๓๖
การปรึกษาหารือยังเป็นอีกช่องทางหนึ่ง ในการกระจายข้อมูลข่าวสารไปยังประชาชนท่ัวไปและ
หน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจในโครงการและกิจกรรมมากขึ้น เพ่ือให้มีข้อเสนอแนะ
เพื่อประกอบทางเลอื กในการตดั สินใจ
๓) การประชุมรับฟังความคิดเห็น (public meeting) การประชุมรับฟังความคิดเห็นมี
วัตถุประสงค์เพ่ือให้ประชาชนและฝ่ายที่เก่ียวข้องกับโครงการหรือกิจกรรม และผู้มีอำนาจตัดสินใจใน
การทำโครงการหรือกิจกรรมน้ัน ได้ใช้เวทีสาธารณะในการทำความเข้าใจ และค้นหาเหตุผลที่จะดำเนิน
โครงการหรอื กจิ กรรมในพนื้ ท่ีน้ันหรือไม่ การประชมุ รับฟงั ความคิดเหน็ มหี ลายรูปแบบ ดงั น้ี
(๑) การประชุมในระดับชุมชน (community meeting) การประชุมลักษณะนี้ ต้อง
จัดขึ้นในชุมชนท่ีได้รับผลกระทบจากโครงการโดยเจ้าของโครงการหรือกิจกรรมต้องส่งตัวแทนเข้า ร่วม
เพื่ออธิบายให้ท่ีประชุมทราบถึงลักษณะโครงการและผลกระทบท่ีคาดว่าจะเกิดขึ้นและตอบข้อคาถาม
การประชุมในระดับน้ีอาจจะจัดในระดับท่ีกว้างข้ึนได้ เพ่ือรวมหลาย ๆ ชุมชนในคราวเดียวกันในกรณีที่มี
หลายชุมชนไดร้ บั ผลกระทบ
(๒) การประชุมรับฟังความคิดเห็นในเชิงวิชาการ (technical hearing) สำหรับ
โครงการที่มีข้อโต้แย้งในเชิงวิชาการจำเป็นจะต้องมีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในเชิงวิชาการ
โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาจากภายนอกมาช่วยอธิบายซักถาม และให้ความเห็นต่อโครงการประชุม
อาจจะจัดในที่สาธารณะท่ัวไป ผลการประชุมจะต้องนำเสนอต่อสาธารณะ และผู้เข้าร่วมประชุมต้อง
ไดร้ ับทราบผลดังกลา่ วด้วย
(๓) การประชาพิจารณ์ (public hearing) เป็นการประชุมท่ีมีขั้นตอนการดำเนินการ
ทช่ี ดั เจนมากขน้ึ เปน็ เวทีในการเสนอขอ้ มูลอยา่ งเปิดเผยที่ไมม่ ีการปดิ บัง ท้ังฝ่ายเจ้าของโครงการ และผูม้ ี
ส่วนได้ส่วนเสียจากโครงการ และคณะกรรมการจัดการประชุมจะต้องมีองค์ประกอบของผู้เข้าร่วมที่เป็น
ที่ยอมรับมีหลักเกณฑ์และประเด็นในการพิจารณาท่ีชัดเจนและแจ้งให้ทุกฝ่ายทราบท่ัวกนั ซ่ึงมาจากการ
ร่วมกันกำหนดข้ึน ท้ังน้ี รูปแบบการประชุมไม่ควรจะเป็นทางการมากนัก และไม่เก่ียวข้องกับนัยของ
กฎหมายมาก การจัดประชุมจึงอาจจัดในหลายวันและไม่จาเป็นจะต้องจัดเพียงครั้งเดียวหรือสถานท่ี
เดยี วตลอดไป
(๔) การร่วมในการตัดสินใจ (decision making) เป็นเป้าหมายสูงสุดของการมีส่วน
ร่วมของประชาชน ซ่ึงในทางปฏิบัติท่ีจะให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจในประเด็นปัญหาเหล่าน้ันไมส่ ามารถ
ดำเนินการให้เกิดขึ้นได้งา่ ย ๆ อาจจะดำเนินการให้ประชาชนท่ีได้รับผลกระทบ เลือกตัวแทนของคนเข้า
ไปนั่งในคณะกรรมการใดคณะหนึ่งท่ีมีอำนาจตัดสินใจ ในฐานะท่ีเป็นตัวแทนขององค์กรที่ทาหน้าที่เป็น
ผู้แทนประชาชนในพนื้ ทม่ี ีบทบาทชนี้ ำการตดั สินใจได้
๓๗
(๕) การใช้กลไกทางกฎหมาย รูปแบบน้ีไม่ถือว่าเป็นการมีส่วนร่วมของประชาชน
โดยตรงแต่เป็นลักษณะของการเรียกร้องและป้องกันสิทธิของตนจากการไม่ได้รับความเป็นธรรม เพ่ือให้
ได้มาซึ่งผลประโยชน์ที่คิดว่าควรจะได้รับ ในรัฐธรรมนูญได้ให้หลักการเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน
ไว้ในหลายมาตรา ซึ่งประชาชนสามารถใช้สิทธิของตนตามรัฐธรรมนูญทั้งในรูปของปัจเจก และในรูป
ขององคก์ รตามทีไ่ ด้ระบไุ ว้ในพระราชบญั ญัติต่าง ๆ ท่บี ัญญตั ิขน้ึ
๓.๒ แนวคิดการบรหิ ารราชการแบบมีส่วนรว่ ม (Participatory Governance)๕
การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Governance) เป็นการจัดการบริหาร
ราชการแผ่นดินตามหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ซ่ึงจะนำไปสู่ระบบราชการที่มีคุณลักษณะ
สำคัญตามหลักธรรมาภิบาล คือ เป็นระบบราชการที่มีความสุจริตโปร่งใส เปิดเผยข้อมูล เท่ียงธรรมและ
มกี ารบริหารงานทเ่ี นน้ ประชาชนเปน็ ศูนย์กลาง และม่งุ ประโยชนส์ ขุ ของประชาชนเป็นสำคญั
๓.๒.๑ ความหมายการบรหิ ารราชการแบบมีส่วนรว่ ม (Participatory Governance)
ความหมายหรือนิยามของ “การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Governance)
นั้น มนี กั วิชาการหลายท่านได้ใหค้ วามหมายที่มลี กั ษณะคล้ายคลงึ กนั เชน่
เศรษฐิยา เปรื่องพิชญาธร ให้ความหมายว่า หมายถึง การบริหารราชการท่ีเจ้าหน้าท่ี
หรือหน่วยงานของรัฐได้เปิดโอกาสให้ประชาชนผู้ที่เก่ียวข้องหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ได้
เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการบริหารและดำเนินงานของรัฐ ท้ังทางตรงและทางอ้อมเพ่ือท่ีจะ
ตอบสนองตอ่ ความต้องการของประชาชน
อรพินท์ สพโชคชัย ให้ความหมายวา่ หมายถึง การจัดระบบการบริหารราชการ ขั้นตอน
วิธีการปฏิบัติงาน และโครงสร้างของการตัดสินใจในการบริหารราชการ ให้เป็นระบบที่เปิดให้ประชาชน
ได้เข้ามามีส่วนร่วม (Public Participation) ในพันธกิจขององค์กรภาครัฐมากขึ้น องค์กรภาครัฐที่มี
ระบบการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมจะดำเนินการให้บริการสาธารณะและการตัดสินใจเชิงนโยบาย
ในมิติที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เน้นความเปิดเผยและโปร่งใสให้ความสำคัญในการ
พัฒนาและสรรหาข้าราชการและบุคลากรทุกระดับ โดยยึดถือหลักปรัชญาการมีส่วนร่วมของประชาชน
และเป็นบุคลากรท่ีมีคุณลักษณะดังน้ี คือ มีจิตสาธารณะมีความเป็นประชาธิปไตย เคารพในสิทธิขั้น
๕ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ. (๒๕๖๐) การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม:เทคนิควิธีและการ
นำไปสูก่ ารปฏิบตั ิ. กรงุ เทพฯ: สำนกั งานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ, หน้า ๑๕-๑๘.
๓๘
พื้นฐานของประชาชน เปิดกว้างพร้อมท่ีจะรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และปฏิบัติงานเพื่อ
ประโยชน์สขุ ของประชาชน
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนา ให้ความหมายว่า หมายถึง การบริหารราชการท่ีนำผู้มี
ส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการวางแผน การตัดสินใจ การ
ดำเนนิ งานและการประเมนิ ผล โดยมกี ารจัดระบบงานหรือวิธกี ารทำงาน การจดั โครงสรา้ ง และการสร้าง
วัฒนธรรมการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ท่ีเอื้อต่อการเปิดโอกาสให้ประชาชนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่
เกย่ี วขอ้ งเข้ามามสี ว่ นร่วมในการบรหิ ารราชการ
การบริหารราชการแบบมสี ่วนร่วม จึงเป็นแนวคดิ ในการบริหารราชการที่ให้ความสำคัญ
กับการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยเน้นการปฏิบัติงานท่ีให้ภาคประชาชนเข้ามามี
บทบาทในลักษณะหุ้นส่วนท่ีครอบคลุม ต้ังแต่การริเริ่มการดำเนินงานหรือดำเนินโครงการ การจัดทำ
งบประมาณโครงการ การดำเนนิ กจิ กรรมต่างๆ การติดตามตรวจสอบ และการประเมนิ ผลการปฏิบตั งิ าน
๓.๒.๒ ประโยชนข์ องการบริหารราชการแบบมสี ่วนร่วม
การปรับเปล่ียนการบริหารราชการของหน่วยงานภาครัฐ ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้า
มามีส่วนร่วมในลักษณะของหุ้นส่วน การพัฒนาภายใต้แนวคิดประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมการมีส่วน
ร่วมของประชาชน และการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อหน่วยงานภาครัฐใน
หลายประการ ไดแ้ ก่
๑. การตัดสินใจที่มีคุณค่าและความหมาย (Meaningful decision) เพราะภาค
ประชาชนไดเ้ ขา้ มามีสว่ นรว่ มในการจัดลำดบั ความสำคัญของโครงการ แผนงาน การใช้งบประมาณ
๒. การใช้ทรัพยากร (Public resources) อย่างรอบคอบ เพราะภาคประชาชนเข้ามามี
สว่ นในการตดิ ตามและประเมนิ ผลการดำเนินงาน
๓. ภาคประชาชนได้เข้ามามีส่วนเก่ียวข้องอย่างสร้างสรรค์ เพ่ือหาทางแก้ไขปัญหา
สาธารณะต่างๆ ทำให้แนวทางเหล่าน้ันได้รับการสนับสนุนเมื่อนำไปปฏิบัติ และได้รับการยอมรับ ซึ่งทำ
ใหภ้ าครัฐไม่ต้องทำงานในลักษณะโดดเดีย่ วตอ่ ไป
๔. การทำงานในลักษณะหุ้นส่วน (Partnership) โดยภาครัฐปรับเปล่ียนบทบาทเป็นผู้
ประสานและอำนวยความสะดวก (Facilitator) ซ่ึงสอดคล้องกับบทบาทภาครัฐในการบริหารราชการยุค
ใหม่ทำใหร้ ัฐสามารถลดขนาดลง และทำงานได้อย่างมีประสทิ ธิภาพมากข้ึนเพราะมีหุ้นสว่ นการพฒั นามา
ชว่ ยแบ่งเบาภาระดา้ นคา่ ใช้จา่ ย บุคลากร และงบประมาณ
๓๙
๕. ความสามารถในการให้บริการที่ดีขึ้น เพราะสามารถตอบสนองความต้องการของ
ประชาชนได้อย่างมีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ ท่ัวถึงและตรงจุดมากข้ึน เช่น การสาธารณสุข การศึกษา
เป็นตน้
๖. ความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐและประชาชนมีความไว้วางใจเป็นพื้นฐานอันเป็นผลสืบ
เน่ืองมาจากการได้ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมทำและร่วมรับผลประโยชน์ รวมทั้งมีการแลกเปล่ียนข้อมูล
ขา่ วสารและองคค์ วามรู้อย่างเปิดเผยระหว่างกนั
กล่าวโดยสรุป จากพัฒนาการของประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ส่งผลให้แนวคิดการมี
ส่วนร่วมของประชาชน และแนวคิดการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม เป็นแนวคิดท่ีได้รับความสนใจ
และให้ความสำคัญในการนำมาใช้ในการเพ่ิมประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาครัฐในปัจจุบัน ซึ่ง
ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมของประชาชน และการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม เป็น
แนวคิดที่ต่างมีความหมายและนิยามท่ีแตกต่างกัน แต่อย่างไรก็ตามก็มีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกัน
โดยต่างก็มีคำอธิบายที่แสดงให้เห็นและได้คำตอบที่คล้ายคลึงกัน ดังจะเห็นได้จากการมีส่วนร่วมของ
ประชาชนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ด้วยระบบประชาธิปไตยนั้นได้ถูก
ปลูกฝังไว้ว่าเป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพ่ือประชาชน ถ้าขาดประชาชนก็ไม่มี
ประชาธิปไตย ในขณะเดียวกันระบบประชาธิปไตยจะพัฒนากา้ วเดินไปข้างหน้าน้ัน การบริหารราชการก็
ต้องมีการจัดระบบการบริหารจัดการที่เป็นการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ซ่ึงการจะบรรลุผลได้ต้อง
สร้างวัฒนธรรมการบริหารจัดการภาครัฐที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยสามารถ
แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์และเชื่อมโยงระหว่างกันในสามมิติ ได้แก่ ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม
(Participatory Democracy - PD) การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Governance -
PG) และการมสี ว่ นร่วมของประชาชน (PublicParticipation - PP)
๓.๓ แนวคดิ หลักธรรมาภิบาล (Good Governance)๖
แนวคิดหลักธรรมาภิบาล หรือ Good Governance หรือตามกฎหมายใช้คำว่า
“การบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี” นั้น ตามกฎหมาย กล่าวคอื พระราชบัญญัติระเบยี บบรหิ าร
ราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซ่ึงแก้ไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
(ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองท่ีดี
พ.ศ. ๒๕๔๖ ไดน้ ำหลักการดงั กลา่ วมากำหนดไว้ โดยมีความหมายและหลักการสำคญั ๆ ดังนี้
๖ ระเบยี บสำนักนายกรฐั มนตรวี า่ ดว้ ยการสร้างระบบบรหิ ารกิจการบา้ นเมืองและสังคมทด่ี ี พ.ศ. ๒๕๔๒
๔๐
๓.๓.๑ ความหมายของธรรมาภบิ าล (Good Governance)
ธรรมาภิบาล หมายถึง การบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมท่ีดี เป็นแนวทางสำคัญใน
การจัดระเบียบให้สังคมรัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาชนซึ่งครอบคลุมถึงฝ่ายวิชาการ ฝ่าย
ปฏิบัติการ ฝ่ายราชการ และฝ่ายธุรกิจ สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมีความรู้รักสามัคคีและร่วมกัน
เป็นพลัง กอ่ ให้เกิดการพัฒนาอย่างย่ังยืน และเป็นส่วนเสริมความเข้มแข็งหรือสร้างภูมิคุ้มกันแก่ประเทศ
เพื่อบรรเทาป้องกันหรือ แก้ไขเยียวยาภาวะวิกฤติภยันตรายที่อาจจะมีมาในอนาคตเพราะสังคมจะรู้สึก
ถึงความยุติธรรม ความโปร่งใสและความมีส่วนร่วม อันเป็นคุณลักษณะสำคัญของศักด์ิศรีความเป็น
มนุษย์ และการปกครองแบบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข สอดคล้องกบั ความ
เปน็ ไทย รัฐธรรมนญู และกระแสโลกยุคปจั จบุ ัน
๓.๓.๒ หลกั การพื้นฐานของการสร้างธรรมาภิบาลในองคก์ ร
การส่งเสริมให้เกดิ กรสร้างธรรมาภบิ าลน้ัน มาจากความร่วมมือของทั้งสถาบันท้ังภาครัฐ
ภาคเอกชนและประชาสังคม บทบาทของรัฐที่สำคัญน้ัน คือ รัฐเป็นผู้มีบทบาทในการวางรากฐาน
และรักษากฎระเบียบต่าง ๆ การสร้างธรรมาภิบาลของรัฐนั้นจำเป็นต้องอาศัยระบบการจัดการภาครัฐ
ทม่ี ปี ระสิทธิภาพ มภี าระรบั ผิดชอบภายใตก้ ฎหมาย และนโยบายที่โปร่งใสตรวจสอบได้ ดังนั้น จึงมีความ
จำเป็นอย่างย่ิงที่รัฐจะต้องมีการปฏิรูประบบราชการ เพ่ือปรับปรุงระบบการบริหารจัดการให้มี
ประสิทธิภาพ และรับผิดชอบภายใต้กรอบของกฎหมาย ซึ่งจุดมุ่งหมายในการสร้างธรรมาภิบาล
ของภาครัฐน้ัน จะต้องพยายามปฏิรูปการบริหารจัดการให้ถูกต้องตามหลักเหตุผล และหน้าที่ มีระบบ
ความรับผิดชอบด้านการเงินท่ีมีประสิทธิภาพมาใช้ และให้มีความโปร่งในการปฏิบัติงาน ยกระดับความ
ชำนาญของภาครัฐให้มีความทันสมัย เป็นต้น ส่วนบทบาทขององค์การภาคเอกชนและบทบาทของ
ประชาสังคม ท่ีมีต่อการสร้างธรรมาภิบาล คือ การรวมตัวกันของสาธารณชนในการต่อต้านการทุจริต
และการประพฤติมิชอบ โดยรัฐควรมีการหามาตรการที่จะกระตุ้นให้เกิดการตระหนักถึงการทำผิด
จรรยาบรรณ เปน็ ตน้
สำหรับหลักการพ้ืนฐานของธรรมมาภิบาลในองค์กรตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่า
ด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมท่ีดี พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบไปด้วย หลักนิติธรรม
หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่า
ซ่ึงมรี ายละเอียด ดังน้ี
๑. หลักนิติธรรม (The Rule of Law) คือ การปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ
ซ่ึงรวมถึงการไม่เลือกปฏิบัติการไม่ทำตามอำเภอใจ การไม่ละเมิดกฎหมาย และการไม่ละเมิดสิทธิของ
ผู้อ่นื
๔๑
๒. หลักคุณธรรม (Morality) คือ การยึดมั่น ถือมั่นในคุณธรรมความดีงาม ความ
ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมรวมถึงมีความซ่ือสัตย์จริงใจ และยึดม่ันในความสุจริตคุณธรรมเป็น
แนวทางท่ีถูกต้องในการดำเนินชีวิต ทั้งความประพฤติและจิตใจซึ่งแต่ละสังคมกำหนดและยอมรับปฏบิ ัติ
กัน เช่น ช่ือสัตย์อดทน เมตตากรุณา เสียสละ เป็นต้นในระดับกิจการ หลักคุณธรรม คือ การทำธุรกิจ
ด้วยความมีจริยธรรมทางธุรกิจ ซึ่งหมายถึง มาตรฐานทางศีลธรรมคุณธรรมท่ีใช้กับองค์กรทางธุรกิจ
ปัญหาจริยธรรมธุรกจิ ที่เกิดข้ึนกับกิจการ เช่น การปกบิดข้อเท็จจรงิ หรือตกแต่งตัวเลขทางบัญชีเพื่อหวัง
ประโยชน์อย่างใดอย่างหน่ึง การฟอกเงิน การหลบเล่ียง หนีภาษี การละเลยไม่ดูแลด้านความปลอดภัย
ในสถานทีท่ ำงาน การเลอื กปฏิบัตหิ รอื มีสองมาตรฐานในการบรหิ ารงานบุคคล
๓. หลักความโปร่งใส (Accounta bility) คือ ความถูกต้อง ชัดเจน ปฏิบัติตามหลักการ
ที่ควรจะเป็นรวมถึงการสร้างความไว้วางใจซ่ึงกันและกัน มีกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องได้
รวมท้ังการให้และรับข้อมูลท่ีเป็นจริงตรงไปตรงมาทันเวลาในระดับกิจการ อาจแปลความหมายของ
“Accountability" ว่าเป็น "ความรับผิดชอบท่ีอธิบายได้" ซ่ึงเป็นภาระบทบาทของผู้บริหารในแง่
ข้อผูกพันหรือความเต็มใจท่ีจะยอมรับความรับผิดชอบ รวมท้ังความสามารถในการรายงานชี้แจงให้
เหตุผลเพื่ออธิบายการกระทำของตนเองและสามารถตอบคำถามของทุกฝ่ายที่เก่ียวข้องได้ในทุกที่
ทกุ โอกาส เพือ่ แจกแจงอธิบายการกระทำทั้งหมดทต่ี นรับผิดชอบ
๔. หลักการมีส่วนร่วม (Participation) อ การให้โอกาสบุคคลท่ีเก่ียวข้องเข้ามามีส่วน
ร่วมในการตัดสินใจ ในเร่ืองต่าง ๆ ท่ีสำคัญรวมท้ังการเปิดรับฟังความคิดเห็น เพื่อรับคำแนะนำมาร่วม
วางแผนและปฏิบัติให้บรรลุวัตถุประสงค์ในระดับสังคม ซ่ึงประกอบด้ วยบุคคลหลากหลาย
และมีความคิดเห็นที่แตกต่าง หลักการมีส่วนร่วมจะช่วยประสานความคิดเห็นหรือความต้องการที่
แตกต่าง เพื่ออยู่บนพ้ืนฐานโดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมในระตับกิจการ องค์กรจะกำหนดให้มี
คณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยบุคคลที่มีประสบการณ์หลากหลายช่วย บริหารงานขององค์กรให้บรรลุ
วตั ถปุ ระสงค์
๕. หลักความรับผิดชอบ (Responsibility) คือ ความรับผิดชอบในงานของตน ความรับ
ผติ ชอบต่อการกระทำของตนเอง รวมถงึ การตระหนักและสำนึกในสทิ ธิและหน้าท่ี
๖. หลักความคุ้มค่า (Cost -Effectiveness or Economy) คือ การบริหารจัดการ
ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในระตับบุคคล ความคุ้มค่าเทียบเคียงได้กับความประหยัดไม่ฟุ่มเฟือย
และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าในระดับกิจการ คือ การบริหารจัดการ
เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดหรือเกิดมูลค่ามากท่ีสุด เช่น การใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า และรักษา
ทรพั ยากรธรรมชาติใหย้ ่ังยนื
