แนวทางเวชปฏิบัตกิ ารปอ้ งกนั และรกั ษาโรคอ้วนในเด็ก
พ.ศ. 2557
ชมรมโภชนาการเด็กแห่งประเทศไทย
ราชวทิ ยาลัยกมุ ารแพทย์แห่งประเทศไทย
บรรณาธิการ
พญ. สนุ ทรี รตั นชเู อก
พญ. พชั ราภา ทวกี ุล
พญ. อรวรรณ เอี่ยมโอภาส
พญ. อมุ าพร สุทศั นว์ รวุฒิ
1
คณะกรรมการ
ชมรมโภชนาการเดก็ แห่งประเทศไทย
พ.ศ.2557-2559
ประธาน รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สังคม จงพิพฒั น์วณิชย์
ประธานแตง่ ตง้ั รองศาสตราจารย์ ดร. แพทยห์ ญงิ นลนิ ี จงวิริยะพันธ์ุ
เลขาธิการ อาจารย์ แพทยห์ ญงิ สุภาพรรณ ตนั ตราชวี ธร
ผ้ชู ว่ ยเลขาธกิ าร ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ แพทยห์ ญิงมณรี ตั น์ ภูวนันท์
เหรญั ญกิ รองศาสตราจารย์ แพทยห์ ญิงสุนทรี รัตนชูเอก
ผู้ชว่ ยเหรัญญิก ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ แพทยห์ ญิงพัชราภา ทวกี ลุ
วชิ าการและฝกึ อบรม รองศาสตราจารย์ ดร. แพทยห์ ญิงนลินี จงวริ ยิ ะพันธุ์
พนั เอก นายแพทย์เรอื งวิทย์ ตันตแิ พทยางกรู
ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร. แพทย์หญงิ ศริ นิ ุช ชมโท
ทะเบียนและประชาสมั พนั ธ์ รองศาสตราจารย์ แพทยห์ ญิงนฤมล เด่นทรพั ยส์ นุ ทร
ผู้ชว่ ยทะเบียนและประชาสัมพนั ธ์ อาจารย์ แพทยห์ ญงิ จรี พรรณ โพธส์ิ วุ ฒั นากลุ
ปฏคิ ม อาจารย์ นายแพทยส์ รุ ณฐั แกว้ ณิมยี ์
ผู้ช่วยปฏคิ ม อาจารย์ แพทย์หญงิ อรภา สุธโี รจน์ตระกูล
กรรมการกลาง ศาสตราจารยค์ ลนิ ิกเกียรติคุณ ดร.นายแพทย์เพียรวิทย์ ตนั ตแิ พทยางกรู
รองศาสตราจารย์ พลตรีหญิงภาวดี กุญชรานสุ สรณ์
รองศาสตราจารย์ แพทยห์ ญิงลดั ดา เหมาะสุวรรณ
อาจารย์ นายแพทย์ไพบลู ย์ เอกแสงศรี
รองศาสตราจารย์ แพทยห์ ญิงอุมาพร สุทศั น์วรวฒุ ิ
ศาสตราจารย์นาย แพทยพ์ ิภพ จริ ภิญโญ
ร รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชาญชัย พานทองวริ ยิ ะกุล
รองศาสตราจารย์ นายแพทยส์ งวนศกั ด์ิ ฤกษ์ศุภผล
อาจารย์ แพทย์หญิงอรพร ดารงวงศศ์ ริ ิ
อาจารย์ แพทยห์ ญิงอรวรรณ เอีย่ มโอภาส
อาจารย์ แพทยห์ ญิงชนกานต์ วิสูตรานกุ ลู
อาจารย์ แพทย์หญงิ สุชาอร แสงนิพันธ์กูล
อาจารย์ แพทย์หญงิ กลุ นิภา กติ ตศิ ักด์ิมนตรี
อาจารย์ แพทย์หญงิ นพร อึง้ อาภรณ์
แพทยห์ ญงิ ปาจรีย์ ลิม่ ทองแท่ง
2
รายนามคณะทางานการจดั ทา
(ร่าง)แนวทางเวชปฏบิ ัติการป้องกันและรกั ษาโรคอ้วนในเดก็ พ.ศ. 2557
ศาสตราจารย์คลินิกเกียรตคิ ณุ นายแพทย์เพียรวิทย์ ตันติแพทยางกูร ทปี่ รึกษา
รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงอมุ าพร สุทัศนว์ รวฒุ ิ ประธาน
รองศาสตราจารยแ์ พทยห์ ญงิ สุนทรี รัตนชเู อก รองประธาน
ศาสตราจารย์นายแพทยพ์ ิภพ จริ ภิญโญ คณะทางาน
รองศาสตราจารยแ์ พทย์หญิงลัดดา เหมาะสวุ รรณ คณะทางาน
รองศาสตราจารย์นายแพทยส์ งั คม จงพพิ ฒั นว์ ณชิ ย์ คณะทางาน
รองศาสตราจารยน์ ายแพทย์ชาญชัย พานทองวิริยะกุล คณะทางาน
รองศาสตราจารยแ์ พทยห์ ญิงนลนิ ี จงวิรยิ ะพันธ์ุ คณะทางาน
รองศาสตราจารยน์ ายแพทยส์ งวนศักดิ์ ฤกษศ์ ภุ ผล คณะทางาน
รองศาสตราจารยแ์ พทยห์ ญงิ นฤมล เด่นทรัพย์สุนทร คณะทางาน
นายแพทยไ์ พบลู ย์ เอกแสงศรี คณะทางาน
พันเอกเรอื งวทิ ย์ ตันติแพทยางกูร คณะทางาน
แพทยห์ ญงิ สภุ าพรรณ ตันตราชีวธร คณะทางาน
แพทย์หญงิ ศริ นิ ชุ ชมโท คณะทางาน
ผู้ช่วยศาสตราจารยแ์ พทยห์ ญิงมณรี ตั น์ ภูวนันท์ คณะทางาน
แพทยห์ ญงิ อรพร ดารงวงศศ์ ิริ คณะทางาน
แพทย์หญงิ ชนกานต์ กงั วานพรศิริ คณะทางาน
ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารยแ์ พทย์หญิงพัชราภา ทวกี ุล คณะทางานและเลขานุการ
แพทยห์ ญงิ อรวรรณ เอ่ียมโอภาส คณะทางานและเลขานกุ าร
3
คานา
แนวทางเวชปฏิบตั ิ การป้องกนั และรกั ษาโรคอว้ นในเดก็ พ.ศ. 2557 เล่มน้ี เปน็ ค่มู ือสาหรบั กมุ าร
แพทย์ แพทยเ์ วชปฏิบตั ทิ ่ัวไป บคุ ลากรด้านสุขภาพ และเจ้าหนา้ ท่ีสาธารณสขุ ในการปูองกนั และรกั ษาโรค
อว้ นในเด็ก โดยใช้ทรัพยากรทีม่ ีอยูอ่ ย่างมปี ระสิทธิภาพ และเพอ่ื เปน็ แนวทางทีส่ ามารถปฏบิ ัตไิ ด้จริง
โดยเฉพาะในระดับชมุ ชนกอ่ นการสง่ ตอ่ ผู้ปุวยเดก็ โรคอ้วนทีม่ ภี าวะแทรกซ้อนไปพบแพทยผ์ ูเ้ ชยี่ วชาญ แนวทาง
เวชปฏิบตั ินีไ้ ม่ใช่ข้อบงั คับของการปฏิบัติ ผู้ใช้สามารถปฏบิ ตั แิ ตกต่างจากข้อแนะนานไี้ ด้ในสถานการณท์ ี่
แตกตา่ ง หรือมีข้อจากดั ของสถานพยาบาลและทรัพยากร หรอื เหตุผลอื่นๆ โดยใช้วิจารณญาณซง่ึ เปน็ ท่ียอมรับ
บนพน้ื ฐานของหลกั วชิ าการและจรรยาบรรณ คู่มือนเี้ ป็นเพยี งแนวปฏบิ ตั ไิ ม่สามารถใช้อา้ งองิ ทางกฎหมายได้
แนวทางเวชปฏบิ ัตินจ้ี ดั ทาโดยกมุ ารแพทยผ์ เู้ ชย่ี วชาญอนุสาขากมุ ารเวชศาสตร์โภชนาการ โดยการ
สนบั สนุนของชมรมโภชนาการเด็กแห่งประเทศไทยและราชวทิ ยาลัยกมุ ารแพทยแ์ หง่ ประเทศไทย แนวทางเวช
ปฏิบตั นิ ี้อาจมีการเปล่ยี นแปลงในอนาคต หากมีข้อมูลทางวชิ าการใหมๆ่ มาสนับสนุน
คณะบรรณาธิการ
พ.ญ. สนุ ทรี รตั นชูเอก
พ.ญ. พชั ราภา ทวกี ุล
พ.ญ. อรวรรณ เอย่ี มโอภาส
พ.ญ. อุมาพร สุทศั นว์ รวฒุ ิ
4
คณุ ภาพหรอื นา้ หนกั ของหลักฐานท่นี ามาใชพ้ ิจารณา (Level of evidence)
ระดบั 1 หลักฐานที่ได้จากงานวจิ ัยท่ีเป็น randomized controlled trials หรือ systematic review ทด่ี ี
อยา่ งน้อย 1 งานวิจยั
ระดับ 2 หลักฐานที่ได้จากงานวิจัยที่เป็น non-randomized controlled trials, before and after
clinical trials, cohort studies, case-control studies หรอื descriptive, case report และ
case series
ระดับ 3 หลกั ฐานทเี่ ป็น expert opinion หรอื ฉนั ทามติ (consensus) ของคณะผเู้ ช่ยี วชาญ
ระดบั คาแนะนาสาหรบั การปฏบิ ตั ิ (Grade of recommendation)
ระดบั A แนวทางปฏิบัตนิ ี้ให้มกี ารนาไปใช้ (strongly recommended)
ระดบั B แนวทางปฏบิ ัตนิ ค้ี วรนาไปใช้ (recommended)
ระดบั C แนวทางปฏิบตั ินเ้ี ป็นทางเลือกหนงึ่ ในการนาไปใช้ (optional)
ระดบั D แนวทางปฎิบตั นิ ไ้ี ม่แนะนาให้นาไปใช้ในกรณีทั่วไป (NOT recommended in normal
situation)
ระดับ E แนวทางปฏิบตั ินีไ้ ม่แนะนาให้นาไปใช้ (NOT recommended in all situations)
5
คายอ่
ALT alanine aminotransferase
BMI body mass index
BP blood pressure
BG blood glucose
FBG fasting blood glucose
GERD gastro-esophageal reflux disease
HDL-C high-density lipoprotein cholesterol
LDL-C low-density lipoprotein cholesterol
NAFLD non-alcoholic fatty liver disease
OGTT oral glucose tolerance test
OSA obstructive sleep apnea
PCOS polycystic ovarian syndrome
SD standard deviation
WH weight-for-height
6
สารบัญ หน้า
1. ปญั หาโรคอ้วนในเด็ก 8
1.1 สถานการณ์ 8
1.2 สาเหตขุ องโรคอ้วนในเด็ก 8
1.3 ผลเสียของโรคอ้วนในเด็ก
10
2. การวินจิ ฉยั โรคอว้ นในเดก็ 11
2.1 หลักเกณฑก์ ารวินิจฉยั 12
2.2 การประเมินความรนุ แรง
2.3 โรค/กลมุ่ อาการท่ีมีภาวะอ้วนร่วมด้วย 13
14
3. แนวทางการดูแลรกั ษาโรคอ้วนในเด็ก 15
3.1 แผนภมู แิ นวทางดแู ลรักษาโรคอว้ น 16
3.2 การตรวจเพ่อื หาภาวะแทรกซ้อน
3.3 เปาู หมายในการดูแลรกั ษา 19
4. แนวทางการปูองกนั โรคอว้ นในเด็ก 24
เอกสารอา้ งอิง 34
ภาคผนวก
ภาคผนวกท่ี 1 เกณฑ์อ้างอิงนา้ หนกั ตามเกณฑ์สว่ นสงู สว่ นสูงตามเกณฑ์อายุ
และค่าดชั นีมวลกายของเด็ก จาแนกตามเพศและอายุ
