เพ็ง เพ็ญกุล
คำนำ
รายงานเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชา ศ32101 ชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 5 เพื่่อให้ได้ศึกษาหาความรู้ในเรื่องบุคคลสำคัญในวงการ
นาฏสิลป์ไทย เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง(เพ็ง เพ็ญกุล) และได้ศึกษาอย่าง
เข้าใจเพื่อเป็นประโยชน์กับการเรียน
ผู้จัดทำหวังว่า รายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน หรือนักเรียน
นักศึกษา ที่กำลังหาข้อมูลเรื่องนี้อยู่ หากมีข้อแนะนำหรือข้อผิดพลาด
ประการใด ผู้จัดทำขอน้อมรับไว้และขออภัยมา ณ ที่นี่ด้วย
ผู้จัดทำ
สารบัญ 1
ชีวประวัติ 7
ผลงาน
ละครพันทาง 9
บรรณานุกรม
11
ชีวประวัติ
เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง มีนามเดิมว่า "วันเพ็ง" หรือ "วันเพ็ญ" เนื่องจาก
ท่านเกิดในคืนวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง เวลายามหนึ่ง ซึ่งตรงกับวันที่
16 พฤษภาคม พ.ศ. 2364 ภายหลังเรียกเพียงโดยย่อว่า "เพ็ง"
เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง เมื่อครั้งที่พระบ าทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้า
(เพ็ง เพ็ญกุล) อยู่หัวยังทรงเป็นเจ้าฟ้ามงกุฎ ท่านทรงเสด็จไป
ศึกษาในสำนักพระพุฒาจารย์(ขุน) ซึ่งนาย
ด้วง(หลวงจินดาพิจิตร)บวชเป็นสามเณรอยู่
สมเด็จพุฒาจารย์ (ขุน) จึงมอบหมายให้สาม
เณรด้วงถวายการดูแลเจ้าฟ้ามงกุฎจนเกิด
ความสนิทสนมกัน
ต่อมานายด้วงลาอุปสมบทไปมีภรรยา และ
เจ้ารับราชการในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้า
อยู่หัวได้เป็นหลวงจินดาพิจิตร มีบุตรธิดา 5
คน คนสุดท้ายคือ "วันเพ็ง" เมื่อหลวงจินดา
พิจิตร มีโอกาสเข้าเฝ้าเจ้าฟ้ามงกุฎ เด็กชาย
เพ็งจึงตามไปด้วย
ท่านทรงทอดพระเนตรเห็นจึงออกพระโอษฐ์ขอเด็กชายเพ็งวัย 13 ปี จากหลวง
จินดาพิจิตร เพื่อรับเลี้ยง เป็นบุญรบุญธรรม โดยทรงเรียก "พ่อเพ็ง" เรื่อยมา เมื่อ
เสด็จขึ้นนครองราชย์ จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้พ่อเพ็งเป็น "เจ้าหมื่นสรรเพธภักดี" หัว
หมื่นมหาดเล็ก
เนื่องจาก ในสมัยพระบ าทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นช่วงล่าอาณานิคม
ของสหราชอาณาจักรอังกฤษ ซึ่งอีงกฤษได้เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี กับประเทศ
ไทย ในปี พ.ศ.2398 โดยสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย พระ บรมราชินี ได้อัญเชิญ
พระสาส์น และเครื่องราชบรรณาการ มาถวาย แก่พระบาทสมเด็จพระจ อมเกล้าเจ้า
อยู่หัว แ ละยังมีการลงนามร่วมกัน ใน "สนธิสัญญาบาวริ่ง" อีกด้วย
1
