E-BOOK
ห ลั ก สู ต ร บู ร ณ า ก า ร
ส า ร ะ ก า ร เ รี ย น รู้ วิ ถี ชี วิ ต ใ น ค ร อ บ ค รั ว ชุ ม ช น แ ล ะ ท้ อ ง ถิ่ น
โ ร ง เ รี ย น ส ห วิ ท ย า ค ม
สา นั ก ง า น เ ข ต พื้ น ท่ี ก า ร ศึ ก ษ า ป ร ะ ถ ม ศึ ก ษ า
กาแพงเพชร เขต 1
ประเทศไทยเราได้รับวัฒนธรรมการร้อยมาลัยมาจากอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศตน้
กาเนิดสาคัญของศิลปะการรอ้ ยมาลยั ของหลาย ๆ ประเทศ โดยชาวอนิ เดยี ท่ีนับถือ
ศาสนาฮินดจู ะรอ้ ยพวงมาลยั ดว้ ยวสั ดุจากดอกไม้สด เช่น ดอกมะลิ หรือ ดอกกุหลาบที่
เราค้นุ เคยกนั ดีในปัจจุบัน นาไปบชู าปวงเทพตา่ ง ๆ เพอ่ื ความเปน็ สริ มิ งคล
การร้อยมาลยั ไดร้ ับความนยิ มอย่างมากในช่วงรัชกาลที่ 5 ซงึ่ จะมกี ารจัดประกวด
การร้อยมาลยั หรือการจัดดอกไมเ้ พอ่ื ใช้ในงานพิธีต่าง ๆ เรียกได้วา่ ศิลปะการรอ้ ยมาลัย
เป็นสัญลกั ษณ์สื่อถึงระดบั รสนิยมของสังคมในชว่ งนน้ั เป็นสิง่ ท่ีสามารถนามาใช้ประชนั
ความเหนอื ชน้ั ระหวา่ งผู้หญิงด้วยกนั ได้ ท้งั นเี้ พราะในยุคน้นั ผู้หญิงต้องมีฝมี อื การเปน็
แม่บ้านแม่เรอื นสูงกว่าผ้หู ญงิ ในยคุ ปจั จุบัน ทกั ษะการจดั ดอกไมห้ รือการร้อยมาลยั ท่ี
ปราณีตและสวยงามจึงเปรยี บเสมือนการเพิม่ คณุ คา่ ให้ผู้หญิงในยุคที่สังคมยังมีการ
ปกครองแบบผชู้ ายเป็นใหญ่
ศลิ ปะการรอ้ ยมาลัยได้รบั การสบื ทอดมาเรือ่ ย ๆ กลายเป็นวชิ าความรูท้ ่มี กี ารสอน
ตามวิทยาลยั ในวัง โรงเรียนการเรือน จนถึงสถาบันวชิ าชพี ตา่ ง ๆ ในปจั จบุ ัน พวงมาลยั
ถกู นามาใชต้ ามงานมงคลมากมาย ไดแ้ ก่ งานแต่งงาน งานรับขวัญต่าง ๆ หรือ งานแสดง
การตอ้ นรบั บุคคลสาคัญ สื่อให้เห็นว่าพวงมาลยั จดั เปน็ งานประดิษฐ์ทีย่ ังคงมีคณุ คา่
เป็นอย่างมาก เพราะเปน็ ส่ิงทค่ี นไทยใชใ้ นงานสาคญั ๆ ที่แสดงออกถงึ ความเคารพ และ
ความยินดี จะเหน็ ไดช้ ัดจากการทเ่ี รามอบพวงมาลยั ให้บุคคลทเี่ รารัก ไดแ้ ก่ พ่อแม่ ครู
บาอาจารย์ และ ผู้ใหญท่ ี่เราเคารพนับถอื หรอื แมก้ ระทั่งการใช้พวงมาลยั กราบไหว้ส่ิง