๔๒
๓.๔ การประเมินคุณธรรมและความโปรง่ ใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and
Transparency Assessment : ITA)
คณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส
ในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ได้มีมติเห็นชอบคู่มือการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส
ในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA) ประจำปี
งบประมาณ พ.ศ. 2564 เป็นท่ีเรียบร้อยแล้ว โดยมีการปรับปรุงเน้ือหาและรายละเอียดข้ันตอนต่าง ๆ
เพื่ อ ให้ เกิ ด ความ สม บู รณ์ ที่ สุด แล ะห น่ วยงาน ภ าครัฐ สาม ารถ น ำไป ใช้ป ระก อบ การพั ฒ น าคุ ณ ธรรม
และความโปร่งใสในการดำเนินงานให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง (continuous improvement) และร่วมกัน
พัฒนาการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายท่ีกำหนดไว้ตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็น
การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 รวมถึงนำข้อมลู ดังกล่าวไป
ใช้ประกอบการประเมนิ ITA ของหน่วยงานตามใหเ้ ปน็ ไปตามข้ันตอนการประเมนิ ทกี่ ำหนดตอ่ ไป
โดยการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ
(Integrity and Transparency Assessment: ITA) เป็นเคร่ืองมือในเชิงบวกที่มุ่งพัฒนาระบบราชการ
ไทยในเชิงสร้างสรรค์ มากกว่ามุ่งจับผิด เปรียบเสมือนเคร่ืองมือตรวจสุขภาพองค์กรประจำปี โดยมี
วัตถุประสงค์เพ่ือให้หน่วยงานภาครัฐ ทั่วประเทศได้รับทราบถึงสถานะและปัญหาการดำเนินงานด้าน
คุณธรรมและความโปร่งใสขององค์กร ผลการประเมิน ที่ได้จะช่วยให้หน่วยงานภาครัฐสามารถนำไปใช้
ในการปรับปรุงพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน การให้บริการ สามารถอำนวยความ
สะดวก และตอบสนองต่อประชาชนได้ดีย่ิงขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นเคร่ืองมือ ในการยกระดับมาตรฐาน
การดำเนินงานภาครัฐ และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการต่อต้าน การทุจริตและ
ประพฤติมิชอบ ด้วยเหตุนี้การประเมิน ITA จึงไม่ได้เป็นเพียงการประเมินคุณธรรมการดำเนินงาน
การป้องกันการทุจริตในองค์กรและการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ แต่ยังเป็นการประเมินประสิทธิภาพ
การปฏิบัติงาน และการให้บริการประชาชน เพ่ือให้ทราบถึงช่องว่างของความไม่เป็นธรรมและความด้อย
ประสิทธิภาพ สำหรับนำไปจัดทำแนวทางมาตรการต่าง ๆ ในการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ
ในระบบราชการไทยต่อไป
การประเมิน ITA ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 นับปีที่ 9 ของการดำเนินการ
ท่ีผ่านมา และเป็นปีท่ี 4 ท่ีได้ปรับเข้าสู่การประเมินในรูปแบบออนไลน์ โดยการพัฒนาร่วมกันกับ
คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ในการออกแบบและพัฒนาเคร่ืองมือการประเมินให้มี
ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ประกอบกับ สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ออกแบบและพัฒนาระบบเทคโนโลยี
สารสนเทศรองรับการประเมินคุณ ธรรมและความโปร่งใสในการด ำเนินงานของหน่ วยงานภาครัฐ
(Integrity and Transparency Assessment System: ITAS) ซึ่งน ำมาใช้เป็ น ศูน ย์กลางใน การ
๔๓
ดำเนินการประเมินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซ่ึงการประเมิน ITA ในรูปแบบ ปัจจุบันได้ส่งผลให้หน่วยงาน
ภาครัฐได้เกิด ความตระห นักใน การบริห ารงานและก ำกับ ดูแลการดำ เนินงาน ให้ มีคุณ ธรรมและให้
ค ว า ม ส ำ คั ญ กั บ ค ว า ม โป ร่ ง ใส ข อ ง อ ง ค์ ก ร ข อ ง รั ฐ เป็ น อ ย่ า ง ม า ก แ ล ะ ค ร อ บ ค ลุ ม ห น่ ว ย ง า น ภ า ค รั ฐ
ไปท่ัวประเทศ ซ่ึงจะเหน็ ได้วา่ ต้ังแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 เป็นต้นมาน้ันได้เกดิ การเปล่ียนแปลงและ
พัฒนาการของหน่วยงานภาครฐั ในทางปฏิบัติอย่างเหน็ ไดช้ ัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความตนื่ ตวั และหันมาให้
ความสนใจต่อการพัฒนาแฟลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ของตนเองให้ทันสมัยและน่าสนใจมากข้ึนท่ี
สำคัญคือส่งผลให้หน่วยงานมีการจัดการข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นระบบระเบียบและเตรียมความพร้อม
ในการเปดิ เผยข้อมูลตอ่ สาธารณะให้ไดร้ บั ทราบและส่งเสริมให้เกิดการตรวจสอบอีกดว้ ย
ทง้ั น้ี หลกั การพื้นฐาน ITA คือ
1. “เปิดเผยข้อมูล” ของหน่วยงานภาครัฐเพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบและสามารถ
ตรวจสอบการดำเนินงานได้
2. “เปิดโอกาส” ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของหน่วยงานภาครัฐ ทั้งเจ้าหน้าที่ภายใน
หน่วยงาน และประชาชนผู้รับบริการ/ติดต่อกับหน่วยงานภาครัฐได้เข้ามามีส่วนร่วมประเมินหรือแสดง
ความเหน็ ตอ่ หน่วยงานภาครัฐ
ส่วนเป้าหมายของ ITA นั้น มุ่งหวังให้หน่วยงานภาครัฐได้มีการปรับปรุงพัฒนาตนเอง
ในด้านคุณธรรมและความโปร่งใสเพ่ือให้เกิดธรรมาภิบาลในหน่วยงานภาครัฐ มีการดำเนินงานท่ีมุ่งให้
เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและส่วนรวมเป็นสำคัญ และลดโอกาสที่จะเกิดการทุจริตและประพฤติมิชอบ
ในหน่วยงานภาครัฐ ส่งผลให้หน่วยงานภาครัฐสามารถบรรลุตามเป้าหมายท่ีกำหนดไว้ในแผนแม่บท
ภายใตย้ ทุ ธศาสตร์ชาติ
ทง้ั น้ี ได้มีการเก็บข้อมูลจาก 3 สว่ น ดังนี้
ส่วนท่ี 1 การเก็บข้อมูลจากบุคลากรในหน่วยงานภาครัฐ (Internal Integrity and
Transparency Assessment: IIT) โดยเปิดโอกาสให้บุคลากรภาครัฐทกุ ระดับท่ีปฏบิ ัตงิ านมาไม่น้อยกว่า
1 ปีได้มีโอกาส สะท้อนและแสดงความคดิ เห็นต่อคณุ ธรรมและความโปร่งใสของหน่วยงานตนเอง
ส่วนท่ี 2 การเก็บข้อมูลจากผู้รับบริการหรือผู้ติดต่อหน่วยงานภาครัฐ (External
Integrity and Transparency Assessment: EIT) โดยเปิดโอกาสให้ผู้รับบริการหรือผู้ติดต่อหน่วยงาน
ภาครัฐในช่วง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ได้มีโอกาสสะท้อนและแสดงความคิดเห็นต่อการดำเนินงาน
ของหนว่ ยงานภาครัฐ
ส่วนท่ี 3 การเปิดเผยข้อมูลทางเว็บไซต์ของหน่วยงาน (Open Data Integrity and
Transparency Assessment: OIT) เป็นการตรวจสอบระดับการเปิดเผยข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐท่ี
เผยแพรไ่ วท้ างหนา้ เว็บไซต์ หลักของหน่วยงาน
๔๔
กล่าวโดยสรุป การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงาน
ภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) เป็นการประเมินท่ีมี วัตถุประสงค์
ท่ีจะก่อให้เกิดการปรับปรุงพัฒนาด้านคุณธรรมและความโปร่งใสในหน่วยงานภาครัฐ โดยมีการประเมิน
ครอบคลุมหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศ ท้ังน้ี ตามมติคณะรัฐมนตรี เม่ือวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๑
มีมติเห็นชอบให้หน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงานให้ความร่วมมือและเข้าร่วมการประเมินคุณธรรม
และความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๖๔ โดยใช้
แนวทางและเคร่ืองมือการประเมินตามท่ีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
แห่งชาติ หรอื สำนกั งาน ป.ป.ช. กำหนด
๓.๕ ขอ้ มลู เบือ้ งต้นเกย่ี วกบั ดชั นกี ารรบั รูก้ ารทจุ รติ (Corruption Perceptions Index : CPI)
ดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index : CPI) คือ เคร่ืองมือในการวัด
ความโปร่งใสและการทุจริตคอร์รัปชันของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ท่ีมีค่าคะแนนตั้งแต่ ๐ (คอร์รัปชัน
มากที่สุด) - ๑๐๐ (คอรร์ ัปชนั น้อยทส่ี ุด) ซึ่งจดั ทำโดยองคก์ รเพือ่ ความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency
International : TI)
ตวั ชี้วัด ดัชนีการรบั ร้กู ารทุจริตของประเทศไทย (Corruption Perceptions Index: CPI)
(อนั ดับ/คะแนน) และคา่ เปา้ หมาย
เป้าหมาย ประเทศไทยมีการทจุ รติ และประพฤตมิ ชิ อบลดลง
ปี ๒๕๖๑ – ๒๕๖๕ อยใู่ นอนั ดับ ๑ ใน ๕๔ และ/หรือ ได้คะแนนไมต่ ่ำกว่า ๕๐ คะแนน
ปี ๒๕๖๖ – ๒๕๗๐ อยู่ในอนั ดับ ๑ ใน ๔๓ และ/หรือ ไดค้ ะแนนไมต่ ำ่ กวา่ ๕๗ คะแนน
ปี ๒๕๗๑ – ๒๕๗๕ อยู่ในอนั ดบั ๑ ใน ๓๒ และ/หรือ ได้คะแนนไมต่ ่ำกว่า ๖๒ คะแนน
ปี ๒๕๗๖ – ๒๕๘๐ อยู่ในอนั ดับ ๑ ใน ๒๐ และ/หรือ ได้คะแนนไม่ตำ่ กว่า ๗๓ คะแนน
(รา่ ง) แผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบบั ปรับปรงุ )
ปี ๒๕๖๔ คะแนนดชั นกี ารรบั รกู้ ารทจุ รติ อยทู่ ่ี 40 คะแนน
ปี ๒๕๖๕ คะแนนดชั นกี ารรบั รกู้ ารทจุ รติ อยทู่ ่ี 45 คะแนน
แผนการปฏริ ปู ประเทศดา้ นการปอ้ งกนั และการปราบปรามการทุจริตและประพฤตมิ ชิ อบ
เป้าหมายรวม ประเทศไทยมีระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions
Index: CPI) อยู่ใน ๒๐ อันดับแรกของโลกในปี พ.ศ. ๒๕๗๙
๔๕
ประเด็นคำถามทั้ง 9 แหลง่ ข้อมลู ทีเ่ ก่ียวข้องกับการยกระดับคะแนน CPI
1. แหล่งข้อมูล IMD World Competitiveness Yearbook (IMD) ซ่ึงได้คะแนนลดลง
คอื ได้ ๓๙ คะแนน (ปี 20๒๐ ได้ 4๑ คะแนน)
IMD นำข้อมูลสถิติทุติยภูมิและผลการสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารระดับสูง ไปประมวลผล
จัดอันดับ ความสามารถในการแข่งขนั ของประเทศไทย และพิจารณาจาก 4 องคป์ ระกอบ คือ
1) สมรรถนะทางเศรษฐกจิ
2) ประสทิ ธภิ าพของภาครัฐ
3) ประสิทธภิ าพของภาคธุรกิจ
4) โครงสร้างพื้นฐาน
ทั้งนี้ IMD สำรวจขอ้ มูลประมาณ เดือนมกราคม – เมษายน ของทุกปี ในแหล่งข้อมลู IMD
World Competitiveness Yearbook(IMD) โดยมีประเด็น ท่ีองค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ นำมา
คำนวณเป็นคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตจากแบบสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารระดับสูงใน ประเทศไทย
คือ “มกี ารตดิ สินบนและคอร์รัปชนั หรอื ไม่”
คะแนนลดลง ๒ คะแนน เน่ืองจากปัญหาการติดสินบนและการทุจริตท่ีสั่งสมมา
ประกอบกบั สถานการณ์โควิด–19 ท่ีเกิดขึ้น ยังปรากฏผ่านการนำเสนอข่าวของส่ือมวลชนว่ามีการทุจริต
ท่ีเก่ียวข้องกับการแก้ไขปัญหาโควิด–19 อาทิ การจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ รวมถึงปัญหาการติดสินบนกับ
เจา้ หน้าท่ีของรฐั ในการอนุมตั ิ-อนุญาต และการเออื้ ประโยชน์แก่ผปู้ ระกอบการบางราย ถึงแม้รฐั บาลไดม้ ี
การพัฒนาปรับปรุงกระบวนการอนุมัติ-อนุญาตท่ีอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนมากข้ึน แต่ยังมี
การเปิดโอกาสให้ใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าท่ีรัฐ ตลอดจนขาดการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนและ
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้มีความรู้ความเข้าใจในกฎหมาย และระเบียบต่าง ๆ ท่ีมีการนำมาใช้จึงทำให้
ผปู้ ระเมินอาจมองวา่ ปญั หาดังกลา่ วไม่ต่างจากปที ผ่ี ่านมา
2. แ ห ล่ ง ข้ อ มู ล Bertelsmann Stiftung Transformation Index (BF (TI))
ได้ 37 คะแนน (ปี 20๒๐ ได้ 37 คะแนน)
BF (TI) ใช้ ผู้ เช่ี ย วช าญ วิเค ราะห์ แ ล ะป ระเมิ น ก ระบ วน ก ารเป ลี่ ย น แ ป ล งไป
สู่ประชาธปิ ไตย และระบบ เศรษฐกิจแบบตลาดเสรี และดูความเปลย่ี นแปลง 3 ด้าน คือ
1) ดา้ นการเมือง
2) ด้านเศรษฐกจิ และ
3) ดา้ นการจัดการของรฐั บาล
ท้ังนี้ BF (TI) จะมีการเผยแพร่ผลทุก 2 ปี และข้อมลู ที่เผยแพร่ครั้งล่าสุดช่วงต้นปี 2563
ถึงแม้ว่า การประเมินจะประกอบด้วยชุดคำถามหลายข้อ แต่องค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ
๔๖
ใช้คะแนนจากคำถาม ของ BF (TI) เพียง 2 ข้อ ในการประเมินคะแนน CPI คือ การดำเนินการ
กบั เจ้าหน้าทีข่ องรัฐท่กี ระทำการทจุ รติ และความสำเรจ็ ของรัฐบาลในการจดั การกับปัญหาคอรร์ ปั ชัน
โดยขอ้ มูลที่ไดจ้ ะถูกนำมาวิเคราะห์จากผูเ้ ชย่ี วชาญ ของ BF (TI) ในประเทศไทย จำนวน 2 คน
การประเมินค่าดัชนีTransformation index BTI จะประกอบด้วยชุดคำถามหลายข้อ
แต่องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติใช้คะแนนจากคำถามของ BF (TI) ๒ ข้อ ในการประเมินคะแนน
CPI คือ ๑) การดำเนินการกับเจ้าหน้าท่ีของรัฐที่กระทำการทุจริต “To what extent are public
officeholders who abuse their positions prosecuted or penalized?” ๒) ความสำเร็จของ
รัฐบาลในการจัดการกับปัญหาการทุจริต “To what extent does the government successfully
contain corruption?”
คะแนนคงท่ี ถึงแม้รัฐบาลจะมีนโยบายในการแก้ไขปัญหาการทุจริต ตลอดจนการ
ดำเนินการต่าง ๆ แต่จากการรับรู้ของผู้ประเมินยังคงขาดความเชื่อมั่นในการลงโทษผู้กระทำการทุจริต
รวมถึงขาดความเช่ือม่ันในประสิทธิภาพของหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง นอกจากนี้การประชาสัมพันธ์
ที่กอ่ ใหเ้ กดิ การรบั รู้ถงึ ความจริงจงั ของรัฐบาลท่ีใหค้ วามสำคญั กบั การป้องกันการทจุ ริตยังไม่ชัดเจน
๓. แหล่งข้อมูล Economist Intelligence Unit Country Risk Ratings (EIU) ได้ 37
คะแนน (ปี 20๒๐ ได้ 37 คะแนน)
EIU วิเคราะห์เชิงลึกเก่ียวกับ ความเส่ียงที่ระบบเศรษฐกิจของประเทศต้องเผชิญ
ได้แก่ ความโปร่งใส ในการจัดสรรและการใช้จ่ายงบประมาณ การใช้ทรัพยากรของราชการ/ส่วนรวม
การแต่งต้ังข้าราชการจากรัฐบาลโดยตรง มีหน่วยงานอิสระในการตรวจสอบการจัดการงบประมาณ
ของหน่วยงาน น้ัน ๆ มีหน่วยงานอิสระด้านยุติธรรมตรวจสอบผู้บริหาร/ผู้ใช้อำนาจ ธรรมเนียมการให้
สินบน เพ่ือให้ได้สัญญาสัมปทานจากหน่วยงานของรัฐ ท้ังนี้ EIU มีการสำรวจเก็บข้อมูลประมาณ
เดอื นกันยายนของทุกปี โดยขอ้ มลู ที่ได้จะถกู นามาวิเคราะห์จากผู้เช่ียวชาญของ EIU จำนวน 2 - 3 คน
คะแนนคงท่ี ท่ีผ่านมาภาครัฐได้มกี ารจัดทำรายละเอียดท้ังแผนการใช้จ่าย เป้าหมาย และ
แหล่งที่มา ของรายได้ รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการหรือข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณ
การใช้ทรัพยากรของราชการ และการแต่งต้ังข้าราชการ ผ่านรูปแบบหรือช่องทางดิจิทัลต่าง ๆ รวมถึง
การเปิดช่องทางให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมในการดำเนินงานของภาครัฐ แต่ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ
ของ EIU อาจเหน็ ว่า ถึงแมป้ ระเทศไทยจะดำเนินการต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว แต่ประเทศไทยยังคงมปี ัญหา
ไมแ่ ตกต่างจากปที ่ีผา่ นมาในเรือ่ งความโปรง่ ใสในการจัดสรรและการใช้จ่ายงบประมาณ การใชท้ รพั ยากร
ของราชการ การแต่งต้ังข้าราชการระดับสูง การตรวจสอบการจัดการงบประมาณ ในกรณีต่าง ๆ
จงึ ทำให้ผู้เชย่ี วชาญยังคงมองสถานการณ์ประเทศไทยไม่ตา่ งจากเดมิ
๔๗
๔. แ ห ล่ ง ข้ อ มู ล Global Insight Country Risk Ratings (GI) ได้ 35 ค ะ แ น น
(ปี 20๒๐ ได้ 35 คะแนน)
ในแหล่งข้อมูล Global Insight Country Risk Ratings (GI) มีประเด็นที่องค์การเพ่ือ
ความโปร่งใสนานาชาติ นำมาคำนวณเป็นคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต คือ “ความเสี่ยงของการ
ที่บุคคลหรือบริษัทจะต้องเผชิญกับการติดสินบนหรือการคอร์รัปชันในรูปแบบอื่นเพื่อท่ีจะทำให้
การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างราบร่ืน เช่น เพื่อให้ได้รับสัญญาเพ่ือการส่งออก นำเข้า หรือเพื่อความสะดวกสบาย
เก่ียวกับงานด้านเอกสารต่าง ๆ มีมากน้อยเพียงใด” ซึ่งถูกประเมินโดยผู้เช่ียวชาญแต่ละประเทศ ซึ่งได้รับ
ข้อมลู จากกล่มุ ลูกค้า ผู้ทำสัญญากับภาครัฐ นักลงทนุ นกั ธุรกิจ ผ้รู บั งานอิสระ เครือขา่ ยนกั ข่าว
คะแนนคงที่ ถึงแม้รัฐบาลมีนโยบายในการแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชัน แต่ผู้เชี่ยวชาญ
ซ่ึงได้รับข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง (กลุ่มลูกค้า ผู้ทำสัญญากับภาครัฐ นักลงทุน นักธุรกิจ ผู้รับงานอิสระ
และเครือข่ายนักข่าว) เห็นว่าการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยยังคงมีความเส่ียงที่จะต้องเผชิญกับ
การติดสินบนหรือสิ่งตอบแทนสำหรับการพิจารณาสัญญาและการขอใบอนุญาตต่าง ๆ ตลอดจน
การคอร์รปั ชันในรูปแบบตา่ ง ๆ เพอ่ื ใหก้ ารดำเนนิ ธรุ กจิ เป็นไปอย่างราบรืน่
๕. แ ห ล่ ง ข้ อ มู ล The Political and Economic Risk Consultancy (PERC)
ได้ 3๖ คะแนน (ปี 20๒๐ ได้ 38 คะแนน)
PERC สำรวจข้อมูลจากนักธุรกิจในท้องถิ่นและนักธุรกิจชาวต่างชาติที่เข้าไป
ทำธุรกิจในประเทศน้ัน ๆ ได้แก่ นักธุรกิจจากสมาคมธุรกิจ ผู้แทนที่เข้าร่วมการประชุมต่าง ๆ ในเอเชีย
ผู้แทนหอการค้าประเทศต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งข้อมูลท่ีนามาใช้จัดทำ CPI 2020 เป็นข้อมูลที่เก็บรวบรวม
ขอ้ มลู ประมาณเดือนมกราคมถงึ ตน้ เดือนมนี าคม 2019 และตีพมิ พว์ ารสารในเดือนมีนาคม 2020
ทั้งนี้ PERC มีหลักเกณฑใ์ นการสำรวจโดยการสอบถามกลุม่ ตัวอย่างซ่งึ เปน็ การถามคำถาม
ที่แสดงให้เห็นถึงระดับการรับรู้ในเร่ืองการคอร์รัปชัน โดยมคี ำถามที่ใช้ในการสำรวจท่ีสำคัญ คือ ท่านจะ
ให้คะแนนปญั หาการทจุ ริตในประเทศที่ท่านทำงานหรอื ประกอบธุรกจิ เท่าใด
คะแนนลดลง ๒ คะแนน เนื่องจากมุมมองการรับรู้ของผู้ตอบแบบสอบถามอาจมองว่า
รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาทางการเมืองมากกว่าการสร้างมาตรการอย่างเป็นระบบใน
การต่อสู้กับปัญหาการทุจริตที่ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบจากสถานการณ์โควิด–19 ส่งผล
ต่อการบริหารจัดการของรัฐบาล เศรษฐกิจ สังคม และการดำรงชีวิตของประชาชน อีกท้ังปัญหาในเร่ือง
กระบวนการยุติธรรมที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ รวมถึงการทุจริตในวงกว้างเกี่ยวกับการจัดซ้ือจัดจ้าง ซึ่งถูก
มองว่าเป็นอปุ สรรคในการดำเนนิ งานของภาคธุรกิจ
๔๘
๖ . แห ล่งข้ อ มู ล PRS International Country Risk Guide (PRS) ได้ 32 คะแน น
(ปี 20๒๐ ได้ 32 คะแนน)
ICRG เป็นการจัดอันดับความเส่ียงของประเทศต่าง ๆ ทั้งความเสี่ยงด้านการเมือง
ด้านเศรษฐกิจ และด้านการเงิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยผู้เชี่ยวชาญ และมีการรายงานผลทุกเดือน
ครอบคลมุ 140 ประเทศทวั่ โลก
“การคอร์รัปชัน” เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ใช้ประเมินความเส่ียงด้านการเมือง PRS จึงมุ่ง
ประเมินการคอร์รัปชันในระบบการเมือง โดยรูปแบบการทุจริตที่พบมากท่ีสุด คือ การเรียกรับสินบน
หรือการเรียกรับเงิน เพ่ืออำนวยความสะดวกในการนำเข้า/ส่งออก การประเมินภาษี รวมถึงระบบ
อุปถัมภ์ ระบบพวกพ้อง การให้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองแบบลับๆ และความสัมพันธ์ใกล้ชิดของ
นักการเมืองกับนักธุรกิจ ในแหล่งข้อมูล Political Risk Services International Country Risk
Guide (ICRG) มีประเด็นท่ีองค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ นำมาคำนวณเป็นคะแนนดัชนีการรับรู้
การทุจริต คือ “การประเมินการคอร์รปั ชันในระบบการเมอื ง ซ่ึงรูปแบบของการคอร์รปั ชันโดยตรงที่การ
ดำเนินธุรกิจพบบ่อยครั้ง คือ การเรียกร้องเงินหรือการต้องจ่ายสินบนเพื่อให้ได้มาซึ่งใบอนุญาต
การนำเขา้ และสง่ ออก (Import and Export Licenses) การควบคมุ การส่งออก (Exchange Controls)
การประเมินภาษีการคุ้มครองจากตำรวจ หรือการกู้ยืมขอให้ท่านช่วยให้คะแนนปัญหาการคอร์รัปชัน
ทั้งการคอร์รัปชันท่ีเกิดขึ้นจริงหรือโอกาสท่ีจะเกิดการคอร์รัปชันจากระบบอุปถัมภ์ ระบบเครือญาติ
การฝากเข้าทำงาน การต่างตอบแทน การระดมทุนท่ีเป็นความลับและความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่น่าสงสัย
ระหว่างนักการเมืองกบั ภาคธรุ กจิ
คะแนนคงท่ี เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญได้วิเคราะห์ข้อมูลแล้วเห็นว่า การดำเนินธุรกิจ
ในประเทศไทยยังมีความเส่ียงที่จะต้องเผชิญกับปัญหาการเรียกรับเงินหรือการจ่ายสินบนในการดำเนิน
ธุรกิจ แม้ว่ารัฐบาลจะมีความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันด้วยการออกมาตรการต่าง ๆ
เพ่ืออำนวยความสะดวกในการให้บริการประชาชน แต่ผู้เช่ียวชาญยังไม่มีความเชื่อมั่นต่อการดำเนินการ
ตลอดจนการแกไ้ ขปญั หาอยา่ งเป็นรปู ธรรมทำใหเ้ กดิ การรบั รไู้ ม่แตกตา่ งจากปีทีผ่ ่านมา
๗ . แ ห ล่ งข้ อ มู ล World Economic Forum (WEF) ได้ 4๒ ค ะแ น น (ปี 2 0 ๒ ๐
ได้ 43 คะแนน)
ในแต่ละปี WEF ได้จัดทำรายงานการวัดอันดับความสามารถในการแข่งขันท่ัวโลก
(The Global Competitiveness Report: GCR) โดยรวบรวมข้อมูลด้านต่าง ๆ ผ่าน “แบบสำรวจ
ความคิดเห็นผู้บริหาร” (The Executive Opinion Survey: EOS) ซึ่งถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อสำรวจ
ความพึงพอใจของนักธุรกิจต่างประเทศและนักธุรกิจภายในประเทศว่าการประกอบธุรกิจในประเทศ
เหลา่ นั้นมคี วามสะดวกระดบั ใด มีปัจจยั ใดบ้างท่เี ป็นปญั หาและอปุ สรรคตอ่ การประกอบธุรกิจ
๔๙
WEF สำรวจมุมมองของนักธุรกิจท่ีเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเกี่ยวกับปัจจัย
ทเ่ี ป็นอุปสรรค สงู สดุ ในการทำธรุ กิจ 5 ดา้ น คอื
1) การคอร์รปั ชนั
2) ความไมม่ ่ันคงของรฐั บาล/ปฏวิ ตั ิ
3) ความไมแ่ นน่ อนดา้ นนโยบาย
4) ระบบราชการที่ไม่มีประสิทธภิ าพ
5) โครงสร้างพื้นฐานและสาธารณปู โภคท่ไี ม่เพียงพอวา่
แต่ละปัจจัยเป็นอุปสรรคเพิ่มข้ึน เท่าเดิม หรือลดลง ท้ังน้ี WEF สำรวจข้อมูลประมาณ
เดือนมกราคม – มิถุนายน ของทุกปี โดยในแหล่งข้อมูล World Economic Forum (WEF)
มีประเดน็ ที่องคก์ ารเพอ่ื ความโปร่งใสนานาชาติ นำมาคำนวณเป็นคะแนนดชั นีการรบั รกู้ ารทจุ ริต คอื
1) “ในประเทศของคณุ เปน็ เรื่องปกตเิ พียงใดท่ีบรษิ ัทจ่ายเงินพิเศษโดยไมม่ เี อกสารอ้างอิง
หรือจ่ายสนิ บนทเ่ี ชอ่ื มโยงกบั เรือ่ งต่อไปนี้”
(1) การนำเขา้ – ส่งออก
(2) สาธารณูปโภค
(3) การชำระภาษปี ระจำปี
(4) การทำสัญญาและการออกใบอนญุ าต
(5) ไดร้ ับการตัดสินใจทเ่ี ออ้ื ประโยชนจ์ ากกระบวนการยตุ ธิ รรม
2) ในประเทศของคุณ เป็นเร่ืองปกติเพียงใดท่ีมีการคอร์รัปชันโดยการจ่ายโอนเงิน
งบประมาณ ของรัฐไปยังบริษัท บคุ คลธรรมดาหรอื กลุ่มบุคคล
โดย WEF จะสำรวจข้อมูลประมาณเดือนมกราคม – มิถุนายน ของทุกปี ซึ่งในปี 2021
แม้จะไม่ได้มีการจดั อันดับความสามารถทางการแขง่ ขันของแต่ละประเทศเน่ืองจากสถานการณ์โควดิ -19
แต่จะใช้ดัชนีใหม่ที่พัฒนาข้ึนและนำมาใช้ช้ีวัดเป็นคร้ังแรกในปีท่ีผ่านมา โดยเน้นในเร่ืองการเติบโตอย่าง
ยง่ั ยนื
คะแนนลดลง มุมมองของนักลงทุนเกี่ยวกับสถานการณ์การทุจริตแทบจะไม่เปลี่ยนแปลง
ถงึ แม้หน่วยงานภาครัฐจะมกี ารต่ืนตัวในการปรับปรุงและพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทางนโยบาย
Digital Government รวมท้ังการเปิดเผยข้อมูลสู่ระบบดิจิทัลเพ่ือให้เกิดความโปร่งใสแต่ภาพลักษณ์
การแข่งขันภายในประเทศยังคงถูกมองว่ามีการดำเนินนโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มนายทุนหรือ
บริษัทขนาดใหญ่ให้มีอำนาจควบคุมตลาดในระดับสูง ส่วนภาพรวมของปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันยังคง
มีปัญหาเก่ียวกับประเด็นสินบนและการแทรกแซงการดำเนินธุรกิจจากเจ้าหน้าท่ีของรัฐ ประกอบกับ
ยังปรากฏกรณที เี่ ปน็ ข่าวเก่ียวกับการทจุ ริตของเจ้าหนา้ ทขี่ องรัฐอยู่อย่างตอ่ เน่อื ง
๕๐
๘. แห ล่งข้อมูล World Justice Project (WJP) ได้ 3๕ คะแนน (ปี 2 0 ๒ ๐ ได้
38 คะแนน)
WJP เป็นดัชนีช้ีวัดหลักนิติธรรม (Rule of Law) โดยมีเกณฑ์การวัด ประกอบด้วย
๘ เกณฑ์ ได้แก่ ขีดจำกัดอำนาจของรัฐบาล (Constraints on Government Powers) ปราศจาก
การคอร์รัป ชัน (Absence of Corruption) การเปิ ดเผยข้อมูลภ าครัฐ (Open Government)
สิทธิขั้นพ้ืนฐาน (Fundamental Rights) ความสงบเรียบร้อยของสังคม (Order and Security)
การบังคับใช้กฎหมาย (Regulatory Enforcement) กระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง (Civil Justice) และ
กระบวนการยตุ ิธรรมทางอาญา (Criminal Justice)
องค์กรเพ่ือความโปร่งใสนานาชาติ จะนำค่าคะแนนของแหล่งข้อมูล WJP เฉพาะเกณฑ์ท่ี
๒ คือ ปราศจากการคอร์รัปชัน (Absence of Corruption) โดยผู้เชี่ยวชาญจะถามคำถามท้ังหมด
๕๓ ข้อ เก่ียวกับขอบเขตของเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่ราชการในการแสวงหาผลประโยชน์
ส่วนตัว คำถามเหล่าน้ันเกีย่ วข้องกับภาคส่วนต่าง ๆ ซ่ึงอยู่ภายใต้การควบคมุ ของรัฐบาล รวมไปถึงระบบ
สาธารณสุข หน่วยงานท่ีอยู่ภายใต้การกำกับดูแล ตำรวจ และศาล ซึ่งคำถามแต่ละข้อ ประกอบด้วย
๔ ดัชนีย่อย ไดแ้ ก่
๑. เจา้ หน้าทีข่ องรัฐในฝ่ายบริหาร ไมใ่ ช้ตำแหน่งหนา้ ทเี่ พื่อแสวงหาประโยชนส์ ว่ นตวั
๒. เจ้าหนา้ ทขี่ องรัฐในฝ่ายตลุ าการ ไม่ใช้ตำแหนง่ หนา้ ทเี่ พื่อแสวงหาประโยชนส์ ่วนตัว
๓. เจ้าหน้าท่ีของรัฐในฝ่ายทหารและตำรวจ ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อแสวงหาประโยชน์
สว่ นตัว
๔. เจ้าหนา้ ทข่ี องรัฐในฝ่ายนติ บิ ัญญตั ิ ไม่ใชต้ ำแหนง่ หน้าที่เพอ่ื แสวงหาประโยชน์สว่ นตวั
โดยมีเฉพาะคะแนนท่ีได้รับจากผู้เช่ียวชาญ เท่านั้นที่ถูกน ำมาพิ จารณ าในการคำนวณ
ค่าดัชนีการรับรู้การทุจริต และดัชนีย่อย ๔ ดัชนีจะถูกนำมาคิดเป็นค่าเฉล่ียของท้ังหมดจนคงเหลือเป็น
ค่าเดยี ว
คะแนนลดลง ๓ คะแนน เน่ืองจากการรับรู้ของผู้ประเมินท่ีมองว่าถึงแม้เจ้าหน้าที่ของรัฐ
มีความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนปฏิบัติตามแนวทางเก่ียวกับการแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตน
กับผลประโยชน์ส่วนรวมแล้วก็ตาม แต่การดำเนินการยังขาดความชัดเจนและต่อเนื่องทั้งการกำหนด
นโยบายและแนวทางปฏิบัติเก่ียวกับการใช้อำนาจและดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการใช้อำนาจ
หนา้ ทตี่ ดั สินใจทเ่ี กี่ยวขอ้ งกบั ผลประโยชนข์ องสว่ นรวม
๙. แ ห ล่ ง ข้ อ มู ล Varieties of Democracy Institute (VDEM) ได้ 2๖ ค ะ แ น น
(ปี 20๒๐ ได้ 20 คะแนน)
V-DEM วัดเก่ียวกับความหลากหลายของประชาธิปไตย การถ่วงดุลของฝ่ายบริหาร
๕๑
นิติบัญญัติ และตุลาการ ตลอดจนการทุจริตของเจ้าหน้าท่ีในฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ซึ่งใน
ปี 2016 มีการวัด ในอาเซียนเพียง 4 ประเทศ แต่ต่อมาในปี 2017 จนถึงปัจจุบันมีการวัดในประเทศ
กล่มุ อาเซยี น 10 ประเทศ
ในแหล่งข้อมูล Varieties of Democracy Institute (VDEM) มีประเด็นท่ีองค์การ
เพ่ือความโปร่งใสนานาชาติ นำมาคำนวณเปน็ คะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต ตามคำถามที่ว่า การทุจริต
ทางการเมือง เป็นท่ีแพร่หลายมากน้อยเพียงใด (How pervasive is political corruption?) โดยดัชนี
แสดงความแพร่หลาย ของการทจุ ริตนี้ ถกู คำนวณจากคา่ เฉลยี่ ของดัชนี 4 ดา้ นคือ
1) ดัชนีการคอร์รัปชันในภาครัฐ (Public sector corruption index) โดยใช้คำถามว่า
“เจ้าหน้าท่ีรัฐ มีพฤติกรรมเรียกรับสินบน หรือส่ิงของอื่นใด ในระดับใด และเจ้าหน้าที่รัฐมีพฤติกรรม
ขโมยเบียดบังเงนิ หรืองบประมาณ หรือทรัพยากรภาครัฐ เพ่ือประโยชน์ส่วนตนหรือเพ่ือคนในครอบครัว
ของตนเองบอ่ ยครงั้ เพียงใด”
2) ดัชนีการคอร์รัปชันของผู้บริหารระดับสูง (Executive corruption index) โดยใช้
คำถามว่า “ผู้บริหารระดับสูง หรือตัวแทน มีพฤติกรรมเรียกรับสินบน หรือส่ิงของอื่นใดเป็นประจำ
หรือไม่ และผู้บริหาร ระดับสูง หรือตัวแทนเหล่านั้นมีพฤติกรรมขโมย เบียดบังเงินหรืองบประมาณ หรือ
ทรพั ยากรภาครฐั เพือ่ ประโยชนส์ ่วนตนหรอื เพือ่ คนในครอบครวั ของตนเองบ่อยครง้ั เพียงใด”
3) ดั ช นี ก ารค อ ร์รัป ชั น ข อ งฝ่ าย นิ ติ บั ญ ญั ติ (The indicator for legislative
corruption) โดยใช้คำถามว่า “เจ้าหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่เพ่ือเรียกรับผลประโยชน์ใน
ประเด็นเหล่านใ้ี นระดบั ใด”
(1) เรยี กรับสนิ บน
(2) รับเงินเพื่อช่วยเหลือให้ได้รับสัญญาจากภาครัฐ (เพ่ือตัวเอง ครอบครัว เพ่ือน
ผ้สู นบั สนุนทางการเมอื ง)
(3) มีผลประโยชน์ต่างตอบแทนกับภาคธุรกิจเพ่ือแลกกับโอกาสในการว่าจ้างภาย
หลงั จากออกจากสภานิติบัญญตั ิ
(4 ) ขโมย (เบี ยดบัง) เงินของภ าครัฐหรือเงินจากโครงการบริจาคต่าง ๆ
เพือ่ นำมาใช้ส่วนตัว”
4) ดัชนีการคอร์รัปชันของฝ่ายตุลาการ (The indicator for judicial corruption)
โด ย ใช้ ค ำ ถ า ม ว่ า “ ป ร ะ ช า ช น ห รื อ ภ า ค ธุ ร กิ จ มี ก า ร จ่ า ย เงิ น พิ เศ ษ (ที่ ไม่ มี เอ ก ส า ร
การจ่ายเงิน) หรือสินบน เพ่อื เร่งหรอื ชะลอกระบวนการของฝ่ายตลุ าการ ในระดบั ใด”
คะแนนเพ่ิมขึ้น ๖ คะแนน จากการวิเคราะห์บรรยากาศทางการเมืองในปี พ.ศ. ๒๕๖๔
ประเทศไทยได้จัดให้มีการเลือกต้ังในระดับท้องถิ่น ซึ่งเปิดโอกาสให้ภาคการเมืองต่าง ๆ สามารถทำ
กิจกรรมทางการเมือง รวมท้ังส่ือมวลชน และภาคประชาชนได้มีบทบาทในการแสดงความคิดเห็น
๕๒
ทางการเมือง ส่งผลให้บรรยากาศความเป็นประชาธิปไตยมีมากข้ึน รวมถึงการตอบคำถามของ
ผ้เู ชี่ยวชาญ ในรูปแบบ Expert survey แสดงให้เห็นทศั นคติท่ีดีขน้ึ เกยี่ วกับพฤติกรรมเรียกรับสินบนของ
เจ้าหน้าที่รัฐ ความโปร่งใสในการบริหารเงินงบประมาณ และการป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์
อีกทง้ั ในปีนมี้ ีการปรบั เปลีย่ นระเบยี บวิธีวิจัยทท่ี ำใหส้ ามารถเขา้ ถึงขอ้ มูลไดม้ ากขน้ึ
โดยองค์กรเพ่ือความโปร่งใสนานาชาติ ให้ข้อเสนอแนะเก่ียวกับการแก้ไขปัญหาการทุจริต
คอร์รัปชันโดยระบุว่าแม้ทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาโควิด-19 แต่รัฐบาลของนานาประเทศยังคงต้องให้
ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพทางสังคม ความโปร่งใสในการจัดซ้ือจัดจ้างและการใช้จ่ายงบประมาณ
ตลอดจนการสร้างความเข้มแข็งและความเป็นอิสระให้กับหน่วยงานตรวจสอบ รวมถึงการรับมือกับ
ปญั หาการทุจริตข้ามชาติ ท้ังในเรอ่ื งชอ่ งวา่ งของกฎหมายเพอ่ื สามารถนำตัวผกู้ ระทำผดิ มาลงโทษ
จากผลคะแนนการรับรู้การทุจริต ในปี 202๑ เป็นเครื่องบ่งช้ีสำคัญถึงสถานการณ์การทุจริต
ในประเทศไทย ซ่ึงเป็นเร่ืองสำคัญที่รฐั บาลจำเป็นต้องมีนโยบายในการแกไ้ ขปัญหาการทุจริตอยา่ งจริงจัง
เพื่อนำไปสู่แนวทางปฏิบัติในการสร้างความโปร่งใสในการดาเนินการของหน่วยงานภาครัฐ นอกจากน้ี
ภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน จะต้องตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาการทุจริต
และไม่ยอมทน ต่อการทุจริต ซ่ึงจะนำไปสู่สังคมที่สุจริตส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ และส่งผลต่อ
การเพ่มิ ขน้ึ ของคะแนนดัชนีการรบั รู้การทจุ ริตตอ่ ไป
๓.๖ การเขา้ ถึงเทคโนโลยขี องคนไทย
เพื่อนำเสนอข้อมูลที่จะนำไปสู่การประยุกต์นวัตกรรมหรือการกำหนดกลไกที่จะทำให้
การป้องกันและการปราบปรามการทุจริตมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลโดยใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยนั้น
ต้องทราบถงึ สถานะเกย่ี วกับการเข้าถงึ เทคโนโลยีของคนไทยในปจั จุบนั วา่ เปน็ เชน่ ไรบ้าง
จากการศึกษา พบว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติ๗ ได้สำรวจการมกี ารใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
และการส่ือสารในครัวเรอื น ซึ่งได้จดั ทำเปน็ ครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ และต้ังแต่ พ.ศ. ๒๕๔๖ เป็นต้นมา
สำนักงานสถิติแห่งชาติได้ทำการสำรวจต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อให้ทราบจำนวนประชาชนที่ใช้
๗ สำนกั งำนสถิติแห่งชำติกระทรวงดิจิทลั เพ่อื เศรษฐกิจและสงั คม. สรุปผลท่ีสำคัญสำรวจกำรมีกำรใช้เทคโนโลยสี ำรสนเทศ และกำร
สื่อสำรในครัวเรือน พ.ศ. ๒๕๖๓. สืบคน้ เมื่อ ๒๑ ตุลำคม ๒๕๖๔, จำก
http://www.nso.go.th/sites/2014/DocLib13/%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99ICT/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99
%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8
%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99/2563/Pocketbook63.pdf
๕๓
โทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ลักษณะ และพฤติกรรมในการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีต่าง ๆ
รวมทั้งจำนวนครัวเรือนที่มีอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร เช่น โทรศัพท์พื้นฐาน
เคร่ืองคอมพิวเตอร์ และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในครัวเรือน เป็นต้น การสำรวจใช้วิธีสัมภาษณ์
หัวหน้าครัวเรือน และสมาชิกในครัวเรือนที่มี อายุ ๖ ปีข้ึนไป ผลการสำรวจในปี ๒๕๖๓ พบว่า มีจำนวน
ประชาชนอายุ ๖ ปีขึ้นไป ทั้งส้นิ ประมาณ ๖๓.๘ ล้านคน ในจำนวนน้ีมีผู้ใช้โทรศพั ท์มือถือ รอ้ ยละ ๙๔.๘
ผใู้ ชอ้ ินเทอร์เน็ต ร้อยละ ๗๗.๘ และผใู้ ช้คอมพิวเตอร์ ร้อยละ ๒๖.๔
และจากการสำรวจการใช้สื่อโซเชียลของคนไทย โดย Global Digital Report 2021 ของ
We Are Social และ Hootsuite แพลตฟอร์มบริหารจัดการสื่อสังคมออนไลน์ เปิดสถิติถึงเดือน
กรกฎาคม ช่วงครึ่งปีหลังของปี ๒๕๖๔ พบ พฤติกรรมใช้ออนไลน์คนไทย “ติดอันดับโลก”
หลายรายการ โดยสถิติจาก We Are Social ยังพบด้วยว่า คนไทย จำนวนร้อยละ ๖๙ อยู่บนโลก
ออนไลน์เป็นท่ีเรียบร้อย และมีพฤติกรรมออนไลน์หลายอย่างที่เร่ิมได้รับความนิยมเพ่ิมสูงข้ึน คนไทย
ใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักในการอัพเดทข่าวเป็นอันดับ ๑ ของโลกในปีนี้ หรือคิดเป็นร้อยละ ๗๘
ขณะที่ คนไทยมากถึงร้อยละ ๙๑ อ่านข่าวออนไลน์ มากเปน็ อันดับที่ ๒ ของโลก โดยในกลุ่มของโซเชียล
มีเดีย คนไทยใช้แพลตฟอร์ม Facebook มากเป็นอันดับ 8 ของโลก โพสต์เฟซบุ๊กเฉล่ียคนละ ๑๑ ครั้ง
ต่อเดือนและแสดงความคิดเห็น (comment) บนเฟซบุ๊ก เฉล่ีย ๘ ครั้งต่อเดือน ขณะท่ี YouTube คน
ไทยใช้มากเป็นอันดับ ๑๘ ของโลก Instagram มากเปน็ อันดบั ๑๖ ของโลก ใช้ Facebook Messenger
มากเปน็ อันดับ ๖ ของโลก และใช้ Twitter มากเป็นอันดบั ๑๐ ของโลก
๕๔
ที่มา : https://datareportal.com/reports/digital-2021-july-global-statshot
นอกจากน้ี จากการศึกษาการใช้งานแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่คนไทยคุ้นชิน ณ ปัจจุบัน
พบว่า มีมากมาย เช่น เป๋าตัง ไทยชนะ หมอพร้อม ล้วนแต่ต้องใช้งานโดยวิธีสแกน QR Code ทั้งส้ิน
ซ่ึงทำให้ประชานชนมีความชำนาญและคุ้นชินกับระบบดังกล่าว โดยพบว่า คนไทยที่เช็คอินผ่านระบบ
ชองไทยชนะหรือหมอชนะกว่า ๔๗ ล้านคน เม่ือเทียบกับจำนวนประชากรท้ังหมด ๖๗ ล้านคน คิดเป็น
