The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การนำปรัชญาการศึกษามาพัฒนาหลักสูตร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nan Peangumporn, 2023-01-31 04:25:14

การนำปรัชญาการศึกษามาพัฒนาหลักสูตร

การนำปรัชญาการศึกษามาพัฒนาหลักสูตร

การนำ ปรัช รั ญาการศึกษา มาพัฒนาหลักสูตร


คำ นำ ตําราเล่มนี้เขียนขึ้นเพื่อใช้เป็นตําราประกอบการเรียนรายวิชา PC62502 ปรัชญาการศึกษา ผู้เขียนได้ ศึกษาค้นคว้า และ เรียบเรียงจากตํารา บทความ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ ปรัชญาการศึกษา โดยมี จุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้เรียน มีความรู้ ความเข้าใจ ตลอดจนประยุกต์ใช้ความรู้ทั้งทางทฤษฎี และวิธีปฏิบัติ พร้อม ทั้งยกตัวอย่างประกอบ เพื่อให้เกิดความเข้าใจยิ่งขึ้น เนื้อหาของตําราเล่มนี้มีขอบเขต โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 14 เรื่อง ความหมายของปรัชญา ความหมายของการศึกษา ความ หมายของปรัชญาการศึกษา ปรัชญากับการศึกษา วิวัฒนาการของปรัชญา สาขาของปรัชญา ความสัมพันธ์ระหว่างปรัชญากับการ ศึกษา ลักษณะของปรัชญาการศึกษา หน้าที่ของปรัชญา การศึกษา เป้าหมายการศึกษา การสร้างสรรค์ปรัชญาการศึกษา ก กา ร นำ ป รั ช ญ ากา ร ศึ ก ษ า ม า พั ฒ น า ห ลักสู ต ร หลักสูตรและการพัฒนาหลักสูตรในประเทศไทย การพัฒนาหลักสูตรตามแนวปฏิรูปการศึกษา การจัดการศึกษาอย่าง สร้างสรรค์และมีปรัชญา 31 มกราคม 2566


เรื่อง หน้า คํานํา ก สารบัญ ข สารบัญ(ต่อ) ค สารบัญภาพ ง สารบัญตาราง จ บทที่8 การนําปรัชญาการศึกษามาพฒันาหลักสูตร ความหมายของปรัชญา 1 ความหมายของการศึกษา 3 ความหมายของปรัชญาการศึกษา 4 ปรัชญากับการศึกษา 5 วิวัฒนาการของ 5 สาขาของการศึกษา 7 ความสัมพันธ์ระหว่างปรัชญาการศึกษา 9 ลักษณะของปรัชญาการศึกษา 11 หน้าที่ของปรัชญาการศึกษา 12 สารบัญ ข


เรื่อง หน้า เป้าหมายการศึกษา 13 การสร้างสรรค์ปรัชญาการศึกษา 14 หลักสูตรและการพัฒนาหลักสูตรในประเทศไทย 16 การพัฒนาหลักสูตรตามแนวปฏิรูปการศึกษา 18 การจัดการศึกษาอย่างสร้างสรรค์และมีปรัชญา 25 บทสรุป 28 คำ ถามทบทวน 28 บรรณานุกรม ฉ ค


สารบัญภาพ ง ภาพประกอบที่ หน้า 1.พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ (พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร) 2 2.มนุษย์ในยุคดึกดำ บรรพ์ 6 3.ทาเลน(Thales) เป็นบิดาแห่งปรัชญา 6


สารบัญตาราง จ ตารางที่ หน้า 1.การวัดและประเมินผล 27


คำ ว่า “ปรัชญา” นั้นเป็นศัพท์ที่พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ (พระองค์เจ้าวรรณไว ทยา กร) (แสดงในภาพที่ 1) ได้ทรงบัญญัติขึ้นเพื่อใช้คู่กับภาษาอังกฤษว่า “PHILOSOPHY” เป็นคำ มาจากราก ศัพท์ ภาษาสันสกฤต 2 คำ คือ (ไพฑูรย์ สินลารัตน์,2529; สถิต วงศ์สวรรค์,2540 (อ่อนค้อม) รณรื่น,2540; สุเมธ เมธา วิทยากุล,2540) 1. ปฺร : ประเสริฐ 2. ชฺญา : ความรู้,รู้,เข้าใจ เมื่อรวมกันแล้ว เป็น “ปฺรัชฺญา” (ปรัชญา) แปลว่า ความรู้อันประเสริฐ เป็นวิชาที่ว่าด้วยหลักแห่งความรู้และ ความจริง คำ ว่า “ปรัชญา” ตรงกับคำ ภาษาบาลีที่ว่า “ปัญญา” ซึ่งมีรากศัพท์มาจาก ป (อุปสรรค=ทั่ว) + ญา (ธาตุ=รู้) เมื่อรวมกันแล้ว แปลว่า รู้ทั่ว,รู้รอบ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 (ราชบัณฑิตยสถาน,2525) ได้นิยามความหมายของ คำ ว่า “ปัญญา” เอาไว้ว่า “ความรู้แจ้ง,ความรอบรู้,ความสุขุม,ความฉลาด” และนิยามความหมายของ คำ ว่า “ปรัชญา” ว่าเป็นวิชาที่ว่าด้วยหลักแห่งความรู้และความจริงหมายความว่า ปรัชญามีหน้าที่ สืบเสาะหาความรู้ เกี่ยวกับความจริงของสรรพสิ่ง ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม จะเห็นได้ว่า ความหมายของคำ ว่า “ปรัชญา” ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่ตรงกับความหมายของคำ ว่า “ปัญญา” เพราะการบัญญัติศัพท์คำ ว่า “ปรัชญา” ไม่ได้บัญญัติมาจากคำ ว่า “ปัญญา” แต่บัญญัติมาจากคำ ภาษาอังกฤษว่า “PHILOSOPHY” คำ ว่า “PHILOSOPHY” ในภาษาอังกฤษมาจากคำ ในภาษา ฝรั่งเศสโบราณที่ว่า “PHILOSOPHIE” ซึ่งมาจากคำ ในภาษาลาตินอีกทีหนึ่งว่า “PHIOSOPHIA” (ฟิลอสโซฟิยา) ที่แผลงมาจากคำ ภาษากรีกว่า “PHILOSOPHIA” (ฟิลอสโซเฟีย) อีกต่อหนึ่ง ดังนั้นคำ ว่า “PHILOSOPHY” จึงมาจากคำ ภาษากรีก บทที่ 8 การนำ ปรัชญาการศึกษามาพัฒนาหลักสตูร ป รั ช ญ ากา ร ศึ ก ษ า ปรัชญาการศึกษาเป็นสาขาหนึ่งของปรัชญา ศึกษาศาสตร์ และจิตวิทยาประยุกต์ ที่ใช้ในการพิจารณา วัตถุประสงค์ รูปแบบ วิธีการและผลทางการศึกษาโดยได้รับอิทธิพลจาก 2 ด้านที่สำ คัญ ด้านแรกคือทางด้าน ปรัชญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของจริยธรรมและญาณวิทยา อีกด้านหนึ่งคือความกังวลที่เกิดขึ้นจากการ เรียน การสอนทางด้านปรัชญาการศึกษานั้นจัดการเรียนในคณะทางด้านครุศาสตร์ และศึกษาศาสตร์ มากกว่า ที่จะ จัดการเรียนการสอนในคณะจิตวิทยา สำ หรับปรัชญาการศึกษานั้นปรากฏย้อนไปได้ถึงสมัยโซเครตีส แต่ ได้รับ การยอมรับในฐานะศาสตร์ๆหนึ่งใน คริสต์ศตวรรษที่ 19 เนื่องจากศาสตร์นี้ยังขาดการเชื่อมต่อกับศาสตร์ อื่นๆ ทางด้านจิตวิทยา ส่งผลให้ปรัชญาการศึกษายังคงเปิดแนวรับแนวคิดใหม่ๆ ค ว า ม ห ม าย ข อง ป รั ช ญ ากา ร ศึ ก ษ า


ว่า “PHILOSOPHIA” ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคำ 2 คำ คือ (ราชบัณฑิตยสถาน, 2532; วิธาน สุชีวคุปต์ และคณะ ,2532; บุญมี แท่นแก้ว,2536; ธีรยุทธ สุนทรา, 2539) 1. PHILOS : LOVE OF หรือ LOVING OF (ความรัก) 2. SOPHIA : WISDOM หรือ KNOWLEDGE (ความรู้,ปัญญา,ความฉลาด) เมื่อรวมกันแล้ว คำ ว่า “PHILOSOPHY” จึงหมายถึง “LOVING OF WISDOM” ความรักปัญญา,ความรัก ใน ความรู้,ความรักในการแสวงหาความรู้ หรือ การใฝ่ใจในการแสวงหาความรู้ จะอย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตามคำ แปลระหว่างคำ ว่า “ปรัชญา” ที่มาจากภาษากรีกกับที่มาจาก ภาษา สันสกฤตจะแตกต่างกัน กล่าวคือ ที่แปลจากภาษากรีกแปลว่า ความรักในความรู้หรือความรักปัญญา เพราะความ รู้หรือปัญญา เป็นของพระเจ้าแต่ผู้เดียว มนุษย์มีเพียงแต่สามารถที่จะรัก หรือสนใจที่แสวงหา เท่านั้น ไม่สามารถ เป็นเจ้าของได้ ส่วนที่แปลจากภาษาสันสกฤต แปลว่า ความรู้อันประเสริฐ หรือความรอบรู้ มนุษย์ทุกคนสามารถมี ความ รอบรู้ หรือมีความรู้อันประเสริฐได้ อันเนื่องมาจากความที่สมบูรณ์ สูงสุดนั้นได้สิ้นความสงสัย ภาพประกอบที่ 1 พระเจา้วรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ (พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร) ผู้บัญญัติคำ ว่า “ปรัชญา” (ที่มา: WWW.VAJIRAVUDH.AC.TH) 2


การเริ่มต้นทำ ความเข้าใจกับการศึกษา การเข้าใจความหมายถือเป็นพื้นฐานสำ คัญ โดย ได้แบ่งการทำ ความเข้าใจเป็นสามส่วนคือ ตามรูปศัพท์ ตามทัศนะของนักการศึกษาต่างประเทศ และไทยตามลำ ดับดังนี้ 1.ความหมายการศึกษาตามรูปศัพท์ คำ ว่า “EDUCATION” ซึ่งในภาษาอังกฤษนั้น มี รากศัพท์มาจาก ภาษาละตินว่า EDUCARE แปลว่า บำ รุง เลี้ยง อบรม รักษา ทำ ให้งอกงาม หรืออีกนัยหนึ่ง EDUCARE หมายถึง การอบรมเด็กทั้ง ทางกายและทางสมอง ส่วนคำ ว่า “การศึกษา” ในภาษาไทยนั้น เป็นคำ มาจากสันสกฤต ตรง กับภาษาบาลีว่า สิกขา(ราชบัณฑิตยสถาน,2532) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ ความ หมายว่า การเล่าเรียน ฝึกฝน และอบรม(ราชบัณฑิตยสถาน,2525) 2.ความหมายของการศึกษาตามทัศนะของนักการศึกษาต่างประเทศ มีหลากหลายทัศนะดังนี้ (วรนุช ตุ นทกิจ, 2553) อริสโตเติล (ARISTOTLE ก่อน ค.ศ.384-322) ชาวกรีก กล่าวว่า การศึกษา หมายถึง การอบรมคนให้ เป็น พลเมืองดี และดำ เนินชีวิตด้วยการทำ ดี จอห์น ล็อคก์(JOHN LOCKE ค.ศ.1632-1704) ชาวอังกฤษ กล่าวว่า การศึกษา คือ องค์ประกอบ ของ พลศึกษา จริยศึกษา และพุทธิศึกษา ฌอง ชาคส์ รุสโซ (JEAN JACQUES ROUSSEAU ค.ศ. 1712-1778) กล่าวว่า การศึกษา คือ การนำ ความ สามารถในตัวบุคคลมาใช้ให้เกิดประโยชน์โดยการจัดการศึกษาต้องสอดคล้องกับ ธรรมชาติของบุคคล และได้ ให้ความหมายของการศึกษาไว้ว่า การศึกษา คือ การปรับปรุงคนให้เหมาะกับโอกาสและสิ่งแวดล้อมที่ เปลี่ยน ไป หรืออาจกล่าวได้ว่า การศึกษาคือ การนำ ความสามารถในตัวบุคคลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ จอห์น ดิวอี้ (JOHN DEWEY ค.ศ 1857-1952) ชาวอเมริกัน กล่าวว่า การศึกษา คือ ชีวิต (EDUCATION IS LIFE) ไม่ใช่การเตรียมตัวเพื่อชีวิตในภายหน้า การศึกษา คือ ความเจริญงอกงาม (EDUCATION IS GROWTH) ทั้งในร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา และยังได้ให้ความหมายของการศึกษาไว้หลาย ความ หมาย ดังนี้ 1) การศึกษาคือชีวิต ไม่ใช่เตรียมตัวเพื่อชีวิต 2) การศึกษาคือความเจริญงอกงาม 3) การศึกษาคือกระบวนการทางสังคม 4) การศึกษาการสร้างประสบการณ์แก่ชีวิต ทาลคอตต์ พาร์สัน (TALCOTT PARSON) นักสังคมวิทยา กล่าวว่า การศึกษาคือ เครื่องมือเตรียมเด็ก และ เยาวชนให้มีบทบาทในวงการอาชีพต่างๆของผู้ใหญ่ จอห์น เฟรเดริค ฮาร์บาร์ต (JOHN FREDERICH HARBART) ให้ความหมายของการศึกษาคือ การทำ พลเมืองให้มีความประพฤติดี และมีอุปนิสัยที่ดีงาม ค ว า ม ห ม าย ข องกา ร ศึ ก ษ า 3


