ตอน ขุนชา งถวายฎกี า
เสภาเรอื่ งขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎกี า
น.ส. กมลชนก จดั ทาโดย เลขท่ี ๑
เลขที่ ๓
เนตรสว่าง เลขที่ ๘
เลขที่ ๑๐
น.ส. กิตตมิ า สภุ โรจนยี ์ เลขที่ ๑๑
เลขที่ ๑๒
น.ส. ธนาภรณ์ อฎั ฎาลกะสิริ เลขที่ ๑๕
เลขที่ ๑๖
น.ส. ธนั ยพร เอยี่ มใจดี เลขที่ ๑๘
เลขที่ ๑๙
น.ส. นฤมล ตาพนั ธ์ุ เลขที่ ๒๑
เลขที่ ๒๒
น.ส. เนตรทิพย์ แชม่ เชอื้ เลขท่ี ๒๔
เลขท่ี ๒๕
น.ส. พรชนก นาคะประเสริฐกุล เลขท่ี ๒๘
น.ส. พรธดิ า ใจธรรม
น.ส. พณั ณิตา บุญศรวี งษ์
น.ส. ภัสภรณ์ เพช็ รปานกัน
น.ส. วริศรา แซ่แต้
น.ส. ศวิ นันท์ นมิ ิตสกุลวัฒน์
น.ส. สธุ ารส อินสวุ รรณ์
น.ส. สุพกั ตร์สริ ิ บญุ นอ้ ย
น.ส. อาชวี เอกนิรันดร์
ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี ๖/๓
เสนอ
ครชู มัยพร แก้วปานกนั
วารสารอิเล็กทรอนกิ ส์ฉบบั น้ีเป็นสว่ นหนึ่งของรายวชิ าภาษาไทยพ้นื ฐาน ๖ ท๓๓๑๐๒ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๖
โรงเรยี นสงวนหญิง จังหวดั สุพรรณบุรี
ก
คำนำ
วารสารอเิ ล็กทรอนิกส์เลม่ น้จี ัดทาข้นึ เพื่อเป็นสว่ นหนึ่งของวชิ าภาษาไทยพนื้ ฐาน ๖ ท๓๓๑๐๒
ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๖ เพ่อื ให้ไดศ้ กึ ษาความร้ใู นเสภาเรื่องขุนชา้ งขนุ แผน และวเิ คราะห์คุณค่าของวรรณคดีเร่ือง
นอ้ี ยา่ งเข้าใจเพื่อเป็นประโยชนต์ อ่ การเรียน
เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน เป็นนิทานมหากาพย์พ้ืนบ้านของไทย สันนิษฐานว่าเคยเกิดข้ึนจริงในสมัย
กรุงศรีอยุธยา แล้วเล่าสืบต่อกันมา เร่ืองราวของขุนช้างขุนแผนปรากฏในหนังสือคาให้การชาวกรุงเก่า แต่มี
การดัดแปลงเพิ่มเติมให้มีลักษณะคล้ายนิทานเพ่ือให้เน้ือเร่ืองสนุกสนานขึ้นและยังสะท้อนภาพการดาเนินชวี ิต
ขนบธรรมเนยี มประเพณีและวัฒนธรรมของคนไทยในอดีตไดช้ ดั เจน
คณะผู้จัดทำหวังว่าวารสารอิเล็กทรอนิกส์เล่มน้ีจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านหรือนักเรียน นักศึกษา ท่ี
กาลังศึกษาหาข้อมูลเก่ียวกับเสภาเร่ืองขุนช้างขุนแผน หากมีข้อเสนอแนะหรือข้อผิดพลาดประการใดคณะ
ผจู้ ดั ทาขอนอ้ มรบั ไวแ้ ละขออภัยมา ณ ทนี่ ้ดี ้วย
คณะผจู้ ดั ทา
๗ ธันวาคม ๒๕๖๓
สารบัญ ข
เร่ือง หน้า
คานา ก
สารบญั ข
ความเป็นมาของเสภาขุนชา้ งขุนแผน ๑
จุดมุ่งหมาย ๒
ประวัติผู้แต่ง ๓
ลักษณะคาประพันธ์ ๗
เนือ้ เรื่องเตม็ : เสภาขุนชา้ งขุนแผน ๘
เนือ้ เร่ืองเตม็ ตอน ขุนช้างถวายฎกี า ๑๑
คาอธบิ ายศัพท์ ๓๐
บทวเิ คราะห์ ๓๔
-คุณค่าด้านเน้ือหา ๓๔
-คณุ ค่าดา้ นวรรณศิลป์ ๓๘
-คณุ คา่ ดา้ นสังคม ๔๓
เกรด็ ความรู้ ๔๖
ภาคผนวก ๔๗
เบอื้ งหลงั การทางาน ๔๘
๑
ความเปน็ มาของเสภาขุนชา้ งขุนแผน
เป็นนิทานมหากาพย์พ้ืนบ้านของไทย เค้าเร่ืองขนุ ช้างขุนแผนนี้
สันนษิ ฐานวา่ เคยเกดิ ข้นึ จริงในสมยั กรุงศรีอยุธยา แล้วมผี ู้จดจาเลา่ สืบตอ่ กันมา
เนื่องจากเรื่องราวของขุนชา้ งขนุ แผนมปี รากฏในหนังสอื คาใหก้ ารชาวกรุงเก่า
แต่มีการดัดแปลงเพ่ิมเตมิ จนมลี กั ษณะคล้ายนิทานเพื่อใหเ้ นอื้ เรื่องสนุกสนาน
ชวนตดิ ตามยิง่ ขน้ึ รายละเอียดในการดาเนินเรื่องยังสะท้อนภาพการดาเนินชวี ิต
ขนบธรรมเนยี มประเพณีและวฒั นธรรมของชาวสยามในครั้งอดตี ไดอ้ ยา่ งชัดเจนยง่ิ
เรอ่ื งขนุ ช้างขนุ แผนนี้ ถกู สนั นิษฐานวา่ เปน็ การแตง่ ขึน้ ร้องแบบมุขปาฐะ (ปากต่อปาก) เพ่ือความบันเทงิ ใน
ลกั ษณะเดยี วกบั มหากาพยข์ องยโุ รป อย่างเชน่ ของโฮเมอร์ โดยคงจะเริ่มแตง่ ตัง้ แต่ราวอยุธยาตอนกลาง (ราว
พ.ศ. ๒๑๔๓) และมกี ารเพ่มิ เติม หรือตดั ทอนเร่ือยมา จนมีรายละเอยี ดและความยาวอย่างท่สี บื ทอดกันอยู่ใน
สมยั อยธุ ยาตอนปลาย แตไ่ ม่ไดถ้ กู บนั ทึกลงไว้เป็นกิจจะลกั ษณะ เน่ืองจากบคุ คลชั้นสงู สมัยนน้ั เหน็ วา่ เปน็ กลอน
ชาวบา้ น ท่มี เี นอ้ื หาบางตอนหยาบโลน และไมม่ ีการใช้ฉนั ทลกั ษณ์อย่างวจิ ิตร ดังนน้ั เม่ือกรุงศรีอยุธยาถูก
ทาลายในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ จึงไมม่ ตี น้ ฉบับเร่ืองขนุ ชา้ งขนุ แผนเหลอื อยู่ แตเ่ น่ืองจากเปน็ เร่ืองทม่ี ีความนยิ มสงู ใน
หมูช่ าวไทย จึงมผี ู้ทจี่ าเน้ือหาไดอ้ ยู่มาก และทาให้ถูกฟน้ื ฟูกลับมาได้ไม่ยาก
๒
จดุ มงุ่ หมาย
เสภาขุนชา้ งขนุ แผน ตอนขุนชา้ งถวายฎกี ามีจุดมุ่งหมายท่ีจะชีผ้ ฟู้ ังหรอื ผู้อ่านได้รจู้ กั กลอนเสภา
นอกจากจะแสดงถึงบุคลกิ ลกั ษณะนสิ ัยของตัวละครอย่างนางวนั ทอง สมเด็จพระพันวษา ขนุ แผน ขนุ ช้าง
และจมน่ื ไวยได้อย่างน่าเหน็ ใจแลว้ ยังแฝงด้วยขอ้ คิดเร่ืองความรักของแมท่ ่ีมีต่อลูกอีกด้วย อกี ท้ังยังแสดง
ค่านิยมและความเชอ่ื ของคนในสังคมสมยั อยุธยา ซงึ่ แมว้ า่ จะไม่อาจประเมินข้อเทจ็ จริงทางสังคมได้
เชน่ เดยี วกับเอกสารทางประวัติศาสตร์ แต่วรรณคดีเรื่องน้ีก็เป็นภาพสะท้อนท่ีแสดงใหเ้ ห็นโลกทศั น์ของ
ครอบครวั ขนุ นางในสมัยอยุธยาและรตั นโกสินทรว์ า่ มีความจงรกั ภกั ดตี ่อพระมหากษัตรยิ ์อย่างสูงสุดเพยี งใด
วตั ถปุ ระสงค์
๑.เพ่ือใหผ้ ู้เรียนไดร้ ู้จักเนอ้ื เรอ่ื งยอ่ ขนุ ชา้ งขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎกี า
๒.เพ่ือให้ผูเ้ รียนไดร้ ้จู ักลกั ษณะของตวั ละครในเรอื่ ง
๓.เพื่อให้ผเู้ รยี นไดร้ ู้จักคุณค่าด้านวรรณศลิ ป์ในเร่ือง
๔.เพื่อใหผ้ เู้ รยี นไดร้ ู้จักคุณค่าดา้ นสงั คมในเร่ือง
๕.เพ่ือเป็นบทเสภาในการขับเสภา
๓
ประวตั ผิ ู้แต่ง
พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลศิ หล้านภาลัย
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลศิ หลา้ นภาลยั ทรงเปน็ พระมหากษัตริยไ์ ทย
องค์ที่ ๒ แหง่ ราชวงศจ์ กั รี ทรงประสตู ิเมื่อ ๒๔ กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๑๐
ตรงกบั วนั พธุ ขน้ึ ๗ คา่ เดือน ๓ ปีกุน มีพระนามเดิมวา่ "ฉิม" พระองค์
ทรงเปน็ พระบรมราชโอรสองค์ท่ี ๔ ในพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้า
จุฬาโลกมหาราชและกรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์พระบรมราชชนนี
พันปีหลวง ประสูติ ณ บ้านอัมพวา แขวงเมืองสมุทรสงคราม ขณะนั้น
พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช เป็นหลวงยกกรับตั ร
เมืองราชบรุ ี พระบดิ าได้ให้เข้าศึกษากบั สมเด็จพระวันรตั ( ทองอยู่ )
ณ วดั บางหว้าใหญ่
- พระองค์ทรงมีพระชายาเท่าทีป่ รากฎ
๑. กรมสมเด็จพระศรสี ุริเยนทรามาตย์ พระอัครมเหสี
๒. กรมสมเด็จพระศรสี ุราลยั พระสนมเอก ขณะขน้ึ ครองราชยใ์ นปี พ.ศ.๒๓๕๒ มีพระชนมายุได้ ๔๒ พรรษา
- บทพระราชนิพนธ์ในพระองค์ ได้แก่
๑. บทละครในเรื่องรามเกยี รต์ิ
๒. บทละครในเรอื่ งอิเหนา
๓. บทละครนอกเร่อื ง สงั ขท์ อง คาวี ไชยเชษฐ์ ไกรทอง มณีพิชยั
๔. กาพย์แห่เรือชมเครื่องคาวหวาน
๕. บทกาพยโ์ ขน ตอนนางลอย พรหมาสตร์ นาคบาศ และเอราวัณ
๖. กลอนเสภาเรือ่ ง ขนุ ช้างขุนแผน ตอน พลายแกว้ เป็นชูก้ ับ นางพมิ ตอน ขนุ แผนขนึ้ เรือนขุนช้าง และตอน
เข้าห้องแกว้ กิริยาและพานางวนั ทองหนี
๔
พระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกล้าเจ้าอยหู่ ัว
พระบาทสมเด็จพระนง่ั เกล้าเจ้าอยหู่ ัวเปน็ พระราชโอรสใน
พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หลา้ นภาลยั ประสูตแิ ตส่ มเด็จพระศรสี ลุ า-
ลัย เสดจ็ พระราชสมภพเมื่อวันจนั ทร์ท่ี ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๓๐
ณ พระราชวงั เดมิ ตรงกับรชั สมัยพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลก
มหาราช ในขณะที่พระองค์ประสตู ินน้ั พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลศิ หล้า
นภาลยั ดารงพระอสิ รยิ ยศทีส่ มเดจ็ พระเจา้ ลกู ยาเธอ เจา้ ฟ้ากรมหลวงอศิ ร
สุนทร พระองค์จงึ มสี กลุ ยศช้ันหม่อมเจา้ พระนามว่า หมอ่ มเจ้าชาย
ทบั จนกระทั่ง สมเดจ็ พระบรมชนกนาถได้รับอปุ ราชาภิเษกข้ึนเปน็ กรม
พระราชวงั บวรสถานมงคล ในปี พ.ศ. ๒๓๔๙
พระองค์จงึ มีพระอิสรยิ ยศเปน็ พระเจา้ หลานเธอ พระองค์เจ้าชายทับ
รชั กาลที่ ๓ ทรงพระราชนพิ นธ์ตอน "ขนุ ชา้ งตามนางวันทอง"
พระสุนทรโวหาร
พระสุนทรโวหาร นามเดมิ ภู่ หรอื ที่เรยี กกนั ท่ัวไปวา่ สุนทรภู่
(๒๖ มิถนุ ายน พ.ศ. ๒๓๒๙ - พ.ศ. ๒๓๙๘) เป็นอาลักษณ์ชาวไทยทม่ี ี
ชอื่ เสียงเชงิ กวี ได้รับยกย่องเป็น เชกสเปยี รแ์ หง่ ประเทศไทย เกดิ หลงั จาก
ตง้ั กรงุ รัตนโกสนิ ทร์ได้ ๔ ปี และไดเ้ ข้ารับราชการเปน็ อาลกั ษณร์ าชสานกั
ในรัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หล้านภาลยั เมอื่ สิ้นรชั กาลไดอ้ อก
บวชเปน็ เวลาร่วม ๒๐ ปี กอ่ นจะกลบั เข้ารับราชการอีกครง้ั ในปลายรัชสมยั
พระบาทสมเดจ็ พระน่ังเกลา้ เจ้าอยหู่ วั โดยเป็นอาลกั ษณ์ในสมเด็จเจา้ ฟา้
จุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ในสมยั รัชกาลที่ ๔ ได้เล่ือนตาแหนง่ เป็น
พระสนุ ทรโวหาร เจ้ากรมอาลักษณ์ฝา่ ยพระราชวังบวร ซงึ่ เป็นตาแหนง่
ราชการสุดท้ายก่อนสน้ิ ชวี ติ
๕
สุนทรภู่เปน็ กวีท่ีมีความชานาญทางดา้ นกลอน ไดส้ รา้ งขนบการประพนั ธก์ ลอนนิทานและกลอนนริ าศ
ขนึ้ ใหม่จนกลายเปน็ ทนี่ ิยมอย่างกวา้ งขวางสืบเนื่องมาจนกระทง่ั ถงึ ปัจจุบนั ผลงานทมี่ ีช่อื เสียงของสนุ ทรภูม่ ี
มากมายหลายเร่ือง เช่น นิราศภเู ขาทอง นิราศสุพรรณ เพลงยาวถวายโอวาท กาพย์พระไชยสรุ ยิ า และ พระ
อภยั มณี เปน็ ต้น โดยเฉพาะเร่ือง พระอภัยมณี ได้รับยกย่องจากวรรณคดีสโมสรว่าเปน็ ยอดของวรรณคดี
ประเภทกลอนนทิ าน และเป็นผลงานที่แสดงถึงทักษะ ความรู้ และทัศนะของสุนทรภู่อย่างมากทีส่ ดุ งาน
ประพันธห์ ลายช้นิ ของสุนทรภไู่ ดร้ ับเลอื กให้เปน็ สว่ นหนึง่ ในหลกั สูตรการเรียนการสอนนับแตอ่ ดีตมาจนถงึ
ปจั จบุ นั เช่น กาพย์พระไชยสุริยา นริ าศพระบาท และอีกหลาย ๆ เรอื่ ง
ปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ในโอกาสครบรอบ ๒๐๐ ปีชาตกาล สุนทรภไู่ ดร้ ับยกยอ่ งจากองค์การยูเนสโกให้เปน็
บคุ คลสาคัญของโลกด้านงานวรรณกรรม ผลงานของสนุ ทรภู่ยังเป็นทนี่ ยิ มในสังคมไทยอยา่ งต่อเนื่องตลอดมา
ไมข่ าดสาย และมีการนาไปดัดแปลงเปน็ ส่ือตา่ ง ๆ เช่น หนงั สอื การต์ นู ภาพยนตร์ เพลง รวมถึงละคร มีการ
ก่อสร้างอนุสาวรยี ส์ ุนทรภู่ไวท้ ่ีตาบลกรา่ อาเภอแกลง จังหวดั ระยอง บ้านเกิดของบิดาของสนุ ทรภู่ และเป็นที่
