เส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
และมรดกอาหารหมูย่างเมืองตรัง
เพื่อการเรียนรู้บนเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ทัศนาวลัย ตันติเอกรัตน์
ชฎาวรรณ ศิริจารุกุล
มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
ส นั บ ส นุ น ก า ร วิ จั ย โ ด ย
หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่ มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)
ชื่ อ โ ค ร ง ก า ร วั ต ถุ ป ร ะ ส ง ค์
ภาษาไทย : เส้นทางการท่องเที่ยวเชิง สำรวจข้อมูลพื้ นฐานทางประวัติศาสตร์
วัฒนธรรมและมรดกอาหารหมูย่างเมืองตรัง วัฒนธรรมและมรดกอาหารหมูย่างในจังหวัดตรัง
เพื่ อการเรียนรู้บนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สำรวจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวและความคิดเห็นที่
มีต่อการสร้างเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
ภาษาอังกฤษ : Cultural Tourism และมรดกอาหารหมูย่างในจังหวัดตรัง
Routes and Trang Roasted Pork ประเมินศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเพื่ อการเรียนรู้
Culture Heritage for Learning in การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและมรดกอาหาร
Creative Economy หมูย่างในจังหวัดตรัง
สร้างเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและมรดก
ค ณ ะ ผู้ วิ จั ย อาหารหมูย่างในจังหวัดตรัง
อาจารย์ทัศนาวลัย ตันติเอกรัตน์ วิ ธี ดำ เ นิ น ก า ร วิ จั ย
อาจารย์ชฎาวรรณ ศิริจารุกุล
การวิจัยนี้เป็นวิจัยแบบผสมผสานใช้วิธีการวิจัย
ส นั บ ส นุ น ก า ร วิ จั ย โ ด ย เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ
กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 940 คน การเลือกกลุ่ม
หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการ ตัวอย่างโดยอาศัยความน่าจะเป็น การสุ่มแบบ
เพิ่ มความสามารถในการแข่งขัน อย่างง่าย และการสุ่มแบบเจาะจง
ของประเทศ (บพข.) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสังเกต แบบ
สัมภาษณ์ แบบสอบถาม แบบบันทึกข้อมูล
วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ การวิเคราะห์ปัจจัยเชิง
สำรวจ และการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ
ส รุ ป ผ ล ก า ร วิ จั ย
ข้อมูลพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและ 2) ชิมหมูย่างเมืองตรังหน้าเตา
มรดกอาหารหมูย่างในจังหวัดตรัง พบว่า 3) เยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่
