การลาเลียง
ของพืช
(Symplast Pathway)แบบซิมพลาสต์
เป็ นการลาเลียงน้าจากเซลล์หน่ึงสู่อีกเซลล์หน่ึง
ผา่ นทางพลาสโมเดสมาตาและเขา้ สู่ไซเล็ม
(Apoplast Pathway)แบบอโพพลาสต์
เคลื่อนท่ีไปตามผนังเซลล์และช่องว่างระหว่างเซลล์
(Transmembrane Pathway)แบบทรานส์เมมเบรน
เป็ นการลาเลียงน้าจากเซลล์หน่ึงสู่อีกเซลล์หน่ึง
โดยผา่ นเยื่อหุ้มเซลล์
(Transpiration)การคายน้า
เม่ือปากใบเปิ ดพืชจะสูญเสียน้าในรูปของไอน้า
ผา่ นทางปากใบ
(Passive Transport)เคลื่อนท่ีแบบไม่ใช้พลังงาน
เป็ นการเคลื่อนที่จากความเขม้ ขน้ สูง ไปความเขม้ ขน้ ต่า
(Active Transport)เคล่ือนที่แบบใช้พลังงาน
เป็ นการเคลื่อนท่ีจากความเขม้ ขน้ ต่าไปความเขม้ ขน้ สูง
จะมีพลังงานเขา้ มาเก่ียวขอ้ ง
(Hydathode)รูหยาดน้า
จะอยู่ปลายสุดของไซเล็มบรเิ วณขอบใบหรอื ปลายใบ
โดยน้าจะเคล่ือนที่ออกมาในรูปของหยดน้า
(Guttation)กัตเตชัน
เป็ นปรากฏการณ์ที่พืชสูญเสียน้าในรูปของหยดน้าผา่ น
ทางรูหยาดน้า
(Osmosis)ออสโมสิส
เป็ นวิธีท่ีทาใหน้ ้าในดินเคล่ือนท่ีเขา้ สู่เซลล์ขนรากผ่าน
เย่ือหุ้มเซลล์
(Caspaian Strip)แถบแคสพาเรียน
อยู่บริเวณผนังเซลล์ของเซลล์บางชนิดมีสารซูเบอรนิ มา
สะสมเป็ นแถบเล็กๆ
(Root presure)ความดันราก
น้าจะ osmosis เขา้ รากแบบซิมพลาสต์และอโพพลาสต์
จะดันน้าเก่าขนึ้ ไปเรอื่ ยๆ
(Capillary action)การซึมตามรูเล็ก
เกิดท่ีลาต้นและใบของไซเล็ม ถ้าหลอดเล็กจะเคลื่อนท่ีได้เร็ว
(Transpiration pull)แรงดึงจากการคายน้า
เป็ นการเคล่ือนที่จากรากไปสู่ยอดได้มากท่ีสุด
จะช่วยรกั ษาอุณหภูมิและช่วยให้น้าเคล่ือนท่ีได้มากที่สุด
(Adhesion)แอดฮีชัน
เป็ นแรงยึดเหนี่ยวระหว่างน้ากับผนังเซลล์
(Cohesion)โคฮีชัน
เป็ นแรงยึดเหนี่ยวระหว่างน้ากับน้า