The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ครูกรรณิกา นันชัย ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านขุนกำลัง สพป.พะเยา เขต 2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thongchai.t, 2021-08-31 11:51:19

ครูกรรณิกา นันชัย ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านขุนกำลัง

ครูกรรณิกา นันชัย ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านขุนกำลัง สพป.พะเยา เขต 2

แบบประวตั ิและผลงาน

ครดู ีในดวงใจ
Wค”รงWั้ ท่ี 1W9 พW.ศ.2565

นางกรรณิกา นันชยั

ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชานาญการพิเศษ

โรงเรยี นบา้ นขุนกาลงั อาเภอปง จงั หวดั พะเยา
สงั กดั สานกั งานเขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาพะเยาเขต 2
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน กระทรวงศกึ ษาธิการ

ตอนที่ 3 ผลงานที่สาคญั โดยย่อ เพอ่ื นาไปจดั พิมพใ์ นหนังสืออิเลก็ ทรอนิกส์ “ครดู ีในดวงใจ”

ช่ือผลงาน นวตั กรรมเพอ่ื การเรยี นการสอน “บทเรยี นสาเรจ็ รปู ชนิดของคาในภาษาไทย”

ชอ่ื นางกรรณิกา นนั ชยั
โรงเรยี น บา้ นขนุ กาลงั สานกั งานการศกึ ษาประถมศกึ ษาพะเยา เขต 2
อาเภอ ปง จงั หวดั พะเยา
หมายเลขโทรศพั ทท์ ต่ี ดิ ต่อไดส้ ะดวก 081 - 0293382
อดุ มคติในการทางาน

“ความพยายาม คอื บอ่ เกดิ ของความสาเรจ็ ”
1. อดุ มการณ์ หลกั การปฏิบตั ิตน/ครองคน/ครองงาน

การครองตน ขา้ พเจา้ ปฏบิ ตั ติ นอย่ใู นระเบยี บวนิ ัยและเป็นแบบอย่างทด่ี ีของสงั คมอยู่เสมอไม่

ว่าจะเป็นสงั คมครอบครวั สงั คมในทท่ี างาน และสงั คมในชุมชนทวั่ ไป สานึกอยู่เสมอว่าอาชพี ครูต้อง
เป็นตวั อย่างทด่ี ใี หก้ บั ลูกศษิ ย์ เพอ่ื นครูและบุคคลทวั่ ไปโดยยดึ ถอื แนวปฏบิ ตั ใิ นจรรยาบรรณวชิ าชพี ครู
รกั และเมตตาศษิ ยใ์ หค้ วามเสมอภาคตอ่ ทกุ คน ไมเ่ อาเปรยี บผอู้ ่นื รกั และหวงั ดตี ่อศษิ ย์ เพอ่ื นครูและบุ
คลทวั่ ไปอย่างไม่มเี ง่อื นไขใดๆ การมบี ุคลกิ ภาพดี เหมาะสมกบั การเป็นครู แต่งกายสะอาดถูกตอ้ งตาม
ระเบยี บของทางราชการกาหนด การวางตนถูกต้องตามกาลเทศะ มอี ุปนิสยั รา่ เรงิ แจ่มใส อ่อนน้อมถ่อม
ตน ไม่เคยเอาเปรยี บผอู้ ่นื รบั ฟังความคดิ เหน็ ของผอู้ น่ื มาปรบั ปรุงตนเองและในการปฏบิ ตั งิ านใหด้ ยี ง่ิ ขน้ึ
อีกทงั้ ยงั มีมนุษยสมั พนั ธ์ดี ให้ความเป็นกนั เองกับผู้อ่ืนได้ใช้เหตุผลในการตัดสนิ ใจ ยกย่องชมเชย
นกั เรยี น เพ่อื นครูเม่อื บุคคลนัน้ ประพฤตติ นไดถ้ ูกต้องและประสบผลสาเรจ็ สามารถทางานร่วมกบั ผอู้ ่นื
ได้ทุกกลุ่ม ทุกเพศ และทุกวยั อกี ทงั้ มคี วามเอ้อื เฟ้ือเผ่อื แผ่วางตวั ในการเป็นผู้นา ผู้ตามท่ดี ี และเป็น
ผใู้ ห้ ผูร้ บั ท่ดี ี มหี ลกั ในการทางานคอื ความบรสิ ุทธยิ์ ุตธิ รรมและทางานอย่างโปร่งใส ปราศจากอคติ ยดึ
ประโยชน์ของเดก็ นกั เรยี นและสว่ นรวมเป็นทต่ี งั้ และยดึ มนั่ ในหลกั คุณธรรม จรยิ ธรรม ในการดาเนนิ ชวี ติ

การครองคน ขา้ พเจา้ ไดย้ ดึ หลกั คณุ ธรรม จรยิ ธรรม ในการอยรู่ ว่ มกบั ผอู้ น่ื เป็นหลกั กลา่ วคอื

1. ใหค้ วามเมตตาต่อผดู้ อ้ ยกว่าหรอื อายุน้อยกว่า ช่วยเหลอื เกอ้ื กูลในสงิ่ ทต่ี นเอง
พงึ จะช่วยไดใ้ นทุกโอกาสไม่ว่าจะเป็นกาลงั กายหรอื กาลงั ทรพั ย์ ไม่เลอื กทร่ี กั มกั ทช่ี งั ใหค้ าปรกึ ษาทด่ี มี ี
น้าใจชว่ ยงานไดท้ ุกเม่อื

2. กบั ผใู้ หญ่ ขา้ พเจา้ ใหค้ วามเคารพนบน้อม อ่อนน้อมถ่อมตน รจู้ กั ไปลามาไหว้
ใหเ้ กยี รตผิ ใู้ หญ่อย่เู สมอ มสี มั มาคารวะ รกู้ าลเทศะ สง่ิ ไหนควรหรอื ไม่ควร

3. กบั นักเรยี น ขา้ พเจา้ ใหค้ วามรกั กบั ทกุ คนอย่างเท่าเทยี มกนั ไม่เลอื กทร่ี กั มกั ท่ี
ชงั เปรยี บเสมอื นเป็นลูกของตนเองทุกคน ให้การช่วยเหลอื ทุกเร่อื ง เป็นทงั้ เพ่อื น เป็นทงั้ พแ่ี ละเป็นทงั้
พ่อและแม่ในเวลาเดียวกนั ให้ความรกั และความเมตตา ความอบอุ่นเสมอเหมอื นอยู่กบั พ่อแม่ท่ีบ้าน
ดแู ลเอาใจใสเ่ ป็นอย่างดใี หส้ มกบั ทผ่ี ปู้ กครองไดไ้ วว้ างใจตลอดเวลาทอ่ี ยโู่ รงเรยี น

