คู่มือรูปแบบ
การจัดกิจกรรมจิตอาสาของ
โรงเรียนในศูนย์เครือข่าย
การศึกษาพุนพิน 4 (ศรีวิชัย)
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
ณัฐวัชร โปณะทอง
นักศึกษาปริญญาโท
สาขาวิชาการบริหารการศึกษา
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษร์ธานี
คำนำ
คู่มือรูปแบบการจัดกิจกรรมจิตอาสาฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นคู่มือสำหรับรูป
แบบการจัดกิจกรรมจิตอาสาของโรงเรียนในศูนย์เครือข่ายพุนพิน 4 (ศรีวิชัย) โดย
มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บุคลากรทางการศึกษามีความเข้าใจในการใช้รูปแบบการจัด
กิจกรรมจิตอาสา มี 4 องค์ประกอบ องค์ประกอบที่ 1 นโยบาย/หลักการการจัด
กิจกรรมจิตอาสา องค์ประกอบที่ 2 วัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมจิตอาสา องค์
ประกอบที่ 3 วิธีการดำเนินการของรูปแบบ องค์ประกอบที่ 4 แนวทางการ
ประเมินผลและการจัดกิจกรรมจิตอาสา เป็นรูปแบบการจัดกิจกรรมจิตอาสาที่
สามารถนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อปรับปรุงระบบการศึกษาและพัฒนาการปลูกฝังจิต
อาสา นำพาประเทศไทยในอนาคต จิตอาสาจึงเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาเยาวชน
ให้เป็นคนที่สมบูรณ์พร้อม ผู้วิจัยจึงได้ทำคู่มือรูปแบบการจัดกิจกรรมจิตอาสา
ศูนย์เครือข่ายการศึกษาพุนพิน 4 (ศรีวิชัย)
ผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คู่มือการจัดกิจกรรมจิตอาสา ศูนย์เครือ
ข่ายพุนพิน 4 (ศรีวิชัย) จะเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการ
จัดกิจกรรมจิตอาสาของโรงเรียนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและ
เกิดประโยชน์แก่ผู้เรียนอย่าสูงสุดต่อไป
ณัฐวัชร โปณะทอง
สารบัญ
1 บทนำ
2 ความสำคัญและความเป็ นมาของรูปแบบ
6 วัตถุประสงค์
7 รูปแบบการบริหารกิจกรรมจิตอาสาของโรงเรียนในศู นย์เครือ
ข่ายการศึ กษา พุ นพิน 4 (ศรีวิชัย)
8 องค์ประกอบที่ 1 นโยบาย/หลักการการจัดกิจกรรมจิตอาสา
12 องค์ประกอบที่ 2 วัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมจิตอาสา
14 องค์ประกอบที่ 3 การดำเนิ นการของรูปแบบ
28 องค์ประกอบที่ 4 แนวทางการประเมินผลและการกิจกรรม
จิ ตอาสา
31 เงื่อนไขความสำเร็จ
33 แนวทางการนำรูปแบบไปใช้
34 เอกสารอ้างอิง
บทนำ
การพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมจิตอาสา ศูนย์เครือข่าย การศึกษา
พุนพิน 4 (ศรีวิชัย) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
สุราษฎร์ธานี เขต 2 ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น คือ รูปแบบการจัดกิจกรรม
จิตอาสา มีรายละเอียดของรูปแบบ ดังนี้
รู ปแบบการจัดกิ จกรรมจิ ตอาสาของโรงเรี ยน
ในศูนย์เครือข่ายการศึกษา พุนพิน 4 (ศรีวิชัย)
01
ความเป็นมาและ
ความสำคัญของรูปแบบ
กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินติดตามประเมินผลการดำเนินงานใน
ภาพรวมของการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษแรก พบว่า ปัญหาที่ต้อง
เร่งพัฒนา คือ คุณภาพผู้เรียน ครู คณาจารย์และบุคลากรทางการ
ศึกษา ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการ การเพิ่มโอกาสทางการ
ศึกษา และผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ต่ำขาดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ทั้ง
การคิดวิเคราะห์และการแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง กระทรวง
ศึกษาธิการได้ประกาศให้ดำเนินการการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่
สอง (พ.ศ. 2552 - 2561) โดยกำหนดเป้าหมายว่า ภายในปี 2561
คนไทยยุคใหม่ จะต้องมีคุณลักษณะสำคัญ คือ สามารถเรียนรู้ได้ด้วย
ตนเอง รักการอ่าน และมีนิสัยใฝ่เรียนรู้ตลอดชีวิต มีความสามารถใน
การสื่อสาร สามารถคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา คิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีจิต
สาธารณะ มีระเบียบวินัย เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม มีศีลธรรม
คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม จิตสำนึก และความภูมิใจในความเป็น
ไทย ยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์
ทรงเป็นประมุข สภาพสังคมไทยปรากฏหลักฐานเป็นที่ประจักษ์โดยทั่ว
กันแล้วว่า การที่ประเทศมุ่งพัฒนาอย่างมากทางด้านเศรษฐกิจ แม้จะ
เกิดการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและความเจริญทางวัตถุอย่างเห็นได้
ชัด แต่ความเจริญและการพัฒนานั้นก็มิได้เป็นไปอย่างยั่งยืน
02
ในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมาสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไป
อย่างรวดเร็ว ด้วยกระแสของคลื่นลูกที่สามและสี่โหมกระหน่ำอย่างไร้
แรงต้าน ทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่ไม่แน่นอน จะเป็นสังคม
อุตสาหกรรมก็ไม่ใช่ สังคมเกษตรกรรมก็ไม่เชิง อีกทั้งคนไทยยังไม่ได้
เตรียมตัวเตรียมใจเพียงพอในการรับกระแสข่าวสารที่กระโหมมา ทั้ง
ที่เป็นสาระความรู้ การโฆษณาชวนเชื่อ และการครอบงำจูงใจที่
บิดเบือนไปจากความเป็นจริง สังคมไทยไม่ได้ถูกรุกรานโดยแนวคิด
วัตถุนิยม และบริโภคนิยมเท่านั้น หากแต่วิถีชีวิตไทยที่มีครอบครัว
อบอุ่น ชุมชนที่เอื้ออาทรต่อกันและอยู่ร่วมกันอย่างสันติก็กลับกลาย
เป็นความแตกแยก แก่งแย่ง แข่งขัน ชีวิตคนเริ่มเครียด ชุมชน
อ่อนแอ สังคมขาดความสงบสุข ในขณะที่โครงสร้างพื้นฐานของ