ภาคผนวกที่ 2 ค่าความดันเลอื ด systolic และ diastolic ทเ่ี ปอรเ์ ซน็ ไทล์ที่ 95
จาแนกตามเพศ อายุและเปอร์เซน็ ไทล์ส่วนสูง
7
แนวทางเวชปฏบิ ตั ิ
การปอ้ งกนั และรกั ษาโรคอว้ นในเดก็ พ.ศ. 2557
1. ปัญหาโรคอว้ นในเด็ก
1.1 สถานการณ์
การเปล่ยี นแปลงทางเศรษฐกิจและสงั คมในประเทศตา่ งๆ ท่วั โลก มผี ลให้การดาเนินชวี ิตในเรอ่ื งการบรโิ ภคอาหาร
มากเกินความตอ้ งการ และกจิ กรรมการเคล่อื นไหวร่างกายลดลง นาไปสูก่ ารเกิดโรคอว้ น (obesity) และโรคเรื้อรังที่ไม่ติดตอ่
ตา่ งๆ ท้ังในเดก็ และผใู้ หญ่ ซึง่ มีอัตราเพม่ิ ขน้ึ อยา่ งรวดเร็ว พ.ศ. 2540 องค์การอนามัยโลกไดป้ ระกาศวา่ “โรคอ้วนเปน็ โรคไม่
ติดตอ่ เรื้อรังทร่ี ะบาดในหลายประเทศทั่วโลก” ผู้ใหญ่จานวนมากกวา่ ครึง่ หนง่ึ มีนา้ หนักเกนิ และเปน็ โรคอว้ น(1) สถานการณโ์ รค
อ้วนในประเทศไทยจากการสารวจสถานะสขุ ภาพประชากรไทย 2 คร้ังใน พ .ศ. 2534 และ พ .ศ. 2539-2540 โดยใช้เกณฑ์
อา้ งอิงของกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสขุ ปี พ .ศ. 2530 พบวา่ จานวนเด็กปฐมวยั (อายนุ ้อยกวา่ 5 ป)ี ที่
อว้ นมีเพิ่มข้นึ ประมาณ 3 เท่า(2) การสารวจสขุ ภาพและพฒั นาการของเดก็ ไทย พ.ศ. 2539-2540 โดยใช้เกณฑ์อ้างองิ ของกอง
โภชนาการปี พ.ศ. 2542 พบความชกุ ของโรคอว้ นในเด็กปฐมวัย (อายุ 2 ปี จนถึงน้อยกว่า 6 ป)ี เท่ากับในเด็กวัยเรียน (อายุ 6
ปี จนถึงนอ้ ยกวา่ 13 ปี) คือ ร้อยละ 5.8(3) การสารวจพฒั นาการของเด็กไทยท่วั ประเทศในปพี .ศ. 2544 พบว่าความชกุ ของโรค
อว้ นในเด็กปฐมวยั และเด็กวยั เรยี น เพ่มิ ขน้ึ เป็นร้อยละ 7.9 และ 6.7 ตามลาดับ(4) สถานการณป์ จั จุบันจากการสารวจสุขภาพ
ประชาชนไทยคร้งั ท่ี 4 พ.ศ. 2551-2552 พบว่าภาวะนา้ หนกั เกินและอ้วนในเดก็ มคี วามชุกเพม่ิ ข้นึ โดยเดก็ อายุ 1-5 ปี เท่ากบั
ร้อยละ 8.5 เดก็ อายุ 6-11 ปีเทา่ กบั รอ้ ยละ 8.7 และในเดก็ อายุ 12-14 ปี เทา่ กับร้อยละ 11.9 ซงึ่ มคี วามชุกสงู ท่สี ุดในทกุ กลุม่
อายุ เด็ก ในกทม.มีความชกุ ของภาวะนา้ หนกั เกินและอ้วนสูงท่สี ดุ เมือ่ จาแนกตามภาค และพบวา่ เด็กในเขตเทศบาลมีความชุก
ของปัญหาดังกล่าวมากกว่านอกเขตเทศบาล 1.6-1.8 เทา่ (5)
สาเหตุของโรคอ้วนในเดก็
โรคอว้ นเป็นผลลพั ธจ์ ากการมปี ฏิสมั พนั ธ์ท่ซี ับซ้อนระหวา่ งกรรมพันธุแ์ ละส่ิงแวดล้อม โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ การ
เปล่ยี นแปลงของเศรษฐกิจและสังคม ซงึ่ มผี ลต่อ การบรโิ ภคและการเคล่อื นไหวร่างกาย ปจั จุบนั มกี ารค้นพบยนี หลายกลุม่ ท่ี
เก่ียวขอ้ งกับโรคอว้ น(6) สง่ิ แวดลอ้ มที่ส่งเสรมิ ให้เกิดโรคอ้วน (obesogenic environment ) ได้แก่ ภาวะโภชนาการเกินของ
พอ่ แม่(7,8) การเปล่ยี นแปลงภาวะโภชนาการของทารกหลังเกดิ (9) การไม่ไดก้ ินนมแม่และกนิ นมผงตัง้ แต่หลงั เกิด(10) การศกึ ษา
ของพ่อแม่และเศรษฐานะของครอบครัว(8,11) วธิ ีการเล้ยี งดทู ่สี ง่ เสริมใหเ้ ดก็ มีพฤตกิ รรมการกินที่ไมม่ ขี อบเขตหรือข้อจากัด ทา
ให้เด็กกินทัง้ ขา้ ว นม ขนมขบเค้ยี ว และเครื่องดมื่ ในปรมิ าณมาก การอยอู่ าศยั ใกล้รา้ นสะดวกซื้อ (12) การมวี ิถีชวี ิตที่
สะดวกสบายขน้ึ และการขาดการเคลื่อนไหวร่างกาย (8,13) เดก็ ไทยใช้เวลาดูโทรทัศน์นานถงึ หนึ่งในหา้ ของเวลาวา่ ง(4) ทาให้มี
การใช้พลังงานลดน้อยลง สง่ ผลใหเ้ กิดความไมส่ มดุลระหวา่ งพลังงานท่ีไดร้ ับจากการกนิ และพลงั งานท่ีรา่ งกายใชไ้ ป
1.3 ผลเสียของโรคอ้วนในเดก็
หากเด็กโรคอว้ นไมไ่ ดร้ ับการดแู ลอย่างเหมาะสม จะมผี ลกระทบตอ่ สขุ ภาพทงั้ ในระยะสัน้ และระยะยาว คณุ ภาพชีวติ
ดอ้ ยลง และสูญเสียค่าใชจ้ ่ายในการดูแลรกั ษา ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกจิ ของชาตใิ นอนาคต ปัญหาสุขภาพดงั กล่าว ได้แก่
ระบบกระดกู และข้อ เกิดจากน้าหนักตวั กดลงบนกระดูกขอ้ เข่าและข้อเทา้ ทาอันตรายตอ่ แผ่นเย่อื เจรญิ กระดกู เขา่ ดา้ น
ใน (proximal medial tibial growth plate) ทาใหเ้ กดิ ขาโก่ง (Blount disease) สาหรบั วยั รุ่นโรคอ้วนมักมีตน้ ขาใหญ่
8
ทาใหเ้ กิดโรคหวั กระดูกสะโพกเล่ือน (slipped capital femoral epiphysis) ขาฉง่ิ (knock knee) และเกิดกระดกู หักได้
เวลาลม้ (14)
ระบบหัวใจและหลอดเลอื ด เด็กโรคอ้วนมักมีความดนั เลือดสงู โดยเฉพาะเด็กท่มี ีนา้ หนกั แรกเกิดนอ้ ย(15) และความดัน
เลอื ดสงู สมั พันธก์ ับมวลไขมันอยา่ งมนี ัยสาคัญ โดยทไ่ี ม่มีอาการ อาจพบการทางานของหลอดเลอื ดผดิ ปกติ หลอดเลือด
แดงมีผนงั หนาและอุดตนั (16) กลา้ มเน้อื หัวใจทางานผดิ ปกตแิ ละเกดิ โรคหวั ใจขาดเลอื ด(17) เด็กทเ่ี ป็นโรคอว้ นรนุ แรงอาจ
พบความดนั หลอดเลือดในปอดสงู และหวั ใจซีกขวาลม้ เหลว (cor pulmonale) เกดิ อันตรายรุนแรงหรอื เสียชวี ติ ได้
ระบบทางเดินหายใจ เด็กโรคอ้วนมไี ขมันสะสมในรา่ งกายสูง และการทางานในการ หายใจเพ่ิมขึน้ ทาให้มีสมรรถภาพ
ปอดลดลง(18) อาจมปี ญั หาของการหยดุ หายใจขณะหลับ จากภาวะทางเดินหายใจอุดก้นั (obstructive sleep apnea,
OSA) โดยมักมีอาการนอนกรนเสียงดงั และมีอาการหยุดหายใจ ผวาตน่ื ฝันร้าย หรือปสั สาวะรดท่ีนอนเวลากลางคืน
ปวดศีรษะและง่วงนอนเวลากลางวนั รวมท้งั ผลการเรยี นตกตา่ ถา้ มีการวัดระดบั ความอม่ิ ตวั ของออกซิเจนในเลอื ดจะ
พบว่าตา่ กว่าร้อยละ 90 ตงั้ แต่ 3 ชว่ งเวลาของการนอนหลบั อย่างนอ้ ย 6 ชม.ขึน้ ไป ในโรคอว้ นที่รุนแรงอาจพบการหายใจ
ไม่พอ มีภาวะคาร์บอนไดออกไซดค์ ่งั และขาดออกซิเจน เรยี กกลมุ่ อาการน้วี ่า Pickwickian syndrome ซึ่งหากไมไ่ ด้รับ
การแกไ้ ข จะเกิดความดนั หลอดเลอื ดในปอดสูง(19,20)
ระบบทางเดนิ อาหารและโรคตับ อาจพบปญั หากรดไหลยอ้ น (gastroesophageal reflux disease, GERD) โรคนว่ิ ใน
ถุงน้าดี ภาวะไขมันสะสมทต่ี ับ (non-alcoholic fatty liver disease, NAFLD)(21) ซ่ึงสัมพันธ์กบั กลุ่มอาการเมตาบอลกิ
และระดบั อินซลู ินในเลอื ดสงู และยังเปน็ ปจั จัยเส่ียงของโรคตบั แขง็ และมะเร็งตับ(22)
ระบบต่อมไร้ท่อ และเมตาบอลิซึม พบระดับอินซลู นิ ในเลอื ดสูง เกิดภาวะตอ่ ตา้ นอินซูลนิ (insulin resistance) โดยพบ
มากขึ้นตามความรนุ แรงของโรคอว้ น และนาไปสู่โรคเบาหวานชนดิ ที่ 2 ในเด็กและวยั รุน่ มากขนึ้ (23) อาจพบระดบั ไขมนั ใน
เลอื ดผิดปกติ เด็กโรคอ้วนส่วนใหญม่ ีสว่ นสูงมากกว่า แตเ่ ขา้ สวู่ ยั รุ่นเร็วกวา่ เด็กวยั เดยี วกนั จงึ ทาใหส้ ว่ นสูงในวัยผู้ใหญไ่ ม่
สูงกว่าศักยภาพทางกรรมพันธ์ุ ในวยั ร่นุ หญงิ ทอ่ี ว้ นอาจพบภาวะ polycystic ovary syndrome (PCOS) ซึ่ง
ประกอบด้วยอาการประจาเดือนขาดหรอื มาผดิ ปกติ มสี วิ ขนดก เสยี งหา้ ว ผใู้ หญโ่ รคอว้ นมคี วามเส่ยี งตอ่ การเกดิ เน้ือ
งอกในมดลกู (24)และมะเรง็ รังไข(่ 25)
กลุ่มอาการเมตาบอลิก (metabolic syndrome) เป็นกลุ่มอาการทเ่ี ปน็ ปัจจยั เสี่ยงตอ่ การเกิดโรคหวั ใจและหลอดเลอื ด
และโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เกณฑ์การวนิ ิจฉัยกลุ่มอาการเมตาบอลกิ ของสมาพนั ธเ์ บาหวานนานาชาติ (International
Diabetes Federation, IDF) ในเดก็ อายุ 10 ปขี นึ้ ไป ใชเ้ ส้นรอบเอวรว่ มกบั เกณฑ์อื่นอกี 2 ข้อขนึ้ ไป (ตารางท่ี 1) (26)
9
ตารางที่1 เกณฑก์ ารวินิจฉยั กลุ่มอาการเมตาบอลิกในเดก็
อายุ เสน้ รอบเอว ไตรกลเี ซอไรด์ HDL-C ความดนั เลอื ด FBG
(มก./ดล.)