การครองงาน ข้าพเจ้าได้ปฏิบตั ิหน้าท่อี ย่างวริ ยิ ะอุตสาหะ มานะพากเพยี รไม่ว่าจะเป็นงาน

หนกั กต็ ้องปฏบิ ตั ใิ หบ้ รรลุตามวตั ถุประสงค์ มงุ่ มนั่ ในการทางานอย่างเตม็ ศกั ยภาพ ไม่ย่อทอ้ ต่องานทท่ี า

แสวงหาความรูเ้ พ่อื นามาเสรมิ ในการทางานอยู่เสมอ ได้นาแนวพระราชดารขิ องพระบาทสมเดจ็ พระ
เจา้ อยหู่ วั รชั กาลท่ี 9 ผเู้ ป็น “ครแู ห่งแผน่ ดนิ ” มาเป็นแบบอยา่ งในการดาเนินชวี ติ และการทางาน

จากการทข่ี า้ พเจา้ ไดป้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั ทิ ก่ี ล่าวมาขา้ งตน้ ทาใหข้ า้ พเจา้ ไดร้ บั รางวลั “ครดู ขี อง
แผน่ ดนิ ขนั้ พน้ื ฐาน” โครงการเครอื ขา่ ยครดู ขี องแผ่นดนิ เจรญิ รอยตามเบอ้ื งพระยุคคลบาท ณ วนั ท่ี 16
มกราคม 2562 (เอกสารอา้ งองิ ภาคผนวก ฉ เกยี รตบิ ตั รผลงานครู หน้า 207)

2. กระบวนการ แนวทางการปฏิบตั ิงาน/วิธีการจดั การเรียนการสอน / ปัญหาที่พบ/วิธีการ
แก้ปัญหาที่ทาให้เกิดผลงานดีเด่น ความสาเรจ็ และเป็นที่ประจกั ษ์

จากการจดั การเรยี นการสอนในกลุ่มสาระภาษาไทย ระดบั ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 4 – 6 มานาน
หลายปี พบว่า ผลการเรยี นทม่ี ผี ลสมั ฤทธทิ์ อ่ี ย่ใู นระดบั ปรบั ปรุง คอื สาระท่ี 4 หลกั และการใชภ้ าษาไทย
ขา้ พเจา้ ตระหนกั ดวี ่าการสอนทจ่ี ะใหม้ คี ุณภาพไดจ้ ะตอ้ งมสี อ่ื การสอนทท่ี นั สมยั และเหมาะกบั ตวั นกั เรยี น
สอ่ื ไม่ยากและไม่ง่ายเกนิ ไปต้องเหมาะกบั ตวั ผเู้ รยี นดว้ ย นักเรยี นสามารถเรยี นรไู้ ดด้ ว้ ยตนเอง ไม่เบ่อื ท่ี
จะเรยี น จงึ ไดค้ ดิ และสรา้ งนวตั กรรมบทเรยี นสาเรจ็ รูป ชนิดของคาในภาษาไทย ขน้ึ มาใชส้ อน

วตั ถปุ ระสงคห์ ลกั ของนวตั กรรม “บทเรยี นสาเรจ็ รปู เร่อื ง ชนิดของคาในภาษาไทย” ทข่ี า้ พเจา้ ได้
สร้างข้ึนน้ีคือ เพ่ือยกระดับความสามารถด้านการใช้คาในภาษาไทยได้อย่างถูกต้องและเพ่ือเพ่ิม
ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นวชิ าภาษาไทยให้สูงขน้ึ ผูป้ กครองมสี ่วนร่วมในการพฒั นาศกั ยภาพด้านการ
อ่านเขียนและการใช้คาในภาษาไทยของนักเรยี น และนักเรยี นมเี จตคติท่ีดีในการเรยี นรู้แท้จรงิ ผ่าน
ประสบการณ์ดว้ ยตนเอง และเพ่อื พฒั นาชุดกจิ กรรม “บทเรยี นสาเรจ็ รูป เร่อื ง ชนิดของคาในภาษาไทย”
ให้มปี ระสทิ ธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80 ซ่งึ สอดคล้องกบั สภาพปัญหา การใชค้ าในภาษาไทยของนักเรยี น
กล่าวคอื จากการการวดั และประเมนิ ผล “ความสามารถในการอา่ น การเขยี น การคดิ วเิ คราะหแ์ ละการใช้
คาในภาษาไทย” ของนักเรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 4 – 6 ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2560 - 2563 ของ
โรงเรยี นบา้ นขุนกาลงั ซง่ึ ใชแ้ บบวดั ความสามารถในการใชค้ าในภาษาไทย โดยสถาบนั ภาษาไทย สานกั
วชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
พบว่า ยงั มนี ักเรยี นสว่ นหน่ึงทอ่ี ย่รู ะดบั พอใชแ้ ละปรบั ปรุง อกี ทงั้ ยงั มีนกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 4 – 6
ยงั ใช้คาในภาษาไทยไม่ถูกต้อง จงึ จาเป็นต้องได้รบั การส่งเสรมิ ด้านการใช้คาในภาษาไทยให้ถูกต้อง
เพอ่ื จะไดน้ าไปใชใ้ นประโยคเพอ่ื การสอ่ื สารในชวี ติ ประจาวนั ใหถ้ ูกตอ้ งดว้ ย

ความสมบูรณ์ในเนื้อหาสาระของนวตั กรรม

ในการสร้างและพัฒนานวัตกรรม “บทเรียนสาเร็จรูป เร่อื ง ชนิดของคาในภาษาไทย” น้ีมี
การศกึ ษาหลกั วชิ าการเก่ยี วกบั กระบวนการจดั การเรยี นรู้ และหลกั วชิ าภาษาไทยอา้ งองิ ในการจดั ทา
ทฤษฎีท่ใี ช้ในการสรา้ งกระบวนการเรยี นรู้ คอื หลกั การใช้ภาษาไทยท่ใี ชใ้ นกระบวนการผลติ ส่อื ตาม
หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

ความถกู ต้องตามหลกั วิชาการ

ในการสรา้ งและพฒั นานวตั กรรม บทเรียนสาเรจ็ รปู ชนิดของคาในภาษาไทยเป็นส่อื ท่ผี า่ นการ
ศกึ ษาวจิ ยั แล้วอย่างสมบูรณ์และเหมาะสมสาหรบั ใหผ้ ู้เรยี นใช้เพ่อื การเรยี นรูด้ ้วยตนเอง ประกอบด้วย

