การศึกษาคนควาดวยตนเอง (Independent Study) เรื่อง แฟร็กทัล (Fractal) โดย นายภูชิชย พรหมสิน รหัสนักศึกษา 61131111016 เสนอ อาจารยชอเอื้อง อุทิตะสาร รายงานนี้เปนสวนหนึ่งของรายวิชา MAP4405 สัมมนาการศึกษาคณิตศาสตร สาขาวิชาคณิตศาสตร คณะครุศาสตรมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2564
ก คํานํา รายงานฉบับนี้เปนสวนหนึ่งของรายวิชา MAP4405 สัมมนาการศึกษาคณิตศาสตรเพื่อเปน ประโยชนแกนักศึกษาวิชาชีพครู สาขาวิชาคณิตศาสตร มาหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ที่จะศึกษา เกี่ยวกับแฟร็กทัล (Fractal) อันจะนับไดวาเปนองคความรูหรือสาขาวิชาที่คอนขางใหมในโลกของคณิตศาสตร ซึ่งผูจัดทําจัดทําขึ้นเพื่อรวบรวมองคความรู และนําสิ่งที่ไดจากการศึกษาคนความาประยุกตใชกับการทํางานใน ฐานะครู นั่นก็คือการนํามาใชประโยชนในดานการจัดการเรียนการสอน ผูจัดทําหวังเปนอยางยิ่งวารายฉบับนี้จะเปนประโยชนแกนักศึกษาวิชาชีพครูสาขาวิชา คณิตศาสตรทุกคน รวมไปถึงผูที่สนใจใฝศึกษาหาความรูเพื่อพัฒนาตนเองอยูเสมอ หากรายงานเลมนี้มี ขอบกพรองประการใด ผูจัดทําขออภัยไว ณ โอกาสนี้ดวย ภูชิชย พรหมสิน ผูจัดทํา
ข กิตติกรรมประกาศ รายงานฉบับนี้สําเร็จและสมบูรณเปนรูปเลม ดวยความกรุณาและเอาใจใสเปนอยางดีจาก อาจารยชอเอื้อง อุทิตะสาร ที่ไดกรุณาใหคําปรึกษาและแนะแนวทางในการทํารายงานการดําเนินการทํา รายงานในครั้งนี้โดยไมมีขอบกพรอง รวมทั้งขอเสนอแนะและขอคิดเห็นตาง ๆ ตลอดทั้งการตรวจแกไขรายงาน ฉบับนี้ใหสําเร็จสมบูรณยิ่งขึ้น ทางคณะผูจัดทําจึงขอขอบพระคุณเปนอยางสูงไว ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณคุณครูทุกทานที่ไดประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู และประสบการณตลอดจนอํานวย ความสําเร็จใหบังเกิด สุดทายนี้ คุณพอ คุณแม และเพื่อน ๆ ที่เปนกําลังใจ และใหความชวยเหลือในการเก็บรวบรวมขอมูล และใหคําแนะนําในการทํารายงานครั้งนี้ใหสําเร็จลุลวงดวยดีตลอดมา ภูชิชย พรหมสิน ผูจัดทํา
สารบัญ เรื่อง หนา คํานํา………………………………………………………………………………………………………………………………………. ก กิตติกรรมประกาศ……………………………………………………………………………………………………………………. ข บทที่ 1 แฟร็กทัลคืออะไรกันนะ………………………………………………………………………………………………… 1 สวนที่เหมือนกันหรือคลายกันในตัว…………………………………………………………………………………… 2 วัดความยาวของชายฝงทะเลอังกฤษไดหรือไม……………………………………………………………………… 6 แลวแฟร็กทัลคืออะไรกันแน………………………………………………………………………………………………. 9 บทที่ 2 แฟร็กทัลมีลักษณะอยางไร……………………………………………………………………………………………. 12 แฟร็กทัลในธรรมชาติ……………………………………………………………………………………………………….. 13 แฟร็กทัลที่สรางจากรูปเรขาคณิต………………………………………………………………………………………. 16 แฟร็กทัลที่เกิดจากจํานวนเชิงซอน……………………………………………………………………………………. 21 บทที่ 3 สามเหลี่ยมเซียรพินสกีเปนยังไงนะ………………………………………………………………………………. 24 สิ่งใดคือสามเหลี่ยมเซียรพินสกี………………………………………………………………………………………… 25 ความสัมพันธเชิงตัวเลขที่ซอนอยูในรูปสามเหลี่ยมเซียรพินสกี……………………………………………… 27 บทที่ 4 แฟร็กทัลมีประโยชนแนหรือ………………………………………………………………………………………… 29 มิติแฟร็กทัล…………………………………………………………………………………………………………………….. 30 รักษาโรคดวยแฟร็กทัล……………………………………………………………………………………………………… 34 แฟร็กทัลอันชาญฉลาดที่รูทันเศรษฐกิจ………………………………………………………………………………. 36 แฟร็กทัลอยูในชีวิตประจําวันของเรา…………………………………………………………………………………… 37 บรรณานุกรม…………………………………………………………………………………………………………………………. 39
บทที่ 1 แฟร็กทัลคืออะไรกันนะ • สวนที่เหมือนกันหรือคลายกันในตัว • วัดความยาวของชายฝงทะเลอังกฤษไดหรือไม • แลวแฟร็กทัลคืออะไรกันแน
2 ใครเคยมองตนไมที่อยูไกล ๆ ในขณะที่ใบกําลังรวงหลนชวงกอนฤดูหนาวบาง สังเกตเห็นกิ่งกานที่งอก ยาวจากลําตนไดซัดเจนเลยใชไหมยิ่งถาเดินเขาไปใกลตนไม จะยิ่งเห็นกิ่งกานเล็กๆ ยื่นออกมาจากกิ่งกาน ขนาดใหญมากขึ้นไปอีก และในกิ่งกานเล็ก ๆ ก็ยังมีกิ่งกานที่เล็กกวายื่นออกมาอีกมากมาย ตอไปจะมาเรียนรู โครงสรางพิเศษที่ปรากฏใหเห็นตามตนไม สวนที่เหมือนกันหรือคลายกันในตัว บร็อกโคลีมีประโยชนตอรางกาย กอนจะกินบร็อกโคลีมีใครเคยสังเกตรูปรางของบร็อกโคลีบางไหม ถาตัดบร็อกโคลีออกมาสวนหนึ่งจะดูคลายกับรูปรางเดิมกอนตัดออกมาก ไมใชแคเพียงบร็อกโคลีเทานั้น ใบเฟรนก็เชนกัน ถาตัดกิ่งกานสวนหนึ่งออกจะพบวามีรูปรางลักษณะเหมือนใบเฟรนใบใหญทั้งใบเชนกัน ภาพ 1 รูปรางของสวนยอยเล็ก ๆ ดูคลายกับรูปรางจริงแบบยอสวน ถาตองการอธิบายใหใครสักคนฟงถึงลักษณะรูปรางของตนไม ใบเฟรน หรือบร็อกโคลี จะอธิบายวา มีลักษณะอยางไรดี ถาเปนใบเฟรนหรือบร็อกโคลีอาจบอกวาคลายกับรูปสามเหลี่ยม สวนตนไมมองเห็นเหมือน เปนเสนมาเชื่อมตอกันหลาย ๆ เสน แตความจริงแลวรูปรางของใบเฟรนหรือบร็อกโคลีไมใชรูปสามเหลี่ยมที่เรียนในวิชาคณิตศาสตร สวนตนไมก็ไมใชทั้งเสนตรงหรือเสนโคงใด ๆ เชนกัน กิ่งกานตนไม บร็อกโคลี ใบเฟรน
3 ภาพดานบนคือรูปรางที่เคยเรียนใน วิชาคณิตศาสตรเรียกวา รูปเรขาคณิต (geometric figure) รูป สามเหลี่ยม รูปสี่เหลี่ยม รูปวงกลม ทรงสี่หนา ลูกบาศก ทรงกลม และรูปรางแบบอื่น ๆ รูปรางและรูปทรง เหลานี้หาความยาวพื้นที่ และปริมาตรไดอยางงายดาย นั่นเปนสาเหตุที่ผูคนใชรูปรางและรูปทรงเหลานี้ในการสรางสิ่งตาง ๆ ที่จําเปนในชีวิตประจําวัน ไมวา จะเปนเฟอรนิเจอรหรืออาคารบานเรือน ธรรมชาติไมไดเปนระเบียบเหมือนกับรูปเรขาคณิต เชน เมื่อจะวาดภูเขามักวาดรูปสามเหลี่ยมหรือ กรวยเหมือนภาพดานซาย แตภูเขาจริง ๆ ที่เห็นในธรรมชาติก็เหมือนกับบร็อกโคลีและใบเฟรนซึ่งไมมีรูปรางที่ แนชัด ลําตนของตนไมไมไดเปนทรงกระบอก และชายฝงทะเลก็ไมไดเปนเสนโคงที่ราบเรียบ ภาพ 3 ภาพภูเขาที่เด็กวาดเปนรูปสามเหลี่ยม แตภูเขาจริงกลับมีลักษณะขรุขระกวานั้น การจะวัดขนาดหรือความยาวในธรรมชาติโดยใชเครื่องมือที่มนุษยสรางขึ้น จึงเปนไปไดยาก ถึงแมจะ ใชเครื่องมือที่วัดสวนที่เล็กมาก ๆ ได แตบางครั้งอาจเกิดสถานการณที่ทําใหผลลัพธออกมาแตกตางกันก็ได ภาพ 2 รูปเรขาคณิต เรขาคณิต หนึ่งในสาขาของ วิชาคณิตศาสตรที่เริ่มตนในอียิปต โบราณ จากการหาพื้นที่ของที่ดิน ซึ่งเรียนรูเกี่ยวกับรูปทรงในธรรมชาติ และความสัมพันธระหวางรูปรางและ รูปทรงตาง ๆ ภาพภูเขาที่เด็กวาด ภูเขาจริง
