชนิดมารวมกนั เรยี กว่า สือ่ ประสม (Multimedia) แต่ถา้ มีการประสมขอ้ มูลที่เป็นกล่ิน
เข้าไปดว้ ย เราเรยี กวา่ Multi-scented
2.4 บุคลากร (People) ก็คือ กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด มีตั้งแต่ระดับ
ผู้ใช้งานทั่วไป ผู้บริหารองค์กร หน่วยงาน ผู้พัฒนาและวิเคราะห์ระบบ ผู้ควบคุมระบบ และนักเขียนโปรแกรม
ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในความสำเร็จของระบบสารสนเทศ ซึ่งสามารถจำแนกคร่าว ๆ ได้ 3
กลุม่ ดงั น้ี
1. Analysis หรือ นักวิเคราะห์ระบบ ทำหน้าที่วิเคราะห์ ออกแบบโครงสร้างของระบบในองค์กรเพื่อนำ
คอมพิวเตอร์มาประยกุ ต์ใช้ให้เกิดประสิทธภิ าพสูงสุด
2. Programmer หรือนักพัฒนาโปรแกรม ( คนเขียนโปรแกรม ) ทำหน้าที่สร้าง พัฒนาโปรแกรมทาง
คอมพวิ เตอร์
3. User หรือเรียกว่าผู้ใช้งานโปรแกรมในแต่ละองค์กรหากบุคลากรมีความรู้ ความสามารถทาง
คอมพิวเตอร์มากเท่าใด โอกาสที่จะเข้าถึง เพ่ือการใช้งานระบบ สารสนเทศและระบบคอมพวิ เตอร์ได้เต็มศักยภาพ

56

และคุ้มค่ายิ่งมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะระบบสารสนเทศในระดับบุคคล ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์มีขีดความสามารถ
มากขึ้น ทำให้ผู้ใช้มีโอกาสพัฒนาความสามารถของตนเองและพัฒนาระบบงาน ได้เองตามต้องการ สำหรับระบบ
สารสนเทศในระดับกลุ่มและองค์การที่มีความซับซ้อนมากอาจจะต้องใชบ้ ุคลากรในสาขา คอมพิวเตอร์โดยตรงมา
พฒั นาและดแู ลระบบงาน

2.5 ระเบียบปฏบิ ตั กิ ารหรือขน้ั ตอนการปฏบิ ตั ิงาน(Procedure)
เป็นระเบยี บวธิ ีการเข้าถงึ ข้อมลู ของเครื่อง ข้อมลู ส่วนรวม การใช้งานคอมพวิ เตอร์ส่วนบุคคล(ขั้นตอนการ
บันทึกข้อมูล ขั้นตอนการประมวลผล ขั้นตอนปฏิบัตงิ านในแต่ละโปรแกรม) การใช้งาน(ข้อมูล)เครือข่าย การดูแล
รกั ษา การปฏบิ ัตติ ามกฎหมายว่าด้วย พรบ.คอมพวิ เตอร์ ซึ่งผู้ใชง้ านจะต้องมีความรู้ ได้รบั การพฒั นาอย่างต่อเน่ือง
เพอื่ ใหท้ นั ต่อพัฒนาการความก้าวหนา้ ของเทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์
คำอธบิ ายคำว่า ระบบ หมายถึง สว่ นต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นโดยองค์ประกอบเหล่านั้น สามารถทำงานได้
อย่างอิสระ แต่มีปฏิสัมพันธ์ในการดำเนนิ งาน เพื่อแก้ปัญหาหรือช่วยให้การทำงานนั้นบรรลุตามวัตถปุ ระสงคท์ ี่ตัง้
ไว้ สารสนเทศ สามารถหมายถงึ คุณภาพของข้อความจากผ้สู ่งไปหาผูร้ ับ สารสนเทศจะประกอบไปด้วย ขนาดและ
เหตุการณ์ของสารสนเทศนั้น สารสนเทศสามารถแทนข้อมูลที่มีความถูกต้องและความแม่นยำหรือไม่มีก็ได้ ซึ่ง
สามารถเป็นได้ทั้งข้อเท็จจริงหรือข้อโกหกหรือเป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้น สารสนเทศจะเกิดขึ้นเมื่อมีผู้ส่ง
ข้อความและผู้รับข้อความอย่างน้อยฝ่ายละหนึ่งคน ซึ่งทำให้เกิดการสื่อสารของข้อความและเข้าใจในข้อความ
เกิดขึ้น ซงึ่ มลี กั ษณะใกล้เคยี งกบั ความหมาย ความรู้ คำสัง่ การสอ่ื สาร การแสดงออก และการกระต้นุ ภายใน การ
ส่งข้อความที่มีลักษณะเป็นสารสนเทศ ในขณะเดียวกันการบกวนการสื่อสารสารสนเทศก็ถือเป็นสารสนเทศ
เชน่ เดยี วกนั (wiki)
3.4 ความสำคญั ของเทคโนโลยีสารสนเทศ

https://sites.google.com/site/ttn557/bthbath-khwam-sakhay-khxng-thekhnoloyi-sarsnthes
สามารถอธิบายความสำคญั ของเทคโนโลยีสารสนเทศในด้านที่มีผลกระทบต่อการเปล่ียนแปลงพฤติกรรม

ด้านต่าง ๆ ของผูค้ นไวห้ ลายประการดังต่อไปน้ี (จอหน์ ไนซบ์ ติ ต์ อา้ งถึงใน ยนื ภวู่ รวรรณ)
ประการทหี่ น่ึง เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้สงั คมเปลยี่ นจากสังคมอตุ สาหกรรมมาเปน็ สังคมสารสนเทศ

57

ประการที่สอง เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้ระบบเศรษฐกิจเปล่ียนจากระบบแห่งชาติไปเปน็ เศรษฐกิจโลก
ที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของโลกผูกพันกับทุกประเทศ ความเชื่อมโยงของเครือข่ายสารสนเทศทำให้เกิดสังคม
โลกาภวิ ัฒน์

ประการทส่ี าม เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้องคก์ รมลี กั ษณะผูกพนั มีการบังคับบญั ชาแบบแนวราบมากขึ้น
หนว่ ยธรุ กจิ มีขนาดเล็กลง และเชื่อมโยงกันกับหนว่ ยธรุ กจิ อืน่ เป็นเครอื ขา่ ย การดำเนินธรุ กจิ มกี ารแขง่ ขนั กันในด้าน
ความเร็ว โดยอาศัยการใช้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นตัวสนับสนุน เพื่อให้เกิด
การแลกเปลย่ี นขอ้ มลู ไดง้ า่ ยและรวดเร็ว

ประการที่สี่ เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเทคโนโลยีแบบสุนทรียสัมผัส และสามารถตอบสนองตามความ
ตอ้ งการการใชเ้ ทคโนโลยีในรูปแบบใหม่ทเี่ ลอื กได้เอง

ประการทีห่ ้า เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกดิ สภาพทางการทำงานแบบทุกสถานทีแ่ ละทกุ เวลา
ประการที่หก เทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดการวางแผนการดำเนินการระยะยาวขึ้น อีกทั้งยังทำให้วิถี
การตัดสนิ ใจ หรอื เลือกทางเลอื กได้ละเอยี ดข้นึ
ความสำคัญของเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สาร มี 5 ประการ (Souter 1999: 409) ได้แก่
ประการแรก การสอ่ื สารถือเป็นส่ิงจำเป็นในการดำเนนิ กจิ กรรมต่าง ๆ ของมนษุ ย์ สิง่ สำคัญท่ีมีส่วนในการ
พฒั นากิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษยป์ ระกอบด้วย Communications media, การสื่อสารโทรคมนาคม (Telecoms),
และเทคโนโลยสี ารสนเทศ (IT)
ประการที่สอง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารประกอบด้วยผลิตภัณฑ์หลักที่มากไปกว่าโทรศัพท์
และคอมพิวเตอร์ เช่น แฟกซ์, อินเทอร์เน็ต, อีเมล์ ทำให้สารสนเทศเผยแพร่หรือกระจายออกไปในที่ต่าง ๆ ได้
สะดวก
ประการทสี่ าม เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสารมผี ลใหก้ ารใช้งานดา้ นต่าง ๆ มรี าคาถูกลง
ประการที่สี่ เครือข่ายสื่อสาร (Communication networks) ได้รับประโยชน์จากเครือข่ายภายนอก เนื่องจาก
จำนวนการใช้เครือข่าย จำนวนผู้เชื่อมต่อ และจำนวนผู้ที่มีศักยภาพในการเข้าเชื่อมต่อกับเครือข่ายนับวันจะเพิ่ม
สงู ขนึ้
ประการที่ห้า เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทำให้ฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ และต้นทุนการใช้ ICT มี
ราคาถูกลงมาก
กลา่ วโดยสรปุ แลว้ เทคโนโลยสี ารสนเทศมีบทบาททส่ี ำคัญในทุกวงการ มีผลต่อการเปลย่ี นแปลงโลกดา้ น
ความเป็นอยู่ สงั คม เศรษฐกจิ การศึกษา การแพทย์ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การเมือง ตลอดจนการวจิ ยั และ
การพฒั นาตา่ ง ๆ
เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จของกระบวนการจัดการศึกษา ในยุค
สังคมแห่งการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีสารสนเทศจึงมีผลกระทบโดยตรงต่อความสำเร็จของการจัด
การศึกษา

บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มตี อ่ การจัดการศึกษาของไทย
ในปัจจบุ ันเทคโนโลยีสารสนเทศได้เขา้ มามีบทบาท ในการพัฒนาในเกือบทุกๆด้าน ไมว่ า่ ในด้านธุรกจิ ดา้ น

สาธารณสุข ด้านการทหารและความมั่นคง ด้านโทรคมนาคมและการสื่อสาร ดังจะเห็นได้วา่ หน่วยงานธุรกิจส่วน

58

ใหญ่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหาร การจัดการในองค์กร อีกทั้งเพิ่มระดับ
ความสำคัญมากข้ึนในแต่ละปี มีการจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งไว้ เพื่อการจัดการกับข้อมูลสารสนเทศเป็นการ
เฉพาะ มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อวางกลยุทธ์หาความได้เปรียบในตลาดโดยรวม อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือ
สำคัญในการจัดการเพ่ือเพมิ่ ผลผลติ รวมถงึ ใชเ้ ป็นช่องทาง สำหรับเผยแพร่สารสนเทศขององค์กรมากขนึ้ ดว้ ย

https://hooahz.wordpress.com/2013/11/10/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0
ในสว่ นของการศึกษา เทคโนโลยีสารสนเทศ กม็ ีบทบาทที่สำคัญในสว่ นของการเป็นทงั้ เครอื่ งมือหลัก และ
เครื่องมือสนับสนุนที่ต้องจัดหา และนำมาใช้ในการเรียนการสอนเพื่อให้เป็นไปตามลักษณะการศึกษา ตาม
เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ การกำหนดทิศทางและนโยบายการจัดการศึกษาไทย จึงต้อง
ดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพอ่ื ใหท้ นั ตอ่ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่มผี ลต่อการกำหนดคุณสมบตั ิและคณุ ภาพของ
แรงงานในอนาคต ซึ่งเราจะปฎิเสธไม่ได้เลยวา่ เทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีการขนสง่ เทคโนโลยีการผลติ นา
โนเทคโนโลยี เทคโนโลยีชีวภาพ เหล่านี้ล้วนมีความก้าวหน้าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้มีประโยชน์ใน
การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ดังนั้นการจัดการศึกษาจึงต้องมีการเพิ่มเติมความรู้เกี่ยวกับเทคโ นโลยี
ใหม่ ๆ ในหลักสูตรการเรียนการสอน และปรับปรุงให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี จะต้องประกอบด้วย
โครงสร้างพ้นื ฐานดา้ นช่องทางและสอื่ ดงั ตอ่ ไปนี้
1. เทคโนโลยโี ทรคมนาคม (E-communication)
เทคโนโลยีโทรคมนาคม ที่สำคัญได้แก่ การสื่อสารผ่านดาวเทียม เครือข่ายความถี่การสื่อสาร เครือข่าย
เสน้ ใยแกว้ นำแสง เครือขา่ ยคอมพิวเตอร์
2. ระบบการสอนผา่ นจอภาพ (On -Screen Interactive Instruction)
ระบบการสอนผา่ นจอภาพทีส่ ำคัญได้แก่ การสอนด้วยคอมพวิ เตอร์ การสอนดว้ ยโทรทัศนป์ ฏสิ ัมพนั ธ์ การ
สอนด้วยการประชมุ ทางไกล การสอนดว้ ยเครือขา่ ยโลก
3. ระบบส่อื ตามตอ้ งการ (Media On Demand)
เช่น สัญญาณภาพตามต้องการ เสียงตามตอ้ งการ บทเรยี นตามต้องการ เป็นตน้
4. ระบบฐานความรู้ (Knowledge-Based System)

59

เป็นระบบที่พัฒนาต่อยอดมาจากระบบฐานข้อมูล ซึ่งรวบรวม และจัดเรียงเนื้อหาข้อมูลตามลำดับที่มี
กฎเกณฑ์ตายตัวโดยใช้คำไข (Key word) เป็นตัวค้นและตัวเรียกข้อมูล ส่วนฐานความรู้จะจัดข้อมูลไว้หลากหลาย
เช่น ตามประเภทของหลักสูตร ตามกลมุ่ อายขุ องผูใ้ ช้ ตามประเภทของวัตถปุ ระสงค์ของการใช้ เป็นตน้ การทำงาน
ของฐานความรู้จะต้องทำงานประสานกันอย่างน้อย 3 ระบบได้แก่ ระบบสื่อสาร ระบบสารสนเทศ และระบบ
เหตุผล เพื่อให้สามารถค้นหาและเรียกข้อมูล หรือความรู้ที่ตอบสนองตรงกับอายุ ตามความต้องการ หรือวัตถุ
ประสงคข์ องผู้ใชง้ าน

และหากจะกล่าวถึงเทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาในลักษณะที่ชัดเจนที่สุดนั้น จะอยู่ใน
รูปลักษณ์ของสื่อต่างๆ ที่รวมเรียกว่า สื่อการศึกษา ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันในวงการศึกษาแล้วว่าสื่อการศึกษา โดย
เฉพาะสือ่ ทางเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นส่วนสำคญั ในการผลักดันใหก้ ลไกการจัดการศึกษา การเรยี นรู้ สามารถส่ง
ผลโดยตรงใหก้ ับผเู้ รียนเข้าถึงองค์ความรู้ได้อยา่ งรวดเร็ว ไดอ้ ยา่ งกว้างขวางและเป็นผลต่อพฒั นาการเรียนรู้ได้มาก
ทส่ี ุด อาจจะสรปุ ไดว้ ่าสอ่ื การศึกษา สามารถสง่ ผลต่อการเรยี นรแู้ ละการศึกษาในด้านต่างๆ ดงั น้ี

1. ดา้ นคณุ ภาพการเรียนรู้ สื่อการศกึ ษาจะสามารถชว่ ยให้คุณภาพการเรยี นร้ดู ีขึน้
2. ในดา้ นเวลาผู้เรยี นผ่านส่ือสามารถเรยี นรไู้ ด้มากข้นึ
3. การตรึงพฤติกรรมการเรียนรู้ ส่ือการศึกษาสามารถสรา้ งแรงจงู ใจและเรา้ ความสนใจไดเ้ ป็นอย่างดี
4. การมีสว่ นร่วมการเรียน ผู้เรียนสามารถมสี ่วนร่วมในกระบวนการเรยี นรู้
5. ความทรงจำต่อสาระเน้ือหา การเรียนรู้จากสื่อการศกึ ษาจะทำใหผ้ เู้ รียนจำได้นาน เรยี นรู้ไดเ้ ร็วและดีขึ้น
6. ความเข้าใจในสาระ ผ้เู รียนมีประสบการณ์ความเข้าใจจากรปู ธรรมไปสนู่ ามธรรม
7. สือ่ การศกึ ษาสามารถเอาชนะข้อจำกดั ต่างๆได้ เชน่

• ทำส่งิ ทซ่ี ับซ้อนหรือมีหลากหลายมมุ มองใหด้ ูงา่ ยขน้ึ

• ทำส่งิ ทีอ่ ยู่ในลกั ษณะนามธรรมสร้างให้เกดิ รูปร่างเป็นรูปธรรม

• ทำสิ่งท่ีเคล่ือนไหวเร็วใหด้ ชู ้าลง

• ทำสิ่งท่เี คลื่อนไหวชา้ ให้ดเู ร็วข้ึน

• ทำส่งิ ที่มีขนาดใหญ่มากใหล้ ดขนาดหรือย่อขนาดลง

• ทำสิ่งที่เลก็ มากให้ขยายขนาดข้ึน

• นำขอ้ มลู ย้อนเวลาจากอดตี นำมาศกึ ษาเรยี นรไู้ ด้

• นำสิ่งท่ีอยู่ไกลหรอื ลึกลับมาวเิ คราะห์ศึกษาได้

ปจั จัยที่ทำให้เกิดความล้มเหลวในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้
ปจั จัยที่ทำใหเ้ กิดความล้มเหลวในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ จากงานวิจัยของ Whittaker (1999:

23) พบว่า ปัจจัยของความล้มเหลวหรือความผิดพลาดที่เกิดจากการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในองค์การ มี
สาเหตหุ ลกั 3 ประการ ไดแ้ ก่

1. การขาดการวางแผนท่ดี พี อ โดยเฉพาะอย่างย่งิ การวางแผนจดั การความเสยี่ งไม่ดีพอ ยิ่งองค์การมีขนาด
ใหญ่มากขึ้นเท่าใด การจัดการความเสี่ยงย่อมจะมีความสำคัญมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านนี้เพิ่ม
สูงข้ึน

60

2. การนำเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมมาใช้งาน การนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในองคก์ าร จำเป็นต้อง
พิจารณาให้สอดคล้องกับลักษณะของธุรกิจหรืองานที่องค์การดำเนินอยู่ หากเลือกใช้เทคโนโลยีที่ไม่สอดรับกับ
ความต้องการขององคก์ ารแล้วจะทำให้เกิดปัญหาตา่ ง ๆ ตามมา และเปน็ การสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใชเ่ หตุ