เฟรเดริค โฟรเอเบล (FREDERICH FROEBEL) การศึกษา หมายถึง การพัฒนาบุคลิกภาพของเด็กให้ เด็ก พัฒนาตนเอง คาร์เตอร์ วี. กู๊ด (CARTER V. GOOD) ได้ให้ความหมายของการศึกษาไว้ 3 ความหมาย คือ 1) การศึกษาหมายถึงกระบวนการต่างๆที่บุคคลนำ มาใช้ในการพัฒนาความรู้ ความสามารถ เจต คติ ความ ประพฤติที่ดีมีคุณค่า และมีคุณธรรม เป็นที่ยอมรับนับถือของสังคม 2) การศึกษาเป็นกระบวนการทางสังคมที่ทำ ให้บุคคลได้รับความรู้ความสามารถจากสิ่งแวดล้อมที่ โรงเรียน จัดขึ้น 3) การศึกษาหมายถึงการถ่ายทอดความรู้ต่างๆที่รวบรวมไว้อย่างเป็นระเบียบให้คนรุ่นใหม่ได้ ศึกษา 3.ความหมายของการศึกษาตามทัศนะของนักการศึกษาไทย มีดังนี้ (วรนุช ตุนทกิจ, 2553) ปิ่น มาลากุล กล่าวว่า การศึกษา เป็นเครื่องหมายที่ทำ ให้เกิดความเจริญงอกงามในตัวบุคคล สาโรช บัวศรี กล่าวถึงการศึกษาว่า หมายถึง การพัฒนาบุคคลและสังคมที่ทำ ให้คนได้มีการเรียนรู้ และ พัฒนาขึ้นไปสู่ความเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม และยังเป็นการพัฒนาขันธ์ 5 โดยใช้มรรค 8 เพื่อให้กุศลมูล คือ ความโลภ ความโกรธ และความหลง ลดน้อยลงหรือเบาบางลงมากที่สุด ซึ่งขันธ์ 5 ประกอบด้วย รูป คือ ร่างกาย (PHYSICAL STRUCTUER) เวทนา คือ ความรู้สึก (FEELING หรือ SENSATION) สัญญา หรือ ความ ทรงจำ (MEMORY หรือ PERCEPTION) สังขาร คือ เครื่องปรุงแต่ง (AGGREGATE) เช่น ทัศนคติ ความสนใจ ความสามารถ และทักษะ เป็นต้นวิญญาณ คือการเกิดความรู้ (CONSCIOUSNESS) วิจิตร ศรีสอ้าน กล่าวว่า การศึกษา เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลให้เป้นไป ใน แนวทางที่พึงปรารถนา การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้เป็นไปอย่างจงใจ มีการกำ หนด จุดมุ่งหมายและ ดำ เนิน การอย่างเป็นระบบ มีกระบวนการเหทาะสมและผ่านสถาบันทางสังคม ที่ได้รับมอบหมายให้ทำ หน้าที่ ด้านการ ศึกษา ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า การศึกษา เป็นกระบวนการส่งเสริมให้บุคคลเจริญเติบโตและมีความงอกงาม ทางกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาจนเป็นสมาชิกของสังคมทีมีคุณธรรมสูง ค ว า ม ห ม าย ข อง ป รั ช ญ ากา ร ศึ ก ษ า จอร์จ เอฟ เนสเลอร์ ปรัชญาการศึกษา คือ การค้นหาความเข้าใจในเรื่องการศึกษาทั้งหมด การตีความหมายโดยการใช้ ความคิดรวบยอดทั่วไปที่จะช่วยแนะแนวทางในการเลือกจุดมุ่งหมายและนโยบายของการศึกษา เจมส์ อี แมคเคลนเลน ปรัชญาการศึกษา คือ สาขาวิชาหนึ่งในบรรดาสาขาต่างๆ ที่มีอยู่มากมาย อันเกี่ยวข้องกับการ ดํารง ชีวิตของมนุษย์ 4


วิจิตร ศรีสอ้าน ปรัชญาการศึกษา คือจุดมุ่งหมาย ระบบความเชื่อ หรือแนวความคิดที่แสดงออกมาในรูปของ อุดมการณ์ หรืออุดมคติ ทำ นองเดียวกันกับที่ไซ้ในความหมายของปรัชญาชีวิตซึ่งหมายถึง อุดมการณ์ของชีวิต อุดมคติของ ชีวิต แนวทางดำ เนินชีวิตนั้นเอง สุมิตร คุณานุกร ปรัชญาการศึกษา คือ อุดมคติ อุดมการณ์อันสูงสุด ซึ่งยึดเป็นหลักในการจัดการศึกษา มีบทบาทใน การ เป็นแม่บท เป็นตนกำ เนิดความคิดในการกำ หนดความมุ่งหมายของการศึกษาและเป็นแนวทางในการจัด การ ศึกษา ตลอดจนถึงกระบวนการในการเรียนการสอน ป รั ช ญ ากั บ กา ร ศึ ก ษ า จินดา ยัญทิพย์ (2528 : 22) ได้กล่าวถึงปรัชญากับการศึกษาเอาไว้ว่า ปรัชญากับการศึกษาเป็น เรื่องที่มี ความสัมพันธ์กันมาก ปรัชญามุ่งศึกษาเรื่องของชีวิตและจักรวาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของมนุษย์ กับ สิ่ง แวดล้อม เพื่อจะหาความจริงอันเป็นที่สุดส่วนการศึกษานั้นมุ่งศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์และวิธีการที่พัฒนา มนุษย์ให้มี ความเจริญงอกงาม เพื่อให้สามารถดำ เนินชีวิตได้อย่างดีมีความสุขและประสบความสำ เร็จในชีวิต การงาน ทั้ง ปรัชญาและการศึกษามีจุดสนใจร่วมกันอยู่อย่างหนึ่งก็คือการกำ หนดคุณค่าและความหมายของ ชีวิตมนุษย์การ ศึกษานั้นเป็นการนำ เอาปรัชญาไปปฏิบัติให้บังเกิดผลจึงกล่าวได้ว่า ในการจัดการศึกษานั้น ย่อม ต้องอาศัย ปรัชญาในการหาคำ ตอบในการศึกษาหรือนำ ปรัชญามาช่วยพิจารณากำ หนดเป้าหมายของ การศึกษา เพราะการ ศึกษาเป็นกิจกรรมทางสังคมที่มุ่งผลการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของบุคคลให้เป็น ไป ในแนวที่พึงปรารถนา ปัญหาจึงเกิดขึ้นว่า อะไรคือเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เป็นต้น ดังนั้นจึง นำ เอาปรัชญามาช่วยใน การวิพากษ์และวิเคราะห์เนื้อหาของปัญหาการศึกษาได้และปรัชญายังให้ ภาพรวม ทางการศึกษาที่กลมกลืน คือ ปรัชญาพยายามวาดภาพโดยเชื่อมโยงความรู้ที่ได้จากศาสตร์ต่างๆ มาประมวล เข้าเป็นระบบอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อให้ศาสตร์ทั้งหลายกลมกลืนกันและมีความหมายต่อมนุษย์ สามารถสรุป ได้ว่าปรัชญาการศึกษาเป็นการนำ เอาหลักการและแนวคิดจากปรัชญาแม่บทมาประยุกต์ใช้ใน การจัดการ ศึกษา โดยพิจารณาให้สอดคล้องกับองค์ ประกอบต่างๆเพื่อให้การจัดการศึกษาได้เกิดประโยชน์ สูงสุด บรรลุผล ตามเป้าหมายที่กำ หนดไว้เมื่อเป็นเช่นนี้ ปรัชญาจึงมีความสัมพันธ์กับการศึกษา วิ วั ฒ น ากา ร ข อง ป รั ช ญ า ยุคดึกดำ บรรพ์ มนุษย์เกิดความกลัวในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่า น้ำ ท่วม วาตภัย ฯลฯ มีความเชื่อ ใน อำ นาจของสิ่งเหนือธรรมชาติ มีการเซ่นสรวงบูชาเพื่อเอาใจเทพเจ้า โดยหวังผลดีงามที่เทพเจ้าจะบันดาลให้ 5


ภาพประกอบที่ 2 มนุษย์ในยุคดึกดำ บรรพ์ (ที่มา: HTTP://INTRODUCTIONTOPILOSOPHY.BLOGSPOT.COM/2015/06/BLOG-POST_19.HTML) ยุคโบราณ สมัยเริ่มต้น : ปัญหาปฐมธาตุของจักรวาล สภาวนิยม / ธรรมชาตินิยม (NATURALISM) เชื่อว่า ปรากฏการณ์ธรรมชาติเป็นไปอย่างมีระเบียบ มี กฎเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัว ทุกอย่างน่าจะมาจากธาตุเริ่มแรกอย่างใดอย่างหนึ่ง THALES “ปฐมธาตุคือ น้ำ ” ANAXIMANDER “ปฐมธาตุคือ สารไร้รูป” ANAXIMENES “ปฐมธาตุคือ อากาศ” HERACLITUS “ปฐมธาตุคือ ไฟ” EMPIDOCLES “ปฐมธาตุคือ ดิน น้ำ อากาศ ไฟ” ANAXAGORAS “ปฐมธาตุคือ จิต กับ สสาร” (นักปรัชญาที่เด่นที่สุดในยุคโบราณคือ THALES) THALES เป็นบิดาแห่งปรัชญา เพราะเป็นคนแรกที่ กล้านำ ปัญหามาพิจารณาอย่างจริงจัง โดยไม่อิงอาศัยความเชื่อต่อสิ่งเหนือธรรมชาติ (เหมือนคนส่วน ใหญ่ในสังคมยุค นั้น) ภาพประกอบที่ 3 ทาเลส (THALES) เป็นบิดาแห่งปรัชญา (ที่มา: HTTP://INTRODUCTIONTOPILOSOPHY.BLOGSPOT.COM/2015/06/BLOG-POST_19.HTML) 6


สา ข า ข อง ป รั ช ญ า วิวัฒนาการของปรัชญา ทางตะวันตก เริ่มต้นตั้งแต่สมัยของธาเลส เป็นต้นมา เพราะถือว่าในระยะนั้น ได้มี การก่อตั้งสำ นักต่าง ๆ ขึ้นสั่งสอนปรัชญา โดยแบ่งเป็นแนวคิดทางอภิปรัชญาและญาณวิทยาอย่างเด่นชัด ทาง ตะวันออก เริ่มต้นตั้งแต่สมัยพระเวทของอินเดียโบราณ เป็นต้นมา ยุคปัจจุบัน ปัจจุบันวิวัฒนาการของปรัชญาได้แตกออกมาเป็นระบบปรัชญา 5 ระบบคือ 1.เอกนิยมฝ่ายจิต (IDEALISTIC MONISM) ได้แก่พวกที่ถือว่า ความแท้จริงของปฐมธาตุมีเพียงสิ่งเดียว มี ลักษณะเป็นนามธรรม นั่นคือ “จิต” เช่น ปรัชญาเอกนิยมของสปิโนซ่า (SPINOZA) เป็นต้น 2.เอกนิยมฝ่ายสสาร (MATERIALISTIC MONISM) ได้แก่พวกที่ถือว่า ความแท้จริงของปฐมธาตุมีเพียงสิ่ง เดียว มีลักษณะเป็นรูปธรรม นั่นคือ “สสาร” เช่น ปรัชญาสสารนิยมของธาเลส (THALES) เป็นต้น 3.ทวินิยม (DUALISM) ได้แก่พวกที่ถือว่า ความแท้จริงของปฐมธาตุมี 2 อย่างคือ มีทั้งนามธรรมและ รูป ธรรม เช่น ปรัชญาทวินิยม (DUALISM) ของเดส์การ์ตส์ (DESCARTES) เป็นต้น 4.พหุนิยมฝ่ายจิต (IDEALISTIC PLURALISM) ได้แก่พวกที่ถือว่า ความแท้จริงของปฐมธาตุมีมากมาย แต่ มีลักษณะเป็นนามธรรม (จิต) เช่น ปรัชญาเกี่ยวกับโมนาด (MONAD) ของไลบ์นิซ (LEIBNIZ) เป็นต้น 5.พหุนิยมฝ่ายสสาร (MATERIALISTIC PLURALISM) ได้แก่พวกที่ถือว่า ความแท้จริงของปฐมธาตุมี มากมาย แต่มีลักษณะเป็นรูปธรรม (สสาร) เช่น ปรัชญาเกี่ยวกับปรมาณูนิยม (ATOMISM) ของเดโมคริตุส (DEMOCRITUS) เป็นต้น ปรัชญา เป็นวิชาที่มีเนื้อหากว้างขวาง เพราะเป็นต้นตอแห่งสรรพวิชา วิชาการหรือศาสตร์ต่าง ๆ ล้วน แล้ว แต่มีปรัชญาเป็นหลักทั้งนั้น จึงมีนักปราชญ์จำ นวนมากที่พยายามจะแบ่งแยกปรัชญาออกเป็นสาขาต่าง ๆ เพื่อนำ ไปศึกษาได้ง่ายขึ้น จะอย่างไรก็ตาม แม้นักปราชญ์จะพยายามแบ่งแยกอย่างไรก็คงอยู่ในขอบเขต 3 เรื่องใหญ่ ๆ ซึ่งได้แบ่งแยกไว้ตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ คือ อภิปรัชญา ญาณวิทยาและคุณวิทยา ดังนั้น สาขาของปรัชญาที่เป็นที่ ยอมรับโดยทั่วไป จึงมี 3 สาขาใหญ่ ๆ คือ 1. อภิปรัชญา (METAPHYSICS) หรือภววิทยา (ONTOLOGY) อภิปรัชญา (METAPHYSICS) เป็นวิชาที่ว่าด้วยความแท้จริงของสรรพสิ่ง เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ภววิทยา (ONTOLOGY) ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยความมีอยู่ ความเป็นอยู่ของสรรพสิ่ง โดยทั่วไปแล้วถือว่า สิ่งที่มีอยู่ย่อม เป็นสิ่งแท้จริง และสิ่งแท้จริงย่อมมีอยู่ ความมีอยู่กับความแท้จริงจึงเป็นอันเดียวกัน ดังนั้น ทั้ง 2 คำ จึงเป็นอัน เดียวกัน ต่างแต่ว่า ONTOLOGY ใช้มาก่อน METAPHYSICS ใช้ทีหลัง อภิปรัชญาหรือภววิทยา มีขอบข่ายในการ ศึกษา 3 เรื่องคือ 7