4 ดังนั้นจึงพยายามที่จะไมอธิบายธรรมชาติดวยเรขาคณิต แตก็ยังมีนักวิชาการบางคนชอบวิเคราะห โครงสรางซับซอนที่คนพบไดในธรรมชาติดวยเรขาคณิต แตสิ่งที่นาสนใจมากกวานั้นก็คือพวกเขาใช กฎทางคณิตศาสตรกับรูปเรขาคณิตอยางงาย เปนเครื่องมือในการวิเคราะห ในที่สุดพวกเขาคนพบวา มีความเปนระเบียบในโครงสรางธรรมชาติที่ดูเหมือนซับซอนและไรระเบียบใด ๆ ลองดูตัวอยางรูปสามเหลี่ยม ที่พวกเขาคนพบดังตอไปนี้ ขั้นตอนแรกคือแบงความยาวแตละดานออกเปน 3 สวน จากนั้น สรางรูปสามเหลี่ยมดานเทาในสวนที่สอง แลวลบเสนที่เปนฐานของ รูปสามเหลี่ยมนั้นออก ทําซ้ําขั้นตอนดังกลาว 1 ครั้งจะไดรูปรางตามภาพที่ 2 และหากทํา ขั้นตอนเดิมซ้ําอีกครั้ง รูปรางที่ไดจะออกมาตามภาพ 3 นั่นคือการสรางรูป สามเหลี่ยมดานเทาขนาดเล็กบนดานของรูปสามเหลี่ยมดานเทาขนาดใหญ กวาไปเรื่อย ๆ จนเกิดเปนรูปรางใหมขึ้น เมื่อทําขั้นตอนเดิมซ้ําไปเรื่อย ๆ จะเกิดเปนโครงสรางเรขาคณิต รูปรางคลายเกล็ดหิมะตามภาพดานซายเรียกวา เกล็ดหิมะค็อค (Koch snowflake) เกาะของค็อค (Koch's island) หรือ เสนโคงค็อค (Koch curve) เพียงขั้นตอนงาย ๆ แตกลับเกิดรูปรางที่ดูซับซอนขึ้นมาได นาประหลาดใจใชไหมกับการคนพบโครงสรางที่ดูซับซอนเหลานี้ ตามธรรมชาติทั้ง ๆ ที่สรางขึ้นดวยขั้นตอนงาย ๆ เทานั้นเอง แตไมใชวา โครงสรางทั้งหมดในธรรมชาติจะสรางขึ้นมาไดงายดายเชนนี้ มีบางอยาง ในธรรมชาติที่ซับซอนและไรระเบียบกฎเกณฑดวยเชนกัน แตโครงสราง ธรรมชาติที่ผูคนคนพบกันสวนใหญลวนแตเปนโครงสรางที่สรางขึ้นมาดวย ขั้นตอนงาย ๆ ซึ่งหมายความวานี่อาจเปนทางลัดไปสูการทําความเขาใจกับ โครงสรางธรรมชาติก็เปนได ถาพิจารณารูปรางที่สรางจากกฎเกณฑใดกฎเกณฑหนึ่งและทําซ้ํา ไปซ้ํามา จะรูไดวามีสมบัติสําคัญอะไรซอนอยู นั่นก็คือไมวาจะดึงภาพเขามา ดูระยะใกลหรือยอขนาดใหเล็กลงเพื่อพิจารณาสวนใดก็ตาม รูปรางสวนยอย จะเหมือนหรือคลายกับรูปรางทั้งหมดของตัวตนแบบ 1 2 3 4 5 ภาพ 4 การสราง เกล็ดหิมะค็อค
5 สาเหตุที่เปนเชนนั้นไมซับซอนเลย เพราะเกิดจากการทําซ้ําไปซ้ํามา ดังนั้นไมวาจะขยายหรือลดขนาด ก็พบวาทุกสวนยอยเหมือนกับสวนใหญทั้งหมดของตัวตนแบบ สมบัติเชนนี้เรียกวา ความคลายในตัว (self-similarity) คือสิ่งใด ๆ ที่มีสวนยอย ๆ เหมือนกันหรือคลายกันกับสวนใหญทั้งหมด เมื่อขยายดู ภาพที่เกิดจากการทําซ้ําหลายครั้ง ๆ จะพบวาสวนนั้นจะเหมือนกับสวนในภาพแรกนั่นก็คือภาพรวมทั้งหมด ของตัวตนแบบ สมบัติของความคลายในตัวเชนนี้จะเกิดขึ้นในกฎเกณฑที่ซ้ําไปซ้ํามาไมมีที่สิ้นสุด โดยสมบัติที่ ซ้ําไปซ้ํามาอยางไมสิ้นสุดนี้เรียกวา การเวียนเกิด (recursion) จึงเรียกโครงสรางที่มีความคลายตัวตนแบบ และมีการเวียนเกิดวา โครงสรางแฟร็กทัล (fractal structure) ภาพ 5 การขยายเขาไปดูในชองสี่เหลี่ยมเพื่อคนหารูปรางที่คลายคลึงกัน สวนยอยที่เลือกมาพิจารณาไมจําเปนตองเหมือนกับสวนใหญไปทุกอยางก็ไดขอแคสวนยอยนั้น มีสมบัติเปนรูปรางแบบเดียวกันก็เรียกไดวามีความคลายในตัวแลวแฟร็กทัลชนิดนี้เรียกวา แฟร็กทัลที่มีสมบัติ เสมือนคลายในตัว (quasi-self-similarity) แตถาเปนแฟร็กทัลที่มีรูปรางเหมือนกับสวนใหญของตัวตนแบบ ทุกอยาง เชน เกล็ดหิมะค็อค จะเรียกแฟร็กทัลชนิดนี้วาคือ แฟร็กทัลที่มีสมบัติคลายในตัวอยางสมบูรณ (exact self-similarity) ตัวอยางของแฟร็กทัลที่มีสมบัติคลายในตัวที่ไมสมบูรณก็คือชายฝงทะเลที่พบเห็นได ทั่วไปในธรรมชาติ ตอไปจะขยับเขาไปใกลชายฝงใหมากขึ้นเพื่อดูวามีโครงสรางแฟร็กทัลใดซอนอยูในนั้น
6 วัดความยาวของชายฝงทะเลอังกฤษไดหรือไม แนวเขตที่แผนดินและทะเลมาบรรจบกันเรียกวา ชายฝงทะเล เคยดูแผนที่ประเทศไทยที่ติดอยู ในหองเรียนบางไหม จะเห็นชายฝงทะเลตลอดแนวตั้งแตตะวันตกจนถึงตะวันออก วาแตชายฝงทะเลนี้ จะมีความยาวเทาไรกันนะ ความจริงแลวคําถามนี้ตองยอนกลับไปที่จุดเริ่มตนของแฟร็กทัลโดย เบอนัว มองแดลโบร (Benoit Mandelbrot: ค.ศ. 1924-2010) นักคณิตศาสตรซาวฝรั่งเศส ผูบัญญัติคําวา “แฟร็กทัล” ขึ้นมา เขาใสโจทยงาย ๆ เพื่อสรางความเขาใจเกี่ยวกับแฟร็กทัลลงใน วิทยานิพนธเรขาคณิตแฟร็กทัลในธรรมชาติของเขาดวยโจทยที่วา "ชายฝงทะเลอังกฤษยาวเทาไรนะ" เพียงแคมองแวบแรกอาจดูเหมือน เปนคําถามที่ไรสาระ แตในโจทยที่แสนเรียบงายนี้กลับมีความหมาย ลึกซึ้งซอนอยูกอนอื่นมาลองหาความยาวของชายฝงทะเลอังกฤษที่ มองแดลโบรถามไววา ความจริงแลวยาวเทาไร โดยใชเสนตรงที่มีความ ยาว 320 กิโลเมตร และ 40 กิโลเมตรในการวัด หากวาดเสนตรง 320 กิโลเมตร ลงบนแผนที่เกาะอังกฤษจะใชเสนตรงแค 8 เสนดังภาพ ดานขวาบน ดังนั้นชายฝงทะเลจะมีความยาวประมาณ 2,560 กิโลเมตร แตหากวาดเสนตรง 40 กิโลเมตรจะวาดลอมประเทศตองใชทั้งหมด 102 เสน และชายฝงทะเลจะยาวประมาณ 4,080 กิโลเมตร นั่นคือความ ยาวของชายฝงทะเลที่วัดโดยใชหนวยเปน 40 กิโลเมตรจะมีความยาว มากกวาการใชหนวยเปน 320 กิโลเมตร ดังนั้นถาใชหนวยวัดที่มีขนาดเล็กกวานี้ เชน 1 เซนติเมตรหรือ 1 มิลลิเมตร ชายฝงทะเลจะมีความยาวเทาใด แนนอนวาความยาวที่วัดได จะเพิ่มมากขึ้น เมื่อใชหนวยวัดขนาดใหญ ความยาวจะไดนอยกวาเพราะวัดขาม แนวโคงตาง ๆไป แตเมื่อใชหนวยวัดขนาดเล็กลงจะยิ่งวัดไดแมแต ระยะทางที่โคงหรือเวาที่หนวยวัดขนาดใหญกวาทําไมได ความยาวที่วัดได จากหนวยวัดขนาดเล็ก จึงมากกวาความยาวที่ไดจากหนวยวัดขนาดใหญ ความยาวมาตรฐาน 320 กิโลเมตร ความยาวมาตรฐาน 40 กิโลเมตร ภาพ 6 การวัดความยาว ของชายฝงทะเลอังกฤษ
7 แตก็ยังรูสึกแปลก ๆ กับการที่ความยาวเพิ่มขึ้นเมื่อใชหนวยวัดที่ละเอียดมากขึ้น แลวความยาว ที่แทจริงของชายฝงทะเลอังกฤษคือเทาไรกัน พื้นที่ของเกาะอังกฤษมีขนาดคงที่อยูแลว แตทําไมชายฝงทะเล ที่ลอมรอบเกาะจึงมีความยาวที่ไมแนนอนเชนนี้ ตอนนี้พักเรื่องการวัดความยาวชายฝงทะเลเอาไวกอน แลวมาพิจารณารูปรางของชายฝงกันใหชัดเจน มากขึ้น หากขึ้นเครื่องบินแลวถายภาพชายฝงทะเล จะไดภาพชายฝงทะเลที่ขรุขระ คราวนี้ลองขึ้นไปถายภาพ บนภูเขาซึ่งเปนจุดที่ต่ํากวาเครื่องบินสักเล็กนอยภาพชายฝงทะเลที่ไดจะคลายกับภาพที่ถายจากเครื่องบิน ตอไปลองถายภาพบนเนินเขาใกลกับชายฝงกันดู รูปรางของชายฝงเปนอยางไรบาง ภาพที่ออกมา เกือบจะเปนเสนตรงเลยทีเดียว แตนั่นไมเปนความจริง ภาพของแนวชายฝงจะไมแตกตางจากภาพทางดานบน 2 ภาพที่ถายไวมากนัก แมจะยืนบนโขดหินแลวถายภาพออกมา ชายฝงทะเลจะยังคงเปนเชนเดิม ลองพิจารณาภาพดานลาง ภาพ 7 ชายฝงทะเลที่ไดจาก การถายภาพบนเครื่องบิน ภาพ 8 ชายฝงทะเลที่ไดจาก การถายภาพบนภูเขา ภาพ 9 ชายฝงทะเลที่ไดจาก การถายภาพบนเนินเขา ภาพ 10 ชายฝงทะเลที่ไดจาก การถายภาพบนโขดหิน
