The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บทความการเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

บทความการเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย

บทความการเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย

ผลการเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับ การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา นฤมล งามหนองอ้อ1 ,อมรรัตน์ พันธ์นพ2 , ญาดา ช่อสูงเนิน3 ____________________________________ บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของ เด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นเด็ก ปฐมวัยอายุ 5-6 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนชุมชนสาม พร้าว อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 จำนวน 24 คน ซึ่งได้มาโดยการใช้วิธีสุ่มแบบกลุ่ม รูปแบบการวิจัย คือ แบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและ หลัง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา และ แบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และการทดสอบค่า t-test แบบกลุ่มไม่อิสระ (Dependent Samples t-test) ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา มีทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ หลังการจัดประสบการณ์สูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์ นิยามศัพท์เฉพาะ : การจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบหุ่นมือ,พฤติกรรมด้านความรับผิดชอบ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ห ล ั ก ส ู ต ร ก า ร ศ ึ ก ษ า ป ฐ ม วั ย พุทธศักราช 2560 มีจุดม่งหมายที่สำคัญ เพื่อให้นักเรียนมีพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ – จิตใจ สังคมและสติปัญญาอย่างมี คุณภาพและต่อเนื่อง โดยได้จัดประสบการณ์ ที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาให้เด็กได้ ___________________________________________________________________ 1 นักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2 ครู โรงเรียนชุมชนสามพร้าว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 1 3 อาจารย์ประจำสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


รับรู้และเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว ผ่านการมี ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม บุคคลและสื่อต่างๆ ด้วยกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อเปิด โอกาสให้เด็กพัฒนาการใช้ภาษา จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์การแก้ปัญหา การคิดเชิง เหตุผล การคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รอบตัว รวมถึงการมีความคิดรวบยอดทาง คณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ ที่เป็นพื้นฐานของ การเรียนรู้ในระดับที่สูงต่อไป การจัด ประสบการณ์ให้กับ เด็กปฐมวัยจะต้องอาศัย ประสบการณ์ตรง หรือสิ่งที่เป็นรูปธรรมโดย ผ่านการรับรู้ทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ การฟัง การดม การมอง การสัมผัส และการ ชิมรส โดยให้เด็กได้เป็นผู้ลงมือ กระทำด้วย ตนเอง (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา แห่งชาติ, 2560 : 14) การจัดประสบการณ์ สำหรับเด็กปฐมวัยเพื่อส่งเสริมให้เด็กได้มีการ พัฒนาและการเรียนรู้ควรจัด สภาพแวดล้อม ทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน จัด ประสบการณ์ให้เด็กได้รับอย่างกว้างขวาง และ มีโอกาสเรียนรู้ได้หลายรูปแบบการที่จะพัฒนา เด็กให้ครบทุกด้านนั้น มิใช่อยู่ในกิจกรรมใด กิจกรรมหนึ่ง แต่ละกิจกรรมมีการส่งเสริม ทักษะและพัฒนาการแต่ละด้านแตกต่างกันไป ครูผู้สอนควรให้ความสำคัญและเปิดโอกาสให้ เด็กได้เรียนรู้จากการเล่นและทำกิจกรรม ต่างๆ เด็กมีความคิดเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ที่รับรู้ และใช้ความคิดในการแก้ปัญหาได้แต่ความคิด ยังไม่สมบูรณ์ดังนั้นเด็กจึงมีความคิด และ และจินตนาการค่อนข้างมาก ถือตนเองเป็น ศูนย์กลาง มีความสนใจ ใคร่รู้ ซึ่งเป็นสิ่ง สำคัญที่ต้องได้รับการพัฒนาและอำจจำแนก ตามขอบข่ายทักษะพื้นฐานที่ต้องการพัฒนา ได้แก่ ทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ ทักษะพื้นฐานทางภาษา และทักษะพื้นฐาน ทางวิทยาศาสตร์ (สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์. 2550: 42) ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์มี ความสำคัญกับเด็กปฐมวัยอย่างยิ่ง ในการ ดำรงชีวิตประจำวันของมนุษย์ ตลอดชีวิต ของทุกคนต่างก็มีความเกี่ยวข้องกับ วิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น การเรียนรู้ทักษะทาง วิทยาศาสตร์จึงทำให้คนได้พัฒนาวิธีคิด ทั้ง ความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ วิจารณ์ มีทักษะที่สำคัญในการ ค้นคว้าหาความรู้ มีความสามารถในการ แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ การส่งเสริมทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และปลูกฝัง ทัศนคติที่ดีของวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กจึงมี ความจำเป็นอย่างยิ่งและควรเริ่มตั้งแต่ระดับ ปฐมวัย เพราะเด็กปฐมวัย เป็นวัยแห่งการ เริ่มต้นการเรียนรู้ที่มีความสำคัญมากที่สุด ของชีวิตมนุษย์และพัฒนาการในแต่ละด้าน ของเด็กจะพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทักษะพื้นฐาน ทางวิทยาศาสตร์เป็นทักษะที่ส่งเสริมให้เด็ก ปฐมวัยสามารถคิดหาเหตุผล แสวงหาการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์เป็นการพัฒนาผู้เรียนให้ ได้รับทั้งความรู้ กระบวนการและเจตคติที่ดี