สาระการเรยี นรทู้ ่คี รบถ้วนและสมบูรณ์ ผูเ้ รยี นสามารถเรยี นรูแ้ ละสามารถตรวจสอบผลการเรยี นรู้ดว้ ย
ตนเอง “บทเรยี นสาเรจ็ รปู เร่อื ง ชนิดของคาในภาษาไทย” น้ีมกี ระบวนการพฒั นา เน้ือหาสาระ ขนั้ ตอน
การดาเนินกจิ กรรมถูกต้องตามหลกั วชิ าการโดยผ่านการตรวจสอบความถูกต้องตามหลกั วชิ าการจาก
ผูเ้ ช่ยี วชาญจานวน 3 ท่าน เพ่อื ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของเน้ือหา และตรวจสอบความเหมาะสม
ของแบบประเมินต่างๆ ด้วย ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของบทเรียนสาเร็จรูปชนิดของคาใน
ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 โรงเรยี นบ้านขุนกาลัง อาเภอปง
จงั หวดั พะเยา โดยมปี ระสทิ ธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80ได้ประสทิ ธภิ าพ ( E1 / E2 ) เท่ากบั 85.11/83.60
ซง่ึ สูงกว่าเกณฑ์ทไ่ี ดก้ าหนดไว้ นกั เรยี นมคี วามพงึ พอใจต่อการเรยี นดว้ ยบทเรยี นสาเรจ็ รปู ชนิดของคา
ในภาษาไทย อย่ใู นระดบั มากทส่ี ุด (ค่าเฉล่ยี เท่ากบั 4.78) จากความพงึ พอใจในการเรยี นดว้ ยบทเรยี น
สาเรจ็ รูปพบว่า นักเรยี นรู้สกึ ภูมใิ จท่ไี ด้เรยี นบทเรยี นสาเรจ็ รูปชนิดของคาในภาษาไทยด้วยตนเองจน
สาเรจ็ ในการเรยี นบทเรยี นสาเรจ็ รูปชนิดของคาในภาษาไทย นักเรยี นจะติดตามเน้ือเร่อื งด้วยความ
สนใจ เรยี นรชู้ นิดของคาในภาษาไทยทาใหเ้ ป็นคนฉลาดรอบรู้ และนาไปใช้กบั สถานการณ์ไดถ้ ูกต้อง
นักเรยี นชอบทากิจกรรมในบทเรยี นสาเรจ็ รูปท่คี รูนามาสอนและสนุกสนานกบั การเรยี นด้วยบทเรยี น
สาเรจ็ รปู

บทเรยี นสาเรจ็ รูปไดแ้ นวคดิ มาจากจติ วทิ ยาการเรยี นรตู้ ามแนวคดิ ของสกนิ เนอร์ (Skinner)
ซง่ึ เป็นนกั จติ วทิ ยาแหง่ มหาวทิ ยาลยั ฮารว์ ารด์ ผไู้ ดร้ บั การยกย่องวา่ “เป็นบดิ าของบทเรยี นสาเรจ็ รปู ยุค
ใหม”่ โดยอาศยั ทฤษฎกี ารเรยี นรเู้ กย่ี วกบั เงอ่ื นไขการตอบสนอง (The Principle of Operant
Conditioning) แนวคดิ น้ไี ดร้ บั ความสนใจจากนกั การศกึ ษาอย่างกวา้ งขวางและไดน้ าแนวคดิ มาสรุป
เกย่ี วกบั ลกั ษณะของบทเรยี นสาเรจ็ รูป ถวลั ย์ มาศจรสั และคณะ (2551 : 20) ไดก้ ล่าวถงึ ลกั ษณะสาคญั
ของบทเรยี นสาเรจ็ รปู สรุปได้ ดงั น้ี

1. เน้อื หาวชิ าถกู แบ่งออกเป็นขนั้ ตอนย่อย ๆ เรยี กวา่ “กรอบ” (Frames) และกรอบ
เหลา่ น้จี ะเรยี งลาดบั จากงา่ ยไปหายาก โดยมขี นาดแตกตา่ งกนั ตงั้ แต่ประโยคหน่งึ จนถงึ ขอ้ ความเป็น
ตอน ๆ เพอ่ื ใหผ้ เู้ รยี นไดไ้ ปทลี ะน้อย จากสงิ่ ทร่ี แู้ ลว้ ไปสคู่ วามรเู้ ป็นการเรา้ ความในใจไปในตวั

2. ภายในกรอบแตล่ ะกรอบจะตอ้ งใหน้ กั เรยี นมกี ารตอบสนอง เช่น ตอบคาถามหรอื
เตมิ ขอ้ ความลงในชอ่ งว่าง ทาใหน้ กั เรยี นแตล่ ะคนเกดิ ความเขา้ ใจในเน้อื หาทไ่ี ดจ้ ากการมสี ว่ นรว่ มใน
กจิ กรรม ตา่ ง ๆ ของบทเรยี น

3. นกั เรยี นทไ่ี ดร้ บั การเสรมิ แรงยอ้ นกลบั ทนั ที คอื จะไดร้ บั ทราบคาตอบทถ่ี ูกตอ้ งทนั ที
ซง่ึ ทาใหน้ กั เรยี นทราบวา่ คาตอบของตนถกู หรอื ผดิ และสามารถแกไ้ ขความเขา้ ใจผดิ ของตนเองได้
ทนั ที

4. การจดั เรยี งลาดบั หน่วยย่อย ๆ ของบทเรยี นต่อเน่อื งกนั ไปตามลาดบั จากงา่ ยไปหายาก
การนาเสนอเน้อื หาในแต่ละกรอบควรลาดบั ขนั้ ของเร่อื งใหช้ ดั เจน เพอ่ื ใหง้ า่ ยตอ่ การเขา้ ใจและทาให้
ผเู้ รยี นตอบสนองเรอ่ื งนนั้ โดยตรง

5. ผเู้ รยี นปฏบิ ตั หิ รอื ตอบคาถามแตล่ ะกรอบไปตามวธิ ที ก่ี าหนด
6. ผเู้ รยี นค่อย ๆ เรยี นเพมิ่ เตมิ ขน้ึ เร่อื ย ๆ ทลี ะขนั้

7. ผเู้ รยี นมโี อกาสเรยี นดว้ ยตนเอง โดยไม่จากดั เวลา การใชเ้ วลาศกึ ษาบทเรยี นนนั้
ขน้ึ อยกู่ บั ความสามารถของผเู้ รยี น

8. บทเรยี นสาเรจ็ รูปไดต้ งั้ มุง่ หมายเฉพาะไวแ้ ลว้ มผี ลทาใหส้ ามารถวดั ไดว้ ่าบทเรยี น
นนั้ ๆ ไดบ้ รรลุเป้าหมายหรอื ไม่