ศกั ดิ์สิทธ์ิ อีกทง้ั ดอกไม้ทีน่ ามาใชใ้ นการรอ้ ยมาลยั นนั้ ยงั แฝงไวด้ ้วยความหมายอันดี ท่ี
แสดงถึงความเคารพ ความยนิ ดี และ ความประสงคด์ ี ท่ีผู้ให้มตี ่อผู้รบั
1 ใชส้ าหรบั คลอ้ งคอ เพ่ือเป็นเกยี รติแก่เจา้ ของงาน เช่น มาลยั บา่ ว-สาว
2 ใชส้ าหรับคลอ้ งคอ เพอื่ แสดงความยนิ ดีหรอื ต้อนรับแขก
3 ใชส้ าหรบั คล้องคอ เพอื่ แสดงความยนิ ดีหรือเปน็ เกยี รติแก่ผู้มชี ัยชนะในการ
ประกวดตา่ ง ๆ
4 ใช้สาหรับคล้องคอ เพอ่ื แสดงความยนิ ดีแก่ผู้มชี ยั ชนะในการแข่งขันต่าง ๆ
5 ใชส้ าหรบั มอบให้บคุ คลผมู้ ชี ื่อเสยี ง เพ่อื เปน็ การรบั ขวัญ
6 ใช้สาหรบั ทูลเกล้าฯ ถวาย ในการรบั เสดจ็ ฯ ในการเขา้ เฝา้ ตามโอกาสท่ีเหมาะสม
7 ใช้สาหรบั มอบใหแ้ ก่ประธาน หรือแขกผใู้ หญ่
8 ใช้สาหรับเป็นของชาร่วยแก่แขกท่มี าในงาน
9 ใชส้ าหรับสวมคอในงานประเพณีพื้นบา้ นของไทย
10 ใช้แขวนประตู หน้าตา่ ง หรือเพดาน แทนเครื่องแขวน
11 ใชห้ อ้ งแทนเฟ่ืองดอกรัก
12 ใชบ้ ชู าพระ
13 ใชแ้ ขวนหรอื ประดบั เครอื่ งดนตรีไทยในเวลาที่จะเล่น
14 ใชใ้ นการประกอบทา่ ราของการราไทยบางชดุ
15 ใชใ้ นพธิ ีบวงสรวงเทพยดาต่าง ๆ
16 ใช้สาหรบั ตกแตง่ รดั มวยผม
17 ใช้ประดิษฐเ์ ป็นดอกไมส้ าหรบั จดั แจกนั
18 ใช้ในการคารวะผทู้ เี่ คารพนับถอื
19 ใชใ้ นการประดับตกแตง่ ในงานดอกไมส้ ดต่าง ๆ
20 ใชใ้ นการตกแตง่ ส่ิงตา่ ง ๆ ในบางโอกาส เชน่ รัดฐาน
พระพุทธรูป
21 ใชแ้ ขวนหอ้ ยหน้ารถ หรือหวั เรอื
22 ใช้ในการตกแต่งประดับเวที
ดอกไมท้ ี่ใชร้ อ้ ยทงั้ ดอก ไดแ้ ก่ ดอกพดุ ตมู มะลิตมู
บานไมร่ โู้ รย พุทธชาด ดอกรัก เลบ็ มอื นาง
เข้ยี วกระแต ชบาหนู ประทดั ฯลฯ
ดอกไม้ทใี่ ช่กลบี ร้อย ได้แก่ กุหลาบ บานบรุ ี หงอน
ไก่ รกั เร่ เฟอื่ งฟา้ แพงพวย ฯลฯ
ใบไมท้ ีใ่ ชร้ ้อยมาลยั ไดแ้ ก่ ใบกระบอื ใบโกสน
ใบแกว้ ใบมะยม ชบาดา่ ง ใบตองอ่อน กาบ
พลบั พลงึ ใบกา้ มปู ฯลฯ
เขม็ (Needle) ด้าย (Thread)
รบิ บนิ้ (Ribbon) กรรไกร (Scissors)
1. ดอกไม้ ได้แก่ ดอกกุหลาบ มะลิ เฟื่องฟ้า บานบรุ ี กล้วยไม้