3. การขาดการจัดการหรือสนับสนุนจากผู้บริหารระดบั สูง การที่จะนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใชง้ าน
ในองค์กร หากขาดซ่งึ ความสนบั สนนุ จากผบู้ ริหารระดับสูงแล้วก็ถือว่าลม้ เหลวต้งั แต่ยังไมไ่ ด้เริ่มตน้ การได้รับความ
ม่นั ใจจากผบู้ ริหารระดบั สูงเปน็ ก้าวย่างที่สำคัญ และจำเป็นทีจ่ ะทำให้การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในองค์การ
ประสบความสำเร็จ

สำหรับสาเหตุของความล้มเหลวอื่น ๆ ที่พบจากการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ เช่น ใช้เวลาในการ
ดำเนนิ การมากเกินไป (Schedule overruns), นำเทคโนโลยีทีล่ ้ำสมยั หรือยังไมผ่ ่านการพิสูจน์มาใช้งาน (New or
unproven technology), ประเมินแผนความต้องการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศไม่ถกู ต้อง, ผู้จัดจำหน่ายเทคโนโลยี
สารสนเทศ (Vendor) ที่องค์การซื้อมาใช้งานไม่มีประสิทธิภาพและขาดความรับผิดชอบ และระยะเวลาของการ
พัฒนาหรือนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชจ้ นเสรจ็ สมบูรณ์ใชเ้ วลานอ้ ยกวา่ หนึ่งปี

นอกจากนี้ปัจจัยอื่นๆที่ทำให้การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ไม่ประสบความสำเร็จในด้านผู้ใช้งานน้ัน
สรุปไดด้ ังน้ี คือ

1. ความกลัวการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ ผู้คนกลัวที่จะเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งกลัวว่า
เทคโนโลยีสารสนเทศจะเข้ามาลดบทบาท และความสำคัญในหน้าที่การงานที่รับผิดชอบของตนให้ลดน้อยลง จน
ทำให้ตอ่ ต้านการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ

2. การไมต่ ดิ ตามข่าวสารความรู้ด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศอย่างสม่ำเสมอ เน่ืองจากเทคโนโลยีสารสนเทศ
เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก หากไม่มั่นติดตามอย่างสม่ำเสมอแล้วจะทำให้กลายเป็นคนล้าหลังและตกขอบ จนเกิด
สภาวะชะงกั งันในการเรียนร้แู ละใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ

3. โครงสร้างพืน้ ฐานด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศของประเทศกระจายไม่ท่ัวถึง ทำให้ขาดความเสมอภาคใน
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือเกิดการใช้กระจุกตัวเพียงบางพื้นที่ ทำให้เป็นอุปสรรคในการใช้งานด้านต่าง ๆ
ตามมา เชน่ ระบบโทรศัพท์ อนิ เทอรเ์ นต็ ความเร็วสูง ฯลฯ

3.5 การจดั ปัจจัยสนบั สนุนการใช้เทคโนโลยีชว่ ยการเรียนรู้

61

https://krunugool.wordpress.com/techlearn/

ปจั จัยพนื้ ฐานคือการสร้างความพร้อมของเคร่ืองมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ให้มีสมรรถนะและจำนวนเพียงต่อการ
ใช้งานของผู้เรียน รวมถึงการอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนสามารถใช้เทคโนโลยีได้ตลอดเวลา จะเป็นปัจจัย
เบ้ืองตน้ ของการสง่ เสรมิ การใช้เทคโนโลยีเพ่ือการเรยี นรู้ สงิ่ ที่ควรเปน็ ปัจจัยเพ่มิ เตมิ คือ

1. ครูสร้างโอกาสในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ปัจจัยที่จะผลักดันให้มีการใช้เทคโนโลยีอย่างคุ้มค่า
คือการที่ครูออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ให้เอื้อต่อการทำกิจกรรมประกอบการเรียนรู้ เป็นกิจกรรมที่ต้องใช้
กระบวนการแสวงหาความรู้จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ทั้งจากการสังเกตในสถานการณ์จริง การทดลอง การค้นคว้า
จากสื่อสิ่งพิมพ์และจากสื่อ Electronic เช่น จาก Web Sites เป็นกิจกรรมที่ต้องมีการทำโครงงานอิสระสนอง
ความสนใจ เป็นกิจกรรมทีต่ อ้ งฝึกปฏิบตั ิจาก Software สำเร็จรปู เป็นกิจกรรมที่ต้องมีการบันทึก วิเคราะห์ขอ้ มูล
และการนำเสนอรายงานด้วยคอมพวิ เตอร์ เปน็ ตน้

2. ครูและผู้เรียนจัดทำแหล่งข้อมูลสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน ปัจจัยด้านแหล่งข้อมูลสารสนเทศ
(Information Sources) เปน็ ตวั เสริมที่สำคญั ท่ีชว่ ยเพิ่มคุณคา่ ของระบบเทคโนโลยีเพื่อการเรยี นการสอน ครูและ
ผู้เรียน ควรช่วยกันแสวงหาแหล่งข้อมูลสารสนเทศที่มีเนื้อหาสาระตรงกับหลักสูตร หรือสนองความสนใจของ
ผู้เรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรวบรวมแหล่งข้อมูลสารสนเทศที่เป็น Software ชื่อของ Web Sites รวมถึงการ
ลงทุนจัดซื้อ Software จากแหล่งจำหน่าย การจ้างให้ผู้เชี่ยวชาญจัดทำ หรือร่วมจัดทำพัฒนาสาระ เนื้อหาขึ้นมา
เองโดยครแู ละนักเรยี น

3. สถานศึกษาจัดศูนย์ข้อมูลสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้ ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้ ( Learning
Resources Center ) เป็นตัวชี้วัดสำคัญประการหนึ่งของศักยภาพของสถานศึกษา ที่จะส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี
เพื่อการเรียนรู้ของครูและผู้เรียน ปกติมักนิยมจัดไว้เป็นส่วนหนึ่งของห้องสมุด จนเกิดคำศัพท์ว่า ห้องสมุดเสมือน
(Virtual Library) หรือห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ (E – Library) จะมีคุณประโยชน์อย่างยิ่งในการศึกษา ค้นคว้า
วิทยาการสาขาต่างๆ ทั้งในลักษณะสื่อสำเร็จรูปที่จัดเก็บอยู่ในรูปไฟล์ข้อมูล หรือแผ่น CD – Rom (DVD) หรือ
รายช่อื ของ Web Sites ตา่ งๆ ซ่งึ ควรจดั ทำระบบ Catalog และดชั นรี ายการใหส้ ะดวกต่อการสืบค้น

4. ส่งเสรมิ สนับสนุน การใหบ้ รกิ ารทางเทคโนโลยีเพ่ือการเรียนรู้ สถานศึกษาควรส่งเสริมการใช้เทคโนโล
ยีของสถานศึกษา ด้วยการระดมแนวคิด รวมถึงการแสวงหา Resources ต่างๆ มีหน่วยงานกลางรองรับการ
บริหาร จัดการ เพื่อให้บริการด้านข้อมูลสารสนเทศในด้านต่างๆ เช่น แนะนำSoftwareสำหรับใช้พัฒนาสื่อการ
เรียนการสอนใหม่ๆ แนะนำเทคนิคการพัฒนาสื่อที่น่าสนใจ แนะนำWeb Sitesใหม่ๆ พร้อมสาระเนื้อหาโดยย่อ
จัดทำคลังข้อมูลความรู้ Knowledge Bank เพื่อการเรียนรู้ในด้านต่างๆ ผ่านสื่อต่างๆ หรือผ่านเครือข่ายภายใน
หรือแนะนำในการประชุมของคณะครู หรือสื่อทางไกลอื่นๆ นอกจากนี้การรวบรวมผลงานของครแู ละนักเรยี น ใน
การจัดกระบวนการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยี ที่เรียกว่า Best Practices จะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับครูและ
นกั เรียนในสถานศึกษาอ่นื ๆ ท่จี ะใชเ้ ทคโนโลยเี พ่อื ชว่ ยการเรยี นการสอน

3.6 ส่ือเพ่อื การเรียนรู้

62

เมื่อพจิ ารณาคำว่า "ส่อื " ในภาษาไทยกับคำในภาษาอังกฤษ พบวา่ มีความหมายตรงกบั คำวา่ "media" (ใน
กรณีทีม่ ีความหมายเป็นเอกพจนจ์ ะใช้คำวา่ "medium") "สอ่ื " (Media) เป็นคำท่มี าจากภาษาละตินว่า "medium"
แปลว่า "ระหว่าง" หมายถึง สงิ่ ใดก็ตามท่ีบรรจุ ขอ้ มลู เพอ่ื ให้ผ้สู ง่ และผู้รบั สามารถสื่อสารกนั ได้ตรงตามวตั ถุประสงค์

คำว่า "สื่อ" ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ได้ให้ ความหมายของคำนี้ไว้ดังนี้ "ส่ือ
(กริยา) หมายถึง ติดต่อให้ถึงกัน เช่น สื่อความหมาย, ชักนำให้รู้จักกัน สื่อ (นาม) หมายถึง ผู้หรือสิ่งที่ติดต่อให้ถงึ
กนั หรอื ชกั นำให้รู้จักกนั เช่น เขาใชจ้ ดหมายเป็นส่ือติดต่อกัน, เรียกผ้ทู ี่ทำหน้าทีช่ ักนำให้ชายหญิงได้แต่งงานกันว่า
พ่อสื่อ หรือ แม่สื่อ; (ศิลปะ) วัสดุต่างๆ ที่นำมาสร้างสรรค์งานศิลปกรรม ให้มีความหมายตามแนวคิด ซึ่งศิลปิน
ประสงคแ์ สดงออกเช่นนั้น เช่น ส่อื ผสม"

นักเทคโนโลยีการศกึ ษาไดม้ กี ารนิยามความหมายของคำว่า "สอ่ื " ไว้ดงั ต่อไปนี้
Heinich และคณะ (1996) Heinich เป็นศาสตราจารย์ภาควิชาเทคโนโลยีระบบการเรียนการสอน ของ
มหาวิทยาลัยอินเดียน่า (Indiana University) ให้คำจำกัดความคำว่า "media" ไว้ดังนี้ "Media is a channel of
communication." ซงึ่ สรปุ ความเปน็ ภาษาไทยไดด้ ังนี้ "ส่อื คอื ช่องทางในการติดต่อสอื่ สาร" Heinich และคณะยัง
ได้ขยายความเพ่ิมเตมิ อีกว่า "media มีรากศพั ท์มาจากภาษาลาติน มีความหมายว่า ระหวา่ ง (between) หมายถึง
อะไรกต็ ามซึง่ ทำการบรรทกุ หรือนำพาขอ้ มลู หรือสารสนเทศ ส่ือเป็นสิง่ ท่อี ยรู่ ะหว่างแหล่งกำเนิดสารกับผูร้ ับสาร
" A. J. Romiszowski (1992) ศาสตราจารยท์ างดา้ นการออกแบบ การพัฒนา และการประเมนิ ผลสื่อการ
เรียนการสอน ของมหาวิทยาลัยซีราคิวส์ (Syracuse University) ให้คำจำกัดความคำว่า "media" ไว้ดังนี้ "the
carriers of messages, from some transmitting source (which may be a human being or an inanimate
object) to the receiver of the message (which in our case is the learner)" ซึ่งสรุปความเป็นภาษาไทย
ไดด้ งั น้ี "ตัวนำสารจากแหลง่ กำเนิดของการสอ่ื สาร (ซ่ึงอาจจะเปน็ มนุษย์ หรือวัตถทุ ไ่ี มม่ ชี ีวิต ) ไปยงั ผู้รับสาร (ซึ่งใน
กรณีของการเรยี นการสอนกค็ ือ ผู้เรยี น)"
ดงั นน้ั จึงสรุปได้ว่า สื่อ หมายถึง สิ่งใดๆ ก็ตามท่เี ปน็ ตัวกลางระหว่างแหล่งกำเนิดของสารกับผรู้ ับสาร เป็น
สงิ่ ทนี่ ำพาสารจากแหลง่ กำเนนิ ไปยงั ผรู้ ับสาร เพ่อื ใหเ้ กิดผลใดๆ ตามวัตถุประสงค์ของการสอ่ื สาร
ความหมายของส่ือการสอนและสือ่ การเรยี นรู้

63

ความหมายของสื่อการสอน ได้มีนักวิชาการ และนักเทคโนโลยีการศึกษา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ไดใ้ ห้ความหมายของ “ สอ่ื การสอน” ไวห้ ลายทา่ น พอสรุปได้ ดังน้ี

เชอร์ส (Shores. 1960 : 1) กล่าววา่ สื่อการสอนเปน็ เคร่ืองมือช่วยสื่อความหมายใด ๆ ก็ตามที่จัดโดยครู
และนกั เรียน เพ่อื เสริมการเรยี นรู้ เครือ่ งมือการสอนทุกชนิดเป็นสอื่ การสอน เชน่ หนังสอื ในห้องสมดุ โสตทศั นวัสดุ
ต่าง ๆ ทรัพยากรจากชุมชน เป็นต้น

ฮาส และแพคเกอร์ (Hass and PacKer. 1964 : 11) กล่าวว่า สื่อการสอน คือ เครื่องมือที่ช่วยในการ
ถ่ายทอดสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นจริงได้แก่ ทักษะ ทัศนะคติ ความรู้ ความเข้าใจ และความซาบซึ้งไปยังผู้เรียน หรือเป็น
เครอ่ื งมือประกอบการสอน ทเ่ี ราสามารถไดย้ นิ และมองเหน็ ได้เทา่ ๆ กนั

บราวน์ และคนอื่น ๆ (Brown and other. 1964 : 584) กล่าวว่า สื่อการสอนหมายถึง จำพวกอุปกรณ์
ทั้งหลายท่ีสามารถเสนอความรู้ให้แก่ผู้เรียน จนเกิดผลการเรียนท่ีดที ัง้ นี้รวมถึงกจิ กรรมต่าง ๆ ไม่เฉพาะที่เป็นวัสดุ
หรือเครอื่ งมือเท่านน้ั เชน่ การศกึ ษานอกสถานที่ การสาธิต การทดลอง ตลอดจนการสมั ภาษณ์ เป็นต้น

เกอร์ลัช และอีลี (ไชยยศ เรืองสุวรรณ. 2526 :141 : อ้างอิงมาจาก Gerlach and Ely.) ได้ให้คำจำกัด
ความของสื่อการสอนไว้ว่า สื่อการสอน คือ บุคคล วัสดุหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งทำให้นักเรียนไดร้ ับความรู้ ทักษะ
ทัศนคติ ครู หนังสือ และสงิ่ แวดล้อมของโรงเรยี นจัดเป็นสื่อการสอนทงั้ สน้ิ

ไฮนิคส์ โมเลนดาและรัสเซล (Heinich, Molenda and Russel. 1985 : 5) ให้ทัศนะเกีย่ วกับสื่อการสอน
ไว้ว่า สื่อการสอน หมายถึง สื่อชนิดใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นสไลดโ์ ทรทัศน์วิทยุเทปบันทึกเสียงภาพถ่ายวัสดุฉาย และ
วัตถุสิ่งตีพิมพ์ซึ่งเป็นพาหนะในการนำข้อมูลจากแหล่งข้อมูลไปยังผู้รับ เมื่อนำมาใช้กับการเรียนการสอน หรือส่ง
เน้อื หาความรไู้ ปยังผ้เู รยี นในกระบวนการเรยี นการสอน เรยี กวา่ ส่ือการสอน

เปรื่อง กุมุท (2519 : 1) กล่าวว่า สื่อการสอน หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเครือ่ งมือ หรือช่องทางสำหรบั ทำ
ให้การสอนของครถู งึ ผเู้ รยี น และทำใหผ้ ูเ้ รยี นเรียนรู้ตามวตั ถปุ ระสงคห์ รอื จดุ ม่งุ หมายท่ีวางไวอ้ ยา่ งดี

วาสนา ชาวหา(2522:59)กล่าวว่าสื่อการสอนหมายถึงสิ่งใดๆก็ตามที่เป็นตัวกลางนำความรู้ไปสู่ผู้เรียน
และทำให้การเรยี นการสอนเป็นไป ตามวัตถุประสงคท์ ่ีวางไว้

ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2526 : 4) กล่าวว่า สื่อการสอน หมายถึง สิ่งที่ช่วยใหก้ ารเรยี นรู้ ซึ่งครูและนักเรยี น
เป็นผใู้ ชเ้ พอื่ ใหก้ ารเรยี นการสอนมปี ระสทิ ธิภาพย่งิ ขน้ึ

ชม ภมู ภิ าค (2526 : 5) กล่าววา่ สื่อการสอนน้ันเป็นสว่ นหน่ึงของเทคโนโลยีการสอน เป็นพาหนะท่ีจะนำ
สารหรอื ความร้ไู ปยงั ผ้เู รยี น เพอ่ื ใหผ้ ู้เรยี นเกิดการเรยี นรู้

ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2529 : 112) ให้ความหมายของสื่อการสอนว่า คือวัสดุ (สิ้นเปลือง) อุปกรณ์
(เคร่ืองมอื ที่ใช้ไมผ่ ุพังงา่ ย) วิธกี าร (กิจกรรม เกม การทดลอง ฯลฯ) ทใี่ ช้ส่อื กลางใหผ้ ูส้ อนสามารถสง่ หรือถ่ายทอด
ความรู้ เจตคติ (อารมณ์ ความรู้สึก ความสนใจ ทัศนคติ และค่านิยม) และทักษะไปยังผู้เรียน ได้อย่างมี
ประสิทธภิ าพ

พิมพ์พรรณ เทพสุมาธานนท์ (2531 : 29) กล่าวว่าสื่อการสอนหมายถึงสิ่งต่างๆที่ใช้เป็นเครื่องมือหรือ
ช่องทางสำหรับให้การสอนของครูกับผู้เรียน และทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ตามวัตถุประสงค์ หรือจุดมุ่งหมายที่ผู้สอน
วางไวเ้ ปน็ อย่างดี

สรุปได้ว่า สื่อการสอน หมายถึงวัสดุ เคร่ืองมือและเทคนิควิธีการที่ผู้สอนนำมาใช้ประกอบการเรียนการ
สอน เพื่อใหผ้ ู้เรียนเกดิ การเรยี นรู้ไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ

64

"สื่อการเรียนการสอน" (Instruction Media) หมายถึง สื่อชนิดใดก็ตามที่บรรจุเนื้อหา หรือสาระการ
เรียนรู้ซึ่งผ้สู อนและผเู้ รียนใชเ้ ปน็ เคร่ืองมือสำหรับการเรยี นรู้เน้อื หา หรอื สาระนนั้ ๆ
บทบาทของสือ่ การเรยี นรู้

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มีความมุ่งหมายที่จะให้การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาให้
ประชากรชาวไทย มีความสมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา มีความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรม และ
วัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ดังนั้นในการจัดการศึกษาจึงถือว่า ผู้เรียน
สำคัญทส่ี ดุ โดยยึดหลกั วา่ ผู้เรียนแสวงหาความรู้ไดด้ ว้ ยตนเอง พฒั นาตนเองได้

https://www.chula.ac.th/news/33060/
กระบวนการจดั การศกึ ษาจะตอ้ งสง่ เสริมใหผ้ ู้เรยี นได้พัฒนาตามธรรมชาตแิ ละเต็มศักยภาพ
สื่อการเรียนรู้นับเป็นปัจจยั สำคัญอย่างหนึ่งทีจ่ ะช่วยให้สถานศกึ ษาจัดการเรียนรู้ให้บรรลุตามจุดมุ่งหมาย
ของหลักสูตร เนื่องจากสื่อเปน็ เครื่องมอื ของการเรียนรู้ ทำหน้าที่ ถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึก เพิ่มพูน
ประสบการณ์ สร้างสถานการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาศกั ยภาพทางความคิด ได้แก่ การ
คิดไตร่ตรอง การคิดสร้างสรรค์ และการคดิ อย่างมีวิจารณญาณ ตลอดจนสรา้ งเสริมคุณธรรม จริยธรรมและคา่ นยิ ม
ให้แก่ผู้เรียน (กรมวิชาการ, 2545 : 6) ดังนั้นสถานศึกษาจึงควรให้ความสำคัญในการใช้และพัฒนาสื่อการเรียนรู้
เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ต่อผู้เรียนอย่างจริงจัง นอกจากนี้ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้กล่าวถึงการ
กระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา โดยระบุให้สถานศึกษา มีหน้าที่ จัดทำสาระของหลักสูตร
เกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชน และสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ดังนั้นในการจัดทำสื่อการเรียนรู้จึงเป็นหน้าที่ของ
สถานศึกษาด้วย เนื้อหาสาระใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ย่อมเป็นแนวทางและทิศทางสำคัญในการ
พัฒนาส่ือการเรียนรู้สำหรบั ผูเ้ รียนได้เปน็ อยา่ งดี
บทบาทของสอื่
1. เป็นเวทใี นการขยายขอบขา่ ยประสบการ การเรียนรู้
2. ทำหน้าทเ่ี ปน็ เวทีในการเรียนรู้และสรา้ งกิจกรรมการเรียนการสอน
3.7 คณุ ลักษณะและความสำคญั ของสื่อ(การศึกษา) การเรยี นรู้
คุณลักษณะของสื่อการเรียนรู้ ช่วยส่งเสริมการสร้างความรู้ของผู้เรียน ช่วยส่งเสริมการศกึ ษาค้นควา้ ด้วย
ตนเอง มุ่งเน้นการพัฒนาการคดิ ของผูเ้ รยี น เป็นสื่อที่หลากหลาย ได้แก่ วัสดุ อุปกรณ์ วิธีการ ตลอดจนสิ่งทีม่ ีตาม
ธรรมชาติ เปน็ สือ่ ท่ีอย่ตู ามแหลง่ ความรใู้ นระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศ ชว่ ยพฒั นาการรว่ มทำงานเปน็ ทีม

65

การเรยี นการสอนในยุคปัจจุบันไม่สามารถจะจำกดั เฉพาะ แต่ในห้องเรียนอีกตอ่ ไปแลว้ พฤตกิ รรมทางการ
เรียนรู้และการจัดสถานการณ์ เพื่อให้เกิดกระบวนการทางการเรียนรู้ อาจจัดขึ้นในที่ใดๆ ก็ได้ ขึ้นอยู่กับ
สถานการณ์ และโอกาสเครื่องมืออย่างสำคัญ ที่จะช่วยให้การจัดสถานการณ์ทางการเรียนรู้มีประสทิ ธิผลที่จำเปน็
ไดแ้ ก่ส่อื การสอนและเทคโนโลยีทางการศึกษา หากขาดสงิ่ ดังกล่าวน้ีแลว้ การจดั สถานการณ์เพื่อให้เกิดการเรียนรู้
ย่อมจะขีดวงจำกัดเข้ามาเป็นอย่างมาก สื่อการสอนและเทคโนโลยีทางการศึกษานั้น สามารถสร้างสถานการณ์
เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ได้เป็นอันมาก อาจกล่าวได้ว่า โดยปกติจากขอบเขตจำกัด ทั้งเวลาและสถานที่ ถ้าหากว่ามี
อุปกรณ์และเครอื่ งมอื พรอ้ ม กจ็ ะชว่ ยขจัดขอ้ จำกดั ดงั กลา่ วได้

ความสำคญั ของส่ือการเรยี นรู้
1. ชว่ ยใหผ้ ู้เรยี นเกิดความเขา้ ใจและสรา้ งความคดิ รวบยอดในเรอ่ื ง ท่เี รยี นไดง้ า่ ยและรวดเรว็ ขน้ึ
2. ช่วยให้ผูเ้ รียนมองเห็นส่งิ ที่กำลงั เรยี นร้ไู ด้อยา่ งเป็นรูปธรรม
3. ชว่ ยให้ผเู้ รยี นเรียนรู้ด้วยตนเอง
4. สรา้ งสภาพแวดล้อมและประสบการณ์การเรยี นรทู้ แี่ ปลกใหม่
5. ส่งเสริมการมีกจิ กรรมร่วมกนั ระหวา่ งผู้เรยี น
6. เก้ือหนุนผ้เู รียนท่ีมีความสนใจและความสามารถในการเรยี น รทู้ ี่แตกต่างกนั ให้สามารถเรยี นรไู้ ด้
7. ชว่ ยเช่ือมโยงส่ิงทไี่ กลตวั ผู้เรียนใหเ้ ขา้ มาสู่การเรยี นร้ขุ องผู้เรยี น
8. ชว่ ยใหผ้ ู้เรียนไดเ้ รยี นรู้วิธีการแสวงหาความรู้จากแหล่งข้อมลู ต่างๆ ตลอดจนการศึกษาค้นควา้ ดว้ ย

ตนเอง
9. ชว่ ยใหผ้ ู้เรยี นได้รบั การเรียนรใู้ นหลายมติ จิ ากส่ือทหี่ ลาหลาย
10. ชว่ ยกระต้นุ ให้เกดิ ความรู้ ความเขา้ ใจในเชิงเนื้อหา กระบวนการ และความร้เู ชงิ ประจักษ์ สง่ เสริมให้

เกิดทักษะ ได้แก่ ทักษะการคิด ทกั ษะการส่ือสาร

3.8 ประเภทของสอ่ื เพ่ือ(การศึกษา) การเรยี นรู้
ส่อื การศึกษาแบ่งเปน็ ประเภทหลกั ๆ ได้ 4 ลักษณะ ดังน้ี

(1) ตามช่องทางการสง่ และรับสาร
(2) ตามโครงสรา้ งความคิด
(3) ตามโครงสร้างของสือ่
(4) ตามชนิดของส่ือ

ประเภทตามช่องทางการสง่ และรบั สาร
สือ่ การศึกษาทแ่ี บ่งประเภทตามชอ่ งทางการส่งและรบั สาร มี 3 ประเภท ได้แก่

1. สื่อโสตทัศน์
ไดแ้ ก่ ส่อื กราฟฟกิ วัสดุลายเสน้ และ แผน่ ปา้ ยต่างๆ ส่ือสามมิติประเภทห่นุ จำลอง และสือ่ เสยี ง เช่น เทป
เสียง เป็นต้น
2. ส่อื มวลชน
ไดแ้ ก่ สือ่ สงิ่ พมิ พ์ วิทยกุ ระจายเสยี ง และวทิ ยุโทรทัศน์
3. อิเล็กทรอนกิ สแ์ ละโทรคมนาคม

66

ได้แก่ โทรศัพท์ โทรสาร วิทยุสื่อสาร โทรทัศน์ ปฏิสัมพันธ์ ระบบประชุมทางไกล เครือข่ายคอมพิวเ ตอร์
และ อินเตอรเ์ น็ต เปน็ ตน้
ประเภทสื่อการศึกษาตามโครงสร้างความคิด การแบ่งประเภทของสื่อการศึกษาตามโครงสร้างความคิด มี 2
ลกั ษณะ คอื

1. แบง่ ตามลกั ษณะของประสบการณ์
2. แบง่ ตามลกั ษณะการคิดของคน

ประเภทของสอื่ การศกึ ษาตามลักษณะโครงสร้างของส่อื
ประเภทของส่ือการศึกษาตามลักษณะโครงสร้างของสอ่ื แบ่งออกไดเ้ ป็น 2 กลมุ่ ใหญๆ่ คอื กลุ่มเครื่องมือ-

อุปกรณ(์ hardware) และ กลมุ่ โปรแกรม (software)
กลุ่มเครือ่ งมอื -อปุ กรณ(์ hardware)
ความหมายของฮาร์ดแวร์ตามพจนานุกรม หมายถึง เครื่องมือ อุปกรณ์ทเ่ี ป็นโลหะและวัตถุเน้ือแข็ง อาวุธ

ยุทโธปกรณ์ ตลอดทั้งชิ้นส่วนประกอบต่าง ๆ ของเครื่องมือและอุปกรณ์เหล่านี้ ความหมายของฮาร์ดแวร์ใน
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ หมายถึง เครื่องกลไกและวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ จะเห็นได้ว่า
ฮาร์ดแวร์เป็นผลิตผลจากการประยุกต์ทางด้านวิทยาศาสตร์กายภาพทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วยวัสดุสิ้นเปลือง
เครื่องมอื และอุปกรณ์

กลมุ่ โปรแกรม (software)
ซอฟต์แวร์เป็นคำศัพท์ที่ใช้ในกลุ่มเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ จากการที่เครื่องคอมพิวเตอร์นั้นประกอบจาก
ชิ้นส่วน อุปกรณ์ และวงจรอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ การที่จะสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานหรือประมวลผลอย่างใด
อย่างหนึ่งตามความต้องการนั้น จะต้องมีคำสั่งหรือภาษาสำเร็จรูปของเครื่องกำหนด ระบุหน้าที่จึงจะสั่งเครื่อง
คอมพิวเตอร์ให้ทำงานหรือประมวลผลตามต้องการได้ วิธีการที่สร้างชุดคำสั่งหรือโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ใน
รูปแบบต่างๆ และผลผลิตที่ได้เป็นโปรแกรมต่างๆ นี้เรียกว่าซอฟต์แวร์ นอกจากนี้ นักการศึกษา ยังได้ให้
ความหมายของคำว่าซอฟต์แวร์ หมายถึง ลำดับขั้นตอน ระบบกระบวนการ โปรแกรมและวิธีการเก็บรวบรวม
จัดแจง และการเสนอสารสนเทศทางการศึกษา ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น วัสดุสำเร็จรูป กิจกรรมและเกม และ
วิธีการ

ประเภทของสอื่ การเรยี นรูต้ ามชนิดของส่อื

67

สื่อการศึกษาทแี่ บ่งประเภทตามช่องทางการส่งและรบั สาร มี 4 ประเภท ได้แก่
สื่อสิ่งพิมพ์ หมายถึงสื่อการเรียนรู้ที่จัดทำขึ้นเพื่อสนองการเรียนรู้ตามหลักสูตร หรือสื่อสิ่งพิมพ์ทั่วไป

ได้แก่ หนังสือ- แบบเรียน คู่มือครู ชุดวิชา หนังสือประกอบการสอน หนังสืออ้างองิ หนังสืออ่านเพิ่มเติม แผนการ
สอน ใบงาน แบบฝึกหดั กจิ กรรม หนงั สือพิมพ์ วารสาร แผ่นพับ โปสเตอร์ เป็นตน้

สื่อบุคคล หมายถึง บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ และทักษะต่างๆ ให้กับผู้เรียน
เช่น ครู ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน(แพทย์ พยาบาล นักกฎหมาย) ภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือปราชญ์ชาวบ้านที่มีคว ามรู้
ความสามารถ ประสบการณเ์ ฉพาะเร่อื งหรอื ผ้ทู ปี่ ระสบความสำเรจ็ ในการประกอบอาชีพ เปน็ ตน้

สอ่ื อเิ ล็กทรอนิกสแ์ ละโทรคมนาคม หมายถึงส่อื ท่ีผลติ หรือพัฒนาขน้ึ เพ่ือใช้ควบคู่กับเคร่ืองมืออุปกรณ์ทาง
เทคโนโลยี เช่น ภาพยนตร์ โทรทัศน์ วิทยุ แผ่นรายการเสยี งหรือวิดีทัศน์รูปแบบ VCD/DVD แถบบันทึกเสียงหรือ
วิดีทัศน์ สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ระบบการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมหรือผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ e-
learning และ อินเทอรืเนต็ นอกจากน้ยี ังรวมไปถงึ โทรศัพท์ทกี่ ำลงั พัฒนาไปสกู่ ารศึกษาผา่ นโทรศัพทท์ ี่เรียกวา่ M-
learning เป็นต้น

สื่อกิจกรรม หมายถึงสื่อประเภทวิธีการที่ใช้ในการฝึกทักษะ ฝึกปฏิบัติ ซึ่งต้องใช้กระบวนการคิด การ
ปฏิบตั ิ และการประยุกตค์ วามรขู้ องผู้เรียน เชน่ สถานการณ์จำลอง บทบาทสมมตุ ิ ทัศนศกึ ษา เกม การทำโครงงาน
การจดั นทิ รรศการ การสาธติ เปน็ ต้น
3.9 การเลือกใช้ส่อื การศึกษาเพือ่ การเรียนรู้

ในการพิจารณาเลือกใช้สื่อนำมาประกอบการจัดการศึกษา ต้องคำนึงถึงความเหมาะสม ตามสถานการณ์
ตามปัจจัยสภาพแวดลอ้ มตอ่ การเรยี นรู้ ดงั นนั้ ในการเลอื กส่อื การศึกษาน้ันจึงควรพจิ ารณาปัจจัยต่างๆ ดังนี้

68

1. เลือกสื่อการศึกษาที่สอดคลอ้ งกับจดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม ของการเรียนการสอนเร่อื งนนั้ ๆ
2. เลือกสอ่ื การศึกษาทีส่ อดคล้องกบั ลักษณะการตอบสนอง และพฤตกิ รรมข้นั สุดท้ายของผูเ้ รยี นที่
คาดหวงั จะให้เกิดขน้ึ
3. เลอื กสือ่ การศึกษาให้เหมาะสมกับกิจกรรมการเรยี นการสอน
เลอื กสอ่ื การศึกษาให้เหมาะสมกับความสามารถและประสบการณเ์ ดิมของผู้เรียน สือ่ การศกึ ษาทจี่ ัดให้
ผู้เรยี นควรง่ายและอยู่ในขอบเขตความสามารถของผเู้ รียน
4. เลอื กสอ่ื การศกึ ษาท่ีมีประสิทธภิ าพ มคี วามสมบรู ณ์ สามารถสอ่ื ความหมายได้ถูกต้อง
เลอื กสือ่ การศึกษาท่มี ีอยู่ในท้องถนิ่ เพอื่ ประหยดั เวลาและงบประมาณ
5. เลอื กสื่อการศกึ ษาที่พอจะหาได้โดยคำนึงถงึ ประสิทธภิ าพ ความปลอดภัย ประหยัด และสามารถใช้ได้
สะดวก
การใชส้ ื่อการเรยี นรู้ให้มปี ระสทิ ธภิ าพ
เพื่อใหก้ ารจดั ประสบการณก์ ารเรียนรู้มีประสิทธิภาพ ครผู สู้ อน ควรดำเนนิ การตามแนวทางดงั น้ี
1. เตรียมการก่อนใชส้ อ่ื
โดยศึกษารายละเอียดจากสื่อที่จะนำไปใช้กับผู้เรียนก่อนล่วงหน้า ซึ่งได้แก่การศึกษาเนื้อหาของสื่อว่า
ถูกต้อง เนื้อหาครบถ้วนตรงตามจุดประสงค์การเรยี นรู้หรอื ไม่ เนื้อหาสามารถที่จะนำไปสู่การเชื่อมโยงในชีวิตจริง
ของผู้เรียนได้มากน้อยเพียงใด ตลอดจนศึกษาวิธีการถ่ายทอด วิธีการใช้งานและองค์ประกอบทั้งหมดก่อนทำการ
ใช้จรงิ ๆ
2. จดั สภาพแวดลอ้ มในการใช้สือ่
โดยคำนึงถึงองค์ประกอบต่างๆอาทิ สถานที่จัดตั้ง หรือวางสื่อ ผลกระทบด้านแสงสว่าง ผลของเสียง ที่มี
ต่อผู้เรียน นอกจากนี้ หากต้องใช้ร่วมกับเครื่องมือหรืออุปกรณ์ด้านเทคโนโลยี ครูผู้สอนต้องเตรียมความพร้อมใน
ด้านอปุ กรณ์ ระบบ และวธิ ีการใช้สื่อใหเ้ รยี บรอ้ ยก่อนดำเนินการสอนจรงิ
3. เตรียมความพรอ้ มของผู้เรียน
ครูผู้สอนต้องเข้าใจลักษณะเฉพาะของสื่อและเครื่องมือทใ่ี ชร้ ว่ ม ควรชีแ้ นะถงึ ส่ิงทผ่ี ู้เรยี นกำลังจะได้เรียนรู้
ตลอดจนบอก หรือกำหนดกิจกรรมทีผ่ ู้เรยี นจะต้องทำ จงึ จะเป็นสว่ นช่วยใหผ้ ้เู รียนเกดิ การเรียนรทู้ ี่ดีได้