ประเทศพัฒนาไปรวดเร็วนั้น โครงสร้างพื้นฐานของคนกลับถดถอย
และถอยกลับไปสู่ความป่าเถื่อน การร่วมมือกันรณรงค์ส่งเสริม “จิต
อาสา” ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นการเรียก “น้ำใจงาม” ของคน
ไทยให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง และควรจะต้องดีขึ้นกว่าเดิม เพราะไม่ได้
กำหนดอยู่เฉพาะญาติมิตร เพื่อน หรือคนรู้จักเท่านั้น แต่ควรต้องเผื่อ
แผ่ดูแลสังคมไทย สิ่งแวดล้อม ชุมชน ตลอดจนปัญหาต่าง ๆ รอบตัว
ร่วมกัน ร่วมสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ และทำความดีให้เป็นรูปธรรมกันมาก
ขึ้น ไม่เพียงแต่รอดูว่าใครจะรับผิดชอบเรื่องอะไร แต่ควรต้องออกมา
มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบด้วยกัน ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ซึ่งจิต
อาสา คือทางเลือกหนึ่งที่เหมาะสมกับยุคปัจจุบัน
03
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดให้มีสาระการเรียน
รู้ 8 กลุ่ม และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน การเข้าร่วมและปฏิบัติ
กิจกรรมที่เหมาะสมร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุขกับกิจกรรมที่เลือก
ด้วยตนเองตามความถนัด และความสนใจอย่างแท้จริง การพัฒนา
ที่สำคัญ ได้แก่ การพัฒนาองค์รวมของความเป็นมนุษย์ให้ครบทุก
ด้าน ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม โดยอาจจัดเป็น
แนวทางหนึ่งที่จะสนองนโยบายในการสร้างเยาวชนของชาติให้เป็น
ผู้มีศีลธรรม จริยธรรม มีระเบียบวินัยและมีคุณภาพเพื่อพัฒนาองค์
รวมของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ปลูกฝั งและสร้างจิตสำนึกของ
การทำประโยชน์เพื่อสังคม ซึ่งสถานศึกษาจะต้องดำเนินการอย่างมี
เป้าหมายมีรูปแบบและวิธีการที่เหมาะสม กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่ง
พัฒนาให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองตามศักยภาพ พัฒนาอย่างรอบ
ด้านเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์
และสังคม กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ประกอบด้วยกิจกรรม 3 ลักษณะ
ดังนี้ 1)กิจกรรมแนะแนว 2) กิจกรรมนักเรียน ประกอบด้วย
กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด ผู้บำเพ็ญประโยชน์ และ
นักศึกษาวิชาทหาร กิจกรรมชุมนุม ชมรม 3) กิจกรรมเพื่อสังคม
และสาธารณประโยชน์ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551 : 2-3)
04
โรงเรียนในศูนย์เครือข่าย พุนพิน 4 (ศรีวิชัย) จังหวัด
สุราษฎร์ธานี มีความมุ่งหวังที่จะบริหารสถานศึกษาและ
กระบวนการเรียนรู้ที่ดี เพื่อให้บุคลากรในสถานศึกษา
และสังคมได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพ เท่าทันต่อ
การเปลี่ยนแปลงกับสิ่งรอบด้าน โดยการจัดกิจกรรมที่
ส่ ง เ ส ริ ม ใ ห้ ผู้ เ รี ย น บำ เ พ็ ญ ต น ใ ห้ เ ป็ น ป ร ะ โ ย ช น์ ต่ อ สั ง ค ม
ชุมชน และท้องถิ่น ตามความสนใจในลักษณะจิตอาสา
เพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบ ความดีงาม ความเสีย
สละ ต่อสังคม และการมีจิตสาธารณะ ได้จัดกิจกรรม
พัฒนาผู้เรียน ในกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณะ
ป ร ะ โ ย ช น์ ต า ม ห ลั ก สู ต ร แ ก น ก ล า ง ก า ร ศึ ก ษ า ขั้ น พื้ น ฐ า น
โดยให้ผู้เรียนเข้าร่วมและปฏิบัติกิจกรรมที่เหมาะสม
ร่ ว ม กั บ ผู้ อื่ น อ ย่ า ง มี ค ว า ม สุ ข กั บ กิ จ ก ร ร ม ที่ เ ลื อ ก ด้ ว ย
ตนเองตามความถนัด และความสนใจอย่างแท้จริง
05
วัตถุประสงค์
เพื่ อเป็ นแนวทางในพั ฒนาการ
1 จั ด กิ จกรรมจิ ตอาสาของโรงเรี ยนใน
ศู นย์ เครื อข่ าย พุ นพิ น 4 (ศรี วิ ชั ย)
จั งหวั ดสุ ราษฎร์ ธานี ให้ มี ประสิ ทธิ ภาพ
บรรลุ เป้ าหมายในการจั ดกิ จกรรม
เพื่อให้สถานศึ กษาสามารถวางแผนการ 2
บริ หารจั ดการทรั พยากรได้ อย่ างคุ้ มค่ า
3 เพื่อให้สถานศึ กษามีกรอบในการ
ดำเนิ นงานที่ ชั ดเจนมากขึ้ น
06
รูปแบบการจัดกิจกรรมจิตอาสาของ
โรงเรียนในศูนย์เครือข่ายการศึกษา
พุนพิน 4 (ศรีวิชัย)
07
องค์ประกอบที่ 1
นโยบาย/หลักการการจัด
กิจกรรมจิตอาสา
08
องค์ประกอบที่ 1 นโยบาย/หลักการการจัด
กิจกรรมจิตอาสา
ประกอบด้วย
1. กำหนดวิสัยทัศน์ ของการจัดกิจกรรมจิตอาสา
จิตอาสา หมายถึง การกระทำของบุคคล ที่เสียสละ ไม่ว่าจะเป็น
แรงกาย ทรัพย์สิน เงินทอง หรือปั ญญา กระทำเพื่อช่วยเหลือบุคคล
อื่น เป็นความรับผิดชอบต่อสังคม มีความสุขที่จะกระทำโดยไม่หวังสิ่ง
ตอบแทนเป็นทรัพย์สินหรือเงินทอง และการกระทำนั้นจะต้องไม่ใช่
งานที่ต้องกระทำตามหน้าที่ การมีจิตอาสาหรือจิตสาธารณะนั้น เป็น
สิ่งที่เกิดตามวิถีการดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคล สภาพแวดล้อมต่าง ๆ
ตั้งแต่ระดับ ครอบครัว ชุมชน มีผลต่อการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม
ของบุคคล จิตสำนึกสาธารณะ หรือจิตสำนึกทางสังคม อยู่ภายใต้
อิทธิพลของปั จจัยแวดล้อม ทั้งภายในและภายนอก
09
ปัจจัยภายนอก ปัจจัยภายใน
เป็นปั จจัยที่เกี่ยวกับภาวะทางสัมพันธภาพ สำนึกที่เกิดจากปั จจัยภายใน หมายถึง การ
ของมนุษย์ ภาวะทางสังคมเป็นภาวะที่ลึก คิดวิเคราะห์ของแต่ละบุคคล ในการ
ซึ้ง ที่มีผลต่อจิตสำนึกด้านต่าง ๆ ของ พิจารณาตัดสินคุณค่า และความดีงาม ซึ่ง
มนุษย์ เป็นภาวะที่ได้อบรมกล่อมเกลา ส่งผลต่อพฤติกรรมและการประพฤติ
และสะสมอยู่ในส่วนของการรับรู้เรื่อย ๆ ปฏิบัติ โดยเฉพาะการปฏิบัติทางจิตใจ เพื่อ