ต่อมาในปี พ.ศ.2400 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง
บุนนาค) เป็นราชทูต และเจ้าหมื่นสรรเพชรภักดี เป็นอุปทูต นำพระราชสานส์ และคุม
เครื่องบรรณาการ ออกไปเจริญสัมพันธไมตรี กับประเทศอังกฤษ ภายหลังจาก
เสร็จกิจ ในฐานะอุปทูต เจ้าหมื่นสรรเพธภักดี จึงได้รับการโปรดเกล้าฯให้เป็น "พระ
บุรุษรัตนราชวัลลภ"
สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ
(ช่วง บุนนาค) กรมหมื่นภูมินทรภักดี
ต่ออมารัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ
ให้เกล้าหมื่นสรรเพธภักดี เป็น "พระยาราชสุภาวดี สมุหพระสุรัสวดี"
เนื่องจาก ในสมัยนั้น ระบ บไพร่มีความซับบซ้อนมาก ไพร่จะต้องสังกัด กับมูลนาย
ทำให้ไม่สามารถ ย้ายถิ่นฐาน เพื่อการประกอบอาชีพได้ แ ละนำไปสู่ปัญหาอื่น เช่น ใน
เวลาที่บ้านเมืองถูกคุกคามจากจักรวรรดินิยม ไพร่อาจขอขึ้นทะเบียนสังกัด เป็นคนใน
บังคับต่างชาติได้
2
การแ ลกตัวเลก
ด้วยเหตุนี้พระอ งค์จึงทรงดำริให้ ไพร่มีหน้าที่ต่อราชการ เท่าเทียมกัน โดยให้มี
การแ ลกตัวเลก ซึ่งจะให้มีฐานะเสมอกัน(ตัวเลกหมายถึงไพร่) โดยขณะนั้นพระยา
ราชสุภาวดี สมุหพระสุรัสวดี ทำห น้าที่ดูแลกรมพระสุรัสวดี ซึ่งเป็นเพียงกรมเล็กๆ
ที่มีหน้าที่สักเลกในเขตความรับผิดชอบเท่านั้น(งานสักเลกเป็นงานหลักของกรม
มหาดไทย กรมพระกลาโหม แ ละกรมท่า) ในปี พ.ศ.2417 จึงมีพระก รุณาโปรด
เกล้าฯ ให้เลื่อนพระยาราชสุภาวดี เจ้ากรมพระสุรัสวดีเป็น "เจ้าพระย ามหินทรศักดิ
ธำรง สกูลวงศ์อรเอกดิเรกยศ มธุรพจนสุนทรธรรมยุคลยานุวัติ บุรุษรัตนทุวาธิ
ราชนิกรวรยุคลบาท บรมนาถสวามิภักดิสนิท วิสิฐคุณศรีรัตนธาดา อภัยพิริย
บรากรมพาหุ" เท่าเทียมกับสมุหนายก สมุหพระก ลาโหม และกรมท่า เพื่อให้มีอำน าจ
ในการจัดระเบียบ การควบคุมกำลังคน และก ารสักเลกมากกว่าเดิม รวมทั้งการ
เกณฑ์ไพร่ มาทำราชการ ในกรณีพิเศษ เช่น การปราบปรามโจรผู้ร้าย การปราบ
กบฎ เป็นต้น
3
ต่อมาในปี พ.ศ.2418 เกิดการชุมนุมของพวกฮ่อ(ชาวจีนอพยพ เข้ามาทำมา
หากิน ในภาคเหนือ ของประเทศไทย) ที่ทุ่งเชียงคำเพื่อหมายจะตีเมืองหลวงพระบาง
ทางการจึงจัดกำลังเข้าปราบปราม โดยแบ่งเป็น 4 กอง ซึ่งหนึ่งในนั้นมีกองทัพของ
เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำร ง เป็นแม่ทัพ และย กกำลังมาจากกรุงเทพฯไปหนองคาย
โดยสามารถปราบปรามพวกฮ่อให้ล่าถอยไปได้
กรมพระสุรัสวดี มีบทบาทในการสักเลก ทั้งในกรุงเทพฯเมืองชั้นใน แ ละเมือง
ชั้นนอก ทำให้มีบทบาทสำคัญเรื่อยมา จนกระทั่งถูกลดฐานะมาเป็นกรมเล็ก ขึ้นกับ
กระท รวงกลาโหมในเวลาต่อมา
สงครามปราบฮ่อ
นอกจากความสำคัญในฐานะข้าหลวงแล้ว เจ้าพระมหินทรศักดิ์ธำร ง ยังมีความ