ต่อวิทยาศาสตร์ การได้รับการส่งเสริม กระตุ้น ให้สนใจเรียนวิทยาศาสตร์ มีความสงสัยเกิด คำถาม เกี่ยวกบโลกธรรมชาติรอบตัว มีความ มุ่งมั่น และมีความสุขที่จะศึกษาค้นคว้า สืบ เสาะหาความรู้เพื่อรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ ผลนำไปสู่คำตอบของคำถาม สามารถตัดสินใจ ด้วยการใช้ข้อมูลอย่างมีเหตุผล สามารถ สื่อสารคำถาม คำตอบ ข้อมูล และสิ่งที่ค้นพบ จากการเรียนรู้ให้ผู้อื่นเข้าใจได้(ธนภรณ์ ก้อง เสียง, 2558, อ้างถึงใน กระทรวงศึกษาธิการ, 2558) วิทยาศาสตร์เป็นองค์ประกอบหนึ่งของ เด็กปฐมวัยที่มีความจำเป็นที่จะต้องฝึกให้กับ เด็กจนสามารถนำไปใช้อย่างคล่องแคล่ว และ เกิดความชำนาญในการเลือกใช่วิธีการที่ เหมาะสมกับ เรื่องราวหรือปัญหาที่ต้องการ คำตอบ กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์จะทำ ให้เด็กสามารถพัฒนาความคิดรวบยอด และ หลักการทางวิทยาศาสตร์รู้จักการใช้สติปัญญา ในการ แก้ปัญหาตลอดจนค้นหาความรู้ใหม่ เชิงวิทยาศาสตร์ได้อยู่ เสมออีกทั่งสามารถ นำไปใช้ในการเรียนรู้อื่นๆได้อย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คือ ความชำนาญ หรือความสามารถในการ ใช้ความคิด เพื่อค้นหาความรู้รวมทั้ง การแก้ปัญหา ซึ่งทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์เป็นทักษะทางปัญญา ( lntellectual Skill) เ พ ร า ะ เ ป ็ น ก า ร ทำงานของสมองในรูปแบบการคิดพื้นฐาน เช่น ทักษะการสังเกต การระบุการจำแนก การเรียงลำดับ การเปรียบเทียบ การลง ข้อสรุปและการใช้ตัวเลข การส่งเสริมทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และปลูกฝัง ทัศนคติที่ดีของวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กจึงมี ความจำเป็นอย่างยิ่งและควรเริ่มตั้งแต่ระดับ ปฐมวัย เพราะเด็กปฐมวัยเป็นวัยแห่งการ เริ่มต้นการเรียนรู้ที่มีความสำคัญมากที่สุด ของชีวิตมนุษย์และพัฒนาการในแต่ละด้าน ของเด็กจะพัฒนาอย่างรวดเร็ว (ชุรีญานี เจ๊ะแม, 2562, หน้า 44) การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตาม แนวสะเต็มศึกษา (STEM Education) เป็น รูปแบบการจัดการศึกษารูปแบบหนึ่งที่ ตอบสนองให้เด็กหรือผู้เรียนได้พัฒนา ทักษะ การเรียนรู้ที่จำเป็นในยุคปัจจุบันและอนาคต (ชลาธิป สมาหิโต , 2557) ซึ่งเป็นที่ทราบกัน ว่าข้อมูลความรู้บนโลกนั้นมีมากมาย ข้อมูล บางข้อมูลมีประโยชน์ที่จะนำไปประยุกต์ใช้ ในการดำเนินชีวิต ในขณะที่ข้อมูลบางข้อมูล อาจจไม่ได้เป็นประโยชน์หรือส่งผลต่อ การ ดำเนินชีวิตโดยตรง สะเต็มศึกษานี้เป็นการ จัดการศึกษาที่จัดขึ้นเพื่อมุ่งให้เด็กเชื่อมโยง ประสบการณ์ความรู้และเรื่องราวต่าง ๆ ที่มี ความสัมพันธ์กันมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ ดังกล่าวจะทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น เป็นการนำเอาความรู้มาใช้อย่างมีความหมาย (พัทธนันท์ไตรทามา, 2563)