ทำให้เกิดสำนึกที่มีรูปแบบหลากหลาย ขัดเกลาตนเอง ให้เป็นไปทางใดทางหนึ่ง
ภาวะแวดล้อมทางสังคมนี้ เริ่มตั้งแต่พ่อ โดยเกิดจากการรับรู้ จากการเรียนรู้ การ
แม่ พี่น้อง ญาติ เพื่อน ครู สื่อมวลชน มองเห็น การคิดแล้วนำมาพิจารณา เพื่อ
บุคคลทั่วไป ตลอดจนระดับองค์กร ตัดสินใจว่าต้องการสร้างสำนึกแบบใด ก็
วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ กฎหมาย จะมีการฝึกฝนและสร้างสมสำนึกเหล่านั้น
ศาสนา รวมทั้งภาวะแวดล้อมด้านสื่อสาร
มวลชน และส่วนที่กำกับสำนึกของบุคคล
คือ การได้สัมผัสจากการใช้ชีวิต ที่มีพลัง
ต่อการเกิดสำนึก อาทิการไปโรงเรียน ไป
ทำงาน ดูละคร ฟั งผู้คนสนทนากัน รับรู้
เหตุการณ์บ้านเมืองขับรถฝ่าการจราจรที่
แออัด
ดังนั้น การเกิดจิตอาสาหรือจิตสำนึก ไม่สามารถสรุป
แยกแยะได้ว่าเกิดจากปั จจัยภายในหรือภายนอกเพียงอย่างใดอย่าง
หนึ่ง เพราะทุกสรรพสิ่ง มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันจิตสำนึกที่มา
จากภายนอก เป็นการเข้ามาโดยธรรมชาติ กระทบต่อความรู้สึกของ
บุคคล แล้วกลายเป็นจิตสำนึกโดยธรรมชาติ และมักไม่รู้ตัว แต่
จิตสำนึกที่เกิดจากปัจจัยภายใน เป็นความจงใจเลือกสรร บุคคล
ระลึกรู้ตนเองเป็นอย่างดี เป็นสำนึกที่สร้างขึ้นเองระหว่างปัจจัย
ภายในและภายนอก เป็นปฏิสัมพันธ์ที่มีความต่อเนื่องกัน ดังนั้น
การพัฒนาจิตสำนึกจึงต้องกระทำควบคู่กันไปทั้งปั จจัยภายใน
และภายนอก
10
2. มุ่งสร้างความรับผิดชอบและความมีระเบียบวินัยของนักเรียน
ปัจจัยที่ก่อให้เกิดจิตอาสาไว้ว่า จิตอาสา จิตสาธารณะ
หรือจิตสำนึกสาธารณะ (Public Consciousness) มาจากคำว่า
P + U + B + L + l + C. Public มีรายละเอียดดังนี้
P Professional ทำงานแบบมืออาชีพ คน L Local ภูมิปั ญญาท้องถิ่น คนไทยทุกคน
ไทยทุกคนที่คิดใหม่ ทำใหม่จะต้อง จะต้องเป็นผู้ที่เชื่อและศรัทธา ในความ
เป็นมืออาชีพ รู้สึกในหน้าที่ รับผิดชอบ เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ของภูมิปั ญญาไทย
รู้รอบในงานที่เกี่ยวข้อง ต้องพัฒนา ลดความเชื่อทันสมัยนิยมลง จะนำไปสู่
ตนเองอยู่ตลอดเวลา หาความรู้ใหม่ การแก้ปั ญหาอย่างเป็นระบบ และเข้า
เสมอ กับบริบทของสังคมไทย คนไทยทุกคน
ต้องเลิกดูถูกภูมิปั ญญาของคนในระดับ
U Unity เอกภาพ ค่านิยมใหม่ ต้องเป็นไป รากหญ้า แล้วหันไปสู่วิถีของการเรียนรู้
ในทิศทางของความสามัคคีในหมู่คณะ ร่วมกัน เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการ
ไม่อิจฉาริษยากัน ควรจะฝึกการทำงาน เรียนรู้ในชุมชน
เป็นทีม เพราะการที่คนในองค์กรมี
เอกภาพ จะช่วยให้การขับเคลื่อนภาระ I Integrity ความซื่อสัตย์ คนไทยทุกคน
งาน เพื่อมวลประชาเป็นไปด้วยความ จะต้องยึดเอาความซื่อสัตย์เป็นที่ตั้ง
เรียบร้อย มีหลายองค์กร ที่คนใน เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคม คิดดี
องค์กรกลัวกัน ได้ดี เลยไม่มีใครทำ ทำดี เพื่อชาติ งานทุกชิ้นจะต้องตรวจ
อะไร คนไทยทุกคนก็ไม่ได้อะไรด้วย สอบได้ มีความโปร่งใส
แต่ในความเป็นเอกภาพ ก็ยอมให้มี
ความแตกต่างได้ แต่อย่าแตกแยก C Creative สร้างสรรค์ คนไทยทุกคนจะ
ต้องคิดและทำงานที่สร้างสรรค์พัฒนา
B Believe ความเชื่อ คนไทยทุกคนจะ นวัตกรรมใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นกับสังคม
ต้องทำงานด้วยความเชื่อ เชื่อคำสอน ต้องไม่หยุดนิ่ง เพื่อประชาชนและ
ของพระพุทธเจ้า เชื่อในสิ่งที่ถูกต้อง ประเทศชาติ
แล้วยึดให้มั่น ถ้าคนไทยทุกคนขาดซึ่ง
ความเชื่อ การทำงานก็จะขาดพลัง
การมีจิตอาสาหรือจิตสาธารณะนั้น เป็นสิ่งที่เกิดตามวิถีการดำเนินชีวิต
ของแต่ละบุคคล สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับ ครอบครัว ชุมชน มีผลต่อ
การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของบุคคล จิตสำนึกสาธารณะ หรือจิตสำนึกทาง
สังคม อยู่ภายใต้อิทธิพลของปัจจัยแวดล้อม ทั้งภายในและภายนอก
11
องค์ประกอบที่ 2
วัตถุประสงค์
การจัดกิจกรรมจิตอาสา
12
องค์ประกอบที่ 2 วัตถุประสงค์
การจัดกิจกรรมจิตอาสา
ส่งเสริมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
1 เพื่อปลูกฝังให้ผู้เรียน มีจิตอาสาทั้งต่อ
ครอบครัว ชุมชน โรงเรียน
2 ฝึกนักเรียนให้มีจิตสำนึกที่คำนึง
ถึงส่วนรวมอยู่เสมอ
3 ดูแลและรักษาทรัพยากรของส่วนรวม
ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
13
องค์ประกอบที่ 3
การดำเนินการของรูปแบบ
14
องค์ประกอบที่ 3 การดำเนินการของรูปแบบ
การดำเนินการของรูปแบบการบริหารกิจกรรมจิตอาสาของโรงเรียนใน
ศูนย์เครือข่ายการศึกษา พุนพิน 4 (ศรีวิชัย) มีแนวทางจัดการกิจกรรมจิตอาสา
ของนักเรียน 5 งาน ดังนี้
1. งานทำความสะอาดสถานที่ในโรงเรียน
กิจกรรมภารโรงห้องจิ๋ว กำหนด กิจกรรมเขตพื้นที่สะอาด
ให้มีนักเรียนภารโรงห้องจิ๋ว มีน้ำใจ บรรยากาศดี จัดทำในรูปแบบ
มีจิตอาสาพัฒนาห้องเรียนให้มีความ ครอบครัวคุณธรรม โดยแบ่งนักเรียน
สะอาดเรียบร้อย น่าเรียน โดยการ ออกเป็นเป็น 4 กลุ่ม เรียกชื่อกลุ่มว่า
ดำเนินงานเริ่มจาก สมาชิกจิตอาสา ครอบครัว ประกอบด้วย ครอบครัว
ของโรงเรียนชักชวนเพื่อน ๆ เมตตา ครอบครัวกรุณา ครอบครัว
หาเครือข่ายเพื่อนนักเรียนในห้อง มุทิตา และครอบครัวอุเบกขา จัดให้มี
และต่างห้องเรียน ในอัตราส่วน 1:3 แกนนำครอบครัวละ 5 คน เป็นผู้นำ
แล้วชักชวนกันเพิ่มจำนวนไปเรื่อย ๆ ในการดำเนินงาน มีพ่อครูแม่ครูเป็นที่
จนทำให้ได้นักเรียนที่มีจิตอาสาขยาย ปรึกษาจัดทำกิจกรรมจิตอาสาใน
ออกเป็นวงกว้าง จนกระทั่งครบทุก โรงเรียน โครงงานเขตพื้นที่สะอาด
