SCIMONOCE EMOHHEC2212
COOK
BOOKB akerry
THTSAWAN SONGKHODAI
คํานํา
รายงานเลม นเี้ ปนสว นหนง่ึ ของวิชาเบเกอร่ี จดั ทาํ ข้ึนเพื่อรวบรวมผลงานตลอดปก าร
ศกึ ษา 2563 ภาคเรยี นท่ี 1 จะประกอบไปดว ยผลงานตางๆ เชน สูตรขนมตางๆ รปู ผลงาน
ผูจดั ทาํ หวงั วารายงานเลม นจี้ ะเปน ประโยชนตอ ผทู ่กี ําลงั ศกึ ษา และผูอาน หากผิดพลาด
ประการใดขออภยั มา ณ ที่น้ี
ทศั นว รรณ สงเคราะหได
สารบัญ
ความเปนมาของเบเกอร่ี 4
วัตถุดิบหลักของเบเกอรี่ 6
ประเภทของเบเกอรี่ 14
สตู รขนม 19
รปู ผลงาน 38
ความเปนมา
ของเบเกอร่ี
ขนมปง น้นั ถือวาเปน อาหารหลกั ชนดิ หนง่ึ ของมนษุ ยมาต้งั แตยุคกอนประวัตศิ าสตร โดยมีหลกั ฐานวาชาวส
วิสท่อี าศัยบรเิ วณรมิ ทะเลสาบเปนผรู ิเรม่ิ นําเมล็ดขาวสาลีมาบด แลวผสมกับนํ้า จากนัน้ ทําใหสุกบนแผน หนิ ที่
รอนจากการเผาไฟ ขา งในมลี ักษณะเหนยี วเหนอะหนะ เลยถอื ไดว า นคี่ ือขนมปงชนิดแรกของโลก
สมัยอยี ิปตนน้ั มกี ารพฒั นาจากขนมปง กอ นแนน ๆ มาเปน กอนโปรงฟู เน่ืองจากลืมจึงทาํ ใหว างกอ นแปง
โดวทิ้ง จึงเกดิ กระบวนการหมักเกิดข้ึน จงึ ตอ งใสแปง ลงไปผสมเพ่มิ และวิธีนคี้ ือวธิ ีที่ไดร บั ความนิยมมาจนถึง
ปจจุบันน้ี นอกจากนช้ี าวอิยิปตยงั คนพบเตาอบชนิดแรกของโลกอีกดว ย โดยการนําดินเหนียวมาทาํ ภาชนะรูป
ทรงกระบอกแลว เผาไฟ โดยเตาอบแบงเปน ชั้นลางสาํ หรบั กอไฟ ชั้นบนใชส าํ หรบั อบขนม
สมยั กรีกมีการพฒั นาการทาํ ขนมปง โดยปน เปน กอ นกลมรี หนกั กอนละ 1 ปอนด หรือประมาณ 450 กรมั
และยังพัฒนาเตาอบเปน ลกั ษณะคลายรวงผ้งึ หรือทรงโดมนั่นเอง
สมยั โรมนั ไดม ีการสรา งเครอ่ื งผสมแปง (Mixer) ขน้ึ มา โดยใชอางหนิ กับไมพ าย อาศัยกาํ ลังของสัตว
อยางลา และมาในการชวยหมนุ ไมพาย และมีการเพิ่มเตมิ สวนผสมอืน่ ๆ ลงไป เชน น้ํามัน นา้ํ ผ้ึง เรียกไดวา เพส
ทรี (Pastry) ไดก ําเนดิ ขึ้นมาในยุคโรมันนเ้ี อง และในกรุงโรมไดม กี ารกอตั้ง Bakers’ Guild ข้ึนมา แคมขี อ
กําหนดทส่ี าํ คญั คอื หากเขารวมสมาคมนแี้ ลว จะไมสามารถถอนตวั ออกมาได ตองทาํ ขนมปง ไปตลอดชีวิต หาก