9. บทเรยี นสาเรจ็ รปู ยดึ ผเู้ รยี นเป็นศูนยก์ ลาง คอื ตอ้ งคานึงถงึ ผเู้ รยี นเป็น
เกณฑ์ จะตอ้ งเอาบทเรยี นทเ่ี ขยี นแลว้ ไปทดลองใชก้ บั ผทู้ ส่ี ามารถใชบ้ ทเรยี นนนั้ ได้ เพอ่ื แกไ้ ข
จุดบกพรอ่ งและปรบั ปรุงใหส้ มบรู ณ์ กอ่ นทจ่ี ะนาไปใชจ้ รงิ

10. การออกแบบเน้อื หาและสาระการเรยี นรอู้ อกเป็นกรอบ (Frame) ซง่ึ เน้อื หาและ
สาระการเรยี นรดู้ งั กล่าวนนั้ จะนามาจดั เป็นหน่วยการเรยี นรยู้ อ่ ย ๆ แลว้ บรรจุ เน้อื หาสาระการเรยี นรู้
หน่วยย่อย ๆ ดงั กลา่ วลงในกรอบแตล่ ะกรอบใหม้ คี วามสมั พนั ธ์ และเรยี งลาดบั เน้อื หาจากงา่ ยไปหายาก

การสร้างบทเรยี นสาเรจ็ รปู ชนิดของคาในภาษาไทย กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย
ชนั้ ประถมศกึ ษาปี ที่ 6

เลอื กเน้อื หาชนดิ ของคาในภาษาไทย ใหเ้ หมาะกบั ระดบั ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6

ตงั้ จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ โดยใชบ้ ทเรยี นสาเรจ็ รปู (รายหน่วย)

เขยี นคาชแ้ี จงและวธิ เี รยี นบทเรยี นสาเรจ็ รปู

นาเน้อื หามาเขยี นเป็นบทเรยี นสาเรจ็ รปู แยกหน่วย

กาหนดกรอบกจิ กรรมการเรยี นรใู้ นบทเรยี นสาเรจ็ รปู แต่ละหน่วย กจิ กรรมการเรยี นรใู้ นแตล่ ะ
กรอบ (กรอบเน้อื หา , คาถาม ,คาตอบ) เขยี นดว้ ยถอ้ ยคาทช่ี ดั เจนถกู ตอ้ งตามหลกั การใช้

ภาษาไทย
การวดั ผลประเมนิ ผล

ใหผ้ เู้ ชย่ี วชาญตรวจสอบความถกู ตอ้ งของเน้อื หา จุดประสงค์ ภาษาท่ี
ใช้

นาไปใช้

บทเรยี นสาเรจ็ รปู ทข่ี า้ พเจา้ ไดส้ รา้ งและพฒั นาเป็นแบบเสน้ ตรง (Linear Programming) เป็น
บทเรยี นทน่ี าเสนอเน้อื หาทลี ะน้อยบรรจุในกรอบตอ่ เน่อื งกนั ตามลาดบั จากกรอบทห่ี น่งึ ไปยงั กรอบท่ี
สองจนถงึ กรอบสุดทา้ ยตามลาดบั โดยเรยี งลาดบั เน้อื หาจากง่ายไปหายาก สงิ่ ทเ่ี รยี นจากกรอบแรกๆ จะ
เป็นพน้ื ฐานสาหรบั กรอบกดั ไปผเู้ รยี นจะตอ้ งเรยี นตามลาดบั ทลี ะกรอบตอ่ เน่อื งกนั ไปตงั้ แต่กรอบแรก
จนถงึ กรอบสุดทา้ ยโดยไม่ขา้ มกรอบใดกรอบหน่งึ เลย จะสรา้ งตามแบบดงั น้ี

กรอบท่ี กรอบท่ี กรอบท่ี กรอบท่ี กรอบท่ี
1 2 3 4 5

แผนผงั บทเรยี นสาเรจ็ รูปแบบเสน้ ตรง

สว่ นประกอบของบทเรยี นสาเรจ็ รปู ชนดิ ของคาในภาษาไทยทงั้ 7 ชนิด

ประกอบดว้ ย

1. ปก
2. คานา
3. บทบาทในการใชบ้ ทเรยี นสาเรจ็ รปู สาหรบั ครู
4. ขอ้ ปฏบิ ตั ใิ นการใชบ้ ทเรยี นสาเรจ็ รปู สาหรบั
นกั เรยี น
5. สาระสาคญั การเรยี นรู้
6. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
7. การแบ่งเน้อื หาเวลาเรยี น
8. แบบทดสอบกอ่ นเรยี น
9. เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น
10. กรอบเน้อื หา และคาถามทา้ ยกรอบ
11. คาตอบประกอบเน้อื หาทา้ ยกรอบแต่ละกรอบ
12. ใบกจิ กรรมทา้ ยชวั่ โมงระหว่างเรยี นและเฉลย
กจิ กรรม
13. แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธหิ์ ลงั เรยี น
14. เฉลยแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธหิ์ ลงั เรยี น
15. บรรณานุกรม

กจิ กรรมการเรยี นรขู้ องบทเรยี นสาเรจ็ รปู แบบเสน้ ตรง

การเรยี นรตู้ ามบทเรยี นสาเรจ็ รูปแบบเสน้ ตรง ผเู้ รยี นจะเรมิ่ ตน้ กจิ กรรมการเรยี นรู้ ในกรอบเน้อื หา
สาระการเรยี นรทู้ ่ี 1-2-3-4 หรอื มากกว่าน้ตี ามลาดบั ต่อเน่อื งกนั ไปจนถงึ กรอบเน้อื หาสาระสุดทา้ ย ซง่ึ
เป็นกรอบจบ มคี าถามเสมอว่าการเรยี นรตู้ ามบทเรยี นสาเรจ็ รปู จะเรยี นรู้ ขา้ มกรอบไดห้ รอื ไม่
คาตอบกค็ อื ไมไ่ ด้ เพราะผสู้ อนไดอ้ อกแบบเน้อื หาสาระการเรยี นรูจ้ ากง่าย ไปหายาก ซง่ึ เน้อื หา
ทงั้ หมดจะสานสมั พนั ธต์ ่อเน่ืองกนั ไป ถา้ ขา้ มกรอบการเรยี นรกู้ รอบใด กรอบหน่งึ เน้อื หาสาระจะขาด
หายไป การเรยี นรกู้ จ็ ะไมเ่ ป็นไปตามวตั ถุประสงคท์ ก่ี าหนดไว้ ลกั ษณะเด่นของบทเรยี นสาเรจ็ รปู แบบ
เสน้ ตรงกค็ อื ผเู้ รยี นเก่งจะเรยี นรไู้ ดเ้ รว็ และจบเรว็ การทาบทเรยี นกง็ า่ ย เพราะแต่ละกรอบสาระการ
เรยี นรจู้ ะบรรจเุ น้อื หาสาระไมม่ ากนกั