ผกากรอง (ดอกตูม) ดอกพุด ดอกรกั แพงพวย เล็บมือนาง มากาเรต็ (ดอกตมู )
เบญจมาศน้า (ดอกตูม) บานไม่ร้โู รย ประทัด พกิ ลุ ฯลฯ
2. ใบไม้ ไดแ้ ก่ ใบแกว้ ใบมะยม ใบแพงพวย ใบจามจรุ ี ใบดอน
หญ้าขาว ใบดอนหญ้าแดง ใบหมากผหู้ มากเมยี ใบชา ใบโกสน ฯลฯ
3. เข็มมาลยั มีสองขนาดคอื ขนาดเลก็ และขนาดใหญ่ โดยเลอื กใช้
ตามขนาดของชิ้นงาน
4. เขม็ สน้ั หรือเขม็ เย็บผา้ เบอร์ 8 และ 9
5. น้ามนั วาสลนิ ใช้สาหรบั ทาเขม็ ก่อนร้อยมาลัยเพื่อใหเ้ ข็มลน่ื ทา
ให้รดู ดอกไมไ่ ด้สะดวก
6. ดา้ ย มีสองขนาดคือ เส้นเล็กและเส้นใหญ่ เสน้ เลก็ ใชส้ าหรบั ร้อย
อบุ ะ เยบ็ หรอื มัดดอกและเย็บรบิ บิน้ หรอื โบว์ เส้นใหญ่ใชร้ อ้ ยมาลยั
7. ใบตองใชส้ าหรบั ปรู องพ้ินก่อนวางดอกไม้ ใบไม้ ห่อดอกไม้ หรอื
ใช้ทาแป้น
8. กระดาษทรายเบอร์ 0 ใชส้ าหรบั ขดั เข็มมอื หรอื เข็มมาลยั ทเี่ ปน็
สนมิ
9. มดี เจียน ใช้สาหรับตัดดอกไม้ เช่น ดอกบานไมร่ โู้ รย
10. การรไกร ใช้สองขนาด คอื ขาดเลก็ ใชต้ ัดกลบี ดอกไม้และใบไม้
และขนาดกลางใชส้ าหรับตดั ใบตองและตัดด้าย
11. คีม ใชส้ าหรบั จบั เข็มมาลยั ขณะที่จะรูดมาลัยออกจากเขม็
12. กะละมังสาหรบั ใสด่ อกไม้ ใบไม้และอปุ กรณ์ในการร้อยมาลยั
13. ถาดสาหรับใส่ดอกไม้ ใบไม้ หรอื อปุ กรณ์รอ้ ยมาลยั
14. แกว้ นา้ ใชส้ าหรบั ใส่น้าไวพ้ รมดอกไมข้ ณะร้อย
15. ท่ีฉีดน้า ควรใชช้ นดิ มที ี่ปรับให้เปน็ ละอองฝอยๆเพอ่ื ใช้สาหรับ
พรมดอกไม้จานวนมาก
16. ผา้ ขาวบางชบุ นา้ บดิ หมาดๆใชส้ าหรับคลุมดอกไมเ้ พอ่ื ให้คง
ความสดอยไู่ ด้นาน
ประเภทของมาลยั แบง่ ตามหนา้ ที่ใช้
สอยได้ 3 ประเภท ดงั น้ี
1) มาลยั ชาร่วย คอื มาลัยขนาดเลก็ มี
ลักษณะชายเดียวผกู โบ และอบุ ะ 2 ขา
ใชส้ าหรบั เป็นของชาร่วย เพอ่ื ขอบคณุ
แขกทมี่ าร่วมในงานพิธีมงคลสมรส
และงานพิธีอื่น ๆ
2) มาลัยชายเดียว คือ มาลัยท่ีมลี กั ษณะกลม มีอุบะ
ห้อยอยชู่ ายเดียวบางทเี รียกวา่ มาลัยขอ้ มอื มาลยั มอื
มาลยั คล้องแขน ใชส้ าหรับการบชู าพระหรอื ตกแต่ง
สถานที่
3) มาลัยสองชาย คอื มาลัย 2 เสน้ ผกู ตอ่ กันดว้ ยโบ ส่วนชาย