กาเนดิ ผลงานนิราศเร่ืองแรกของท่านคอื นิราศเมืองแกลง นอกจากนี้ยังมีอนุสาวรีย์แหง่ อ่ืน ๆ อกี เช่น ท่วี ดั ศรี
สดุ าราม ทจ่ี ังหวดั เพชรบุรี และจงั หวัดนครปฐม วันเกิดของสนุ ทรภคู่ อื วันที่ ๒๖ มถิ ุนายนของทุกปี
ถือเป็น วนั สุนทรภู่ ซง่ึ เปน็ วนั สาคญั ด้านวรรณกรรมของไทย มีการจัดกิจกรรมเชิดชูเกียรตคิ ุณและ
สง่ เสริมศลิ ปะการประพันธ์บทกวีจากองค์กรต่าง ๆ โดยทั่วไป
สนุ ทรภแู่ ตง่ ตอน "กาเนดิ พลายงาม"
๖
แจง้ คล้ายสีทอง
นาย แจง้ คล้ายสีทอง เกิดวันอาทิตย์ ท่ี ๑๐ มนี าคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ค.ศ. ๑๙๓๕ ปีจอ
ท่ีบ้านตาบลบางตาเถร อาเภอสองพ่ีน้อง จังหวัดสพุ รรณบุรี เปน็ บตุ รคนที่ ๓ และเป็นบุตรชายคนเดยี ว ของ
นาย หวนั และนางเพ้ยี น คล้ายสีทอง มีพี่น้อง ท้องเดยี วกนั ทงั้ หมด ๔ คน นายแจ้ง คล้ายสีทอง เกิดในตระกลู
ศิลปิน คณุ ตาเปน็ นักสวดคฤหัสถ์ บดิ าเป็นผแู้ สดงโขน พากย์โขน และเป็นตลกโขนท่ีมีชอ่ื เสียงในคณะโขนวัด
ดอนกลาง จังหวดั สพุ รรณบุรี มารดาเปน็ นกั ร้องเพลงไทยเดิม และแมเ่ พลงพ้นื บา้ นผมู้ นี า้ เสียงไพเราะยิง่
รวมทง้ั ญาติพน่ี อ้ งอนื่ ๆ กเ็ ปน็ ศิลปินพ้นื บา้ นท่ีจังหวดั สพุ รรณบุรีดว้ ยกนั ทงั้ หมด นาย แจ้ง คลา้ ยสีทองติดตาม
บิดา มารดา ไปตามงานแสดงต่าง ๆ และเริม่ การแสดงต้ังแต่ยงั เยาวว์ ยั
ในบรรดากวียคุ ต้นกรุงเทพฯ ผู้แต่งเสภาเรือ่ งขุนช้างขุนแผนด้วยกนั แล้ว ดูเหมอื นชอ่ื ครูแจ้งจะเป็นที่กล่าวขวัญ
ถึงมากทส่ี ดุ ว่ามีกวีโวหารโลดโผนและหยาบคาย ครแู จ้งแตง่ เสภาไวห้ ลายตอน แตต่ อนขนุ แผนตดี าบซ้อื ม้าหา
กุมารทองท่ีมฉี ากผ่าท้องนางบวั คลก่ี เ็ ป็นท่เี ลอื่ งลือช่ือกระฉ่อน เพราะแต่งไดส้ ยดสยองพองขนยง่ิ นัก แตบ่ ท
เสภาตอนที่วา่ น้ีมปี ัญหาคาใจผู้อา่ น เพราะฉบบั ที่พิมพ์เป็นเลม่ แพร่หลายอยู่น้ีถูกสมเดจ็ ฯกรมพระยาดารงรา
ชานภุ าพ ทรง "ชาระ" จนสะอาดหมดจดหมดราคีคาว ไม่โลดโผนและไม่หยาบคายอยา่ งที่รูๆ้ กัน ทาให้เกิดข้อ
สงสัยวา่ ต้นฉบบั เดิมของครูแจง้ แต่งไวม้ ีเน้ือความแท้ๆ ว่าอย่างไร? ชวนใหอ้ ยากอา่ นฉบบั เดิมแทๆ้ ก่อนถกู ตัด
และดัดแปลง แตก่ ็ไม่ได้อ่านเพราะนบั แต่ พ.ศ.๒๔๖๑ ทีส่ มเด็จฯกรมพระยาดารงราชานุภาพ ทรง "ชาระ" และ
มกี ารพิมพเ์ ผยแพร่เป็นเลม่ จนถงึ พ.ศ.๒๕๔๕ เป็นเวลาราว ๘๔ ปี แลว้ สาธารณชนคนท่วั ไปไม่ได้อา่ น และหา
อา่ นไมไ่ ด้ เพราะหน่วยราชการทดี่ แู ลต้นฉบบั ไม่อนญุ าตใหใ้ ครอา่ น โดยเขียนปา้ ยปะหน้าสมุดไทยวา่ หา้ ม
บรกิ าร และไม่พิมพ์มาให้อา่ น โชคดที มี่ รี ัฐธรรมนญู ฉบับประชาชน พ.ศ.๒๕๔๐ ทาใหไ้ ด้อ่านสาเนาตน้ ฉบับเดิม
ของครแู จ้ง ตอนตดี าบซื้อม้าหากมุ าร (ไม่ไดอ้ า่ นต้นฉบบั จรงิ ที่เขียนลงสมุดไทย)
*ขนุ ชา้ งขนุ แผน ตอน ขนุ ชา้ งถวายฎกี า ไมป่ รากฏนามผ้แู ต่ง*
๗
ลักษณะคาประพันธ์
เรือ่ งขุนช้างขนุ แผน เป็นคาประพันธป์ ระเภทกลอนเสภา เสภาเป็นกลอนข้ันเลา่ เรื่องอยา่ ง
เล่านิทานจึงใช้คามากเพ่อื บรรจุขอ้ ความใหช้ ดั เจนแกผ่ ฟู้ ัง และม่งุ เอาการขบั ได้ ไพเราะเป็นสาคญั
สัมผัสของคาประพันธ์ คือ คาสุดท้ายของวรรคตน้ ส่งสัมผัสไปยังคาใดคาหนึ่งใน ๕ คาแรกของ
วรรคหลงั สมั ผัสวรรคอื่นและสมั ผสั ระหวา่ งบทเหมอื นกลอนสภุ าพ
ตัวอยา่ งกลอนเสภา
จะกลา่ วถึงโฉมเจ้าพลายงาม เมอ่ื เป็นความชนะขนุ ชา้ งนั่น
กลับมาอยบู่ ้านสาราญครนั เกษมสนั ต์สองสมภิรมย์ยวน
พร้อมญาติขาดอยู่แตม่ ารดา นกึ นกึ ตรึกตราละห้อยหวน
โอว้ ่าแมว่ นั ทองช่างหมองนวล ไมส่ มควรเคียงคูก่ ับขุนชา้ ง
เออน่ีเน้ือเคราะห์กรรมนามาผิด น่าอายมิตรหมองใจไม่หายหมาง
ฝา่ ยพอ่ มีบุญเป็นขนุ นาง แตแ่ ม่ไปแนบขา้ งคนจังไร
๘
เน้อื เร่อื งเตม็ (แบบย่อ)
ณ เมอื งสุพรรณบุรี กล่าวถึงครอบครวั สามครอบครวั คือ ครอบครวั ของขนุ ไกรพลพ่าย รับราชการทหาร มี
ภรรยาช่อื นางทองประศรี มีลูกชายด้วยกนั ชื่อพลายแก้ว ครอบครัวของขนุ ศรีวชิ ยั เศรษฐใี หญข่ องเมือง
สุพรรณบุรี รบั ราชการเปน็ นายกองกรมช้างนอก ภรรยาช่ือนางเทพทอง มีลกู ชายชอื่ ขุน่ช้าง ซึ่งหัวล้านมาแต่
กาเนิด และครอบครวั ของพันศร โยธาเปน็ พอ่ คา้ ภรรยาชือ่ ศรปี ระจัน มีลกู สาวรปู รา่ งหนา้ ตางดงามช่ือ
พมิ พิลาไลย วันหนง่ึ สมเด็จพระพนั วษา มีความประสงค์จะล่าควายปา่ จึงส่งั ให้ขนุ ไกรปลูกพลบั พลาและตอ้ น
ควายเตรียมไว้ แต่ควายป่าเหล่า่นนั้ แตกต่นื ไมย่ อมเข้าคอก ขุนไกรจงึ ใช้หอกแทงควายตายไปมากมาย ทรี่ อ
ชีวติ กห็ นเี ขา้ ป่าไป สมเด็จพระพนั วษาโกรธมากสง่ั ให้ประหารชีวติ ขนุ ไกรเสีย
นางทองประศรีรู้ข่าวรีบพาพลายแก้วหนไี ปอยเู่ มืองกาญจนบุรี
ทางเมืองสพุ รรณบรุ ี มีพวกโจรจนั ศรขน้ึ ปลน้ บา้ นของขุนศรีวิชยั และฆา่
ขุนศรวี ชิ ยั ตาย สว่ นพันศร โยธาเดินทางไปค้าขายตา่ งเมือง
พอกลบั มาถึงบา้ นกเ็ ปน็ ไข้ป่าตาย เมอ่ื พลายแกว้ อายไุ ด้ ๑๕ ปี
ก็บวชเณรเรียนวิชาอยู่ที่วัดส้มใหญ่ แล้วยา้ ยไปเรียนต่อที่วัดปา่ เลไลย
ตอ่ มาทีว่ ัดปา่ เลไลยจัดให้มเี ทศนม์ หาชาติ เณรพลายแก้วเทศนก์ ณั ฑม์ ทั รี ซ่ึงนางพิมพลิ าไลยเปน็ เจา้ ของกัณฑ์
เทศน์ นางพมิ พลิ าไลยเลอื่ มใสมากจนเปลอ้ื งผ้าสไบบูชากัณฑ์เทศ์ ขนุ ชา้ งเหน็ เชน่ น้ันกเ็ ปลอ้ื งผ้าห่มของตนวาง
เคียงกบั ผ้าสไบของนางพิมพิลาไลย อธฐิ านขอให้ได้นางเป็นภรรยา ทาให้นางพิมพิลาไลยโกรธมาก ต่อมาเณร
พลพลายแก้วก็สกึ แลว้ ใหน้ างทองประศรีมาสูข่ อนางพิมพลิ าไลยและแตง่ งานกนั ทางกรุงศรีอยธุ ยาได้ขา่ วว่า
กองทัพเชียงใหม่ตีได้เมืองเชยี งทอง ซ่ึงเปน็ เมืองขน้ึ ของกรงุ ศรีอยธุ ยา สมเดจ็ พระพนั วษาจึงถามหาเช้อื สายของ
ขุนไกร ขุนช้างซง่ึ เข้าไปรับราชการอยจู่ งึ เลา่ เร่ืองราวความเก่งกลา้ สามารถของพลายแกว้ เพือ่ หวังจะพราก
พลายแกว้ ไปให้ไกลนางพมิ พิลาไลย สมเดจ็ พระพันวษาจึงให้ไปตามตัวมา แลว้ แต่งต้งั ให้เปน็ แมท่ ัพไปรบกบั
เมืองเชียงใหมแ่ ละไดร้ บั ชยั ชนะ นายบ้านแสนคาแมนแหง่ หมู่บา้ นจอมทอง เหน็ วา่ พลายแกว้ กับพวกทหาร
ไมไ่ ดเ้ บียดเบยี นให้ชาวบา้ นเดือดรอ้ น จึงยกนางลาวทองลกู สางของตนให้เป็นภรรยาของพลายแก้ว สว่ นนาง
พมิ พลิ าไลยเม่ือสามีไปทัพได้ไมน่ านกป็ ่วยหนกั รักษาเท่าไรก็ไมห่ าย ขรัวตาจูวดั ป่าเลไลยแนะนาใหเ้ ปล่ยี นช่ือ
เปน็ วนั ทอง อาการไข้จึงหาย ขนุ ช้างทาอุบายนาหม้อใส่กระดกู ไปใหน้ างศรปี ระจันกับนางวันทองดูวา่ พลาย
แก้วตายแลว้ และขวู่ า่ นางวนั ทองจะต้องถูกคุมตัวไวเ้ ปน็ ม่ายหลวงตามกฎหมาย นางวันทองไม่เชอ่ื แต่นางศรี
ประจันคิดว่าจรงิ ประกอบกบั เห็นว่าขุนช้างเป็นเศรษฐจี งึ บงั คบั ให้นางวนั ทองแตง่ งานกบั ขุนชา้ ง นางวันทอง
จาตอ้ งตามใจแม่ แตน่ างไม่ยอมเข้าหอ ขณะน้ันพลายแกว้ กลบั มาถงึ กรุงศรีอยธุ ยาและได้บรรดาศักด์เิ ปน็
ขุนแผนแสนสะท้าน จากน้ันก็พานางลาวทองกลบั สุพรรณบุรี นางวนั ทองเหน็ ขุนแผนพาภรรยาใหมม่ าดว้ ยก็
โกรธดา่ ทอโต้ตอบกับนางลาวทองและลืมตวั พูดกา้ วรา้ วขนุ แผน ทาใหข้ ุนแผนโมโหพานางลาวทองไปอยู่ท่ี
กาญจนบุรี ส่วนนางวันทองก็ตกเป็นภรรยาของขุนช้างอย่างจาใจ ตอ่ มาขนุ ช้างและขนุ แผนเข้าไปรบั การอบรม
๙
ในวังและได้เปน็ มหาดเล็กเวรทง้ั ๒ คน วนั หนึ่งนางทองประศรใี ห้คนมาส่งข่าวว่านางลาวทองปว่ ยหนกั
ขุนแผนจงึ ฝากเวรไว้กบั ขนุ ช้างแลว้ ไปดูอาการของนางลาวทอง ตอนเชา้ สมเด็จพระพันวษาถามถงึ ขุนแผนขุน
ชา้ งบอกวา่ ขนุ แผนปีนกาแพงวังหนไี ปหาภรรยา สมเดจ็ พระพันวษาโกรธตรสั ให้ขุนแผนตระเวนดา่ นท่ี
กาญจนบรุ ี หา้ มเข้าเฝา้ และริบนางลาวทองเขา้ เป็นม่ายหลวง ขุนแผนไดท้ ราบเรื่องก็โกรธขนุ ชา้ ง คดิ จะแก้
แค้นแตย่ ังมกี าลังไม่พอ จึงออกตระเวนปา่ ไปโดยลาพงั คิดจะหาอาวุธ ม้า และ กมุ ารทอง สาหรับปอ้ งกันตวั
ได้ตระเวนไปจนถึงถิ่นของหม่ืนหาญนักเลงใหญ่ ได้เข้าสมัครเขา้ ไปอยู่ด้วย เพราะหวังจะไดบ้ ัวคลี่
ลูกสาวของหมนื่ หาญได้ทาตัวนอบน้อมและตั้งใจทางานเป็นอย่างดี
จนเปน็ ท่ีรักใคร่ของหมื่นหาญ ถงึ กับออกปากยกลูกสาวใหแ้ ตง่ งานดว้ ย
พอได้แตง่ งานกับบวั คลี่แล้ว ขนุ แผนก็ไม่ยอมทางานรว่ มกับหมืน่ หาญ
ทาใหห้ ม่ืนหาญโกรธคิดฆ่าขนุ แผน เพราะขนุ แผนอยยู่ งคงกระพันจงึ ให้
บวั คล่ใี ส่ยาพิษลงในอาหารให้ขนุ แผนกนิ แตผ่ ีพรายมาบอกให้รูต้ วั
ขนุ แผนจงึ ทาอุบายเปน็ ไข้ไมย่ อมกนิ อาหารแลว้ ออกปากขอลูกจากบวั คลี่ นางไมร่ คู้ วามหมายก็ออกปากยกลกู
ให้ขนุ แผน พอกลางคืนขณะที่บวั คลีน่ อนหลับขุนแผนกผ็ ่าท้องนางแลว้ นาลูกไปทาพธิ ีตอนเช้าหม่นื หาญและ
ภรรยาร้วู า่ ลกู สาวถูกผา่ ท้องตายกต็ ิดตามขุนแผนไป แตก่ ส็ ู้ขนุ แผนไม่ได้ ขุนแผนเสกกมุ ารทองสาเร็จ จึงออก
เดนิ ทางต่อไป แลว้ ไปหาชา่ งตีดาบ หาเหลก็ และเครื่องใชต้ ่าง ๆเตรยี มไว้ตงั้ พธิ ตี ดี าบจนสาเรจ็ ดาบนี้ใหช้ อ่ื ว่า
ดาบฟ้าฟ้นื ใชเ้ ป็นอาวธุ ตอ่ ไป
หลงั จากนน้ั เดนิ ทางไปหาม้า ได้ไปพบคณะจดั ซ้ือม้าหลวง ไดเ้ ห็นลูกมา้ ลูกม้าตวั หนึ่งมลี กั ษณะถูกต้องตามตารา
กช็ อบใจ ได้ออกปากซ้ือ เจ้าหนา้ ทีก่ ข็ ายใหใ้ นราคาถกู ขนุ แผนจงึ เสกหญ้าใหม้ ้ากิน และนามาฝกึ จนเปน็ มา้
แสนร้ใู ห้ช่อื วา่ มา้ สหี มอก เมื่อได้กมุ ารทอง ดาบฟา้ ฟน้ื และมา้ สีหมอกครบตามความตั้งใจแล้วกเ็ ดนิ ทางกลับ
บา้ น คิดจะไปแก้แคน้ ขนุ ช้าง นางทองประศรีมารดาห้ามปรามก็ไมฟ่ ัง ไดเ้ ดนิ ทางออกจากกาญจนบรุ ีไปยัง
สพุ รรณบรุ ีขน้ึ เรือนขนุ ชา้ ง ได้นางแกว้ กิริยาลูกสาวพระยาสุโขทยั ท่นี ามาเปน็ ตัวจานาไวใ้ นบ้านขนุ ช้างเป็น
ภรรยา แล้วพาวันทองหนีออกจากบ้าน ขุนชา้ งต่นื ได้ออกติดตามแตต่ ามไมท่ นั ได้ไปทลู ฟ้องสมเด็จพระพนั วษา
ให้กองทัพออกตดิ ตามขนุ แผน ขนุ แผนไมย่ อมกลบั ไดต้ ่อสกู้ ับกองทพั ทาใหข้ ุนเพชร ขนุ รามถึงแก่ความตาย
กองทพั ต้องถอยกลบั กรงุ ขุนแผนจึงกลายเปน็ กบฏ ต้องเที่ยวเรร่ ่อนอยใู่ นปา่ จนนางวันทองต้ังทอ้ งแก่ใกล้
คลอด ขนุ แผนสงสารกลวั นางจะเปน็ อันตรายจึงยอมเขา้ มอบตวั กับพระพจิ ิตร พระพจิ ติ รไดส้ ง่ ตัวเขา้ สูค้ ดีใน
กรุง ขนุ แผนชนะคดีและได้นางวนั ทองคืน ขนุ แผนมีความคิดถึงลาวทอง ไดข้ อให้จมื่นศรีช่วยขอให้ ขนุ แผนถูก
กริว้ และถูกจาคุก แกว้ กริ ยิ าจงึ ตามไปปรนนิบัตใิ นคุก วันหน่งึ ขณะท่ีนางวันทองมาเยย่ี มขุนแผน ขนุ ช้างได้มา