69

4. ใชส้ ่อื การเรยี นรตู้ ามวธิ กี ารที่กำหนดไว้
ในขณะทีด่ ำเนนิ การใช้สื่อการเรยี นรู้ ครูผู้สอนต้องสงั เกตปฏิกิรยิ าของผเู้ รียน วา่ ผู้เรยี นมีการตอบสนองต่อ
การใช้สื่อนี้ อย่างไร อาทิ ความสนใจ ความตื่นตัวตั้งใจ การตรึงพฤติกรรมการเรียนรู้ ปฏิกิริยาของผู้เรียนในเวลา
นั้น จะเปน็ สว่ นชว้ี ดั วา่ ส่ือการเรยี นรู้และวธิ กี ารน้นั มีความเหมาะสมกบั ผู้เรียนมากน้อยเพยี งใด
5. ประเมนิ การใช้ส่ือการเรยี นรู้
ครูผู้สอนจะต้องเก็บผลการใช้สื่อ ต่อสภาพของการเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีต่อวิธีการใช้สื่อการเรียนรู้ นำผลที่
ได้มาวิเคราะห์ ว่ามีความเหมาะสมกับผู้เรียนหรือไม่ อย่างไร โดยพิจารณาลักษณะทางกายภาพของสื่อและสาระ
เนอื้ หาที่จะให้ผู้เรยี นเกิดการเรียนรู้ ตามเปา้ หมาย การประเมินจะชว่ ยในการตดั สินใจเลือกใช้สื่อการเรียนรู้สำหรับ
การจดั กาเรยี นรู้ในครง้ั ต่อไปให้มีความเหมาะสม และสมบูรณ์ยิ่งข้ึนตอ่ ไป

แนวทางการผลติ และพฒั นาส่ือการเรียนรู้

ในการผลิตสื่อการศึกษาเพื่อใช้ในการดำเนินการจัดการศึกษาในสถานศึกษาขึ้นใช้เองโดยครูผู้สอนน้ัน
นับเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะครู ผู้สอนจะเป็นผู้ที่สามารถวิเคราะห์ถึงความยากง่าย ความเหมาะสมต่อการเรียนรู้
ของผู้เรียน แต่การที่จะผลิตสื่อ ให้มีประสิทธิภาพ ต่อการเรียนรู้นั้นจะต้องมีกระบวนการผลิตที่มีขั้นตอนและมี
ระบบ เพ่ือใหส้ อื่ ทผี่ ลิตนัน้ มีคุณค่าต่อการศึกษาสูงสดุ ดังนน้ั ครผู ูส้ อนจึงควรพจิ ารณาปัจจยั เพื่อการผลิตและพัฒนา
สอ่ื ดงั ตอ่ ไปน้ี

ปจั จัยทางด้านเนื้อหา

70

1. สาระเน้ือหามคี วามซบั ซ้อน ผเู้ รยี นมีความเข้าใจแตกตา่ งกัน
2. สาระเนือ้ หาไม่สามารถอธบิ ายให้เกิดรปู ธรรมได้
3. สาระเนื้อหาวชิ านน้ั มีขน้ั ตอน มีกระบวนการที่ใช้เวลานาน
4. สาระเนอ้ื หาวชิ าน้นั มีขัน้ ตอน มกี ระบวนการที่ใช้เวลารวดเร็วเกินไป
5. สาระเนื้อหาวิชานั้นต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมของบทเรียนที่ผู้เรียนเมือ่ เรียนรู้แล้ว มี
ความสามารถอะไรบา้ ง
ปัจจยั ทางดา้ นการผลติ
1. เลือกประเภทหรอื รูปแบบของส่ือท่จี ะผลติ : อาทิ ชุดการสอน บทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วดิ ีทัศน์
ความพรอ้ มด้านสาระเนอื้ หา
2. ความพร้อมดา้ นเคร่อื งมอื และเทคโนโลยี
3. ความพรอ้ มด้านผู้ผลติ /พฒั นา : อาทิ ผเู้ ชีย่ วชาญเนือ้ หา ผู้เช่ยี วชาญด้านสื่อ นักวัดผล ชา่ งเทคนคิ
4. ความพร้อมด้านแผนการผลิต : ความเหมาะสมต่อวัยของการเรียนรู้ ลำดับขั้นตอนการสร้าง
กระบวนการถา่ ยทอดเนือ้ หา การตรงึ พฤติกรรม กิจกรรมการเรียนรู้
5. ความพร้อมดา้ นงบประมาณ
ปจั จัยดา้ นการนำไปใชง้ าน
1. ความพรอ้ มของเคร่ืองมือ และเทคโนโลยีในการเรยี นรู้ อุปกรณ์ เคร่ืองมอื ทีน่ ำมาใช้ประกอบการเรียนรู้
2. ความพรอ้ มของสภาพแวดล้อม เสยี ง แสง
3. ความพรอ้ มของผเู้ รียนและครผู ู้สอน
ปจั จยั ทางด้านการเรยี นรู้
1. ลักษณะเฉพาะการเรียนรู้ของตัวสื่อ เรียนรู้ด้วยตนเอง หรือควบคุมพฤติกรรม/ลำดับเนื้อหาโดย
ครูผ้สู อน
2. วธิ ีการใชง้ าน ความ ยาก งา่ ย การใช้ประกอบกับเคร่อื งมอื หรืออุปกรณ์อ่นื ของการใช้ส่อื
3. กระบวนการเรียนรู้ การเขา้ ถึงและการถา่ ยทอดเน้อื หา
4. การซมึ ซับความรู้
5. การตรึงพฤติกรรมตอ่ การเรยี นรู้
นอกจากนี้ ครูผู้สอนควรจะได้ประเมินการใช้สื่อประกอบการเรียนรู้ว่า มีข้อบกพร่อง หรือส่วนใดที่ควร
ปรบั ปรงุ แกไ้ ข เพ่อื ใจได้ดำเนินการวางแผนการพฒั นาสื่อการเรียนร้ใู ห้สมบรู ณย์ ง่ิ ขึ้นต่อไป

3.10 หลกั การใชก้ ารเกบ็ รกั ษาส่ือและนวตั กรรมการศึกษา

71

https://sites.google.com/site/techno5040407/bth-thi-6-karna-pi-chi-pramein-laea-prabprung-
หลักการใช้สอ่ื และนวัตกรรมการศกึ ษา

สื่อการศึกษามีหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทต่างก็มีความแตกต่างกนั ในรูปร่างลักษณะ ลักษณะการใช้
งาน ที่สำคัญคือความเหมาะสมกับสถานการณ์ สิ่งแวดล้อมในเวลานั้นๆด้วย ผู้ใช้จะต้องศึกษาวิธีการใช้สื่อแต่ละ
ชนิดเพอื่ ให้เกิดประสทิ ธผิ ลสงู สุด และควรคำนึงถึงหลกั การใช้สอื่ ดงั ตอ่ ไปน้ี

1. ในบทเรยี นหน่ึงๆไมค่ วรใชส้ อ่ื การศกึ ษามากเกนิ ไป ควรใชเ้ ท่าทีจ่ ำเปน็ เทา่ นั้น
2. ก่อนใชส้ อ่ื การศกึ ษาจรงิ ควรทดลองใชจ้ นเกิดความมั่นใจ เพอ่ื ป้องกนั การเกิดความ ผดิ พลาด ซึ่งอาจจะ
ทำให้ผู้เรียนลดศรัทธาในความสามารถของผูส้ อนได้ ทั้งยังสามารถกำหนดเวลาและกิจกรรมท่ีเหมาะสมกับการใช้
สอื่ น้ันๆ
3. ใชส้ ื่อการศกึ ษาท่ีตรงกบั บทเรียนและกระบวนการเรยี นการสอน
4. ควรเปิดโอกาสใหผ้ ู้เรียนมีส่วนร่วมในการใชส้ ่อื การศึกษา
5. คำนงึ เสมอวา่ สอ่ื การศึกษาทใี่ ชอ้ ย่นู ้ันไม่สามารถใชไ้ ด้กับทุกบทเรยี นและกับทุกสถานการณ์
6. พยายามนำส่งิ ท่ีมีอยู่ในท้องถ่นิ มาใช้เป็นสื่อการศกึ ษาเพือ่ เป็นการประหยดั เวลาและการลงทนุ
นอกจากน้ี อีรคิ สันและเคิร์ล (Erickson & Curl , 1972 : 163 – 170 ได้กล่าวถงึ หลกั การใช้สอ่ื การสอน
โดยท่วั ไป ไว้ว่า การ ใช้สือ่ เพื่อเกื้อหนุนใหผ้ เู้ รยี นเกดิ การเรียนรอู้ ยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพน้ัน ครผู สู้ อนควรยึดหลักการ
สำคัญ 5 ประการตอ่ ไปน้ีเป็นแนวปฏิบตั ิ
หลกั การเลือก (Principle of Selection) การใช้ส่ือการสอนอย่างมีประสทิ ธภิ าพควรเริ่มต้นด้วยการเลือก
ส่ือบนพน้ื ฐานของวัตถุประสงค์ของการเรยี นรู้ และลกั ษณะของผู้เรียนในกลุ่มน้นั ๆ
หลกั ความพรอ้ ม (Principle ofReadiness) การใชส้ อื่ ท่ดี คี วรพัฒนาความพรอ้ มให้เกิดขน้ึ ในตวั ผเู้ รยี นด้วย
เพ่ือใหผ้ เู้ รียนได้มสี ่วนรว่ มในการเรยี นอย่างมีประสิทธิผล
หลักการควบคุม (Principle of Control) การจัดสิ่งอำนวยความสะดวกทางการและการจัดสถานการณ์
เพื่อการใช้สื่อในการเรียนการสอนเปน็ ส่ิงจำเป็นที่ครูควร ควบคุมให้ได้ เพื่อให้การใช้สื่อนั้น ๆ คุ้มค่ากับเวลา และ
ทำให้ผู้เรยี น มีความตัง้ ใจและมสี ่วนร่วมในการเรยี นอยา่ งแข็งขนั

72

หลักการปฏิบัติ(Principle of Action) ครูผู้สอนควรนำผู้เรียนให้สามารถสร้างประสบการณ์การเรียนรู้
จากสือ่ การสอนได้ดว้ ยตัวของผู้เรยี นเอง

หลักการประเมินผล(Principle of Evaluation) ครูควรประเมินผลทั้งจากตัวสื่อและจากการใช้สื่อการ
สอนของครูเอง
3.11 นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการในเรือ่ งส่ือการเรยี นรู้

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้กำหนดสาระสำคัญในส่วนที่เกี่ยวกับสื่อการเรียนรู้ไว้
หลายมาตรา โดยเฉพาะในหมวด 9 ที่ว่าด้วยเทคโนโลยี เพื่อการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ได้วิเคราะห์
สาระสำคัญของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ดังกลา่ วแล้วเห็นวา่ ควรกำหนดให้มนี โยบายในเรื่องของสื่อการ
เรยี นรู้ตามหลกั สูตรใหส้ อดรับกับพระราชบัญญตั ิ การศึกษาแห่งชาติ โดยกำหนดเป็นนโยบายการผลิต พัฒนาและ
ใช้สื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ซึ่งมีสาระสำคัญว่า " กระทรวงศึกษาธิการส่งเสริมสนับสนุนให้มีการผลิตและ
พัฒนาสื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาทุกประเภท ทุกสาระการเรียนรู้และทุกช่วงชั้น โดยเปิดโอกาสให้มีการ
แข่งขันผลติ อยา่ งเสรีและเปน็ ธรรม และส่งเสรมิ สนบั สนนุ ให้สถานศึกษามีและใช้ส่ือและเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษาที่
มีคุณภาพในกระบวนการเรียน การสอน" เพื่อให้นโยบายดังกล่าวเกิดผลในทางปฏิบัติ กระทรวงศึกษาธิการจึง
กำหนดแนวดำเนินการ ตามนโยบายฯ ไว้ 3 ดา้ นดว้ ยกันคือ

1. ดา้ นการผลิตและพัฒนาส่ือการเรยี นรู้
2. ดา้ นการประเมนิ คุณภาพสือ่ การเรยี นรู้
3. ด้านการเลือกและใช้สือ่ การเรยี นรู้

https://www.kruachieve.com/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%
1. ดา้ นการผลติ และพฒั นาส่ือฯ

กระทรวงศึกษาธิการจะเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันกันผลิตอย่างเสรีและเป็นธรรม ผู้ผลิตอาจเป็นได้ทั้ง
หน่วยงานกลาง หรือหน่วยงานภาครฐั เขตพื้นท/่ี เขตการศกึ ษา สถานศึกษา และเอกชนท้งั ที่เป็นบริษัท/สำนักพิมพ์

73

และบุคคลท่วั ไป ผู้ผลติ สามารถผลติ ส่อื ฯ ได้ทุกประเภท ทุกสาระการเรยี นรู้ และทกุ ช่วงช้นั สื่อทผี่ ลิตควรผลิตเป็น
ช่วงชน้ั โดยใช้เกณฑค์ ณุ ภาพส่อื ฯทห่ี นว่ ยงานกลาง กำหนดเป็นแนวทาง ในการผลติ
2. ดา้ นการประเมนิ คุณภาพสื่อฯ

กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้มีการประเมินคุณภาพและราคาจำหน่ายของสื่อฯ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับ
ความเป็นธรรมในด้านคุณภาพและราคาโดยกระทรวงศึกษาธิการมีแนวคิด ที่จะรับประเมิน คุณภาพของสื่อฯ
เฉพาะหนังสือเรียน คมู่ ือครแู ละชุดการเรียนการสอน ซงึ่ จะแยกการประเมนิ คุณภาพส่อื ฯ ออกเป็น 2 แบบ คอื
การประเมนิ ก่อนจดั จำหน่าย :

ใช้สำหรับการประเมินคุณภาพสื่อฯ กลุ่มทักษะที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ ได้แก่ กลุ่มสาระการ
เรียนรู้ภาษาไทย คณิตศาสตร์และภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ขั้นตอนการตรวจประเมินคุณภาพสื่อการ
เรยี นรู้ก่อนจดั จำหนา่ ย

การประเมินหลังจัดจำหนา่ ย :
ใช้สำหรับการประเมินคุณภาพสื่อฯ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม กลุ่ม

วิทยาศาสตร์ กลมุ่ สขุ ศึกษาและพลศกึ ษา กลุม่ ศิลปะ และกล่มุ การงานอาชพี และ เทคโนโลยี
หนว่ ยงานทรี่ ับประเมินคุณภาพของสื่อฯ แยกออกเปน็ 2 ระดบั กลา่ วคอื

สอ่ื ฯ ท่ผี ู้ผลิตประสงค์จะให้มีการใช้ระดับชาติ / มีการเผยแพร่ทวั่ ประเทศจะต้องส่งให้หน่วยงานกลางเป็น
ผปู้ ระเมนิ

สื่อฯ ทผี่ ูผ้ ลิตประสงคจ์ ะใหม้ กี ารใชใ้ นระดับเขตพน้ื ท่ี จะตอ้ งส่งใหเ้ ขตพืน้ ที่ / เขตการศึกษาเปน็ ผปู้ ระเมนิ
สำหรับสื่อฯ ที่ครูเป็นผู้ผลิตขึ้นเพื่อใช้ในสถานศึกษาของตน ไม่ต้องส่งให้หน่วยงานกลาง / เขตพื้นที่การศึกษา
ประเมิน การใช้สอ่ื ฯ ท่ีครผู ู้สอนผลิตข้นึ ใช้เองใหผ้ ่านความเหน็ ชอบของคณะกรรมการสถานศกึ ษา

3. ดา้ นการเลอื กและใช้ส่ือฯ
กระทรวงศึกษาธิการกำหนดแนวปฏบิ ัติไว้ดงั น้ี
การเลือกสื่อฯ : ถ้าเป็นสื่อฯ ประเภทหนังสือเรียน คู่มือครูและชุดการเรียนการสอน ให้สถานศึกษา

เลือกใช้จากบัญชีรายชื่อสื่อฯ ที่ผ่านการประเมินคุณภาพและราคาจากหน่วยงานกลาง / เขตพื้นที่แล้ว ส่วนสื่อฯ
ประเภทอื่น ๆ ทไ่ี มไ่ ดร้ ับการประเมินคุณภาพและราคาจำหน่าย จากหนว่ ยงาน ทร่ี ับผดิ ชอบใหส้ ถานศึกษาเลือกใช้
ได้ โดยผา่ นความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษา

การใช้สื่อฯ ส่ือประเภทหนังสือเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย คณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ
สถานศึกษา สามารถกำหนดให้ผ้เู รียนมีไว้ประจำตวั ผู้เรียนได้ สว่ นกลุ่มสาระการเรียนเรียนรู้อ่ืน ไมค่ วรกำหนด ให้
ผู้เรียน มีหนังสือเรียนไว้ประจำตัว แต่สถานศึกษาควรจัดหาไว้บริการครูและนักเรียนในห้องเรียน / ห้องสมุด /
ศนู ย์สือ่ ฯ

3.12 หลักการออกแบบนวัตกรรมและสื่อเพอื่ การเรียนรู้

74

https://sites.google.com/site/techno5040407/bth-thi-3/hlak-kar-xxkbaeb-sux-pheux-kar-
หลกั การออกแบบส่อื เพอ่ื การเรยี นรู้ประกอบด้วย 9 ข้ันตอน ดงั น้ี
1. เรา้ ความสนใจ (Gain Attention)

สอ่ื การเรียนรู้ ต้องมลี กั ษณะท่ีเร้าความสนใจและดงึ ดดู ความสนใจของผู้เรยี น เพ่อื เป็นการกระตุ้นและเกิด
แรงจูงใจให้ผู้เรียนมีความต้องการที่จะเรียน ผู้ออกแบบจึงต้องกำหนดสิ่งที่จะดึงดูดความสนใจ เพื่อให้เกิด
พฤติกรรมและเปา้ หมายตามทต่ี ้องการ สว่ นใหญ่จะเริ่มด้วยหนา้ นำเร่ือง ซึ่งควรมรี ปู ภาพ ภาพเคลื่อนไหวหรือสีสัน
ต่าง ๆ เพื่อให้น่าสนใจ ซึ่งก็ต้องเกี่ยวข้องกับบทเรียนด้วย คือการแสดงชื่อของบทเรียน ชื่อผู้สร้างบทเรียน การ
แนะนำเรือ่ งหรือการแนะนำเนอ้ื หาของบทเรยี น สิง่ ทตี่ อ้ งพิจารณาเพอ่ื เร้าความสนใจของผูเ้ รียน
2. บอกวัตถุประสงค์ (Specify Objectives)