(ป)ี (มก./ ดล.) (มก./ดล.) (มม.ปรอท) > 100 หรอื เป็น
โรคเบาหวาน ชนิดท่ี 2
10-16 > เปอรเ์ ซ็นไทลท์ ่ี 90 ตาม > 150 < 40 > 130/ 85
> 100 หรือเป็น
อายุและเพศหรอื มากเกิน โรคเบาหวาน ชนิดท่ี 2
เกณฑอ์ ้วนลงพงุ ของผู้ใหญ่
>16 หญงิ > 80 ซม. > 150 ชาย < 40 > 130/ 85
ชาย > 90 ซม. หญิง < 50
HDL-C, high-density lipoprotein cholesterol; FBG, fasting blood glucose
ความผดิ ปกตทิ างผวิ หนัง มักพบ acanthosis nigricans คอื ผิวหนังมลี กั ษณะเป็นผื่นสีนา้ ตาลดานนู หนา ไมค่ ัน พบท่ี
บรเิ วณลาคอ รกั แร้ ข้อพับ และขาหนีบ ท้งั 2 ขา้ ง ซึ่งพบร่วมกบั โรคเบาหวานชนดิ ที่ 2 เกิดจากการกระตุ้น insulin-like
growth factor receptor ทีผ่ วิ หนัง และกระตุ้นการทางานของ keratinocyte พบในคนผวิ ดามากกว่าคนผิวขาว(27) อาจ
พบรอยแตก (striae) ในโรคอว้ นทีร่ นุ แรงและมีนา้ หนกั เพ่มิ ขนึ้ เร็ว อาจพบลักษณะผ่นื แดงบรเิ วณข้อพับ (intertrigo) เกิด
จากการเสยี ดสี และความอบั ช้ืน มกั พบการติดเชอ้ื ราแทรกซอ้ น และติดเช้อื แบคทีเรยี ในบริเวณทม่ี ขี น(28)
ด้านจิตใจและสังคม พบวา่ เด็กอ้วนมกี ารขาดความภาคภมู ใิ จในตนเอง มองวา่ ตนเองไมเ่ กง่ ไมม่ คี วามสามารถ ทาให้มีผล
ตอ่ อารมณ์ การพัฒนาความคดิ ความรสู้ ึกมคี ุณค่าในตนเอง และภาพลกั ษณ์ต่อร่างกายของวัยรนุ่ เกดิ ปัญหาในการเขา้
สังคม รู้สกึ โดดเดี่ยว เหงา ซึมเศรา้ วิตกกงั วล มอี าการแสดงทางร่างกาย เดก็ มกั ใชก้ ารกนิ เพือ่ ระบายความอึดอดั คบั ข้อง
ใจ(29)
ความเสยี่ งต่อการเติบโตเปน็ ผ้ใู หญ่โรคอ้วน การศึกษาในเด็กไทยพบว่า เด็กวัยเรยี นท่อี ว้ นมโี อกาสเส่ยี งตอ่ การเปน็ วยั รุ่น
ท่ีอ้วน 3.1-12.5 เทา่ (30) ในระดับมธั ยมศกึ ษาพบว่าเดก็ ชายและหญิงทอ่ี ว้ นเสยี่ งตอ่ การเป็นโรคอ้วนหลังจบการศึกษา 1.4
และ 4.6 เทา่ (31) เดก็ อว้ นมีโอกาสเสย่ี งท่ีจะกลายเป็นวยั รุน่ ทอ่ี ้วนถึง 8.2 และ 20 เทา่ ในเด็กชายและหญงิ ตามลาดับ(32)
เดก็ โรคอว้ นเมือ่ เติบโตขึน้ จะมีความเส่ียงต่อการเปน็ โรคอว้ นในผใู้ หญ(่ 33) การศึกษาทต่ี ิดตามเดก็ โรคอว้ นในระยะยาว
พบว่า ร้อยละ 69 ของเดก็ อายุ 6-9 ปี และรอ้ ยละ 83 ของวัยรุ่นอายุ 10-14 ปี จะกลายเป็นผู้ใหญโ่ รคอ้วนตอ่ ไป(34)
ความเสี่ยงต่อการเกดิ โรคมะเรง็ พบวา่ โรคอว้ นในผ้ใู หญม่ ีความสมั พนั ธก์ บั การเกดิ โรคมะเร็งหลายตาแหน่ง ได้แก่ มะเร็ง
หลอดอาหาร ต่อมไทรอยด์ ไต ผิวหนัง ลาไส้และไส้ตรงในเพศชาย มะเรง็ เย่อื บุโพรงมดลกู หลอดอาหาร ถงุ น้าดี ไต ตบั
อ่อน ตอ่ มไทรอยด์ มะเร็งเต้านมในวยั หลงั หมดประจาเดอื น และมะเร็งลาไสใ้ นเพศหญงิ (24) นอกจากนย้ี งั พบวา่ ผ้ใู หญ่โรค
อว้ นมีอัตราตายจากโรคมะเร็งมากกวา่ คนนา้ หนกั ตัวปกติอกี ดว้ ย(35)
2. การวินจิ ฉัยโรคอ้วนในเดก็
2.1 หลักเกณฑ์การวินิจฉัย
โรคอว้ น (obesity) เปน็ ภาวะทม่ี ีไขมนั สะสมในร่างกายมากกวา่ ปกติจนเกดิ ผลเสียต่อสขุ ภาพ โดยมีหลักเกณฑก์ าร
วนิ จิ ฉัยทางเวชปฏิบตั ิตามคาแนะนาขององค์การอนามยั โลก (3 A)(1) (ตารางท่ี 2) ดงั นี้
10
1. น้าหนักตัวของเดก็ สูงกว่าค่ามัธยฐานของนา้ หนกั ตามเกณฑส์ ว่ นสงู ของเดก็ (median of weight-for-height)
เกิน 3 เทา่ ของคา่ เบีย่ งเบนมาตรฐาน (standard deviation, SD) โดยใชเ้ กณฑ์อ้างอิงของกระทรวงสาธารณสุข(36)
(ภาคผนวกท่ี 1)
2. ดชั นีมวลกาย (body mass index, BMI) สงู กว่าค่ามธั ยฐานมากกว่าหรอื เท่ากบั 2 เทา่ ของ SD โดยใช้เกณฑ์
อ้างอิงขององค์การอนามยั โลก(37) (ภาคผนวกที่ 1) คานวณคา่ ดชั นมี วลกาย ดงั น้ี
BMI = น้าหนกั ตัว (กโิ ลกรัม)
ส่วนสงู (เมตร)2
ภาวะนา้ หนกั เกิน หรอื เร่ิมอว้ น (overweight) เป็นภาวะทีม่ ีความผิดปกตนิ อ้ ยกว่าเกณฑ์โรคอ้วน โดยมีหลกั เกณฑ์
การวินิจฉัยทางเวชปฏบิ ตั ติ ามคาแนะนาขององค์การอนามยั โลก (3 A)(1) ดังนี้
1. น้าหนักตวั ของเด็กสงู กว่าคา่ มัธยฐานของน้าหนกั ตามเกณฑส์ ่วนสงู ของเดก็ (median of weight-for-height)
เกนิ 2 เทา่ จนถงึ 3 เทา่ ของคา่ เบ่ียงเบนมาตรฐาน (standard deviation, SD) โดยใช้เกณฑ์อา้ งองิ ของกระทรวงสาธารณสุข
(36) (ภาคผนวกที่ 1)
2. ดชั นมี วลกาย (body mass index, BMI) สงู กว่าค่ามัธยฐานมากกว่าหรอื เท่ากับ 1 เทา่ แตน่ อ้ ยกวา่ 2 เทา่ ของ
ของ SD โดยใช้เกณฑอ์ า้ งอิงขององค์การอนามัยโลก(37) (ภาคผนวกท่ี 1)
ตารางท่ี 2 เกณฑก์ ารวินิจฉยั โรคอ้วนและภาวะน้าหนกั เกิน
เกณฑ์วินิจฉยั ปกติ น้าหนกั เกนิ หรอื เร่มิ อว้ น โรคอว้ น
> median + 2 SD และ > median + 3 SD
น้าหนกั ตามเกณฑ์สว่ นสูง > median -2 SD และ < median + 3 SD
> median + 1 SD และ > median + 2 SD
< median + 2 SD < median + 2 SD
ดัชนีมวลกาย > median -1 SD และ
< median + 1 SD
2.2 การประเมินความรนุ แรง (3 B)
การแบ่งความรนุ แรงของโรคอว้ นในเวชปฏบิ ัติ ใชค้ ่าร้อยละของน้าหนกั อ้างองิ ตามเกณฑส์ ่วนสูง (% weight-for-
height, % WH) (ตารางที่ 3)
ตารางท่ี 3 เกณฑ์การแบง่ ความรนุ แรงของโรคอว้ นในเดก็
ระดบั ความรนุ แรง > 110 – 120 > 120 – 140 > 140 – 160 > 160 – 200 > 200
ตาม % WH*
เกณฑ์เดิม น้าหนกั เกนิ อว้ นเลก็ นอ้ ย อ้วนปานกลาง อว้ นมาก อว้ นรนุ แรง
(overweight) (mild obesity) (moderate (severe obesity) (morbid obesity)
obesity)
แนวทางเวชปฏบิ ตั ปิ จั จุบนั ** เริ่มอ้วน โรคอว้ น โรคอ้วนรุนแรง
(overweight)
(obesity) (morbid obesity)
* % WH = นา้ หนักตวั (กโิ ลกรัม) x 100
นา้ หนักอ้างอิงตามเกณฑ์ส่วนสงู จาแนกตามเพศ และเชือ้ ชาติ
11
** จากการเปรยี บเทียบกับเกณฑอ์ า้ งอิงการเจริญเตบิ โตของเดก็ ไทย กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2542 พบว่า เด็กท่ไี ด้รับการ
วินจิ ฉยั ว่าเปน็ “โรคอ้วน” คือ น้าหนกั ตามเกณฑ์สว่ นสูงมากกวา่ ค่ามัธยฐานเกิน +3 SD จะมนี า้ หนักคิดเป็นรอ้ ยละ 135-153
ของคา่ มธั ยฐาน และเดก็ ท่ีไดร้ ับการวินิจฉัย “ภาวะน้าหนักเกนิ ” คอื นา้ หนกั ตามเกณฑ์สว่ นสูงมากกวา่ ค่ามัธยฐานเกนิ +2 SD
จนถึง +3 SD จะมนี า้ หนักคดิ เป็นรอ้ ยละ 122-135 ของคา่ มัธยฐาน ดังนน้ั ถ้าใชเ้ กณฑว์ นิ ิจฉยั ว่าอ้วนเมื่อน้าหนักตามเกณฑ์
ส่วนสูงมากกว่าร้อยละ 120 ของค่ามัธยฐาน จะทาให้วินิจฉยั เด็กโรคอว้ นเกนิ ความเปน็ จริง (overdiagnosis) ทางชมรม
โภชนาการเดก็ แหง่ ประเทศไทยเหน็ สมควรใชเ้ กณฑ์ %WH > 140 และเกณฑ์ %WH > 200 เป็นเกณฑว์ ินิจฉัยโรคอ้วน และ