ห้องเรียน วิธีการที่ทำเป็นประจำทุก บรรยากาศดีนี้ จะแบ่งเขตพื้นที่ภายใน
วัน ได้แก่ นักเรียนจะมาถึงห้องเรียน โรงเรียนออกเป็น 4 เขต ใช้วิธีการจับ
ก่อนคุณครู เพื่อทำหน้าที่ภารโรงห้อง ฉลากให้ครอบครัวแต่ละครอบครัว
จิ๋วทำการเก็บกวาดห้องเรียนให้ ดูแลรักษาทำความสะอาดทุกเช้า ก่อน
สะอาดเรียบร้อย หากพบวัสดุ เข้าร่วมกิจกรรมหน้าเสาธง
อุปกรณ์สถานที่ที่ชำรุดเสียหายเกิน
ความสามารถก็จะรายงานให้คุณครู
ที่ปรึกษาทราบเพื่อแก้ไขต่อไป
15
2. งานจัดการขยะในโรงเรียน
กิจกรรมพับขยะก่อนลงถัง รวมพลังโรงเรียนสะอาด โดยกำหนดให้นักเรียน
ทุกระดับชั้น ตั้งแต่อนุบาลถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย รับผิดชอบพับขยะของ
ตนเองให้เล็กที่สุดและทิ้งให้ถูกที่ทุกครั้ง ภายหลังรับประทานอาหาร ต้องเก็บล้าง
ภาชนะของตนเองให้เรียบร้อย แต่ละชั้นเรียนจะเพิ่มความน่าความสนใจ โดยตั้ง
ชื่อโครงงานแตกต่างกันไป เช่น “โครงงานพับขยะให้ชิ้นเล็ก เด็กสตรีฯ ทิ้งลง
ถัง” “โครงงานรักษ์โลก รักโรงเรียน เปลี่ยนนิสัย ใส่ใจพับขยะ” และ “โครงงาน
ล้างสะอาด ปราศจากเชื้อโรค” เป็นต้น
กิจกรรมจิตสาธารณะ R ตานี อาสา
ทำความดีด้วยหัวใจ โดยกำหนดให้นักเรียน
นักศึกษาทุกคนลงมือทำกิจกรรม
สาธารณประโยชน์ด้วยตนเอง และรู้จักปรับ
ตัวให้สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ โดยกา
รบูรณาการพฤติกรรมจิตอาสาไว้ในกิจกรรม
พัฒนานักเรียน นักศึกษาให้เป็นคนดีและคน
เก่ง ตามมาตรฐาน 5 แผนที่ 5 แผนเก่งของ
คณะกรรมการองค์การวิชาชีพ และคณะ
กรรมการชมรมวิชาชีพด้านการจัดการขยะ
เช่น เพิ่มหน่วยการเรียนรู้ “การคัดแยกขยะ
ด้วย ๓ R” และจัดทำโครงงานจิตอาสาด้าน
จัดการขยะ ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมที่หลาก
หลาย เช่น ลดขยะอินทรีย์ ธนาคารขยะขยะ
เพื่อสังคม ตาสับปะรด และจัดประกวด
Singing Recycle Contest Popular
Paparazzi เป็นต้น
16
กิจกรรมรู้จักสร้าง รู้จักใช้ โดยน้อมนำ
“หลักการทรงงาน” ของพระบาทสมเด็จพระ
ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตรที่
ว่า “ประหยัด เรียบง่าย เกิดประโยชน์สูงสุด
มาเป็นแนวทางส่งเสริมให้นักเรียนตระหนักถึง
การนำสิ่งของเหลือใช้ ไปประยุกต์เพื่อนำกลับ
มาใช้ใหม่ เช่น นำขวดน้ำที่ทิ้งแล้วในโรงเรียน
มาทำเป็นด้ามไม้กวาด เพื่อใช้ในการทำความ
สะอาดเขตพื้นที่โรงเรียน ช่วยลดปัญหาขยะ
ในโรงเรียนและนำสิ่งของที่เหลือใช้ที่เก็บ
รวบรวมไว้เป็นขยะไปขาย เพื่อนำรายได้มา
จัดหาอุปกรณ์เครื่องเขียน เสื้อผ้า ให้กับ
นักเรียนยากจน ขาดแคลน ต้อยโอกาสใน
โรงเรียนและในชุมชน นอกจากนี้โรงเรียนบาง
แห่งคิดสร้างสรรค์วิธีการจัดการขยะ โดยลด
ปริมาณขยะได้ตั้งแต่นักเรียนเข้ามาใน
โรงเรียน กล่าวคือ ให้นักเรียนทุกคนนำขวดน้ำ
แก้วน้ำ ส่วนตัวนำมาจากบ้าน ใช้แล้วทำความ
สะอาดไม่ทิ้งเป็นขยะทำให้ปริมาณขยะลดลง
ได้ทันที กรณีที่มีการนำขยะมาเพิ่มมูลค่า โดย
การคัดแยกและจำหน่าย มีรายได้เมื่อสิ้นภาค
เรียน ก็นำเงินนั้นไปซื้ออุปกรณ์การเรียนที่
จำเป็นต่อไป
17
3. งานพัฒนาการเรียนรู้
กิจกรรมสอนน้องพูดภาษาอังกฤษ โดยรับสมัครกลุ่มน้องที่ต้องการ
ฝึกการสื่อสารภาษาอังกฤษ มีการประชุมวางแผนร่วมกัน กำหนด วัน เวลา
สถานที่ ที่จะไปดำเนินการ แบ่งกิจกรรมออกเป็นฐานการเรียนรู้ ดำเนิน
กิจกรรมโดยใช้การเล่านิทาน พร้อมจัดการแสดงให้น้อง ๆ ได้ดูและสอด
แทรกคำศัพท์ภาษาอังกฤษไปในเนื้อเรื่อง เพื่อให้น้อง ๆ สนใจ มีของรางวัล
ให้กับน้อง ๆ ที่ร่วมกิจกรรมตอบคำถามคำศัพท์ภาษาอังกฤษ และน้อง ๆ
ที่ตั้งใจร่วมกิจกรรม เช่น ตุ๊กตา ขนม เพื่อเป็นกำลังใจ นอกจากนี้พี่ ๆ ก็มี
กิจกรรมนันทนาการ เช่น เล่นมอญซ่อนผ้า งูกินหาง เป็นต้น เพื่อสร้างความ
สนุกสนานเพลิดเพลินให้กับน้อง ๆ โดยไม่รู้สึกเบื่อหน่ายกับกิจกรรม
กิจกรรมคุณธรรม น้องพี่ชุมนุมเทพคณิต มีเป้าหมายเพื่อพัฒนา
ศักยภาพพื้นฐานคณิตศาสตร์และภาษาไทย คู่คุณธรรม สู่ความเป็นเลิศ
โดยคัดนักเรียนที่มีปัญหาการเรียนรู้ด้านภาษา และด้านคำนวณในระดับชั้น
ต่าง ๆ และอาสาสมัครนักเรียนที่มีความพร้อมด้านการเรียนรู้ เป็นกลุ่มแกน
นำ เน้นการจัดกิจกรรมพัฒนาการเรียนการสอน การใช้สื่อสำเร็จรูป ช่วย
พัฒนาด้านภาษาและคำนวณ โดยใช้เวลาหลังเลิกเรียน มีครูและเพื่อน
นักเรียน ช่วยแนะนำและติดตาม ดูแลนักเรียนให้นักเรียนที่เรียนอ่อนหรือ
เรียนรู้ช้า มาเข้าร่วมกิจกรรมเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ กำหนดเวลาประมาณ
30 – 90 นาที
18
กิจกรรมจิตอาสารวมพลังความดี โดยรับ
สมัครนักเรียนจิตอาสาและคัดเลือกเป็นแกนนำของ
โครงงาน แต่งตั้งให้ประจำหมู่บ้านของนักเรียน
เพื่อความสะดวกในการทำ “กิจกรรมสอนน้องอ่าน
หนังสือและทำการบ้าน” โดยเริ่มจากการชี้แจงให้
นักเรียนเข้าใจกิจกรรมและวิธีดำเนินงานของโครง
งาน กำหนดเวลาและสถานที่นัดพบ จัดรวมกลุ่มจิต
อาสาออกไปสอนน้อง แต่ละหมู่บ้านรวบรวมรายชื่อ
นักเรียนที่ขาดเรียนบ่อย และมีปัญหาด้านการอ่าน
และทำการบ้านของแต่ละหมู่บ้าน นักเรียนแกนนำ
จะรวบรวมความก้าวหน้าในการอ่านของนักเรียน
แต่ละหมู่บ้านเป็นรายเดือน นำเสนอครูที่ปรึกษา
ช่วยให้นักเรียนกลุ่มเป้าหมายมีพัฒนาการอ่านการ
เขียนดีขึ้นมาก และมีการมอบเกียรติบัตรให้แก่
นักเรียนแกนนำ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการทำงาน
ต่อไปด้วย
กิจกรรมพี่รักน้อง น้องรักพี่ เรารักกัน
เป็นกิจกรรมที่รวม พี่ เพื่อน น้องอยู่รวมกัน ให้พี่
สอนน้อง เพื่อนสอนเพื่อน โดยแบ่งเป็นรายกลุ่ม