1.อภิปรัชญาหรือภววิทยาว่าด้วยธรรมชาติ ศึกษาเรื่องเอกภพหรือธรรมชาติ ซึ่งรวมไปถึงเรื่องของ อวกาศ กาล สสาร ความเป็นเหตุและผล ชีวิต วิวัฒนาการ ความเป็นไปแบบเครื่องจักรกลของเอกภพ และ ความเป็นไป แบบมีวัตถุประสงค์ 2.อภิปรัชญาหรือภววิทยาว่าด้วยจิต หรือวิญญาณ ศึกษาเรื่องธรรมชาติของวิญญาณ กำ เนิดของ วิญญาณ จุดหมายปลายทางของวิญญาณ และความสัมพันธ์ระหว่างวิญญาณกับร่างกาย 3.อภิปรัชญาหรือภววิทยาว่าด้วยพระเจ้า หรือสิ่งสัมบูรณ์ ศึกษาเรื่องธรรมชาติของพระเจ้า คุณลักษณะ ของพระเจ้า ความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับเอกภพ และกับวิญญาณ 2. ญาณวิทยา (EPISTEMOLOGY) คือทฤษฎีความรู้ (THEORY OF KNOWLEDGE) เป็นวิชาที่ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ ธรรมชาติและเหตุแห่ง ความรู้ที่แท้จริง ซึ่งเป็นการศึกษาถึงรายละเอียดของความรู้ทั้งหมด เพื่อให้เห็นความเป็นไป และตัดสินได้ว่า อะไรเป็นความจริงแท้ ซึ่งเกิดจากความรู้ที่แท้จริง เป็นการศึกษาสภาพทั่ว ๆ ไปของความรู้อย่างกว้าง ๆ หาก พูดถึงญาณวิทยาแล้ว ต่างก็พยายามที่จะอธิบายหรือตอบปัญหาเกี่ยวกับ 1.ความรู้คืออะไร มีลักษณะเป็นอย่างไร 2.ความรู้เกิดขึ้นได้อย่างไร 3.จะสร้างความรู้ได้อย่างไร 4.อะไรคือสิ่งที่เราสามารถรู้ได้ และรู้ได้มากน้อยเพียงไร 5.อะไรคือเงื่อนไข เหตุปัจจัย หรือแหล่งให้เกิดความรู้ได้ 6.ความรู้ที่ได้มานั้นเป็นจริงหรือไม่ หากความรู้นั้นเป็นจริง ถูกต้อง เราสามารถทดสอบความรู้นั้นได้ อย่างไร หรือมีมาตรการในการทดสอบได้อย่างไร 3. คุณวิทยา (AXIOLOGY) เป็นวิชาที่ว่าด้วยคุณค่าต่าง ๆ คุณค่าที่ว่านั้นแบ่งออกเป็น 4 ประเภทคือ 1.จริยศาสตร์ (ETHICS) เป็นวิชาที่ว่าด้วยหลักแห่งความประพฤติ กล่าวถึงความดี ความชั่ว การตัดสิน ความดีความชั่ว เป็นการแสวงหาความดีอันสูงสุด 2.สุนทรียศาสตร์ (AESTHETICS) เป็นวิชาที่ว่าด้วยความดี หลักการตัดสินความงาม องค์ประกอบของ ความงาม เป็นเรื่องเกี่ยวกับศิลปะ เป็นการแสวงหาความงามอันสูงสุด 3.ตรรกศาสตร์ (LOGIC) เป็นวิชาที่ว่าด้วยการให้เหตุผล การนิยามความหมายอันแท้จริง เป็นการ แสวงหาความจริงอันสูงสุด อันประกอบด้วยอุปนัย และนิรนัย 4.เทววิทยา (THEOLOGY) เป็นเรื่องของความบริสุทธิ์ทางจิตใจ กล่าวคือหลักคำ สอนทางด้านศาสนา 8


ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ร ะ ห ว่ า ง ป รั ช ญ ากั บ กา ร ศึ ก ษ า ปรัชญาหรือปรัชญาทั่วไปกับปรัชญาการศึกษามีความใกล้ชิดกันมากปรัชญาทั่วไปเป็นการศึกษา เกี่ยวกับ ความจริงวิธีการค้นหาความจริงและคุณค่าของสิ่งต่างๆในสังคมแต่ปรัชญาการศึกษาเป็นการนำ เอา ปรัชญา ทั่วไปมาประยุกต์เพื่อนำ ไปจัดการศึกษาซึ่งการจัดการศึกษาทำ ไปเพื่อพัฒนาบุคคลพัฒนาสังคมชุมชน ให้เกิด ความสงบสุขอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขดังนั้นปรัชญาทั่วไปกับปรัชญาการศึกษาจึงมีความสัมพันธ์กัน อย่างแยก ไม่ออก การที่กล่าวว่าปรัชญากับปรัชญาการศึกษามีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกันนั้น อาจพิจารณา ได้จากนักปรัชญาและนักการศึกษาที่มีแนวคิดชั้นนำ ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงสมัยปัจจุบันมักเป็น บุคคลคน เดียวกันเช่น จอห์น ล๊อค(JOHN LOCKE),อิมมานูเอล คานท์(LMMANUEL KANT), จอห์น ฮาร์บาร์ต (JOHN HARBART), จอห์น ดิวอี้(JOHN DEWEY) เป็นต้น นอกจากนี้ไม่เพียงแต่จุดเริ่มต้นและวิวัฒนาการของ ปรัชญา และปรัชญาการศึกษาเท่านั้นที่เหมือนกันแต่ทางปรัชญาและปรัชญาการศึกษายังมีความเกี่ยวข้อง สัมพันธ์อย่าง ใกล้ชิดกันอีกด้วยกล่าวคือทั้งปรัชญาและปรัชญาการศึกษาจะสนใจเกี่ยวกับเรื่องราวของมนุษย์ซึ่ง ได้แก่ ธรรมชาติความรู้ความสัมพันธ์และพฤติกรรมของมนุษย์และขณะเดียวกันสาขาวิชาทั้งสองต่างก็มีความ สนใจ ร่วมกันในเรื่องที่จะทำ ให้ชุมชนสังคมประเทศชาติและชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นมีสันติและอยู่ร่วมกันอย่างมี ความ สุข (วรนุช ตุนทกิจ,2553) จากการที่ได้ทำ ความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษาและปรัชญามาโดยลำ ดับแล้วจะได้พิจารณาต่อไปว่า ปรัชญา การศึกษามีความสัมพันธ์กันในลักษณะใดและนำ ไปใช้ประโยชน์ต่อการศึกษาได้อย่างไรซึ่งปรัชญามุ่ง ศึกษาเรื่อง ของชีวิตและความจริง ต่างๆจนกระทั่งการสืบค้นถึงความจริงสูงสุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์กับ สิ่งแวดล้อมเพื่อ จะหาความจริงอันเป็นที่สุดการศึกษามุ่งศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์และวิธีการที่จะพัฒนามนุษย์ให้มี ความเจริญ งอกงามเพื่อให้สามารถดำ เนินชีวิตได้อย่างมีความสุขและประสบความสำ เร็จในชีวิตการงานทั้ง ปรัชญาและการ ศึกษามีจุดสนใจร่วมกันอยู่อย่างหนึ่งก็คือการกำ หนดคุณค่าและความหมายของชีวิตมนุษย์ ปรัชญาในแง่นี้จึงมี ความสำ คัญลักษณะและทฤษฎีทางการศึกษาและการศึกษาเป็นการนำ เอาปรัชญาไปปฏิบัติ ให้บังเกิดผลเมื่อเป็น เช่นนี้ปรัชญาจึงมีความสำ คัญกับการศึกษาอยู่สามประการ(ไพฑูรย์ สินลารัตน์,2529) 1.ปรัชญาตรวจสอบและเสนอแนะมุ่งหมายของการศึกษา การศึกษาเป็นกิจกรรมทางสังคมที่มุ่งผลการ เปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของบุคคลให้เป็นไปแนวทางที่ปรารถนาปรัชญาอาจจะช่วยเสริมการศึกษาให้ได้รับ คำ ตอบที่ชัดเจนขึ้นได้หลายประการเช่น 1.1ปรัชญาอาจช่วยชี้ให้เห็นว่ามุ่งหมายของการศึกษาที่จะเลือกนั้น สอดคล้องกับสภาพการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและการเมืองหรือไม่ มีความเหมาะสมเพียงใด 9


1.2ปรัชญาอาจช่วยชี้ให้เห็นว่า จุดมุ่งหมายของการศึกษาที่จะเลือกนั้นขัดแย้งกับจุดมุ่งหมายของ กิจกรรม ทางด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมืองหรือไม่ ถ้าขัดแย้งจะแก้ไขให้สอดคล้องกันได้ อย่างไร 1.3ปรัชญาอาจช่วยชี้ให้เห็นว่ามุ่งหมายของการศึกษาที่จะเลือกนั้นสอดคล้องกับวิถีชีวิตที่ดีหรือไม่ชีวิตที่ ดี เป็นอย่างไรธรรมชาติของมนุษย์คืออะไรเพื่อจะได้ใช้ข้อเท็จจริงเหล่านี้ประกอบการพิจารณาเรื่อง จุดมุ่งหมาย ของการศึกษาได้ถูกต้องยิ่งขึ้น ปรัชญากับการศึกษามีความสัมพันธ์กันคือ ปรัชญามุ่งศึกษาของชีวิตและจักรวาลเพื่อหาความจริงอัน เป็น ที่สุด ส่วนการศึกษามุ่งศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์และวิธีการที่พัฒนามนุษย์ให้มีความเจริญงอกงาม สามารถ ดำ รงชีวิตอยู่ได้ด้วยความสุขประสบความสำ เร็จในการประกอบอาชีพทั้งปรัชญาและการศึกษามีจุด สนใจร่วม กันอยู่อย่างหนึ่งคือ การจัดการศึกษาต้องอาศัยปรัชญาในการกำ หนดจุดมุ่งหมายและหาคำ ตอบทาง การศึกษา สรุปว่าปรัชญา มีความสำ คัญกับการศึกษาดังนี้(วิไล ตั้งจิตสมคิด,2539) 1.ปรัชญาช่วยพิจารณาและกำ หนดเป้าหมายทางการศึกษา การศึกษาเป็นกิจกรรมที่ทำ ให้บุคคล เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่พึงปรารถนา ปรัชญาจะช่วยกำ หนดแนวทางหรือเป้าหมายที่พึงปรารถนา ซึ่ง จะสอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรมฯลฯและพัทยาจะช่วยให้เห็นว่า เป้าหมาย ทางการศึกษาที่จะเลือกนั้นสอดคล้องกับการมีชีวิตที่ดีหรือไม่ชีวิตที่ดีควรเป็นอย่างไร ธรรมชาติของ มนุษย์คือ อะไร ปัญหาเหล่านี้นักปรัชญาอาจเสนอแนวความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาในการเลือก เป้าหมายทางการ ศึกษา 2.ความหมายที่จะวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ และพิจารณาดูการศึกษาอย่างละเอียด ลึกซึ้ง ทุกแง่ทุกมุม ให้ เข้าถึงแนวคิดหลัก ความสำ คัญ ความสัมพันธ์ และเหตุผลต่างๆอย่างชัดเจนมีความต่อเนื่อง และมี ความหมาย ต่อมนุษย์ สังคมและสิ่งแวดล้อมนี้เองที่เป็นงานสำ คัญของปรัชญาต่อการศึกษาหรือที่เราเรียกว่า ปรัชญาการ ศึกษานั่นเอง สรุปว่าปรัชญากับการศึกษามีความสัมพันธ์กันอย่างมาก ปรัชญาช่วยให้เกิดความชัดเจนทาง การศึกษา และทำ ให้นักศึกษาสามารถดำ เนินการทางการศึกษาได้อย่างถูกต้องรัดกุมเพราะได้ผ่านการพิจารณา วิพากษ์ วิเคราะห์อย่างละเอียดทุกแง่ทุกมุม ทำ ให้เกิดความเข้าใจอย่างชัดเจน ขจัดความไม่สอดคล้อง และ หาทาง พัฒนาแนวคิดใหม่ให้กับการศึกษา 1 0


ลัก ษ ณ ะ ข อง ป รั ช ญ ากา ร ศึ ก ษ า 1. การพรรณนา-วิเคราะห์ ลักษณะของวิชาปรัชญาการศึกษาส่วนหนึ่งคือ การอธิบายถึงแนวความคิดของปรัชญาการศึกษาว่า ทําไมจึงมี แนวคิดเช่นนั้น มีหลัก การคิดอย่างไร และวิเคราะห์ให้เห็นว่า ความคิดของนักปรัชญาการศึกษา เหล่านั้น มีความ สอดคล้องกันหรือไม่ ได้ให้ความหมายอะไรแก่พวกเราบ้าง และได้เสนอวิธีการใหม่ ๆ หรือไม่ 2. การวิจารณ์-ประเมินผล ลักษณะของปรัชญาการศึกษาส่วนหนึ่ง คือ การวิเคราะห์ และวิจารณ์ความคิดต่างๆ ทางการศึกษา และ ประเมินผลดูว่า ความเข้าใจเกี่ยวกับ การศึกษาในปัจจุบัน มีความถูกต้องแม่นยําเพียงใดและความคิด เหล่านั้นมี ผลกระทบต่อการจัดการ ศึกษามากน้อยเพียงใด รวมถึงความคิดใหม่ๆ ที่เสนอมานั้นมีประโยชน์กับ การศึกษา หรือไม่ 3. การอนุมาน ลักษณะอีกส่วนหนึ่งของปรัชญาการศึกษาคือ การอนุมาน หรือการคาดคะเนว่า ความคิดของเรา เกี่ยวกับ การศึกษาหรือปรัชญา จะมีรูปแบบเป็นอย่างอื่นได้ หรือไม่ อาจคาดคะเนต่อไปว่า จักรวาลนี้แท้จริง แล้วน่าจะ เป็นอย่างไร ทั้งสองประการนี้เกี่ยวข้องกับการศึกษาอย่างไร เป็นต้น ลักษณะของปรัชญาการศึกษา ในแง่นี้ เป็นการมองปัญหาแบบกว้างๆ และลึกซึ้ง อันเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับอภิปรัชญาเป็นส่วนใหญ่ แนวทางในการพิจารณาปรัชญาการศึกษา 1. ปรัชญาการศึกษาที่ยึดเนื้อหาทางปรัชญาทั่วไปเป็นแม่บท ปรัชญาการศึกษาแบบนี้ เป็นแบบเก่า เป็นความ พยายามในการนําหลักการต่าง ๆ จากปรัชญาแม่บทมาประยุกต์ใช้กับ การศึกษา ซึ่งต้องศึกษาปรัชญาทั่วไปให้ เข้าใจก่อน แล้ววิเคราะห์การศึกษาตามแนวของปรัชญา แต่ละสาขา เป็นการสร้างปรัชญาการศึกษาตาม ปรัชญา ทั่วไป 2. ปรัชญาการศึกษาที่มาจากความคิดของนักปรัชญาแต่ละคน ปรัชญาการศึกษาใน แนวนี้ใช้ระบบปรัชญาของ นักปรัชญาแต่ละคนเป็นฐานในการประยุกต์ใช้กับการศึกษา แต่ถ้านัก ปรัชญาคนใดได้วิเคราะห์การศึกษาไว้ แล้ว ก็ศึกษาจากระบบความคิดเหล่านั้นได้ ปรัชญาการ ศึกษาในแนวนี้ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจระบบความคิดและ ข้อเสนอ แนะของนักปรัชญาแต่ละคนอย่าง ลึกซึ้ง 1 1