โรคอ้วนรุนแรง ซงึ่ ควรตรวจหาภาวะแทรกซอ้ นทอี่ าจพบร่วมด้วย
2.3 โรค/กลมุ่ อาการทมี่ ีภาวะอ้วนร่วมดว้ ย
เด็กโรคอว้ นท่มี สี ่วนสูงตามเกณฑอ์ ายตุ า่ กวา่ ค่ามธั ยฐาน (เปอรเ์ ซน็ ไทล์ท่ี 50) หรอื มอี ัตราการเพ่มิ ของส่วนสูงนอ้ ย
กวา่ ปกติ จาเปน็ ต้องสง่ ตรวจเพอื่ วินจิ ฉัยแยกโรคทีม่ ีภาวะอว้ นร่วมด้วย เชน่ โรค /กล่มุ อาการทางพนั ธุกรรม และโรคของระบบ
ตอ่ มไรท้ ่อ (3 A)(38)(ตารางท่ี 4)
ตารางที่ 4 โรค/กลุม่ อาการทางพันธุกรรมและโรคของระบบตอ่ มไร้ทอ่ ทมี่ ีภาวะอ้วนรว่ มด้วย(38,39)
กลมุ่ อาการ อาการและอาการแสดง
โรค/กล่มุ อาการทางพันธกุ รรม
Prader-Willi syndrome ลักษณะหน้าตาผิดปกติ มือเท้าขนาดเล็ก hypogonadism สติปญั ญาและ
พฒั นาการชา้ มปี ัญหาการกิน เลีย้ งไมโ่ ต และ hypotonia ในวยั ทารก
Laurence–Moon-Biedl Truncal obesity สตปิ ัญญาและพัฒนาการช้า น้วิ ผิดปกติ (syndactyly หรือ
syndrome polydactyly), nephropathy, retinopathy, hypogenitalism
Bardet-Biedl syndrome จอประสาทตาเสอ่ื ม นว้ิ ผดิ ปกติ (syndactyly หรอื polydactyly), สตปิ ญั ญา
ชา้
Alström syndrome จอประสาทตาเสื่อม หูหนวก เบาหวาน hypogonadism
โรคของระบบตอ่ มไร้ท่อ
Cushing’s syndrome Truncal obesity, hirsutism, moon facies, buffalo hump, violaceous
striae, ความดนั โลหติ สูง เบาหวาน
Hypothyroidism ตวั เต้ีย ผิวแห้งหยาบ ผมหยาบ ซมึ เสียงแหบ เบื่ออาหาร ล้นิ ใหญ่ ไม่แสดง
ความรูส้ กึ พัฒนาการทางเพศช้า
Growth hormone deficiency ตวั เต้ยี อว้ นน้อยถงึ ปานกลาง
Pseudohypoparathyroidism ตวั เตีย้ หน้ากลม มือเทา้ ส้ัน ต้อกระจก ผิวแหง้ หยาบ เล็บและผมแตกหักงา่ ย
สติปัญญาและพัฒนาการช้า hypocalcemia, hyperphosphatemia,
subcutaneous calcification
Hypothalamic dysfunction ปวดศีรษะ ตามัว เบาจืด ชัก papilledema, hypothyroidism, adrenal
insufficiency, temperature dysregulation, coma
3. แนวทางการดูแลรักษาโรคอ้วนในเดก็
12
แผนภมู ิแนวทางเวชปฏบิ ตั ิการป้องก
โดย ชมรมโภชนาการเด็กแหง่ ประเทศไทยแ
น้าหนกั ตามเกณฑ์ส
สงู เทา่ กบั หรอื มากกว่า P 50 (อว้ นสูง) เปรียบเทียบส
(P 50) ของเก
ภาวะนา้ หนกั เกนิ โรคอว้ น (WH >
(WH > + 2 SD ถงึ < + 3 SD)
อายุ < 7 ปี
แนะนาการให้อาหารตามวัย
ติดตามน้าหนกั -ส่วนสงู ทุก 3-6 เดือน มีภาวะแทรกซอ้ น* หรอื ใช่ ไม
อว้ นรุนแรง พิจารณาเจาะเลอื ดส
ไมใ่ ช่ v
ตามความเหม
แนะนาโภชนบัญญตั ิ ควบคุมน้าหนัก ผลป
ติดตามนา้ หนัก-ส่วนสงู ทกุ 2-6 เดือน
ปรึกษากมุ ารแพทยเ์ พอ่ื ควบคมุ อาห
แนะนาเพม่ิ กจิ กรรมทาง
ติดตามน้าหนักและสว่ นสูงทกุ
+ ส่งปรึกษาแพทย์เฉพา
ภาวะแทรกซ้อน* ไดแ้ ก่ ความดนั เลอื ดสูง โรคของกระดกู และข้อ ภาวะ obstructive sleep a
กลุม่ เสีย่ ง**มปี ระวตั ิครอบครวั เป็นโรคไขมนั ในเลอื ดผดิ ปกติ หรอื โรคหัวใจและหลอดเลือดก่อน
จากมารดาท่ีมภี าวะเบาหวานขณะตง้ั ครรภ์
เจาะเลือดส่งตรวจ***หาระดับ lipid profile, fasting blood glucose และ alanine amino
กันและรกั ษาโรคอว้ นในเด็ก พ.ศ. 2557
และราชวทิ ยาลยั กุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
สว่ นสงู (WH) มากกวา่ + 2 SD
ส่วนสูงกับสว่ นสงู มัธยฐาน สงู น้อยกวา่ P 50 (อว้ นไม่สงู )/ อัตราการเพิ่มของสว่ นสูงลดลง
กณฑอ์ า้ งอิงฯ พ.ศ. 2542
แนะนาให้ตรวจหาสาเหตุ
+3 SD) โรคทางพนั ธกุ รรมและระบบตอ่ มไร้ทอ่
อายุ > 7 ปี
มีภาวะแทรกซอ้ น* หรือกลุ่มเสี่ยง**
มใ่ ช่ หรอื อว้ นรนุ แรง ใช่
สง่ ตรวจ***
มาะสม เจาะเลอื ดสง่ ตรวจ***
ปกติ ผลผดิ ปกติ
หาร ลดนา้ หนกั ปรกึ ษากุมารแพทยเ์ พอ่ื ควบคุมอาหาร เปูาหมายลดนา้ หนัก 5-10
งกาย % ของน้าหนกั ขณะน้นั เพม่ิ การออกกาลังกาย ให้การดูแล
2-6 เดอื น เบ้ืองตน้ ติดตามนา้ หนักและส่วนสูงทกุ 2-6 เดอื น
าะทาง + ส่งปรึกษาแพทยเ์ ฉพาะทาง
apnea (OSA) อาการของภาวะตอ่ ตา้ นอนิ ซลู ิน เปน็ ตน้
นอายุ 55 ปีในผชู้ ายและกอ่ นอายุ 65 ปใี นผหู้ ญิง หรือเบาหวาน หรอื เดก็ ทเี่ กิด
otransferase (ALT) 13
เนอื่ งจากโรคอ้วนมีสาเหตุจากหลายปจั จัยทสี่ ัมพันธ์กนั ดงั น้นั การรกั ษาจาเปน็ ต้องอาศยั วิธกี ารตา่ งๆ เพอื่ ให้ได้
ผลลัพธ์ทดี่ แี ละมีประสิทธิภาพ นอกจากน้นั ควรใหก้ ารดแู ลรกั ษาโรคอว้ นตั้งแต่เรมิ่ แรก เพอื่ ลดความรุนแรงของโรคอว้ นและ
ภาวะแทรกซอ้ นต่างๆ ที่อาจตามมา
3.1 แผนภูมิแนวทางดูแลรักษาเดก็ โรคอว้ น
การดแู ลรกั ษาเดก็ โรคอ้วนตามแผนภูมิแนวทางดแู ลรกั ษาเดก็ โรคอว้ น สาหรับแพทยเ์ วชปฏิบัตทิ ่วั ไปและกุมารแพทย์
ใชเ้ ป็นแนวทางในการดูแลเด็กทีม่ ีภาวะนา้ หนกั เกินและโรคอ้วนเบ้อื งตน้ เพอื่ ใหเ้ ด็กมีการเจรญิ เตบิ โตปกติ ความรนุ แรงของโรค
และภาวะแทรกซอ้ นลดลง กอ่ นการสง่ ตอ่ แพทย์เฉพาะทางหากมภี าวะแทรกซ้อนทรี่ นุ แรง เชน่ OSA, DM เป็นตน้
3.2 การตรวจเพื่อหาภาวะแทรกซ้อน
แนะนาใหต้ รวจเลอื ดในเดก็ โรคอว้ นอายุ 7 ปี ขนึ้ ไปทม่ี ีภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ความดนั เลือดสูง โรคของกระดูกและ
ขอ้ ภาวะ OSA อาการของภาวะตอ่ ต้านอินซูลนิ เป็นต้น หรอื เปน็ กลมุ่ เสยี่ งต่อภาวะไขมนั ในเลือดผดิ ปกตแิ ละเบาหวาน คือ มี
ประวัติครอบครวั เปน็ โรคไขมนั ในเลือดผดิ ปกติ หรอื โรคหวั ใจและหลอดเลือดกอ่ นอายุ 55 ปี ในผชู้ าย และก่อนอายุ 65 ปี ใน
ผู้หญงิ (40) มพี นี่ อ้ ง บดิ า มารดา ปูุ ยา่ ตา หรือยายเปน็ เบาหวาน หรือเดก็ ทเ่ี กิดจากมารดาทม่ี ีภาวะเบาหวานขณะต้งั ครรภ(์41)
หรืออว้ นรนุ แรง (morbid obesity) (3 A) โดยใหง้ ดอาหาร 10-12 ช่วั โมงและสง่ ตรวจระดบั ไขมัน เอนไซม์ alanine
aminotransferase (ALT หรือ serum glutamic pyruvic transaminase, SGPT) และระดับน้าตาลหลงั งดอาหาร (FBG)(38)
สว่ นเด็กอายุ 7 ปขี ึ้นไปที่ไม่มภี าวะแทรกซอ้ น ไมเ่ ป็นกลุ่มเสยี่ ง หรอื ไม่ไดอ้ ว้ นรนุ แรง และในเด็กอายุน้อยกว่า 7 ปี ที่มี
ภาวะแทรกซ้อน หรืออว้ นรุนแรงพจิ ารณาตรวจเลอื ดตามความเหมาะสมในแตล่ ะราย (3 B)
การทา oral glucose tolerance test (OGTT) โดยการตรวจ FBG แลว้ ใหก้ นิ น้าตาลขนาด 1.75 กรัม/กก.ของ
น้าหนักอ้างอิงตามเกณฑส์ ว่ นสงู (ไม่เกนิ 75 กรมั ) กินภายใน 5 นาที แล้วเจาะนา้ ตาลในเลือดหลงั กินนา้ ตาลนาน 2 ชวั่ โมง นา
ผลเลอื ดทไ่ี ด้มาประเมนิ ความผดิ ปกตใิ นตารางที่ 5 การทา OGTT พิจารณาทาในกรณีทมี่ ีคา่ FBG มากกวา่ หรือเท่ากบั 100
มก./ดล.(3 A)(26)
