- 25 -
9) หินตะกอนกึ่งแข็งตัวยุคเทอรเชียรี (Tertiary, T)
ึ่
ิ
ตะกอนกึ่งแข็งตัวยุคเทอรเชียรี จัดอยูในกลุมหินแมเมาะ (Tmm) ประกอบดวยหนกงแข็งตัว
หินเคลย และหินทรายแปง สีแดงถึงสีน้ำตาลแดง ลิกไนต หินเคลยเนื้อปนผสม หินปูนผสม หินโคลน
ู
หินเคลยปนลิกไนตมีเนื้อปูนผสม ดินเบา พบซากหอยกาบเดียว ปลาโบราณ และ หินกรวดมน หินทราย
สีขาวถึงสีเทาจาง การคัดขนาดปานกลาง หินดินดาน สีเทาจางถึงสีขาว (กรมทรัพยากรธรณี, 2551)
พบแผกระจายตัวเปนแนวยาวอยูบริเวณตอนกลางของแองที่ราบในอำเภอเชียงกลาง อำเภอปว
อำเภอทาวังผา อำเภอทุงชาง อำเภอสันติสุข อำเภอเมืองนาน อำเภอภูเพียง อำเภอเวียงสา อำเภอนานอย
อำเภอแมจริม และทางฝงตะวันตกเฉยงใตของอำเภอสองแคว แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนเนินเขา
ี
ไมสูงมาก ถูกปดทับดวยตะกอนยุค ควอเทอรนารี เปนสวนใหญ
10) ตะกอนยุคควอเทอรนารี (Quaternary, Q)
ตะกอนยุคควอเทอรนารี ที่พบในจังหวัดนาน ประกอบดวยตะกอนชนิดตาง ๆ แบงยอยตาม
ชนิดและสภาพแวดลอมของการสะสมตัวของตะกอนไดเปน 3 กลุม ไดแก
ั
(1) ตะกอนเชิงเขา (Qc) ประกอบดวย ตะกอนดินที่ผุพงจากหินในพนที่และเศษหิน
ื้
ี่
(กรมทรัพยากรธรณี, 2551) พบแผกระจายตัวตามไหลเขา เนินเขา หรือทราบที่ไมไกลจากภูเขาหรือ
เนินเขา
(2) ตะกอนตะพักลำน้ำ (Qt) ประกอบดวยกรวด ทราย ทรายแปง ดินเหนียว และศิลาแลง
(กรมทรัพยากรธรณี, 2551) พบแผกระจายตัวตามแองที่ราบระหวางหุบเขา
(3) ตะกอนทางน้ำพา (Qa) ประกอบดวยกรวด ทราย ทรายแปง ดินเหนียวสะสมตัว
ตามรองน้ำคันดินแมน้ำ และแองน้ำทวมถง (กรมทรัพยากรธรณี, 2551) พบแผกระจายตัวตามแนวลำน้ำ
ึ
ใหญที่ไหลผานแองที่ราบระหวางหุบเขา
ิ
ี
3.4.2 หนอคน (Igneous Rocks)
ั
ื้
หินอคนีที่พบในพนที่จังหวัดนาน ประกอบดวยหินอัคนีสีเขม หินภูเขาไฟ ยุคเพอรโม-ไทรแอสซิก
ั
หินแกรนิตและหินแกรโนไดออไรต ยุคไทรแอสซิก และหินภูเขาไฟ ยุคจูแรสซิก มีรายละเอียดดังนี้
ิ
1) หนอัคนสีเขม ยคเพอรโมไทรแอสซิก (PTru)
ุ
ี
หินอัคนีสีเขม ที่พบในพื้นที่จังหวัดนาน ประกอบดวยหินไพรอกซิไนต หินเพอริโดไทต
ั
หินฮอรนเบลนไดต และหินเซอรเพนทิไนตที่เกิดจากการแปรสภาพของหินอคนีสีเขม (กรมทรัพยากรธรณี, 2551)
ื้
พบกระจายตัวอยูในเขตอำเภอแมจริม ดานตะวันออกของอำเภอนานอย และอำเภอนาหมื่น พนที่พบหินโผล
กลุมนี้จะมักแสดงลักษณะภูมิประเทศเปนเทือกเขา
ุ
ู
2) หนภเขาไฟ ยคเพอรโมไทรแอสซิก (PTrv)
ิ
หินภูเขาไฟยุคนี้พบเปนเนินเขาไมกวางมากนัก พบปรากฏทางดานตะวันออกเฉียงใตของ
อำเภอนาหมื่น ประกอบดวยหินไรโอไลต หินแอนดีไซต และหินกรวดเหลี่ยมภูเขาไฟ (กรมทรัพยากรธรณี, 2551)
- 26 -
3) หินแกรนิตและหินแกรโนไดออไรต ยุคไทรแอสซิก (Trgr)
หินแกรนิตและหินแกรโนไดออไรต ประกอบดวยหนไบโอไทตแกรนิต หินทัวรมาลีนแกรนิต
ิ
ิ
หินแกรโนไดออไรต หนไบโอไทต-มัสโคไวตแกรนิต หินมัสโคไวต-ทัวรมาลีนแกรนิต และหินไบโอไทต-
ทัวรมาลีนแกรนิต (กรมทรัพยากรธรณี, 2551) พบกระจายตัวอยูบริเวณแนวรอยตอระหวางอำเภอปวและ
อำเภอทาวังผา บริเวณตอนใตของอำเภอแมจริม และเปนเขาหยอมเล็ก ๆ ในอำเภอเวียงสา แสดงลักษณะ
ภูมประเทศเปนเทือกเขาสูงเปนสวนใหญ บริเวณที่พบหินโผลชนิดแกรนิตและหินแกรโนไดออไรต
ิ
ิ
ไดชัดเจน ไดแก บริเวณน้ำตกศิลาเพชร และน้ำตกตาดหลวง อำเภอปว ทั้งหนแกรนิตและหินแกรโนไดออไรต
ั
ู
มกพบหินแปลกปลอม (Xenoliths) สีดำ ปนอยประมาณ 10-15 เปอรเซนต
็
4) หินภูเขาไฟ ยุคจูแรสซิก (Jv)
หินภูเขาไฟ ยุคจูแรสซิก ในพื้นที่จังหวัดนาน ประกอบดวย หินไรโอไลต หินแอนดีไซต
หินไรโอลิติกทัฟฟ หินแอนดีซิติกทัฟฟ และหินบะซอลตเนื้อมีรูพรุน (กรมทรัพยากรธรณี, 2551)
พบวางตัวเปนแนวแคบ ในแนวเหนือ-ใต กระจายตัวอยูทางฝงตะวันตกของจังหวัดนาน
ในเขตอำเภอบานหลวง อำเภอเมืองนาน อำเภอเวียงสา และอำเภอนานอย ลักษณะภูมิประเทศที่พบ
สวนใหญเปนภูเขาไมสูงมากนักหรือเปนเนินเขาเตี้ย ๆ
- 27 -
รูปที่ 3.4 แผนที่ธรณีวิทยาจังหวัดนาน และคำอธิบายแผนที่ (กรมทรัพยากรธรณี, 2564)
- 28 -
ตารางที่ 3.1 คำอธิบายแผนที่ธรณีวิทยาจังหวัดนาน
คำอธิบาย
(EXPLANATION)
ยุค หินตะกอน หินชั้น และหินแปร
PERIOD SEDIMENTARY AND METAMORPHIC ROCKS
Qa ตะกอนน้ำพา : กรวด ทราย ทรายแปง และดินเหนียว
ควอเทอรนารี Qc ตะกอนเศษหินเชิงเขา กรวดปนทราย ถึงทรายปนดินเหนียว ที่เปนพวกตะกอนรวน
QUATERNARY
Qt ตะกอนบนตะพักน้ำ กรวด ทราย และแมรัง
เทอรเชียรี T หินเคลย หินทรายแปง หินทราย หินโคลน ดินเบา และถานหินลิกไนต
Tertiary
ิ
ิ
Kbk หินทรายแปงสลับหนโคลน สีแดง สีแดงแกมน้ำตาล ชั้นหนา หนทรายเนื้ออารโคส
สีแดงอิฐ เนื้อปานกลาง ชั้นบาง แสดงชั้นเฉยบระดับรอยริ้วคลื่นและระแหงโคลน
ี
พบแหลงเกลือหิน
ครีเทเชียส Ksp หินทราย เนื้ออารโคส สีแดงอิฐ ชั้นหนา แสดงชนเฉียงระดับ สลับดวยหินทรายแปงและ
ั้
CRETACEOUS หินโคลน
ั้
Ksk หินทรายแปง สีน้ำตาลแกมแดง สีแดงแกมมวง และสีมวง บางสวนเนื้อปนปูน สลับชน
ดวยหินทราย
ี
JK หินทรายเนื้อควอตซ สีน้ำตาล สีเทา ชั้นหินหนา แสดงชั้นเฉยงระดับแบบมุมสูง
ี
แทรกสลับกับหินทราย สีเทาเขยวและหินโคลนสีน้ำตาลแดง
JKkc หินทรายเนื้อควอตซ สีน้ำตาล เทา หินทรายเนื้ออารโคส สีเทา สลับหินทรายแปง สีแดง
ั้
ี
และหินกรวดมน แสดงการวางชั้นเฉยงระดับ ลักษณะแถบชนบาง การเรียงขนาด
ตะกอน และรอยริ้วคลื่น
JKpw หินทราย และหินทรายเนื้อกรวดมน สีขาวแกมน้ำตาลถึงน้ำตาลแกมแดง เนื้อปานกลางถึงหยาบ
ั
ิ
J หินกรวดมน สีแดง หินทรายสีน้ำตาลแดง แทรกสลับกบหินทรายแปงและหนโคลน
สีน้ำตาลแดง และหินกรวดมนพบหอยสองฝา
จูแรสซิก Jdk หนกรวดมน สีน้ำตาลแกมแดง เม็ดแรสวนใหญเปนหินปูนและหินออน สีเทาออน
ิ
JURASSIC ขนาดเสนผาศูนยกลางใหญกวา 5-25 ซม.ชั้นหนาปานกลางแทรกสลับดวยหินทรายแปง
สีน้ำตาลแกมแดงถึงแดงแกมมวง ชั้นบาง ตามแนวรอยเลื่อน
ิ
Jnr หินทรายอารโคส หินทรายเนื้อควอตซ หนทรายแปงและหินโคลน สีน้ำตาลแดง และ
สีเทา แสดงชั้นเฉียงระดับ ลักษณะแถบชั้นบาง รอยริ้วคลื่น หินกรวดมนถึงหินทราย เนื้อกรวดมน
ิ
Jpk หนทรายแปงสีมารูน สีน้ำตาลแกมแดง เนื้อไมกา หินทราย และหินดินดาน สีน้ำตาล
สีเทา สีเหลือง
Jpkk หนกรวดมน สีนำตาลแกมแดง สีเทา ชั้นปานกลาง หินทรายเนื้ออารโคส สลับชนกับ
้
ิ
ั้
ิ
ั้
ู
หินทรายแปง หนโคลน สีแดงแกมมวงเนื้อปน แสดงชนเฉียงระดับและรอยริ้วคลื่น
หินปูนเนื้อทรายสีเทา
- 29 -
ตารางที่ 3.1 คำอธิบายแผนที่ธรณีวิทยาจังหวัดนาน (ตอ)
คำอธิบาย
(EXPLANATION)
ยุค หินตะกอน หินชั้น และหินแปร
PERIOD SEDIMENTARY AND METAMORPHIC ROCKS
ิ
ี
TrJ หินทราย และหนทรายแปง สีเทาแกมเขยว สีเทาแกมมวง หินดินดาน หินกรวดบน
หินฟลไลต
Trwc หินโคลน สีเทาดำ แทรกสลับบางบริเวณดวยหินทราย ชั้นบางถึงชั้นหนา
ไทรแอสซิก Trkp หินปูน สีเทา ชั้นบางถึงชั้นหนา
TRIASSIC
Trpd หินทราย หินทรายแปง หินโคลน และหินกรวดมน สีแดง
ั้
ิ
Trkhp หินดินดาน สีเทา แสดงแนวชนบาง สลับดวยหนทรายเกรยแวก หินโคลน หินโคลนสลับ
หินเชิรต และหินเชิรตชั้นบางพบซากดึกดำบรรพ จำพวก เรดิโอลาเรีย
ิ
ั
ิ
PTr หินดินดาน หินทรายแปง และหนทราย สีเทาดำถึงสีเทาเขียว แทรกสลับกบหินเชรต
ชั้นบาง
เพอรเมียน Pph หินปูน สีเทา ชั้นหนา แสดงลักษณะหนาผาหินปูนชัดเจน และหินทรายเนื้อภูเขาไฟ และ
PERMIAN หินดินดาน
Pkl หินฟลไลต หินทราย หินทรายแปง หินดินดาน หินเชิรต หินกรวดมน และหินปูน
ั
CP หินทราย สีเทา แทรกสลับกบหินดินดาน สีเทา หินทรายแปงเนื้อภูเขาไฟ และ
ู
คารบอนิฟอรัส หินกรวดมน สีน้ำตาลแดง บางแหงพบหินปนสีเทาดำ มีซากปะการัง บางแหง
CARBONIFEROUS ถูกแปรสภาพกลายเปนหินฟลไลต และหินออน.