8 ขั้นตอนสุดทายคือภาพถายของแนวเขตที่แผนดินมาเจอกับน้ําทะเล หากขยายภาพถายจะเห็น กอนหินและทรายเล็ก ๆ ที่บรรจบกับทะเลและกอตัวเปนเสนขรุขระขึ้นมา ถาเอาภาพทั้ง 5 ภาพที่ถายจาก สถานที่ที่ตางกัน โดยตัดออกมาแคสวนยอยที่แผนดินเจอกับทะเล เชื่อวาตองดูไมออกแน ๆ วาถายมาจาก สถานที่ที่ความสูงตางกัน เพราะเสนตาง ๆ ในภาพมีรูปรางคดเคี้ยวเหมือนกันไปหมด นาทึ่งใชไหมละ เหมือนกับชายฝงทะเลมีเวทมนตรเลย ที่นี่มีความลับแสนมหัศจรรยซอนอยู ไมวาภาพ จะถายจากสวนไหน เมื่อขยายภาพออกจะพบวามีรูปรางคลายกับลักษณะสวนใหญของตัวตนแบบ หมายความวาชายฝงทะเลมีลักษณะคลายกับเกล็ดหิมะค็อค ซึ่งเปนโครงสรางแฟร็กทัล แตเกล็ดหิมะค็อคจะมี ความคลายในตัวอยางสมบูรณไปทุกสวน ในขณะที่ชายฝงทะเลแมไมไดคลายกันทุกสวนอยางสมบูรณ แตก็นับวาเปนโครงสรางแฟร็กทัลดวยเชนกัน สรางแฟร็กทัลสวนใหญในธรรมชาติมีลักษณะคลายกับชายฝงทะเล แมวาจะไมคลายในตัวอยาง สมบูรณ แตก็ดูคลายในตัวมากจนกระทั่งไมอาจมองเห็นไดดวยตา ดังนั้นถาตองการวัดความยาวของ ชายฝงทะเลอยางแมนยํา จะตองวัดตามเสนที่ทรายเม็ดเล็ก ๆ บนชายหาดบรรจบกับน้ําทะเล ซึ่งผูเชี่ยวชาญ คนใดก็ไมมีทางทําได แลวสรุปวาความยาวที่ไดถูกตองหรือไม ตอนนี้ทุกคนนาจะรูคําตอบของคําถามนี้แลวตอใหวัดตาม เสนที่มีเม็ดทรายทีละเม็ดก็ไมอาจหาคําตอบที่ถูกตองแมนยําได เพราะอาจจะมีบางสิ่งที่เล็กกวาเม็ดทรายอยูใน นั้นดวย สรุปแลวความยาวชายฝงทะเลไมมีที่สิ้นสุดจึงไมสามารถแสดงคําใด ๆ ได ราวกับวาเปนเวทมนตรของ แฟร็กทัล ชางเปนสิ่งที่นามหัศจรรยจริง ๆ ภาพ 11 แนวเขตที่น้ํามาบรรจบกับทราย
9 แลวแฟร็กทัลคืออะไรกันแน ในปจจุบัน “แฟร็กทัล (Fractal)” เปนคําที่ใชในเชิงวิทยาศาสตรและคณิตศาสตร โดยแฟร็กทัล ไดถูกคนพบมานาน กอนที่คําวา "แฟร็กทัล" จะถูกบัญญัติขึ้นมาใชเรียกสิ่งเหลานี้ ในป ค.ศ.1872 คารล ไวเออรชตรัสส (Karl Weierstrass) ไดยกตัวอยางของฟงกชันที่มีคุณสมบัติ"everywhere continuous but nowhere differentiable" คือ มีความตอเนื่องที่ทุกจุด แตไมสามารถหาคาอนุพันธได ตอมาในป ค.ศ. 1904 เฮลเก ฟอน ค็อค (Helge Von Koch) ไดยกตัวอยางทางเรขาคณิต ซึ่งไดรับการเรียกขานในปจจุบันนี้วา "เกล็ดหิมะค็อค" (Koch Snowflake) ตอมา เกออรก คันทอร (Georg Cantor) ไดยกตัวอยางเซตยอยของ จํานวนจริงที่มีคุณสมบัติแฟร็กทัลนี้ อันเปนที่รูจักกันในชื่อ เซตคันทอร หรือ ฝุนคันทอร นอกจากนี้ยังมี นักคณิตศาสตรอีกหลายคนในชวงปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ถึงตนคริสตศตวรรษที่ 20 เชน อองรี ปวงกาเร (Henri Poincare), เฟลิกซ คลิน (Felix Klein), ปแอร ฟาตู (Pierre Fatou) และกาสตง จูเลีย (Gaston Julia) ไดศึกษาฟงกชันวนซ้ํา (Iterated Function) ซึ่งมีคุณสมบัติความคลายตนเอง (Self-similarity) ซึ่งความคลายตนเองเกิดขึ้นเมื่อโครงสรางมีรูปแบบซ้ํา ๆ ของภาพที่เล็กลง ๆ ที่ยังอยูในตัวมันในมาตราสวน ที่แตกตางกัน จากการศึกษาขอมูลของแฟร็กทัลและการเกิดแฟร็กทัล นั้นทําใหทราบวา สิ่งที่เรารูจักกันในนามของ Fractal นั้น ไดถูก คนพบมานานกอนที่คําวา Fractal จะถูกบัญญัติขึ้นมาใชเรียก สิ่งเหลานี้ แฟร็กทัลนั้นถูกนําไปประยุกตเพื่อใชศึกษากับศาสตร ในหลาย ๆ แขนง ทั้งคณิตศาสตรดนตรี ปรากฏการณธรรมชาติ รูปทรงที่เกิดจากการสรางของธรรมชาติ จนกระทั่งในป ค.ศ.1960 เบอนัว มองเดลโบร ไดทําการศึกษาถึงคุณสมบัติความคลายตนเอง นี้ และตีพิมพบทความชื่อ "How Long is the Coast of Britain? Statistical Self-Similarity and Fractional Dimension" มองเดลโบรไดเห็นถึงความสัมพันธของผลงานในเรื่องตาง ๆ ในอดีต ซึ่งเปนคนละเรื่องไมมีความสัมพันธกัน เขาจึงไดรวบรวม แนวความคิดที่เกี่ยวของ และบัญญัติคําวา ‘แฟร็กทัล’ ขึ้น ภาพ 12 เบอนัว มองเดลโบร (Benoit Mandelbrot)
10 นักคณิตศาสตรชื่อ เบอนัว มองเดลโบร (Benoit Mandelbrot) ซึ่งเปนผูใหกําเนิดวิชา เรขาคณิตเศษสวน (Fractal Geometry) ในราว ค.ศ.1975 ดังนั้นวิชานี้จึงมีอายุประมาณ 40 ป ซึ่งนับวานอยมากเมื่อเปรียบเทียบกับคณิตศาสตรแขนงอื่น เชน เรขาคณิตที่มีกําเนิดมานับพันป สิ่งที่พบเห็น ในธรรมชาติจํานวนมากไมสามารถอธิบายไดดวยรูปเรขาคณิตแบบยุคลิด มองเดลโบร เคยกลาววา กอนเมฆไมใชทรงกลม ภูเขาไมใชรูปกรวย ชายฝงไมใชวงกลม เปลือกไมไมไดราบเรียบ หรือสายฟาแลบไมได ปรากฏเปนเสนตรง แฟร็กทัล (Fractal) เปนคําที่มีรากศัพทมาจากภาษาละติน คําวา “Fractus” หรือ “Fractum” ซึ่งเปนคําที่ใหความหมายคลายกันกับคําวา Fragmented ในภาษาอังกฤษที่แปลวา “การแยกสวน” หรือ “แตกหรือเศษสวน” แฟร็กทัลเปนรูปเรขาคณิตที่แตกตางจากเสนตรง รูปหลายเหลี่ยม และวงกลม ซึ่งเปนรูป เรขาคณิตแบบยุคลิด (Euclid) แฟร็กทัลมีสมบัติที่สําคัญซึ่งเรียกวา มีรูปแบบเหมือนตัวเอง (Self-similar Pattern) ในระดับที่ตางกัน ซึ่งหมายความวา ถาเราดึงภาพเขามาดูที่ระยะใกลจะเห็นสวนยอยของภาพมี รูปรางเหมือนสวนใหญ ใบเฟรนเปนตัวอยางของแฟร็กทัลที่มีสมบัติที่เห็นไดชัดเจน ถาขยายภาพของใบเฟรน จะเห็นแขนงยอยของใบเฟรนมีรูปรางเหมือนตัวเอง สมบัติที่สําคัญของแฟร็กทัลอีกประเด็นหนึ่งคือ มีมิติที่ไม เปนจํานวนเต็ม (Non-integer Dimension) นี่จึงเปนที่มาของคําวาแฟร็กทัล คําวา Fractal นั้นแมจะถูกบัญญัติขึ้นโดย เบอนัว มองเดลโบร แตก็ไมไดใหนิยามที่ชัดเจนเกี่ยวกับคํา ๆ นี้ ดังนั้นคําจํากัดความของสิ่งที่เราเรียกวา แฟร็กทัล นั้นยังคงมีความกํากวมไมชัดเจนอยูในตัวเอง จากการ รวบรวมขอมูลจะพบวาในหลายการใหคํานิยามนั้นจะมีสาระที่คลายกันของหลายนิยาม คือ การทําซ้ํารูปแบบ หรือกระบวนการเดิม (repeating pattern or process),การทํารูปแบบคลายตนเองขามขนาด (self-similarity across scales) ,การใชรูปแบบเดิมไมมีที่สิ้นสุด (never ending pattern) ซึ่งเมื่อทําความ เขาใจแลวจะสามารถสรุปความหมายเบื้องตน ไดวาคือการทําซ้ํารูปแบบหรือกระบวนการเดิมในขนาดตาง ๆ ของรูปเดิมไปเรื่อย ๆ ภาพ 13 ตัวอยางของแฟร็กทัลที่สามารถพบเห็นไดทั่วไป ชายฝง กอนเมฆ เปลือกไม สายฟาแลบ
11 เรขาคณิตเศษสวน หรือเรขาคณิตแบบแฟร็กทัล (Fractal geometry) เปนโครงสรางทางเรขาคณิตที่ เกิดจากการแตกออกหรือแยกออกจากโครงสรางทางเรขาคณิตเดิม โดยสวนที่แตกออกมายังมีรูปรางทาง เรขาคณิตเชนเดิมแตลดขนาดลง ตัวอยางของเรขาคณิตแบบแฟร็กทัลที่พบในธรรมชาติ เชน เกล็ดหิมะ กอนเมฆ ชายฝงทะเล ตนไม ใบไมคลื่นน้ํา และการวางตัวของภูเขา เปนตน เรขาคณิตแบบแฟร็กทัลสามารถ นํามาใชเปนโครงสรางของสายอากาศได และดวยสมบัติของเรขาคณิตแบบแฟร็กทัลจะทําใหสามารถเติมเต็ม พื้นที่วางของสายอากาศ กอใหเกิดประโยชนในการสรางสายอากาศใหมีขนาดเล็กลง นั่นคือสายอากาศที่มี รูปรางเรขาคณิตแบบแฟร็กทัลจะสามารถเพิ่มขนาดความยาวทางไฟฟาไดในพื้นที่เล็ก ๆ ซึ่งเหมาะสําหรับใชใน การออกแบบสายอากาศเสนลวดและสายอากาศแพทชแบบไมโครสตริป นอกจากสายอากาศแฟร็กทัลจะมี ขนาดเล็กลงจากโครงสรางเดิมแลวยังสามารถสรางเปนสายอากาศที่ใชงานไดหลายความถี่ดวย ภาพ 14 การขยายเพื่อสังเกตสวนยอยของใบเฟรน