ผู้วิจัยในฐานะนักศึกษาฝึกปฏิบัติการ ในสถานศึกษาสนใจศึกษาว ่าก า ร จั ด ประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา จ ะ ท ำ ใ ห ้ เ ด ็ ก ป ฐ ม ว ั ย ท ี ่ไ ด ้ ร ับ ก า รจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา จะมีพัฒนาการหลังจัดประสบการณ์สูงกว่า ก่อนจัดประสบการณ์โดยผลที่ได้จากการวิจัย ครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อการเปรียบเทียบทักษะพื้นฐาน ทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลัง การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็ม ศึกษา สมมติฐานการวิจัย เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์ การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา ทักษะพื้นฐาน ทางวิทยาศาสตร์ หลังการจัดประสบการณ์สูง กว่าก่อนการจัดประสบการณ์ วิธีการดำเนินการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็น เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนสามพร้าว จังหวัดอุดรธานี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เด็กปฐมวัยที่มี อายุระหว่าง 5-6 ปี ที่กำลังศึกษา อยู่ในระดับ ชั้นอนุบาล 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนชุมชนสามพร้าว สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา อุดรธานี เขต 1 จำนวน 24 คน ที่ได้มาโดย การสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แผนการจัดประสบการณ์การ เรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา จำนวน 16 แผน แผนละ 40 นาที สัปดาห์ละ 2 แผน รวม 8 สัปดาห์ 2. แบบประเมินทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย แบบประเมิน 3 ทักษะ คือ ทักษะการสังเกต ทักษะการจำแนกประเภท ทักษะการจัด กระทำและสื่อความหมายข้อมูล การดำเนินการจัดกิจกรรม 1. นำแบบประเมินทักษะพื้นฐาน ทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ที่ได้ผ่าน การวิเคราะห์และปรับปรุงแก้ไขแล้ว นำไปให้ เด็กปฐมวัยที่เป็นกลุ่มทดลองดำเนินการ ทดสอบก่อนการจัดประสบการณ์ 2. ดำเนินการจัดประสบการณ์การ เรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน คือ ในวันจันทร์ และวันพุธ วันละ 40 นาที รวมทั้งสิ้น 16 ครั้ง 3. เมื่อครบ 8 สัปดาห์แล้วดำเนินการ ทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์หลัง การจัดประสบการณ์ (Posttest) กับเด็ก


ปฐมวัยโดยใช้แบบทดสอบทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ชุดเดียวกันกับแบบทดสอบก่อน การจัดประสบการณ์ 4. นำข้อมูลไปวิเคราะห์และสรุปผล การวิเคราะห์ข้อมูล 1. ว ิเคราะห์ข้อมูลที่ได ้ จ า ก แบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ของเด็กปฐมวัยก่อน และหลังการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็ม ศึกษา มาหาค่าสถิติพื้นฐาน คือ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนน ตารางที่ 1 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อน และหลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา ระยะการจัดกิจกรรม N ̅ S.D. ก่อนการจัดกิจกรรม 24 17.38 2.98 หลังการจัดกิจกรรม 24 22.08 2.75 จากตารางที่ 1 พบว่า คะแนนทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อน ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตาม แนวสะเต็มศึกษา มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.38 และหลังได้รับการจัดการจัดประสบการณ์ การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 22.08 ตามลำดับ 2. เปรียบเทียบคะแนนทักษะ พื้นฐานของทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ตามแนวสะเต็มศึกษา ตารางที่ 2 การเปรียบเทียบคะแนนทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา ระยะการจัดกิจกรรม N ̅ S.D. t ก่อนการจัดกิจกรรม 24 6.63 1.93 หลังการจัดกิจกรรม 24 10.83 2.44 13.22*