ฉุดนางวันทองไปจนนางวันทองคลอดลกู ใหช้ ื่อวา่ พลายงาม เมือ่ ขุนชา้ งรู้ว่าไม่ใช่ลกู ของตวั เองจงึ หลอกพลาย
งามไปฆ่าในป่า แต่ผีพรายของขุนแผนช่วยไว้ นางวันทองบอกความจริงและได้ให้พลายงามเดนิ ทางไปอยู่กับย่า
ทองประศรีท่ีกาญจนบรุ ี พลายงามอยู่กบั ย่าจนโต ได้บวชเปน็ เณรและเลา่ เรียนวชิ าความรู้เก่งกลา้ ทง้ั เวทมนตร์
คาถา และการสงคราม เม่ือมีโอกาสขุนแผนได้ให้จม่นื ศรีนาพลายงามเข้าถวายตวั เปน็ มหาดเล็ก เม่อื มีศึก
เชยี งใหม่ พลายงามได้อาสาออกรบและทูลขอประทานอภัยโทษให้พ่อเพ่ือไปรบ ขนุ แผนและนางลาวทองจึง
๑๐
พ้นโทษ ขณะท่ีเดนิ ทางไปทาสงครามน้นั ผ่านเมืองพจิ ติ ร ขุนแผนจึงแวะเยี่ยมพระพจิ ติ ร เมื่อพลายงามได้พบ
นางศรีมาลาลกู สาวพระพิจิตรก็หลงรัก จงึ ไดล้ อบเข้าหานาง ขนุ แผนจึงทาการหม้นั หมายไว้ เมอื่ ชนะศึก พระ
เจา้ เชียงใหมไ่ ดส้ ง่ สร้อยทอง และสรอ้ ยฟา้ มาถวาย พระพนั วษาไดแ้ ต่งตงั้ ขนุ แผนเปน็ พระสุรนิ ทรลอื ไชยมไห
สรู ยภ์ กั ดี ไปรัง้ เมืองกาญจนบุรี และได้แต่งตง้ั พลายงามเป็น จม่นื ไวยวรนาถ และประทานสรอ้ ยฟ้าให้แก่พลาย
งาม จากนัน้ ก็ทรงจดั งานแต่งงานใหก้ บั พลายงาม ขณะทีท่ าพธิ แี ตง่ งานขนุ ชา้ งได้ววิ าทกับพลายงาม ขนุ ช้างได้
ทลู ฟ้อง จงึ โปรดให้มกี ารชาระความโดนการดานา้ พิสูจน์ ขุนชา้ งแพค้ วาม พระพนั วษาโปรดใหป้ ระหารชวี ิต แต่
พระไวยขอชีวิตไว้ ต่อมาพระไวยมีความคิดถึงแม่จึงไปรับนางวนั ทองมาอยดู่ ว้ ย ขนุ ช้างติดตามไป แต่พระไวย
ไมย่ อมใหข้ ุนช้างจึงถวายฎีกา พระพนั วษาจงึ ตรัสใหน้ างวนั ทองเลือกว่าจะอยู่กับใคร นางมคี วามลงั เล เลือก
ไมไ่ ด้ว่าจะอยู่กบั ใคร พระพันวษาทรงโกรธจงึ รบั สง่ั ใหป้ ระหารชวี ิต แมพ้ ระไวยจะขออภัยโทษไดแ้ ล้ว แต่ดว้ ย
เคราะหข์ องนางวนั ทอง ทาให้เพชฌฆาตเขา้ ใจผดิ จึงประหารนางเสียกอ่ น เมอื่ จดั งานศพนางวนั ทองแล้ว
ขุนแผนได้เลื่อนเป็นพระกาญจนบุรี นางสร้อยฟ้าได้ให้เถรขวาดทาเสนห่ ใ์ ห้พระไวยหลงใหลนางและเกลียดชงั
นางศรีมาลา พระกาญจนบรุ มี าเตือน พระไวยโกรธลาเลิกบุญคุณกับพ่อ ทาให้พระกาญจนบรุ ีโกรธ คบคดิ กับ
พลายชมุ พลลกู ชายซ่ึงเกิดจากนางแก้วกริ ิยาปลอมเป็นมอญยกทัพมาตีกรุงศรีอยธุ ยา หวังจะให้พระไวยออก
ต่อสู้ จะได้แก้แค้นได้สาเร็จ พระไวยรูต้ วั เพราะผเี ปรตนางวันทองมาบอก พระพันวษาทรงทราบเร่อื งโปรดให้มี
การไตส่ วน พลายชุมพลพิสจู นไ์ ดว้ ่า นางสรอ้ ยฟา้ กบั เถรขวาดไดท้ าเสน่หจ์ รงิ แตน่ างสรอ้ ยฟ้าไมร่ ับ จงึ มีการ
พสิ จู นโ์ ดยการลุยไฟ สร้อยฟ้าแพ้ พระพนั วษาสง่ั ใหป้ ระหาร แตน่ างศรีมาลาทลู ขอไว้ นางสร้อยฟา้ จึงถูก
เนรเทศกลบั ไปเชียงใหม่ และคลอดลกู ชื่อ พลายงาม ตอ่ มานางศรมี าลาก็คลอดลกู ชาย ขุนแผนจึงตัง้ ช่อื ให้วา่
พลายเพชร เถรขวาดมีความแคน้ พลายชุมพล จึงปลอมเป็นจระเข้ไล่กัดกนิ คนมาจากทางเหนือหวังจะแก้แคน้
พลายชมุ พล พระพนั วษาโปรดใหพ้ ลายชมุ พลไปปราบ จระเข้เถรขวาดสู้ไมไ่ ด้ถูกจับตัวมาถวายพระพนั วษา
และถูกประหารในที่สดุ พลายชมุ พลไดร้ บั แต่งตง้ั เปน็ หลวงนายฤทธิ์ เหตกุ ารณ์ร้ายแรงผา่ นไป ทกุ คนก็อย่อู ย่าง
มคี วามสขุ
๑๑
เน้อื เรือ่ งเตม็
๏ จะกลา่ วถึงโฉมเจ้าพลายงาม เม่ือเป็นความชนะขนุ ช้างนนั่
กลับมาอยบู่ ้านสาราญครัน เกษมสันต์สองสมภริ มย์ยวน
พรอ้ มญาติขาดอยู่แตม่ ารดา นึกนึกตรกึ ตราละห้อยหวน
โอ้วา่ แม่วันทองช่างหมองนวล ไม่สมควรเคียงคู่กับขุนช้าง
เออน่ีเน้ือเคราะห์กรรมมานาผิด น่าอายมิตรหมองใจไม่หายหมาง
ฝ่ายพอ่ มีบุญเปน็ ขุนนาง แตแ่ ม่ไปแนบข้างคนจัญไร
รูปรา่ งวปิ ริตผิดกวา่ คน ทรพลอัปรีย์ไม่ดีได้
ทัง้ ใจคอชั่วโฉดโหดไร้ ชา่ งไปหลงรกั ใคร่ได้เปน็ ดี
วันนนั้ แพก้ ูเมื่อดาน้า ก็กริ้วซ้าจะฆา่ ใหเ้ ป็นผี
แสนแค้นด้วยมารดายงั ปรานี ให้ไปขอชวี ขี ุนช้างไว้
แคน้ แมจ่ าจะแก้ใหห้ ายแคน้ ไมท่ ดแทนอา้ ยขุนชา้ งบา้ งไม่ได้
หมายจติ คิดจะใหม้ นั บรรลัย ไมส่ มใจจาเพาะเคราะห์มันดี
อยา่ เลยจะรบั แมก่ ลบั มา ใหอ้ ยดู่ ว้ ยบดิ าเกษมศรี
พรากให้พน้ คนอบุ าทว์ชาตอิ ปั รยี ์ ยงิ่ คดิ ก็ยงิ่ มคี วามโกรธา
อัดอึดฮดึ ฮัดด้วยขัดใจ เมื่อไรตะวนั จะลบั หล้า
เขา้ หอ้ งหวนละห้อยคอยเวลา จวนสุริยาเลย้ี วลบั เมรไุ กร
เงียบสตั วจ์ ัตุบททวบิ าท ดาวดาษเดือนสว่างกระจา่ งไข
น้าค้างตกกระเซน็ เย็นเยือกใจ สงัดเสียงคนใครไม่พดู จา
ได้ยนิ เสยี งฆ้องยา่ ประจาวัง ลอยลมล่องดังถงึ เคหา
คะเนนับย่ายามได้สามครา ดูเวลาปลอดหว่ งทกั ทนิ
ฟา้ ขาวดาวเด่นดวงสวา่ ง จันทร์กระจา่ งทรงกลดหมดเมฆสิ้น
จึงเซน่ เหล้าขา้ วปลาใหพ้ รายกิน เสกขม้นิ วา่ นยาเขา้ ทาตวั
๑๒
ลงยันตร์ าชะเอาปะอก หยบิ ยกมงคลข้ึนใส่หวั
เป่ามนตรเ์ บือ้ งบนชอ่มุ มวั พรายยั่วยวนใจใหไ้ คลคลา
จบั ดาบเคยปราบณรงค์รบ เสรจ็ ครบบรกิ รรมพระคาถา
ลงจากเรอื นไปมิไดช้ า้ รบี มาถงึ บา้ นขุนชา้ งพลนั ฯ
๏ เห็นคนนอนล้อมอ้อมเปน็ วง ประตลู ่ันมั่นคงขอบร้ัวกั้น
กองไฟสว่างดังกลางวัน หมายสาคัญตรงมาหนา้ ประตู
จึงร่ายมนตรามหาสะกด เสื่อมหมดอาถรรพท์ ่ฝี ังอยู่
ภูตพรายนายขนุ ชา้ งวางว่งิ พรู คนผู้ในบา้ นก็ซานเซอะ
ทง้ั ชายหญิงง่วงงมลม้ หลับ นอนทบั คว่าหงายก่ายกนั เปรอะ
จ่ปี ลาคาไฟมันไหลเลอะ โงกเงอะงยุ งมไมส่ มประดี
ใช้พรายถอดกลอนถอนล่มิ รอยทม่ิ ถอดหลดุ ไปจากที่
ยา่ งเทา้ ก้าวไปในทันที มิไดม้ ีใครทักแตส่ กั คน
มแี ตห่ ลับเพ้อมะเมอฝนั ทัง้ ไฟกองป้องกันทุกแห่งหน
ผู้คนเงยี บสาเนยี งเสียงแต่กรน มาจนถึงเรือนเจา้ ขนุ ชา้ ง
จุดเทยี นสะกดขา้ วสารปราย ภูตพรายโดดเรอื นสะเทอื นผาง
สะเดาะดาลบานเปิดหนา้ ต่างกาง ยา่ งเท้ากา้ วข้นึ ร้านดอกไม้
หอมหวนอวลอบบุปผาชาติ เบกิ บานก้านกลาดกิ่งไสว
เรณฟู รู ่อนขจรใจ ย่างเท้าก้าวไปไมโ่ ครมคราม
ขา้ ไทนอนหลบั ลงทับกัน สะเดาะกลอนถอนล่ันถึงชนั้ สาม
กระจกฉากหลากสลบั วับแวมวาม อร่ามแสงโคมแก้วแววจบั ตา
มา่ นม่ลู ี่มีฉากประจากั้น อัฒจนั ทร์เคร่ืองแกว้ ก็หนักหนา
ชมพลางยา่ งเย้ืองชาเลอื งมา เปดิ มงุ้ เห็นหนา้ แม่วันทอง
นิง่ นอนอยู่บนเตียงเคยี งขุนชา้ ง มนั แนบขา้ งกอดกลมประสมสอง
เจบ็ ใจดังหัวใจจะพงั พอง ขยับจอ้ งดาบง่าอยากฆา่ ฟัน
จะใคร่ถีบขุนชา้ งที่กลางตวั ๑๓
พลางนงั่ ลงนอบนบอภวิ นั ท์
โอแ้ มเ่ จ้าประคุณของลกู เอย๋ นึกกลวั จะถูกแมว่ นั ทองนั่น
เวรกรรมนาไปไมร่ ้งั รอ สะอน้ื อน้ั อกแคน้ น้าตาคลอ
มนั ไปฉดุ มารดาเอามาไว้ ไม่ควรเลยจะพรากจากคุณพ่อ
ทีท่ าแค้นกูจะแทนให้ทันตา มพิ อท่จี ะตอ้ งพรากกจ็ ากมา
เป่าลงด้วยพระเวทวทิ ยา อา้ ยหวั ใสขม่ เหงไมเ่ กรงหน้า
ดาบใส่ฝักไว้ไมเ่ คลื่อนคลาย ขอษมาแม่แล้วก็ขบั พราย
๏ ครานนั้ จึงโฉมเจ้าวนั ทอง มารดาก็ฟ้นื ต่นื โดยงา่ ย
ต่นื พลางทางชาเลืองนยั น์ตามา วันทองรูส้ กึ กายกล็ มื ตา ฯ
สาคญั คดิ ว่าผรู้ ้ายใหน้ กึ กลวั ตอ้ งมนต์มัวหมองเปน็ หนกั หนา
ซวนซบหลบลงมาหมอบเมยี ง เห็นลกู ยานั้นยนื อยูร่ มิ เตียง
อะไรแม่แซร่ ้องท้ังห้องนอน กอดผวั รอ้ งดิ้นจนส้นิ เสยี ง
จะร้องไยใช่โจรผู้รา้ ยมา พระหมนื่ ไวยเข้าเคยี งห้ามมารดา
๏ ครานน้ั วนั ทองผ่องโสภา ลกู ร้อนราคาญใจจงึ มาหา
ลกุ ออกมาพลนั ดว้ ยทันใด สนทนาด้วยลูกอยา่ ตกใจ ฯ
วันทองประคองสอดกอดลูกรัก ครน้ั รวู้ ่าลกู ยาหากลวั ไม่
เจ้ามาไยปานนี้นีล่ ูกอา พระหมื่นไวยเข้ากอดเอาบาทา
ใสด่ าลบ้านช่องกองไฟรอบ ซบพักตร์ร้องไหไ้ ม่เงยหน้า
อาจองทะนงตัวไม่กลวั ภยั เขารักษาอยทู่ ุกแหง่ ตาแหนง่ ใน
ขุนชา้ งตืน่ ขนึ้ มิเป็นการ พอ่ ช่างลอบเข้ามากะไรได้
จะเกดิ ผิดแม่คดิ คะนึงเกรง นพี่ ่อใช้ฤๅวา่ เจา้ มาเอง
มธี ุระส่งิ ไรในใจเจ้า เขาจะรุกรานพาลข่มเหง
มคิ วรทาเจา้ อย่าทาใหร้ าคาญ ฉวยสบเพลงพลาดพล้ามเิ ปน็ การ
พ่อจงเลา่ แกแ่ มแ่ ล้วกลับบา้ น
อยา่ หาญเหมือนพอ่ นักคะนองใจ ฯ
๑๔
๏ จมืน่ ไวยสารภาพกราบบาทา ลกู มาผิดจรงิ หาเถียงไม่
รกั ตัวกลัวผิดแตค่ ิดไป ก็หักใจเพราะรักแมว่ ันทอง
ทุกวันนล้ี กู ชายสบายยศ พรอ้ มหมดเมยี ม่งิ ก็มสี อง
มบี ่าวไพร่ใชส้ อยท้ังเงินทอง พ่นี อ้ งข้างพ่อก็บรบิ ูรณ์
ยงั ขาดแต่แมค่ ุณไมแ่ ลเหน็ เป็นอยกู่ ็เหมือนตายไปหายสูญ
ขอ้ นีท้ ่ีทกุ ข์ยงั เพิ่มพูน ถา้ พร้อมมลู แม่ดว้ ยจะสาราญ
ลูกมาหมายวา่ จะมารับ เชิญแม่วนั ทองกลับคืนไปบา้ น
แม้นจะบังเกิดเหตเุ ภทพาล ประการใดก็ตามแต่เวรา
มาอยู่ไยกบั ไอห้ ินชาติ แสนอุบาทว์ใจจิตริษยา
ดังทองคาทาเลี่ยมปากกะลา หนา้ ตาดาเหมือนมินหม้อมอม
เหมอื นแมลงวันวอ่ นเคล้าทเ่ี น่าชว่ั มาเกลือกกล้วั ปทุมาลย์ที่หวานหอม
ดอกมะเด่ือฤๅจะเจือดอกพะยอม วา่ นักแม่จะตรอมระกาใจ
แม่เล้ยี งลกู มาถึงเจ็ดขวบ เคราะห์ประจวบจากแมห่ าเห็นไม่
จะคิดถึงลกู บ้างฤๅอยา่ งไร ฤๅหาไมใ่ จแม่ไม่คิดเลย
ถ้าคดิ เหน็ เอน็ ดวู ่าลกู เต้า แม่ทูนเกล้าไปเรือนอย่าเชือนเฉย
ให้ลูกคลายอารมณ์ได้ชมเชย เหมอื นเมื่อครัง้ แมเ่ คยเลยี้ งลูกมา ฯ
๏ คราน้ันจงึ โฉมเจ้าวันทอง เศรา้ หมองด้วยลูกเปน็ หนักหนา
พ่อพลายงามทรามสวาดขิ องแม่อา แมโ่ ศกาเกอื บเจยี นจะบรรลยั
ใชจ่ ะอิม่ เอบิ อาบดว้ ยเงินทอง มใิ ชข่ องตวั ทามาแตไ่ หน
ท้งั ผ้คู นชา้ งม้าแลขา้ ไท ไมร่ กั ใครเ่ หมือนกบั พ่อพลายงาม
ทุกวันน้ใี ช่แมจ่ ะผาสุก มแี ตท่ ุกข์ใจเจบ็ ดังเหนบ็ หนาม
ตอ้ งจาจนทนกรรมทต่ี ิดตาม จะขนื ความคิดไปกใ็ ชท่ ี
เมือ่ พอ่ เจา้ เข้าคุกแม่ทอ้ งแก่ เขาฉุดแมใ่ ช่จะแกลง้ แหนงหนี
ถึงพ่อเจา้ เล่าไม่รวู้ า่ ร้ายดี เปน็ หลายปีแมม่ าอยู่กับขนุ ชา้ ง
๑๕
เม่อื พ่อเจา้ กลับมาแต่เชยี งใหม่ ไม่เพ็ดทูลส่งิ ไรแต่สกั อยา่ ง
เมื่อคราวตัวแม่เปน็ คนกลาง ทา่ นก็วางบทคนื ใหบ้ ดิ า
เจา้ เป็นถงึ หวั หมน่ื มหาดเล็ก มใิ ช่เด็กดอกจงฟงั คาแมว่ ่า
จงเรง่ กลบั ไปคดิ กบั บิดา ฟ้องหากราบทูลพระทรงธรรม์
พระองค์คงจะโปรดประทานให้ จะปรากฏยศไกรเฉิดฉนั
อนั จะมาลักพาไมว่ ่ากนั เช่นนน้ั ใจแมม่ ิเต็มใจ ฯ
๏ ครานัน้ จึงโฉมเจ้าพลายงาม ฟงั ความเห็นว่าแมห่ าไปไม่
คดิ บ่ายเบ่ยี งเลยี่ งเลี้ยวเบี้ยวบิดไป เพราะรักไอ้ขุนชา้ งกว่าบิดา
จงึ ว่าอนิจจาลกู มารับ แม่ยังกลบั ทัดทานเปน็ หนักหนา
เหมือนไมม่ ีรักใครใ่ นลูกยา อตุ ส่าหม์ ารบั แลว้ ยังมิไป
เสียแรงเป็นลูกผชู้ ายไม่อายเพ่ือน จะพาแม่ไปเรอื นใหจ้ งได้
แม้นมิไปให้งามก็ตามใจ จะบาปกรรมอยา่ งไรก็ตามที