การบอกวัตถุประสงค์แก่ผู้เรียน เพื่อเป็นการให้ผู้เรียนได้ทราบถึงเป้าหมายในการเรียนหรือสิ่งที่ผู้ เรียน
สามารถทำได้หลังจากที่เรียนจบบทเรียน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นจุดประสงค์กว้าง ๆ จนถึงจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
การบอกจดุ ประสงคจ์ ะทำให้ผ้เู รียนทำความเข้าใจเนือ้ หาไดด้ ีข้นึ ส่งิ ท่ีต้องพิจารณาในการบอกวตั ถปุ ระสงค์ มีดังน้ี

1.ใช้คำส้นั ๆ และเขา้ ใจไดง้ า่ ย
2.หลกี เล่ียงคำท่ยี งั ไมเ่ ปน็ ท่ีรูจ้ ักและเปน็ ท่ีเขา้ ใจ โดยทัว่ ไป
3.ไม่ควรกำหนดวตั ถปุ ระสงคห์ ลายขอ้ เกินไปในเนื้อหาแตล่ ะสว่ น
4.ผู้เรยี นควรมีโอกาสทจี่ ะทราบวา่ หลงั จบบทเรยี นเขาสามารถนำไปใช้ทำอะไรได้บ้าง
5.หากบทเรียนนั้นยังมีบทเรียนย่อย ๆ ควรบอกจุดประสงค์กว้าง ๆ และบอกจุดประสงค์เฉพาะส่วนของ
บทเรียนยอ่ ย
3. ทวนความรู้เดิม (Activate Prior Knowledge)
ลักษณะของการทวนความรู้เดิมของผู้เรียน เป็นการทบทวนหรือการเชื่อมโยงระหว่างความรู้เดิม เพื่อ
เชื่อมกับความรู้ใหม่ ซึ่งผู้เรียนจะมีพื้นฐานความรู้ที่แตกต่างกันออกไป การรับรู้สิ่งใหม่ ก็ควรจะมีการประเมิน
ความรู้เดิม คือการทดสอบก่อนการเรียน และเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการระลึกความรู้เดิมเพ่ือ
เตรียมพร้อมในการเชื่อมโยงกับความรู้ใหม่ ซึ่งการทดสอบจะทำให้ผู้เรียนได้รู้ตัวเองและกลับไปทบทวนในสิ่งท่ี
เกี่ยวข้อง สำหรับคนที่รู้ในเนื้อหาบทเรียนดีแล้วอาจข้ามบทเรียนไปยังเนื้อหาอื่นๆ ต่อไป การจะทำแบบทดสอบ

75

ก่อนเรียนหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของบทเรียนเพื่อให้เกิดความเหมาะสม สิ่งที่จะต้องพิจารณาในการ
ทบทวนความรเู้ ดิม มดี งั น้ี

1. ไม่ควรคาดเดาเอาว่าผู้เรียนมีความรู้พื้นฐานก่อนแล้วจึงมาศึกษาเนื้อหาใหม่ ควรมีการทดสอบหรือให้
ความรเู้ พอื่ เปน็ การทบทวนให้พร้อมท่ีจะรับความร้ใู หม่

2. การทดสอบหรอื ทบทวนควรใหก้ ระชบั และตรงตามวตั ถุประสงค์
3. ควรเปดิ โอกาสใหผ้ เู้ รียนออกจากแบบทดสอบหรอื เน้อื หาใหม่เพื่อไปทบทวนได้ตลอดเวลา
4. หากไมม่ ีการทดสอบ ควรมีการกระตนุ้ ใหผ้ ้เู รียนกลบั ไปทบทวนหรือศกึ ษาในสง่ิ ที่เกีย่ วข้อง
4. การเสนอเน้ือหา (Present New Information)
การเสนอเนื้อหาใหม่เป็นการนำเสนอเน้ือหาโดยใช้ตัวกระตุ้นที่เหมาะสม เป็นสิ่งสำคญั สำหรับการเรยี นการ
สอนเพื่อให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รูปแบบการนำเสนอมีหลายลักษณะ ได้แก่ การใช้ข้อความ
ภาพนิ่ง กราฟ ตารางข้อมูล กราฟิก ตลอดจนภาพเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นการใช้สื่อหลายรูปแบบที่เรียกว่าสื่อประสม
เป็นการเร้าความสนใจของผู้เรยี น ส่งิ ที่จะต้องพจิ ารณาในการนำเสนอเนอ้ื หาใหม่ มดี งั น้ี
1. ใชภ้ าพนงิ่ ประกอบการเสนอเนื้อหา โดยเฉพาะส่วนเน้อื หาทส่ี ำคญั
2. พยายามใช้ภาพเคลื่อนไหวในเนื้อหาที่ยาก และที่มีการเปลี่ยนแปลงตามลำดับใช้แผนภูมิ แผนภาพ
แผนสถิติ สัญลักษณห์ รอื ภาพเปรยี บเทยี บประกอบเน้อื หา
3. ในเนื้อหาที่ยากและซับซ้อนให้เน้นข้อความเป็นสำคัญ ซึ่งอาจเป็นการตีกรอบ ขีดเส้นใต้ การกระพริบ
การทำสีใหเ้ ด่น
4. ไม่ควรใช้กราฟิกที่เข้าใจยากหรอื ไมเ่ กย่ี วกบั เน้ือหา
5. จัดรปู แบบของคำ ขอ้ ความให้นา่ อา่ น เนือ้ หาทีย่ าวให้จดั กลุ่ม แบง่ ตอน
5. ชีแ้ นวทางการเรยี นรู้ (Guide Learning)
การช้ีแนวทางการเรียนรู้ เป็นการใชใ้ นชน้ั เรยี นตามปกติ ซ่งึ ผู้สอนจะยกตัวอย่างหรือตั้งคำถามชี้แนะแบบ
กว้าง ๆ ให้แคบลง เพื่อให้ผู้เรียนวิเคราะห์เพื่อค้นหาคำตอบ สำหรับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนควรต้องใช้การ
สร้างสรรค์เทคนิคเพื่อกระตุ้นใหผ้ ู้เรียนค้นหาคำตอบด้วยตนเอง การจัดกิจกรรมทีเ่ หมาะสม เพื่อเป็นตัวชี้แนวทาง
สง่ิ ที่จะตอ้ งพจิ ารณาในการชแ้ี นวทางการเรียนรู้ มีดังน้ี
1. แสดงให้ผู้เรียนได้เห็นถึงความสัมพันธ์ของเนื้อหาและช่วยให้เห็นสิ่งย่อยนั้นมีความสัมพันธ์กับสิ่งใหม่
อย่างไร
2. แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธข์ องส่ิงใหมก่ บั สิ่งทผี่ ู้เรยี นมีความรหู้ รือประสบการณ์มาแลว้
3. พยายามให้ตัวอย่างท่ีแตกตา่ งกนั ออกไป เพอื่ ชว่ ยอธบิ ายความคดิ ใหม่ให้ชัดเจนขึ้น
4. การเสนอเนื้อหาท่ียาก ควรให้เห็นตวั อยา่ งทีเ่ ปน็ รูปธรรมไปสูน่ ามธรรม ถา้ เน้ือหาไมย่ าก

76

http://bmamedia.in.th/bmamedia/?p=1075
6. กระตุ้นการตอบสนอง (Elicit Responses)

การกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองจากผู้เรียน เมื่อผู้เรียนได้รับการชี้แนวทางการเรียนรู้แล้ว ต้องมีการ
กระตุ้นให้เกิดการตอบสนองโดยกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการคิดและ ปฏิบัติเชิงโต้ตอบ เพื่อให้
บรรลุถึงวัตถุประสงค์ในการเรียน การกระตุ้นต้องจัดกิจกรรมให้เหมาะสม ส่ิงที่ต้องพิจารณาในการกระตุ้นการ
ตอบสนอง มดี ังนี้

1. พยายามใหผ้ ูเ้ รยี นไดต้ อบสนองด้วยวิธีใดวธิ หี นึง่ ตลอดการเรยี น
2. ควรให้ผ้เู รยี นไดม้ ีโอกาสพมิ พค์ ำตอบหรือข้อความเพอื่ เร้าความสนใจ แต่กไ็ ม่ควรจะยาวเกินไป
3. ถามคำถามเปน็ ชว่ ง ๆ ตามความเหมาะสมของเนอ้ื หา เพ่อื เรา้ ความคิดและจินตนาการของผู้เรยี น
4. หลกี เล่ยี งการตอบสนองซ้ำ ๆ หลายคร้ังเม่ือทำผิด ควรมีการเปลยี่ นกิจกรรมอย่างอนื่ ต่อไป
5. ควรแสดงการตอบสนองของผู้เรยี นบนเฟรมเดียวกนั กบั คำถาม รวมท้งั การแสดงคำตอบ
7. ใหข้ อ้ มลู ยอ้ นกลับ (Provide Feedback)
หลังจากที่ผู้เรียนได้รับการทดสอบความเข้าใจของตนในเนื้อหารวมทั้งการกระตุ้นการตอบสนองแล้ว
จำเปน็ อย่างย่ิงที่จะต้องให้ข้อมลู ย้อนกลับหรือการใหผ้ ลกลับไปยังผู้เรียนเกย่ี วกับความถูกต้อง การให้ผลย้อนกลับ
ถือเป็นการเสรมิ แรงอยา่ งหน่ึง การให้ข้อมูลยอ้ นกลบั สามารถแบ่งข้ันตอนได้เป็น 4 ประเภทตามลักษณะที่ปรากฏ
ไดด้ ังนี้
1. แบบไม่เคลื่อนไหว หมายถึง การเสริมแรงด้วยการแสดงคำ หรือข้อความ บอกความ ถูก หรือผิด และ
รวมถึงการเฉลย
2. แบบเคลื่อนไหว หมายถึงการเสริมแรงด้วยการแสดงกราฟิก เช่น ภาพหน้ายิ้ม หน้าเสียใจ หรือมี
ข้อความประกอบให้ชัดเจน
3. แบบโต้ตอบ หมายถึง การเสริมแรงด้วยการให้ผูเ้ รียนได้มีกิจกรรมเชิงโต้ตอบกับบทเรียน เป็นกิจกรรม
ทีจ่ ัดเสรมิ หรอื เพอ่ื เกิดการกระตุ้นแก่ผู้เรียน เช่น เกมส์
4. แบบทำเครื่องหมาย หมายถึง การทำเครื่องหมายบนคำตอบของผูเ้ รยี นเม่ือมีการตอบคำถาม ซึ่งอยู่ใน
รปู ของวงกลม ขดี เส้นใต้ หรอื ใช้สที ่แี ตกต่าง
8. ทดสอบความรู้ (Access Performance)

77

การทดสอบความรู้หลังเรียน เพื่อเป็นการประเมินผลว่าผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ได้ตามเป้าหมายหรือไม่
อย่างไร การทดสอบอาจทำหลังจากผู้เรียนได้เรียนจบวัตถุประสงค์หนึ่ง หรือหลังจากเรียนจบทั้งบทเรียนก็ได้
กำหนดเกณฑใ์ นการผ่านใหผ้ ูเ้ รียนไดท้ ราบ ผลจากการทดสอบจะทำให้ทราบวา่ ผู้เรียน ควรจะเรยี นเนื้อหาบทเรียน
ใหมห่ รือวา่ ควรต้องกลับไปทบทวน สง่ิ ท่ีตอ้ งพิจารณาในการออกแบบทดสอบหลงั บทเรียน มีดังนี้

1. ต้องแนใ่ จวา่ สิ่งทตี่ ้องการวดั น้ันตรงกบั วัตถปุ ระสงค์
2. ขอ้ ทดสอบ คำตอบและ Feedback อยใู่ นเฟรมเดยี วกัน
3. หลกี เล่ียงการให้พิมพค์ ำตอบท่ยี าวเกินไป
4. ใหผ้ ูเ้ รียนตอบครง้ั เดียวในแต่ละคำถาม
5. อธบิ ายใหผ้ เู้ รยี นทราบว่าควรจะตอบดว้ ยวิธีใด
6. ควรมีรปู ภาพประกอบด้วย นอกจากขอ้ ความ
7. คำนึงถึงความแมน่ ยำและความน่าเชื่อถือของแบบทดสอบดว้ ย
9. การจำและนำไปใช้ (Promote Retention and Transfer)
สิ่งสุดท้ายสำหรับการสอน การจำและนำไปใช้ สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนมีความคงทนในการจำข้อมูล
ความรู้ ต้องทำให้ผู้เรียนตระหนักว่าข้อมูลความรู้ใหม่ที่ได้เรียนรู้ไปนั้นมีความสัมพันธ์กับความรู้เดิม หรือ
ประสบการณ์เดิม โดยการจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ประยุกต์ใช้ความรู้ เพื่อการเชื่อมโยงข้อมูลความรู้
เดมิ กับความรูใ้ หม่ รวมทั้งการนำไปใช้กบั สถานการณ์ สงิ่ ท่ีควรพจิ ารณาในการจำและนำไปใช้ มีดังนี้
1. ทบทวนแนวคิดทีส่ ำคญั และเนื้อหาท่เี ป็นการสรปุ
2. สรุปใหผ้ ้เู รยี นได้ทราบว่าความรู้ใหม่มีความสมั พนั ธก์ บั ความรู้เดิมหรอื ประสบการณท์ ผ่ี า่ นมาอย่างไร
3. เสนอแนะเนอ้ื หาทีเ่ ป็นความรู้ใหมซ่ ่งึ จะนำไปใชป้ ระโยชน์ได้
4. บอกแหล่งข้อมลู ท่ีเป็นประโยชนใ์ นการศึกษาใหก้ ับผู้เรยี น

3.13 แนวคิด ทฤษฎกี ารเรียนรู้ (Learning Ecology)
การเรยี นรู้(Learning Ecology)

การเรียนรู้ คือ กระบวนการท่ที ำให้มนษุ ย์เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางความคิด มนุษย์เราสามารถเรียนรู้ได้
จาก การไดย้ ิน การสมั ผสั การอา่ น การเหน็ รวมถึงผา่ นการใช้ สอ่ื อปุ กรณ์ เครือ่ งมือ เปน็ สว่ นส่งผ่าน
ทฤษฎีการเรียนรู้ (Learning theory)

หมายถึงข้อความรู้ที่พรรณา / อธิบาย / ทำนาย ปรากฏการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับการเรียนรู้ ซึ่งได้รับการ
พิสูจน์ ทดสอบตามกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ และได้รับการยอมรับว่าเช่ือถือได้ และสามารถนำไปนิรนยั เป็น
หลักหรือกฎการเรียนรู้ย่อยๆ หรือนำไปใช้เป็นหลักในการจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้แก่ผู้เรียนได้ ทฤษฎีโดยทั่วไป
มกั ประกอบด้วยหลักการย่อยๆ หลายหลักการ

ในเร่ืองของการเรียนรู้ มผี ู้ใหค้ วามหมายของคำว่าการเรยี นรไู้ ว้หลากหลาย นกั การศึกษาต่างมีแนวคดิ โดย
นำมาจากพัฒนาการของมนุษย์ ในแงม่ มุ ต่างๆ เกดิ เปน็ ทฤษฎีทแ่ี ตกตา่ งกันไป อาทิ

การเรียนรู้ (Learning) คือ กระบวนการของประสบการณ์ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่าง
ค่อนข้างถาวร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้ไม่ได้มาจากภาวะชั่วคราว วุฒิภาวะ หรือสัญชาตญาณ( Klein
1991:2)

78

การเรียนรู้ (Learning) คือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมซึ่งเนื่องมาจากประสบการณ์ ( ประสบการณ์ตรง
หรอื ประสบการณท์ างออ้ ม)

การเรียนรู้ (Learning) คือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมซึ่งเนื่องมาจากประสบการณ์ที่คนเรามปี ฏิสัมพันธ์
กบั ส่งิ แวดลอ้ มหรอื จากการฝึกหดั (สรุ างค์ โค้วตระกลู :2539)

การเรียนรู้ คือ การเปลี่ยนแปลงพฤตกิ รรมซึ่งเนื่องมาจากประสบการณ์หรือการฝึกหัด และพฤติกรรมน้ัน
อาจจะคงอยู่ระยะหนึง่ หรือตลอดไปกไ็ ด้

การเรียนรู้ (Learning) คือ กระบวนการที่ทำให้คนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ความคิด คนสามารถเรียนได้
จากการได้ยินการสัมผสั การอ่าน การใช้เทคโนโลยี การเรียนรูข้ องเด็กและผู้ใหญจ่ ะตา่ งกนั เด็กจะเรียนรู้ด้วยการ
เรียนในห้อง การซักถาม ผู้ใหญ่มักเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ที่มีอยู่ แต่การเรียนรู้จะเกิดขึ้นจากประสบการณ์ท่ี
ผู้สอนนำเสนอ โดยการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ผู้สอนจะเป็นผู้ที่สร้างบรรยากาศทางจิตวิทยาท่ี
เออื้ อำนวยต่อการเรยี นรู้ ทจ่ี ะใหเ้ กิดขึ้นเป็นรปู แบบใดก็ได้เช่น ความเปน็ กันเอง ความเขม้ งวดกวดขัน หรือความไม่
มีระเบียบวินัย สิ่งเหล่านี้ผู้สอนจะเป็นผู้สร้างเงื่อนไข และสถานการณ์เรียนรู้ให้กับผู้เรียน ดังนั้น ผู้สอนจะต้อง
พิจารณาเลือกรูปแบบการสอน รวมทง้ั การสรา้ งปฏิสัมพันธ์กับผู้เรยี น

ทฤษฎีการเรยี นรู้(Learning Theory)
มนุษยส์ ามารถรับข้อมลู โดยผ่านเสน้ ทางการรับรู้ 3 ทาง คือ

1. พฤติกรรมนิยม (Behaviorism)
2. ปญั ญานิยม (Cognitivism)
3. การสร้างสรรคอ์ งคค์ วามรู้ด้วยปญั ญา (Constructivism)
พฤติกรรมนยิ ม (Behaviorism)
พฤติกรรมนิยมมองผู้เรียนเหมือนกับ กระดานชนวนที่ว่างเปล่าผู้สอนเตรียม ประสบการณ์ให้กับผู้เรียน
เพอื่ สรา้ งประสบการณใ์ หม่ใหผ้ ู้เรียน อาจ กระทำซ้ำจนกลายเป็นพฤติกรรม ผูเ้ รยี นทำในส่งิ ท่ีพวกเขาได้รับฟังและ
จะไมท่ ำการคดิ รเิ ริ่มหา หนทางดว้ ยตนเองต่อการเปล่ียนแปลง หรอื พฒั นาปรับปรงุ เปลยี่ นแปลงส่ิง ต่างๆ ใหด้ ีขนึ้
ปญั ญานยิ ม (Cognitivism)