ขอ้ ดีของบทเรยี นสาเรจ็ รปู
บญุ เกอ้ื ควรหาเวช (2543 : 27) กล่าวถงึ ขอ้ ดขี องบทเรยี นสาเรจ็ รูป สรุปไดด้ งั น้ี

เน้ือหาสาร1ะ.กผารเู้ รเรยี ียนนมรโูี้ทอี่ ก1-า2ส-3เร-4ยี นหรรดู้ือว้มยากตกนวเอา่ นง้ีตแามลละดาดาบัเนติน่อกเนา่ือรไงปกนัตไามปคจนวาถมึงสการมอบารเนถ้ือขหองาสตนารเะปส็นุดทา้ ย
รกาายรบตอุคกสซเบคร่็คึงมัีสลยเอืนไนพปดไ็อรนันมมู้้กงธกไ่าต็จ์ตรดกะอ่ 234่ออ้ไขค...บเเมนน้พึวจเ่สชชื่อารปบง่มว่ว่งา็นเะกยยแสมไผนัแปตรปีคสู้กไรกมิ าตอปะป้ตผถาหนัญาา่เมู้ ถรยไมงวหยีดาด้รัเตัสขานะอ้เถวกาหม้ใอุมปลหาอวกการรว่าร้แขใะรจูงา้่ บนอสกาบกั บกดบางุคกรเคาแกนคาเรท์คราร้ลือสีรยแลี่กหอเนสนารเนาหีรวยปคสูข้ตนงน็รนาหอาไูรดรอมงูด้ากะไยคบดร้กว่ารทอว้า้งลูรยบเดรกัเทตใรียีษดีานยนณในเสหอะรกาค้งูเ้จรเดรราอ่น็จมูกบรขงโี ูหปอ่าอยกนจงบะ่าึงเไสทรเปนใียเหร้หือนียค้หารนวยู้าสาาสขกมาาา้เสรรมซะ็นจก่ึงจรใรเูะจปนอขดแ้ือบาแูบหดไลบาดหผทเห้าสเู้้งัยรรน้หไยืีอตปมนไรดมเงปกจ่ก็าะนค็ครสาือตานอบ

ผเู้ รียนเก่ง5จ.ะเรผียเู้ นรยีรูน้ไดไดเ้ รเ้็วรแยี ลนะรจเู้ ปบ็เนรข็วนั้ กตาอรนททาบลี ทะนเร้อียยนแกล็งะ่าทยรเาพบรผาละแกตาล่รเะรกยี รนอขบอสงาตรนะเกอางรเรียนรู้จะบรรจุ
ทกุ ขนั้ ตเนอ้ือนหาผสเู้ รารยี ะนไสมา่มมาากรนถกัศกึ ษาบทเรยี นเวลาใดกไ็ ดต้ ามความสนใจ

6. ผเู้ รยี นสามารถแกไ้ ขความเขา้ ใจผดิ ของตนเองได้ ตามความพอใจ
7. ผทู้ ข่ี าดเรยี นมโี อกาสเรยี นดว้ ยตนเองเพอ่ื ใหต้ ามผอู้ ่นื ไดท้ นั
เปแบ็นบกโาปรกเซนตร่็คึง้ือแอเอื ปหกบไ็นารมสสมก่ไนารไดอรว12ทอ้ งะด..้บศเิ คพกงัจนกเเวารนบปปาาราา้ีร็็เนนมะรเมผรแววีแยีีคยสธธูขิิ้นตนาสสีีมอกรถรออูน้ทณตาู้ตนน่ีไม่าี1าททดงเ-มส(ร2อ้สช่่ีี2บะม-อง่5่ว3หทอเก4ย-สว4เว4แใรร่าา่หีบหยมิก:งนผ้บรบใา1ืเู้อหสรเ0ุครนเมาผ้4ยรีค้ือเาี)ยเู้รนลกหร็นจรยีกไารราดนสวูปู้ตยาก่้ศาแาบนรลกมึบคุ้ะีต่าษบบกคาวทาเมาลถสดรเลงรึ้นเว้ ราีขยสตยีดยนอ้ารตนบั ดมสงนตรขีาาู้จผเ่อเรออราเู้เถงร็จนกงีเกยรงื่อรนูปา่ายีงรยจจกนสะะนัรอเเไรไู้ไรนป่ิดีมยปโหนต้ตจดานาร้นยยูม้ กถใาคชิจขึงกวกกบ้า้ ามรรซทมอรก่ึงเมสบรรเนยากีอเน้ือมนาบ้ืรหอาไเรหารดถทียาห้ ขส้นงั รหอารือรูง้มไะตดมสในจ่นุดะคกทสาราต้าอยนอบบ
สัมพนั ธ์ต3อ่ .เนเื่อปง็นกวนั ธิไสีปอนถทา้ ขช่ี า้ ว่ มยกลรดอภบากราะรคเรรียู นแรลู้กะรชอว่ บยใแดกป้ กัญรอหบากหานร่ึงขเานด้ือแหคาลสนาคระรูจะขาดหายไป การ
เรียนสรูวุ้กทิ็จะยไ์ มมเ่ ปลู ็คนาไปแตลาะมสวุนตั นั ถทุปาระสสนุ งคทท์รปี่การหะเนสดรฐไิ ว(้2ล5กั 5ษ0ณ:ะ9เด8่น) ขไอดงก้ บลท่าเวรีถยนงึ ขสอ้าดเรขี็จอรูปงกแาบรบใชเสบ้ น้ ทตเรรยงี กนค็ ือ
สาเรจ็ รผปู เู้ไรวียด้นงัเกน่ง้ี จะเรียนรู้ไดเ้ ร็วและจบเร็ว การทาบทเรียนก็งา่ ย เพราะแตล่ ะกรอบสาระการเรียนรู้จะบรรจุ
เน้ือห1า.สผาเู้รระยี ไนมมม่ โี าอกกนากั สเรยี นดว้ ยตนเอง และเรยี นไปตามความสามารถของตนเอง ตอบสนอง
ความแตกตา่ งระหว่างบคุ คล เดก็ ทเ่ี รยี นชา้ มเี วลาไดศ้ กึ ษามากขน้ึ และเดก็ ทเ่ี รยี นเรว็ ใชเ้ วลาศกึ ษา

น้อย มโี อกาสใชเ้ วลาทางานอย่างอ่นื ไม่ตอ้ รอคนทเ่ี รยี นชา้ และชว่ ยใหค้ รเู หน็ ความแตกตา่ งของ
นกั เรยี นมากขน้ึ