C หินทรายเนื้ออารโคส และเนื้อควอตซ สลับกับหินดินดาน และหนทรายแปง
ิ
ถูกแปรสภาพเล็กนอย แตลักษณะชั้นหินถูกเปลี่ยนรุนแรง
ี
ไซลูเรยน- SD หินแปรขั้นต่ำ หินฟลไลต หินชีสเนื้อฟลไลต สลับดวยหินควอรตไซต
ดีโวเนียน
SILURIAN-
DEVONIAN
ยุค หินอัคนี
PERIOD IGNEOUS ROCKS
จูแรสซิก Jv หินภูเขาไฟชนิด ไรโอไลต แอนดีไซต บะซอลตที่มีรูพรุนมาก พบหินดินดานและ
JURASSIC หินทรายเนื้อเฟลดสปาร
ไทรแอสซิก Trgr หินอัคนีชนิดหินไบโอไทตแกรนิต เนอปานกลางถึงหยาบ เนื้อเปนดอก หินมัสโคไวต
ื้
TRIASSIC แกรนิต
ิ
ั
คารบอนิฟอรัส CPu หินอลตราเบสิค: หนเพอริโดไทต หินฮอรนแบลนไดต หนเซอรเพนทิไนต
ิ
CARBONIFEROUS หินไพรอกซิไนต และหินบะซอลต
- 30 -
3.5 ธรณีวิทยาโครงสราง
ั
ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉยงใต ตั้งอยูบนแผนเปลือกโลกที่มาบรรจบกน 4 แผน
ี
ิ
ดวยกัน ไดแก แผนเปลือกโลกยูเรเชีย แผนเปลือกโลกอินเดีย-ออสเตรเลีย (แผนเปลือกโลกอนเดีย)
แผนเปลือกโลกทะเลฟลิปปนสและแผนเปลือกโลกแปซิฟก นอกจากนี้ยังมีรอยตอของแผนธรณีภาค
(Plate boundary) ตั้งแตตะวันตกของประเทศไทย ออมหมูเกาะสุมาตรา และหมูเกาะชวาไปทางใต
แสดงในรูปที่ 3.5 ในชวงอายุทางธรณีกาลลาสุด (Late Cenozoic) พบวาสวนของประเทศไทย และ
ประเทศใกลเคียงเปนสวนใตสุดของแผนเปลือกโลกยูเรเชีย (ชนิดแผนทวีป) จากหลักฐานการเคลื่อนที่ของ
ิ
เปลือกโลกบงชี้วาแผนเปลือกโลกแปซิฟกยังคงเคลื่อนตัวไปทางทศตะวันตกเฉียงเหนือ สวนแผนเปลือกโลก
ิ
ี่
ิ
ยูเรเชียแทบจะหยุดนิ่งอยูกับที่ ขณะทแผนเปลือกโลกอนเดียเคลื่อนขึ้นมาทางดานทศเหนือ
ั
(Tapponnier et al., 1982, 1986) และชนกบแผนเปลือกโลกยูเรเชีย สงผลทำใหขอบของ
แผนเปลือกโลกเปนรองลึก (Trench) มีแนวรอยเลื่อนเนื่องจากแนวการแยกตัวออกจากกน
ั
(Spreading zone) และมีแนวการมุดตัว (Subduction zone) ระหวางรอยตอระหวางแผนตางๆ
ิ
การเคลื่อนที่ขึ้นมาทางดานทิศเหนืออยางตอเนื่องของแผนเปลือกโลกอินเดียออสเตรเลีย ทำใหเกด
ั
การชนกนระหวางแผนเปลือกโลกอินเดีย-ออสเตรเลียกบแผนเปลือกโลกยูเรเชีย และสงผลทำใหเกด
ิ
ั
รอยเลื่อนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉยงใตเปนจำนวนมาก เชน รอยเลื่อนสะกาย (Sagaing Fault)
ี
ในสาธารณรัฐแหงสหภาพเมียนมารและรอยเลื่อนแมน้ำแดง (Red River Fault) ในสาธารณรัฐสังคมนิยม
เวียดนาม รวมทั้งรอยเลื่อนมีพลังในบริเวณตอนใตของสาธารณรัฐประชาชนจีน สามเหลี่ยมทองคำ
ภาคเหนือประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ปจจุบันรอยเลื่อนเหลานี้ยังคงมี
การเคลื่อนที่และทำใหเกิดแผนดินไหว
- 31 -
ั
ิ
รูปที่ 3.5 ก) แผนที่แสดงธรณีแปรสัณฐานของภูมภาคเอเชียใตและตะวนออกของสองเปลือกโลกและ
การกระจายตัว ของรอยเลื่อนตางๆ ระหวางโครงรางเปลือกโลก ข) แบบจำลองโดยใชเปลือกโลกอินเดีย-
ออสเตรเลีย ชนเปลือกโลกยูเรเชีย ค) ภาพขยายใกลของลักษณะที่ปรากฏเมื่อมีการเกิดการชนกันขึ้น
(Tapponnier และคณะ, 1982)
- 32 -
ี
ิ
รูปที่ 3.6 แผนทธรณวทยาประเทศอยางงายแสดงการกระจายตัวของหินในมหายุคตาง ๆ และแผนเปลือกโลก
ี่
ที่สำคัญตลอดจนตะเข็บธรณีและแนวรอยเลื่อนหลัก ๆ ที่สำคัญของไทย (ปญญา จารุศิริ และคณะ, 2545)
3.5.1 ชั้นหินคดโคง (Fold)
ุ
รอยตะเข็บธรณีนาน-อุตรดิตถ และรอยตะเข็บธรณีสระแกว-จันทบรี (Nan-Uttaradit and
ั
Sa Kaeo-Chanthaburi Geosuture) เปนรอยตะเขบดั้งเดิม ซึ่งเกิดจากการชนกนของแผนเปลือกโลก
็
ชานไทยกบแผนเปลือกโลกอินโดจีน (Shan-Thai Terrane collided with Indochina Terrane)
ั
โดยปรากฏลักษณะหินของธรณีแอนตัวเททิสบรรพกาล (Paleo-Tethys) ตามแนวหินนี้ พบอยูระหวาง
แนวชั้นหนคดโคงสุโขทัยและแนวชั้นหินคดโคงเลย (Sukhothai and Loei Fold Belt) รอยตอ (Suture)
ิ
ปรากฏใหเหนชัดเจนในประเทศไทย พบอยู 2 สวน โดยทางตอนเหนือ เรียกวา รอยตะเข็บนาน-อุตรดิตถ
็
(Nan-Uttaradit Suture) และทางตอนใต เรียกวา รอยตะเข็บสระแกว-จันทบุรี (Sa Kaeo-Chanthaburi
ี
่
Suture) โดยมีรอยเลื่อนแมปงซึ่งเปนรอยเลื่อนตามแนวระดับ (strike-slip fault) ทเคลื่อนที่ไปทางซาย
(sinistral movement) ตัดผานรอยตะเข็บนี้ คาดวาเดิมเปนธรณีแอนตัวเธทิสหลักบรรพกาล
(Main Paleo-tethys) (Sengor et al., 1990; Metcalfe, 1997) ที่มีแนวตอเนื่องไปทางเหนือถึง
- 33 -
รอยตะเข็บ Chiangning-Menglian (Liu et al., 1991) ในมณฑลยูนนานทางดานตะวันตก และขยายไป
ถึงเมืองเบตง-รวบ (Bentong-Raub Suture) ในแหลมมลายู (Hutchison, 1975; Bunopas and Vella,
1983; Chaodumrong, 1992) ในสวนนี้มีประกอบดวยหินเซอรเพนทิไนตและหินเชิรตชั้นบาง และยังพบ
ิ
หินบลูชีสตและหินแกบโบร ซึ่งบริเวณนี้ทั้งหมดคาดวาอยูในสวนของเซอรเพนทไนตเมลานจ
(Serpentinite Mélange zone) (Hada and Bunopas, 1997) และยังพบการแผกระจายของ
กลุมหินแพร ซึ่งเปนชุดหินฟลิช (Flysch) หินปูนชั้นบาง หินเรดิโอลาเรียนเชิรต (Radiolarian chert)
หินอัลตราเบสิก หินบะซอลตรูปหมอน (Pillow basalt) หินทรายเกรยแวก และหินเถาภูเขาไฟ
อายุเพอรเมียนตอนกลางถึงไทรแอสซิกตอนกลาง (Middle Permian to Middle Triassic) ในบริเวณ
ี
ใกลเคยง
3.5.2 รอยแตกและแนวเสน (Join and lineament)
รอยแตกและแนวเสนในพื้นที่จังหวัดนาน พบมีความสัมพันธกนกบการเคลื่อนตัวของ
ั
ั
ิ
แผนเปลือกโลก ตามแนวแรงที่มากระทำใหเกดการเคลื่อนตัว พบรอยแตกและแนวเสนหลักในพื้นที่วางตัว
ในแนวทิศตะวันออกเฉยงเหนือ-ทิศตะวันตกเฉียงใต และแนวทิศเหนือ-ทิศใต รอยแตกและแนวเสนรองใน
ี
พื้นที่วางตัวในแนวทิศตะวันตกเฉียงเหนือ-ทิศตะวันออกเฉียงใต
3.5.3 กลุมรอยเลื่อน (Fault zone)
กลุมรอยเลื่อนปว หนึ่งในรอยเลื่อนมีพลังของประเทศไทยที่พาดผานจังหวัดนานเปน
กลุมรอยเลื่อนที่วางตัวในแนวเหนือ-ใต มีจุดเริ่มตนทางทิศเหนือของตัวอำเภอเฉลิมพระเกียรติ
ผานอำเภอบอเกลือมาตามแนวแมน้ำวา แมน้ำมาง ตามแนวทิวเขาดอยภูคา อำเภอปว เปนแนวลงไป
ทางทิศใต และสิ้นสุดที่อำเภอสันติสุข มีความยาวประมาณ 100 กโลเมตร สวนใหญหินตะกอนยุคครีเทเชียส
ิ
ิ
บริเวณอำเภอเฉลิมพระเกยรติและอำเภอบอเกลือจะไดรับอทธิพลจากกลุมรอยเลื่อนปว แยกออกจาก
ี
หินยุคจูแรสซิกเปนสวนใหญ และบริเวณอำเภอเมืองนานนั้น ตั้งอยูทางฝงตะวันตกของแมน้ำนานในแอง
ุ
ที่ราบระหวางหบเขา ซึ่งเปนแองที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกตามแนวรอยเลื่อนในอดีต เกิดทรุดตัว
ึ้
ึ้
ของชั้นหินตรงกลางของแอง และขอบแองทั้งสองดานยกตัวสูงขน กลายเปนแองที่ราบระหวางหุบเขาขน
ั
ั
ื้
กระบวนการพดพาและกดเซาะของแมน้ำนาน ชวยพดพาตะกอนมาสะสมตัว จนเปนพนที่อุดมสมบูรณ
ั
แกการเกษตรกรรมและชวยพัฒนาที่ราบใหขยายตัวกวางขึ้น
- 34 -
ื
่
ี
้
ั
ี
่
่
่
รูปที 3.7 แผนทีแสดงกลมรอยเลอนปวทพาดผานในพนทจังหวดนาน
ื
่
ุ
- 35 -
3.6 ธรณีวิทยาประวัติ
ธรณีประวัติในพื้นที่จังหวัดนาน กลุมหินที่มีอายุเกาแกที่สุดที่พบ ไดแก หินยุคไซลูเรียนถง
ึ
ั
ิ
ดีโวเนียน จากการลำดับชั้นหินโดย สงัด พนธุโอภาส(1981) เปนหินตะกอนที่เกดที่เปนหินตะกอนที่มี
ู
การสะสมตัวในบริเวณรองทะเลลึกตอนใน (inner trench slopes) สวนใหญถกแปรสภาพเปนหินแปร
และหินตะกอนกึ่งแปรจากการแปรสัณฐานของแผนเปลือกโลก ตอมาหนยุคคารบอนิเฟอรัสวางตัว
ิ
แบบรอยชั้นไมตอเนื่องอยูบนหินยุคไซลูเรียน-ดีโวเนียน (Piyasin, 1972) พบวามีหินชั้นภูเขาไฟและ
หินภูเขาไฟ สลับกบหินตะกอนสีแดง (Bunopas, 1983) สวนการวางตัวของชั้นหินระหวาง
ั
หินยุคคารบอนิเฟอรัสและหินยุคเพอรเมียนเปนไปอยางตอเนื่อง มีการหยุดตกตะกอน ระยะเวลาหนึ่งชวง
ตนยุคไทรแอสซิก เปนผลมาจากการแปรสัณฐานของแผนเปลือกโลกตอนปลายยุคเพอรเมียน
(Hahn and Siebentuner, 1982: Chonglakmani, 1973) ซงเกยวเนองจากผลของการเคลอนทีขนมา
่
ี
ื
ึ
้
่
ึ
่
่
่
ื
ทางเหนือของแผนเปลือกโลกมีการสิ้นสุดลงในปลายยุคไทรแอสซิก และพบมีการแทรกดันตัวของ
หินอคนีแทรกซอน แตอยางไรกตามในชวงนั้นน้ำทะเลไดเขามาทางเหนือทวมพนที่ของลำปาง และ
ื้
็
ั
แองนาน (Chonglak mani, 1973) ทำใหมีการสะสมหินตะกอนที่สะสมตัวในทะเลในแองลำปาง
ิ
็
พวกกลุมหินลำปาง และมีการสะสมของในแองนาน ในขณะเดียวกันกมีการสะสมพวกหนตะกอนที่
สะสมตัวบนบกตามขอบแอง การยกตัวขึ้นของแผนเปลือกโลกยังคงมีตอเนื่อง พรอมกับมการสะสม
ี
หินตะกอนทสะสมตัวบนบกในหินยุคจูแรสซิกถึงครีเทเซียส และมีการแทรกดันตัวขนมาของหินภูเขาไฟ
ึ้
ี่
ิ
ยุคจูแรสซิก จากอทธิพลของการแปรสัณฐานของแผนเปลือกโลกในปลายยุคครีเทเซียสและไดกอใหเกด
ิ
ุ
แองตะกอนตามหบเขาทำใหมีการสะสมตัวของหินตะกอนในยุคเทอรเชียรี การแปรสัณฐานของ
แผนเปลือกโลกในชวงหลังสุดทำใหเกิดแนวแตกในแนวทิศทางเหนือ-ใต และตะวันออกเฉยงเหนือ-
ี
ตะวันตกเฉียงใต ทำใหเกดเปนภูมิประเทศเหมือนเชนในปจจุบันและการกัดเซาะและสะสมตัวของตะกอน
ิ
ที่มาจากแมน้ำนาน และลำน้ำสายตางๆ เกดการสะสมของเปนตะกอนเศษหินเชิงเขา ตะพกลำน้ำ และ
ั
ิ
ตะกอนน้ำพา
3.7 กลุมวิทยาหิน
ื้
จากการจำแนกลักษณะเดนของแตละวิทยาหินที่พบในพนที่จังหวัดนาน โดยอาศัยเกณฑ
4 ประการของ Dearman (1991) คือ ชนิดของหน ลักษณะโครงสรางทางกายภาพของมวลหิน
ิ
เนื้อหิน และแรองคประกอบ นำไปสูการจำแนกลักษณะวิทยาหินเปนกลุม ๆ โดยสามารถจำแนก
ื้
กลุมวิทยาหินในพนที่ไดเปน 18 กลุม (รูปที่ 3.21 และตารางที่ 3.2) มีลักษณะเดนและการกระจายตัวของ
แตละกลุมวิทยาหินดังนี้
3.7.1 กลุมวิทยาหิน CG1
กลุมวิทยาหิน CG1 หินกรวดมนที่มีเม็ดกรวดเปนแรควอตซและเศษหิน ประกอบดวย
ี่
หินกรวดมนเปนสวนใหญ ทมีเม็ดกรวดเปนแรควอตซและเศษหิน และมีตัวเชื่อมประสานเปนเศษหิน
ึ
ี
ขนาดทรายละเอยดถงทรายปานกลาง ประกอบดวย หินกรวดมนชั้นหนาไปจนถึงชั้นหนามาก มีเม็ดกรวด
ี
เปนแรควอตซและเศษหิน ขนาด granule-cobble มีตัวเชื่อมประสานเปนเศษหินขนาดทรายละเอยดถึง
ั
ทรายปานกลาง บางบริเวณพบแทรกชั้นหรือแทรกสลับกบหินทรายเนื้อกรวดมน หินทรายเม็ดหยาบถึง
ั
หยาบมาก หินโคลน และหินดินดาน มกพบแผกระจายตัวเปนหยอม ๆ แสดงลักษณะภูมิประเทศเปน
- 36 -
ี่
ิ
ที่เนินและภูเขา บริเวณดานทิศตะวันออก และครอบคลุมลักษณะภูมประเทศทเปนภูเขาใน
ตำบลศรีษะเกษ อำเภอนานอย กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกบหินยุคไทรแอสซิก (Tr) ในหมวดหิน
ั
ผาแดง (Trpd) กลุมหินลำปาง
3.7.2 กลุมวิทยาหิน CG2
ิ
กลุมวิทยาหิน CG2 หินกรวดมนที่มีเม็ดกรวดเปนหินปูน ประกอบดวยหนกรวดมนที่มี
เม็ดกรวดเปนหินปูนเปนสวนใหญ และมีตัวเชื่อมประสานเปนตะกอนขนาดทรายแปงถึงดินเหนียว
ึ
ประกอบดวย หนกรวดมนชั้นหนาไปจนถงชั้นหนามาก มีเม็ดกรวดเปนเศษหินปูน ขนาด granule-
ิ
ี
cobble มตัวเชื่อมประสานเปนตะกอนขนาดทรายแปงถงดินเหนียวสีน้ำตาลแดง มักพบแทรกชั้นหรือ
ึ
แทรกสลับกับหินโคลนและหินดินดานสีน้ำตาลแดง ประกอบดวย หินกรวดมนชั้นหนาไปจนถึงชั้นหนามาก
มีเม็ดกรวดเปนเศษหินปูน ขนาด granule-cobble มีตัวเชื่อมประสานเปนตะกอนขนาดทรายแปงถึง
ดินเหนียวสีน้ำตาลแดง มักพบแทรกชั้นหรือแทรกสลับกบหินโคลนและหินดินดานสีน้ำตาลแดง มักพบ
ั
แผกระจายตัวเปนหยอม ๆ แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนที่เนินและภูเขา บริเวณดานทิศตะวันออกของ
ิ
จังหวัดนาน พบเปนหินกรวดมน แผกระจายตัวครอบคลุมลักษณะภูมประเทศที่เปนภูเขาในแนวเหนือ-ใต
ื้
ในพนที่ตำบลหวยโกน ตำบลขุนนาน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ตำบลภูคา ตำบลศิลาเพชร อำเภอปว
ั
ู
ตำบลบอเกลือเหนือ อำเภอบอเกลือ กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกบหินยุคจแรสซิก (J)
ในหมวดหินภูคา (Jpkk)
ก ข
ี
รูปที่ 3.8 กลุมวทยาหิน CG2 ในพื้นที่จังหวัดนาน ก. ลักษณะหินกรวดมนที่มเม็ดกรวดเปนหินปูน
ิ
ื
้
้
ิ
ี
่
็
ิ
เปนสวนใหญ ข. หินกรวดมนท่มเมดกรวดเปนหนปูนรวงลงมาตามรองนำในพนทบรเวณบานหวยทรายขาว
ี
ี
ตำบลหวยโกน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนาน พิกัด 47P 723372 E 2164390 N สูงจากระดับน้ำทะเล
737 เมตร
- 37 -
3.7.3 กลุมวิทยาหิน CG3
กลุมวิทยาหิน CG3 หินกรวดมนเชื่อมประสานดวยเหล็กออกไซต ประกอบดวยหินกรวดมน
น้ำตาลแดงเปนสวนใหญ ที่มีเม็ดกรวดเปนแรควอตซ และมีตัวเชื่อมประสานเปนตะกอนทรายสีน้ำตาล
ี
ั
ึ
แดงขนาดทรายละเอยดถงทรายหยาบ พบรวมกบหินทรายเนื้อกรวดมนสีน้ำตาลแดง ประกอบดวย
หินกรวดมนชั้นหนาไปจนถงชั้นหนามาก มเม็ดของหินปูนและหินออน มตัวเชื่อมประสานเปนตะกอน
ึ
ี
ี
ขนาดทราย ขนาดทรายละเอยดถงทรายหยาบสีน้ำตาลแดง แทรกชั้นกบหินทรายแปงสีน้ำตาลแดงและ
ี
ั
ึ
หินทรายเนื้อกรวดมนสีน้ำตาลแดง มักพบแผกระจายตัวเปนหยอม ๆ แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนที่เนิน
และภูเขา บริเวณดานทิศตะวันออกของอำเภอบานหลวง และอำเภอเวียงสา ครอบคลุมลักษณะ
ภูมิประเทศที่เปนภูเขาในตำบลสวด อำเภอบานหลวง ไดแก บริเวณขนหวยลู และแนวภูเขาใน
ุ
ตำบลบานฟา อำเภอบานหลวง ไดแก ขนหวยลู ดอยผีเจ็ด ดอยผาดาง ซึ่งเปนหินกรวดมน ที่มีเม็ดกรวด
ุ
ี
เปนหินปูนและหินออน บริเวณดานทิศตะวันตกเฉยงใตของอำเภอบานหลวง และดานทิศตะวันตก
ุ
เฉียงเหนือของอำเภอเวียงสา ครอบคลุมลักษณะภูมิประเทศที่เปนภูเขาบริเวณดอยขนหวยเคียน ในพื้นท ี่
ตำบลบานฟา อำเภอบานหลวง ดอยขุนหวยฮึก ขุนหวยยาทาย ในพนที่ตำบลยาบหัวนา อำเภอเวียงสา
ื้
ิ
ั
กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกบหนยุคจูแรสซิก (J) บางสวนของหนวยหิน J หนวยหินนี้ในแผนที่
ธรณีวิทยาไมไดกำหนดชื่อหมวดหินไวเพียงกำหนดไวเปน หนวยหิน J
3.7.4 กลุมวิทยาหิน SS1
กลุมวิทยาหิน SS1 หินทรายเนื้อเกรยแวก ประกอบดวยหนเกรยแวก หินทรายลิทิคแว็ก
ิ
ิ
ิ
และหินทรายเนื้อทัฟฟ เปนสวนใหญ ไดแก หินทรายเกรยแวก หนทรายลิทคแว็ก และหินทรายเนื้อทัฟฟ
ึ
ั
ชั้นหนาไปจนถงมวลหนาไมแสดงชั้น บางบริเวณพบเปนหินทรายชั้นหนาแทรกสลับหรือแทรกชั้นกบ
ี
หินตะกอนเนื้อละเอยดชั้นบาง การแผกระจายตัวของกลุมวิทยาหินนี้มักแสดงลักษณะภูมิประเทศเปน
ภูเขาสูง บริเวณตะวันตกของจังหวัดนาน ในพื้นที่อำเภอบานหลวง แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนภูเขา
ื้
ที่ทอดตัวในแนวเหนือ-ใต ในพนที่ตำบลบานพี้ ตำบลปาคาหลวง ตำบลบานสวด ตำบลบานฟา
อำเภอบานหลวง และบริเวณตอนกลางและตอนใตของจังหวัดบริเวณตำบลอายนาไลย อำเภอเวียงสา
และตำบลศรีษะเกษ อำเภอนานอย กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกับหินยุคเพอรโมไทรแอสซิก (PTr)
หินยุคจูแรสซิก (J) หินยุคไทรแอสซิกถงจูแรสซิก (TrJ) หมวดหินผาแดง (Trpd) และหมวดหินวังชิ้น
ึ
(Trwc) ในกลุมหินลำปาง และหินยุคจูแรสซิกถึงครีเทเชียส (JK)
- 38 -
ก ข
รูปที่ 3.9 กลุมวิทยาหิน SS1 ในพื้นที่จังหวัดนาน ก. หินทรายเนื้อเกรยแวกที่มากดวยเศษแตกหัก
บริเวณดอยปางหวาย ตำบลนาทะนุง อำเภอนาหมื่น จังหวัดนาน พิกัด47P 677088E 1998642 N
สูงจากระดับน้ำทะเล 376 เมตร ข. ลักษณะหินทรายเนื้อเกรยแวก สีเทาเหลือง ขนาดเม็ดตะกอนทราย
ปานกลางถึงทรายหยาบ
3.7.5 กลุมวิทยาหิน SS2
กลุมวิทยาหิน SS2 หินทรายอารโคส หินทรายเนื้อควอตซ ประกอบดวยหินทรายอารโคส
ึ
หินทรายเนื้อควอตซ เปนสวนใหญ ไดแก หินทรายเนื้ออารโคส หินทรายเนื้อควอตซ ชั้นบางไปจนถง
ชั้นหนามากบางบริเวณพบเปนหินทรายชั้นหนาที่มีการแทรกสลับ หรือแทรกชั้นกับหินตะกอนเนื้อละเอียด
ั
ิ
ชั้นบาง การแผกระจายตัวของกลุมวิทยาหนนี้พบบริเวณดานทิศตะวันออกของจงหวัดนาน ในพนที่
ื้
ี
ตำบลขนนาน อำเภอเฉลิมพระเกยรติ ตำบลบอเกลือเหนือ ตำบลดงพญา ตำบลบอเกลือใต ตำบลภูคา
ุ
อำเภอบอเกลือ ตำบลภูคา ตำบลศิลาเพชร อำเภอปว ตำบลพงษ อำเภอสันติสุข ตำบลแมจริม
ตำบลหนองแดง อำเภอแมจริม ตำบลสานนาหนองใหม ตำบลน้ำมวน อำเภอเวียงสา ตำบลศรีษะเกษ
ตำบลเชียงของ ตำบลสถาน อำเภอนานอย ตำบลนาทะนุง อำเภอนาหมื่น แสดงลักษณะภูมิประเทศ
เปนภูเขาที่ทอดตัวในแนวเหนือ-ใต บริเวณดานทิศตะวันตกและตอนกลางของจังหวัดนาน ตำบลชนแดน
อำเภอสองแคว ตำบลเปอ ตำบลพระพุทธบาท อำเภอเชียงกลาง ตำบลสะเนียน ตำบลเรือง ตำบลสวก
อำเภอเมองนาน ตำบลบานฟา ตำบลยาบหัวนา ตำบลทุงศรีทอง อำเภอเวียงสา ตำบลน้ำตก ตำบลบัวใหญ
ื
อำเภอนานอย แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนภูเขาที่ทอดตัวในแนวเหนือ-ใต กลุมวิทยาหินนี้สามารถ
ิ
เชื่อมโยงไดกบหมวดหินผาแดง (Trpd) ในกลุมหินลำปาง หมวดหนน้ำรี (Jnr) หมวดหินภูคา (Jpkk)
ั
ู
หมวดหินภูกระดึง (Jpk) ในกลุมหนโคราช หนยุคจแรสซิก (J) หินยุคจแรสซิกถึงครีเทเชียส (JK)
ู
ิ
ิ
หมวดหินสะปน (Ksp) หมวดหนเสาขัว (Ksk) ในกลุมหินโคราช และหมวดหินบอเกลือ (Kbk)
ิ
- 39 -
ก ข
ิ
รูปที่ 3.10 กลุมวทยาหิน SS2 ในพื้นที่จังหวัดนาน ก. หินทรายสีมวงแดงแทรกชั้นดวยหินดินดานสีมวงแดง
ั
บริเวณบานปูดู ตำบลขุนนาน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวดนาน พิกัด 47P 726197 E 2144928 N
็
สูงจากระดับน้ำทะเล 731 เมตร ข. ลักษณะหินทรายอารโคสสีมวงแดงขนาดเมดตะกอนทรายละเอียดถึง
ทรายปานกลาง
3.7.6 กลุมวิทยาหิน FS1
ิ
กลุมวิทยาหิน FS1 หนตะกอนเนื้อละเอียด แทรกสลับหินทรายเนื้อเกรยแวก
ประกอบดวยหนตะกอนเนื้อละเอยด เม็ดตะกอนขนาดดินเหนียวถึงทรายแปงเปนสวนใหญ ไดแก
ิ
ี
หินโคลน หินดินดาน และหินทรายแปง สวนใหญมีสีเทาเขยว สีเทาชมพ สีเทาเหลือง บางบริเวณ
ู
ี
มีสีน้ำตาลแดง มักพบแทรกสลับ หรือแทรกชั้นกบหินทรายเกรยแวก หินทรายเนื้อทัฟฟ บางบริเวณ
ั
ึ่
ั
หินดินดานมีการแปรสภาพเปนหินดินดานกงชนวน หินดินดานบางบริเวณมีลักษณะเนื้อมนวาวคลาย
หินฟลไลต การแผกระจายตัวทแสดงลักษณะภูมิประเทศที่คอนขางหลากหลาย ตั้งแตลักษณะภูมิประเทศ
ี่
ี่
ี่
ั
ื้
ที่เปนที่ราบ ที่เนิน ไปจนถึงภูเขาสูง และเปนกลุมวิทยาหินทพบกระจายตัวมากทสุดในพนที่จงหวัดนาน
พบบริเวณดานทิศตะวันตกและตอนกลางของจงหวัดนาน ในพื้นที่อำเภอเฉลิมพระเกยรติ อำเภอทุงชาง
ั
ี
อำเภอเชียงกลาง อำเภอสองแคว อำเภอปว อำเภอทาวังผา อำเภอบานกลาง อำเภอเมืองนาน
ิ
อำเภอสันติสุข อำเภอแมจริม อำเภอเวียงสา อำเภอนานอย อำเภอนาหมื่น กลุมวิทยาหนนี้สามารถ
เชื่อมโยงไดกับหินยุคคารบอนิเฟอรัส-เพอรเมยน(CP) หมวดหินกิ่วลม (Pkl) ในกลุมหินงาว
ี
หินยุคเพอรโมไทรแอสซิก (PTr) หมวดหินวังชิ้น (Trwc) และหมวดหินผาแดง (Trpd) ในกลุมหินลำปาง
หินยุคไทรแอสซิกถงจูแรสซิก (Trj) หมวดหินน้ำรี (Jnr) หมวดหินภูคา (Jpkk) หมวดหินภูกระดึง (Jpk)
ึ
ในกลุมหินโคราช หินยุคจูแรสซิก (J) และหินยุคจูแรสซิกถึงครีเทเชียส (JK)
- 40 -
ก ข
ี
ั
รูปที่ 3.11 กลุมวิทยาหิน FS1 ในพื้นที่จังหวดนาน ก. หินดินดาน แสดงลักษณะธรณวทยาโครงสราง
ิ
ชั้นหินคดโคง บริเวณเสนทางระหวางบานผาเวียง-บานแมสาคร อำเภอเวียงสา จังหวัดนาน พิกัด 47P
678005 E 2042344 N สูงจากระดับน้ำทะเล 302 เมตร ข. ลักษณะหินดินดานสีผิวผุสมเหลือง สีผิวสด
สีเทาเหลือง
3.7.7 กลุมวิทยาหิน FS2
กลุมวิทยาหน FS2 หินตะกอนเนื้อละเอยดเชื่อมประสานดวยเหล็กออกไซด
ี
ิ
ประกอบดวยหินตะกอนเนื้อละเอยด เม็ดตะกอนขนาดดินเหนียวถึงทรายแปงเปนสวนใหญ มักพบแทรก
ี
ั
สลับหรือแทรกชั้นกบหินทรายเนื้ออารโคสและหินทรายเนื้อควอตซ ไดแก หินโคลน หินดินดาน และ
หินทรายแปง สวนใหญมีสีน้ำตาลแดง และสีมวงมารูน บางบริเวณมีสีเทาเขยว เนื้อหินมักแสดงการแตก
ี
เปนแทงคลายดินสอ และการแตกแบบกลีบหัวหอมจากการผุพงทางกายภาพ มักพบแทรกสลับหรือ
ั
ิ
แทรกชั้นกบหนทรายเนื้ออารโคส หนทรายเนื้อควอตซ การแผกระจายตัวที่แสดงลักษณะภูมประเทศที่
ั
ิ
ิ
คอนขางหลากหลาย ตั้งแตลักษณะภูมิประเทศที่เปนที่ราบ ที่เนิน ไปจนถึงภูเขาสูง บริเวณดาน
ี่
ทิศตะวันออกและตอนกลางของจังหวัดนาน ในพื้นทอำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอทุงชาง
อำเภอเชียงกลาง อำเภอสองแคว อำเภอปว อำเภอทาวังผา อำเภอเมืองนาน อำเภอสันติสุข
อำเภอแมจริม อำเภอเวียงสา อำเภอนานอย อำเภอนาหมน บริเวณดานทศตะวันตกของจงหวัดนาน
ื่
ั
ิ
ในพื้นที่อำเภอทงชาง อำเภอปว อำเภอทาวังผา อำเภอบานกลาง อำเภอเมืองนาน อำเภอเวียงสา
ุ
ั
กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกบหมวดหินผาแดง (Trpd) ในกลุมหินลำปาง หินยุคไทรแอสซิกถง
ึ
ิ
จูแรสซิก (TrJ) หมวดหินภูกระดึง (Jpk) และหมวดหินเสาขัว (Ksk) ในกลุมหินโคราช หมวดหนภูคา (Jpkk)
หมวดหินน้ำรี (Jnr) หินยุคจูแรสซิก (J) หมวดหินสะปน (Ksp) หมวดหินบอเกลือ (Kbk) และ
หินยุคครีเทเชียส (K)
- 41 -
ก ข
รูปที่ 3.12 กลุมวทยาหิน FS2 ในพื้นที่จังหวดนาน ก. หินโคลนแทรกชั้นกับหินทรายแปงสีน้ำตาลแดง
ั
ิ
บริเวณบานน้ำโคง ตำบลสะเนียน อำเภอเมองนาน จังหวัดนาน พิกัด 47P 674758 E 2085216 N
ื
สูงจากระดับน้ำทะเล 303 เมตร ข. ลักษณะหินโคลนสีน้ำตาลแดง แสดงลักษณะการแตกแบบกลีบหัวหอม
3.7.8 กลุมวิทยาหิน CB1
ี่
กลุมวิทยาหิน CB1 หินคารบอเนต ประกอบดวยหินจำพวกหินคารบอเนต ทมีลักษณะเปน
ั
ชั้นหนามากไปจนถึงเปนมวลหนาที่ไมแสดงชั้นเปนสวนใหญ บางบริเวณพบแทรกชั้นหรือแทรกสลับกบ
หินดินดานและหินโคลน ไดแก หินปนหินปูนเนื้อโดโลไมต หินโดโลไมต หินปูนเนื้อดิน รวมถึงหินออน
ู
บริเวณที่เปนชั้นหนาถึงมวลหนาไมแสดงชั้น มักแสดงลักษณะธรณีสัณฐานแบบคาสต และมักพบมี
การแทรกสลับกับหินดินดานและหินโคลน พบแผกระจายตัวบนที่เนินและที่ราบ ซึ่งแสดงลักษณะ
ธรณีสัณฐานเปนสุสานหินปน (lapies) บริเวณทางตอนกลางของจังหวัดนาน ในพื้นที่ตอนกลางของ
ู
ื
ตำบลผาสิงห และบางสวนของตำบลบอ อำเภอเมองนาน พบการแผกระจายของหนปูนชั้นหนาเปนสวน
ิ
ใหญ แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนภูเขาที่ทอดตัวในแนวตะวันตกเฉียงใต-ตะวันออกเฉียงเหนือ และ
บางบริเวณพบแผกระจายตัวบนที่เนินและที่ราบ โดยบริเวณวนอุทยานถำผาตูบพบเปนหินปูนชั้นหนา
้
สีเทาดำพบซากดึกดำบรรพปะการังเขาสัตว (coral) บริเวณตอนกลางคอนไปทางใตของจังหวัดนาน
ในพื้นที่อำเภอเวียงสา บริเวณบานผาเวียง ตำบลสาน และบางสวนของตำบลแมสาคร พบการแผกระจาย
ของหินปูนที่สวนใหญมีลักษณะเปนชั้นหนา แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนภูเขาและบริเวณโดยรอบพบ
ื้
หินปูนแผกระจายตัวบนที่เนินและที่บริเวณทางตอนใตของจังหวัดนาน พนที่ตำบลศรีสะเกษ
อำเภอนานอย ที่บริเวณวนอุทยานผาชู และอุทยานแหงชาติดอยเสมอดาว พบแนวภูเขาหินปูนโผลปรากฏ
ในแนวประมาณเหนือ-ใต แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนภูเขาสูง และมีลักษณะธรณีสัณฐานแบบคาสต
ชัดเจน บริเวณโดยรอบพบหนปูนแผกระจายตัวบนทเนิน บริเวณดานทิศตะวันตกคอนไปทางตอนใตของ
ี่
ิ
จังหวัดนาน ในพื้นที่ตำบลสันทะ อำเภอนานอย พบภูเขาหินปูนโผลปรากฏในแนวประมาณเหนือ-ใต
แสดงลักษณะธรณีสัณฐานแบบคาสตชัดเจน และบริเวณโดยรอบพบแผกระจายตัวของหินปูน
บนที่เนินเขา บริเวณตอนกลางคอนไปทางดานทิศตะวันตกของจังหวัดนาน ซึ่งไดแก พื้นที่ตำบลปงสนุก
และบางสวนของตำบลแมสา อำเภอเวียงสา พบภูเขาหินปูนโผลปรากฏชัดเจน บริเวณผาดังควาย
ื้
บานวังตูบ ซึ่งบางบริเวณในพนที่บานวังตูบ พบหินปูนเลนสชั้นหนาแทรกปรากฏชั้นในชั้นหินโคลนและ
หินดินดาน บนที่เนิน พื้นที่ตำบลแมขะนิงและบางสวนของตำบลยาบหัวนา และที่บริเวณพนที่ระหวาง
ื้
ื้