ห น้ า ที่ ข อง ป รั ช ญ ากา ร ศึ ก ษ า 3. ปรัชญาการศึกษาที่ยึดตัวการศึกษาเป็นแกนกลาง แนวทางนี้เป็นแนวทางที่ศึกษาถึง เป้าหมายและวิธีการ ทางการศึกษาโดยเฉพาะ ปรัชญาการศึกษาในแนวนี้ไม่อิงอยู่กับปรัชญาใด เป็นการวิเคราะห์องค์ประกอบต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้องกับการศึกษาแล้วจึงกําหนดเป้าหมาย วิธีการ ทางการศึกษาหรือกระบวนการต่าง ๆ ของ การศึกษา 4. ปรัชญาการศึกษาที่มุ่งหาความกระจ่างในแนวคิดและกิจกรรมการศึกษาปรัชญาการ ศึกษาในแนวนี้ ปรัชญา มี ลักษณะเป็นกิจกรรมของการวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ หรือการหาความกระจ่างให้กับความคิดต่าง ๆ ข้อดีของ ปรัชญา การศึกษาในแนวนี้ เป็นการเสนอความคิดที่ท้าทายและบางครั้งก็เป็นความคิดใหม่ๆ ข้อเสียก็คือ การ วิเคราะห์เชิงปรัชญานั้นอาจทําได้ยากสําหรับผู้ที่ ไม่มีพื้นฐานทางปรัชญามาก่อน 5. ปรัชญาการศึกษาที่ยึดตัวการศึกษาเป็นแกนกลาง แนวทางนี้เป็นแนวทางที่ศึกษาถึง เป้าหมายและวิธีการ ทางการศึกษาโดยเฉพาะ ปรัชญาการศึกษาในแนวนี้ไม่อิงอยู่กับปรัชญาใด เป็นการวิเคราะห์องค์ประกอบต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้องกับการศึกษาแล้วจึงกําหนดเป้าหมาย วิธีการ ทางการศึกษาหรือกระบวนการต่าง ๆ ของ การศึกษา 1. เป็นแกนกลางในการจัดดําเนินการศึกษา ตัวอย่างเช่น ประเทศไทยไม่มีปรัชญา การศึกษาเป็นของ ตนเอง ที่จัด ๆ มาก็เพียงแต่อาศัยนโยบาย ความมุ่งหมายที่มักจะสร้างขึ้นตาม สามัญสํานึกและประสบการณ์ ของผู้มีอํานาจ ตลอดจนสถานการณ์ของผู้มีอํานาจที่ต้องแก้ ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่าอย่างอื่น 2. ทําหน้าที่กําหนดบทบาทของบุคคลและสังคม พร้อมทั้งวางแนวทางปฏิบัติตามวิถี ทางของระบบ การ ศึกษาที่มีปรัชญา ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทุกคนจะได้คิด พูดและกระทําใน ทิศทางอันเดียวกัน 3. ทําหน้าที่ให้ระบบต่างๆ ของสังคมเป็นที่ยอมรับของสมาชิก และจะทําให้ผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษาเกิด ความจงรักภักดีต่อระบบการศึกษา และเกิดอิทธิบาทสี่ต่อการดําเนินงานการ ศึกษาด้วย 4. ทําหน้าที่ระดมสรรพกําลังเพื่อจุดหมายทางการศึกษา และการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน 1 2


เ ป้ า ห ม ายกา ร ศึ ก ษ า เป้าหมายการศึกษา โดยทั่วไปก็คือการสร้างพลเมืองที่ดีมีคุณภาพ เป็นการศึกษาในภาพรวม แต่ถ้าจะ มุ่ง เน้นเฉพาะกระบวนการที่จะทำ ให้เกิดความรู้ในวิทยาการ จุดมุ่งเน้นของการศึกษาจะประกอบไปด้วยตัว แปร ต่างๆ 5 ข้อ ดังต่อไปนี้ 1.การศึกษาคือกระบวนการให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร (DATA OR INFORMATION) ซึ่งหมายความว่า บุคคลที่ อยู่ในสังคมจำ เป็นต้องมีการเข้าถึง หรือทราบข่าวสารข้อมูลเบื้องต้น มิฉะนั้นจะเป็นการล้มเหลวของการศึกษา ทันที ระบบการศึกษาใด หากคิดว่าการให้ข้อมูลข่าวสารกับผู้เรียน คือ การให้ความรู้นั้น ถือเป็นการเข้าใจ ผิดอย่างยิ่งค่ะ ซ้ำ ร้ายหากการประเมินผลมุ่งเน้นการทดสอบความสามารถในการท่องจำ คนเก่งคือคนที่ท่อง ตำ ราเก่ง การมีความคิดเป็นของตัวเองจึงเปล่าประโยชน์ เพราะมันจะขจัดความคิดริเริ่มเป็นการทำ ลาย พัฒนาการของบุคคลด้วยระบบการศึกษาอย่างน่าเสียดาย 2.การศึกษามุ่งเน้นให้คนคิดเป็น คือมีความสามารถในการวิเคราะห์ ซึ่งต้องเริ่มจากการสร้างจิต วิเคราะห์ (ANALYTICAL MIND) คือ ช่างสังเกต ช่างสงสัย ตั้งคำ ถามและใช้หลักตรรกในการหาคำ ตอบเบื้องต้น เป็นกุญแจ ที่นำ ไปสู่ความรู้ โดยการนำ ข้อมูลมาสัมพันธ์กันด้วยเหตุและผล นี่แหละค่ะเรียกว่า "การเกิด ความรู้" 3.การรู้จักวิเคราะห์ และการมีข้อมูลข่าวสารเบื้องต้น ต้องเสริมด้วยการหาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อทำ ให้ การ วิเคราะห์น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น นั่นคือ ได้ข้อมูลใหม่และข้อมูลเพิ่มเติมมายืนยันการวิเคราะห์ปัญหา เพื่อการ วางแผน แก้ปัญหา ประเมินความสำ เร็จหรือล้มเหลวของนโยบายการแก้ปัญหา นั่นคือ การวิจัย บวกกับ ความสามารถ ในการวิเคราะห์ คือ การสร้างองค์ความรู้ใหม่ในวงวิชาการ 4.การสร้างทฤษฎี การเก็บข้อมูลจากการวิจัย การวิเคราะห์ที่มีผลออกมาซ้ำ กันหลายๆครั้ง ย่อมนำ ไปสู่ ความเชื่อมั่นในระดับหนึ่ง เป็นการสร้างทฤษฎีจากการวิจัย ซึ่งเป็นส่วนสำ คัญของการสร้างความรู้ใหม่ ผู้เรียน คนใดมีจิตวิเคราะห์ มีการวิจัยหาข้อมูลใหม่ๆ ย่อมสร้างทฤษฎีได้ทั้งสิ้น ไม่จำ เป็นต้องอ้างปรมาจารย์ของ ต่าง ประเทศเสมอไป 5.ส่วนสำ คัญของการวิเคราะห์ วิจัย นำ ไปสู่การสร้างทฤษฎี เพื่อนำ ไปประยุกต์ ซึ่งการประยุกต์ เป็น การนำ เอาความรู้มาเป็นฐานของการวางนโยบายเพื่อแก้ปัญหา การวางนโยบายโดยไร้ข้อมูล ไม่มีความรู้ที่ผ่าน การวิเคราะห์มาแล้ว ย่อมเกิดความสำ เร็จน้อย การแก้ปัญหาในสมัยใหม่ ต้องมีการวิจัยเพื่อหาสาเหตุที่ แท้จริง 1 3


สรุปได้ว่า เป้าหมายการศึกษาจึงต้องคลอบคลุมทั้ง 5 มิติ มิใช่มุ่งเน้นเฉพาะการท่องจำ จนคิดไม่เป็น ส่วน ของคุณธรรมประจำ ใจ ความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ เป็นส่วนสำ คัญของการสร้างมนุษย์ ที่ ต้องอยู่ บนร่างกายที่สมบูรณ์ สามารถที่จะปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยได้นั่นเอง กา รสร้ า งสร ร ค์ ป รั ช ญ ากา ร ศึ ก ษ า จากปัญหาของวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง และความเจริญทาง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ซึ่งส่งผลต่อการจัดการศึกษาของไทยเป็นอย่างยิ่ง เพราะการจัดการศึกษาสามารถที่จะ ขจัดปัญหา ต่างๆ ไปได้จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 ขึ้นและได้มีการปฏิรูป การศึกษาตาม พระราชบัญญัติการศึกษาเห็นชาติพ.ศ. 2542 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 และบรรจุมาตราต่างๆเพื่อกำ หนดเงื่อนไขในการ เปลี่ยนแปลง5แนวทางได้แก่(สำ นักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ,2542) 1.การปฏิรูปกระบวนการเรียนการสอน-การประเมินผล 2.การไปรูปการฝึกอบรมครู และระบบการพัฒนาครู การใช้ครู 3.ปฏิรูประบบบริหารจัดการ 4.ปรับระบบการศึกษา 5.ยุทธศาสตร์ของการระดมสรรพกำ ลังจากทุกๆส่วนของสังคม ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ให้ กว้างขวางยิ่งขึ้น ปรัชญาการศึกษามีความสำ คัญต่อการปฏิรูปการศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะมีการศึกษาที่ใดย่อมมีการ นำ ปรัชญาการศึกษาไปใช้ที่นั่น เช่นเดียวกันที่ใดมีปรัชญาการศึกษาที่นั่นย่อมมีการจัดการศึกษา โดยคำ นึงถึง องค์ ประกอบต่างๆในการเรียนการสอน เพื่อใช้เป็นแนวทาง เป็นหลักการและเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบ ปรัชญาการศึกษาที่นำ มาศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับพระราชบัญญัติพ.ศ. 2542 พอจะสรุปเนื้อหา ความ สำ คัญของปรัชยาดังต่อไปนี้ (สำ นักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ,2544) 1.ปรัชญาการศึกษาสารัตถนิยม (ESSENTIALISM) เน้นเนื้อหาสาระและความสำ คัญของมรดกทางวัฒนธรรม ของสังคมที่ได้รับการยอมรับและปฏิบัติกันในสังคมจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางในการดำ เนินชีวิตของ ประชาชนในสังคม โดยมีจุดมุ่งหมายดังนี้ 1.1เพื่อทะนุบำ รุงและถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมไปสู่คนรุ่นหลังมีให้สูญหายหรือถูกทำ ลายไป 1.2เพื่อให้การศึกษาในสิ่งที่เป็นเนื้อหาสาระอันได้จากมรดกทางวัฒนธรรม 1.3เพื่อให้การศึกษาในเรื่องของความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิยมของสังคมในอดีต 1.4เพื่อฝึกฝนให้ผู้เรียนมีความขยันหมั่นเพียรในการศึกษาเล่าเรียนและการทำ งาน 1.5เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนมีพัฒนาการทางปัญญา 1.6เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนมีวินัยในตนเอง และรู้จักทำ งานร่วมกับผู้อื่น 1 4