ย่อย ๆ ตามสภาพปัญหาการอ่าน ให้คนเก่งอาสา
ช่วยเหลือคนที่อ่อนกว่าฝึกฝนการอ่าน พี่หนึ่งคน
อาจมีน้อง 2-3 คนคอยช่วยดูแล พร้อมกับครูที่
ปรึกษาเป็นการเติมเต็มความรักซึ่งกันและกัน
ด้วยความสามัคคีด้วยจิตอาสา
19
4. งานส่งเสริมสุขภาวะ
กิจกรรมดอกไม้หลากสีความดีหลากหลาย มีเป้าหมายเพื่อสร้าง
นวัตกรรมเชิดชูคนดี ยิ่งกว่าคนเก่ง เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะทางจิตของ
นักเรียน โดยมีการเปิดใจทั้งใจครูและใจศิษย์ ให้ยอมรับซึ่งกันและกัน
และให้นักเรียนเห็นคุณค่าในตนเอง (เราก็เป็นคนดีได้) โดยให้ทุกคนนำ
ดอกไม้มาคนละดอกแทนตัวตนของนักเรียน นำมาปักแจกันหน้าองค์พระ
ทุกวันศุกร์ตอนเช้าก่อนไหว้พระสวดมนต์ ครูจะให้คำแนะนำชวนคิดว่า
ดอกไม้เหล่านั้น มีหลากหลายสี ขนาดและชนิด เมื่อปักในแจกันแล้วก็เป็น
สิ่งเลอค่าควรแก่การน้อมไหว้สักการะเป็นคติธรรมว่า “ทุกคนดีได้ด้วย
ใจน้ำ”
กิจกรรมรณรงค์/ป้องกันอุบัติภัยและ กิจกรรมพัฒนาศาสน
สารเสพติด เช่น ชมรม To Be Number สถาน ได้แก่ วัด และมัสยิด
One จัดประกวดคำขวัญ จัดทำ เช่น ทำความสะอาดวัดเติม
สติ๊กเกอร์ อบรมขับขี่ปลอดภัยใส่หมวก ฝันแบ่งปันรอยยิ้ม กิจกรรม
กันน็อค การปฏิบัติตามกฎจราจร วินัย พัฒนาวัดใกล้ กิจกรรม 5 ส
จราจร ป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นใน กิจกรรมพัฒนาลานวัด ขน
ชุมชน กิจกรรมรณรงค์สร้างภูมิคุ้มกันบุ ทรายเข้าวัด มี 9 โรงเรียน
รี่ รณรงค์ต่อต้านยาเสพติดและป้องกัน
โรคติดต่อร้ายแรง รณรงค์ลดละเลิกยา
เสพติด จัดกิจกรรมกีฬาต้านยาเสพติด
20
5. งานพัฒนาสภาพแวดล้อมในโรงเรียน
กิจกรรมคุณธรรมดอกดาวเรือง กิจกรรมปรับปรุงภูมิทัศน์และ
"มุ่งให้นักเรียนจิตอาสา สามารถปลูก สภาพแวดล้อมของโรงเรียนให้
ดอกดาวเรืองให้ได้รับผลผลิตเหมาะ สะอาดสวยงามร่มรื่นปลอดภัย” โดย
สมและสวยงาม สร้างห้องเรียน จัดให้โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ด้าน
ธรรมชาติด้วยการใช้พื้นที่ว่างให้เกิด คุณธรรมจริยธรรมเพื่อนำแนวคิด
ประโยชน์ และคุ้มค่ามากที่สุด รวม ปรัชญาด้านคุณธรรมไปประยุกต์ใช้
ทั้งเป็นการสร้างงานสร้างรายได้ให้ ในชีวิตประจำวันได้ เช่น ร่วมกันจัด
กับนักเรียน โรงเรียน ผู้ปกครอง ทำป้ายโรงเรียนคุณธรรม ป้าย
และชุมชน งานขั้นแรกเริ่มจากการ พระบรมราโชบายด้านการศึกษาของ
ประชุมชี้แจงคณะกรรมการดำเนิน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ป้ายศาสน
งาน สำรวจตลาดความต้องการใช้ สุภาษิต ป้ายสมุนไพร และป้าย
ดอกไม้ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี สรุป ต้นไม้พูดได้ เป็นต้น ประดับตกแต่ง
ผลและเลือกปลูกดอกไม้ที่มีความ โดยรอบบริเวณโรงเรียน ในสถานที่
ต้องการ เหมาะสม เป็นการส่งเสริมให้
นักเรียนมีความรู้คู่คุณธรรม เตือน
จิตติดตาจำได้ ทั้งในห้องเรียน
อาคารเรียน มุมพักผ่อนตามอาคาร
เรียน ลานธรรม ชั้นพักบันได ศูนย์
การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง สวน
คุณธรรม ห้องน้ำ ห้องเรียน และ
ห้องปฏิบัติการต่าง ๆ เพื่อระลึกถึง
การทำความดีสม่ำเสมอ
21
โดยกระบวนการจัดกิจกรรมทั้งหมด ซึ่งอยู่ภายใต้ การพัฒนา
ประสิทธิภาพของการดำเนินงานผ่านกระบวนการ PDCA ซึ่งประกอบด้วย
ขั้นตอน 4 ขั้นตอน คือ วางแผน ปฏิบัติ ตรวจสอบ ปรับปรุง การดำเนิน
กิจกรรม PDCA อย่างเป็นระบบให้ครบวงจรอย่างต่อเนื่องหมุนเวียนไป
เรื่อย ๆ ย่อมส่งผลให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพเพิ่มขึ้น
โดยตลอดวงจร PDCA นี้ขั้นตอนแต่ละขั้นของวงจร PDCA มีรายละเอียด
ดังนี้
1. การวางแผน (Plan)
ในบรรดาส่วนประกอบทั้งสี่ส่วนของวงจรคุณภาพนั้นควรพิจารณา
การวางแผนเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าส่วนอื่นไม่มี
ความสำคัญเพียงแต่ว่าส่วนการวางแผนจะเป็นส่วนที่ทำให้ส่วนอื่นสามารถ
ทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลถ้าแผนการไม่เหมาะสมจะมีผลทำให้ส่วนอื่นไร้
ประสิทธิผลตามไปด้วย แต่ถ้ามีการเริ่มต้นวางแผนที่ดีจะทำให้มีการแก้ไข
น้อยและกิจกรรมจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ระเบียบวิธีปฏิบัติ เกี่ยวกับการวางแผนในการปรับปรุง เป็นการลดช่อง
ว่างระหว่างสิ่งที่ต้องการให้เป็น กับสิ่งที่เป็นอยู่จริง และกิจกรรมการ
ปรับปรุง ที่มีประสิทธิผลจำเป็นต้องมีมุมมองที่แม่นยำในทั้งสองสิ่งเปรียบ
เสมือน การสร้างบ้านบนพื้นทราย ไม่ว่าจะออกความพยายามเพียงใดก็ตาม
ถ้าภาพในมุมมองของสถานการณ์ที่ต้องการและสถานการณ์จริงไม่ชัดแล้ว
ก็ จะไม่ได้ผลลัพธ์กลับมา ดังนั้น จึงควรจะสร้างวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการ
วางแผน ประกอบด้วย การวิเคราะห์สถานการณ์ และการจำแนกปัญหา
การตั้งเป้าหมาย เข้าใจถึงข้อจำกัด และขอบเขต รวมถึงการนำมาพิจารณา
มองถึงวิธีการปรับปรุงที่เป็นไปได้ ตัดสินใจถึงแผนปฏิบัติ การกำหนดวิธี
สำหรับตรวจสอบ และประเมินผลลัพธ์ที่ได้
22
การพัฒนาแผน โดยปกติปัญหาที่ถูกนำมาแก้ไขเพื่อปรับปรุง
นั้น จะประกอบด้วยสาเหตุหลายประการ ในการแก้ปัญหานี้อย่าง
เป็นระบบ ผู้นำขององค์กรต้องทำการจัดทำและพัฒนาแผนการ
ปรับปรุง และการพัฒนาแผน ประกอบด้วย การกำหนดกิจกรรม
พื้นฐานที่ต้องการปรับปรุงอย่างชัดเจน แยกกิจกรรมออกตาม
โครงสร้างองค์กร กระจายส่วนย่อยของกิจกรรมพื้นฐานไปตาม
ฝ่ายต่าง ๆ ในองค์กร กำหนดวิธีการประเมินความสำเร็จในการ
บรรลุวัตถุประสงค์ ของแต่ละฝ่ายให้ชัดเจน บุคคลที่มีตำแหน่ง