บานปาคา-บานเปา ตำบลน้ำตก และพนที่บานแมสาคร ตำบลแมสาคร อำเภอเวียงสา
พบหินปูนแผกระจายตัวเปนบริเวณกวางบนที่ราบและที่เนิน บริเวณขอบดานทิศตะวันตกของจังหวัดนาน
ั
ี
ั
ที่มอาณาเขตติดตอกบดานทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจงหวัดแพร การแผกระจายตัวของหินปูน
- 42 -
ื
แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนภูเขา ไดแก บริเวณบานบอหอย แนวเทอกเขาบริเวณบริเวณดอยผาเรือน
กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกับหมวดหินผาหวด (Pph) กลุมหินงาว หินยุคเพอรโมไทรแอสซิก (PTr)
หมวดหินวังชิ้น (Trwc) หมวดหินกางปลา (Trkp) และหมวดหินผาแดง (Trpd) ในกลุมหินลำปาง และ
หมวดหินภูคา (Jpkk)
ก ข
ี
รูปที่ 3.13 กลุมวิทยาหิน CB1 ในพื้นที่จังหวัดนาน ก. หินปูนชั้นหนา แสดงลักษณะธรณสัณฐานวิทยา
แบบคาสตชัดเจน ที่บริเวณวดบานเชตะวัน ตำบลสันทะ อำเภอนานอย จังหวัดนาน พิกัด 47P 666038 E
ั
2021122 N สูงจากระดับน้ำทะเล 303 เมตร ข. ลักษณะหินปูนสีเทาดำ
3.7.9 กลุมวิทยาหิน CT
กลุมวิทยาหิน CT หินแปรสัมผัสที่มากดวยแรควอตซ ไดแก หินควอรตไซต หินฮอรนเฟลส
ี่
ื้
พบแผกระจายตัวบนภูมิประเทศที่เปนภูเขาสูง ที่เนิน และทราบ บริเวณพนที่บานดูใต ตำบลดูใต
ิ
อำเภอเมืองนาน พบเปนหินควอรตไซต และหนฮอรนเฟลส โผลปรากฏบนภูมิประเทศแบบที่ราบและที่
เนิน บริเวณดานทิศตะวันออกเฉียงใตของดอยภูคา ในพื้นที่ทางตอนเหนือของตำบลอวน อำเภอปว
แสดงลักษณะภูมิประเทศที่เปนภูเขาสูง
ก ข
ิ
รูปที่ 3.14 กลุมวทยาหิน CT ในพื้นที่จังหวัดนาน ก. หินฮอรนเฟลส บริเวณบานดูใต ตำบลดูใต
อำเภอเมองนาน จังหวดนาน พิกัด 47P 683097 E 2072269 N สูงจากระดับน้ำทะเล 238 เมตร
ื
ั
ข. ลักษณะหินฮอรนเฟลสสีดำ
- 43 -
3.7.10 กลุมวิทยาหิน F-MET1
กลุมวิทยาหิน F-MET1 หินแปรที่มีริ้วขนานเกรดต่ำ เปนกลุมวิทยาหินจำพวกหินแปร
ั
ที่มีริ้วขนาน ไดแก หินชนวน หินดินดานกึ่งชนวน หินดินดานเนื้อมนวาวคลายฟลไลต คาตาคลาไซต และ
หินไมโลไนต หินชนวนที่พบรวมกับหินดินดานกึ่งแปร มีการแผกระจายตัวบริเวณดานทิศตะวันตกเฉียงใต
ื
ของจงหวัดนาน ในพนทอำเภอนาหมน ซึงมีอาณาเขตติดตอกบดานทิศตะวันออกเฉยงเหนอของ
ั
ั
ี
่
ื
่
่
ื
้
ี
ั
จังหวัดแพร และดานทิศเหนือของจงหวัดอุตรดิตถ แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนภูเขาเปนสวนใหญ และ
ยังพบโผลปรากฏในบริเวณที่มีลักษณะธรณีสัณฐานวิทยาเปนหบเขา รองเขา หินชนวนและหินดินดาน
ุ
กงแปรที่พบในจังหวัดนานสวนใหญมีการผุพงคอนขางสูง จากหลักฐานแนวแตกเรียบแบบหินชนวน
ั
ึ่
ึ่
(slaty cleavage) ในหินชนวนและหินดินดานกงชนวน ที่สามารถตรวจวัดทิศทางการวางตัวไดในสนาม
พบวาสวนใหญวางตัวในแนวตะวันตกเฉียงใตตะวันออกเฉียงเหนือ หินไมโลไนตที่พบแผกระจายตัวในพื้นที่
จังหวัดนาน โผลปรากฏเพียงบริเวณขอบเขตแคบ ๆ เทานั้น ไมกวางพอที่จะระบุขอบเขตการกระจายตัว
ลงในแผนที่กลุมวิทยาหิน มาตราสวน 1:25,000 ได แตเปนหลักฐานสำคัญที่สามารถบงชี้วาบริเวณที่พบ
หินดังกลาวมลักษณะธรณีวิทยาโครงสรางเปนเขตรอยเลื่อนและเขตรอยเฉือนได โดยมักพบรวมกบ
ั
ั
ี
ิ
หินกรวดเหลี่ยมรอยเลื่อน (fault breccia) ลักษณะวิทยาหินแบบดังกลาวเกดจากการแปรสภาพ
ั
แบบพลวัตร (dynamic metamorphism) (Sibbon, 1977) อนเนื่องมาจากแรงและความดันในบริเวณ
ื้
เขตรอยเลื่อนและเขตรอยเฉือน โดยหินไมโลไนต ในพนที่ศึกษาจังหวัดนานมักพบโผลปรากฏใน
ี่
ี่
บริเวณภูมิประเทศทเปนหุบเขา รองเขา หรือทางน้ำ ยังไมพบดินถลมทเกิดจากมวลหินและมวลดินที่
ั
อยูกับที่แตพบตะกอนเชิงเขาซึ่งเปนรองรอยดินถลมทถกพดพามาจากที่อน มาสะสมตัวบริเวณดังกลาว
ื่
ี่
ู
กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกับอยูในหินยุคเพอรโมไทรแอสซิก (PTr) หินยุคคารบอนิเฟอรัส (C)
ก ข
รูปที่ 3.15 กลุมวทยาหิน F-MET1 ในพื้นที่จังหวัดนาน ก. หินชนวนโผลปรากฏ บริเวณดอยปางหวาย
ิ
ตำบลนาทะนุง อำเภอนาหมื่น จังหวัดนาน พิกัด 47P 676576 E 1999041 N สูงจากระดับน้ำทะเล
408 เมตร ข. หินชนวนสีเทาเขียว-เทาดำ ปรากฏลักษณะรอยแตกเรียบแบบหินชนวนชัดเจน
- 44 -
3.7.11 กลุมวิทยาหิน MU1
กลุมวิทยาหน MU1 หินอคนีชนิดเมฟกและอลตราเมฟก ไดแก หินดันไนท หินเพอริโดไทต
ิ
ั
ั
หินแกบโบร และหินบะซอลต สวนใหญมเนื้อแนนและแข็ง การกระจายตัวของกลุมวิทยาหินนี้
ี
โดยสวนใหญพบทบริเวณทางตอนใต และดานทิศตะวันออกเฉียงใตของจังหวัดนาน บริเวณทางตอนใต
ี่
ั
ี่
ของจงหวัดนาน ในพื้นทอำเภอนานอย แ-/-ละอำเภอนาหมื่น แสดงลักษณะภูมิประเทศที่เปนภูเขาสูง
ั
กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกบหินอคนีชนิดเมฟกและอัลตราเมฟก ยุคคารบอนิเฟอรัส-เพอรเมียน
ั
(CPu)
ก ข
รูปที่ 3.16 กลุมวิทยาหิน MU1 ในพื้นที่จังหวดนาน ก. หินอัคนีสีเขมชนิดหินดันไนทและหินเพอริโดไทต
ั
ิ
ั
ิ
โผลปรากฏบรเวณรมทางหลวงหมายเลข 1083 ตำบลเชียงของ อำเภอนานอย จังหวดนาน พิกัด 47P
706158 E 2022273 N สูงจากระดับน้ำทะเล 408 เมตร ข. ลักษณะหินอัคนีสีเขมชนิดหินดันไนทและ
หินเพอริโดไทต
3.7.12 กลุมวิทยาหิน MU2
ั
กลุมวิทยาหิน MU2 หินเซอรเพนทิไนตพบรวมกับหนอัคนีชนิดอลตราเมฟก โดยเปนกลุม
ิ
วิทยาหินจำพวกหินอัคนีชนิดเมฟกและอลตราเมฟกที่มวลหนโดยสวนใหญมีการเปลี่ยนสภาพเปน
ิ
ั
ั
ั
หินเซอรเพนทิไนตพบรวมกนกบอคนีชนิดอลตราเมฟก การกระจายตัวของกลุมวิทยาหินนี้ พบบริเวณ
ั
ั
ดานทิศตะวันออกเฉียงใตของจังหวัดนาน ในพนที่ตำบลหมอเมือง และตำบลน้ำพาง อำเภอนานอย
ื้
แสดงลักษณะภูมิประเทศที่เปนภูเขาสูง และบริเวณทางตอนเหนือของจังหวัดนาน บริเวณใกลโรงเรียน
บานสบเปด ตำบลผาตอ อำเภอทาวังผา พบหินเซอรเพนทิไนต ปรากฏกระจายตัวบริเวณแคบ ๆ
ั
ี่
ิ
บนภูมิประเทศทเปนที่ราบและเนินเขา กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกบหินเซอรเพนทไนต
พบรวมกับหินอัคนีชนิดอัลตราเมฟกยุคคารบอนิเฟอรัส-เพอรเมียน (CPu)
- 45 -
ก ข
รูปที่ 3.16 กลุมวิทยาหิน MU2 ในพื้นที่จังหวดนาน ก. หินอัคนีสีเขมชนิดหินเซอรเพนทิไนต
ั
บริเวณบานสบเปด ตำบลผาตอ อำเภอทาวัง ปรากฏกระจายตัวบริเวณแคบๆ บนภูมิประเทศที่เปนที่เนินเขา
และที่ราบ พิกัด 47P 683795 E 2129853 N สูงจากระดับน้ำทะเล 271 เมตร ข. ลักษณะหินอัคนีสีเขม
ิ
ิ
ชนดหนเซอรเพนทีนไนท
3.7.13 กลุมวิทยาหิน GR
กลุมวิทยาหิน GR เปนกลุมวิทยาหินจำพวกหินแกรนิต ไดแก หินแกรนิต หินแกรโนไดโอไรต
รวมถึงหินไดโอไรต การกระจายตัวของกลุมวิทยาหิน พบบริเวณตอนกลางของจังหวัดนาน ในพนทตำบล
ื้
ี่
ศิลาเพชร ตำบลอวน อำเภอปว ตำบลยม อำเภอทาวังผา แสดงลักษณะภูมิประเทศที่เปนภูเขาสูง และ
บริเวณตำบลพงษ อำเภอสันติสุข ตำบลน้ำพาง อำเภอแมจริม ตำบลยาบหัวนา อำเภอเวียงสา ปรากฏ
กระจายตัวเปนยอมๆ ขนาดพื้นที่ไมใหญนัก แสดงลักษณะภูมิประเทศที่เปนภูเขา เนินเขาและที่ราบ
กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกับหินแกรนิตและหินแกรโนไดออไรตยุคไทรแอสซิก (Trgr)
ก ข
รูปที่ 3.17 กลุมวทยาหิน GR ในพื้นที่จังหวดนาน ก. หินไบโอไทตแกรนิต บริเวณทางเขาน้ำตกตาดหลวง
ิ
ั
บานทุงเฮา ตำบลอวน อำเภอปว ปรากฏเปนภูมิประเทศที่เปนที่ภูเขา และเนินเขา พิกัด 47P 703953 E
2106389 N สูงจากระดับน้ำทะเล 345 เมตร ข. ลักษณะหินไบโอไทตแกรนิต
- 46 -
3.7.14 กลุมวิทยาหิน VOL1
ั
กลุมวิทยาหิน VOL1 หินอคนีภูเขาไฟประกอบดวยแรสีจางถึงปานกลาง เปนกลุมวิทยาหิน
ั
ที่ประกอบดวยหินอคนีที่มากดวยแรสีจางพบรวมกับหินอคนีสีปานกลาง ไดแก หินไรโอไลต
ั
ี่
หินไรโอลิติกทัฟฟ และหินแอนดีไซต พบแผกระจายตัวทั้งบนภูมิประเทศทเปนภูเขาสูง ที่เนิน และที่ราบ
แตมักพบบริเวณภูเขาสูงเปนสวนใหญ พบบริเวณตอนกลางของจังหวัดนาน พบแผกระจายตัวของ
หินไรโอไลต หินเดไซต หินไรโอลิติกทัฟฟ แผกระจายตัวตอเนื่องในแนวเหนือ-ใต บางบริเวณแผกระจาย
ตัวเปนหยอม ในพนที่ตำบลสะเนียน ตำบลสวก ตำบลดูใต ตำบลกองควาย อำเภอเมืองนาน ตำบลแมขะนิง
ื้
ั
ตำบลทุงศรีทอง ตำบลน้ำปว และตำบลไหลนาน อำเภอเวียงสา กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกบ
ู
หินภูเขาไฟยุคจแรสซิก (Jv)
ก ข
รูปที่ 3.18 กลุมวิทยาหิน VOL1 ในพื้นที่จังหวัดนาน ก. หินแอนดีไซต โผลปรากฏบริเวณบานปาแพะ
ตำบลแมขะนิง อำเภอเวียงสา จังหวัดนาน ซึ่งมีการผุพังคอนขางมาก ใหชั้นดินคอนขางหนา พิกัด 47P
666551 E 2069972 N สูงจากระดับน้ำทะเล 467 เมตร ข. ลักษณะผิวสดของหินเดไซต
3.7.15 กลุมวิทยาหิน VOL2
ั
กลุมวิทยาหิน VOL2 หินอคนีภูเขาไฟประกอบดวยแรสีจาง เปนกลุมวิทยาหินที่เปนหินอคนี
ั
ั
ิ
ภูเขาไฟ ที่ประกอบดวยหินอคนีที่มากดวยแรสีจาง ไดแก หินไรโอไลต หนไรโอลิติกทัฟฟ และหินเดไซต
พบแผกระจายตัวทั้งบนภูมิประเทศทเปนภูเขาสูง ที่เนิน และที่ราบ แตมักพบบริเวณภูเขาสูงเปนสวนใหญ
ี่
พบบริเวณดานทิศตะวันตกของจังหวัดนาน พบการแผกระจายตัวของหินไรโอไลต หินไรโอลิติกทัฟฟ
แผกระจายตัวตอเนื่องในแนวประมาณเหนือ-ใต ในพนที่ตำบลบานพ ตำบลปาคาหลวง ตำบลสวด
ื้
ี้
ตำบลบานฟา อำเภอบานหลวง ตำบลยาบหวนา ตำบลแมขะนิง ตำบลอายนาไลย อำเภอเวียงสา
ั
ตำบลปงสนุก ตำบลแมสาคร อำเภอเวียงสา ตำบลน้ำตก ตำบลสันทะ ตำบลบัวใหญ อำเภอนานอย
กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกับหินภูเขาไฟยุคจูแรสซิก (Jv)
- 47 -
ก ข
ิ
รูปที่ 3.19 กลุมวิทยาหิน VOL1 ในพื้นที่จังหวัดนาน ก. หินไรโอลิติกทัฟฟ โผลปรากฏบรเวณภูเขา
ริมทางหลวงหมายเลข 1216 บานขุนสถาน ตำบลสันทะ อำเภอนานอย จังหวัดนาน พิกัด 47P 662092 E
2021476 N สูงจากระดับน้ำทะเล 1,049 เมตร ข. ลักษณะหินไรโอลิติกทัฟทสีมวงและสีเทาขาว
3.7.16 กลุมวิทยาหิน COL
กลุมวิทยาหิน COL ตะกอนเชิงเขา ไดแก ตะกอนกรวดเปนสวนใหญ คละขนาด
มีการคัดขนาดไมดี พบตะกอนทราย ทรายแปง และดินเหนียวรวมดวย พบกระจายตัวเปนหยอม ๆ
บนภูมิประเทศที่เปนเนิน หรือเปนหุบเขา รองเขา และที่ราบเชิงเขา แตบางบริเวณอาจพบบนภูเขาสูง
ซึ่งเกิดจากการสะสมตัวเปนชั้นหนา โดยหนวยตะกอนนี้เปนหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่สามารถบงชี้ถึง
ิ
รองรอยดนถลมในพื้นที่ตาง ๆ ได พบบริเวณทางดานทิศตะวันตกของจังหวัดนาน ในพื้นที่ตำบลปาคาหลวง
ตำบลบานฟา และตำบลบานพี้ อำเภอบานหลวง จังหวัดนาน พบตะกอนเชิงเขาที่มีลักษณะเปน
ชั้นแผกระจายตัวเปนบริเวณกวางบนภูมิประเทศที่เปนที่เนินเขา โดยเม็ดตะกอนจะคอนขางกลมมน และ
มีความเปนทรงกลมสูง สวนตะกอนเชิงเขาที่พบกระจายตัวบริเวณราบเชิงเขา และบริเวณทางน้ำ ลำหวย
ี
พบเปนเศษหินที่มลักษณะเปนกึ่งเหลี่ยม ถึงกึ่งกลมมน ไมมการสะสมตัวเปนชั้น อนุมานวาสะสมตัวจาก
ี
เหตุการณการเกดดินถลมเมื่อไมนานมานี้ บริเวณทางตอนกลางคอนไปทางตะวันตกของจังหวัดนาน
ิ
ในพื้นที่ตำบลยาบหัวนา ตำบลอายนาไลย อำเภอเวียงสา จังหวัดนาน พบตะกอนเชิงเขาแผกระจายตัว
ึ
เปนหยอมๆ โดยตะกอนเชิงเขาที่พบบนสภาพภูมิประเทศที่เปนเนินเปนสวนใหญไปจนถงภูเขาที่มี
ความสูงไมมากจะมลักษณะเปนชั้น เม็ดตะกอนจะคอนขางกลมมน และมีความเปนทรงกลมสูง
ี
โดยที่บริเวณใกลดอยวังเย็น ตำบลแมสาคร พบชั้นตะกอนเชิงเขาทมีการสะสมตัวของตะกอนที่มากดวย
ี่
เศษหน (clast supported) ซึ่งเศษหินประกอบดวยหินทราย หินฮอรนเฟลส หินชนวน หินไรโอไลต
ิ
ี
มีเนื้อพื้น (matrix) เปนตะกอนทรายขนาดทรายละเอยดถึงทรายปานกลาง สะสมตัวเปนชั้นหนามากกวา
40 เมตร สวนตะกอนเชิงเขาที่พบกระจายตัวบริเวณราบเชิงเขา และในบริเวณทางน้ำ ลำหวย พบเปน
ื้
เศษหินแผกระจายบนพนราบ ไมมีการสะสมตัวเปนชั้น บริเวณดานทิศตะวันออกและทางตอนเหนือ