2.ปรัชญาการศึกษานิรันตรนิยม (PERENNIALISM) มุ่งหมายของปรัชญาการศึกษานิรันตรนิยมอยู่ที่ การสร้าง คนให้เป็นคนที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง ปลูกฝังความเชื่อและค่านิยมที่ดีแก่ผู้เรียน มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนมีเหตุผล ยิ่งขึ้น รู้จักและเข้าใจตนเอง พร้อมทั้งเห็นว่าตัวเองนั้นมีพลังธรรมชาติอยู่ภายในแล้ว การศึกษาก็คือการ ส่งเสริมให้พลัง ธรรมชาตินั้นพัฒนาเต็มที่ พลังธรรมชาติในที่นี้ก็คือสติปัญญาของมนุษย์ถ้าสติปัญญาได้รับการ ขัดเกลาและพัฒนา อย่างดีพอ มนุษย์ก็จะทำ อะไรได้อย่างมีเหตุผลเสมอ จุดหมายของการศึกษาของทฤษฎี การศึกษานิรันตรนิยม กล่าวไว้ดังนี้ คือ 2.1มุ่งให้ผู้เรียนรู้จักและทำ ความเข้าใจกับตนเองให้มากที่สุดโดยเฉพาะในเรื่องเหตุผลและสติปัญญา 2.2มุ่งให้ผู้เรียนพัฒนาสติปัญญาและเหตุผลในตัวมนุษย์ให้ดีขึ้นสูงขึ้นเพื่อเป็นคนที่สมบูรณ์ 3.ปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม(PROGRESSIVISM) ในส่วนของแนวคิดหลักการของการศึกษาแบบพิพัฒ นาการนิยมนี้ก็คือการศึกษาจะต้องพัฒนาเด็กทุกๆด้าน ไม่เฉพาะสติปัญญาเท่านั้นโรงเรียนมีความสัมพันธ์กับ สังคมมากขึ้น เด็กจะต้องพร้อมที่จะอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขปรับตัวได้อย่างดี กระบวนการเรียนการสอน จึง มีความสำ คัญพอๆกับเนื้อหาเรื่องของปัจจุบันมีความสำ คัญกับอดีตหรืออนาคต จุดมุ่งหมายของการศึกษา การ ศึกษาตามปรัชญาพิพัฒนาการนิยมนี้เกิดขึ้นเพื่อต้านแนวคิดและวิธีการเก่าของการศึกษาที่เน้นแต่เพียง คุณสมบัติ ด้านใดด้านหนึ่งเพราะคิดว่าด้านนั้นสำ คัญกว่าดังที่สารัตถนิยมเน้นความสามารถทางการจำ และ เข้าใจและมอง ว่าการศึกษาจะต้องให้การศึกษาทุกด้านทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญาควบคู่กัน ไปความสนใจ ความถนัด ลักษณะพิเศษของผู้เรียนควรได้รับความสนใจและได้รับการส่งเสริมให้มากที่สุด ส่งเสริมความเป็น ประชาธิปไตย ทั้งในและนอกห้องเรียน และส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รู้จักตนเองและสังคมเพื่อ ผู้เรียนจะได้ปรับตัวเข้า กับสังคมได้อย่างมีความสุข ไม่ว่าสังคมจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม ผู้เรียนจะต้องรู้จัก แก้ปัญหาได้ 4.ปรัชญาการศึกษาปฏิรูปนิยม(RECONSTEUCTIONISM) ปรัชญาการศึกษาในแนวนี้เห็นว่าปัจจุบัน(รวมทั้ง อนาคต) สังคมมีปัญหามากทั้งในด้านของเศรษฐกิจ การเมือง ศิลปวัฒนธรรมทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลก สังคมจึงต้องการการแก้ปัญหาและหาทางที่จะสร้างค่านิยมและแบบแผนของสังคมขึ้นใหม่ การที่จะแก้ปัญหา และสร้างค่านิยมขึ้นใหม่นี้ การศึกษาจะต้องมีบทบาทสำ คัญซึ่งความเชื่อและหลักการสำ คัญของทฤษฎี การศึกษา ไปรสนิยมในด้านจุดมุ่งหมายหลักของการศึกษาในแนวนี้คือการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อปรับปรุง พัฒนาและ สร้างสรรค์สังคมใหม่ที่ดีและเหมาะสมกว่าขึ้นมาให้ได้ดังจะกล่าวเป็นรายละเอียดได้คือ 4.1การศึกษาจะต้องช่วยแก้ปัญหาของสังคมที่เป็นอยู่ 4.2การศึกษาต้องเป็นไปเพื่อส่งเสริมและพัฒนาสังคมโดยตรง 4.3การศึกษาจะต้องมุ่งสร้างระเบียบใหม่ของสังคมจากพื้นฐานเดิมที่มีอยู่ 4.4ระเบียบใหม่ที่สร้างขึ้นรวมทั้งวิธีสร้างต้องอยู่บนพื้นฐานของประชาธิปไตย 4.5การศึกษาจะต้องให้เด็กเห็นความสำ คัญของสังคมคู่ไปกับตนเอง 1 5


5.ปรัชญาการศึกษาอัตถิภาวนิยม (EXISTENTIALISM) เชื่อว่ามนุษย์มีศักยภาพในทางที่จะเป็นตัวของตัวเอง ตลอดเวลา นักปรัชญากลุ่มนี้สนใจเกี่ยวกับโลกแห่งการดำ รงค์ชีวิตอยู่ได้ (A WORLD OF EXISTING) เชื่อว่า คน คือ ความไม่แน่นอน ไม่มีแก่นสารความจริงหรือความรู้ควรจะเป็นเรื่องที่ช่วยให้ตนเองดำ รงชีวิตอยู่ได้ จริยศาสตร์ ควรจะเป็นเรื่องของเสรีภาพและความสมัครใจสุนทรียศาสตร์ควรจะเป็นเรื่องของการปฏิวัติหรือในสังคม และ ไม่ จำ เป็นต้องตรงกับความพอใจของประชาชนส่วนใหญ่ กลุ่มนี้เชื่อว่ามนุษย์มีความเป็นอิสระ มีเสรีภาพในการ เลือก ในการกระทำ มนุษย์ตัดสินใจด้วยตนเองเลือกด้วยตนเอง และรับผิดชอบต่อการกระทำ ของตนเองแต่ทีนี้มี ความ สัมพันธ์กับปรัชญาด้านต่างๆคือเชื่อว่าความจริงคือการดำ รงอยู่ของชีวิต ไม่เห็นด้วยกับความสมบูรณ์ แท้จริงที่สุด ของการให้เหตุผลหรือตรรกวิทยาบริสุทธิ์ ลัทธินี้เน้นถึงชีวิตและประสบการณ์ของเอกัตบุคคล เชื่อ ว่ามนุษย์จะดีก็ อยู่ที่การเลือกที่จะทำ ตนให้เป็นเช่นนั้นนักปรัชญาในกลุ่มนี้บางคนก็เชื่อว่าไม่มีพระเจ้าแต่บางคน ก็เชื่อว่ามี พระเจ้าเป็นผู้ช่วยมนุษย์ให้มีสินละทำ จรรยาที่ดี เชื่อว่าความจริงคือความรู้จะช่วยให้ดำ รงชีวิตอยู่ได้ และถือว่า ความรู้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแก่แต่ละบุคคล ความรู้ไม่ใช่ผลบั้นปลายอันต้องประสงค์ แล้วก็ ไม่ใช่มรรคอันจำ จะต้องเรียนรู้เพื่อเตรียมตัวไปเผชิญกับชีวิตจริงหาความรู้เป็นมรรควิธีจะให้แต่ละคน เจริญเติบโต และเลือกทำ ใน สิ่งที่ตนประสงค์ยิ่งขึ้นทุกที 6.ปรัชญาการศึกษาพุทธปรัชญา (BUDDHISM) เป็นปรัชญาที่เชื่อว่าการศึกษาคือการพัฒนาบุคคลให้ถึง พร้อม ด้วยปัญญาและดำ เนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขตลอดจนรู้จักแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ห ลักสู ต รและกา ร พั ฒ น า ห ลักสู ต ร ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ธรรมชาติของศาสตร์ทางการศึกษานั้น กล่าวไว้ว่า การศึกษาเป็นศาสตร์ประยุกต์(APPLIED SCIENCE) ดัง นั้นแนวคิดตลอดจนวิธีการจัดการศึกษาจึงได้นำ เอาความรู้ต่างๆที่ได้จากศาสตร์สาขาต่างๆมาเป็นแนวทาง ในการ ดำ เนินการจัดการศึกษา โดยศาสตร์ทางการศึกษาจะพยายามเลือกสรรเอาเฉพาะสิ่งที่มีความสำ คัญและ จำ เป็น หรือสามารถนำ ไปปฏิบัติได้ มากเป็นส่วนประกอบในการจัดการศึกษา วิธีการเลือกสรรสิ่งต่างๆจะ ครอบคลุมไป ถึงการเลือกสรรศาสตร์ต่างๆในระดับสาขาวิชา และเลือกสรรเนื้อหาสาระในระดับย่อยซึ่งอยู่ ภายในแต่ละสาขา วิชาอีกด้วยในเรื่องปรัชญาการศึกษาก็เช่นเดียวกันเนื่องจากปรัชญาแต่ละหน้าที่จะมีทั้งข้อดี และข้อจำ กัดในแต่ละ สังคมกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือจะเป็นข้อจำ กัดอย่างยิ่งถ้าจะนำ เอาปรัชญาลัทธิใดลัทธิหนึ่งมา ใช้กับสังคมไทยโดยตรง การจัดการศึกษาของไทยในอดีต ระหว่างปี พ.ศ. 2411-2547 อาจกล่าวได้ว่า เป็นไป ตามแนวสารัตถนิยม แต่ใน ปัจจุบันอาจเป็นการยากที่จะบอกว่าปรัชญาการศึกษาในหลักสูตรไทยเป็นไปตาม ลัทธิปรัชญาใด ซึ่งอาจจะบอก ได้เพียงแต่ว่าโดยส่วนใหญ่นั้น มีความสอดคล้องกับลัทธิใดหรือ ปรัชญาใดมาก ที่สุดเท่านั้นตัวอย่างเช่นอาจบอก ได้เพียงว่าหลักสูตรประถมศึกษาพ.ศ. 2503 นั้นมีความสอดคล้องกับลัทธิ ปรัชญาสารัตถะนิยมมากที่สุดหรือ หลักสูตรประถมศึกษาพุทธศักราช 2521 นั้นมีความสอดคล้องกับปรัชญา ลัทธิปฏิรูปนิยมมากที่สุดที่กล่าว หลักสูตรของไทยมีความสดของกับลัทธิปรัชญาแบบนั้นแบบนี้มากที่สุดนั้นเป็น เพียงการกล่าวว่าส่วนใหญ่เท่านั้น แนวคิดในการจัดการศึกษาค่อนข้างไปในลัทธิปรัชญาใดประเทศหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้หมายความถึงว่าทุกอย่างจะ เป็นไปตามแนวคิดของปรัชญาลัทธิหน้านั้นทั้งหมดทั้งนี้อาจเนื่องจากว่าจาก 1 6


นอกจากจะมีแนวคิดตามปรัชญานั้นนั้นแล้วยังมีความคิดจากปรัชญาลัทธิอื่นๆผสมผสานอยู่ด้วยประชารัฐอื่นๆ ผสมผสานอยู่ด้วยปรัชญาที่เกิดจากการผสมผสานแนวคิดของปรัชญาอื่นๆอยู่มีชื่อเฉพาะว่าปรัชญาแบบ ผสม ผสาน(ECLECTICISM) โดยลักษณะเช่นนี้จึงกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่าหลักสูตรประถมศึกษาของไทยเป็นไป ตาม ลัทธิปรัชญาแบบผสมผสานก็ได้ซึ่งแนวคิดประชาแบบนี้จะทำ การเลือกสรรเอาส่วนที่เห็นว่ามีความ เหมาะสมจาก ปรัชญาลัทธิต่างๆมาผสมผสานกันโดยไม่ยึดลัทธิใดลัทธิหนึ่งโดยตรงส่วนใหญ่ไม่ว่าตำ ราเล่มไหนก็ จะกล่าวถึง ปรัชญาการศึกษาทางตะวันตกเช่น สารัตถนิยม (ESSENTIALISM) ปฏิรูปนิยม(RECONSTRUCTIONISM) เป็นต้น ส่วนปรัชญาการศึกษาไทยแทบไม่กล่าวถึงอย่างเป็นกิจลักษณะอาจมีบ้างเป็นการแถมหรือเสริมเข้ามา โดยอาจเรียกว่าแนวคิดทางการศึกษาของนักการศึกษาไทยทั้งที่จริงๆไม่ว่าปรัชญาหรือแนวคิดโดยเนื้อแท้ก็ไม่ ต่างกัน ปรัชญาก็คือแนวคิดหรือความคิด แนวคิดก็คือปรัชญา นั่นเอง (เกรียงศักดิ์ รอดเย็น,2534) ต่างกันโดยตัวหนังสือแต่เนื่องจากนักวิชาการไทยเรียน/ล็อกตำ รามาจากฝรั่งปรัชญาจึงมีแต่ของฝรั่ง และเรา ก็มักจะเชื่อตามนั้น(ไม่เชื่อก็สอบไม่ได้)นักการศึกษาไทยที่เด่นๆมีมากมายซึ่งได้ให้แนวคิดปรัชญาทาง การศึกษา ไว้มากมายหาดูได้จากตำ ราการศึกษาต่างๆแต่อย่าติดรูปแบบของคำ ว่าปรัชญาต้องขยายกรอบ ความคิดของคำ ว่าปรัชญาให้ครอบคลุมขอบเขตเนื้อหากว้างขวาง อันสะท้อนความเชื่อ ความคิดวิถีปฏิบัติต่างๆ สามารถระบุ นามของนักการศึกษาไทยดังกล่าวได้เช่นศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี,น.พ.ประเวศ วะสี,ดร. โกวิท วรพิ พัฒน์,พระธรรมปิฎก(ประยุทธ์ ปยุตโต)เป็นต้น(เกรียงศักดิ์ รอดเย็น,2534) และประวัติการศึกษา ไทยตั้งแต่สมัย สุโขทัยเป็นต้นมาแสดงว่าการศึกษาไทยมีปรัชญาการศึกษาเป็นของตนเองโดยมีพื้นฐานมาจาก พระพุทธศาสนา อากาศได้ว่าปรัชญาการศึกษาไทยยึดตามแนวพุทธปรัชญานั่นเองไม่ว่าหลักสูตรครูวิธีการ จัดการเรียนการสอน หรือการบริหารล้วนอยู่ภายใต้อิทธิพลของพุทธศาสนาศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งสุโขทัย อยุธยาหรือรัตนโกสินทร์ ตอนต้น โดยใช้หลักสูตรที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนาทั้งสิ้น ครูก็คือพระสงฆ์ผู้ที่ผ่าน การศึกษาอบรมมาจาก พระโรงเรียนก็คือวัดหรือวังซึ่งสนิทแนบแน่นกับวัด (จิตรกร ตั้งเกษมสุข,2526) แม้ครอบครัวจะเป็นสถานที่บ่มเพราะบุคคลโรงเรียนครอบครัวไทยก็ไม่ห่างไกลพุทธะศาสนาดังนั้นรวม ความว่า โดยประวัติศาสตร์การศึกษาไทยยึดแนวพุทธปรัชญาโดยประการทั้งปวงดังนั้นคำ ถามของนักศึกษา ข้าง ต้นน่าจะกระจ่างขึ้นถ้าตอบว่า ปรัชญาการศึกษาไทยก็คือพุทธปรัชญานั่นเอง แต่เป็นพุทธปรัชญาที่ ประยุกต์มา ใช้ในส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษาตามความเหมาะสมกับกาละ (กาลเวลา) เทศะ (ประเทศ,ภูมิประเทศ) และบุคคล ประชาชน,กลุ่มชนที่มีวิถีชีวิตขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมของกลุ่มตน) และแม้การเวลาจะ ผ่านมา พุทธ ปรัชญาการศึกษา ยังมีอิทธิพลอยู่ในปรัชญาการศึกษาไทย ซึ่งเดินตามแนวปรัชญาการศึกษา ตะวันตก (ฝรั่ง) ผู้ ต้องการทราบรายละเอียดเกี่ยวกับปรัชญาการศึกษาไทยในยุคร่วมสมัย น่าจะหาอ่านได้จาก หนังสือของพระทำ ปิฎก (ประยุกต์ ปยุตโต) ซึ่งมีอยู่แพร่หลาย แต่ในที่นี้ผมจะนำ ปรัชญาการศึกษาไทยที่ ศาสตราจารย์ดร.สาโรช บัวศรี เสนอไว้มากล่าวเพียงบางประเด็นสั้นๆ พอให้เห็นว่าปรัชญาการศึกษาไทยไม่ว่า โดยนักการศึกษาไทยท่าน ใด มักจะหนีไม่พ้นพุทธปรัชญาไปได้ (เกรียงศักดิ์ รอดเย็น,2534) 1 7