จังหวัดตรังมีทรัพยากรทางการท่องเที่ยวทั้ง สวยงามของจังหวัดตรัง
ธรรมชาติ โบราณสถาน โบราณวัตถุ 4) เยี่ยมชมแหล่งผลิตอาหารหมูย่างเมือง
วัฒนธรรม ประเพณี ขนบธรรมเนียม วิถีชีวิต ตรัง
ดั้งเดิมที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น โดยเฉพาะ 5) ร่วมประกอบอาหารหรือขนมที่มีวัตถุดิบ
วัฒนธรรมอาหารที่มีต้นกำเนิดจากบรรพบุรุษ จากหมูย่างเมืองตรัง โดยนักท่องเที่ยวมี
ชาวจีนที่เดินทางอพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาอาศัย พฤติกรรมและความคิดเห็นที่มีต่อการสร้างเส้น
และยังคงสร้างชื่อให้กับจังหวัดตรัง ได้แก่ หมู ทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและมรดกอาหาร
ย่างเมืองตรัง ขนมเค้กมีรู ขนมนึ่งติ่มซำ หมูย่างในจังหวัดตรัง ในภาพรวมอยู่ในระดับ
เป็นต้น มาก
พฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยว การประเมินศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยว
ในจังหวัดตรัง พบว่า นักท่องเที่ยวเดินทางมา เพื่ อการเรียนรู้การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
เพื่อการท่องเที่ยว/พักผ่อน เดินทางกับ และมรดกอาหารหมูย่างในจังหวัดตรัง ใน
ครอบครัวด้วยรถยนต์ส่วนตัว เคยเดินทางมา ภาพรวมพบว่า อยู่ในระดับมาก ทั้งด้าน
ท่องเที่ยวในจังหวัดตรัง แบบไปเช้า - กลับเย็น ศักยภาพในการดึงดูดใจด้านการท่องเที่ยว
มีค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว 4,001-5,000 บาท ศักยภาพในการบริหารจัดการด้านการท่อง
คิดเห็นว่าจังหวัดตรังมีความโดดเด่นเป็น เที่ยวและการรองรับด้านการท่องเที่ยว ผล
เอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น นักท่องเที่ยวมีความ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ
ต้องการไปท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวทาง ศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวเชิง
ธรรมชาติ มีความชื่นชอบหมูย่างเมืองตรัง วัฒนธรรมและมรดกหมูย่างเมืองตรัง พบ
เพราะมีรสชาติอร่อยกลมกล่อม และได้รับทราบ ว่า มีจำนวน 2 องค์ประกอบ ได้แก่ องค์
ข้อมูลข่าวสารหมูย่างเมืองตรังจากสื่อออนไลน์ ประกอบที่ 1 ศักยภาพในการบริหารจัดการ
และรูปแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิง ด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและมรดก
วัฒนธรรมและมรดกอาหารหมูย่างเมืองตรัง และองค์ประกอบที่ 2 ศักยภาพด้าน
พบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีความต้องการ เอกลักษณ์ทางกายภาพศิลปวัฒนธรรม
ร่วมกิจกรรม คือ ประเพณี ขนบธรรมเนียม ในการรองรับ
การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและมรดกหมู
1) เลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารหมูย่างเมืองตรัง ย่างเมืองตรัง
รองลงมา
สร้างเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและ ซึ่งจากการประเมินความเหมาะสมของเส้นทางท่อง
มรดกอาหารหมูย่างในจังหวัดตรัง พบว่า ได้ เที่ยวเชิงวัฒนธรรมและมรดกอาหารหมูย่างเมือง
สร้างเส้นทางโดยเลือกพื้ นที่ที่มีศักยภาพตาม ตรัง ในภาพรวมพบว่า มีความเหมาะสมอยู่ในระดับ
องค์ประกอบของแหล่งท่องเที่ยว มีความ มาก โดยเส้นทางนี้มีความโดดเด่นในการอนุรักษ์
เหมาะสมด้านระยะเวลาของการเดินทาง แบบ วัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ดั้งเดิมของคนใน
เช้าไป-เย็นกลับ (1 วัน) ตามลักษณะ ท้องถิ่น มีการต้อนรับของผู้คนในท้องถิ่นและผู้ให้
พฤติกรรมของนักท่องเที่ยว และมีกิจกรรม บริการในแหล่งท่องเที่ยว และมีกิจกรรมการท่อง
การท่องเที่ยวทั้ง การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์หมู เที่ยวที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้
ย่างเมืองตรัง กิจกรรมชิมหมูย่างหน้าเตา วัฒนธรรมวิถีชีวิต
เยี่ยมชมแหล่งผลิตหมูย่างเมืองตรัง และร่วม
ประกอบอาหารหรือขนมที่มีวัตถุดิบจากหมูย่าง
เมืองตรัง เหล่านี้เป็นกิจกรรมที่ถูกบรรจุไว้ใน
เส้นทางท่องเที่ยว “มนต์เสน่ห์ท่องเที่ยวเชิง
วัฒนธรรม ตำนานหมูย่างเมืองตรัง” มี
ลักษณะการจัดเส้นทางท่องเที่ยวแบบทาง
เดียว สถานที่น่าสนใจในเส้นทางนี้ประกอบด้วย
ร้านอาหารเช้าติ่มซำเมืองตรัง - ชุมชนท่าจีน -
ศาลเจ้าท่ามกงเยี่ย - อาคารสถาปัตยกรรม
แบบชิโนโปตุกีส – ชุมชนวิสาหกิจผ้าทอนาหมื่น
ศรี – ชุมชนหมูย่างป่ายาง - บ้านตระกูลคีรี
รัตน์ - โรงงานเตาย่างหมู - อนุสาวรีย์พระยา
รัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ทั้งนี้ในเส้นทางมี
ความเหมาะสมด้านระยะเวลาการเที่ยวชม ใน
ด้านกิจกรรมการท่องเที่ยว มีกิจกรรมให้นัก
ท่องเที่ยวได้ร่วมกิจกรรม เช่น ชิมหมูย่างหน้า
เตา ทดลองย่างหมู ทำอาหารที่มีวัตถุดิบจาก
หมูย่างร่วมกับชุมชนท้องถิ่น โดยสามารถ
เลือกการเดินทางจากสถานที่ท่องเที่ยวได้ตาม
ความต้องการของนักท่องเที่ยว รวมทั้งการ
เชื่อมโยงเส้นทางที่มีความต่อเนื่องกันใน
ลักษณะวงจรบรรจบ
ประวัติความเป็นมาหมูย่างเมืองตรัง
สมัยต้นรัตนโกสินทร์ มีชาวจีนมณฑลกวางตุ้งได้อพยพมาทางเรือเพื่อเสาะหาแผ่น
ดินทางทะเลใต้ คือ ประเทศไทย ซึ่งร่ำลือกันว่ามีความอุดมสมบูรณ์กว่าประเทศจีนมาก
จึงได้ลงเรือกันมาผจญภัยพร้อมกันทั้งหมู่บ้านและมีบางส่วนได้เดินทางเข้ามาประเทศไทย