ในพื้นที่อำเภอบอเกลือ พบตะกอนเชิงเขาแผกระจายตัวเปนหยอม ๆ โดยตะกอนเชิงเขาที่พบบนสภาพ
ภูมิประเทศที่เปนเนินเปนสวนใหญไปจนถึงภูเขาทมีความสูงไมมากจะมีลักษณะเปนชั้น เม็ดตะกอน
ี่
จะคอนขางกลมมน และมีความเปนทรงกลมสูงมขนาดตะกอนที่ตางกนในแตละบริเวณตามแองสะสม
ี
ั
ตะกอนยอยแตละบริเวณ กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกับหนวยตะกอนเชิงเขา (Qc)
- 48 -
ก ข
ิ
รูปที่ 3.20 กลุมวทยาหิน COL ในพื้นที่จังหวัดนาน ก. ตะกอนเชิงเขาที่สะสมตัวเปนชั้นหนา ปรากฏเปน
ั
ิ
ลักษณะภูมประเทศแบบภูเขา บริเวณใกลดอยวงเย็น ตำบลแมสาคร อำเภอเวยงสา จังหวัดนาน พิกัด 47P
ี
678744 E 2050088 N สูงจากระดับน้ำทะเล 255 เมตร ข. ลักษณะตะกอนเชิงเขาประกอบดวย กรวดเปน
สวนใหญ คละขนาด มีการคัดขนาดไมดี พบตะกอนทราย ทรายแปง และดินเหนียวรวมดวย
3.7.17 กลุมวิทยาหิน AL
กลุมวิทยาหิน AL ตะกอนน้ำพา ไดแก ตะกอนกรวด ทราย ทรายแปง และดินเหนียว
พบกระจายตัวเปนที่ราบระหวางเขา ที่ราบตามลำน้ำสายตางๆ เชน แมน้ำนาน แมน้ำวา เปนตน
ื้
ประชาชนในพนที่ใชประโยชนเปนพื้นที่ทำการเกษตรเพาะปลูก เชน นาขาว ไรขาวโพด เปนตน และเปน
ที่ตั้งของชุมชนที่อยูอาศัยสวนใหญในจังหวัดนาน กลุมวิทยาหนนี้สามารถเชื่อมโยงไดกบหนวยตะกอนน้ำ
ิ
ั
พา (Qa) เปนกลุมตะกอนน้ำพาเดิมและปจจุบัน
3.7.18 กลุมวิทยาหิน TER
กลุมวิทยาหิน TER ตะกอนตะพกลำน้ำ ไดแก ตะกอนกรวด ทราย ทรายแปง และดินเหนียว
ั
พบกระจายตัวเปนเนินเขาตามลำน้ำสายตางๆ เชน แมน้ำนาน แมน้ำวา เปนตน พบถดจากบริเวณที่เปน
ั
ที่ราบน้ำพาเดิม และปจจุบัน กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกับหนวยตะกอนตะพกลำน้ำ (Qt)
ั
- 49 -
รูปที่ 3.21 แผนที่กลุมวิทยาหินจังหวดนาน (กรมทรัพยากรธรณี, 2564)
ั
- 50 -
ื
้
ี
่
ุ
ิ
ิ
ตารางท่ 3.2 คำอธบายกลมวิทยาหนในพนทจงหวดนาน
ั
ั
ี
คำอธิบาย
(EXPLANATION)
กลุมวิทยาหิน
LITHOLOGIC GROUP
ิ
็
ี
ี่
CG1 หินกรวดมน ทมเมดกรวดเปนแรควอตซและเศษหน (Trpd) กลุมวิทยาหินที่ประกอบดวย
หินกรวดมนเปนสวนใหญ ที่มีเม็ดกรวดเปนแรควอตซและเศษหิน และมีตัวเชื่อมประสานเปนเศษหิน
ึ
ึ
ี
CG1 ขนาดทรายละเอยดถงทรายปานกลาง ประกอบดวย หินกรวดมนชั้นหนาไปจนถงชั้นหนามาก
มีเม็ดกรวดเปนแรควอตซและเศษหิน ขนาด granule-cobble มีตัวเชื่อมประสานเปนเศษหิน
ขนาดทรายละเอียดถงทรายปานกลาง บางบริเวณพบแทรกชั้นหรือแทรกสลับกบหินทราย
ั
ึ
เนื้อกรวดมน หินทรายเม็ดหยาบถึงหยาบมาก หินโคลน และหินดินดาน
ี่
ี
CG2 หินกรวดมน ที่มเม็ดกรวดเปนหินปูน (Jpkk)กลุมวิทยาหินทประกอบดวยหินกรวดมนเปน
ึ
สวนใหญ ที่มีเม็ดกรวดเปนหินปูนเปนสวนใหญ และมีตัวเชื่อมประสานเปนตะกอนขนาดทรายแปงถง
็
ึ
ดินเหนียว ประกอบดวย หินกรวดมนชั้นหนาไปจนถงชั้นหนามาก มีเมดกรวดเปนเศษหินปูน
ึ
ขนาด granule-cobble มีตัวเชื่อมประสานเปนตะกอนขนาดทรายแปงถงดินเหนียวสีน้ำตาลแดง
CG2 มักพบแทรกชั้นหรือแทรกสลับกบหินโคลนและหินดินดานสีน้ำตาลแดง ประกอบดวย หินกรวดมน
ั
ิ
ชั้นหนาไปจนถงชั้นหนามาก มีเม็ดกรวดเปนเศษหนปูน ขนาด granule-cobble มีตัวเชื่อมประสาน
ึ
ั
เปนตะกอนขนาดทรายแปงถึงดินเหนียวสีน้ำตาลแดง มักพบแทรกชั้นหรือแทรกสลับกบหนโคลน
ิ
และหินดินดานสีน้ำตาลแดง
CG3 หินกรวดมนเชื่อมประสานดวยเหล็กออกไซต กลุมวิทยาหินที่ประกอบดวยหินกรวดมน
สีน้ำตาลแดงเปนสวนใหญ ที่มีเม็ดกรวดเปนแรควอตซ และมีตัวเชื่อมประสานเปนตะกอนทราย
ี
ั
ึ
CG3 สีน้ำตาลแดงขนาดทรายละเอยดถงทรายหยาบ พบรวมกบหินทรายเนื้อกรวดมนสีน้ำตาลแดง
ู
ิ
ประกอบดวย หินกรวดมนชั้นหนาไปจนถงชั้นหนามาก มีเม็ดของหนปนและหินออน มีตัวเชื่อม
ึ
ึ
ประสานเปนตะกอนขนาดทรายขนาดทรายละเอียดถงทรายหยาบสีน้ำตาลแดง แทรกชั้นกับ
หินทรายแปงสีน้ำตาลแดงและหินทรายเนื้อกรวดมนสีน้ำตาลแดง
SS1 หินทรายเนื้อเกรยแวก (J/JK/Jpk/TrJ/Trpd/Trwc/PTr) กลุมวิทยาหินที่ประกอบดวย
หินเกรยแวก หินทรายลิทิคแว็ก และหินทรายเนื้อทัฟฟ เปนสวนใหญ ไดแก หินทรายเกรยแวก
SS1 หินทรายลิทิคแว็ก และหินทรายเนื้อทัฟฟ ชั้นหนาไปจนถงมวลหนาไมแสดงชั้น บางบริเวณพบเปน
ึ
หินทรายชั้นหนาแทรกสลับหรือแทรกชั้นกับหินตะกอนเนื้อละเอียดชั้นบาง
ิ
ิ
SS2 หนทรายอารโคส หนทรายเนื้อควอตซ (Kbk/Kck/Ksk/Ksp/J/JK/Jnr/Jpk/Jpkk /Trpd)
กลุมวิทยาหินที่ประกอบดวยหินทราย อารโคส หินทรายเนื้อควอตซ เปนสวนใหญ ไดแก หินทราย
SS2
เนื้ออารโคส หินทรายเนื้อควอตซ ชั้นบางไปจนถึงชั้นหนามาก บางบริเวณพบเปนหินทรายชั้นหนาที่
มีการแทรกสลับหรือแทรกชั้นกับหินตะกอนเนื้อละเอียดชั้นบาง
- 51 -
ิ
ื
ิ
ุ
ั
ั
่
้
ี
ี
ตารางท่ 3.2 คำอธบายกลมวิทยาหนในพนทจงหวดนาน (ตอ)
คำอธิบาย
(EXPLANATION)
กลุมวิทยาหิน
LITHOLOGIC GROUP
FS1 หิ นตะกอน เนื้ อละเอียด แท รกสลับ หิ นท รายเนื้ อเกรยแวก(J/JK/Jnr/Jpk/
Jpkk/Trj/Trpd/Trwc/Thk/PTr/Pkl/CP) กลุมวิทยาหินที่ประกอบดวยหินตะกอนเนื้อละเอยด
ี
เม็ดตะกอนขนาดดินเหนียวถึงทรายแปงเปนสวนใหญ ไดแก หนโคลน หินดินดาน และหินทรายแปง
ิ
FS1 สวนใหญมสีเทาเขียว สีเทาชมพ สีเทาเหลือง บางบริเวณมีสีน้ำตาลแดง มักพบแทรกสลับหรือแทรก
ี
ู
ั
ิ
ชั้นกบหินทรายเกรยแวก หินทรายเนื้อทัฟฟ บางบริเวณหนดินดานมีการแปรสภาพเปนหินดินดาน
กึ่งชนวน หินดินดานบางบริเวณมีลักษณะเนื้อมันวาวคลายหินฟลไลต
FS2 หินตะกอนเนื้อละเอียดเชื่อมประสานดวยเหล็กออกไซด
(K/Ksk/Ksp/Kbk/Kck/J/Jnr/Jpk/Jpkk/TrJ/Trpd)
ี
กลุมวิทยาหินที่ประกอบดวยหินตะกอนเนื้อละเอยด เม็ดตะกอนขนาดดินเหนียวถงทรายแปงเปน
ึ
FS2 สวนใหญ มักพบแทรกสลับหรือแทรกชั้นกับหินทรายเนื้ออารโคส และหินทรายเนื้อควอตซ ไดแก
หินโคลน หนดินดาน และหินทรายแปง สวนใหญมีสีน้ำตาลแดง และสีมวงมารูน บางบริเวณมีสีเทา
ิ
ิ
ั
เขียว เนื้อหนมักแสดงการแตกเปนแทงคลายดินสอ และการแตกแบบกลีบหัวหอมจากการผุพงทาง
กายภาพ มักพบแทรกสลับหรือแทรกชั้นกับหินทรายเนื้ออารโคส หินทรายเนื้อควอตซ
CB1 หินคารบอเนต (Jpkk/Trkp /Trpd /Trwc /Pph /PTr) กลุมวิทยาหินจำพวกหินคารบอเนต
ที่มีลักษณะเปนชั้นหนามากไปจนถึงเปนมวลหนาที่ไมแสดงชั้นเปนสวนใหญ บางบริเวณพบแทรกชั้น
CB1 หรือแทรกสลับกบหินดินดานและหนโคลน ไดแก หินปน หินปูนเนื้อโดโลไมต หินโดโลไมต หินปูน
ิ
ู
ั
เนื้อดิน รวมถึงหินออน บริเวณที่เปนชั้นหนาถึงมวลหนาไมแสดงชั้นมักแสดงลักษณะธรณีสัณฐาน
แบบคาสต และมักพบมีการแทรกสลับกับหินดินดานและหินโคลน
CT หินแปรสัมผัสที่มากดวยแรควอตซ กลุมวิทยาหินที่เปนหินแปรสัมผัสที่มากดวยแรควอตซ ไดแก
CT หินควอรตไซต หินฮอรนเฟลส
F-MET1 หินแปรที่มริ้วขนานเกรดต่ำ (Jv/C/PTr) กลุมวิทยาหินจำพวกหินแปรที่มีริ้วขนาน ไดแก
ี
F-MET1
หินชนวน หินดินดานกงชนวน หนดินดานเนือมนวาวคลายฟลไลต คาตาคลาไซต และหินไมโลไนต
ิ
่
ึ
้
ั
ั
MU1 หินอัคนีชนิดเมฟกและอัลตราเมฟก (CPu) กลุมวิทยาหินจำพวกหินอคนีชนิดเมฟกและ
MU1 อลตราเมฟก ไดแก หินดันไนท หินเพอริโดไทต หินแกบโบร และหนบะซอลต สวนใหญมเนื้อแนน
ี
ั
ิ
และแข็ง
- 52 -
ิ
ื
ี
ิ
้
ตารางท่ 3.2 คำอธบายกลมวิทยาหนในพนที่จังหวัดนาน (ตอ)
ุ
คำอธิบาย
(EXPLANATION)
กลุมวิทยาหิน
LITHOLOGIC GROUP
ึ
GR หินแกรนิต (Tgr) กลุมวิทยาหินจำพวกหินแกรนิต ไดแก หินแกรนิต หินแกรโนไดโอไรต รวมถง
GR หินไดโอไรต
VOL1 หินอัคนีภูเขาไฟประกอบดวยแรสีจางถึงปานกลาง (Jv) กลุมวิทยาหินจำพวกหินอัคนีภูเขา
VOL1 ไฟ ที่ประกอบดวยหินอคนีที่มากดวยแรสีจางพบรวมกบหินอัคนีสีปานกลาง ไดแก หินไรโอไลต
ั
ั
หินไรโอลิติก-ทัฟฟ และหินแอนดีไซต
ี่
VOL2 หินอัคนีภูเขาไฟประกอบดวยแรสจาง (Jv) กลุมวิทยาหินทเปนหินอัคนีภูเขาไฟ
ี
VOL2
ที่ประกอบดวยหินอคนีที่มากดวยแรสีจาง ไดแก หินไรโอไลต หินไรโอลิติก-ทัฟฟ และหินเดไซต
ั
COL ตะกอนเชิงเขา (Qc) กลุมตะกอนเชิงเขา ไดแก ตะกอนกรวดเปนสวนใหญ คละขนาด
COL มการคดขนาดไมดี พบตะกอนทราย ทรายแปง และดินเหนยวรวมดวย
ี
ั
ี
AL ตะกอนตะพักลำน้ำ (Qa) กลุมตะกอนน้ำพาเดิม และปจจุบัน ไดแก ตะกอนกรวด ทราย
AL ทรายแปง และดินเหนียว
ั
TER ตะกอนน้ำพา (Qt/T) กลุมตะกอนตะพกลำน้ำ ไดแก ตะกอนกรวด ทราย ทรายแปง และ
TER ดินเหนียว
บทที่ 4
วิธีการศึกษา
4.1 ขั้นรวบรวมข้อมูล
ึ
การศกษาและรวบรวมงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการทำแบบจำลองต่าง ๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้
ในการศึกษาพนที่ออนไหวต่อการเกิดดินถล่มให้มีความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนข้อมูลได้ง่าย และ
่
ื้
ทันสมัย โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูล 3 ลักษณะ ดังนี้
ื้
ื่
1) รวบรวมข้อมูลพนฐานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการดินถล่ม เพอจัดทำฐานข้อมูล
สารสนเทศภูมิศาสตร์ ประกอบด้วย ข้อมูลด้านธรณีวิทยา ธรณีโครงสร้าง ข้อมูลแบบจำลองภูมิประเทศ
เชิงเลข (DEM) ปริมาณน้ำฝน และข้อมูลตำแหน่งร่องรอยดินถล่มในอดีต
2) การเก็บรวบรวมข้อมูลเอกสารที่เกี่ยวข้อง จากแหล่งเอกสารต่าง ๆ เช่น ห้องสมุด
ฐานข้อมูลของกรมทรัพยากรธรณี และเว็บไซต์ต่าง ๆ
ื้
3) การรวบรวมผลงานที่เคยทำมาก่อนในพนที่ศึกษา โดยการค้นหาจากฐานข้อมูลของ
กรมทรัพยากรธรณี และเว็บไซต์ต่าง ๆ
4.2 การสำรวจลักษณะทางธรณีวิทยา
ื่
การสำรวจธรณีวิทยาในพนที่ศึกษา มีจุดประสงค์หลักเพอรวบรวมข้อมูลธรณีวิทยาในสนาม
ื้
ทั้งหมด ได้แก่ ข้อมูลชนิดหิน โครงสร้างทางธรณีวิทยา การแผ่กระจายตัวของหิน การลำดับชั้นหิน
ความต่อเนื่องของชั้นหิน และข้อมูลเกี่ยวกับธรณีพบัติภัยดินถล่มในพนที่ศึกษา โดยการสำรวจธรณีวิทยา
ิ
ื้
มีขั้นตอนการสำรวจดังต่อไปนี้
1) การเตรียมข้อมูลพื้นฐานก่อนการเก็บข้อมูลภาคสนาม ได้แก่ การเตรียมแผนที่ภูมิประเทศ
ื้
ข้อมูลพนฐาน และการรวบรวมข้อมูลด้านธรณีวิทยาของพนที่จากรายงานการสำรวจธรณีวิทยาในพนที่
ื้
ื้
เช่น แผนที่ธรณีวิทยามาตราส่วน 1:50,000 และแผนที่ธรณีวิทยามาตราส่วน 1:250,000 และรายงาน
จำแนกเขตเพื่อการจัดการด้านธรณีวิทยาและทรัพยากรธรณี จังหวัดน่าน ปี พ.ศ. 2549
2) การวางแผนการสำรวจโดยการกำหนดเส้นทางการสำรวจให้ครอบคลุมพนที่เสี่ยงภัย
ื้
ดินถล่ม และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลเดิม
3) การเตรียมอปกรณ์สำรวจภาคสนาม เช่น ค้อนธรณีวิทยา (Geological hammer)
ุ
เข็มทิศ (Compass) แฮนด์เลนส์ (Hand lens) สมุดบันทึก (Field notebook) อปกรณ์บอกพกัด
ุ
ิ
ตำแหน่งด้วยดาวเทียม (Global Positioning System, GPS) กล้องถ่ายรูป และอุปกรณ์เก็บตัวอย่าง
ื่
ี
4) สำรวจเก็บข้อมูลขั้นรายละเอยด รวบรวม และบันทึกขอมูลทางธรณีวิทยา เพอจัดกลุ่มหิน
้
ื้
ในพนที่ศึกษาตามลักษณะทางวิทยาของหิน เช่น ข้อมูลชนิดหิน การลำดับชั้นหิน การกระจายตัวของหิน
ธรณีวิทยาโครงสร้าง และถ่ายภาพเพื่อใช้ประกอบการเขียนรายงาน
- 54 -
4.2.1 หลักการจำแนกกลุ่มวิทยาหินสำหรับการศึกษาดินถล่ม
ี
วิทยาหิน (lithology) เป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดดินถล่ม อกทั้งเป็น
หินต้นกำเนิดของดินชนิดต่าง ๆ ที่มีคุณสมบัติทางวิศวกรรมที่อาจเกี่ยวข้องกับประเภทการเกิดดินถล่ม
ั
ชนิดต่าง ๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของดินที่เป็นผลมาจากการผุพงของชั้นหินต้นกำเนิด ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้
ื้
ได้ทำการจำแนกลักษณะวิทยาหินแบบต่าง ๆ ที่พบกระจายตัวในพนที่ศึกษาให้เป็นหน่วยหินที่มีลักษณะ
วิทยาหินแบบต่าง ๆ ที่มีความคล้ายคลึงกันให้อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม เรียกว่า กลุ่มวิทยาหิน (lithological
ื่