กว่าร้อยละ ๗๐ ซึ่งถือว่ามีประมาณมากพอสมควร ดังพิจารณาได้จากแผนภูมิรายงานข้อมูล
แอปหมอชนะ
ท่ีมา : https://www.bbc.com/thai/thailand-55784607
กล่าวโดยสรุป จากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และข้อมูลที่เก่ียวข้องกับการมีส่วนร่วม
ของประชาชนในการต่อต้านการทุจริต พบข้อมูลสำคัญเก่ียวกับแนวคิดประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม
(Participatory Democracy) ซ่ึงเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมือง
การปกครอง และในการตัดสินใจระดับต่าง ๆ มากข้ึน ตลอดจนแนวคิดหลักธรรมาภิบาล หรือ Good
Governance หรือตามกฎหมายใช้คำว่า “การบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมท่ีดี” ที่แนวคิด
ในการนำไปดำเนินการของกิจการของหน่วยงานของรัฐให้มีความโปร่งใส ประกอบข้อมูลเบ้ืองต้น
๕๕
เก่ียวกับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and
Transparency Assessment : ITA) และข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption
Perceptions Index : CPI) ซ่ึงสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของระบบการบริหารราชการแผ่นดินที่มี
เครื่องมือต่าง ๆ มาใชใ้ นการขบั เคล่ือนการบรหิ ารราชแผ่นดินทีม่ คี วามโปร่งใสมากขึน้
นอกจากนี้ จากการศึกษาถึงข้อมูลการเข้าถึงเทคโนโลยีของคนไทยสำหรับเพื่อนำไป
วิเคราะห์เก่ียวกับการสร้างนวัตกรรมการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินตามรูปแบบท่ี
คณะกรรมาธิการฯ จะนำเสนอนั้น พบว่า ประชาชนคนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างท่ัวถึงในระดับสูง
และมีแนวโน้มจะครอบคลุมท่ัวท้ังประเทศ ดังจะเห็นได้จากการเข้าถึงการใช้โปรแกรมประยุกต์หรือ
แอปพลิเคชันต่าง ๆ อาทิ หมอพรอ้ ม ไทยชนะหรอื หมอชนะ เปา๋ ตงั
๓.๗ นโยบายแผนพฒั นารฐั บาลดิจิทลั ของประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๓ – ๒๕๖๕
ในภาวะปัจจุบัน แรงขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกจิ และสังคม (Driving Force) ส่งผล
ให้การดำเนินงานภาครัฐของประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องมีการปรับตัวเพ่ือรองรับกับยุคของการ
เปล่ียนผ่านทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Disruption) ท่ีเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาท และ
ทดแทนการทำงานของบุคคล รวมถึงเทคโนโลยีแบบดั้งเดิม ซ่ึงมีความสอดคล้องกับการเปล่ียนแปลง
พฤติกรรมการบริโภค และการรับบริการของประชาชนที่มีแนวโน้มจะเปลี่ยนไปดำเนินธุรกรรมต่าง ๆ
ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากผลสำรวจจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยมี
มากกว่า ๔๗.๕ ล้านคน จากผลสำรวจในปี ๒๕๖๒ คิดเป็นร้อยละ ๗๑.๕ ของประชากรท้ังหมดใน
ประเทศไทย ซ่ึงสอดคล้องกับรายงานการจัดทำดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ขององค์การสหประชาชาติ
(UN e-Government Index) ในปี ๒๕๖๓ ที่ได้มีการรายงานจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์
ผา่ นอปุ กรณ์ส่ือสารเคล่อื นท่อี ยู่ในระดับสูง
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม ดังที่ได้กล่าวมานี้ได้ถูกเร่งรัด (Catalyst)
การเปลี่ยนแปลงย่ิงขึ้นไปเม่ือเกิดสถานการณ์การระบาดของโรค Covid-19 ในช่วงปลายปี ๒๕๖๒
มาจนถึงปัจจุบันท่ีทำให้เกิดปรากฎการณ์ทางสังคมที่เรียกว่า “ความปกติใหม่” หรือ New Normal
ที่ประชาชนจะต้องเว้นระยะห่างและหลีกเล่ียงการเผชิญหน้า ทำให้ความจำเป็น (Demand) ของ
เทคโนโลยีดิจิทัลเพ่ิมขึ้นกว่าช่วงก่อนท่ีจะเกิดการระบาดของโรค จากสถานการณ์น้ี ทำให้หน่วยงาน
ภาครัฐท่ีมหี น้าท่ีในการให้บรกิ ารประชาชนจะต้องเรง่ รัดการปรับเปลี่ยนรปู แบบและวิธกี ารให้บริการจาก
การให้บริการโดยตรงกับประชาชน ต้องเปล่ียนมาให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลมากยิ่งข้ึน ซึ่งการจะ
ดำเนินการให้บริการภาครัฐสามารถให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบได้น้ัน หน่วยงาน
ภาครัฐจำเป็นท่ีจะต้องดำเนินมาตรการต่าง ๆ เช่น การปรับเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐให้เป็นดิจิทัล
๕๖
(Digitization) การบูรณาการบริการและข้อมูลภาครัฐเพ่ือท่ีจะให้หน่วยงานภาครัฐสามารถให้บริการ
ผ่านช่องทางดิจิทัลได้อย่างเบ็ดเสร็จและไร้รอยต่อ (Seamless) นอกจากการให้บริการต่อประชาชนแล้ว
นั้น สถานการณ์ของการระบาดของโรค Covid-19 ทำให้หน่วยงานภาครัฐของไทยจำเป็นท่ีจะต้องปรับ
รูปแบบ วิธีการทำงาน เช่น การลดจำนวนบุคลากรท่ีจะต้องทำงานที่สำนักงาน หรือการหลีกเล่ียง
การประชุม ณ สถานท่ีใดที่หน่ึงเป็นการเฉพาะ ทำให้หน่วยงานภาครัฐมีความจำเป็นต้องนำเทคโนโลยี
ดิจทิ ัลมาปรับใช้ในการทำงานของหน่วยงานภาครฐั เพ่ือใหก้ ารทำงานของหน่วยงานภาครัฐมีความสะดวก
และคลอ่ งตัวมากขนึ้
ในการปรับเปล่ียนการให้บริการ และการทำงานของหน่วยงานภาครัฐดังท่ีได้กล่าวมานี้แสดงให้
เห็นถึงปรากฏการณ์ของการเปล่ียนแปลงรูปแบบการทำงาน (Digital Transformation) ของหน่วยงาน
ภาครัฐ เพื่อให้สอดรับกับบริบททางเศรษฐกิจและสังคมท่ีเปลี่ยนแปลงไป ท้ังนี้ รัฐบาลได้เล็งเห็น
ความสำคัญของการปรับเปลย่ี นรูปแบบการทำงานและการให้บรกิ ารภาครัฐ จึงได้มกี ารจดั ทำแผนพัฒนา
รัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๓ - ๒๕๖๕ เพ่ือสนับสนุนการปรับเปล่ียนรูปแบบการทำงาน
และการให้บริการภาครัฐของประเทศไทย ซ่ึงเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการบริหารงาน
และการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. ๒๕๖๒ รวมไปถึงแผนยุทธศาสตร์ชาติแผ่นแม่บท
ยทุ ธศาสตรช์ าติ แผนปฏริ ปู ประเทศ โดยเฉพาะแผนการปฏิรปู ประเทศว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน
ท่ีได้มีการปรับเป้าหมายในเร่ืองของความปกติใหม่ในหน่วยงานภาครัฐของประเทศไทย อีกทั้ง
แผนดิจิทัลเพ่ือเศรษฐกิจและสังคมท่ีมุ่งจะพัฒนาให้ประเทศไทยมีการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจดิจิทัล
จนนำไปสกู่ ารพฒั นาท่ยี งั่ ยนื
แผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๓ – ๒๕๖๕ มีวัตถุประสงค์ ๕ ประการ
ไดแ้ ก่
๑) เพอ่ื บรู ณาการดำเนินงานร่วมกนั ระหว่างภาครฐั ภาคเอกชน และประชาชน
๒) เพื่อให้มกี รอบการขบั เคลื่อนกจิ กรรม/โครงการที่ชัดเจนมงุ่ สจู่ ดุ หมายเดยี วกนั
๓) เพื่อกำหนดการอบรมขับเคลื่อนการบูรณาการรัฐบาลดิจิทัลท่ีสำคัญ สำหรับกำหนดประเด็น
แผนบูรณาการประจำปีงบประมาณ
๔) เพ่ือกำหนดหน่วยงานหลักและหน่วยงานรองในการขับเคล่ือนประเด็นที่เกี่ยว ข้อง
พร้อมกรอบงบประมาณในการดำเนินงาน
๕) เพ่ือเป็นกรอบแนวทางให้หน่วยงานภาครัฐจัดทำแผนการดำเนินงานท่ีสอดคล้องกับ
พระราชบญั ญัตกิ ารบรหิ ารงานและการให้บริการภาครัฐผา่ นระบบดิจิทัล พ.ศ. ๒๕๖๒
วิ สั ย ทั ศ ข อ ง พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ ก า ร บ ริ ห า ร ง า น แ ล ะ ก า ร ให้ บ ริ ก า ร ภ า ค รั ฐ ผ่ า น ร ะ บ บ ดิ จิ ทั ล
พ.ศ. ๒๕๖๒ คอื “รัฐบาลดิจิทลั เปดิ เผย เชื่อมโยง และร่วมกันสรา้ งบรกิ ารที่มีคุณค่าใหป้ ระชาชน”
๕๗
ยุทธศาสตร์การพัฒนารัฐบาลดิจิทัล มีจำนวน ๔ ยุทธศาสตร์ มุ่งหวังให้นำไปสู่เป้าหมายของ
ประเทศในด้าน “การลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการและสวัสดิการของประชาชน การเพิ่มขีด
ความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทย การสร้าง
ให้เกิดความโปร่งใสในการทำงานของภาครัฐ ท่ีประชาชนสามารถตรวจสอบได้ และการสร้างการมี
สว่ นร่วมของประชาชนในการขับเคล่อื นนโยบายสำคญั ของประเทศ”
๓.๘ การพฒั นารัฐบาลดจิ ิทัลในต่างประเทศ
ปัจจุบันนานาประเทศตระหนักถึงความสำคัญในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการ
พัฒนาประเทศและได้มีการริเร่ิมพัฒนารัฐบาลดิจิทัลขึ้น ซึ่งการศึกษาวิสัยทัศน์ นโยบายและแผนการ
ดำเนินงานการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลในต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางใน
การกำหนดกรอบและทิศทางการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทยได้ ได้แก่ ราชอาณาจักรเดนมาร์ก
สาธารณรัฐสิงคโปร์ สหราชอาณาจักร และสาธารณรัฐเกาหลี ซง่ึ สามารถสรุปการพัฒนาทส่ี ำคัญได้ดงั น้ี
๑) การจัดทำข้อมูลดจิ ิทัล โดยรวบรวมและปรับเปล่ียนข้อมลู ภาครฐั ให้อยู่ในรปู แบบดิจิทัล เพื่อ
นำไปใช้ประโยชน์ และพัฒนาบริการประชาชนและภาคธรุ กิจ
๒) การปรับปรุงกระบวนการภาครัฐ ที่มีการกำหนดรูปแบบการทำงานระหว่างหน่วยงาน
ภาครัฐ และบทบาทการสนับสนุนของหน่วยงานกลาง โดยการนำระบบดิจิทัลมาลดข้ันตอน
ลดกระบวนการทำงาน ลดงานเอกสารและมีการจัดทำลำดับการปรับปรุงตามความสำคัญ
ของกระบวนการ และจัดกลุ่มความสำคัญของหน่วยงานท่ีให้บริการ เพื่อให้เกิดกระบวนงาน
ท่ีเป็นไปตามมาตรฐานบนพื้นฐานความปลอดภัยและมีจริยธรรมภายใต้กรอบธรรมาภิบาล
ซึ่งหลายประเทศมงุ่ เน้นการดำเนินงานแบบ Agile เพอื่ ให้เกดิ ความยดื หยุน่ ในการทำงาน
๓) การพัฒนาบริการดิจิทัล ที่มุ่งเน้นการให้บริการดิจิทัลภาครัฐท่ีง่าย สะดวก รวดเร็ว
ปลอดภัย และมีคุณภาพสูงอีกท้ังต้องมีความน่าเช่ือถือ ยืดหยุ่น และมีความม่ันคงปลอดภัย
จากการคุกคามทางไซเบอร์ เป็นมิตรกับประชาชนและเอื้อต่อการเติบโตของภาคธุรกิจ
โดยยึดหลกั ประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Citizen Centric)
๔) การพัฒนาและบูรณาการแพลตฟอร์มดิจิทัลภาครัฐ มุ่งเน้นการบูรณาการบริการภาครัฐและ
การพัฒนาต่อยอดระบบบริการ ณ จุดเดียว (One-Stop Service) ผ่านระบบดิจิทัลโดยเป็น
กระบวนการต้ังแต่ต้นจนจบ (End – to – End Process) การพัฒนาระบบยืนยันตัวตน
(Digital ID) เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนและผู้ประกอบการในการดำเนินการด้าน
ธุรกรรม การสร้างแพลตฟอร์มกลางสำหรับการบริการประชาชน รวมถึงการพัฒนา
แพลตฟอร์มพ้ืนฐานที่หน่วยงานภาครัฐสามารถใช้งานร่วมกันได้ การพัฒนามาตรฐานร่วม
๕๘
การใช้ Open Source Framework และการใช้ Open ซอฟท์แวร์ ซึ่งมีความจำเป็นต้องมี
การประกาศมาตรฐานและแนวทางดำเนินงานสำหรับการประยุกต์ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลใน
แผนงานระดับชาติ
๕) การเชื่อมโยงและแลกเปล่ียนข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ โดยส่งเสริมให้มีการเช่ือมโยม
และการบูรณาการระบบดิจิทัลผ่านเทคโนโลยีสำคัญต่าง ๆ เช่น AI และ IoT เพื่อให้เกิดการ
แลกเปลยี่ นข้อมลู ระหว่างหนว่ ยงานภาครัฐ และสามารถนำไปพฒั นาบริการสาธารณะได้
๖) การพัฒนาบุคลากรทั้งในด้านทักษะและทัศนคติ โดยยกระดับบุคลากรด้านดิจิทัลให้เท่าทัน
ต่อนวัตกรรมพัฒนาผู้เช่ียวชาญด้านเทคนิคข้ันสูง การแต่งตั้ง Chief Digital Strategy
Officers จากกระทรวงต่าง ๆ เพ่ือดำเนินการตามแผน รวมถึงส่งเสริมให้บุคลากรมีทัศนคติ
ด้านดิจิทัลที่ดีในการเสนอความคิดและรูปแบบการทำงานใหม่ ๆ และสนับสนุนให้
ผู้เชี่ยวชาญท่ีไม่ใช่สายงานดิจิทัลเข้าใจถึงความเป็นไปได้ในการทงานในรูปแบบใหม่ หรือใน
รูปแบบท่ีแตกต่างจากเดิม ตลอดจนการปลูกฝังการเรียนรู้ best practice ของต่างประเทศ
เพอ่ื นำมาพัฒนาบริการภาครฐั อยา่ งต่อเน่อื ง
๗) การปรับปรุงเครื่องมือ กลไกและกฎหมาย โดยจัดเตรียมเครื่องมือดิจิทัลเพ่ือสนับสนุนการ
ดำเนินงานของเจ้าหน้าท่ีภาครัฐ เพ่ือส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในการดำเนินโครงการ
ร่วมกับภาคเอกชนและสถาบันวิจัยท่ีมีศักยภาพ (Public-Private Partnerships: PPPs)
รวมถงึ การใหค้ วามสำคญั ในการปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคในการดำเนินงาน
แบบดิจิทลั
๘) การเปิดเผยข้อมลู และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูล
ภาครัฐเพื่อสร้างความโปร่งใส รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อม (Ecosystem) ใหม่ท่ีภาครัฐ
ภาคธุรกิจ และภาคประชาชนสามารถร่วมมือกันได้และมีการรับฟังความเห็นจากประชาชน
เพื่อสรา้ งและพัฒนานวตั กรรมบรกิ ารท่ดี ขี ึ้นร่วมกับภาคประชาชน (Co-creating)
โครงการเชิงบูรณาการที่สำคัญในต่างประเทศเกี่ยวกับการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล จำนวน ๗
โครงการหลักสำคัญดงั น้ี
๑) Citizen Platform แพลตฟอร์มกลางท่ีรวบรวมข้อมูลและงานบริการต่าง ๆ เพื่อประชาชน
โดยบูรณาการระหว่างหน่วยงานสามารถหาข้อมูลสำหรับการดำเนินชีวิต รวมถึงทำธุรกรรม
ออนไลน์ไว้ในเวบ็ ไซตเ์ ดียวกนั เพ่ือให้สะดวกตอ่ การเข้าถึงขอ้ มูลและบรกิ ารของภาครัฐ
๒) Business Platform แพลตฟอร์มกลางท่ีรวบรวมข้อมลู และงานบริการตา่ ง ๆ เพื่อภาคธุรกิจ
โดยบูรณาการระหว่างหน่วยงานสามารถหาข้อมูลสำหรับการดำเนินธุรกิจ รวมถึงธุรกรรม
ออนไลนไ์ วใ้ นเวบ็ ไซตเ์ ดียวกนั เพือ่ ให้สะดวกตอ่ การเข้าถึงขอ้ มูลและบรกิ ารของภาครัฐ
๕๙
๓) Open Data Platform แพลตฟอร์มกลางท่ีรวบรวมข้อมูลและเผยแพร่ข้อมูลจากทุก
หน่วยงานภาครัฐไว้ในเว็บไซต์เดียวกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือให้ภาคประชาชนและภาค
ธุรกจิ นำข้อมลู ไปพัฒนา หรือคิดคน้ ต่อยอดธุรกจิ ของตน รวมท้ังเป็นการเพิ่มศกั ยภาพการใช้
ข้อมลู การเก็บรวบรวมขอ้ มูล และการแบง่ ปนั ข้อมูลรว่ มกนั
๔) Data Exchange Platform ระบบแลกเปล่ียนข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เพ่ือการ
แลกเปล่ียนท่ีรวดเร็ว ถูกต้อง และน่าเชื่อถือ โดยอาจเป็นการเก็บข้อมลู ไว้ในฐานข้อมูลกลาง
หรือแลกเปลี่ยนโดยตรง ซ่ึงหน่วยงานสามารถนำข้อมูลท่ีได้รับการอนุมัติไปใช้ต่อ เช่น
นำไปใชก้ รอกขอ้ มูลอตั โนมตั หิ รือนำไปเผยแพรบ่ น Open Data Platform ได้
๕) E-Authentication ระบบการลงทะเบียน การยืนยันตัวตน และการระบุสิทธิการเข้าถึง
ข้อมูลเพ่ือต้องการใช้บริการภาครัฐผ่านระบบออนไลน์ได้ทุกบริการแทนการสร้างบัญชีใหม่
ทุกครั้งท่ีต้องการทำธุรกรรมออนไลน์กับภาครัฐทำให้เจ้าของบัญชีสามารถเพ่ิมเติม หรือ
แก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลได้ตลอดเวลา อีกทั้งระบบจะทำการอัพเดทข้อมูลท่ีมีการเปลี่ยนแปลง
ไปยงั หนว่ ยงานภาครัฐทเี่ กยี่ วข้องทุกหนว่ ยงาน เปน็ การลดขน้ั ตอนในการทำงานซำ้ ซอ้ น
๖) e-Procurement เว็บไซต์กลางสำหรับรวบรวมการจัดซื้อจัดจ้างมแี คต็ ตาล็อกสินคา้ และงาน
บริการให้เลือกซื้อพร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินคา้ โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ ได้แก่ ด้านเทคโนโลยี
ด้านอสังหาริมทรัพย์ ด้านการท่องเท่ียว ด้านกฎหมาย และสำหรับธุรกิจขนาดย่อม (SMEs)
ทำให้หน่วยงานภาครัฐสามารถคน้ หาและจัดซื้อสินค้าและบริการท่ีมีคุณภาพได้อย่างสะดวก
ในราคาทีค่ ้มุ คา่
๗) Crowdsourcing เวบ็ ไซต์กลางของภาครฐั ใช้เป็นช่องทางออนไลนอ์ ยา่ งเปน็ ทางการ เพ่อื การ
แลกเปลี่ยน รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชน และภาคธุรกจิ ทั้งในมติ ิของ
การร่วมกันออกแบบบริการและการร่วมกันจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
๓.๙ ความรทู้ ่ัวไปเกีย่ วกับรปู แบบของ QR Code
๖๐
QR Code คอื อะไร
QR Code คือ สัญลักษณ์สี่เหล่ียม ที่เริ่มเห็นแพร่หลายในประเทศไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจาก
หนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร QR Code ย่อมาจาก Quick Response เป็นบาร์โค้ด ๒ มิติ ที่มีต้นกำเนิด
มาจากประเทศญ่ีปุ่น โดยบริษัท Denso-Wave ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๙๔ คุณสมบัติของ QR code คือ
เป็นสัญลักษณ์แทนข้อมูลต่าง ๆ ที่มีการตอบสนองท่ีรวดเร็ว ซ่ึงส่วนใหญ่จะนำมาใช้กับสินค้า ,
สื่อโฆษณาต่าง ๆ เพื่อใหข้ ้อมูลเพิ่มเติม หรือจะเป็น URL เว็บไซต์ เม่ือนำกล้องของโทรศพั ทม์ ือถือไปถา่ ย
QR Code ก็จะเข้าสู่เว็บไซต์ได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์ QR Code จะทำให้เข้าถึงการอ่านได้อย่าง
งา่ ยดาย โดยใช้โทรศพั ท์มอื ถือที่มกี ล้องถา่ ยรูป และมโี ปรแกรมที่เรยี กว่า QR Code reader ติดตั้งอยู่ใน
เครือ่ งโทรศพั ท์
QR Code มีก่ปี ระเภท
ประเภทของ QR Code นนั้ มที ้งั หมด ๕ ประเภทหลกั ดงั น้ี
๑) QR Code Model 1 เป็น QR Code แบบด้ังเดิม มีขนาดใหญ่ท่ีสุดในบรรดา QR Code
ทั้งหมด มีขนาด ๗๓*๗๓ โมดูล มีความสามารถบรรจุข้อมูลได้ถึง ๑๑๖๗ ตัว และ QR Code Model 2
ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นท่ีพัฒนามาจาก Model 1 มีความสามารถบรรจุข้อมูลได้ถึง ๗๐๘๙ ตัวอักษร ในปัจจุบัน
Model 2 เปน็ ทน่ี ิยมใช้กนั อย่างแพร่หลายและสามารถพบเห็นไดท้ วั่ ไป
๒) Micro QR Code เป็น QR Code ที่มีขนาดเล็กกว่าแบบแรกมากเพราะแสดงผลบางจุดตรวจ
ตำแหน่ง (position detection pattern) เพียงตำแหน่งเดียว ขนาดใหญ่ที่สุดของแบบที่สองน้ี คือ M4
(๑๗*๑๗ โมดลู ) บรรจขุ ้อมูลได้ ๓๕ ตัวเลข
๓) IQR Code เป็น QR Code ที่มีขนาดเล็กกว่าแบบด้ังเดิมมากและพิมพ์ออกมาเป็นแนวนอน
(rectangular code) สามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าจัดเก็บข้อมูลในปริมาณที่