บทที่ 2 แฟร็กทัลมีลักษณะอยางไร • แฟร็กทัลในธรรมชาติ • แฟร็กทัลที่สรางจากรูปเรขาคณิต • แฟร็กทัลที่เกิดจากจํานวนเชิงซอน
13 แฟร็กทัลในธรรมชาติ แฟร็กทัลเปนรูปแบบที่พบไดทั่วไปในธรรมชาติ เชน ตนไม ใบไม เกล็ดหิมะ สายฟาแลบ เทือกเขา ชายฝงแมน้ํา หลอดเลือดในรางกายมนุษย และอีกมากมาย จนเปนที่กลาวกันวาธรรมชาติเปนนักออกแบบที่ดี เลิศที่สุด เชน ทําใหพืชไดรับประโยชนสูงสุดจากแสงอาทิตย ชวยใหหัวใจและหลอดเลือดลําเลียงออกซิเจนไปสู สวนตางๆ ของรางกายไดอยางมีประสิทธิภาพที่สุด มาถึงตอนนี้ทุกคนก็ไดรูสมบัติอันนาทึ่งของแฟร็กทัล คําวาแฟร็กทัลมาจากรากศัพทภาษาละติน “frangere” มีความหมายวา 'แตก' และคําวา “fractus” ซึ่งมีความหมายวา ไมวาสวนใดจะแตกหักไป แตลักษณะโดยรวมของสวนที่เหลือจะยังคงรูปรางเดิม สิ่งที่พบเห็นในธรรมชาติจํานวนมากไมสามารถอธิบายไดดวยเรขาคณิตแบบยุคลิดของกรีกโบราณ แตเรขาคณิตแบบแฟร็กทัลทําได อยางที่เคยกลาวไวในหัวขอสวนที่เหมือนกันหรือคลายกันในตัว วาปรากฏการณทางธรรมชาติที่ซับซอนที่สุดคือแฟร็กทัลที่ไมใชรูปเรขาคณิตทั่วไป เชน รูปสามเหลี่ยม รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทรงกลม และกรวย กิ่งกานตนไม ใบเฟรน เกล็ดหิมะ ชายฝงทะเล บร็อกโคลี สายฟาแลบ ภาพ 15 แฟร็กทัลในธรรมชาติ
14 นอกจากนี้แลวยังคนพบแฟร็กทัลไดในปอดซึ่งเปนอวัยวะที่ชวยในการหายใจของมนุษยดวย หลอดเลือดแดงที่เขาสูปอดของมนุษยถูกแบงยอยและกอตัวเปนเสนเลือดเล็ก ๆ โครงสรางของแฟร็กทัลนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อชวยใหหัวใจและหลอดเลือดลําเลียงแกสออกซิเจนไปสูสวนตาง ๆ ของรางกายไดอยาง มีประสิทธิภาพที่สุดในพื้นที่ผิวที่ขนาดใหญขึ้นอยางไมมีที่สิ้นสุด ในขณะที่ปริมาตรจะคอย ๆ ลดลง ซึ่งเปนสมบัติเฉพาะของแฟร็กทัลนั่นเอง สมบัตินี้ทําใหปริมาณแกสออกซิเจนที่เขาสูปอดของสิ่งมีชีวิตจําพวกสัตวแปรผันตรงกับพื้นที่ผิวของ หลอดเลือด เปนเรื่องนามหัศจรรยที่ไดคนพบขอเท็จจริงทางคณิตศาสตรที่ซอนอยูในปอดของเรา หลอดเลือดเกือบทุกเสนในรางกายลวนมีรูปแบบแฟร็กทัลนี้ เพื่อสงแกสออกซิเจนและสารอาหาร ไปยังทุกสวนของรางกายไดอยางมีประสิทธิภาพ สิ่งที่นาสนใจยิ่งกวาคือ หลอดเลือดในรางกายกระจายไป ทุกที่ตั้งแตศีรษะจนถึงปลายเทา ดังนั้นปริมาณเลือดจึงดูเหมือนจะเยอะมากเลยใชไหม แตจริง ๆ แลว ตองขอบคุณโครงสรางแฟร็กทัลที่ทําใหปริมาณเลือดไมไดเยอะมากขนาดนั้น ไมเพียงแตในสัตว โครงสรางของใบเฟรนและบร็อกโคลีก็เปนเชนนั้น ใบเฟรนมีลักษณะเหมือน รูปสามเหลี่ยม แตถาพิจารณาดูใหดีๆ จะเห็นกานใบเล็กๆ หลาย ๆ กาน ไลจากปลายยอดที่มีขนาดเล็กที่สุด เรียงลงมาจนมีขนาดใหญขึ้นเรื่อย ๆ ที่ดานลางสุด ทําใหเห็นวาแตละกานมีลักษณะคลายกับใบเฟนทั้งใบ ซึ่งคลายกับรูปสามเหลี่ยม ภาพ 16 แฟร็กทัลในปอดมนุษย
15 นอกจากนี้ยังพบกับโครงสรางแฟร็กทัลอันงดงามไดรอบตัวเรา เชน โครงสรางเกล็ดหิมะ การไหลของ แมน้ําที่ไหลจากตนน้ําสูปลายน้ํา เทือกเขาอันนาเกรงขาม กอนเมฆที่ดูหนานุม และสมองที่เต็มไปดวยรอยหยัก เล็ก ๆ ดังนั้นการที่ไดรูจักแฟร็กทัลทําใหอธิบายสมบัติเฉพาะของธรรมชาติอันซับซอนได ภาพ 17 แฟร็กทัลในใบเฟรน
16 แฟร็กทัลที่สรางจากรูปเรขาคณิต นอกจากแฟร็กทัลที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติแลว มนุษยยังสามารถสรางแฟร็กทัลไดจากรูปเรขาคณิต ดวย เชน สรางจากสวนของเสนตรง รูปสามเหลี่ยม หรือแมกระทั่งสรางจากรูปลูกบาศก โดยใชกระบวนการ งาย ๆ กับรูปเรขาคณิตเหลานี้ซ้ํา ๆ กันเปนจํานวนครั้งไมจํากัด ก็จะไดแฟร็กทัลที่มีรูปแบบที่ซับซอนและ นาสนใจ Fractal Geometry เปนรูปแบบของรูปทรงเราขาคณิตที่เกิดจากกระบวนการ Fractal เปนสวนหนึ่ง ที่ผูศึกษาคิดวามีความสําคัญกับการศึกษาครั้งนี้เนื่องจากความหมายที่ไมชัดเจนและมีการตีความที่หลากหลาย ของ Fractal เพื่อใหเขาใจความหมายของ Fractal นั้น เราอาจจะตองศึกษาความหมายผานกระบวนการเกิด Fractal Geometry เพื่อสรุปนิยามที่ชัดเจนของ Fractal โดยศึกษาจากตัวอยางรูปแบบที่เปนทั้งงาน 2 มิติ และงาน 3 มิติ กรณีศึกษาการเกิด Fractal แบบที่ 1 กรณีศึกษาแบบแรกเปนงาน 2 มิติ ที่มีลักษณะของ Fractal แบบรูปทรงสามเหลี่ยมโดยเกิดจากกการ แบงตัวออกภายในรูปทรงเดิมซ้ํารูปแบบเดิมไปเรื่อย ๆ ภาพ 18 รูปแบบแฟร็กทัลแบบรูปสามเหลี่ยม จากภาพจะเห็นไดวา เมื่อแบงตัวออกครั้งที่ 1 แลวจะทําใหเห็นผลลัพธที่ไดคลายกับรูปทรงเดิม ของตัวเองแตอยูในขนาดที่เล็กกวา การแบงตัวครั้งที่ 2 ก็คือการเอาวิธีการแบงตัวของครั้งแรกมาใชกับ ขนาดที่เล็กกวา ในทุกผลลัพธที่ไดจากการแบงตัวครั้งที่ 1 ในขั้นตอนการแบงตัวครั้งที่ 3 จะใชวิธีการเดียวกัน กับที่การแบงตัวครั้งที่ 2 ทํากับการแบงตัวครั้งที่ 1 และในขั้นตอนที่ 4 ก็จะใชวิธีการเดียวกันกับที่การแบงตัว ครั้งที่ 3 ทํากับการแบงตัวครั้งที่ 2 เชนเดียวกัน
17 กรณีศึกษาการเกิด Fractal แบบที่ 2 กรณีศึกษาแบบที่ 2 เปนงาน 2 มิติ ที่มีลักษณะของ Fractal แบบรูปทรงแตกกิ่ง โดยเกิดจากการแตก ตัวออกจากรูปทรงเดิมเปน 2 ชิ้น ซ้ํากันไปเรื่อย ๆ ภาพ 19 รูปแบบแฟร็กทัลแบบรูปแตกกิ่ง จากภาพจะเห็นไดวา ขั้นตอนการแตกตัวออกครั้งที่ 1 คือ การเอาตัวตั้งตนมาลดขนาดและแทนที่ ลงไปแลว จะทําใหเห็นผลลัพธที่ไดคลายกับรูปทรงเดิมของตัวเอง แตอยูในขนาดที่เล็กกวา การแตกตัวครั้งที่ 2 จะใชวิธีการเดียวกันกับที่การแตกตัวครั้งที่ 1 ทํากับตัวตั้งตน ในขั้นตอนการแตกตัวครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 ก็จะใชวิธีการที่ซ้ําในขั้นตอนแรกเหมือนกัน กรณีศึกษาการเกิด Fractal แบบที่ 3 กรณีศึกษาแบบที่ 3 เปนงาน 3 มิติ ที่มีลักษณะของ Fractal แบบรูปทรงลูกบาศกลบมุมโดยเกิดจาก การแบงรูปสี่เหลี่ยมทรงลูกบาศกกออกเปน 8 กอน (แบงครึ่งออกจะได 4 สวนในแตละดาน) จากนั้น ลบมุมที่อยูดานขวาบนออก และทําซ้ําขั้นตอนดังกลาวไปเรื่อย ๆ ภาพ 20 รูปแบบแฟร็กทัลแบบรูปทรงลูกบาศกลบมุม
18 จากภาพจะพบวาการเกิด Fractal แบบนี้ เกิดจากการหาสวนที่คลายกับตัวตั้งตนเพื่อทําซ้ําขบวนการ ตัวผลลัพธที่ไดมาไมไดมีรูปทรงคลายกันอยาชัดเจนกับตัวตั้งตน แตมีรองรอยที่คลายกัน คือ เหลือสวนที่เปน เปนมุมดานขวาบนเหลืออยูเหมือนกัน จึงนํากระบวนการมาทําการทําซ้ํา กรณีศึกษาการเกิด Fractal แบบที่ 4 กรณีศึกษาแบบที่ 4 เปนงาน 2 มิติ ที่มีลักษณะของ Fractal แบบรูป Dragon curve โดยเกิดจาก การสรางเสนตั้งจากขนาดเทากันกัน 2 เสน จากนั้นทําการคัดลอกตัวเองและหมุน 90 องศา มาตอกับตัวตั้งตน ที่จุดปลาย นําผลลัพธที่ไดทั้งหมดมาทําการคัดลอกและหมุน 90 องศาอีกครั้ง และนํามาตอที่จดปลาย นํา ผลลัพธที่ไดครั้งนี้มาทําซ้ําไปเรื่อย ๆ ภาพ 21 รูปแบบแฟร็กทัลแบบรูป Dragon curve