ตายไปตอ งสงใหล กู หลานสบื ทอดตอไป โดยในปจ จบุ นั ไดเปลยี่ นชอื่ เปน “The Guild of Master Bakers”
ในศตวรรษท่ี 18 หรือ พ.ศ. 1701 มกี ารแบงแยกคาํ วา “เบเกอร”ี และ “เพสทรี” ออกจากกันอยางชัดเจน
โดยใชยสี ต และอณุ หภมู ทิ ีใ่ ชใ นการเปนตัวกําหนด และในยุคน้ีเกดิ การปฏวิ ัติอตุ สาหกรรมเกิดขึน้ จึงมีการ
สรางเคร่ืองจักรไอน้ํามาแทนการใชกําลงั ของคน และสตั ว
เบเกอรใี นประเทศไทยนัน้ มหี ลกั ฐานจากจดหมายของนกั บวชชาวฝร่ังเศสในป พ.ศ. 2230 ยุคสมัยของ
สมเดจ็ พระนารายณม หาราชมกี ารซอื้ แปงสาลเี ขา มาเพ่ือทําขนมปงในพระราชวัง ตอ มาในป พ.ศ. 2399 ในสมยั
พระจอมเกลา เจาอยหู วั (รชั กาลที่ 4) มรี ายงานจากกปั ตนั เทาเซนต แฮรีสวา มีการนาํ เขาแปง สาลจี ากฮองกง
เพ่ือนาํ มาทําขนมปง สาํ หรบั งานเลย้ี งในพระราชวัง นอกจากนปี้ ระเทศไทยยงั มกี ารปลูกขา วสาลเี องในประเทศ
และมกี ารกอ ต้งั โรงงานโมแ ปงสาลีขนึ้ คร้งั แรก น่นั คือ บริษัท ยไู นเตด็ ฟลาวมลิ ล จาํ กัด ในปจ จบุ นั เบเกอรีนั่นได
รับความนยิ มมากขน้ึ โดยเฉพาะในกลุมวยั รุน
วตั ถุดบิ หลัก
ของเบเกอร่ี
แปง ( FLOUR)
วัตถุดิบเบเกอรี เราจะแบง แปง สาลีออกเปน 3 ประเภทใหญ ๆ ตามปรมิ าณโปรตนี ท่ีมอี ยูใ นแปงสาลีได
ดงั น้ี
1.แปงขนมปง (Bread Flour) นัน้ มปี รมิ าณโปรตนี สูงอยูท รี่ อ ยละ 12 - 14 หรือกลูเตนในแปงสงู สี
ขาวนวลเขมกวา แปงชนิดอ่นื เมอื่ ถูดว ยมือจะรูส กึ หยาบ แตแปง ขนมปงจะดดู นํ้าไดม าก ทําใหมี
ความยืดหยุน และเหนียว เหมาะสาํ หรับทาํ ขนมปง ตา ง ๆ หรอื ใชผสมในเคก ที่ตอ งการใหมี
ลกั ษณะแนน นอกจากนกี้ ารใชแปง ขนมปงทาํ เบเกอรสี ว นใหญต อ งใชยีสต หรือแปง เช้ือเปนตวั
ทําใหข ึ้นฟูดว ย
2. แปง สาลีอเนกประสงค (All Purpose Flour) นนั้ มีปริมาณโปรตีนปานกลางอยทู ่ีรอยละ 10 -
11 ไดจากการผสมขาวสาลีชนดิ แขง็ กับชนดิ ออ นเนอื้ แปง ทไี่ ดจ ะหยาบนอยกวา แปงขนมปง และ
ใหค วามเหนียวพอสมควร จึงเหมาะสาํ หรบั ทาํ คุกก้ี (Cookie), บราวนี (Brownie), แพนเคก
(Pancake), พาย (Pie) หรือนาํ มาทาํ แปง ชบุ ทอด (Batter Flour) แปง สาลีอเนกประสงค
ถอื วาเปนแปงท่มี รี าคาถกู และหาซอื้ ไดง า ยทส่ี ุด