เทา่ กนั จะประหยัดพ้นื ทใ่ี นการแสดงผลไดถ้ ึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เกบ็ ขอ้ มลู ได้ถงึ ๔๐,๐๐๐ ตวั อกั ษร
๔) SQRC เป็น QR Code ท่ีมีคุณ ลักษะเหมือนกับ QR Code Model 1 and Model 2
ทุกประการ แต่ท่ีเพ่ิมเติม คือ สามารถเกบ็ ข้อมูลทีเ่ ปน็ ความลบั ได้
๕) Frame QR เป็น QR Code ท่ีสามารถนำรูปภาพ กราฟิกมาติดบริเวณ ตรงกลางของ QR
Code ได้ ส่วนใหญ่ใช้ในงานประชาสัมพันธ์ งานอีเวนต์ นิทรรศการ เพื่อให้สะดุดตาผู้เข้าชม โดยการนำ
ภาพมาติดจะไม่ส่งผลกระทบกบั การอ่านข้อมลู บน QR Code
๖๑
ประโยชนข์ อง QR Code
QR Code สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้หลากหลายรูปแบบ เช่น แสดง URL ของเว็บไซต์ ,
ข้อความ , เบอร์โทรศัพท์ และข้อมูลท่ีเป็นตัวอักษรได้อีกมากมาย ปัจจุบัน QR Code ถูกนำไปใช้ใน
หลาย ๆ ด้าน เนื่องจากความรวดเร็ว ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดท่ีสุดของ QR Code คือการแสดง URL ของ
เวบ็ ไซต์ เพราะ URL โดย ปกตแิ ลว้ จะจดจำยากเพราะยาวและบางทกี ็จะซับซ้อนมาก แต่ด้วย QR Code
เพียงแค่ยกมือถือมาสแกน QR Code ที่พบเห็นตามผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ , นามบัตร , นิตยสาร ฯลฯ แล้ว
มอื ถือจะลงิ้ ค์เข้าเว็บเพจที่ QR Code นั้น ๆ บันทึกขอ้ มูลอยู่โดยอัตโนมตั ิ
วิธกี ารสร้าง QR Code มี ๒ วธิ หี ลักๆ ดังน้ี
• สร้างผ่านเว็บที่ให้บริการแบบออนไลน์ ซึ่งงา่ ย สะดวก และทำที่ไหนก็ได้ แต่ต้องสามารถเข้าสู่
หนา้ เว็บทีใ่ ห้บริการได้
• ติดต้งั โปรแกรม QR Code ซึ่งสามารถหา download ไดฟ้ รี เช่นกัน
๖๒
สามารถสรา้ งและใช้ QR Code ได้เองหรอื ไม่
เราสามารถสร้าง QR Code ใช้เองได้ง่าย ๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ด้วยโปรแกรม AIS QR Code
Generator ที่ สามารถสร้างตัว QR-Code ได้ทั้ งแบ บ เป็ น ข้อความ , URL, PIN แบ ล็คเบ อรี่,
เบอร์โทรศัพท์, SMS, e-mail และนามบัตร โดยเราสามารถกำหนดขนาดของ QR Code ได้ท้ังแบบ
แสตมป์, จดหมาย, กระดาษปรินท์ และเส้ือยืด อีกทั้ง ยังสามารถนำตัว QR Code ไปโพสต์ไว้ตามเว็บ
บอร์ดตา่ ง ๆ ดว้ ยการ Copy โค้ด HTML ไปใช้ไดห้ รือ Share ใหเ้ พื่อนที่ Facebook และ twitter ได้อีกดว้ ย
แนะนำเว็บไซต์สร้าง QR Code แบบไม่เสียเงิน
การสร้าง QR code สามารถทำได้หลายวิธี มีทั้งการสร้าง QR Code แบบอัตโนมัติผ่าน
แอปพลิเคชั่น และการสร้างผ่านเว็บไซต์สำหรับสร้าง QR cord โดยเฉพาะ สำหรับร้านค้าออนไลน์ท่ี
ตอ้ งการสร้าง QR code เพือ่ โปรโมทร้านค้าหรอื เว็บไซต์สามารถทำไดผ้ ่านเวบ็ ไซตฟ์ รี ดังน้ี
๑) เว็บไซต์ QR code Genertor เป็นเว็บท่ีเปิดให้ผู้ใช้สามารถเข้าไปสร้าง QR Code ได้ฟรี
เพียงแค่นำ URL ของเว็บไซต์หรือแฟนเพจของร้านคุณไปใส่ในช่อง เว็บไซต์ URL จากนั้นคลิกปุ่มสร้าง
รหัส QR แล้วระบบจะทำการสร้าง QR code ให้คณุ และคณุ ก็สามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้เลย นอกจาก
URL แลว้ เวบ็ ไซต์น้ยี งั ใหค้ ุณสรา้ งนามบัตร ขอ้ ความ SMS ออกมาเป็น QR code ได้อกี ด้วย
๖๓
๒) เว็บไซต์ websiteplanet จะมีเมนูให้เลือกสร้างได้มากมายถึง ๑๕ เมนู ได้แก่ สร้าง URL
เบอร์โทรศัพท์ URL Facebook Vcard MeCard ปฏิทิน ข้อความ อีเมล สถานที่ SMS Twitter และ
Wifi ซ่ึงข้ันตอนการสร้าง URL เว็บไซต์ สามารถทำไดง้ า่ ย ๆ ดังน้ี
(๑) คลกิ ทเี่ มนู URL
(๒) กรอก URL เว็บไซตข์ องคณุ ลงในช่องดานล่าง
(๓) เปล่ยี นสี เพ่ิมโลโก้ เพม่ิ กรอบไดต้ ามใจชอบ
(๔) คลกิ ป่มุ สร้าง QR
(๕) ดาวน์โหลด QR มาใช้งานได้เลย
วิธใี ช้ QR Code
เม่ือติดตั้ง QR Code Reader เรียบร้อยแล้ว หากพบเห็น QR Code และอยากรู้ว่า QR Code
น้ันคืออะไร ให้เปิดโปรแกรม QR Code Reader และถ่ายรูปสัญลักษณ์ QR Code ระบบจะแปลง
สญั ลักษณ์ ใหเ้ ป็นขอ้ มลู ท่ีอ่านไดท้ ันที
QR Code Reader ท่ใี ชไ้ ด้สำหรบั โทรศัพท์มือถอื จะมีอยู่ ๒ ประเภท ไดแ้ ก่
๑. แบบ Real-Time คือ แคใ่ ช้กล้องในโทรศพั ท์มอื ถือส่อง QR Code ไดท้ ันที
๒. แบบ Snapshot/Capture คือ ต้องเปิดโปรแกรมแล้วถ่ายภาพจากกล้องมือถือ ถ่ายภาพ
Code กอ่ น แลว้ จงึ ประมวล Code ออกมา
–
๖๔
ตัวอย่างการใช้งาน QR Code
–
บทที่ ๔
ผลการพจิ ารณาศกึ ษา
เมื่อคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริต ประพฤติมิชอบ และเสริมสร้าง
ธรรมาภิบาล วุฒิสภา ได้ดาเนินการพิจารณาศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องดังได้นาเสนอมาในบทที่ ๒
และบทที่ ๓ แล้ว คณะกรรมาธิการฯ ยังศึกษาข้อมูลเชิงประจักษ์ กล่าวคือ การเชิญผู้แทนจากหน่วยงาน
ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม รวมท้ังการลงพ้ืนที่ในต่างจังหวัดเพื่อให้ข้อมูลและแลกเปล่ียน
ความคิดเห็นเกี่ยวกับการศึกษาและจัดทาระบบติดตามตรวจสอบและป้องกันปราบปรามการทุจริต
คอร์รัปชันในการจัดซ้ือจัดจ้างของภาครัฐในรูปแบบการนาเทคโนโลยี QR Code สาหรับเช่ือมโยงไปยัง
เว็บไซต์ซ่ึงเป็นฐานข้อมูลเกี่ยวกับการดาเนินการบริหารการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐในโครงการต่าง ๆ
ท่ีเป็นการเปิดเผย โปร่งใส และกลไกในการป้องกันปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันในทุกข้ันตอน
รวมทัง้ มีกลไกในการปอ้ งกันและรักษาความปลอดภัยของขอ้ มูลส่วนบคุ คลใหก้ ับประชาชนที่แจ้งเบาะแส
หรือให้ข้อมูลการทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซ้ือจัดจ้างโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐ โดยได้มีการสารวจ
ความคดิ เห็นจากหน่วยงานท่ีเกยี่ วขอ้ งในประเดน็ สาคญั ๆ หรอื หวั ข้อคาถามดังต่อไปนี้
๑. องค์กรของท่าน มบี ทบาทอานาจและหน้าท่ีเก่ยี วกบั การจัดซอ้ื จัดจ้างอยา่ งไร
๒. หากมีรูปแบบ QR Code ในการเผยแพร่รายละเอียดแผนงานโครงการเก่ียวกับ
การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐเพ่ือให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้ตรวจสอบการทุจริต องค์กรของท่านมีความ
พร้อมในการรับเร่ืองร้องเรียน หรือสร้างเครื่องมือเพื่อเป็นช่องทางที่สะดวกและปลอดภัยในการแจ้ง
เบาะแสของประชาชนประการใด
๓. ท่านมีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะประการใด เกี่ยวกับหลักการพิจารณาศึกษา
เรื่อง "การจัดทาระบบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและปราบรามการทุจริตการจัดซ้ือ
จัดจ้างภาครัฐ" ของคณะกรรมาธกิ ารและมีขอ้ ขัดขอ้ งประการใด
๔. องค์กรของท่านมีการอานวยความสะดวกให้กับประชาชนที่มีความประสงค์จะแจ้ง
เบาะแสหรือยื่นเรือ่ งร้องเรียนเก่ียวกับการทจุ ริตการจัดซื้อจดั จา้ งของหนว่ ยงานภาครัฐอย่างไร
๕. องค์กรของท่านมกี ารเปิดเผยข้อมูลเก่ียวกับการดาเนินการจัดซื้อจัดจ้างให้ประชาชน
ได้เข้าไปตรวจดหู รือไม่ หากมเี ปน็ การเปิดเผยโดยวธิ กี ารใดและมีขอ้ มลู ใดบ้างทีน่ าไปเปดิ เผย
ซึ่งจากการรับฟังความเห็นจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กรมบัญชีกลาง สานักงบประมาณ
กรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม
การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ
(ป.ป.ท.) สานักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สานักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพ่ือเศรษฐกิจและสังคม
๖๖
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ (NECTEC) สานักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การ
มหาชน) สภาสถาปนิก สภาวิศวกร สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สานักงาน
พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
และประพฤติมิชอบ (ปปป.) คณะกรรมการเพ่ือส่งเสริมความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (CoST
Committee) กองบัญชาการตารวจสอบสวนกลาง สานักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
(ป.ป.ง) และสานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สานักงานอัยการสูงสุด รวมจานวน
๒๐ หน่วยงาน และจากการลงไปศึกษาข้อมูลในพ้ืนที่ต่างจังหวัด เช่น จังหวัดเชียงราย จังหวัด
อุบลราชธานี จังหวัดระยอง จังหวัดสมุทรปราการ ซ่ึงประกอบไปด้วยหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน
ต่าง ๆ เช่น สำนักงำนศำลยุติธรรมจังหวัด สำนักงำนอัยกำรจังหวัด สำนักงำนคณะกรรมกำรป้องกัน
และปรำบปรำมกำรทุจริตประจำจังหวัด พำณิชย์จังหวัด อุตสำหกรรมจังหวัด โยธำธิกำรและผังเมือง
จังหวัด ผู้บังคับกำรตำรวจภูธรจังหวัด กำรท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ท่องเที่ยวจังหวัด พัฒนำ
สังคมและควำมม่ันคงของมนุษย์จังหวัด คณะกรรมกำรธรรมำภิบำลจังหวัด สำนักงำนคณะกรรมกำร
ป้องกันและปรำบปรำมกำรทุจริตในภำครัฐ (ป.ป.ท.) เขต เกษตรจังหวัด พัฒนำชุมชนจังหวัด องค์กำร
บริหำรส่วนจังหวัด เทศบำลนคร เทศบำลเมือง เทศบำลตำบล องค์กำรบริหำรส่วนตำบล สถำนศึกษำ
และภำคประชำชน รวมจำนวนกวำ่ ๘๐ หน่วยงำน สรุปสาระสาคญั ตามความเห็นของแตล่ ะหน่วยงานได้
ดงั นี้
๔.๑ การรบั ความเหน็ จากหน่วยงานทเ่ี กย่ี วขอ้ ง
๑) กรมบัญชกี ลาง
กรมบัญชีกลาง มีความพร้อมในการรับเรื่องร้องเรียน เน่ืองจากพระราชบัญญัติ
การจัดซ้ือจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๓ (๒) ได้กาหนดให้คณะกรรมการ
พิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียนมีหน้าที่พิจารณาข้อร้องเรียนกรณีที่เห็นว่าหน่วยงานของรัฐมิได้ปฏิบัติ
ให้เป็นไปตามแนวทางของพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวง หรือระเบียบที่ออกตามความใน
พระราชบัญญัติฯ อยู่แล้ว ประกอบกับหมวด ๒ ว่าด้วยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและ
ผู้ประกอบการในการป้องกันการทุจริตแห่งพระราชบัญญัติฯ ท่ีกาหนดให้ภาคประชาชนและ
ผู้ประกอบการมีส่วนร่วมในการป้องกันการทุจริตในการจัดซ้ือจัดจ้างภาครัฐ โดยใช้เคร่ืองมือที่เรียกว่า
โครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (Infrastructure Transparency Initiative : CoST)
และข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact : IP) มาใช้เป็นเคร่ืองมือตรวจสอบความโปร่งใสในกระบวนการ
จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ยังได้มีการเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกันการทุจริตในภาครัฐ
และสามารถรายงานได้หากมีการพบเห็นพฤติกรรมที่ส่อไปในทางทุจริต ดังนั้น จึงไม่ขัดข้องประการใด
๖๗
สาหรับในส่วนของการสร้างเครื่องมือเพื่อเป็นช่องทางท่ีสะดวกและปลอดภัยในการแจ้งเบาะแส
ของประชาชน
ปั จ จุ บั น ก ร ม บั ญ ชี ก ล า ง ได้ มี ก า ร เปิ ด เผ ย ข้ อ มู ล ก า ร จั ด ซื้ อ จั ด จ้ า ง ภ า ค รั ฐ ท้ั ง ห ม ด
เช่น แผนการจัดซ้ือจัดจ้าง ประกาศเชิญชวน ประกาศผู้ชนะ สาระสาคัญในสัญญา ในเว็บไซต์ศูนย์ข้อมลู
การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ www.gprocurement.go.th เรียบร้อยแล้ว รวมท้ังอยู่ระหว่าง การพัฒนา
Dashboard สาหรับให้ประชาชนเข้าถึงและตรวจสอบโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐได้อย่างสะดวก
รวดเร็ว ไม่ยุ่งยาก และลงในระดับพื้นท่ี ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ ดังนั้น
จึงอาจไม่จาเป็นต้องพัฒนารูปแบบ QR Code เพ่ือการเผยแพร่แผนงานโครงการเก่ียวกับการจัดซ้ือ
จัดจ้าง หากแต่เป็นการต่อยอดจากส่ิงท่ีกาลังดาเนินการอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยให้การตรวจสอบข้อมูล
จากประชาชนมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากย่ิงข้ึน อย่างไรก็ดี ในส่วนของความปลอดภัยในการ
แจ้งเบาะแสของประชาชนน้ัน กรมบัญชีกลางได้มีการจัดทาบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือทาง
วิชาการและส่งเสริมธรรมาภิบาลต่อต้านการทุจริต ร่วมกับสานักงานคณะกรรมการป้องกันและ
ปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สานักงาน ป.ป.ท.) โดยกาหนดกรอบการดาเนินการซึ่งรวมถึง
การแลกเปล่ียนข้อมูลเพ่ือรับเรื่องร้องเรียนตามหมวด ๒ ว่าด้วยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและ
ผู้ประกอบการในการป้องกันการทุจริตแห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ
พ.ศ. ๒๕๖๐ ดังน้ัน จะเห็นได้ว่าประชาชนท่ีร้องเรียนการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเข้ามาจะ
ปลอดภยั ตามมาตรฐานการดาเนินงานของสานักงาน ป.ป.ท.
กรมบัญชีกลาง ไม่ขัดข้องกับการจัดทาระบบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการ
ป้องกันและปราบปรามการทุจริตการจัดซ้ือจัดจ้างภาครัฐของกรรมาธิการ เนื่องจากตามหมวด ๒
แห่งพระราชบัญญัติฯ ว่าด้วยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและผู้ประกอบการในการป้องกัน
การทุจริต ได้มีการกาหนดให้ภาคประชาชนสามารถตรวจสอบการดาเนินโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
ผ่านเคร่ืองมือท่ีเรียกว่า ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact : IP) และโครงการความโปร่งใสในการ
ก่อสร้างภาครัฐ (Infrastructure Transparency Initiative : CoST) ดังนั้น จึงเห็นด้วยกับการท่ี
คณะกรรมาธิการจะมีการจัดทาระบบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและปราบปราม
การทุจริตในการจัดซ้ือจัดจ้างภาครัฐ อย่างไรก็ดี เพื่อไมใ่ ห้เป็นภาระกบั หน่วยงานของรัฐตลอดจนเพ่ือให้
ประชาชนเข้าถึงข้อมูลจัดซ้ือจัดจ้างแบบ one stop service ผู้พัฒนาระบบต้องพัฒนาเครื่องมือ
ท่ีไม่ซ้าซ้อนกับเครื่องมือท่ีมีอยู่แล้ว รวมทั้งควรหารือในรายละเอียดกับหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องก่อน
ดาเนินการพัฒนาระบบใหม่ เพื่อให้การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนมีประสิทธิภาพ
และประสทิ ธผิ ลมากยง่ิ ขึ้น
๖๘
๒) สานักงบประมาณ
สานักงบประมาณ มีข้อสังเกตเก่ียวกับการจัดทารูปแบบ QR Code เพ่ือติดตาม
ตรวจสอบและปอ้ งกนั ปราบปรามการทุจรติ คอร์รัปชันในการจดั ซ้ือจดั จา้ งของภาครัฐ ดงั นี้
๑. การเผยแพรร่ ายละเอียดแผนงานโครงการเก่ียวกับการจัดซอื้ จัดจ้าง
ปัจจุบันสานักงบประมาณยังไม่มีการจัดทา QR Code ในการเผยแพร่
รายละเอียดแผนงานโครงการเกี่ยวกับการจัดซ้ือจัดจ้าง แต่สานักงบประมาณได้ดาเนินการเผยแพร่
รายละเอียดแผนงานโครงการเกี่ยวกับการจัดซ้ือ จัดจ้าง เป็นประจาทุกปี บนเว็ปไซต์สานักงบประมาณ
www.bb.go.th และเว็บ ไซต์ กรม บั ญ ชี กลาง www.gprocurement.go.th ซ่ึงเป็ น การป ฏิ บั ติ
ตามกฎหมายและระเบียบพัสดุฯ
๒) การรบั เรอ่ื งรอ้ งเรยี นของสานกั งบประมาณ
สานักงบประมาณมีความพร้อมสาหรับการรับเรือ่ งร้องเรียน โดยปัจจุบันการรับ
เร่ืองร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตในประเด็นของการจัดซื้อจัดจ้าง ประชาชนสามารถร้องเรียนผ่านศูนย์
รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล ๑๑๑๑ โดยสานักงานปลัดสานักนายกรัฐมนตรีเป็นหน่วยงานที่ดูแล
ระบบการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์ออนไลน์ ซ่ึงระบบดังกล่าวครอบคลุมถึงประเด็นการร้องทุกข์
เรื่องทุจริตด้วย หน่วยงานราชการหลายแห่งรวมถึงสานักงบประมาณจะรับเรื่องราวร้องทุกข์ที่เก่ียวข้อง
กับหน่วยงานนั้นผ่านระบบฯ ดังกล่าว เพื่อนาไปดาเนินการต่อไป ท้ังน้ี สานักงบประมาณได้มอบหมาย
ให้เจ้าหนา้ ท่ีดาเนินการตดิ ตามเรือ่ งรอ้ งเรยี นจากระบบฯ ดังกลา่ วทุกวนั
ในส่วนศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต สานักงบประมาณ มีช่องทางการแจ้ง
เบาะแสร้องเรยี น และเสนอแนะ ใหก้ ับประชาชนผ่านระบบเว็บไซต์ของศนู ย์ปฏิบตั ิการตอ่ ต้านการทุจริต
http://www.bb.go.th /anticrt โดยขณะนี้ สานักงบประมาณอยู่ระหว่างการวางแผนที่จะดาเนินการ
ปรบั ปรุงให้มปี ระสทิ ธภิ าพมากยิ่งขึ้น
การจัดทาระบบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและปราบปราม
การทจุ รติ การจัดซ้อื จัดจ้างภาครัฐของคณะกรรมาธกิ ารฯ เปน็ การเปิดกว้างให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบ
การทางานภาครฐั สอดคล้องกับแนวทางตามรัฐธรรมนูญซึ่งสนับสนุนการมีส่วนรว่ มของประชาชนในการ
ดาเนินงานของรัฐ แต่อย่างไรก็ตามการจัดทาระบบดังกล่าวต้องมีมาตรการการจัดการท่ีดี มีการป้องกัน
และบทลงโทษหากพบการร้องเรียนที่เป็นเท็จในประเด็นท่ีไม่มีมูลความจริง รวมถึงมาตรการคุ้มครอง
เจ้าหน้าที่ภาครัฐผู้ปฏิบัติงานผู้ถูกกล่าวโทษ เพื่อสร้างขวัญกาลังใจให้เจ้าหน้าท่ีผู้ท่ีปฏิบัติงานตามกฎ
ระเบยี บ ให้ได้รับความเปน็ ธรรม
๖๙
๓) กรมการปกครอง
กรมการปกครองมีความพร้อมในการรับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ต่าง ๆ รวมท้ัง
ได้ดาเนินการสร้างช่องทางการร้องเรียนและแจ้งเบาะแสการทุจริต ผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่สะดวก
และปลอดภยั ดงั นี้
๑. หมายเลขโทรศัพท์ ๐ ๒๒๒๖ ๐๕๓๐ (ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต)
หรือ ๐ ๒๖๒๙ ๙๑๒๓ (กองตรวจราชการและเรอ่ื งราวรอ้ งทุกข์)
๒. ร้องเรียน/แจง้ เบาะแสทางออนไลน์ (Online) ไดแ้ ก่
- เว็บไซตก์ รมการปกครอง (หัวข้อ ร้องเรยี นร้องทุกข์) : www.dopa.go.th.