บ้างก็เป็นกลุ่มชาวจีนที่เดินทางมาจากเมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย โดยได้เดินทางมาขึ้นฝั่ ง
ที่อำเภอกันตังหรือปากแม่น้ำตรัง และได้มาบุกเบิกตั้งรกรากอยู่ที่จังหวัดตรังมาอาศัยอยู่
บริเวณแม่น้ำคลองท่าจีน ที่มีท่าเรือสำหรับเรือขนส่งสินค้า ทีอู่ต่อเรือ ซึ่งจะใช้เส้นทางนี้ใน
การสัญจร ขนส่งสินค้า ค้าขาย ไปยังอำเภอกันตัง อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง และ
อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยชาวจีนที่เดินทางอพยพมาสร้างที่อยู่อาศัย
ลักษณะเป็นเรือนไม้เรียง 2 แถว บ้างก็เลี้ยงหมูพันธุ์เล็ก เรียกว่า "หมูขี้พร้า"
ที่ได้นำลงเรือมาด้วยจากเมืองจีน บ้างก็ประกอบอาชีพเกษตกรรม
บุกเบิกทำไร่พริกไทยเมื่อมีผลผลิตสินค้าจะนำไปขายที่เมืองปีนัง
หรือที่เรียกอีกชื่อว่า “เกาะหมาก” โดยได้มีการกักตุนสินค้าก่อนที่จะ
นำลงเรือ ณ “ศาลเจ้าฮกสั้นซี่-องค์พระโก๋ยเซงอ๋อง” ลักษณะเป็น
เรือนไม้ ซึ่งแต่ก่อนที่จะมาเป็นเรือนไม้แรกเริ่มเมื่อชาวจีนอพยพมาได้
สร้างศาลเป็นการชั่วคราวโดยเป็นแบบหลังคามุงจาก
โดยในปัจจุบันมีการย้ายที่ตั้งของศาลเจ้าไปอีกฝั่ งหนึ่งของแม่น้ำเนื่องจากในอดีต
เกิดภัยน้ำท่วมและไฟไหม้ (บัณฑิต วิจารย์ และชรินทร์ ชูพลับ, สัมภาษณ์ 5 เมษายน
2564) แล้วนั้นจึงเกิดชุมชน ณ ที่แห่งนี้ชื่อว่า “ชุมชนท่าจีน” ซึ่งในครั้งนั้นคนในกลุ่ม
ชาวจีนดังกล่าว ชื่อว่า นายมิง ไทรงาม (กว้องจั่น) ได้ร่วมเดินทางมาและตั้งรกราก
อาศัยอยู่ที่จังหวัดตรัง ประกอบอาชีพปลูกพืชทำไร่ทำสวน มีบุตรชาย ชื่อว่า นายฟอง
ไทรงาม (ต้นตระกูลร้านฟองจันทร์) ได้สมรสกับ นางเชื้อง ไทรงาม มีบุตรชายและ
หญิงรวม 5 คน
โดยทั้งสองสามีภรรยานี้ได้ทำการค้าขาย ซึ่งเดิมนั้นได้ตั้งรกรากอาศัยอยู่บริเวณ
แม่น้ำตรัง (ชุมชนริมฝั่ งแม่น้ำตรัง) จวบจนเมื่อ พ.ศ. 2459 พระยารัษฎานุประดิษฐ์ (สินธุ์
เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ได้ย้ายเมืองมาตั้งอยู่ ณ ตำบลทับเที่ยง ชื่อว่า “อำเภอบางรัก”
และต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อเป็น “อำเภอทับเที่ยง” สองสามีภรรยาจึงได้ย้ายถิ่นฐานจากชุมชน
ท่าจีนเข้ามาใน “ตลาดทับเที่ยง” ในสมัยพระยารัษฎานุประดิษฐ์ ร่วม 100 กว่าปีที่แล้ว
มาทำการค้าขายร่ำรวยถือได้ว่าเป็นเศรษฐีเมืองตรังรุ่นแรกที่เป็นเจ้าของกิจการหลาก
หลาย อาทิ ธุรกิจรับจ้างขนส่งสินค้าโดยมีเกวียนที่ใช้วัวลากเป็นพาหนะในการเดินทาง ในปี
พ.ศ. 2486 มีธุรกิจโรงสีข้าว (ตลาดสดท่ากลางในปัจจุบัน) โรงน้ำแข็ง โรงเลื่อยไม้ ตั้งอยู่