79

ปัญญานิยมอยู่บนฐานของกระบวนการคิดก่อน แสดงพฤติกรรม การเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมที่จะถูก
สังเกต สิ่งเหล่านัน้ มันก็เป็นเพียงแต่การบง่ ชี้วา่ สิ่งนี้ กำลังดำเนินต่อไปในสมองของผู้เรียน เท่านั้น ทักษะใหม่ๆ ที่
จะทำ การสะท้อนสง่ ออกมา กระบวนการประมวลผลข้อมลู สารสนเทศทางปัญญา
การสร้างสรรค์องคค์ วามรู้ด้วยปัญญา (Constructivism)

การสร้างสรรค์ความรู้ด้วยปัญญาอยู่บนฐานของ การอ้างอิงหลักฐานในสิ่งที่พวกเราสร้างขึ้นแสดงให้
ปรากฏแก่สายตาของ เราด้วยตัวของเราเอง และอยู่บนฐานประสบการณ์ของแต่ละบุคคล องค์ความรู้จะถูกสร้าง
ขึ้นโดยผเู้ รียน และโดยเหตผุ ลท่ที กุ คนตา่ งมีชดุ ของประสบการณ์ต่างๆ ของการเรียนรจู้ ึงมีลกั ษณะเฉพาะตน และมี
ความแตกตา่ งกนั ไปในแตล่ ะคน

ทั้งสามทฤษฏีต่างมีความสำคัญเท่าเทียมกัน เมื่อได้การตัดสินใจที่จะใช้ยุทธศาสตร์นี้ มีสิ่งที่สำคัญและ
จำเป็นท่ีสุดของชีวิตที่ต้องพิจารณาทั้งสองระดับ คือ ระดับองค์ความรู้ของนักเรียนของท่าน และระดับการ
ประมวลผลทางสติปัญญาที่ ต้องการในผลงานหรือภาระงานแห่งการเรียนรู้ ระดับการประมวลผลทางสติปัญญาที่
ตอ้ งการสร้างผลงาน/ภาระงาน และระดบั ความชำนิชำนาญของนักเรยี นของเราน้ี การมองหาภาพทางทฤษฎี จะมี
ความเป็นไปได้ที่สนบั สนุนการมีความ พยายามท่ีจะเรียนร้ทู างยุทธวิธบี างทีกม็ ีความซับซอ้ นและมีความเล่ือมล้ำกัน
อยบู่ า้ ง และกม็ ีความจำเปน็ เหมือนๆ กัน ในการวบรวมยุทธวธิ ีตา่ ง ๆ จากความแตกต่างท่ีเป็นจริง ทางทฤษฎี เมื่อ
เรามคี วามตอ้ งการ

การเรียนรู้ตามทฤษฎีของ Bloom ( Bloom's Taxonomy)

Bloom ได้แบง่ การเรียนรู้เปน็ 6 ระดับ
1. ความรู้ท่เี กดิ จากความจำ (knowledge) ซง่ึ เปน็ ระดบั ล่างสดุ
2. ความเข้าใจ (Comprehension)
3. การประยุกต์ (Application)
4. การวเิ คราะห์ ( Analysis) สามารถแกป้ ัญหา ตรวจสอบได้
5. การสังเคราะห์ ( Synthesis) สามารถนำส่วนต่างๆ มาประกอบเป็นรูปแบบใหม่ได้ให้แตกต่างจากรูป
เดิม เน้นโครงสรา้ งใหม่

80

6. การประเมินคา่ ( Evaluation) วดั ได้ และตัดสินไดว้ า่ อะไรถูกหรอื ผิด ประกอบการตัดสนิ ใจบนพื้นฐาน
ของเหตผุ ลและเกณฑ์ทีแ่ นช่ ัด
3.14 การเรียนรตู้ ามทฤษฎีของไทเลอร์ (Tylor)

ความต่อเนื่อง (continuity) หมายถึง ในวิชาทักษะ ต้องเปิดโอกาสให้มีการฝึกทักษะในกิจกรรมและ
ประสบการณ์บอ่ ยๆ และต่อเนอื่ งกัน

การจัดช่วงลำดับ (sequence) หมายถึง หรือการจัดสิ่งที่มีความง่าย ไปสู่สิ่งที่มีความยาก ดังนั้นการจัด
กิจกรรมและประสบการณ์ ให้มกี ารเรยี งลำดับกอ่ นหลัง เพ่อื ให้ไดเ้ รยี นเนือ้ หาที่ลกึ ซึ้งย่ิงข้ึน

บูรณาการ (integration) หมายถึง การจัดประสบการณ์จึงควรเป็นในลักษณะที่ช่วยให้ผู้เรียน ได้เพิ่มพูน
ความคิดเห็นและได้แสดงพฤติกรรมทีส่ อดคลอ้ งกัน เนื้อหาที่เรียนเป็นการเพิ่มความสามารถทั้งหมด ของผู้เรียนท่ี
จะไดใ้ ช้ประสบการณไ์ ด้ในสถานการณต์ า่ งๆ กนั

ประสบการณ์การเรียนรู้ จึงเป็นแบบแผนของ ปฏิสัมพันธ์ (interaction) ระหว่างผู้เรียนกบั สถานการณท์ ี่
แวดล้อม
3.15 การเรยี นรู้ แหลง่ เรียนรู้ เครอื ขา่ ยการเรยี นรู้
ความหมายของการเรียนรู้

การเรียนรู้ มีความหมายลึกซึ้งมากกว่าการสั่งสอน หรือการบอกเล่าให้เข้าใจและจำได้เท่านั้น ไม่ใช่เรื่อง
ของการทำตามแบบ ไม่ไดม้ ีความหมายต่อการเรียนในวชิ าต่างๆเท่าน้ัน แต่ความหมายคลุมไปถึง การเปลี่ยนแปลง
ทางพฤติกรรมอันเป็นผลจากการสังเกตพิจารณา ไตร่ตรอง แก้ปัญหาทั้งปวงและไม่ชี้ชัดว่าการเปลี่ยนแปลงนั้น
เปน็ ไปในทางท่สี งั คมยอมรบั เท่านนั้

https://www.gotoknow.org/posts/604808
ความหมายของการเรียนรู้

การเรยี นรู้ เปน็ การปรบั ตัวให้เขา้ กับส่ิงแวดล้อม

81

การเรียนรู้ เป็นความเจริญงอกงาม เน้นว่าการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เป็นการเรียนรู้ต้องเนื่องมาจาก
ประสบการณ์ หรือการฝกึ หัด และพฤติกรรมท่ีเปล่ียนแปลงไปน้ันควรจะต้องมีความคงทนถาวรเหมาะแก่เหตุ เม่ือ
พฤติกรรมดง้ั เดิมเปล่ยี นไปสู่พฤตกิ รรมท่ีมุ่งหวัง กแ็ สดงวา่ เกดิ การเรยี นรแู้ ล้ว

การเรยี นรู้ หมายถงึ กระบวนการเปล่ยี นแปลงของกจิ กรรมในการแสดงปฏกิ ิริยาตอบสนองต่อสถานการณ์
อย่างใดอยา่ งหน่งึ

การเรียนรู้ หมายถึง การเปล่ยี นแปลงพฤตกิ รรม อันมผี ลมาจากการไดม้ ปี ระสบการณ์
การเรียนรู้ หมายถึง กระบวนการที่ทำให้เกิดกิจกรรม หรือ กระบวนการที่ทำให้กิจกรรมเปลี่ยนแปลงไป
โดยเป็นผลตอบสนองจากสภาพการณ์หน่ึงซึ่งไม่ใช่ปฏิกิริยาธรรมชาติไม่ใช่วุฒิภาวะ และไม่ใช่สภาพการ
เปลย่ี นแปลงของร่างกายชัว่ ครงั้ ชั่วคราวทีเ่ นือ่ งมาจากความเหนอื่ ยล้าหรือฤทธย์ิ า
การเรียนรู้ หมายถงึ กระบวนการที่เนื่องมาจากประสบการณต์ รง และประสบการณ์อ้อมกระทำให้อินทรีย์
เกดิ การเปล่ยี นแปลงพฤติกรรมค่อนขา้ งถาวร
การเรียนรู้ หมายถงึ การเปลย่ี นแปลงค่อนขา้ งถาวรในพฤตกิ รรม ซง่ึ เปน็ ผลของการฝึกหดั

............................ จากความหมายของการเรียนร้ขู า้ งต้นอาจสรุปไดว้ ่า .................................

การเรียนรู้ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอันเป็นผลจากการที่บุคคลทำกิจกรรมใดๆ ทำให้เกิด
ประสบการณแ์ ละเกิดทักษะต่างๆ ขน้ึ ยงั ผลใหเ้ กดิ การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมค่อนข้างถาวร

ความหมายของหลักการเรียนรู้
หลักการเรียนรู้ (Learning Principle) หมายถึงข้อความรู้ย่อยๆ ที่พรรณา / อธิบาย / ทำนาย

ปรากฏการณ์ตา่ งๆที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ ซึ่งไดร้ บั การพิสจู น์ ทดสอบ ตามกระบวนการทาง วทิ ยาศาสตร์ และได้รับ
การยอมรับว่าเชื่อถือได้ สามารถนำไปใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนได้ หลักการเรียนรู้หลายๆ
หลกั การ อาจนำไปสูก่ ารสร้างเป็นทฤษฎีการเรียนรูไ้ ด้

แนวคิดเกยี่ วกบั การเรียนรู้ (Teaching / Instruction Theory)
คือความคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ ที่พรรณา / อธิบาย / ทำนายปรากฏการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับการเรียนรู้ของ
มนุษย์ ที่นักคิด นักจิตวิทยา หรือนักการศึกษาได้นำเสนอและได้รับการยอมรับในระดับหนึ่งว่าเป็นแนวคิดท่ี
น่าเชือ่ ถอื ดว้ ย เหตผุ ลใดเหตุผลหน่งึ

ธรรมชาตขิ องการเรียนรู้
นกั จติ วทิ ยาเชอ่ื วา่ มนุษย์จะมีการเรียนรู้ได้ก็ต่อเมือ่ มนุษย์ไดท้ ำกิจกรรมใดๆ แลว้ เกิดประสบการณ์ ซึ่ง
ประสบการณ์ทส่ี ะสมเพ่ิมข้นึ เรอื่ ยๆทำให้มนุษยเ์ กดิ การเรยี นร้ขู ึน้ และนำไปสูก่ ารพัฒนาสิ่งทเ่ี รียนรนู้ นั้ จนเกิดเปน็

82

ทกั ษะ และความชำนาญในท่ีสุด ดงั นั้นการเรยี นรขู้ องมนุษยก์ ็จะอยู่กับตวั ของมนุษย์เรยี กวา่ การเปลย่ี นแปลง
พฤติกรรมที่คอ่ นข้างถาวร

โดยสรปุ ธรรมชาติของการเรียนรู้ของมนุษย์มีอยหู่ ลายประการ อาทิ
1. การเรียนรคู้ ือการเปลยี่ นแปลงพฤติกรรมค่อนขา้ งถาวร
2. การเรยี นรู้ย่อมมีการแกไ้ ข ปรบั ปรงุ และเปลย่ี นแปลง โดยการเปลี่ยนแปลงน้นั ๆ จะต้องเนอื่ งมาจาก
ประสบการณ์
3. การเปลี่ยนแปลงชว่ั ครั้งชัว่ คราวไมน่ ับวา่ เปน็ การเรียนรู้
4. การเรียนร้ใู นส่งิ ใดส่ิงหนง่ึ ย่อมต้องอาศัยการสงั เกตพฤติกรรม
5. การเรยี นรเู้ ป็นกระบวนการท่ีทำใหเ้ กิดการเปล่ียนแปลงพฤติกรรม และกระบวนการเรียนรเู้ กดิ ขนึ้
ตลอดเวลาทบ่ี ุคคลมชี วี ติ อยู่ โดยอาศัยประสบการณ์ในชีวิต
6. การเรยี นรไู้ ม่ใช่วุฒิภาวะแตอ่ าศยั วฒุ ิภาวะ วุฒภิ าวะคอื ระดับความเจริญเติบโตสูงสุดของพฒั นาการ
ทางดา้ นร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปญั ญาของบุคคลในแตล่ ะช่วงวยั ทีเ่ ปน็ ไปตามธรรมชาติ แตก่ ารเรียนรู้ไมใ่ ช่
วฒุ ิภาวะแตต่ อ้ งอาศัยวุฒิภาวะประกอบกนั
7. การเรียนรู้เกิดได้งา่ ยถา้ ส่งิ ท่เี รยี นเป็นส่ิงที่มีความหมายต่อผ้เู รียน
8. การเรยี นรขู้ องแตล่ ะคนแตกต่างกัน
9. การเรียนรยู้ ่อมเป็นผลใหเ้ กิดการสร้างแบบแผนของพฤติกรรมใหม่
10. การเรยี นรู้อาจจะเกดิ ขึ้นโดยการต้ังใจหรือเกิดโดยบังเอิญกไ็ ด้
3.16 องคป์ ระกอบของการเรยี นรู้

https://www.iok2u.com/index.php/article/information-technology/1413-e-learning-e-learning-
ในส่วนขององค์ประกอบของการเรียนรู้ ทที่ ำใหเ้ กิดกระบวนการเรยี นร้นู ้นั ประกอบดว้ ย
1. สิง่ เร้า (Stimulus)

เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้บุคคลมีปฏิกิริยาโต้ตอบออกมาและเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมว่าจะแสดงออกมา
ในลักษณะใด สิ่งเร้าอาจเป็นเหตุการณ์หรือวัตถุและอาจเกิดภายในหรือภายนอกร่างกายก็ได้ เช่น เสียงนาฬิกาท่ี

83

ปลุกให้เราตื่น หรือกำหนดวันสอบเร้าให้เราเตรียมสอบ หรือครูผู้สอนกำหนดหัวเรื่องให้เราต้องค้นคว้าในการทำ
รายงาน
2. แรงขับ (Drive) มี 2 ประเภท คือ

2.1 แรงขบั ปฐมภูมิ (Primary Drive) เชน่ ความหิว ความกระหาย การต้องการพักผ่อน เปน็ ต้น
2.2 แรงขับทตุ ยิ ภูมิ (Secondary Drive) เป็นเร่ืองของความต้องการทางจิตและทางสงั คม เชน่ ความวิตก
กังวล ความต้องการความรัก ความปลอดภัย เป็นต้น แรงขับทั้งสองประเภทเป็นผลให้เกิดปฏิกิริยาอันจะนำไปสู่
การเรียนรู้
3. การตอบสนอง (Response)
เป็นพฤตกิ รรมตา่ งๆ ทีบ่ ุคคลแสดงออกมาเมอื่ ได้รบั การ กระต้นุ จากสิ่งเร้าตา่ งๆ เชน่ คน สตั ว์ สงิ่ ของ หรือ
สถานการณ์ อาจกลา่ วไดว้ ่าเป็นส่งิ แวดล้อมท่รี อบตวั เราน่นั เอง
4. แรงเสริม (Reinforcement)
สิ่งที่มาเพิ่มกำลังให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับ การตอบสนอง เช่น รางวัล การตำหนิ การลงโทษ
การชมเชย เงิน ของขวญั เปน็ ต้น

การเกิดกระบวนการของการเรียนรู้ มขี น้ั ตอนดังน้ี คอื
1. มสี ิ่งเร้า ( Stimulus ) มาเรา้ อนิ ทรยี ์ ( Organism )
2. อนิ ทรีย์เกิดการรบั สมั ผสั ( Sensation ) ประสาทสมั ผัสท้งั ห้า ตา หู จมกู ลิ้น ผวิ กาย
3. ประสาทสมั ผสั สง่ กระแสสัมผัสไปยงั ระบบประสาทเกดิ การรบั รู้ ( Perception )
4. สมองแปลผลออกมาวา่ สง่ิ ท่ีสัมผสั คืออะไรเรยี กวา่ ความคิดรวบยอด ( Conception )
5. พฤติกรรมได้รับคำแปลผลทำใหเ้ กดิ ความคิดรวบยอดก็จะเกิดการเรยี นรู้ ( Learning )
6. เมอื่ เกิดกระบวนการเรียนรู้บคุ คลกจ็ ะเกดิ การตอบสนอง ( Response ) พฤติกรรมนน้ั ๆ

3.17 องคก์ รแหง่ การเรยี นรู้ : ความหมาย
องค์กรแหง่ การเรยี นรู้ (Learning Organization) : ความหมาย

องค์การเรยี นรู้ (Learning Organization) เปน็ แนวคดิ ในการพฒั นาองค์การโดยเนน้ การพัฒนาการเรียนรู้
สภาวะของการเป็นผู้นำในองค์การ (Leadership) และการเรียนรู้ร่วมกัน ของคนในองค์การ (Team Learning)
เพ่ือให้เกิดการถ่ายทอดแลกเปล่ียนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และทักษะร่วมกัน และพัฒนาองคก์ ารอย่างต่อเนื่อง
ทนั ตอ่ สภาวะการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขัน

การมอี งค์การแห่งการเรยี นร้นู ้จี ะทำให้องค์การและบุคลากร มกี ระบวนการทำงานทีม่ ีประสิทธิภาพและมี
ผลการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิผล โดยมีการเชื่อมโยงรูปแบบของการทำงานเป็นทีม (Team working) สร้าง
กระบวนการในการเรียนรู้และสรา้ งความเข้าใจเตรียมรบั กับความเปล่ียนแปลง เปิดโอกาสให้ทีมทำงานและมีการ
ให้อำนาจในการตัดสินใจ (Empowerment) เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศของการคิดริเริ่ม (Initiative)
และการสร้างนวตั กรรม (Innovation) ซงึ่ จะทำให้เกิดองคก์ ารทเี่ ขม้ แขง็ พรอ้ มเผชิญกบั สภาวะการแขง่ ขนั

ความรู้จาก Organization Learning เป็นหลักการที่ Peter Senge ได้รวบรวมจากแนวคิดของ Chris
Argyris และ Donald Schon รวมถึงนักวิชาการท่านอื่น มาเขียนหนังสือเล่มแรกเกี่ยวกับ Learning
Organization ซ่ึงมีช่อื ว่า .”The Fifth Discipline”