สูงสุดในองค์กร ควรเป็นผู้ตัดสินใจในการมอบหมายงาน และวิธี
การประเมินผล โดยผ่านการพบปะสนทนากับแต่ละฝ่ายในองค์กร
และในทำนองเดียวกัน หัวหน้าฝ่ายงานแต่ละฝ่าย ต้องออกแบบ
และพัฒนาแผน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ได้รับมอบหมาย
โดยแผนการจะได้รับการกระจายออกเป็นลำดับ ลงมาทั่วทั้ง
องค์กร ด้วยวิธีนี้และจะถูกพัฒนาอย่างเหมาะสม ในแต่ละระดับ
ในโครงสร้างองค์กร จนกระทั่งถึงระดับที่ไม่จำเป็นต้องกระจาย
ลงอีกต่อไป ขั้นตอนสุดท้าย คือ การตัดสินใจของบุคลากรที่ต้อง
ทำงานทรัพยากรที่ต้องการและตารางเวลาที่ต้องปฏิบัติตามและ
ทำแผนการพัฒนาให้อยู่ในรูปของเอกสารทั้งหมด อย่างละเอียด
ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการสื่อสารแผนการได้อย่างแม่นยำที่สุด
23
ขณะที่สร้างแผนการ ควรมีความระมัดระวัง ในแนวทางที่มีส่วน
ช่วยในการสร้างแผนการ อย่างถูกต้อง ประกอบด้วย ขณะที่สร้าง
แผนการจะต้องมีการชี้แจงให้ชัดเจน ถึงข้อจำกัดด้านทรัพยากร และ
เวลาที่มี รวมทั้งต้องหาวิธีการทั้งหมดที่เป็นไปได้ ภายใต้ข้อจำกัดเหล่า
นี้ อาจมีการผ่อนปรนข้อจำกัดเหล่านี้บ้าง หลังจากมีการพิจารณาข้อ
เสนอแนะทั้งหมดแล้ว ต้องทำการเลือกวิธีการที่ดีที่สุด เป็นแผนการ
ปฏิบัติต้องมีการพัฒนาระเบียบ วิธีการ ในการตรวจสอบ และประเมิน
ผลลัพธ์เพื่อดูว่าแผนการมีประสิทธิผล และมีการกระทำตามแผน และ
ประสานกันกับแผนการเริ่มแรกหรือไม่ ต้องมีการรวบรวมสารสนเทศ
อย่างสม่ำเสมอ และจัดอย่างเป็นระบบ ตลอดจนมีการนำมาใช้งาน
อย่างเต็มที่ ในการวางแผนงานต้องมีการพิจารณา ถึงสิ่งที่ต้องกระทำ
กับสิ่งที่น่ากระทำ ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด และเป็นไปไม่ได้ที่จะทำ
ทุกสิ่งทุกอย่างในเวลาเดียวกันต้องพยุงความสมดุล ระหว่างเป้าหมาย
กับทรัพยากร การตั้งเป้าหมายที่สูงเกินไป เป็นการสวนทางกับการเพิ่ม
ผลผลิต จะต้องมีการสร้างระบบสารสนเทศที่มีประสิทธิผล เพื่อสื่อสาร
เป้าหมายของแผนการ ไปสู่ทุกส่วนขององค์กร ทรัพยากรทางด้านวัสดุ
อาจมีจำกัด แต่ความสามารถของมนุษย์มีไม่จำกัด ดังนั้น จึงมีทางเป็น
ไปได้เสมอในการปรับปรุง ซึ่งจำเป็นต้องมีการพัฒนาความสามารถ
ของมนุษย์อย่างสม่ำเสมอ
2. การลงมือปฏิบัติ (Do)
เพื่อให้มั่นใจว่า มีการนำแผนการมาปฏิบัติอย่างถูกต้อง จึง
จำเป็นต้องมีขั้นตอนในการสร้างความมั่นใจ ว่าฝ่ายที่รับผิดชอบในการนำ
แผนการไปปฏิบัติ ได้รับทราบถึงความสำคัญและความจำเป็น ใน
แผนการนั้น ๆ การสร้างความมั่นใจ ว่ามีการติดต่อสื่อสารไปยังฝ่ายที่
มีหน้าที่ในการปฏิบัติอย่างเหมาะสม การจัดให้มีการศึกษาและการอบรม
ที่ต้องการ เพื่อการนำแผนการนั้น ๆ มาปฏิบัติและการจัดหาทรัพยากร ที่
จำเป็นในเวลาที่จำเป็น
24
3. การตรวจสอบ (Check)
เมื่อทำการตรวจสอบและประเมินผลลัพธ์ของการปฏิบัติตาม
แผน ต้องมีการประเมิน การปฏิบัติตามแผนหรือไม่และตัวแผนการเองมี
ความเหมาะสมหรือไม่ การที่ไม่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้
เป็นเพราะไม่ปฏิบัติตามแผนการ ความไม่เหมาะสมของแผนการ หรือ
จากทั้งสองประการรวมกัน เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องหาว่า สาเหตุมาจาก
ประการไหน เนื่องจากการปฏิบัติการแก้ไขจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ถ้าความล้มเหลวมาจากแผนการไม่เหมาะสม อาจเป็นผลมาจากสาเหตุ
ความผิดพลาดในการทำความเข้าใจกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ การเลือก
เทคนิคที่ใช้ผิด เนื่องจากมีข้อมูลข่าวสารไม่เพียงพอ และมีความรู้ในขั้น
ตอนการวางแผนไม่เพียงพอ การประเมินผลกระทบจากการปฏิบัติตาม
แผนผิดพลาด หรือประเมินความสามารถของบุคลากรที่ต้องนำแผนมาใช้
ผิดพลาด ถ้าความล้มเหลวมาจากการไม่ปฏิบัติตามแผน อาจเป็นผลมา
จากสาเหตุขาดความตระหนักถึงความจำเป็นในการปรับปรุง
การติดต่อสื่อสารที่ไม่เหมาะสม และมีความเข้าใจ
ในแผนไม่เพียงพอ การให้การศึกษาและการฝึกอบรม
ไม่เพียงพอ ปัญหาเกี่ยวกับตัวผู้นำและ
การประสานงานระหว่างการปฏิบัติ
หรือการประเมินทรัพยากรที่ต้องใช้น้อยเกินไป
25
4. การปฏิบัติการแก้ไข (Act)
ขณะเมื่อทำการปฏิบัติ การแก้ไข มีความจำเป็นอย่าง
ยิ่งที่ต้องแยกแยะให้ชัดเจน ระหว่างการกำจัดปรากฏการณ์
หรืออาการของปัญหา และการกำจัดสาเหตุดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
ว่ามีงานจำนวนมากมายที่ทำเป็นประจำในงานชนิดนี้ การกำจัด
แค่อาการไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่มีอยู่ เป็นเพียงแค่การเลื่อนการ
แก้ปั ญหาออกไปเท่านั้น
ดังนั้น ถ้าความล้มเหลวมาจากการวางแผนที่ไม่เหมาะสม
การทบทวนแผนการเท่านั้นไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหา ต้องมี
การปรับปรุงคุณภาพของกระบวนการวางแผน โดยการหาปัจจัย
ที่ไม่เหมาะสม สาเหตุของการวางแผนและทำการปฏิบัติการ
แก้ไขความก้าวหน้าของกาปรับปรุงจะเกิดขึ้นได้ โดยการกำจัด
สาเหตุมิใช่กำจัดอาการ และเมื่อไม่สามารถบรรลุถึงเป้าที่วางไว้
ควรมีการวิเคราะห์หาเหตุและมีการทบทวนแผนการดังเช่นที่
กล่าวมาในหัวข้อการตรวจสอบ สาเหตุอาจมาจากตัวแผนการที่
ไม่เหมาะสม หรือมีการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น เพื่อทำการ
ปรับปรุงต้องมีการชี้บ่งสาเหตุแห่งความล้มเหลวอย่างถูกต้อง
และมีการเปลี่ยนแปลงแผนเพื่อให้สามารถดำเนินกิจกรรมไปได้
อย่างมีประสิทธิผลเพิ่มขึ้นควรมีการวางแผนการปรับปรุง
คุณภาพเป็นรายปีและมีการทบทวนทุกปี เพื่อให้มั่นใจว่า
แผนการดังกล่าวมีความไว้วางใจและเหมาะสม