- เวบ็ ไซต์ศูนย์ดารงธรรมอาเภอ : https://damrongdhama.dopa.go.th
- Facebook กรมการปกครอง fanpage
- Line official (แจ้งเบาะแสทุจริต ปค.)
๓. ย่นื เรือ่ งรอ้ งเรียน/แจ้งเบาะแสด้วยตนเองได้ที่ :
- ศนู ย์ปฏบิ ตั กิ ารต่อต้านการทุจรติ กรมการปกครอง
- ศนู ยด์ ารงธรรมอาเภอ ณ ทีว่ ่าการอาเภอทกุ แห่งทัว่ ประเทศ
กรมการปกครองมีความเห็นว่า การจัดทารหัส QR Code สาหรับเป็นฐานข้อมูล
เก่ียวกับการดาเนินการบริหารการจัดซ้ือจัดจ้างของภาครัฐนั้น ถือว่าเป็นเคร่ืองมือที่มุ่งเน้นให้เกิด
ความเปิดเผย โปร่งใส ในกระบวนการจัดซ้ือจัดจ้างของภาครัฐและถือเป็นการเพิ่มช่องทางและอานวย
ความสะดวกให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบข้อมูลที่เก่ียวข้องได้อย่าง รวดเร็ว
และเฝา้ ระวังการทุจริตไดอ้ ยา่ งเป็นรูปธรรมได้
อย่างไรก็ตาม การจัดทาระบบดังกล่าว ผู้ที่เก่ียวข้องในการจัดทาระบบจะต้อง
ออกแบบระบบให้มีความสะดวก ไม่ซับซ้อนและมีขั้นตอนที่ง่ายต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่ี
ในแต่ละหน่วยงาน เพื่ออานวยความสะดวกและไม่ถือว่าเป็นการสร้างภาระงานหรือการเพิ่มข้ันตอน
การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่ี รวมท้ังต้องคานึงถึงความงา่ ย ความรวดเร็ว ความสะดวกของระบบในการ
เข้าใช้ของประชาชนอกี ทางหน่ึงดว้ ย
ดังน้ัน หากมีการจัดทาระบบดังกล่าวข้ึน กรมการปกครองเห็นด้วยและพร้อมท่ีจะ
ปฏบิ ตั ิตามแนวทางทีก่ าหนด รวมท้ังพร้อมใหค้ วามร่วมมอื ในทุกมติ ทิ ีเ่ ก่ยี วขอ้ ง
๔) กรมส่งเสริมการปกครองทอ้ งถิน่
กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถ่ิน ได้มอบอานาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด
ดาเนินการจัดซื้อจัดจ้างในราชการส่วนกลาง และราชการส่วนภมู ิภาค โดยดาเนินการตามข้ันตอนจัดซ้ือ
จดั จ้างตามกฎหมายทเ่ี ก่ยี วข้อง ดงั นี้
๗๐
๑) พระราชบญั ญตั ิการจดั ซ้ือจัดจา้ งและการบรหิ ารพัสดภุ าครฐั พ.ศ. ๒๕๖๐
๒) ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซ้ือจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ
พ.ศ. ๒๕๖๐
๓) กฎกระทรวงทเี่ ก่ียวข้องกับการจดั ซือ้ จัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ
กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น มีความพร้อมในการรับเร่ืองร้องเรียนจาก
ประชาชนทุกภาคส่วนในการตรวจสอบการทุจริต และเห็นด้วยในการจัดทาระบบการมีส่วนร่วม
ของประชาชนในการป้องกันและปราบปรามการทจุ รติ การจัดซอื้ จัดจา้ งภาครัฐ
๕) สานกั งานคณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทจุ ริตแหง่ ชาติ (ป.ป.ช.)
สานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
เป็นสานักงานเลขานุการของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป็นหน่วยงาน
ที่เป็นอิสระ มีฐานะเทียบเท่ากรมตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และถือเป็น
“หน่วยงานภาครัฐ” ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ
พ.ศ. ๒๕๖๐ ดังนั้น การดาเนินการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐภายในสานักงานจะต้อง
ปฏบิ ัตติ ามพระราชบัญญตั ิดงั กลา่ วและระเบียบท่เี กี่ยวข้องดว้ ย
สานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
มีช่องทางรับเร่ืองร้องเรียนและมีระบบติดตามเร่ืองกล่าวหาร้องเรียน ผ่านทางเว็บไซต์ของสานักงาน
ซึง่ เป็นชอ่ งทางที่สะดวกรวดเรว็ อานวยความสะดวกให้กับผรู้ ับบริการ
ดังนั้น จึงเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการท่ีจะดาเนินการจัดทาระบบการมีส่วนร่วม
ดังกล่าว เพื่อเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการติดตามตรวจสอบและป้องกัน
ปราบปรามการทุจรติ ในการจัดซอ้ื จดั จา้ งภาครฐั อย่างเป็นรูปธรรม
๖) สานักงานคณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจริตในภาครฐั (ป.ป.ท.)
สานักงาน ป.ป.ท. ในฐานะเป็นกลไกของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปราม
การทุจริตในภาครัฐ และมีบทบาทอานาจและหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซ้ือจัดจ้างให้เป็นไปตาม
พระราชบัญญัตกิ ารจดั ซ้อื จัดจา้ งและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ และระเบยี บกระทรวงการคลัง
ว่าด้วยการจัดซ้ือจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครฐั พ.ศ. ๒๕๖๐ โดยดาเนินการผ่านระบบจดั ซื้อจัดจ้าง
ภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government Procurement : e-GP) ของกรมบัญชีกลางทุกขั้นตอน
โดยยึดหลักการคือต้องก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อราชการ มีความคุ้มค่า โปร่งใส มีประสิทธิภาพ
และตรวจสอบได้
สานักงาน ป.ป.ท. เห็นว่า หากมีรูปแบบ QR Code สาหรับเป็นฐานข้อมูลเกี่ยวกับ
การดาเนินการบริหาร การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐที่เปิดเผยจะเป็นการส่งเสริมและสนับสนุน
ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกากับ ติดตาม ตรวจสอบดาเนินการโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐ
๗๑
เพ่ือป้องกันการทุจรติ การจัดซ้ือจดั จ้างในการดาเนนิ โครงการ ได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ และหากการศึกษา
ดังกล่าวสามารถดาเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม จะทาให้มีฐานข้อมูลเกี่ยวกับการดาเนินการบริหาร
การจัดซ้ือจัดจ้างของภาครัฐที่เปิดเผยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก รวดเร็ว และประชาชน
ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการติดตาม ตรวจสอบและเฝ้าระวังการทุจริตในการดาเนินการจัดซื้อ
จัดจ้างในโครงการตา่ ง ๆ ของภาครฐั
ดังน้นั สานกั งาน ป.ป.ท. เหน็ ด้วยกบั การดาเนนิ โครงการดังกล่าว
๗) สานักงานการตรวจเงินแผน่ ดิน (สตง.)
การดาเนินการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐภายในสานักงานได้ปฏิบัติ
ตามพระราชบัญญัติการจัดซ้ือจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ และระเบียบ
กระทรวงการคลังวา่ ดว้ ยการจดั ซื้อจดั จ้างและการบรหิ ารพสั ดภุ าครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐
สานักงาน สตง.มีช่องทางในการรับเรื่องร้องเรียน/แจ้งเบาะแสหลายช่องทาง
ได้แก่ ร้องเรียนเป็นหนังสือ ร้องเรียนผ่านช่องทางเว็บไซต์ หรือไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ของสานักงาน
และร้องเรียนด้วยตนเอง อีกทั้ง ให้ความสาคัญในการรักษาความลับในเรื่องเกี่ยวกับการตรวจสอบ
โดยการตรวจสอบเร่ืองท่ีได้รับการร้องเรียนเป็นการปฏิบัติงานตรวจสอบหนึ่งของ สตง. ซ่ึงผู้ตรวจสอบ
ต้องปฏิ บัติงานตรวจสอบภายใต้หน้าที่และอา นาจตามพ ระราชบัญ ญั ติประกอบรัฐธรรมนู ญ ว่าด้วย
การตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๖๑ โดยเฉพาะในเรื่องของการรักษาความลับ ข้อความ ข้อเท็จจริง
หรือข้อมูลที่ได้มาเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ ซ่ึงกาหนดไว้ใน มาตรา ๑๐๔ อย่างชัดเจน ดังนั้น สตง.
จึงมีความพร้อมในการรับและดาเนินการตรวจสอบเรื่องร้องเรียน โดยคานึงถึงความปลอดภัย
ของประชาชนผู้แจ้งเบาะแสเป็นสาคญั
สานักงาน สตง. ยินดีสนับสนุนการดาเนินการของคณะกรรมาธิการท่ีจะกาหนดให้
มีการพจิ ารณาศึกษาเรอื่ งดงั กล่าว และมคี วามเหน็ เพมิ่ เติม ดังนี้
๑) ควรกาหนดรูปแบบหรือมาตรฐานของข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
เพื่อใหป้ ระชาชนเขา้ ใจและเข้าถึงขอ้ มลู ไดง้ า่ ย
๒) ส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐจัดทาและเผยแพร่การจัดซ้ือจัดจ้างทั้งปี เพ่ือให้การ
จัดซ้ือจัดจ้างเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีกาหนดเวลาที่เหมาะสม รอบคอบ เป็นการดาเนินการตาม
วตั ถปุ ระสงคใ์ นการใช้งานของหน่วยงาน ภายใตแ้ ผนการบรหิ ารพสั ดทุ ่ีเหมาะสมและชัดเจน
๓) ส่งเสริมให้มีการใช้ข้อมูลร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐเก่ียวกับการ
ประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ประกอบการ เพ่ือประโยชน์ในการพิจารณาคัดเลือกผู้ย่ืนข้อเสนอ
ท่จี ะเข้ามาเป็นคสู่ ญั ญากับหน่วยงานของรฐั ใหเ้ ป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
๔) ส่งเสริมให้หน่วยงานของรฐั ปฏิบัติให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติ
การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่ต้องการให้การจัดซ้ือจัดจ้างและการบริหาร
๗๒
พัสดุภาครัฐเป็นมาตรฐานเดียวกัน เน้นการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน เพ่ือให้เกิดความโปร่งใส
และเกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม คานึงถึงวัตถุประสงค์ของการใช้งานที่จะก่อให้เกิดความคุ้มค่า
มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการจัดซ้ือจัดจ้าง
ภาครัฐเพือ่ ประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและประเทศชาติอยา่ งยง่ั ยืน
๕) ระบบฐานข้อมูลควรมีรายละเอียดข้อมูลสาคัญอย่างเพียงพอให้กับภาค
ประชาชนในการตรวจสอบและป้องกันการทุจริต เช่น ชื่อโครงการ หน่วยงานที่รับผิดชอบ สถานที่
ดาเนินการ ช่วงระยะเวลาที่ดาเนินการ เพ่ือให้การแจ้งเบาะแสของประชาชนเกิดความชัดเจนเพียงพอ
ท่ีหน่วยงานจะสามารถดาเนนิ การตามเรื่องร้องเรยี น/การแจง้ เบาะแสได้
๘) สานักงานปลัดกระทรวงดจิ ิทัลเพ่ือเศรษฐกิจและสงั คม
สานักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมีการจัดซื้อจัดจ้าง
ตามแผนงานโครงการของสานักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกองบังคับการ
ปราบปรามการกระทาความผิดเก่ียวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และมีหน้าที่ให้ความเห็น
ประกอบการพิจารณาของปลดั หรอื รัฐมนตรี กรณีทีม่ กี ารจดั ซอ้ื จดั จ้างของหนว่ ยงานในสังกดั
ก า ร ด า เนิ น ก า ร จั ด ซ้ื อ จั ด จ้ า ง แ ล ะ ก า ร บ ริ ห า ร พั ส ดุ ภ า ค รั ฐ ภ า ย ใ น ส า นั ก ง า น
ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ปฏิบัติตามและดาเนินการเก่ียวกับการจัดซ้ื อจัดจ้าง
และการบริหารพัดสุภาครัฐของหน่วยงานตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ
ภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ
พ.ศ. ๒๕๖๐ กฎกระทรวง ประกาศ หนังสอื เวยี น และระเบยี บอืน่ ๆ ทเี่ กี่ยวขอ้ ง
สานักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพ่ือเศรษฐกิจและสังคม เห็นด้วยกับการพิจารณา
ศึกษาของคณะกรรมาธิการ เพ่อื ใหม้ ีระบบติดตามตรวจสอบทเ่ี หมาะสม
๙) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพวิ เตอร์แหง่ ชาติ (NECTEC)
การจัดทาระบบการติดตามตรวจสอบและป้องกันปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน
ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐท่ีเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและตรวจสอบการบริหาร
การจัดซื้อจัดจ้างโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐ ในรูปแบบหนึ่งโครงการหนึ่ง QR Code โดยมีการติดรหัส
ดังกล่าวไว้ตามป้ายโครงการต่าง ๆ จะทาให้สามารถตรวจสอบกระบวนการจัดซ้ือจัดจ้างโครงการได้
ตั้งแต่เริ่มโครงการ ระหว่างดาเนินโครงการ และส้ินสุดโครงการ ตลอดจนทาให้เกิดความสะดวก
ในการรวบรวมข้อมลู ทั้งหมดในแต่ละโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐท่ีมีการจัดซ้ือจัดจ้างว่า มีการเปล่ียนช่ือ
ใช้งบประมาณดาเนินโครงการจานวนเท่าไหร่ และเปน็ โครงการเดิมที่เคยดาเนินโครงการนี้ไปแล้วหรอื ไม่
ดังนั้น หากโครงการใดที่ดาเนินการแล้วไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและมีการทุจริตเกิดขึ้นก็สามารถ
ท่ีจะร้องเรียนโครงการนี้ได้โดยสแกนรหัส QR Code เพื่อแจ้งเบาะแสการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง
ซงึ่ จะทาให้งบประมาณที่ถูกนาไปใช้จ่ายในแต่ละโครงการ เกิดความคุ้มค่าต่อการลงทุน และไมเ่ กิดความ
๗๓
ซ้าซ้อนในการขออนุมัติงบประมาณเพื่อดาเนินโครงการท่ีมีลักษณะเดียวกันอีก อีกทั้งการจัดทารูปแบบ
QR Code จะทาใหง้ ่ายตอ่ การตดิ ตามตรวจสอบโครงการตา่ ง ๆ ของภาครฐั ท่มี ีการจดั ซื้อจัดจ้างดว้ ย
การจัดทารูปแบบ QR Code ควรมีกฎหมายและระเบียบรองรับในการจัดทา
รูปแบบ QR Code ด้วย เพ่ือให้เกิดความชัดเจนทางกฎหมาย เน่ืองจากรหัส QR Code ที่ติดตามป้าย
โครงการต่าง ๆ และอุปกรณ์ของสานักงานท่ีมีการดาเนินการจัดซ้ือจัดจ้างเป็นรูปแบบ QR Code ที่
จะต้องมีการส่ือสารไปถึงประชาชนในฐานะผู้ท่ีใช้บริการ จึงต้องมีกฎและระเบียบรองรับในการ
ดาเนินการดังกล่าว ทั้งน้ี รูปแบบ QR Code เป็นระบบที่มีรูปแบบตอบกลับการสนทนาผ่านข้อความ
และเสียงแบบอัตโนมัติ (Chatbot) ประชาชนท่ีร้องเรียนจึงสามารถที่จะพูดคุยโต้ตอบกับเจ้าหน้าท่ี
เก่ียวกับรายละเอียดในแต่ละโครงการว่าการดาเนินโครงการอยู่ในขั้นตอนใดตลอดจนสามารถท่ีจะ
ร้องเรียนเจ้าของโครงการได้อีกด้วยและควรเป็นมติจากคณะรัฐมนตรีท่ีบังคับให้ทุกหน่วยงานท่ี
ดาเนินการจัดซ้ือจัดจ้างในระบบการจัดซ้ือจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Government
Procurement: e-GP) ของกรมบัญชีกลาง ต้องดาเนินการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบท่ีเก่ียวข้อง
เพ่ือให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐที่มีการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่เริ่ม
โครงการ ระหว่างดาเนินการ และส้ินสุดโครงการอีกท้ัง ในปัจจุบันศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และ
คอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ได้ใช้ระบบดังกล่าวดาเนินการรับเร่ืองร้องเรียนทั่วไปของเมือง ซ่ึงมี
หลายหน่วยงานที่ใช้ระบบน้ี จึงเห็นว่า ควรนารูปแบบ QR Code ในการรับเรื่องร้องเรียนทั่วไปของเมือง
มาเชือ่ มโยงในระบบการรับเรื่องรอ้ งเรียนเกีย่ วกบั โครงการต่าง ๆ ของภาครัฐทมี่ ีการจดั ซื้อจัดจา้ ง
การจัดทารูปแบบ QR Code ดังกล่าวเป็นระบบที่ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล
ต่าง ๆ ของภาครัฐได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เช่น การร้องเรียน หรือการแจ้งเบาะแสเร่ืองการทุจริต
การเข้าถึงข้อมูลเก่ียวกับคณะกรรมการจัดซ้ือจัดจ้าง เน่ืองจากระบบดังกล่าวเป็นระบบที่มีรูปแบบตอบ
กลับการสนทนาผ่านข้อความและเสียงแบบอัตโนมัติ (Chatbot) จึงสามารถที่จะพูดคุยโต้ตอบกับ
ประชาชนได้ในเร่ืองต่าง ๆ โดยผู้ที่ร้องเรียน หรือแจ้งเบาะแสเรื่องการทุจริต เพียงแค่สแกน QR Code
ตามป้ายโครงการก็จะมีการเช่ือมโยงข้อมูลเข้าสู่ Applications LINE เพ่ือส่งข้อมูลไปยังเจ้าหน้าท่ี
ท่ีเก่ียวข้อง ดังนั้น ประชาชนจึงสามารถพูดคุยกับเจ้าหน้าท่ีและสามารถตรวจสอบโครงการต่าง ๆ
ท่ีดาเนินการจัดซ้ือจัดจ้างได้ อีกท้ัง กรมบัญชีกลางมีฐานข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างโครงการต่าง ๆ ของ
ภาครัฐ ซึ่งอยู่ในระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Government
Procurement: e-GP) จึงเห็นว่า ควรมกี ารเชือ่ มต่อฐานขอ้ มลู ดงั กลา่ วกับกรมบัญชกี ลาง
๑๐) สานกั งานพัฒนารัฐบาลดจิ ทิ ลั (องค์การมหาชน)
สพร. เป็นหน่วยงานกลางของระบบรัฐบาลดิจิทัลทีให้บริการส่งเสริม
และสนับสนุน การดาเนินการของหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานอ่ืนเก่ียวกับการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล
โดยการจัดให้มีการพัฒนาศูนย์กลางข้อมูลเปิดภาครัฐ (Open Government Data) ภายใต้ชื่อ
๗๔
“data.go.th” ด้วยแนวคิดการเป็นศูนย์กลางกาเข้าถึงข้อมูลเปิดภาครัฐของประเทศ เพ่ือให้ประชาชน
สามารถเข้าถึงข้อมูลภาครัฐได้สะดวก รวดเร็ว ตลอดเวลา พร้อมท้ังบริการให้คาปรึกษาในด้านการทา
Data Government Framework หรอื ธรรมาภิบาลข้อมลู เพ่ือใหม้ กี ารจาแนกประเภท และการจัดกลุ่ม
ความสาคัญของข้อมลู ก่อนการเปิดเผยขอ้ มูลของภาครฐั
สพร. มีช่องทางในการรับข้อเสนอแนะและข้อร้องเรียนโดยข้อมูลดังกล่าว
จะถูกส่งถึงเฉพาะผู้เกี่ยวข้องเท่าน้ันและมีกระบวนการจัดเก็บข้อมูลผู้ร้องเรียนให้มีความปลอดภัย
โดยมีช่องทาง ดังน้ี
๑. ผ่านทางหน้าเว็บไซตท์ ่ี URL:http://dga.or.th/th/contact
๒. ผ่านทาง DGA Contact Center: (+๖๖) ๐ ๒๖๑๒ ๖๐๖๐ ตลอด ๒๔ ชวั่ โมง
๓. ผา่ นทางอีเมล์ : [email protected]
การส่งเสริมและสนับสนุนการบูรณาการและแลกเปล่ียนข้อมลู ระหว่างหน่วยงาน
ของรัฐมีช่องทางและมาตรฐานในการเช่ือมโยงข้อมูลผ่าน API คณะกรรมาธิการ สามารถประสาน
ขอคาปรกึ ษาเพ่ิมเตมิ ได้เพื่อนาไปต่อยอดโครงการต่อไป
๑๑) สภาสถาปนิก
การจัดทาระบบการติดตามตรวจสอบและป้องกันปราบปรามการทุจริตคอร์รัป
ชันในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐท่ีเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและตรวจสอบการ
บริหารการจัดซ้ือจัดจ้างโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐ ในรูปแบบหน่ึงโครงการหนึ่ง QR Code
ในส่วนของข้อมูลรูปแบบ QR Code ควรมีข้อมูลพื้นฐานสาคัญไว้ในรหัส QR Code เพื่อประโยชน์ต่อ
การติดตามและตรวจสอบการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของประชาชน เช่น ข้อกาหนดของผู้ว่าจ้าง
(TOR) วัตถุประสงค์ ขอบเขตงาน งบประมาณ วงเงินตามสัญญาจ้าง รายช่ือกรรมการ หลักเกณฑ์
การพิจารณา และผลการพิจารณาคดั เลอื ก เป็นตน้
ผู้รับจ้างมีข้อมูลเฉพาะส่วนที่เก่ียวข้องกับการทางานเท่าน้ัน ดังน้ัน การให้ข้อมูล
เพ่ือประชาชนสามารถเข้าเก่ียวกับการดาเนินการจัดซื้อจัดจ้างน่าจะเป็นหน้าท่ีของหน่วยงาน
ท่ีดาเนินการจัดซ้ือจัดจ้าง เน่ืองจากมีข้อมูลครบถ้วนอยู่แล้ว อีกท้ัง เพื่อให้ความโปร่งใสเก่ียวกับการ
ดาเนินการจัดซ้ือจัดจ้างภาครัฐ จึงควรหารือไปยังคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต (ค.ป.ท.)