3. แปง เคก (Cake Flour) น้ันมปี รมิ าณโปรตีนต่ําอยูทร่ี อยละ 7 - 9 หรอื นอยที่สดุ ในบรรดาแปง
สาลี เนือ้ แปงจะออ นนมุ เนียนละเอียด สีของแปง จะขาวทีส่ ุดในแปง สาลีท้งั หมด แตดดู ซึมน้ําได
นอ ย เหมาะสําหรบั ทําเคก เพราะเนื้อขนมจะนมุ โปรง เบา เชน แยมโรล ขนมไข และคุกก้บี างชนิด
สตู รเบเกอรีจากตา งประเทศท่ีใชแปงเคกเปนสวนผสม มักนยิ มใชไ ขช วยในการขึน้ ฟูมากกวา แต
ในไทยนยิ มใชผงฟู หรือเบกก้ิงโซดาเปน ตัวทําใหขึน้ ฟู เนอื่ งจากคนไทยสวนใหญนิยมเบเกอรที ี่มี
ความนุมฟมู ากกวา
นํา้ ตาล(SUGAR)
นา้ํ ตาลทนี่ ิยมในการทาํ เบเกอรนี ้ันใชอยู 4 ประเภท ดงั นี้
1.นา้ํ ตาลทรายขาว (Granulated Sugar) คอื นา้ํ ตาลทรายที่เราใชกันทั่วไป สามารถ
ทาํ เบเกอรีไดหลากหลายชนดิ แตจ ะละลายไดยาก เพราะวา ผลึกนาํ้ ตาลคอ นขา งใหญ
กวา นา้ํ ตาลชนิดอ่ืน
2.นํ้าตาลทรายแดง (Brown Sugar) หรือนา้ํ ตาลดบิ ไดจากน้ําออยตอนแยกกาก
นา้ํ ตาล แตยังไมไ ดผานการทาํ ใหบรสิ ทุ ธจ์ิ งึ มีความชื้นสูง มกี ลน่ิ หอม กอนนํามาทําเบ
เกอรตี อ งรอ นกอน นิยมใชก บั ขนมทต่ี อ งการกลิ่น รส และสีของนํา้ ตาลทรายแดง
3.นํ้าตาลไอซงิ (Icing Sugar) คอื น้าํ ตาลทรายบดละเอยี ดเปนผงสขี าว คลา ยแปง และ
มสี ว นผสมของแปงขาวโพด (Corn Starch) อยู 3% ของนํา้ หนักนํ้าตาล ทําหนาท่ี
เปนสารปอ งกันการจับตวั (Anti Caking Agent) ในผงนํา้ ตาล มกั นิยมนํามาโรย
ตกแตงหนาขนม
4.น้าํ ตาลทรายปน (Caster Sugar) คอื นาํ้ ตาลทรายท่มี ผี ลึกละเอยี ดกวาน้ําตาล
ทรายปกติ ทาํ ใหการผสมเนอื้ เคก หรือตีเขา กับเนยไดเร็วข้ึน เหมาะสาํ หรบั ทาํ ขนมอบ
เพราะละลายไดดีกวา แตเ นอ่ื งจากวานาํ้ ตาลชนดิ น้ีมรี าคาแพง เราสามารถนํานาํ้ ตาล
ทรายขาวมาปนดวยเครื่องบดอาหารแทนได
สารชวยฟู (LEAVENING AGENT)
สารชว ยฟูท่เี ราใชหลัก ๆ มอี ยู 2 ชนิด ดังนี้
1.ผงฟู (Baking Powder) เปนสารเสรมิ ทช่ี วยใหข นมมีความฟูนมุ
นอกจากการตีใหข้นึ ฟู ในปจจุบนั นิยมใชผ งฟูแบบ Double Action
หรือผงฟทู ี่ทาํ งานสองคร้งั คือ ครั้งแรกจะทาํ งานระหวางการผสม