จะตดั เอาศีรษะของแมไ่ ป ท้งิ แต่ตวั ไว้ให้อย่นู ่ี
แม่อย่าเจรจาให้ช้าที จวนแจง้ แสงศรจี ะรีบไป ฯ
๏ ครานน้ั วันทองผ่องโสภา เห็นลูกยากัดฟนั มนั ไส้
ถอื ดาบฟา้ ฟื้นยนื แกวง่ ไกว ตกใจกลวั วา่ จะฆ่าฟัน
จงึ ปลอบว่าพลายงามพ่อทรามรกั อย่าฮึกฮักวา้ ว่นุ ทาหนุ หัน
จงครวญใคร่ใหเ้ หน็ ข้อสาคญั แมน่ ี้พรน่ั กลัวแตจ่ ะเกิดความ
ดว้ ยเปน็ ขา้ ลักไปไทลักมา เหน็ เบอื้ งหนา้ จะองึ แมจ่ ึงหา้ ม
ถา้ เห็นเจ้าเป็นสขุ ไมล่ ุกลาม กต็ ามเถดิ มารดาจะคลาไคล
ว่าพลางนางลุกออกจากห้อง เศร้าหมองโศกานา้ ตาไหล
พระหมน่ื ไวยก็พามารดาไป พอรุ่งแจ้งแสงใสก็ถงึ เรือน ฯ
๏ จะกลา่ วถึงเจ้าจอมหม่อมขุนช้าง นอนครางหลับกรนอยูป่ น่ เป้ือน
อัศจรรย์ฝันแปรแชเชอื น ว่าขี้เรือ้ นข้ึนตวั ทว่ั ทั้งนนั้
๑๖
หาหมอมารักษายาเข้าปรอท มนั กนิ ปอดตบั ไตออกไหลลน่ั
ทง้ั ไสน้ ้อยไสใ้ หญ่แลไส้ตนั ฟันฟางก็หักจากปากตวั
ตกใจตืน่ ผวาควา้ วันทอง ร้องว่าแม่คณุ แมช่ ่วยผัว
ลกุ ขน้ึ งกงนั ตัวส่นั รัว ใหน้ ึกกลัวปรอทจะตอดตาย
ลืมตาเหลยี วหาเจ้าวนั ทอง ไม่เห็นน้องห้องสวา่ งตะวันสาย
ผา้ ผอ่ นลอ่ นแก่นไม่ติดกาย เห็นมา่ นขาดเร่ียรายประหลาดใจ
ตะโกนเรียกในหอ้ งวนั ทองเอ๋ย หาขานรบั เช่นเคยสกั คาไม่
ทั้งขา้ วของมากมายกห็ ายไป ปากประตเู ปิดไว้ไม่ใส่กลอน
พลางเรียกหาขา้ ไทอยู่ว้าวุ่น อีอ่นุ อีอ่ิมอีฉมิ อีสอน
อีมีอีมาอีสาคร นงิ่ นอนไยหวามาหากู
บ่าวผหู้ ญงิ ว่ิงไปอย่งู กงนั เหน็ นายนน้ั แก้ผา้ กางขาอยู่
ตา่ งคนทรุดนง่ั บงั ประตู ตกตะลึงแลดไู มเ่ ข้ามา
ขนุ ชา้ งเห็นข้าไมม่ าใกล้ ขัดใจลุกขึ้นทง้ั แกผ้ า้
แหงนเถ่อเป้อปังยืนจังก้า ย่างเทา้ กา้ วมาไมร่ ู้ตัว
ยายจันงนั งกยกมือไหว้ นนั่ พ่อจะไปไหนพ่อทนู หัว
ไม่นุง่ ผอ่ นนุ่งผ้าดนู า่ กลวั ขุนชา้ งมองดตู วั กต็ กใจ
สองมือปิดขาเหมอื นทา่ เปรต ใครมาเทศนเ์ อาผา้ กูไปไหน
ใหน้ ึกอดสหู มู่ข้าไท ยายจันไปเอาผา้ ใหข้ ้าที
ยายจนั ตกใจเตม็ ประดา เข้าไปฉวยผ้าเอามาคล่ี
หยิบยืน่ สง่ ไปให้ทนั ที เมนิ หนีอดสูไมด่ นู าย
ขุนช้างตัวส่นั ทาวบอกบ่าวไพร่ วนั ทองไปไหนอยา่ งไรหาย
เอง็ ไปดูให้ร้ซู ่งึ แยบคาย พบแลว้ อย่าวนุ่ วายให้เชิญมา ฯ
๏ ขา้ ไทไดฟ้ ังขุนชา้ งใช้ ต่างเทย่ี วค้นด้นไปจะเอาหน้า
ทง้ั หอ้ งนอกห้องในไม่พบพา ทว่ั เคหาแล้วไปค้นจนแผน่ ดิน
๑๗
เห็นประตูรว้ั บ้านบานเปดิ กวา้ ง ผู้คนนอนสลา้ งไม่ต่นื สิน้
เสาแรกแตกตน้ เป็นมลทิน กนิ ใจกลับมาหาขนุ ชา้ ง
บอกวา่ ได้คน้ ควา้ หาพบไม่ แล้วเลา่ แจง้ เหตุไปสนิ้ ทุกอยา่ ง
ข้าเห็นวปิ ริตผิดท่าทาง ท่นี วลนางวนั ทองนั้นหายไป ฯ
๏ คราน้นั ขนุ ชา้ งฟังบ่าวบอก เหง่อื ออกโซมล้านกระบานใส
คิดคิดให้แค้นแสนเจบ็ ใจ ชา่ งทาไดต้ า่ งต่างทุกอยา่ งจรงิ
สองหนสามหนก่นแตห่ นี พลง้ั ทีลงไม่รอดนางยอดหญงิ
คราวน้นั อ้ายขนุ แผนมนั แง้นชิง นคี่ ราวนีห้ นีว่งิ ไปตามใคร
ไมค่ ิดว่าจะเป็นเหน็ วา่ แก่ ยงั สาระแนหลบล้หี นีไปไหน
เอาเถดิ เปน็ ไรก็เป็นไป ไม่เอากลับมาได้มิใช่กู ฯ
๏ จะกลา่ วถึงโฉมเจ้าพลายงาม เกรงเนื้อความน่ังนึกตรกึ ตรองอยู่
อ้ายขนุ ชา้ งสารพดั เปน็ ศตั รู ถ้ามันรู้ว่าลักเอาแม่มา
มนั กจ็ ะสอดแนมแกมเท็จ ไปกราบทูลสมเด็จพระพนั วษา
ดูจะระแวงผดิ ในกิจจา มารดากจ็ ะตอ้ งซึง่ โทษภัย
คดิ แลว้ เรียกหมนื่ วเิ ศษผล เอง็ เป็นคนเคยชอบอชั ฌาสยั
จงไปบา้ นขุนช้างด้วยทนั ใด ไกล่เกลี่ยเสียอย่าให้มนั โกรธา
บอกวา่ เราจับไขม้ าหลายวัน เกรงแมจ่ ะไม่ทันมาเห็นหนา้
เมอ่ื คืนนี้ซา้ มีอันเปน็ มา เราใช้คนไปหาแม่วันทอง
พอขณะมารดามาส่งทุกข์ ร้องปลกุ เข้าไปถึงในห้อง
จึงรีบมาเรว็ ไวดังใจปอง รักษาจนแสงทองสวา่ งฟ้า
ไม่ตายคลายคืนฟื้นข้นึ ได้ กูขอแม่ไวพ้ อเหน็ หนา้
แตพ่ อใหเ้ คลื่อนคลายหลายเวลา จึงจะส่งมารดาน้ันคนื ไป ฯ
๏ หมื่นวิเศษรับคาแลว้ อาลา รีบมาบา้ นขนุ ชา้ งหาชา้ ไม่
ครน้ั ถงึ แอบดูอยู่แต่ไกล เหน็ ผคู้ นขวักไขวท่ ัง้ เรือนชาน
ขุนช้างน่ังเย่ยี มหนา้ ต่างเรือน ๑๘
จะด้อื เดนิ เขา้ ไปไมเ่ ปน็ การ
๏ ครานน้ั เจา้ จอมหม่อมขุนช้าง ดูหน้าเฝ่อื นทีโกรธอยู่ง่นุ งา่ น
เหน็ คนคลานเขา้ มาเหลือบตาดู คดิ แล้วลงคลานเขา้ ประตู ฯ
อะไรพอสวา่ งวางเขา้ มา นงั่ คาหนา้ ตา่ งเยยี่ มหน้าอยู่
ลุกข้ึนถกเขมรร้องเกนไป น่มี าล้อหลอกกูฤๅอยา่ งไร
๏ ครานั้นวเิ ศษผลคนว่องไว เด็กหวาจบั ถองให้จงได้
ร้องตอบไปพลันในทนั ที ทุดอา้ ยไพร่ขค้ี รอกหลอกผู้ดี ฯ
ข้าพเจา้ เป็นบ่าวพระหม่นื ไวย ยกมือขนึ้ ไหว้ไม่ว่ิงหนี
ทา่ นใชใ้ ห้กระผมมากราบกราน คนดดี อกขา้ ไหวใ้ ชค่ นพาล
เจบ็ จุกปจั จุบนั มีอนั เป็น เปน็ ขนุ หมื่นรับใชอ้ ยู่ในบ้าน
รอ้ งโอดโดดด้นิ เพียงส้นิ ใจ ขอประทานคนื นพี้ ระหม่นื ไวย
พอพบท่านมารดามาส่งทกุ ข์ แก้ไขกเ็ ห็นหาหายไม่
จะกลบั ข้นึ เคหาเห็นชา้ นาน จึงใชใ้ ห้ตวั ข้ามาแจ้งการ
พยาบาลคุณพระนายพอคลายไข้ ขา้ พเจ้าร้องปลกุ ไปในบ้าน
ใหค้ ามนั่ สั่งมาวา่ ยั่งยนื ทา่ นจึงรีบไปในกลางคนื
๏ ครานั้นขุนช้างได้ฟงั วา่ คุณอย่าสงสยั วา่ ไปอื่น
ดบั โมโหโกรธาทาว่าไป พอหายเจบ็ แลว้ จะคืนไม่นอนใจ ฯ
การไข้เจบ็ ล้มตายไม่วายเว้น แค้นดงั เลือดตาจะหลั่งไหล
ถ้าขดั สนสงิ่ ไรทไ่ี มม่ ี เราก็ไม่ว่าไรสุดแต่ดี
วา่ แล้วปิดบานหนา้ ตา่ งผาง ประจุบนั อันเป็นท้งั กรุงศรี
ทอดตัวลงกับหมอนถอนฤทัย กม็ าเอาท่ีน่ีอยา่ เกรงใจ
เพราะกแู พ้ความจมนื่ ไวย ขุนชา้ งเดอื ดดาลทะยานไส้
พ่อลกู แม่ลูกถูกทานอง ดดู เู๋ ปน็ ไดเ้ จยี ววนั ทอง
มนั จงึ เหิมใจทาจองหอง
ถงึ สองครั้งแลว้ เปน็ แต่เชน่ นี้
๑๙
อา้ ยพ่อไปเชยี งใหมม่ ชี ัยมา ตั้งตัวดงั พระยาราชสหี ์
อ้ายลูกเป็นหมน่ื ไวยทาไมมี เห็นกูน้คี นผิดตดิ โทษทัณฑ์
มันจึงขม่ เหงไม่เกรงใจ จะพ่งึ พาใครได้ท่ีไหนนนั่
ขนุ นางน้อยใหญ่เกรงใจกนั ถงึ ฟ้องมนั กจ็ ะปิดให้มิดไป
ตามบุญตามกรรมไดท้ ามา จะเฆีย่ นฆ่าหาคดิ ชวี ติ ไม่
ย่งิ คิดเดือดดาลทะยานใจ ฉวยได้กระดานชนวนมา
ร่างฟ้องท่องเทียบใหเ้ รยี บรอ้ ย ถอ้ ยคาถ่ีถว้ นเปน็ หนักหนา
ลงกระดาษพับไวม้ ิไดช้ า้ อาบนา้ ผลัดผา้ แล้วคลาไคล
วนั นัน้ พอพระปนิ่ นรนิ ทร์ราช เสดจ็ ประพาสบัวยังหากลับไม่
ขุนช้างมาถึงซ่งึ วงั ใน ก็คอยจ้องที่ใต้ตาหนักนา้ ฯ
๏ จะกลา่ วถงึ พระองคผ์ ู้ทรงเดช เสด็จคืนนเิ วศน์พอจวบค่า
ฝีพายรายเลม่ มาเต็มลา เรอื ประจาแหนแหเ่ ซง็ แซม่ า
พอเรือพระท่ีนง่ั ประทับที่ ขุนชา้ งก็รี่ลงตีนทา่
ลอยคอชหู นังสือดื้อเขา้ มา ผดุ โผลโ่ งหน้ายดึ แคมเรือ
เขา้ ตรงบโทนอ้นต้นกญั ญา เพือ่ นโขกลงดว้ ยกะลาวา่ ผเี สื้อ
มหาดเล็กอยู่งานพัดพลัดตกเรือ ร้องว่าเสอื ตัวใหญ่วา่ ยนา้ มา
ขนุ ช้างดึงด้ือมอื ยึดเรือ มิใช่เสอื กระหม่อมฉานล้านเกศา
สตู้ ายขอถวายซึ่งฎีกา แคน้ เหลือปัญญาจะทานทน ฯ
๏ ครานน้ั สมเดจ็ พระพนั วษา ทรงพระโกรธาโกลาหล
ทุดอ้ายจัญไรมใิ ช่คน บนบกบนฝงั่ ดังไม่มี
ใชท่ ใ่ี ชท่ างวางเข้ามา ฤๅอา้ ยชา้ งเปน็ บา้ กระมังนี่
เฮ้ยใครรับฟอ้ งของมนั ที ตเี สยี สามสบิ จึงปล่อยไป
มหาดเล็กก็รับเอาฟ้องมา ตารวจคว้าขนุ ช้างหาวางไม่
ลงพระราชอาญาตามวา่ ไว้ พระจึงให้ต้งั กฤษฎีกา
๒๐
ว่าตง้ั แตว่ ันน้ีสืบต่อไป หนา้ ทีข่ องผู้ใดให้รกั ษา
ถา้ ประมาทราชการไมน่ าพา ปล่อยให้ใครเข้ามาในลอ้ มวง
ระวางโทษเบ็ดเสรจ็ เจ็ดสถาน ถึงประหารชีวติ เป็นผุยผง
ตามกฤษฎีการักษาพระองค์ แลว้ ลงจากพระทน่ี ง่ั เข้าวังใน ฯ
๏ จะกล่าวถงึ ขุนแผนแสนสนิท เรอื งฤทธิฦๅจบพภิ พไหว
อยู่บา้ นสขุ เกษมเปรมใจ สมสนทิ พิสมยั ด้วยสองนาง
ลาวทองกบั เจ้าแกว้ กริ ิยา ปรนนิบตั วิ ตั ถาไมห่ ่างขา้ ง
เพลดิ เพลนิ จาเริญใจไม่เวน้ วาง คืนนั้นในกลางซ่ึงราตรี
นางแกว้ ลาวทองทงั้ สองหลับ ขนุ แผนกลับผวาต่นื ฟ้ืนจากที่
พระจันทรจรแจ่มกระจา่ งดี พระพายพัดมาลตี รลบไป
คดิ คะนึงถงึ มิตรแต่กอ่ นเก่า นิจจาเจา้ เหนิ หา่ งร้างพสิ มยั
ถึงสองครั้งตัง้ แต่พรากจากพไ่ี ป ดงั เด็ดใจจากร่างกร็ าวกัน
กูก็ช่วั มัวรักแต่สองนาง ละวางให้วันทองน้องโศกศัลย์
เม่อื ตีไดเ้ ชียงใหม่ก็โปรดครัน จะเพด็ ทลู คราวนั้นก็คล่องใจ
สารพดั ท่ีจะวา่ ไดท้ ุกอย่าง อา้ ยขนุ ชา้ งไหนจะโตจ้ ะตอบได้
ไม่ควรเลยเฉยมาไม่อาลัย บัดนี้เล่าเจ้าไวยไปรับมา
จากจู ะไปส่สู วาดินอ้ ง เจา้ วนั ทองจะคอยละห้อยหา
คิดพลางจดั แจงแตง่ กายา น้าอบทาหอมฟ้งุ จรงุ ใจ
ออกจากห้องย่องเดินดาเนินมา ถึงเรือนลกู ยาหาชา้ ไม่
เขา้ ห้องวนั ทองในทันใด เห็นนางหลับใหลนิง่ นิทรา
ลดตัวลงน่งั ขา้ งวันทอง เตอื นต้องด้วยความเสนหา
สน่ั ปลุกลุกข้ึนเถดิ น้องอา พมี่ าหาแลว้ อย่านอนเลย ฯ
๏ นางวันทองตน่ื อยูร่ ู้สึกตวั หมายใจวา่ ผวั ก็ทาเฉย
นิง่ ดอู ารมณท์ ช่ี มเชย จะรักจรงิ ฤๅจะเปรยเปน็ จาใจ
แตน่ ิ่งดกู ริ ิยาเป็นชา้ นาน ๒๑
ทงั้ รักท้ังแคน้ แน่นฤทัย
๏ โอ้เจ้าแก้วแววตาของพเ่ี อย๋ หาว่าขานโตต้ อบอยา่ งไรไม่
ดงั นิ่มน้องหมองใจไมน่ าพา ความอาลัยปนั่ ป่วนยวนวญิ ญาณ์ ฯ
ความรกั หนกั หน่วงทรวงสวาดิ เจ้าหลบั ใหลกะไรเลยเปน็ หนักหนา
เผอิญเปน็ วปิ ริตพผ่ี ดิ จรงิ ฤๅขัดเคืองคิดว่าพี่ทอดทิ้ง
ว่าพลางเอนแอบลงแนบขา้ ง พไ่ี ม่คลาศคลายรักแต่สักสง่ิ
ลูบไล้พิไรปลอบใหช้ อบใจ จะนอนน่ิงถือโทษโกรธอยู่ไย
๏ เจ้าวนั ทองน้องต่ืนจากทน่ี อน จบู พลางชวนชิดพสิ มัย
หมอ่ มน้อยใจฤๅที่ไมเ่ จรจา เป็นไรจงึ ไม่ฟน้ื ตนื่ นิทรา ฯ
ชอบผิดพ่อจงคิดคะนึงตรอง โอนอ่อนวอนไหว้พิไรว่า
ประหนึง่ วา่ วนั ทองนสี้ องใจ ใช่ตวั ขา้ นีจ้ ะงอนค่อนพิไร
ท่จี ริงใจถงึ ไปอยเู่ รือนอื่น อันตัวนอ้ งมลทนิ หาสน้ิ ไม่
ดว้ ยรักลูกรกั ผัวยังพัวพนั พบไหนกเ็ ปน็ แต่เชน่ นน้ั
แค้นคิดด้วยมิตรไม่รักเลย คงคิดคนื ท่ีหม่อมเป็นแม่นมนั่
เสียแรงร่วมทกุ ข์ยากกนั กลางไพร คราวนัน้ กไ็ ปอยู่เพราะจาใจ
พอได้ดมี สี ุขลืมทุกข์ยาก ยามมีทีเ่ ชยเฉยเสียได้
ว่านักกเ็ คร่ืองเคืองระคาย กินผลไม้ตา่ งข้าวทกุ เพรางาย
๏ พีผ่ ดิ จริงแล้วเจา้ วันทอง ก็เพราะหากหมอ่ มมซี ่ึงท่หี มาย
ใช่จะเพลดิ เพลนิ ชน่ื เพราะอื่นเชย เอ็นดูน้องอย่าใหอ้ ายเขาอิกเลย ฯ
เมื่อติดคุกทุกข์ถงึ เจา้ ทุกเชา้ ค่า เหมอื นลมื น้องหลงเลือนทาเชือนเฉย
ซ้าขุนช้างคดิ คดทาทดแทน เงยหน้าเถิดจะเลา่ อย่าเฝา้ แค้น
อาลยั เจ้าเทา่ กับดวงชีวติ พี่ ตอ้ งกลืนกล้าโศกเศรา้ น้ันเหลือแสน
เกรงจะพากันผิดเขา้ ติดทับ มันดูแคลนวา่ พ่ีนีย้ ากยับ