กรณีสงสัยภาวะซมึ เศรา้ อาจประเมินเบ้ืองต้นโดยใช้แบบคัดกรองภาวะซมึ เศรา้ ในเด็ก (Children’s Depression
Inventory; CDI) ฉบับภาษาไทย(42) เพอื่ ประเมินความคดิ และความรู้สกึ ซมึ เศร้าของเดก็ เอง และพจิ ารณาส่งปรึกษาจิตแพทย์
ต่อไป
ตารางที่ 5 การตรวจเพื่อประเมินภาวะแทรกซ้อนของเดก็ โรคอ้วน
ภาวะแทรกซอ้ น เกณฑก์ ารวินจิ ฉัย
Prediabetes: Impaired fasting glucose
FBG > 100 mg/dL
Impaired glucose tolerance
Diabetes mellitus (DM) BG (OGTT at 2 hr) >140-199 mg/dL
Dyslipidemia: (fasting 12-14 hr) FBG > 126 mg/dL
BG (OGTT at 2 hr) > 200 mg/dL
Triglyceride > 150 mg/dL
LDL-C > 130 mg/dL
Total cholesterol > 200 mg/dL
HDL-C < 40 mg/dL
14
Hypertension คา่ ความดันเลอื ด > เปอร์เซน็ ไทลท์ ่ี 95 ตามเพศ อายุ และเปอรเ์ ซน็ ไทลส์ ่วนสงู (43)
(ภาคผนวกท่ี 2)
Non-alcoholic fatty ค่า alanine aminotransferase (ALT) สงู > 2 เทา่ ของค่าปกติ หรือการตรวจ
liver ultrasound ตับผดิ ปกติ
disease (NAFLD)
Obstructive sleep ประวตั ินอนกรนดัง หยุดหายใจ และหายใจลาบาก รว่ มกบั ค่า %O2 saturation ที่วดั
apnea (OSA) ขณะหลบั ลดตา่ กว่ารอ้ ยละ 90 อยา่ งนอ้ ย 3 ชว่ งเวลาของการนอนหลบั ตั้งแต่ 6 ชม.ขนึ้
ไป
FBG, fasting blood glucose; BG, blood glucose; OGTT, oral glucose tolerance test; LDL-C, low-density
lipoprotein cholesterol; HDL-C, high-density lipoprotein cholesterol
3.3 เปา้ หมายในการดแู ลรักษา
จากผลการศึกษาทผ่ี า่ นมาพบวา่ การควบคมุ อาหาร การเพ่มิ การเคลอ่ื นไหวร่างกาย การออกกาลังกาย และการปรบั
พฤตกิ รรมบนพื้นฐานของครอบครวั ท่ีมผี ปู้ กครองเปน็ แบบอยา่ งของการมีสุขนิสยั ทดี่ ี และชว่ ยสนบั สนุนในการดแู ลเด็กโรค
อว้ น เปน็ โปรแกรมการรกั ษาทไี่ ด้ผลจริงในการควบคุมน้าหนักระยะยาว (1 A)(38,44) ดีกว่าการรักษาด้วยการควบคุมอาหารหรอื
การออกกาลังกายอย่างเดยี ว
การกาหนดเปาู หมายเบ้อื งต้นในการดูแลรักษา 3 ดา้ น คอื
ดา้ นนา้ หนัก
การดแู ลน้าหนกั ตัวมีวตั ถปุ ระสงคเ์ พื่อควบคมุ นา้ หนกั ตัวให้คงเดิมหรือลดลงโดยมีส่วนสูงเพม่ิ ข้นึ ตามปกติ รักษามวล
กลา้ มเน้ือไม่ให้ลดลง และปอู งกันภาวะแทรกซอ้ น รวมทง้ั ปัญหาดา้ นจติ ใจ โดยแบ่งตามอายขุ องผูป้ วุ ยและความรนุ แรง
ของโรคอ้วน (3 A)(45) ดังนี้
เดก็ ทม่ี ีภาวะน้าหนกั เกิน หรือเดก็ โรคอ้วนอายุน้อยกว่า 7 ปี ทไี่ ม่ถึงเกณฑ์อว้ นรนุ แรงและไม่มภี าวะแทรกซอ้ น
ควรดูแลให้นา้ หนักตัวคงเดมิ โดยบริโภคอาหารตามความตอ้ งการของเด็กท่มี นี า้ หนักปกตติ ามเกณฑส์ ่วนสูง
และตดิ ตามการเจริญเติบโตด้านนา้ หนกั และส่วนสูงเป็นระยะ ทุก 2-6 เดอื น (3 B)(46)
เด็กโรคอ้วนอายุน้อยกว่า 7 ปี ทมี่ ีภาวะแทรกซอ้ น หรอื อ้วนรุนแรง และเดก็ โรคอว้ นอายุ 7 ปี ขน้ึ ไปทแ่ี มว้ า่ ไมม่ ี
ภาวะแทรกซ้อน ไมเ่ ปน็ กลมุ่ เสย่ี ง หรอื ไม่ถงึ เกณฑ์อว้ นรนุ แรง ควรควบคมุ อาหารและเพิม่ กจิ กรรมทางกายเพื่อ
ลดน้าหนกั และตดิ ตามการเจรญิ เตบิ โตดา้ นนา้ หนักและส่วนสงู เป็นระยะทุก 2-6 เดือน (3 B)(46)
เด็กโรคอ้วนอายุ 7 ปขี น้ึ ไปทีม่ ภี าวะแทรกซอ้ น เป็นกลุม่ เส่ยี ง อว้ นรนุ แรง หรอื มผี ลเจาะเลือดผดิ ปกติ ควร
ควบคุมอาหารและเพม่ิ กจิ กรรมทางกาย โดยพบว่าหากมีนา้ หนกั ตัวลดลง รอ้ ยละ 5-10 ของน้าหนกั เดิม จะ
สามารถลดความรนุ แรงของโรคอว้ นและภาวะแทรกซ้อนได้ (1 A)(47) ทงั้ นใี้ นเด็กทม่ี คี วามดันโลหิตสงู หรือ
เบาหวานควรลดนา้ หนกั ตามเปูาหมายดังกลา่ วภายใน 1 ปี หรือลดลงรวดเร็วกว่าน้นั หากมภี าวะแทรกซ้อนท่ี
รุนแรงมากขึ้น (3 A)(48) โดยลดพลังงานลง 500-1,000 กโิ ลแคลอรตี อ่ วัน จะทาใหน้ า้ หนกั ตัวลดลง 0.5-1
กิโลกรัมตอ่ สัปดาห์ ร่วมกับการเพม่ิ การเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจา ตดิ ตามการเจรญิ เตบิ โตดา้ นน้าหนักและ
ส่วนสูงเป็นระยะ ทุก 2-6 เดอื น (3 B) และอาจตอ้ งสง่ ปรึกษาแพทยเ์ ฉพาะทางกรณีมภี าวะแทรกซ้อน
ด้านพฤตกิ รรมสรา้ งเสรมิ สขุ ภาพ โดยการปรับเปลีย่ นพฤตกิ รรม มเี ปูาหมายอย่ทู ่ีการบริ โภคอาหารลดลงและเพิม่ การ
เคลอ่ื นไหวร่างกาย (1 A)(44) มีหลากหลายรปู แบบ ไดแ้ ก่ การสร้างพฤติกรรมใหม่ ปรับพฤตกิ รรมเดิมให้เหมาะสม และ
15
การกาจัดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยการให้ความร้เู พอื่ ให้เกดิ ความตระหนักอยากเปล่ยี นแปลง การฝึกให้เกิดความเคย
ชินและมปี ระพฤตติ อ่ เนอ่ื งเป็นเวลานานอย่างน้อย 6 เดอื น การทากลุ่มบาบัด การตรวจสอบตนเอง โดยบันทกึ การบรโิ ภค
อาหาร เพอ่ื ประเมินพฤติกรรมการบริโภคอาหาร (1 B)(49) การวางแผนและเรยี นร้วู ธิ ีการหลกี เลยี่ ง เพ่ือพฒั นาทกั ษะใน
การแก้ปญั หา (2 B)(50) การเสรมิ แรงดา้ นบวกสาหรับพฤตกิ รรมทีพ่ ึงประสงค์ การจัดส่งิ แวดล้อมในบา้ น (3 B)(51) และการ
ใหผ้ ู้ปกครองมีสว่ นร่วม มีความสาคัญมาก โดยผู้ปกครองเปน็ แบบอยา่ งทีด่ แี ละชว่ ยประคบั ประคองให้การรกั ษาประสบ
ความสาเรจ็ ได้ในเบอื้ งต้น และตอ่ เนื่องในระยะยาว (1 A)(52,53)
ด้านการดูแลรกั ษาภาวะแทรกซอ้ น จาเปน็ ตอ้ งสง่ ปรกึ ษาแพทย์ผเู้ ช่ียวชาญในสาขาท่ีเกี่ยวข้องกับภาวะแทรกซ้อนทพ่ี บ
ไดแ้ ก่ ศัลยกรรมกระดูกและขอ้ เวชศาสตร์ฟนื้ ฟู ระบบหวั ใจและหลอดเลอื ด ระบบทางเดินหายใจ และจิตวทิ ยา เปน็ การ
รักษาแบบสหวชิ าชีพ (multi-disciplinary) ในบางรายแพทย์ผู้เชีย่ วชาญจาเป็นต้องพิจารณารับไวร้ ักษาในโรงพยาบาล
เพ่ือปูองกนั อันตรายจากการควบคุมอาหารทีไ่ ม่เหมาะสมและเกิดการขาดสารอาหาร และรกั ษาภาวะแทรกซ้อนท่รี ุนแรง
รวมท้ังตดิ ตามการเจริญเติบโตของเดก็ และภาวะแทรกซ้อนเป็นระยะๆ ตามความเหมาะสม (3 A)
4. แนวทางการป้องกันโรคอว้ นในเด็ก
แพทยเ์ วชปฎิบตั ิทวั่ ไปและกมุ ารแพทย์ ควรตรวจค้นหาเด็กทีม่ ีความเสี่ยงต่อโรคอ้วน (3 C)(54) ไดแ้ ก่ เด็กท่นี ้าหนกั
แรกเกิดนอ้ ยกวา่ 2,500 กรมั หรือมากกว่า 4,000 กรัม เดก็ ท่ีคลอดจากมารดาทเ่ี ป็นโรคเบาหวานขณะต้งั ครรภ์ เดก็ ทม่ี พี อ่ แม่
อว้ นและมีฐานะดพี อสมควร ครอบครัวมปี ระวัตขิ องโรคไม่ติดตอ่ เรือ้ รัง ไดแ้ ก่ โรคหัวใจและหลอดเลือดที่อายุนอ้ ย ความดัน
เลือดสงู ไขมนั ในเลอื ดผดิ ปกติ โรคเบาหวาน และโรคอ้วน กลมุ่ เด็กที่อายุน้อยกวา่ 5-7 ปี ทม่ี ีไขมนั สะสมกลับขึ้นมาใหม่
(adiposity rebound) เร็ว รวมทง้ั วัยร่นุ ทีม่ คี วามเป็นตัวของตัวเองสงู และมพี ฤตกิ รรมการกินท่ไี มเ่ หมาะสม โดยติดตามการ