และคร้ังท่สี องทาํ งานในขณะทีข่ นมกําลงั จะสกุ ผงฟู สามารถพบใน
ขนมปง จาํ พวก แพนเคก วาฟเฟล และมัฟฟน
2.เบกกิ้งโซดา (Baking Soda) มีอีกช่ือเรยี กวา โซเดยี มไบคารบอเนต
เปนสารเสรมิ อกี ชนดิ หนงึ่ ท่ชี ว ยใหเ นอ้ื ขนมขนึ้ ฟู เปน ผงสขี าว มีรสเคม็
เล็กนอย และมีฤทธ์ิเปนดา งออ น ๆ ใชใสใ นสว นผสมทมี่ สี ว นผสมของ
ของหนัก และมนี ้าํ ตาลในตวั เชน ผงโกโก เนอื้ กลว ยหอม
ยสี ต( YEAST)
ยสี ตม ีคณุ สมบตั ิในการเปลย่ี นน้าํ ตาลใหเปนคารบ อนไดออกไซด และ
แอลกอฮอลได โดยหลกั การทํางานของยีสต ใสใ หข นมปงฟู หรอื ท่เี รียกกนั วา
“โด” (dough)เปนอาหารและระหวา งที่มันกนิ อาหารมนั ก็จะหายใจเอาออกซเิ จน
เขา ไป และหายใจเอาคารบอนไดออกไซตอ อกมา และเม่อื เราเอาแปง ไปอบ กาซท่ี
มนั คายออกมากผ็ ดุ ขึ้นมาระหวา งเนื้อขนมปง ทําใหเ กิดรูพรนุ จนฟูขน้ึ มา ชวยเพิ่ม
ปรมิ าณของเนอื้ ขนมปง ทําใหมีลักษณะเนือ้ และโครงสรา งท่ีดี มีกลิ่นรสเฉพาะตัว
ยีสตทใ่ี ชในปจจุบันนยิ มใชอ ยู 3 ชนดิ คือ
1.ยีสตส ด (Fresh Yeast) เมื่อเปดใชแลวตองเก็บไวในตูเย็น และมีอายกุ าร
เก็บสั้น
2.ยีสตแหง (Dry Yeast) ไมตอ งเก็บในตูเ ย็น ตอ งละลายน้ําอนุ ท่ีอณุ หภูมิ 38
องศาเซลเซยี สกอ นใช ใชน ํ้า 4 เทาของยีสต ใสน ํ้าตาล 10% ของน้าํ หนัก
ยีสต เชน ใชย ีสต 10 กรมั นาํ้ 40 กรมั นา้ํ ตาล 1 กรมั
3.ยสี ตส ําเรจ็ รูป (Instant Yeast) ชวยลดเวลาในการผสมแปง ซง่ึ ไมต อ ง
เกบ็ ในตูเ ย็น เพราะสามารถเก็บไดท ีอ่ ณุ หภมู หิ อ งธรรมดา แตเมอ่ื เปดใชแ ลว
ควรรบี ใชใ หหมดโดยเร็วหรอื เกบ็ ในภาชนะท่มี ฝี าปด สนทิ แลวแชตูเย็นที่
อณุ หภูมิตํา่ กวา 3 องศาเซลเซยี ส
ไขไก( EGG)
ในการทาํ เบเกอรนี ยิ มใชไ ขไ ก และควรไขไกใหมทีม่ ีความขน
หนดื สงู การสงั เกตไขใหมใ หด ูนวลทเ่ี ปลือกไข ผวิ เปลอื กจบั
แลวขรขุ ระถา สองกับแสงจะเห็นโพรงอากาศเล็กนอย ในการ
ทําเบเกอรีควรตอกไขแยกออกจากสว นผสมทงั้ หมด และควร
ตอกทีละฟอง เพอ่ื เปนการตรวจเช็กวา ไขไกฟองทีเ่ ราใชเนา
หรือไม
ไขมนั (FAT)
ไขมันที่นิยมใชใ นการทาํ เบเกอรี ไดแ ก เนยสด เนยเทยี ม มาการนี และนํา้ มนั เปน ตน แตร ะวังเร่อื งการใชไ ขมัน