คิดจะหนีไปตามเอาเจา้ กลับ
แตข่ ยับอย่จู นได้ไปเชยี งอินท์
กลบั มาหมายว่าจะไปตาม ๒๒
หัวอกใครไดแ้ คน้ ในแผน่ ดนิ
คิดอย่วู ่าจะทูลพระพันวษา พอเจา้ ไวยเป็นความกค็ ้างส้นิ
จะเป็นความอิกกต็ ามแตท่ านอง ไม่เดือดด้ินเทา่ พ่ีกับวนั ทอง
จะเปน็ ตายง่ายยากไม่ยากรัก เหน็ ช้ากว่าจะได้มาร่วมห้อง
ขอโทษที่พผ่ี ดิ อย่าบดิ เบือน จึงใหล้ ูกรับนอ้ งมารว่ มเรอื น
พี่ผิดพี่กม็ าลแุ ก่โทษ จะฟมู ฟักเหมือนเม่ืออยู่ในกลางเถอ่ื น
ความรกั พ่ียังรักระงมใจ เจ้าเพ่อื นเสนหาจงอาลยั
ว่าพลางทางแอบเขา้ แนบอก จะคุมโกรธคุมแคน้ ไปถึงไหน
เจา้ เน้อื ทิพหยิบชนื่ อารมณ์ชาย อยา่ ตัดไมตรีตรงึ ให้ตรอมตาย
๏ ใจนอ้ งมิให้หมองอารมณ์หม่อม ประคองยกของสาคัญมั่นหมาย
ถ้าตดั รกั หักใจแลว้ ไม่มา ขอสบายสกั หน่อยอย่าโกรธา ฯ
ถงึ ตวั ไปใจยงั นับอยวู่ ่าผัว ไม่ตัดใจให้ตรอมเสนหา
หญิงเดยี วชายครองเปน็ สองมิตร หมอ่ มอยา่ วา่ เลยว่าฉนั ไม่คืนคิด
คราวนน้ั เม่อื ตามไปกลางปา่ น้องนกี้ ลัวบาปทับเม่อื ดับจิต
ชนะความงามหน้าดงั เทียนชัย ถา้ มิปลดิ เสียให้เปล้ืองไม่ตามใจ
เจา้ พลายงามตามรบั เอากลับมา หน้าดาเหมอื นหนงึ่ ทามินหม้อไหม้
กาเริบใจดว้ ยเจา้ ไวยกาลังฮึก เขาฉุดไปเหมือนลงทะเลลกึ
มใิ ช่หนมุ่ ดอกอย่ากลมุ้ กาเริบรัก ทีน้ีหนา้ จะดาเป็นน้าหมึก
ถา้ รกั น้องป้องปดิ ใหม้ ิดอาย จะพาแมต่ กลึกให้จาตาย
ไปเพด็ ทูลเสยี ให้ทูลกระหม่อมแจง้ เอาความผิดคิดหกั ใหเ้ หอื ดหาย
ไม่พักวอนดอกจะนอนอยู่ด้วยกนั ฉนั กลับกลายแลว้ หม่อมจงฟาดฟัน
๏ นิจจาใจเจ้าจะให้พเี่ จบ็ จติ ร น้องจะแตง่ บายศรีไว้เชญิ ขวัญ
เกรงผิดคิดบาปจึงหลาบกลวั ไม่เช่นนน้ั ฉันไมเ่ ลยจะเคยตัว ฯ
ดงั เอากฤชแกระกรีดในอกผวั
พ่นี ีช้ ่วั เพราะหมน่ิ ประมาทความ
อืน่ ไกลไหนพ่จี ะละเล่า ๒๓
เสยี แรงมาวา่ วอนจงผ่อนตาม
วา่ พลางคลึงเคล้าเขา้ แนบขา้ ง น่ีเจา้ ว่าดอกจะยั้งไว้ฟงั หา้ ม
กา่ ยกอดสอดเกย่ี วพัลวัน อยา่ หวงหา้ มเสนหาให้ช้าวนั
พลิกผลกั ชกั ชวนใหช้ ่ืนชิด จูบพลางทางปลอบประโลมขวญั
สยดสยองพองเสียวแสยงใจ วนั ทองก้นั กดี ไว้ไมต่ ามใจ
แมลงภู่เฝา้ เคลา้ ไม้ในไพรชฏั เบอื นบิดแบ่งรักหาร่วมไม่
บันดาลคงคาทิพกะปรบิ กะปรอย พระพายพัดมาลัยตรลบลอย
อสนีครืน้ ครนั่ สนน่ั ก้อง ไมเ่ บิกบานกา้ นกลัดเกสรสรอ้ ย
กระเซ็นรอบขอบสระสมุทไท พรมพร้อยท้องฟ้านภาลยั
๏ ครั้นเวลาดกึ กาดัดสงัดเงียบ น้าฟา้ หาต้องดอกไม้ไม่
พระพายโชยเสาวรสขจายจร หววิ ใจแลว้ ก็หลับกบั เตยี งนอน ฯ
ดเุ หวา่ เร้าเสียงสาเนยี งก้อง ใบไมแ้ ห้งแกร่งเกรยี บระรุบรอ่ น
วนั ทองนอ้ งนอนสนิททรวง พระจันทรแจ่มแจ้งกระจ่างดวง
ฝนั ว่าพลัดไปในไพรเถื่อน ระฆงั ฆอ้ งขานแขง่ ในวงั หลวง
ลดเลี้ยวเทยี่ งหลงในดงรัง จิตรง่วงระงับสภู่ วังค์
ท้ังสองมองหมอบอยรู่ ิมทาง เล่อื นเปอ้ื นไม่รู้ทจี่ ะกลับหลงั
โดดตะครุบคาดค้นั ในทันที ยังมีพยัคฆรา้ ยมาราวี
สิ้นฝนั คร้นั ตื่นตกประหม่า พอนางด้ันปา่ มาถึงท่ี
เล่าความบอกผัวด้วยกลัวภยั แล้วฉดุ คร่าพาร่ีไปในไพร
ใตเ้ ตยี งเสียงหนกู ็กกุ กก หวีดผวากอดผัวสะอน้ื ไห้
ยง่ิ หวาดหว่ันพรน่ั ตวั กลวั มรณา ประหลาดใจนอ้ งฝันพรัน่ อรุ า
๏ ครานั้นขนุ แผนแสนสนทิ แมลงมมุ ทุ่มอกทร่ี ิมฝา
ครัง้ น้นี า่ จะมีอนั ตราย ดงั วญิ ญาณ์นางจะพรากไปจากกาย ฯ
ฟงั ความตามนมิ ติ ก็ใจหาย
ฝันร้ายสาหสั ตดั ตารา
๒๔
พเิ คราะหด์ ูทั้งยามอฐั กาล กบ็ ันดาลฤกษแ์ รงเปน็ หนักหนา
มริ ทู้ ่จี ะแถลงแจ้งกิจจา กอดเมียเมินหน้าน้าตากระเด็น
จึงแกลง้ เพทบุ ายทานายไป ฝนั อย่างน้ีมิใช่จะเกิดเขญ็
เพราะวิตกหมกไหม้จึงได้เปน็ เนือ้ เยน็ อยู่กบั ผวั อย่ากลวั ทุกข์
พรงุ่ นพี้ ีจ่ ะแก้เสนยี ดฝนั แลว้ ทามงิ่ ส่งิ ขวญั ให้เปน็ สุข
มใิ ห้เกดิ ราคกี ลยี คุ อยา่ เป็นทุกขเ์ ลยเจ้าจงเบาใจ ฯ
๏ ครั้นวา่ รุง่ สางสว่างฟ้า สุริยาแย้มเยี่ยมเหล่ยี มไศล
จะกล่าวถงึ พระองคผ์ ้ทู รงชยั เนาในพระท่นี ั่งบลั ลังกร์ ัตน์
พร้อมดว้ ยพระกานัลนักสนม หมอบประนมเฝา้ แหนแนน่ ขนดั
ประจาต้ังเคร่ืองอานอยงู่ านพัด ทรงเคืองขดั ขนุ ช้างแต่กลางคืน
แสนถ่อยใครจะถ่อยเหมือนมันบ้าง ทกุ อย่างทจ่ี ะชวั่ อา้ ยหวั ลน่ื
เวียนแต่เปน็ ถ้อยความไม่ข้ามคืน นา้ ยืนหย่งั ไม่ถงึ ยังดงึ มา
คราวน้นั ฟ้องกนั ด้วยวนั ทอง นมี่ นั ฟ้องใครอิกไอช้ าติข้า
ดาริพลางทางเสด็จยาตรา ออกมาพระทนี่ งั่ จักรพรรดิ
พระสตู รรูดกร่างกระจา่ งองค์ ขุนนางกราบราบลงเปน็ ขนดั
ท้งั หน้าหลังเบียดเสยี ดเยียดยัด หมอบอัดถดั กนั เปน็ หลนั่ ไป
ทอดพระเนตรมาเห็นขนุ ชา้ งเฝ้า เออใครเอาฟ้องมันไปไว้ไหน
พระหมื่นศรีถวายพลันในทนั ใด รับไวค้ ลี่ทอดพระเนตรพลัน
พอทรงจบแจง้ พระทัยในข้อหา ก็โกรธาเคอื งข่นุ หุนหัน
มนั เคย่ี วเขญ็ ทาเปน็ อย่างไรกัน อวี นั ทองคนเดียวไม่รูแ้ ลว้
ราวกบั ไม่มีหญิงเฝา้ ชงิ กนั ฤๅอวี นั ทองน้ันมันมแี ก้ว
รปู อา้ ยชา้ งช่ัวช้าตาแบ้งแบว ไม่เห็นแววท่วี า่ มันจะรัก
ใครจะเอาเปน็ ผัวเขากลัวอาย หวั หดู ูเหมือนควายทีต่ กปลกั
คราวนน้ั เปน็ ความกูถามซัก ตกหนักอยู่กับเถ้าศรปี ระจัน
๒๕
วันทองกูสใิ ห้กับไอ้แผน ไยแลน่ มาอยกู่ ับอ้ายช้างนั่น
จมน่ื ศรไี ปเอาตัวมนั มาพลนั ท้ังวันทองขนุ แผนอ้ายหมน่ื ไวย ฯ
๏ ฝา่ ยพระหมนื่ ศรไี ดร้ บั สง่ั ถอยหลังออกมาไม่ชา้ ได้
สั่งเวรกรมวงั ในทนั ใด ตารวจในวิง่ ตะบงึ มาถงึ พลนั
ข้ึนไปบนเรือนพระหมนื่ ไวย แจ้งขอ้ รับส่งั ไปขมีขมนั
ขุนชา้ งฟ้องรอ้ งฎีกาพระทรงธรรม์ ให้หาทัง้ สามทน่ั นัน้ เขา้ ไป ฯ
๏ คราน้นั วนั ทองเจ้าพลายงาม ไดฟ้ ังความครา้ มคร่ันหวนั่ ไหว
ขุนแผนเรยี กวนั ทองเขา้ ห้องใน ไมไ่ วใ้ จจึงเสกด้วยเวทมนตร์
สีขผ้ี ้ึงสปี ากกนิ หมากเวท ซงึ่ วเิ ศษสารพัดแก้ขัดสน
นา้ มันพรายนา้ มันจันทน์สรรเสกปน เคยคุม้ ขงั บงั ตนแตไ่ รมา
แล้วทาผงอทิ ธิเจเข้าเจมิ พักตร์ คนเหน็ คนทักรกั ทุกหน้า
เสกกระแจะจวงจนั ทนน์ ้ามันทา เสรจ็ แลว้ กพ็ าวันทองไป ฯ
๏ ครานน้ั ทองประศรีผู้มารดา คร้ันได้แจ้งกจิ จาไม่นงิ่ ได้
เด็กเอ๋ยวิง่ ตามมาไวไว ลงบันไดงันงกตกนอกชาน
พลายชุมพลกอดกน้ ทองประศรี กูมใิ ช่ชา้ งขีด่ อกลูกหลาน
ลุกข้ึนโขยง่ โก้งโค้งคลาน ซมซานโฮกฮากอ้าปากไป
ครั้นถงึ ยั้งอย่ปู ระตูวัง ผรู้ บั ส่งั เรง่ รดุ ไม่หยดุ ได้
ขุนแผนวันทองพระหมื่นไวย เขา้ ไปเฝา้ องค์พระภมู ี ฯ
๏ ครานั้นพระองค์ผทู้ รงเดช ป่ินปักนคั เรศเรืองศรี
เหน็ สามราเขา้ มาอัญชลี พระปรานีเหมือนลูกในอุทร
ดว้ ยเดชะพระเวทวเิ ศษประสิทธิ เผอิญคิดรักใคร่พระทัยอ่อน
ตรสั ถามอยา่ งความราษฎร ฮ้าเฮย้ ดูก่อนอวี นั ทอง
เมอ่ื มึงกลับมาแตป่ ่าใหญ่ กสู ใิ ห้ไอแ้ ผนประสมสอง
คร้นั กูขัดใจใหจ้ าจอง ตวั ของมึงไปอยู่แห่งไร
๒๖
ทาไมไม่อยูก่ บั อ้ายแผน แลน่ ไปอยู่กับอ้ายช้างใหม่
เดมิ มึงรกั อา้ ยแผนแลน่ ตามไป ครั้นยกใหส้ เิ ต้นกลับเลน่ ตัว
อย่กู บั อ้ายชา้ งไมอ่ ยู่ได้ เกิดรงั เกียจเกลยี ดใจด้วยชังหัว
ดยู กั ใหมย่ ้ายเก่าเฝา้ เปลย่ี นตัว ตกวา่ ช่ัวแล้วมงึ ไมไ่ ยดี ฯ
๏ ครานัน้ วนั ทองไดร้ ับสง่ั ละล้าละลงั ประนมก้มเกศี
หัวสยองพองพรน่ั ทันที ทูลคดีพระองค์ผ้ทู รงธรรม์
ขอเดชะละอองธลุ ีบาท องค์หริรกั ษ์ราชรงั สรรค์
เมอ่ื กระหม่อมฉันมาแต่อารญั คร้ังนน้ั โปรดประทานขนุ แผนไป
คร้ันอยมู่ าขุนแผนต้องจาจอง กระหม่อมฉันมีท้องนั้นเติบใหญ่
อยู่ทีเ่ คหาหน้าวัดตะไกร ขนุ ช้างไปบอกวา่ พระโองการ
มรี ับส่ังโปรดปรานประทานให้ กระหม่อมฉันไม่ไปก็หักหาญ
ยอื้ ยุดฉดุ คร่าทาสามานย์ เพอื่ นบ้านจะช่วยกส็ ดุ คดิ
ดว้ ยขุนช้างอ้างวา่ รับสั่งให้ ใครจะขัดขนื ไวก้ ก็ ลวั ผดิ
จนใจจะมิไปกส็ ุดฤทธิ ชวี ิตอยู่ใต้พระบาทา ฯ
๏ ครานนั้ พระองคผ์ ้ทู รงภพ ฟังจบกริว้ ขนุ ชา้ งเปน็ หนักหนา
มพี ระสิงหนาทตวาดมา อ้ายบา้ เย่อหย่ิงอ้ายลิงโลน
ตกว่ากหู าเปน็ เจา้ ชีวติ ไม่ มึงถือใจว่าเปน็ เจ้าที่โรงโขน
เป็นไมม่ ีอาญาสิทธิคดิ ดึงโดน เที่ยวทาโจรใจคะนองจองหองครนั
เลี้ยงมึงไม่ได้อา้ ยใจรา้ ย ชอบแตเ่ ฆีย่ นสองหวายตลอดสัน
แล้วกลบั ความถามข้างวันทองพลัน เออเม่อื มนั ฉดุ คร่าพามึงไป
ก็ช้านานประมาณได้สิบแปดปี ครัง้ น้ีทาไมมึงจึงมาได้
นีม่ งึ หนีมนั มาฤๅวา่ ไร ฤๅว่าใครไปรับเอามึงมา ฯ
๏ วนั ทองฟงั ถามใหค้ ร้ามครั่น บังคมคัลประนมก้มเกศา
ขอเดชะพระองคท์ รงศกั ดา พระอาญาเป็นพ้นล้นเกลา้ ไป
๒๗
ครง้ั นจี้ ม่ืนไวยนนั้ ไปรับ กระหม่อมฉันจึงกลับคืนมาได้
มิใชย่ อ้ นยอกทานอกใจ ขนุ แผนกม็ ิไดป้ ระเวณี
แตม่ านั้นเวลาสักสองยาม ขนุ ชา้ งจงึ หาความวา่ หลบหนี
ขอพระองคจ์ งทรงพระปรานี ชีวอี ยู่ใต้พระบาทา ฯ
๏ ครานนั้ พระองคผ์ ู้ทรงเดช ฟงั เหตขุ นุ่ เคืองเปน็ หนักหนา
อ้ายหมืน่ ไวยทาใจอหงั การ์ ตกว่าบา้ นเมืองไม่มีนาย
จะปรกึ ษาตราสนิ ใหไ้ ม่ได้ จงึ ทาตามน้าใจเอางา่ ยง่าย
ถ้าฉวยเกิดฆา่ ฟนั กันล้มตาย อันตรายไพร่เมืองก็เคืองกู
อวี ันทองกูให้ไอแ้ ผนไป อา้ ยช้างบังอาจใจทาจู่ลู่
ฉุดมันข้นึ ชา้ งอ้างถึงกู ตะคอกข่อู วี นั ทองให้ตกใจ
ชอบตบใหส้ ลบลงกับท่ี เฆ่ยี นตีเสียให้ยับไมน่ บั ได้
มะพรา้ วหา้ วยัดปากใหส้ าใจ อา้ ยหมนื่ ไวยกโ็ ทษถึงฉกรรจ์
มึงถือวา่ อีวนั ทองเป็นแม่ตวั ไมเ่ กรงกลัวเว้โวท้ าโมหนั ธ์
ไปรบั ไยไม่ไปในกลางวัน อ้ายแผนพ่อนั้นกเ็ ป็นใจ
มนั เหมือนวัวเคยขามา้ เคยขี่ ถึงบอกกวู ่าดหี าเช่ือไม่
อ้ายช้างมนั กฟ็ ้องเป็นสองนัย วา่ อ้ายไวยลกั แม่ให้บิดา
เป็นราคขี ้อผดิ มีตดิ ตัว หมองมัวมลทนิ อยูห่ นักหนา
ถา้ อา้ ยไวยอยากจะใคร่ไดแ้ ม่มา ชวนพอ่ ฟ้องหาเอาเป็นไร
อยั การศาลโรงก็มีอยู่ ฤๅว่ากูตดั สนิ ให้ไม่ได้
ชอบทวนดว้ ยลวดให้ปวดไป ปรับไหมให้เท่ากับชายชู้
มันเกิดเหตทุ ้ังนก้ี ็เพราะหญงิ จึงหงึ หวงชว่ งชงิ ยงุ่ ยงิ่ อยู่
จาจะตดั รากใหญใ่ หห้ ลน่ พรู ให้ลกู ดอกดกอยู่แต่กิ่งเดยี ว
อวี นั ทองตวั มันเหมือนรากแก้ว ถา้ ตัดโคนขาดแล้วก็ใบเห่ียว
ใครจะควรสู่สมอยู่กลมเกลียว ใหเ้ ด็ดเด่ียวรกู้ ันแต่วันนี้
๒๘
เฮ้ยอีวนั ทองวา่ กะไร มึงต้ังใจปลดปลงให้ตรงท่ี
อยา่ พะวงั กังขาเป็นราคี เพราะมึงมีผวั สองกูต้องแคน้
ถา้ รักใหม่ก็ไปอยู่กบั อา้ ยชา้ ง ถา้ รักเก่าเข้าข้างอา้ ยขนุ แผน
อยา่ เวยี นวนไปให้คนมนั หม่ินแคลน ถา้ แมน้ มึงรกั ไหนให้วา่ มา ฯ
๏ ครานน้ั วันทองฟงั รับสงั่ ใหล้ ะลา้ ละลงั เปน็ หนักหนา