19 จากภาพจะพบวาการเกิด Fractal แบบนี้ ไมไดมีเรื่องของการเปลี่ยนขนาดตัวตั้งตนเขามาเกี่ยวของ ขนาดที่ใหญขึ้นเกิดจากกระบวนการทําซ้ําไปเรื่อย ๆ โดยผลลัพธสุดทายแทบไมสามารถมองเห็นความคลายกัน กับตัวตั้งตน ถาไมไดมองผานกระบวนการ จะเห็นความคลายตัวเองเฉพาะผลลัพธที่อยูติดกันเทานั้น จากการศึกษาอาจจะยังไมสามารถสรุปความหมายที่ชัดเจนของ Fractal ได แตสามารถทําใหเขาใจ ความหมายผานกระบวนการเกิดของ Fractal กลาวคือ แทจริงแลว Fractal ไมใชรูปทรงแตเปนกระบวนการ การทําช้ํากฎหรือกระบวนการกอนหนาใหไดผลลัพธเพื่อนําผลลัพธที่ไดไปสูตัวตั้งตนที่จะใชกับกระบวนการเดิม ไปเรื่อย ๆ ภาพ 22 ไดอะแกรมของกระบวนการ Fractal ตัวอยางแฟร็กทัลที่สรางจากรูปเรขาคณิต เสนโคงวอนค็อด (Von Koch Curve) ซึ่งสรางไดโดยการแบงสวนของเสนตรงออกเปน สามสวนเทากัน ลบสวนที่อยูตรงกลางออก แลวแทน สวนที่ถูกลบออกดวยดานสองดานที่ยาวเทากับ ความยาวของสวนที่ถูกลบออก ทํากระบวนการ เดียวกันนี้กับสวนของเสนตรงทุกเสนที่ไดจากการทํา ในรอบกอนหนา PROCESS / RULE กระบวนการ SEED ตัวตั้งตน/ผลลัพธ ภาพ 23 เสนโคงวอนค็อด
20 สามเหลี่ยมเซียรพินสกี (Sierpinski Triangle) ซึ่งสรางไดโดยการเชื่อมจุดกึ่งกลาง ของแตละดานของรูปสามเหลี่ยม ทําใหเกิดรูป สามเหลี่ยมดานเทาใหมสี่รูป ทํากระบวนการ เดิมนี้กับรูปสามเหลี่ยมใหมที่อยูตรงมุมทั้งสาม ของรูปสามเหลี่ยมใหญ โดยไมสนใจรูป สามเหลี่ยมใหมที่อยูตรงกลาง ทําซ้ําเชนนี้ ตอไปเรื่อย ๆ ดังในรูป จะไดแฟร็กทัลที่มีลักษณะ ซับซอนและสวยงาม นี่เปนเพียงบางตัวอยางของแฟร็กทัลที่สรางจากรูปเรขาคณิต นอกจากนี้ยังมีแฟร็กทัลอีกจํานวนมากที่ สรางจากรูปเรขาคณิต สําหรับผูที่รูจัก คันทอรเซต (Cantor set) ก็จะเห็นวาคันทอรเซตเปนตัวอยางของ แฟร็กทัลที่สรางจากสวนของเสนตรงเชนกัน ภาพ 24 สามเหลี่ยมเซียรพินสกี ภาพ 25 คันทอรเซต
21 แฟร็กทัลที่เกิดจากจํานวนเชิงซอน เราสามารถสรางแฟร็กทัลจากฟงกชันคณิตศาสตรงาย ๆ ได โดยการคํานวณคาของฟงกชันซ้ํา ๆ กัน แบบเวียนเกิด ในที่นี้จะเนนเฉพาะแฟร็กทัลที่เกิดจากฟงกชันพหุนามที่กําหนด โดยให ( ) 2 fz z c = + เมื่อ z และ c เปนจํานวนเชิงซอน โดยเริ่มจากการเลือกจํานวนเชิงซอน 0 z หาคาของฟงกชันที่ 0 z โดยแทนคา z ดวย 0 z จะได ( )0 f z ทําตอไปโดยแทน z ดวย ( )0 f z จะได f fz ( ( 0 )) ถาทําตอไปอีก โดยแทน z ดวย f fz ( ( 0 )) จะได f f fz ( ( ( 0 ))) ทําซ้ําเชนนี้ตอไปเรื่อย ๆ จะไดลําดับของจํานวน เชิงซอน z fz f fz f f fz 00 0 0 , , , ,... ( ) ( ( )) ( ( ( ))) ซึ่งถาเขียนในรูปความสัมพันธเวียนเกิด จะได 2 n n 1 z zc + = + เมื่อ n เปนจํานวนเต็มที่ไมเปนลบ จะได ( ) ( ) ( ) ( ( )) ( ) ( ( ( ))) 2 10 0 2 2 1 0 2 3 2 0 z z c fz z z c f fz z z c f f fz = += = += = += เราเรียกลําดับของจํานวนเชิงซอน 0123 zzzz ,,,,วา วงโคจรของ 0 z ตัวอยาง เมื่อ c i =− + 0.4 0.6 และ 0 z i = + 0.5 จะได ( ) ( ) ( ) 2 1 2 2 2 3 0.5 0.4 0.6 1.15 1.6 1.15 1.6 0.4 0.6 1.6375 3.08 1.6375 3.08 0.4 0.6 7.205 10.687 zi i i z ii i z ii i = + − + =− + = − + − + =− + = − + − + =− +
22 จูเลียเซต (Julia set) ในลําดับแรกเราจะใหนิยามของฟลดจูเลียเซต (Filled Julia set) ซึ่งแทนดวย K, สวนจูเลียเซตคือ ขอบ (Boundary) ของเซต c K สําหรับจํานวนเชิงซอน C แตละจํานวนที่เปนคาคงตัว เลือก 0 z ในระนาบเชิงซอนใหเปนจุดเริ่มตน หาวงโคจรของ 0 z ที่เกิดจากการใชฟงก็ชัน ( ) 2 fz z c = + ซ้ําๆ กัน ถาวงโคจรของ 0 z อยูใกลกัน ไมลู ออกสูอนันต แลว 0 z เปนสมาชิกของ c K ในกรณีนี้จะกําหนดสีดําใหแกจุด 0 z แตถาวงโคจรของ 0 z ลูออกสู อนันต แสดงวา 0 z ไมเปนสมาชิกของ c K ในกรณีนี้จะกําหนดสีขาวใหแกจุด 0 z เพื่อความละเอียดและ สวยงาม อาจกําหนดสีใหแตกตางกัน ซึ่งขึ้นอยูกับความเร็วที่วงโคจรนั้นลูออกสูอนันต คําถามคือ จะรูไดอยางไรวาเมื่อใดวงโคจรจะลูออกสูอนันต มีทฤษฎีที่สามารถพิสูจนไดไมยากวา ถามี j ซึ่งทําให z c 0 > max ,2 { }แลวสมาชิกของวงโคจรถัดไปจาก j z จะหางไกลจากจุดกําเนิดออกไปเรื่อย ๆ และลูออกสูอนันตดังนั้น ในกรณีที่ c ≤ 2 เราเพียงตรวจสอบวามี j ที่ทําให 2 j z > หรือไม ถามี j แสดง วาวงโคจรของ 0 z ลูออกสูอนันต ภาพ 26 สีดําคือฟลดจูเลียเซต เมื่อ c i =− + 0.4 0.6 จากตัวอยางขางบน จะเห็นวา c ≈ 0.7211 และ 2 z ≈ 3.4882 ซึ่งมีคามากกวา 2 ดังนั้น วงโคจร ของ 0 z จะลูออกสูอนันต นั่นคือ 0 z i = + 0.5 เปนสมาชิกของเซต c K เมื่อ c i =− + 0.4 0.6 จะเห็นวา แตละ c ที่ตางกันจะไดเซต c K ที่ตางกัน ดังนั้นจึงมีจูเลียเซตเปนจํานวนอนันต
23 แมนเดลบรอตเซต (Mandelbrot set) แมนเดลบรอตเซต คือเซตของจุดในระนาบเชิงซอนที่เกิดจากฟงกชัน 2 n n 1 z zc + = + เชนกัน แตตางกันตรงที่การสรางแมนเดลบรอตเซต จะเริ่มตนจาก 0 z ที่เปนจุดกําเนิดเสมอ สวน c จะ แปรเปลี่ยนไปในระนาบเชิงซอน ดังนั้น แมนเดลบรอตเซต คือเซตของจํานวนเชิงซอน c ทั้งหลายที่มีผลทําให วงโคจรของ 0 z = 0 ไมลูออกสูอนันต ในกรณีนี้จะกําหนดสีดําใหจุด c และกําหนดสีขาวใหจุด c ที่ทําใหวง โคจรของ 0 z = 0ลูออกสูอนันต หรือจะกําหนดสีอื่น ๆ เพื่อความสวยงามก็ไดและจะกําหนดสีใดขึ้นอยูกับวา วงโคจรนั้นลูออกสูอนันตเร็วหรือชาเพียงใด ภาพ 27 สีดําคือแมนเดลบรอตเซต
บทที่ 3 สามเหลี่ยมเซียรพินสกีเปนยังไงนะ • สิ่งใดคือสามเหลี่ยมเซียรพินสกี • ความสัมพันธเชิงตัวเลขที่ซอนอยูในรูปสามเหลี่ยม เซียรพินสกี
25 สิ่งใดคือสามเหลี่ยมเซียรพินสกี รูปสามเหลี่ยมเซียรพินสกี(Sierpinski Triangle) เปนแฟร็กทัลประเภทหนึ่งของรูปเรขาคณิต ไดรับ การตั้งชื่อครั้งแรกในป ค.ศ. 1970 โดยนักคณิตศาสตรชื่อ เบอนัว มองเดลโบร (Benoit Mandelbrot) สรางขึ้นโดยกระบวนการทําซ้ํา โดยจะเริ่มจากรูปสามเหลี่ยมดานเทาหนึ่งรูป และครั้งตอไปจะใชรูปที่เกิดขึ้น เปนรูปใหมที่จะสรางตอไป โครงสรางที่ซับซอนดังกลาวมีความนาสนใจ ดวยความงดงามที่มีอานุภาพ สมบัติทางคณิตศาสตรและความสัมพันธเชิงตัวเลขที่ซอนอยูในโครงสรางนี้ ปรากฏใหเห็นมากมาย อยางนาอัศจรรย มีกระบวนการสราง ดังนี้ 1. เริ่มจากรูปสามเหลี่ยมดานเทา 1 รูป 2. ลดมาตราสวนของความยาวดานลงครึ่งหนึ่ง 3. ทําสําเนา 3 รูป 4. ติดรูปที่สําเนาไว ซึ่งมีขนาดเล็กลง 3 รูปไวที่มุมของรูปสามเหลี่ยมเดิม 5. จัดรูปสํานา 3 รูป (ดังขอ 4) ไวดวยกันใหเปนรูปเดียว 6. จากขอ 5 ดําเนินการซ้ําตั้งแตกระบวนการในขอ 2 ลงมา โดยมีแผนผังที่แสดงการสรางดังนี้ ภาพ 28 กระบวนการสรางรูปสามเหลี่ยมเซียรพินสกี(Sierpinski Triangle) เมื่อดําเนินการตามกระบวนการดังกลาว โดยใชโปรแกรม The Geometer’s Sketchpad (GSP) แลวจะไดรูปสามเหลี่ยมเซียรพินสกี(Sierpinski Triangle) มีลักษณะ ดังตอไปนี้