เกี่ยวพันธ์กับการแ สดงละค ร และที่มาของคำว่า "วิก" ด้วย
เนื่องเจ้า พระม หินทรศักดิ์ธำรง มีคณะะละคร ที่เป็นของท่านเอง มาตั้งแต่สมัย
รัชกาลที่ 4 ซึ่งแต่เดิมมีเพียงละค รนอก แ ละละค รใน จนกระทั่งเมื่อครั้งที่เป็นอุปทูต
ไปอังกฤษ ได้เห็นการแสดงละครของที่นั่น จึงนำแ บบละค รยุโรป มาปรับปรุงละค รน
อก ให้มีแ นวทางที่แปลกไป ทำให้ละค รของท่านได้รับความนิยมมากช่วงปลายรัชกาล
ที่ 5
4
โดยคณะล ะครของ เจ้าพระม หินทรศักดิ์ธำร งคือ "Siamese Theatre" เป็น
ละค รที่เล่นเฉพาะเวลาที่มีแขกบ้านแขกเมืองมาดูจนเมื่องานฉลองกรุง 100 ปี ท่าน
ได้นำละคร มาร่วมแสดงที่ท้องสนามหลวง ซึ่งมีการเรียกเก็บเงินคนดู จึงเป็นจุด
เริ่มต้นของการเก็บค่าตั๋ว เพราะนับจากนั้นท่านได้เปลี่ยนชื่อโรงละครมาเป็น
"Prince Theatre"(หมายถึง ละค รของพระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ ซึ่งเป็นหลาน
ของท่าน) แ ละมีการเรียกเก็บเงิน เพื่อชมละคร
การแสดงละครของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง
โดยละค รของเจ้าพระย ามหินทรศักดิ์ธำร ง มีทั้งเรื่อง ดาหลัง แ ละร าชาธิราช
ซึ่งการแ ต่งตัวก็สมจริง เมื่อเล่นเรื่องจีน ก็แ ต่งชุดจีน เล่นเรื่องพม่าก็แต่งชุดพม่า
ทำให้กลายเป็นที่ชื่นชอบ แ ละได้รับความนิยมมาก
5
เจ้าพระยาม หินทรศักดิ์ธำร ง มีบุตรธิดารวม 26 คน โดยบุตรชายที่ชื่อ นายนิล
ได้เป็น พระยาทรินทรราชเสนี และธิดาคนที่ 3 ชื่อมรกฎ ได้ถวายตัวเป็นเจ้าจอม
มารดามรกฎ ในพระบ าทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระองค์เจ้า 2 พระ
องค์ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุฑารัตนราชกุมารี แ ละพระเจ้าบรมวงศ์
เธอ พระอ งค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม(ผู้ประพันธ์เพลงลาวดำ
เนินเกวียน หรือ เพลงลาวดวงเดือน ซึ่งขึ้นต้นว่า "โอ้ละห นอ... ดวงเดือนเอย")
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระอ งค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์
พระอ งค์เจ้าจุฑารัตนราชกุมารี กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม
ต่อมา เมื่อเจ้าพระย ามหินทรศักดิ์ธำร ง ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อวันที่ 2 มกราคม
พ.ศ.2437 โรงละค รปรินซ์เทียเตอร์ จึงตกเป็นของ เจ้าหมื่นไวยวรนาถ(บุศย์) บุตร
ชาย ซึ่งเรียกละครของท่านว่า "ละครบุศย์มหินทร์" โดยละค รโรงนี้ ได้ไปแสดงในยุ
โรปเป็นครั้งแรก ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในประเทศรัสเซีย แ ต่ไม่ประสบความสำ
เร็จ เนื่องจากขาดทุน เมื่อกลับมาถึงเมืองไทยไม่นาน เจ้าหมื่นไวยวรนาถก็ถึงแ ก่
กรรม
6
ผลงาน
เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) ท่านเป็นเจ้าของคณะละครมา
ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 แต่เพิ่งมาเป็นหลักฐานมั่นคงในรัชกาลที่ 5 ซึ่งแต่เดิมก็แสดง
ละครนอก ละครใน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ท่านไปยุโรป จึงนำแบบละครยุโรปมา
ปรับปรุงละครนอกของท่านให้มีแนวแปลกออกไป ละครของท่านได้รับความนิยม
มากในปลายรัชกาลที่ 5 และสิ่งที่ท่านได้สร้างให้เกิดในวงการละครของไทยคือ
1 ตั้งชื่อโรงละครแบบฝรั่งเป็นครั้งแรก เรียกว่า“ปรินซ์เธียเตอร์”
โรงละครขายตั๋วแห่งแรกในบางกอก “ปรินซ์เธียเตอร์”
โรงละค รปรินซ์เทียเตอร์ เดิมเป็นเพียงโรงกั้นรั้ว จะแสดงในนคืนเดือนหงาย
เดือนละ1 สัปดาห์ หรือ 1 วีค(week) ซึ่งต่อมา เล่นเดือนละ2 วีค เมื่อชาวบ้าน
จะดูละครก็มักจะพูดกันว่าไป "วิก" (เพี้ยนมาจากคำว่าวีค) ทำให้ละครอื่นๆรวมทั้งลิ
เกพากันตามอย่าง โดยมีการกำห นดเวลา แ ละเก็บเงินเหมือนกัน คำว่า "วิก" จึง
แพร่หลาย กลายเป็นละค รวิกนั้น วิกนี้ สืบมา
7
2 ริเริ่มแสดงละครเก็บเงิน (ตีตั๋ว) ที่โรงละครเป็นครั้งแรก
3 การแสดงของท่านก่อให้เกิดคำขึ้นคำหนึ่ง คือ “วิก”
เหตุที่เกิดคำนี้คือ ละครของท่านแสดงสัปดาห์ละครั้ง คนที่ไปดูก็ไปกันทุกๆ
สัปดาห์ คือ ไปดูทุกๆ วิก มักจะพูดกันว่าไปวิก คือ ไปสุดสัปดาห์ด้วยการไปดูละคร
ของท่านเจ้าพระยา
เมื่อท่านถึงแต่อสัญกรรม โรงละครของท่านตกเป็นของบุตร คือ เจ้าหมื่นไว
ยวรนาถ(บุศย์) ท่านผู้นี้เรียกละคร่ของท่านว่า “ละครบุศย์มหินทร์” ละครโรงนี้ได้ไป
แสดงในยุโรปเป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยไปแสดงที่เมื่อปีเตอร์สเบิร์ก ใน
ประเทศรัสเซีย ในสมัยรัชกาลที่ 5 นี้มีคณะละครต่างเกิดขึ้นมากมาย ต่อมาพระเจ้า
บรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ทรงพระราชนิพนธ์ บทละครเรื่อง “พระ
ลอ (ตอนกลาง)” นำเข้าไปแสดงถวายรัชกาลที่ 5 ทอดพระเนตร ณ พระที่นั่ง
อภิเษกกดุสิต เป็นที่พอพระราชหฤทัยมาก
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ได้ทรงตั้งคณะละครขึ้นชื่อ
ว่า “คณะละครหลวงนฤมิตร” ได้ทรงนำพระราชพงศาวดารไทยมาทรงพระนิพนธ์
เป็นบทละคร เช่น เรื่องวีรสตรีถลาง คุณหญิงโม ขบถะรรมเถียร ฯลฯ ทรงใช้
พระนามแฝงว่า “ประเสริฐอักษร” ปรับปรุงละครขึ้นแสดง โดยใช้ท่ารำของไทยบ้าง
และท่าของสามัญชนบ้าง ผสมผสานกัน เปลี่ยนฉากไปตามเนื้อเรื่อง เรียกว่า “บท
ละครพระราชพงศาวดาร” และเรียกละครชนิดนี้ว่า “ละครพันทาง”
8
ละครพันทาง
ผู้แสดง
มักนิยมใช้ผู้แสดงชาย และหญิงแสดงตามบทบาทตัวละครที่ปรกกฎในเรื่อง
ละครพันทางเรื่อง พระลอ ตอนเสี่ยงน้ำ