เจริญเตบิ โตทางนา้ หนักและส่วนสูงทกุ ปี (3 C)(55)
แพทย์เวชปฎบิ ตั ทิ ั่วไปและกุมารแพทย์ มบี ทบาทหน้าทใ่ี นการปูองกนั โรคอว้ นในเด็ก โดยการให้ความรใู้ นการบรโิ ภค
อาหารสุขภาพและเพ่ิมการเคลอื่ นไหวรา่ งกายแก่ผมู้ ารับบริการในสถานพยาบาล (1 B)(54,56,57) และชมุ ชน (3 C)(38,54) พอ่ แม่
และผู้ปกครองของเด็กท่มี ีภาวะน้าหนักเกินควรไดร้ ับคาแนะนาเรือ่ งอาหารและนมตามวยั การเคลอ่ื นไหวร่างกาย และการ
ปรับเปล่ยี นพฤติกรรมให้เหมาะสมตามวยั เพื่อเปน็ แนวทางในการดูแลเดก็ เหลา่ นอ้ี ยา่ งเหมาะสม และมสี ุขภาพดีตอ่ ไป
คาแนะนาในการบรโิ ภคอาหาร ควรแนะนาการใหอ้ าหารทารกและเดก็ เลก็ ตามขอ้ ปฏิบัตกิ ารให้อาหารเพื่อสขุ ภาพท่ีดี
(Food-based Dietary Guidelines: FBDG) ของทารกและเด็กเลก็ (ตารางที่ 6) แนะนาการบริโภคอาหารในเด็กโตและ
วัยรุ่นตามโภชนบญั ญตั ิ 9 ประการ (ตารางท่ี 7) และธงโภชนาการ (รูปท่ี 1)
คาแนะนาในการบริโภคอาหารทีม่ ีหลกั ฐานเชงิ ประจกั ษส์ นบั สนนุ แนวทางการบรโิ ภคอาหารเพอ่ื ปูองกันโรค
อว้ นในเด็ก มีดงั นี้
1. สนับสนุนใหม้ ารดาเลี้ยงลูกดว้ ยนมแมอ่ ยา่ งเดียวถงึ อายุ 6 เดือน หลังจากนน้ั ใหน้ มแมร่ ว่ มกับอาหารตามวัย
จนถงึ อายุ 2 ปี หรือนานกวา่ น้นั หลังอายุ 1 ปี เดก็ ควรไดร้ ับอาหารมอ้ื หลัก 3 มื้อและนมรสจดื วันละ 2-3 คร้งั (1
A)(56,58) รวมทัง้ การเลิกดดู ขวดนมหลังอายุ 1 ปี (อยา่ งชา้ ไมเ่ กนิ 18 เดอื น) (3 A) (59,60) ไม่ควรงดอาหารมอ้ื เชา้ (1
B)(61) ควรให้กินอาหารเป็นเวลา ปรมิ าณพอเหมาะสอดคลอ้ งกับพัฒนาการของเด็ก และสร้างวนิ ัยในการกิน
2. ควบคุมปรมิ าณพลังงานท่ีได้รบั จากอาหาร โดยควบคุมปริมาณทบี่ รโิ ภค (3 B)(56,62,63) ในเดก็ ท่ีอายมุ ากกว่า 2 ปี
ลดการบรโิ ภคไขมนั อิม่ ตัว เช่น ไขมนั จากสัตว์ เนย กะทิ นา้ มันมะพร้าว น้ามนั ปาลม์ เป็นตน้ อาจใหน้ มจืดทมี่ ีไขมันต่า
16
(3 A)(64) ลดการบริโภคน้าตาล เพื่อลด glycemic load (1 B)(54,65) เพม่ิ การบริโภคใยอาหารจากผกั ผลไม้สด และธญั พชื
ทไ่ี ม่ผา่ นการขัดสี (whole grain cereals)
3. ควรหลีกเล่ียงการกินอาหารทีม่ พี ลังงานสูง แต่สารอาหารต่า เช่น นา้ อดั ลม นา้ หวาน (1 A)(56,62) รวมทั้งขนมขบ
เคีย้ ว (3 B)(66)
4. ควรหลีกเลีย่ งการกนิ อาหารนอกบ้าน และอาหารจานดว่ น (fast food) (2 B)(67)
5. ไม่ควรสะสมอาหารและขนมในบ้าน ไมใ่ ห้อาหารและขนมแก่เดก็ เปน็ รางวัล (3 C)(56,63)
ตารางท่ี 6 ข้อปฏบิ ตั กิ ารใหอ้ าหารเพอ่ื สขุ ภาพที่ดขี องทารกและเดก็ เล็ก(68)
ทารก (อายุ 0-12 เดอื น) เดก็ เลก็ (อายุ 1- 5 ปี)
1.ใหน้ มแม่อย่างเดียวต้งั แต่แรกเกิดถงึ 6 เดอื น ไม่ต้องให้ 1. ให้อาหารมอื้ หลกั 3 มื้อ และอาหารว่างไมเ่ กนิ 2 มื้อต่อ
อาหารอ่ืนแมแ้ ต่น้า วัน
2. เร่มิ ใหอ้ าหารตามวัยเม่อื อายุ 6 เดอื น ควบคู่ไปกับนมแม*่ 2. ใหอ้ าหารครบ 5 หมู่ แตล่ ะหมู่ใหห้ ลากหลาย เป็น
ประจาทกุ วัน
3. เพ่ิมจานวนม้อื อาหารตามวัยเมื่ออายลุ กู เพ่มิ ข้นึ จนครบ 3 3. ใหน้ มแมต่ อ่ เนอ่ื งถึงอายุ 2 ปี เสรมิ นมรสจดื วันละ 2-3
มื้อเมือ่ ลูกอายุ 10-12 เดือน แกว้
4. ให้อาหารตามวัยท่มี ีคณุ ภาพและครบ 5 หมู่ ทุกวนั 4. ฝึกใหก้ ินผกั ผลไมส้ ดจนเป็นนิสัย
5. คอ่ ย ๆ เพ่มิ ปริมาณ และความหยาบของอาหารขึ้น ตาม 5. ใหอ้ าหารวา่ งทม่ี ีคุณภาพ
อายุ
6. ให้อาหารรสธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการปรุงแตง่ รส 6. ฝึกใหก้ นิ อาหารรสธรรมชาติ ไมห่ วานจดั มันจัด และ
เคม็ จดั
7. ใหอ้ าหารสะอาดและปลอดภยั 7. ใหอ้ าหารสะอาดและปลอดภัย
8. ใหด้ มื่ นา้ สะอาด งดเครื่องด่ืมรสหวานและนา้ อดั ลม 8. ให้ดมื่ นา้ สะอาด หลีกเลี่ยงเคร่อื งดม่ื ปรุงแต่งรสหวาน
และนา้ อัดลม
9. ฝึกวิธีดืม่ กนิ ให้สอดคลอ้ งกบั พัฒนาการตามวัย 9. ฝกึ วนิ ยั การกนิ อยา่ งเหมาะสมตามวยั จนเป็นนิสัย
10. เลน่ กบั ลูก สรา้ งความผูกพัน หม่นั ตดิ ตามการ 10. เล่นกับลกู สร้างความผูกพนั หม่ันติดตามการ
เจรญิ เตบิ โตและพัฒนาการ เจริญเตบิ โตและพัฒนาการ
* ถ้าการเจรญิ เติบโตมแี นวโน้มลดลง หรอื ไมส่ ามารถให้นมแมไ่ ด้อยา่ งเตม็ ที่ อาจเริม่ ให้ก่อนได้แตไ่ มก่ อ่ นอายุครบ 4 เดือน
17
ตารางท่ี 7 โภชนบัญญัติ 9 ประการ(69)
ขอ้ ปฏิบตั ิการกินอาหารเพื่อสุขภาพท่ีดีของคนไทย
1. รบั ประทานอาหารครบ 5 หมู่ แตล่ ะหมู่ใหห้ ลากหลายและหมน่ั ดแู ลน้าหนักตัว
2. รับประทานข้าวเป็นอาหารหลกั สลับกับอาหารประเภทแปงู เปน็ บางม้อื
3. รับประทานพืชผกั ให้มาก และรบั ประทานผลไมส้ ดเปน็ ประจา
4. รับประทานปลา เน้อื สัตว์ไม่ตดิ มันไข่ และถ่ัวเมล็ดแห้งเปน็ ประจา
5. ดืม่ นมให้เหมาะสมตามวยั
6. รบั ประทานอาหารทม่ี ไี ขมนั แต่พอสมควร
7. หลีกเลย่ี งการรับประทานอาหารรสหวานจดั
8. รบั ประทานอาหารทส่ี ะอาด ปราศจากการปนเป้อื น
9. งดหรือลดเคร่อื งดื่มท่ีมีแอลกอฮอล์
รูปที่ 1 ธงโภชนาการ(69)
คาแนะนาให้เพ่มิ การเคลือ่ นไหวรา่ งกาย (Physical activity) โดยการลดพฤติกรรมท่ีอย่นู ่งิ ๆ เชน่ การดโู ทรทศั นแ์ ละ
เลน่ เกมคอมพวิ เตอร์ (1 A)(70) พบวา่ มคี วามสาคัญมากกวา่ การเพิ่มการเคล่ือนไหวรา่ งกาย (1 B)(38,54) มีข้อแนะนาใหเ้ ด็ก
อายตุ ้งั แต่ 2 ปี ขน้ึ ไปดูโทรทัศนแ์ ละเลน่ เกมคอมพิวเตอร์ ไม่เกนิ วนั ละ 2 ชวั่ โมง (3 A)(71) ควรเพมิ่ การเคลอ่ื นไหวระดับ
ปานกลางถงึ ระดบั หนัก นาน 60 นาที และ 30 นาที ตามลาดับ (3 B)(38,51) และควรสนับสนุนใหม้ กี จิ กรรมเคลอ่ื นไหว
รา่ งกายทง้ั ครอบครวั (3 B)(51,54)สร้างนสิ ัยการออกกาลังกายในชีวติ ประจาวัน เช่น การทางานบ้าน การเดินและข่ี
จกั รยานแทนการนง่ั รถ เปน็ ต้น การเล่นกีฬาในเดก็ วัยเรียน เพ่ือใหเ้ ดก็ ได้เรยี นรูก้ ฎกตกิ าและการอยู่ร่วมกบั ผูอ้ น่ื
การปรบั เปลีย่ นพฤตกิ รรม การดูแลสนบั สนนุ ใหเ้ ดก็ มสี ุขนสิ ยั ท่ดี ี ควรมผี ปู้ กครองเปน็ แบบอยา่ งทีด่ ใี หแ้ กเ่ ดก็ (1 A)(52,53)
นอกจากนว้ี ธิ ีท่สี ามารถนามาใชใ้ นการเปล่ียนแปลงพฤติกรรม ได้แ ก่ การตดิ ตามประเมนิ ตนเอง (self-monitoring)(49)
การแก้ปญั หา (problem-solving)(50) และการเลือกอาหารตามสไี ฟจราจร (traffic light diet)(52) รวมทัง้ การจัด
สง่ิ แวดล้อม เพื่อใหม้ ีพฤติกรรมท่เี หมาะสม (3 B)(51)
18
เอกสารอ้างอิง
1. Obesity: preventing and managing the global epidemic. Report of a WHO consultation. World
Health Organ Tech Rep Ser 2000; 894: i-xii, 1-253.