ท่ีมอี านาจหน้าท่ีในการส่วนท่ีเกี่ยวข้องซึ่งอยู่ภายใตพ้ ระราชบัญญัติการจัดซ้ือจัดจ้างและการบริหารพัสดุ
ภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ ในส่วนของสภาสถาปนิกยังไม่พบร้องเรียนเกี่ยวกับการจัดซ้ือจัดจ้างของหน่วยงาน
ภาครฐั และภาคเอกชนแต่อย่างใด
๑๒) สภาวิศวกร
สภาวิศวกรเห็นด้วยกับการจัดทาระบบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการ
ป้องกันและปราบปรามการทุจริตการจัดซ้ือ จัดจ้างภาครัฐการเข้าถึงข้อมูลการจัดซ้ือจัดจ้างของภาครัฐ
๗๕
ได้สะดวก รวดเร็วและปลอดภัยเป็นการเพ่ิมช่องทางการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนให้เข้าถึงข้อมูล
และอานวยความสะดวกในการร้องเรียนเมื่อพบเหตุการณ์ทุจริต ยังผลให้หน่วยงานของรัฐกระทาการ
จัดซ้ือจัดจ้างด้วยความรัดกุม และประชาชนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้สะดวก
มากขนึ้
๑๓) สมาคมอุตสาหกรรมก่อสรา้ งไทย ในพระบรมราชปู ถัมภ์
กรมบัญชีกลางอยู่ระหว่างดาเนินการโครงการความโปร่งใสในการกอ่ สร้างภาครัฐ
(Infrastructure Transparency Initiative : CoST) ซ่ึงเป็นโครงการท่ีหน่วยงานของรัฐเจ้าของโครงการ
ก่อสร้างจะต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างสู่สาธารณชนตลอดระยะเวลาที่ดาเนินการ
โครงการก่อสร้าง โดยเบื้องต้นกาหนดให้จังหวัดนาโครงการก่อสร้างที่ใช้งบประมาณมากท่ีสุดมาหนึ่ง
โครงการเพื่อทดลองนาขอ้ มลู การจัดซือ้ จัดจ้างดงั กลา่ วเข้าส่รู ะบบ CoST ซง่ึ ผทู้ ีน่ าเข้าข้อมูลคือหน่วยงาน
เจ้าของโครงการ ท้ังนี้ มีประเด็นคาถามว่าโครงการดังกล่าวจะมีลักษณะเช่นเดียวกับโครงการ
ของคณะกรรมาธกิ ารศึกษาตรวจสอบเร่อื งการทุจรติ ประพฤติมชิ อบและเสรมิ สรา้ งธรรมาภิบาล วุฒิสภา
หรือไม่
ประเด็นข้อสังเกตของสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
ดงั นี้
๑) งานก่อสร้างมีหลายขนาด โดยหลักจะแบ่งเป็น โครงการขนาดใหญ่
ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และขนาดจ๋ิว แต่ละประเภทจะพบปัญหาต่างกัน และปัญหาอาจเร่ิมต้ังแต่
การได้มาของโครงการ วิธีการและนโยบาย โดยยอมรบั ว่าในวงการกอ่ สรา้ งย่อมต้องมีเรื่องของการทุจริต
แต่เห็นว่าควรพิจารณาว่าหากมีการทุจริตแล้วจะต้องดาเนินการอย่างไรเพ่ือเป็นการป้องกันมิให้เกิด
ความเสียหายแกป่ ระเทศชาติ หรือเกิดความเสียหายน้อยท่ีสดุ
๒) ประเด็นปัญหาราคากลาง ปัจจุบันคณะกรรมการราคากลางจะพิจารณาราคา
ต่อหน่วย แต่มิได้พิจารณาถึงความเหมาะสมและความคุ้มค่าของโครงการ ปริมาณ หรือความเหมาะสม
ของการใช้วัสดุแต่ละประเภท ตัวอย่างเช่น การก่อสร้างถนนส่ีเลนในพ้ืนท่ีชนบทที่ไม่ค่อยมีการสัญจร
มีความคุ้มค่าเพียงใด ในส่วนของรูปแบบ QR Code และระบบ CoST เห็นว่าระบบดังกล่าวเป็นเพียง
การประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงข้อมูลของโครงการเท่าน้ัน แต่จะไม่ทราบถึงกระบวนการของการทุจริต
จึงเสนอความเห็นว่า ภาครัฐควรหาแนวทางแก้ไขปัญหาว่าจะทาอย่างไรให้ราคากลางมีความเหมาะสม
และควรพิจารณาถึงความจาเป็นของโครงการดังกล่าวด้วย อีกท้ังในความเป็นจริง ราคากลางที่กาหนด
ข้ึนไม่สามารถใช้ได้จริง เนื่องจากพื้นท่ีแต่ละแห่งมีความแตกต่างกัน เช่น การจัดซ้ือหินในพื้นท่ีที่อยู่ใกล้
ภูเขาก็จะสามารถจัดซื้อหินในราคาถูกได้ แต่สาหรับพื้นท่ีที่ไม่มีภูเขา และอยู่ไกลออกไปก็จะทาให้ราคา
หินย่อมมคี วามแตกตา่ งกันออกไปได้
๗๖
๓) เรื่องของการให้ภาคเอกชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ติดตาม
และประเมินผลโครงการ โดยกาหนดให้ภาคเอกชนท่ีไม่มีส่วนได้เสียเข้าร่วมเป็นผู้ตรวจสอบโครงการ
ดังนั้น จึงเห็นว่า รูปแบบ QR Code และระบบ CoST ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการทุจริตในโครงการต่าง
ๆ เนอ่ื งจากขอ้ มูลในระบบจะไม่สามารถตรวจสอบถงึ กระบวนการที่มีการทุจรติ ได้
๔) ปัญหาเรอื่ งการเจาะ (Hack) ระบบการจัดซ้อื จัดจา้ งภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์
(e – GP) ของกรมบัญชีกลาง เพื่อให้ได้มาซ่ึงข้อมูลการจัดซ้ือจัดจ้าง เช่น ช่ือผู้ซ้ือ ราคา ท่ีเสนอ บุคคล
ท่ปี ระมูลได้ เร่อื งดงั กล่าวกรมบัญชกี ลางอยู่ระหวา่ งการหาแนวทางการแกไ้ ข
๑๔) สานักงานพัฒนาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีแหง่ ชาติ (สวทช.)
สวทช. เห็นด้วยในหลักการการเปิดเผยให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้ตรวจสอบ
การทุจริต และได้จัดให้มีช่องทางรับเรื่องร้องเรียนผ่านเว็บไซต์ของ สวทช. ซึ่งข้อมูลท่ีได้รับจะถือเป็น
ความลับ จะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลและตัวตนของผู้แจ้งเบาะแสหรือผู้ร้องเรียน และผู้ถูกร้องเรียน
ต่อสาธารณชน
สวทช. เห็นว่า การจัดทาระบบการติดตามตรวจสอบและป้องกันปราบปราม
การทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซ้ือจัดจ้างของภาครัฐท่ีเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและ
ตรวจสอบการบริหารการจัดซื้อจัดจ้างโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐ ในรูปแบบหนึ่งโครงการหน่ึง QR
Code น้ัน กรมบัญชีกลางได้จัดให้มีระบบจัดซ้ือจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ท่ีเปิดเผยให้ประชาชน
ทุกภาคส่วนสามารถเข้าตรวจสอบได้ทุกขั้นตอนอยู่แล้ว นอกจากนี้ ตามหมวด ๒ ของพระราชบัญญัติ
การจัดซ้ือจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ ได้กล่าวถึงกระบวนการมีส่วนร่วมของภาค
ประชาชนและผู้ประกอบการในการป้องกันการทุจริตไว้ด้วยแล้ว ซ่ึงน่าจะสอดคล้องกับแนวคิด
ของคณะกรรมาธิการ จึงอาจไม่จาเป็นต้องเพิ่มกระบวนการในการจัดทา QR Code ดังกล่าว เพื่อมิให้
เป็นภาระแก่ผู้ปฏิบัติงานพัสดุมากจนเกินสมควร ในส่วนของช่องทางการแจ้งเร่ืองร้องเรียน สวทช.
เสนอให้หนว่ ยงานของรัฐทุกหน่วยงานจัดใหม้ ชี อ่ งทางรบั เร่ืองร้องเรียนในลกั ษณะดังกลา่ ว เพื่อประโยชน์
ในการตรวจสอบและป้องกนั ปราบปรามการทจุ รติ คอรร์ ัปชัน
๑๕) กองบงั คับการปอ้ งกันปราบปรามการทุจรติ และประพฤตมิ ิชอบ (ปปป.)
กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.)
มีความเห็นเกี่ยวกับการจัดทาระบบการมีสว่ นร่วมของประชาชนในการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจริต
การจัดซ้อื จดั จ้างภาครฐั ในประเดน็ ทใ่ี หป้ ระชาชนมีส่วนรว่ ม ดงั น้ี
(๑) การเปิดช่องทางการแจ้งเบาะแสการทจุ รติ
(๒) มาตรการคุ้มครองความปลอดภัยข้อมูลของผแู้ จ้งเบาะแส
(๓) ปญั หาอปุ สรรคในการดาเนินการ
๗๗
และมีข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะ ว่า สถานการณ์ในปัจจุบันการทุจริตมีปรากฏให้
เห็นอยู่อย่างต่อเนื่อง ในทางสื่อโซเชียลและจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ยังมีอีกจานวนมากท่ีไม่ปรากฏ ปัญหา
หลัก ๆ คอื ไม่มีผู้แจ้งเบาะแส ร้องเรียน หรือมีการกระทาการทุจริตที่เป็นกระบวนการ มีอิทธพิ ลในพื้นท่ี
ทาใหก้ ารตรวจสอบเขา้ ไมถ่ ึง
ดังน้ัน ตามที่คณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเร่ืองการทุจริต ประพฤติมิชอบ
และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา จะดาเนินการจัดทาระบบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการ
ป้องกันและปราบปรามการทุจริตการจัดซ้ือจัดจ้างภาครัฐ น้ัน เป็นสิ่งท่ีดีอย่างยิ่ง ประเด็นการเปิด
ช่องทางการแจ้งเบาะแสการทุจริตนั้น ปัจจุบันกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติ
มิชอบ มีช่องทางเว็บไซต์ของหน่วยงานและเพจเฟชบุ๊คของหน่วยงาน ที่ยังขาดคือ หมายเลขโทรด่วน
แจง้ เหตุ หรอื หากคณะกรรมาธิการจะมีช่องทางอนื่ ใดกเ็ ปน็ สิง่ ทด่ี ที ้งั สน้ิ
ในประเด็นมาตรการคุ้มครองปัจจุบัน ช่องทางของกองบังคับการป้องกัน
ปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ จะปิดบังข้อมูลของผู้แจ้งเหตุทุกราย และการลงพ้ืนท่ี
ตรวจสอบจะเป็นเจ้าหน้าที่ตารวจลงไปสืบสวนหาข้อมูลจากหลายฝ่ายจนแน่ชัด จึงจะสรุป สานวน
สืบสวนของหน่วยงานเอง เน่ืองด้วยข้ันตอนสืบสวนเป็นการสืบสวนจากพยานหลักฐานจึงไม่จาเป็นต้อง
อ้างถึงผแู้ จ้งเบาะแสเป็นพยาน
สาหรับปัญหาอุปสรรค เนื่องจาก บุคลากรของกองบังคับการป้องกันปราบปราม
การทุจริตและประพฤติมิชอบ ไม่เพียงพอ ต่อการแจ้งเบาะแสจากเพจที่เปิดไว้ได้ครบทุกราย
และไม่สามารถที่จะลงไปตรวจสอบได้ทกุ เบาะแสที่มีผู้แจ้ง ยกเว้น เดินทางมาร้องทกุ ข์หรือมีการร้องทกุ ข์
เป็นเอกสารลงนามมายังพนักงานสอบสวนของกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติ
มิชอบ และหากการตรวจสอบข้อมูลหรือการสืบสวนเป็นไปอย่างไม่รัดกุม กองบังคับการป้องกัน
ปราบปรามการทจุ ริตและประพฤติมิชอบ กจ็ ะถูกใช้เป็นเคร่ืองมือในเรื่องร้องเรียนนนั้ ได้
ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเก่ียวกับการดาเนินการเปิดช่องทางการแจ้งเบาะแส
การทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ เพ่ือให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแส และ
มาตรการเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยข้อมูลของผู้แจ้งเบาะแส รวมท้ังปัญหาอุปสรรคในการดาเนินการ
เรื่องดังกล่าว ดังนี้
๑) ต้องประชาสัมพันธ์ผ่านทางระบบช่องทางการสื่อสาร โทรทัศน์ วิทยุ
อินเตอร์เน็ต โซเชียลมเิ ดีย หรือ ทางระบบการสื่อสารอื่น ๆ เพื่อให้ประชาชนท่ัวไป ได้เข้าใจถึงกฎหมาย
ของนยิ ามคาว่า “ทุจรติ ” และ “เจ้าหน้าท่ขี องรัฐ” ว่ามีรายละเอยี ดเป็นอยา่ งไร
๒) ต้องเพิ่มช่องทาง การแจ้ง ร้องเรียน เม่ือประชาชนพบเห็นความผิดให้ง่าย
สะดวก และรวดเร็วย่ิงขึ้น พร้อมท้ังเพ่ิมช่องทางการติดตาม การร้องเรียนดังกล่าว พร้อมข้อมูลการ
ตดิ ต่อกับเจ้าหนา้ ท่รี ัฐผู้รบั การร้องเรยี นให้เปน็ รปู ธรรม
๗๘
๓) เพ่ิมจานวนเจ้าหนา้ ที่ประจาแต่ละหน่วยงานท่ีเกย่ี วข้องกบั การรับข้อร้องเรียน
ทางทุจริตใหเ้ พมิ่ มากขึ้น และงา่ ยต่อการเข้าถึงของประชาชน
๔) เสริมสร้างแรงจูงใจในการแจ้งเบาะแส ร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตของ
เจ้าหน้าท่ีรัฐ โดยเพ่ิมเติมกฎหมายในประเด็น “ค่าสินบนแห่งคดี” หากพบว่า คดีท่ีผู้ร้องเรียนสามารถ
สืบสวน สอบสวน จนสามารถติดตามจบั กมุ เจา้ หนา้ ที่ของรัฐผู้กระทาความผดิ มาดาเนินคดี และตรวจยึด
ทรัพย์สินท่ีเชื่อว่าหรือได้มาจากการกระทาความผิด ขายทอดตลาด หรือตกเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน
โดยเทยี บเคยี งกับรางวลั สินบนนาจับตามประมวลศลุ กากร
๕) สร้างเครือข่ายคนดีมีคุณธรรมต่อต้านการทุจริตให้เพิ่มมากขึ้น เพ่ือเพ่ิม
ชอ่ งทางในการแลกเปลย่ี นขอ้ มูลขา่ วสารในทางทจุ ริตในแต่ละกล่มุ
๖) ควรมีการจัดมอบรางวัลประจาปีในการต่อต้านการทุจริตซ่ึ งท่าน
นายกรฐั มนตรจี ะเปน็ ผมู้ อบใหก้ ับประชาชนผไู้ ดร้ ับการคดั เลือก
๗) เพิ่มหลักสูตรการเรียนรู้ในการต่อต้านการทุจริตให้กับเยาวชนของชาติต้ังแต่
ในระดบั อนบุ าล
๑๖) คณะกรรมการเพ่ือส่งเสริมความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (CoST
Committee)
โครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (Infrastructure Transparency
Initiative : CoST) เป็นโครงการท่ีริเร่ิมโดย Department for International ของประเทศอังกฤษ
ภายใต้การสนับสนุนจากธนาคารโลกในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ปัจจุบันมี ๑๙ สมาชิก ได้แก่ กานา
(เมืองเซกันดี-ตาโกราดี) กัวเตมาลา คอสตาริกา โคลัมเบีย (กรุงโบโกตา) แทนซาเนีย ติมอร์-เลสเต
ปานามา มาลาวี เม็กซิโก (รัฐฮาลิสโก) โมซัมบิก ยูกนั ดา ยูเครน อาร์เจนตินา อินโดนีเซีย (เขตลอมบ็อก
ตะวันตก) เอกวาดอร์ เอลซลั วาดอร์ เอธโิ อเปยี ฮอนดรู ัส และไทย
โครงการ CoST มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความโปร่งใสในโครงการก่อสรา้ งภาครัฐ
ผ่านการส่งเสริมการมสี ่วนร่วมของภาคประชาชน โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างภาครัฐในระบบโครงสร้าง
พนื้ ฐานของประเทศ โดยหลกั การของ CoST ประกอบด้วย ๔ องค์ประกอบ ไดแ้ ก่
(๑) การเปดิ เผยข้อมูลโครงการก่อสรา้ งภาครัฐ (Disclosure)
หน่วยงานเจ้าของโครงการจะต้องเปิดเผยข้อมูลตลอดระยะเวลาของ
โครงการตามแนวทางที่ CoST กาหนด โดยแบ่งการเปิดเผยขอ้ มูลเปน็ ๒ ลกั ษณะ ไดแ้ ก่
(๑.๑) การเปิดเผยข้อมลู โครงการต่อสาธารณะหรือข้อมลู เชิงรุก (Proactive
Disclosure) หน่วยงานเจ้าของโครงการจะต้องเปิดเผยข้อมูลตลอดระยะเวลาของโครงการก่อสร้าง
ต้ังแต่กระบวนการจัดทาและนาเสนอโครงการ การเตรียมความพร้อมของโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง
ช่วงการดาเนินการโครงการและหลงั จากเสรจ็ สิ้นโครงการ มีทัง้ ส้นิ ๔๐ รายการ
๗๙
(๑.๒) การเปิดเผยข้อมูลเมื่อมีการร้องขอหรือข้อมูลเชิงรับ (Reactive
Disclosure) เปน็ ข้อมูลทห่ี นว่ ยงานเจ้าของโครงการจะเปิดเผยเมื่อมกี าร้องขอ
ท้ังนี้ โครงการ CoST ประเทศไทยได้กาหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลเชิงรุกที่
เกย่ี วกับโครงการกอ่ สร้างสู่สาธารณชนในทุก ๆ ระยะของการดาเนินการ โดยจัดให้มีช่องทางการเปิดเผย
ข้อมูลได้แก่ เว็บไซต์ CoSTThailandของกรมบัญชีกลาง(http://process3.gprocurement.go.th/eGPCostWeb/home)
และ Facebook CoST Thailand (http://www.facebook.com/CoSTThailand)
(๒) กลมุ่ ผ้มู สี ว่ นได้สว่ นเสีย (Multi-Stakeholder Group : MSG)
MSG ประกอบด้วย ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม
เพ่ือร่วมกันขับเคล่ือนการดาเนินงานโครงการ CoST สาหรับประเทศไทย คือ คณะอนุกรรมการเพ่ือ
ส่งเสริมความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (คณะอนุกรรมการ CoST) ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามประกาศ
คณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริตภายใต้พระราชบัญญัติการจัดซ้ือจัดจ้างและการบริหาร
พัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๑๗ วรรคสอง โดยมีอธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นประธานอนุกรรมการ
ที่ปรึกษาหรือรองอธิบดีกรมบัญชีกลางที่กากับดูแล กองความร่วมมือและความโปร่งใสในการจัดซ้ือ
จัดจ้างภาครัฐ ผู้แทนสานักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนสานัก
งบประมาณ ผู้แทนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถ่ิน ผู้แทนสานกั งานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกจิ
ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผู้แทนสภาวิศวกรรมอุตสาหกรรมแหง่ ประเทศไทย ผแู้ ทนสมาคม
อุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้แทนวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรม
ราชูปถมั ภ์ ผแู้ ทนองค์กรต่อตา้ นคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ผ้แู ทนองค์กรเพอื่ ความโปร่งใสในประเทศไทย
ผู้แทนสถาบันธรรมรัฐเพ่ือการพัฒนาสังคมและส่ิงแวดล้อม ผู้แทนมูลนิธิต่อต้านการทุจริต เป็น
อนุกรรมการและมผี ้แู ทนกรมบญั ชีกลางเป็นฝ่ายเลขานุการคณะอนกุ รรมการ CoST
(๓) กระบวนการตรวจสอบข้อมูล (Assurance)
เปน็ กระบวนการตรวจสอบความครบถ้วนและถูกต้องของข้อมูลโครงการ
ก่อสร้างที่เข้าร่วมโครงการ CoST โดยคณะทางานตรวจสอบข้อมูล (Assurance Team) และจัดทา
รายงานผลการตรวจสอบข้อมูล (Assurance Report) ให้อยู่ในรูปของภาษาทเี่ ข้าใจได้งา่ ย และเผยแพร่
ให้สาธารณชนได้รับทราบ และหากตรวจพบความไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วนของข้อมูลจะดาเนินการ
รายงานให้คณะอนุกรรมการ CoST พิจารณาให้ความเห็น และให้หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องดาเนินการ
ตามกฎหมายและกฎระเบียบทเ่ี ก่ยี วข้องตอ่ ไป
(๔) การส่งเสริมการมีสว่ นรว่ มของภาคประชาชน (Social Accountability)
เป็นองค์ประกอบสาคัญในการเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเกิดการ
ตระหนักรู้ในความสาคัญของการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมความโปร่งใสในโครงการก่อสร้างภาครัฐ เช่น
๘๐
การให้ความรู้เร่ืองการนาข้อมูลไปใช้การจัดเวทีภาคประชาชนเพ่ือรับฟังความคิดเห็น และกระบวนการ
รับเร่ืองร้องเรียน เป็นตน้
ค ณ ะ รัฐม น ต รีได้ มี ม ติ ให้ ส านั ก งาน ค ณ ะ ก รรม ก ารน โย บ าย รัฐวิ ส าห กิ จแ ล ะ
กรมบัญชีกลางดาเนินการโครงการ CoST โดยได้เร่ิมนาร่องโครงการต้ังแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๘
จนกระท่ังปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ จึงได้ขยายการดาเนินให้ครอบคลุมส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต่อมาในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ เพื่อให้การดาเนินโครงการ CoST
มีสภาพบังคับทางกฎหมายและครอบคลุมหน่วยงานของรัฐทุกประเภท คณะกรรมการความร่วมมือ
ป้องกันการทุจริตจึงได้นาโครงการ Cost เข้าดาเนินการภายใต้พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้าง
และการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ และได้ออกประกาศคณะกรรมการความร่วมมือป้องกัน