group) เพอบ่งชี้ความสัมพนธ์ระหว่างกลุ่มวิทยาหินกับร่องรอยดินถล่มที่เกิดขึ้นทั้งในอดีตและปัจจุบัน
ั
และความสัมพนธ์ระหว่างกลุ่มวิทยาหินที่เป็นหินต้นกำเนิดดินกับกลุ่มดินชนิดต่าง ๆ ที่กระจายตัว
ั
ในพื้นที่ศึกษาที่มีคุณสมบัติทางวิศวกรรมที่แตกต่างกันให้มีความชัดเจนมากขึ้น
4.2.2 ปัจจัยที่เป็นเกณฑ์ในการจำแนกหน่วยหิน
หน่วยหิน (rock unit) หมายถึง เนื้อหินมีลักษณะปรากฏที่สม่ำเสมอและสามารถทำแผนที่ได้
ซึ่งหน่วยหินถือเป็นหน่วยขั้นพื้นฐานสำหรับการทำแผนที่ในระบบการจำแนกประเภทของวัสดุหินในสนาม
(Rock Material Field Classification system; RMFC) (Natural Resources Conservation Service,
ื่
2012) ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ใช้การทำแผนที่เพอระบุการกระจายตัว (distribution) ของกลุ่มวิทยาหิน
แบบต่าง ๆ ที่ปรากฏบนพื้นผิวภูมิประเทศ โดยได้กำหนดกลุ่มวิทยาหินขึ้นมาเป็นหน่วยหินเท่านั้น ไม่ได้มี
ิ
การลำดับชั้นหินหรือพจารณาอายุและการวางตัวของชั้นหินแต่อย่างใด พจารณาจากลักษณะเด่นของ
ิ
วิทยาหินแบบต่าง ๆ ที่มีความคล้ายคลึงกัน เพื่อกำหนดเป็นหน่วยหินของกลุ่มวิทยาหินนั้น ๆ โดยใช้เกณฑ ์
การจำแนกวิทยาหินของ Dearman (1991) ซึ่งเป็นการจำแนกลักษณะวิทยาหินสำหรับงานใน
ทางวิศวกรรมและการทำแผนที่วิศวกรรมธรณี โดยประกอบด้วยเกณฑ์หลัก ๆ 4 ประการ ได้แก ่
1) ชนิดหินโดยทั่วไป (genetic type)
ชนิดหินโดยทั่วไปประกอบด้วยหินหลัก ๆ 3 ชนิด โดยแต่ละชนิดมีรายละเอียดดังนี้
ั
(1) หินอคนี (igneous rock): เป็นหินที่เกิดจากการเย็นตัวของแมกมา (magma) ทั้งที่
เย็นตัวบนผิวโลกเรียกว่า หินอัคนีพุ (extrusive igneous rock) และเย็นตัวใต้เปลือกโลกเรียกว่า หินอัคนี
แทรกซอน (intrusive igneous rock) ดังตารางที่ 4.1
(2) หินตะกอน (sedimentary rock): เป็นหินที่มีการเกิดหลากหลายรูปแบบ ได้แก่
เกิดจากอนุภาคที่แตกหักมาจากที่อน (detritus or terrigenous sediment) เกิดจากการตกผลึกของ
ื่
สารละลายเคมี หรือชีวเคมี (chemical or biochemical precipitation) และเกิดจากการทับถมของ
ซากอินทรียวัตถุ (organic material) ดังตารางที่ 4.2
ั
(3) หินแปร (metamorphic rock): เป็นหินที่เกิดจากการแปรสภาพ อนเนื่องมาจาก
ความร้อน (heat) ความดัน (pressure) และสารละลายเคมี (chemical fluid) ซึ่งสามารถแปรสภาพ
มาจากหินต้นกำเนิดที่เป็นได้ทั้งหินอัคนี หินตะกอน และหินแปร ดังตารางที่ 4.3
- 55 -
ตารางที่ 4.1 ตารางการจำแนกหินอัคนี (Dearman, 1991)
PYROCLASTIC IGNEOUS GENETIC GROUP
Massive Usual structure
At least 50% of Quartz, felspars, micas, Feldspar, Dark
grains are of dark minerals dark minerals minerals
igneous rock Composition
Acid Intermediate Basic Ultrabasic
Rounded grains: Very เ
Agglomerate Pegmatite coarse-
grained 60
Angular grains: Gabbro Coarse-
Volcanic breccia grained
Granite Diorite 2
Pyroxenite Medium-
Tuff Dolerite Peridotite grained 0.006 Predominant grain size (mm)
Fine-
Fine-grained tuff
grained 0.002
Rhyolite Andesite Basalt
Very fine- Very fine-
grained tuff grained
Volcanic Glassy
Glasses Amorphous
* A tuff containing both pyroclastic and detrital material, but predominantly pyroclastic, is called tuff.
- 56 -
ตารางที่ 4.2 ตารางการจำแนกหินตะกอน (Dearman, 1991)
CHEMICAL/
DETRITAL SEDIMENTARY GENETIC GROUP
ORGANIC
Bedded Usual structure
Salts,
Grains of rock, quartz, At least 50% of grains Carbonates, Composition
feldspar and clay minerals are of carbonate Silica
Carboneceous
Grains are of Saline rock: Very
rock fragment
coarse-
Rudaceous Rounded grains: Calcirudite Halite grained 60
conglomerate
Anhydrite
Gypsum Coarse-
Angular grains: breccia grained 2
Grains are mainly
Arenaceous mineral fragments Calarenite Medium-
grained
Sandstone: grain are
mainly mineral fragments
Siltstone: Limestone (undifferntiated) Calcreous rocks: Fine- 0.006 Predominant grain size (mm)
Limestone
50% fine
Dolomite
Agilliceous or Lutaceous Mudstone grained Marlstone Calcisiltite Siliceous rocks: grained 0.002
particles
Shale:
Chalk
Claystone:
Fissile
50% very
mudstone
Very fine-
Calcilutite
fine-fine
grained
Flint
particles Chert grained
Carbonaceous
rock: Glassy
Lignite Amorphous
Coal
- 57 -
ตารางที่ 4.3 ตารางการจำแนกหินแปร (Dearman, 1991)
METAMORPHIC GENETIC GROUP
Foliated Massive Usual structure
Quartz, felspar, micas, Quartz, felspar, micas, Composition
dark minerals dark minerals, carbonates
Tectonic
breccia Very
coarse-
grained
Migmatite 60
Hornfels
Marble Coarse-
Gneiss Granulite grained
Quartzite
2
Schist
Medium- Predominant grain size (mm)
Amphiolite grained
Phyllite 0.006
Slate Fine-
grained 0.002
Very fine-
grained
Mylonite
Glassy
Amorphous
- 58 -
2) ลักษณะโครงสร้างทางกายภาพของมวลหิน (physical structure of rock mass)
(1) เป็นชั้น (bedded): มักพบในหินตะกอน และชั้นตะกอนที่มีการสะสมตัวเป็นชั้น
ี
บางครั้งอาจพบในหินอัคนีพุหรือหินอัคนีภูเขาไฟที่มการปะทุหลาก
(2) เป็นริ้วขนาน (foliation): มักพบในหินแปร ที่เกิดจากกระบวนการแปรแบบไพศาล
(regional metamorphism) และกระบวนการแปรในบริเวณเขตรอยเลื่อนและเขตรอยเฉือน ซึ่งเป็นการแปร
แบบพลวัตร (dynamic metamorphism)
(3) เป็นมวลหนาที่ไมแสดงชั้น (massive): พบได้ทั่วไปในหินทุกชนิด โดยมักพบใน
่
หินอคนีแทรกซอนจำพวกหินแกรนิต หินตะกอนที่เกิดจากการสะสมตัวของสารละลายเคมีเป็นชั้นหนา
ั
จำพวกหินปูน และหินแปรจำพวกหินออน (marble) หินควอร์ตไซต์ (quartzite) และหินฮอร์นเฟลส์
่
(hornfels) เป็นต้น
3) ขนาดของอนุภาคที่เป็นองค์ประกอบของหินที่ปรากฏเด่นชัด (predominant grain size)
ซึ่งประกอบกันเป็นเนื้อหิน (texture)
(1) เม็ดหยาบมาก (very coarse-grained): ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่กว่า 60 มิลลิเมตร
(2) เม็ดหยาบ (coarse-grained): ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2-60 มิลลิเมตร
(3) เม็ดปานกลาง (medium-grained): ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.06-2 มิลลิเมตร
(4) เม็ดละเอียด (fine-grained): ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.002-0.06 มิลลิเมตร
(5) เม็ดละเอียดมาก (very fine-grained): ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่า 0.002 มิลลิเมตร
(6) เนื้อแก้ว (glassy) หรือ อสัณฐาน (amorphous): เป็นเนื้อที่ประสานกันเป็นเนื้อเดียว
4) แร่องค์ประกอบ (mineralogical composition)
ุ
แร่องค์ประกอบ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้มวลหินมีคณสมบัติเฉพาะต่าง ๆ ทางวิศวกรรม ได้แก่
ั
ความแข็งแรง ความถ่วงจำเพาะ และความคงทนต่อการผุพง การจำแนกลักษณะของแร่องค์ประกอบ
สามารถแบ่งออกเป็น 8 ลักษณะ ดังนี้
(1) เศษหิน (rock grains or lithic fragment): เป็นเศษแตกหักของหินดั้งเดิม
(pre-existing rock) ที่ถูกพัดพาจากตัวกลางมาสะสมตัวเป็นหินใหม่ มักพบในหินทราย หินกรวดมน และ
ั
บางครั้งอาจพบในหินอคนีแทรกซอนชนิดหินภูเขาไฟที่เกิดจากการประทุหลาก เช่น หินทัฟฟ์ (tuff)
(2) ควอตซ์ (quartz): เป็นแร่จำพวกแร่สีจาง (felsic mineral) ในชุดปฏิกิริยาของโบเวน
(Bowen’s reaction series) พบได้ในหินทุกชนิด มีความแข็งระดับ 7 ตามมาตรวัดความแข็งของโมห์
(Moh’s scale)
(3) เฟลด์สปาร์ (feldspars): พบอยู่ในหินอคนีทุกชนิด หินตะกอน และหินแปร
ั
โดยแร่เฟลด์สปาร์ประกอบด้วย โพแทสเซียมเฟลด์สปาร์ และแพลจิโอเคลสเฟลด์สปาร์
- 59 -
(4) แร่ชนิดเมฟิก (mafic) แร่สีเข้ม (dark-coloured) และแร่อนที่เกี่ยวข้องกัน: แร่ชนิดเมฟก
ิ
ื่
หรือแร่สีเข้มในชุดปฏิกิริยาของโบเวนประกอบด้วย แร่จำพวกโอลิวีน (olivine) ไพร็อกซีน (pyroxene)
ิ
และแอมฟโบล (amphibole) โดยมักพบในหินอัคนีชนิดอลตราเมฟก (ultramafic igneous rock) ได้แก่
ิ
ั
ั
หินดันไนท์ (dunite) หินเพอริโดไทต์ (peridotite) และหินอคนีชนิดเมฟก (mafic igneous rock) ได้แก่
ิ
หินบะซอลต์ (basalt) และหินแกบโบร (gabbro)
(5) แร่ดินเหนียว (clay minerals): แร่ดินเหนียวจัดเป็นแร่ที่มีการเกิดแบบทุติยภูมิ
ั
(secondary mineral) กล่าวคือ เกิดจากการเปลี่ยนสภาพ (alteration) ของแร่เดิมในหินจากการผุพง
ั
ทางเคมีของหิน (chemical weathering) ให้เกิดเป็นแร่ใหม่ ตัวอย่างเช่น แร่เฟลด์สปาร์ที่มีการผุพง
ทางเคมีแล้วเปลี่ยนสภาพเป็นแร่ดินขาว (kaolinite) โดยการผุพงนี้สามารถพบได้ในหินทุกชนิด
ั
ที่อยู่ในลักษณะภูมิอากาศแบบร้อนชื้น และแร่ดินเหนียวโดยส่วนใหญ่พบเป็นแร่ประกอบหินในหินตะกอน
ที่มีเนื้อค่อนข้างละเอียด ซึ่งมักพบมากในหินโคลน และหินดินดาน
(6) คาร์บอเนต (carbonates): ประกอบด้วย แร่ที่มีองค์ประกอบเป็นคาร์บอเนต (CO3)
เป็นหลัก เช่น แคลไซต์ (calcite) อะราโกไนต์ (aragonite) และโดโลไมต์ (dolomite) มักพบมากใน
ึ
หินตะกอนที่ตกผลึกจากสารละลายเคมีและชีวเคมี ได้แก่ หินปูน หินโดโลไมต์ รวมถงหินแปรอย่างหินอ่อน
(7) วัตถุจำพวกเกลือกินระเหย (salt, evaporite) วตถุจำพวกเนื้อปนซิลิกา (siliceous
ั
ั
materials) และวตถุจำพวกเนื้อปนคาร์บอเนต (carbonaceous materials): วัตถุจำพวกเกลือหิน
ระเหยซึ่งเกิดจากสารละลายเกลือ โดยทั่วไปจะไม่พบโผล่ปรากฏบนผิวดิน วัตถุจำพวกเนื้อปนซิลิกา
โดยทั่วไปมักพบเป็นลักษณะหินที่ถูกแทนที่ด้วยซิลิกา (silicification) เช่น หินปูนที่ถูกแทนที่ด้วยซิลิกา
(silicified limestone) ส่วนวัตถุจำพวกคาร์บอเนต โดยทั่วไปมักพบในหินที่เกิดในสภาพแวดล้อมร่วมกับ
หินคาร์บอเนต เช่น หินดินดานเนื้อคาร์บอเนต (carbonaceous shale) และหินโคลนเนื้อคาร์บอเนต
(carbonaceous mudstone) เป็นต้น
(8) แก้ว (glass): เป็นเนื้อหินที่มีลักษณะเป็นแก้ว มีแก้วเป็นองค์ประกอบ โดยทั่วไปมักพบ
เห็นได้ไม่มากนัก ส่วนใหญ่พบในหินอัคนีพุที่เย็นตัวบนผิวโลกอย่างรวดเร็ว เช่น หินออบซิเดียน (obsidian)
4.3 การจัดการข้อมูล
ข้อมูลพนฐานเบื้องต้นจะถูกทำให้อยู่ในระบบข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ ประกอบด้วย
ื้
ข้อมูลด้านธรณีวิทยา ข้อมูลธรณีโครงสร้าง ข้อมูลลักษณะภูมิประเทศ ข้อมูลแบบจำลองระดับสูงเชิงเลข
ปริมาณน้ำฝน การใช้ประโยชน์ที่ดิน และตำแหน่งร่องรอยดินถล่มในอดีต ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกจัดเก็บ
อยู่ในลักษณะเป็นกริด (raster data) คือ ข้อมูลที่มีโครงสร้างเป็นช่องเหลี่ยม เรียกว่า จุดภาพ หรือ grid cell
ที่มีการเรียงต่อเนื่องกันในแนวราบและแนวดิ่ง ซึ่งมีความละเอยด 10x10 เมตร และในรูปแบบข้อมูล
ี
ื้
เชิงเส้นสำหรับข้อมูลร่องรอยดินถล่ม ทั้งนี้การวิเคราะห์ การประมวลผล และการแสดงผลข้อมูลเชิงพนที่
จะอยู่ในรูปแบบระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ดังตารางที่ 4.4
- 60 -
ตารางที่ 4.4 สรุปชนิดและแหล่งที่มาของข้อมูล
ค่าพิกัด
ชนิดข้อมูล ปี รูปแบบข้อมูล ความละเอียด อ้างอิงทาง แหล่งที่มา
ภูมิศาสตร ์
ALOS PALSAR 2009 ข้อมูลแสดงลักษณะ 12.5 เมตร(m) WGS84 https://vertex.daac.