คร้นั จะทูลกลัวพระราชอาชญา ขนุ ชา้ งแลดูตายกั ค้ิวลน
พระหม่นื ไวยใช้ใบใ้ ห้แม่วา่ บุ้ยปากตรงบดิ าเป็นหลายหน
วนั ทองหมองจิตรคิดเวยี นวน เป็นจนใจนิ่งอยู่ไม่ทลู ไป ฯ
๏ ครานัน้ พระองคท์ รงธรณนิ ทร์ หาไดย้ นิ วันทองทลู ข้นึ ไม่
พระตรสั ความถามซกั ไปทันใด ฤๅมงึ ไม่รักใครใหว้ ่ามา
จะรกั ชูช้ ังผัวมึงกลัวอาย จะอย่ดู ว้ ยลกู ชายกไ็ ม่วา่
ตามใจกูจะให้ดังวาจา แตน่ ีเ้ บ้ืองหนา้ ขาดเด็ดไป ฯ
๏ นางวนั ทองรับพระราชโองการ ใหบ้ นั ดาลบังจิตรหาคิดไม่
อกศุ ลดลมวั ให้ชว่ั ใจ ดว้ ยสน้ิ ในอายุทเ่ี กิดมา
คดิ คะนึงตะลงึ ตะลานอก ดังตัวตกพระสุเมรุภูผา
ให้อทุ จั อัดอน้ั ตันอรุ า เกรงผิดภายหน้าก็สดุ คิด
จะวา่ รักขุนชา้ งกะไรได้ ทีจ่ ริงใจมิไดร้ ักแต่สักหนิด
รักพ่อลูกหว่ งดงั ดวงชวี ติ แมน้ ทลู ผิดจะพโิ รธไมโ่ ปรดปราน
อย่าเลยจะทลู เป็นกลางไว้ ตามพระทัยท้าวจะแยกใหแ้ ตกฉาน
คิดแลว้ เท่านนั้ มิทันนาน นางก้มกรานแล้วกท็ ลู ไปฉบั พลัน
ความรกั ขุนแผนกแ็ สนรัก ด้วยร่วมยากมานกั ไมเ่ ดยี ดฉนั ท์
สู้ลาบากบุกปา่ มาด้วยกนั สารพนั อดออมถนอมใจ
ขุนชา้ งแตอ่ ยู่ดว้ ยกนั มา คาหนกั หาได้วา่ ใหเ้ คืองไม่
เงินทองกองไว้มใิ ห้ใคร ข้าไทใชส้ อยเหมือนของตัว
๒๙
จมนื่ ไวยเล่าก็เลือดทใ่ี นอก กห็ ยิบยกรกั เทา่ กนั กบั ผวั
ทูลพลางตวั นางระเร่ิมรัว ความกลวั พระอาญาเป็นพ้นไป ฯ
๏ คราน้ันพระองค์ผู้ทรงภพ ฟงั จบแคน้ คัง่ ดังเพลงิ ไหม้
เหมือนดนิ ประสิวปลวิ ตดิ กบั เปลวไฟ ดดู เู๋ ปน็ ได้อวี นั ทอง
จะวา่ รกั ข้างไหนไมว่ ่าได้ นา้ ใจจะประดงั เข้าทง้ั สอง
ออกน่ันเข้านี่มีสารอง ยิ่งกว่าท้องทะเลอนั ลา้ ลึก
จอกแหนแพเสาสาเภาใหญ่ จะทอดถมเทา่ ไรไมร่ ้สู กึ
เหมือนมหาสมุทรสุดซงึ้ ซึก นา้ ลกึ เหลือจะหยั่งกระทัง่ ดนิ
อิฐผาหาหาบมาทุ่มถม ก็จอ่ มจมสูญหายไปหมดสนิ้
อีแสนถ่อยจัญไรใจทมิฬ ดงั เพชรนลิ เกิดขึ้นในอาจม
รูปงามนามเพราะนอ้ ยไปฤๅ ใจไมซ่ ่ือสมศักดเิ ท่าเส้นผม
แตใ่ จสตั วม์ นั ยงั มีทน่ี ิยม สมาคมก็แต่ถึงฤดมู นั
มึงน่ถี ่อยยงิ่ กวา่ ถ่อยอที ้ายเมอื ง จะเอาเรื่องไม่ไดส้ กั ส่งิ สรรพ์
ละโมบมากตัณหาตาเปน็ มัน สักร้อยพนั ใหม้ ึงไมถ่ ึงใจ
ว่าหญิงชวั่ ผวั ยังคราวละคนเดียว หาตามตอมกันเกรียวเหมอื นมงึ ไม่
หนักแผ่นดินกจู ะอยู่ไย อา้ ยไวยมึงอย่านบั วา่ มารดา
กูเลี้ยงมึงถึงใหเ้ ป็นหวั หม่ืน คนอน่ื รวู้ า่ แม่ก็ขายหน้า
อ้ายขนุ ชา้ งขุนแผนท้งั สองรา กูจะหาเมยี ใหอ้ ย่าอาลัย
หญงิ กาลกิณีอแี พศยา มันไม่น่าเชยชิดพสิ มัย
ทร่ี ูปรวยสวยสมมีถมไป มึงตดั ใจเสียเถิดอีคนนี้
เรง่ เร็วเหวยพระยายมราช ไปฟนั ฟาดเสียให้มันเป็นผี
อกเอาขวานผ่าอย่าปรานี อยา่ ให้มโี ลหติ ตดิ ดินกู
เอาใบตองรองไว้ใหห้ มากนิ ตกดนิ จะอปั รยี ์กาลอี ยู่
ฟันใหห้ ญิงชายท้ังหลายดู ส่ังเสร็จเสด็จสปู่ ราสาทชัย ฯ
๓๐
คาอธิบายศัพท์
กระแจะ ผงเครอ่ื งหอมตา่ งๆ ทผ่ี สมกนั สาหรับทาหรือเจิม
โดยปกตมิ ีเครือ่ งประสมคอื ไม้จันทน์ ชะมดเชยี ง
ของสาคัญ เป็นตน้
ในทนี่ ห่ี มายถึง เต้านม ในความว่า “ว่าพลางทาง
ขา้ วสารปราย แอบเข้าแนบอก ประคองยกของสาคญั มนั่ หมาย
ข้ีครอก ขา้ วสารทีเ่ สกแลว้ ซดั ใหก้ ระจายไป
เครอ่ื ง ลูกของข้าทาส
เหตุ เร่ืองราว ในความว่า “ว่านักก็เครื่องเคอื ง
เครือ่ งอาน ระคาย”
แง้นชงิ เครอ่ื งกนิ
แง้น ในท่ีน้ีนา่ จะเป็นคาเดียวกับคาว่า แง่น ซง่ึ
จวงจนั ทน์ แปลว่า แยกเขีย้ วจะกดั แงน้ ชงิ จงึ หมายถึงแสดง
จังกา อาการโกรธแยง่ ชงิ ทงั้ ๆทไี่ ม่สมควรจะได้
เครอ่ื งหอมท่ีเจอื ด้วยไมจ้ วงและไมจ้ นั ทน์
จัตุบททวิบาท คอื จังก้า เป็นลักษณะยนื ถ่างขาตง้ั ท่าเตรียมสู้ เป็น
จู่ลู่ ตน้
(สัตว)์ สเ่ี ท้า สองเทา้
ฉวยสบเพลง หนุ หนั พลนั แลน่ ในความว่า “อ้ายชา้ งบงั อาจใจทา
ฎีกา จ่ลู ”ู่
ตกวา่ บงั เอิญถกู จงั หวะ
ตราสิน คาร้องทุกขท์ ่ีย่ืนถวายพระเจ้าแผ่นดนิ
ตลอดสนั ราวกบั ว่า
ถกเขมร แจง้ ความไวเ้ พ่ือเปน็ ลกั ฐาน
ตลอดสนั หลงั
การน่งุ ผ้าหยกั รั้งข้ึนไปให้พน้ หวั เขา่ ถึงงา่ มก้น บางที
เรียกว่าขดั เขมร
ทรามสวาดิ ๓๑
ทวนดว้ ยลวด
ผเู้ ป็นที่รัก
น้ายนื หยงั่ ไม่ถงึ เฆย่ี นตีด้วยหนังที่ทาเปน็ เส้นยาวๆซ่งึ เรียกวา่ ลวด
บโทนอ้นตน้ กญั ญา หนัง อา่ นว่า ทัก-กะ-ทนิ หมายถงึ วนั ชว่ั ร้ายตาม
ความเช่ือในตาราโหราศาสตร์
บริกรรม น้าลึกเกนิ กวา่ เท้าจะหยั่งถงึ
บายศรี บโทนคือพนกั งานคอยใหจ้ ังหวะสญั ญาณให้ฝีพาย
พายเรือชา้ หรือเรว็ เรือในที่น้ีเป็นเรอื ตน้ กญั ญา คอื
ปรนนิบตั ิวตั ถา เป็นเรอื หลวงยาว มีเครื่องบังแดดเป็นรปู หลงั คา อ้น
ประจบุ นั นา่ จะเปน็ ชื่อบโทน
สารวมใจร่ายมนต์ หรอื เสกคาถาซา้ ๆ หลายๆ หน
ปรบั ไหม เพื่อใหเ้ กิดความขลังศกั ดิส์ ิทธิ์
เคร่ืองเชิญขวัญหรือรบั ขวัญ ททาดว้ ยใบตอง รปู
ผงอทิ ธิเจ คลา้ ยกระทงเปน็ ช้นั ๆ มีขนาดใหญเ่ ล็กสอบกันขึ้น
ผเี สอื้ ไปตามลาดับอาจเปน็ ๓ ช้ัน ๕ ชัน้ หรอื ๙ ชน้ั มี
เสาปกั ตรงกลางเปน็ แกน มีเคร่ืองสงั เวยวางอยใู่ น
บายศรีและมีไข่ขวญั เสียบอยู่บนยอด
คอื ปรนนิบัติวตั ถาก หมายถึง เอาใจใส่คอยปฏบิ ัติ
รบั ใช้
คือ ปัจจบุ นั เรียกโรคภยั ท่ีเกิดขึน้ ในทันทีทนั ใดว่า
โรคปัจจบุ ัน “เจ็บจุกประจุบัน” หมายความวา่ มี
อาการจกุ เสียดข้ึนมาทันที
ใหผ้ ู้กระทาผิดชาระเงินทดแทนความผิดทีไ่ ดก้ ระทา
แกผ่ ู้เสียหาย หรือบิดามารดาหรือผู้ปกครองของ
ผเู้ สยี หาย
เป็นผงดินสอทนี่ ามาผดั หน้าสาหรับเปน็ เสนห่ ์ทาให้
คนรกั
คอื ผีเส้อื น้า เทวดาท่รี กั ษานา่ นนา้ ในที่น้ีหมายถึงผี
น้า
พระสิงหนาท ๓๒
เพรางาย เสียงตวาดของผทู้ ่ีมีอานาจซึ่งดงั ราวกบั เสียงคาราม
มงคล ของราชสงิ ห์
เวลาเย็นและเวลาเช้า(เพรา =เยน็ , งาย =เช้า)
มนิ หม้อ ในทีน่ ีห้ มายถงึ สงิ่ ทที่ าเปน็ วง ใช้สวมศีรษะเพือ
เมรไุ กร ความเปน็ สิริมงคล ทาด้วยดา้ ย เป็นตน้
แมงมุมทุ่มอก เขมา่ ดาทตี่ ิดกน้ หมอ้
ภเู ขาใหญ่
ยวน ทมุ่ อกคอื ตอี ก เช่ือกนั ว่าเม่ือแมงมมุ ตอี กของมันจะ
ยาเขา้ ปรอท เป็นลางรา้ ยอยา่ งหน่งึ
ยา่ ยาม ทาให้กาเริบรกั ในความว่า “ภริ มย์ยวน”
ยาทีป่ ระสาสมสารปรอทซึ่งอาจทาใหเ้ ป็นพษิ ได้
รอ้ งเกน ตีกลองหรอื ฆ้องถี่ ๆ หลายครั้งเพื่อบอกเวลา
รา้ นดอกไม้ สาหรับเปล่ยี นยามในเวลากลางคนื ในความว่า
ลอ่ นแก่น “คะแนนบั ย่ายามได้สามครา” หมายความว่า นบั
วันนั้นแพก้ ูเม่ือดาน้า ไดว้ า่ เปน็ การตบี อกเวลาเป็นครง้ั ท่สี ามแล้ว เท่ากับ
เปน็ เวลายามตรงกบั เวลาสามนาฬิกาหรอื ตีสาม
ววั เคยขาม้าเคยขี่ รอ้ งตะโกนดงั ๆ
ในที่นีห้ มายถงึ ชานเรือนโบราณที่ปลกู ไม้ดอกไว้
วางบท สิ้นเนอื้ ประดาตัว ไมม่ ีติดตัว
จมื่นไวยเท้าความถงึ ตอนทข่ี ุนชา้ งดาน้าพิสูจน์โทษ
เมอ่ื เปน็ คดกี บั ตน
ความวา่ คุน้ เคยกนั มาอย่างดี ร้ทู กี นั เข้าใจใน
ทานองของกันและกนั สานวนน้สี ่วนมากใช้กบั คนท่ี
เคยเปน็ สามีภรรยากัน
ถูกกาหนดให้แสดงไปตามบท คอื หนา้ ท่ีที่
กาหนดให้ในทน่ี ้หี มายถงึ ครั้งหน่ึงสมเด็จพระ
พนั วษาได้เคยทรงตัดสินให้นางวนั ทองกลบั ไปอยู่
กับขนุ แผน
ส่งทุกข์ ๓๓
สะเดาะกลอน
เสด็จประพานบัว เข้าส้วม
ทาให้กลอนประตหู ลดุ ออกไดด้ ้วยคาถาอาคม
เสนียด ในท่ีน้ีหมายถึงการเสดจ็ ประพาสทอ้ งท่งุ ในฤดูน้าหลากท่ีมี
แสงศรี น้าเต็มเปย่ี ม มีดอกบัวและพันธุ์ไมน้ ้าท่งี ดงาม อาจเป็นฤดู
หวั หมื่นมหาดเล็ก เล่นเรือหรือเล่นดอกสร้อยสกั วา
ไม่เปน็ มงคล
แหงนเถอ่ มาจากคาว่า แสงสรุ ียศ์ รี หมายถึง แสงอาทิตย์
อฐั กาล ตาแหนง่ ข้าราชการมหาดเลก็ ถดั จากตาแหนง่ จางวางซึ่ง
อัฒจนั ทร์ เป็นตาแหนง่ หวั หนา้ ขา้ รับใชข้ องเจ้านายชัน้ บรมวงศ์หรือ
อาถรรพณ์ ทรงกรมลงมา
ค้างอยู่
อธุ จั คือ อัฐเคราะห์ หมายถงึ ตาแหนง่ ดาวเคราะห์ทงั้ ๘ ตาม
ตาราโหราศาสตร์
ในท่ีน้หี มายถึง ชน้ั ที่ตงั้ เคร่ืองแก้วซึ่งเป็นของประดบั บา้ น
หมายถงึ ของที่ลงเลขยันต์คาถาแลว้ ฝงั ไว้ในดนิ โดยวธิ ใี ส่กน้
หลุมเสา เชน่ เสาประตบู ้าน สาหรับป้องกนั อนั ตราย เม่ือ
จม่นื ไวยจะเขา้ บ้านขนุ ช้าง จงึ รา่ ยมนตถ์ อนอาถรรพณ์
เสียก่อน เพราะถ้าอาถรรพณ์ของขนุ ชา้ งไม่เส่อื ม เคร่อื งราง
ของขลงั รวมท้ังเวทมนตร์คาถาของจมื่นไวยจะเสอ่ื มความ
ศกั ดสิ์ ทิ ธ์เิ ม่อื ผา่ นประตเู ข้าไป
ตกประหมา่
๓๔
บทวเิ คราะห์
คณุ ค่าดา้ นเน้อื หา
๑.รปู แบบการประพันธ์
เป็นคาประพนั ธ์ประเภทกลอนเสภา เสภาเป็นกลอนข้ันเล่าเร่ืองอย่างเลา่ นทิ านจึงใช้คามากเพ่ือ
บรรจุข้อความใหช้ ัดเจนแกผ่ ู้ฟัง และมุ่งเอาการขบั ได้ ไพเราะเป็นสาคญั สัมผสั ของคาประพนั ธ์ คือ คาสุดทา้ ย
ของวรรคตน้ ส่งสมั ผัสไปยังคาใดคาหนง่ึ ใน ๕ คาแรกของวรรคหลัง สัมผสั วรรคอนื่ และสัมผัสระหว่างบท
เหมอื นกลอนสภุ าพ
มาอยู่ไยกบั อ้ายหินชาติ แสนอุบาทว์ใจจิตริษยา
ในที่นี้อา้ ยหนิ ชาติ หมายถึง ขุนช้าง
จงเรง่ กลับไปคดิ กบั บิดา ฟ้องหากราบทูลพระทรงธรรม์
ในท่นี ีพ้ ระทรงธรรม์ หมายถึง พระพนั วษาทเี่ ป็นพระเจา้ แผน่ ดิน
สองหนสามหนก่นแตห่ นี พลง้ั ทลี งไมร่ อดนางยอดหญิง
ในที่น้ี นางยอดหญงิ หมายถึง นางวนั ทอง
วนั น้ันพอป่นิ นรนิ ทรร์ าช เสด็จประพาสบวั ยงั หากลับไม่
๒.องค์ประกอบของเรอ่ื ง
๒.๑ โครงเรือ่ ง
เรือ่ งขนุ ช้างขนุ แผนน้เี ปน็ นิยายพ้ืนบา้ นของสุพรรณบุรที แ่ี ต่งขึ้นจากเรื่องจริงทีเ่ กดิ ข้ึนในสมัยกรงุ
ศรอี ยุธยาเป็นราชธานซี ึง่ มหี ลักฐานอยู่ในหนังสือคาให้การชาวกรุงเก่าโดยแต่งเป็นบทกลอนสาหรับขับเสภา
เมอ่ื มาถึงสมยั กรงุ รัตนโกสินทร์เสภาเร่อื งขนุ ช้างขนุ แผนท่มี ีผู้แต่งไว้ต้ังแต่งสมัยกรงุ ศรอี ยุธยาน้นั เหลอื อยเู่ พียง
บางตอนเท่าน้นั
๒.๒ ตวั ละคร
- ขุนแผน ถนัดดา้ นไสยศาสตร์ รกั นางวนั ทองมากแต่เจา้ ชู้
เห็นได้จากบทประพนั ธ์
จะกลา่ วถึงขุนแผนแสนสนิท เรืองฤทธฦิ ๅจบพภิ พไหว
อยูบ่ ้านสุขเกษมเปรมใจ สมสนิทพสิ มัยด้วยสองนาง
ลาวทองกบั เจ้าแกว้ กริ ยิ า ปรนนบิ ตั ิวัตถาไมห่ ่างข้าง
เพลิดเพลนิ จาเริญใจไม่เว้นวาง คืนนัน้ ในกลางซึ่งราตรี
๓๕
- ขนุ ช้าง เปน็ คนรกั เมยี มาก เพราะยอมที่จะลงไปในน้าเพ่ือถวายฎกี าแก่พระพนั วษา เพ่อื ชิงตวั นางวันทอง
กลบั มา เห็นได้จากบทประพันธ์
เข้าตรงบโทนอ้นต้นกัญญา เพ่อื นโขกลงด้วยกะลาว่าผีเสอื้
มหาดเลก็ อยู่งานพัดพลดั ตกเรือ รอ้ งวา่ เสอื ตัวใหญว่ ่ายน้ามา
ขนุ ชา้ งดึงดอ้ื มอื ยึดเรอื มิใช่เสือกระหม่อมฉานลา้ นเกศา