26 ภาพ 29 การสรางรูปสามเหลี่ยมเซียรพินสกี(Sierpinski Triangle) ขั้นที่ 0 ถึง ขั้นที่ 5 ตามลําดับ โดยการทํากระบวนการขางตนซ้ําแลวซ้ําอีก โดยแตละครั้งจะใชรูปที่เกิดขึ้นเปนรูปใหมที่จะสรางตอไป โครงสรางที่ซับซอนนาตื่นตาตื่นใจดวยความงามที่มีอานุภาพและสมบัติทางคณิตศาสตรจะเริ่มปรากฏออกมา จากกระบวนการสรางรูปสามเหลี่ยมเซียรพินสกี(Sierpinski Triangle) ขางตน จะเห็นวาผูเรียน ไดใชกระบวนการทางวิศวกรรมสรางแบบรูปที่มีคุณสมบัติคลายตนเอง (Self-similarity) เพื่อศึกษาสมบัติทาง คณิตศาสตรและความสัมพันธเชิงตัวเลขที่ซอนอยูในโครงสรางนี้
27 ความสัมพันธเชิงตัวเลขที่ซอนอยูในรูปสามเหลี่ยมเซียรพินสกี ความสัมพันธเชิงตัวเลขที่นาสนใจหลายเรื่องสามารถสํารวจและคนหา ทําใหอยูในรูปทั่วไป (General Form) ไดโดยใหนักเรียนใชรูปสามเหลี่ยมเซียรพินสกีที่สรางขึ้นโดยใชโปรแกรม The Geometer's Sketchpad (GSP) บางเรื่องไดใหไวในตารางตอไปนี้ ตาราง 1 ความสัมพันธเชิงตัวเลขในรูปสามเหลี่ยมเซียรพินสกี รูปสามเหลี่ยมเซียรพินสกี ขั้นที่ 0 1 2 3 4 5 n จํานวนรูปสามเหลี่ยมสีทึบ 1 3 9 27 81 243 3 n จํานวนรูปสามเหลี่ยมสีขาว 0 1 4 13 40 121 3 1 2 n − จํานวนจุดยอดมุมของรูปสามเหลี่ยมสีทึบ 3 6 15 42 123 366 1 3 n na − + 0 ( 3) a = จํานวนจุดยอดมุมของรูปสามเหลี่ยมสีขาว 0 3 12 39 120 363 3 1 3 2 n − อัตราสวนระหวางจํานวนรูปสามเหลี่ยมสีทึบ กับจํานวนรูปสามเหลี่ยมทั้งหมด 1 3 4 9 16 27 64 81 256 243 1024 ( ) 3 4 n เสนรอบรูปรอบ ๆ รูปสามเหลี่ยมสีทึบ 1 3 2 9 4 27 8 81 16 243 32 ( ) 3 2 n ตัวอยาง การหาพจนทั่วไปของลําดับของจํานวนรูปสามเหลี่ยมสีทึบ ลําดับของจํานวนรูปสามเหลี่ยมสีทึบในรูปสามเหลี่ยมเซียรพินสกีคือ 1, 3, 9, 27, 81, 243 , ... เราจะหาพจนทั่วไปของลําดับ 1, 3, 9, 27, 81, 243, … ไดดังนี้ กําหนดให n แทน จํานวนขั้นของการสรางรูปสามเหลี่ยมเซียรพินสกีและ na แทน พจนที่ n ของลําดับของจํานวนรูปสามเหลี่ยมสีทึบ จากลําดับ 1, 3, 9, 27, 81, 243, … เราจะไดวา
28 0 0 1 1 2 2 3 3 4 4 5 5 1 3 3 3 9 3 27 3 81 3 243 3 a a a a a a = = = = = = = = = = = = 3 n na = ดังนั้น ลําดับ 1, 3, 9, 27, 81, 243, … นี้ จะมีพจนทั่วไป คือ 3 n na = เราจึงไดวา จํานวนรูป สามเหลี่ยมสีทึบในรูปสามเหลี่ยมเซียรพินสกีคือ 3 n na = เมื่อ n แทน จํานวนขั้นของการสรางรูปลามเหลี่ยม เซียรพินสกี ในสภาพที่กําหนดใด ๆ ขั้นตอนถัดไปจะมีรูปสามเหลี่ยมเปนสามเทาของชิ้นสวนรูปสามเหลี่ยมเสมอ ดังนั้นรูปจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แตสภาพที่จํากัด ภาพที่ยอสวนยังจะอยูเหมือนภาพทั้งภาพแนนอน ภาพ ในอุดมคติเชนนี้คือสิ่งที่เปนรูปธรรม ภาพที่ดีที่สุดที่สามารถแสดงไดคือ ขั้นตอนจํากัดบางขั้น ซึ่งผูสอนอาจ เชื่อมโยงใหผูเรียนเกิดมโนทัศนทางคณิตศาสตร เรื่องลําดับจํากัด (Finite Sequence) และลําดับอนันต (Infinite Sequence)
บทที่ 4 แฟร็กทัลมีประโยชนแนหรือ • มิติแฟร็กทัล • รักษาโรคดวยแฟร็กทัล • แฟร็กทัลอันชาญฉลาดที่รูทันเศรษฐกิจ • แฟร็กทัลอยูในชีวิตประจําวันของเรา
30 มิติแฟร็กทัล แฟร็กทัลที่เต็มไปดวยสมบัติอันนามหัศจรรยดูเหมือนในนั้นจะมีมิติพิเศษซอนอยูดวย มาดูดีกวา วาสิ่งที่คาดเดาไวถูกตองหรือไม ในทางคณิตศาสตรไมวาความยาวของเสนตรง 1 มิติจะยาวเทาใดก็ไมอาจ เติมเต็มระนาบ 2 มิติหรือปริภูมิ 3 มิติได แตเสนโคงในเกล็ดหิมะค็อคซึ่งลอมรอบพื้นที่อันจํากัด และความยาว รอบรูปที่ไมสิ้นสุดคอนขางแตกตางจากเสนตรง 1 มิติ พิจารณาจากภาพสวนยอยของเกล็ดหิมะค็อคใกล ๆ ภาพ 30 สวนขยายของเกล็ดหิมะค็อด ไมวาจะขยายภาพเพื่อใหเห็นในระยะใกลแคไหน เกล็ดหิมะค็อคจะยังคงขรุขระเชนเดิมเสมอ ซึ่งหมายความวาเสนโคงนี้ไมใชเสนตรง 1 มิติทั่วไป ถาอยางนั้นจะเปน 2 มิติใชหรือไม แตเทาที่พิจารณาดูแลว ก็ไมใชรูปรางในระนาบจึงไมอาจเรียกวา 2 มิติไดเพราะความยาวอันไมมีที่สิ้นสุดจึงมีขนาดใหญกวา 1 มิติ ทั่วไป แตโดนจํากัดขนาดพื้นที่ ทําใหตองอยูใน 2 มิติ ดังนั้นมองแดลโบรจึงสรางแนวคิดของมิติใหมที่เรียกวามิติกึ่งกลางระหวางมิติที่ 1 และมิติที่ 2 นั่นคือ มิติทศนิยม (decimal dimension) ซึ่งไมวาจะหยิบยกสวนใดสวนหนึ่งของเสนโคงค็อคหรือชายฝงทะเล ที่มีขนาดเล็กมากเพียงใด ก็ไมสามารถวัดความยาวได แตมีความแตกตางเล็กนอยในความขรุขระ ระดับของ ความขรุขระนี้สามารถเกิดมิติที่แตกตางกันขึ้นมา ตอไปมาเรียนรูเกี่ยวกับการปรากฏขึ้นของมิติใหมกัน ภาพดานลางสรางขึ้นโดยการเพิ่มความยาวดานของรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสใหเปน 2 เทาของรูปสี่เหลี่ยม จัตุรัสเดิม ความยาวรอบรูปของรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสใหมเพิ่มขึ้นเปน 2 เทา ในขณะที่พื้นที่เพิ่มขึ้นเปน 4 เทา ภาพ 31 พื้นที่ของรูปสี่เหลี่ยมที่เกิดจากการเพิ่มความยาวดาน
31 คราวนี้มาเพิ่มความยาวดานของลูกบาศกใหเปน 2 เทา ความยาวดานของลูกบาศกใหมเพิ่มขึ้นเปน 2 เทา พื้นที่ผิวเพิ่มขึ้นเปน 4 เทาเชนเดียวกับกรณีกอนหนานี้ แตปริมาตรของลูกบาศกเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 8 เทา ภาพ 32 ปริมาตรของลูกบาศกที่เกิดจากการเพิ่มความยาวดาน ในกรณีนี้ 2 มาจาก 1 21 2 × = เทา 1 22 2 × = หรือ 4 เทา 3 222 2 ××= หรือาสังเกตไดวา จํานวน 1, 2 และ 3 นี้เปนมิติที่ 1 คือเสน มิติที่ 2 คือระนาบ และมิติที่ 3 คือพื้นที่ เพราะความยาวทั้งหมดของ ดานเปน 1 มิติ ความยาวจึงเพิ่มเปน 1 2 เทา พื้นที่เปน 2 มิติ จึงเพิ่มเปน 2 2 เทา และปริมาตรเปน 3 มิติ จึงเพิ่มเปน 3 2 เทา เฟลิกซ เฮาสดอฟฟ (Felix Hausdorff: ค.ศ. 1868-1942) นักคณิตศาสตรชาวเยอรมันใช ขอเท็จจริงนี้อธิบายวา เมื่อขยายรูปรางขึ้น x เทา ปริมาณเกิดการเปลี่ยนแปลงเปน n x เทา จะเรียกมิติของ รูปรางนั้นวา n มิติ และเรียกมิติเชนนี้วา มิติเฮาสดอฟฟ (Hausdorff dimension) ตามคํานิยามของ มิติของเฮาสดอรฟ เสนโคงหรือเสนตรงปกติและรูปรางจะถือวาเปน 1 มิติและ 2 มิติตามลําดับ แตรูปราง แฟร็กทัลไมมีทางจะปรากฏเปนมิติที่เปนจํานวนเต็มได ถาอยางนั้นแฟร็กทัลจะปรากฏขึ้นในมิติใด ดูตัวอยางรูปรางงาย ๆ ของแฟร็กทัล นั่นก็คือเกล็ดหิมะ ค็อคซึ่งสรางขึ้นมาโดยใชเสนตรง ตามกฎนี้จะทําใหคิดไดวามันคือ 1 มิติ ตอไปจะขยายเกล็ดหิมะค็อคเปน 3 เทาอยางที่เคยทํากับลูกบาศกที่ไดยกตัวอยางไป ในตอนนี้หากพยายามจะวัดความยาวดานของเกล็ดหิมะค็อคถือวาเปนเรื่องที่ไรความหมายไปเลย เพราะไมวาจะกอนหรือหลังขยายภาพ ความยาวดานของเกล็ดหิมะนี้ก็ไมมีที่สิ้นสุดอยูแลว แฟร็กทัลเหลานี้ไมไดสรางขึ้นไดแคในระนาบสองมิติเทานั้น แตยังพบปรากฏการณที่คลายกันนี้ จากทรงสี่หนาและทรงหกหนาอีกดวย โดยทําซ้ําวิธีการเดียวกันกับรูปสามเหลี่ยมเซียรพินสกีในแตละหนา เพื่อสรางพีระมิดเซียรพินสกี