การทุจริต เร่ือง โครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ ซ่ึงประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยมีผล
บังคับใช้เม่ือวันท่ี ๑๒ ตุลาคม ๒๕๖๒ เป็นต้นไป ปัจจุบันมีโครงการก่อสร้างเข้าร่วมโครงการ CoST
จานวน ๑,๕๒๗ โครงการ แบ่งเป็นส่วนราชการ จานวน ๒๕๙ โครงการ รัฐวิสาหกิจ จานวน
๓๑ โครงการ และองคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่น จานวน ๑,๒๓๗ โครงการ
ตามประกาศคณะกรรมการความร่วมมือป้องกนั การทุจริต เร่ือง โครงการความ
โปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ ข้อ ๕ กาหนดให้คณะอนุกรรมการ CoST พิจารณาคัดเลือกโครงการ
ก่อสร้างโครงการหน่งึ โครงการใดทีอ่ ยใู่ นหลักเกณฑ์ดังต่อไปนใี้ หเ้ ขา้ ร่วมโครงการ CoST
(๑) โครงการก่อสร้างที่จะดาเนินการจัดซ้ือจัดจ้างในระบบเครือข่ายสารสนเทศ
ของกรมบัญชีกลาง ทม่ี ีลกั ษณะ ดังนี้
(๑.๑) เป็นโครงการก่อสร้างท่ีมีงบประมาณสูงสุดของหน่วยงานราชการ
ระดบั กรมหรือเทยี บเทา่
(๑.๒) ในกรณีท่ีเป็นโครงการก่อสร้างของหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น
ตอ้ งมลี กั ษณะ ดงั นี้
(๑.๒.๑) เป็นโครงการก่อสร้างท่ีมีงบประมาณสูงสุดขององค์การ
บรหิ ารส่วนจังหวดั
(๑.๒.๒) เป็นโครงการก่อสร้างท่ีมีงบประมาณต้ังแต่เจ็ดล้านบาท
ขึ้นไปของเทศบาล
(๑.๒.๓) เป็นโครงการก่อสร้างท่ีมีงบประมาณตั้งแต่เจ็ดล้านบาท
ขึ้นไปขององค์การบริหารส่วนตาบล
(๑.๒.๔) เป็นโครงการก่อสร้างท่ีมีงบประมาณสูงสุดขององค์กร
ปกครองสว่ นทอ้ งถ่ินรปู แบบพเิ ศษ
๘๑
(๑.๓) เป็นโครงการก่อสร้างท่ีมีงบประมาณตั้งแต่ห้าร้อยล้านบาทข้ึนไป
ของรัฐวิสาหกจิ
(๑.๔) เป็นโครงการก่อสร้างท่ีมีงบประมาณสูงสุดของหน่วยงานอื่น
นอกเหนือจาก (๑.๑) – (๑.๓)
(๒) โครงการกอ่ สร้างทมี่ ผี ลกระทบต่อสาธารณชน
(๓) โครงการกอ่ สรา้ งที่คาดวา่ จะมีการดาเนินการแนน่ อน
(๔) โครงการก่อสร้างที่หน่วยงานเจ้าของโครงการพิจารณาเสนอให้เข้าร่วม
โครงการ CoST
(๕) โครงการก่อสร้างที่คณะอนุกรรมการ CoST เห็นสมควรให้เข้าร่วม
โครงการ CoST
การดาเนินการโครงการ CoST ท่ีผา่ นมา มีอปุ สรรคที่สาคัญ ๓ ประการ ไดแ้ ก่
๑) การเปิดเผยข้อมูลของหน่วยงานเจ้าของโครงการ พบว่า หน่วยงานเจ้าของ
โครงการยังให้ความร่วมมือในระดับท่ีต่า โดยจากจานวนข้อมูลท่ีต้องเปิดเผยท้ังส้ิน ๔๐ รายการ
จะมีการเช่ือมโยงมาจากระบบจัดซ้ือจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) โดยอัตโนมัติ จานวน
๒๕ รายการ (คิดเป็นร้อยละ ๖๒.๕) และบันทึกเพิ่มเติม จานวน ๑๕ รายการ (คิดเป็นร้อยละ ๓๗.๕)
แต่ข้อมูลในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ พบว่า ค่าเฉล่ียการเปิดเผยข้อมูลอยู่ที่ร้อยละ ๘๑.๓๕
แสดงให้เห็นว่า หน่วยงานเจ้าของโครงการมีการบันทึกข้อมูลโครงการเพิ่มเติมโดยเฉล่ียประมาณ
๗ รายการเท่านั้น
๒) ปัจจุบันระบบ CoST ถูกวางอยู่บนระบบจัดซ้ือจัดจ้างภาค รัฐด้วย
อิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) จึงมีข้อจากัดในการใช้งาน เช่น จานวนโครงการที่เข้าโครงการ CoST และ
รูปแบบการแสดงผล เป็นต้น อย่างไรกต็ าม กรมบัญชีกลางได้ขอรับจัดสรรงบประมาณเพ่ือพัฒนาระบบ
CoST เพ่ือเพมิ่ ประสิทธิภาพในการดาเนินงานแล้ว ขณะนี้อยู่ระหวา่ งการดาเนินงานพัฒนาระบบ CoST
คาดว่าจะสามารถรองรับจานวนโครงการท่ีเข้าร่วมโครงการ CoST ได้เพิ่มมากข้ึน และจะอานวย
ความสะดวกให้กับหน่วยงานเจ้าของโครงการในการเข้ามาใช้งานระบบ รวมถึงภาคประชาชนท่ีจะเข้า
มาใช้งานเว็บไซต์ CoST ด้วย
๓) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาชน ท่ีผ่านมากรมบัญชีกลางได้พัฒนา
โครงสร้างพื้นฐานของโครงการ CoST เพ่ือรองรับการดาเนินงาน เช่น การนาโครงการ CoST
เข้าดาเนินงานตามพระราชบัญญตั ิการจัดซื้อจัดจา้ งและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ การพฒั นา
ระบบ CoST การจัดเวทีภาคประชาชน และการจัดให้มีคณะทางานตรวจสอบข้อมูล (Assurance
Team) เป็นต้น ซึ่งถือว่าการดาเนินการดังกล่าวครอบคลุมตามหลักการของ CoST ได้อย่างครบถ้วน
อย่างไรก็ตามยังพบว่า ภาคประชาชนยังเข้ามาใช้ข้อมลู จากโครงการ CoST ไม่มากนัก ดังนั้น เป้าหมาย
๘๒
ในการขับเคล่ือนโครงการในระยะต่อไปจะมุ่งเน้นการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคประชาชน เพื่อให้
สามารถบรรลุวัตถุประสงคข์ องโครงการ รวมถงึ สามารถพัฒนาไปสู่การบรหิ ารราชการแบบมีส่วนร่วมได้
อยา่ งแทจ้ รงิ
๔) ข้อจากัดด้านงบประมาณ เน่ืองจากโครงการ CoST จาเป็นต้องมีคณะทางาน
ตรวจสอบข้อมูลตามแนวทางท่ี CoST กาหนดซ่ึงกรมบัญชีกลางได้ขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย
ประจาปี เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายใน ๒ ส่วน ได้แก่ (๑) เพ่ือจ้างท่ีปรึกษามาทาหน้าที่เป็นคณะทางาน
ตรวจสอบข้อมูล และ (๒) เพ่ือให้สานักงานคลังจังหวัดในการทาหน้าที่ผู้ช่วยคณะทางานตรวจสอบ
ข้อมูล และดาเนินการสุ่มตรวจโครงการในพ้ืนท่ี โดยที่ผ่านมากรมบัญชีกลางได้รับจัดสรรงบประมาณ
เฉพาะในส่วนของค่าจ้างท่ีปรึกษาและได้รับจัดสรรในวงเงินที่ลดลงซ่ึงไม่สอดคล้องกับจานวนโครงการ
ก่อสรา้ งภาครฐั ท่ีเขา้ ร่วมโครงการ CoST ทีเ่ พมิ่ สงู ขึน้ ทุกปี
ประกาศคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต เร่ือง โครงการความ
โปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ ครอบคลุมเฉพาะที่เป็นโครงการก่อสร้างของหน่วยงานของรัฐ
ทุกประเภทตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ หากจะขยาย
โครงการ CoST ให้ครอบคลุมการจัดซื้อจัดจ้างประเภทอ่ืน อาจต้องปรับปรุงรายการข้อมูลท่ีเปิดเผย
ให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของการจัดซื้อจัดจ้างแต่ละประเภท รวมถึงจะต้องปรับปรุงระบบ CoST
ใหร้ องรบั การดาเนินการดังกล่าวดว้ ย
หน่วยงานเจ้าของโครงการก่อสร้างและภาคประชาชนสามารถติดตามข้อมูล
โครงการก่อสร้างที่เข้าร่วมโครงการ CoST ได้ทางเว็บไซต์ CoST Thailand ของกรมบัญชีกลาง
(http://process3.gprocurement.go.th/eGPCostWeb/home) และ Facebook CoST Thailand
(https://www.facebook.com/CoSTThailand) ซึ่งมีความสะดวกและรวดเร็วอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ดี
หากจะเพ่ิมเติมใหเ้ ชื่อมโยงในรูปแบบของ QR Code กส็ ามารถเป็นไปได้
ในส่วนของการรับเรื่องร้องเรียนกรมบัญชีกลางขอเรียนว่า เว็บไซต์ใหม่ของ
โครงการ CoST ท่ีอยู่ระหว่างการพัฒนาจะมีระบบการรับเร่ืองร้องเรียน และการติดตามเรื่องร้องเรียน
เพ่ืออานวยความสะดวกให้กับหน่วยงานเจ้าของโครงการและภาคประชาชนในการจัดการเรื่องร้องเรียน
ต่าง ๆ หากหน่วยงานที่เก่ียวข้องต้องการเชื่อมโยงข้อมูลอาจพิจารณาดาเนินการขอเช่ือมโยงข้อมูลท่ี
ตอ้ งการผ่านระบบ CoST ได้ในระยะตอ่ ไป
หากลักษณะของการดาเนินงานโครงการทั้ง ๓ โครงการมีความคล้ายคลึงกัน
อาจบูรณาการการดาเนินงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในส่วนของโครงการ CoST ปัจจุบันมีการ
เปิดเผยข้อมูลโครงการก่อสร้างท่ีเป็นมาตรฐานสากล มีระบบสารสนเทศท่ีรองรับการเปิดเผยข้อมูล
ดังกล่าว รวมถึงมีเว็บไซต์ที่เผยแพร่ข้อมลู ต่อสาธารณชน หากโครงการ “การจัดทาระบบการมสี ่วนร่วม
ของประชาชนในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตการจัดซ้ือจัดจ้าง” และแนวคิด “๑ โครงการ ๑
๘๓
QR Code” จะพิจารณาใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่บนระบบ CoST อาจเป็นประโยชน์ในการ
ดาเนนิ งานของทัง้ สองโครงการต่อไปในอนาคต
สาหรับการส่งเสรมิ การดาเนินงานของทั้ง ๓ โครงการ อาจพัฒนาในส่วนของการ
ประชาสัมพันธ์ เพื่อกระตุ้นให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น เนื่องจากการดาเนินการที่มี
ลักษณะเพ่ือส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนมีอุปสรรคท่ีสาคัญประการหน่ึง คือ ระดับการเข้ามา
มสี ่วนร่วมของภาคประชาชนซ่ึงยังอยู่ในระดับต่า ท้ังท่ีหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงานได้จัดให้มีระบบ
รวมถึงช่องทางต่าง ๆ เพื่ออานวยความสะดวกให้ภาคประชาชนเข้ามาใช้บริการอยู่แล้ว ดังน้ัน
หากการดาเนินงานทั้ง ๓ โครงการ สามารถกระตุ้นให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากย่ิงขึ้น
จะเป็นประโยชนแ์ ละโอกาสสาคัญในการบรหิ ารราชการแบบมสี ่วนร่วมต่อไปในอนาคต
๑๗) สานักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
สานักงาน ปปง. เป็นส่วนราชการที่ไม่สังกัดสานักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือ
ทบวง ปฏิบัติหน้าท่ีโดยอิสระและเป็นกลาง มีอานาจหน้าท่ีตามมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติป้องกัน
และปราบปรามการฟอกเงนิ พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังต่อไปน้ี
(๑) ดาเนินการให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการ คณะกรรมการธุรกรรมและ
ปฏิบัติงานธรุ การอื่น
(๒) รับรายงานการทาธุรกรรมท่ีส่งให้ตามหมวด ๒ และแจ้งตอบการรับรายงาน
รวมท้งั การรบั รายงานและขอ้ มูลเกย่ี วกับการทาธุรกรรมท่ไี ด้มาโดยอย่างอื่น
(๓) รับหรือส่งรายงานหรือข้อมูลเพ่ือปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้หรือ
กฎหมายอ่ืน หรือตามข้อตกลงทไ่ี ดจ้ ดั ทาขึ้นระหวา่ งหนว่ ยงานในประเทศหรือต่างประเทศ
(๓/๑) กาหนดแนวทางปฏิบัติ กากับ ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติ
ตามพระราชบัญญัติน้ีของผู้มีหน้าท่ีรายงานการทาธุรกรรมต่อสานักงานตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และ
แนวปฏบิ ตั ิ ตามระเบยี บทคี่ ณะกรรมการกาหนด
(๓/๒) ประเมินความเสี่ยงระดับชาติท่ีเกี่ยวกับการฟอกเงินหรือการ
สนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายเพื่อจัดทานโยบายและกาหนดยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันและ
ปราบปรามการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการ ร้าย เสนอต่อ
คณะกรรมการและคณะรัฐมนตรี รวมทั้งแจ้งผลการประเมินความเสี่ยงดังกล่าวไปยังหน่วยงานกากับ
ดูแลผู้มีหน้าที่รายงานตามมาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๖ และหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องเพ่ือดาเนินการใด ๆ ใน
การปอ้ งกนั และปราบปรามการการฟอกเงิน หรอื การตอ่ ต้านการสนบั สนุนทางการเงนิ แกก่ ารก่อการร้าย
(๓/๓) จัดทาแผนปฏิบัติการร่วมกับส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐ
ท่ีเก่ียวข้อง ท่ีจะดาเนินการให้เป็นไปตามนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันและปราบปราม
การฟอกเงนิ และการต่อตา้ นการสนับสนนุ ทางการเงนิ แก่การก่อการร้าย
๘๔
(๓/๔) แจ้งรายชื่อผู้มีหน้าที่รายงานตามมาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๖ ซ่ึงไม่
ปฏบิ ัติตามพระราชบัญญัติน้หี รอื กฎหมายวา่ ด้วยการป้องกันและปราบปรามสนับสนุนทางการเงนิ แกก่ าร
ก่อการร้าย ไปยังหน่วยงานกากับดูแลผู้มีหน้าที่รายงานตามมาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๖ เพ่ือพิจารณา
ดาเนนิ การตามกฎหมายทเ่ี ก่ยี วขอ้ งตอ่ ไป
(๓/๕) ส่งเสริมความร่วมมือของประชาชนเก่ียวกับการให้ข้อมูลข่าวสารเพื่อ
การปอ้ งกนั และปราบปรามการฟอกเงนิ และการตอ่ ตา้ นการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการรา้ ย
(๔) เก็บรวบรวมข้อมูล สถิติ ตรวจสอบ และติดตามประเมินผลการดาเนินการ
ตามพระราชบัญญัติน้ีและวิเคราะห์รายงานหรือข้อมูลต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวกับการทาธุรกรรม และประเมิน
ความเส่ียง ท่เี ก่ยี วกบั การฟอกเงินหรือการสนับสนุนทางการเงนิ แก่การกอ่ การรา้ ย
(๕) เก็บรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดาเนินคดีกับผู้กระทาความผิดตาม
พระราชบัญญตั ินี้
(๖) จัดให้มีโครงการท่ีเก่ียวกับการเผยแพร่ความรู้ การให้การศึกษา และ
ฝึกอบรมในด้านต่าง ๆ ที่เก่ียวกับการดาเนินการตามพระราชบัญญัติน้ี หรือช่วยเหลือหรือสนับสนุนท้ัง
ภาครัฐ และภาคเอกชนใหม้ ีการจดั โครงการดงั กล่าว
ขอบเขตอานาจหน้าที่ของสานักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในการ
ตรวจสอบการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐนั้น เน่ืองจากตามมาตรา ๓ (๕) แห่ง
พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ กาหนดให้ความผิดต่อตาแหน่งหน้าท่ี
ราชการ หรือความผิดต่อตาแหน่งหน้าท่ีในการยุติธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตาม
กฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดต่อตาแหน่งหน้าท่ี
หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอ่ืน เป็นความผิดตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
โดยสานักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดาเนินการตามมาตรการทางแพ่ง บูรณาการและ
ส่งเสรมิ ให้เกดิ การดาเนนิ การตามมาตรการทางอาญา
สานักงาน ปปง. มีช่องทางในการรับเร่ืองร้องเรียน แจ้งเบาะแสตามความผิด
มูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ผ่านสายด่วน ปปง. ๑๗๑๐
ผา่ นทางเว็บไซต์สานักงาน ปปง. และการเดินทางมาแจง้ ด้วยตนเองท่ีสานกั งาน ปปง.
ทั้งน้ี สานักงาน ปปง. เห็นว่าการพิจารณาศึกษา เรื่อง “การจัดทาระบบการมี
ส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ” ในรูปแบบ QR
Code ของคณะกรรมการ เป็นการสนับสนุน ส่งเสริม เสริมสร้างระบบการป้องกันและปราบปรามการ
ทุจริตการจัดซ้ือจัดจ้างภาครัฐ ให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลยิ่งขึ้น ซ่ึงอาจเป็นในรูปของการข่าว
การแจ้งเบาะแส ซึ่งเป็นประโยชน์ในการปราบปรามหรือการให้ความรู้ความเข้าใจ เพ่ือให้เกิดผลในด้าน
การป้องกนั
๘๕
๑๘) สานกั งานอยั การสูงสุด
องค์กรอัยการเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซ่ึงประกอบด้วย ก.อ. อัยการสูงสุด
และพนักงานอัยการอื่น โดยมีสานักงานอัยการสูงสุดเป็นหน่วยธุรการ และเป็นส่วนราชการที่มีอิสระใน
การบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดาเนินการอ่ืน และเป็นนิติบุคคล โดยมีอัยการสูงสุดเป็น
ผ้บู ังคับบัญชาและเป็นผู้แทนนิติบคุ คล โดยท่ีพระราชบัญญัติการจดั ซ้ือจัดจ้างและการบริหารพสั ดภุ าครัฐ
พ.ศ. ๒๕๖๐ บัญญัติคาว่า หน่วยงานของรัฐ ให้หมายความว่า องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ประกอบกับ
ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ ได้นิยาม
คาว่า “หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า ผู้ดารงตาแหน่งในหน่วยงานของรัฐ ซ่ึงองค์กรตาม
รัฐธรรมนูญ หมายถึง อัยการสูงสุด ท่ีมีอานาจดาเนินการตามระเบียบน้ี ซึ่งผู้ดารงตาแหน่งหัวหน้า
หน่วยงานของรัฐนั้นสามารถกาหนดหน่วยงานระดับใด ผู้บังคับบัญชาชั้นใด ตาแหน่งใด มีอานาจ
ดาเนินการตามระเบียบนี้ก็ใหก้ ระทาได้ เพ่ือให้เกิดความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากย่ิงขนึ้ โดยมกี าร
กระจายอานาจและลดขั้นตอนการดาเนินการ อัยการสูงสุดจึงมีคาสั่งมอบอานาจดาเนินการและส่ังการ
เก่ียวกับการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุของสานักงานอัยการสูงสุด ซึ่งในกรุงเทพมหานคร สานัก
นักบริหารทรัพย์สินมีอานาจและหน้าท่ีรับผิดชอบในการจัดหาพัสดุ งานจัดจ้าง ก่อสร้างอาคาร งาน
บริหารสัญญา และควบคุมพัสดุ ครุภัณฑ์ทั้งปวงของสานักงานอัยการสูงสุด รวมถึงแผนการจัดหาพัสดุ
ศึกษา วิเคราะห์และพัฒนาระบบ รูปแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ รวมท้ังจัดทาระเบียบ คู่มือปฏิบัตินิเทศ
งาน และให้คาปรึกษาแนะนาเก่ียวกับการพัสดุ สัญญาและการควบคุมพัสดุแก่หน่วยงานในสานักงาน
อัยการสูงสุด รวมทั้งปฏิบัติร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอ่ืนท่ีเก่ียวข้องหรือท่ีได้รับ
มอบหมาย
ท้ังน้ี หากคณะกรรมาธิการ มีระบบ QR Code ในการเผยแพร่ฯ สานักงาน
อัยการสูงสุดมีหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร ดังน้ัน เม่ือมีระบบ QR
Code สานักงานอัยการสูงสุดกพ็ ร้อมที่จะเตรียมการในการรับเรื่องร้องเรียน หรือสร้างเครื่องมือเพ่ือเป็น
ช่องทางที่สะดวกและปลอดภยั ในการแจง้ เบาะแสของประชาชน
สานักงานอัยการสูงสุดเห็นด้วยกับการมีระบบ QR Code ในการเผยแพร่
รายละเอียดแผนงานโครงการเกี่ยวกับการจัดซ้ือจัดจ้าง เพื่อให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้ตรวจสอบการ
ทุจริต แต่มีข้อสังเกตในการเผยแพร่รายละเอียดแผนงานโครงการ กล่าวคือ ในการจัดซ้ือจัดจ้างของ
สานักงานอัยการสูงสุดได้ถือปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการจัดซ้ือจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ
พ.ศ. ๒๕๖๐ ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐
กฎกระทรวง รวมถึงหนังสือของกรมบัญชีกลาง และอ่ืน ๆ ท่ีเกี่ยวข้อง ซ่ึงต้องเผยแพร่รายละเอียด
แผนงานโครงการเก่ียวกับการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงข้ันตอนการดาเนินการต่าง ๆ ในระบบจัดซื้อจัดจ้าง
ภาครัฐ e-GP ของกรมบัญชีกลางอยู่แล้ว จึงอาจเป็นการซ้าซ้อนหากต้องเผยแพร่รายละเอียดในระบบ