ผกู อบุ ะแขกข้างละเทา่ ๆ กันทงั 2 ขา้ ง มาลยั ชนดิ นถ้ี า้ ใชใ้ น
การมงคลสมรส เรยี กวา่ มาลยั บ่าวสาว ถ้าผูกโบสดี าใชส้ าหรบั
แขวนประดบั รูปผู้ตายในงานฌาปนกจิ
มาลยั ตุ้ม หมายถึง มาลัยท่ีร้อยใหม้ ลี กั ษณะรูปทรงตามขวางเป็นรูปกลม โดยเริ่มตน้ จะเป็น
วงกลมขนาดเล็กแลว้ คอ่ ย ๆ ใหญ่ข้ึน หรือกว้างข้นึ ทลี ะน้อยมาถงึ ประมาณชว่ งกลางแลว้ คอ่ ย ๆ
ลดลงทลี ะน้อย ให้มขี นาดเทา่ กบั ตอนแรก ๆ จนกระทัง่ เหมอื นตอนขึ้นตน้ สว่ นลักษณะรูปทรง
ตามยาวนัน้ คล้ายดอกบัวตูม ชว่ งหัวทา้ ยเรียว ตรงกลางป่องโคง้ มน
มาลยั ตมุ้ ขนาดเลก็ สุดนยิ มรอ้ ย 9 ชั้น และขนดใหญ่ที่สดุ 15 ชนั้ การรอ้ ยมาลัยต้มุ จานวนชั้น
จะตอ้ งเป็นเลขคเ่ี สมอ เช่น 9 , 11 , 13 และ 15
มาลยั ตุ้มมี 2 แบบ คอื 1.แบบมลี าย 2.แบบไม่มลี าย
วธิ ีการร้อยมาลัยตุ้ม มีหลักสาคัญดงั ต่อไปนี้
1.จะต้องเร่ิมต้นร้อยด้วยดอกเลก็ หรือกลบี เล็กก่อนควรสง่ ก้านหรือส่งกลีบสนั้ ท่ีสดุ และชนั้
ตอ่ ๆ ไป ควรสง่ กา้ นให้ยาวขึ้นทลี ะน้อย ๆ จนถึงชอ่ งราวประมาณครึง่ เปน็ ช่วงทีม่ คี วามปอ่ งโต
เตม็ ที่ เทา่ กับขนาดทต่ี ้องการ ( ชอ่ ง 2 – 3 แถว ตรงกลาง ) แลว้ คอ่ ย ๆ ส่งก้านสนั้ ลงทีละน้อย
ยอ้ นกลบั มาเท่ากับขนาดตอนข้ึนตน้
2.ความยาวของมาลัยตมุ้ ประมาณ 2.5 นว้ิ – 3.5 นิ้ว ตอ้ งระวงั อย่าร้อยใหย้ าวนกั เพราะ
มองดแู ลว้ จะกลายเป็นมาลัยตัวหนอนไป
3.การขึน้ ตน้ มาลัยตุ้มนนั้ จานวนดอกหรอื กลีบไมแ่ น่นอนย่อมขนึ้ อยู่กับขนาดของดอกหรือ
กลีบด้วยว่า มขี นาดเล็กหรอื ใหญ่ ถ้าดอกใหญห่ รือกลบี ใหญ่ก็ข้นึ จานวนกลีบน้อยแลว้ ค่อย ๆ
เพ่ิมขึ้นตามความเหมาะสมในชั้นตอ่ ๆ ไป เช่น ถา้ ดอกพดุ ตมู ดอกมะลติ มู ( ขนาดเลก็ ) หรือกลีบ
กหุ ลาบ จะขน้ึ ต้นประมาณ 5 ดอก หรือ 5 กลบี แต่ถ้าเป็นดอกบานไม่รูโ้ รยจะข้ึนตน้ เพยี ง 1 ดอก
เทา่ นน้ั
โดยธรรมชาติ 3 วธิ ี ดงั นี้
1. เก็บโดยวางมาลยั ในถาดท่ีรองดว้ ยใบตอง แลว้
คลมุ ดว้ ยผา้ ขาวบางชุบนา้ บดิ หมาดๆ เกบ็ ไวใ้ นที่