32 ภาพ 33 แฟร็กทัลที่เกิดจากการสรางดวยวิธีการเดียวกับสามเหลี่ยมเซียรพินสกี นอกจากนี้ยังสรางฟองน้ําเมงเงอร (Menger sponge) ไดโดยการแบงแตละหนาของลูกบาศก ออกเปนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดเล็ก 9 รูปเทา ๆ กัน และเมื่อนําลูกบาศกขนาดเล็กที่อยูตรงกลางของ แตละหนาซึ่งมี 6 ลูก และลูกบาศกที่อยูตรงกลางภายในอีก 1 ลูก รวม 7 ลูกออก จะทําใหลูกบาศกใหญ ถูกแบงออกเปนลูกบาศกเล็กจํานวน 27 ลูก ฟองน้ําเมงเงอรเปนรูปทรงที่สรางขึ้นโดย คารล เมงเงอร (Kar Menger: ค.ศ. 1902-1985) นักคณิตศาสตรซาวออสเตรีย ลองดูภาพในวามีสวนใดขาดหายไป ภาพ 34 ฟองน้ําเมงเงอร (Menger sponge) จํานวนทรงสี่หนาของพีระมิดเซียรพินสกีและจํานวนลูกบาศกของฟองน้ําเมงเงอรเพิ่มขึ้นอยางไมมี ที่สิ้นสุด อีกทั้งพื้นที่ผิวก็เพิ่มขึ้นอยางไมมีที่สิ้นสุดอีกดวย แตพื้นที่วางภายในยังคงขยายตัวตอเนื่องอยูใน ขอบเขตของทรงสี่หนาและลูกบาศก ซึ่งหมายความวา พื้นที่ผิวจะเพิ่มขึ้นอยางไมมีที่สิ้นสุด ขณะที่ปริมาตรใกล จะมีคาเปน 0 ซึ่งเปนปรากฏการณที่พบไดเฉพาะในแฟร็กทัลเทานั้น ภาพ 35 การสรางฟองน้ําเมงเงอร
33 คราวนี้จะมาดูฟองน้ําเมงเงอรซึ่งเปนรูปราง 3 มิติที่ไดกลาวถึงวิธีการสรางแบบคราว ๆ ไปแลว เมื่อแบงแตละหนาของลูกบาศกออกเปน 9 สวน ดังนั้นจะไดลูกบาศกขนาดเล็ก 27 ลูก เราจะนําลูกตรงกลาง ของแตละหนาออกทั้งหมด 6 ลูก รวมถึงลูกที่อยูตรงกลางลูกบาศกอีก 1 ลูก รวมทั้งหมด 7 ลูก จากนั้นทําซ้ําขั้นตอนเดิมไปเรื่อย ๆ จํานวนลูกบาศกขนาดเล็กจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขณะเดียวกันพื้นที่ผิว และพื้นที่วางภายในลูกบาศกก็จะเพิ่มมากขึ้นไปดวย จนสุดทายปริมาตรของลูกบาศกจะมีคาเขาใกล0 แมภายนอกจะดูเปนรูปทรง 3 มิติ แตถาปริมาตรเขาใกล 0 จึงทําใหรูปทรงนี้ไมอาจเรียกไดวาเปน 3 มิติ และภาพรวมยังไมใชเสนโคงที่ราบเรียบหรือพื้นผิวเรียบ ดังนั้นก็ไมใช 2 มิติอีกดวย สรุปฟองน้ําเมงเงอร มีกี่มิติกันแน มาลองใชวิธีการเดียวกันที่เคยใชในเกล็ดหิมะค็อคดู ภาพ 36 สวนขยายของฟองน้ําเมงเงอร เมื่อขยายภาพฟองน้ําเมงเงอรเปน 3 เทา แลวสังเกตสวนที่เปนลูกบาศกในวงกลม จะเห็นวาในวงกลม จะมีลูกบาศกสีชมพูอยู 20 ลูก นั่นคือพื้นที่ผิวของฟองน้ําเมงเงอรเพิ่มขึ้น 20 เทา ถาหาไดวาตองมี 3 กี่ตัว ที่คูณกันแลวได 20 คําตอบนั้นก็คือมิติของฟองน้ําเมงเงอรเนื่องจาก 33 9 × = และ 3 3 3 27 ××= มิติ ฟองน้ําเมงเงอรจึงเปนจํานวนที่อยูระหวางจํานวนเฉพาะ 2 กับ 3 และเพราะวา 2.73 3 20 ≈ ดังนั้นฟองน้ํา เมงเงอรจึงมีมิติเปน 2.73 ตามคํานิยามของมิติเฮาสดอฟฟแสดงใหเห็นวาแฟร็กทัลเปนมิติทศนิยม กรณีเสนโคงแฟร็กทัลที่ เติมเต็มดานจะปรากฏอยูระหวางมิติที่ 1 หรือมิติที่ 2 ขึ้นอยูกับวาจะโคงเพียงใด ยิ่งเสนโคงแฟร็กทัลใกลเคียง กับเสนตรงมากเทาไรก็ยิ่งเขาใกล 1 มิติมากเทานั้น แตถาโคงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเกือบเต็ม จะไดแฟร็กทัลที่เขา ใกล 2 มิติ
34 รักษาโรคดวยแฟร็กทัล ก า ร ที่ มิ ติ แ ฟ ร็ ก ทั ล เ ป น มิ ติ ท ศ นิ ย ม มี ความสําคัญมากเลยหรือ คําตอบคือ ใชแลว มิติ ทศนิยมนี้มีประโยชนในหลากหลายดาน เพราะตอนนี้ กําลังมีการทําวิจัยเพื่อวินิจฉัยและรักษาโรคของมนุษย โดยใชแฟร็กทัลที่มีมิติทศนิยม โรคพารคินสัน (Parkinson's disease) เปน หนึ่งในโรคที่สําคัญที่เกิดขึ้นในผูสูงอายุ เชนเดียวกับ โรคสมองเสื่อมโดยมีสัดสวนผูสูงอายุที่อายุ 60 ปขึ้นไป ไปซึ่งปวยเปนโรคนี้อยูประมาณ 1 ใน 1,000 คน การสังเกตอาการในระยะแรกเปนสิ่งสําคัญ แตเนื่องจาก อาการปรากฏอยางชา ๆ จึงไมรูวาจะปวยเปนโรคนี้ตอนไหน อาการของผูปวยโรคนี้คือกาวขาลําบากหรือกาวเทาสั้น ๆ และมีการทรงตัวที่ไมดีแตเมื่อลองสังเกต และวิเคราะหการเดินที่ผิดปกติของผูปวยอยูสัก 2-3 นาที ผลลัพธที่ปรากฏคลายคลึงกับการเดินตลอดทั้งวัน นั่นคือมีรูปแบบของแฟร็กทัลซอนอยูในนั้น การปรากฏตัวของรูปแบบแฟร็กทัลเหลานี้ในรางกายมนุษยไมไดมีเพียงแคการเดินที่ผิดปกติของ โรคพารคินสันเทานั้น แตยังรวมถึงอัตราการเตนของหัวใจที่ผิดปกติหรือคลื่นสมองของผูปวยที่มีภาวะซึมเศรา หรือภาวะสมองเสื่อม ดังนั้นนักวิทยาศาสตรจึงสังเกตเห็นโรคนี้ลวงหนาและเริ่มมองหาวิธีใชแฟร็กทัลใน การรักษา มาดูกันดีกวาวาพวกเขาใชวิธีใดในการรักษา มีการพัฒนาอุปกรณที่ติดเซ็นเซอรไวกับรางกายผูปวยโรคพารคินสัน เพื่อรวบรวมขอมูลเกี่ยวกับ ความเร็วกับทาทางการเดินแลววิเคราะหดวยคอมพิวเตอร จนไดเห็นผลลัพธของมิติแฟร็กทัลของผูปวยวาเปน มิติที่ 1.48 และสําหรับคนปกติจะอยูที่ประมาณ 1.3 ตัวเลขเหลานี้ใชระบุขอบเขตอาการของผูปวยวาอยูใน ขั้นใดและใชสําหรับปรับเปลี่ยนยา ซึ่งจะชวยลดผลขางเคียงของการใชยา นอกจากนี้อัตราการเตนของหัวใจยังดึงดูดความสนใจของนักวิจัยแฟร็กทัลดวยคนสุขภาพดีดูเหมือนมี อัตราการเตนของหัวใจปกติ แตในความเปนจริงยิ่งเปนคนสุขภาพดียิ่งมีอัตราการเตนของหัวใจผิดปกติ เหมือนกับรูปแบบของความอลวนยังไงละ ภาพ 37 ผูปวยโรคพารคินสัน
35 ดังนั้นอัตราการเตนของหัวใจตามลักษณะของโรคหัวใจที่ปรากฏออกมาจึงเปนมิติแฟร็กทัลและทําให เกิดคาตาง ๆ ตามมา เชนเดียวกับการศึกษาวิจัยโรคพารคินสันในตอนนี้ นักวิจัยจึงพยายามศึกษาคนควาวิจัย มิติแฟร็กทัลของผูปวยโรคหัวใจเพื่อนํามาใชในการวินิจฉัยและรักษาอาการปวยของผูปวย แฟร็กทัลยังใชในการรักษาอาการปวยทางจิต เชน ภาวะซึมเศราและภาวะสมองเสื่อมภาวะสมอง เสื่อมสามารถแบงออกเปน 2 ประเภทขึ้นอยูกับสาเหตุ แนนอนวาการรักษาก็ยอมตางกันไปดวย แตหากวัด คลื่นสมองของผูที่มีภาวะสมองเสื่อมจะพบรูปแบบแฟร็กทัลไดหลากหลายมากขึ้นอยูกับประเภทของภาวะ สมองเสื่อม แมผลลัพธนั้นจะมีสวนชวยในการรักษาได แตถึงอยางนั้นก็ยังวิเคราะหไดยากวาเปนภาวะสมอง เสื่อมประเภทใดและยากตอการรักษาไดทันทวงที งานวิจัยเกี่ยวกับการหาสัญญาณแฟร็กทัลในรางกายมนุษยและใชเพื่อการพัฒนาทางการแพทยได ดําเนินการมานานกวา 30 ปแลว แตยังมีอีกหลากหลายสวนงานที่ใชประโยชนจากแฟร็กทัลได ไมมีอะไร เหมาะสมกับรางกายอันลึกลับของมนุษยไดดีเทาแฟร็กทัลอีกแลว