ที่ตำบลท่าโด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ปั๊ มน้ำมันแห่งแรกของตรัง และการจำหน่าย
ชำแหละ หมูสด หมูย่าง เป็นต้น (เจริญ ตันติเอกรัตน์, สัมภาษณ์ 27 พฤษภาคม 2563)
ครั้นเมื่อมีชาวจีนจากมณฑลกวางตุ้งเดินทางอพยพเข้ามาในจังหวัดตรัง
กลุ่มชาวจีนจะมีสัญลักษณ์ประจำตัวผูกผ้าสีแดงที่ข้อมือหรือผ้าขาวม้าสี
แดงพันรอบคอ บ้างก็ใช้ผ้าสีแดงพาดไหล่ซ้ายและขวา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์
และการสื่อความหมายที่รับรู้สำหรับคนในชุมชนหากใครได้พบเห็นก็สามารถ
ทราบได้ทันที่ว่าเป็นชาวจีนกวางตุ้ง (เจริญ ตันติเอกรัตน์, สัมภาษณ์ 27
พฤษภาคม 2563)
ซึ่งนายฟองจั่น ไทรงาม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “เถ้าแก่ฟอง” ก็ได้รับอุปการะกลุ่มคนชาว
จีนกวางตุ้งแทบจะทั้งหมดก็ว่าได้ รับเข้ามาทำงาน มีการชำแหละหมูส่งไปขายที่เมืองปีนัง
ประเทศมาเลเซียโดยหนึ่งในกิจการนั้น คือ “หมูย่าง”มีการเลี้ยงหมูพันธุ์เล็กที่ชาวจีน
กวางตุ้งนำลงเรือมาด้วยในครั้งที่เดินทางมาขึ้นฝั่ งแผ่นดินใหญ่ที่ปากแม่น้ำตรังหมูพันธุ์
ทาง หรือเรียกว่า “หมูขี้พร้า” เป็นหมูพื้นเมือง มีขนาดตัวที่เล็กเลี้ยงกันตามธรรมชาติ
ด้วยสภาพภูมิกาศ ความชื้น ของเมืองตรัง ลักษณะของหมูขี้พร้าจะมีส่วนของเนื้อและมัน
ขนาดพอดิบพอดี จึงส่งผลต่อการเลี้ยงหมูให้มีลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนพื้นที่อื่น การใช้ไม้
ยางพาราเป็นเชื้อเพลิงจะให้กลิ่นหอมเฉพาะตัวการขุดหลุมเพื่ อทำเตาย่างเป็นการให้
อุณหภูมิแบบเฉพาะการย่างหมูย่างเมืองตรังแบบดั้งเดิม ทำให้เนื้อหมูที่ย่างแล้วจะมีความ
อร่อยกว่าเนื้อหมูที่มีขนาดตัวโตกว่า
บ้างก็มีการรับซื้อหมูเป็นจำนวนหลายร้อยตัวจาก อำเภอกงหรา
จังหวัดพัทลุง แล้วส่งไปขายต่อที่เมืองปีนังไปตามลำน้ำตรัง ซึ่งจะมี
เรือสำเภา เรือใบ หรือที่คนชุมชนเรียกว่า “เรือสามหลัก” จอดรอรับ
สินค้าที่ท่าเรือแม่น้ำท่าจีน โดยมีคนงานชาวจีนกวางตุ้งเป็นผู้ต้อนฝูง
หมูทุกตัว ใช้เส้นทางเดินเท้าเข้าป่า ผ่านเทือกเขาบรรทัด (เขาพับผ้า)
มุ่งหน้าสู่จังหวัดตรังเพื่อนำมาทำหมูย่างจำหน่ายให้คนในท้องถิ่น (เจริญ ตันติเอกรัตน์,
สัมภาษณ์ 20 กรกฎาคม 2563) ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกท่าจีน ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง
ลักษณะเป็นอาคารบ้านอาศัยสามชั้น เรียกว่า “บ้านกว้องจั่น” หรือ “บ้านสามเหลา” ซึ่งมาจาก
นามสกุล “แซ่กว้อง” (หากเรียกเสียงเป็นสำเนียงทางใต้) ซึ่งมาจากคำว่า “ฟองจั่น” (เยาวดี
ศุภศรี, สัมภาษณ์ 2 สิงหาคม 2563) โดยในปัจจุบันเป็นที่ตั้งของร้านจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์