2. ช่วยกระตนุ้ ใหผ้ เู้ รยี นอยากเรยี น เพราะมกี ารเรา้ ใหต้ อบโดยทต่ี อบผดิ กไ็ ม่มผี อู้ น่ื เยาะเยย้
เพราะไม่มใี ครทราบและเม่อื ตอบผดิ แลว้ กส็ ามารถแกไ้ ขความเขา้ ใจผดิ ไดท้ นั ที โดยสามารถทบทวนได้
หลายครงั้

3. ช่วยแกป้ ัญหาขาดแคลนครเู พราะครคู นเดยี วอาจใชบ้ ทเรยี นสาเรจ็ รปู สอนผเู้ รยี นไดห้ ลาย
กลุ่ม

4. เป็นการฝึกวนิ ยั ในตนเองเพราะผเู้ รยี นจะตอ้ งเรยี นรแู้ ละประเมนิ ผลตนเอง
สรุปไดว้ ่า บทเรยี นสาเรจ็ รปู เป็นสอ่ื เทคโนโลยที างการศกึ ษาชนิดหน่ึงทน่ี กั เรยี นสามารถ

เรยี นไดด้ ว้ ยตนเองตามความสามารถและความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล เรยี นไดต้ ามลาพงั เป็นกลมุ่ หรอื
รายบุคคลเป็นการสรา้ งประสบการณ์การเรยี นรใู้ หแ้ ก่นักเรยี นอย่างกวา้ งขวางเป็นการเน้นกระบวนการ
เรยี นรมู้ ากกวา่ เน้อื หา นกั เรยี นสามารถตรวจสอบวดั ประเมนิ ผลความรขู้ องตนเองไดท้ งั้ ก่อนเรยี นและ
หลงั เรยี นดว้ ย

รูปภาพ การจดั พมิ พร์ ปู เล่มนวตั กรรมบทเรยี นสำเร็จรูป “ชนิดของคำในภาษาไทย”

การต่อยอดและการพฒั นานวตั กรรม “บทเรียนสาเรจ็ รปู ชนิดของคาในภาษาไทย”
จากการทน่ี กั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 ไดเ้ รยี นรดู้ ว้ ยตนเองจากบทเรยี นสาเรจ็ รูป เร่อื ง

ชนิดของคาในภาษาไทย ซง่ึ บทเรยี นจะมลี กั ษณะทม่ี ตี วั ละครดาเนินเร่อื งในแตล่ ะกรอบทใ่ี หค้ วามรู้ และ
ยงั มตี วั ละครเสรมิ ซง่ึ เป็นผเู้ รยี นรรู้ ่วม ตลอดจนการทากจิ กรรมในแตล่ ะกรอบกจ็ ะมตี วั ละครกาหนดไวท้ งั้
คาถามและคาตอบ ทาใหก้ ารเรยี นรสู้ นุกสนานเพลดิ เพลนิ ไปกบั การเรยี นรู้ อยากเรยี นรอู้ ย่ตู ลอดเวลา
ทาใหเ้ กดิ แนวคดิ ทจ่ี ะใชค้ าในภาษาไทยทงั้ 7 ชนดิ น้ีมาใชใ้ นการเรยี นรใู้ นการแตง่ เร่อื งราวตา่ งๆ ออกมา
เพอ่ื สอ่ื สารใหผ้ อู้ ่านไดเ้ ขา้ ใจ หลงั จากนนั้ นกั เรยี นไดศ้ กึ ษาแนวทางการทาหนงั สอื เล่มเลก็ เม่อื ศกึ ษาจน
เขา้ ใจแลว้ นกั เรยี นจงึ ไดช้ ว่ ยกนั คดิ และแตง่ เรอ่ื งราวเป็นหนงั สอื เลม่ เลก็ ขน้ึ มา ฝึกแต่งหลายๆ เรอ่ื งจน
เกดิ ความเขา้ ใจในการกาหนดเรอ่ื งและตวั ละครทก่ี าหนด การใชค้ าในหนงั สอื เลม่ เลก็ ลว้ นแลว้ แต่เป็นคา
ทน่ี กั เรยี นไดเ้ รยี นรูจ้ ากคาในภาษาไทยทงั้ 7 ชนดิ ในบทเรยี นสาเรจ็ รปู ฝึกใชค้ าใหถ้ กู ตอ้ งจนคล่อง
แบง่ กลมุ่ กนั ฝึกเขยี นหนงั สอื เล่มเลก็ ในชวั่ โมงลดเวลาเรยี นทกุ วนั เพอ่ื ฝึกการใชค้ าในภาษาไทยให้
ถูกตอ้ ง รวมทงั้ บูรณาการกบั วชิ าศลิ ปะอย่างสรา้ งสรรค์ จากการฝึกขา้ งตน้ นบั ว่าเป็นการตอ่ ยอดโดย
การฝึกใหน้ กั เรยี นใชค้ าในภาษาไทยในการเขยี นหนงั สอื เล่มเลก็ ใหถ้ กู ตอ้ งและไดค้ ดั เลอื กนกั เรยี นทม่ี ี
ผลงานดสี ง่ เขา้ แขง่ ขนั การเขยี นหนงั สอื เลม่ เลก็ สง่ ผลให้ไดร้ บั รางวลั เหรยี ญทองแดง ในงานมหกรรม
ความสามารถทางศลิ ปหตั ถกรรมวชิ าการและเทคโนโลยขี องนกั เรยี น ระดบั ชาติ ปีการศกึ ษา 2561 ของ
นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 - 3 และไดร้ บั รางวลั เหรยี ญทองลาดบั ท่ี 5 ระดบั ชาติ ของนกั เรยี นชนั้
ประถมศกึ ษาปีท่ี 4 – 6 ในปีการศกึ ษา 2562 ณ จงั หวดั สโุ ขทยั (เอกสารอา้ งองิ ภาคผนวก จ เกยี รติ
บตั รผลงานนกั เรยี นหน้า 190-195 และภาคผนวก ฉ เกยี รตบิ ตั รผลงานครู หน้า 205-206)

รูปภาพ ตวั แทนนกั เรยี นเขา้ แขง่ ขันการทำหนงั สือเล่มเล็ก ปีการศึกษา 2562

รปู ภาพ ผลงานนกั เรยี นการเขยี นหนงั สอื เลม่ เลก็

3. สรปุ ประโยชน์ที่ได้รบั จากผลงาน
1) ผลงานส่งผลให้เกิดประโยชน์สูงสดุ ต่อผ้เู รยี น