การแต่งกาย
ไม่แต่งกายตามแบบละครรำทั่วไป แต่จะแต่งกายตามลักษณะเชื้อชาติ เช่น
แสดงเกี่ยวกับเรื่องมอญ ก็จะแต่งแบบมอญ แสดงเกี่ยวกับเรื่องพม่า ก็จะแต่ง
แบบพม่าเป็นต้น
การแต่งกายละครพันทาง
ของฝ่ายหญิง
การแต่งกายละครพันทาง
ของฝ่ายชาย
9
การแสดง
ดำเนินเรื่องคำร้อง เนื่องจากเป็นละครแบบผสมดังกล่าวแล้ว ประกอบกับเป็น
ละครที่ไม่แน่นอนว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ดังนั้นบางแบบต้นเสียง และคู่ร้อง
ทั้งหมดเหมือนละครนอก ละครใน บางแบบต้นเสียงลูกคู่ร้องแต่บทบรรยายกิริยา
ส่วนบทที่เป็นคำพูดตัวละครจะร้องเองเหมือนละครร้อง มีบทเจรจาเป็นคำพูด
ธรรมดาแทรกอยู่บ้าง ดังนั้นการที่จะทำให้ผู้ชมรู้เรื่องราว และเกิดอารมณ์ต่างๆจึง
อยู่ที่ ถ้อยคำ และทำนองเพลงทั้งสิ้น ส่วนท่าทีการร่ายรำมีทั้งดัดแปลงมาจากชาติ
ต่างๆผสมเข้ากับท่ารำของไทย
ดนตรี
มักนิยมใช้วงปี่พาทย์ไม้นวม เรื่องใดที่มีท่ารำ เพลงร้อง และเพลงดนตรีของ
ต่างชาติผสมอยู่ด้วย ก็จะเพิ่มเครื่องดนตรีอันเป้นสัญลักษณ์ของภาษานั้น ๆเรียก
ว่า “เครื่องภาษา” เข้าไปด้วยเช่น ภาษาจีนก็มีกลองจีน กลองต๊อกแต๋ว ฉาบใหญ่
ส่วนพม่าก็มีกลองยาวเพิ่มเติมเป็นต้น
เพลงร้อง
ที่ใช้ร้องจะเป็นเพลงภาษา สำหรับเพลงภาษานั้นหมายถึงเพลงประเภทหนึ่งที่
คณาจารย์ดุริยางคศิลปะได้ประดิษฐ์ขึ้น จากการสังเกต และการศึกษาเพลงของชาติ
ต่าง ๆ ว่ามีสำเนียงเช่นใด แล้วจึงแต่งเพลงภาษาขึ้นโดยใช้ทำนองอย่างไทยๆ แต่
ดัดแปลงให้มีสำเนียงของภาษของชาตินั้นๆ หรืออาจจะนำสำเนียงของภาษานั้นๆ มา
แทรกไว้บ้าง เพื่อนำทางให้ผู้ฟังทราบว่า เป็นเพลงสำเนียงอะไร และได้ตั้งชื่อเพลง
บอกภาษานั้น ๆ เช่น มอญดูดาว จีนเก็บบุปผา ลาวชมดง ลาวรำดาบ แขกลพบุรี
เป็นต้น คนร้องซึ่งมีตัวละคร ต้นเสียง และลูกคู่ จะต้องเข้าใจในการแสดงของละคร
เพลงร้อง และเพลงดนตรีเป็นอย่างดี
10
บรรณานุกรม
Little Bow-wow. (2555). ประวัติบุคคลสำคัญ. [ออนไลน์]. เข้าถึงเมื่อ 23
กรกฎาคม 2565. เข้าถึงได้จาก https://writer.dek-d.com/bird
711/writer/view.php?id=805622.
อุทยานการเรียนรู้. (ม.ป.ป). คนธรรพวาทีศรีรัตนโกสินทร์. [ออนไลน์]. เข้าถึง
เมื่อ 23 กรกฎาคม 2565. เข้าถึงได้จาก http://110.170.81.29/
history_special/1427863046243/1427789960842/
duchess.
วิกิพีเดียไทย. (ม.ป.ป). เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล). [ออนไลน์].
เข้าถึงเมื่อ 23 กรกฎาคม 2565. เข้าถึงได้จาก https://hmong.in.th/.
บ้านจอมยุทธ. (2559). ละครพันทาง. [ออนไลน์]. เข้าถึงเมื่อ 23 กรกฎาคม
2565. เข้าถึงได้จาก https://www.baanjomyut.com/library/
ancient_drama/01.html.
11