ทรานซ เพราะเปน อันตรายตอ สขุ ภาพ
1. เนยสด (Butter) ทาํ จากนาํ้ นมวัวชนิดเขม ขน สีเหลอื งออน จึงตอ งแชเย็นไวเ สมอ กอนนาํ มาใชต อ งท้ิงให
ออ นตัวเล็กนอยจงึ จะผสมเขากันไดดี
เนยชนดิ จืด (Unsalted butter) เปน เนยทไ่ี มม ีรสชาตเิ ฉพาะ มคี วามหอม นิยมนาํ มาทําเบเกอรี หรือ
ปรงุ อาหาร การใชเนยชนิดจดื ในการทาํ อาหารและเบเกอรี จะทําใหสามารถควบคุมรสชาติ (ควบคมุ
ปริมาณเกลือ) ได
เนยชนดิ เค็ม (Salted butter) เปนเนยท่มี ีการเติมเกลือเขา ไปเพ่ือใหมีรสชาติเค็มนิด ๆ สามารถนํา
มาทําอาหาร หรือเบเกอรีไดเ ชน กนั
2. เนยเทียม หรือมาการนี (Margarine) ผลติ ภัณฑเลียนแบบเนยทใ่ี ชไ ขมันจากพืชมาผลิตเปนเนยแทนการใช
ไขมนั จากนม มสี ีเหลอื งเขมเกือบสม อยูในอุณหภูมิปกตไิ ดโดยไมละลาย จงึ ไมต องแชต ูเย็น เหตุผลท่มี ีการใช
เนยเทียมหรอื มารการีนแทนเนยปกตกิ ็เพอื่ ลดตนทนุ ในการผลติ
3. เนยขาว (Shortening) ผลิตภัณฑเลียนแบบเนยที่ใชไขมนั จากพชื มาผลติ เปน เนยแทนการใชไ ขมนั จากนม
แตไ มมีการแตงสี และกลน่ิ จงึ ลกั ษณะเปน สีขาว และไมมีกลน่ิ เนยขาวนยิ มนํามาทําเบเกอรีบางประเภท เชน
คุกกี้ (Cookie) เพือ่ ใหไ ดความกรอบรวน และทาํ ใหข นมเกบ็ ไดนานขึน้ หรอื นาํ มาทาํ โดนทั ท้ังเปนสวนผสมใน
เน้อื แปง และใชท อด หรอื ผสมกับเนยสดเพอ่ื ตีเปน ครมี แตง หนาเคก
4. เพสทรีมาการนี (Pastry Margarine) เปน เนยเทยี มทม่ี ีจุดหลอมเหลวสูง ใชในการพับใหเ กดิ ช้นั ของพาย
ช้ัน มีความเหนียว และรดี คลึงไดง าย เมื่อนําไปอบเนยจะละลาย และทาํ ใหม โี พรงชองวา งในผลติ ภณั ฑเบเกอรี
เชน ครวั ซองต (Croissants)
5.นํ้ามนั (Oil) คือไขมนั ทอี่ ยใู นสถานะของเหลว ไมน ยิ มใชใ นผลติ ภณั ฑเบเกอรมี ากนัก เพราะจะทาํ ใหผ ลิตภัณฑ
นุม และเหลวเกินไป จะใชใ นผลิตภัณฑควกิ เบรด และเคกบางชนิด เชน ชิฟฟอนเคก (Chiffon Cake)
นมและผลติ ภัณฑนม
(MILK&DAIRY PRODUCTS)
นม และผลติ ภัณฑนมทีใ่ ชในเบเกอรีน้ัน ใชเพอื่ ปรบั ปรุงสี และใหก ล่ินรส มักนยิ มใชน มผง
มากกวา นมแบบเหลว เพราะสะดวกตอการเกบ็ รักษา