36 แฟร็กทัลอันชาญฉลาดที่รูทันเศรษฐกิจ "วันนี้หุนก็ตกอีกแลว" หรือ "ราคาน้ํามันดิบระหวางประเทศสูงขึ้นอีกแลว" เคยไดยินผูใหญพูดถึง เรื่องนี้ในหนังสือพิมพหรือในขาวบางไหม ฟงดูเหมือนจะเปนเรื่องยากใชไหม แตขอมูลเหลานี้มีอิทธิพลตอ การใชชีวิตมากเลยนะ เพราะฉะนั้นรูไวก็ดี รูเรื่องแฟรกทัลก็เหมือนล้ําหนาคนอื่นไปหนึ่งกาว ราคาหุน วัตถุดิบ หรือน้ํามันดิบลวนแลวแตเกี่ยวของกับแฟร็กทัล มองแดลโบรซึ่งเปนผูสรางแฟร็กทัลก็ยังเปนนักเศรษฐศาสตรอีกดวย เขาพบวาราคาหุนและวัตถุดิบ มีสมบัติของแฟร็กทัล ซึ่งหมายความวาราคาหุนหรือราคาสินคาโภคภัณฑไดรับผลกระทบจากราคากอนหนา นอกจากนี้ยังหมายความวา รูปแบบของการเปลี่ยนแปลงราคาในระหวางวัน จะมีลักษณะคลายกับ รูปแบบของการเปลี่ยนแปลงราคาในชวงเดือนหรือป ในความเปนจริงเอดการ ปเตอรส (Edgar Peters) ซึ่งเคยทํางานกับบริษัทลงทุนสหรัฐฯ สรุปแลว แมวาราคาหุนจะทะยานอยางดุเดือด วิเคราะหไดโดยใชรูปแบบที่เหมาะสม Panagora Asset Management ไดวิเคราะหดัชนีราคาหุนในนิวยอรกโดยใชขอมูลตั้งแต ป ค.ศ. 1928-1989 ทําใหเราไดเห็นวาดัชนีหุนมี รูปแบบที่แนนอนและเปนมิติแฟร็กทัล 2.33 มิติ ภาพ 38 กราฟแสดงการเปลี่ยนแปลงของดัชนีหุนประเทศเกาหลีชวงหลังป ค.ศ. 1980 โดยใชแฟร็กทัลมาวิเคราะหเสนที่มีลักษณะผิดปกติ
37 แฟร็กทัลอยูในชีวิตประจําวันของเรา ในชีวิตประจําวันยังมีการใชรูปทรงเรขาคณิตแฟร็กทัลมากมาย ไมวาจะเปนเสื้อกันหนาวขนหาน ที่สวมใสกันในฤดูหนาว เพราะขนหานมีโครงสรางแฟร็กทัลอยู และโครงสรางแฟร็กทัลของขนหานนี้เอง ที่สามารถกักเก็บความอบอุนได มีการใชประโยชนจากแฟร็กทัลในหลายวิชา เชน ทางการแพทย ที่ตองตรวจวิเคราะหอวัยวะ ในรางกายที่ผิดปกติเชน ปอดหรือกอนเนื้อราย ซึ่งสวนใหญจะเปนรูปเหมือนแฟร็กทัล ทําใหสามารถวินิจฉัย และรักษาโรคได ทางดาราศาสตรใชแฟร็กทัลศึกษาโครงสรางของจักรวาล ทางอุตุนิยมวิทยาใชแฟร็กทัลใน การพยากรณอากาศ และทางเศรษฐศาสตรการเงิน ใชแฟร็กทัลในการวิเคราะหตลาดหุน เปนตน หลังจากที่มีการคนพบแฟร็กทัลไดไมนาน การใชประโยชน จากแฟร็กทัลไดพัฒนาไปอยางรวดเร็ว ในที่นี้จะยกตัวอยางการใช แฟร็กทัลในวงการอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีในชีวิตประจําวัน นักออกแบบกราฟฟกใชแฟร็กทัลในการสรางภาพเสมือนจริง เพื่อใชในวงการภาพยนตรและเกมคอมพิวเตอร โดยใชหลักการ ในทํานองเดียวกับการสรางแฟร็กทัลจากรูปเรขาคณิต คือเริ่มจาก รูปเรขาคณิตงาย ๆ แลวกระทําการอยางใดอยางหนึ่งซ้ํา ๆ กัน จนไดเปนภาพที่ซับซอน ภาพทิวทัศนหรือภาพของสิ่งที่ไมมีในชีวิต จริง สามารถสรางไดจากแฟร็กทัล ภาพภูเขา น้ํา และเมฆ Star Trek II - The Wrath of Khan เปนภาพยนตรเรื่องแรกที่สรางภาพโดยใชแฟร็กทัล นอกจากนี้ การเก็บขอมูลในคอมพิวเตอรก็ใชประโยชนจากแฟร็กทัลในการบีบอัดขอมูลภาพใหเหลือนอย ซึ่งทําให ประหยัดเวลาและพื้นที่ในการเก็บบันทึกขอมูล นอกจากนี้ในภาพยนตรยังสามารถแสดงภาพภูมิประเทศ อันขรุขระไดเหมือนจริงโดยใชทฤษฎีแฟร็กทัล ดาวเคราะหที่ปรากฏในภาพยนตรเรื่อง Star Wars: The Return of the Jedi ถือเปนแฟร็กทัลที่ยอดเยี่ยมที่สรางขึ้นจากคอมพิวเตอรกราฟก ปจจุบันนักวิทยาศาสตรและวิศวกรไดคิดคนเทคโนโลยีใหม ๆ ในป ค.ศ. 2002 บริษัท Fractal Antenna Systems, Inc. ในประเทศสหรัฐอเมริกา ไดจดสิทธิบัตรเสาอากาศสําหรับระบบสื่อสารไรสาย โดย วัสดุที่ใชรับสงสัญญาณมีรูปรางเหมือนแฟร็กทัล ทําใหวัสดุมีขนาดเล็กกะทัดรัดและเบา แตมีความยาวของเสน รอบรูปคอนขางสูง ซึ่งชวยใหการรับสงสัญญาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น ภาพ 39 สรางจากคอมพิวเตอร โดยใชแฟร็กทัล
38 ภาพ 40 ตัวอยางของแฟร็กทัลบนเสาอากาศ ที่สําคัญคือรูปของแฟร็กทัลเปนศิลปะที่สวยงาม ศิลปนจํานวนมากสรางผลงานโดยใชแฟร็กทัล เชน M.c. Escher ที่สรางภาพเทสเซเลชัน (Tesselation) แบบแฟร็กทัล หรือ Roger Johnston ที่สรางภาพ ดอกบัว (Water Lilies) ภาพ 41 "Circle Limit III" ผลงานเทสเซเลชั่นของ M.C. Escher ภาพ 42 "Water Lilies" ของ Roger Johnston
39 บรรณานุกรม ทวิช กองพิลา. (2558). เรขาคณิตกับสถาปตยกรรม : การแปลงความสัมพันธทางเรขาคณิตสูการออกแบบ สถาปตยกรรม (ปริญญานิพนธมหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยศิลปากร, กรุงเทพมหานคร. ปยะวัฒน ศรีสังวาลย. (2560, พฤษภาคม-สิงหาคม). ความงามทางคณิตศาสตรกับสะเต็มศึกษา: Sierpinski Triangle Aesthetic in Mathematics along with STEM Education: Sierpinski Triangle. วารสารคณิตศาสตรMJ-MATh, 62(692), 69-79. พงศธร มหาวิจิตร. (2552). ผลการจัดกิจกรรมโครงงานคณิตศาสตรภายใตสิ่งแวดลอมในชีวิตประจําวันที่มีตอ ความสามารถในการทําโครงงานและความสนใจในการเรียนวิชาคณิตศาสตรของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 5 (ปริญญานิพนธมหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, กรุงเทพมหานคร. มาโนช ประชา. (2554). การประยุกตใชแฟร็กทัลไดเมนชันเพื่อหาคุณสมบัติของรูปภาพสําหรับระบบ CBIR (ปริญญานิพนธมหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี, ปทุมธานี. ศุภณัฐ ชัยดี. (2557). คณิตศาสตรในธรรมชาติ รูปเรขาคณิตสาทิสรูป. เอกสารประกอบการสอนเสริม โครงการหองเรียนพิเศษวิทยศาสตร-คณิตศาสตร ระดับมัธยมศึกษาตอนตน โรงเรียนสุรศักติมนตรี, มหาวิทยาลัยเชียงใหม, เชียงใหม. สมพร สูตินันทโอภาส. (2561, มกราคม-กุมภาพันธ). แฟร็กทัลกับระบบพลวัต : กรุงเทพฯ จมน้ําเพราะงูเขียว ตัวเดียว. นิตยสาร สสวท., 46(210), 16-21. สันติรักษ ประเสริฐสุข. (2547, มกราคม). เรขาคณิตเศษสวนในสถาปตยกรรมและผังเมือง. วารสารวิจัยและ สาระสถาปตยกรรมและการผังเมือง, 1(2), 155-170. โอ ฮเยจ็อง. (2563). ทฤษฎีความอลวนและแฟร็กทัล : เกงคณิตดวยตัวเองจนคุณครูตกใจ[Mastering Elementary Math : The Chaos and Fratal] (พิมพครั้งที่ 1) (ธัชชา ธีรปกรณชัย). นานมีบุคส: กรุงเทพมหานคร,(2020) Ankit G., Akshat A. & Ashish N. (2014). A Review on Natural Phenomenon of Fractal Geometry. International Journal of Computer Applications, 86, 1-7. Patuano A. & Tara A. (2020). Fractal Geometry for Landscape Architecture: Review of Methodologies and Interpretations. Journal of Digital Landscape Architecture, 5, 72-80. Sala N. (2006). Fractal geometry and architecture: some interesting connections. EcoArchitecture: Harmonisation between Architecture and Nature, 86, 163-173.