26
กล่าวโดยสรุปว่า กระบวนการดำเนินงานที่มีคุณภาพตาม
วงจร PDCA ประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน Plan-Do-Check-Act เป็นก
ระบวนการที่ใช้ปรับปรุงการทำงานขององค์กรอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้า
หมายเพื่อแก้ปัญหาและเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Continuous
improvement) จุดเด่นคือเป็นกระบวนการที่ทำซ้ำได้เรื่อย ๆ จนกลาย
เป็น วงจร (Cycle) ซึ่งมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
Plan (การวางแผน) คือ การ
กำหนดเป้าหมาย การวิเคราะห์
และสังเคราะห์ หาวิธีการและ
กระบวนการ ให้บรรลุเป้าหมาย
นั้น ๆ โดยจะต้องมีการกำหนดตัว Do (การดำเนินงาน) คือ การ
บ่งชี้กำกับไว้ เพื่อจะได้นำไปใช้ ปฏิบัติตามแผน ตามขั้นตอนและ
ในการประเมินผลการดำเนินการ เงื่อนไขต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ กรณี
ที่ไม่สามารถดำเนินการได้
Check (การประเมินผล) คือ การ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลง
รวบรวมข้อมูล ของผลการดำเนินงานที่ ปั จจัยสิ่ งแวดล้อม ทั้งภายในและ
สอดคล้องกับประเด็นตัวบ่งชี้ที่ตั้งไว้ ภายนอก จะต้องมีการปรับแผน
เพื่อนำมาใช้เปรียบเทียบกับเป้าหมาย ในระหว่างการดำเนินการ โดยมี
ของแผน ในขั้นตอนที่ 1 ในการประเมิน คำอธิบายและเหตุผลประกอบ
นี้จะต้องพิจารณาในเชิงปริมาณและ
เชิงคุณภาพของผลงานด้วย ซึ่งควรจะ
ดำเนินการในลักษณะกรรมการโดย ให้
ผู้ที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องมาร่วมใน
กระบวนการประเมินด้วย เพื่อจะได้ลด
อคติและลดปั จจัยแทรกในการประเมิน Act (การปรับปรุง) คือ การนำผลการประเมิน
ผลงานของตัวเอง โดยอาจใช้วิธีการใน มาใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงผลการดำเนิน
หลายรูปแบบ เช่น ใช้แบบสอบถาม ใช้ งานในครั้งต่อไป ให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เช่น
การสังเกตสภาพจริง หรือใช้การ สร้างความพึงพอใจให้มากขึ้น ผลงานได้รับ
สัมภาษณ์ ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียก็ได้ รางวัลคุณภาพ มีการประหยัดเวลาประหยัดค่า
ใช้จ่าย ปริมาณงานมากขึ้น สร้างความคุ้มค่า
27 หรือสร้างคุณค่าของผลงานให้สูงขึ้น
องค์ประกอบที่ 4
แนวทางการประเมินผล
การจัดกิจกรรมจิตอาสา
28
องค์ประกอบที่ 4 แนวทางการประเมินผล
การจัดกิจกรรมจิตอาสา
ประกอบด้วย
แนวทางการประเมินจิตอาสา ต้องใช้การประเมินตาม
สภาพจริงที่เป็นการประเมินพฤติกรรมการแสดงออกของผู้เรียน
จากกระบวนการทำงานและจากผลงาน โดยใช้แหล่งข้อมูลและวิธี
การอย่างหลากหลายและมีความสอดคล้องกับบริบทของการเรียน
การสอน โดยหลักการวัดและประเมินผลที่เสริมพลังตามสภาพจริง
มี 4 ประการ ได้แก่
1. ใช้ผู้ประเมินที่หลากหลาย เช่น ผู้เรียน เพื่อน
ผู้สอน ผู้เกี่ยวข้อง
2. ใช้วิธีและเครื่องมือวัดหลาย ๆ ชนิด เช่น
การสังเกตการปฏิบัติการทดสอบ การรายงานตนเอง
3. ประเมินหลาย ๆ ครั้ง ในแต่ละช่วงเวลาของการ
เรียนรู้ ได้แก่ ก่อนเรียน ระหว่างเรียน สิ้นสุด ติดตามผล
4. สะท้อนผลการประเมินสู่การพัฒนาผู้เรียน
29
การวัดและประเมินผลจิตอาสาผู้สอนควรให้ความสำคัญกับ
การสะท้อนผลการประเมินให้มาก เพราะหัวใจของการประเมินไม่ได้อยู่
ที่การตัดสินว่าผู้เรียนคนใดมีจิตอาสา หรือไม่มีจิตอาสา หาก แต่อยู่ที่
การให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในผลการประเมินนั้น แล้วกำหนดทิศทางการ
พัฒนาตนเอง ให้เป็นบุคคลที่มีจิตอาสา โดยอาศัยกระบวนการสะท้อน
ผลการประเมินที่เป็นระบบ จนทำให้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายใน
ตัวผู้เรียน
ผู้เรียนต้องเข้าร่วมกิจกรรมให้ครบตามกรอบเวลาในโครงสร้างของ
หลักสูตรสถานศึกษา ดังนี้
1) ระดับประถมศึกษา (ป.1 - ป.6) มีเวลาเข้าร่วมกิจกรรม
60 ชั่วโมง
2) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1 - ม.3) มีเวลาเข้าร่วม
กิจกรรม 40 ชั่วโมง
3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4 - ม.6) มีเวลาเข้าร่วม
กิจกรรม 60 ชั่วโมง
การประเมินในแต่ละกิจกรรมเพื่อสังคมและ
สาธารณประโยชน์ มีผลการประเมินเป็น “ผ่าน” และ “ไม่ผ่าน” ดังนี้
ผ่าน หมายถึง ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมครบตามเวลาปฏิบัติกิจกรรม
และมีผลงาน/ชิ้นงาน/คุณลักษณะตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด
ไม่ผ่าน หมายถึง ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมไม่ครบตามเวลาปฏิบัติ
กิจกรรมหรือมีผลงาน/ชิ้นงาน/คุณลักษณะไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่สถาน
ศึกษากำหนด
ในกรณีที่ผู้เรียนไม่ผ่าน ครูต้องให้ผู้เรียนซ่อมเสริมการทำกิจกรรม
ให้ครบตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด
30
เงื่อนไขความสำเร็จ
รู ป แ บ บ ก า ร จั ด กิ จ ก ร ร ม จิ ต อ า ส า ข อ ง โ ร ง เ รี ย น ใ น ศู น ย์
เครือข่าย พุนพิน 4 (ศรีวิชัย) จังหวัดสุราษฎร์ธานีที่พัฒนาขึ้น
เพื่อเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมจิตอาสา สำหรับโรงเรียนใน
ศูนย์เครือข่าย พุนพิน 4 (ศรีวิชัย) ให้มีประสิทธิภาพและ
ประสิทธิผล โดยมีปั จจัยเงื่อนไขแห่งความสำเร็จในการนำรูป
แบบไปใช้ ดังนี้
1) เวลาเข้าร่วมกิจกรรม ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมจิต
อาสาอย่างต่อเนื่องทุกภาคเรียน/ปี โดยขึ้นอยู่กับการบริหาร
จั ด ก า ร ข อ ง ส ถ า น ศึ ก ษ า