เครื่องใช้สำนักงาน
“เถ้าแก่ฟอง” (เถ้าแก่ฟองจั่น ชื่อตามที่ชาวบ้าน
เรียก) ท่านได้รับอุปการะชาวจีนกวางตุ้งให้เข้ามา
ทำงาน ชื่อว่า นายซุ่น เป็นผู้มีความรู้ความชำนาญ
มีทักษะในการย่างหมู สูตรการหมักหมูก็ได้รับจาก
เมืองปีนังมาส่วนหนึ่ง สมัยนั้นจังหวัดตรังมีผู้ที่
ย่างหมูได้เพี ยงคนเดียวเท่านั้น
“ต่อมาเมื่อ นายซุ่น เริ่มชราภาพก็ได้ฝึกฝนผู้ช่วยขึ้นมาหลายคนจนเกิดการถ่ายทอดความรู้
ภูมิปัญญาที่มีจากรุ่นสู่รุ่นนับตั้งแต่นั้นมา แต่ก่อนจะมีหมูย่างแบบของเถ้าแก่ฟอง เดิมจะมีหมู
ย่างแบบจีนกวางตุ้ง แบบปีนัง ซึ่งต่อมามีการแข่งขันทางด้านการขาย จึงมีการคิดค้นการ
ย่างหมูประจวบเหมาะว่าในจังหวัดตรังมีความพร้อมของวัตถุดิบที่ใช้ในการผสมเป็นเครื่องเทศ
ที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวและใช้ไม้ยางพาราเป็นไม้ฟืนในการจุดไฟย่างหมู ซึ่งไม้ยางพาราเป็นวัต
ถดุดิบหาได้ง่ายในพื้นที่และมีต้นทุนถูกกว่าไม้ประเภทอื่น อีกทั้งควันของไม้จะทำให้เนื้อหมูย่างมี
ความหอม ส่วนเครื่องเทศที่นำมาใช้นั้น เถ้าแก่ฟองจั่น ผู้ริเริ่มทำหมูย่างเมืองตรังเป็นคนแรก
ได้ให้ “ยั้มซุก” พ่อครัวประจำบ้านมาที่พบกับ “นายโง่นชุ้ง แซ่หลี” เจ้าของ “ร้านยินจีถ่อง”
เป็นชาวจีนแคะ เมืองเหมยเซียน มณฑลกวางตุ้ง ที่มีความชื่นชอบในเรื่องสมุนไพรจีน
ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ละแวกเดียวกัน (ยงยุทธ สนั่นชาติ, สัมภาษณ์ 22 กรฎาคม
2563) โดยเถ้าแก่ฟองจั่นมีความต้องการที่จะให้ช่วยปรุงเครื่องเทศสำหรับทำหมูย่าง
ปรับปรุงสูตรจนเป็นที่ถูกใจเถ้าแก่ฟองจั่น ถือเป็นจุดเริ่มต้นของผงทำหมูย่างเมืองตรัง
จากนั้น “ยั้มซุก” พ่อครัวประจำบ้าน ได้ย้ายออกไปประกอบกิจการเปิดเตาย่างหมูของ
ตนเอง ตั้งอยู่บริเวณหลังบ่อนไก่ ตำบลนาตาล่วง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง (สัมพันธ์
ยิ้วเหี้ยง, สัมภาษณ์ 27 พฤษภาคม 2563) รวมทั้งผู้ช่วยที่เคยทำงานให้กับเถ้าแก่ฟอง
เมื่อได้วิชาความรู้ทักษะความชำนาญในการย่างหมูก็ผันตัวเองออกมาทำกิจการเอง ต่อ
มาการทำหมูย่างได้แพร่หลายมากขึ้นในพื้ นที่ของจังหวัดตรังซึ่งในปัจจุบันมีผู้ประกอบ
การหมูย่างเมืองตรังเป็นจำนวนมาก บางผู้ประกอบการก็ได้รับการถ่ายทอดความรู้
วิชาการย่างหมูมาจากบรรพบุรุษที่เคยทำงานกับเถ้าแก่ บางผู้ประกอบการก็เป็นร้านที่ได้
มาเรียนรู้กับผู้รู้ที่ได้รับประสบการณ์ด้วยการบอกต่อขยายจากรุ่นสู่รุ่นมากขึ้น โดยใช้ชื่อ
ว่า “หมูย่างเมืองตรัง” ถือได้ว่าหมูย่างได้เป็นอาหารคู่คนตรังร่วม 100 กว่าปีมาแล้ว จน