1.นมสด (Whole Milk) มเี นื้อนมประมาณอยู 10% มีท้ังชนิดไขมนั เตม็ อยางนม
บรสิ ุทธิ์ นมปราศจากไขมนั และบตั เตอรมลิ ค
2.นมขนจืด (Evaporated Milk) คอื นมทีร่ ะเหยนํ้าออกไปครึง่ หน่ึง เพ่อื เพิ่มความ
เขมขนของนํ้านม แตไมเ ตมิ นาํ้ ตาลลงไป ถา นํานมขนจดื มาผสมกบั นา้ํ ใรอัตราสว น 1
: 1 จะไดน มสด นิยมใชประกอบในการปรุงอาหาร หรอื ขนมอบชนิดเบเกอรี หรอื นํา
ไปผสมกบั เคร่อื งด่มื อยา งกาแฟ หรอื นํา้ ชา เปน ตน
3.นมขนหวาน (Condensed Milk) คอื นมทรี่ ะเหยนํา้ ออกบางสว นแลวเติมนาํ้ ตาลลง
ไปเพ่ือรักษาไมใ หน มบูดเนา จะมีปรมิ าณน้าํ ตาลในนมขนหวานอยูในระหวา ง 45 -
60%
4.นมผง (Milk Powder) นมสดทรี่ ะเหยเอานาํ้ ออกจนเหลอื ความช้นื ท่ี 3 - 5% เวลา
ใชไมจ ําเปน ตอ งละลายนํ้ากอ น แบง ออกเปน 2 ชนิด คอื นมผงแบบมีไขมนั จะมี
ความชื้นสงู และหนื งา ย สว นอกี ชนดิ คอื นมผงขาดมันเนย เกบ็ ไดน านโดยไมมีกลิ่น
เหมน็ หืน
ประเภท
ของเบเกอร่ี
ขนมปง (Bread)
ขนมปง (Bread) ขนมปงถอื เปน อาหารทเี่ ปนท่นี ยิ มมากท่สี ุดจากทัว่ โลก ขนมปงทําจากแปงสาลีท่ีผสมกบั นาํ้ และยสี ต
หรือผงฟู และสวนผสมอน่ื ๆ เพอื่ แตง สี รสชาติ และกลิ่นมาตีใหเขา กันและนําไปอบ
ยีสตเบรด (Yeast Bread) คอื ผลติ ภณั ฑที่ข้ึนฟดู วยกาซคารบ อนไดออกไซดท ่ยี สี ตส รา งข้ึน ซงึ่ มีคณุ คา ทางอาหาร
สงู กวาผลิตภัณฑท่ขี น้ึ ฟูจากผงฟอู ยางควกิ เบรด เพราะยสี ตประกอบดว ยโปรตนี และวิตามนิ ตา ง ๆ เมอ่ื นาํ ไปอบแลว
จะมีกลน่ิ หอมเฉพาะตวั เชน ขนมปง ผิวแข็ง (Hard Bread), ขนมปงปอนด (Loaf Bread), ขนมปง ซอฟโรล (Soft
Roll), ขนมปงหวาน (Sweet Dough)
ควิกเบรด (Quick Bread) คือ ผลิตภัณฑท ่ขี น้ึ ฟูดว ยผงฟู หรอื เบกก้งิ โซดา ใชเ วลาในการผสมนอย แลว รบี นําเขา อบ
นิยมนํามาเสิรฟเปน อาหารเชา ควกิ เบรดที่นยิ มบรโิ ภค เชน พอปโอเวอร (Popovers), มฟั ฟน (Muffin), วาฟเฟล
(Waffle), แพนเคก (Pancake) และสคอรน (Scone)
เคก (Cake)
เคก (Cake) เปน เบเกอรีอกี ชนิดหนึ่งท่นี ิยมรับประทานเปน ของหวาน และฉลองในเทศกาลตา ง ๆ โดยเฉพาะอยา งยงิ่ ในวันเกิด และวนั
แตง งาน