2. จติ ตวิ ัฒน์ สุประสงคส์ ิน. โครงการวิเคราะหเ์ อกสารและผลการวจิ ัยภาวะโภชนาการเกิน.โรคอ้วนในเดก็ : สถานการณ์
ปัจจบุ นั . เครอื ข่ายวิจัยสขุ ภาพ สกว.โดยมลู นธิ สิ าธารณสุขแหง่ ชาติ 2544.
3. นติ ยา คชภกั ด,ี นชิ รา เรอื งดารกานนท,์ ชยั ยศ คุณานุสนธ์ิ. สขุ ภาพและพฒั นาการของเด็กไทย พ.ศ. 2539-2540.
4. ลดั ดา เหมาะสวุ รรณ, ศิรกิ ุล อิศรานรุ ักษ์, นชิ รา เรอื งดารกานนท์, สธุ รรม นันทมงคลชยั , ภทั รา สง่า, กลั ยา นิตเิ รือง
จรสั , และคณะ. เด็กไทยวันนี้ เปน็ อยูอ่ ยา่ งไร. หาดใหญ:่ ลมิ บราเดอร์สการพิมพจ์ ากดั . 2547.
5. ลดั ดา เหมาะสุวรรณ . ใน: วชิ ัย เอกพลากร (บรรณาธกิ าร).รายงานสารวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจ
ร่างกายครง้ั ที่ 4 พ.ศ.2551-2: สขุ ภาพเด็ก. สานักงานสารวจสุขภาพประชาชนไทย สถาบนั วจิ ยั ร ะบบสาธารณสขุ . นนทบรุ :ี
บรษิ ทั เดอะกราฟโิ ก ซิสเตม็ ส์ จากดั . 2554;.
6. Ichihara S, Yamada Y. Genetic factors for human obesity. Cell Mol Life Sci2008;65:1086-98.
7. Warden NA, Warden CH. Biological influences on obesity. Pediatr Clin North Am2001;48:879-91.
8. Mo-suwan L, Geater AF. Risk factors for childhood obesity in a transitional society in Thailand. Int
J Obes Relat Metab Disord1996;20:697-703.
9. Monteiro PO, Victora CG. Rapid growth in infancy and childhood and obesity in later life--a
systematic review. Obes Rev2005;6:143-54.
10. Arenz S, Ruckerl R, Koletzko B, von Kries R. Breast-feeding and childhood obesity--a systematic
review. Int J Obes Relat Metab Disord2004;28:1247-56.
11. Dubois L, Girard M. Early determinants of overweight at 4.5 years in a population-based
longitudinal study. Int J Obes (Lond)2006;30:610-7.
12. Galvez MP, Hong L, Choi E, Liao L, Godbold J, Brenner B. Childhood obesity and neighborhood
food-store availability in an inner-city community. Acad Pediatr2009;9:339-43.
13. Tremblay MS, Willms JD. Is the Canadian childhood obesity epidemic related to physical
inactivity? Int J Obes Relat Metab Disord2003;27:1100-5.
14. Gettys FK, Jackson JB, Frick SL. Obesity in pediatric orthopaedics. Orthop Clin North
Am2011;42:95-105, vii.
15. Lurbe E, Carvajal E, Torro I, Aguilar F, Alvarez J, Redon J. Influence of concurrent obesity and low
birth weight on blood pressure phenotype in youth. Hypertension2009;53:912-7.
16. Woo KS, Chook P, Yu CW, Sung RY, Qiao M, Leung SS, et al. Overweight in children is associated
with arterial endothelial dysfunction and intima-media thickening. Int J Obes Relat Metab
Disord2004;28:852-7.
17. l'Allemand-Jander D. Clinical diagnosis of metabolic and cardiovascular risks in overweight
children: early development of chronic diseases in the obese child. Int J Obes (Lond)2010;34 Suppl 2:S32-
6.
18. Li AM, Chan D, Wong E, Yin J, Nelson EA, Fok TF. The effects of obesity on pulmonary function.
Arch Dis Child2003;88:361-3.
19
19. Chan J, Edman JC, Koltai PJ. Obstructive sleep apnea in children. Am Fam Physician2004;69:1147-
54.
20. Verhulst SL, Schrauwen N, Haentjens D, Suys B, Rooman RP, Van Gaal L, et al. Sleep-disordered
breathing in overweight and obese children and adolescents: prevalence, characteristics and the role of
fat distribution. Arch Dis Child2007;92:205-8.
21. Baker S, Barlow S, Cochran W, Fuchs G, Klish W, Krebs N, et al. Overweight children and
adolescents: a clinical report of the North American Society for Pediatric Gastroenterology, Hepatology
and Nutrition. J Pediatr Gastroenterol Nutr2005;40:533-43.
22. Mencin AA, Lavine JE. Nonalcoholic fatty liver disease in children. Curr Opin Clin Nutr Metab
Care2011;14:151-7.
23. Likitmaskul S, Kiattisathavee P, Chaichanwatanakul K, Punnakanta L, Angsusingha K, Tuchinda C.
Increasing prevalence of type 2 diabetes mellitus in Thai children and adolescents associated with
increasing prevalence of obesity. J Pediatr Endocrinol Metab2003;16:71-7.
24. Renehan AG, Tyson M, Egger M, Heller RF, Zwahlen M. Body-mass index and incidence of cancer:
a systematic review and meta-analysis of prospective observational studies. Lancet2008;371:569-78.
25. Essah PA, Wickham EP, Nestler JE. The metabolic syndrome in polycystic ovary syndrome. Clin
Obstet Gynecol2007;50:205-25.
26. Zimmet P, Alberti KG, Kaufman F, Tajima N, Silink M, Arslanian S, et al. The metabolic syndrome
in children and adolescents - an IDF consensus report. Pediatr Diabetes2007;8:299-306.
27. Hermanns-Le T, Scheen A, Pierard GE. Acanthosis nigricans associated with insulin resistance :
pathophysiology and management. Am J Clin Dermatol2004;5:199-203.
28. Yosipovitch G, DeVore A, Dawn A. Obesity and the skin: skin physiology and skin manifestations of
obesity. J Am Acad Dermatol2007;56:901-16; quiz 17-20.
29. Puder JJ, Munsch S. Psychological correlates of childhood obesity. Int J Obes (Lond)2010;34
Suppl 2:S37-43.
30. Jirapinyo P, Densupsoontorn N, Kongtragoolpitak S, Wong-Arn R, Thamonsiri N. Increasing risks of
becoming obese after 6 years in primary school: comparing the relative risks among some schools in
Bangkok, Saraburi and Sakolnakorn. J Med Assoc Thai2005;88:829-32.
31. Jirapinyo P, Densupsoontorn N, Chinrungrueng D, Wongarn R, Thamonsiri N. Relative risks of
becoming overweight and obese in children after 6 years in secondary school. J Med Assoc
Thai2005;88:651-4.
32. Mo-suwan L, Tongkumchum P, Puetpaiboon A. Determinants of overweight tracking from
childhood to adolescence: a 5 y follow-up study of Hat Yai schoolchildren. Int J Obes Relat Metab
Disord2000;24:1642-7.
33. Vanhala M, Vanhala P, Kumpusalo E, Halonen P, Takala J. Relation between obesity from
childhood to adulthood and the metabolic syndrome: population based study. BMJ1998;317:319.
20
34. Whitaker RC, Wright JA, Pepe MS, Seidel KD, Dietz WH. Predicting obesity in young adulthood from
childhood and parental obesity. N Engl J Med1997;337:869-73.
35. Parr CL, Batty GD, Lam TH, Barzi F, Fang X, Ho SC, et al. Body-mass index and cancer mortality in
the Asia-Pacific Cohort Studies Collaboration: pooled analyses of 424,519 participants. Lancet
Oncol2010;11:741-52.
36. กรมอนามัย. เกณฑ์อา้ งอิง น้าหนกั สว่ นสงู และเครื่องช้วี ดั ภาวะโภชนาการของประชาชนไทย อายุ 1 วัน - 19 ปี.
37. WHO Child Growth Standards based on length/height, weight and age. Acta Paediatr
Suppl2006;450:76-85.
38. August GP, Caprio S, Fennoy I, Freemark M, Kaufman FR, Lustig RH, et al. Prevention and
treatment of pediatric obesity: an endocrine society clinical practice guideline based on expert opinion. J
Clin Endocrinol Metab2008;93:4576-99.
39. Skelton JA, Rudolph CC. Overweight and obesity. In: Kliegman RM, Behrman RE, Jenson HB,
Stanton BF, editors. Nelson Textbook of Pediatrics. 18th ed. Philadelphia: Saunders; 2007. p. 232-42.
40. Daniels SR, Greer FR. Lipid screening and cardiovascular health in childhood.
Pediatrics2008;122:198-208.
41. Standards of medical care in diabetes--2012. Diabetes Care2012;35 Suppl 1:S11-63.
42. อมุ าพรตรงั สมบตั .ิ แบบคัดกรองภาวะซึมเศรา้ ในเดก็ (Children’s Depression Inventory: CDI) ฉบบั ภาษาไทย
โครงการจัดทาโปรแกรมสาเร็จรูปในการสารวจสุขภาพจติ ในพ้นื ทป่ี ี พ.ศ.2545 กรมสุขภาพจติ กระทรวงสาธารณสขุ
Available from: http://www.dmh.go.th/test/download/files/cdi.pdf.
43. The fourth report on the diagnosis, evaluation, and treatment of high blood pressure in children
and adolescents. Pediatrics2004;114:555-76.
44. Oude Luttikhuis H, Baur L, Jansen H, Shrewsbury VA, O'Malley C, Stolk RP, et al. Interventions for
treating obesity in children. Cochrane Database Syst Rev2009:CD001872.
45. Barlow SE, Dietz WH. Obesity evaluation and treatment: Expert Committee recommendations.
The Maternal and Child Health Bureau, Health Resources and Services Administration and the Department
of Health and Human Services. Pediatrics1998;102:E29.
46. Barlow SE. Expert committee recommendations regarding the prevention, assessment, and
treatment of child and adolescent overweight and obesity: summary report. Pediatrics2007;120 Suppl
4:S164-92.
47. Van Gaal LF, Wauters MA, De Leeuw IH. The beneficial effects of modest weight loss on
cardiovascular risk factors. Int J Obes Relat Metab Disord1997;21 Suppl 1:S5-9.
48. Pediatric obesity. In: Kleinman RE, editor. Pediatric Nutrition Handbook. 6th ed. IL: American
Academy of Pediatrics; 2009. p. 733-82.
49. Wrotniak BH, Epstein LH, Paluch RA, Roemmich JN. The relationship between parent and child
self-reported adherence and weight loss. Obes Res2005;13:1089-96.
50. Turk MW, Yang K, Hravnak M, Sereika SM, Ewing LJ, Burke LE. Randomized clinical trials of weight
loss maintenance: a review. J Cardiovasc Nurs2009;24:58-80.