DEM เป็นกริด (raster data) asf.alaska.edu/#
Google images 1989- ข้อมูลแสดงลักษณะ 10 เมตร (m) WGS84 Google earth pro
2021 เป็นกริด (raster data)
การใช้ประโยชน์ 2020 ข้อมูลแสดงลักษณะ 10 เมตร (m) WGS84 https://www.arcgis.
ที่ดิน (Landuse) เป็นกริด (raster data) com/apps/instant/m
edia/index.html?appi
d=fc92d38533d4400
78f17678ebc20e8e2
แผนที่ธรณีวิทยา 2559 ข้อมูลแสดงทิศทาง 1:50,000 และ WGS84 กรมทรัพยากรธรณี
(vector Data) 1:250,000
แผนที่ 2527 ข้อมูลแสดงทิศทาง 1:50,000 WGS84 กรมแผนที่ทหาร
ภูมิประเทศ (vector Data)
ปริมาณน้ำฝน 2561 ข้อมูลแสดงทิศทาง รายวัน WGS84 กรมอุตุนิยมวิทยา
(vector Data)
4.4 การทำแผนที่ร่องรอยดินถล่ม
แผนที่ร่องรอยดินถล่มเป็นแผนที่แสดงตำแหน่ง ความหนาแน่น การกระจายตัวของดินถล่ม
ชนิดของดินถล่ม รวมถึงวันที่เกิดเหตุการณ์ดินถล่มแต่ละพนที่ ซึ่งมีความสัมพนธ์กับปัจจัยที่ควบคุม
ื้
ั
การเกิดดินถล่ม เช่น ลักษณะทางธรณีวิทยา ธรณีวิทยาโครงสร้าง ลักษณะภูมิประเทศ และสภาพอากาศ
ด้วยเหตุนี้การทำแผนที่ร่องรอยดินถล่มจึงมีความสำคัญที่ใช้สำหรับเป็นข้อมูลตั้งต้นในการทำนายการเกิด
ดินถล่มในอนาคตได้
ในการศึกษาครั้งนี้จัดทำข้อมูลตำแหน่งร่องรอยดินถล่ม โดยอาศัยเทคนิคการรับรู้ระยะไกล
ด้วยการแปลด้วยสายตา (visual interpretation) จากภาพถ่ายดาวเทียมภายใต้แอปพลิเคชัน Google
Earth Pro โดยมีหลักการจำแนกลักษณะของดินถล่มตามชนิดและลักษณะที่เห็นบนภาพถ่าย ดังตารางที่
ื้
4.5 เป็นการหาความแตกต่างของพนที่ระหว่างลักษณะรอยดินถล่ม ซึ่งมักแสดงสีของดินอาจเป็น
สีน้ำตาลแดง หรือขาว (รูปที่ 4.1) ซึ่งเกิดจากการเปิดหน้าดิน/หินในบริเวณนั้น กับลักษณะพนที่รอบข้าง
ื้
ซึ่งมักเป็นพนที่ป่าสีเขียว หรือพนที่ร้างโล่งเตียน (bare land) โดยสามารถตรวจจับร่องรอยดินถล่ม และ
ื้
ื้
สามารถกำหนดตำแหน่งจากภาพดาวเทียมโดยอาศัยความเข้าใจเกี่ยวกับชนิดของดินถล่มกับลักษณะ
ภูมิประเทศโดยรอบ รวมถึงความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะของดินถล่มที่แสดงออกมาบนภาพดาวเทียมหรือ
ภาพถ่ายทางอากาศ โดยทั่วไปแล้วมีเกณฑ์การแปลตามปัจจัยต่อไปนี้
1) ลักษณะธรณีสัณฐาน
2) ลักษณะทางน้ำ การผุพัง และระบบอุทกวิทยา
3) ลักษณะของสีของดิน/หิน
- 61 -
4) ลักษณะพืชพรรณที่ปกคลุม
5) กิจกรรมของมนุษย์ และการใช้ประโยชน์ที่ดิน
อย่างไรก็ตามการเข้าพนที่เพอตรวจสอบความถูกต้องของการแปลข้อมูลจากภาพถ่าย
ื้
ื่
จะทำให้แผนที่ร่องรอยดินถล่มมีความละเอียด แม่นยำ และถูกต้องมากยิ่งขึ้น (รูปที่ 4.2)
ตารางที่ 4.5 หลักการจำแนกลักษณะของดินถล่มจากการแปลความหมายภาพถ่ายทางอากาศและ
ภาพดาวเทียม (ดัดแปลงจาก Miller, 2007 และ Soeters and Westen, 1996)
Type of Characteristic based on morphology, vegetation, and drainage visible on stereo images
Movement
Fall and Morphology Distinct wall or free face in association with scree slopes (20 to 30 degrees)
topple and dejection cones; jointed rock wall (>50 degrees) with fall chutes.
Vegetation Linear scars in vegetation along frequent rock fall paths; vegetation density
low on active scree slopes.
Drainage No specific characteristics.
Rotational Morphology Abrupt changes in slope morphology characterised by concave (niche) and
slide convex (runout lobe) forms; often steplike slopes; semilunar crown and
lobate frontal part; back-tilting slope facets, scarps, hummocky morphology
on depositional part; D/L = ratio 0.3 to 0.1 slope 20 to 40 degrees.
Vegetation Clear vegetational contrast with surrounding, absence of land use indicative
for activity; differential vegetation according to drainage conditions.
Drainage Contrast with nonfailed slopes; bad surface drainage or ponding in niches or
back-tilting areas; seepage in frontal part of runout lobe.
Compound Morphology Concave and convex slope morphology; concavity often associated with
slide linear grabenlike depression; no clear runout but gentle convex or bulging
frontal part; back-tilting facet associated with (small) antithetic faults; D/L
ratio 0.3 to 0.1, relatively broad in size.
Vegetation As with rotational slides, although slide mass will less disturbed.
Drainage Imperfect or disturbed surface drainage, ponding in depressions and in rear part
of slide.
Translational Morphology Joint controlled crown in rock slides, smooth planar slip surface, relatively
slide shallow, certainly in surface material over bedrock; D/L < 0.1 and large width;
runout hummocky, rather chaotic relief, with block size decreasing with larger
distance.
Vegetation Source area and transportational path denuded, often with lineation in
transportation directions; differential vegetation on body in rock slides;
no landuse on body.
Drainage Absence of ponding below crown, disordered or absent surface drainage
on body; streams deflected or blocked by frontal lobe.
- 62 -
ตารางที่ 4.5 หลักการจำแนกลักษณะของดินถล่มจากการแปลความหมายภาพถ่ายทางอากาศและ
ภาพดาวเทียม (ดัดแปลงจากจาก Miller, 2007 และ Soeters and Westen, 1996) (ต่อ)
Type of Characteristic based on morphology, vegetation, and drainage visible on stereo images
Movement
Lateral Morphology Irregular arrangement of large blocks tilting in various directions; block size
spread decreases with distance and morphology becomes more chaotic; large cracks
and linear depressions separating blocks; movement can originate on very
gentile slopes (<10 degrees).
Vegetation Differential vegetation enhancing separation of blocks; considerable contrast
with unaffected areas.
Drainage Disrupted surface drainage; frontal part of movement is closing off valley,
causing obstruction and asymmetric valley profile.
Earth flows Morphology One large or several smaller concavities, with hummocky relief in source area;
main scars and several small scars resemble slide type of failure; path
following stream channel and body is infilling valley, contrasting with V-
shaped valleys; lobate convex frontal part; irregular micromorphology with
pattern related to flow structures; slope > 25 degrees; D/L ratio very small.
Vegetation Vegetation on scar and body strongly contrasting with surrounding, land use
absent if active; linear pattern in direction of flow.
Drainage Ponding frequent in concave upper path of flow; parallel drainage channels on
both sides of body in valley; deflected or blocked drainage by frontal lobe.
Debris flow Morphology Large amount of small concavities (associated with drainage system) or one
major scar characterising source area; almost complete destruction along
path, sometimes marked by depositional levees; flattish desolate plain,
exhibiting vague flows structures in body of debris flow.
Vegetation Absence of vegetation everywhere; recovery will take many years.
Drainage Disturbed by main body; original streams blocked or deflected by body.
Mudslide Morphology Shallow concave niche with flat lobate accumulative part, clearly wider than
transportation path; irregular morphology contrasting with surrounding areas;
D/L ration0.05 to 0.01; slope 15 to 25 degrees.
Vegetation Clear vegetational contrast when fresh; otherwise differential vegetation
enhances morphological features.
Drainage No major drainage anomalies beside local problems with surface drainage.
- 63 -
รูปที่ 4.1 ตัวอย่างร่องรอยดินถล่มแสดงสีขาว (บน) และสีแดง (ล่าง) จากภาพ Google earth
จังหวัดนครศรีธรรมราชและพื้นที่ใกล้เคียง ถ่ายภาพเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2556
- 64 -
รูปที่ 4.2 (บน) ดินถล่มชนิดการไหลของเศษหินและดิน น้ำตกคลองนารายณ์ ตำบลคลองนารายณ์
ั
อำเภอเมือง จังหวดจันทบุรี ตำแหน่ง 48P 0193269 E 1392548 N (ล่าง) รอยดินถล่มชนิดการเลื่อนไถล
ั
ระนาบโค้ง บ้านโขดทราย ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวดตราด ตำแหน่ง 48P 02771880 E
1296422 N
- 65 -
4.5 การวิเคราะห์แบบจำลองดินถล่มทางคณิตศาสตร์
่
ปัจจัยที่นำมาวิเคราะห์ความออนไหวต่อการเกิดดินถล่มทั้ง 7 ปัจจัย ได้แก่ ข้อมูลวิทยาหิน
หน้ารับน้ำฝน ทิศทางการไหลของน้ำ ระดับความสูง ความลาดชัน การใช้ประโยชน์ที่ดิน และระยะห่าง
จากโครงสร้างทางธรณีวิทยา โดยจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มย่อย (reclassify) เพอเป็นการจัดกลุ่มข้อมูลก่อน
ื่
การประมวลผล และทำชั้นระยะกันชน (multi-buffer) สำหรับข้อมูลธรณีวิทยาโครงสร้างและทางน้ำ
ี
ี
รายละเอยด ดังตารางที่ 4.6 การจัดเก็บฐานข้อมูลจะอยู่ในรูปแบบกริด (raster data) ที่มีขนาดความละเอยด
10x10 เมตร เพอนำไปใช้ประมวลผลในแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ โดยแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนหลัก
ื่
ดังรูปที่ 4.3 โดยแต่ละขั้นตอนมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
10x10 เมตร
รูปที่ 4.3 แผนภูมิการวิเคราะห์แบบจำลองดินถล่ม
- 66 -
ตารางที่ 4.6 ปัจจัยที่นำมาใช้ในแบบจำลองดินถล่ม
ปัจจัย ลำดับ กลุ่ม
1. วิทยาหิน 1 CG1 หินกรวดมน ที่มีเม็ดกรวดเป็นแร่ควอตซ์และเศษหิน
(Lithology)
2 CG2 หินกรวดมน ที่มีเม็ดกรวดเป็นหินปูน
3 CG3 หินกรวดมนเชื่อมประสานด้วยเหล็กออกไซด์
4 SS1 หินทรายเนื้อเกรย์แวก
5 SS2 หินทรายอาร์โคส หินทรายเนื้อควอตซ์
6 SS3 หินทรายแทรกสลับกับหินตะกอนเนื้อละเอียดกึ่งแปรสภาพ
7 SS4 หินทรายสีน้ำตาลแกมม่วง ชั้นหนา
8 FS1 หินตะกอนเนื้อละเอียด บางส่วนกึ่งแปรสภาพ
9 FS2 หินตะกอนเนื้อละเอียดเชื่อมประสานด้วยเหล็กออกไซด์
10 FS3 หินตะกอนเนื้อละเอียด เนื้อปนปูน
11 FS4 หินตะกอนเนื้อละเอียด หินโคลน หินโคลนปนซากพืช
12 CB1 หินคาร์บอเนต
13 CB2 หินคาร์บอเนตเนื้อดิน
14 CH หินตะกอนเนื้อผลึกซิลิกา
15 CT หินแปรสัมผัสที่มากด้วยแร่ควอตซ์
16 F-MET1 หินแปรที่มีริ้วขนานเกรดต่ำ
17 F-MET2 หินตะกอนกึ่งแปรสภาพ
18 MU1 หินอัคนีชนิดเมฟิกและอัลตราเมฟิก
19 MU2 หินเซอร์เพนทไนต์พบร่วมกับหินอัคนีชนิดอัลตราเมฟิก
ิ
20 GR หินแกรนิต
21 VOL1 หินอัคนีภูเขาไฟประกอบด้วยแร่สีจางถึงปานกลาง
22 VOL2 หินอัคนีภูเขาไฟประกอบด้วยแร่สีจาง
23 GY หินกีเซอไรต์
24 COL ตะกอนเชิงเขา
25 AL ตะกอนน้ำพา
26 TER ตะกอนตะพักลำน้ำ
27 BEA ตะกอนชายหาด และตะกอนสันทรายเก่า
28 MC ตะกอนป่าชายเลน และตะกอนที่ราบน้ำทะเลขึ้นถึง
- 67 -
ตารางที่ 4.6 ปัจจัยที่นำมาใช้ในแบบจำลองดินถล่ม (ต่อ)
ปัจจัย ลำดับ กลุ่ม
2. หน้ารับน้ำฝน 1 Flat (-1)
(Aspect) 2 North (0-22.5)
3 Northeast (22.5-67.5)
4 East (67.5-112.5)