ส้ตู ายขอถวายซ่ึงฎกี า แค้นเหลอื ปัญญาจะทานทน ฯ
- วนั ทอง เปน็ คนสองใจเป็นเหตทุ าใหท้ ุกคนทะเลาะกนั แต่สุดทา้ ย นางวนั ทองก็ไมเ่ ลือกท่จี ะอยู่กับใคร
เพราะว่ารักทัง้ คู่ จนถกู พระพันวษาประหารเพราะตวั นางเอง
เหน็ ได้จากบทประพันธ์
ความรักขุนแผนก็แสนรกั ดว้ ยรว่ มยากมานกั ไมเ่ ดยี ดฉนั ท์
สลู้ าบากบกุ ป่ามาด้วยกัน สารพันอดออมถนอมใจ
ขนุ ชา้ งแต่อยู่ดว้ ยกนั มา คาหนกั หาไดว้ ่าให้เคืองไม่
เงินทองกองไว้มใิ ห้ใคร ข้าไทใช้สอยเหมือนของตัว
เรง่ เรว็ เหวยพระยายมราช ไปฟนั ฟาดเสียให้มนั เปน็ ผี
อกเอาขวานผ่าอย่าปราณี อย่าใหม้ ีโลหิตติดดินกู
เอาใบตองรองไวใ้ ห้หมากนิ ตกดนิ จะอปั รียก์ าลีอยู่
ฟนั ให้หญงิ ชายทั้งหลายดู ส่งั เสรจ็ เสดจ็ สปู่ ราสาทชยั
-พลายงาม / จมนื่ ไวย ถนัดด้านไสยศาสตร์เหมือนพอ่ รักแม่มากจงึ ใช้ไสยศาสตร์เพือ่ พาแม่กลบั บา้ น
เหน็ ไดจ้ ากบทประพันธ์
หอมหวนอวลอบบุปผาชาติ เบิกบานกา้ นกลาดก่ิงไสว
เรณูฟูร่อนขจรใจ ย่างเทา้ กา้ วไปไม่โครมคราม
ขา้ ไทนอนหลบั ลงทับกัน สะเดาะกลอนถอนลน่ั ถึงชัน้ สาม
กระจกฉากหลากสลับวบั แวมวาม อรา่ มแสงโคมแกว้ แววจบั ตา
๓๖
-สมเดจ็ พระพนั วษา เป็นผูร้ บั ถวายฎกี า เป็นคนเด็ดขาด เพราะเปน็ คนสงั่ ประหารนางวันทอง เห็นไดจ้ าก
บทประพนั ธ์
เรง่ เร็วเหวยพระยายมราช ไปฟันฟาดเสยี ให้มนั เป็นผี
อกเอาขวานผา่ อย่าปรานี อย่าใหม้ โี ลหิตตดิ ดินกู
เอาใบตองรองไว้ให้หมากนิ ตกดินจะอัปรยี ก์ าลอี ยู่
ฟนั ใหห้ ญิงชายท้ังหลายดู สั่งเสร็จเสด็จสปู่ ราสาทชยั ฯ
๒.๓ ฉากและบรรยากาศ
สถานทีแ่ ละเวลาทีเ่ กดิ ข้ึนในเร่ืองขุนช้างขุนแผน โดยพูดถึงสภาพสังคมของชาวบา้ น ชาววงั ผ้แู ต่งได้
บรรยายฉากและบรรยากาศต่างๆ ไดส้ มจรงิ เชน่ เรือนของขุนชา้ งท่ีแสดงถงึ ความร่ารวย
เหน็ ไดจ้ ากบทประพนั ธ์
ขา้ ไทนอนหลบั ลงทบั กนั สะเดาะกลอนถอนลน่ั ถึงช้นั สาม
กระจกฉากหลากสลบั วบั แวมวาม อร่ามแสงโคมแกว้ แววจบั ตา
มา่ นมูล่ ่ีมีฉากประจาก้นั อฒั จนั ทร์เคร่ืองแกว้ ก็หนกั หนา
ชมพลางยา่ งเย้อื งชาเลืองมา เปิ ดมุง้ เห็นหนา้ แม่วนั ทอง
๓๗
๒.๔ กลวิธีในการแต่ง
เสภาขนุ ช้างขุนแผนใหค้ วามรู้สกึ และอารมณ์คล้อยตามเพยี บพรอ้ มด้วยคณุ ค่าดา้ นวรรณศิลป์ มีการใช้
วธิ ีการเล่าเรือ่ งในรปู แบบตา่ ง ๆ เช่น การเล่าลาดับเร่ืองแบบย้อนกลบั หรอื การบอกเลา่ ลักษณะตัวละครผ่านตัว
ละครอืน่
การเลา่ ลาดับเร่ืองแบบยอ้ นกลับ
วันนน้ั แพก้ เู มือ่ ดาน้า ก็กร้วิ ซา้ จะฆ่าให้เปน็ ผี
แสนแค้นดว้ ยมารดายังปรานี ให้ไปขอชีวีขนุ ชา้ งไว้
จม่นื ไวยเทา้ ความถึงตอนทขี่ ุนชา้ งดาน้าพิสูจนโ์ ทษเมือ่ เป็นคดกี ับตวั
การบอกเล่าลักษณะตัวละครผา่ นตวั ละครอนื่
มาอย่ไู ยกับอ้ายหนิ ชาติ แสนอบุ าทวใ์ จจติ ริษยา
ดงั ทองคาเลยี่ มปากกะลา หนา้ ตาดาเหมือนมินหม้อมอม
เหมอื นแมลงวนั วอ่ นเคล้าทเี่ น่าช่ัว มาเกลือกกล้ัวปทมุ มาลย์ทห่ี วานหอม
มาอยู่ทาไมกบั คนเลวทรามช่ัวขอ้ี ิจฉาแบบน้ี หน้าตากม็ อมแมมดาอยา่ งกบั เขมา่ ท่ี
ตดิ กน้ หมอ้ น่าเกลยี ดเหมือนแมลงวันเน่ามาบินตอมดอกไม้ทส่ี วยงามอย่างแม่
รูปอ้ายช้างชัว่ ช้าตาบ้องแบ๋ว ไมเ่ หน็ แววทว่ี า่ มันจะรัก
ใครจะเอาเป็นผวั เขากลัวอาย หัวหดู ูเหมือนควายท่ีตกปลกั
คราวนั้นเปน็ ความกูถามซัก ตกหนักอยกู่ บั เฒา่ ศรปี ระจัน
วันทองจะไม่มีใจรกั ขุนชา้ ง ใครกไ็ ม่อยากไดข้ นุ ชา้ งไปเปน็ ผัว เพราะดรู ูปรา่ ง
หนา้ ตานา่ เกลียด
๓๘
คณุ ค่าด้านวรรณศลิ ป์ (โวหาร ลีลา ภาพพจน์)
เสภาเรอ่ื งขนุ ชา้ งขนุ แผน
เสภาเรอื่ งขนุ ช้างขุนแผน ไม่ปรากฎนามผูแ้ ตง่ จะเดน่ ในดา้ นบรรยายโวหาร พรรณนาโวหารและ
อปุ มาโวหาร
การใช้โวหารภาพพจน์
อุปมา คือ การเปรยี บเทยี บวา่ ส่งิ หนึง่ เหมือนกับสงิ่ หนึ่งโดยใชค้ าเชื่อมทีม่ คี วามหมายเชน่ เดียวกบั
คาว่า “เหมอื น” เชน่ ดุจ ดง่ั ราว ราวกับ เปรียบ ประดจุ เฉก เล่ห์ ปาน ประหนง่ึ เพยี ง เพ้ียง พา่ ง ปูน ฯลฯ
เช่น
เหมอื นแมลงวันว่อนเคล้าทีเ่ นา่ ช่ัว มาเกลือกกลัว้ ปทุมมาลยท์ ่ีหวานหอม
ดอกมะเดื่อฤาจะเจือดอกพะยอม วา่ นักแมจ่ ะตรอมระกาใจ
เปรียบขุนข้างท่มี ายงุ่ เกย่ี วกับนางวนั ทองเหมอื นกับแมลงวันท่ีมาตอมดอกไม้
คิดคะนึงตะลงึ ตะลานอก ดงั ตวั ตกพระสเุ มรุภผู า
ให้อุทัจอดั อ้นั ตนั อรุ า เกรงผดิ ภายหน้ากส็ ุดคดิ
เปรียบอาการตกใจของนางวันทองเหมอื นดังกบั การตกจากเขาพระสุเมรุ
อแี สนถ่อยจญั ไรใจทมิฬ ดงั เพชรนิลเกดิ ขึ้นในอาจม
รูปงามนามเพราะน้อยไปฤๅ ใจไม่ซ่ือสมศักดเิ ท่าเสน้ ผม
เปรียบวา่ จิตใจของนางวนั ทองนน้ั สกปรกเหมือนกับเพชรท่อี ยู่ในมูล
ใครจะเอาเปน็ ผัวเขากลัวอาย หัวหดู เู หมือนควายที่ตกปลัก
คราวนน้ั เปน็ ความรักกถู ามซัก ตกหนักอย่กู บั เฒา่ ศรปี ระจนั
เปรียบว่าหนา้ ตาของขุนชา้ งนา่ เกลยี ดเหมือนกับควายทีต่ กปลัก
อธพิ จน์ (อติพจน์) คือ การเปรยี บเทียบเกนิ ความจริง หรอื นอ้ ยกว่าความเปน็ จริง มักใช้
เปรียบเทียบในเร่ืองปริมาณว่ามมี ากมาย มเี จตนาท่ีจะเนน้ ความรู้สึก เน้นการแสดงอารมณ์และสภาพต่าง ๆ
น่ิงนอนอยู่บนเตยี งเคียงขุนชา้ ง มนั แนบข้างกอดกลมประสมสอง
เจ็บใจดงั หวั ใจจะพงั พอง ขยบั จอ้ งดาบงา่ อยากฆา่ ฟนั
กลา่ วถึงความทุกข์ของพลายงามทตี่ อ้ งเหน็ นางวนั ทองนอนกอดกับขุนชา้ ง
ครานัน้ ขนุ ช้างได้ฟังวา่ แค้นดังเลอื ดตาจะหลงั่ ไหล
ดบั โมโหโกรธาทาวา่ ไป เรากไ็ มว่ ่าไรสดุ แตด่ ี
กล่าวถงึ ความเคยี ดแคน้ ของขนุ ช้างท่มี ีต่อขนุ แผนและพลายงาม
รูปงามนามเพราะน้อยไปหรือ ใจไม่ซ่ือสมศักด์ิเทา่ เส้นผม
แตใ่ จสัตวม์ ันยังมีทน่ี ยิ ม สมาคมกแ็ ต่ถงึ ฤดูมัน
๓๙
กล่าวถึงนางวันทองท่ีไม่สามารถตัดสินใจว่าจะเลอื กขุนช้างหรือขุนแผน พระพันวษาจึง
ดา่ นางวา่ หนา้ ตาสวยงามชื่อเพราะน้อยไปหรือถึงไดจ้ ติ ใจไมซ่ อ่ื เท่ากับเสน้ ผม
คาอัพภาส คือ คาซ้าชนิดหนงึ่ ท่ีกร่อนเสยี งของคาข้างหนา้ ใหส้ นั้ ลงเหลอื เพียงเสยี ง อะ เชน่
มแี ต่หลับเพ้อมะเมอฝัน ทงั้ ไฟกองป้องกันทุกแหง่ หน
มาจากคาวา่ ละเมอ
คราน้นั วนั ทองไดร้ ับสั่ง ละล้าละลังประนมก้มเกศี
มาจากคาวา่ ลังเล ลกุ ลาน หรอื มีอีกความหมายหนึ่งคอื หว่ งหนา้ พะวงหลัง
ทูลพลางตัวนางเริม่ ระรัว ความกลัวอาญาเป็นพน้ ไป
มาจากคาว่า ส่ันระรวั นางวันทองทูลไปตวั กเ็ ริ่มสั่นไปด้วยความกลัว
นามนยั คอื การเปรยี บเทียบโดยการใชค้ าหรือวลีซึง่ บ่งลักษณะหรอื คุณสมบัติที่เปน็ จดุ เด่น หรือ
ลักษณะสาคัญ ของสง่ิ ใดสงิ่ หนึ่ง หรอื การกล่าวถงึ ส่วนใดส่วนหนึง่ ของสงิ่ ใด ๆ มากล่าวแทนคาที่ใชเ้ รยี ก สิ่งนน้ั
โดยตรง เช่น
มาอยู่ไยกบั อ้ายหินชาติ แสนอุบาทว์ใจจิตริษยา
ในท่นี ี้อ้ายหนิ ชาติ หมายถึง ขนุ ช้าง
จงเรง่ กลบั ไปคดิ กบั บิดา ฟ้องหากราบทลู พระทรงธรรม์
ในที่นพี้ ระทรงธรรม์ หมายถึง พระพนั วษาท่เี ป็นพระเจา้ แผ่นดิน
สองหนสามหนกน่ แตห่ นี พล้ังทีลงไม่รอดนางยอดหญิง
ในที่นี้ นางยอดหญิง หมายถึง นางวนั ทอง
วันน้ันพอปนิ่ นรินทร์ราช เสดจ็ ประพาสบัวยงั หากลบั ไม่
ในท่ีนี้ ป่นิ นรินทร์ราช หมายถงึ พระพันวษาท่ียังไม่เสด็จกลบั จากประพาสบวั
เขา้ ตรงบโทนอ้นต้นกัญญา เพอื่ นโขกลงด้วยกะลาว่าผีเส้ือ
ในทน่ี ้ี ผีเสือ้ หมายถึง เทวดาทรี่ กั ษานา่ นน้า ในท่นี หี้ มายถงึ ผนี ้า
เหมือนแมลงวันว่อนเคล้าที่เน่าชั่ว มาเกลือกกล้ัวปทมุ มาลย์ทห่ี วานหอม
ในทนี่ ้ี แมลงวัน หมายถึงขนุ ช้างและ ปทุมมาลย์ หมายถึงนางวันทอง
สัทพจน์ คอื การใชถ้ ้อยคาท่ีเลยี นเสยี งธรรมชาติ เช่น เสยี งดนตรีเสียงรอ้ งของสตั ว์ หรือ
เลยี นเสยี งกริ ยิ าอาการตา่ ง ๆ ของคน เชน่
ใต้เตยี งเสียงหนูกกุ กก แมงมมุ ทมุ่ อกทีร่ มิ ฝา
ฆานพจน์ คือ ใชอ้ ธิบายลกั ษณะของกลิน่
หอมหวนอวลอบบุปผาชาติ เบิกบานก้านกลาดก่ิงไสว
๔๐
นาฏการ การใชค้ าท่แี สดงการเคลอื่ นไหว เชน่
โดดตะครบุ คาบคั้นในทนั แล้วฉดุ คร่าพารี่ไปในไพร
บา่ วผู้หญิงวง่ิ ไปอยูง่ กงัน เหน็ นายนัน้ แก้ผา้ กางขาอยู่
อกเอาขวานผา่ อย่าปรานี อย่าใหม้ ีโลหติ ตดิ ดินกู
ชอบตบให้สลบลงกบั ท่ี เฆี่ยนตีเสยี ให้ยับไม่นับได้
จนิ ตภาพ คือ ภาพทีเ่ กิดจากจินตนาการ
จินตภาพด้านภาพ ขุนช้างแลดตู ายักคิว้ ลน
บ้ยุ ปากตรงบิดาเป็นหลายหน
ครนั้ จะทูลกลัวพระราชอาญา
พระหมนื่ ไวยใช้ใบใ้ หแ้ มว่ ่า
จินตภาพดา้ นเสียง เชน่ สะเดาะกลอนถอนลัน่ ถงึ ชั้นสาม
ข้าไทนอนหลับลงทบั กัน
ดเุ หวา่ เร้าเสียงสาเนียงก้อง ระฆงั ฆ้องขานแข่งในวงั หลวง
จนิ ตภาพด้านแสง เชน่ สุรยิ าแยม้ เยี่ยมเหล่ยี มไศล
ครั้นว่ารุง่ สางสว่างฟ้า
ฟ้าขาวดาวเด่นดวงสว่าง จนั ทร์กระจา่ งทรงกลดหมดเมฆสิน้
สมั ผสั พยัญชนะ หรือสมั ผัสอักษร หมายถึงคาคลอ้ งจองท่มี พี ยญั ชนะตวั หลักเปน็ ตัว
เดยี วกนั เชน่
ได้ยินเสยี งฆ้องยา่ ประจาวงั ลอยลมล่องดงั ถึงเคหา
หอมหวนอวลอบบุปผาชาติ เบิกบานก้านกลาดกิง่ ไสว
พลางน่ังลงนอบนบอภิวันทน์ สะอื้นอัน้ อกแคน้ น้าตาคลอ
ขอเดชะละอองธลุ ีบาท องค์หริรกั ษ์ราชรงั สรรค์
๔๑
เงยี บสัตวจ์ ตั ุบททวบิ าท ดาวดาษเดือนสว่างกระจ่างไข
สัมผัสสระ หมายถงึ สมั ผสั ท่มี ีเสียงสระหรือเสียงสระกับตัวสะกดในมาตราเดยี วกัน เช่น
ท้งั หนา้ หลงั เบียดเสียดเยียดยัด หมอบอัดถัดกนั หล่ันไป
ลุกข้ึนโขย่งโก้งโค้งคลาน ซมซานโฮกฮากอ้าปาก
คดิ คะนึงตะลึงตะลานอก ดงั ตัวตกพระสเุ มรุภผู า
ระวางโทษเบด็ เสร็จเจด็ สถาน ถงึ ประหารชวี ิตเปน็ ผยุ ผง
คิดบา่ ยเบ่ยี งเล่ยี งเล้ียวเบ้ียวบิดไป เพราะรักอ้ายขนุ ชา้ งกว่าบิดา
การซา้ คา หมายถงึ กลวธิ ีในการแต่งที่กวีนามาใชเ้ พือ่ ใหเ้ กิดความงามแหง่ วรรณศิลป์
พรอ้ มญาติขาดอยู่แต่มารดา นกึ นกึ ตรึกตราละหอ้ ยหวน
ประเภทของโวหาร
-บรรยายโวหาร คือ โวหารที่ใชใ้ นการอธิบาย เลา่ เร่ืองราวเหตุการณ์ เพ่ือใหผ้ ู้อ่านไดร้ ับความรู้ ความเข้าใจใน
เรือ่ งน้ัน ๆ อยา่ งละเอียด การเรยี บเรียง และการใชถ้ ้อยคา จงึ มกั เลอื กใช้ถ้อยคาท่ีส่อื ความหมาย ตรงไปตรงมา
กะทัดรัด ชดั เจน เช่น
จึงเซ่นเหล้าขา้ วปลาใหพ้ รายกิน เสกขมิ้นว่านยาเข้าทาตวั
ลงยนั ตร์ าชะเอาปะอก หยิบยกมงคลขนึ้ ใส่หัว
เปา่ มนตรเ์ บื้องบนชอุ่มมวั พรายย่วั ยวนใจให้ไคลคลา
คิดพลางจัดแจงแต่งกายา น้าอบทาหอมฟุ้งจรงุ ใจ
ออกจากห้องย่องเดนิ ดาเนนิ มา ถึงเรือนลูกยาหาชา้ ไม่
เขา้ หอ้ งวันทองในทนั ใด เหน็ นางหลบั ใหลนง่ิ นทิ รา