21
51. Spear BA, Barlow SE, Ervin C, Ludwig DS, Saelens BE, Schetzina KE, et al. Recommendations for
treatment of child and adolescent overweight and obesity. Pediatrics2007;120 Suppl 4:S254-88.
52. Epstein LH, Valoski A, Wing RR, McCurley J. Ten-year follow-up of behavioral, family-based
treatment for obese children. JAMA1990;264:2519-23.
53. Golan M, Crow S. Targeting parents exclusively in the treatment of childhood obesity: long-term
results. Obes Res2004;12:357-61.
54. Plourde G. Preventing and managing pediatric obesity. Recommendations for family physicians.
Can Fam Physician2006;52:322-8.
55. Epstein LH, Roemmich JN, Raynor HA. Behavioral therapy in the treatment of pediatric obesity.
Pediatr Clin North Am2001;48:981-93.
56. Dennison BA, Boyer PS. Risk evaluation in pediatric practice aids in prevention of childhood
overweight. Pediatr Ann2004;33:25-30.
57. Waters E, de Silva-Sanigorski A, Hall BJ, Brown T, Campbell KJ, Gao Y, et al. Interventions for
preventing obesity in children. Cochrane Database Syst Rev2011:CD001871.
58. Grummer-Strawn LM, Mei Z. Does breastfeeding protect against pediatric overweight? Analysis of
longitudinal data from the Centers for Disease Control and Prevention Pediatric Nutrition Surveillance
System. Pediatrics2004;113:e81-6.
59. Gartner LM, Morton J, Lawrence RA, Naylor AJ, O'Hare D, Schanler RJ, et al. Breastfeeding and the
use of human milk. Pediatrics2005;115:496-506.
60. สนุ ทรี รตั นชเู อก. การดดู ขวดนม ปัญหาของเด็กโรคอ้วนจริงหรอื ? กุมารเวชสาร 2553; 17: 174-8. .
61. Szajewska H, Ruszczynski M. Systematic review demonstrating that breakfast consumption
influences body weight outcomes in children and adolescents in Europe. Crit Rev Food Sci
Nutr2010;50:113-9.
62. Gidding SS, Dennison BA, Birch LL, Daniels SR, Gillman MW, Lichtenstein AH, et al. Dietary
recommendations for children and adolescents: a guide for practitioners. Pediatrics2006;117:544-59.
63. Eissa MA, Gunner KB. Evaluation and management of obesity in children and adolescents. J
Pediatr Health Care2004;18:35-8.
64. Gidding SS, Lichtenstein AH, Faith MS, Karpyn A, Mennella JA, Popkin B, et al. Implementing
American Heart Association pediatric and adult nutrition guidelines: a scientific statement from the
American Heart Association Nutrition Committee of the Council on Nutrition, Physical Activity and
Metabolism, Council on Cardiovascular Disease in the Young, Council on Arteriosclerosis, Thrombosis and
Vascular Biology, Council on Cardiovascular Nursing, Council on Epidemiology and Prevention, and Council
for High Blood Pressure Research. Circulation2009;119:1161-75.
65. Ebbeling CB, Leidig MM, Sinclair KB, Hangen JP, Ludwig DS. A reduced-glycemic load diet in the
treatment of adolescent obesity. Arch Pediatr Adolesc Med2003;157:773-9.
66. Gregori D, Foltran F, Ghidina M, Berchialla P. Understanding the influence of the snack definition
on the association between snacking and obesity: a review. Int J Food Sci Nutr2011;62:270-5.
22
67. Bezerra IN, Sichieri R. Eating out of home and obesity: a Brazilian nationwide survey. Public Health
Nutr2009;12:2037-43.
68. อุมาพร สทุ ศั น์วรวฒุ ิ , สุภาพรรณ ตันตราชีวธร , สมโชค คณุ สนอง บรรณาธกิ าร . คมู่ ืออาหารตามวัยสาหรับทารก
และเด็กเล็ก. โครงการ การจัดทาข้อปฏบิ ตั ิการใหอ้ าหารเพอ่ื สุขภาพที่ดขี องทารกและเด็กวยั ก่อนเรยี น . กรงุ เทพฯ: บยี อนด์
เอน็ เทอร์ไพรซ;์ 2552.
69. กระทรวงสาธารณสขุ , กองโภชนาการ. คมู่ อื กนิ พอดสี ขุ ที วั่ ไทย . กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์องค์การสงเคราะห์
ทหารผา่ นศกึ . 2542.
70. Robinson TN. Reducing children's television viewing to prevent obesity: a randomized controlled
trial. JAMA1999;282:1561-7.
71. American Academy of Pediatrics: Children, adolescents, and television. Pediatrics2001;107:423-6.
23
ภาคผนวกท่ี 1 เกณฑ์อ้างอิงนา้ หนักตามเกณฑส์ ่วนสงู และสว่ นสงู ตามเกณฑ์อายุของเดก็ จา
รูปท่ี 1 กราฟแสดงเกณฑ์อ้างองิ นา้ หนักตามเกณฑ์ความยาวของเด็กชาย อายุ 0-2 ปี ร
าแนกตามเพศและอายุ
รปู ท่ี 2 กราฟแสดงเกณฑ์อา้ งอิงความยาวตามเกณฑอ์ ายขุ องเดก็ ชายอายุ 0-2 ปี
24
รปู ท่ี 3 กราฟแสดงเกณฑอ์ า้ งอิงนา้ หนกั ตามเกณฑค์ วามยาวของเดก็ หญงิ อายุ 0-2 ปี
รปู ท่ี 4 กราฟแสดงเกณฑ์อ้างองิ ความยาวตามเกณฑ์อายขุ องเดก็ หญงิ อายุ 0-2 ปี
25
รปู ท่ี 5 กราฟแสดงเกณฑอ์ า้ งอิงนา้ หนกั ตามเกณฑส์ ่วนสงู ของเดก็ ชาย อายุ 2-7 ปี ร
รปู ที่ 6 กราฟแสดงเกณฑ์อา้ งอิงสว่ นสูงตามเกณฑอ์ ายขุ องเดก็ ชายอายุ 2-7 ปี
26
รปู ที่ 7 กราฟแสดงเกณฑอ์ า้ งองิ นา้ หนกั ตามเกณฑส์ ว่ นสงู ของเด็กหญงิ อายุ 2-7 ปี รปู ท
ที่ 8 กราฟแสดงเกณฑ์อ้างองิ ส่วนสงู ตามเกณฑ์อายขุ องเดก็ หญงิ อายุ 2-7 ปี
27
รปู ท่ี 9 กราฟแสดงเกณฑอ์ า้ งอิงนา้ หนกั ตามเกณฑส์ ่วนสงู ของเดก็ ชาย อายุ 5-18 ปี ร
รปู ที่ 10 กราฟแสดงเกณฑ์อา้ งอิงสว่ นสงู ตามเกณฑอ์ ายขุ องเดก็ ชายอายุ 5-18 ปี
28
รปู ท่ี 11 กราฟแสดงเกณฑอ์ า้ งอิงนา้ หนกั ตามเกณฑส์ ่วนสงู ของเดก็ หญงิ อายุ 5-18 ปี
รปู ที่ 12 กราฟแสดงเกณฑ์อ้างองิ ส่วนสูงตามเกณฑ์อายขุ องเดก็ หญงิ อายุ 5-18 ปี
29
รปู ท่ี 13 กราฟแสดงเกณฑอ์ ้างองิ ดัชนมี วลกายของเด็กชายอายุ 0-5 ปี
30
รปู ท่ี 14 กราฟแสดงเกณฑอ์ ้างองิ ดัชนมี วลกายของเด็กหญงิ อายุ 0-5 ปี
31
รปู ท่ี 15 กราฟแสดงเกณฑอ์ ้างองิ ดัชนมี วลกายของเด็กชายอายุ 5-19 ปี
32
รปู ท่ี 16 กราฟแสดงเกณฑอ์ ้างองิ ดัชนมี วลกายของเด็กหญงิ อายุ 5-19 ปี
33
ภาคผนวกที่ 2 คา่ ความดันเลอื ด systolic และ diastolic ทเ่ี ปอร์เซน็ ไทลท์ ่ี 95 จาแนกตามเพศ อายแุ ละเปอรเ์ ซน็ ไทลส์ ่วนสงู
อายุ เดก็ ชาย เด็กหญิง
(ป)ี เปอรเ์ ซนไทล์ของส่วนสงู เปอรเ์ ซนไทล์ของส่วนสงู
BP 5th 10th 25th 50th 75th 90th 95th 5th 10th 25th 50th 75th 90th 95th
1 SBP 98 99 101 103 104 106 106 100 101 102 104 105 106 107
DBP 54 54 55 56 57 58 58 56 57 57 58 59 59 60
2 SBP 101 102 104 106 108 109 110 102 103 104 105 107 108 109
DBP 59 59 60 61 62 63 63 61 62 62 63 64 65 65
3 SBP 104 105 107 109 110 112 113 104 104 105 107 108 109 110
DBP 63 63 64 65 66 67 67 65 66 66 67 68 68 69
4 SBP 106 107 109 111 112 114 115 105 106 107 108 110 111 112
DBP 66 67 68 69 70 71 71 68 68 69 70 71 71 72
5 SBP 108 109 110 112 114 115 116 107 107 108 110 111 112 113
DBP 69 70 71 72 73 74 74 70 71 71 72 73 73 74
6 SBP 109 110 112 114 115 117 117 108 109 110 111 113 114 115
DBP 72 72 73 74 75 76 76 72 72 73 74 74 75 76
7 SBP 110 111 113 115 117 118 119 110 111 112 113 115 116 116
DBP 74 74 75 76 77 78 78 73 74 74 75 76 76 77
8 SBP 111 112 114 116 118 119 120 112 112 114 115 116 118 118
DBP 75 76 77 78 79 79 80 75 75 75 76 77 78 78
9 SBP 113 114 116 118 119 121 121 114 114 115 117 118 119 120
DBP 76 77 78 79 80 81 81 76 76 76 77 78 79 79
10 SBP 115 116 117 119 121 122 123 116 116 117 119 120 121 122
DBP 77 78 79 80 81 81 82 77 77 77 78 79 80 80
11 SBP 117 118 119 121 123 124 125 118 118 119 121 122 123 124
DBP 78 78 79 80 81 82 82 78 78 78 79 80 81 81
12 SBP 119 120 122 123 125 127 127 119 120 121 123 124 125 126
DBP 78 79 80 81 82 82 83 79 79 79 80 81 82 82
13 SBP 121 122 124 126 128 129 130 121 122 123 124 126 127 128
DBP 79 79 80 81 82 83 83 80 80 80 81 82 83 83
14 SBP 124 125 127 128 130 132 132 123 123 125 126 127 129 129
DBP 80 80 81 82 83 84 84 81 81 81 82 83 84 84
15 SBP 126 127 129 131 133 134 135 124 125 126 127 129 130 131
DBP 81 81 82 83 84 85 85 82 82 82 83 84 85 85
16 SBP 129 130 132 134 135 137 137 125 126 127 128 130 131 132
DBP 82 83 83 84 85 86 87 82 82 83 84 85 85 86
17 SBP 131 132 134 136 138 139 140 125 126 127 129 130 131 132
DBP 84 85 86 87 87 88 89 82 83 83 84 85 85 86
SBP, systolic blood pressure; DBP, diastolic blood pressure
ดดั แปลงมาจาก The fourth report on the diagnosis, evaluation, and treatment of high blood pressure in children
and adolescents. Pediatrics2004 Aug;114(2 Suppl 4th Report):555-76.
34