84

http://thachang-nyk.go.th/UserFiles/File/041158/E-learning%20Plan2561-2563.pdf
ซง่ึ Peter M. Senge ไดก้ ล่าวถงึ แนวปฏิบตั เิ พ่อื นำพาไปสูค่ วามสำเร็จขององค์กรแห่งการเรยี นรู้ อย่างเปน็
รปู ธรรมภายใต้พ้ืนฐานวินัย 5 ประการ ได้แก่
1. Personal mastery
เพิ่มศักยภาพของตนเองได้ เพื่อผลสำเร็จที่ดีกว่า โดยมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ไปถึง
เป้าหมายด้วย การสร้างวิสัยทัศน์ส่วนตน (Personal Vission) เมื่อลงมือกระทำและต้องมุ่งมั่นสร้างสรรค์จึง
จำเป็นต้องมี แรงมุ่งมั่นใฝ่ดี (Creative Tention) มีการใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงเพื่อคิดวิเคราะห์และตัดสินใจ
(Commitment to the Truth) ที่ทำให้มีระบบการคิดตัดสินใจที่ดี รวมทั้งใช้การฝึกจิตใต้สำนึกในการทำงาน
(Using Subconciousness) ทำงานดว้ ยการดำเนินไปอย่างอัตโนมัติ
2. Mental models
มุ่งสะท้อนความคิด ทัศนคติ และการยอมรับทั้งของตนเองและคนรอบข้าง ซึ่งจะพัฒนาต่อเป็นพื้นฐาน
ดา้ นอารมณ์ (EQ)ของคน ผลลัพธท์ จ่ี ะเกิดจากรูปแบบแนวคิดนี้จะออกมาในรูปของผลลัพธ์ 3 ลกั ษณะคือ เจตคติ
หมายถึง ท่าที หรือความรู้สึกของบุคคลต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เหตุการณ์ หรือเรื่องราวใด ๆ ทัศนคติแนวความคิดเห็น
และกระบวนทศั น์ กรอบความคิด แนวปฏิบัตทิ ีเ่ ราปฏบิ ัติตาม ๆ กนั ไป จนกระทง่ั กลายเป็นวฒั นธรรมขององค์การ
3. Share vision
มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมทางความคิด การมีส่วนร่วมจากผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้แนวคิดที่ดีที่สุดและเป็นท่ี
ยอมรับของทุกคน ลักษณะวิสัยทัศน์องค์กรที่ดี คือ กลุ่มผู้นำจะต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นเข้าสู่กระบวนการพัฒนา
วิสัยทศั น์อยา่ งจรงิ จัง วสิ ัยทศั นน์ ัน้ จะต้องมรี ายละเอียดชดั เจน เพยี งพอท่จี ะนำไปเป็นแนวทางปฏบิ ัตไิ ด้
4. Team learning
การแลกเปลี่ยนความคิด การเรียนรู้และการพึ่งพาซึ่งกันและกัน หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการมุ่งเน้นการ
ทำงานร่วมกันเป็นทีม และขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก คือ IQ และ EQ ประสานควบคู่กับการเรียนรู้ร่วมกันและการ
สรา้ งภาวะผนู้ ำแก่ผู้นำองคก์ รในทกุ ระดับ
5. System thinking
การคิดอย่างเป็นระบบ เป็นกระบวนการ มีเหตุ และผล ซึ่งการคิดอย่างเป็นระบบนี้จะพัฒนาขึ้นตามวัย
ส่วนจะชา้ หรอื เรว็ กข็ ึน้ อยกู่ ับแต่ละบุคคล ซ่งึ ทกุ คนควรมคี วามสามารถในการเขา้ ใจถึงความสมั พนั ธ์ระหวา่ งส่ิงต่าง
ๆ ทเี่ ปน็ องค์ประกอบสำคัญของระบบ นอกจากจะมองภาพรวมแล้ว ต้องมองรายละเอียดของส่วนประกอบย่อยใน
ภาพนนั้ ใหอ้ อกด้วย วนิ ยั ขอ้ นสี้ ามารถแกไ้ ขปัญหาทสี่ ลบั ซบั ซ้อนตา่ ง ๆ ไดเ้ ป็นอย่างดี

ประเภทของแหลง่ เรียนรสู้ ำหรบั สถานศกึ ษา

85

แหล่งเรยี นรู้ของโรงเรยี นมี 2 ประเภท คือ แหลง่ เรยี นรู้ในโรงเรียนและนอกโรงเรยี น ซ่ึงเปน็ แหล่งเรียนรู้ท่ี
มอี ย่แู ลว้ ตามธรรมชาติ และท่ีมนุษย์สร้างขึน้

1. แหลง่ เรยี นรู้ในโรงเรียน
1.1 แหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ เช่น บรรยากาศ สิ่งแวดล้อม ปรากฏการณ์ธรรมชาติ สิ่งมีชีวิต

ฯลฯ
1.2 แหล่งเรยี นรทู้ ี่มนษุ ยส์ ร้างข้ึน เชน่ ห้องสมดุ โรงเรยี น ห้องสมุดกลุ่มสาระ หอ้ งสมุดเคลื่อนที่ ห้องเรียน

ห้องปฏิบัตกิ ารตา่ งๆ หอ้ งโสตทัศนศึกษา ห้องมลั ติมเี ดีย เวบ็ ไซต์ หอ้ งอินเทอรเ์ นต็ หอ้ งเรียนสเี ขยี ว ห้องพิพิธภัณฑ์
ห้องเกยี รตยิ ศ สวนพฤกษศาสตร์ สวนสมุนไพร สวนวรรณคดี สวนสุขภาพ สวนหนิ สวนหยอ่ ม สวนผเี สอ้ื บ่อเล้ียง
ปลา เรือนเพาะชำ ต้นไมพ้ ดู ได้ ฯลฯ

2. แหลง่ เรยี นร้นู อกโรงเรยี น
2.1 แหล่งเรยี นรทู้ ม่ี ีอย่แู ล้วตามธรรมชาติ เช่น สภาพแวดลอ้ ม ป่า ภเู ขา แหล่งน้ำ ทะเล สตั ว์ ฯลฯ
2.2 แหล่งเรียนรู้ที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ หอศิลป์

สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ อุทยานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ศูนย์การกีฬา สถานประกอบการ
วัด ครอบครัว ชุมชน วิถีชีวิต วัฒนธรรม-ประเพณี สถาบันการศึกษาอื่นๆ โบราณสถาน สถานที่สำคัญ แหล่ง
ประกอบการ ภมู ิปัญญาท้องถน่ิ เป็นต้น

การเรียนรู้จากแหล่งการเรียนรู้ในสถานศึกษาเป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้อง กับ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 เพราะเป็นการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จรงิ
ฝกึ ปฏิบตั ิให้ทำได้ คดิ เป็น ทำเป็น รักการอ่าน การเขียน และเกดิ การใฝร่ ู้อย่างตอ่ เนอ่ื ง รวมทัง้ มกี ารจัดเนื้อหาสาระ
และกจิ กรรมให้สอดคล้องกบั ความถนดั และความสนใจของผเู้ รยี น โดยคำนึงถงึ ความแตกต่างระหว่างบุคคล มีการ
ฝึกทักษะ ฝึกกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและ
แก้ไขปัญหาต่างๆ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนสามารถจดจำองค์ความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ตลอดไป
ดังนั้น สถานศึกษาทุกแห่งจะต้องให้ความสำคัญในการจัดให้มีแหล่งการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน และมีการใช้
ประโยชน์จากแหลง่ การเรียนรู้ทมี่ ีอยู่ทัง้ ในสถานศกึ ษาและในชุมชนให้เกิดประโยชน์สงู สุด
3.18 การบริหารจัดการเพอื่ การพัฒนา และใชแ้ หล่งการเรียนร้สู ำหรับสถานศกึ ษา

86

http://mediathailand-ictedu.blogspot.com/2012/06/106.html
การพฒั นาแหลง่ เรียนรู้ เปน็ งานท่ีสถานศึกษาสว่ นใหญ่ดำเนินการอยูแ่ ล้ว ภาพความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นกับ
นักเรียนก็คือ การเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ สามารถแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง จากแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ ซึ่งมี
หลายชอ่ งทาง เพยี งแตก่ ารดำเนนิ การพัฒนาแหลง่ การเรยี นรู้ ยังเป็นไปโดยไม่เปน็ ระบบ และกระบวนการท่ชี ัดเจน
แหลง่ เรียนร้บู างแห่งจงึ ไม่ไดถ้ กู ใชแ้ ละพฒั นาอยา่ งต่อเนื่อง
แหล่งการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติก็ถูกละเลย ไม่ได้เข้าไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ผู้บริหารสถานศึกษาจึงต้อง
เป็นผนู้ ำการดำเนนิ การ สคู่ วามสำเรจ็ โดยกำหนดเป็นนโยบายท่ชี ดั เจน ซงึ่ อาจบรหิ ารจัดการไดด้ งั นี้
1. ขัน้ วางแผน (Plan)

1.1. กำหนดนโยบายการพัฒนาแหลง่ การเรยี นรู้
สถานศึกษากำหนดนโยบายการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ โดย ทำความเข้าใจนโยบายตามแผนหลัก
หลักสูตร รวมทง้ั แนวดำเนินการของสถานศึกษาในฝนั เพ่ือกำหนดนโยบายการพัฒนาและใช้
แหล่งการเรียนรู้ โดยให้คณะครูมีสว่ นร่วมในการกำหนด
1.2 .จัดตั้งคณะกรรมการสำรวจแหลง่ การเรียนรู้ เพื่อวิเคราะห์สภาพความพรอ้ มในการพัฒนาแหล่ง
การเรียนร้ใู นสถานศกึ ษาและชมุ ชน ซงึ่ อาจประกอบดว้ ย

- ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา
- ผู้ช่วยผู้บริหารสถานศึกษา ฝา่ ยวชิ าการ
- หัวหนา้ กลุ่มสาระการเรยี นรทู้ กุ กลุ่มสาระ
- หัวหนา้ งานกิจกรรมพัฒนาผู้เรยี น
- ผเู้ กี่ยวขอ้ งที่สถานศึกษาพิจารณาตามความเหมาะสม

1.3. จดั ทำแผนงานพัฒนาแหลง่ การเรยี นรู้
คณะกรรมการพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ มีบทบาทหน้าท่ีสำคญั ทีจ่ ะเป็นผู้สำรวจ วิเคราะห์ความพรอ้ ม
รวบรวมข้อมลู แล้วจัดทำแผนพฒั นาแหลง่ การเรยี นรูใ้ หส้ ามารถดำเนินการได้อย่างเหมาะสม
1.4. สร้างความเข้าใจแกบ่ คุ ลากรของสถานศกึ ษาและชุมชน

87

สถานศึกษาดำเนินการสร้างความเข้าใจกับบุคลากรทุก ๆ ฝ่ายในสถานศึกษาและบุคลากรอื่นท่ี
เกี่ยวข้อง ได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เครือข่ายผู้ปกครอง เพื่อสร้างความตระหนักและเห็น
ความสำคัญมสี ่วนรว่ มในการพฒั นาและใชแ้ หล่งการเรยี นรู้

1.5. ประชาสัมพนั ธโ์ ครงการ
สถานศึกษามีการประชาสมั พันธโ์ ครงการพฒั นาและใช้แหลง่ การเรียนรู้ เพ่อื ให้ครู อาจารย์ นักเรียน
ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งผู้เกี่ยวข้อง มีความเข้าใจตรงกัน เกิดความร่วมมือในการ
สนับสนนุ ชว่ ยเหลอื เพื่อให้แหล่งการเรยี นร้เู กิดประโยชน์ตอ่ ผเู้ รียนอยา่ งมีประสิทธภิ าพและคุ้มค่า

2. ข้นั การดำเนินงาน สร้างและพฒั นาแหลง่ การเรยี นรู้ (DO)
สถานศกึ ษาอาจมีแนวทางการสร้าง พัฒนา ใชแ้ หล่งเรยี นรู้ ไดด้ งั น้ี
2.1. จดั ตั้งคณะผรู้ ับผดิ ชอบแหลง่ การเรียนรู้ ซึง่ อาจประกอบดว้ ย บคุ ลากร ดงั ต่อไปนี้
- รองผ้อู ำนวยการฝ่ายวิชาการ
- หวั หน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้
- หัวหนา้ งานหอ้ งสมุด
- หวั หน้าศูนยค์ อมพิวเตอร์ ของสถานศกึ ษา
รับผิดชอบการดำเนินการสร้างและพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ ตามความพร้อมที่ได้ดำเนินการสำรวจ และ

วิเคราะห์ขอ้ มูล ท้ังในสถานศึกษาและชมุ ชน กำหนดแหล่งเรียนรแู้ ละจดั ระบบสารสนเทศเกีย่ วกับแหล่งการเรยี นรู้
2.2. สร้างและพฒั นาแหลง่ การเรยี นรู้
ดำเนินการสร้างและพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ตามสารสนเทศที่มีอยู่ ให้มีประสิทธิภาพ จัดระบบการใช้

สำหรับผเู้ รยี น และผ้สู นใจ
2.3. ผู้เรียนและผู้สนใจได้ใช้แหล่งการเรียนรู้อย่างเหมาะสมและคุ้มค่า มีการรวบรวมข้อมูล การใช้เพื่อ

เป็นข้อมูลกำหนดแนวทางในการพฒั นาแหลง่ เรียนรูต้ ่อไป

3. ขัน้ ตรวจสอบ ทบทวน กำกับติดตาม (CHECK)
สถานศึกษากำหนดให้มีผรู้ บั ผิดชอบในการนเิ ทศ ตดิ ตาม และประเมินการพัฒนาและใชแ้ หล่งการเรียนรู้

อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ แก้ไข ปัญหาอุปสรรคในระหว่างการดำเนินการมีการประเมินทบทวนปรบั ปรงุ
กระบวนการดำเนินการ ให้เกิดการพัฒนาและใช้ แหล่งการเรียนรู้ตามแผนหลักและแนวดำเนินการของสถาน
ศึกษาในฝันที่สถานศึกษากำหนดไว้ ตามบริบทของสถานศึกษาเอง มีการกำหนดวิธีการ และเครื่องมือประเมินผล
การดำเนินการ การสรา้ งการพฒั นาและใช้แหลง่ การเรยี นรู้ วเิ คราะหผ์ ลการประเมินและสรปุ ผลการประเมนิ

4. ข้ันสรุปและรายงานผลการสรา้ งและพฒั นาแหลง่ การเรียนรู้ (ACTION)
การสรุปรายงานการพัฒนาและใช้แหล่งการเรียนรู้ ควรรวบรวมข้อมูลตั้งแต่เริ่มดำเนินการ ระหว่าง

ดำเนินการ และเสร็จสิ้นการดำเนินการเพอื่ สรุปเป็นรายงานนำเสนอให้หน่วยงานต้นสังกดั ทกุ ระดบั และผู้เกี่ยวข้อง
ทราบ ตลอดจนการประชาสมั พนั ธ์ ใหเ้ กดิ การใชแ้ หล่งการเรยี นรู้ให้กว้างขวางย่ิงขึน้ เป็นการส่งเสริมการพัฒนาต่อ
ยอดต่อไป

การเรียนรู้จากแหล่งการเรียนรู้ในสถานศึกษาเป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้ อง กับพระราช
บญั ญัตกิ ารศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 เพราะเป็นการจัดกิจกรรมใหผ้ ู้เรียนไดเ้ รียนรูจ้ ากประสบการณ์จริงฝึกปฏิบัติ

88

ให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่าน การเขียน และเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการจัดเนื้อหาสาระและ
กิจกรรมให้สอดคล้องกับความถนัดและความสนใจของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล มีการฝึก
ทักษะ ฝึกกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไข
ปัญหาต่างๆ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนสามารถจดจำองค์ความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ตลอดไป ดัง นั้น
สถานศึกษาทุกแห่งจะต้องให้ความสำคัญในการจัดให้มีแหล่งการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน และมีการใช้
ประโยชนจ์ ากแหลง่ การเรียนรู้ท่มี ีอยทู่ ัง้ ในสถานศึกษาและในชมุ ชนให้เกิดประโยชนส์ งู สุด
3.19 ความหมายของเครือข่ายความรู้(การเรียนรู้)

http://5822011130.blogspot.com/2016/01/17-30.html

เครอื ขา่ ยการเรียนรู้
คือ การที่ชาวบ้านรวมตัวกัน ขบคิดปัญหาของเขา รวมพลังแก้ปัญหา และหาผู้นำขึ้นมาจากหมู่ชาวบ้าน

ด้วยกันเอง แล้วรวมตัวกันเพื่อมีอำนาจต่อรอง มีการต่อสู้ทางความคิด มีการเรียนรู้จากภายนอก มีการไปมาหาสู่
กันเรยี นรู้ดูงานดว้ ยกนั จนกระท่งั เกิดเปน็ กระบวนการแกป้ ัญหาได้ การทำมาหากนิ ดีข้นึ เศรษฐกจิ แต่ละครอบครัว
ดขี น้ึ (เอกวิทย์ ณ ถลาง, 2539)
เครอื ข่ายแหล่งการเรยี นรู้ในโรงเรยี น

เป็นการร่วมมือกันระหว่างแหล่งการเรียนรู้ประเภทต่างๆ ที่มีอยู่ในโรงเรียน เช่น ห้องสมุดโรงเรียน
ห้องสมดุ กลุ่มสาระการเรยี นรู้ หอ้ งโสตทัศนศึกษา หอ้ งคอมพิวเตอร์ ห้องอินเทอรเ์ นต็ หอ้ งปฏบิ ตั กิ ารตา่ งๆ หอ้ ง
พิพธิ ภัณฑ์ อุทยานการศึกษา สวนสมุนไพร สวนหยอ่ ม สวนวรรณคดี สวนคณติ ศาสตร์ เป็นตน้
เครอื ขา่ ยแหลง่ การเรียนรนู้ อกโรงเรยี น

โรงเรียนดำเนินงานประสานความรว่ มมือในการจัดใหผ้ ู้เรยี นได้ใช้แหล่งการเรียนรู้ที่อยู่นอกโรงเรียน เช่น
วดั หอ้ งสมดุ ประชาชน พพิ ธิ ภัณฑ์ สวนสัตว์ ศูนยก์ ีฬา สถานประกอบการ อุทยานแหง่ ชาติทีม่ อี ย่ใู นท้องถน่ิ ภูมิ
ปัญญาทอ้ งถิ่น เป็นต้น