ลดตวั ลงนัง่ ขา้ งวันทอง เตอื นต้องด้วยความเสน่หา
ส่ันปลกุ ลุกขนึ้ เถิดน้องอา พมี่ าหาแล้วอยา่ นอนเลย
ครัน้ วา่ รุ่งสางสว่างฟา้ สุรยิ าแยม้ เยยี่ มเหลย่ี มไศล
จะกลา่ วถงึ พระองคผ์ ทู้ รงชยั เนาในพระทนี่ ัง่ บัลลังกร์ ัตน์
๔๒
พรอ้ มด้วยพระกานลั นักสนม หมอบประนมเฝ้าแหนแน่นขนัด
-พรรณนาโวหาร คอื โวหารทก่ี ลา่ วถึงความงามของธรรมชาติ สถานท่ี หรอื ความรู้สึกนกึ คิดอยา่ งละเอียด
เพื่อใหผ้ ้อู ่านเกดิ ความซาบซึ้ง และเกดิ อารมณ์ความรสู้ ึก คล้อยตาม โดยใช้ถอ้ ยคาทม่ี คี วามไพเราะ และ
ความหมายที่ลึกซง้ึ นา่ สนใจ ใหผ้ ู้อ่าน ประทับใจ เช่น
เขา้ ห้องหวนละห้อยคอยเวลา จวนสุรยิ าเลีย้ วลบั เมรไุ กร
เงยี บสัตว์จัตบุ ททวิบาท ดาวดาษเดือนสว่างกระจ่างไข
นา้ คา้ งตกกระเซ็นเย็นเยือกใจ สงดั เสียงคนใครไม่พูดจา
ได้ยินเสียงฆ้องยา่ ประจาวัง ลอยลมลอ่ งดังถงึ เคหา
คะเนนับย่ายามไดส้ ามครา ดเู วลาปลอดห่วงทักทิน
ฟา้ ขาวดาวเดน่ ดวงสวา่ ง จนั ทรก์ ระจา่ งทรงกลดหมดเมฆสิ้น
คร้ันเวลาดึกกาดัดสงัดเงียบ ใบไมแ้ ห้งแกรง่ เกรียบระรุบร่อน
พระพายโชยเสาวรสขจายขจร พระจันทรแจม่ แจ้งกระจ่างดวง
ดเุ หว่าเรา้ เสียงสาเนียงก้อง ระฆงั ฆ้องขานแขง่ ในวังหลวง
อแี สนถ่อยจญั ไรใจทมิฬ ดงั เพชรนิลเกดิ ขึ้นในอาจม
รปู งามนามเพราะนอ้ ยไปหรือ ใจไมซ่ ื่อสมศักดิ์เทา่ เส้นผม
แตใ่ จสัตว์มนั ยังมที นี่ ิยม สมาคมก็แต่ถึงฤดมู นั
มงึ นีถ่ ่อยยิ่งกว่าถ่อยอีทา้ ยเมือง จะเอาเรอ่ื งไม่ไดส้ ักส่ิงสรรพ์
ละโมบมากตัณหาตาเป็นมนั สักร้อยพันให้มึงไม่ถงึ ใจ
วา่ หญิงชั่วผวั ยังคราวละคนเดียว หาตามตอมกนั เกรียวเหมือนมงึ ไม่
หนักแผ่นดนิ กจู ะอยู่ไย อา้ ยไวยมึงอยา่ นับว่ามารดา
-อปุ มาโวหาร คอื การใชโ้ วหารเปรียบเทยี บ ประกอบข้อความ เพ่ือใหผ้ อู้ า่ น เขา้ ใจชัดเจนย่ิงขึ้น ทาใหเ้ ข้าใจ
เรื่องราวได้แจ่มแจง้ การใชอ้ ุปมาโวหารนี้มลี กั ษณะการใชห้ ลายลกั ษณะ เชน่
อีวันทองตัวมันเหมือนรากแก้ว ถา้ ตัดโคนขาดแลว้ กใ็ บเหี่ยว
ใครจะควรสสู่ มอยกู่ ลมเกลียว ให้เด็ดเด่ียวรู้กันแตว่ ันน้ี
ครานนั้ พระองคผ์ ูท้ รงภพ ฟงั จบแคน้ คล่งั ดังเพลิงไหม้
เหมอื นดนิ ประสวิ ปลวิ ติดกบั เปลวไฟ ดดู เู๋ ปน็ ไดอ้ วี นั ทอง
๔๓
ออกนัน่ เขา้ น่ีมสี ารอง ยิง่ กว่าทอ้ งทะเลอันลา้ ลึก
จอกแหนแพเสาสาเภาใหญ่ จะทอดถมเท่าไรไมร่ ูส้ ึก
เหมอื นมหาสมุทรสดุ ซึ้งซึก น้าลึกเหลอื จะหยง่ั กระทงั่ ดิน
อิฐผาหาหาบมาทุ่มถม กจ็ อ่ มจมสญู หายไปหมดส้ิน
อแี สนถ่อยจัญไรใจทมิฬ ดังเพชรนลิ เกดิ ขน้ึ ในอาจม
-เทศนาโวหาร คอื โวหารทีแ่ สดงการส่ังสอน หรือชักจูงให้ผอู้ า่ นเหน็ คลอ้ ยตาม ชแี้ นะคณุ และโทษสิ่งท่ีควร
ปฏิบตั ิ หรอื แสดงทศั นะในข้อสังเกต ในการเขยี นผู้เขียนต้องใช้ เหตผุ ลมาประกอบใหผ้ ูอ้ ่านเกดิ ความเชอื่ มั่น
เกดิ ความรสู้ กึ ด้วยตนเอง เชน่
ครานั้นวนั ทองผ่องโสภา เห็นลูกยากดั ฟันมันไส้
ถอื ดาบฟา้ ฟืน้ ยืนแกว่งไกว ตกใจกลวั วา่ จะฆ่าฟนั
จงึ ปลอบวา่ พลายงามพ่อทรามรัก อย่าฮกึ ฮักวา่ วุน่ ทาหุนหนั
จงครวญใครใ่ หเ้ หน็ ขอ้ สาคัญ แมน่ ้พี ร่นั กลัวแต่จะเกดิ ความ
ดว้ ยเป็นข้าลักไปไทลักมา เห็นเบื้องหนา้ จะอึงแมจ่ งึ ห้าม
ถา้ เจา้ เหน็ เปน็ สขุ ไมล่ กุ ลาม ก็ตามเถดิ มารดาจะคลาไคล
คุณค่าดา้ นสังคม
๓.๑ ความเชื่อเรื่องบุญบาป
โอว้ า่ แม่วนั ทองช่างหมองนวล ไมส่ มควรเคียงคู่กบั ขนุ ชา้ ง
เออน่ีเน้ือเคราะห์กรรมมานาผดิ น่าอายมิตรหมองใจไม่หายหมาง
ฝ่ ายพอ่ มีบุญเป็ นขนุ นาง แต่แม่ไปแนบขา้ งคนจญั ไร
รุปร่างวปิ ริตผดิ กวา่ คน ทรพลอปั รียไ์ มด่ ีได้
-ขุนช้างได้นางวนั ทองมาเป็ นเมยี เพราะเป็ นผลบุญผลกรรมทท่ี ามาเพราะนางวนั ทองเป็ นผ้หู ญงิ ไม่ดีไม่
คู่ควรกบั ขุนช้าง
ทุกวนั น้ีใช่แมจ่ ะผาสุก มีแตท่ ุกขใ์ จเจบ็ ดงั เหน็บหนาม
ตอ้ งจาจนทนกรรมที่ติดตาม จะขืนความคิดไปก็ใช่ที
-ทกุ วนั นีก้ ไ็ ม่ได้มคี วามสุขอยู่ด้วยกนั เป็ นจาใจตามเวรกรรมทท่ี ามา
คราน้นั ขุนแผนแสนสนิท ฟังความตามนิมิตกใ็ จหาย
คร้ังน้ีน่าจะมีอนั ตราย ฝันร้ายสาหสั ตดั ตารา
พเิ คราะห์ดูท้งั ยามอฐั กาล ก็บนั ดาลฤกษแ์ รงเป็นหนกั หนา
มิรู้ที่จะแถลงแจง้ กิจจา กอดเมียเมินหนา้ นา้ ตากระเด็น
จึงแกลง้ เพทุบายทานายไป ฝันอยา่ งน้ีมิใช่จะเกิดเข็ญ
เพราะวติ กหมกไหมจ้ ึงไดเ้ ป็ น เน้ือเยน็ อยกู่ บั ผวั อยา่ กลวั ทุกข์
๔๔
พรุ่งน้ีพี่จะแกเ้ สนียดฝัน แลว้ ทามิ่งส่ิงขวญั ใหเ้ ป็นสุข
มิใหเ้ กิดราคีกลียคุ อยา่ เป็นทุกขเ์ ลยเจา้ จงเบาใจ
-เป็ นการฝันบอกเหตุลางร้ายลางไม่ดแี ละมกี ารแก้ฝันร้ายตามความเชื่อให้เกดิ ความโล่งใจสบายใจ
๓.๒ ความเชื่อเรื่องลางสังหรณ์
สิ้นฝันคร้ันตื่นตกประหม่า หวดี ผวากอดผวั สะอ้ืนไห้
เล่าความบอกผวั ดว้ ยกลวั ภยั ประหลาดใจนอ้ งฝันพรั่นอุรา
ใตเ้ ตียงเสียงหนูก็กุกกก แมงมุมทุ่มอกท่ีริมฝา
ยงิ่ หวาดหวน่ั พรั่นตวั กลวั มรณา ดงั วญิ ญานางจะพรากไปจากกาย
-นางวนั ทองฝันเห็นว่ามเี สียงหนูกกุ กกั ทใ่ี ต้เตยี งแล้วมีแมงมุมทุ้มอยู่ทอี่ ก นางวันทองคิดว่าเป็ นลางร้ายลาง
ไม่ดี
๓.๓ ความเช่ือเรื่องค่านิยม
วา่ หญิงชวั่ ผวั ยงั คราวละคนเดียว หาตามตอมกนั เกรียวเหมือนมึงไม่
หนกั แผน่ ดินกูจะอยไู่ ย อา้ ยไวยมึงอยา่ นบั วา่ มารดา
-เป็ นค่านิยมด้านผ้หู ญงิ สามารถมีสามีได้คนเดียว
๓.๔ ความเช่ือเกยี่ วกบั ความเป็ นกาลกณิ แี ก่บ้านเมืองหรือแผ่นดนิ
เร่งเร็วเหวยพระยายมราช ไปฟันฟาดเสียใหม้ นั เป็นผี
อกเอาขวานผา่ อยา่ ปรานี อยา่ ใหม้ ีโลหิตติดดินกู
เอาใบตองรองไวใ้ หห้ มากิน ตกดินจะอปั รียก์ าลีอยู่
ฟันใหห้ ญิงชายท้งั หลายดู สง่ั เสร็จเสด็จสู่ปราสาทชยั
-สั่งฆ่าโดยรับส่ังว่าอย่าให้เลือดมันแปดเปื้ อนแผ่นดินกูมนั จะเป็ นกาลากณิ แี ก่บ้านเมืองเพื่อเป็ นตวั อย่างให้คน
อ่ืนได้ดู
๓.๕ ความรักระหว่างแม่กบั ลกู
เจา้ พลายงามตามรับเอากลบั มา ทีน้ีหนา้ จะด าเป็นน้ าหมึก
กาเริบใจดว้ ยเจา้ ไวยกาลงั ฮึ จะพาแม่ตกลึกใหจ้ าตาย
-ความรักของแม่ทมี่ ตี ่อลูก จากบทประพนั ธ์กล่าวได้ว่า ด้วยความทล่ี ูกรักแม่ จึงไปรับแม่กลบั มาจากขนุ ช้าง
๓.๖การมสี ัมมาคารวะ
จะใครถีบขนุ ชา้ งท่ีกลางตวั นึกกลวั จะถูกแมว่ นั ทองนน่ั
พลางนง่ั ลงนอบนบอภิวนั ทน์ สะอ้ืนอ้นั อกแคน้ น้ าตาคลอ
- พลายงามรู้จักแสดงความเคารพนอบน้อม แม้จะอยู่ในสถานการณ์ขุ่นเคืองใจอยู่กต็ าม แต่เม่ือเห็น
มารดากย็ งั ระลกึ ถงึ พระคุณแล้วเข้ากราบไหว้
๓.๗ ค่านิยมสภาพชีวติ ความเป็ นอยู่ของคนในสังคม
๔๕
ขา้ ไทนอนหลบั ลงทบั กนั สะเดาะกลอนถอนลน่ั ถึงช้นั สาม
กระจกฉากหลบั วบั แวมวาม อร่ามแสงโคมแกว้ แววจบั ตา
มา่ นมูล่ ี่มีฉากประจาก้นั อฒั จนั ทร์เคร่ืองแกว้ ก็หนกั หนา
ชมพลางยา่ งเยอื่ งชาเลืองมา เปิ ดมุง้ เห็นหนา้ แม่วนั ทอง
-ในสมัยก่อนในบ้านของคนมีฐานะท่รี ่ารวย เขาจะต้องมีการจัดสรร ให้มหี ้องต่างๆหรือไม่กอ็ าจจะมมี ่านก้นั
ให้เป็ นสัดเป็ นส่วนและกม็ ีจะ เคร่ืองชาม,แก้ว,โคมไฟ ทสี่ วยงามมาวางตกแต่งตามทางเดินในบ้านเพ่ือ ความ
สวยงาม
ทุกวนั น้ีใช่แม่จะผาสุก มีแตท่ ุกขเ์ จบ็ ดงั เหน็บหนาม
ตอ้ งจาจนทนกรรมท่ีติดตาม จะขืนความคิดไปก็ใช่ที
-สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของสตรีในสังคมสมัยน้ัน โดยนางวนั ทองเป็ น ตัวอย่างของสตรีไทยสมัยโบราณ
อย่างแท้ คือเกดิ มาเพื่อรับบทบาทของบุตรี ภรรยา และมารดา ตามทธี่ รรมชาติและสังคมเป็ นผู้กาหนด ซึ่ง
นางวนั ทอง ไม่เคยมีโอกาสได้เลือก อาจได้เพยี งแต่คิดแต่ไม่เคยปฏิบัตติ ามใจคดิ และไม่เคยเป็ นตัวของ
ตัวเองเลย
๓.๘ ค่านิยมความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์
คะเนนบั ย่ายามไดส้ ามครา ดูเวลาปลอดห่วงทกั ทิน
ฟ้าขาวดาวเด่นดวงสวา่ ง จนั ทร์กระจ่างทรงกลดหมดเมฆสิ้น
จึงเซ่นเหลา้ ขา้ วปลาใหพ้ รายกิน เสกขมิ้นวา่ นยาเขา้ ทาตวั
ลงยนั ตร์ าชะเอาปะอก หยบิ ยกมงคลข้ึนใส่หวั
เป่ ามนตร์เบ้ืองบนชอุ่มมวั พรายยวั่ ยวนใจใหไ้ คลคลา
จบั ดาบเคยปราบณรงคร์ บ เสร็จครบบริกรรมพระคาถา
ลงจากเรือนไปมิไดช้ า้ รีบมาถึงบา้ นขนุ ชา้ งพลนั
-พลายงามคิดทจ่ี ะขนึ้ เรือนขุนช้างเพ่ือพานางวนั ทอง มาอยู่ด้วย พลายงามต้องดูฤกษ์ยาม เซ่นพราย เสก
ขมนิ้ ลงยนั ต์ เป่ ามนตร์ ใส่มงคล และบริกรรมคาถาก่อนลงจากเรือนของตนเอง
๔๖
เกรด็ ความรู้
การขบั เสภา
ประเพณกี ารขับเสภามีแต่ครง้ั กรงุ เกา่ แตจ่ ะมีข้นึ เมื่อใดและเหตุใดจงึ เอาเรอ่ื ง ขุนช้างขุนแผน มาแต่งเป็น
กลอนขบั เสภา ทั้ง ๒ ข้อน้ยี งั ไมพ่ บอธบิ ายปรากฏเปน็ แน่ชัด แมแ้ ต่คาท่เี รยี กวา่ “เสภา” คานี้มูลศัพทจ์ ะเปน็
ภาษาใด และแปลวา่ กระไร ก็ยังสบื ไม่ไดค้ วามคา “เสภา” น้ี นอกจากน้ีทเ่ี รยี กการขับร้องเรือ่ งขนุ ชา้ งขุนแผน
อย่างเราเข้าใจกนั มที ใ่ี ช้อย่างอน่ื แตเ่ ปน็ ชือ่ เพลงป่ีพาทย์ เรียกว่า “เสภานอก” เพลง ๑ “เสภาใน” เพลง ๑
“เสภากลาง” เพลง ๑ ชวนใหส้ ันนษิ ฐานวา่ “เสภา” จะเปน็ ชื่อลานา ทเ่ี อามาใช้เป็นทานองขับเร่ืองขนุ ชา้ ง
ขนุ แผน แตผ่ ู้ชานาญดนตรกี ล่าวยนื ยันวา่ ลานาทขี่ ับเสภา ไมไ่ ดใ้ กล้กบั เพลงเสภาเลย ดว้ ยเหตนุ ้ีจึงเปน็ อนั ยัง
แปลไม่ออกวา่ คาที่ว่า “เสภา” นี้ จะแปลความหมายว่ากระไร แต่มเี รือ่ งราวที่ปรากฏอยู่ในหนงั สอื ตา่ ง ๆ บ้าง
เคยไดส้ ดบั คาผู้หลกั ผ้ใู หญ่บ้างเลา่ มาบ้าง สังเกตเหน็ ในกระบวนกลอน และถ้อยคาที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเสภา
บา้ ง ประกอบกบั ความสันนษิ ฐาน เห็นมเี คา้ เง่อื นพอจะคาดคะเนตานานของเสภาเรื่องขนุ ช้างขนุ แผนได้อยู่ จะ
ลองเก็บเน้ือความ มารอ้ ยกรองแสดงโดยอัตโนมัติ ประกอบดว้ ยเหตผุ ลซ่ึงจะช้แี จงไว้ใหป้ รากฏแก่ท่านท้ังหลาย
ว่าด้วยมลู เหตุของการขับเสภา เดมิ ไมป่ รากฏแนน่ อน มูลเหตุคงเน่ืองมาแตเ่ ลา่ นิทานให้คนฟัง การขับ
เสภากค็ อื การเลา่ นิทานนน่ั เอง พอจะเห็นได้ว่ามาจากการเลา่ นทิ านท่ฟี ังกนั มานานกจ็ ะเบอื่ และจืดชดื จึงมคี น
คดิ จะเลา่ โดยแต่งเป็นกระบวนกลอน เม่ือเปน็ กลอนแล้วก็สามารถทาให้ไพเราะได้โดยนามาขบั เปน็ กลอนเสภา
ซ่ึงเหตุผลทข่ี ับแตเ่ รื่องขนุ ช้างขุนแผน คงเปน็ เพราะวา่ นิทานเรอ่ื งขนุ ชา้ งขุนแผนเป็นเรอ่ื งที่นยิ มแพรห่ ลาย ดว้ ย
ว่าเป็นเรื่องทส่ี นุกจบั ใจและเชื่อกนั วา่ เปน็ เร่ืองจรงิ