2) เน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้จัดกิจกรรมด้วยตนเองทุกขั้น
ตอนและต่อเนื่อง โดยมีครูเป็นที่ปรึกษาของกิจกรรม
3) ผู้เรียนจะจัดกิจกรรมหรือแสดงพฤติกรรมจิต
อาสาในเวลา สถานที่ หรือรูปแบบของกิจกรรมใดก็ได้ โดยคำนึง
ถึงความเหมาะสมตามบริบทของแต่ละสถานศึกษา และขึ้นอยู่
กั บ ก า ร บ ริ ห า ร จั ด ก า ร ข อ ง ส ถ า น ศึ ก ษ า
การศึกษาถึงทฤษฎีด้านแรงจูงใจ ก็สามารถนำมาใช้อธิบาย
พฤติกรรมการทำงานอาสาสมัครได้เช่นกัน ได้แก่ ทฤษฎีความคาดหวังของว
รูม (Vrooms Expectancy Theory) โดยอธิบาย การเกิดขึ้นของพฤติกรรม
ว่าเป็นผลมาจากการตัดสินใจ เลือกทำด้วยความสำนึก ที่เกิดจากความเชื่อ
และทัศนคติ โดยการกระทำที่เกิดขึ้น จะส่งผลต่อความสุขของตนเอง หรือไม่
ก็ลดความทุกข์ใจที่มีอยู่เดิม ซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญของทฤษฎีอยู่ด้วยกัน
4 ประการคือ
1. แรงขับดันทางจิตใจ (Psychological Forces)
2. ความพึงพอใจในผลลัพธ์ (Valence)
3. ความสัมพันธ์ของผลการกระทำ (Instrumentality)
4. การคาดหวัง (Expectancy)
31
ส่วน ทฤษฎีความต้องการตามลำดับขั้นของมาสโลว์
(Maslow) พื้นฐานของทฤษฎี เชื่อว่ามนุษย์มีความต้องการเป็น
ข อ ง ต น เ อ ง แ ล ะ จ ะ ส่ ง ผ ล ใ ห้ ม นุ ษ ย์ มี พ ฤ ติ ก ร ร ม อ ย่ า ง ใ ด อ ย่ า ง ห นึ่ ง
หรือหลาย ๆ อย่างเพื่อให้ได้รับการตอบสนอง ด้านร่างกาย จิตใจ
และสังคม แบ่งเป็นความต้องการใน 2 ระดับ คือ
1. ความต้องการในระดับต่ำ (Lower Order Needs)
1.1 ความต้องการทางสรีระ
1.2 ความต้องการความปลอดภัย
2. ความต้องการในระดับสูง (Higher Order Needs)
2.1 ความต้องการความเป็นเจ้าของและความรัก
2.2 ความต้องการเป็นที่ยอมรับยกย่องและเกียรติยศชื่อ
เสียง
2.3 ความต้องการใฝ่รู้ใฝ่เรียน
2.4 ความต้องการทางสุนทรียะและ
2.5 ความต้องการความสำเร็จหรือความสมบูรณ์แบบใน
ชีวิต
โดยขั้นที่ 1-2 เป็นความต้องการในระดับต่ำ หรือด้านสรีระ
เมื่อได้รับการตอบสนอง มนุษย์ก็จะมีความต้องการในระกับที่สูงขึ้น
นั่นคือ ความต้องการในระดับสูง หรือด้านจิตใจในลำดับขั้นที่ 3-7
เพื่อนำตนเองไปสู่การมีความสำเร็จ และสมบูรณ์แบบในชีวิต
การทำงานด้านจิตอาสา ก็เป็นการทำงานที่ตอบสนองความ
ต้องการในระดับที่สูงขึ้น ด้วยความสนใจใฝ่รู้ เป็นผลให้ได้รับความชื่นชม
การยอมรับ เป็นความต้องการที่ทำกิจกรรมเพื่อให้มีผลงานออกมาเป็นรูป
ธรรม และได้รับการตอบสนองที่ดี จนทำให้มนุษย์เกิดความต้องการที่จะ
กระทำสิ่งต่าง ๆ เช่นเดียวกับการทำงานด้านจิตอาสา
32
แนวทางการนำรูปแบบไปใช้
รูปแบบการจัดกิจกรรมจิตอาสาของโรงเรียนในศูนย์เครือ
ข่าย พุนพิน 4 (ศรีวิชัย)จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีแนวทางการนำรูปแบบ
ไปใช้ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างเต็มที่ คือ
1. การจัดกิจกรรมจิตอาสานั้นควรมีการพัฒนาร่วมกัน
ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน โดยผ่านการประชุมผู้ปกครอง เพื่อให้เกิด
ความร่วมมือกันในการจัดกิจกรรมและพัฒนาผู้เรียน
2. การจัดกิจกรรมจิตอาสานั้น ควรมีการตกลงการปฏิบัติ
ระหว่างผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกิจกรรมจิตอาสานั้นให้ชัดเจน เพื่อ
เป็นการอำนวยความสะดวกและทำให้กิจกรรมจิตอาสามีประสิทธิภาพ
3. การจัดกิจกรรมจิตอาสาควรเป็นไปเพื่อส่งเสริมทักษะให้ผู้
เรียนเป็นผู้มีน้ำใจ มีจิตอาสา ช่วยเหลือผู้อื่น
ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางการนำรูปแบบไปใช้เพื่อให้นักเรียน
เปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางที่ดี มีความกรุณาและเอื้อเผื่อเผื่อแผ่
ความเสียสละ เป็นสังคมไทยที่มีความกรุณาและการแบ่งปันสิ่งเหล่านี้
จะทำให้คนในสังคม มีความปรารถนาดีต่อกัน และเป็นไปอย่างยั่งยืน
33
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). แนวทางการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตาม
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์
คุรุสภา.
พระกรวัฒน์ สิริปญฺโญ(สืบสวน). (2561). การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียน
ด้านจิตอาสา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
มัธยมศึกษา เขต25. ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พระสราวุฒิ วิสุทฺโธ(สุวรรณชัย). (2562). ศึกษาการจัดกิจกรรมส่งเสริม
จิตอาสาของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาเขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร.
ปริญญาพุทธศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาพุทธบริหารการศึกษา.
มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พิเชษฐ์ ศรีสุข. (2558). จิตสาธารณะ:คืนความยั่งยืนสู่มนุษยชาติ. วารสาร
วิชาการแพรวากาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์, 2(2), พฤษภาคม-
สิงหาคม, 67- 68.
ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม. (2550). แผนที่ความดี ฉบับ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม.
กรุงเทพฯ: มติชน. สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ. (2552). PDCA.
ออนไลน์ http://youth.ftpi.or.th/index.
สืบค้นเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2564
ฮิโตชิ. (2540). การบริหารคุณภาพ (แปลจาก Management by quality
(MBQ) โดย ปรีชา ลีลานุกรม). กรุงเทพฯ: ส. เอเชียเพรส.
34