กา ร พั ฒ น า ห ลักสู ต ร ต า ม แ น ว ป ฏิ รู ป กา ร ศึ ก ษ า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การจัดการศึกษาของไทย ประสบกับปัญหาอย่างมาก และสั่งสมมาอย่าง ต่อเนื่อง ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันด้านต่างๆของคนไทยบนเวทีระดับโลก ด้อยกว่าเกือบทุกประเทศ ที่เข้าร่วม การแข่งขัน แม้แต่ประเทศที่ตกอยู่ในภาวะสงครามมาอย่างยาวนาน เช่น เวียดนาม ไม่ว่าจะเป็นการ แข่งขัน โอลิมปิกวิชาการ ประสิทธิภาพการผลิตและรายได้ประชาชาติฯลฯ นอกจากปัญหาด้านการศึกษาแล้ว ปัญหาใน ด้านคุณธรรมจริยธรรม ตลอดจนศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาไทย ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยปัจจุบัน ต่างก็เป็น ประเด็นปัญหาซึ่งก่อให้เกิดวิกฤติอย่างรุนแรง ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปัญหาด้านการศึกษา ประเทศไทยจึงได้มีความ พยายามที่จะแก้ไขปัญหาของชาติด้วยการปฏิรูปการศึกษา และเริ่มมีแนวทางปรากฏ ขึ้นเป็นรูปธรรมอย่าง จริงจัง เมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้มีการบรรจุสาระ เกี่ยวกับการศึกษาไว้ใน รัฐธรรมนูญหลายมาตรา เช่น มาตรา 43 บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษา ขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า สิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย มาตรา 81 รัฐ ต้องจัดการศึกษาอบรม และสนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาอบรมให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม จัดให้มีกฎหมาย เกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมสร้าง เสริมความรู้ และปลูกฝัง จิตสำ นึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สนับสนุนการค้นคว้าวิจัยในศิลปวิทยาต่างๆ เร่งรัดพัฒนาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาวิชาชีพครู และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปและวัฒนธรรมของ ชาติ อันเป็นที่มาของพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บททางการศึกษาฉบับ แรก มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2542 ส่งผลให้เกิดกระแสที่สร้างความตื่นตัวและความเคลื่อนไหวใน การดำ เนินงาน ทั้งต่อหน่วยงาน องค์กร และบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างกว้างขวาง กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหน่วยงานหลักที่ดำ เนินการปฏิรูป การศึกษา ได้กำ หนดขอบข่ายของการปฏิรูป การศึกษา เพื่อปรับปรุงการดำ เนินงานทางการศึกษา รวมทั้งเพื่อ พัฒนาคุณภาพการศึกษาให้บรรลุจุดมุ่งหมาย ตามที่ต้องการ และยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษาให้สูงขึ้น โดยกำ หนดแนวทางการปฏิรูปการศึกษา ใน 4 ด้าน คือ การปฏิรูปโรงเรียนและสถานศึกษา การปฏิรูปครูและ บุคลากรทางการศึกษา การปฏิรูป หลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอน และการปฏิรูประบบบริหารการ ศึกษา ขอบข่ายของการปฏิรูปการศึกษาสอดคล้องตามเจตนารมณ์และเพื่อรองรับการดำ เนินงานตามแนวทาง กำ หนด ไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ให้เกิดผลในทางปฏิบัติและเพื่อเตรียมเยาวชนของชาติให้มีความ รู้ ความสามารถ ได้มาตรฐานสูง เหมาะสมกับความต้องการของสังคมในยุคโลกาภิวัตน์ โดยดำ เนินการตาม แนวคิดและแนวทางกับภารกิจดังนี้ 1. เป้าหมายหลักของการปฏิรูปการศึกษา คือ การเรียนการสอนมีคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากล ภายในปี 2550 2. การปฏิรูปการศึกษาให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และสถานการณ์ใน อนาคต จะ ต้องเน้นการพัฒนา "คุณภาพการศึกษา" โดยเฉพาะคุณภาพของผู้เรียนเป็นสำ คัญ 1 8


3. การพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน จะเกิดขึ้นได้จะต้องเน้นการปฏิรูปกระบวนการเรียนการสอนที่แท้จริง ของ ครูแต่ละคน วิธีการเรียนของผู้เรียนและการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมในโรงเรียนเป็นหลัก 4. การปฏิรูปการศึกษา (โดยเฉพาะในระดับโรงเรียนหรือสถานศึกษา) จะครบถ้วนสมบูรณ์ ต้องปฎิรูป ทั้ง 3 มิติ คือ องค์ประกอบหลัก ยุทธศาสตร์ การดำ เนินงานปัจจัยสร้างเสริมการเรียน 5. องค์ประกอบหลักของการปฏิรูปการศึกษา คือ การปฏิรูปหลักสูตร การปฏิรูปกระบวนการเรียน การสอน การปฏิรูปครูและบุคลากรทางการศึกษา และการปฏิรูปการบริหารและการจัดการศึกษา 6. การดำ เนินการปฏิรูปการศึกษาจะเน้นยุทธศาสตร์หลัก 5 ประการคือ 6.1 กระจายอำ นาจให้สถานศึกษาและหน่วยปฏิบัติมีอิสระและความคล่องตัวในการบริหารงานที่ รับผิด ชอบ 6.2 ใช้แผนยุทธศาสตร์เป็นเครื่องมือในการดำ เนินงานปฏิรูปการศึกษาทุกระดับ 6.3 เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา 6.4 ให้มีระบบประกันคุณภาพการศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ 6.5 เน้นผู้เรียนเปน็ศูนย์กลาง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเอง ได้เต็มศักยภาพ 7. ปัจจัยสร้างเสริมการเรียน (ETHOS) ที่สำ คัญ ซึ่งจะทำ ให้การปฏิรูปการศึกษาเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ ได้แก่ ภาวะผู้นำ ทางการเรียนการสอนแข็ง มีความคาดหวังในผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง มีจุดเน้นของการ สอน (ของ ครู) ที่ชัดเจน บรรยากาศสิ่งแวดล้อมเกื้อกูลต่อการเรียนของเด็ก มีการติดตามความก้าวหน้าอย่าง สม่ำ เสมอ ประชาชน (ภูมิปัญญาท้องถิ่น) มีส่วนร่วม และมีเวลาที่ใช้ในการเรียนอย่างสม่ำ เสมอ หน่วยงานหลักในการดำ เนิน การปฏิรูปการศึกษา ประกอบด้วย คณะกรรมการและสำ นักงานปฏิรูปการศึกษา สำ นักงานคณะกรรมการการ ศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ทบวงมหาวิทยาลัย และหน่วยงานที่จัด การศึกษาเฉพาะทางในกระทรวง ทบวงกรมอื่นๆ ทิศทางการปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปการศึกษาเป็นการปรับทั้งระบบ กระบวนการและเป้าหมายของการเรียนรู้ การคิดของบุคคล และสังคมที่เกี่ยวกับตนเอง สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ และสิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น เพื่อนำ ไปสู่ประโยชน์ต่อชวีิต และสังคมในอนาคต โดยเป้าหมายที่สำ คัญที่สุดจะมุ่งเกิดเจตคติต่อตนเอง สังคม เพื่อนร่วมโลกและธรรมชาติ การปฏิรูปการศึกษาจึงเป็นเสมือนการรื้อ ปรับปรุง ยกเครื่องและเปลี่ยนแปลงการศึกษาทั้งระบบ ซึ่งมีการ ดำ เนินงานเป็นขั้นตอน ทำ ให้ไม่เกิดความรุนแรงหรือกระทบในทางเสียหายน้อยที่สุด โดยมีเป้าประสงค์ สำ คัญ 5 ประการ คือ (ประเวศ วะสี, 2542 อ้างใน สนธิรัก เทพเรณู และคณะ, 2548) 1. เป็นการศึกษาสำ หรับคนทั้งมวล (EDUCATION FOR ALL) อย่างทั่วถึง ยืดหยุ่น หลากหลายเหมาะสม กับ ทุกกลุ่มในสังคม 2. ให้ทุกส่วนในสังคมมีความร่วมมือกันในการจัดการศึกษา (ALL FOR EDUCATION) 1 9


3. ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ให้มีกระบวนการที่ง่าย สนุก และพัฒนาคนให้เต็มศักยภาพของความเป็น มนุษย์ สามารถแก้ปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม การเมืองและสุขภาพไป ด้วย กัน 4. ปฏิรูประบบบริหารและการจัดการศึกษาให้มีความสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพในการจัดการและ ตรวจ สอบให้บรรลุเป้าประสงค์ของการศึกษา จุดมุ่งหมายของการปฏิรูปการศึกษาจะต้องเป็นไปเพื่อเด็ก ครู ผู้บริหาร ชุมชน และคนไทยทุกคน โดยเฉพาะ เด็กไทยทุกคนต้องได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ทั้งนี้เพื่อสร้าง อนาคตของชาติ สร้างคุณภาพ ประชากรอันจะนำ ไปสู่คุณภาพของชีวิตที่ดี การปฏิรูปการศึกษาควรมีเป้าหมายที่ จะสร้างคนให้มีคุณภาพ กล่าวคือ มีความรู้ มีจิตสำ นึก มีความดีในตัวทุกคน สามารถประกอบอาชีพอิสระ ขณะ เดียวกันก็พร้อมที่จะ ทำ งานเพื่อสังคมและประเทศชาติได้ ดังนั้น การปฏิรูปการศึกษาจะต้องเน้นการเรียนรู้ทั้งที่ บ้าน โรงเรียนและ สิ่งต่างๆ รอบตัว ซึ่งจะต้องเชื่อมโยงกันทั้งหมด สำ นักงานปฏิรูปการศึกษา ได้กำ หนดกรอบแนวทางในการปฏิรูปการศึกษา ไว้คือ 1. การจัดระบบโครงสร้าง องค์กรและการแบ่งส่วนงาน มีการเน้นการจัดโครงสร้างองค์กรใหม่ในระบบ ราชการระดับกระทรวง เขตพื้นที่การศึกษา องค์กรอิสระที่ปฏิบัติงานเฉพาะดาน ภายใต้การกำ กับดู แลของ รัฐมนตรี รวมทั้งมีการจัดระบบการนิเทศ ติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการศึกษา 2. จัดระบบครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา เน้นดำ เนินการในระบบการผลิต พัฒนา ส่งเสริม และ การควบคุมวิชาชีพ 3. จัดระบบทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา พิจารณาดำ เงินการศึกษาความต้องการทรัพยากร ต่อปี และระยะ 5 ปี ระบบวิธีการจัดงบประมาณเพื่อการศึกษา ระบบัญชี การตรวจสอบ การบริหารจัดการ ทรัพย์สิน สถานศึกษา การจัดเงินอุดหนุนแก่สถานศึกษา และมาตรการการลงทุนเพื่อการศึกษาแบบใหม่ๆ 4. จัดระบบการศึกษาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยเรื่องการปรับเปลี่ยนสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา อาชีวศึกษา การจัดการศึกษาเอกชน บทบาทของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การจัด สำ นักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หัวใจสำ คัญของการปฏิรูปการศึกษา สิปปนนท์ เกตุทัต (2545 : 18 -19) กล่าวว่า หัวใจของการปฏิรูปการศึกษาในพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พุทธศักราช 2542 มีเพียง 3 ประการ คือ 1. บุคคลทุกคนมีสิทธิ์และโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพเสมอกันตลอดชีวิต และในช่วงการศึกษา ขั้น พื้นฐาน 12 ปี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 2. ปฏิรูปรูปแบบและกระบวนการเรียนรู้ โดยถือว่าผู้เรียนสำ คัญที่สุด ให้รู้วิธีการเรียนรู้ 3. ระดมและกระจายทรัพยากร จัดการศึกษาให้กว้างขวาง ทั่วถึง และเป็นธรรมให้ประชาชนมีส่วนร่วม 2 0