นวัตกรรม“บทเรียนสาเร็จรูป เร่ือง ชนิดของคาในภาษาไทย” น้ี สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มี
ความสามารถดา้ นการเขยี นและการอ่านและการใช้คาในภาษาไทยใหถ้ ูกต้องของนักเรยี นในระดบั ชนั้
ประถมศึกษาปีท่ี 6 ทาให้ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นวิชาภาษาไทยสูงข้ึน และสามารถนาไปใช้กับ
นักเรยี นตัง้ แต่ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 4 – 6 เพ่ือยกระดับผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นภาษาไทยและยัง
สามารถนาไปใชท้ บทวนบทเรยี นกบั นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 – 3 ไดด้ อี กี ดว้ ย เม่อื นักเรยี นไดเ้ รยี น
บทเรยี นสาเรจ็ รูปชนิดของคาในภาษาไทยจบจะทาให้นักเรยี นมเี จตคตทิ ด่ี ใี นการเรยี นรู้ท่แี ทจ้ รงิ เพราะ
ผา่ นประสบการณ์การเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง

การเขยี นหนงั สอื เลม่ เลก็ เป็นการต่อยอดการใชค้ าในภาษาไทยซง่ึ เป็นการฝึกการเขยี นการใชค้ าใน
ภาษาไทยให้ถูกต้อง สามารถเขียนเป็นเร่อื งราวส่ือสารให้ผู้อ่านอ่านแล้วเข้าใจ สามารถนาคาใน
ภาษาไทยไปใชใ้ นชวี ติ ประจาวนั ได้

2) ผลงานส่งผลให้เกิดประโยชน์สงู สุดต่อเพื่อนครู

นวตั กรรม“บทเรยี นสาเรจ็ รูป เร่ือง ชนิดของคาในภาษาไทย” น้ี ไดถ้ ูกนาเสนอผลการดาเนินงาน
วธิ กี ารนาไปใช้ และการปรบั ประยกุ ตใ์ หเ้ หมาะกบั บรบิ ทของโรงเรยี น

3) ผลงานส่งผลให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผ้บู ริหารสถานศึกษา

นวตั กรรม“บทเรยี นสาเรจ็ รูป เรอ่ื ง ชนิดของคาในภาษาไทย” น้ี ผอู้ านวยการโรงเรยี นไดร้ ่วมทา
กจิ กรรม สง่ ผลใหผ้ อู้ านวยการรถู้ งึ สาเหตขุ องปัญหาทแ่ี ทจ้ รงิ และสงั เกตเหน็ ประโยชน์ของกจิ กรรมใน
ลกั ษณะ active learning ทใ่ี ชต้ วั ผูเ้ รยี นเป็นศนู ยก์ ลางการเรยี นรดู้ ว้ ยตนเองเป็นสาคญั ในการดาเนิน
กจิ กรรม สง่ ผลใหผ้ อู้ านวยการไดใ้ หแ้ นวทางและสนบั สนุนพรอ้ มทงั้ กระตุน้ ครใู นโรงเรยี นใหต้ ระหนกั ถงึ
ความสาคญั ของการเรยี นรดู้ ว้ ยนวตั กรรมในลกั ษณะการใชบ้ ทเรยี นสาเรจ็ รปู มากขน้ึ

4) ผลงานส่งผลให้เกิดประโยชน์สูงสดุ ต่อสถานศึกษา

นวตั กรรม“บทเรยี นสาเรจ็ รปู เรอ่ื ง ชนิดของคาในภาษาไทย” น้เี ป็นประโยชน์ต่อสถานศกึ ษาใน
ดา้ นตา่ งๆ ตอ่ ไปน้ี

1. ดา้ นวชิ าการ ทาใหภ้ าพรวมดา้ นวชิ าการของโรงเรยี นในรายวชิ าภาษาไทยดขี น้ึ ทงั้ น้ี

เน่อื งจาก

นวตั กรรมบทเรยี นสาเรจ็ รูป เรอ่ื ง ชนดิ ของคาในภาษาไทยสามารถพฒั นาความสามารถดา้ นการอา่ น

การเขยี นของคาในภาษาไทยของนกั เรยี นได้ และสามารถทาใหน้ กั เรยี นมคี วามชน่ื ชอบในการเรยี นรู้

ดว้ ยตนเองมากขน้ึ

2. ดา้ นบคุ ลากร การดาเนนิ กจิ กรรมตามนวตั กรรมบทเรยี นสาเรจ็ รูป เร่อื ง ชนิดของคาใน

ภาษาไทยน้ี มสี ว่ นกระตุน้ ใหค้ รใู นสถานศกึ ษาสนใจในการจดั กจิ กรรม และสนใจนานวตั กรรมน้ไี ปปรบั

ใชใ้ นชนั้ เรยี นของตนเอง

3. ดา้ นสถานศกึ ษา ทาใหส้ ถานศกึ ษาเป็นทร่ี จู้ กั ของบุคคลทวั่ ไปทาให้ครแู ละผทู้ ส่ี นใจ

นวตั กรรม

“บทเรยี นสาเรจ็ รปู เร่อื ง ชนิดของคาในภาษาไทย” มาขอเยย่ี มชมและนาไปเป็นต้นแบบการจดั ทา
นวตั กรรมในทุกรายวชิ าและหลายๆเรอ่ื งทพ่ี งึ จะทาได้

5) ผลงานส่งผลให้เกิดประโยชน์สงู สุดต่อวงการวิชาชีพ
นวตั กรรม “บทเรยี นสาเรจ็ รปู เรอ่ื ง ชนดิ ของคาในภาษาไทย” เป็นนวตั กรรมทม่ี คี ณุ ภาพและ
ประสทิ ธภิ าพสงู นอกจากจะเป็นนวตั กรรมทใ่ี ชก้ บั นกั เรยี นเพอ่ื ยกระดบั ผลสมั ฤทธใิ์ หส้ งู ขน้ึ แลว้ ยงั
สามารถใชไ้ ดบ้ ุคคลทส่ี นใจทวั่ ไปไดด้ ยี งิ่ จงึ มกี ารเผยแพร่และมกี ารนาไปใชท้ งั้ ในและนอกหน่วยงาน ดงั น้ี
1) การเผยแพร่และนาไปใชใ้ นหน่วยงาน อาทิ ใชใ้ นโรงเรยี นบา้ นขุนกาลงั โดยเรมิ่ ใช้
แกป้ ัญหานกั เรยี นอา่ นไม่ออกเขยี นไม่ไดแ้ ละการใชค้ าในภาษาไทยไมถ่ ูกตอ้ งในระดบั ชนั้ ประถมศกึ ษาปี
ท่ี 4 - 6 จากนนั้ ไดป้ รบั ปรงุ และพฒั นาใชใ้ นระดบั ชนั้ อ่นื ๆ อกี ทงั้ ไดป้ ระยุกตส์ ถานการณ์การเรยี นรใู้ น
แบบทต่ี ่างกนั ออกไป
2) การเผยแพรแ่ ละนาไปใชน้ อกหน่วยงาน กล่าวคอื การนาเสนอผลการดาเนินงาน วธิ กี าร
นาไปใชแ้ ละการปรบั ไปประยกุ ตใ์ ชใ้ หเ้ หมาะกบั บรบิ ทของแต่ละโรงเรยี น โดยเผยแพรใ่ นงานการจดั
แสดงผลงานเศรษฐกจิ พอเพยี ง ครใู นตา่ งจงั หวดั มาศกึ ษาดงู านเอกสารวชิ าการต่างๆและบทเรยี
สาเรจ็ รปู เร่อื ง ชนิดของคาในภาษาไทย
3) เผยแพรผ่ ลงานทาง Facebook ทาใหห้ ลายๆคนและหลายๆองคก์ รไดร้ จู้ กั นวตั กรรม
“บทเรยี นสาเรจ็ รปู เรอ่ื ง ชนิดของคาในภาษาไทย”