จากตารางที่ 2 เด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตาม แนวสะเต็มศึกษา มีทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัย เ ด ็ ก ป ฐ ม ว ั ย ท ี ่ ไ ด ้ ร ั บ ก า ร จั ด ประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็ม ศึกษา มีทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์การ จัดกิจกรรม สูงกว่าการจัดประสบการณ์อย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อภิปรายผลการวิจัย จากการวิจัยครั้งนี้พบว่าเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตาม แนวคิดสะเต็มศึกษามีทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยหลังการจัด ป ร ะ ส บ การ ณ ์ ส ู ง ก ว่า ก ่ อ น ก ำ ร จั ด ประสบการณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 ซึ่งสามารถอภิปรายได้ว่า การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวคิด สะเต็มศึกษา ช่วยส่งเสริมทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยได้ เนื่องมาจากแผนการจัดประสบการณ์ ทั้ง 8 แผน ได้ผ่านการตรวจสอบจาก ผู้เชี่ยวชาญ และได้นำไปทดลองใช้เพื่อหา คุณภาพที่เหมาะสม ดังนั้นกิจกรรมตาม แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตาม แนวคิดสะเต็มศึกษาสามารถนำมาจัด กิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเด็กจะได้เป็น ผู้ดำเนินการทำกิจกรรมด้วยตนเอง ซึ่งกิจกรรมประกอบด้วย 8 กิจกรรม ได้แก่ 1) กิจกรรมชุดพรางตัวหลากสี2) กิจกรรม แพบรรทุกไข่มังกร 3) กิจกรรมที่อยู่อาศัย ของสัตว์4) กิจกรรมของเล่นจากเศษวัสดุ 5) กิจกรรมกระถางต้นไม้วิเศษ 6) กิจกรรม ผจญภัยของลิงจ๋อ 7) กิจกรรมตะกร้าผลไม้ 8) กิจกรรมสะพานข้ามแม่น้ำ ในขั้นตอน การจัดประสบการณ์ครูได้ให้เด็กวาง แผนการทำกิจกรรม โดยในขั้นที่ 1 ขั้นระบุ ปัญหา เด็กฟังนิทานที่คุณครูนำมาเล่า และ ในนิทานจะมีปัญหาที่ซ่อนอยู่ เด็กจะต้องใช้ ประสาทสัมผัสท างด้า นการฟั ง แ ล ะ การมองเห็นเข้ามาช่วย เพื่อที่จะใช้ในการ ระบุปัญหาที่เกิดขึ้นของนิทานเรื่องนั้น ซึ่งเป็นการพัฒนาทักษะการสังเกตให้กับเด็ก ต่อมา ในขั้นที่ 2 ขั้นรวบรวมข้อมูล เด็กร่วมกันสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการ แก้ปัญหาของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น กิจกรรมแพบรรทุกไข่มังกร เด็กต้องรู้ อะไรบ้าง และสิ่งที่สามารถลอยน้ำได้มี ลักษณะอย่างไร เป็นต้น และในขั้นนี้เด็กได้ แยกวัสดุอุปกรณ์ที่เตรียมไว้ใส่ลงในแต่ละ ตะกร้า ซึ่งเป็นการฝึกให้เด็กเกิดทักษะการ จำแนกประเภท และในขั้นที่ 6 ขั้นนำเสนอ