การจัดการศึกษาในลักษณะ “เครือข่ายการเรียนรู้” นี้เป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาชุมชนให้เกิดความ
ยงั่ ยืน เน่อื งจากกระบวนการแลกเปลยี่ นเรยี นรู้และแก้ปัญหาร่วมกัน เปน็ ส่วนสำคัญที่ทำให้คนในชุมชนได้มีโอกาส
คิด วิเคราะห์หาสาเหตุ และแนวทางแก้ไข ทดลองปฏิบัติและสรุปบทเรียนร่วมกัน กระบวนการดังกล่าวเมื่อ

89

นำมาใช้ในชีวิตจริงของคนในชุมชน จะช่วยให้คนเหล่านี้เรียนรู้ และพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ได้
อย่างรวดเร็ว เพราะเป็นการเรียนรู้จากปญั หาจริง และจะช่วยให้ชุมชนสามารถยกระดับการเรยี นรู้ ในการจัดการ
กับปญั หาต่าง ๆ นำไปส่กู ารพัฒนาชมุ ชนที่ยง่ั ยืนสบื ไป

3.20 ลกั ษณะเฉพาะของเครือข่ายความร(ู้ การเรียนรู้)
• การประสานแหล่งความรู้ต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อรับและส่งหรือถ่ายทอดความรู้ประเภทต่างๆ ไปยัง

ประชาชนอย่างตอ่ เนอ่ื งตลอดเวลา
• การจัด และเชื่อมโยงแหล่งการเรียนรู้ให้เป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสได้เรียนรู้อย่างกว้างขวาง

และตอ่ เนือ่ งตลอดชีวิต โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ เพ่อื ขยายบริการการศึกษา
• การถา่ ยทอด แลกเปลี่ยน และกระจายความรู้ ท้งั ท่เี ปน็ ภูมปิ ญั ญา และองค์ความรใู้ หม่ๆ ให้กบั ชุมชน

http://edutata1996.blogspot.com/2018/09/
คณุ ลกั ษณะพเิ ศษของเครอื ขา่ ยการเรยี นรู้

1. สามารถเข้าถึงได้กว้างขวาง ง่าย สะดวก นักเรียนสามารถเรียกข้อมูลมาใช้ได้ง่าย และเชื่อมโยงเข้าหา
นกั เรียนคนอ่ืนได้รวดเรว็ และสามารถเรียกใช้ข้อมลู ได้ทกุ เวลาทุกสถานทท่ี ่มี ีเครอื ข่าย

2. เป็นการเรียนแบบร่วมกันและทำงานรว่ มกันเป็นกลุ่ม คุณลักษณะพื้นฐานของเครือข่ายการเรียนรู้ คือ
การเรียนแบบรว่ มมือกัน ดังนนั้ ระบบเครอื ขา่ ยจงึ เปน็ กล่มุ ของการเรียนรู้ โดยผา่ นระบบการสื่อสารทส่ี ังคมยอมรับ
เครือข่ายการเรียนรู้จึงมีรูปแบบของการร่วมกันบนพืน้ ฐานของการแบ่งปันความน่าสนใจ ของข้อมูลข่าวสารซ่ึงกัน
และกนั

3. สร้างกิจกรรมการเรยี นรู้ โดยเนน้ ให้ผู้เรียนเป็นผู้กระทำมากกว่าเปน็ ผูถ้ กู กระทำ
4. ผ้เู รยี นเปน็ ศนู ย์กลางการเรียนการสอน และเน้นบทบาทท่ีเปลี่ยนแปลงไป
5. จัดใหเ้ ครอื ข่ายการเรียนรู้เปน็ เสมือนชุมชนของการเรียนรู้แบบออนไลน์

90

ข้อสอบ

1. ข้อใดเปน็ ความหมายของเทคโนโลยสี ารสนเทศที่ถูกต้องมากทีส่ ดุ
ก. การนำความรู้มาประยุกต์ใช้จัดการกับสารสนเทศอย่างเป็นระบบ
ข. การนำความรูท้ างวทิ ยาศาสตรม์ าประยกุ ต์ใชเ้ พอ่ื ให้เป็นระบบและรวดเรว็
ค. การนำวทิ ยาศาสตรม์ าประยกุ ตใ์ ชเ้ พือ่ สรา้ งหรอื จัดการกบั สารสนเทศอย่างเปน็ ระบบ
ง. การนำความรทู้ างดา้ นวทิ ยาศาสตรม์ าประยกุ ตใ์ ชเ้ พ่อื สร้างหรือจดั การกับสารสนเทศอยา่ งเปน็ ระบบ

2. ไดร้ บั ประโยชน์จากเทคโนโลยสี ารสนเทศดา้ นใดมากที่สดุ
ก. ทำให้เรียนหนังสอื ได้สนกุ ย่ิงขน้ึ
ข. ค้นควา้ หาความร้ไู ดส้ ะดวกยงิ่ ขน้ึ
ค. ไดร้ ับความสนกุ จากการเล่นเกม
ง. ทำให้ทำการบา้ นได้งา่ ย

3. Innovation คอื อะไร
ก. ความคิดสร้างสรรค์
ข. สอื่ หลายมิติ
ค. การเผยแพร่ไอเดยี ใหม่ๆ
ง. นวตั กรรม

4. อินเตอรเ์ นต็ คืออะไร
ก. ระบบเมนเฟรม
ข. ระบบเครอื ขา่ ยที่เชอื่ มโยงกนั หลาย ๆ เครือขา่ ยท่วั โลก
ค. ระบบเครือข่ายเดยี่ ว
ง. ระบบไมโครคอมพวิ เตอร์

5. การเลอื กใชส้ อ่ื การเรียนรตู้ ้องคำนงึ ปจั จัยตา่ งๆ ข้อใดไม่ใช่
ก. เนือ้ หามคี วามถูกตอ้ งและทันสมัย
ข. ภาษาท่ใี ชเ้ ปน็ ไปตามความเหมาะสมของผ้เู รยี น
ค. มคี วามสอดคลอ้ งกับหลกั สตู ร
ง. รปู แบบการนําเสนอทเ่ี ข้าใจง่าย และนา่ สนใจ

6. คอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน คอื ขอ้ ใด
ก. Computer-Assisted Instruction
ข. Learning Packages
ค. Teaching Machine
ง. Interactive Media/Video

7. บทบาทของส่อื การเรียนการสอน คืออะไร
ก. เปน็ ตวั ชว่ ยในการจัดการเรียนการสอนของครู
ข. เปน็ สิ่งอํานวยความสะดวกของครู
ค. เปน็ ส่ิงทท่ี ําให้การเรยี นสนุกสนาน

91

ง. เป็นตัวกลางระหว่างครูและนักเรยี น
8. ขอ้ ใดคอื ความหมายทถี่ กู ตอ้ งท่สี ดุ ของ”นวัตกรรม”

ก. การกระทำท่ไี มเ่ คยมมี ากอ่ น
ข. การกระทำท่รี อ้ื ฟ้ืนมาจากของเดมิ
ค. การกระทำที่เอาแบบอย่างมาจากท่อี ่นื
ง. การกระทำที่ใชแ้ นวคดิ หรอื วธิ ีปฏบิ ตั ใิ หม่ๆเพือ่ แก้ปญั หาและพัฒนางาน
9. ข้อใด”ไมใ่ ช”่ แนวคดิ พน้ื ฐานทก่ี ่อให้เกิดนวัตกรรมการศึกษา
ก. ความแตกต่างระหวา่ งบุคคล
ข. ความพร้อมของผเู้ รียน
ค. เวลาที่ใช้ในการเรยี น
ง. ความทนั สมัยของเทคโนโลยี
10. นวัตกรรมการศกึ ษามคี วามสำคญั ตอ่ การจัดการศึกษาอย่างไร
ก. ลดความสำคัญในตัวผูส้ อน
ข. เพ่มิ ความสำคัญในตวั ผเู้ รียน
ค. เพ่ิมความสำคัญท้งั ในตวั ผู้เรยี นและผ้สู อน
ง. ชว่ ยแกไ้ ขปัญหาและพฒั นาการจดั การศึกษา

11. ข้อใดคือความหมายที่ถกู ตอ้ งท่สี ดุ ของ"นวตั กรรม"
ก. การกระทำที่ไมเ่ คยมีมากอ่ น
ข. การกระทำทร่ี อื้ ฟื้นมาจากของเดมิ
ค. การกระทำทีเ่ อาแบบอย่างมาจากท่อี ่ืน
ง. การกระทำท่ีใชแ้ นวคดิ หรือวธิ ีปฏิบตั ใิ หม่ๆเพื่อแก้ปญั หาและพฒั นางาน

12. ข้อใด"ไมใ่ ช"่ แนวคิดพ้นื ฐานท่ีกอ่ ให้เกิดนวตั กรรมการศึกษา
ก. เวลาท่ใี ช้ในการเรียน
ข. ความพรอ้ มของผ้เู รยี น
ค. ความแตกต่างระหวา่ งบคุ คล
ง. ความทนั สมัยของเทคโนโลยี

13. นวตั กรรมการศึกษามคี วามสำคัญตอ่ การจดั การศึกษาอย่างไร
ก. ลดความสำคัญในตัวผ้สู อน
ข. เพิ่มความสำคญั ในตวั ผเู้ รยี น
ค. เพมิ่ ความสำคญั ทั้งในตวั ผเู้ รียนและผูส้ อน
ง. ช่วยแกไ้ ขปญั หาและพฒั นาการจดั การศึกษา

14. ขอ้ ใดเปน็ นวตั กรรมการศึกษาท่ีเกดิ จากแนวคดิ พืน้ ฐานท่ีตอ้ งการตอบสนองความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล
ก. มหาวทิ ยาลยั เปิด
ข. การเรียนทางไปรษณีย์
ค. การจัดตารางเรียนแบบยดื หย่นุ

92

ง. บทเรยี นคอมพิวเตอร์ชว่ ยการสอน
15. ข้อใดไม่ใช่นวัตกรรมการศกึ ษาทีเ่ กิดจากแนวคดิ พ้ืนฐานด้านการตอบสนองอตั ราการเพ่ิมของประชากร

ก. มหาวทิ ยาลัยเปดิ
ข. การศึกษาทางไกล
ค. โรงเรียนไม่แบ่งช้ัน
ง. การจดั การศกึ ษาผ่านอนิ เทอรเ์ น็ต
16. ข้อใดไมใ่ ช่เกณฑ์ในการพจิ ารณาความเป็น"นวัตกรรม"
ก. ตอ้ งประดิษฐ์ใหมเ่ ทา่ น้นั
ข. ตอ้ งมีการนำวิธรี ะบบมาใช้
ค. ต้องมกี ารพสิ จู น์ดว้ ยการวิจยั
ง. ต้องยังไม่เปน็ สว่ นหนงึ่ ของงานปจั จบุ ัน
17. ขอ้ ใดอธบิ ายความนวัตกรรมการศกึ ษาไดช้ ัดเจนที่สดุ
ก. เปน็ ส่ิงใหมใ่ นวงการศึกษา
ข. มกี ารนำมาใช้อยา่ งเป็นระบบ
ค. มกี ารดำเนนิ งานโดยใชก้ ระบวนการวจิ ยั
ง. ได้รับการพสิ จู น์จนเปน็ ที่ยอมรบั วา่ สามารถแก้ปัญหาและพัฒนาการศึกษาได้
18. นวัตกรรมและเทคโนโลยมี ีความคล้ายคลึงกนั ในดา้ นใด
ก. ความใหม่
ข. ความทนั สมยั
ค. การไดร้ บั ความนิยมอยา่ งแพร่หลาย
ง. มเี ป้าหมายเพ่อื แก้ปัญหาและพัฒนางาน
19. นวัตกรรมและเทคโนโลยีมคี วามแตกต่างกนั ในดา้ นใด
ก. ระบบการใชง้ าน
ข. ประสทิ ธิภาพและประสทิ ธิผล
ค. การแก้ปญั หาและพฒั นางาน
ง. การยอมรับในฐานะเป็นสว่ นหนึง่ ของระบบการใช้งานปัจจบุ นั
20. นวัตกรรมและเทคโนโลยมี ีสว่ นเก่ยี วข้องกนั อยา่ งไร
ก. นวัตกรรมมักเกิดก่อนเทคโนโลยี
ข. เทคโนโลยีมักเกดิ กอ่ นนวตั กรรม
ค. นวตั กรรมจะประสบผลสำเร็จไดต้ อ้ งพง่ึ เทคโนโลยี
ง. นวตั กรรมอาจแปรสภาพเปน็ เทคโนโลยแี ละเทคโนโลยอี าจแปรสภาพเปน็ นวัตกรรมได้

เฉลย
1. ง 2. ข 3. ง 4. ข 5. ข 6. ก 7. ง 8. ง 9. ค 10. ง 11. ง 12. ง 13. ง
14. ง 15. ค 16. ก 17. ง 18. ง 19. ง 20. ง

93

บรรณานกุ รม

กลั ยา อดุ มวทิ ติ . (2537). “เทคโนโลยีสารสนเทศ” Information Research. 1 (ตุลาคม – พฤศจกิ ายน).3
ครรชติ มาลยั วงศ.์ (2535). เทคโนโลยสี ารสนเทศ. กรงุ เทพฯ: ศนู ยเ์ ทคโนโลยีอิเลก็ ทรอนิกส์และคอมพวิ เตอร์

แหง่ ชาติ กระทรวงวทิ ยาศาสตรเ์ ทคโนโลยแี ละการพลังงาน.
จติ ติมา เทยี มบุญประเสรฐิ . (2544). ระบบสารสนเทศเพ่อื การจัดการ. พมิ พ์ครง้ั ที่ 2. กรงุ เทพฯ : โปรแกรมวชิ า

วทิ ยาการคอมพวิ เตอร์ คณะวิทยาศาสตรเ์ ทคโนโลยีสถาบนั ราชภฏั สวนดุสติ .
ชัชวาลย์ วงศ์ประเสรฐิ . (2548). การจัดการความรู้ในองค์กรธุรกิจ. มหาวิทยาลัยทักษิณ. กรุงเทพฯ : เอก็ ซเปอร์

เน็ท, 2548.
ชม ภูมิภาค. (2526). พฤติกรรมศาสตร.์ กรงุ เทพฯ : สารมวลชน.
ไชยยศ เรอื งสุวรรณ. (2521). หลักการทฤษฎีเทคโนโลยีและนวกรรมทางการศึกษา. กาฬสนิ ธุ :ประสาน

การพมิ พ.
ไชยยศ เรืองสุวรรณ. (2526). เทคโนโลยที างการศึกษา (หลักการและแนวปฏบิ ัติ).กรงุ เทพฯ : วฒั นาพานชิ .
ณัฏฐพันธ์ เขจรนันทน์ และไพบลู ย์ เกยี รตโิ กมล. (2545). ระบบสารสนเทศเพอ่ื การจัดการ. พิมพค์ รงั้ ที่ 1.

กรงุ เทพฯ : ซีเอ็ดยเู คชัน่ , 2545.
ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน.์ (2545). ระบบสารสนเทศเพอ่ื การจัดการ. มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา.กรุงเทพฯ :

เอส แอนด์ จี กราฟฟคิ .
นภิ าภรณ์ คำเจริญ.(2545). ระบบสารสนเทศเพอื่ การจัดการ Management Information Systems : MIS.

พมิ พค์ ร้ังที1่ .การจดั การ เอส.พ.ี ซ.ี บุ๊คส.์
บญุ เก้อื ควรหาเวช. (2543). นวตั กรรมและเทคโนโลยที างการศกึ ษา. นนทบุรี: สํานกั พมิ พ SR printing.
ปทีป เมธาคณุ วฒุ ิ. (2544). เทคโนโลยีสารสนเทศเพอื่ การบริหารสถาบนั อุดมศึกษา.กรุงเทพฯ: สำนกั พิมพ์

แหงจุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั .
ประภาวดี สบื สนธ์.ิ (2543). สารสนเทศในบริบทสังคม (พิมพครั้งที่ 2). กรงุ เทพฯ: สมาคมหองสมุดแหง

ประเทศไทย(Bentley 1998 : 58-59)
มาลนิ ี จฑุ ะรพ. (2539). จิตวิทยาการเรียนการสอน. กรงุ เทพฯ : อกั ษราพพิ ฒั น.
ราชบณั ฑติ ยสถาน. (2539). พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2525. กรุงเทพฯ: อกั ษรเจริญทศั น.
รวิ (Ryu, 2007). หัวหน้าศนู ย์โมบายคอมพิวติ้ง (Centre for Mobile Computing). ทม่ี หาวิทยาลัยแมสซี่ เมอื ง

โอ๊คแลนด์ ประเทศนวิ ซีแลนด.์
เลาดอน, จนี ส. (2546). ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ. (สัลยทุ ธ สวางวรรณ, แปล). กรงุ เทพฯ .เพียรสนั เอน็

ดูเคช่ัน อนิ โดโชนา.
วาสนา ชาวหา. (2522). เทคโนโลยีทางการศกึ ษา Educational Technology. กรงุ เทพฯ : อักษรสยามการ

94

พมิ พ.์
สชุ าดา กรี ะนนั ท์. (2541). เทคโนโลยสี ารสนเทศ: ขอ้ มลู ในระบบสารสนเทศ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์

มหาวทิ ยาลัย.
Geddes. (2006). Mobile learning in the 21st century: benefit for learners. Retrieved April 11, 2007,

from http://knowledgetree.flexiblelearning.net.au/edition06/download/geddes.pdf
Haag, S., Cummings, M., & Dawkins, J. (2000). Management information systems for the

Information age. 2 nd ed. New York : McGraw-Hill.
Laudon, K.C. & Laudon, J.P. (1998). Management information systems : New approachs

to organization and technology. (5 th ed.). Englewood Cliff NJ : Prentice Hall.
McLeod, R. Jr. & Schell, G. (2001). Management information systems. 8th ed. Upper

Saddle River. NJ: Prentice-Hall, Inc.
https://www.gotoknow.org/posts/495245

http://kurdakata.blogspot.com/2015/01/addie.html

https://sites.google.com/site/nwatkrrmkarsuksa/

https://www.gotoknow.org/posts/384909

https://www.gotoknow.org/posts/342148

https://www.gotoknow.org/posts/554272

95


Click to View FlipBook Version