เกษม วัฒนชัย (2545: 18-20) กล่าวว่า “การเรียนรู้” คือหัวใจของการปฏิรูปการศึกษาไทยในครั้งนี้ เป็นกระบวนการการปลูกฝัง ถ่ายทอด ฝึกอบรมสิ่งต่อไปนี้ คือ ความรู้ เจตคติ ความเข้าใจ ความเชื่อศรัทธา ระบบคุณค่า ระบบคุณธรรม การควบคุมและดูแลตนเอง ทักษะและการทำ งานให้แก่ผู้เรียนเพื่อให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงในความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมของผู้เรียนตามวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ ดังนั้น หลักการ ปฏิรูปการเรียนรู้จึงยึดหลักว่า ผู้เรียนมีความสำ คัญสูงสุด สามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง มุ่งเสริมสร้างให้ผู้เรียนมี นิสัยรักการอ่าน มีทักษะในการแสวงหาความรู้ และยึดหลักการศึกษาตลอดชีวิต มุ่งสร้างแหล่งความรู้เพื่อให้ เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีโอกาสเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง (ศูนย์ปฏิบัติการปฏิรูป การศึกษา. 2544 : 80) ทั้งนี้ การดำ เนินงาน กระทรวงศึกษาธิการในการปฏิรูปการเรียนรู้ เน้น 3 เรื่อง คือ จะ ให้เด็กได้ เรียนอะไร ใครสอน และ สอนอย่างไร ตามทัศนะของนักการศึกษาทั้งสองท่าน หัวใจสำ คัญของการ ปฏิรูปการศึกษา คือการปฏิรูปการ เรียนรู้ และการปฏิรูปการเรียนรู้ก็คือ การจัดการเรียนการสอนที่ผู้เรียน สำ คัญที่สุดอย่างแท้จริงนั่นเอง 6 ปีแห่งการปฏิรูปการศึกษา พุทธศักราช 2542 - 2548 หลังจากการปฏิรูปการศึกษาดำ เนินงานผ่านไป 6 ปี สำ นักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวง ศึกษาธิการ ได้จัดสัมมนาระดมความคิดเพื่อติดตามและประเมินผลการปฏิรูปการศึกษา : ปฏิรูป กระบวนการ เรียนรู้ โดยผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วยวิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เขตพื้นที่ การศึกษา ผู้ บริหารสถาบันการศึกษาทุกระดับ ครู คณาจารย์ ผู้แทนจากหน่วยงานการศึกษา คณะกรรมการ สถานศึกษา ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผู้นำ องค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชน ผู้แทนสถานประกอบการ และผู้ ที่เกี่ยวของ ทางการศึกษา โดยจัดสัมมนาทั้งสิ้น 5 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมสัมมนารวมทั้งสิ้น 1,071 คน ผลการ ดำ เนินงานปฏิรูป การเรียนรู้ที่ผ่านไป 6 ปี พบว่า ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้านหลักสูตร ได้กำ หนด เป้าหมายให้หลักสูตรมี ความยืดหยุ่น มีสาระสอดคล้องกับวัยและพัฒนาการของผู้เรียน มีการปรับหลักสูตรให้ เหมาะสมกับกลุ่มของผู้ เรียน แต่ปัญหาที่พบคือ ครูยังไม่มั่นใจในการจัดทำ หลักสูตรสถานศึกษาและไม่คุ้นเคย กับการจัดทำ หลักสูตร สถานศึกษา และสาระในหลักสูตรมากเกินไปและซ้ำ ซ้อนกัน โรงเรียนบางแห่งจัดวิชา เรียนต่างๆ ไม่เหมาะสม นอกจากนี้ครูผู้สอนยังให้การบ้านเด็กมากเกินไป ในด้านกระบวนการเรียนการสอน มีการกำ หนดเป้าหมายให้ครู จัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำ คัญ พบว่า ครูมีการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนอย่างหลาก หลาย รวมถึงมีการใช้การวิจัยเพื่อพัฒนาการ เรียนการสอนด้วย แต่สิ่งที่ยังเป็นปัญหาคือ ครูส่วนหนึ่งยังไม่ สามารถนำ รูปแบบไปใช้จัดการเรียนการสอนได้ อย่างเหมาะสม ไม่สามารถนำ สื่อเทคโนโลยีไปใช้เป็นส่วนหนึ่ง ในการจัดการเรียนการสอน และการวิจัยก็ยังเป็น ปัญหาของครูที่ยังไม่สามารถใช้การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียน การสอนได้ ส่วนด้านการวัดและประเมินผล มีการกำ หนดให้ครูใช้วิธีการวัดและประเมินผลผู้เรียน ไม่เฉพาะ ทางวิชาการ เพียงอย่างเดียว แต่ให้วัดรวมไปถึงความประพฤติและพฤติกรรมต่างๆ ของผู้เรียนด้วย พบว่า มี การดำ เนินการ ในเรื่องนี้เช่น จัดทำ คู่มือ/แนวทางครบทั้ง 8 กลุ่มสาระ แต่ปัญหาคือ ครูบางส่วนยังไม่เข้าใจและ ใช้การ ประเมินผลเพื่อตัดสินผลการเรียน 2 1


2549 ปีแห่งการปฏิรูปการเรียนการสอน ในวันที่ 4 สิงหาคม 2548 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้นายจาตุรนต์ ฉายแสง ดำ รงตำ แหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยประกาศเจตนารมณ์ในปี 2549 เป็น “ปีแห่งการปฏิรูปการเรียนการ สอน” โดยมุ่งหวังให้ครูและผู้เรียนปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การเรียน การสอนให้รู้จักคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์องค์ความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งได้แปลทิศทางและมาตรการในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาเป็น แนวทางปฏิบัติ 12 ประการ และในแนวทางที่ 2 เป็นการปฏิรูปหลักสูตรและการเรียนการสอนการศึกษาขั้น พื้น ฐาน กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำ หนังสือ “6 เดือนแห่งการขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษา รวมพลังปัญญา” ขึ้น ใน เดือนมกราคม 2549 เพื่อนำ เสนอผลการดำ เนินงาน โดยแนวทางการปฏิรูปหลักสูตรและการเรียนการสอน การ ศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้มีการดำ เนินงานดังนี้ - การปรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 โดยจัดทำ เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการนำ หลักสูตร ไปใช้เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถสื่อสารให้เกิดความเข้าใจชัดเจนตรงกัน - การวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ตามแนวการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างสรรค์ด้วยปัญญา (CONSTRUCTIONISM) มุ่งเน้นให้ผู้เรียนรู้วิธีการเรียนรู้ รู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง สามารถใช้เทคโนโลยี แสวงหาความรู้ได้อย่างคล่องแคล่ว - การจัดการศึกษาสำ หรับเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ - โรงเรียนในฝัน...โรงเรียนดีมีคุณภาพ มุ่งสร้างโอกาสให้แก่เด็กไทยทุกคนให้ได้รับการพัฒนาตาม ศักยภาพ ของแต่ละคน - โรงเรียนวิถีพุทธ ความงดงามแห่งการศึกษาไทย คือการนำ หลักธรรมของพุทธศาสนามาใช้ในการ บริหาร จัดการเรียนการสอน - โรงเรียนในพื้นที่โครงการดอยตุง - การปรับกระบวนการเรียนการสอนภาษาไทย ภาษาอังกฤษและจีน โดยเน้นให้นักเรียนคิดวิเคราะห์ อ่าน เขียน เพื่อสื่อสารและการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น จากการดำ เนินงานในปีแห่งการปฏิรูปการเรียนการสอน สำ นักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้ มอบหมายให้ วิทยากร เชียงกูล ศึกษาสภาวะการศึกษาไทย ปี พ.ศ. 2549/2550 โดยทำ การวิจัยเชิงเอกสาร และข้อมูลตั้งแต่ ช่วงปี พ.ศ. 2548 ถึงครึ่งปีแรกของปี พ.ศ. 2550 ในเรื่องของการปฏิรูปการเรียนรู้ พบว่า หลักสูตรการศึกษาขั้น พื้นฐาน พ.ศ. 2544 ที่ใช้เป็นกรอบแนวทางในการจัดการศึกษาและจัดทำ หลักสูตรสถานศึกษา ยังคงมีปัญหาเช่น เดียวกับในยุคแรก นั่นคือ ปัญหาด้านครูไม่มั่นใจวิธีการจัดทำ หลักสตูร และนำ หลักสูตรไปใช้ ประกอบกับวิทยากร ที่ให้ความรู้แก่ครูมีหลายแนวคิดทำ ให้ครูเกิดความสับสนในการ ดำ เนินการ ครูจัดการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียน เป็นสำ คัญดำ เนินการเพียงร้อยละ 50 – 60 เท่านั้น 2 2


การวัดและประเมินผลผู้เรียนและรับเข้าเรียนต่อ พบว่าครูส่วนใหญ่ได้รับการฝึกอบรมเรื่องการประเมินผลแบบ ใหม่ไปแล้ว แต่ยังมีปัญหาในการนำ ไปปฏิบัติ การประเมินคุณลักษณะของผู้เรียนพบว่า ความรู้วิชาการ 5 วิชา ได้แก่ ภาษาไทย สังคมศึกษา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ พบว่า ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6 ความสามารถในวิชาภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ของผู้เรียนอยู่ในระดับต่ำ ภาษาไทย วิทยาศาสตร์อยู่ ในระดับ ปานกลาง และสังคมศึกษาอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ส่วนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า ความสามารถของผู้ เรียนในวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษอยู่ในระดับต่ำ ส่วนวิทยาศาสตร์อยู่ ในระดับปานกลาง การ ประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน 4 ด้าน ได้แก่ ความรู้วิชาการ ทักษะ ความคิด ทักษะการแสวงหา ความรู้ และทักษะการทำ งาน และคุณลักษณะการเป็นพลเมืองที่ดี พบว่า ผู้เรียน ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 คุณลักษณะเกือบทุกด้านอยู่ในระดับปานกลาง ยกเว้น คุณลักษณะความเป็นพลเมือง ดี ที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูง สำ หรับผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ด้าน ความรู้วิชาการอยู่ในระดับค่อนข้าง ต่ำ ด้านทักษะการคิดและการแสวงหาความรู้ และทักษะการทำ งานอยู่ใน ระดับปานกลาง ส่วนความเป็น พลเมืองดีค่อนข้างสูง ผลการประเมินงานวิจัยโดยรวม ผู้เรียนมีคุณภาพอยู่ใน ระดับที่ต้องปรับปรุงถึงร้อยละ 40 – 60 ระดับพอใช้ 20 – 40 และระดับดี ร้อยละ 5 – 20 ส่วนการ ประเมินของกรมวิชาการ ผู้เรียนที่มี คุณภาพต้องปรับปรุงร้อยละ 10 – 40 ระดับพอใช้ร้อยละ 50 – 70 ระดับ ดี ร้อยละ 10 -20 (วิทยากร เชียงกูล. 2550: 85-91) กล่าวโดยสรุปคือ ในช่วงเวลาดังกล่าว การปฏิรูปการศึกษายังประสบความสำ เร็จในระดับจำ กัด โดยเฉพาะ การปฏิรูปการเรียนรู้และการพัฒนาผลสัมฤทธิ์และคุณลักษณะของผู้เรียน ทั้งนี้การปฏิรูปการศึกษา ต้องปรับ เปลี่ยนในเชิงคุณภาพอย่างรอบด้านและลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย การบริหาร จัดการโดยรวม การบริหารจัดการเขตพื้นที่การศึกษา และการพัฒนาคุณภาพของผู้บริหาร ครูอาจารย์ ซึ่งเป็น กำ ลังสำ คัญในการ ปฏิรูปการเรียนรู้ 2551 ภาวะชะงักงันของการปฏิรูปการเรียนรู้ 23 ธันวาคม 2550 มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นในประเทศไทย โดยมีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ดำ รงตำ แหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ต่อมา ใน วันที่ 18 กันยายน 2551 ดำ รงตำ แหน่งนายกรัฐมนตรีคน ที่ 26 ของประเทศไทย ผู้ดำ รงตำ แหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่คือ นายศรีเมือง เจริญศิริ ซึ่งดำ รง ตำ แหน่งได้ราว 2 เดือนก็ลาออก จากนั้น นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ ได้ดำ รงตำ แหน่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวง ศึกษาธิการ ยังได้ประกาศนโยบายเดินหน้าปฏิรูปการศึกษารอบ 2 อย่างเต็มที่ โดยจะปรับนโยบาย ให้เป็นรูป ธรรม และสามารถปฏิบัติได้ เห็นได้ว่า ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2550-2551 มีการเปลี่ยนแปลงทาง การเมืองและ เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการหลายครั้ง จึงทำ ให้เกิดความไม่ต่อเนื่องในทาง ปฏิบัติ ส่งผลให้การ ปฏิรูปการศึกษาไม่ได้ดำ เนินไปมากเท่าที่ควรจะเป็น 2 3


2552 เน้นปฏิรูปการศึกษา 7 เรื่อง ในวันที่ 22 ตุลาคม 2551 รองศาสตราจารย์ธงทอง จันทรางศุ กล่าวต่อสื่อมวลชนในโอกาสดำ รง ตำ แหน่ง เลขาธิการสภาการศึกษาคนใหม่ ประกาศให้ปี 2552 เน้นปฏิรูปการศึกษา 7 เรื่องสำ คัญ เพื่อพัฒนา คุณภาพการ ศึกษาของประเทศ ได้แก่ 1. การทำ งานที่มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาจากทั้ง 5 องค์กรหลัก พร้อมด้วย องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น สถาบันทางศาสนา สถาบันครอบครัว องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน เป็นต้น 2. การจัดระบบการศึกษาต้องจัดให้สอดคล้องและตอบสนองความต้องการของผู้เรียนที่ มีความแตกต่าง และ หลากหลายอย่างเหมาะสม โดยการแยกกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความ ต้องการของ เด็กแต่ละกลุ่ม เช่น เด็กพิเศษและเด็กด้อยโอกาส เป็นต้น 3. การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ โดยการเกลี่ยอัตรากำ ลังให้ เหมาะสม และกระบวนการพัฒนาทักษะการเรียนการสอนของครูให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น 4. การส่งเสริมเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน เด็กและเยาวชน เพื่อให้เด็กสามารถอยู่ในโลกที่มี การ แข่งขันมากขึ้น 5. การนำ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาในระบบการศึกษา ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่สำ คัญจะทำ ให้เด็กไทย และ คนไทยในอนาคตมีชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความพอเพียง สมานฉันท์ และประเทศมีความมั่นคงที่ยั่งยืน 6. การทบทวน ปรับแก้และผลักดันกฎหมายการศึกษาหลายฉบับ 7. การให้ความสำ คัญกับวิชาประวัติศาสตร์ ตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ คงเป็นการร่วมดำ เนินการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ สกศ. มีครูต้นแบบจำ นวน มาก ที่จะสามารถช่วย ให้การเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ เกิดประโยชน์กับตัวผู้เรียนมากที่สุด จากการวิเคราะห์แนวทางดังกล่าว เห็นได้ว่ากระทรวงศึกษาธิการ ได้ตระหนักถึง ปัญหา ที่ยังไม่สามารถ ดำ เนินการได้สำ เร็จ โดยเฉพาะการปฏิรูป การเรียนรู้ที่ส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียน การจัดการศึกษาที่เน้น ผู้เรียนเป็นสำ คัญ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่เป็น ประโยชน์ ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของผู้เรียนโดยนำ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาในระบบการศึกษา พัฒนา ครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพและ เพียงพอต่อการจัดการศึกษา ตลอดถึงการแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ ปฏิบัติต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูป การศึกษา ครู : ตัวแปรที่ส่งผลต่อความสำ เร็จ ผลการดำ เนินการปฏิรูปการเรียนรู้ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เห็นได้ว่าการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนยังไม่ บรรลุ ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ปัจจัยที่เป็นตัวแปรสำ คัญ อันส่งผลต่อความสำ เร็จของการปฏิรูปการเรียนรู้ในเรื่อง นี้ คือ คุณภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษา จากการติดตามผลการดำ เนินงานในช่วงปีการศึกษา 2542 – 2548 พบว่า ครูผู้สอนบางส่วนยังไม่สามารถจัดทำ และพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา รวมทั้งจัดการเรียนการ 2 4