กลายมาเป็นเอกลักษณ์ของหมูย่างเมืองตรังในปัจจุบัน
มนต์เสน่ห์เส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
ตำนานหมูย่างเมืองตรัง
ติ๋มซำยามเช้า อนุสาวรีย์
พระยารัษฎารุประดิษฐ์ฯ
ไหว้เทพเจ้าชาวจีน
"ท่ามก่งเยี่ย" ศูนย์การเรียนรู้
"ผ้าทอนาหมื่นศรี"
ชุมชนท่าจีน
ชุมชน "ป่ายาง"
โบราณสถาน
"บ้านคีรีรัตน์"
ชมเตาย่างหมูแบบ
ดั้งเดิม"
ติ่ ม ซำ ย า ม เ ช้ า
ในยามเช้าชาวตรังนิยมทาน “โกปี๊ ” เป็นชื่อเรียก กาแฟของชาวตรัง
“โกปี้ ” ในต้นตำรับของเมืองตรัง จะเป็นกาแฟดำที่ใส่นมข้นไว้ด้านล่าง
แยกสีกันให้เห็นอย่างชัดเจน รสชาติอาจจะขมปลายนิด ๆ นิยมทานคู่
กับ "ติ่มซำ" เช่น ขนมจีบ ฮะเก๋า ซาลาเปา เป็นต้น และ "หมูย่างเมือง
ตรัง" ยังมีอีกหนึ่งอย่างที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวตรัง คือ ซอส
"ค้อมเจือง" หรือ "น้ำส้มเจือง" ลักษณะเป็นสีแดงขุ่น มีรสชาติหวาน
ทำมาจากมันเทศ ถั่วลิสงต้มสุก ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำส้ม และเกลือ
เป็นซอสที่หาทานได้เฉพาะที่ตรังเอาไว้ทานคู่กับติ่มซำ
ศ า ล เ จ้ า ท่ า ม ก ง เ ยี่ ย
ศาลเจ้าท่ามกงเยี่ย เป็นสถานที่ชาวตรังให้ความเคารพนับถือสักการะ
เพื่อความเป็นสิริมงคลเป็นอย่างมาก โดยสถานที่แห่งนี้มีชื่อเสียงและ
ความเชื่อกันว่าหากใครมีบุตรยากสามารถอธิษฐานขอบุตรก็จะสม
ความปรารถนา บ้างขอในเรื่องสุขภาพร่างกาย รักษาโรคภัยให้หายจา
กอการเจ็บป่วย ธุรกิจการงานเจริญก้าวหน้า ซึ่งหากได้พบประสบ
ดังที่หมายไว้ก็จะกลับมาสักการระเคารพเทพเจ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยนำ
ของเซ่นไหว้ อาทิ หมูย่าง ขนมนึ่ง ผลไม้ ด้วยเหตุจึงทำให้ศาลเจ้า
แห่งนี้เป็นสถานที่ชาวตรังให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก
อ า ค า ร ส ไ ต ล์ ชิ โ น โ ป ร ตุ กี ส
และ STREET ART
ร อ บ เ มื อ ง ต รั ง
ศูนย์การค้าทางสังคมในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมผ่านวิถีชีวิตของ
ผู้คนในท้องถิ่น มีร้านค้าจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารสด
อาหารแปรรูป รวมทั้งสินค้าขึ้นชื่อ “หมูย่างเมืองตรัง” บริเวณรอบๆ
มีอาคารปูนตึกเก่ารูปแบบสถาปัตยกรรมชิโนโปรตุกีสและแบบจีน
โบราณ ภาพวาด 3 มิติ บนผนังอาคารเก่า (Street Art) ที่สะท้อน
ถึงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวตรังได้อย่างงดงาม
ชุ ม ช น ท่ า จี น
อดีตที่ตั้งของชุมชนชาวจีนที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานบริเวณสองริมฝั่ ง
แม่น้ำประกอบอาชีพทางการเกษตร ปลูกพริกไทย การประมง ค้าขาย