เยน็ แต่ลมไมโ่ กรก วิธนี เ้ี กบ็ มาลยั ไดใ้ นระยะเวลา
ไม่นานมากนัก
2. เกบ็ โดยใสม่ าลัยไว้ในถุงพลาสตกิ วธิ ีนีเ้ กบ็ มาลยั
ได้นานกวา่ วิธแี รก
3. เก็บโดยใส่มาลยั ในถงุ พลาสตกิ แลว้ เก็บไวใ้ นช่อง
ผักสดของตู้เยน็ วธิ นี ้ีเก็บไดน้ านหลายชว่ั โมง
โดยใช้สารเคมี 3 วธิ ี ดงั นี้
1. หากลอ่ ง(ที่มีขอบยางกันอากาศเขา้ ออกได)้ ขนาดพอเหมาะ แลว้ เทซลิ กิ ้า
เจลแบบเม็ดกลม รองพืน้ หนาประมาณประมาณ 1 นว้ิ
2. จากนัน้ นาพวงมาลยั ไปใสไ่ วใ้ นโหล ใหพ้ อดีกับพวงมาลัย อย่าใหเ้ บยี ดจน
แนน่ แลว้ เทซลิ ิกา้ ทราย จนทว่ ม พวงมาลัย
3. เทซลิ ิกา้ เจลแบบเม็ด ลงไปเดิมอีกประมาณ ครงึ่ นิ้วใหแ้ น่ใจวา่ มดิ พวงมาลยั
แลว้ ปดิ ฝาใหส้ นทิ ตัง้ ทง้ิ ไว้จนกว่าแหง้ หรอื ประมาณ 15 วัน
*วิธนี ีจ้ ะไดส้ ีของดอกไม้ทใ่ี กลเ้ ดยี งสีเดิมมาก พอแห้งแล้วก็เอาไปใส่กรอบ
หรอื กลอ่ งใส่ แล้วใสซ่ องดูดความชน้ื เล็กๆ เข้าไปดว้ ย เพอื่ ป้องกันเช้ือรา
ควรเปล่ียนซองกนั ชื้นทุก ๆ 2 เดือน ถา้ ไมส่ ะดวก ก็พ่นทับดว้ ยแลคเกอร์
กไ็ ด้ แตจ่ ะดเู ป็นมนั วาว ไม่เปน็ ธรรมชาติ
*สารกันชนื้ หรือซิลิก้าเจล ไมม่ ีวันหมดอายุ ไมม่ ีอันตรายทางเคมี
นอกจากนีม้ นั ยังสามารถนากลบั มาใชใ้ หม่ได้ เพียงแค่ทาการไลค่ วามชนื้
ออกจากเมด็ ซิลกิ า้ ด้วยการอบท่ีอุณหภมู ิ 180 องศาเซลเซยี ส หรือจะนาไป
ตากแดดก็ได้เช่นกนั เพียงเท่าน้กี ็จะสามารถนากลับมาใช้ใหม่ไดแ้ ล้ว
“อันตราย หา้ มรบั ประทาน”
ขอ้ ควรระวงั : ถึงแมว้ ่า ซองวตั ถกุ ันเสีย หรอื ซลิ ิก้าเจลจะ ไม่มอี นั ตรายทาง
เคมแี ตก่ ็ ไมค่ วรทจี่ ะรับประทาน สูบดม หรือทาให้มนั กระเดน็ เขา้ ตา
เพราะมันอาจทาให้เกิดความระคายเคืองต่อโพรงจมกู และดวงตาของเราได้
ห้ามรบั ประทาน เพราะ เมอ่ื ซิลกิ า้ เจล เขา้ สู่รา่ งกายแล้ว มนั จะเขา้ ไปดดู
ความชมุ่ ชน้ื ของชั้นเยื่อเมอื กในเน้ือเย่อื ทางเดินอาหาร ทาให้เกิดความ
ผิดปกตใิ นทางเดินอาหาร
หา้ มสบู ดม เพราะ เมือ่ สูดดมเอา ผงของซิลกิ าเจลเขา้ ไป ก็ทาใหเ้ กิดการ
ระคายเคอื งของทางเดินหายใจได้
THANK
YOU.