สอน การวัดและประเมินผลให้มีประสิทธิภาพ และขาดความรู้ความเข้าใจในการวิจัยและพัฒนาการศึกษา และ จากผลการดำ เนินงานในช่วงปีการศึกษา 2549 – 2550 ยังพบว่า คุณภาพของผู้เรียนส่วนใหญ่อยู่ในระดับ ปรับปรุง เป็นข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นว่า ต้องดำ เนินการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของครูผู้สอนอย่าง เร่งด่วน ซึ่งจากงานวิจัยของวิทยากร เชียงกุล (2550) พบว่า การปฏิรูปการศึกษา มีปัญหาด้านงบประมาณใน การ สนับสนุนครู กระบวนการผลิตครู และการส่งเสริมให้ครูได้ทำ งานวิจัย ตลอดจนขาดการปรับปรุง กฎระเบียบ ต่างๆ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพและช่วยให้ครูมีโอกาสขอ ตำ แหน่งทางวิชาการ เพื่อความก้าวหน้าในวิชาชีพ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาขาดแคลนครูค่อนข้างมากทั้งที่ขาด อยู่แล้ว และมีผู้เกษียณ อายุโดยทางราชการตัดอัตราการให้บรรจุข้าราชการใหม่และลูกจ้าง ทำ ให้มีครูใหม่มา ทดแทนไม่เพียงพอ สรุป ผลสำ เร็จของการปฏิรูปการศึกษา ในมิติของการปฏิรูปการเรียนรู้ ไม่ใช่อยู่ที่การจัดให้มีหน่วยงานขึ้นมา ใหม่ มีแท่งเงินเดือนและตำ แหน่งใหม่ หรือมีกฎหมายที่ใช้ประกาศใช้เท่านั้น ผลผลิตของการศึกษาซึ่งก็คือ คุณภาพ ของผู้เรียนต่างหาก ที่เป็นเครื่องแสดงผลสำ เร็จของการปฏิรูปการศึกษา การดำ เนินการในครั้งนี้จะ สำ เร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหลายประการ ที่นอกจากจะยึดคุณภาพเด็ก กระบวนการเรียนรู้ คุณลักษณะ ของผู้เรียนเป็น สำ คัญ การให้ความสำ คัญกับการพัฒนาครู ให้มีความสามารถในการจัดการและวิจัยพัฒนา การศึกษาได้อย่างมี ประสิทธิภาพแล้ว เงื่อนไขหรือปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจะต้องนำ มาพิจารณาเพื่อจัดการ อย่างเป็นองค์รวม และ การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป การจัดการศึกษาในศตวรรษที่21 ความท้าทายด้านการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ในการเตรียมนักเรียนให้พร้อมกับชีวิตในศตวรรษที่ 21 เป็น เรื่องสำ คัญของกระแสการปรับเปลี่ยนทางสังคมที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 ส่งผลต่อวิถีการดำ รงชีพของ สังคม อย่างทั่วถึง ครูจึงต้องมีความตื่นตัวและเตรียมพร้อมในการจัดการเรียนรู้เพื่อเตรียมความพร้อมให้ นักเรียนมี ทักษะสำ หรับการออกไปดำ รงชีวิตในโลกในศตวรรษที่ 21 ที่เปลี่ยนไปจากศตวรรษที่ 20 และ 19 โดยทักษะแห่ง ศตวรรษที่ 21 ที่สำ คัญที่สุด คือ ทักษะการเรียนรู้ (LEARNING SKILL) ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลง การจัดการ เรียนรู้เพื่อให้เด็กในศตวรรษที่ 21 นี้ มีความรู้ ความสามารถ และทักษะจำ เป็น ซึ่งเป็นผลจากการ ปฏิรูป เปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนการเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ แนวทางการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองในสังคมประชาธิปไตย การศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองในสังคม ประชาธิปไตย แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ 1. การให้ความรู้ที่เป็นสาระและหลักการ กระตุ้นให้ประชาชนทุกคนเข้ามามี ส่วนร่วม 2 5 กา รจั ด กา ร ศึ ก ษ าอย่า งสร้ า งสร ร ค์ และ มี ป รั ช ญ า


2. การสร้างทักษะที่จำ เป็นสำ หรับการเป็นพลเมือง ที่จะเกิดได้ก็ต้องมีการรับรู้ข่าวสารข้อมูล สามารถ คิด วิเคราะห์และแสดงออกทางคำ พูดและการกระทำ ที่เหมาะสม สามารถติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมือง มี ความรู้ในกระบวนการทางการเมือง เข้าใจและวิจารณ์นโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ได้ ความรู้เช่นนี้ สำ คัญยิ่ง กว่าความรู้ในสาระหลักการประชาธิปไตย และเป็นความรู้ที่ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เเนวคิดการจัดการศึกษาสร้างสรรค์ การจัดการศึกษาอย่างสร้างสรรค์ ขึ้นอยู่กับกระบวนการสำ คัญคือ “ความคิดสร้างสรรค์” ซึ่งมีเทคนิค สำ คัญ คือ การมองโลก 95% ที่เป็นด้านบวกแทนการมองโลกเพียงแค่ 5% ที่เป็นด้านลบ และการเปิดใจให้ กว้าง ยอมรับในความคิดเห็นของคนอื่น ตลอดจนเปลี่ยนวิธีการตั้งคำ ถามเพื่อให้เกิดการจินตนาการมากขึ้น สำ หรับ เทคนิคความคิดสร้างสรรค์นั้น ยกตัวอย่าง 2 เทคนิคสำ คัญ คือ เทคนิคการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (LATERAL THINKING) และเทคนิคการคิดเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพแบบ SIMPLICITY โดย ดร.เอ็ดเวิร์ด เดอ โบโน ซึ่งทั้งสอง เทคนิคสามารถนำ ไปปรับใช้และประยุกต์กับการจัดการศึกษาอย่างสร้าง สรรค์ การจัดการศึกษาอย่างสร้างสรรค์ ประกอบด้วย 3 ปัจจัยสำ คัญ คือ คนสร้างสรรค์ สื่อสร้างสรรค์ และ สภาพแวดล้อมสร้างสรรค์ ซึ่งต่างก็สัมพันธ์กัน โดยส่วนที่สำ คัญที่สุดก็คือคนสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ ความสร้างสรรค์ ทั้งสื่อสร้างสรรค์ และสภาพ แวดล้อมสร้างสรรค์ โดยในท้ายที่สุดสภาพแวดล้อมจะกลับมาเอื้อ ประโยชน์ให้คนสร้างสรรค์อีกครั้ง หนึ่ง กระบวนการในการผลิตเด็กและเยาวชน คือ การใส่ตัวป้อนที่เป็นความสร้างสรรค์ คุณธรรมจริยธรรม และ กระบวนการคิดเข้าไปสู่เด็ก ซึ่งจะนำ ไปสู่การสร้างกระบวนการในการกลั่นกรองตัวป้อนที่ถูกวิธี และนำ ไปสู่ ผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ คือ เด็กมีคุณธรรมจริยธรรม และความดีงาม การใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการจัดการศึกษาอย่างสร้างสรรค์ก็มีความ สำ คัญ โดยสามารถใช้ในการสร้าง เครือข่ายองค์ความรู้สร้างสรรค์ของบุคลากรทางการ ศึกษา การผลิตสื่อออนไลน์ อาทิ เกม, VDO CLIP, VOICE CLIP และสื่ออื่น ๆ ที่นำ เสนอผ่านทางอินเทอร์เน็ตเพื่อเป็นการสร้างทางเลือกให้กับเด็กและเยาวชน มากขึ้น การ จัดการความรู้ผ่านระบบภายในโรงเรียน และการกระตุ้นเด็กและเยาวชนให้มีส่วนร่วมในการผลิตสื่อสีขาว ออกสู่ เครือข่าย อินเทอร์เน็ต การศึกษาไทย4.0 ดังนั้น การที่ประเทศจะเป็น THAILAND 4.0 ได้ ทุกอย่างต้องผ่านการวางแผนเพื่อสร้างสร้างพื้นฐานและ สภาพแวดล้อมที่ดี และต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมาก เพราะกว่าจะเห็นผลต้องใช้เวลานาน เปรียบดั่งการ ปลูก ต้นไม้ ที่จะต้องมีการเตรียมดินให้ดี มีเมล็ดพันธุ์ที่ดี และต้องเฝ้าดูแลรดน้ำ พรวนดิน เพื่อให้ต้นไม้ เจริญเติบโตขึ้น มาได้ ทุกอย่างต้องใช้เวลาและต้องดำ เนินงานหลายส่วนไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ สร้างนวัตกรรมใน การขับเคลื่อนประเทศ ขณะนี้เราต้องกลับมาดูว่าสิ่งที่ผลิตกันอยู่เป็นนวัตกรรมหรือเป็นเพียง สิ่งประดิษฐ์เท่านั้น เพราะนวัตกรรมที่ถูกต้องจริงๆ ต้องสามารถขยายผลในเชิงพาณิชย์ได้ สำ หรับแนวทางสร้างนวัตกรรมด้านการศึกษาที่จะต่อยอดไปสู่การนำ ไปใช้นั้น ต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่ อยู่ใน ระดับมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นแหล่งรวมคนเก่ง จึงสามารถสร้างนวัตกรรมได้ไม่ยากนัก ส่วนระดับการศึกษา 2 6


ขั้นพื้นฐานได้มอบแนวทางแก่เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปแล้วว่า วิธีที่ดีที่สุดที่จะ ทำ ให้ เด็กสร้างนวัตกรรมได้ คือ การใช้รูปแบบนำ เสนอโครงงานที่ใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เพื่อตอบ โจทย์การพัฒนาท้องถิ่น เช่น การผลิตกระแสไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์ ซึ่งจะทำ ให้เด็กสนุกกับการหา คำ ตอบ ชอบที่ จะเรียน ชอบที่จะได้ปฏิบัติ จากนั้นให้ส่งผลงานมาประกวด หากผลงานใดผ่านเกณฑ์ก็จะ สนับสนุนงบประมาณ เพื่อนำ ไปผลิตใช้จริงในชุมชนนั้นๆ ซึ่งจะช่วยสร้างความภาคภูมิใจให้กับเด็กด้วย ตารางที่1 การวัดและประเมินผล 2 7


บ ท สรุ ป การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มุ่งเน้นพัฒนาศักยภาพของคนในสังคมให้เกิดความรู้ทักษะ มุมมอง และค่า นิยม ซึ่งเป็นปัจจัยหลักชี้นำ และจูงใจให้บุคคล แสวงหาและดำ เนินชีวิตของตนในแนวทางการพัฒนาที่ ยั่งยืน เนื่องจากสภาวะการดำ รงค์ชีวิตของคนในสังคมปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น ความรู้และทักษะที่ จำ เป็นสำ หรับ การสร้างตัวและครอบครัวให้อยู่ดีมีสุข ในขณะที่สามารถช่วยเหลือผู้อื่นและสังคมให้อยู่รอดได้ ด้วยนั้น จึง ครอบคลุมหัวข้อวิชาและประเด็นที่ต้องเรียนรู้มากมาย ทั้งที่เป็นความรู้และทักษะจำ เป็นต่อการใช้ ชีวิตในท้องถิ่น ที่ตนอาศัยอยู่ และความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์โลก ด้วยเหตุนี้ กระบวนการเรียนรู้ เพื่อนำ ไปสู่ สังคมที่มีการ พัฒนาอย่างยังยืนจำ เป็นต้องมีสาระเนื้อหาที่เหมาะสม และมีความต่อเนื่องตลอดชีวิต การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ต้องปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นหลักสำ คัญ ให้เป็นคนที่มี ความรู้และทักษะในการเรียนรู้ ที่จำ เป็นในการพัฒนาตนเองอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ ทั้งนี้โครงสร้าง และกระบวนการจัดการศึกษาของชาติได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบอย่างกว้างขวาง อาทิ การจัดตั้ง คณะ กรรมการบริหารสถานศึกษา ตามองค์ประกอบที่กำ หนดในพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติการบริหารและจัด การ ศึกษาแบบ SCHOOL-BASED MANGEMENT การจัดทำ แผนพัฒนาสถานศึกษา การจัดทำ ระบบข้อมูลสาระ สนเทศ การจะทำ ระบบการตรวจสอบและประเมินตนเอง การพัฒนาครูและบุคลากรด้านการศึกษา การจัด กระบวนการเรียนการสอนโดยเน้นให้ผู้เรียนมีความสำ คัญที่สุด การนำ ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาร่วมจัดการเรียน การ สอน ตลอดจนการจัดทำ และพัฒนาหลักสูตร และแผนการเรียนการสอนที่หลากหลาย คำ ถ า ม ท บ ท ว น คำ ชี้แจง โปรดตอบคำ ถามต่อไปนี้เพื่อแสดงความรู้ความเข้าใจของตนเองเกี่ยวกับการนำ ปรัชญา การศึกษา มาพัฒนาหลักสูตร 1.การจัดการศึกษาคืออะไร 2.สาขาของวิชาปรัชญามีอะไรบ้าง 3.การพัฒนาหลักสูตรเป็นอย่างไร 4.ในยุคปัจจุบันมีวัฒนาการของปรัชญาแตกออกได้เป็นกี่ระบบ 5.แนวทางในการพิจารณาปรัชญาการศึกษาเป็นอย่างไร 2 8


บ ร ร ณ า นุ กร ม บรรจง จันทรสา (2527) ปรัชญากับการศึกษา.2 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพมหานคร.ไทยวัฒนาพานิช.จำ กัด ยูเนสโก (2529) เป้าหมายการศึกษา สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพมหานคร.อมรินทร์การพิมพ์ รุจิร์ ภู่สาระ (2546) การพัฒนาหลักสูตรตามแนวปฏิรูปการศึกษา.2 สถานที่พิมพ์: กรุงเทพมหานคร วิวัฒน์ โลหิตหาญ (2533) หลักสูตรและการบริหารหลักสูตร สถานที่พิมพ์ : สำ นักพิมพ์. HTTPS://KROOBANNOK.COM/BLOG/6056 วันที่สืบค้น 3 ธ.ค. 2565 HTTP://PORTAL5.UDRU.AC.TH/EBOOK/PDF/UPLOAD/17549139762FQUQ3P325.PDF วันที่สืบค้น 4 ธ.ค. 2565 ฉ


Click to View FlipBook Version