5 Southeast (112.5-157.5)
6 South (157.5-202.5)
7 Southwest (202.5-247.5)
8 West (247.5-292.5)
9 Northwest (292.5-337.5)
10 North (337.5-360)
3.ทิศทางการไหลของน้ำ 1 1 (90 deg)
(Flow Direction) 2 2 (135 deg)
3 4 (180 deg)
4 8 (225 deg)
5 16 (270 deg)
6 32 (315 deg)
7 64 (0 deg)
8 128 (45 deg)
4.ระดับความสูง (เมตร) 1 0-200
(Elevation) 2 200-400
3 400-600
4 600-800
5 800-1000
6 1000-1200
7 1200-1400
8 1400-1600
9 1600-1800
10 1800-2000
11 2000-2200
12 > 2200
- 68 -
ตารางที่ 4.6 ปัจจัยที่นำมาใช้ในแบบจำลองดินถล่ม (ต่อ)
ปัจจัย ลำดับ กลุ่ม
5.ความลาดชัน (องศา) 1 0-10
(Slope) 2 10-20
3 20-30
4 30-40
5 40-50
6 50-60
7 60-70
8 70-80
9 80-90
6.การใช้ประโยชน์ที่ดิน 1 แหล่งน้ำ (Water)
(Landuse) 2 พื้นที่ป่ามีต้นไม้ใหญ่ (Trees)
3 ทุ่งหญ้า (Grass)
4 พืชพรรณในพื้นที่ลุ่มน้ำท่วมถึง (Flooded Vegetation)
5 พื้นที่เกษตรกรรม (Crops)
6 พุ่มไม้ (Scrub/Shrub)
7 สิ่งปลูกสร้าง (Built Area)
8 พื้นที่โล่งไม่มีพืชพรรณใบเขียว (Bare Ground)
7. ระยะห่างจาก 1 0-200
โครงสร้างทางธรณีวิทยา 2 200-400
(เมตร) 3 400-600
(The distance to 4 600-800
geological structure)
5 800-1000
6 1000-1200
7 1200-1400
8 1400-1600
9 1600-1800
10 1800-2000
11 2000-2200
12 2200-2400
13 2400-2600
14 2600-2800
15 2800-3000
16 >3000
- 69 -
4.5.1 Area cross tabulation
ั
การนำข้อมูลปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับดินถล่มมาหาความสัมพนธ์กับข้อมูลดินถล่มที่เกิดขึ้น
ในอดีต หรือแผนที่ร่องรอยดินถล่ม (ลักษณะจุด) โดยจุดประสงค์ของวิธีนี้ คือ การเปรียบเทียบลักษณะ
ื้
ื้
พนที่เดียวกันบนข้อมูลสองตัว การรวมข้อมูลที่มีพนที่ทับซ้อนกันของแต่ละปัจจัยกับจุดร่องรอยดินถล่ม
ื้
ในอดีต และนำออกมาในรูปแบบตาราง โดยคำนวณพนที่ของปัจจัยแต่ละกลุ่มที่ทับซ้อนกับจุดดินถล่ม
ี
การสร้างตารางนำเอาตัวแปรมาไขว้กันตามแนวนอนและแนวตั้ง ตารางที่ได้จะแสดงรายละเอยดของตัวแปร
หนึ่งในแต่ละอีกค่าตัวแปรหนึ่งที่ใช้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทั้งสอง
4.5.2 Frequency ratio (Fr)
การประเมินผลของความน่าจะเป็นของการเกิดดินถล่มด้วยแบบจำลองทางสถิติ Bivariate
statistical model (ตัวอย่างดูได้จาก Teerarungsigul (2006) และ Nawawitphisit (2010) ด้วยการหา
ี่
ความสัมพันธ์ที่เกยวข้องระหว่างดินถล่มและปัจจัยที่ควบคุมดินถล่ม โดยแต่ละปัจจัยสามารถคำนวณหาได้
จากสมการที่ 1
สมการที่ 1
ั
เมื่อได้ความสัมพนธ์ของดินถล่มและปัจจัยแต่ละกลุ่มแล้ว ค่า Frequency ratio ของแต่ละ
กลุ่มของปัจจัย จะถูกนำมาคำนวณเพอหาความออนไหวของพนที่ดินถล่ม (Landslide susceptibility
ื่
่
ื้
index, LSI) ตามสมการที่ 2
สมการที่ 2
4.5.3 การให้น้ำหนัก (weighting)
เนื่องจากค่าความสำคัญของปัจจัยที่นำมาวิเคราะห์การเกิดดินถล่มนั้นไม่เท่ากัน การนำ
ิ่
วิธีการให้น้ำหนักกับแต่ละปัจจัยมาใช้เพอเพมความถูกต้องและแม่นยำมากยิ่งขึ้น (ตัวอย่างดูได้จาก
ื่
Pantanahiran (1994) และ Teerarungsigul (2006)) ในรายงานนี้นำ 2 วิธีการให้น้ำหนักมาหาค่าเฉลี่ย
โดยแต่ละวิธีการมีการคำนวณคือ
1. Reliability probability method (RP) = the value of factor corresponding to
landslide
สมการที่ 3
2. Accountability probability method (AP) = the value of landslide accounted
for by factor
สมการที่ 4
- 70 -
3. ค่าเฉลี่ยทั้งสองวิธีด้านบน (RP และ AP)
สมการที่ 5
เมื่อได้ค่าน้ำหนักเฉลี่ยของแต่ละปัจจัยจะถูกนำมาคูณกับ ค่า Frequency ratio ของแต่ละ
กลุ่มของปัจจัย และจะถูกนำมาคำนวณเพื่อหาความอ่อนไหวของพื้นที่ดินถล่ม
4.6 การตรวจสอบแบบจำลองดินถล่ม (validation)
่
ในการทำแผนที่พนที่ออนไหวต่อการเกิดดินถล่มสิ่งที่สำคัญและมีความจำเป็นมาก
ื้
คือ การตรวจสอบโมเดล (Chung and Fabbri, 2003) การตรวจสอบที่ได้ผลจริง คือ การที่มีเหตุการณ์
ดินถล่มเกิดขึ้นจริงในบริเวณที่โมเดลได้ทำนายไว้ หรือ ที่เรียกว่า “Wait and See” (Neuhauser and
Terhorst, 2007) แต่ปัญหาก็คือต้องรอเป็นเวลานานกว่าเหตุการณ์ดินถล่มจะเกิดขึ้นหรืออาจจะ
ไม่เกิดเลย (Van Den Eeckhaut and others, 2006) การทำนายหรือโมเดลก็กลายเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์
ิ
ไปเลย ดังนั้นแทนที่จะรอให้ธรรมชาติเป็นสิ่งพสูจน์ว่าโมเดลที่ทำถูกต้องหรือไม่ การทดสอบ
ทางคณิตศาสตร์จึงถูกนำมาช่วยในการบ่งชี้ความถูกต้องของโมเดล (Carrara and Pike, 2008) ซึ่งโมเดล
ที่ดีต้องมีความน่าเชื่อถือทางสถิติด้วย
4.6.1 สมมุติฐาน
สมมุติฐานหลักในการตรวจสอบแบบจำลองดินถล่มสามารถแบ่งออกเป็น 2 สมมุติฐาน คือ
่
ั
(1) เหตุการณ์ดินถล่มที่เกิดขึ้นสัมพนธ์กับตัวแปรต่าง ๆ ได้แก ธรณีวิทยา ภูมิประเทศ การใช้ประโยชน์ที่ดิน
และป่าไม้ และ (2) เหตุการณ์ดินถล่มที่จะเกิดในอนาคตถูกกระตุ้นโดยตัวแปรเฉพาะ ได้แก ปริมาณน้ำฝน
่
และแผ่นดินไหว
4.6.2 เทคนิคที่ใช้ในการตรวจสอบ
วิธีการสำหรับตรวจสอบแบบจำลองดินถล่มมีอยู่หลากหลายวิธี โดยวิธีที่นิยมใช้กันมาก
ได้แก่ วิธีการตรวจสอบเชิงคุณภาพ (qualitative method) จะใช้วิธีการซ้อนทับข้อมูลดินถล่มบน
แบบจำลองการเกิดดินถล่มและวิเคราะห์ด้วยตาเปล่า และวิธีการตรวจสอบเชิงปริมาณ (quantitative)
ิ
จะใช้ความเกี่ยวข้องของดินถล่ม และโซนของพบัติภัยดินถล่ม โดยใช้การคำนวณทางคณิตศาสตร์เข้ามาช่วย
ตัวอย่างเทคนิคที่ใช้ ได้แก่
(1) การตรวจสอบภาคสนามและการซ้อนทับแบบง่าย (ground-truthing and simple overlay)
ื้
ในการประเมินพนที่ออนไหวต่อการเกิดดินถล่ม การตรวจสอบแบบจำลองสามารถทำได้โดย
่
การไปตรวจสอบภาคสนาม หรือใช้การแปลภาพถ่ายทางอากาศ
(2) กราฟบอกความถูกต้องของโมเดล (success rate curve) กับกราฟความถูกต้องของ
การทำนาย (prediction rate curve) สามารถเป็นตัวทดสอบความถูกต้องของโมเดลได้ ซึ่งทั้งสองวิธีนี้
มีลักษณะคล้ายคลึงกัน จะต่างกันตรงที่ข้อมูลดินถล่มที่ใช้ในการตรวจสอบโมเดล โดยแบบกราฟบอก
ความถูกต้องของโมเดลจะใช้ข้อมูลดินถล่มชุดเดียวกับข้อมูลดินถล่มที่ใช้ในการสร้างโมเดล ซึ่งสามารถ
บอกได้ว่าโมเดลที่ทำออกมามีค่าความถกต้องหรือมีผลลัพธ์ดีขนาดไหน แต่การตรวจสอบโมเดลแบบกราฟ
ู
- 71 -
ความถูกต้องของการทำนายจะใช้ข้อมูลดินถล่มคนละชุดกับดินถล่มที่ใช้ในการสร้างโมเดล ซึ่งผลของ
ี
การตรวจสอบสามารถบอกได้ว่าโมเดลที่สร้างขึ้นมีความถูกต้องมากน้อยเพยงใดและใช้ในการทำนาย
การเกิดดินถล่มในอนาคตได้หรือไม่ สามารถทำได้โดยการเปรียบเทียบร่องรอยดินถล่มกับระดับ
่
ความออนไหว (susceptibility classes) ที่ได้จากโมเดล โดยมีวิธีการง่าย ๆ โดยใช้โปรแกรมทาง GIS ใน
การรวม (ซ้อนทับ) ข้อมูลดินถล่มและข้อมูลความออนไหว (susceptibility) จะได้ตำแหน่งพกเซล (pixel)
ิ
่
ที่มีค่าดินถล่มและไม่มีดินถล่ม แล้วนำผลรวมของตำแหน่งที่มีค่าดินถล่มไปสร้างกราฟ
โดยค่าความอ่อนไหวจะอยู่ในแนวนอน (X-axis) ค่าผลรวมตำแหน่งที่มดินถล่มอยู่ในแนวตั้ง (Y-axis)
ี
(3) การตรวจสอบแบบจำลองโดยใช้วิธีกราฟแสดงความถูกต้อง การตรวจสอบแบบจำลอง
ในรายงานฉบับนี้เลือกใช้วิธีกราฟแสดงความถูกต้อง โดยใช้ร่องรอยดินถล่มชุดเดียวกับที่ใช้ในการทำ
แบบจำลอง เป็นการนำค่าตำแหน่งของความออนไหวมาสร้างกราฟร่วมกับค่าการสะสมตัวของตำแหน่ง
่
ดินถล่มที่ตกอยู่บนพื้นที่อ่อนไหวนั้น ๆ ดังรูปที่ 4.4
(4) การแปลความหมายกราฟ กราฟที่ได้เรียกว่า Success rate curve ซึ่งสามารถคำนวณ
พนที่ใต้กราฟได้ เรียกว่า AUC-Area under curve ดังตารางที่ 4.7 ถ้าหากเส้นกราฟอยู่บนเส้นทแยงมุม
ื้
ของค่า 0 ถึง 1 (หรือ 0 ถึง 100%) แสดงว่ากราฟมีความเหมาะสม ยิ่งเส้นกราฟอยู่เหนือเส้นทแยงมุมขึ้น
ไปมากเท่าไหร่แสดงว่าแบบจำลองมีความเหมาะสมมากเท่านั้น (Remondo et al., 2003) และถ้าหาก
ค่า AUC ใกล้ 1 มากเท่าใด แสดงว่า แบบจำลองนั้นมีค่าความถูกต้องและสามารถนำไปใช้ประโยชน์
ในการทำนายพื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มได้
- 72 -
รูปที่ 4.4 ตัวอย่างกราฟแสดงความถูกต้อง (success rate curve) ของแบบจำลอง
้
ิ
ตารางที่ 4.7 ตารางแสดงช่วงค่า AUC ที่ใช้อางองความถูกต้องของโมเดล (Hasanat and others,
2010)
AUC Performance
0.90-1.00 Excellent (A)
0.80-0.90 Good (B)
0.70-0.80 Fair (C)
0.60-0.70 Poor (D)
0.50-0.60 Fail (F)
บทที่ 5
การวิเคราะห์พื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่ม
การวิเคราะห์พื้นที่อ่อนไหวต่อดินถล่มเป็นการวิเคราะห์พื้นที่ที่มีโอกาสเกิดดินถล่มในอนาคต
ด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์และเทคนิคการรับรู้ระยะไกล โดยใช้แบบจำลองทางสถิติ Bivariate
probability และการให้ค่าน้ำหนัก (Weighting) ในพนที่จังหวัดน่าน ผลการวิเคราะห์อธิบายค่า
ื้
ั
ความสัมพนธ์ระหว่างร่องรอยดินถล่มและปัจจัยที่ควบคุมดินถล่ม 7 ปัจจัย คือ วิทยาหิน หน้ารับน้ำฝน
ทิศทางการไหลของน้ำ ความสูง ความลาดชัน การใช้ประโยชน์ที่ดิน และระยะห่างจากโครงสร้างทาง
ธรณีวิทยา
5.1 แผนที่ร่องรอยดินถล่ม
แผนที่แสดงตำแหน่งของดินถล่มที่เกิดในอดีตจนถึงปัจจุบัน จำนวน 874 รอย ได้จาก
การแปลภาพถ่ายดาวเทียมในช่วง 45 ปี ที่ผ่านมา ระหว่างปี พ.ศ. 2520-2564 จำนวน 749 รอย และ
การสำรวจภาคสนามพบดินถล่มในพนที่ศึกษา จำนวน 125 รอย (รูปที่ 5.1) จากการสำรวจร่องรอย
ื้
ดินถล่มในภาคสนาม ปีงบประมาณ พ.ศ.2564 พบว่า ในพื้นที่ จังหวัดน่านมีการสำรวจพบร่องรอยดินถล่ม
อยู่ตามภูเขาสูง และที่ลาดเชิงเขาครอบคลุมพื้นที่ 30 ตำบล 13 อำเภอ โดยพบร่องรอยดินถล่มกระจายตัว
อยู่เกือบทั่วทั้งบริเวณของจังหวัดน่าน ส่วนใหญ่พบเกิดในบริเวณด้านตะวันออกเฉียงเหนือและ
ด้านตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัด บริเวณอำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอบ่อเกลือ อำเภอเวียงสา
อำเภอนาน้อย อำเภอปัว อำเภอภูเพยง อำเภอทุ่งช้าง อำเภอสองแคว อำเภอท่าวังผา อำเภอนาหมื่น
ี
ื้
อำเภอแม่จริม อำเภอเมืองน่าน จากการสำรวจพบรอยดินถล่มในพนที่ศึกษาพบดินถล่มหลายชนิด ได้แก่
ดินถล่มชนิดการเลื่อนไถล (slides) จำนวน 108 รอย ดินถล่มชนิดการร่วงหล่น (falls) จำนวน 2 รอย
ดินถล่มชนิดการไหล (flow) จำนวน 12 รอย และดินถล่มชนิดการเคลื่อนที่แบบซับซ้อน (Complex)
จำนวน 3 ร่องรอย พบกระจายในกลุ่มวิทยาหินทั้งหมด 8 กลุ่ม (รายละเอียดเพิ่มเติมในบทที่ 6)
ื้
แผนที่ร่องรอยดินถล่มสามารถเห็นถึงการกระจายตัวของดินถล่มในพนที่ต่าง ๆ และ
การเคลื่อนย้ายตำแหน่งดินถล่มในอดีตจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามแผนที่ร่องรอยดินถล่มนั้นยังไม่สามารถ
บอกถึงกลไกลการเกิดดินถล่ม และปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นหรือเร่งให้เกิดดินถล่ม แต่หากนำไปหา
ความสัมพนธ์กับปัจจัยหลักที่เกี่ยวข้องกับดินถล่ม อาจจะเป็นแนวทางในการทำนายตำแหน่งดินถล่ม
ั
ื้
ในอนาคตได้ ดังนั้นการทำแผนที่พนที่ร่องรอยดินถล่ม จึงมีความสำคัญมากในการวิเคราะห์พนที่มีโอกาส
ื้
เกิดดินถล่มในอนาคต นอกจากนี้ข้อมูลร่องรอยดินถล่มที่มีรายละเอยดถึงขนาด ชนิด และความสดใหม่ของ
ี
การเกิดดินถล่มยังมีประโยชน์ต่องานสำรวจวิศวกรรม และงานฟื้นฟูพื้นที่
- 74 -
ั
รูปที่ 5.1 แผนที่ร่องรอยดินถล่มที่เกิดขึ้นในช่วง 45 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2520-2564) พื้นที่จังหวดน่าน
จำนวน 874 รอย