ผลงาน เด็กแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอผลงาน ออกแบบ และชิ้นงานที่ได้ทำจากกิจกรรม โดยเด็กจะได้อธิบายถึงขั้นตอนการสร้าง ชิ้นงาน และสามารถบอกถึงวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ ในการสร้างชิ้นงาน รวมไปถึงการเล่าปัญหาที่ เกิดขึ้นระหว่างการทำงาน จะเห็นได้ว่า ในขั้นนี้จะช่วยพัฒนาทักษะการจัดกระทำ และสื่อความหมายข้อมูลให้กับเด็ก สอดคล้องกับ บรูเนอร์ (Bruner) ว่าเป็น กระบวนการเรียนรู้ โดยการเรียนรู้จากของ จริงและขั้นการเรียนรู้สัญลักษณ์และ นามธรรมสำหรับเด็กปฐมวัย เด็กควรจะได้ เรียนรู้จากของจริงบรูเนอร์เชื่อว่าการเรียนรู้ที่ ได้ผลดีที่สุด คือ การให้เด็กค้นพบการเรียนรู้ ด้วยตนเอง ครูมีบทบาทในการจัดเตรียมสื่อ อุปกรณ์การเรียนรู้ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ ท้าทายความคิด และการกระทำเพื่อให้เด็ก ได้ใช้กระบวนการคิดเพื่อแก้ปัญหา บรูเนอร์ เชื่อว่าพัฒนาการทางสติปัญญาเป็น กระบวนการ ที่ต่อเนื่องไปตลอดชีวิต ซึ่ง สอดคล้องกับ ไวก๊อตสกี้(Vygotsky) ที่กล่าว ไว้ว่า ในการเรียนรู้ของเด็กจะมีระยะห่าง ระหว่างสิ่งที่เด็กท ได้ด้วยตนเอง และสิ่งที่ เด็กสามารถจะทำหรือ เป็นไปได้โดยการ พัฒนาไปสู่ระยะที่ทำได้หรือเป็นไปได้นั้น จำเป็นต้องมีพื้นที่รอยต่อพัฒนาการที่เด็ก ได้รับการสนับสนุนจากผู้อื่น เช่น ครูเพื่อน ผู้เชี่ยวชาญ ครอบครัว หรือสื่อเทคโนโลยี เพื่อให้พวกเขาสามารถบรรลุเป้าหมายของ ตนเองได้และสอดคล้องกับ เบญจกาญจน์ ใส่ละม้าย และชลาธิป สมาหิโต (2558, หน้า 107) ได้ทำการ วิจัยเรื่องการพัฒนาความคิด สร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัยโดยผ่านการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา เรื่อง อาชีพในท้องถิ่น จังหวัดสงขลา ผลการวิจัยพบว่า ความคิด สร้างสรรค์ของ เด็กปฐมวัยโดยรวมก่อนการจัดประสบการณ์ การเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.96 คะแนน และค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน เท่ากับ 0.84 ส่วนคะแนนความคิดสร้างสรรค์ โดยรวมหลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ แบบสะเต็มศึกษาเรื่อง อาชีพในท้องถิ่น จังหวัดสงขลา มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 9.36 คะแนน และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.52 เมื่อ นำคะแนนเฉลี่ยความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ปฐมวัยในภาพรวมมาวิเคราะห์ข้อมูลทาง สถิติ พบว่า เด็กปฐมวัยมีผลคะแนน ความคิด สร้างสรรค์หลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และภาวินี จิตต์โสภา (2565) ที่ได้ศึกษาการ เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม ของเด็กอนุบาล โดยใช้การจัดประสบการณ์ การเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด ประสบการณ์ การเรียนรู้ตามแนวคิด สะเต็มศึกษา มีทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่าง มีนัยสำคัญนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ข้อเสนอแนะ จากการวิจัยครั้งนี้มีข้อเสนอแนะใน การนำผลการวิจัยไปใช้ และข้อเสนอแนะใน การทำวิจัยครั้งนี้ ดังต่อไปนี้ 1. ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ 1.1 การจัดประสบการณ์การ ตามแนวสะเต็มศึกษา ครูผู้สอนต้องศึกษา หลักการ ขั้นตอนรวมถึงลักษณะกิจกรรม ของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนว สะเต็มศึกษา เพื่อนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องและ คลอบคลุมพัฒนาการของเด็กปฐมวัย 1.2 ครูควรมีบทบาทในการ ดูแลให้ความช่วยเหลือ ให้คำแนะนำเมื่อเด็ก ต้องการ ให้การเสริมแรง กล่าวคำซมเขยและ ถ้าเด็กมีปัญหาระหว่างทำกิจกรรมครูต้องให้ ความช่วยเหลือเด็ก 2. ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้ง ต่อไป 2.1 ควรมีการจัดประสบการณ์ การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา ที่มีต่อตัว แปรอื่น เช่น การวัด การพยากรณ์อันจะเกิด ประโยชน์ต่อครูและเด็กปฐมวัยต่อไป 2.2 ควรมีการศึกษาวิจัยที่ หลากหลาย เพื่อนำมาผลที่ได้มาพัฒนา ร่วมกับการจัดประสบการณ์ด้านอื่นๆ ที่จะ ช่วยให้เด็กมีการพัฒนาทักษะทางด้านต่างๆ ที่หลากหลาย


เอกสารอ้างอิง กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. ชลาธิป สมาหิโต. (2557). เอกสารประกอบการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการจัดกิจกรรมบูรณาการ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ : สมาคมอนุบาลแห่งประเทศไทย. ณัฐพล บุตรหิน. (2563). การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับ การ จัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานเสริมด้วยคําถามปลายเปิด. โรงเรียน ชุมชน สามพร้าว สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1. พัทธนันท์ ไตรทามา. (2563). การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยด้วยการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา. ปริญญานิพนธ์ ค.ม. (วิจัยหลักสูตร และการ สอน). สกลนคร: มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). แนวทางการจัดกิจกรรม พัฒนาผู้เรียน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์ การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด


Click to View FlipBook Version