6) ผลงานส่งผลให้เกิดประโยชน์สูงสดุ ต่อชุมชน

นวตั กรรม “บทเรยี นสาเรจ็ รูป เรอ่ื ง ชนิดของคาในภาษาไทย” น้ี สง่ เสรมิ ใหพ้ ่อแม่ทางบา้ นมสี ว่ น

ร่วมในการจดั การเรยี นรู้กบั โรงเรยี นในการสรา้ งชุมชนรกั การอ่านการเขยี นและการใชค้ าในภาษาไทยให้

ถกู ต้อง โดยเฉพาะนกั เรยี นโรงเรยี นบา้ นขนุ กาลงั และผปู้ กครองเป็นชาวไทยภูเขาเผ่ามง้ การใชค้ าใน

ภาษาไทยยงั ไม่เป็นท่ีพึงพอใจของผู้ท่ีได้สนทนาด้วยเพราะคาบางคาผู้ปกครองและนักเรยี นยงั ไม่

สามารถส่อื สารไดอ้ ย่างถูกต้อง ดงั นัน้ จงึ เป็นการเปิดโอกาสให้มกี ารแกป้ ัญหานักเรยี นดา้ นการอ่านการ

เขยี นและการใชค้ าในภาษาไทยใหถ้ ูกต้องดว้ ย โดยทุกฝ่ายมสี ่วนร่วม ไดม้ กี ารพยายามหาทางออกของ

ปัญหาโดยการคิดค้นนวตั กรรมท่ีเหมาะกับนักเรียนปัจจุบัน และบริบทของโรงเรียน โดย ในแต่ละ

กจิ กรรมนักเรยี นและครูจะมกี ารส่อื สารกบั ผู้ปกครองผ่านใบงานแบบสะท้อนกจิ กรรม ใบงานท่ีมกี าร

ประเมนิ จากผปู้ กครอง ใบงานทใ่ี หน้ กั เรยี นทารว่ มกบั ผปู้ กครอง ตลอดจนใหผ้ ปู้ กครองลงนามในหนงั สอื

ทน่ี ักเรยี นกลบั ไปอ่านใหฟ้ ัง ทงั้ น้ีเพ่อื เป็นการพฒั นาร่วมกนั ระหว่างบา้ นและโรงเรยี นซ่งึ ผู้ปกครองกจ็ ะ

ไดเ้ รยี นรไู้ ปพรอ้ มๆกบั นกั เรยี นไปดว้ ย

7) ขอ้ คิดเหน็ เพือ่ การพฒั นาการศึกษาในอนาคต รวมทงั้ ขอ้ เสนอแนะ
นวตั กรรม “บทเรยี นสาเรจ็ รูป เร่อื ง ชนดิ ของคาในภาษาไทย” สามารถประยกุ ตใ์ ชไ้ ดใ้ นหลาย
บรบิ ทโดยใชฐ้ านขนั้ ตอนเดมิ และยงั คงหลกั ซง่ึ เป็นแก่นของนวตั กรรมน้ไี ว้ นนั่ คอื เน้นกระบวนการ
เรยี นรใู้ หน้ กั เรยี นไดเ้ รยี นรูด้ ว้ ยตนเอง นกั เรยี นสามารถรผู้ ลการเรยี นของตนเองและสามารถเรยี นซ้าๆ
เพอ่ื ซ่อมเสรมิ ใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจไดด้ ว้ ยตนเอง นกั เรยี นมคี วามสุขและสนุกกบั การเรยี น อน่งึ จากการ
จดั การเรยี นรโู้ ดยใชน้ วตั กรรมน้พี บว่าสงิ่ ทผ่ี จู้ ดั กิจกรรมตอ้ งใหค้ วามสาคญั ยงิ่ คอื แบบประเมนิ กจิ กรรม
ควรคานงึ ถงึ ความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คลของผเู้ รยี น การจดั กจิ กรรมควรมคี รผู ดู้ แู ลเม่อื นกั เรยี นมปี ัญหา
จะไดอ้ ธบิ ายใหเ้ ขา้ ใจ และควรจดั นกั เรยี นเป็นกลมุ่ เลก็ เพอ่ื จะไดส้ บั เปลย่ี นหมุนเวยี นการเรยี นบทเรยี น
สาเรจ็ รปู ในแตล่ ะหน่วย และควรใหค้ วามสาคญั ในงานของนกั เรยี นทุกช้นิ และควรใหน้ กั เรยี นมโี อกาส
ไดน้ าเสนองานของตนเองเพอ่ื ใหน้ กั เรยี นมคี วามภาคภูมใิ จ

ในงานวจิ ยั เพ่อื พฒั นาต่อยอดในครงั้ ต่อไป อาจศึกษาการพฒั นาส่อื ทใ่ี ช้ในการส่อื สารระหว่าง
ผปู้ กครอง นกั เรยี น และครู เน่อื งจากในการพฒั นานวตั กรรมในครงั้ น้พี บว่าการสอ่ื สารระหว่างผปู้ กครอง
นักเรยี น และครูนัน้ ทาให้นักเรยี นตระหนักถงึ ความสาคญั ในการเรยี นมากข้นึ ผู้ปกครองได้ทราบถึง
พฒั นาการและความสามารถของนักเรยี นเพ่อื การส่งเสรมิ สนับสนุน และพฒั นาบุตรหลานของตนเอง
ดงั นนั้ จงึ ควรไดร้ บั การพฒั นาต่อยอดในเน้อื หาอน่ื ๆในคราวตอ่ ไป

๔. บทสรปุ หรอื ข้อความที่นักเรยี น เพื่อนครู ชมุ ชนกล่าวถงึ












Click to View FlipBook Version