และยังเป็นจุดศูนย์กลางที่ใช้เป็นเส้นทางการคมนาคมเดินทางค้าขายไป
ยังพื้นที่ต่างอำเภอ มีเรือสินค้าจากต่างประเทศทั้งจีน ปีนังและประเทศ
แถบตะวันตก ซึ่งยังคงมีร่องรอยของวัฒนธรรม วิถีชีวิตของชาวจีนที่
ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
โบราณสถาน
บ้ า น ต ร ะ กู ล คี รี รั ต น์
บ้านที่พักอาศัยสองชั้น รูปแบบสไตลส์ชิโน-โปรตุกีส ผสมผสาน
สถาปัตยกรรมแบบไทย จีน และอิสลาม เข้าด้วยกัน สร้างโดยนาย
กีวด คีรีรัตน์ ประมาณปี พ.ศ. 2487 ภายในมีการจัดแสดงสิ่งของ
เครื่องใช้โบราณ สื่อให้เห็นถึงร่องรอยความเป็นมาของชาวจีนที่อพยพ
มาทำการค้าขาย เกษตรกรรม ประมง สะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองใน
อดีตได้อย่างชัดเจน
อ นุ ส า ว รี ย์ พ ร ะ ย า รั ษ ฎ า นุ
ป ร ะ ดิ ษ ฐ์ ม หิ ศ ร ภั ก ดี
ตั้งอยู่ในสวนสาธารณะพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ตำบลทับ
เที่ยง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง เป็นอนุสรณ์ แก่คุณงามความดี
เมื่อครั้งที่พะยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี๊ ณ ระนอง)
เข้ารับราชการที่จังหวัดตรัง และยังเป็น“พระบิดาแห่งยาพารา”
นำพาเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรืองสู่เมืองตรัง
ชุ ม ช น น า ห มื่ น ศ รี
ชุมชนที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ ภูเขาและทุ่งนาข้าว ในอดีตพื้นที่นี้
เป็นชุมชนที่ปลูกข้าวมากที่สุดของจังหวัดตรัง ตลอดสองริมฝั่ งถนน
บริเวณเรียบคลองชลประทาน มี “ลูกลม” คล้ายกังหันสีสันสดใสและมี
เสียงกระดิ่งไปตามทิศทางของลมที่พั ดโบกสะพั ดตั้งตระหง่านอยู่เป็น
ระยะ อันเป็นมรดกภูมิปัญญาอัตลักษณ์วิถีพื้นบ้านของคนในชุมชนนา
หมื่นศรีที่ถูกสืบทอดกันมาตั้งแต่ในอดีตถึงคนรุ่นปัจจุบัน
วิ ส า ห กิ จ ชุ ม ช น
ผ้ า ท อ น า ห มื่ น ศ รี
ชุมชนที่มีชื่อเสียงการทอผ้าที่มีเอกลักษณ์ท้องถิ่น ซึ่งมีประวัติยาวนาน
กว่า 200 ปี สะท้อนถึงวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนท้องถิ่นผ่านวิถีชีวิต
การทอผ้าเพื่ อใช้ตลอดทุกช่วงชีวิตของชาวชุมชนนาหมื่นศรี
มีผลิตภัณฑ์ผ้าทอที่หลากหลายที่มีอัตลักษณ์ความงดงามของชุมชน
ชุ ม ช น
ห มู ย่ า ง ป่ า ย า ง
ชุมชนที่มีการย่างหมูย่างเมืองตรังมาเป็นเวลากว่า 40 ปี เริ่มต้นจาก
นายเรียม หัวเขา ริเริ่มการย่างหมูในพื้นที่ ต่อมาได้ถ่ายทอดส่งต่อให้
กับลูกหลานและคนในพื้นที่ทำหมูย่างเมืองตรัง ภายหลังจึงได้เกิดการ
รวมตัวขึ้นชาวบ้านจำนวนหลายครัวเรือนประกอบอาชีพย่างหมูและ
จำหน่ายหมูย่างเมืองตรังทำให้หมูย่างป่ายางมีชื่อเสียงจนถึงปัจจุบัน