เคก ทม่ี ไี ขมันเปน สว นผสมหลกั (Batter Type Cake) เคกประเภทนม้ี แี ปง นม และไขเ ปน โครงสราง ปรมิ าตรของเคก ข้นึ ฟดู วยการตี
ครมี และผงฟู เนอ้ื เคกจะมีความนุม แนน เชน เคกเนย เคกปอนด เคกผลไม
เคก ทีม่ ไี ขเ ปน สวนผสมหลัก (Foam Type Cake) เคกประเภทน้ีมแี ปง นม และไขเปนโครงสราง ปริมาตรของเคกขน้ึ ฟูจากฟองอากาศ
ในขณะทตี่ ไี ข เปนเคก ทมี่ ีเนอื้ นมุ ฟู สามารถแบง ออกเปน 2 ชนดิ คือ เคกเมอแรงค (Meringue Cake) ท่มี กั ใชไ ขขาวอยางเดียว และ
อีกชนดิ คือ เคก สปน จ (Sponge Cake) จะใชไ ขทั้งฟอง หรอื ไขแดงทง้ั หมด หรือไขแ ดงมากกวาไขข าว
ชฟิ ฟอนเคก (Chiffon Type Cake) เคก ประเภทน้คี ือการนํา Batter Type Cake และFoam Type Cake มาผสมกัน น่นั กค็ ือมี
สวนผสมทข่ี ้ึนฟจู ากผงฟู และการตไี ขข าวสว นหน่งึ ผสมกบั ไขมัน ไขแ ดง นํ้าตาล โดยใชน ํา้ มันเปน ไขมันในสตู ร เน้ือเคกทไ่ี ดจะมคี วาม
นุมนวล มคี วามมันเงา และฟูเบา
คกุ กี้ (Cookie)
คกุ กี้ (Cookie) คือ ผลิตภณั ฑเ บเกอรที ม่ี ขี นาดชนิ้ เลก็ พอดคี ํา เนือ้ สัมผัสกรอบรว น เกบ็ ไวไ ด
นาน นิยมนําไปใหเปนของขวญั ของฝาก คุกกี้สามารถแบง ออกเปน 2 ประเภทใหญ ๆ คือ
จาํ แนกตามวธิ ีการทาํ รูปทรง เชน คุกก้ปี น (Molded Cookie), คุกกกี้ ด (Pressed Cookie)
และอีกประเภทคือจําแนกตามเคร่อื งปรงุ เชน คกุ กเี้ นย (Butter Cookie), คุกกไ้ี ข (Egg
Cookie) เปน ตน
เพสทรี (Pastry)
เพสทรี (Pastry) คอื ผลิตภณั ฑเ บเกอรที ่อี บแลวมลี กั ษณะเปลือกแข็ง บรรจไุ สคาวหวานได โดยมี 3
ประเภทหลกั ๆ คอื พายอยางน่ิม หรอื ทเี่ ราเรยี กกันวา ชู (Choux Pastry) น่นั แหละคะ จะมีลกั ษณะ
กลวงตรงกลาง สําหรบั ใสไส ประเภทท่สี องคือ พายรวน (Shortcrust Pastry /Pie Crust) มี
ลกั ษณะกรอบรวน แยกเปน ช้นิ เล็ก ๆ ได ทํางาย และใชเวลาคอ นขา งนอ ย เชน พาย (Pie) ทารต (Tart)
และประเภทสุดทา ย คอื พายชน้ั (Puff Pastry) มีลกั ษณะเปลือกแยกเปน ชั้น ๆ อาจมีไสห รือไมมกี ไ็ ด
เชน ครัวซองต (Croissants), เดนิช (Danish Pastry)
สตู รขนม
รปู ผลงาน
นางสาวทัศนวรรณ สงเคราะหได
61122203078 หอ ง3